ราง
พระราชบัญญัติ
การศึกษาแหงชาติ
พ.ศ. ....
.......................................
....................................
..........................................
........................................................................................................................................
โดยที่เปนการสมควรปรับปรุงกฎหมายวาดวยการศึกษาแหงชาติ
พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจํากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล…
..................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกวา “พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. ....”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ใหใชบังคับตั้งแตวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เปนตนไป
มาตรา ๓ ใหยกเลิก
(๑) พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒
(๒) พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕
(๓) พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๓
-๒-
มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้
“การศึกษา” หมายความวา กระบวนการเรียนรูเพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม
โดยการถายทอดความรู การฝก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสรางสรรคจรรโลงความกาวหนาทาง
วิชาการ การสรางองคความรูอันเกิดจากการจัดสภาพแวดลอม สังคม การเรียนรูและปจจัยเกื้อหนุนใหบุคคล
เรียนรูอยางตอเนื่องตลอดชีวิต
“การศึกษาภาคบังคับ”หมายความวา การศึกษาที่จัดใหเด็กจํานวนเกาชั้นปโดยไมเสีย
คาใชจาย และใหเด็กซึ่งมีอายุยางเขาปที่สี่เขาเรียนในสถานศึกษาจนอายุเขาปที่สิบสอง เวนแตสอบไดชั้นปที่
เกาของการศึกษาภาคบังคับ
“เตรียมอุดมศึกษา” หมายความวา การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อเตรียมความ
พรอมผูเรียนกอนเขาเรียนระดับอุดมศึกษา
“การศึกษาตลอดชีวิต” หมายความวา การศึกษาที่เกิดจากการผสมผสานระหวางการศึกษา
ในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อใหสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตไดอยางตอเนื่อง
ตลอดชีวิต
“สถานศึกษา” หมายความวา สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โรงเรียน ศูนยการเรียน วิทยาลัย
สถาบัน มหาวิทยาลัย หนวยงานการศึกษา หรือหนวยงานอื่นของรัฐหรือของเอกชน ที่มีอํานาจหนาที่หรือมี
วัตถุประสงคในการจัดการศึกษา
“มาตรฐานการศึกษา” หมายความวา ขอกําหนดเกี่ยวกับคุณลักษณะ คุณภาพ ที่พึง
ประสงคและมาตรฐานที่ตองการใหเกิดขึ้นในสถานศึกษาทุกแหง และเพื่อใชเปนหลักในการเทียบเคียงสําหรับ
การสงเสริมและกํากับดูแล การตรวจสอบ การประเมินผล และการประกันคุณภาพทางการศึกษา
“หลักสูตรแกนกลางการศึกษาภาคบังคับ” หมายความวา หลักสูตรการศึกษาที่สถาบันวิจัย
และพัฒนาหลักสูตรแหงชาติจัดทําขึ้นเพื่อเปนกรอบหรือแนวทางของการจัดทําหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับ
ของสถานศึกษา
“การประกันคุณภาพภายใน” หมายความวา การประเมินผล การควบคุมและการติดตาม
ตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาจากภายใน เพื่อใหเกิดการพัฒนาคุณภาพและ
มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา โดยบุคลากรของสถานศึกษานั้นเอง หรือโดยหนวยงานตนสังกัดที่มีหนาที่
กํากับดูแลสถานศึกษานั้น
“การประกันคุณภาพภายนอก” หมายความวา การประเมินผลและการติดตามตรวจสอบ
คุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาจากภายนอก โดยสํานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษา
แหงชาติหรือบุคคลหรือหนวยงานภายนอกที่สํานักงานดังกลาวรับรอง เพื่อใหเกิดการพัฒนาการประกัน
คุณภาพ และพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
“ผูสอน” หมายความวา ครูและคณาจารยในสถานศึกษาระดับตาง ๆ
-๓-
“ครู” หมายความวา บุคลากรวิชาชีพซึ่งทําหนาที่หลักทางดานการเรียนการสอนและการ
สงเสริมการเรียนรูของผูเรียนดวยวิธีการตาง ๆ ในสถานศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน
“คณาจารย” หมายความวา บุคลากรซึ่งทําหนาที่หลักทางดานการสอนและการวิจัยใน
สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับปริญญาของรัฐและเอกชน
“ผูบริหารสถานศึกษา” หมายความวา บุคลากรวิชาชีพที่รับผิดชอบการบริหารสถานศึกษา
แตละแหง ทั้งของรัฐและเอกชน
“ผูบริหารการศึกษา” หมายความวา บุคลากรวิชาชีพที่รับผิดชอบการบริหารการศึกษานอก
สถานศึกษา
“บุคลากรทางการศึกษา” หมายความวา ผูบริหารสถานศึกษา ผูบริหารการศึกษา รวมทั้ง
ผูสนับสนุนการศึกษาซึ่งเปนผูทําหนาที่ใหบริการ หรือปฏิบัติงานเกี่ยวเนื่องกับการจัดกระบวนการเรียนการ
สอน การนิเทศ และการบริหารการศึกษาในหนวยงานการศึกษาตาง ๆ
“กระทรวง” หมายความวา กระทรวงกลาโหม กระทรวงการทองเที่ยวและกีฬา กระทรวง
การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทยหรือกระทรวงวัฒนธรรม แลวแตกรณี
“รัฐมนตรี” หมายความวา รัฐมนตรีผูรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๕ ใหนายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
ใหสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ มีอํานาจในการออกระเบียบ หรือประกาศ
เพื่อใหมีการปฏิบัติตามอํานาจหนาที่ที่กําหนดไวในพระราชบัญญัตินี้
ระเบียบ และประกาศนั้น เมื่อไดประกาศในราชกิจจานุเบกษาแลวใหใชบังคับได
หมวด ๑
บททั่วไป
ความมุงหมายและหลักการ
มาตรา ๖ การจัดการศึกษาตองเปนไปเพื่อพัฒนาคนไทยใหเปนมนุษยที่สมบูรณทั้ง
รางกาย จิตใจ สติปญญา ความรู และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดํารงชีวิต สามารถอยูรวมกับ
ผูอื่นไดอยางมีความสุข และตองมีการพัฒนาการศึกษาอยางมีคุณภาพและมาตรฐานและทันการเปลี่ยนแปลง
ของสังคมโลกและเปนไปอยางตอเนื่องและทันเหตุการณ
-๔-
มาตรา ๗ ในกระบวนการเรียนรูตองมุงปลูกฝงใหผูเรียนมีคุณลักษณะ ดังตอไปนี้
(๑) มีจิตสํานึกที่ถูกตองและยึดมั่นในการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตริยทรงเปนประมุข
(๒) รูจักรักษาและสงเสริมสิทธิ หนาที่ เสรีภาพ ความเคารพกฎหมาย ความเสมอภาค และ
ศักดิ์ศรีความเปนมนุษย
(๓) มีระเบียบวินัยคํานึงถึงประโยชนสวนรวม รูจักเสียสละเพื่อสวนรวม
(๔) มีความภาคภูมิใจในความเปนไทย รูจักรักษาผลประโยชนสวนรวมและของประเทศชาติ
รวมทั้งสงเสริมศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมของชาติ การกีฬา ภูมิปญญาไทย ภูมิปญญาทองถิ่น และความรูอัน
เปนสากล ตลอดจนอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม
(๕) มีความสามารถในการประกอบอาชีพ รูจักพึ่งตนเอง ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง
(๖) มีความคิดริเริ่มสรางสรรค ใฝรูและเรียนรูไดดวยตนเองอยางตอเนื่องตลอดชีวิต
มาตรา ๘ การจัดการศึกษาใหยึดหลัก ดังนี้
(๑) เปนการศึกษาตลอดชีวิตสําหรับประชาชน
(๒) ใหสังคมมีสวนรวมในการจัดการศึกษา
(๓) การพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรูใหเปนไปอยางตอเนื่อง
มาตรา ๙ การจัดระบบ โครงสราง และกระบวนการจัดการศึกษา ใหยึดหลัก ดังนี้
(๑) มีเอกภาพดานนโยบาย และมีความหลากหลายในการปฏิบัติ
(๒) มีการกระจายอํานาจทางการศึกษา งบประมาณ และทรัพยากรทางการศึกษาไป
สูสถานศึกษา และองคกรปกครองสวนทองถิ่น
(๓) มีการกําหนดมาตรฐานการศึกษา และจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษาทุกระดับและ
ประเภทการศึกษา มีการรับรองและตรวจสอบคุณวุฒิการศึกษาของผูเรียนและครู คณาจารย และบุคลากร
ทางการศึกษา
(๔) มีการจัดการศึกษาใหเปนไปตามหลักสูตรของสถานศึกษา โดยเฉพาะอยางยิ่งใน
การศึกษาภาคบังคับตองสอดคลองกับหลักสูตรแกนกลางดวย
(๕) มีหลักการสงเสริมมาตรฐานวิชาชีพครู คณาจารย และบุคลากรทางการศึกษา และการ
พัฒนาครู คณาจารย และบุคลากรทางการศึกษาอยางตอเนื่อง
(๖) ระดมทรัพยากรจากแหลงตาง ๆ มาใชในการจัดการศึกษา
(๗) สงเสริม และพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษา และนําไปใชอยางมี
ประสิทธิภาพ
(๘) การมีสวนรวมของบุคคล ครอบครัว ชุมชน องคกรชุมชน องคกรปกครองสวนทองถิ่น
เอกชน องคกรเอกชน องคกรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น
-๕-
หมวด ๒
สิทธิและหนาที่ทางการศึกษา
มาตรา ๑๐ การจัดการศึกษา ตองจัดใหบุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษา
จํานวนเกาป ที่รัฐจะตองจัดใหอยางทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไมเก็บคาใชจาย เริ่มจากระดับปฐมวัยจนถึงระดับ
ประถมศึกษา
ภายใตบังคับมาตรา ๒๐ ใหรัฐจัดทุนการศึกษาใหแกบุคคลตามวรรคหนึ่งตามความจําเปน
ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๑๑ บุคคลดังตอไปนี้มีสิทธิและโอกาสไดรับการศึกษาเปนพิเศษจากรัฐ
(๑) บุคคลซึ่งมีความบกพรองทางรางกาย จิตใจ สติปญญา อารมณ สังคม การสื่อสาร และ
การเรียนรู หรือมีรางกายพิการหรือทุพพลภาพ ใหจัดการศึกษาตั้งแตแรกเกิดหรือพบความพิการโดยไมเสีย
คาใชจาย
(๒) บุคคลซึ่งไมสามารถพึ่งตนเองได หรือไมมีผูดูแล หรือดอยโอกาส
สิทธิและโอกาสไดรับการศึกษาเปนพิเศษจากรัฐ ใหหมายความรวมถึงการไดรับสิ่งอํานวย
ความสะดวก สื่อ บริการ และความชวยเหลืออื่นใดทางการศึกษา ตามหลักเกณฑและวิธีการที่กําหนด
ในระเบียบของสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ
มาตรา ๑๒ การจัดการศึกษาสําหรับบุคคลซึ่งมีความสามารถพิเศษ ตองจัดดวยรูปแบบที่
เหมาะสมโดยคํานึงถึงความสามารถของบุคคลนั้น
มาตรา ๑๓ บิดา มารดา หรือผูปกครองมีหนาที่จัดใหบุตรหรือบุคคลซึ่งอยูในความดูแลไดรับ
การศึกษาภาคบังคับตามมาตรา ๒๐ และตามกฎหมายที่เกี่ยวของ ตลอดจนใหไดรับการศึกษานอกเหนือจาก
การศึกษาภาคบังคับ ตามความพรอมของครอบครัว
มาตรา ๑๔ ใหรัฐ และองคกรปกครองสวนทองถิ่นมีหนาที่ในการจัดการศึกษา ทั้งนี้ ตามที่
กําหนดในนโยบายการศึกษาแหงชาติ ตลอดจนใหบุคคล ครอบครัว องคกรชุมชน เอกชน องคกรเอกชน
องคกรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น มีสิทธิในการจัดการศึกษา ทั้งนี้ ให
เปนไปตามที่กฎหมายวาดวยสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ
มาตรา ๑๕ บิดา มารดา หรือผูปกครองมีสิทธิไดรับสิทธิประโยชน ดังตอไปนี้
(๑) การสนับสนุนจากรัฐ ใหมีความรูความสามารถในการอบรมเลี้ยงดู และการใหการศึกษา
แกบุตรหรือบุคคลซึ่งอยูในความดูแล ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในพระราชบัญญัตินี้
-๖-
(๒) เงินอุดหนุนจากรัฐสําหรับการจัดการศึกษาภาคบังคับของบุตรหรือบุคคลซึ่งอยูในความ
ดูแลที่ครอบครัวจัดให ใหอุดหนุนเปนเวลาเกาปนับแตเริ่มเขารับการศึกษาภาคบังคับ ทั้งนี้ ตามที่กําหนดใน
พระราชบัญญัตินี้
(๓) การดูแลและเสริมสรางพัฒนาการการเรียนรูของเด็กตั้งแตแรกเกิดจนเขาสูการศึกษาภาค
บังคับโดยไดรับการอุดหนุนจากองคกรปกครองสวนทองถิ่น ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในกฎหมายวาดวยการจัดการ
และบริหารการศึกษาขององคกรปกครองสวนทองถิ่น
(๔) การลดหยอนหรือยกเวนภาษีสําหรับคาใชจายการศึกษาตามที่กฎหมายกําหนด
มาตรา ๑๖ บุคคล ครอบครัว ชุมชน องคกรชุมชน องคกรเอกชน องคกรวิชาชีพ สถาบัน
ศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น ซึ่งสนับสนุนหรือจัดการศึกษาภาคบังคับมีสิทธิไดรับสิทธิ
ประโยชนตามควรแกกรณี ดังตอไปนี้
(๑) การสนับสนุนจากรัฐใหมีความรูความสามารถในการอบรมเลี้ยงดูบุคคลซึ่งอยูในความ
ดูแลรับผิดชอบ ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในพระราชบัญญัตินี้
(๒) เงินอุดหนุนจากรัฐสําหรับการจัดการศึกษาภาคบังคับ ทั้งนี้ ตามที่กําหนดใน
พระราชบัญญัตินี้
(๓) การลดหยอนหรือยกเวนภาษีสําหรับคาใชจายการศึกษาตามที่กฎหมายกําหนด
หมวด ๓
ระบบการศึกษา
มาตรา ๑๗ การจัดการศึกษามีสามรูปแบบ คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และ
การศึกษาตามอัธยาศัย
(๑) การศึกษาในระบบ เปนการศึกษาที่กําหนดจุดมุงหมาย วิธีการศึกษา หลักสูตร
ระยะเวลาของการศึกษา และการวัดและประเมินผล ซึ่งเปนเงื่อนไขของการสําเร็จการศึกษาที่แนนอน
(๒) การศึกษานอกระบบ เปนการศึกษาที่มีความยืดหยุนในการกําหนดจุดมุงหมาย รูปแบบ
วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาของการศึกษา และการวัดและประเมินผล ซึ่งเปนเงื่อนไขสําคัญของการสําเร็จ
การศึกษา โดยเนื้อหาและหลักสูตรจะตองมีความเหมาะสมสอดคลองกับสภาพปญหาและความตองการของ
บุคคลแตละกลุม
(๓) การศึกษาตามอัธยาศัย เปนการศึกษาที่ใหผูเรียนไดเรียนรูดวยตนเองตามความสนใจ
ศักยภาพ ความพรอม และโอกาส โดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ สังคม สภาพแวดลอม สื่อ หรือแหลง
ความรูอื่น ๆ
สถานศึกษาสามารถจัดการศึกษาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งหรือทั้งสามรูปแบบก็ได
-๗-
ใหมีการเทียบโอนผลการเรียนที่ผูเรียนสะสมไวในระหวางรูปแบบเดียวกันหรือตางรูปแบบได
ไมวาจะเปนผลการเรียนจากสถานศึกษาเดียวกันหรือไมก็ตาม รวมทั้งจากการเรียนรูนอกระบบ ตามอัธยาศัย การ
ฝกอาชีพ หรือจากประสบการณการทํางาน
มาตรา ๑๘ การศึกษาในระบบมีสามระดับ คือ การศึกษาภาคบังคับ การศึกษาระดับกอน
อุดมศึกษา และการศึกษาระดับอุดมศึกษา
การศึกษาภาคบังคับประกอบดวย การศึกษาปฐมวัย และการศึกษาระดับประถมศึกษา
การแบงระดับและประเภทของการศึกษาภาคบังคับ ใหเปนไปตามที่กําหนดในระเบียบของสภานโยบายและ
พัฒนาการศึกษาแหงชาติ
การศึกษาระดับกอนอุดมศึกษา ประกอบดวย
(๑) การศึกษาระดับมัธยมศึกษา คือ การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนตน และเตรียม
อุดมศึกษา
(๒) การศึกษาระดับอาชีวศึกษา คือ การศึกษาอาชีวศึกษาตอนตน และอาชีวศึกษาตอน
ปลาย
การแบงระดับและประเภทของการศึกษากอนอุดมศึกษาตามวรรคสาม ใหเปนไปตามที่
กําหนดในระเบียบของสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ
การศึกษาระดับอุดมศึกษาแบงเปนสองระดับ คือ ระดับต่ํากวาปริญญา และระดับปริญญา
มาตรา ๑๙ การแบงระดับหรือการเทียบระดับการศึกษานอกระบบหรือการศึกษาตาม
อัธยาศัยใหเปนไปตามที่กําหนดในระเบียบของสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ
มาตรา ๒๐ ใหมีการศึกษาภาคบังคับจํานวนเกาชั้นป โดยใหเด็กซึ่งมีอายุยางเขาปที่สี่เขาเรียน
ในสถานศึกษาจนอายุเขาปที่สิบสอง เวนแตสอบไดชั้นปที่เกาของการศึกษาภาคบังคับ หลักเกณฑและวิธีการ
นับอายุใหเปนไปตามที่คณะกรรมการการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษากําหนด
มาตรา ๒๑ การจัดการศึกษาภาคบังคับ ใหจัดในสถานศึกษาดังตอไปนี้
(๑) สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ไดแก ศูนยเด็กเล็ก ศูนยพัฒนาเด็กเล็ก ศูนยพัฒนาเด็กกอน
เกณฑของสถาบันศาสนา ศูนยบริการชวยเหลือระยะแรกเริ่มของเด็กพิการและเด็กซึ่งมีความตองการพิเศษ
หรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยที่เรียกชื่ออยางอื่น
(๒) โรงเรียน ไดแก โรงเรียนของรัฐ โรงเรียนเอกชน และโรงเรียนที่สังกัดสถาบันพุทธศาสนา
หรือศาสนาอื่น
(๓) ศูนยการเรียน ไดแก สถานที่เรียนที่หนวยงานจัดการศึกษานอกโรงเรียน บุคคล ครอบครัว
ชุมชน องคกรชุมชน องคกรปกครองสวนทองถิ่น องคกรเอกชน องคกรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ
โรงพยาบาล สถาบันทางการแพทย สถานสงเคราะห และสถาบันสังคมอื่นเปนผูจัด
-๘-
มาตรา ๒๒ การจัดการศึกษาระดับกอนอุดมศึกษา ใหจัดในสถานศึกษาตามมาตรา ๒๑ (๒)
และ (๓) เวนแตกรณีการจัดการศึกษาระดับกอนอุดมศึกษาที่เปนอาชีวศึกษา ใหเปนไปตามมาตรา ๒๔
มาตรา ๒๓ การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาใหจัดในมหาวิทยาลัย สถาบัน วิทยาลัย หรือ
หนวยงานที่เรียกชื่ออยางอื่น ทั้งนี้ ใหเปนไปตามกฎหมายเกี่ยวกับสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา กฎหมายวา
ดวยการจัดตั้งสถานศึกษานั้น ๆ และกฎหมายที่เกี่ยวของ
มาตรา ๒๔ การจัดการอาชีวศึกษา การฝกอบรมวิชาชีพ ใหจัดในสถานศึกษาของรัฐ
สถานศึกษาของเอกชน สถานประกอบการ หรือพื้นที่ประกอบการอุตสาหกรรมหรือกสิกรรม โดยความรวมมือ
ระหวางสถานศึกษากับผูประกอบการ ทั้งนี้ ใหเปนไปตามกฎหมายวาดวยการอาชีวศึกษาและกฎหมายที่
เกี่ยวของ
มาตรา ๒๕ กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ และหนวยงานอื่นของรัฐ อาจจัดการศึกษา
เฉพาะทางตามความตองการและความชํานาญของหนวยงานนั้นได โดยคํานึงถึงนโยบายและมาตรฐาน
การศึกษาของชาติ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไขที่กําหนดในระเบียบของสภานโยบายและพัฒนา
การศึกษาแหงชาติ
มาตรา ๒๖ ใหมีการศึกษาวิจัยและพัฒนาระบบการศึกษาและนโยบายการศึกษาของชาติใน
ทุกระดับ เพื่อสงเสริมและสนับสนุนใหมีองคความรูและฐานขอมูลที่เกิดขึ้นจากการศึกษาวิจัยระบบการศึกษา
และนโยบายการศึกษาของชาติ ซึ่งเปนประโยชนตอการพัฒนาระบบการศึกษาและนโยบายการศึกษาของชาติ
ใหมีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และทันตอสถานการณความ
เปลี่ยนแปลงในสังคมโลก
ใหมีกองทุนศึกษาวิจัย และพัฒนาระบบการศึกษาและนโยบายการศึกษาของชาติ เพื่อเปน
ทุนหมุนเวียนและคาใชจายในการสนับสนุนการวิจัยระบบการศึกษาและนโยบายการศึกษาของชาติอยาง
ตอเนื่องและมีประสิทธิภาพ มีการวิจัยเชิงนโยบาย และการวิจัยประยุกตตางๆ เพื่อประโยชนในการพัฒนา
ระบบการศึกษาและนโยบายการศึกษาของชาติ
ใหสถาบันวิจัยและพัฒนาระบบการศึกษาแหงชาติตามมาตรา ๕๑ มีอํานาจหนาที่ในการ
ดําเนินการตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง และตามที่กําหนดไวในพระราชบัญญัตินี้ และกฎหมายวาดวย
สถาบันวิจัยและพัฒนาระบบการศึกษาแหงชาติ
-๙-
หมวด ๔
แนวการจัดการศึกษา
มาตรา ๒๗ การจัดการศึกษาตองยึดหลักวาผูเรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรูและพัฒนา
ตนเองได และถือวาผูเรียนมีความสําคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาตองสงเสริมใหผูเรียนสามารถพัฒนา
ตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ
มาตรา ๒๘ การจัดการศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษา
ตามอัธยาศัย ตองเนนความสําคัญทั้งความรู คุณธรรม กระบวนการเรียนรูและบูรณาการตามความเหมาะสม
ของแตละระดับการศึกษาในเรื่องตอไปนี้
(๑) ความรูเรื่องเกี่ยวกับตนเอง และความสัมพันธของตนเองกับสังคม ไดแก ครอบครัว
ชุมชน ชาติ และสังคมโลก รวมถึงความรูเกี่ยวกับประวัติศาสตรความเปนมาของสังคมไทยและระบบการเมือง
การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข
(๒) ความรูและทักษะดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี รวมทั้งความรูความเขาใจและ
ประสบการณเรื่องการจัดการ การบํารุงรักษา และการใชประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม
อยางสมดุลยั่งยืน
(๓) ความรูเกี่ยวกับศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม การกีฬา ภูมิปญญาไทย และการประยุกตใช
ภูมิปญญา
(๔) ความรูและทักษะดานคณิตศาสตรและดานภาษา เนนการใชภาษาไทยอยางถูกตอง
(๕) ความรูและทักษะในการประกอบอาชีพและการดํารงชีวิตอยางมีความสุข
มาตรา ๒๙ การจัดกระบวนการเรียนรู ใหสถานศึกษาและหนวยงานที่เกี่ยวของดําเนินการ
ดังตอไปนี้
(๑) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมใหสอดคลองกับความสนใจและความถนัดของผูเรียน โดย
คํานึงถึงความแตกตางระหวางบุคคล
(๒) ฝกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ และการประยุกตความรูมา
ใชเพื่อปองกันและแกไขปญหา
(๓) จัดกิจกรรมใหผูเรียนไดเรียนรูจากประสบการณจริง ฝกการปฏิบัติใหทําได คิดเปน ทํา
เปน รักการอาน และเกิดการใฝรูอยางตอเนื่อง
(๔) จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรูดานตาง ๆ อยางไดสัดสวนสมดุลกัน
รวมทั้งปลูกฝงคุณธรรม คานิยมที่ดีงาม และคุณลักษณะอันพึงประสงคไวในทุกวิชา
(๕) สงเสริมสนับสนุนใหผูสอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดลอม สื่อการเรียน และ
อํานวยความสะดวก เพื่อใหผูเรียนเกิดการเรียนรูและมีความรอบรู รวมทั้งสามารถใชการวิจัยเปนสวนหนึ่งของ
-๑๐-
กระบวนการเรียนรู ทั้งนี้ ผูสอนและผูเรียนอาจเรียนรูไปพรอมกันจากสื่อการเรียนการสอนและแหลง
วิทยาการประเภทตาง ๆ
(๖) จัดการเรียนรูใหเกิดขึ้นไดทุกเวลาทุกสถานที่ มีการประสานความรวมมือกับบิดา
มารดา ผูปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝาย เพื่อรวมกันพัฒนาผูเรียนตามศักยภาพ
มาตรา ๓๐ รัฐตองสงเสริมการดําเนินงานและการจัดตั้งแหลงการเรียนรูตลอดชีวิตทุก
รูปแบบ ไดแก หองสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ หอศิลป สวนสัตว สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร อุทยาน
วิทยาศาสตรและเทคโนโลยีศูนยการกีฬาและนันทนาการ แหลงขอมูล และแหลงการเรียนรูอื่นอยางพอเพียงและ
มีประสิทธิภาพ
มาตรา ๓๑ ใหสถานศึกษาจัดการประเมินผูเรียนโดยพิจารณาจากพัฒนาการของผูเรียน
ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การรวมกิจกรรมและการทดสอบควบคูไปในกระบวนการเรียน
การสอนตามความเหมาะสมของแตละระดับและรูปแบบการศึกษา
ใหสถานศึกษาใชวิธีการที่หลากหลายในการจัดสรรโอกาสการเขาศึกษาตอ และใหนําผลการ
ประเมินผูเรียนตามวรรคหนึ่งมาใชประกอบการพิจารณาดวย
มาตรา ๓๒ ใหสถานศึกษารวมกับบุคคล ครอบครัว ชุมชน องคกรชุมชน องคกรปกครอง
สวนทองถิ่น เอกชน องคกรเอกชน องคกรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น
สงเสริมความเขมแข็งของชุมชนโดยจัดกระบวนการเรียนรูภายในชุมชน เพื่อใหชุมชนมีการจัดการศึกษาอบรม
มีการแสวงหาความรู ขอมูล ขาวสาร และรูจักเลือกสรรภูมิปญญาและวิทยาการตาง ๆ เพื่อพัฒนาชุมชนให
สอดคลองกับสภาพปญหาและความตองการ รวมทั้งหาวิธีการสนับสนุนใหมีการแลกเปลี่ยนประสบการณการ
พัฒนาระหวางชุมชน
มาตรา ๓๓ ใหสถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการ
สงเสริมใหผูสอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรูที่เหมาะสมกับผูเรียนในแตละระดับการศึกษา
หมวด ๕
การบริหารและการจัดการศึกษา
สวนที่ ๑
การบริหารและการจัดการศึกษาของรัฐ
มาตรา ๓๔ โครงสรางองคกรจัดการศึกษาสวนกลาง ใหมีองคกรหลักในการกําหนด
นโยบายการบริหารการจัดการ และการตรวจสอบและรับรองมาตรฐาน โดยแบงองคกรเปนสี่กลุม
-๑๑-
(๑) กลุมนโยบายทางการศึกษา ไดแก สภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ
คณะกรรมการพิทักษระบบคุณธรรมทางการศึกษา
(๒) กลุมปฏิบัติการทางการศึกษา ไดแก กระทรวงศึกษาธิการ สํานักงานปลัดกระทรวง
ศึกษาธิการ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา สํานักงานคณะกรรมการการ
มัธยมศึกษา สํานักงานการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และ
สํานักงานคณะกรรมการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
(๓) กลุมสนับสนุนการจัดการศึกษา ไดแก สถาบันวิจัยและพัฒนาระบบการศึกษาแหงชาติ
สถาบันวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาแหงชาติ สถาบันครุศึกษาแหงชาติ และสํานักงานนวัตกรรมและ
เทคโนโลยีทางการศึกษา
(๔) กลุมตรวจสอบและรับรองมาตรฐานการศึกษา ไดแก สํานักงานรับรองมาตรฐาน
การศึกษาแหงชาติ และสํานักงานรับรองคุณวุฒิการศึกษาแหงชาติ
มาตรา ๓๕ ใหมีคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง เรียกวา “สภานโยบายและพัฒนาการศึกษา
แหงชาติ” เพื่อทําหนาที่ในการกําหนดนโยบายการศึกษา และดําเนินการอื่นตามที่กําหนดในพระราชบัญญัตินี้
จํานวนไมเกินยี่สิบหาคน ประกอบดวย
(๑) นายกรัฐมนตรี เปนประธานกรรมการ
(๒) กรรมการผูทรงคุณวุฒิดานวิทยาศาสตร ดานสังคมศาสตร ดานปฐมวัยและประถมศึกษา
ดานมัธยมศึกษาและเตรียมอุดมศึกษา ดานอาชีวศึกษา ดานอุดมศึกษา ดานการศึกษานอกระบบและการศึกษา
ตามอัธยาศัย ดานกฎหมาย และดานเศรษฐศาสตร จํานวนดานละสองคน
(๓) กรรมการผูแทนจากภาคเอกชนที่เกี่ยวของกับการคาและการลงทุน จํานวนสองคน
(๔) กรรมการผูแทนจากภาคประชาสังคมดานการศึกษา จํานวนสองคน
(๕) กรรมการผูแทนจากองคกรปกครองสวนทองถิ่น จํานวนหนึ่งคน
(๖) กรรมการผูแทนผูปกครอง จํานวนหนึ่งคน
ใหสํานักงานสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติเปนนิติบุคคลและเปนอิสระ และให
เลขาธิการสภาเปนเลขานุการในคณะกรรมการสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ
คุณสมบัติ หลักเกณฑ วิธีการไดมา วาระการดํารงตําแหนง การพนจากตําแหนง
ของกรรมการผูทรงคุณวุฒิตาม (๒) และกรรมการผูแทนตาม (๓) (๔) (๕) และ (๖) และการดําเนินงานของ
คณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง ใหเปนไปตามที่กฎหมายวาดวยสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ
กําหนด
มาตรา ๓๖ สภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ ใหมีอํานาจหนาที่ ดังตอไปนี้
(๑) กําหนดนโยบายการศึกษาของชาติทั้งระบบทุกระดับและทุกประเภท
-๑๒-
(๒) ใหความเห็นชอบและตรวจสอบการจัดสรรงบประมาณรายจายประจําปในสวนที่
เกี่ยวกับการศึกษาใหสอดคลองกับนโยบายการศึกษาแหงชาติ
(๓) กําหนดนโยบายการศึกษา วิเคราะห และวิจัยที่เกี่ยวของกับการศึกษาทุกระดับ
(๔) พิจารณาขอเสนอแนะการจัดทําหลักสูตรการศึกษาสําหรับการศึกษาในระบบทุกระดับและ
สาขา
(๕) พิจารณาใหความเห็นชอบนโยบายการศึกษาพิเศษ และการศึกษาทางเลือกในทุกระดับ
(๖) พิจารณาใหความเห็นชอบในการแตงตั้งคณะกรรมการตามมาตรา ๓๘ มาตรา ๔๐ มาตรา
๔๔ มาตรา ๔๖ และมาตรา ๕๐ ตามกฎหมายวาดวยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ
(๗) พิจารณาออกระเบียบเกี่ยวกับการแตงตั้งคณะกรรมการมาตรา ๕๑ มาตรา ๕๒ มาตรา
๕๓ มาตรา ๕๔ มาตรา ๕๕ และมาตรา ๕๖ และใหความเห็นชอบแตงตั้งคณะกรรมการดังกลาว
(๘) พิจารณาใหความเห็นชอบการแตงตั้งโยกยายขาราชการ พนักงาน และเจาหนาที่
ระดับสูงในกระทรวงศึกษาธิการและหนวยงานที่เกี่ยวของกับการจัดการศึกษาของชาติ
(๙) พิจารณากําหนดมาตรฐานวิชาชีพ และจรรยาบรรณของวิชาชีพครู คณาจารย และ
บุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งกําหนดนโยบายการพัฒนาวิชาชีพครู ผูบริหารสถานศึกษาและผูบริหารการศึกษา
(๑๐) ติดตามตรวจสอบการดําเนินการใหเปนไปตามนโยบายการศึกษาของชาติ
(๑๑) พิจารณาอุทธรณกรณีการสั่งเพิกถอนใบอนุญาต การปดหลักสูตร การปดสถานศึกษา
หรือการงดรับนักเรียนของสถานศึกษาเอกชน สถานศึกษาซึ่งไมไดรับการรับรองมาตรฐาน และสถานศึกษาที่
ไมไดขอรับการประเมินมาตรฐาน
(๑๒) พิจารณาสั่งปดสถานศึกษาของสถานศึกษาซึ่งไมไดรับการรับรองมาตรฐาน และ
สถานศึกษาที่ไมไดขอรับการประเมินมาตรฐานตามมาตรา ๗๒ และมาตรา ๗๕
(๑๓) การกํากับดูแลการปฏิบัติงานของสํานักงานสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ
(๑๔) เสนอแนะตอคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาในการจัดการศึกษาของชาติ
(๑๕) อํานาจอื่นตามที่กําหนดไวในพระราชบัญญัตินี้ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวของ
มาตรา ๓๗ กระทรวงมีอํานาจหนาที่เกี่ยวกับการสงเสริมและกํากับดูแลการจัดการศึกษาทุก
ระดับและทุกประเภท กําหนดนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษา สนับสนุนทรัพยากรเพื่อการศึกษา
สงเสริมและประสานงานการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และการกีฬาเพื่อการศึกษา รวมทั้งการติดตาม
ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาเทาที่ไมขัดหรือแยงกับองคกรที่มีหนาที่ในการตรวจสอบตาม
มาตรา ๕๕ และราชการอื่นตามที่มีกฎหมายกําหนดใหเปนอํานาจหนาที่ของกระทรวงหรือสวนราชการที่
สังกัดกระทรวง
มาตรา ๓๘ ใหมีคณะกรรมการการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา ประกอบดวย
(๑) กรรมการสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติผูทรงคุณวุฒิ เปนประธานกรรมการ
-๑๓-
(๒) กรรมการผูทรงคุณวุฒิดานการศึกษาปฐมวัย ดานประถมศึกษา ดานการศึกษาพิเศษ ดาน
การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และดานกฎหมาย จํานวนดานละหนึ่งคน
(๓) กรรมการผูแทนองคกรปกครองสวนทองถิ่น จํานวนหนึ่งคน
(๔) กรรมการผูแทนครูอาจารยระดับปฐมวัยและประถมศึกษาจากสถานศึกษาของรัฐ จํานวน
หนึ่งคน
(๕) กรรมการผูแทนครูอาจารยระดับปฐมวัยและประถมศึกษาจากสถานศึกษาของเอกชน
จํานวนหนึ่งคน
ใหมีเลขาธิการสํานักงานการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา เปนเลขานุการของ
คณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง และดําเนินงานโดยทั่วไปของสํานักงานการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา ทั้งนี้
ตามที่กําหนดในกฎหมายวาดวยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ
คุณสมบัติ หลักเกณฑ วิธีการไดมา วาระการดํารงตําแหนง การพนจากตําแหนงของ
กรรมการผูทรงคุณวุฒิตาม (๒) และกรรมการผูแทนตาม (๓) และการดําเนินงานของคณะกรรมการตามวรรค
หนึ่ง ใหเปนไปตามกฎหมายวาดวยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ
มาตรา ๓๙ ใหคณะกรรมการการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา มีอํานาจหนาที่
(๑) เสนอแนะนโยบายการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษาตอสภานโยบายและพัฒนา
การศึกษาแหงชาติ
(๒) เสนอแนะการจัดทําหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา
(๓) ติดตาม ตรวจสอบการดําเนินการจัดการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษาใหเปนไปตาม
นโยบายการศึกษาของชาติ
(๔) เสนอแนะนโยบายการศึกษาพิเศษระดับการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา
(๕) พิจารณาใหความเห็นชอบการแตงตั้ง โยกยาย ขาราชการ พนักงาน และเจาหนาที่ของ
สํานักงานการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา และของโรงเรียนและสถานศึกษาในสังกัดที่ยังไมไดถายโอนไป
องคกรปกครองสวนทองถิ่น
(๖) กํากับ ดูแลการปฏิบัติตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพของครู และบุคลากร
ทางการศึกษาของสํานักงานการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา สถานศึกษาทั้งของรัฐ เอกชน และองคกร
ปกครองสวนทองถิ่น
(๗) พิจารณาการอนุญาตการจัดตั้งโรงเรียนและสถานศึกษาเอกชนและองคกรปกครองสวน
ทองถิ่นในขั้นปฐมวัยและประถมศึกษา ตลอดจนการพักใชใบอนุญาต และเพิกถอนใบอนุญาต
(๘) กํากับ ดูแลการปฏิบัติงานของสํานักงานการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา สถานศึกษา
ทั้งของรัฐ เอกชน และองคกรปกครองสวนทองถิ่น
(๙) กําหนดกฎและหลักเกณฑที่จําเปนในการบริหารการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา
-๑๔-
มาตรา ๔๐ ใหมีคณะกรรมการการมัธยมศึกษา ประกอบดวย
(๑) กรรมการสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติผูทรงคุณวุฒิ เปนประธานกรรมการ
(๒) กรรมการผูทรงคุณวุฒิดานมัธยมศึกษา ดานอาชีวศึกษา ดานการศึกษาพิเศษ ดาน
การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และดานกฎหมาย จํานวนดานละหนึ่งคน
(๓) กรรมการผูแทนองคกรปกครองสวนทองถิ่น จํานวนหนึ่งคน
(๔) กรรมการผูแทนครูอาจารยระดับมัธยมศึกษาจากสถานศึกษาของรัฐ จํานวนหนึ่งคน
(๕) กรรมการผูแทนครูอาจารยระดับมัธยมศึกษาจากสถานศึกษาของเอกชน จํานวนหนึ่งคน
ใหมีเลขาธิการสํานักงานการมัธยมศึกษา เปนเลขานุการของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง
และดําเนินงานโดยทั่วไปของสํานักงานการมัธยมศึกษา ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในกฎหมายวาดวยระเบียบบริหาร
ราชการกระทรวงศึกษาธิการ
คุณสมบัติ หลักเกณฑ วิธีการไดมา วาระการดํารงตําแหนง การพนจากตําแหนงของ
กรรมการผูทรงคุณวุฒิตาม (๒) และกรรมการผูแทนตาม (๓) และการดําเนินงานของคณะกรรมการตามวรรค
หนึ่ง ใหเปนไปตามกฎหมายวาดวยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ
มาตรา ๔๑ ใหคณะกรรมการการมัธยมศึกษา มีอํานาจหนาที่
(๑) เสนอแนะนโยบายการศึกษามัธยมศึกษาตอสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ
(๒) เสนอแนะการจัดทําหลักสูตรมัธยมศึกษา
(๓) ติดตาม ตรวจสอบการดําเนินการจัดการศึกษามัธยมศึกษาใหเปนไปตามนโยบาย
การศึกษาของชาติ
(๔) เสนอแนะนโยบายการศึกษาพิเศษระดับมัธยมศึกษา
(๕) พิจารณาใหความเห็นชอบการแตงตั้ง โยกยาย ขาราชการ พนักงาน และเจาหนาที่ของ
สํานักงานการมัธยมศึกษา และของโรงเรียนและสถานศึกษาในสังกัดที่ยังไมไดถายโอนไปองคกรปกครองสวน
ทองถิ่น
(๖) กํากับ ดูแลการปฏิบัติตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพของครู และบุคลากร
ทางการศึกษาของสํานักงานการมัธยมศึกษา สถานศึกษาทั้งของรัฐ เอกชน และองคกรปกครองสวนทองถิ่น
(๗) พิจารณาการอนุญาตการจัดตั้งโรงเรียนและสถานศึกษาเอกชนและองคกรปกครองสวน
ทองถิ่นในขั้นมัธยมศึกษา ตลอดจนการพักใชใบอนุญาต และเพิกถอนใบอนุญาต
(๘) กํากับ ดูแลการปฏิบัติงานของสํานักงานการศึกษามัธยมศึกษา สถานศึกษาทั้งของรัฐ
เอกชน และองคกรปกครองสวนทองถิ่น
(๙) กําหนดกฎและหลักเกณฑที่จําเปนในการบริหารการศึกษามัธยมศึกษา
มาตรา ๔๒ ใหมีคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ประกอบดวย
(๑) กรรมการสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติผูทรงคุณวุฒิ เปนประธานกรรมการ
-๑๕-
(๒) กรรมการผูทรงคุณวุฒิดานมัธยมศึกษา ดานอาชีวศึกษา ดานการศึกษาพิเศษ ดาน
การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และดานกฎหมาย จํานวนดานละหนึ่งคน
(๓) กรรมการผูแทนองคกรปกครองสวนทองถิ่น จํานวนหนึ่งคน
(๔) กรรมการผูแทนครูอาจารยระดับอาชีวศึกษาจากสถานศึกษาของรัฐ จํานวนหนึ่งคน
(๕) กรรมการผูแทนครูอาจารยระดับอาชีวศึกษาจากสถานศึกษาของเอกชน จํานวนหนึ่งคน
ใหมีเลขาธิการสํานักงานการอาชีวศึกษา เปนเลขานุการของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง
และดําเนินงานโดยทั่วไปของสํานักงานการอาชีวศึกษา ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในกฎหมายวาดวยระเบียบบริหาร
ราชการกระทรวงศึกษาธิการ
คุณสมบัติ หลักเกณฑ วิธีการไดมา วาระการดํารงตําแหนง การพนจากตําแหนงของ
กรรมการผูทรงคุณวุฒิตาม (๒) และกรรมการผูแทนตาม (๓) และการดําเนินงานของคณะกรรมการตามวรรค
หนึ่ง ใหเปนไปตามกฎหมายวาดวยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ
มาตรา ๔๓ ใหคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มีอํานาจหนาที่
(๑) เสนอแนะนโยบายการศึกษาอาชีวศึกษาตอสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ
(๒) เสนอแนะการจัดทําหลักสูตรอาชีวศึกษา
(๓) ติดตาม ตรวจสอบการดําเนินการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาใหเปนไปตามนโยบายการศึกษา
ของชาติ
(๔) เสนอแนะนโยบายการศึกษาพิเศษระดับอาชีวศึกษา
(๕) พิจารณาใหความเห็นชอบการแตงตั้ง โยกยาย ขาราชการ พนักงาน และเจาหนาที่ของ
สํานักงานการอาชีวศึกษา และของโรงเรียนและสถานศึกษาในสังกัดที่ยังไมไดถายโอนไปองคกรปกครองสวน
ทองถิ่น
(๖) กํากับ ดูแลการปฏิบัติตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพของครู และบุคลากร
ทางการศึกษาของสํานักงานการอาชีวศึกษา สถานศึกษาทั้งของรัฐ เอกชน และองคกรปกครองสวนทองถิ่น
(๗) พิจารณาการอนุญาตการจัดตั้งโรงเรียนและสถานศึกษาเอกชนและองคกรปกครองสวน
ทองถิ่นในขั้นอาชีวศึกษา ตลอดจนการพักใชใบอนุญาต และเพิกถอนใบอนุญาต
(๘) กํากับ ดูแลการปฏิบัติงานของสํานักงานการศึกษาอาชีวศึกษา สถานศึกษาทั้งของรัฐเอกชน
และองคกรปกครองสวนทองถิ่น
(๙) กําหนดกฎและหลักเกณฑที่จําเปนในการบริหารการศึกษาอาชีวศึกษา
มาตรา ๔๔ ใหมีคณะกรรมการการอุดมศึกษา ประกอบดวย
(๑) กรรมการสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติผูทรงคุณวุฒิ เปนประธานกรรมการ
-๑๖-
(๒) กรรมการผูทรงคุณวุฒิดานการอุดมศึกษา ดานอาชีวศึกษา ดานการศึกษาพิเศษ ดาน
การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ดานสังคมศาสตรและมนุษยศาสตร ดานวิทยาศาสตรและ
เทคโนโลยี ดานวิทยาศาสตรสุขภาพ และดานกฎหมาย จํานวนดานละหนึ่งคน
(๓) กรรมการผูแทนจากผูบริหารสถาบันอุดมศึกษาซึ่งเลือกกันเอง กลุมละหนึ่งคน
ประกอบดวย
(ก) ผูแทนจากที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยของรัฐ
(ข) ผูแทนจากที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี
ราชมงคล
(ค) ผูแทนจากที่ประชุมอธิการบดีสถาบันอุดมศึกษาเอกชน
(๔) กรรมการผูแทนอาจารยจากกลุมมหาวิทยาลัยของรัฐ กลุมมหาวิทยาลัยราชภัฏและ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และกลุมสถาบันอุดมศึกษาเอกชน กลุมละหนึ่งคน
ใหมีเลขาธิการสํานักงานการอุดมศึกษา เปนเลขานุการของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง
และดําเนินงานโดยทั่วไปของสํานักงานการอุดมศึกษา ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในกฎหมายวาดวยระเบียบบริหาร
ราชการกระทรวงศึกษาธิการ
การเลือกกรรมการตาม (๓) และ (๔) ใหเปนไปตามกฎหมายวาดวยระเบียบบริหารราชการ
กระทรวงศึกษาธิการ
มาตรา ๔๕ ใหคณะกรรมการการอุดมศึกษา มีอํานาจหนาที่
(๑) เสนอแนะนโยบายการศึกษาอุดมศึกษาตอสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ
(๒) เสนอแนะการจัดทําหลักสูตรอุดมศึกษา
(๓) ติดตาม ตรวจสอบการดําเนินการจัดการศึกษาอุดมศึกษาใหเปนไปตามนโยบายการศึกษา
ของชาติ
(๔) เสนอแนะนโยบายการศึกษาพิเศษระดับอุดมศึกษา
(๕) พิจารณาใหความเห็นชอบการแตงตั้ง โยกยาย ขาราชการ พนักงาน และเจาหนาที่ของ
สํานักงานการอุดมศึกษา
(๖) กํากับ ดูแลการปฏิบัติตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพของคณาจารย และ
บุคลากรทางการศึกษาของสํานักงานการอุดมศึกษา สถานศึกษาทั้งของรัฐ เอกชน และองคกรปกครองสวน
ทองถิ่น
(๗) พิจารณาเหตุผลและความจําเปนในการจัดตั้งมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ
เพื่อเสนอตอคณะรัฐมนตรี
(๘) พิจารณาการอนุญาตการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาของเอกชน ตลอดจนการพักใชใบอนุญาต
และเพิกถอนใบอนุญาต
-๑๗-
(๙) กํากับ ดูแลการปฏิบัติงานของสํานักงานการอุดมศึกษา มหาวิทยาลัย สถาบันอุดมศึกษา
ทั้งของรัฐ เอกชน และองคกรปกครองสวนทองถิ่น
(๑๐) กําหนดกฎและหลักเกณฑที่จําเปนในการบริหารการศึกษาอุดมศึกษา
มาตรา ๔๖ ใหมีคณะกรรมการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
ประกอบดวย
(๑) กรรมการสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติผูทรงคุณวุฒิ เปนประธานกรรมการ
(๒) กรรมการผูทรงคุณวุฒิดานการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา ดานมัธยมศึกษา ดาน
อาชีวศึกษา ดานการอุดมศึกษา ดานการศึกษาพิเศษ ดานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และ
ดานกฎหมาย จํานวนดานละหนึ่งคน
(๓) กรรมการผูแทนองคกรปกครองสวนทองถิ่น จํานวนหนึ่งคน
(๔) กรรมการผูแทนเครือขายภาคเอกชนที่จัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
จํานวนสองคน
ใหมีเลขาธิการสํานักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เปนเลขานุการ
ของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง และดําเนินงานโดยทั่วไปของสํานักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษา
ตามอัธยาศัย ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในกฎหมายวาดวยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ
คุณสมบัติ หลักเกณฑ วิธีการไดมา วาระการดํารงตําแหนง การพนจากตําแหนงของ
กรรมการผูทรงคุณวุฒิตาม (๒) และกรรมการผูแทนตาม (๓) และการดําเนินงานของคณะกรรมการตามวรรค
หนึ่ง ใหเปนไปตามกฎหมายวาดวยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ
มาตรา ๔๗ ใหคณะกรรมการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย มีอํานาจ
หนาที่
(๑) เสนอแนะนโยบายการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยตอสภานโยบายและ
พัฒนาการศึกษาแหงชาติ
(๒) เสนอแนะการจัดทําหลักสูตรการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
(๓) ติดตาม ตรวจสอบการดําเนินการจัดการศึกษาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม
อัธยาศัยใหเปนไปตามนโยบายการศึกษาของชาติ
(๔) พิจารณาใหความเห็นชอบการแตงตั้ง โยกยาย ขาราชการ พนักงาน และเจาหนาที่ของ
สํานักงานการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
(๕) พิจารณาการอนุญาตการจัดการเรียนการสอนการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม
อัธยาศัยของเอกชนและองคกรปกครองสวนทองถิ่น ตลอดจนการพักใชใบอนุญาต และเพิกถอนใบอนุญาต
(๖) กํากับ ดูแลการปฏิบัติงานของสํานักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
-๑๘-
(๗) กําหนดกฎและหลักเกณฑที่จําเปนในการบริหารการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม
อัธยาศัย
มาตรา ๔๘ ใหสถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับปริญญาเปนนิติบุคคล และอาจจัดเปน
สวนราชการหรือเปนหนวยงานในกํากับของรัฐ ยกเวนสถานศึกษาเฉพาะทางตามมาตรา ๒๕
ใหสถานศึกษาดังกลาวดําเนินกิจการไดโดยอิสระ สามารถพัฒนาระบบบริหาร และการ
จัดการที่เปนของตนเอง มีความคลองตัว มีเสรีภาพทางวิชาการ โดยสอดคลองกับนโยบายการศึกษาแหงขาติ
และอยูภายใตการกํากับดูแลของสภาสถานศึกษา ตามกฎหมายวาดวยการจัดตั้งสถานศึกษานั้น ๆ
มาตรา ๔๙ การกํากับดูแลการจัดการศึกษาของภาคเอกชน และองคกรปกครองสวนทองถิ่น
ในแตละจังหวัด ใหอยูในอํานาจหนาที่ของสํานักงานการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา สํานักงานการ
มัธยมศึกษา และสํานักงานการอาชีวศึกษา แลวแตกรณี ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไวในกฎหมายวาดวยระเบียบ
บริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ
มาตรา ๕๐ ในการจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา หรืออาชีวศึกษา
แลวแตกรณี ใหมีคณะกรรมการสถานศึกษาแตละสถานศึกษา เพื่อทําหนาที่กําหนดนโยบายกํากับและสงเสริม
สนับสนุนกิจการของสถานศึกษา ใหความเห็นชอบแผนพัฒนาสถานศึกษา และใหความเห็นชอบหลักสูตร
สถานศึกษาที่ผูบริหารสถานศึกษานั้นจัดทําขึ้นตามที่กําหนดในมาตรา ๖๗
ใหคณะกรรมการสถานศึกษาตามวรรคหนึ่ง ประกอบดวย ผูแทนผูปกครอง ผูแทนครู ผูแทน
องคกรชุมชน ผูแทนองคกรปกครองสวนทองถิ่น ผูแทนศิษยเกาของสถานศึกษา ผูแทนพระภิกษุสงฆและหรือ
ผูแทนองคกรศาสนาอื่นในพื้นที่ และผูทรงคุณวุฒิในทองถิ่น โดยสถานศึกษาที่มีการจัดการศึกษาระดับ
อาชีวศึกษาอาจมีกรรมการเพิ่มขึ้นได ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไวในกฎหมายวาดวยการจัดการและบริหารการศึกษา
ขององคกรปกครองสวนทองถิ่น
ใหกรรมการสถานศึกษาคัดเลือกกรรมการคนใดคนหนึ่ง เปนเลขานุการของคณะกรรมการ
สถานศึกษา โดยใหผูบริหารสถานศึกษานั้นเปนผูชวยเลขานุการ
ในกรณีที่เปนสถานศึกษาขนาดเล็ก ซึ่งไมอาจมีองคประกอบของคณะกรรมการสถานศึกษา
ตามที่กําหนดในวรรคสองได ใหคณะกรรมการสถานศึกษาของสถานศึกษานั้นมีองคประกอบตามเทาที่มีอยูใน
เขตพื้นที่นั้น หรือในกรณีที่มีความประสงคใชคณะกรรมการสถานศึกษารวมกันกับสถานศึกษาขนาดเล็กอื่น
ใหหนวยงานภูมิภาคของสํานักงานการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา สํานักงานการมัธยมศึกษา และ
สํานักงานการอาชีวศึกษาในพื้นที่นั้น แลวแตกรณี จัดใหมีคณะกรรมการสถานศึกษารวมกันได แตตองมี
จํานวนสถานศึกษาที่มีคณะกรรมการสถานศึกษารวมกันไดไมเกินสามแหง
ความในมาตรานี้ไมใชบังคับแกสถานศึกษาตามมาตรา ๒๑ (๑) และ (๓)
-๑๙-
มาตรา ๕๑ ใหมีสถาบันวิจัยและพัฒนาระบบการศึกษาแหงชาติ เปนองคการมหาชนที่มีฐานะ
เปนนิติบุคคล และบริหารจัดการโดยคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาระบบการศึกษาแหงชาติ
ประกอบดวย
(๑) กรรมการสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติผูทรงคุณวุฒิ เปนประธานกรรมการ
