BY  M.ED.(ADII)’47สรุปย่อ EA 734  การบริหารสถานศึกษา  (Educational  Aministration  )<br />โดย  ภูธร  ภูวนาถปรีชา  4522471447  โทร. 0-6653-0844<br />กรอบความคิดในการบริหารโรงเรียน<br />หลักการเดิมมี 6 งาน  คือ งานวิชาการ  งานบุคลากร  งานกิจการนักเรียน  งานธุรการ  การเงินและพัสดุ  งานอาคารสถานที่  และงานความสัมพันธ์ระหว่าโรงเรียนกับชุมชน<br />หลักการใหม่ตามมาตรา 34(2)ในการแบ่งส่วนราชการในสถานศึกษาดังนี้<br />1.กลุ่มอำนวยการ (งานธุรการ,งานบุคลากร,ความสัมพันธ์ฯ)<br />2.กลุ่มงานวิชาการ<br />3.กลุ่มงานกิจการนักเรียน<br />4.กลุ่มงานแผนงานและงบประมาณ(งานการเงินและพัสดุ,อาคารสถานที่)<br />หลักการบริหารจัดการในองค์การ1.หลักนิติธรรม  2.หลักคุณธรรม  3.หลักความโปร่งใส  4.หลักการ       มีส่วนร่วม  5.หลักความรับผิดชอบ  6.หลักความคุ้มค่า<br />ทฤษฎีองค์การสมัยดั้งเดิม เน้นเป้าหมายขององค์การเป็นสำคัญ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการทำงาน  โดยใช้โครงสร้าง ระเบียบ กฎเกณฑ์ต่างๆ ได้แก่<br />ทฤษฎีการจัดการแบบวิทยาศาสตร์ของ Frederic W. Taylor<br />ทฤษฎีการจัดการแบบหลักบริหารของ เฮนรี ฟาโยล ที่เน้นวัตถุประสงค์ ความเชี่ยวชาญ              การประสานงาน อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ<br />ทฤษฎีการจัดการแบบระบบบริหารราชการของแม็ก เวเบอร์<br />ทฤษฎีองค์การสมัยใหม่ เป็นแนวความคิดที่ใช้หลักมนุษยสัมพันธ์และพฤติกรรมของบุคคล  ใช้หลัก      จิตวิทยามาประยุกต์ใช้ คำนึงถึงความรู้สึก ความสัมพันธ์ บรรยากาศ การจูงใจ  ได้แก่<br />ทฤษฎีลำดับความต้องการ 5 ขั้นของมาสโลว์ (กายภาพ ปลอดภัย สังคม การยกย่อง และความสำเร็จ)<br />ทฤษฎี X และทฤษฎี Y ของแมกแกรเกอร์ (X ร้าย Y ดี )<br />ทฤษฎีองค์การสมัยปัจจุบัน นำแนวความคิดของสมัยดั้งเดิมและสมัยใหม่มาประยุกต์ เน้นเรื่องสังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ จิตวิทยา พฤติกรรมศาสตร์ ความคิดเชิงระบบ สิ่งแวดล้อม และมนุษยสัมพันธ์ <br />ทฤษฎีองค์การของเบอร์นาร์ด เน้นพฤติกรรมศาสตร์ สนองความต้องการส่วนบุคคล<br />ทฤษฎีระบบของวีเนอร์ เน้นปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิต(สินค้าและบริการ) ข้อมูลย้อนกลับ<br />ทฤษฎีองค์การตามสถานการณ์ เน้นการปรับตัวขององค์การตามความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม เทคโนโลยี บุคคลในองค์การ ถ้าสถานการณ์เปลี่ยนไป ต้องมีข้อมูลมากขึ้นเพื่อตัดสินใจ<br />สาระในพรบ.การศึกษาแห่งชาติสู่การปฏิรูปการศึกษา<br />หมวดที่ 1 ความมุ่งหมายและหลักการ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์<br />หมวดที่ 2 สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการเข้ารับการศึกษาขั้นพื้นฐานฟรี<br />หมวดที่ 3 ระบบการศึกษา ในระบบ (ภาคบังคับ 9 ปี ขั้นพื้นฐาน 12 ปี และอุดมศึกษา) นอกระบบ              ตามอัธยาศัย<br />หมวดที่ 4 แนวการจัดการศึกษายึดหลักผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ เน้นความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้และการบูรณาการสาระการเรียนรู้ จัดให้มีหลักสูตรแกนกลางและหลักสูตรท้องถิ่น ส่งเสริม       การเรียนรู้ในชุมชน<br />หมวดที่ 5 การบริหารการจัดการศึกษา มีการปฏิรูประบบบริหาร การกระจายอำนาจ การประเมินมาตรฐาน<br />หมวดที่ 6 มาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา มีระบบประกันคุณภาพเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาทุกระดับโดยให้สถานศึกษาจัดให้มีระบบการประกันคุณภาพภายในและให้ความร่วมมือในการประกันคุณภาพ   ภายนอก<br />หมวดที่ 7 ครูและบุคลากรทางการศึกษา ดำเนินการให้ครูมีการพัฒนาวิชาชีพและมีใบประกอบวิชาชีพ<br />หมวดที่ 8 ทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา ระดมสรรพกำลังทุกฝ่ายมาใช้ในการจัดการศึกษา<br />หมวดที่ 9 เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ส่งเสริมให้มีการพัฒนาสื่อฯโดยใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา<br />บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารงานแบบยึดโรงเรียนเป็นฐาน<br />หลักการกระจายอำนาจ  สู่กรรมการสถานศึกษา  ครู  และผู้มีส่วนร่วม<br />หลักการมีส่วนร่วม เช่น ครู กรรมการสถานศึกษา  ผู้ปกครอง  ชุมชน  ร่วมคิด  ร่วมทำ  ร่วมกันรับผิดชอบ<br />หลักการบริหารตนเอง ด้านการวางแผน การปฏิบัติ  การตรวจสอบ  การแก่ไข  โดยใช้กระบวนการ PDCA<br />หลักการตรวจสอบ  ภายใน  ภายนอก  การประกันคุณภาพ<br />ภาระกิจของโรงเรียนที่กำหนดไว้ใน พรบ.กศ.2542<br />หมวด 1 ความมุ่งหมายและหลักการ (มาตรา 6-9 )<br />มาตรา 6 การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ มีความรู้ คู่คุณธรรม สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข<br />หมวด 4 แนวการจัดการศึกษา (มาตรา 22-30)<br />มาตรา  22  การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคน มีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้           และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด  กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ<br />มาตรา  23  การจัดการศึกษาทั้งการศึกษาในระบบ  การศึกษานอกระบบ  และการศึกษาตามอัธยาศัยต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้  คุณธรรม  กระบวนการเรียนรู้  และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษา  <br />หมวด 9 เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (มาตรา 63-69)<br />มาตรา 65 ให้มีการพัฒนาบุคลากรทั้งด้านผู้ผลิต และผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาเพื่อให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะในการผลิต รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม มีคุณภาพและประสิทธิภาพ<br />มาตรา 66 ผู้เรียนมีสิทธิได้รับการพัฒนาขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในโอกาสแรก        ที่ทำได้ เพื่อให้มีความรู้และทักษะเพียงพอที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง            ได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต<br />การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนในอุดมคติ<br />โรงเรียนถือว่าเป็นศูนย์กลางของชุมชนในการที่จะต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน  เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการจัดการศึกษาเพราะภารกิจหลักในการพัฒนาการศึกษาของโรงเรียนต้องสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน     ความจำกัดในงบประมาณที่ทางราชการจัดสรรให้โรงเรียนจึงจำเป็นต้องร่วมกับชุมชนในการระดมสรรพกำลัง      และแสวงหาทรัพยากรมาช่วยกันพัฒนาคุณภาพการศึกษา  อีกทั้งการจัดการศึกษาของโรงเรียนในปัจจุบันต้องให้   ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการตั้งแต่เริ่มวางแผน กำหนดความต้องการ การแก้ปัญหา ตลอดจนการ      ร่วมดำเนินการ เพื่อให้การจัดการศึกษามีประสิทธิภาพสูงสุด<br />แนวการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน  สามารถกระทำได้ไม่ยากโดยเริ่มจากความบริสุทธิ์ใจตรงไปตรงมา   ที่ต้องการให้เกิดการพัฒนาด้านการศึกษาแก่เด็กในท้องถิ่น  ซึ่งจะก่อให้เกิดเจตคติที่ดีต่อกันอย่างต่อเนื่องทั้งในและนอกเวลา มุ่งสร้างความเข้าใจอันดีต่อทุกกลุ่ม รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะอย่างใจกว้าง เป็นกันเองกับ  ประชาชน ให้เกียรติและยกย่องชุมชน ปรับปรุงการประชาสัมพันธ์ และใช้หลักมนุษยสัมพันธ์<br />ขอบข่ายของการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน  1)งานการให้บริการชุมชน                    2)งานการรับความช่วยเหลือสนับสนุนจากชุมชน  3)งานการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนและหน่วยงานอื่น      4)งานเกี่ยวกับคณะกรรมการสถานศึกษา  5)งานการจัดตั้งกลุ่ม  ชมรม  สมาคม  มูลนิธิ  6)งานการประชาสัมพันธ์<br />บทบาทและหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษา<br />คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีบทบาทในการกำกับ  ส่งเสริม  และสนับสนุนการพัฒนา  และการประกันคุณภาพของผู้บริหารและครู  ตามหน้าที่ที่กำหนดในมาตรา  40  ของ พรบ.กศ. 2542  แก้ไขเพิ่มเติม  พ.ศ.  2545  กำหนดให้สถานศึกษาดำเนินการสรรหาและเลือกคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  สำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก (นร.ต่ำกว่า 300 คน) จำนวน  9 คน และโรงเรียนขนาดใหญ่  จำนวน  15  คน ประกอบด้วยบุคคลจาก ส่วนต่าง ๆดังนี้<br />ประธานกรรมการ(จากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ)<br />กรรมการจากผู้แทนผู้ปกครอง  1  คน<br />กรรมการจากผู้แทนครู  1  คน<br />กรรมการจากผู้แทนองค์กรชุมชน  จำนวน  1  คน<br />กรรมการจากผู้แทนศิษย์เก่า  จำนวน  1  คน<br />กรรมการจากผู้แทนพระภิกษุสงฆ์ผู้แทนองค์กรศาสนา  จำนวน  1 หรือ 2  รูป/คน<br />กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ  จำนวน  1 หรือ 6 คน<br />ผู้อำนวยการสถานศึกษาเป็นกรรมการและเลขานาการ<br />วาระในการดำรงตำแหน่งคราวละ  4  ปี  ไม่เกิน  2  วาระติดต่อกัน  ให้กรรมการทุกส่วนร่วมกันเลือกกรรมการในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธาน ภายใน 90 วัน แล้วให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาเสนอแต่งตั้งต่อผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้ลงนามแต่งตั้ง  ให้มีการประชุมของคณะกรรมการอย่างน้อยภาคเรียนละ  2  ครั้ง   และรายงานผลการประชุมต่อผู้บังคับบัญชาภาใน  15  วัน<br />ขอบข่ายหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน<br />ร่วมกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาของสถานศึกษา<br />ให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติการประจำปีของสถานศึกษา<br />ให้ความเห็นชอบในการจัดทำสาระหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น<br />กำกับและติดตามการดำเนินงานตามแผนของสถานศึกษา<br />ส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กทุกคนในเขตบริการได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพได้มาตรฐาน<br />ส่งเสริมให้มีการพิทักษ์สิทธิเด็กดูแลคนพิการ เด็กด้อยโอกาส และเด็กที่มีความสามารถพิเศษให้ได้รับ          การพัฒนาเต็มตามศักยภาพ<br />เสนอแนวทางและมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการด้านวิชาการ  งบประมาณ  การบริหารงานบุคคล               และการบริหารทั่วไปของสถานศึกษา<br />ส่งเสริมให้มีการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา  ตลอดจนวิทยาการภายนอกและถูมิปัญญาท้องถิ่น  เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการของนักเรียนทุกด้าน  รวมทั้วสืบสานจารีตประเพณี ศิลปะวัฒนธรรมของท้องถิ่นและของชาติ<br />เสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษากับชุมชน  ตลอดจนประสานงานกับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน  เพื่อให้สถานศึกษาเป็นแหล่งวิทยาการของชุมชนและมีส่วนในการพัฒนาชุมชนและท้องถิ่น<br />ให้ความเห็นชอบรายงานผลการดำเนินงานประจำปีของสถานศึกษาก่อนเสนอต่อสาธารณชน<br />แต่งตั้งที่ปรึกษาและหรือคณะอนุกรรมการเพื่อการดำเนินงานตามระเบียบนี้ตามที่เห็นสมควร<br />ปฏิบัติการอื่นตามที่ได้รับมอบหมายจากหน่วยงานต้นสังกัดของสถานศึกษานั้น<br />การบริหารงานกิจการนักเรียน<br />ความหมายและความสำคัญของการบริหารงานกิจการนักเรียน<br />เป็นงานที่เกี่ยวกับตัวนักเรียนและกิจกรรมนักเรียนทั้งมวลยกเว้นกิจกรรมที่เกี่ยวกับการเรียนการสอน เพื่อช่วยส่งเสริมการเรียนการสอนในหลักสูตรให้บรรลุผลยิ่งขึ้น เป็นกิจกรรมที่นักเรียนร่วมกันจัดทำขึ้นภายใต้ความเห็นชอบของครู  โดยใช้เวลานอกเวลาเรียน เปิดโอกาสให้เด็กเข้าร่วมตามความสมัครใจอันจะส่งผลให้สามารถเปลี่ยน      พฤติกรรมการรวมกลุ่มของนักเรียนไปในทางที่ดี นักเรียนมีประสบการณ์ตรงที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ ส่งเสริมการเจริญเติบโตของนักเรียนทุกด้าน ฝึกกระบวนการประชาธิปไตยให้นักเรียนรู้จักคิดอย่างมีเหตุผล มีระเบียบวินัย สามัคคี ลดปัญหาการขาดเรียน และที่สำคัญคือส่งเสริมความสนใจให้เหมาะกับความแตกต่างระหว่างบุคคล<br />การบริหารเกี่ยวกับระเบียบวินัย<br />การแก้ปัญหาพฤติกรรมของนักเรียนต้องเริ่มต้นด้วยการคิดไตร่ตรองเกี่ยวกับธรรมชาติของปัญหา เช่น        พฤติกรรมของนักเรียน พฤติกรรมของครู  แล้วเริ่มวิเคราะห์ปัญหาอย่างละเอียดเกี่ยวกับสาเหตุของปัญหา            การกำหนดวิธีการแก้ไขโดยใช้กระบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 5 ประการ ได้แก่ 1)แรงเสริมทางบวก                   2)แรงเสริมทางลบ           3)การหยุดยั้ง   4)การปรับสินไหม  5)การลงโทษ<br />การสร้างค่านิยมที่พึงประสงค์ของสังคมไทย<br />ค่านิยมพื้นฐาน  5  ประการ  1)การพึ่งตนเอง การขยันหมั่นเพียรและมีความรับผิดชอบ                              2)การประหยัด   และอดออม  3)การมีระเบียบวินัยและเคารพกฎหมาย  4)การปฏิบัติตามคุณธรรมของศาสนา       5)การรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์<br />ค่านิยมที่พึงประสงค์ของสังคมไทย  กตัญญูกตเวที  เคารพผู้มีพระคุณ  เคารพครูอาจารย์  เชื่อฟังบิดามารดา ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เอาเปรียบ ประหยัดและออม มีความเป็นมิตร ไม่เล่นการพนัน ตรงต่อเวลา มีความรับผิดชอบ  มีระเบียบ  ขยันในการทำงาน  พึ่งตนเอง  มีน้ำใจนักกีฬา  ความสะอาด ฯลฯ<br />กลยุทธ์ในการจัดกิจกรรมนักเรียนให้สอดคล้องกับ พรบ. กศ. 2542<br />ยุทธวิธีในการจัดกิจกรรมนักเรียนให้สอดคล้องกับพรบ.การศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ.  2542  การจัดกิจกรรม       นักเรียนตาม พรบ.การศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ.  2542หมวด  4  แนวการจัดการศึกษา<br />มาตรา  22  การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคน มีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้             และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด  กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ<br />มาตรา  23  การจัดการศึกษาทั้งการศึกษาในระบบ  การศึกษานอกระบบ  และการศึกษาตามอัธยาศัยต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้  คุณธรรม  กระบวนการเรียนรู้  และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษา  <br />มาตรา  24 การจัดกระบวนการเรียนรู้  ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ  ดังต่อไปนี้ <br />(1)  จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียนโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล<br />หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  2544 กระทรวงศึกษาธิการ  กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน<br />เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถของตนเองตามศักยภาพ มุ่งเน้นเพิ่มเติมจากกิจกรรมที่ได้จัดให้เรียนรู้ตามกลุ่มสาระโดยการเข้าร่วมและปฏิบัติกิจกรรมที่เหมาะสมร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุขกับกิจกรรมที่เลือกด้วยตนเองตามความถนัดและความสนใจอย่างแท้จริงเพื่อพัฒนาองค์รวมของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ รูปแบบและวิธีการจัด      กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน<br />  1.  กิจกรรมแนะแนว เพื่อส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้สามารถค้นพบและพัฒนาศักยภาพของตนเอง ได้แก่          กิจกรรมที่ส่งเสริมให้รู้จัก เข้าใจและเห็นคุณค่าของตนเองและผู้อื่น  กิจกรรมแสวงหาและใช้ข้อมูลสารสนเทศ         กิจกรรมการตัดสินใจและแก้ปัญหา  กิจกรรมการปรับตัวและการดำรงชีวิต<br />  2.  กิจกรรมนักเรียน  เน้นการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม  เช่น ลูกเสือ  เนตรนารี  ฯ กิจกรรมสร้างสรรค์สังคม  กิจกรรมตามความถนัดและสนใจ(กิจกรรมส่งเสริมสนับสนุน 8 สาระเช่นยอดนักข่าว ภาษาไทย กิจกรรมชมรม ชุมนุม เช่นความเป็นเลิศ และกิจกรรมสนับสนุนนโยบายรัฐและโรงเรียนเพื่อพัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์เช่นด้วยรักและผูกพัน พุทธศาสนา กิจกรรมสร้างจิตสำนึกเช่นสภานักเรียน สิ่งแวดล้อม)<br />การจัดกิจกรรมนักเรียนตาม พรบ. กศ. 2542<br />เป็นกิจกรรมตามพรบ.กศ.2542 ได้แก่ การจัดทำเขตบริการ สำมะโนนักเรียน การเกณฑ์-รับเด็กเข้าเรียน      การลงทะเบียนนักเรียน การแบ่งชั้นเรียน การปฐมนิเทศผู้ปกครอง การรายงานเกี่ยวกับตัวนักเรียน การรักษาระเบียบวินัยของนักเรียน การย้ายและการจำหน่าย นร. การทำระเบียนสะสม การแก้ปัญหานักเรียนขาดเรียน<br />การจัดบริการนักเรียน<br />เป็นงานบริการที่ช่วยเสริมการเรียนของนักเรียนให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น  ได้แก่  การบริการด้านสุขภาพ  อาหารกลางวัน  แนะแนว  นักเรียนขาดแคลน  ทุนการศึกษา<br />กิจกรรมเสริมหลักสูตรที่จัดขึ้นในโรงเรียน<br />ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ได้แก่ กิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตย การเสริมสร้างวินัย  สหกรณ์  ชุมนุมต่างๆ  ทัศนศึกษา  กีฬา  จริยธรรม  การบำเพ็ญประโยชน์<br />การบริหารงานธุรการในโรงเรียน<br />ความหมายและความสำคัญของงานธุรการในโรงเรียน<br />เป็นงานที่ช่วยบริการให้ความสะดวกในการดำเนินงานด้านอื่นๆให้สามารถดำเนินการไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ด้วยความราบรื่น  มีขอบข่ายครอบคลุม 5 ด้าน คือ  งานสารบัญ  งานทะเบียนและรายงาน งานรักษาความปลอดภัยอาคารสถานที่  งานประชาสัมพันธ์  และการจัดสำนักงาน<br />การบริหารงานสารบัญ<br />งานสารบัญคืองานที่ทำเกี่ยวกับหนังสือราชการ เป็นงานที่ต้องถือปฏิบัติและทำอยู่เป็นประจำเพื่อให้การบริหารสถานศึกษาเป็นไปอย่างราบรื่นคล่องตัว ช่วยประหยัดเวลา และแรงงานในการตรวจค้นหรืออ้างอิง ทำให้โรงเรียนมีประสิทธิภาพในการบริการสูงในทุกๆด้านเช่น  การรับ-ส่ง-ยืม และจัดเก็บหนังสือราชการ   งานทะเบียนและรายงานเกี่ยวกับตัวนักเรียน บุคลากรในโรงเรียน และข้อมูลของโรงเรียน  งานรักษาความปลอดภัยเช่นการอยู่เวรยามประจำวัน  การดูแลแสงสว่าง   งานการจัดสำนักงานให้น่าดู น่าอยู่ น่าทำงานโดยใช้หลัก 5 ส. เป็นต้น<br />การบริหารงานบุคคล<br />ความหมายและความสำคัญของการบริหารงานบุคคล<br />เป็นการบริหารทรัพยากรมนุษย์เพื่อใช้คนให้เหมาะสมกับงาน มีขอบข่ายครอบคลุมตั้งแต่     การแสวงหา การเลือกสรร การพัฒนา จนกระทั่งพ้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้มาซึ่งบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ทำให้หน่วยงานสามารถกระทำภาระกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลตามความมุ่งหมายของหน่วยงาน<br />มโนทัศน์ในการบริหารงานบุคคล<br />จุดมุ่งหมายหลักของโรงเรียนคือการจัดการศึกษา<br />โรงเรียนต้องจัดการศึกษาตามความต้องการของประชาชน<br />ประชาชนกับบุคลากรในโรงเรียนต้องมีเป้าหมายเดียวกัน<br />ผู้บริหารกับบุคลากรมีส่วนเกี่ยวข้องกันในการจัดการศึกษา<br />บุคลากรต้องการความก้าวหน้า การได้รับการยกย่อง <br />ระบบคุณธรรม(Merit  system)  ใช้หลักความเสมอภาค  หลักความสามารถ  หลักความมั่นคง           หลักความรู้ความสามารถ  หลักการพัฒนา  หลักความยุติธรรม  หลักสวัสดิการ      หลักเสริมสร้าง    หลักมนุษยสัมพันธ์  หลักประสิทธิภาพ ประหยัด หลักการวิจัย   และหลักความเป็นกลางทางการเมือง<br />ระบบอุปถัมภ์(Patronage System) คือระบบที่มีการใช้ตำแหน่งในหน่วยงานเป็นรางวัลแก่ผู้ภักดีต่อผู้บริหารโดยไม่จำกัดขอบเขต  เพื่อให้ตำแหน่งเป็นสินน้ำใจ  รักษาเสถียรภาพ  การควบคุมนโยบาย  เอกภาพในการปกครอง<br />ข้อดี  ช่วยเสรอมระบบคุณวุฒิให้สมบูรณ์  ช่วยการบริหารงานประจำ  ใช้ในกรณีเร่งด่วน<br />ข้อเสีย  ขาดสมรรถภาพ  เป็นเรื่องส่วนตัว  ขาดหลักความมั่นคง  ขาดขวัญกำลังใจ  ไม่ยุติธรรม  เป็นช่องทางการใช้อำนาจ<br />ระบบคุณวุฒิหรือระบบคุณธรรม(Merit  system)  ยึดหลักสำคัญ  4  ประการ  คือ<br />หลักความสามาiถ(the Rule of Competence)<br />หลักความมั่นคง(Security on Tenure)<br />หลักความเป็นกลางทางการเมือง(Political Neutrality)<br />หลักความเสมอภาค(Equality of Opportunity)<br />ประโยชน์ของระบบคุณวุฒิ<br />ได้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถเข้าทำงาน<br />ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย<br />บุคลากรมีขวัญและกำลังใจ<br />ความเกี่ยวพันของระบบอุปถัมภ์กับระบบคุณวุฒิ<br />ต่างมุ่งที่จะหาบุคคลให้เข้าทำงานเพื่อหวังผลในประสิทธิภาพของงานสูงสุด<br />ระบบอุปถัมภ์ให้ลาออกหาคนอื่นแทนได้แต่ระบบคุณวุฒิเอาออกยาก<br />ระบบคุณวุฒิเน้นบริการไปสู่ประชาชน ระบบอุปถัมภ์เน้นหน้าที่เพื่อประโยชน์สุข<br />กลยุทธ์ในการบริหารงานบุคคล<br />การวางแผนกำลังคน(Manpower  Planning)เพื่อให้ตำแหน่งและบุคคลที่มีอยู่แล้วปฏิบัติงานได้ผลสูงสุด  และการวางแผนเพื่อบรรจุบุคคลลงในตำแหน่งที่ว่าง<br />การสรรหาบุคลากร (Recruitment  of  Personnel)  จากบุคคลภายนอก  และจากบุคคลภายใน<br />การคัดเลือกบุคคล( Selection of Personnel)ที่ได้สรรหาไว้แล้วให้ตรงกับหน้าที่มากที่สุด<br />การจูงใจบุคคลเข้าสู่หน่วยงาน( Induction of Personnel)จะช่วยลดปัญหาการละทิ้งงานของบุคลากร<br />การประเมินค่าบุคลากร(Appraisal  of Personnel)  เป็นการหารายละเอียดข้อมูลเพื่อการพัฒนาบุคลากร<br />การพัฒนาบุคลากร (Development of Personnel) คือการเตรียมการต่างๆเพื่อปรับปรุงการปฏิบัติงานของบุคลากร<br />การตอบแทนบุคลากร(Compensation of Personnel)  ผู้บริหารต้องมีความรู้ความเข้าใจในบุคลากร    ทุกคนเป็นอย่างดีเพื่อความยุติธรรมในการตอบแทนบุคลากร<br />การให้บริการแก่บุคลากร (Continuity of  Personnel  Service)  เพื่อให้สมาชิกมีความเป็นอยู่ดี สุขภาพดี ทั้งกาย ใจ<br />สวัสดิการบุคลากร (Security  of Personnel)  เป็นผลประโยชน็เกื้อกูลต่างๆนอกเหนือจากเงินเดือน<br />วินัยและการรักษาวินัย<br />วินัยข้าราชการครูคือ ปทัสถานแห่งความประพฤติหรือข้อกำหนดที่ข้าราชการครูต้องปฏิบัติตาม  หากกระทำผิดวินัยแล้วจะอ้างว่าไม่รู้หรือแก้ตัวใดๆไม่ได้  ซึ่งมีอยู่หลายประการเช่น  การสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข  ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต  ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ราชการ  รักษาความลับของทางราชการ  ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา  ปฏิบัติราชการโดยไม่กระทำข้ามผู้บังคับบัญชา  ไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา  ถือและปฏิบัติตามระเบียบแบบแผน  อุทิศเวลาให้แก่ราชการ  รักษาความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการ  ปฏิบัติต่อประชาชนอย่างดี  ไม่กระทำการที่ต้องห้ามในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท  รักษาชื่อเสียงและเกียรติศักดิ์  เป็นต้น  ซึ่งหากจำแนกแล้ววินัยจะแบ่งเป็น 2 อย่าง คือ 1)วินัยตามข้อบัญญัติ  ระเบียบ กฎหมาย ข้อบังคับ  2)วินัยในตนเอง<br />ปัญหาและสาเหตุที่ทำให้ครูขาดวินัย<br />พฤติกรรมของตนเอง เช่นไม่ศรัทธาในวิชาชีพครู หลงอำนาจ มีความโลภ  ขาดศีลธรรม  ประมาท                    รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ติดอบายมุข ขาดขวัญและกำลังใจ<br />ภาวะเศรษฐกิจ เช่น เงินเดือนน้อย ค่าครองชีพสูง สวัสดิการไม่ดี เศรษฐกิจผันผวน<br />สังคม เช่น งานสังสรรค์บ่อย การเรี่ยไร  แหล่งอบายมุข ความฟุ่มเฟือย<br />ระบบบริหารราชการ  เช่น  ระบบอุปถัมภ์  ระเบียบกฎหมายไม่รัดกุม  แบ่งงานไม่เหมาะสม  ผู้บังคับบัญชาหย่อนยาน การดำเนินการทางวินัยไม่มีประสิทธิภาพ  ขาดการติดตามผล<br />บทบาทของผู้บริหารในการพัฒนาวินัยของข้าราชการในสถานศึกษา<br />ใช้ภาวะผู้นำ ในการเป็นแบบอย่างที่ดี  การสร้างศรัทธา<br />การฝึกอบรม เพื่อให้ความรู้  เพื่อเตือนสติ  เพื่อปรับทัศนคติ  เพื่อปรับพฤติกรรม<br />กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการควบคุมกำกับบุคลากรให้อยู่ในขอบเขตของวินัย  เช่น  การสร้างเงื่อนไข  เพื่อความสำเร็จ  เพื่อความก้าวหน้า  เพื่อความเปลี่ยนแปลง  เพื่อการส่งเสริมและป้องกัน<br />ดำเนินการอย่างเป็นกระบวนการ  คือเริ่มจากให้ความรู้  สร้างความรู้สึกที่ดี  และติดตามผลการแสดงพฤติกรรมให้เกิดวินัยในตนเองจนเป็นนิสัย<br />สนับสนุนให้บุคลากรปฏิบัติตนอยู่ในระเบียบวินัยตลอดทั้งหลักเกณฑ์ที่ได้กำหนดให้มีขึ้น  และดำเนินการแก้ไขบุคลากรที่มีปัญหาหรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบวินัยทันทีที่พบการกระทำผิด<br />การพัฒนาวิชาชีพครูในยุคการปฏิรูปการศึกษา<br />ยุทธศาสตร์<br />ส่งเสริมการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้  สามารถปฏิบัติงานตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพ  และมีความก้าวหน้าในวิชาชีพ<br />เป้าหมาย<br />พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้<br />พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานและจรรยาบรรณวิชาชีพ<br />พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีความก้าวหน้าในวิชาชีพ<br />มาตรการและแนวทางดำเนินการ<br />1. ส่งเสริมการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้<br />จัดทำระบบข้อมูลสารสนเทศ  กำกับ  ติดตาม  ประเมินผลเกี่ยวกับการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา<br />พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาโดยใช้หลักสูตรและวิธีการพัฒนาที่หลากหลายเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายและต่อเนื่อง<br />ส่งเสริมและสนับสนุนครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ตระหนักและพัฒนาตนเอง           อย่างต่อเนื่อง<br />ส่งเสริมการศึกษาวิจัย  การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา  และนำผลการวิจัยไปพัฒนาอย่างต่อเนื่อง<br />2. ส่งเสริมครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ปฏิบัติงานตามมาตรฐาน  และจรรยาบรรณวิชาชีพ<br />ส่งเสริมให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาตระหนักและปฏิบัติตนตามมาตรฐานและจรรยาบรรณวิชาชีพ<br />กำหนดมาตรการในการป้องปรามการกระทำผิดต่อจรรยาบรรณของวิชาชีพ<br />จัดกิจกรรมเพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษานำเสนอและเผยแพร่ผลงาน<br />ยกย่องเชิดชูเกียรติครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ดีเด่น<br />3. ส่งเสริมสนับสนุนครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีความก้าวหน้าทางวิชาชีพ<br />สนับสนุนให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีการพัฒนาตนเองในรูปแบบต่างๆ  ตามความต้องการของตนเอง  หน่วยงาน  และท้องถิ่น<br />สนับสนุนให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีโอกาสในการเปลี่ยนสายงาน      เพื่อความก้าวหน้าในวิชาชีพ<br />สนุบสนุนครูและบุคลากรทางการศึกษาในการปรับปรุงคุณภาพของงานให้ได้มาตรฐาน  มีการพัฒนาผลงานทางวิชาการ  สามารถพัฒนาตนเองไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น<br />การบริหารยุทธศาสตร์การปฏิรูปครูและบุคลากรทางการศึกษา<br />นำแนวทางในการบริหารบุคลากรและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ไปจัดทำเป็นแผนงานโครงการประจำปีเพื่อดำเนินการอย่างต่อเนื่องและชัดเจนเป็นรูปธรรม<br />สนับสนุนให้บุคลากรในสังกัดดำเนินงานตามแนวทางที่กำหนดไว้  เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่าง       มีประสิทธิภาพ<br />จัดประชุม  กำกับ  ติดตาม  ให้ปรากฏผลการดำเนินงานที่มีประสิทธิผล<br />จัดทำข้อมูลสารสนเทศตามแนวทางที่กำหนดไว้เพื่อย้ำเตือนการเปลี่ยนพฤติกรรมของบุคลากร     ไปในทิศทางเดียวกัน<br />จัดกิจกรรมการเผยแพร่  ประชาสัมพันธ์เชิงรุกเพื่อส่งเสริม  กระตุ้นให้เกิดกระแส                         แห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง<br />การพัฒนาตน  พัฒนาคน  และพัฒนางานของผู้บริหารสถานศึกษา<br />กระบวนการพัฒนาตนเอง  1)สำรวจตนเอง  2)วิเคราะห์สาเหตุความสำเร็จ/ความล้มเหลวที่ประสบมา        3)วิเคราะห์ความเชื่อ/เจตคติ/ค่านิยมในการทำงาน  4)วางแผนฝึกตนเองด้วยการกำหนดเป้าหมายและวิธีการ       เช่น เพื่อช่วยเพื่อ การเลียนแบบ การศึกษาด้วยตนเอง ย้อนประสบการณ์เดิม ใช้กัลยาณมิตร (มิตรดี 4 จำพวก คือ มีอุปการะ ร่วมทุกข์ร่วมสุข แนะประโยชน์ มีน้ำใจ)   5)ฝึกฝนตนเองอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง  6)สรุป/ประเมินตนเอง  7)ปรับปรุงแก้ไข<br />บทบาทของผู้บริหารในการพัฒนาผู้ร่วมงาน  ผู้บริหารต้องกระทำตัวให้เป็นกันเอง  น่าไว้วางใจ  เป็นผู้ฟัง   ที่ดี  จริงใจ  เสนอแนวคิดที่เป็นกลาง โดยการให้คำปรึกษา  การสนับสนุนให้ศึกษาต่อ  การจัดอบรมสัมนา  การศึกษาดูงาน  การจัดหาปัจจัยเกื้อหนุนต่าง ๆ  การทำงานเป็นทีม<br />บทบาทของผู้บริหารกับการบริหารสถานศึกษาในสถานศึกษาขนาดเล็กที่เป็นนิติบุคคคล<br />กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวง ศ ธ.ตามเจตนารมณ์ของ พรบ.กศ.แห่งชาติ 2542       มุ่งหวังยกระดับการศึกษาของชาติให้ได้มาตรฐาน  โดยได้บัญญัติให้มีการกระจายอำนาจการบริหารจัดการด้าน   วิชาการ,งบประมาณ,การบริหารบุคคล,และงานบริหารทั่วไป ไปยังสถานศึกษาให้มีสถานะเป็นนิติบุคคล  หวังให้สถานศึกษามีความเข้มแข็งในการบริหาร คล่องตัว รวดเร็ว สอดคล้องกับความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียในการ    จัดการศึกษา  เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้บริหารสถานศึกษาได้บริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ  จึงควรดำเนินการดังนี้<br />1.รวบรวมและจัดระบบข้อมูลสารสนเทศให้มากที่สุดและเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ<br />2.วางแผนและดำเนินงานตามแผนที่วางไว้อย่างรัดกุม  เพื่อให้การบริหารงานมีทิศทางที่ชัดเจน               รวมทั้งดำเนินการกำกับ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานตามแผนให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้          อย่างมีประสิทธิภาพ<br />3.ศึกษากฎหมาย  กฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้อง  เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดเชิงกฎหมายในการตัดสินใจ           รวมทั้งควรมีที่ปรึกษาทางกฎหมายคอยให้คำชี้แนะ<br />4.ควรใช้ระบบการบริหารและตัดสินใจโดยองค์คณะบุคคล  เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทุกฝ่าย     เพราะการศึกษาเป็นกิจการสาธารณะที่มีผู้เกี่ยวข้องและมีส่วนได้เสียจำนวนมาก  <br />5.จัดระบบบัญชีให้ครบถ้วน  ถูกต้อง ตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ  เพื่อเป็นการควบคุม       และการตรวจสอบการบริหารงบประมาณเป็นไปอย่างโปร่งใส  สุจริต<br />การแบ่งส่วนหน่วยงานใหม่หลังการปฏิรูปการศึกษาของเขตพื้นที่การศึกษา<br />1.กลุ่มอำนวยการ ประกอบด้วย กลุ่มงานบริหารทั่วไป,ประชาสัมพันธ์,ประสานงาน,บริหารการเงินและสินทรัพย์<br />2.กลุ่มบริหารงานบุคคล ประกอบด้วย งานธุรการ,กลุ่มงานวางแผนอัตรากำลังและการกำหนดตำแหน่ง,งานสรรหาและบรรจุแต่งตั้ง,งานบำเหน็จความชอบและทะเบียนประวัติ,งานพัฒนาบุคลากร,งานวินัยและนิติการ,งานเลขานุการ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่<br />3.กลุ่มนโยบายและแผน ประกอบด้วย งานธุรการ,งานข้อมูลสารสนเทศ,งานนโยบายและแผน,งานวิเคราะห์<br />งบประมาณ,งานติดตามประเมินผลและรายงาน, งานเลขานุการ <br />4.กลุ่มส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา ประกอบด้วย งานการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย พัฒนานวัตกรรมการบริหาร,งานระบบข้อมูลสารสนเทศ,งานการประสานการตรวจราชการ,งานติดตาม ตรวจสอบ และรายงานผลการดำเนินงานสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา,งานส่งเสริม สนับสนุน การสร้างองค์ความรู้และเทคนิควิชาชีพในการบริหาร การจัดการศึกษา<br />5.กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา ประกอบด้วย งานธุรการ,งานส่งเสริมคุณภาพการจัดการศึกษา,งานส่งเสริมกิจการนักเรียน,งานส่งเสริมสวัสดิการสวัสดิภาพและกองทุนเพื่อการศึกษา,งานส่งเสริมกิจการพิเศษ,งานส่งเสริมการ <br />จัดการศึกษาเอกชน<br />6.กลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษา ประกอบด้วย งานธุรการ,งานพัฒนาหลักสูตรการศึกษา<br />ขั้นพื้นฐานและกระบวนการเรียนรู้,งานวัดและประเมินผลการศึกษา,งานส่งเสริมและพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษา,งานนิเทศ ติดตาม และประเมินผลระบบบริหารและการจัดการศึกษา,งานเลขาฯคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลและนิเทศการศึกษา<br />การแบ่งส่วนงานในสถานศึกษา  ตามมาตรา 34(2)ในการแบ่งส่วนราชการในสถานศึกษาดังนี้<br />1.กลุ่มอำนวยการ (งานธุรการ,งานบุคลากร,ความสัมพันธ์ฯ)<br />2.กลุ่มงานวิชาการ<br />3.กลุ่มงานกิจการนักเรียน<br />4.กลุ่มงานแผนงานและงบประมาณ(งานการเงินและพัสดุ,อาคารสถานที่)<br />ปัญหาอุปสรรคในการจัดองค์การทางการศึกษา  <br />ปัญหาของโรงเรียนขนาดเล็กคือ 1.ครูไม่ครบชั้น 2.ขาดวัสดุอุปกรณ์ในการจัดการเรียนการสอน               3.งบประมาณไม่เพียงพอในการบริหารจัดการ<br />การบริหารเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็กตามแนวปฏิรูปการศึกษา  <br />โรงเรียนขนาดเล็กคือโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนต่ำกว่า  120 คนลงมา  ซึ่งจะมีข้อจำกัดและปัญหา       ในการดำเนินงานจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพได้ยาก  ภายใต้ข้อจำกัดและสภาพปัญหาดังกล่าว  จึงได้มีการกำหนดนโยบาย แนวทาง มาตรการดำเนินงาน  การพัฒนาคุณภาพการศึกษา  ตลอดจนรูปแบบการดำเนินการ    เพื่อก่อให้เกิดผลการปฏิบัติงานในระดับสถานศึกษาอย่างจริงจัง  และเชื่อว่าถ้าได้มีการนำนวัตกรรมทางการบริหารจัดการและการเรียนการสอนที่ถูกต้องเหมาะสมมาใช้ จะทำให้การแก้ปัญหา และการพัฒนาคุณภาพการศึกษาบรรลุผลตามเป้าหมายได้  นโยบายแนวทางการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กให้สามารถจัดการศึกษาได้อย่างทั่วถึง และมีคุณภาพ ภายใต้การบริหารจัดการแบบองค์รวม ที่เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน(All For Education)    โดยการกระจายอำนาจให้สถานศึกษาเป็นนิติบุคคล  เพื่อให้มีอิสระในการกำหนดยุทธศาสตร์การดำเนินการที่     สอดคล้องกับสภาพข้อจำกัด  เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ส่งผลต่อคุณภาพนักเรียนตามคุณลักษณะที่พึงประสงค์      ของหลักสูตร ซึ่งการกำหนดยุทธศาสตร์และเงื่อนไขการดำเนินการเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็กนั้น   มีอยู่อย่างหลากหลาย  ได้แก่<br />รูปแบบศูนย์โรงเรียน โดยการนำนักเรียนจากโรงเรียนที่มีขนาดเล็กทุกโรงเรียนในละแวกใกล้เคียงมาเรียนรวมกันทั้งหมด  โดยอาจกำหนดให้มีการรวมเรียนทุกชั้น,รวมเรียนบางชั้น,รวมเรียนแบบช่วงชั้น หรือศูนย์โรงเรียนแบบพักนอนก็ได้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม<br />การดำเนินการตามกฎหมาย  ซึ่งกำหนดให้มีการล้มเลิกโรงเรียน  การยุบรวมโรงเรียน  การเป็นโรงเรียนสาขา<br />รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ โดยมีการดำเนินการดังนี้<br />1.รูปแบบ  <br />การพัฒนาหลักสูตรเป็นภารกิจที่สำคัญของสถานศึกษาเพราะจะทำให้การนำหลักสูตรไปใช้เป็นไปอย่าง<br />มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของสถานศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียนที่มีครู<br />ไม่ครบชั้นมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่เป็นอยู่ การนำหลักสูตรไปใช้         จึงจะบังเกิดผลตามที่ต้องการ  โดยการพัฒนาหลักสูตรเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาของโรงเรียนขนาดเล็กที่มีครู<br />ไม่ครบชั้นอาจพิจารณาดำเนินการได้โดยการจัดชั้นเรียนแบบช่วงชั้น และการบูรณาการเนื้อหารายวิชาตามช่วงชั้นนั้น  โดยจัดให้สอดคล้องกับจำนวนบุคลากรที่มีอยู่  โดยการรวมชั้นที่ถัดกันเข้าด้วยกัน สำหรับการบูรณาการเนื้อหา<br />รายวิชาสามารถดำเนินการได้โดยการศึกษาและวิเคราะห์หลักสูตรแล้วนำวัตถุประสงค์และเนื้อหาการเรียนรู้ในแต่ละกลุ่มวิชาที่สอดคล้องกันมาเชื่อมโยงสู่การจัดทำหน่วยการเรียนรู้แบบบูรณาการหลังจากนั้นจึงนำหน่วยการเรียนรู้     ที่บูรณาการแล้วมากำหนดกิจกรรมเพื่อให้สามารถจัดการเรียนรู้ได้ครั้งเดียวพร้อมกันในแต่ละช่วงชั้น<br />2.วัตถุประสงค์  <br />1)เพื่อแก้ไขปัญหาครูไม่ครบชั้น   2)เพื่อจัดประสบการณ์การเรียนรู้ครั้งเดียวในการสอนหลายชั้น <br />3)เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ เกิดทักษะชีวิต และผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง<br />3.