(๒) กรรมการผูแทนจากกรรมการผูทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนา
หลักสูตรการศึกษาแหงชาติ คณะกรรมการสถาบันครุศึกษาแหงชาติ คณะกรรมการสํานักงานนวัตกรรมและ
เทคโนโลยีทางการศึกษา คณะกรรมการสํานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติ และคณะกรรมการ
สํานักงานรับรองคุณวุฒิการศึกษาแหงชาติ จํานวนแหงละหนึ่งคน
(๓) กรรมการผูทรงคุณวุฒิดานการวิจัย ดานการวัดและประเมินผล ดานระบบการศึกษา ดาน
การศึกษาในระบบ ดานการศึกษานอกระบบ ดานการศึกษาตามอัธยาศัย ดานการศึกษาพิเศษ จํานวนดานละ
หนึ่งคน ที่ไดรับการสรรหาและไดรับความเห็นชอบจากสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ
ใหคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาระบบการศึกษาแหงชาติ มีอํานาจหนาที่ตามที่
กําหนดไวในมาตรา ๒๖ และที่กําหนดในกฎหมายวาดวยการวิจัยและพัฒนาระบบการศึกษา
ใหมีผูอํานวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาระบบการศึกษาแหงชาติ ทําหนาที่เลขานุการของ
คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งและดําเนินงานโดยทั่วไปของสถาบันวิจัยและพัฒนาระบบการศึกษาแหงชาติ
ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในกฎหมายวาดวยการวิจัยและพัฒนาระบบการศึกษา
มาตรา ๕๒ ใหมีสถาบันวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาแหงชาติ เปนองคการมหาชนที่มี
ฐานะเปนนิติบุคคล และบริหารจัดการโดยคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาแหงชาติ
ประกอบดวย
(๑) กรรมการสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติผูทรงคุณวุฒิ เปนประธานกรรมการ
(๒) กรรมการผูแทนจากกรรมการผูทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาระบบ
การศึกษาแหงชาติ คณะกรรมการสถาบันครุศึกษาแหงชาติ คณะกรรมการสํานักงานนวัตกรรมและเทคโนโลยี
ทางการศึกษา คณะกรรมการสํานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติ และคณะกรรมการสํานักงานรับรอง
คุณวุฒิการศึกษาแหงชาติ จํานวนแหงละหนึ่งคน
(๓) กรรมการผูทรงคุณวุฒิดานการวิจัย ดานการวัดและประเมินผล ดานหลักสูตร ดาน
การศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา ดานมัธยมศึกษา ดานอาชีวศึกษา ดานอุดมศึกษา ดานการศึกษานอกระบบ
ดานการศึกษาตามอัธยาศัย และดานการศึกษาพิเศษ จํานวนดานละหนึ่งคน ที่ไดรับการสรรหาและไดรับความ
เห็นชอบจากสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ
ใหคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาแหงชาติ มีอํานาจหนาที่ตามที่
กําหนดไวในหมวด ๖ และตามกฎหมายวาดวยการวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการศึกษา
-๒๐-
ใหมีผูอํานวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาแหงชาติ ทําหนาที่เลขานุการของ
คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งและดําเนินงานโดยทั่วไปของสถาบันวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาแหงชาติ
ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในกฎหมายวาดวยการวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการศึกษา
มาตรา ๕๓ ใหมีสถาบันครุศึกษาแหงชาติ เปนองคการมหาชนที่มีฐานะเปนนิติบุคคล และ
บริหารจัดการโดยคณะกรรมการสถาบันครุศึกษาแหงชาติ ประกอบดวย
(๑) กรรมการสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติผูทรงคุณวุฒิ เปนประธานกรรมการ
(๒) กรรมการผูแทนจากกรรมการผูทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาระบบ
การศึกษาแหงชาติ คณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาแหงชาติ คณะกรรมการสํานักงาน
นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา และคณะกรรมการสํานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติ
จํานวนแหงละหนึ่งคน
(๓) กรรมการผูทรงคุณวุฒิดานการวิจัย ดานการเรียนการสอน ดานการวัดและประเมินผล
ดานการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา ดานมัธยมศึกษา ดานอาชีวศึกษา ดานอุดมศึกษา ดานการศึกษานอก
ระบบ ดานการศึกษาตามอัธยาศัย และดานการศึกษาพิเศษ จํานวนดานละหนึ่งคน ที่ไดรับการสรรหาและไดรับ
ความเห็นชอบจากสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ
(๔) ผูแทนคณบดีคณะครุศาสตรหรือศึกษาศาสตรจากมหาวิทยาลัย หรือสถาบันอุดมศึกษา
ของรัฐ หรือเอกชน จํานวนหนึ่งคน
ใหคณะกรรมการสถาบันครุศึกษาแหงชาติ มีอํานาจหนาที่ตามที่กําหนดไวในมาตรา ๗๘ และ
มาตรา ๘๔ และตามกฎหมายวาดวยสถาบันครุศึกษาแหงชาติ
ใหมีผูอํานวยการสถาบันครุศึกษาแหงชาติ ทําหนาที่เลขานุการของคณะกรรมการตามวรรค
หนึ่งและดําเนินงานโดยทั่วไปของสถาบันครุศึกษาแหงชาติ ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในกฎหมายวาดวยสถาบัน
ครุศึกษาแหงชาติ
มาตรา ๕๔ ใหมีสํานักงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา เปนองคการมหาชนที่มี
ฐานะเปนนิติบุคคล และบริหารจัดการโดยคณะกรรมการสํานักงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา
ประกอบดวย
(๑) กรรมการสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติผูทรงคุณวุฒิ เปนประธานกรรมการ
(๒) กรรมการผูแทนจากกรรมการผูทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาระบบ
การศึกษาแหงชาติ คณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาแหงชาติ คณะกรรมการสถาบันครุ
ศึกษาแหงชาติ คณะกรรมการสํานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติ และคณะกรรมการสํานักงาน
รับรองคุณวุฒิการศึกษาแหงชาติ จํานวนแหงละหนึ่งคน
(๓) กรรมการผูทรงคุณวุฒิดานการวิจัย ดานเทคโนโลยีทางการศึกษา ดานการศึกษาในระบบ
ดานการศึกษานอกระบบ ดานการศึกษาตามอัธยาศัย ดานการศึกษาพิเศษ ดานวิทยุกระจายเสียงและวิทยุ
-๒๑-
โทรทัศน ดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี และดานเทคโนโลยีสารสนเทศ จํานวนดานละหนึ่งคน ที่ไดรับการ
สรรหาและไดรับความเห็นชอบจากสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ
ใหคณะกรรมการสํานักงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา มีอํานาจหนาที่ตามที่
กําหนดไวในหมวด ๑๐ และตามกฎหมายวาดวยนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา
ใหมีผูอํานวยการสํานักงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา ทําหนาที่เลขานุการของ
คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งและดําเนินงานโดยทั่วไปของสํานักงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา
ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในกฎหมายวาดวยนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา
มาตรา ๕๕ ใหมีสํานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติ เปนองคการมหาชนที่มีฐานะ
เปนนิติบุคคล และบริหารจัดการโดยคณะกรรมการสํานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติ ประกอบดวย
(๑) กรรมการสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติผูทรงคุณวุฒิ เปนประธานกรรมการ
(๒) กรรมการผูแทนจากกรรมการผูทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาระบบ
การศึกษาแหงชาติ คณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาแหงชาติ คณะกรรมการสถาบัน
ครุศึกษาแหงชาติ คณะกรรมการสํานักงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา และคณะกรรมการสํานักงาน
รับรองคุณวุฒิการศึกษาแหงชาติ จํานวนแหงละหนึ่งคน
(๓) กรรมการผูทรงคุณวุฒิดานการวัดและประเมินผล ดานการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา
ดานมัธยมศึกษา ดานอาชีวศึกษา ดานอุดมศึกษา ดานการศึกษานอกระบบ ดานการศึกษาตามอัธยาศัย ดาน
การศึกษาพิเศษ และดานกฎหมาย จํานวนดานละหนึ่งคน ที่ไดรับการสรรหาและไดรับความเห็นชอบจากสภา
นโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ
ใหคณะกรรมการสํานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติ มีอํานาจหนาที่ตามที่กําหนด
ไวในหมวด ๗ และตามกฎหมายวาดวยการรับรองมาตรฐานการศึกษา
ใหมีผูอํานวยการสํานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติ ทําหนาที่เลขานุการของ
คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งและดําเนินงานโดยทั่วไปของสํานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติ ทั้งนี้
ตามที่กําหนดในกฎหมายวาดวยการรับรองมาตรฐานการศึกษา
มาตรา ๕๖ ใหมีสํานักงานรับรองคุณวุฒิการศึกษาแหงชาติ เปนองคการมหาชนที่มีฐานะเปน
นิติบุคคล และบริหารจัดการโดยคณะกรรมการสํานักงานรับรองคุณวุฒิการศึกษาแหงชาติประกอบดวย
(๑) กรรมการสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติผูทรงคุณวุฒิ เปนประธานกรรมการ
(๒) อธิบดีกรมการกงสุล และเลขาธิการคณะกรรมการขาราชการพลเรือน เปนกรรมการ
(๓) กรรมการผูแทนจากกรรมการผูทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาระบบ
การศึกษาแหงชาติ คณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาแหงชาติ คณะกรรมการสถาบัน
ครุศึกษาแหงชาติ คณะกรรมการสํานักงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา และคณะกรรมการสํานักงาน
รับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติ จํานวนแหงละหนึ่งคน
-๒๒-
(๔) กรรมการผูทรงคุณวุฒิดานการวัดและประเมินผล ดานการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา
ดานมัธยมศึกษา ดานอาชีวศึกษา ดานอุดมศึกษา ดานการศึกษานอกระบบ ดานการศึกษาตามอัธยาศัย
ดานการศึกษาพิเศษ และดานกฎหมาย จํานวนดานละหนึ่งคน ที่ไดรับการสรรหาและไดรับความเห็นชอบจาก
สภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ
ใหคณะกรรมการสํานักงานรับรองคุณวุฒิการศึกษาแหงชาติ มีอํานาจหนาที่ตามที่กําหนดไว
ในมาตรา ๗๙ และมาตรา ๘๐ และตามกฎหมายวาดวยการรับรองคุณวุฒิการศึกษา
ใหมีผูอํานวยการสํานักงานรับรองคุณวุฒิการศึกษาแหงชาติ ทําหนาที่เลขานุการของ
คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งและดําเนินงานโดยทั่วไปของสํานักงานรับรองคุณวุฒิการศึกษาแหงชาติ ทั้งนี้
ตามที่กําหนดในกฎหมายวาดวยการรับรองคุณวุฒิการศึกษา
สวนที่ ๒
การบริหารและการจัดการศึกษาขององคกรปกครองสวนทองถิ่น
มาตรา ๕๗ ใหองคกรปกครองสวนทองถิ่นมีอํานาจจัดการศึกษา และสนับสนุนการจัด
การศึกษาของสถานศึกษาในเขตพื้นที่องคกรปกครองสวนทองถิ่นในระดับใดระดับหนึ่งหรือทุกระดับตามความ
พรอม ความเหมาะสม และความตองการภายในทองถิ่น ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไวในกฎหมายวาดวยการจัดการ
และบริหารการศึกษาขององคกรปกครองสวนทองถิ่น
มาตรา ๕๘ ใหสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติกําหนดหลักเกณฑ วิธีการและ
มาตรฐานการจัดการศึกษาขององคกรปกครองสวนทองถิ่น โดยใหคณะกรรมการการศึกษาปฐมวัยและ
ประถมศึกษา คณะกรรมการการมัธยมศึกษา และคณะกรรมการการอาชีวศึกษา แลวแตกรณี ดําเนินการ
เตรียมความพรอมใหองคกรปกครองสวนทองถิ่นในการจัดการศึกษาตามนโยบายการศึกษาแหงชาติ และ
กํากับดูแลการจัดการศึกษาขององคกรปกครองสวนทองถิ่นในสวนที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาในขอบเขต
อํานาจของตน
มาตรา ๕๙ ในสวนที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาขององคกรปกครองสวน
ทองถิ่นใหองคกรปกครองสวนทองถิ่นที่มีความพรอมหรือมีความจําเปนเสนอเรื่องตอคณะกรรมการการ
อุดมศึกษา เพื่อพิจารณาใหความเห็น เมื่อคณะกรรมการการอุดมศึกษาใหความเห็นแลว ใหเสนอเรื่องตอสภา
นโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติเพื่อพิจารณาใหความเห็นชอบ หากสภานโยบายและพัฒนาการศึกษา
แหงชาติพิจารณาแลวเห็นวาองคกรปกครองสวนทองถิ่นนั้นมีความพรอมและมีความจําเปน และสอดคลองกับ
นโยบายการศึกษาแหงชาติ ใหเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาตรากฎหมายจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาดังกลาว
ตอไป
-๒๓-
มาตรา ๖๐ การจัดการศึกษาขององคกรปกครองสวนทองถิ่นตามหมวดนี้ ใหเปนไปตาม
กฎหมายวาดวยการจัดการศึกษาขององคกรปกครองสวนทองถิ่น
สวนที่ ๓
การบริหารและการจัดการศึกษาของเอกชน
มาตร ๖๑ การบริหารและการจัดการศึกษาของเอกชนใหมีความเปนอิสระ โดยมีการกํากับ
ติดตาม การประเมินคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาจากรัฐ และตองปฏิบัติตามหลักเกณฑการประเมิน
คุณภาพและมาตรฐานการศึกษาเชนเดียวกับสถานศึกษาของรัฐ
มาตรา ๖๒ ใหสถานศึกษาเอกชนตามมาตรา ๒๑ (๒) เปนนิติบุคคล และมีคณะกรรมการ
บริหาร ประกอบดวย ผูบริหารสถานศึกษาเอกชน ผูรับใบอนุญาต ผูแทนผูปกครอง ผูแทนองคกรชุมชน ผูแทน
ครู ผูแทนศิษยเกา และผูทรงคุณวุฒิ
จํานวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ วิธีการสรรหา การเลือกประธานกรรมการและ
กรรมการ วาระการดํารงตําแหนง และการพนจากตําแหนง ใหเปนไปตามที่กําหนดในระเบียบสภานโยบาย
และพัฒนาการศึกษาแหงชาติ
มาตรา ๖๓ ใหสถานศึกษาเอกชนจัดการศึกษาไดทุกระดับและทุกประเภทการศึกษาตามที่
กฎหมายกําหนด โดยรัฐตองกําหนดนโยบายและมาตรการที่ชัดเจนเกี่ยวกับการมีสวนรวมของเอกชนในดาน
การศึกษา
การกําหนดนโยบายและแผนการจัดการศึกษาของรัฐหรือขององคกรปกครองสวนทองถิ่น ให
คํานึงถึงผลกระทบตอการจัดการศึกษาของเอกชน โดยใหคณะกรรมการการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา
คณะกรรมการการมัธยมศึกษา และคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในกรณีที่เปนการจัดการศึกษาขององคกร
ปกครองสวนทองถิ่น ใหองคกรปกครองสวนทองถิ่นรวมรับฟงความคิดเห็นของเอกชนและประชาชน
ประกอบการพิจารณาดวย
ใหสถานศึกษาของเอกชนที่จัดการศึกษาระดับปริญญาดําเนินกิจการไดโดยอิสระ สามารถ
พัฒนาระบบบริหารและการจัดการที่เปนของตนเอง มีความคลองตัว มีเสรีภาพทางวิชาการ และอยูภายใตการ
กํากับดูแลของสภาสถานศึกษา ตามกฎหมายวาดวยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน
มาตรา ๖๔ รัฐตองใหการสนับสนุนดานเงินอุดหนุน การลดหยอนหรือการยกเวนภาษี และ
สิทธิประโยชนอยางอื่น ที่เปนประโยชนในทางการศึกษาแกสถานศึกษาเอกชนตามความเหมาะสม รวมทั้ง
สงเสริมและสนับสนุนดานวิชาการใหสถานศึกษาเอกชนมีมาตรฐานและสามารถพึ่งตนเองได
-๒๔-
มาตรา ๖๕ ในกรณีที่สถานศึกษาเอกชนใด จัดการศึกษาโดยไมเปนไปตามหลักเกณฑ และ
วิธีการตามกฎหมาย หรือดําเนินการจัดการศึกษาอันเปนเท็จ หรือปกปดความจริงเกี่ยวกับขอมูลผูเรียน หรือ
ปกปดหรือแจงขอมูลอันเปนเท็จเกี่ยวกับคุณวุฒิของผูเรียน ครู คณาจารย หรือบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด
ของตน ใหคณะกรรมการการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา คณะกรรมการการมัธยมศึกษา และ
คณะกรรมการการอาชีวศึกษา และคณะกรรมการการอุดมศึกษา แลวแตกรณี ดําเนินการสอบสวน
หาขอเท็จจริง และมีอํานาจสั่งเพิกถอน พักใชใบอนุญาต หรือสั่งงดรับผูเรียน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
หมวด ๖
หลักสูตรและการพัฒนาหลักสูตร
มาตร ๖๖ ใหมีหลักสูตรแกนกลางการศึกษาภาคบังคับที่มีวัตถุประสงคมุงเนนเพื่อความ
เปนไทย ความเปนพลเมืองที่ดีของชาติ การดํารงชีวิต การประกอบอาชีพ และเพื่อการศึกษาตอ
ใหสถาบันวิจัยและพัฒนาหลักสูตรแหงชาติมีหนาที่วิจัยและพัฒนาหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาภาคบังคับตามวรรคหนึ่ง เสนอตอสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติเพื่อใหความเห็นชอบ
มาตรา ๖๗ ใหสํานักงานการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา สํานักงานการมัธยมศึกษา
สํานักงานการอาชีวศึกษา หรือหนวยงานอื่นของรัฐที่เกี่ยวของมีหนาที่จัดใหมีการกํากับติดตามใหสถานศึกษา
จัดทําหลักสูตรสถานศึกษา ตามวัตถุประสงคในมาตรา ๖๖ โดยใหคํานึงถึงสภาพและวิถีของชุมชนและสังคม
ภูมิปญญาทองถิ่นและปรัชญาการศึกษาของสถานศึกษานั้น ๆ และใหมีหนาที่รวมถึงการสงเสริมสนับสนุนให
สถานศึกษา ดําเนินการจัดทําสาระของหลักสูตรสถานศึกษาตามวัตถุประสงคในมาตรา ๖๖ ดวย
ใหองคกรปกครองสวนทองถิ่นมีหนาที่สนับสนุนใหคณะกรรมการสถานศึกษาที่อยูในพื้นที่
ขององคกรปกครองสวนทองถิ่นจัดทําหลักสูตรสถานศึกษาใหเปนไปตามวัตถุประสงคของหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาภาคบังคับตามมาตรา ๖๖ โดยใหคํานึงถึงสภาพชุมชนและสังคม ภูมิปญญาทองถิ่นและปรัชญา
การศึกษาของสถานศึกษานั้น ๆ
มาตรา ๖๘ หลักสูตรการศึกษาระดับตาง ๆ รวมทั้งหลักสูตรการศึกษาสําหรับบุคคลตาม
มาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๒ ตองมีลักษณะหลากหลาย ทั้งนี้ ใหจัดตามความเหมาะสมของแตละระดับโดย
มุงพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลใหเหมาะสมแกวัยและศักยภาพ
สาระของหลักสูตร ทั้งที่เปนวิชาการ และวิชาชีพ ตองมุงพัฒนาคนใหมีความสมดุล ทั้งดาน
ความรู ความคิด ความสามารถ ความดีงาม และความรับผิดชอบตอสังคม
สําหรับหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษา นอกจากคุณลักษณะในวรรคหนึ่งและวรรคสอง
แลว ยังมีความมุงหมายเฉพาะที่จะพัฒนาวิชาการ วิชาชีพชั้นสูง และการคนควาวิจัย เพื่อพัฒนาองคความรู
และพัฒนาสังคม
-๒๕-
มาตรา ๖๙ ใหสถาบันวิจัยและพัฒนาหลักสูตรแหงชาติจัดใหมีการประเมินหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาภาคบังคับทุกสามป และเสนอรายงานการประเมินหลักสูตรและขอเสนอแนะตอสภา
นโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติเพื่อพิจารณา
ใหมีการประเมินหลักสูตรมัธยมศึกษา และหลักสูตรอาชีวศึกษาทุกหาป และเสนอรายงาน
การประเมินหลักสูตรและขอเสนอแนะตอสํานักงานการมัธยมศึกษา สํานักงานการอาชีวศึกษา และแจงใหสภา
นโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติเพื่อทราบ ในกรณีที่ขอเสนอแนะการประเมินใหมีการปรับปรุงหลักสูตร
ใหสํานักงานการมัธยมศึกษา สํานักงานการอาชีวศึกษาดําเนินการพิจารณาปรับปรุงหลักสูตรใหแลวเสร็จ
ภายในหนึ่งป
หมวด ๗
มาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา
มาตรา ๗๐ ใหมีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐาน
การศึกษาทุกระดับ ประกอบดวย ระบบการประกันคุณภาพภายใน และระบบการประกันคุณภาพภายนอก
ระบบ หลักเกณฑ และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา อยางนอยตองสอดคลองกับนโยบาย
การจัดการศึกษาของสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ วัตถุประสงคและผลสัมฤทธิ์ตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาภาคบังคับ การจัดทําหลักสูตรสถานศึกษาที่สอดคลองกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ภาคบังคับ และผลสัมฤทธิ์ของผูเรียนตามนโยบายหลักสูตร ทั้งนี้ ใหเปนไปตามแนวทางที่กําหนดในระเบียบ
ของสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ
สถานศึกษาประเภทใดที่ไมตองเขารับการประกันคุณภาพการศึกษาตามพระราชบัญญัตินี้
ใหเปนไปตามที่สภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติประกาศกําหนด
มาตรา ๗๑ ใหหนวยงานตนสังกัด สถานศึกษา และองคกรปกครองสวนทองถิ่นที่จัด
การศึกษาตองจัดใหมีระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา และดําเนินการประกันคุณภาพภายในตาม
ระบบดังกลาวปละหนึ่งครั้ง
ใหคณะกรรมการการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา คณะกรรมการการมัธยมศึกษา
คณะกรรมการการอาชีวศึกษา และคณะกรรมการการอุดมศึกษา แลวแตกรณี กําหนดเกณฑการประเมิน
การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาใหสอดคลองกับนโยบายการศึกษาของชาติ ระบบการประกันคุณภาพ
ภายนอก และระบบ หลักเกณฑ และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา ตามระเบียบของสภานโยบายและ
พัฒนาการศึกษาแหงชาติในมาตรา ๗๐
การประกันคุณภาพภายในถือเปนสวนหนึ่งของกระบวนการบริหารการศึกษาที่ตอง
ดําเนินการอยางตอเนื่อง โดยมีการจัดทํารายงานประจําปเสนอตอหนวยงานตนสังกัด หนวยงานที่เกี่ยวของ
-๒๖-
และเปดเผยตอสาธารณชน เพื่อนําไปสูการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา และเพื่อรองรับการประกัน
คุณภาพภายนอก
มาตรา ๗๒ สํานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติมีอํานาจหนาที่พัฒนาเกณฑ และ
วิธีการประเมินคุณภาพภายนอก และทําการประเมินผลการจัดการศึกษา เพื่อใหมีการตรวจสอบคุณภาพของ
สถานศึกษา โดยคํานึงถึงความมุงหมายและหลักการและแนวการจัดการศึกษาในแตละระดับ ตลอดจนบริหาร
จัดการ และดําเนินการเกี่ยวกับการศึกษาวิจัย พัฒนา และใหบริการทางการประเมินผลทางการศึกษา และ
ทดสอบทางการศึกษาอยางตอเนื่อง รวมทั้งเปนศูนยกลางความรวมมือดานการทดสอบทางการศึกษาใน
ระดับชาติและระดับนานาชาติ
สถานศึกษาที่ไดรับการประเมินระบบการประกันคุณภาพภายในแลว ใหขอรับการประเมิน
ระบบการประกันคุณภาพภายนอกจากสํานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติ อยางนอยหนึ่งครั้ง
ในทุกหาปนับตั้งแตการประเมินครั้งสุดทาย
สถานศึกษาแหงใดไมไดขอรับการประเมินภายในกําหนดเวลาตามวรรคสอง ใหถือวา
สถานศึกษานั้นไมไดรับการรับรองมาตรฐาน และใหหนวยงานตนสังกัดหรือหนวยงานที่มีอํานาจกํากับดูแล
สถานศึกษานั้นรายงานตอสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติเพื่อทราบ และสั่งงดรับนักเรียน และ
ใหสถานศึกษาตองดําเนินการขอรับการประเมินโดยเร็ว แตทั้งนี้ตองไมเกินหนึ่งป หากพนกําหนดดังกลาว
ใหหนวยงานตนสังกัดหรือหนวยงานที่มีอํานาจกํากับดูแลรายงานตอสภานโยบายและพัฒนาการศึกษา และ
สั่งปดสถานศึกษา หากหนวยงานตนสังกัดหรือหนวยงานที่มีอํานาจกํากับดูแลไมดําเนินการ ใหสํานักงาน
รับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติรายงานตอสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ เพื่อสั่งปด
สถานศึกษา ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในกฎหมายวาดวยการรับรองมาตรฐานการศึกษา
การจัดทําเกณฑ วิธีการประเมินคุณภาพภายนอกและประเมินผลการจัดการศึกษาตามวรรค
หนึ่ง วิธีการขอรับการประเมินตามวรรคสอง และวิธีดําเนินการในกรณีสถานศึกษาที่ไมไดรับการรับรอง
มาตรฐานตามวรรคสาม ใหเปนไปตามกฎหมายวาดวยการรับรองมาตรฐานการศึกษา
มาตรา ๗๓ ใหคณะกรรมการการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา คณะกรรมการการ
มัธยมศึกษา คณะกรรมการการอาชีวศึกษา และคณะกรรมการการอุดมศึกษา แลวแตกรณี กําหนด
อัตราสวนจํานวนสถานศึกษาที่มีความพรอมในการเขารับการประเมินระบบการประกันคุณภาพภายนอก
ทั้งนี้ ใหกําหนดอัตราสวนจํานวนไมนอยกวารอยละสิบหาของสถานศึกษาในแตละปการศึกษา
ใหสํานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติ กําหนดอัตราสวนจํานวนของสถานศึกษาที่
สํานักงานสามารถประเมินการประกันคุณภาพภายนอกไดในแตละปการศึกษา โดยใหกําหนดอัตราสวน
จํานวนไมเกินรอยละสิบหาของจํานวนสถานศึกษาในแตละปการศึกษา ทั้งนี้ เงื่อนไขขางตนมิใหใชบังคับ
ในปที่หาซึ่งเปนปการศึกษาสุดทายของรอบการประเมินในแตละรอบ
-๒๗-
มาตรา ๗๔ ใหสถานศึกษาใหความรวมมือในการจัดเตรียมเอกสารหลักฐานตาง ๆ ที่มีขอมูล
เกี่ยวของกับสถานศึกษา ตลอดจนใหบุคลากร คณะกรรมการประจําสถานศึกษา รวมทั้งผูปกครองและผูที่มี
สวนเกี่ยวของกับสถานศึกษาใหขอมูลเพิ่มเติมในสวนที่พิจารณาเห็นวา เกี่ยวของกับการปฏิบัติภารกิจของ
สถานศึกษา ตามคํารองขอของสํานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติ หรือบุคคลหรือหนวยงาน
ภายนอกที่สํานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติรับรองซึ่งเปนผูทําการประเมินคุณภาพภายนอกของ
สถานศึกษานั้น
มาตรา ๗๕ ในกรณีที่ผลการประเมินภายนอกของสถานศึกษาใดไมไดตามมาตรฐานที่กําหนด
ใหสํานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติ จัดทําขอเสนอแนะการปรับปรุงแกไขตอหนวยงานตนสังกัด
และสถานศึกษา เพื่อใหหนวยงานตนสังกัดและสถานศึกษารวมมือกันจัดทําแผนการปรับปรุงแกไข และขอรับ
การประเมินภายนอกใหมภายในหนึ่งปนับแตไดรับทราบผลการประเมิน หากพนระยะเวลาดังกลาวหรือ
หากขอรับการประเมินภายนอกใหมแลว แตผลปรากฏวาสถานศึกษานั้นไมผานการประเมินภายนอกอีก
ใหสํานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติแจงหนวยงานตนสังกัดหรือหนวยงานที่มีอํานาจกํากับดูแล
ใหสั่งปดสถานศึกษา หากหนวยงานตนสังกัดหรือหนวยงานที่มีอํานาจกํากับดูแลไมดําเนินการ ใหนําความตาม
มาตรา ๗๒ วรรคสามาใชบังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๗๖ หามผูบริหารสถานศึกษาที่ถูกสั่งปดสถานศึกษาตามมาตรา ๗๒ และมาตรา ๗๓
นั้นตั้งสถานศึกษาใหมแทนสถานศึกษาเดิมหรือมีสวนในการบริหารสถานศึกษาใดไมวาโดยทางตรงหรือ
ทางออม
มาตรา ๗๗ การทดสอบทางการศึกษาเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผูเรียนและคุณภาพ
ของสถานศึกษา ซึ่งเปนสวนหนึ่งของการประกันคุณภาพการศึกษา และการดําเนินงานในหมวดนี้ หรืออํานาจ
หนาที่อื่นของสํานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติ ใหเปนไปตามกฎหมายวาดวยการรับรองมาตรฐาน
การศึกษา
หมวด ๘
ครู คณาจารย บุคลากรทางการศึกษา และการรับรองคุณวุฒิ
มาตรา ๗๘ ใหมีระบบ กระบวนการผลิต การพัฒนาครู คณาจารย และบุคลากรทางการ
ศึกษาใหมีคุณภาพและมาตรฐานที่เหมาะสมกับการเปนวิชาชีพชั้นสูง โดยสถาบันครุศึกษาแหงชาติซึ่งมีอํานาจ
หนาที่ผลิตและพัฒนาครู คณาจารย รวมทั้งบุคลากรทางการศึกษาใหมีความพรอมและมีความเขมแข็งในการ
เตรียมบุคลากรใหมและการพัฒนาบุคลากรประจําการอยางตอเนื่อง
-๒๘-
ใหมีกองทุนพัฒนาครู คณาจารย และบุคลากรทางการศึกษาในสถาบันครุศึกษาแหงชาติ เพื่อ
จัดสรรเงินทุนแกการดําเนินงานในการผลิตและพัฒนาครู คณาจารย และบุคลากรทางการศึกษา ใหมีคุณภาพ
รัฐพึงจัดสรรงบประมาณกองทุนพัฒนาครู คณาจารย และบุคลากรทางการศึกษาอยาง
เพียงพอ
มาตรา ๗๙ ใหสํานักงานรับรองคุณวุฒิการศึกษาแหงชาติมีอํานาจหนาที่ในการทดสอบ
และรับรองคุณวุฒิวิชาชีพครูและผูบริหารการศึกษา การพักใชและเพิกถอนการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพครู เปน
ศูนยขอมูลคุณวุฒิการศึกษาของผูสําเร็จการศึกษาในทุกระดับและทุกประเภท ตรวจสอบและรับรองการสําเร็จ
การศึกษาและคุณวุฒิการศึกษาของผูสําเร็จการศึกษาในทุกระดับและทุกประเภท การเทียบระดับและการ
เทียบโอน ทั้งในประเทศและตางประเทศ ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในกฎหมายวาดวยการรับรองคุณวุฒิการศึกษา
มาตรา ๘๐ ผูซึ่งจะประกอบวิชาชีพครูและผูบริหารการศึกษาตองเปนผูสําเร็จการศึกษาจาก
สถาบันครุศึกษาแหงชาติ และผานการทดสอบเพื่อการรับรองคุณวุฒิจากสํานักงานรับรองคุณวุฒิการศึกษา
แหงชาติ
ความในวรรคหนึ่งไมใชบังคับแกบุคลากรทางการศึกษาที่จัดการศึกษาตามอัธยาศัย
สถานศึกษาตามมาตรา ๒๑ (๓) และวิทยากรพิเศษทางการศึกษา
มาตรา ๘๑ ใหสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติกําหนดมาตรฐานวิชาชีพ และ
จรรยาบรรณของวิชาชีพ รวมทั้งกําหนดนโยบายการพัฒนาวิชาชีพครู ผูบริหารสถานศึกษาและผูบริหาร
การศึกษา
ความในมาตรานี้ไมใชบังคับแกคณาจารย ผูบริหารสถานศึกษา และผูบริหารการศึกษาใน
ระดับอุดมศึกษาระดับปริญญา
มาตรา ๘๒ ใหคณะกรรมการการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา คณะกรรมการการ
มัธยมศึกษา และคณะกรรมการการอาชีวศึกษา แลวแตกรณี ทําหนาที่เปนองคกรกลางบริหารงานบุคคล
ของขาราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดสํานักงานการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา
สํานักงานการมัธยมศึกษา และสํานักงานการอาชีวศึกษา แลวแตกรณี ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในกฎหมายวาดวย
ระเบียบขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
มาตรา ๘๓ ใหมีกฎหมายวาดวยเงินเดือน คาตอบแทน สวัสดิการ และสิทธิประโยชนเกื้อกูล
อื่น สําหรับขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อใหมีรายไดที่เพียงพอและเหมาะสมกับฐานะทางสังคม
และวิชาชีพ
ใหมีกองทุนสงเสริมครู คณาจารย และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อจัดสรรเปนเงินอุดหนุน
งานริเริ่มสรางสรรค ผลงานดีเดน และเปนรางวัลเชิดชูเกียรติครู คณาจารย และบุคลากรทางการศึกษา ทั้งนี้
ใหเปนไปตามที่กําหนดระเบียบสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ
-๒๙-
มาตรา ๘๔ การผลิตและพัฒนาคณาจารยและบุคลากรทางการศึกษา การพัฒนา มาตรฐาน
และจรรยาบรรณของวิชาชีพ และการบริหารงานบุคคลของขาราชการหรือพนักงานของรัฐในสถานศึกษา
ระดับปริญญาที่เปนนิติบุคคล ใหเปนไปตามกฎหมายวาดวยการจัดตั้งสถานศึกษาแตละแหงและกฎหมายที่
เกี่ยวของ
ใหสถาบันครุศึกษาแหงชาติมีหนาที่พัฒนาองคความรูเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนของ
คณาจารยและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษาระดับปริญญาที่เปนนิติบุคคลของรัฐใหสอดคลองกับ
นโยบายการศึกษาแหงชาติ
มาตรา ๘๕ ใหหนวยงานทางการศึกษาระดมทรัพยากรบุคคลในชุมชนใหมีสวนรวมในการจัด
การศึกษาโดยนําประสบการณ ความรอบรู ความชํานาญ และภูมิปญญาทองถิ่นของบุคคลดังกลาวมาใช
เพื่อใหเกิดประโยชนทางการศึกษาและยกยองเชิดชูผูที่สงเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษา
หมวด ๙
การระดมทรัพยากร และการลงทุนเพื่อการศึกษา
มาตรา ๘๖ ใหมีการระดมทรัพยากรและการลงทุนดานงบประมาณ การเงิน และทรัพยสิน
ทั้งจากรัฐ องคกรปกครองสวนทองถิ่น บุคคล ครอบครัว ชุมชน องคกรชุมชนเอกชน องคกรเอกชน องคกร
วิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ สถาบันสังคมอื่น และตางประเทศมาใชจัดการศึกษา ดังนี้
(๑) ใหรัฐและองคกรปกครองสวนทองถิ่นระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา โดยอาจจัดเก็บภาษี
เพื่อการศึกษาไดตามความเหมาะสม ทั้งนี้ ใหเปนไปตามที่กฎหมายกําหนด
(๒) ใหบุคคล ครอบครัว ชุมชน องคกรชุมชน องคกรปกครองสวนทองถิ่น เอกชน องคกร
เอกชน องคกรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น ระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา
โดยเปนผูจัดและมีสวนรวมในการจัดการศึกษา บริจาคทรัพยสิน และทรัพยากรอื่นใหแกสถานศึกษา และมี
สวนรวมรับภาระคาใชจายทางการศึกษาตามความเหมาะสมและความจําเปน
ทั้งนี้ ใหรัฐและองคกรปกครองสวนทองถิ่นสงเสริมและใหแรงจูงใจในการระดมทรัพยากร
ดังกลาว โดยการสนับสนุน การอุดหนุน และใชมาตรการลดหยอนหรือยกเวนภาษี ตามความเหมาะสมและ
ความจําเปน ทั้งนี้ ใหเปนไปตามที่กฎหมายกําหนด
มาตรา ๘๗ ใหสถานศึกษาของรัฐหรือองคกรปกครองสวนทองถิ่นที่เปนนิติบุคคล มีอํานาจใน
การปกครอง ดูแล บํารุงรักษา ใช และจัดหาผลประโยชนจากทรัพยสินของสถานศึกษา ทั้งที่เปนที่ราชพัสดุ
-๓๐-
ตามกฎหมายวาดวยที่ราชพัสดุ และที่เปนทรัพยสินอื่น รวมทั้งจัดหารายไดจากบริการของสถานศึกษา และ
เก็บคาธรรมเนียมการศึกษาที่ไมขัดหรือแยงกับนโยบาย วัตถุประสงค และภารกิจหลักของสถานศึกษา
บรรดาอสังหาริมทรัพยที่สถานศึกษาตามวรรคหนึ่งไดมาโดยมีผูอุทิศให หรือโดยการซื้อหรือ
แลกเปลี่ยนจากรายไดของสถานศึกษา ไมถือเปนที่ราชพัสดุ และใหเปนกรรมสิทธิ์ของสถานศึกษา
บรรดา รายไดและผลประโยชนของสถานศึกษาตามวรรคหนึ่ง รวมทั้งผลประโยชนที่เกิดจาก
ที่ราชพัสดุ เบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาลาศึกษา และเบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาการซื้อทรัพยสินหรือ
จางทําของที่ดําเนิน การโดยใชเงินงบประมาณไมเปนรายไดที่ตองนําสงกระทรวงการคลังตามกฎหมายวาดวย
เงินคงคลังและกฎหมายวาดวยวิธีการงบประมาณ
บรรดารายไดและผลประโยชนของสถานศึกษาตามวรรคหนึ่งที่ไมเปนนิติบุคคล รวมทั้ง
ผลประโยชนที่เกิดจากที่ราชพัสดุ เบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาลาศึกษา และเบี้ยปรับที่เกิดจากการผิด
สัญญาการซื้อทรัพยสินหรือจางทําของที่ดําเนินการโดยใชเงินงบประมาณใหสถานศึกษาสามารถจัดสรรเปน
คาใชจายในการจัดการศึกษาของสถานศึกษานั้น ๆ ไดตามระเบียบที่กระทรวงการคลังกําหนด
มาตรา ๘๘ ใหรัฐจัดสรรงบประมาณแผนดินใหกับการศึกษาในฐานะที่มีความสําคัญสูงสุดตอ
การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศโดยจัดสรรเปนเงินงบประมาณเพื่อการศึกษา ดังนี้
(๑) จัดสรรเงินอุดหนุนทั่วไปเปนคาใชจายรายบุคคลที่เหมาะสมแกผูเรียนการศึกษาภาค
บังคับที่จัดโดยรัฐ องคกรปกครองสวนทองถิ่น และเอกชนใหเทาเทียมกัน
(๒) จัดสรรทุนการศึกษาในรูปของกองทุนกูยืมใหแกผูเรียนที่มาจากครอบครัวที่มีรายไดนอย
ตามความเหมาะสมและความจําเปน
(๓) จัดสรรงบประมาณและทรัพยากรทางการศึกษาอื่นเปนพิเศษ ใหเหมาะสมและสอดคลอง
กับความจําเปนในการจัดการศึกษาสําหรับผูเรียนที่มีความตองการเปนพิเศษแตละกลุมตามมาตรา ๑๑ และ
มาตรา ๑๒ โดยคํานึงถึงความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษาและความเปนธรรม ทั้งนี้ ใหเปนไปตาม
หลักเกณฑและวิธีการที่กําหนดในระเบียบสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ
(๔) จัดสรรงบประมาณเปนคาใชจายดําเนินการและงบลงทุนใหสถานศึกษาของรัฐตาม
นโยบายแผนพัฒนาการศึกษาแหงชาติและภารกิจของสถานศึกษา โดยใหมีอิสระในการบริหารงบประมาณ
และทรัพยากรทางการศึกษา ทั้งนี้ ใหคํานึงถึงคุณภาพและความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษา
(๕) จัดสรรงบประมาณในลักษณะเงินอุดหนุนทั่วไปใหสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาของรัฐที่
เปนนิติบุคคล และเปนสถานศึกษาในกํากับของรัฐหรือองคการมหาชน
(๖) จัดสรรกองทุนกูยืมดอกเบี้ยต่ําใหสถานศึกษาเอกชน เพื่อใหพึ่งตนเองได
(๗) จัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาการศึกษาของรัฐและเอกชน
-๓๑-
มาตรา ๘๙ ใหรัฐจัดสรรเงินอุดหนุนการศึกษาที่จัดโดยบุคคล ครอบครัว องคกรชุมชน
องคกรเอกชน องคกรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น ตามความเหมาะสม
และความจําเปน
มาตรา ๙๐ ใหมีระบบการตรวจสอบ ติดตาม และประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการ
ใชจายงบประมาณการจัดการศึกษาใหสอดคลองกับหลักการศึกษา แนวการจัดการศึกษาและคุณภาพ
มาตรฐานการศึกษา โดยหนวยงานภายในและหนวยงานของรัฐที่มีหนาที่ตรวจสอบภายนอก
หลักเกณฑและวิธีการในการตรวจสอบ ติดตามและการประเมิน ใหเปนไปตามที่กําหนดใน
ระเบียบสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ
หมวด ๑๐
เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
มาตรา ๙๑ ใหสํานักงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษามีอํานาจหนาที่พิจารณา
เสนอนโยบาย แผน สงเสริม การพัฒนาและการใชนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา รวมทั้งการประเมิน
คุณภาพและประสิทธิภาพของการผลิตและการใชเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาตอสภานโยบายการศึกษาแหงชาติ
เพื่อพิจารณาใหความเห็นชอบ และศึกษา วิจัย และผลิตนวัตกรรมทางการศึกษา เพื่อใชในการเรียนการสอนที่
คุณภาพและมาตรฐาน กําหนดการใชเทคโนโลยีทางการศึกษาที่เหมาะสมกับระบบการศึกษาของชาติในทุก
ระดับและทุกประเภท และการประสานความรวมมือในการใชเทคโนโลยีเพื่อการศึกษากับผูประกอบการ
เอกชน ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในกฎหมายวาดวยนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา
มาตรา ๙๒ ในการกําหนดทรัพยากรเพื่อการจัดการศึกษาที่ตองใชนวัตกรรมและเทคโนโลยี
สื่อการสอนทุกระดับที่ทันสมัยและเหมาะสมกับการจัดการศึกษาจาก ใหคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง
กิจการโทรทัศน และกิจการโทรคมนาคมแหงชาติ และหนวยงานที่เกี่ยวของตองจัดสรรคลื่นความถี่ สื่อตัวนํา
และโครงสรางพื้นฐานอื่น ที่จําเปนตอการสงวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน วิทยุโทรคมนาคม และการสื่อสาร
ในรูปอื่น เพื่อใชประโยชนสําหรับการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย และ
การศึกษาพิเศษ รวมทั้งการทะนุบํารุงศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมตามความจําเปน
มาตรา ๙๓ ใหจัดตั้งกองทุนพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาจากเงินอุดหนุน
ของรัฐ คาสัมปทาน และผลกําไร ที่ไดจากการดําเนินกิจการดานสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ และ
โทรคมนาคมจากทุกฝายที่เกี่ยวของ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองคกรประชาชน รวมทั้งใหมีการลดอัตรา
คาบริการเปนพิเศษในการใชเทคโนโลยีดังกลาวเพื่อการพัฒนาคนและสังคม โดยใหใชจายเพื่อการศึกษา วิจัย
และพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาและการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวของกับนวัตกรรมและ
-๓๒-
เทคโนโลยีใหมีขีดความสามารถและความรูทักษะที่เพียงพอตอการใชนวัตกรรมและเทคโนโลยี ทั้งนี้ ตามที่
กําหนดในกฎหมายวาดวยนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา
มาตรา ๙๔ ใหสํานักงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษาจัดหรือจัดใหมีการผลิตและ
พัฒนาตนแบบของแบบเรียน ตํารา หนังสือทางวิชาการ สื่อสิ่งพิมพอื่น วัสดุอุปกรณ และเทคโนโลยีเพื่อ
การศึกษาอื่น
ใหสํานักงานการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา สํานักงานการมัธยมศึกษา และสํานักงาน
การอาชีวศึกษา เรงรัดพัฒนาขีดความสามารถในการผลิต และมีการใหแรงจูงใจแกผูผลิตแบบเรียน ตํารา
หนังสือทางวิชาการ สื่อสิ่งพิมพอื่น วัสดุอุปกรณ และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาตามวรรคหนึ่ง ทั้งนี้ โดยเปด
ใหมีการแขงขันโดยเสรีอยางเปนธรรม
มาตรา ๙๕ ผูเรียนมีสิทธิไดรับการพัฒนาขีดความสามารถในการใชเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
ในโอกาสแรกที่ทําได เพื่อใหมีความรูและทักษะเพียงพอที่จะใชเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในการแสวงหา
ความรูดวยตนเองไดอยางเนื่องตลอดชีวิต
หมวด ๑๑
การพิทักษระบบคุณธรรมทางการศึกษา
มาตรา ๙๖ การจัดระเบียบการบริหารงานบุคคลของครู คณาจารย และบุคลากรทางการ
ศึกษาตามพระราชบัญญัตินี้ ใหคํานึงถึงระบบคุณธรรมดังตอไปนี้
(๑) การรับบุคคลเพื่อบรรจุเขารับราชการ เขาทํางานและแตงตั้งใหดํารงตําแหนงตอง
คํานึงถึงความรูความสามารถของบุคคล ความเสมอภาค ความเปนธรรม และประโยชนของทางราชการ
(๒) การบริหารทรัพยากรบุคคล ตองคํานึงถึงผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพขององคกรและ
ลักษณะของงาน และผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพของการจัดการศึกษาตามนโยบายการศึกษาแหงชาติ โดย
ไมเลือกปฏิบัติอยางไมเปนธรรม
(๓) การพิจารณาความดีความชอบ การเลื่อนตําแหนง และการใหประโยชนอื่นแกครู
คณาจารย และบุคลากรทางการศึกษาตองเปนไปอยางเปนธรรมโดยพิจารณาจากผลงาน ศักยภาพ และความ
ประพฤติ และจะนําความคิดเห็นทางการเมืองหรือสังกัดพรรคการเมืองมาประกอบการพิจารณามิได
(๔) การดําเนินการทางวินัย ตองเปนไปดวยความยุติธรรมและโดยปราศจากอคติ
(๕) การบริหารทรัพยากรบุคคลตองมีความเปนกลางทางการเมือง
-๓๓-
มาตรา ๙๗ ครู คณาจารย และบุคลากรทางการศึกษามีเสรีภาพในการรวมกลุมตามที่
บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ แตทั้งนี้ตองไมกระทบประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผนดินและความตอเนื่องใน
การจัดทําบริการสาธารณะ และการจัดการศึกษาของชาติ โดยตองไมมีวัตถุประสงคทางการเมือง
หลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไขในการรวมกลุมตามวรรคหนึ่ง ใหเปนไปตามที่กําหนดใน
กฎหมายวาดวยการพิทักษระบบคุณธรรมทางการศึกษา
มาตรา ๙๘ ใหมีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกวา “คณะกรรมการพิทักษระบบคุณธรรมทาง
การศึกษา” ซึ่งสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติใหความเห็นชอบในการแตงตั้งประกอบดวย
(๑) กรรมการผูทรงคุณวุฒิซึ่งสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติสรรหาและแตงตั้ง
เปนประธานกรรมการ
(๒) กรรมการผูทรงคุณวุฒิดานการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา ดานมัธยมศึกษา ดาน
อาชีวศึกษา ดานอุดมศึกษา และดานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จํานวนดานละหนึ่งคน
(๓) กรรมการผูทรงคุณวุฒิดานกฎหมาย ดานการบริหารงานบุคคล และดานการบริหาร
ราชการแผนดิน จํานวนดานละหนึ่งคน
ใหเลขาธิการสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติให เปนเลขานุการของคณะกรรมการ
พิทักษระบบคุณธรรมทางการศึกษา
กรรมการผูทรงคุณวุฒิตาม (๒) ใหคณะกรรมการการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา
คณะกรรมการการมัธยมศึกษา คณะกรรมการการอาชีวศึกษา คณะกรรมการการอุดมศึกษา และ
คณะกรรมการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยแลวแตกรณี เสนอชื่อผูทรงคุณวุฒิจํานวนดาน
ละสามคนตอสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ เพื่อพิจารณาคัดเลือกใหเหลือหนึ่งคน
กรรมการผูทรงคุณวุฒิตาม (๓) ใหสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติดําเนินการ
สรรหาและแตงตั้งบุคคลซึ่งมีความเหมาะสมและมีคุณธรรมเปนที่ยอมรับ
หลักเกณฑวิธีการสรรหา การแตงตั้ง คุณสมบัติ และลักษณะตองหาม วิธีการดําเนินงาน
คาตอบแทนหรือผลประโยชนตอบแทนอื่นๆ ของกรรมการพิทักษระบบคุณธรรมทางการศึกษาตามมาตรานี้
ใหเปนไปตามที่กําหนดในกฎหมายวาดวยการพิทักษระบบคุณธรรมทางการศึกษา
มาตรา ๙๙ ใหคณะกรรมการพิทักษระบบคุณธรรมทางการศึกษา มีอํานาจหนาที่
(๑) การพิจารณาเรื่องรองทุกขหรืออุทธรณคําสั่งของผูบังคับบัญชาของหนวยงานของรัฐที่จัด
การศึกษาในทุกระดับและทุกประเภท
(๒) การพิจารณาอุทธรณคําสั่งเกี่ยวกับการพักใชและการเพิกถอนใบอนุญาตของสถานศึกษา
และการไมรับรองคุณวุฒิการศึกษา
(๓) เสนอแนะตอสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ เพื่อใหคณะกรรมการการศึกษา
ปฐมวัยและประถมศึกษา คณะกรรมการการมัธยมศึกษา คณะกรรมการการอาชีวศึกษา คณะกรรมการการ
-๓๔-
อุดมศึกษา และคณะกรรมการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยดําเนินการจัดใหมีหรือปรับปรุง
นโยบายการบริหารทรัพยากรบุคคลในสวนที่เกี่ยวกับการพิทักษระบบคุณธรรมทางการศึกษา
(๔) พิจารณาเรื่องการคุมครองระบบคุณธรรมตามกฎหมายวาดวยการพิทักษระบบคุณธรรม
ทางการศึกษา
(๕) ออกกฎ ระเบียบ หลักเกณฑ และวิธีการเพื่อปฏิบัติการตามกฎหมายวาดวยการพิทักษ
ระบบคุณธรรมทางการศึกษา
บทเฉพาะกาล
....
รายนามคณะทํางานการปฏิรูปการศึกษาชาติทั้งระบบ
สํานักงานผูตรวจการแผนดิน
๑. ศาสตราจารยศรีราชา วงศารยางกูร ประธานคณะทํางาน
ผูตรวจการแผนดิน
๒. ศาสตราจารย ดร.อุทุมพร จามรมาน คณะทํางาน
ที่ปรึกษาผูตรวจการแผนดิน
๓. ศาสตราจารยยุพา วงศไชย คณะทํางาน
ที่ปรึกษาผูตรวจการแผนดิน
๔. ดร.สิริกร มณีรินทร ผูทรงคุณวุฒิประจําคณะทํางาน
อดีตรัฐมนตรีชวยวาการกระทรวงศึกษาธิการ
๕. นายกิตติรัตน มังคละคีรี ผูทรงคุณวุฒิประจําคณะทํางาน
อดีตเลขาธิการสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ
๖. นายคมสัน โพธิ์คง ผูทรงคุณวุฒิประจําคณะทํางาน
รองคณบดีฝายวิชาการ คณะนิติศาสตร มหาวิทยาลัยรังสิต
๗. ผูชวยศาสตราจารย ดร. ภูมิ มูลศิลป ผูทรงคุณวุฒิประจําคณะทํางาน
อาจารยประจําคณะนิติศาสตร มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
๘. นายธนาชัย สุนทรอนันตชัย ผูทรงคุณวุฒิประจําคณะทํางาน
ผูชวยคณบดี คณะนิติศาสตร มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
๙. นางกรชนก ใจเกษม คณะทํางานและเลขานุการ
นักวิชาการอาวุโส สํานักงานผูตรวจการแผนดิน
๑๐. นางสาวขรมันตี ศิริฤทัยวัฒนา คณะทํางานและผูชวยเลขานุการ
นักวิชาการ สํานักงานผูตรวจการแผนดิน
๑๑. นางสาวพีรัญญา โพธิเสถียร คณะทํางานและผูชวยเลขานุการ
นักวิชาการ สํานักงานผูตรวจการแผนดิน

Edu reform-draft

  • 1.