วิธีดำเนินการ  <br />1)ประชุมครูในโรงเรียน  คณะกรรมการสถานศึกษาฯ  ผู้ปกครองเพื่อร่วมปรึกษาหารือและวางแผนดำเนินการร่วมกัน  2)ดำเนินการวิเคราะห์หลักสูตรเพื่อบูรณาการเนื้อหารายวิชาที่จะรวมชั้น  ในการจัดกิจกรรมการเรียนในแต่ละช่วงชั้น  3)จัดทำตารางสอนในแต่ละระดับช่วงชั้นเรียน  4)กำหนดครูผู้รับผิดชอบในแต่ละช่วงชั้นเรียน  <br />5)ครูผู้รับผิดชอบในแต่ละช่วงชั้นเรียนจัดทำกำหนดการเรียนรู้ และแผนการเรียนรู้  6)ดำเนินการจัดการเรียนรู้ตามแผนการเรียนรู้ที่จัดไว้  7)จัดทำเครื่องมือการวัดและประเมินผลการเรียนรู้  8)ประเมินผลการดำเนินงานแล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข<br />4.ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ  <br />1)นักเรียนมีคุณภาพดีขึ้น คือ ครูมีความใกล้ชิดกับนักเรียน สามารถมองเห็นความแตกต่างระหว่างผู้เรียน และแก้ปัญหาเป็นรายกรณีได้เมื่อโรงเรียนนดำเนินการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพตลอดเวลา ส่งผลให้คุณภาพนักเรียนดีขึ้น<br />2)ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา เนื่องจากชุมชนไม่ต้องการให้มีการยุบเลิกโรงเรียน หรือนำนักเรียนไปเรียนรวมกับโรงเรียนอื่น เพราะโรงเรียนเป็นองค์การสำคัญหน่วยงานหนึ่งของชุมชน ดังนั้น ชุมชนจึงได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของโรงเรียนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการดูแลรักษา พัฒนาโรงเรียน การเป็นองค์ความรู้ให้โรงเรียน ตลอดจนการสนับสนุนด้านปัจจัยต่างๆ<br />3)ครูได้รับการพัฒนาศักยภาพในการทำงาน กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ คือกระบวนการพัฒนาหลักสูตรอันเป็นภาระกิจสำคัญของทุกโรงเรียน รวมทั้งเป็นหัวใจสำคัญในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา และการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ตามปรัชญาการจัดการศึกษาในปัจจุบัน ดังนั้นการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการจึงเท่ากับเป็นการพัฒนาศักยภาพการทำงานอันเป็นภารกิจสำคัญของงานการปฏิบัติการสอนของครู และการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนด้วย<br />4)ลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนของรัฐในการจัดการศึกษา การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการไม่จำเป็นต้อง<br />ลงทุนด้านค่าใช้จ่ายในการเพิ่มครูให้ครบชั้นในโรงเรียนขนาดเล็ก ไม่ต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายในด้านยานพาหนะการ<br />เดินทางของนักเรียน ค่าประกันชีวิต หรืออุบัติเหตุในการเดินทางของนักเรียน รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นๆ<br />5.เงื่อนไขความสำเร็จ <br />1)การพัฒนาศักยภาพครู การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ จะเกิดขึ้นได้ขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถของครู ในเรื่องการบูรณาการเนื้อหารายวิชาให้สอดคล้องกับช่วงชั้นของโรงเรียน ซึ่งสิ่งสำคัญอยู่ที่ครูจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของหลักสูตรอย่างแท้จริง โดยการศึกษาและนำมาวิเคราะห์เพื่อนำไปสู่การบูรณาการในหน่วย<br />การเรียนรู้แต่ละหน่วยซึ่งถือว่าเป็นการพัฒนาหลักสูตร อันเป็นภารกิจของทุกโรงเรียนที่จะต้องดำเนินการอยู่แล้ว<br />2)การลดงานธุรการของโรงเรียนลง เพื่อให้ครูได้มีเวลาทุ่มเทให้กับการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการอย่างเต็มที่ หน่วยงานผู้รับผิดชอบควรหาทางลดภาระงานด้านธุรการของโรงเรียนลง โดยการสนับสนุนอัตราด้านบุคลากรธุรการให้แก่โรงเรียน หรืออาจพิจารณาสนับสนุนงบประมาณค่าตอบแทน เพื่อให้โรงเรียนสามารถจัดหาบุคลากรในท้องถิ่นมาช่วยดำเนินการในด้านนี้<br />3)การจัดแนวทางการเรียนรู้ที่สำคัญเพื่อให้การจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนเป็นไปอย่างสมบูรณ์และ<br />มีประสิทธิภาพ  ในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการโรงเรียนควรมีแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่สำคัญดังนี้<br />การใช้สื่อ เทคโนโลยี หรือนวัตกรรมต่างๆช่วยในการจัดการเรียนการสอน เช่น การใช้สิ่งแวดล้อมเป็นสื่อการเรียนรู้ การจัดหาคอมพิวเตอร์ และการผลิตโปรแกรมการเรียนรู้(CAI)<br />การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น และองค์ความรู้ในท้องถิ่น<br />การเป็นเครือข่าย และการจัดการเรียนรู้ร่วมกับโรงเรียนอื่น เพื่อเป็นการเสริมประสบการณ์ให้กับ     ผู้เรียน ให้มีความสมบูรณ์ เช่น การจัดสหวิทยาการเรียนรู้คอมพิวเตอร์ การใช้ห้องปฏิบัติการ      ทางภาษา การเข้าค่ายทางวิชาการ การแข่งขันกีฬา การแข่งขันทางวิชาการ เป็นต้น<br />โรงเรียนวิถีพุทธ<br />คือ โรงเรียนระบบปกติทั่วไป ที่นำหลักธรรมพระพุทธศาสนามาใช้ หรือประยุกต์ใช้ในการบริหาร และการพัฒนาผู้เรียนโดยรวมของสถานศึกษา เน้นกรอบการพัฒนาตามหลักไตรสิกขาอย่างบูรณาการผู้เรียนได้เรียนรู้ ได้พัฒนาการกิน อยู่ ดู ฟัง ให้เป็นโดยผ่านกระบวนการทางวัฒนธรรมแสวงปัญญาและมีวัฒนธรรมเมตตา เป็นฐานการดำเนินชีวิต<br />ทำไมต้องจัดโรงเรียนวิถีพุทธ  ดร.สิริกร มณีรินทร์ รมช.ศธ. <br />• วิถีพุทธ เป็นวิถีวัฒนธรรมของชาวไทยส่วนใหญ่แต่เดิมมา• พุทธธรรมมุ่งเน้นให้ผู้ศึกษาเข้าใจชีวิตแท้จริง และสามารถดำเนินชีวิต (กิน อยู่ ดู ฟัง) ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม • พุทธธรรมมีระบบการศึกษา 3 ประการ คือ ไตรสิกขา หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งเป็นการฝึกอบรมที่ครอบคลุมการดำเนินชีวิตทุกด้าน และบูรณาการ สู่การพัฒนาชีวิตที่สมบูรณ์ได้<br />ลักษณะโรงเรียนวิธีพุทธ เป็นอย่างไร ?<br />• สถานศึกษาจัดพัฒนาผู้เรียนตามหลักพุทธธรรมอย่างบูรณาการ ส่งเสริมให้เกิดปัญญาวุฒิธรรม 4 ประการ คือ 1. สัปปุริสังเสวะ คือ การอยู่ใกล้คนดี ใกล้ผู้รู้ มีสื่อที่ดี  2. สัทธัมมัสสวนะ คือ เอาใจใส่ศึกษาโดยมีหลักสูตรที่ดี3. โยนิโสมนสิการ คือ มีกระบวนการคิด วิเคราะห์ พิจารณาหาเหตุผลที่ดีและถูกวิธี4. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ คือ ความสามารถที่จะนำความรู้ ไปใช้ในชีวิตได้ถูกต้องตามธรรม<br />• สถานศึกษาพัฒนางานในด้านต่าง ๆ คือ1. ด้านกายภาพ จัดสภาพใกล้ชิดธรรมชาติ ชวนมีใจสงบ และส่งเสริมการบริหารจิตเจริญปัญญา2. ด้านกิจกรรมพื้นฐานวิถีชีวิต จัดกิจกรรมที่บูรณาการไตรสิกขาโดยเน้น การกิน อยู่ ดู ฟัง ด้วยสติสัมปชัญญะ รู้คุณค่าแท้3.ด้านการเรียนการสอน มีหลักสูตรสถานศึกษาและจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการพุทธธรรมเพื่อพัฒนาผู้เรียน อย่างชัดเจนต่อเนื่อง4. ด้านบรรยากาศและปฏิสัมพันธ์ ส่งเสริมวัฒนธรรมแสวงปัญญา มีปฏิสัมพันธ์ที่เป็นกัลยาณมิตรต่อกันทุกคน พยายามปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น<br />5.ด้านการบริหารจัดการ ร่วมกับผู้ปกครองและชุมชน พัฒนานักเรียนและพัฒนาซึ่งกันและกันตามวิถีชาวพุทธ<br />ทั้งนี้สถานศึกษาสามารถจัดจุดเน้นหรือลักษณะเฉพาะของตนเองได้ ตามความเหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษาหรือบูรณาการการพัฒนากับกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การพัฒนาคุณธรรม 4 ประการ (ฆราวาสธรรม) ตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้แก่ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ <br />ภาพงดงามโรงเรียนวิถีพุทธ<br />001. ผู้เรียนได้รับการพัฒนาเป็นองค์รวมสู่ชีวิตที่สมบูรณ์อย่างชัดเจน    2. 00ผู้เรียนกิน อยู่ ดู ฟังเป็น3. 00ผู้เรียนเป็นที่น่าชื่นชม เป็นความหวังของสังคมได้    4. 00ผู้เรียน เป็นคนดี มีประโยชน์ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด00บุคลากรและผู้ปกครองร่วม กิจกรรมพัฒนา อย่างมีปิติสุข และได้พัฒนาสู่ชีวิตที่ดีงามร่วมกัน005. โรงเรียนเป็นแบบอย่างต่อสังคม เป็นพลังสำคัญต่อการพัฒนาสังคมให้ดีงามยิ่งขึ้นได้<br />“ ……การปฏิรูปการศึกษาที่กล่าวกันว่าสอดคล้องกับรากฐาน สังคมไทย ยังไม่มีครั้งใด ที่จะตรงเหมือนครั้งนี้ ที่ว่ายึดหลักไตรสิกขา เป็นหลักของโรงเรียนวิถีพุทธ กล่าวได้ว่าเป็นการเปิดศักราชใหม่ขอให้มีความมั่นใจว่าเป็นหนทางที่ถูกต้องแล้ว ช่วยดำเนินไปให้ถึงที่สุด สุดกำลังของตนเอง…… ”สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ<br />โรงเรียนวิถีพุทธจะเดินหน้าต่อไปอย่างมีพลังในการที่จะสร้างสรรค์อนาคตของชุมชน สังคม ประเทศชาติ และโลกทั้งหมด ให้เป็นวิถีแห่งสันติสุขที่ยั่งยืนสืบไป   พระธรรมปิฎก (ป. อ. ปยุตโต)<br />โรงเรียนในฝัน<br />เป็นนโยบายของฯพณฯนายกรัฐมนตรีพ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตรที่ต้องการให้เด็กไทยได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพเท่าเทียมกัน จากสถานศึกษาที่อยู่ใกล้บ้านรักการอ่าน คิดวิเคราะห์เป็น รักการเรียนรู้มีความเชื่อมั่น มีคุณธรรม รักษ์วัฒนธรรมไทย รู้มารยาทสากล  ได้รับการพัฒนาศักยภาพสูงสุด สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น เป็นที่ยอมรับของนักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์  สถานศึกษามีการพัฒนาด้านวิชาการ กระบวนการเรียนรู้ สภาพแวดล้อม และนำเครือข่ายเทคโนโลยีมาใช้ ประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการ  ตาม พรบ.กศ.42  โดยนำรูปแบบการกำหนดผลสำเร็จอย่างสมดุล(Balanced Scorecard) ที่เกี่ยวข้องกับผลสำเร็จของการดำเนินงาน 4 ด้านคือ ด้านนักเรียน , ด้านกระบวนการจัดการศึกษาภายใน , ด้านการเรียนรู้และการพัฒนาและด้านงบประมาณและทรัพยากร มาเป็นตัวชี้วัด  และใช้กลยุทธ์ 5 ด้าน คือ  <br />สร้างพลังขับเคลื่อนให้โรงเรียนมีระบบการบริหารจัดการีที่ดี คล่องตัว มีประสิทธิภาพเพื่อส่งผลให้นักเรียนพัฒนาศักยภาพ มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของสังคม  <br />พัฒนาหลักสูตรและกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงบูรณาการ ให้ผู้เรียนได้พัฒนาความรู้ ความสามารถ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ และทักษะการดำรงชีวิตได้ตามศักยภาพ  <br />เสริมสร้างศักยภาพบุคลากรทุกระดับ ให้มีทักษะวิชาชีพสามารถจัดกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาได้  <br />เพิ่มสมรรถภาพของโรงเรียนในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อจัดกระบวนการเรียนรู้และบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน  <br />ระดมสรรพกำลัง สร้างระบบเครือข่ายอุปถัมภ์การศึกษาที่เข้มแข็ง อันเกิดจากพลังการมีส่วนร่วมของชุมชน องค์กรประชาสังคม ในรูปแบบของผู้อุปถัมภ์และผู้ร่วมคิด ร่วมปฏิบัติ ร่วมพัฒนา<br />โรงเรียนในกำกับของรัฐ<br />โรงเรียนในกำกับของรัฐเป็นโรงเรียนที่มีอิสระ คล่องตัว และมีอำนาจตัดสินใจในการบริหารจัดการด้านวิชาการ การเงิน การบุคคลกร และการบริหารทั่วไป ด้วยระบบแบบมีส่วนร่วมส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาสู่ความเป็นเลิศและได้มาตรฐานสากลลดภาระด้านงบประมาณของรัฐบาลได้ในระยะยาว ด้วยคาดหวังว่าจะนำแนวคิดและหลักการพื้นฐานที่เป็นความเชื่อและค่านิยมในเรื่องการกระจายอำนาจ ที่เน้นการใช้โอกาสประชาชนให้มีส่วนร่วมและอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับกิจกรรมที่มีผลกระทบต่อตนเอง ชุมชน ท้องถิ่น และสังคม  โดยรวม และการสร้างความเสมอภาพที่บุคคลมีเสรีภาพและโอกาสเท่าเทียมในทางเลือก รวมทั้งมีความพร้อมที่จะยอมรับการตรวจสอบและรับผิดชอบในผลของการปฏิบัติงานของตนตามข้อตกลงที่มีไว้กับชุมชนและหน่วยงานต้นสังกัด โดยนำมาประยุกต์สู่แนวทางการบริหารจัดการของโรงเรียนในกำกับของรัฐ ที่เน้นการกระจายอำนาจโดยตรง ในสถานศึกษามีอำนาจอิสระและคล่องตัวในการตัดสินใจในการบริหารจัดการในด้านหลักสูตร การเงิน งบประมาณ บริหารบุคคลและการบริหารทั่วไป ด้วยระบบแบบมีส่วนร่วมบริหารงานโดยคณะกรรมการโรงเรียน          ลักษณะสำคัญของโรงเรียนในกำกับของรัฐ๑. มีความเป็นอิสระและคล่องตัวในการตัดสินใจ ในการบริหารจัดการด้านวิชาการ การเงิน และ การบริหารงานทั่วไป ด้วยระบบการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง๒. มีความพร้อมในการตรวจสอบและรับผิดชอบในผลงานตามข้อตกลง๓. ลดภาระงบประมาณของรัฐบาลในระยะยาว๔. มีมาตรฐานคุณภาพการศึกษาเป็นที่ยอมรับของผู้ปกครองชุม และหน่วยงานต่าง ๆ          <br />องค์ประกอบหลักของโรงเรียนในกำกับของรัฐ๑. มีคณะกรรมการสถานศึกษาที่มีองค์ประกอบที่เหมาะสมและหลากหลาย๒. มีธรรมนูญโรงเรียนเป็นแผนหลักบริหารจัดการโดยกฎหมายรองรับ๓. มีระบบการตรวจสอบและรายงานต่อต้นสังกัดชุมชน๔. มีงบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติมที่ได้จากการสนับสนุนของชุมชนและผู้ปกครอง