    ราง พระราชบัญญัติ การศึกษาแหงชาติ พ.ศ. .... ....................................... .................................... .......................................... ........................................................................................................................................ โดยที่เปนการสมควรปรับปรุงกฎหมายวาดวยการศึกษาแหงชาติ พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจํากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล… .................................................................................................................................................. ......................................................................................................................................................................... มาตรา ๑พระราชบัญญัตินี้เรียกวา “พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. ....” มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ใหใชบังคับตั้งแตวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เปนตนไป มาตรา ๓ ใหยกเลิก (๑) พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ (๒) พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ (๓) พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๓
  • 2.
    -๒- มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้ “การศึกษา”หมายความวา กระบวนการเรียนรูเพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม โดยการถายทอดความรู การฝก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสรางสรรคจรรโลงความกาวหนาทาง วิชาการ การสรางองคความรูอันเกิดจากการจัดสภาพแวดลอม สังคม การเรียนรูและปจจัยเกื้อหนุนใหบุคคล เรียนรูอยางตอเนื่องตลอดชีวิต “การศึกษาภาคบังคับ”หมายความวา การศึกษาที่จัดใหเด็กจํานวนเกาชั้นปโดยไมเสีย คาใชจาย และใหเด็กซึ่งมีอายุยางเขาปที่สี่เขาเรียนในสถานศึกษาจนอายุเขาปที่สิบสอง เวนแตสอบไดชั้นปที่ เกาของการศึกษาภาคบังคับ “เตรียมอุดมศึกษา” หมายความวา การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อเตรียมความ พรอมผูเรียนกอนเขาเรียนระดับอุดมศึกษา “การศึกษาตลอดชีวิต” หมายความวา การศึกษาที่เกิดจากการผสมผสานระหวางการศึกษา ในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อใหสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตไดอยางตอเนื่อง ตลอดชีวิต “สถานศึกษา” หมายความวา สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โรงเรียน ศูนยการเรียน วิทยาลัย สถาบัน มหาวิทยาลัย หนวยงานการศึกษา หรือหนวยงานอื่นของรัฐหรือของเอกชน ที่มีอํานาจหนาที่หรือมี วัตถุประสงคในการจัดการศึกษา “มาตรฐานการศึกษา” หมายความวา ขอกําหนดเกี่ยวกับคุณลักษณะ คุณภาพ ที่พึง ประสงคและมาตรฐานที่ตองการใหเกิดขึ้นในสถานศึกษาทุกแหง และเพื่อใชเปนหลักในการเทียบเคียงสําหรับ การสงเสริมและกํากับดูแล การตรวจสอบ การประเมินผล และการประกันคุณภาพทางการศึกษา “หลักสูตรแกนกลางการศึกษาภาคบังคับ” หมายความวา หลักสูตรการศึกษาที่สถาบันวิจัย และพัฒนาหลักสูตรแหงชาติจัดทําขึ้นเพื่อเปนกรอบหรือแนวทางของการจัดทําหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับ ของสถานศึกษา “การประกันคุณภาพภายใน” หมายความวา การประเมินผล การควบคุมและการติดตาม ตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาจากภายใน เพื่อใหเกิดการพัฒนาคุณภาพและ มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา โดยบุคลากรของสถานศึกษานั้นเอง หรือโดยหนวยงานตนสังกัดที่มีหนาที่ กํากับดูแลสถานศึกษานั้น “การประกันคุณภาพภายนอก” หมายความวา การประเมินผลและการติดตามตรวจสอบ คุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาจากภายนอก โดยสํานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษา แหงชาติหรือบุคคลหรือหนวยงานภายนอกที่สํานักงานดังกลาวรับรอง เพื่อใหเกิดการพัฒนาการประกัน คุณภาพ และพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา “ผูสอน” หมายความวา ครูและคณาจารยในสถานศึกษาระดับตาง ๆ
  • 3.
    -๓- “ครู” หมายความวา บุคลากรวิชาชีพซึ่งทําหนาที่หลักทางดานการเรียนการสอนและการ สงเสริมการเรียนรูของผูเรียนดวยวิธีการตางๆ ในสถานศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน “คณาจารย” หมายความวา บุคลากรซึ่งทําหนาที่หลักทางดานการสอนและการวิจัยใน สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับปริญญาของรัฐและเอกชน “ผูบริหารสถานศึกษา” หมายความวา บุคลากรวิชาชีพที่รับผิดชอบการบริหารสถานศึกษา แตละแหง ทั้งของรัฐและเอกชน “ผูบริหารการศึกษา” หมายความวา บุคลากรวิชาชีพที่รับผิดชอบการบริหารการศึกษานอก สถานศึกษา “บุคลากรทางการศึกษา” หมายความวา ผูบริหารสถานศึกษา ผูบริหารการศึกษา รวมทั้ง ผูสนับสนุนการศึกษาซึ่งเปนผูทําหนาที่ใหบริการ หรือปฏิบัติงานเกี่ยวเนื่องกับการจัดกระบวนการเรียนการ สอน การนิเทศ และการบริหารการศึกษาในหนวยงานการศึกษาตาง ๆ “กระทรวง” หมายความวา กระทรวงกลาโหม กระทรวงการทองเที่ยวและกีฬา กระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทยหรือกระทรวงวัฒนธรรม แลวแตกรณี “รัฐมนตรี” หมายความวา รัฐมนตรีผูรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา ๕ ใหนายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ ใหสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ มีอํานาจในการออกระเบียบ หรือประกาศ เพื่อใหมีการปฏิบัติตามอํานาจหนาที่ที่กําหนดไวในพระราชบัญญัตินี้ ระเบียบ และประกาศนั้น เมื่อไดประกาศในราชกิจจานุเบกษาแลวใหใชบังคับได หมวด ๑ บททั่วไป ความมุงหมายและหลักการ มาตรา ๖ การจัดการศึกษาตองเปนไปเพื่อพัฒนาคนไทยใหเปนมนุษยที่สมบูรณทั้ง รางกาย จิตใจ สติปญญา ความรู และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดํารงชีวิต สามารถอยูรวมกับ ผูอื่นไดอยางมีความสุข และตองมีการพัฒนาการศึกษาอยางมีคุณภาพและมาตรฐานและทันการเปลี่ยนแปลง ของสังคมโลกและเปนไปอยางตอเนื่องและทันเหตุการณ
  • 4.
    -๔- มาตรา ๗ ในกระบวนการเรียนรูตองมุงปลูกฝงใหผูเรียนมีคุณลักษณะดังตอไปนี้ (๑) มีจิตสํานึกที่ถูกตองและยึดมั่นในการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริยทรงเปนประมุข (๒) รูจักรักษาและสงเสริมสิทธิ หนาที่ เสรีภาพ ความเคารพกฎหมาย ความเสมอภาค และ ศักดิ์ศรีความเปนมนุษย (๓) มีระเบียบวินัยคํานึงถึงประโยชนสวนรวม รูจักเสียสละเพื่อสวนรวม (๔) มีความภาคภูมิใจในความเปนไทย รูจักรักษาผลประโยชนสวนรวมและของประเทศชาติ รวมทั้งสงเสริมศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมของชาติ การกีฬา ภูมิปญญาไทย ภูมิปญญาทองถิ่น และความรูอัน เปนสากล ตลอดจนอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม (๕) มีความสามารถในการประกอบอาชีพ รูจักพึ่งตนเอง ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง (๖) มีความคิดริเริ่มสรางสรรค ใฝรูและเรียนรูไดดวยตนเองอยางตอเนื่องตลอดชีวิต มาตรา ๘ การจัดการศึกษาใหยึดหลัก ดังนี้ (๑) เปนการศึกษาตลอดชีวิตสําหรับประชาชน (๒) ใหสังคมมีสวนรวมในการจัดการศึกษา (๓) การพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรูใหเปนไปอยางตอเนื่อง มาตรา ๙ การจัดระบบ โครงสราง และกระบวนการจัดการศึกษา ใหยึดหลัก ดังนี้ (๑) มีเอกภาพดานนโยบาย และมีความหลากหลายในการปฏิบัติ (๒) มีการกระจายอํานาจทางการศึกษา งบประมาณ และทรัพยากรทางการศึกษาไป สูสถานศึกษา และองคกรปกครองสวนทองถิ่น (๓) มีการกําหนดมาตรฐานการศึกษา และจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษาทุกระดับและ ประเภทการศึกษา มีการรับรองและตรวจสอบคุณวุฒิการศึกษาของผูเรียนและครู คณาจารย และบุคลากร ทางการศึกษา (๔) มีการจัดการศึกษาใหเปนไปตามหลักสูตรของสถานศึกษา โดยเฉพาะอยางยิ่งใน การศึกษาภาคบังคับตองสอดคลองกับหลักสูตรแกนกลางดวย (๕) มีหลักการสงเสริมมาตรฐานวิชาชีพครู คณาจารย และบุคลากรทางการศึกษา และการ พัฒนาครู คณาจารย และบุคลากรทางการศึกษาอยางตอเนื่อง (๖) ระดมทรัพยากรจากแหลงตาง ๆ มาใชในการจัดการศึกษา (๗) สงเสริม และพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษา และนําไปใชอยางมี ประสิทธิภาพ (๘) การมีสวนรวมของบุคคล ครอบครัว ชุมชน องคกรชุมชน องคกรปกครองสวนทองถิ่น เอกชน องคกรเอกชน องคกรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น
  • 5.
    -๕- หมวด ๒ สิทธิและหนาที่ทางการศึกษา มาตรา ๑๐การจัดการศึกษา ตองจัดใหบุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษา จํานวนเกาป ที่รัฐจะตองจัดใหอยางทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไมเก็บคาใชจาย เริ่มจากระดับปฐมวัยจนถึงระดับ ประถมศึกษา ภายใตบังคับมาตรา ๒๐ ใหรัฐจัดทุนการศึกษาใหแกบุคคลตามวรรคหนึ่งตามความจําเปน ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในกฎกระทรวง มาตรา ๑๑ บุคคลดังตอไปนี้มีสิทธิและโอกาสไดรับการศึกษาเปนพิเศษจากรัฐ (๑) บุคคลซึ่งมีความบกพรองทางรางกาย จิตใจ สติปญญา อารมณ สังคม การสื่อสาร และ การเรียนรู หรือมีรางกายพิการหรือทุพพลภาพ ใหจัดการศึกษาตั้งแตแรกเกิดหรือพบความพิการโดยไมเสีย คาใชจาย (๒) บุคคลซึ่งไมสามารถพึ่งตนเองได หรือไมมีผูดูแล หรือดอยโอกาส สิทธิและโอกาสไดรับการศึกษาเปนพิเศษจากรัฐ ใหหมายความรวมถึงการไดรับสิ่งอํานวย ความสะดวก สื่อ บริการ และความชวยเหลืออื่นใดทางการศึกษา ตามหลักเกณฑและวิธีการที่กําหนด ในระเบียบของสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ มาตรา ๑๒ การจัดการศึกษาสําหรับบุคคลซึ่งมีความสามารถพิเศษ ตองจัดดวยรูปแบบที่ เหมาะสมโดยคํานึงถึงความสามารถของบุคคลนั้น มาตรา ๑๓ บิดา มารดา หรือผูปกครองมีหนาที่จัดใหบุตรหรือบุคคลซึ่งอยูในความดูแลไดรับ การศึกษาภาคบังคับตามมาตรา ๒๐ และตามกฎหมายที่เกี่ยวของ ตลอดจนใหไดรับการศึกษานอกเหนือจาก การศึกษาภาคบังคับ ตามความพรอมของครอบครัว มาตรา ๑๔ ใหรัฐ และองคกรปกครองสวนทองถิ่นมีหนาที่ในการจัดการศึกษา ทั้งนี้ ตามที่ กําหนดในนโยบายการศึกษาแหงชาติ ตลอดจนใหบุคคล ครอบครัว องคกรชุมชน เอกชน องคกรเอกชน องคกรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น มีสิทธิในการจัดการศึกษา ทั้งนี้ ให เปนไปตามที่กฎหมายวาดวยสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ มาตรา ๑๕ บิดา มารดา หรือผูปกครองมีสิทธิไดรับสิทธิประโยชน ดังตอไปนี้ (๑) การสนับสนุนจากรัฐ ใหมีความรูความสามารถในการอบรมเลี้ยงดู และการใหการศึกษา แกบุตรหรือบุคคลซึ่งอยูในความดูแล ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในพระราชบัญญัตินี้
  • 6.
    -๖- (๒) เงินอุดหนุนจากรัฐสําหรับการจัดการศึกษาภาคบังคับของบุตรหรือบุคคลซึ่งอยูในความ ดูแลที่ครอบครัวจัดให ใหอุดหนุนเปนเวลาเกาปนับแตเริ่มเขารับการศึกษาภาคบังคับทั้งนี้ ตามที่กําหนดใน พระราชบัญญัตินี้ (๓) การดูแลและเสริมสรางพัฒนาการการเรียนรูของเด็กตั้งแตแรกเกิดจนเขาสูการศึกษาภาค บังคับโดยไดรับการอุดหนุนจากองคกรปกครองสวนทองถิ่น ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในกฎหมายวาดวยการจัดการ และบริหารการศึกษาขององคกรปกครองสวนทองถิ่น (๔) การลดหยอนหรือยกเวนภาษีสําหรับคาใชจายการศึกษาตามที่กฎหมายกําหนด มาตรา ๑๖ บุคคล ครอบครัว ชุมชน องคกรชุมชน องคกรเอกชน องคกรวิชาชีพ สถาบัน ศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น ซึ่งสนับสนุนหรือจัดการศึกษาภาคบังคับมีสิทธิไดรับสิทธิ ประโยชนตามควรแกกรณี ดังตอไปนี้ (๑) การสนับสนุนจากรัฐใหมีความรูความสามารถในการอบรมเลี้ยงดูบุคคลซึ่งอยูในความ ดูแลรับผิดชอบ ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในพระราชบัญญัตินี้ (๒) เงินอุดหนุนจากรัฐสําหรับการจัดการศึกษาภาคบังคับ ทั้งนี้ ตามที่กําหนดใน พระราชบัญญัตินี้ (๓) การลดหยอนหรือยกเวนภาษีสําหรับคาใชจายการศึกษาตามที่กฎหมายกําหนด หมวด ๓ ระบบการศึกษา มาตรา ๑๗ การจัดการศึกษามีสามรูปแบบ คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และ การศึกษาตามอัธยาศัย (๑) การศึกษาในระบบ เปนการศึกษาที่กําหนดจุดมุงหมาย วิธีการศึกษา หลักสูตร ระยะเวลาของการศึกษา และการวัดและประเมินผล ซึ่งเปนเงื่อนไขของการสําเร็จการศึกษาที่แนนอน (๒) การศึกษานอกระบบ เปนการศึกษาที่มีความยืดหยุนในการกําหนดจุดมุงหมาย รูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาของการศึกษา และการวัดและประเมินผล ซึ่งเปนเงื่อนไขสําคัญของการสําเร็จ การศึกษา โดยเนื้อหาและหลักสูตรจะตองมีความเหมาะสมสอดคลองกับสภาพปญหาและความตองการของ บุคคลแตละกลุม (๓) การศึกษาตามอัธยาศัย เปนการศึกษาที่ใหผูเรียนไดเรียนรูดวยตนเองตามความสนใจ ศักยภาพ ความพรอม และโอกาส โดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ สังคม สภาพแวดลอม สื่อ หรือแหลง ความรูอื่น ๆ สถานศึกษาสามารถจัดการศึกษาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งหรือทั้งสามรูปแบบก็ได
  • 7.
    -๗- ใหมีการเทียบโอนผลการเรียนที่ผูเรียนสะสมไวในระหวางรูปแบบเดียวกันหรือตางรูปแบบได ไมวาจะเปนผลการเรียนจากสถานศึกษาเดียวกันหรือไมก็ตาม รวมทั้งจากการเรียนรูนอกระบบ ตามอัธยาศัยการ ฝกอาชีพ หรือจากประสบการณการทํางาน มาตรา ๑๘ การศึกษาในระบบมีสามระดับ คือ การศึกษาภาคบังคับ การศึกษาระดับกอน อุดมศึกษา และการศึกษาระดับอุดมศึกษา การศึกษาภาคบังคับประกอบดวย การศึกษาปฐมวัย และการศึกษาระดับประถมศึกษา การแบงระดับและประเภทของการศึกษาภาคบังคับ ใหเปนไปตามที่กําหนดในระเบียบของสภานโยบายและ พัฒนาการศึกษาแหงชาติ การศึกษาระดับกอนอุดมศึกษา ประกอบดวย (๑) การศึกษาระดับมัธยมศึกษา คือ การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนตน และเตรียม อุดมศึกษา (๒) การศึกษาระดับอาชีวศึกษา คือ การศึกษาอาชีวศึกษาตอนตน และอาชีวศึกษาตอน ปลาย การแบงระดับและประเภทของการศึกษากอนอุดมศึกษาตามวรรคสาม ใหเปนไปตามที่ กําหนดในระเบียบของสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ การศึกษาระดับอุดมศึกษาแบงเปนสองระดับ คือ ระดับต่ํากวาปริญญา และระดับปริญญา มาตรา ๑๙ การแบงระดับหรือการเทียบระดับการศึกษานอกระบบหรือการศึกษาตาม อัธยาศัยใหเปนไปตามที่กําหนดในระเบียบของสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ มาตรา ๒๐ ใหมีการศึกษาภาคบังคับจํานวนเกาชั้นป โดยใหเด็กซึ่งมีอายุยางเขาปที่สี่เขาเรียน ในสถานศึกษาจนอายุเขาปที่สิบสอง เวนแตสอบไดชั้นปที่เกาของการศึกษาภาคบังคับ หลักเกณฑและวิธีการ นับอายุใหเปนไปตามที่คณะกรรมการการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษากําหนด มาตรา ๒๑ การจัดการศึกษาภาคบังคับ ใหจัดในสถานศึกษาดังตอไปนี้ (๑) สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ไดแก ศูนยเด็กเล็ก ศูนยพัฒนาเด็กเล็ก ศูนยพัฒนาเด็กกอน เกณฑของสถาบันศาสนา ศูนยบริการชวยเหลือระยะแรกเริ่มของเด็กพิการและเด็กซึ่งมีความตองการพิเศษ หรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยที่เรียกชื่ออยางอื่น (๒) โรงเรียน ไดแก โรงเรียนของรัฐ โรงเรียนเอกชน และโรงเรียนที่สังกัดสถาบันพุทธศาสนา หรือศาสนาอื่น (๓) ศูนยการเรียน ไดแก สถานที่เรียนที่หนวยงานจัดการศึกษานอกโรงเรียน บุคคล ครอบครัว ชุมชน องคกรชุมชน องคกรปกครองสวนทองถิ่น องคกรเอกชน องคกรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ โรงพยาบาล สถาบันทางการแพทย สถานสงเคราะห และสถาบันสังคมอื่นเปนผูจัด
  • 8.
    -๘- มาตรา ๒๒ การจัดการศึกษาระดับกอนอุดมศึกษาใหจัดในสถานศึกษาตามมาตรา ๒๑ (๒) และ (๓) เวนแตกรณีการจัดการศึกษาระดับกอนอุดมศึกษาที่เปนอาชีวศึกษา ใหเปนไปตามมาตรา ๒๔ มาตรา ๒๓ การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาใหจัดในมหาวิทยาลัย สถาบัน วิทยาลัย หรือ หนวยงานที่เรียกชื่ออยางอื่น ทั้งนี้ ใหเปนไปตามกฎหมายเกี่ยวกับสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา กฎหมายวา ดวยการจัดตั้งสถานศึกษานั้น ๆ และกฎหมายที่เกี่ยวของ มาตรา ๒๔ การจัดการอาชีวศึกษา การฝกอบรมวิชาชีพ ใหจัดในสถานศึกษาของรัฐ สถานศึกษาของเอกชน สถานประกอบการ หรือพื้นที่ประกอบการอุตสาหกรรมหรือกสิกรรม โดยความรวมมือ ระหวางสถานศึกษากับผูประกอบการ ทั้งนี้ ใหเปนไปตามกฎหมายวาดวยการอาชีวศึกษาและกฎหมายที่ เกี่ยวของ มาตรา ๒๕ กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ และหนวยงานอื่นของรัฐ อาจจัดการศึกษา เฉพาะทางตามความตองการและความชํานาญของหนวยงานนั้นได โดยคํานึงถึงนโยบายและมาตรฐาน การศึกษาของชาติ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไขที่กําหนดในระเบียบของสภานโยบายและพัฒนา การศึกษาแหงชาติ มาตรา ๒๖ ใหมีการศึกษาวิจัยและพัฒนาระบบการศึกษาและนโยบายการศึกษาของชาติใน ทุกระดับ เพื่อสงเสริมและสนับสนุนใหมีองคความรูและฐานขอมูลที่เกิดขึ้นจากการศึกษาวิจัยระบบการศึกษา และนโยบายการศึกษาของชาติ ซึ่งเปนประโยชนตอการพัฒนาระบบการศึกษาและนโยบายการศึกษาของชาติ ใหมีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และทันตอสถานการณความ เปลี่ยนแปลงในสังคมโลก ใหมีกองทุนศึกษาวิจัย และพัฒนาระบบการศึกษาและนโยบายการศึกษาของชาติ เพื่อเปน ทุนหมุนเวียนและคาใชจายในการสนับสนุนการวิจัยระบบการศึกษาและนโยบายการศึกษาของชาติอยาง ตอเนื่องและมีประสิทธิภาพ มีการวิจัยเชิงนโยบาย และการวิจัยประยุกตตางๆ เพื่อประโยชนในการพัฒนา ระบบการศึกษาและนโยบายการศึกษาของชาติ ใหสถาบันวิจัยและพัฒนาระบบการศึกษาแหงชาติตามมาตรา ๕๑ มีอํานาจหนาที่ในการ ดําเนินการตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง และตามที่กําหนดไวในพระราชบัญญัตินี้ และกฎหมายวาดวย สถาบันวิจัยและพัฒนาระบบการศึกษาแหงชาติ
  • 9.
    -๙- หมวด ๔ แนวการจัดการศึกษา มาตรา ๒๗การจัดการศึกษาตองยึดหลักวาผูเรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรูและพัฒนา ตนเองได และถือวาผูเรียนมีความสําคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาตองสงเสริมใหผูเรียนสามารถพัฒนา ตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ มาตรา ๒๘ การจัดการศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษา ตามอัธยาศัย ตองเนนความสําคัญทั้งความรู คุณธรรม กระบวนการเรียนรูและบูรณาการตามความเหมาะสม ของแตละระดับการศึกษาในเรื่องตอไปนี้ (๑) ความรูเรื่องเกี่ยวกับตนเอง และความสัมพันธของตนเองกับสังคม ไดแก ครอบครัว ชุมชน ชาติ และสังคมโลก รวมถึงความรูเกี่ยวกับประวัติศาสตรความเปนมาของสังคมไทยและระบบการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข (๒) ความรูและทักษะดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี รวมทั้งความรูความเขาใจและ ประสบการณเรื่องการจัดการ การบํารุงรักษา และการใชประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม อยางสมดุลยั่งยืน (๓) ความรูเกี่ยวกับศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม การกีฬา ภูมิปญญาไทย และการประยุกตใช ภูมิปญญา (๔) ความรูและทักษะดานคณิตศาสตรและดานภาษา เนนการใชภาษาไทยอยางถูกตอง (๕) ความรูและทักษะในการประกอบอาชีพและการดํารงชีวิตอยางมีความสุข มาตรา ๒๙ การจัดกระบวนการเรียนรู ใหสถานศึกษาและหนวยงานที่เกี่ยวของดําเนินการ ดังตอไปนี้ (๑) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมใหสอดคลองกับความสนใจและความถนัดของผูเรียน โดย คํานึงถึงความแตกตางระหวางบุคคล (๒) ฝกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ และการประยุกตความรูมา ใชเพื่อปองกันและแกไขปญหา (๓) จัดกิจกรรมใหผูเรียนไดเรียนรูจากประสบการณจริง ฝกการปฏิบัติใหทําได คิดเปน ทํา เปน รักการอาน และเกิดการใฝรูอยางตอเนื่อง (๔) จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรูดานตาง ๆ อยางไดสัดสวนสมดุลกัน รวมทั้งปลูกฝงคุณธรรม คานิยมที่ดีงาม และคุณลักษณะอันพึงประสงคไวในทุกวิชา (๕) สงเสริมสนับสนุนใหผูสอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดลอม สื่อการเรียน และ อํานวยความสะดวก เพื่อใหผูเรียนเกิดการเรียนรูและมีความรอบรู รวมทั้งสามารถใชการวิจัยเปนสวนหนึ่งของ
  • 10.
    -๑๐- กระบวนการเรียนรู ทั้งนี้ ผูสอนและผูเรียนอาจเรียนรูไปพรอมกันจากสื่อการเรียนการสอนและแหลง วิทยาการประเภทตางๆ (๖) จัดการเรียนรูใหเกิดขึ้นไดทุกเวลาทุกสถานที่ มีการประสานความรวมมือกับบิดา มารดา ผูปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝาย เพื่อรวมกันพัฒนาผูเรียนตามศักยภาพ มาตรา ๓๐ รัฐตองสงเสริมการดําเนินงานและการจัดตั้งแหลงการเรียนรูตลอดชีวิตทุก รูปแบบ ไดแก หองสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ หอศิลป สวนสัตว สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร อุทยาน วิทยาศาสตรและเทคโนโลยีศูนยการกีฬาและนันทนาการ แหลงขอมูล และแหลงการเรียนรูอื่นอยางพอเพียงและ มีประสิทธิภาพ มาตรา ๓๑ ใหสถานศึกษาจัดการประเมินผูเรียนโดยพิจารณาจากพัฒนาการของผูเรียน ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การรวมกิจกรรมและการทดสอบควบคูไปในกระบวนการเรียน การสอนตามความเหมาะสมของแตละระดับและรูปแบบการศึกษา ใหสถานศึกษาใชวิธีการที่หลากหลายในการจัดสรรโอกาสการเขาศึกษาตอ และใหนําผลการ ประเมินผูเรียนตามวรรคหนึ่งมาใชประกอบการพิจารณาดวย มาตรา ๓๒ ใหสถานศึกษารวมกับบุคคล ครอบครัว ชุมชน องคกรชุมชน องคกรปกครอง สวนทองถิ่น เอกชน องคกรเอกชน องคกรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น สงเสริมความเขมแข็งของชุมชนโดยจัดกระบวนการเรียนรูภายในชุมชน เพื่อใหชุมชนมีการจัดการศึกษาอบรม มีการแสวงหาความรู ขอมูล ขาวสาร และรูจักเลือกสรรภูมิปญญาและวิทยาการตาง ๆ เพื่อพัฒนาชุมชนให สอดคลองกับสภาพปญหาและความตองการ รวมทั้งหาวิธีการสนับสนุนใหมีการแลกเปลี่ยนประสบการณการ พัฒนาระหวางชุมชน มาตรา ๓๓ ใหสถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการ สงเสริมใหผูสอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรูที่เหมาะสมกับผูเรียนในแตละระดับการศึกษา หมวด ๕ การบริหารและการจัดการศึกษา สวนที่ ๑ การบริหารและการจัดการศึกษาของรัฐ มาตรา ๓๔ โครงสรางองคกรจัดการศึกษาสวนกลาง ใหมีองคกรหลักในการกําหนด นโยบายการบริหารการจัดการ และการตรวจสอบและรับรองมาตรฐาน โดยแบงองคกรเปนสี่กลุม
  • 11.
    -๑๑- (๑) กลุมนโยบายทางการศึกษา ไดแกสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ คณะกรรมการพิทักษระบบคุณธรรมทางการศึกษา (๒) กลุมปฏิบัติการทางการศึกษา ไดแก กระทรวงศึกษาธิการ สํานักงานปลัดกระทรวง ศึกษาธิการ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา สํานักงานคณะกรรมการการ มัธยมศึกษา สํานักงานการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (๓) กลุมสนับสนุนการจัดการศึกษา ไดแก สถาบันวิจัยและพัฒนาระบบการศึกษาแหงชาติ สถาบันวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาแหงชาติ สถาบันครุศึกษาแหงชาติ และสํานักงานนวัตกรรมและ เทคโนโลยีทางการศึกษา (๔) กลุมตรวจสอบและรับรองมาตรฐานการศึกษา ไดแก สํานักงานรับรองมาตรฐาน การศึกษาแหงชาติ และสํานักงานรับรองคุณวุฒิการศึกษาแหงชาติ มาตรา ๓๕ ใหมีคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง เรียกวา “สภานโยบายและพัฒนาการศึกษา แหงชาติ” เพื่อทําหนาที่ในการกําหนดนโยบายการศึกษา และดําเนินการอื่นตามที่กําหนดในพระราชบัญญัตินี้ จํานวนไมเกินยี่สิบหาคน ประกอบดวย (๑) นายกรัฐมนตรี เปนประธานกรรมการ (๒) กรรมการผูทรงคุณวุฒิดานวิทยาศาสตร ดานสังคมศาสตร ดานปฐมวัยและประถมศึกษา ดานมัธยมศึกษาและเตรียมอุดมศึกษา ดานอาชีวศึกษา ดานอุดมศึกษา ดานการศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัย ดานกฎหมาย และดานเศรษฐศาสตร จํานวนดานละสองคน (๓) กรรมการผูแทนจากภาคเอกชนที่เกี่ยวของกับการคาและการลงทุน จํานวนสองคน (๔) กรรมการผูแทนจากภาคประชาสังคมดานการศึกษา จํานวนสองคน (๕) กรรมการผูแทนจากองคกรปกครองสวนทองถิ่น จํานวนหนึ่งคน (๖) กรรมการผูแทนผูปกครอง จํานวนหนึ่งคน ใหสํานักงานสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติเปนนิติบุคคลและเปนอิสระ และให เลขาธิการสภาเปนเลขานุการในคณะกรรมการสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ คุณสมบัติ หลักเกณฑ วิธีการไดมา วาระการดํารงตําแหนง การพนจากตําแหนง ของกรรมการผูทรงคุณวุฒิตาม (๒) และกรรมการผูแทนตาม (๓) (๔) (๕) และ (๖) และการดําเนินงานของ คณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง ใหเปนไปตามที่กฎหมายวาดวยสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ กําหนด มาตรา ๓๖ สภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ ใหมีอํานาจหนาที่ ดังตอไปนี้ (๑) กําหนดนโยบายการศึกษาของชาติทั้งระบบทุกระดับและทุกประเภท
  • 12.
    -๑๒- (๒) ใหความเห็นชอบและตรวจสอบการจัดสรรงบประมาณรายจายประจําปในสวนที่ เกี่ยวกับการศึกษาใหสอดคลองกับนโยบายการศึกษาแหงชาติ (๓) กําหนดนโยบายการศึกษาวิเคราะห และวิจัยที่เกี่ยวของกับการศึกษาทุกระดับ (๔) พิจารณาขอเสนอแนะการจัดทําหลักสูตรการศึกษาสําหรับการศึกษาในระบบทุกระดับและ สาขา (๕) พิจารณาใหความเห็นชอบนโยบายการศึกษาพิเศษ และการศึกษาทางเลือกในทุกระดับ (๖) พิจารณาใหความเห็นชอบในการแตงตั้งคณะกรรมการตามมาตรา ๓๘ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๔ มาตรา ๔๖ และมาตรา ๕๐ ตามกฎหมายวาดวยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ (๗) พิจารณาออกระเบียบเกี่ยวกับการแตงตั้งคณะกรรมการมาตรา ๕๑ มาตรา ๕๒ มาตรา ๕๓ มาตรา ๕๔ มาตรา ๕๕ และมาตรา ๕๖ และใหความเห็นชอบแตงตั้งคณะกรรมการดังกลาว (๘) พิจารณาใหความเห็นชอบการแตงตั้งโยกยายขาราชการ พนักงาน และเจาหนาที่ ระดับสูงในกระทรวงศึกษาธิการและหนวยงานที่เกี่ยวของกับการจัดการศึกษาของชาติ (๙) พิจารณากําหนดมาตรฐานวิชาชีพ และจรรยาบรรณของวิชาชีพครู คณาจารย และ บุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งกําหนดนโยบายการพัฒนาวิชาชีพครู ผูบริหารสถานศึกษาและผูบริหารการศึกษา (๑๐) ติดตามตรวจสอบการดําเนินการใหเปนไปตามนโยบายการศึกษาของชาติ (๑๑) พิจารณาอุทธรณกรณีการสั่งเพิกถอนใบอนุญาต การปดหลักสูตร การปดสถานศึกษา หรือการงดรับนักเรียนของสถานศึกษาเอกชน สถานศึกษาซึ่งไมไดรับการรับรองมาตรฐาน และสถานศึกษาที่ ไมไดขอรับการประเมินมาตรฐาน (๑๒) พิจารณาสั่งปดสถานศึกษาของสถานศึกษาซึ่งไมไดรับการรับรองมาตรฐาน และ สถานศึกษาที่ไมไดขอรับการประเมินมาตรฐานตามมาตรา ๗๒ และมาตรา ๗๕ (๑๓) การกํากับดูแลการปฏิบัติงานของสํานักงานสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ (๑๔) เสนอแนะตอคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาในการจัดการศึกษาของชาติ (๑๕) อํานาจอื่นตามที่กําหนดไวในพระราชบัญญัตินี้ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวของ มาตรา ๓๗ กระทรวงมีอํานาจหนาที่เกี่ยวกับการสงเสริมและกํากับดูแลการจัดการศึกษาทุก ระดับและทุกประเภท กําหนดนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษา สนับสนุนทรัพยากรเพื่อการศึกษา สงเสริมและประสานงานการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และการกีฬาเพื่อการศึกษา รวมทั้งการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาเทาที่ไมขัดหรือแยงกับองคกรที่มีหนาที่ในการตรวจสอบตาม มาตรา ๕๕ และราชการอื่นตามที่มีกฎหมายกําหนดใหเปนอํานาจหนาที่ของกระทรวงหรือสวนราชการที่ สังกัดกระทรวง มาตรา ๓๘ ใหมีคณะกรรมการการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา ประกอบดวย (๑) กรรมการสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติผูทรงคุณวุฒิ เปนประธานกรรมการ
  • 13.
    -๑๓- (๒) กรรมการผูทรงคุณวุฒิดานการศึกษาปฐมวัย ดานประถมศึกษาดานการศึกษาพิเศษ ดาน การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และดานกฎหมาย จํานวนดานละหนึ่งคน (๓) กรรมการผูแทนองคกรปกครองสวนทองถิ่น จํานวนหนึ่งคน (๔) กรรมการผูแทนครูอาจารยระดับปฐมวัยและประถมศึกษาจากสถานศึกษาของรัฐ จํานวน หนึ่งคน (๕) กรรมการผูแทนครูอาจารยระดับปฐมวัยและประถมศึกษาจากสถานศึกษาของเอกชน จํานวนหนึ่งคน ใหมีเลขาธิการสํานักงานการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา เปนเลขานุการของ คณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง และดําเนินงานโดยทั่วไปของสํานักงานการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในกฎหมายวาดวยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ วิธีการไดมา วาระการดํารงตําแหนง การพนจากตําแหนงของ กรรมการผูทรงคุณวุฒิตาม (๒) และกรรมการผูแทนตาม (๓) และการดําเนินงานของคณะกรรมการตามวรรค หนึ่ง ใหเปนไปตามกฎหมายวาดวยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ มาตรา ๓๙ ใหคณะกรรมการการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา มีอํานาจหนาที่ (๑) เสนอแนะนโยบายการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษาตอสภานโยบายและพัฒนา การศึกษาแหงชาติ (๒) เสนอแนะการจัดทําหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา (๓) ติดตาม ตรวจสอบการดําเนินการจัดการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษาใหเปนไปตาม นโยบายการศึกษาของชาติ (๔) เสนอแนะนโยบายการศึกษาพิเศษระดับการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา (๕) พิจารณาใหความเห็นชอบการแตงตั้ง โยกยาย ขาราชการ พนักงาน และเจาหนาที่ของ สํานักงานการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา และของโรงเรียนและสถานศึกษาในสังกัดที่ยังไมไดถายโอนไป องคกรปกครองสวนทองถิ่น (๖) กํากับ ดูแลการปฏิบัติตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพของครู และบุคลากร ทางการศึกษาของสํานักงานการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา สถานศึกษาทั้งของรัฐ เอกชน และองคกร ปกครองสวนทองถิ่น (๗) พิจารณาการอนุญาตการจัดตั้งโรงเรียนและสถานศึกษาเอกชนและองคกรปกครองสวน ทองถิ่นในขั้นปฐมวัยและประถมศึกษา ตลอดจนการพักใชใบอนุญาต และเพิกถอนใบอนุญาต (๘) กํากับ ดูแลการปฏิบัติงานของสํานักงานการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา สถานศึกษา ทั้งของรัฐ เอกชน และองคกรปกครองสวนทองถิ่น (๙) กําหนดกฎและหลักเกณฑที่จําเปนในการบริหารการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา
  • 14.
    -๑๔- มาตรา ๔๐ ใหมีคณะกรรมการการมัธยมศึกษาประกอบดวย (๑) กรรมการสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติผูทรงคุณวุฒิ เปนประธานกรรมการ (๒) กรรมการผูทรงคุณวุฒิดานมัธยมศึกษา ดานอาชีวศึกษา ดานการศึกษาพิเศษ ดาน การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และดานกฎหมาย จํานวนดานละหนึ่งคน (๓) กรรมการผูแทนองคกรปกครองสวนทองถิ่น จํานวนหนึ่งคน (๔) กรรมการผูแทนครูอาจารยระดับมัธยมศึกษาจากสถานศึกษาของรัฐ จํานวนหนึ่งคน (๕) กรรมการผูแทนครูอาจารยระดับมัธยมศึกษาจากสถานศึกษาของเอกชน จํานวนหนึ่งคน ใหมีเลขาธิการสํานักงานการมัธยมศึกษา เปนเลขานุการของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง และดําเนินงานโดยทั่วไปของสํานักงานการมัธยมศึกษา ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในกฎหมายวาดวยระเบียบบริหาร ราชการกระทรวงศึกษาธิการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ วิธีการไดมา วาระการดํารงตําแหนง การพนจากตําแหนงของ กรรมการผูทรงคุณวุฒิตาม (๒) และกรรมการผูแทนตาม (๓) และการดําเนินงานของคณะกรรมการตามวรรค หนึ่ง ใหเปนไปตามกฎหมายวาดวยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ มาตรา ๔๑ ใหคณะกรรมการการมัธยมศึกษา มีอํานาจหนาที่ (๑) เสนอแนะนโยบายการศึกษามัธยมศึกษาตอสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ (๒) เสนอแนะการจัดทําหลักสูตรมัธยมศึกษา (๓) ติดตาม ตรวจสอบการดําเนินการจัดการศึกษามัธยมศึกษาใหเปนไปตามนโยบาย การศึกษาของชาติ (๔) เสนอแนะนโยบายการศึกษาพิเศษระดับมัธยมศึกษา (๕) พิจารณาใหความเห็นชอบการแตงตั้ง โยกยาย ขาราชการ พนักงาน และเจาหนาที่ของ สํานักงานการมัธยมศึกษา และของโรงเรียนและสถานศึกษาในสังกัดที่ยังไมไดถายโอนไปองคกรปกครองสวน ทองถิ่น (๖) กํากับ ดูแลการปฏิบัติตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพของครู และบุคลากร ทางการศึกษาของสํานักงานการมัธยมศึกษา สถานศึกษาทั้งของรัฐ เอกชน และองคกรปกครองสวนทองถิ่น (๗) พิจารณาการอนุญาตการจัดตั้งโรงเรียนและสถานศึกษาเอกชนและองคกรปกครองสวน ทองถิ่นในขั้นมัธยมศึกษา ตลอดจนการพักใชใบอนุญาต และเพิกถอนใบอนุญาต (๘) กํากับ ดูแลการปฏิบัติงานของสํานักงานการศึกษามัธยมศึกษา สถานศึกษาทั้งของรัฐ เอกชน และองคกรปกครองสวนทองถิ่น (๙) กําหนดกฎและหลักเกณฑที่จําเปนในการบริหารการศึกษามัธยมศึกษา มาตรา ๔๒ ใหมีคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ประกอบดวย (๑) กรรมการสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติผูทรงคุณวุฒิ เปนประธานกรรมการ
  • 15.
    -๑๕- (๒) กรรมการผูทรงคุณวุฒิดานมัธยมศึกษา ดานอาชีวศึกษาดานการศึกษาพิเศษ ดาน การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และดานกฎหมาย จํานวนดานละหนึ่งคน (๓) กรรมการผูแทนองคกรปกครองสวนทองถิ่น จํานวนหนึ่งคน (๔) กรรมการผูแทนครูอาจารยระดับอาชีวศึกษาจากสถานศึกษาของรัฐ จํานวนหนึ่งคน (๕) กรรมการผูแทนครูอาจารยระดับอาชีวศึกษาจากสถานศึกษาของเอกชน จํานวนหนึ่งคน ใหมีเลขาธิการสํานักงานการอาชีวศึกษา เปนเลขานุการของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง และดําเนินงานโดยทั่วไปของสํานักงานการอาชีวศึกษา ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในกฎหมายวาดวยระเบียบบริหาร ราชการกระทรวงศึกษาธิการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ วิธีการไดมา วาระการดํารงตําแหนง การพนจากตําแหนงของ กรรมการผูทรงคุณวุฒิตาม (๒) และกรรมการผูแทนตาม (๓) และการดําเนินงานของคณะกรรมการตามวรรค หนึ่ง ใหเปนไปตามกฎหมายวาดวยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ มาตรา ๔๓ ใหคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มีอํานาจหนาที่ (๑) เสนอแนะนโยบายการศึกษาอาชีวศึกษาตอสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ (๒) เสนอแนะการจัดทําหลักสูตรอาชีวศึกษา (๓) ติดตาม ตรวจสอบการดําเนินการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาใหเปนไปตามนโยบายการศึกษา ของชาติ (๔) เสนอแนะนโยบายการศึกษาพิเศษระดับอาชีวศึกษา (๕) พิจารณาใหความเห็นชอบการแตงตั้ง โยกยาย ขาราชการ พนักงาน และเจาหนาที่ของ สํานักงานการอาชีวศึกษา และของโรงเรียนและสถานศึกษาในสังกัดที่ยังไมไดถายโอนไปองคกรปกครองสวน ทองถิ่น (๖) กํากับ ดูแลการปฏิบัติตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพของครู และบุคลากร ทางการศึกษาของสํานักงานการอาชีวศึกษา สถานศึกษาทั้งของรัฐ เอกชน และองคกรปกครองสวนทองถิ่น (๗) พิจารณาการอนุญาตการจัดตั้งโรงเรียนและสถานศึกษาเอกชนและองคกรปกครองสวน ทองถิ่นในขั้นอาชีวศึกษา ตลอดจนการพักใชใบอนุญาต และเพิกถอนใบอนุญาต (๘) กํากับ ดูแลการปฏิบัติงานของสํานักงานการศึกษาอาชีวศึกษา สถานศึกษาทั้งของรัฐเอกชน และองคกรปกครองสวนทองถิ่น (๙) กําหนดกฎและหลักเกณฑที่จําเปนในการบริหารการศึกษาอาชีวศึกษา มาตรา ๔๔ ใหมีคณะกรรมการการอุดมศึกษา ประกอบดวย (๑) กรรมการสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติผูทรงคุณวุฒิ เปนประธานกรรมการ
  • 16.
    -๑๖- (๒) กรรมการผูทรงคุณวุฒิดานการอุดมศึกษา ดานอาชีวศึกษาดานการศึกษาพิเศษ ดาน การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ดานสังคมศาสตรและมนุษยศาสตร ดานวิทยาศาสตรและ เทคโนโลยี ดานวิทยาศาสตรสุขภาพ และดานกฎหมาย จํานวนดานละหนึ่งคน (๓) กรรมการผูแทนจากผูบริหารสถาบันอุดมศึกษาซึ่งเลือกกันเอง กลุมละหนึ่งคน ประกอบดวย (ก) ผูแทนจากที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยของรัฐ (ข) ผูแทนจากที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคล (ค) ผูแทนจากที่ประชุมอธิการบดีสถาบันอุดมศึกษาเอกชน (๔) กรรมการผูแทนอาจารยจากกลุมมหาวิทยาลัยของรัฐ กลุมมหาวิทยาลัยราชภัฏและ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และกลุมสถาบันอุดมศึกษาเอกชน กลุมละหนึ่งคน ใหมีเลขาธิการสํานักงานการอุดมศึกษา เปนเลขานุการของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง และดําเนินงานโดยทั่วไปของสํานักงานการอุดมศึกษา ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในกฎหมายวาดวยระเบียบบริหาร ราชการกระทรวงศึกษาธิการ การเลือกกรรมการตาม (๓) และ (๔) ใหเปนไปตามกฎหมายวาดวยระเบียบบริหารราชการ กระทรวงศึกษาธิการ มาตรา ๔๕ ใหคณะกรรมการการอุดมศึกษา มีอํานาจหนาที่ (๑) เสนอแนะนโยบายการศึกษาอุดมศึกษาตอสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ (๒) เสนอแนะการจัดทําหลักสูตรอุดมศึกษา (๓) ติดตาม ตรวจสอบการดําเนินการจัดการศึกษาอุดมศึกษาใหเปนไปตามนโยบายการศึกษา ของชาติ (๔) เสนอแนะนโยบายการศึกษาพิเศษระดับอุดมศึกษา (๕) พิจารณาใหความเห็นชอบการแตงตั้ง โยกยาย ขาราชการ พนักงาน และเจาหนาที่ของ สํานักงานการอุดมศึกษา (๖) กํากับ ดูแลการปฏิบัติตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพของคณาจารย และ บุคลากรทางการศึกษาของสํานักงานการอุดมศึกษา สถานศึกษาทั้งของรัฐ เอกชน และองคกรปกครองสวน ทองถิ่น (๗) พิจารณาเหตุผลและความจําเปนในการจัดตั้งมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ เพื่อเสนอตอคณะรัฐมนตรี (๘) พิจารณาการอนุญาตการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาของเอกชน ตลอดจนการพักใชใบอนุญาต และเพิกถอนใบอนุญาต
  • 17.
    -๑๗- (๙) กํากับ ดูแลการปฏิบัติงานของสํานักงานการอุดมศึกษามหาวิทยาลัย สถาบันอุดมศึกษา ทั้งของรัฐ เอกชน และองคกรปกครองสวนทองถิ่น (๑๐) กําหนดกฎและหลักเกณฑที่จําเปนในการบริหารการศึกษาอุดมศึกษา มาตรา ๔๖ ใหมีคณะกรรมการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ประกอบดวย (๑) กรรมการสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติผูทรงคุณวุฒิ เปนประธานกรรมการ (๒) กรรมการผูทรงคุณวุฒิดานการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา ดานมัธยมศึกษา ดาน อาชีวศึกษา ดานการอุดมศึกษา ดานการศึกษาพิเศษ ดานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และ ดานกฎหมาย จํานวนดานละหนึ่งคน (๓) กรรมการผูแทนองคกรปกครองสวนทองถิ่น จํานวนหนึ่งคน (๔) กรรมการผูแทนเครือขายภาคเอกชนที่จัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จํานวนสองคน ใหมีเลขาธิการสํานักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เปนเลขานุการ ของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง และดําเนินงานโดยทั่วไปของสํานักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัย ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในกฎหมายวาดวยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ วิธีการไดมา วาระการดํารงตําแหนง การพนจากตําแหนงของ กรรมการผูทรงคุณวุฒิตาม (๒) และกรรมการผูแทนตาม (๓) และการดําเนินงานของคณะกรรมการตามวรรค หนึ่ง ใหเปนไปตามกฎหมายวาดวยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ มาตรา ๔๗ ใหคณะกรรมการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย มีอํานาจ หนาที่ (๑) เสนอแนะนโยบายการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยตอสภานโยบายและ พัฒนาการศึกษาแหงชาติ (๒) เสนอแนะการจัดทําหลักสูตรการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (๓) ติดตาม ตรวจสอบการดําเนินการจัดการศึกษาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัยใหเปนไปตามนโยบายการศึกษาของชาติ (๔) พิจารณาใหความเห็นชอบการแตงตั้ง โยกยาย ขาราชการ พนักงาน และเจาหนาที่ของ สํานักงานการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (๕) พิจารณาการอนุญาตการจัดการเรียนการสอนการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัยของเอกชนและองคกรปกครองสวนทองถิ่น ตลอดจนการพักใชใบอนุญาต และเพิกถอนใบอนุญาต (๖) กํากับ ดูแลการปฏิบัติงานของสํานักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
  • 18.
    -๑๘- (๗) กําหนดกฎและหลักเกณฑที่จําเปนในการบริหารการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัย มาตรา ๔๘ใหสถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับปริญญาเปนนิติบุคคล และอาจจัดเปน สวนราชการหรือเปนหนวยงานในกํากับของรัฐ ยกเวนสถานศึกษาเฉพาะทางตามมาตรา ๒๕ ใหสถานศึกษาดังกลาวดําเนินกิจการไดโดยอิสระ สามารถพัฒนาระบบบริหาร และการ จัดการที่เปนของตนเอง มีความคลองตัว มีเสรีภาพทางวิชาการ โดยสอดคลองกับนโยบายการศึกษาแหงขาติ และอยูภายใตการกํากับดูแลของสภาสถานศึกษา ตามกฎหมายวาดวยการจัดตั้งสถานศึกษานั้น ๆ มาตรา ๔๙ การกํากับดูแลการจัดการศึกษาของภาคเอกชน และองคกรปกครองสวนทองถิ่น ในแตละจังหวัด ใหอยูในอํานาจหนาที่ของสํานักงานการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา สํานักงานการ มัธยมศึกษา และสํานักงานการอาชีวศึกษา แลวแตกรณี ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไวในกฎหมายวาดวยระเบียบ บริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ มาตรา ๕๐ ในการจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา หรืออาชีวศึกษา แลวแตกรณี ใหมีคณะกรรมการสถานศึกษาแตละสถานศึกษา เพื่อทําหนาที่กําหนดนโยบายกํากับและสงเสริม สนับสนุนกิจการของสถานศึกษา ใหความเห็นชอบแผนพัฒนาสถานศึกษา และใหความเห็นชอบหลักสูตร สถานศึกษาที่ผูบริหารสถานศึกษานั้นจัดทําขึ้นตามที่กําหนดในมาตรา ๖๗ ใหคณะกรรมการสถานศึกษาตามวรรคหนึ่ง ประกอบดวย ผูแทนผูปกครอง ผูแทนครู ผูแทน องคกรชุมชน ผูแทนองคกรปกครองสวนทองถิ่น ผูแทนศิษยเกาของสถานศึกษา ผูแทนพระภิกษุสงฆและหรือ ผูแทนองคกรศาสนาอื่นในพื้นที่ และผูทรงคุณวุฒิในทองถิ่น โดยสถานศึกษาที่มีการจัดการศึกษาระดับ อาชีวศึกษาอาจมีกรรมการเพิ่มขึ้นได ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไวในกฎหมายวาดวยการจัดการและบริหารการศึกษา ขององคกรปกครองสวนทองถิ่น ใหกรรมการสถานศึกษาคัดเลือกกรรมการคนใดคนหนึ่ง เปนเลขานุการของคณะกรรมการ สถานศึกษา โดยใหผูบริหารสถานศึกษานั้นเปนผูชวยเลขานุการ ในกรณีที่เปนสถานศึกษาขนาดเล็ก ซึ่งไมอาจมีองคประกอบของคณะกรรมการสถานศึกษา ตามที่กําหนดในวรรคสองได ใหคณะกรรมการสถานศึกษาของสถานศึกษานั้นมีองคประกอบตามเทาที่มีอยูใน เขตพื้นที่นั้น หรือในกรณีที่มีความประสงคใชคณะกรรมการสถานศึกษารวมกันกับสถานศึกษาขนาดเล็กอื่น ใหหนวยงานภูมิภาคของสํานักงานการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา สํานักงานการมัธยมศึกษา และ สํานักงานการอาชีวศึกษาในพื้นที่นั้น แลวแตกรณี จัดใหมีคณะกรรมการสถานศึกษารวมกันได แตตองมี จํานวนสถานศึกษาที่มีคณะกรรมการสถานศึกษารวมกันไดไมเกินสามแหง ความในมาตรานี้ไมใชบังคับแกสถานศึกษาตามมาตรา ๒๑ (๑) และ (๓)
  • 19.