นำมาใช้ใน การพัฒนาคุณภาพ การเรียนการสอนของนักเรียนตามจุดเน้นของโรงเรียน          คุณสมบัติของโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ๑. ภูมิหลังของโรงเรียนที่เป็นที่เชื่อถือ ศรัทธาของชุมชน สังคม และผู้ปกครอง๒. ผู้บริหาร ครู ชุมชน และผู้ปกครอง ต้องมีความเต็มใจและเห็นชอบที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปตามเจตนารมณ์ของโรงเรียน๓. ศักยภาพของผู้บริหารต้องเป็นมืออาชีพ มีความคิดในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง๔. โรงเรียนมีศักยภาพที่จะแสดงคุณภาพให้เห็นชัดเจน มีความพร้อมที่จะรับการตรวจสอบและแสดงความรับผิดชอบในผลที่จะเกิดขึ้นซึ่งต้องมีพันธกิจกับชุมชนไว้ก่อนเริ่มดำเนินงาน๕. ระบบการบริหารงบประมาณของโรงเรียนในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันมีประสิทธิภาพมีความ โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้          แนวทางการดำเนินงาน๑. จัดทำเกณฑ์และคัดเลือกโรงเรียนเข้าโครงการ๒. จัดทำแนวการดำเนินการด้านวิชาการ บุคลากร การเงิน และบริหารทั่วไป๓. วิเคราะห์ระเบียบ/แนวปฏิบัติที่ไม่เอื้อต่อการให้อิสระในการปฏิบัติงานของโรงเรียน๔. จัดทำแนวกำหนดสัดส่วนการรับนักเรียนของโรงเรียนในกำกับเพื่อให้โรงเรียนมีอิสระในการรับเด็กได้หลากหลายตามศักยภาพและตามวิสัยทัศน์ของโรงเรียน๕. ซักซ้อมความเข้าใจกับผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องทุกระดับและขอคำยืนยันในการร่วมโครงการ ๖. ประชาสัมพันธ์ต่อสาธารณชน๗. ทดลองนำร่องโรงเรียนเข้าโครงการ           ความคาดหวัง๑. โรงเรียนสามารถพัฒนามาตรฐานคุณภาพของผู้เรียนได้สูงขึ้น มีศักยภาพในการแข่งขันเป็นที่เชื่อถือและยอมรับของผู้ปกครอง ชุมชน และสังคม๒. สถานศึกษามีระบบบริหารแบบมีส่วนร่วมของฝ่าย โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริง๓. สถานศึกษามีอิสระในการระดมทรัพยากร มีความคล่องตัวในการบริหารงบประมาณที่ตอบสนองต่อความต้องการในการพัฒนา และสามารถลดภาระในการพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐลงได้<br />การประกันคุณภาพการศึกษา<br />แนวคิด  พรบ.กศ.2542  ให้ความสำคัญในการประกันคุณภาพการศึกษาในหมวด 6 ว่าด้วยมาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา  โดยสนับสนุนให้มีการกระจายอำนาจบริหารการศึกษาไปยังสถานศึกษาจึงมีความจำเป็นต้องมีการประกันคุณภาพเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าผู้เรียนไม่ว่าจะอยู่ในท้องถิ่นใดก็ตามจะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพใกล้เคียงกันจากการรับประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาและการประเมินภายนอกจาก   คณะกรรมการประเมินเพื่อเป็นเครื่องสะท้อนให้สถานศึกษานำไปพิจารณาจัดการศึกษาให้เกิดประโยชน์กับผู้เรียนอย่างเต็มที่     โดยกำหนดให้มีมาตรฐานการศึกษาที่อาจเรียกได้ว่าเป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่สถานศึกษาแต่ละแห่งต้องมี<br />หลักการ  ในการจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษามีหลักการดังนี้<br />ระบบประกันคุณภาพไม่ใช่เรื่องชี้ถูกชี้ผิดหรือการตรวจสอบ  แต่เป็นเครื่องมือที่ต้องใช้ควบคู่กับการกระจายอำนาจบริหารการศึกษา<br />มาตรฐานการศึกษาจะต้องสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ พรบ.กศ. 2542 ที่เน้นกระบวนการเรียนรู้ให้มีความหลากหลายและยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ<br />การประกันคุณภาพมีภารกิจหลัก  4  ส่วน  ซึ่งต้องแยกบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจน  ได้แก่<br />การกำหนดมาตรฐาน  เป็นหน้าที่ของส่วนกลาง<br />การประเมินภายใน คือการประเมินผลและติดตามตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาจากภายในโดยบุคลากรของสถานศึกษานั้นเอง  เป็นหน้าที่ของสถานศึกษาในการพัฒนาโดยดึงชุมชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วม  ซึ่งสถานศึกษาต้องดำเนินการประกันคุณภาพภายในทุกปีเริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา  2543  และให้ถือว่าเป็นกระบวนการหนึ่งในการบริหารสถานศึกษาที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องให้สอดคล้องกับ พรบ. มาตรฐานการศึกษา เป้าหมาย ปรัชญา ธรรมนูญสถานศึกษาและเน้นการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยใช้กระบวนการ PDCA กล่าวคือร่วมกันวางแผน  ร่วมกันปฏิบัติ  ร่วมกันตรวจสอบ  และร่วมกันปรับปรุง ก่อนเริ่มปีการศึกษาใหม่ของทุกปีสถานศึกษาต้องทำรายงานผลการประกันคุณภาพภานในเสนอต่อหน่วยงานต้นสังกัดและสาธารณชน <br />ปัญหาอุปสรรคของการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษา<br />1)ขาดงบประมาณสนับสนุน  2)ขาดความรู้ความเข้าใจในการดำเนินการ  3)การฝึกอบรมในการเตรียมรับการประเมินภายนอกยังไม่ครอบคลุม  4)ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องยังไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนเอง  5)การสร้างเครือข่ายเพื่อช่วยเหลือกันยังไม่มีการส่งเสริมอย่างจริงจัง  6)ขาดการประสานงานจากหน่วยงานต่าง ๆ  7)การผดุงการประกันคุณภาพยังมีประสิทธิภาพไม่เด่นชัด  8)การนำผลการประเมินไปใช้และการเผยแพร่ต่อสาธารณชนยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม<br />ยุทธศาสตร์สู่ความสำเร็จของการประกันคุณภาพภายใน  <br />1)  ยุทธศาสตร์ภาวะผู้นำของผู้บริหาร     2) ยุทธศาสตร์การทำงานเป็นทีม   3) ยุทธศาสตร์การสร้างความตระหนักและความรู้ความเข้าใจ 4) ยุทธศาสตร์การกำหนดผู้รับผิดชอบ  5) ยุทธศาสตร์การวางแผนและการกำกับดูแล     6) ยุทธศาสตร์การมี   ส่วนร่วมและการปรึกษาหารือกับผู้เกี่ยวข้อง<br />การประเมินภายนอก  บัญญัติไว้ในมาตรา 47 , 49 และ 74 แห่ง พรบ.กศ.  2542  หมายถึงการประเมินและติดตามตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาจากภายนอกโดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษาหรือบุคคลหรือหน่วยงานภายนอกที่สำนักงานดังกล่าว     รับรองเพื่อเป็นการประกันคุณภาพและให้มีการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา  ซึ่งองค์กรอิสระในรูปแบบองค์กรมหาชนจะทำหน้าที่ประเมินสถานศึกษาในเรื่อง  ข้อมูลเชิงสถิติ  ตัวชี้วัดในด้านคุณภาพ  จุดอ่อนของสถานศึกษา  จุดแข็งของสถานศึกษา  และข้อเสนอแนะในการปรับปรุง  โดยกำหนดให้มีการประกันคุณภาพภายนอกของสถานศึกษาทุกแห่งอย่างน้อย  1  ครั้งในทุก  5  ปี     ซึ่ง  ครม. มีมติอนุมัติในหลักการให้มาตรฐานการศึกษามีทั้งหมด  27  มาตรฐาน  91  ตัวบ่งชี้  (ในรอบแรกของการประเมินได้มีการคัดเลือมาตรฐานมาเพียง 14 มาตรฐาน 53 ตัวบ่งชี้)โดยแบ่งเป็น 3 ด้าน  คือ<br />มาตรฐานการศึกษาด้านผู้เรียน  มี  12  มาตรฐาน  38  ตังบ่งชี้  เน้นพัฒนาการด้านร่างกาย  จิตใจ  สติปัญญา  อารมณ์และสังคม  โดยมุ่งให้ผู้เรียนเป็นคนดี  มีความสามารถตามศักยภาพและมีความสุข<br />มาตรฐานการศึกษาด้านกระบวนการ  มี  6  มาตรฐาน  29  ตัวบ่งชี้  เป็นการกำหนดคุณลักษณะในด้านกระบวนการบริหารจัดการ  และกระบวนการจัดการเรียนการสอน<br />มาตรฐานการศึกษาด้านปัจจัย  มี  9  มาตรฐาน  24  ตัวบ่งชี้  เป็นการกำหนดคุณลักษณะหรือสภาพความพร้อมของผู้บริหาร  ครู  หลักสูตร  อาคารสถานที่  และชุมชน<br />นำผลการประเมินไปใช้เพื่อการปรับปรุงเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารการศึกษา<br />ภาพรวมการบริหารสถานศึกษา<br />วิสัยทัศน์  ภายในปีการศึกษา  2550  โรงเรียนบ้านบึงทับช้างปฏิรูปทั้งระบบ  มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน      นักเรียนมีคุณธรรมจริยธรรมเป็นเลิศ  บุคลากรพัฒนากระบวนการเรียนการสอน  เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ        ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้          เต็มตามศักยภาพ  มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์  ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พุทธศักราช  2542  (ในการกำหนดวิสัยทัศน์ของโรงเรียน   จะมีการสำรวจสภาพความต้องการของชุมชนและท้องถิ่นประกอบการกำหนดวิสัยทัศน์ของโรงเรียนปีละครั้ง )<br />พันธกิจ  จัดระบบบริหารการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พุทธศักราช  2542   โดยความร่วมมือของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย  พัฒนาบุคลากรทุกด้าน  โดยเฉพาะเทคโนโลยี  เพื่อเป็นสื่อในการแสวงหาความรู้จากแหล่งสาระสนเทศต่าง ๆ จัดการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญให้ฝึกปฏิบัติจริง  และใช้แหล่งเรียนรู้อย่างหลากหลาย  มุ่งให้เกิดความรู้คู่คุณธรรมแก่ผู้เรียนอย่างแท้จริง  <br />เป้าประสงค์โรงเรียนได้รับการปฏิรูปทั้งระบบ  สามารถสนองต่อความต้องการของชุมชนได้อย่างเต็มที่  บุคลากรได้รับการพัฒนาครบทุกด้าน  นักเรียนทุกคนได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ  มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน  และเกิดคุณลักษณะที่พึงประสงค์  <br />ปรัชญาการจัดการบริหารการศึกษา          <br />การจัดการศึกษาของโรงเรียน  ควรเน้นสภาพที่จะเกิดขึ้น  3  ด้าน  คือ<br />1.ด้านผู้เรียน  เน้นคุณธรรม  จริยธรรม  การมีสุขภาพกายที่สมบูรณ์แข็งแรง  สุขภาพจิตที่สามารถปรับตัว เข้ากับสิ่งแวดล้อม  และสามารถแก้ปัญหาในการดำรงชีวิตได้อย่างราบรื่น   อยู่ในสังคมได้อย่างสงบสุข  <br />2.ด้านการจัดการเรียนการสอน  สนองต่อความต้องการของผู้เรียนและท้องถิ่น  พัฒนาสมรรถภาพด้านการฟัง พูด อ่าน  เขียน  การคิดที่เป็นระบบ  ด้วยวิธีการและกระบวนการจัดการเรียนการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเพื่อพัฒนา  นักเรียนให้เต็มศักยภาพ   โดยยึดหลักการทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง<br />3.ด้านปัจจัย  เน้นการประเมินบุคลากรในสถานศึกษา  เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาตนเอง  ภายใต้ข้อตกลงร่วมกัน อย่างเป็นระบบ  โดยทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการพัฒนาโรงเรียนซึ่งจะส่งผลให้แก่นักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ<br />แนวคิดหลักของการพัฒนาโรงเรียน  คือ  การทำงานแบบมีส่วนร่วม  โดยมีการร่วมคิด  ร่วมวางแผน   ร่วมปฏิบัติ     ของบุคลากรทุกระดับและทุกฝ่าย   โดยยึดหลักการบริหารงานตามวงจรการทำงานแบบ  PDCA (Plan Do,Check ,Action) ในทุกกิจกรรมมีการดำเนินงานจะมีการกำกับ  ติดตาม  และประเมินผลการทำงานเป็นระยะ  ๆ   โดยผู้ที่ได้รับมอบหมาย   เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการและรายงานผลให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ  จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่   โรงเรียนดำเนินการคือ   การสร้างความตระหนักและจิตสำนึกที่ดี  ต่อการพัฒนาสถานศึกษาแก่บุคลากรทุกคน<br />ระบบโครงสร้างการบริหารงาน  แบ่งโครงสร้างบริหารออกเป็น  4  งาน   ได้แก่  1.กลุ่มอำนวยการ (งานธุรการ,งานบุคลากร,ความสัมพันธ์ฯ)  2.กลุ่มงานวิชาการ  3.กลุ่มงานกิจการนักเรียน  4.กลุ่มงานแผนงานและงบประมาณ(งานการเงินและพัสดุ,อาคารสถานที่)โดยมีผู้บริหารโรงเรียนรับผิดชอบดูแลกำกับ  นิเทศ  และติดตามผลการดำเนินงาน  และยังมีคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนจำนวน 9-15   คน  ร่วมกำหนดแผนงานการพัฒนาโรงเรียน    มีการสนับสนุนการดำเนินงาน   และการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทำงาน  ซึ่งคณะกรรมการจะมีการประชุมอย่างน้อยภาคเรียนละ  2  ครั้ง<br />พระสยามมินโทวโรอิติ  พุทธะสังมิอิติอาระหัง<br />สหัสกายังวะทังพุทโธนะโมพุทธายะ  พ่อขุนรามคำแหงมะ  นะโมพุทธายะ<br />เปลวเทียนให้แสง  รามคำแหงให้ทาง<br />ศิษย์รามฯร่วมสร้าง  ความรู้คู่คุณธรรม<br />                                                                                ภูธร  ภูวนาถปรีชา<br />                  16  มกราคม  2547<br />
แนวตอบ  E 734 4 1 54
แนวตอบ  E 734 4 1 54
แนวตอบ  E 734 4 1 54
แนวตอบ  E 734 4 1 54
แนวตอบ  E 734 4 1 54
แนวตอบ  E 734 4 1 54
แนวตอบ  E 734 4 1 54
แนวตอบ  E 734 4 1 54
แนวตอบ  E 734 4 1 54
แนวตอบ  E 734 4 1 54
แนวตอบ  E 734 4 1 54
แนวตอบ  E 734 4 1 54
แนวตอบ  E 734 4 1 54
แนวตอบ  E 734 4 1 54
แนวตอบ  E 734 4 1 54
แนวตอบ  E 734 4 1 54

แนวตอบ E 734 4 1 54

  • 1.