    -๑๙- มาตรา ๕๑ ใหมีสถาบันวิจัยและพัฒนาระบบการศึกษาแหงชาติเปนองคการมหาชนที่มีฐานะ เปนนิติบุคคล และบริหารจัดการโดยคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาระบบการศึกษาแหงชาติ ประกอบดวย (๑) กรรมการสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติผูทรงคุณวุฒิ เปนประธานกรรมการ (๒) กรรมการผูแทนจากกรรมการผูทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนา หลักสูตรการศึกษาแหงชาติ คณะกรรมการสถาบันครุศึกษาแหงชาติ คณะกรรมการสํานักงานนวัตกรรมและ เทคโนโลยีทางการศึกษา คณะกรรมการสํานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติ และคณะกรรมการ สํานักงานรับรองคุณวุฒิการศึกษาแหงชาติ จํานวนแหงละหนึ่งคน (๓) กรรมการผูทรงคุณวุฒิดานการวิจัย ดานการวัดและประเมินผล ดานระบบการศึกษา ดาน การศึกษาในระบบ ดานการศึกษานอกระบบ ดานการศึกษาตามอัธยาศัย ดานการศึกษาพิเศษ จํานวนดานละ หนึ่งคน ที่ไดรับการสรรหาและไดรับความเห็นชอบจากสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ ใหคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาระบบการศึกษาแหงชาติ มีอํานาจหนาที่ตามที่ กําหนดไวในมาตรา ๒๖ และที่กําหนดในกฎหมายวาดวยการวิจัยและพัฒนาระบบการศึกษา ใหมีผูอํานวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาระบบการศึกษาแหงชาติ ทําหนาที่เลขานุการของ คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งและดําเนินงานโดยทั่วไปของสถาบันวิจัยและพัฒนาระบบการศึกษาแหงชาติ ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในกฎหมายวาดวยการวิจัยและพัฒนาระบบการศึกษา มาตรา ๕๒ ใหมีสถาบันวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาแหงชาติ เปนองคการมหาชนที่มี ฐานะเปนนิติบุคคล และบริหารจัดการโดยคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาแหงชาติ ประกอบดวย (๑) กรรมการสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติผูทรงคุณวุฒิ เปนประธานกรรมการ (๒) กรรมการผูแทนจากกรรมการผูทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาระบบ การศึกษาแหงชาติ คณะกรรมการสถาบันครุศึกษาแหงชาติ คณะกรรมการสํานักงานนวัตกรรมและเทคโนโลยี ทางการศึกษา คณะกรรมการสํานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติ และคณะกรรมการสํานักงานรับรอง คุณวุฒิการศึกษาแหงชาติ จํานวนแหงละหนึ่งคน (๓) กรรมการผูทรงคุณวุฒิดานการวิจัย ดานการวัดและประเมินผล ดานหลักสูตร ดาน การศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา ดานมัธยมศึกษา ดานอาชีวศึกษา ดานอุดมศึกษา ดานการศึกษานอกระบบ ดานการศึกษาตามอัธยาศัย และดานการศึกษาพิเศษ จํานวนดานละหนึ่งคน ที่ไดรับการสรรหาและไดรับความ เห็นชอบจากสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ ใหคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาแหงชาติ มีอํานาจหนาที่ตามที่ กําหนดไวในหมวด ๖ และตามกฎหมายวาดวยการวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการศึกษา
  • 20.
    -๒๐- ใหมีผูอํานวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาแหงชาติ ทําหนาที่เลขานุการของ คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งและดําเนินงานโดยทั่วไปของสถาบันวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาแหงชาติ ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในกฎหมายวาดวยการวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการศึกษา มาตรา๕๓ ใหมีสถาบันครุศึกษาแหงชาติ เปนองคการมหาชนที่มีฐานะเปนนิติบุคคล และ บริหารจัดการโดยคณะกรรมการสถาบันครุศึกษาแหงชาติ ประกอบดวย (๑) กรรมการสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติผูทรงคุณวุฒิ เปนประธานกรรมการ (๒) กรรมการผูแทนจากกรรมการผูทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาระบบ การศึกษาแหงชาติ คณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาแหงชาติ คณะกรรมการสํานักงาน นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา และคณะกรรมการสํานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติ จํานวนแหงละหนึ่งคน (๓) กรรมการผูทรงคุณวุฒิดานการวิจัย ดานการเรียนการสอน ดานการวัดและประเมินผล ดานการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา ดานมัธยมศึกษา ดานอาชีวศึกษา ดานอุดมศึกษา ดานการศึกษานอก ระบบ ดานการศึกษาตามอัธยาศัย และดานการศึกษาพิเศษ จํานวนดานละหนึ่งคน ที่ไดรับการสรรหาและไดรับ ความเห็นชอบจากสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ (๔) ผูแทนคณบดีคณะครุศาสตรหรือศึกษาศาสตรจากมหาวิทยาลัย หรือสถาบันอุดมศึกษา ของรัฐ หรือเอกชน จํานวนหนึ่งคน ใหคณะกรรมการสถาบันครุศึกษาแหงชาติ มีอํานาจหนาที่ตามที่กําหนดไวในมาตรา ๗๘ และ มาตรา ๘๔ และตามกฎหมายวาดวยสถาบันครุศึกษาแหงชาติ ใหมีผูอํานวยการสถาบันครุศึกษาแหงชาติ ทําหนาที่เลขานุการของคณะกรรมการตามวรรค หนึ่งและดําเนินงานโดยทั่วไปของสถาบันครุศึกษาแหงชาติ ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในกฎหมายวาดวยสถาบัน ครุศึกษาแหงชาติ มาตรา ๕๔ ใหมีสํานักงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา เปนองคการมหาชนที่มี ฐานะเปนนิติบุคคล และบริหารจัดการโดยคณะกรรมการสํานักงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา ประกอบดวย (๑) กรรมการสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติผูทรงคุณวุฒิ เปนประธานกรรมการ (๒) กรรมการผูแทนจากกรรมการผูทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาระบบ การศึกษาแหงชาติ คณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาแหงชาติ คณะกรรมการสถาบันครุ ศึกษาแหงชาติ คณะกรรมการสํานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติ และคณะกรรมการสํานักงาน รับรองคุณวุฒิการศึกษาแหงชาติ จํานวนแหงละหนึ่งคน (๓) กรรมการผูทรงคุณวุฒิดานการวิจัย ดานเทคโนโลยีทางการศึกษา ดานการศึกษาในระบบ ดานการศึกษานอกระบบ ดานการศึกษาตามอัธยาศัย ดานการศึกษาพิเศษ ดานวิทยุกระจายเสียงและวิทยุ
  • 21.
    -๒๑- โทรทัศน ดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี และดานเทคโนโลยีสารสนเทศจํานวนดานละหนึ่งคน ที่ไดรับการ สรรหาและไดรับความเห็นชอบจากสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ ใหคณะกรรมการสํานักงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา มีอํานาจหนาที่ตามที่ กําหนดไวในหมวด ๑๐ และตามกฎหมายวาดวยนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา ใหมีผูอํานวยการสํานักงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา ทําหนาที่เลขานุการของ คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งและดําเนินงานโดยทั่วไปของสํานักงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในกฎหมายวาดวยนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา มาตรา ๕๕ ใหมีสํานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติ เปนองคการมหาชนที่มีฐานะ เปนนิติบุคคล และบริหารจัดการโดยคณะกรรมการสํานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติ ประกอบดวย (๑) กรรมการสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติผูทรงคุณวุฒิ เปนประธานกรรมการ (๒) กรรมการผูแทนจากกรรมการผูทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาระบบ การศึกษาแหงชาติ คณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาแหงชาติ คณะกรรมการสถาบัน ครุศึกษาแหงชาติ คณะกรรมการสํานักงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา และคณะกรรมการสํานักงาน รับรองคุณวุฒิการศึกษาแหงชาติ จํานวนแหงละหนึ่งคน (๓) กรรมการผูทรงคุณวุฒิดานการวัดและประเมินผล ดานการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา ดานมัธยมศึกษา ดานอาชีวศึกษา ดานอุดมศึกษา ดานการศึกษานอกระบบ ดานการศึกษาตามอัธยาศัย ดาน การศึกษาพิเศษ และดานกฎหมาย จํานวนดานละหนึ่งคน ที่ไดรับการสรรหาและไดรับความเห็นชอบจากสภา นโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ ใหคณะกรรมการสํานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติ มีอํานาจหนาที่ตามที่กําหนด ไวในหมวด ๗ และตามกฎหมายวาดวยการรับรองมาตรฐานการศึกษา ใหมีผูอํานวยการสํานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติ ทําหนาที่เลขานุการของ คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งและดําเนินงานโดยทั่วไปของสํานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติ ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในกฎหมายวาดวยการรับรองมาตรฐานการศึกษา มาตรา ๕๖ ใหมีสํานักงานรับรองคุณวุฒิการศึกษาแหงชาติ เปนองคการมหาชนที่มีฐานะเปน นิติบุคคล และบริหารจัดการโดยคณะกรรมการสํานักงานรับรองคุณวุฒิการศึกษาแหงชาติประกอบดวย (๑) กรรมการสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติผูทรงคุณวุฒิ เปนประธานกรรมการ (๒) อธิบดีกรมการกงสุล และเลขาธิการคณะกรรมการขาราชการพลเรือน เปนกรรมการ (๓) กรรมการผูแทนจากกรรมการผูทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาระบบ การศึกษาแหงชาติ คณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาแหงชาติ คณะกรรมการสถาบัน ครุศึกษาแหงชาติ คณะกรรมการสํานักงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา และคณะกรรมการสํานักงาน รับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติ จํานวนแหงละหนึ่งคน
  • 22.
    -๒๒- (๔) กรรมการผูทรงคุณวุฒิดานการวัดและประเมินผล ดานการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา ดานมัธยมศึกษาดานอาชีวศึกษา ดานอุดมศึกษา ดานการศึกษานอกระบบ ดานการศึกษาตามอัธยาศัย ดานการศึกษาพิเศษ และดานกฎหมาย จํานวนดานละหนึ่งคน ที่ไดรับการสรรหาและไดรับความเห็นชอบจาก สภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ ใหคณะกรรมการสํานักงานรับรองคุณวุฒิการศึกษาแหงชาติ มีอํานาจหนาที่ตามที่กําหนดไว ในมาตรา ๗๙ และมาตรา ๘๐ และตามกฎหมายวาดวยการรับรองคุณวุฒิการศึกษา ใหมีผูอํานวยการสํานักงานรับรองคุณวุฒิการศึกษาแหงชาติ ทําหนาที่เลขานุการของ คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งและดําเนินงานโดยทั่วไปของสํานักงานรับรองคุณวุฒิการศึกษาแหงชาติ ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในกฎหมายวาดวยการรับรองคุณวุฒิการศึกษา สวนที่ ๒ การบริหารและการจัดการศึกษาขององคกรปกครองสวนทองถิ่น มาตรา ๕๗ ใหองคกรปกครองสวนทองถิ่นมีอํานาจจัดการศึกษา และสนับสนุนการจัด การศึกษาของสถานศึกษาในเขตพื้นที่องคกรปกครองสวนทองถิ่นในระดับใดระดับหนึ่งหรือทุกระดับตามความ พรอม ความเหมาะสม และความตองการภายในทองถิ่น ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไวในกฎหมายวาดวยการจัดการ และบริหารการศึกษาขององคกรปกครองสวนทองถิ่น มาตรา ๕๘ ใหสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติกําหนดหลักเกณฑ วิธีการและ มาตรฐานการจัดการศึกษาขององคกรปกครองสวนทองถิ่น โดยใหคณะกรรมการการศึกษาปฐมวัยและ ประถมศึกษา คณะกรรมการการมัธยมศึกษา และคณะกรรมการการอาชีวศึกษา แลวแตกรณี ดําเนินการ เตรียมความพรอมใหองคกรปกครองสวนทองถิ่นในการจัดการศึกษาตามนโยบายการศึกษาแหงชาติ และ กํากับดูแลการจัดการศึกษาขององคกรปกครองสวนทองถิ่นในสวนที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาในขอบเขต อํานาจของตน มาตรา ๕๙ ในสวนที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาขององคกรปกครองสวน ทองถิ่นใหองคกรปกครองสวนทองถิ่นที่มีความพรอมหรือมีความจําเปนเสนอเรื่องตอคณะกรรมการการ อุดมศึกษา เพื่อพิจารณาใหความเห็น เมื่อคณะกรรมการการอุดมศึกษาใหความเห็นแลว ใหเสนอเรื่องตอสภา นโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติเพื่อพิจารณาใหความเห็นชอบ หากสภานโยบายและพัฒนาการศึกษา แหงชาติพิจารณาแลวเห็นวาองคกรปกครองสวนทองถิ่นนั้นมีความพรอมและมีความจําเปน และสอดคลองกับ นโยบายการศึกษาแหงชาติ ใหเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาตรากฎหมายจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาดังกลาว ตอไป
  • 23.
    -๒๓- มาตรา ๖๐ การจัดการศึกษาขององคกรปกครองสวนทองถิ่นตามหมวดนี้ใหเปนไปตาม กฎหมายวาดวยการจัดการศึกษาขององคกรปกครองสวนทองถิ่น สวนที่ ๓ การบริหารและการจัดการศึกษาของเอกชน มาตร ๖๑ การบริหารและการจัดการศึกษาของเอกชนใหมีความเปนอิสระ โดยมีการกํากับ ติดตาม การประเมินคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาจากรัฐ และตองปฏิบัติตามหลักเกณฑการประเมิน คุณภาพและมาตรฐานการศึกษาเชนเดียวกับสถานศึกษาของรัฐ มาตรา ๖๒ ใหสถานศึกษาเอกชนตามมาตรา ๒๑ (๒) เปนนิติบุคคล และมีคณะกรรมการ บริหาร ประกอบดวย ผูบริหารสถานศึกษาเอกชน ผูรับใบอนุญาต ผูแทนผูปกครอง ผูแทนองคกรชุมชน ผูแทน ครู ผูแทนศิษยเกา และผูทรงคุณวุฒิ จํานวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ วิธีการสรรหา การเลือกประธานกรรมการและ กรรมการ วาระการดํารงตําแหนง และการพนจากตําแหนง ใหเปนไปตามที่กําหนดในระเบียบสภานโยบาย และพัฒนาการศึกษาแหงชาติ มาตรา ๖๓ ใหสถานศึกษาเอกชนจัดการศึกษาไดทุกระดับและทุกประเภทการศึกษาตามที่ กฎหมายกําหนด โดยรัฐตองกําหนดนโยบายและมาตรการที่ชัดเจนเกี่ยวกับการมีสวนรวมของเอกชนในดาน การศึกษา การกําหนดนโยบายและแผนการจัดการศึกษาของรัฐหรือขององคกรปกครองสวนทองถิ่น ให คํานึงถึงผลกระทบตอการจัดการศึกษาของเอกชน โดยใหคณะกรรมการการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา คณะกรรมการการมัธยมศึกษา และคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในกรณีที่เปนการจัดการศึกษาขององคกร ปกครองสวนทองถิ่น ใหองคกรปกครองสวนทองถิ่นรวมรับฟงความคิดเห็นของเอกชนและประชาชน ประกอบการพิจารณาดวย ใหสถานศึกษาของเอกชนที่จัดการศึกษาระดับปริญญาดําเนินกิจการไดโดยอิสระ สามารถ พัฒนาระบบบริหารและการจัดการที่เปนของตนเอง มีความคลองตัว มีเสรีภาพทางวิชาการ และอยูภายใตการ กํากับดูแลของสภาสถานศึกษา ตามกฎหมายวาดวยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน มาตรา ๖๔ รัฐตองใหการสนับสนุนดานเงินอุดหนุน การลดหยอนหรือการยกเวนภาษี และ สิทธิประโยชนอยางอื่น ที่เปนประโยชนในทางการศึกษาแกสถานศึกษาเอกชนตามความเหมาะสม รวมทั้ง สงเสริมและสนับสนุนดานวิชาการใหสถานศึกษาเอกชนมีมาตรฐานและสามารถพึ่งตนเองได
  • 24.
    -๒๔- มาตรา ๖๕ ในกรณีที่สถานศึกษาเอกชนใดจัดการศึกษาโดยไมเปนไปตามหลักเกณฑ และ วิธีการตามกฎหมาย หรือดําเนินการจัดการศึกษาอันเปนเท็จ หรือปกปดความจริงเกี่ยวกับขอมูลผูเรียน หรือ ปกปดหรือแจงขอมูลอันเปนเท็จเกี่ยวกับคุณวุฒิของผูเรียน ครู คณาจารย หรือบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด ของตน ใหคณะกรรมการการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา คณะกรรมการการมัธยมศึกษา และ คณะกรรมการการอาชีวศึกษา และคณะกรรมการการอุดมศึกษา แลวแตกรณี ดําเนินการสอบสวน หาขอเท็จจริง และมีอํานาจสั่งเพิกถอน พักใชใบอนุญาต หรือสั่งงดรับผูเรียน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ หมวด ๖ หลักสูตรและการพัฒนาหลักสูตร มาตร ๖๖ ใหมีหลักสูตรแกนกลางการศึกษาภาคบังคับที่มีวัตถุประสงคมุงเนนเพื่อความ เปนไทย ความเปนพลเมืองที่ดีของชาติ การดํารงชีวิต การประกอบอาชีพ และเพื่อการศึกษาตอ ใหสถาบันวิจัยและพัฒนาหลักสูตรแหงชาติมีหนาที่วิจัยและพัฒนาหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาภาคบังคับตามวรรคหนึ่ง เสนอตอสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติเพื่อใหความเห็นชอบ มาตรา ๖๗ ใหสํานักงานการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา สํานักงานการมัธยมศึกษา สํานักงานการอาชีวศึกษา หรือหนวยงานอื่นของรัฐที่เกี่ยวของมีหนาที่จัดใหมีการกํากับติดตามใหสถานศึกษา จัดทําหลักสูตรสถานศึกษา ตามวัตถุประสงคในมาตรา ๖๖ โดยใหคํานึงถึงสภาพและวิถีของชุมชนและสังคม ภูมิปญญาทองถิ่นและปรัชญาการศึกษาของสถานศึกษานั้น ๆ และใหมีหนาที่รวมถึงการสงเสริมสนับสนุนให สถานศึกษา ดําเนินการจัดทําสาระของหลักสูตรสถานศึกษาตามวัตถุประสงคในมาตรา ๖๖ ดวย ใหองคกรปกครองสวนทองถิ่นมีหนาที่สนับสนุนใหคณะกรรมการสถานศึกษาที่อยูในพื้นที่ ขององคกรปกครองสวนทองถิ่นจัดทําหลักสูตรสถานศึกษาใหเปนไปตามวัตถุประสงคของหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาภาคบังคับตามมาตรา ๖๖ โดยใหคํานึงถึงสภาพชุมชนและสังคม ภูมิปญญาทองถิ่นและปรัชญา การศึกษาของสถานศึกษานั้น ๆ มาตรา ๖๘ หลักสูตรการศึกษาระดับตาง ๆ รวมทั้งหลักสูตรการศึกษาสําหรับบุคคลตาม มาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๒ ตองมีลักษณะหลากหลาย ทั้งนี้ ใหจัดตามความเหมาะสมของแตละระดับโดย มุงพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลใหเหมาะสมแกวัยและศักยภาพ สาระของหลักสูตร ทั้งที่เปนวิชาการ และวิชาชีพ ตองมุงพัฒนาคนใหมีความสมดุล ทั้งดาน ความรู ความคิด ความสามารถ ความดีงาม และความรับผิดชอบตอสังคม สําหรับหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษา นอกจากคุณลักษณะในวรรคหนึ่งและวรรคสอง แลว ยังมีความมุงหมายเฉพาะที่จะพัฒนาวิชาการ วิชาชีพชั้นสูง และการคนควาวิจัย เพื่อพัฒนาองคความรู และพัฒนาสังคม
  • 25.
    -๒๕- มาตรา ๖๙ ใหสถาบันวิจัยและพัฒนาหลักสูตรแหงชาติจัดใหมีการประเมินหลักสูตร แกนกลางการศึกษาภาคบังคับทุกสามปและเสนอรายงานการประเมินหลักสูตรและขอเสนอแนะตอสภา นโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติเพื่อพิจารณา ใหมีการประเมินหลักสูตรมัธยมศึกษา และหลักสูตรอาชีวศึกษาทุกหาป และเสนอรายงาน การประเมินหลักสูตรและขอเสนอแนะตอสํานักงานการมัธยมศึกษา สํานักงานการอาชีวศึกษา และแจงใหสภา นโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติเพื่อทราบ ในกรณีที่ขอเสนอแนะการประเมินใหมีการปรับปรุงหลักสูตร ใหสํานักงานการมัธยมศึกษา สํานักงานการอาชีวศึกษาดําเนินการพิจารณาปรับปรุงหลักสูตรใหแลวเสร็จ ภายในหนึ่งป หมวด ๗ มาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา มาตรา ๗๐ ใหมีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐาน การศึกษาทุกระดับ ประกอบดวย ระบบการประกันคุณภาพภายใน และระบบการประกันคุณภาพภายนอก ระบบ หลักเกณฑ และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา อยางนอยตองสอดคลองกับนโยบาย การจัดการศึกษาของสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ วัตถุประสงคและผลสัมฤทธิ์ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาภาคบังคับ การจัดทําหลักสูตรสถานศึกษาที่สอดคลองกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ภาคบังคับ และผลสัมฤทธิ์ของผูเรียนตามนโยบายหลักสูตร ทั้งนี้ ใหเปนไปตามแนวทางที่กําหนดในระเบียบ ของสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ สถานศึกษาประเภทใดที่ไมตองเขารับการประกันคุณภาพการศึกษาตามพระราชบัญญัตินี้ ใหเปนไปตามที่สภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติประกาศกําหนด มาตรา ๗๑ ใหหนวยงานตนสังกัด สถานศึกษา และองคกรปกครองสวนทองถิ่นที่จัด การศึกษาตองจัดใหมีระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา และดําเนินการประกันคุณภาพภายในตาม ระบบดังกลาวปละหนึ่งครั้ง ใหคณะกรรมการการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา คณะกรรมการการมัธยมศึกษา คณะกรรมการการอาชีวศึกษา และคณะกรรมการการอุดมศึกษา แลวแตกรณี กําหนดเกณฑการประเมิน การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาใหสอดคลองกับนโยบายการศึกษาของชาติ ระบบการประกันคุณภาพ ภายนอก และระบบ หลักเกณฑ และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา ตามระเบียบของสภานโยบายและ พัฒนาการศึกษาแหงชาติในมาตรา ๗๐ การประกันคุณภาพภายในถือเปนสวนหนึ่งของกระบวนการบริหารการศึกษาที่ตอง ดําเนินการอยางตอเนื่อง โดยมีการจัดทํารายงานประจําปเสนอตอหนวยงานตนสังกัด หนวยงานที่เกี่ยวของ
  • 26.
    -๒๖- และเปดเผยตอสาธารณชน เพื่อนําไปสูการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา และเพื่อรองรับการประกัน คุณภาพภายนอก มาตรา๗๒ สํานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติมีอํานาจหนาที่พัฒนาเกณฑ และ วิธีการประเมินคุณภาพภายนอก และทําการประเมินผลการจัดการศึกษา เพื่อใหมีการตรวจสอบคุณภาพของ สถานศึกษา โดยคํานึงถึงความมุงหมายและหลักการและแนวการจัดการศึกษาในแตละระดับ ตลอดจนบริหาร จัดการ และดําเนินการเกี่ยวกับการศึกษาวิจัย พัฒนา และใหบริการทางการประเมินผลทางการศึกษา และ ทดสอบทางการศึกษาอยางตอเนื่อง รวมทั้งเปนศูนยกลางความรวมมือดานการทดสอบทางการศึกษาใน ระดับชาติและระดับนานาชาติ สถานศึกษาที่ไดรับการประเมินระบบการประกันคุณภาพภายในแลว ใหขอรับการประเมิน ระบบการประกันคุณภาพภายนอกจากสํานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติ อยางนอยหนึ่งครั้ง ในทุกหาปนับตั้งแตการประเมินครั้งสุดทาย สถานศึกษาแหงใดไมไดขอรับการประเมินภายในกําหนดเวลาตามวรรคสอง ใหถือวา สถานศึกษานั้นไมไดรับการรับรองมาตรฐาน และใหหนวยงานตนสังกัดหรือหนวยงานที่มีอํานาจกํากับดูแล สถานศึกษานั้นรายงานตอสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติเพื่อทราบ และสั่งงดรับนักเรียน และ ใหสถานศึกษาตองดําเนินการขอรับการประเมินโดยเร็ว แตทั้งนี้ตองไมเกินหนึ่งป หากพนกําหนดดังกลาว ใหหนวยงานตนสังกัดหรือหนวยงานที่มีอํานาจกํากับดูแลรายงานตอสภานโยบายและพัฒนาการศึกษา และ สั่งปดสถานศึกษา หากหนวยงานตนสังกัดหรือหนวยงานที่มีอํานาจกํากับดูแลไมดําเนินการ ใหสํานักงาน รับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติรายงานตอสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ เพื่อสั่งปด สถานศึกษา ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในกฎหมายวาดวยการรับรองมาตรฐานการศึกษา การจัดทําเกณฑ วิธีการประเมินคุณภาพภายนอกและประเมินผลการจัดการศึกษาตามวรรค หนึ่ง วิธีการขอรับการประเมินตามวรรคสอง และวิธีดําเนินการในกรณีสถานศึกษาที่ไมไดรับการรับรอง มาตรฐานตามวรรคสาม ใหเปนไปตามกฎหมายวาดวยการรับรองมาตรฐานการศึกษา มาตรา ๗๓ ใหคณะกรรมการการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา คณะกรรมการการ มัธยมศึกษา คณะกรรมการการอาชีวศึกษา และคณะกรรมการการอุดมศึกษา แลวแตกรณี กําหนด อัตราสวนจํานวนสถานศึกษาที่มีความพรอมในการเขารับการประเมินระบบการประกันคุณภาพภายนอก ทั้งนี้ ใหกําหนดอัตราสวนจํานวนไมนอยกวารอยละสิบหาของสถานศึกษาในแตละปการศึกษา ใหสํานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติ กําหนดอัตราสวนจํานวนของสถานศึกษาที่ สํานักงานสามารถประเมินการประกันคุณภาพภายนอกไดในแตละปการศึกษา โดยใหกําหนดอัตราสวน จํานวนไมเกินรอยละสิบหาของจํานวนสถานศึกษาในแตละปการศึกษา ทั้งนี้ เงื่อนไขขางตนมิใหใชบังคับ ในปที่หาซึ่งเปนปการศึกษาสุดทายของรอบการประเมินในแตละรอบ
  • 27.
    -๒๗- มาตรา ๗๔ ใหสถานศึกษาใหความรวมมือในการจัดเตรียมเอกสารหลักฐานตางๆ ที่มีขอมูล เกี่ยวของกับสถานศึกษา ตลอดจนใหบุคลากร คณะกรรมการประจําสถานศึกษา รวมทั้งผูปกครองและผูที่มี สวนเกี่ยวของกับสถานศึกษาใหขอมูลเพิ่มเติมในสวนที่พิจารณาเห็นวา เกี่ยวของกับการปฏิบัติภารกิจของ สถานศึกษา ตามคํารองขอของสํานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติ หรือบุคคลหรือหนวยงาน ภายนอกที่สํานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติรับรองซึ่งเปนผูทําการประเมินคุณภาพภายนอกของ สถานศึกษานั้น มาตรา ๗๕ ในกรณีที่ผลการประเมินภายนอกของสถานศึกษาใดไมไดตามมาตรฐานที่กําหนด ใหสํานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติ จัดทําขอเสนอแนะการปรับปรุงแกไขตอหนวยงานตนสังกัด และสถานศึกษา เพื่อใหหนวยงานตนสังกัดและสถานศึกษารวมมือกันจัดทําแผนการปรับปรุงแกไข และขอรับ การประเมินภายนอกใหมภายในหนึ่งปนับแตไดรับทราบผลการประเมิน หากพนระยะเวลาดังกลาวหรือ หากขอรับการประเมินภายนอกใหมแลว แตผลปรากฏวาสถานศึกษานั้นไมผานการประเมินภายนอกอีก ใหสํานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติแจงหนวยงานตนสังกัดหรือหนวยงานที่มีอํานาจกํากับดูแล ใหสั่งปดสถานศึกษา หากหนวยงานตนสังกัดหรือหนวยงานที่มีอํานาจกํากับดูแลไมดําเนินการ ใหนําความตาม มาตรา ๗๒ วรรคสามาใชบังคับโดยอนุโลม มาตรา ๗๖ หามผูบริหารสถานศึกษาที่ถูกสั่งปดสถานศึกษาตามมาตรา ๗๒ และมาตรา ๗๓ นั้นตั้งสถานศึกษาใหมแทนสถานศึกษาเดิมหรือมีสวนในการบริหารสถานศึกษาใดไมวาโดยทางตรงหรือ ทางออม มาตรา ๗๗ การทดสอบทางการศึกษาเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผูเรียนและคุณภาพ ของสถานศึกษา ซึ่งเปนสวนหนึ่งของการประกันคุณภาพการศึกษา และการดําเนินงานในหมวดนี้ หรืออํานาจ หนาที่อื่นของสํานักงานรับรองมาตรฐานการศึกษาแหงชาติ ใหเปนไปตามกฎหมายวาดวยการรับรองมาตรฐาน การศึกษา หมวด ๘ ครู คณาจารย บุคลากรทางการศึกษา และการรับรองคุณวุฒิ มาตรา ๗๘ ใหมีระบบ กระบวนการผลิต การพัฒนาครู คณาจารย และบุคลากรทางการ ศึกษาใหมีคุณภาพและมาตรฐานที่เหมาะสมกับการเปนวิชาชีพชั้นสูง โดยสถาบันครุศึกษาแหงชาติซึ่งมีอํานาจ หนาที่ผลิตและพัฒนาครู คณาจารย รวมทั้งบุคลากรทางการศึกษาใหมีความพรอมและมีความเขมแข็งในการ เตรียมบุคลากรใหมและการพัฒนาบุคลากรประจําการอยางตอเนื่อง
  • 28.
    -๒๘- ใหมีกองทุนพัฒนาครู คณาจารย และบุคลากรทางการศึกษาในสถาบันครุศึกษาแหงชาติเพื่อ จัดสรรเงินทุนแกการดําเนินงานในการผลิตและพัฒนาครู คณาจารย และบุคลากรทางการศึกษา ใหมีคุณภาพ รัฐพึงจัดสรรงบประมาณกองทุนพัฒนาครู คณาจารย และบุคลากรทางการศึกษาอยาง เพียงพอ มาตรา ๗๙ ใหสํานักงานรับรองคุณวุฒิการศึกษาแหงชาติมีอํานาจหนาที่ในการทดสอบ และรับรองคุณวุฒิวิชาชีพครูและผูบริหารการศึกษา การพักใชและเพิกถอนการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพครู เปน ศูนยขอมูลคุณวุฒิการศึกษาของผูสําเร็จการศึกษาในทุกระดับและทุกประเภท ตรวจสอบและรับรองการสําเร็จ การศึกษาและคุณวุฒิการศึกษาของผูสําเร็จการศึกษาในทุกระดับและทุกประเภท การเทียบระดับและการ เทียบโอน ทั้งในประเทศและตางประเทศ ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในกฎหมายวาดวยการรับรองคุณวุฒิการศึกษา มาตรา ๘๐ ผูซึ่งจะประกอบวิชาชีพครูและผูบริหารการศึกษาตองเปนผูสําเร็จการศึกษาจาก สถาบันครุศึกษาแหงชาติ และผานการทดสอบเพื่อการรับรองคุณวุฒิจากสํานักงานรับรองคุณวุฒิการศึกษา แหงชาติ ความในวรรคหนึ่งไมใชบังคับแกบุคลากรทางการศึกษาที่จัดการศึกษาตามอัธยาศัย สถานศึกษาตามมาตรา ๒๑ (๓) และวิทยากรพิเศษทางการศึกษา มาตรา ๘๑ ใหสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติกําหนดมาตรฐานวิชาชีพ และ จรรยาบรรณของวิชาชีพ รวมทั้งกําหนดนโยบายการพัฒนาวิชาชีพครู ผูบริหารสถานศึกษาและผูบริหาร การศึกษา ความในมาตรานี้ไมใชบังคับแกคณาจารย ผูบริหารสถานศึกษา และผูบริหารการศึกษาใน ระดับอุดมศึกษาระดับปริญญา มาตรา ๘๒ ใหคณะกรรมการการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา คณะกรรมการการ มัธยมศึกษา และคณะกรรมการการอาชีวศึกษา แลวแตกรณี ทําหนาที่เปนองคกรกลางบริหารงานบุคคล ของขาราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดสํานักงานการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา สํานักงานการมัธยมศึกษา และสํานักงานการอาชีวศึกษา แลวแตกรณี ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในกฎหมายวาดวย ระเบียบขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มาตรา ๘๓ ใหมีกฎหมายวาดวยเงินเดือน คาตอบแทน สวัสดิการ และสิทธิประโยชนเกื้อกูล อื่น สําหรับขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อใหมีรายไดที่เพียงพอและเหมาะสมกับฐานะทางสังคม และวิชาชีพ ใหมีกองทุนสงเสริมครู คณาจารย และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อจัดสรรเปนเงินอุดหนุน งานริเริ่มสรางสรรค ผลงานดีเดน และเปนรางวัลเชิดชูเกียรติครู คณาจารย และบุคลากรทางการศึกษา ทั้งนี้ ใหเปนไปตามที่กําหนดระเบียบสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ
  • 29.
    -๒๙- มาตรา ๘๔ การผลิตและพัฒนาคณาจารยและบุคลากรทางการศึกษาการพัฒนา มาตรฐาน และจรรยาบรรณของวิชาชีพ และการบริหารงานบุคคลของขาราชการหรือพนักงานของรัฐในสถานศึกษา ระดับปริญญาที่เปนนิติบุคคล ใหเปนไปตามกฎหมายวาดวยการจัดตั้งสถานศึกษาแตละแหงและกฎหมายที่ เกี่ยวของ ใหสถาบันครุศึกษาแหงชาติมีหนาที่พัฒนาองคความรูเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนของ คณาจารยและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษาระดับปริญญาที่เปนนิติบุคคลของรัฐใหสอดคลองกับ นโยบายการศึกษาแหงชาติ มาตรา ๘๕ ใหหนวยงานทางการศึกษาระดมทรัพยากรบุคคลในชุมชนใหมีสวนรวมในการจัด การศึกษาโดยนําประสบการณ ความรอบรู ความชํานาญ และภูมิปญญาทองถิ่นของบุคคลดังกลาวมาใช เพื่อใหเกิดประโยชนทางการศึกษาและยกยองเชิดชูผูที่สงเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษา หมวด ๙ การระดมทรัพยากร และการลงทุนเพื่อการศึกษา มาตรา ๘๖ ใหมีการระดมทรัพยากรและการลงทุนดานงบประมาณ การเงิน และทรัพยสิน ทั้งจากรัฐ องคกรปกครองสวนทองถิ่น บุคคล ครอบครัว ชุมชน องคกรชุมชนเอกชน องคกรเอกชน องคกร วิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ สถาบันสังคมอื่น และตางประเทศมาใชจัดการศึกษา ดังนี้ (๑) ใหรัฐและองคกรปกครองสวนทองถิ่นระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา โดยอาจจัดเก็บภาษี เพื่อการศึกษาไดตามความเหมาะสม ทั้งนี้ ใหเปนไปตามที่กฎหมายกําหนด (๒) ใหบุคคล ครอบครัว ชุมชน องคกรชุมชน องคกรปกครองสวนทองถิ่น เอกชน องคกร เอกชน องคกรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น ระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา โดยเปนผูจัดและมีสวนรวมในการจัดการศึกษา บริจาคทรัพยสิน และทรัพยากรอื่นใหแกสถานศึกษา และมี สวนรวมรับภาระคาใชจายทางการศึกษาตามความเหมาะสมและความจําเปน ทั้งนี้ ใหรัฐและองคกรปกครองสวนทองถิ่นสงเสริมและใหแรงจูงใจในการระดมทรัพยากร ดังกลาว โดยการสนับสนุน การอุดหนุน และใชมาตรการลดหยอนหรือยกเวนภาษี ตามความเหมาะสมและ ความจําเปน ทั้งนี้ ใหเปนไปตามที่กฎหมายกําหนด มาตรา ๘๗ ใหสถานศึกษาของรัฐหรือองคกรปกครองสวนทองถิ่นที่เปนนิติบุคคล มีอํานาจใน การปกครอง ดูแล บํารุงรักษา ใช และจัดหาผลประโยชนจากทรัพยสินของสถานศึกษา ทั้งที่เปนที่ราชพัสดุ
  • 30.
    -๓๐- ตามกฎหมายวาดวยที่ราชพัสดุ และที่เปนทรัพยสินอื่น รวมทั้งจัดหารายไดจากบริการของสถานศึกษาและ เก็บคาธรรมเนียมการศึกษาที่ไมขัดหรือแยงกับนโยบาย วัตถุประสงค และภารกิจหลักของสถานศึกษา บรรดาอสังหาริมทรัพยที่สถานศึกษาตามวรรคหนึ่งไดมาโดยมีผูอุทิศให หรือโดยการซื้อหรือ แลกเปลี่ยนจากรายไดของสถานศึกษา ไมถือเปนที่ราชพัสดุ และใหเปนกรรมสิทธิ์ของสถานศึกษา บรรดา รายไดและผลประโยชนของสถานศึกษาตามวรรคหนึ่ง รวมทั้งผลประโยชนที่เกิดจาก ที่ราชพัสดุ เบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาลาศึกษา และเบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาการซื้อทรัพยสินหรือ จางทําของที่ดําเนิน การโดยใชเงินงบประมาณไมเปนรายไดที่ตองนําสงกระทรวงการคลังตามกฎหมายวาดวย เงินคงคลังและกฎหมายวาดวยวิธีการงบประมาณ บรรดารายไดและผลประโยชนของสถานศึกษาตามวรรคหนึ่งที่ไมเปนนิติบุคคล รวมทั้ง ผลประโยชนที่เกิดจากที่ราชพัสดุ เบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาลาศึกษา และเบี้ยปรับที่เกิดจากการผิด สัญญาการซื้อทรัพยสินหรือจางทําของที่ดําเนินการโดยใชเงินงบประมาณใหสถานศึกษาสามารถจัดสรรเปน คาใชจายในการจัดการศึกษาของสถานศึกษานั้น ๆ ไดตามระเบียบที่กระทรวงการคลังกําหนด มาตรา ๘๘ ใหรัฐจัดสรรงบประมาณแผนดินใหกับการศึกษาในฐานะที่มีความสําคัญสูงสุดตอ การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศโดยจัดสรรเปนเงินงบประมาณเพื่อการศึกษา ดังนี้ (๑) จัดสรรเงินอุดหนุนทั่วไปเปนคาใชจายรายบุคคลที่เหมาะสมแกผูเรียนการศึกษาภาค บังคับที่จัดโดยรัฐ องคกรปกครองสวนทองถิ่น และเอกชนใหเทาเทียมกัน (๒) จัดสรรทุนการศึกษาในรูปของกองทุนกูยืมใหแกผูเรียนที่มาจากครอบครัวที่มีรายไดนอย ตามความเหมาะสมและความจําเปน (๓) จัดสรรงบประมาณและทรัพยากรทางการศึกษาอื่นเปนพิเศษ ใหเหมาะสมและสอดคลอง กับความจําเปนในการจัดการศึกษาสําหรับผูเรียนที่มีความตองการเปนพิเศษแตละกลุมตามมาตรา ๑๑ และ มาตรา ๑๒ โดยคํานึงถึงความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษาและความเปนธรรม ทั้งนี้ ใหเปนไปตาม หลักเกณฑและวิธีการที่กําหนดในระเบียบสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ (๔) จัดสรรงบประมาณเปนคาใชจายดําเนินการและงบลงทุนใหสถานศึกษาของรัฐตาม นโยบายแผนพัฒนาการศึกษาแหงชาติและภารกิจของสถานศึกษา โดยใหมีอิสระในการบริหารงบประมาณ และทรัพยากรทางการศึกษา ทั้งนี้ ใหคํานึงถึงคุณภาพและความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษา (๕) จัดสรรงบประมาณในลักษณะเงินอุดหนุนทั่วไปใหสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาของรัฐที่ เปนนิติบุคคล และเปนสถานศึกษาในกํากับของรัฐหรือองคการมหาชน (๖) จัดสรรกองทุนกูยืมดอกเบี้ยต่ําใหสถานศึกษาเอกชน เพื่อใหพึ่งตนเองได (๗) จัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาการศึกษาของรัฐและเอกชน
  • 31.
    -๓๑- มาตรา ๘๙ ใหรัฐจัดสรรเงินอุดหนุนการศึกษาที่จัดโดยบุคคลครอบครัว องคกรชุมชน องคกรเอกชน องคกรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น ตามความเหมาะสม และความจําเปน มาตรา ๙๐ ใหมีระบบการตรวจสอบ ติดตาม และประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการ ใชจายงบประมาณการจัดการศึกษาใหสอดคลองกับหลักการศึกษา แนวการจัดการศึกษาและคุณภาพ มาตรฐานการศึกษา โดยหนวยงานภายในและหนวยงานของรัฐที่มีหนาที่ตรวจสอบภายนอก หลักเกณฑและวิธีการในการตรวจสอบ ติดตามและการประเมิน ใหเปนไปตามที่กําหนดใน ระเบียบสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ หมวด ๑๐ เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา มาตรา ๙๑ ใหสํานักงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษามีอํานาจหนาที่พิจารณา เสนอนโยบาย แผน สงเสริม การพัฒนาและการใชนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา รวมทั้งการประเมิน คุณภาพและประสิทธิภาพของการผลิตและการใชเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาตอสภานโยบายการศึกษาแหงชาติ เพื่อพิจารณาใหความเห็นชอบ และศึกษา วิจัย และผลิตนวัตกรรมทางการศึกษา เพื่อใชในการเรียนการสอนที่ คุณภาพและมาตรฐาน กําหนดการใชเทคโนโลยีทางการศึกษาที่เหมาะสมกับระบบการศึกษาของชาติในทุก ระดับและทุกประเภท และการประสานความรวมมือในการใชเทคโนโลยีเพื่อการศึกษากับผูประกอบการ เอกชน ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในกฎหมายวาดวยนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา มาตรา ๙๒ ในการกําหนดทรัพยากรเพื่อการจัดการศึกษาที่ตองใชนวัตกรรมและเทคโนโลยี สื่อการสอนทุกระดับที่ทันสมัยและเหมาะสมกับการจัดการศึกษาจาก ใหคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน และกิจการโทรคมนาคมแหงชาติ และหนวยงานที่เกี่ยวของตองจัดสรรคลื่นความถี่ สื่อตัวนํา และโครงสรางพื้นฐานอื่น ที่จําเปนตอการสงวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน วิทยุโทรคมนาคม และการสื่อสาร ในรูปอื่น เพื่อใชประโยชนสําหรับการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย และ การศึกษาพิเศษ รวมทั้งการทะนุบํารุงศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมตามความจําเปน มาตรา ๙๓ ใหจัดตั้งกองทุนพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาจากเงินอุดหนุน ของรัฐ คาสัมปทาน และผลกําไร ที่ไดจากการดําเนินกิจการดานสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ และ โทรคมนาคมจากทุกฝายที่เกี่ยวของ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองคกรประชาชน รวมทั้งใหมีการลดอัตรา คาบริการเปนพิเศษในการใชเทคโนโลยีดังกลาวเพื่อการพัฒนาคนและสังคม โดยใหใชจายเพื่อการศึกษา วิจัย และพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาและการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวของกับนวัตกรรมและ
  • 32.
    -๓๒- เทคโนโลยีใหมีขีดความสามารถและความรูทักษะที่เพียงพอตอการใชนวัตกรรมและเทคโนโลยี ทั้งนี้ ตามที่ กําหนดในกฎหมายวาดวยนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา มาตรา๙๔ ใหสํานักงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษาจัดหรือจัดใหมีการผลิตและ พัฒนาตนแบบของแบบเรียน ตํารา หนังสือทางวิชาการ สื่อสิ่งพิมพอื่น วัสดุอุปกรณ และเทคโนโลยีเพื่อ การศึกษาอื่น ใหสํานักงานการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา สํานักงานการมัธยมศึกษา และสํานักงาน การอาชีวศึกษา เรงรัดพัฒนาขีดความสามารถในการผลิต และมีการใหแรงจูงใจแกผูผลิตแบบเรียน ตํารา หนังสือทางวิชาการ สื่อสิ่งพิมพอื่น วัสดุอุปกรณ และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาตามวรรคหนึ่ง ทั้งนี้ โดยเปด ใหมีการแขงขันโดยเสรีอยางเปนธรรม มาตรา ๙๕ ผูเรียนมีสิทธิไดรับการพัฒนาขีดความสามารถในการใชเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ในโอกาสแรกที่ทําได เพื่อใหมีความรูและทักษะเพียงพอที่จะใชเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในการแสวงหา ความรูดวยตนเองไดอยางเนื่องตลอดชีวิต หมวด ๑๑ การพิทักษระบบคุณธรรมทางการศึกษา มาตรา ๙๖ การจัดระเบียบการบริหารงานบุคคลของครู คณาจารย และบุคลากรทางการ ศึกษาตามพระราชบัญญัตินี้ ใหคํานึงถึงระบบคุณธรรมดังตอไปนี้ (๑) การรับบุคคลเพื่อบรรจุเขารับราชการ เขาทํางานและแตงตั้งใหดํารงตําแหนงตอง คํานึงถึงความรูความสามารถของบุคคล ความเสมอภาค ความเปนธรรม และประโยชนของทางราชการ (๒) การบริหารทรัพยากรบุคคล ตองคํานึงถึงผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพขององคกรและ ลักษณะของงาน และผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพของการจัดการศึกษาตามนโยบายการศึกษาแหงชาติ โดย ไมเลือกปฏิบัติอยางไมเปนธรรม (๓) การพิจารณาความดีความชอบ การเลื่อนตําแหนง และการใหประโยชนอื่นแกครู คณาจารย และบุคลากรทางการศึกษาตองเปนไปอยางเปนธรรมโดยพิจารณาจากผลงาน ศักยภาพ และความ ประพฤติ และจะนําความคิดเห็นทางการเมืองหรือสังกัดพรรคการเมืองมาประกอบการพิจารณามิได (๔) การดําเนินการทางวินัย ตองเปนไปดวยความยุติธรรมและโดยปราศจากอคติ (๕) การบริหารทรัพยากรบุคคลตองมีความเปนกลางทางการเมือง
  • 33.
    -๓๓- มาตรา ๙๗ ครูคณาจารย และบุคลากรทางการศึกษามีเสรีภาพในการรวมกลุมตามที่ บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ แตทั้งนี้ตองไมกระทบประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผนดินและความตอเนื่องใน การจัดทําบริการสาธารณะ และการจัดการศึกษาของชาติ โดยตองไมมีวัตถุประสงคทางการเมือง หลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไขในการรวมกลุมตามวรรคหนึ่ง ใหเปนไปตามที่กําหนดใน กฎหมายวาดวยการพิทักษระบบคุณธรรมทางการศึกษา มาตรา ๙๘ ใหมีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกวา “คณะกรรมการพิทักษระบบคุณธรรมทาง การศึกษา” ซึ่งสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติใหความเห็นชอบในการแตงตั้งประกอบดวย (๑) กรรมการผูทรงคุณวุฒิซึ่งสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติสรรหาและแตงตั้ง เปนประธานกรรมการ (๒) กรรมการผูทรงคุณวุฒิดานการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา ดานมัธยมศึกษา ดาน อาชีวศึกษา ดานอุดมศึกษา และดานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จํานวนดานละหนึ่งคน (๓) กรรมการผูทรงคุณวุฒิดานกฎหมาย ดานการบริหารงานบุคคล และดานการบริหาร ราชการแผนดิน จํานวนดานละหนึ่งคน ใหเลขาธิการสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติให เปนเลขานุการของคณะกรรมการ พิทักษระบบคุณธรรมทางการศึกษา กรรมการผูทรงคุณวุฒิตาม (๒) ใหคณะกรรมการการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา คณะกรรมการการมัธยมศึกษา คณะกรรมการการอาชีวศึกษา คณะกรรมการการอุดมศึกษา และ คณะกรรมการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยแลวแตกรณี เสนอชื่อผูทรงคุณวุฒิจํานวนดาน ละสามคนตอสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ เพื่อพิจารณาคัดเลือกใหเหลือหนึ่งคน กรรมการผูทรงคุณวุฒิตาม (๓) ใหสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติดําเนินการ สรรหาและแตงตั้งบุคคลซึ่งมีความเหมาะสมและมีคุณธรรมเปนที่ยอมรับ หลักเกณฑวิธีการสรรหา การแตงตั้ง คุณสมบัติ และลักษณะตองหาม วิธีการดําเนินงาน คาตอบแทนหรือผลประโยชนตอบแทนอื่นๆ ของกรรมการพิทักษระบบคุณธรรมทางการศึกษาตามมาตรานี้ ใหเปนไปตามที่กําหนดในกฎหมายวาดวยการพิทักษระบบคุณธรรมทางการศึกษา มาตรา ๙๙ ใหคณะกรรมการพิทักษระบบคุณธรรมทางการศึกษา มีอํานาจหนาที่ (๑) การพิจารณาเรื่องรองทุกขหรืออุทธรณคําสั่งของผูบังคับบัญชาของหนวยงานของรัฐที่จัด การศึกษาในทุกระดับและทุกประเภท (๒) การพิจารณาอุทธรณคําสั่งเกี่ยวกับการพักใชและการเพิกถอนใบอนุญาตของสถานศึกษา และการไมรับรองคุณวุฒิการศึกษา (๓) เสนอแนะตอสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแหงชาติ เพื่อใหคณะกรรมการการศึกษา ปฐมวัยและประถมศึกษา คณะกรรมการการมัธยมศึกษา คณะกรรมการการอาชีวศึกษา คณะกรรมการการ
  • 34.
    -๓๔- อุดมศึกษา และคณะกรรมการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยดําเนินการจัดใหมีหรือปรับปรุง นโยบายการบริหารทรัพยากรบุคคลในสวนที่เกี่ยวกับการพิทักษระบบคุณธรรมทางการศึกษา (๔) พิจารณาเรื่องการคุมครองระบบคุณธรรมตามกฎหมายวาดวยการพิทักษระบบคุณธรรม ทางการศึกษา (๕)ออกกฎ ระเบียบ หลักเกณฑ และวิธีการเพื่อปฏิบัติการตามกฎหมายวาดวยการพิทักษ ระบบคุณธรรมทางการศึกษา บทเฉพาะกาล ....
  • 35.
    รายนามคณะทํางานการปฏิรูปการศึกษาชาติทั้งระบบ สํานักงานผูตรวจการแผนดิน ๑. ศาสตราจารยศรีราชา วงศารยางกูรประธานคณะทํางาน ผูตรวจการแผนดิน ๒. ศาสตราจารย ดร.อุทุมพร จามรมาน คณะทํางาน ที่ปรึกษาผูตรวจการแผนดิน ๓. ศาสตราจารยยุพา วงศไชย คณะทํางาน ที่ปรึกษาผูตรวจการแผนดิน ๔. ดร.สิริกร มณีรินทร ผูทรงคุณวุฒิประจําคณะทํางาน อดีตรัฐมนตรีชวยวาการกระทรวงศึกษาธิการ ๕. นายกิตติรัตน มังคละคีรี ผูทรงคุณวุฒิประจําคณะทํางาน อดีตเลขาธิการสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ๖. นายคมสัน โพธิ์คง ผูทรงคุณวุฒิประจําคณะทํางาน รองคณบดีฝายวิชาการ คณะนิติศาสตร มหาวิทยาลัยรังสิต ๗. ผูชวยศาสตราจารย ดร. ภูมิ มูลศิลป ผูทรงคุณวุฒิประจําคณะทํางาน อาจารยประจําคณะนิติศาสตร มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ๘. นายธนาชัย สุนทรอนันตชัย ผูทรงคุณวุฒิประจําคณะทํางาน ผูชวยคณบดี คณะนิติศาสตร มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ๙. นางกรชนก ใจเกษม คณะทํางานและเลขานุการ นักวิชาการอาวุโส สํานักงานผูตรวจการแผนดิน ๑๐. นางสาวขรมันตี ศิริฤทัยวัฒนา คณะทํางานและผูชวยเลขานุการ นักวิชาการ สํานักงานผูตรวจการแผนดิน ๑๑. นางสาวพีรัญญา โพธิเสถียร คณะทํางานและผูชวยเลขานุการ นักวิชาการ สํานักงานผูตรวจการแผนดิน