    BY M.ED.(ADII)’47สรุปย่อEA 734 การบริหารสถานศึกษา (Educational Aministration )<br />โดย ภูธร ภูวนาถปรีชา 4522471447 โทร. 0-6653-0844<br />กรอบความคิดในการบริหารโรงเรียน<br />หลักการเดิมมี 6 งาน คือ งานวิชาการ งานบุคลากร งานกิจการนักเรียน งานธุรการ การเงินและพัสดุ งานอาคารสถานที่ และงานความสัมพันธ์ระหว่าโรงเรียนกับชุมชน<br />หลักการใหม่ตามมาตรา 34(2)ในการแบ่งส่วนราชการในสถานศึกษาดังนี้<br />1.กลุ่มอำนวยการ (งานธุรการ,งานบุคลากร,ความสัมพันธ์ฯ)<br />2.กลุ่มงานวิชาการ<br />3.กลุ่มงานกิจการนักเรียน<br />4.กลุ่มงานแผนงานและงบประมาณ(งานการเงินและพัสดุ,อาคารสถานที่)<br />หลักการบริหารจัดการในองค์การ1.หลักนิติธรรม 2.หลักคุณธรรม 3.หลักความโปร่งใส 4.หลักการ มีส่วนร่วม 5.หลักความรับผิดชอบ 6.หลักความคุ้มค่า<br />ทฤษฎีองค์การสมัยดั้งเดิม เน้นเป้าหมายขององค์การเป็นสำคัญ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการทำงาน โดยใช้โครงสร้าง ระเบียบ กฎเกณฑ์ต่างๆ ได้แก่<br />ทฤษฎีการจัดการแบบวิทยาศาสตร์ของ Frederic W. Taylor<br />ทฤษฎีการจัดการแบบหลักบริหารของ เฮนรี ฟาโยล ที่เน้นวัตถุประสงค์ ความเชี่ยวชาญ การประสานงาน อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ<br />ทฤษฎีการจัดการแบบระบบบริหารราชการของแม็ก เวเบอร์<br />ทฤษฎีองค์การสมัยใหม่ เป็นแนวความคิดที่ใช้หลักมนุษยสัมพันธ์และพฤติกรรมของบุคคล ใช้หลัก จิตวิทยามาประยุกต์ใช้ คำนึงถึงความรู้สึก ความสัมพันธ์ บรรยากาศ การจูงใจ ได้แก่<br />ทฤษฎีลำดับความต้องการ 5 ขั้นของมาสโลว์ (กายภาพ ปลอดภัย สังคม การยกย่อง และความสำเร็จ)<br />ทฤษฎี X และทฤษฎี Y ของแมกแกรเกอร์ (X ร้าย Y ดี )<br />ทฤษฎีองค์การสมัยปัจจุบัน นำแนวความคิดของสมัยดั้งเดิมและสมัยใหม่มาประยุกต์ เน้นเรื่องสังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ จิตวิทยา พฤติกรรมศาสตร์ ความคิดเชิงระบบ สิ่งแวดล้อม และมนุษยสัมพันธ์ <br />ทฤษฎีองค์การของเบอร์นาร์ด เน้นพฤติกรรมศาสตร์ สนองความต้องการส่วนบุคคล<br />ทฤษฎีระบบของวีเนอร์ เน้นปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิต(สินค้าและบริการ) ข้อมูลย้อนกลับ<br />ทฤษฎีองค์การตามสถานการณ์ เน้นการปรับตัวขององค์การตามความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม เทคโนโลยี บุคคลในองค์การ ถ้าสถานการณ์เปลี่ยนไป ต้องมีข้อมูลมากขึ้นเพื่อตัดสินใจ<br />สาระในพรบ.การศึกษาแห่งชาติสู่การปฏิรูปการศึกษา<br />หมวดที่ 1 ความมุ่งหมายและหลักการ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์<br />หมวดที่ 2 สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการเข้ารับการศึกษาขั้นพื้นฐานฟรี<br />หมวดที่ 3 ระบบการศึกษา ในระบบ (ภาคบังคับ 9 ปี ขั้นพื้นฐาน 12 ปี และอุดมศึกษา) นอกระบบ ตามอัธยาศัย<br />หมวดที่ 4 แนวการจัดการศึกษายึดหลักผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ เน้นความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้และการบูรณาการสาระการเรียนรู้ จัดให้มีหลักสูตรแกนกลางและหลักสูตรท้องถิ่น ส่งเสริม การเรียนรู้ในชุมชน<br />หมวดที่ 5 การบริหารการจัดการศึกษา มีการปฏิรูประบบบริหาร การกระจายอำนาจ การประเมินมาตรฐาน<br />หมวดที่ 6 มาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา มีระบบประกันคุณภาพเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาทุกระดับโดยให้สถานศึกษาจัดให้มีระบบการประกันคุณภาพภายในและให้ความร่วมมือในการประกันคุณภาพ ภายนอก<br />หมวดที่ 7 ครูและบุคลากรทางการศึกษา ดำเนินการให้ครูมีการพัฒนาวิชาชีพและมีใบประกอบวิชาชีพ<br />หมวดที่ 8 ทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา ระดมสรรพกำลังทุกฝ่ายมาใช้ในการจัดการศึกษา<br />หมวดที่ 9 เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ส่งเสริมให้มีการพัฒนาสื่อฯโดยใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา<br />บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาที่บริหารงานแบบยึดโรงเรียนเป็นฐาน<br />หลักการกระจายอำนาจ สู่กรรมการสถานศึกษา ครู และผู้มีส่วนร่วม<br />หลักการมีส่วนร่วม เช่น ครู กรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมกันรับผิดชอบ<br />หลักการบริหารตนเอง ด้านการวางแผน การปฏิบัติ การตรวจสอบ การแก่ไข โดยใช้กระบวนการ PDCA<br />หลักการตรวจสอบ ภายใน ภายนอก การประกันคุณภาพ<br />ภาระกิจของโรงเรียนที่กำหนดไว้ใน พรบ.กศ.2542<br />หมวด 1 ความมุ่งหมายและหลักการ (มาตรา 6-9 )<br />มาตรา 6 การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ มีความรู้ คู่คุณธรรม สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข<br />หมวด 4 แนวการจัดการศึกษา (มาตรา 22-30)<br />มาตรา 22 การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคน มีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ<br />มาตรา 23 การจัดการศึกษาทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษา <br />หมวด 9 เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (มาตรา 63-69)<br />มาตรา 65 ให้มีการพัฒนาบุคลากรทั้งด้านผู้ผลิต และผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาเพื่อให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะในการผลิต รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม มีคุณภาพและประสิทธิภาพ<br />มาตรา 66 ผู้เรียนมีสิทธิได้รับการพัฒนาขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในโอกาสแรก ที่ทำได้ เพื่อให้มีความรู้และทักษะเพียงพอที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต<br />การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนในอุดมคติ<br />โรงเรียนถือว่าเป็นศูนย์กลางของชุมชนในการที่จะต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการจัดการศึกษาเพราะภารกิจหลักในการพัฒนาการศึกษาของโรงเรียนต้องสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน ความจำกัดในงบประมาณที่ทางราชการจัดสรรให้โรงเรียนจึงจำเป็นต้องร่วมกับชุมชนในการระดมสรรพกำลัง และแสวงหาทรัพยากรมาช่วยกันพัฒนาคุณภาพการศึกษา อีกทั้งการจัดการศึกษาของโรงเรียนในปัจจุบันต้องให้ ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการตั้งแต่เริ่มวางแผน กำหนดความต้องการ การแก้ปัญหา ตลอดจนการ ร่วมดำเนินการ เพื่อให้การจัดการศึกษามีประสิทธิภาพสูงสุด<br />แนวการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน สามารถกระทำได้ไม่ยากโดยเริ่มจากความบริสุทธิ์ใจตรงไปตรงมา ที่ต้องการให้เกิดการพัฒนาด้านการศึกษาแก่เด็กในท้องถิ่น ซึ่งจะก่อให้เกิดเจตคติที่ดีต่อกันอย่างต่อเนื่องทั้งในและนอกเวลา มุ่งสร้างความเข้าใจอันดีต่อทุกกลุ่ม รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะอย่างใจกว้าง เป็นกันเองกับ ประชาชน ให้เกียรติและยกย่องชุมชน ปรับปรุงการประชาสัมพันธ์ และใช้หลักมนุษยสัมพันธ์<br />ขอบข่ายของการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน 1)งานการให้บริการชุมชน 2)งานการรับความช่วยเหลือสนับสนุนจากชุมชน 3)งานการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนและหน่วยงานอื่น 4)งานเกี่ยวกับคณะกรรมการสถานศึกษา 5)งานการจัดตั้งกลุ่ม ชมรม สมาคม มูลนิธิ 6)งานการประชาสัมพันธ์<br />บทบาทและหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษา<br />คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีบทบาทในการกำกับ ส่งเสริม และสนับสนุนการพัฒนา และการประกันคุณภาพของผู้บริหารและครู ตามหน้าที่ที่กำหนดในมาตรา 40 ของ พรบ.กศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2545 กำหนดให้สถานศึกษาดำเนินการสรรหาและเลือกคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก (นร.ต่ำกว่า 300 คน) จำนวน 9 คน และโรงเรียนขนาดใหญ่ จำนวน 15 คน ประกอบด้วยบุคคลจาก ส่วนต่าง ๆดังนี้<br />ประธานกรรมการ(จากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ)<br />กรรมการจากผู้แทนผู้ปกครอง 1 คน<br />กรรมการจากผู้แทนครู 1 คน<br />กรรมการจากผู้แทนองค์กรชุมชน จำนวน 1 คน<br />กรรมการจากผู้แทนศิษย์เก่า จำนวน 1 คน<br />กรรมการจากผู้แทนพระภิกษุสงฆ์ผู้แทนองค์กรศาสนา จำนวน 1 หรือ 2 รูป/คน<br />กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 1 หรือ 6 คน<br />ผู้อำนวยการสถานศึกษาเป็นกรรมการและเลขานาการ<br />วาระในการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน ให้กรรมการทุกส่วนร่วมกันเลือกกรรมการในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธาน ภายใน 90 วัน แล้วให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาเสนอแต่งตั้งต่อผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้ลงนามแต่งตั้ง ให้มีการประชุมของคณะกรรมการอย่างน้อยภาคเรียนละ 2 ครั้ง และรายงานผลการประชุมต่อผู้บังคับบัญชาภาใน 15 วัน<br />ขอบข่ายหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน<br />ร่วมกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาของสถานศึกษา<br />ให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติการประจำปีของสถานศึกษา<br />ให้ความเห็นชอบในการจัดทำสาระหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น<br />กำกับและติดตามการดำเนินงานตามแผนของสถานศึกษา<br />ส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กทุกคนในเขตบริการได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพได้มาตรฐาน<br />ส่งเสริมให้มีการพิทักษ์สิทธิเด็กดูแลคนพิการ เด็กด้อยโอกาส และเด็กที่มีความสามารถพิเศษให้ได้รับ การพัฒนาเต็มตามศักยภาพ<br />เสนอแนวทางและมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการด้านวิชาการ งบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารทั่วไปของสถานศึกษา<br />ส่งเสริมให้มีการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา ตลอดจนวิทยาการภายนอกและถูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการของนักเรียนทุกด้าน รวมทั้วสืบสานจารีตประเพณี ศิลปะวัฒนธรรมของท้องถิ่นและของชาติ<br />เสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษากับชุมชน ตลอดจนประสานงานกับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้สถานศึกษาเป็นแหล่งวิทยาการของชุมชนและมีส่วนในการพัฒนาชุมชนและท้องถิ่น<br />ให้ความเห็นชอบรายงานผลการดำเนินงานประจำปีของสถานศึกษาก่อนเสนอต่อสาธารณชน<br />แต่งตั้งที่ปรึกษาและหรือคณะอนุกรรมการเพื่อการดำเนินงานตามระเบียบนี้ตามที่เห็นสมควร<br />ปฏิบัติการอื่นตามที่ได้รับมอบหมายจากหน่วยงานต้นสังกัดของสถานศึกษานั้น<br />การบริหารงานกิจการนักเรียน<br />ความหมายและความสำคัญของการบริหารงานกิจการนักเรียน<br />เป็นงานที่เกี่ยวกับตัวนักเรียนและกิจกรรมนักเรียนทั้งมวลยกเว้นกิจกรรมที่เกี่ยวกับการเรียนการสอน เพื่อช่วยส่งเสริมการเรียนการสอนในหลักสูตรให้บรรลุผลยิ่งขึ้น เป็นกิจกรรมที่นักเรียนร่วมกันจัดทำขึ้นภายใต้ความเห็นชอบของครู โดยใช้เวลานอกเวลาเรียน เปิดโอกาสให้เด็กเข้าร่วมตามความสมัครใจอันจะส่งผลให้สามารถเปลี่ยน พฤติกรรมการรวมกลุ่มของนักเรียนไปในทางที่ดี นักเรียนมีประสบการณ์ตรงที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ ส่งเสริมการเจริญเติบโตของนักเรียนทุกด้าน ฝึกกระบวนการประชาธิปไตยให้นักเรียนรู้จักคิดอย่างมีเหตุผล มีระเบียบวินัย สามัคคี ลดปัญหาการขาดเรียน และที่สำคัญคือส่งเสริมความสนใจให้เหมาะกับความแตกต่างระหว่างบุคคล<br />การบริหารเกี่ยวกับระเบียบวินัย<br />การแก้ปัญหาพฤติกรรมของนักเรียนต้องเริ่มต้นด้วยการคิดไตร่ตรองเกี่ยวกับธรรมชาติของปัญหา เช่น พฤติกรรมของนักเรียน พฤติกรรมของครู แล้วเริ่มวิเคราะห์ปัญหาอย่างละเอียดเกี่ยวกับสาเหตุของปัญหา การกำหนดวิธีการแก้ไขโดยใช้กระบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 5 ประการ ได้แก่ 1)แรงเสริมทางบวก 2)แรงเสริมทางลบ 3)การหยุดยั้ง 4)การปรับสินไหม 5)การลงโทษ<br />การสร้างค่านิยมที่พึงประสงค์ของสังคมไทย<br />ค่านิยมพื้นฐาน 5 ประการ 1)การพึ่งตนเอง การขยันหมั่นเพียรและมีความรับผิดชอบ 2)การประหยัด และอดออม 3)การมีระเบียบวินัยและเคารพกฎหมาย 4)การปฏิบัติตามคุณธรรมของศาสนา 5)การรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์<br />ค่านิยมที่พึงประสงค์ของสังคมไทย กตัญญูกตเวที เคารพผู้มีพระคุณ เคารพครูอาจารย์ เชื่อฟังบิดามารดา ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เอาเปรียบ ประหยัดและออม มีความเป็นมิตร ไม่เล่นการพนัน ตรงต่อเวลา มีความรับผิดชอบ มีระเบียบ ขยันในการทำงาน พึ่งตนเอง มีน้ำใจนักกีฬา ความสะอาด ฯลฯ<br />กลยุทธ์ในการจัดกิจกรรมนักเรียนให้สอดคล้องกับ พรบ. กศ. 2542<br />ยุทธวิธีในการจัดกิจกรรมนักเรียนให้สอดคล้องกับพรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 การจัดกิจกรรม นักเรียนตาม พรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542หมวด 4 แนวการจัดการศึกษา<br />มาตรา 22 การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคน มีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ<br />มาตรา 23 การจัดการศึกษาทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษา <br />มาตรา 24 การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้ <br />(1) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียนโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล<br />หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 กระทรวงศึกษาธิการ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน<br />เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถของตนเองตามศักยภาพ มุ่งเน้นเพิ่มเติมจากกิจกรรมที่ได้จัดให้เรียนรู้ตามกลุ่มสาระโดยการเข้าร่วมและปฏิบัติกิจกรรมที่เหมาะสมร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุขกับกิจกรรมที่เลือกด้วยตนเองตามความถนัดและความสนใจอย่างแท้จริงเพื่อพัฒนาองค์รวมของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ รูปแบบและวิธีการจัด กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน<br /> 1. กิจกรรมแนะแนว เพื่อส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้สามารถค้นพบและพัฒนาศักยภาพของตนเอง ได้แก่ กิจกรรมที่ส่งเสริมให้รู้จัก เข้าใจและเห็นคุณค่าของตนเองและผู้อื่น กิจกรรมแสวงหาและใช้ข้อมูลสารสนเทศ กิจกรรมการตัดสินใจและแก้ปัญหา กิจกรรมการปรับตัวและการดำรงชีวิต<br /> 2. กิจกรรมนักเรียน เน้นการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม เช่น ลูกเสือ เนตรนารี ฯ กิจกรรมสร้างสรรค์สังคม กิจกรรมตามความถนัดและสนใจ(กิจกรรมส่งเสริมสนับสนุน 8 สาระเช่นยอดนักข่าว ภาษาไทย กิจกรรมชมรม ชุมนุม เช่นความเป็นเลิศ และกิจกรรมสนับสนุนนโยบายรัฐและโรงเรียนเพื่อพัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์เช่นด้วยรักและผูกพัน พุทธศาสนา กิจกรรมสร้างจิตสำนึกเช่นสภานักเรียน สิ่งแวดล้อม)<br />การจัดกิจกรรมนักเรียนตาม พรบ. กศ. 2542<br />เป็นกิจกรรมตามพรบ.กศ.2542 ได้แก่ การจัดทำเขตบริการ สำมะโนนักเรียน การเกณฑ์-รับเด็กเข้าเรียน การลงทะเบียนนักเรียน การแบ่งชั้นเรียน การปฐมนิเทศผู้ปกครอง การรายงานเกี่ยวกับตัวนักเรียน การรักษาระเบียบวินัยของนักเรียน การย้ายและการจำหน่าย นร. การทำระเบียนสะสม การแก้ปัญหานักเรียนขาดเรียน<br />การจัดบริการนักเรียน<br />เป็นงานบริการที่ช่วยเสริมการเรียนของนักเรียนให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ได้แก่ การบริการด้านสุขภาพ อาหารกลางวัน แนะแนว นักเรียนขาดแคลน ทุนการศึกษา<br />กิจกรรมเสริมหลักสูตรที่จัดขึ้นในโรงเรียน<br />ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ได้แก่ กิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตย การเสริมสร้างวินัย สหกรณ์ ชุมนุมต่างๆ ทัศนศึกษา กีฬา จริยธรรม การบำเพ็ญประโยชน์<br />การบริหารงานธุรการในโรงเรียน<br />ความหมายและความสำคัญของงานธุรการในโรงเรียน<br />เป็นงานที่ช่วยบริการให้ความสะดวกในการดำเนินงานด้านอื่นๆให้สามารถดำเนินการไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ด้วยความราบรื่น มีขอบข่ายครอบคลุม 5 ด้าน คือ งานสารบัญ งานทะเบียนและรายงาน งานรักษาความปลอดภัยอาคารสถานที่ งานประชาสัมพันธ์ และการจัดสำนักงาน<br />การบริหารงานสารบัญ<br />งานสารบัญคืองานที่ทำเกี่ยวกับหนังสือราชการ เป็นงานที่ต้องถือปฏิบัติและทำอยู่เป็นประจำเพื่อให้การบริหารสถานศึกษาเป็นไปอย่างราบรื่นคล่องตัว ช่วยประหยัดเวลา และแรงงานในการตรวจค้นหรืออ้างอิง ทำให้โรงเรียนมีประสิทธิภาพในการบริการสูงในทุกๆด้านเช่น การรับ-ส่ง-ยืม และจัดเก็บหนังสือราชการ งานทะเบียนและรายงานเกี่ยวกับตัวนักเรียน บุคลากรในโรงเรียน และข้อมูลของโรงเรียน งานรักษาความปลอดภัยเช่นการอยู่เวรยามประจำวัน การดูแลแสงสว่าง งานการจัดสำนักงานให้น่าดู น่าอยู่ น่าทำงานโดยใช้หลัก 5 ส. เป็นต้น<br />การบริหารงานบุคคล<br />ความหมายและความสำคัญของการบริหารงานบุคคล<br />เป็นการบริหารทรัพยากรมนุษย์เพื่อใช้คนให้เหมาะสมกับงาน มีขอบข่ายครอบคลุมตั้งแต่ การแสวงหา การเลือกสรร การพัฒนา จนกระทั่งพ้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้มาซึ่งบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ทำให้หน่วยงานสามารถกระทำภาระกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลตามความมุ่งหมายของหน่วยงาน<br />มโนทัศน์ในการบริหารงานบุคคล<br />จุดมุ่งหมายหลักของโรงเรียนคือการจัดการศึกษา<br />โรงเรียนต้องจัดการศึกษาตามความต้องการของประชาชน<br />ประชาชนกับบุคลากรในโรงเรียนต้องมีเป้าหมายเดียวกัน<br />ผู้บริหารกับบุคลากรมีส่วนเกี่ยวข้องกันในการจัดการศึกษา<br />บุคลากรต้องการความก้าวหน้า การได้รับการยกย่อง <br />ระบบคุณธรรม(Merit system) ใช้หลักความเสมอภาค หลักความสามารถ หลักความมั่นคง หลักความรู้ความสามารถ หลักการพัฒนา หลักความยุติธรรม หลักสวัสดิการ หลักเสริมสร้าง หลักมนุษยสัมพันธ์ หลักประสิทธิภาพ ประหยัด หลักการวิจัย และหลักความเป็นกลางทางการเมือง<br />ระบบอุปถัมภ์(Patronage System) คือระบบที่มีการใช้ตำแหน่งในหน่วยงานเป็นรางวัลแก่ผู้ภักดีต่อผู้บริหารโดยไม่จำกัดขอบเขต เพื่อให้ตำแหน่งเป็นสินน้ำใจ รักษาเสถียรภาพ การควบคุมนโยบาย เอกภาพในการปกครอง<br />ข้อดี ช่วยเสรอมระบบคุณวุฒิให้สมบูรณ์ ช่วยการบริหารงานประจำ ใช้ในกรณีเร่งด่วน<br />ข้อเสีย ขาดสมรรถภาพ เป็นเรื่องส่วนตัว ขาดหลักความมั่นคง ขาดขวัญกำลังใจ ไม่ยุติธรรม เป็นช่องทางการใช้อำนาจ<br />ระบบคุณวุฒิหรือระบบคุณธรรม(Merit system) ยึดหลักสำคัญ 4 ประการ คือ<br />หลักความสามาiถ(the Rule of Competence)<br />หลักความมั่นคง(Security on Tenure)<br />หลักความเป็นกลางทางการเมือง(Political Neutrality)<br />หลักความเสมอภาค(Equality of Opportunity)<br />ประโยชน์ของระบบคุณวุฒิ<br />ได้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถเข้าทำงาน<br />ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย<br />บุคลากรมีขวัญและกำลังใจ<br />ความเกี่ยวพันของระบบอุปถัมภ์กับระบบคุณวุฒิ<br />ต่างมุ่งที่จะหาบุคคลให้เข้าทำงานเพื่อหวังผลในประสิทธิภาพของงานสูงสุด<br />ระบบอุปถัมภ์ให้ลาออกหาคนอื่นแทนได้แต่ระบบคุณวุฒิเอาออกยาก<br />ระบบคุณวุฒิเน้นบริการไปสู่ประชาชน ระบบอุปถัมภ์เน้นหน้าที่เพื่อประโยชน์สุข<br />กลยุทธ์ในการบริหารงานบุคคล<br />การวางแผนกำลังคน(Manpower Planning)เพื่อให้ตำแหน่งและบุคคลที่มีอยู่แล้วปฏิบัติงานได้ผลสูงสุด และการวางแผนเพื่อบรรจุบุคคลลงในตำแหน่งที่ว่าง<br />การสรรหาบุคลากร (Recruitment of Personnel) จากบุคคลภายนอก และจากบุคคลภายใน<br />การคัดเลือกบุคคล( Selection of Personnel)ที่ได้สรรหาไว้แล้วให้ตรงกับหน้าที่มากที่สุด<br />การจูงใจบุคคลเข้าสู่หน่วยงาน( Induction of Personnel)จะช่วยลดปัญหาการละทิ้งงานของบุคลากร<br />การประเมินค่าบุคลากร(Appraisal of Personnel) เป็นการหารายละเอียดข้อมูลเพื่อการพัฒนาบุคลากร<br />การพัฒนาบุคลากร (Development of Personnel) คือการเตรียมการต่างๆเพื่อปรับปรุงการปฏิบัติงานของบุคลากร<br />การตอบแทนบุคลากร(Compensation of Personnel) ผู้บริหารต้องมีความรู้ความเข้าใจในบุคลากร ทุกคนเป็นอย่างดีเพื่อความยุติธรรมในการตอบแทนบุคลากร<br />การให้บริการแก่บุคลากร (Continuity of Personnel Service) เพื่อให้สมาชิกมีความเป็นอยู่ดี สุขภาพดี ทั้งกาย ใจ<br />สวัสดิการบุคลากร (Security of Personnel) เป็นผลประโยชน็เกื้อกูลต่างๆนอกเหนือจากเงินเดือน<br />วินัยและการรักษาวินัย<br />วินัยข้าราชการครูคือ ปทัสถานแห่งความประพฤติหรือข้อกำหนดที่ข้าราชการครูต้องปฏิบัติตาม หากกระทำผิดวินัยแล้วจะอ้างว่าไม่รู้หรือแก้ตัวใดๆไม่ได้ ซึ่งมีอยู่หลายประการเช่น การสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ราชการ รักษาความลับของทางราชการ ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ปฏิบัติราชการโดยไม่กระทำข้ามผู้บังคับบัญชา ไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา ถือและปฏิบัติตามระเบียบแบบแผน อุทิศเวลาให้แก่ราชการ รักษาความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการ ปฏิบัติต่อประชาชนอย่างดี ไม่กระทำการที่ต้องห้ามในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท รักษาชื่อเสียงและเกียรติศักดิ์ เป็นต้น ซึ่งหากจำแนกแล้ววินัยจะแบ่งเป็น 2 อย่าง คือ 1)วินัยตามข้อบัญญัติ ระเบียบ กฎหมาย ข้อบังคับ 2)วินัยในตนเอง<br />ปัญหาและสาเหตุที่ทำให้ครูขาดวินัย<br />พฤติกรรมของตนเอง เช่นไม่ศรัทธาในวิชาชีพครู หลงอำนาจ มีความโลภ ขาดศีลธรรม ประมาท รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ติดอบายมุข ขาดขวัญและกำลังใจ<br />ภาวะเศรษฐกิจ เช่น เงินเดือนน้อย ค่าครองชีพสูง สวัสดิการไม่ดี เศรษฐกิจผันผวน<br />สังคม เช่น งานสังสรรค์บ่อย การเรี่ยไร แหล่งอบายมุข ความฟุ่มเฟือย<br />ระบบบริหารราชการ เช่น ระบบอุปถัมภ์ ระเบียบกฎหมายไม่รัดกุม แบ่งงานไม่เหมาะสม ผู้บังคับบัญชาหย่อนยาน การดำเนินการทางวินัยไม่มีประสิทธิภาพ ขาดการติดตามผล<br />บทบาทของผู้บริหารในการพัฒนาวินัยของข้าราชการในสถานศึกษา<br />ใช้ภาวะผู้นำ ในการเป็นแบบอย่างที่ดี การสร้างศรัทธา<br />การฝึกอบรม เพื่อให้ความรู้ เพื่อเตือนสติ เพื่อปรับทัศนคติ เพื่อปรับพฤติกรรม<br />กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการควบคุมกำกับบุคลากรให้อยู่ในขอบเขตของวินัย เช่น การสร้างเงื่อนไข เพื่อความสำเร็จ เพื่อความก้าวหน้า เพื่อความเปลี่ยนแปลง เพื่อการส่งเสริมและป้องกัน<br />ดำเนินการอย่างเป็นกระบวนการ คือเริ่มจากให้ความรู้ สร้างความรู้สึกที่ดี และติดตามผลการแสดงพฤติกรรมให้เกิดวินัยในตนเองจนเป็นนิสัย<br />สนับสนุนให้บุคลากรปฏิบัติตนอยู่ในระเบียบวินัยตลอดทั้งหลักเกณฑ์ที่ได้กำหนดให้มีขึ้น และดำเนินการแก้ไขบุคลากรที่มีปัญหาหรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบวินัยทันทีที่พบการกระทำผิด<br />การพัฒนาวิชาชีพครูในยุคการปฏิรูปการศึกษา<br />ยุทธศาสตร์<br />ส่งเสริมการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ สามารถปฏิบัติงานตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพ และมีความก้าวหน้าในวิชาชีพ<br />เป้าหมาย<br />พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้<br />พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานและจรรยาบรรณวิชาชีพ<br />พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีความก้าวหน้าในวิชาชีพ<br />มาตรการและแนวทางดำเนินการ<br />1. ส่งเสริมการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้<br />จัดทำระบบข้อมูลสารสนเทศ กำกับ ติดตาม ประเมินผลเกี่ยวกับการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา<br />พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาโดยใช้หลักสูตรและวิธีการพัฒนาที่หลากหลายเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายและต่อเนื่อง<br />ส่งเสริมและสนับสนุนครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ตระหนักและพัฒนาตนเอง อย่างต่อเนื่อง<br />ส่งเสริมการศึกษาวิจัย การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา และนำผลการวิจัยไปพัฒนาอย่างต่อเนื่อง<br />2. ส่งเสริมครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ปฏิบัติงานตามมาตรฐาน และจรรยาบรรณวิชาชีพ<br />ส่งเสริมให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาตระหนักและปฏิบัติตนตามมาตรฐานและจรรยาบรรณวิชาชีพ<br />กำหนดมาตรการในการป้องปรามการกระทำผิดต่อจรรยาบรรณของวิชาชีพ<br />จัดกิจกรรมเพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษานำเสนอและเผยแพร่ผลงาน<br />ยกย่องเชิดชูเกียรติครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ดีเด่น<br />3. ส่งเสริมสนับสนุนครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีความก้าวหน้าทางวิชาชีพ<br />สนับสนุนให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีการพัฒนาตนเองในรูปแบบต่างๆ ตามความต้องการของตนเอง หน่วยงาน และท้องถิ่น<br />สนับสนุนให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีโอกาสในการเปลี่ยนสายงาน เพื่อความก้าวหน้าในวิชาชีพ<br />สนุบสนุนครูและบุคลากรทางการศึกษาในการปรับปรุงคุณภาพของงานให้ได้มาตรฐาน มีการพัฒนาผลงานทางวิชาการ สามารถพัฒนาตนเองไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น<br />การบริหารยุทธศาสตร์การปฏิรูปครูและบุคลากรทางการศึกษา<br />นำแนวทางในการบริหารบุคลากรและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ไปจัดทำเป็นแผนงานโครงการประจำปีเพื่อดำเนินการอย่างต่อเนื่องและชัดเจนเป็นรูปธรรม<br />สนับสนุนให้บุคลากรในสังกัดดำเนินงานตามแนวทางที่กำหนดไว้ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่าง มีประสิทธิภาพ<br />จัดประชุม กำกับ ติดตาม ให้ปรากฏผลการดำเนินงานที่มีประสิทธิผล<br />จัดทำข้อมูลสารสนเทศตามแนวทางที่กำหนดไว้เพื่อย้ำเตือนการเปลี่ยนพฤติกรรมของบุคลากร ไปในทิศทางเดียวกัน<br />จัดกิจกรรมการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์เชิงรุกเพื่อส่งเสริม กระตุ้นให้เกิดกระแส แห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง<br />การพัฒนาตน พัฒนาคน และพัฒนางานของผู้บริหารสถานศึกษา<br />กระบวนการพัฒนาตนเอง 1)สำรวจตนเอง 2)วิเคราะห์สาเหตุความสำเร็จ/ความล้มเหลวที่ประสบมา 3)วิเคราะห์ความเชื่อ/เจตคติ/ค่านิยมในการทำงาน 4)วางแผนฝึกตนเองด้วยการกำหนดเป้าหมายและวิธีการ เช่น เพื่อช่วยเพื่อ การเลียนแบบ การศึกษาด้วยตนเอง ย้อนประสบการณ์เดิม ใช้กัลยาณมิตร (มิตรดี 4 จำพวก คือ มีอุปการะ ร่วมทุกข์ร่วมสุข แนะประโยชน์ มีน้ำใจ) 5)ฝึกฝนตนเองอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง 6)สรุป/ประเมินตนเอง 7)ปรับปรุงแก้ไข<br />บทบาทของผู้บริหารในการพัฒนาผู้ร่วมงาน ผู้บริหารต้องกระทำตัวให้เป็นกันเอง น่าไว้วางใจ เป็นผู้ฟัง ที่ดี จริงใจ เสนอแนวคิดที่เป็นกลาง โดยการให้คำปรึกษา การสนับสนุนให้ศึกษาต่อ การจัดอบรมสัมนา การศึกษาดูงาน การจัดหาปัจจัยเกื้อหนุนต่าง ๆ การทำงานเป็นทีม<br />บทบาทของผู้บริหารกับการบริหารสถานศึกษาในสถานศึกษาขนาดเล็กที่เป็นนิติบุคคคล<br />กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวง ศ ธ.ตามเจตนารมณ์ของ พรบ.กศ.แห่งชาติ 2542 มุ่งหวังยกระดับการศึกษาของชาติให้ได้มาตรฐาน โดยได้บัญญัติให้มีการกระจายอำนาจการบริหารจัดการด้าน วิชาการ,งบประมาณ,การบริหารบุคคล,และงานบริหารทั่วไป ไปยังสถานศึกษาให้มีสถานะเป็นนิติบุคคล หวังให้สถานศึกษามีความเข้มแข็งในการบริหาร คล่องตัว รวดเร็ว สอดคล้องกับความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียในการ จัดการศึกษา เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้บริหารสถานศึกษาได้บริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ จึงควรดำเนินการดังนี้<br />1.รวบรวมและจัดระบบข้อมูลสารสนเทศให้มากที่สุดและเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ<br />2.วางแผนและดำเนินงานตามแผนที่วางไว้อย่างรัดกุม เพื่อให้การบริหารงานมีทิศทางที่ชัดเจน รวมทั้งดำเนินการกำกับ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานตามแผนให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ อย่างมีประสิทธิภาพ<br />3.ศึกษากฎหมาย กฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดเชิงกฎหมายในการตัดสินใจ รวมทั้งควรมีที่ปรึกษาทางกฎหมายคอยให้คำชี้แนะ<br />4.ควรใช้ระบบการบริหารและตัดสินใจโดยองค์คณะบุคคล เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทุกฝ่าย เพราะการศึกษาเป็นกิจการสาธารณะที่มีผู้เกี่ยวข้องและมีส่วนได้เสียจำนวนมาก <br />5.จัดระบบบัญชีให้ครบถ้วน ถูกต้อง ตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ เพื่อเป็นการควบคุม และการตรวจสอบการบริหารงบประมาณเป็นไปอย่างโปร่งใส สุจริต<br />การแบ่งส่วนหน่วยงานใหม่หลังการปฏิรูปการศึกษาของเขตพื้นที่การศึกษา<br />1.กลุ่มอำนวยการ ประกอบด้วย กลุ่มงานบริหารทั่วไป,ประชาสัมพันธ์,ประสานงาน,บริหารการเงินและสินทรัพย์<br />2.กลุ่มบริหารงานบุคคล ประกอบด้วย งานธุรการ,กลุ่มงานวางแผนอัตรากำลังและการกำหนดตำแหน่ง,งานสรรหาและบรรจุแต่งตั้ง,งานบำเหน็จความชอบและทะเบียนประวัติ,งานพัฒนาบุคลากร,งานวินัยและนิติการ,งานเลขานุการ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่<br />3.กลุ่มนโยบายและแผน ประกอบด้วย งานธุรการ,งานข้อมูลสารสนเทศ,งานนโยบายและแผน,งานวิเคราะห์<br />งบประมาณ,งานติดตามประเมินผลและรายงาน, งานเลขานุการ <br />4.กลุ่มส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา ประกอบด้วย งานการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย พัฒนานวัตกรรมการบริหาร,งานระบบข้อมูลสารสนเทศ,งานการประสานการตรวจราชการ,งานติดตาม ตรวจสอบ และรายงานผลการดำเนินงานสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา,งานส่งเสริม สนับสนุน การสร้างองค์ความรู้และเทคนิควิชาชีพในการบริหาร การจัดการศึกษา<br />5.กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา ประกอบด้วย งานธุรการ,งานส่งเสริมคุณภาพการจัดการศึกษา,งานส่งเสริมกิจการนักเรียน,งานส่งเสริมสวัสดิการสวัสดิภาพและกองทุนเพื่อการศึกษา,งานส่งเสริมกิจการพิเศษ,งานส่งเสริมการ <br />จัดการศึกษาเอกชน<br />6.กลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษา ประกอบด้วย งานธุรการ,งานพัฒนาหลักสูตรการศึกษา<br />ขั้นพื้นฐานและกระบวนการเรียนรู้,งานวัดและประเมินผลการศึกษา,งานส่งเสริมและพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษา,งานนิเทศ ติดตาม และประเมินผลระบบบริหารและการจัดการศึกษา,งานเลขาฯคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลและนิเทศการศึกษา<br />การแบ่งส่วนงานในสถานศึกษา ตามมาตรา 34(2)ในการแบ่งส่วนราชการในสถานศึกษาดังนี้<br />1.กลุ่มอำนวยการ (งานธุรการ,งานบุคลากร,ความสัมพันธ์ฯ)<br />2.กลุ่มงานวิชาการ<br />3.กลุ่มงานกิจการนักเรียน<br />4.กลุ่มงานแผนงานและงบประมาณ(งานการเงินและพัสดุ,อาคารสถานที่)<br />ปัญหาอุปสรรคในการจัดองค์การทางการศึกษา <br />ปัญหาของโรงเรียนขนาดเล็กคือ 1.ครูไม่ครบชั้น 2.ขาดวัสดุอุปกรณ์ในการจัดการเรียนการสอน 3.งบประมาณไม่เพียงพอในการบริหารจัดการ<br />การบริหารเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็กตามแนวปฏิรูปการศึกษา <br />โรงเรียนขนาดเล็กคือโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนต่ำกว่า 120 คนลงมา ซึ่งจะมีข้อจำกัดและปัญหา ในการดำเนินงานจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพได้ยาก ภายใต้ข้อจำกัดและสภาพปัญหาดังกล่าว จึงได้มีการกำหนดนโยบาย แนวทาง มาตรการดำเนินงาน การพัฒนาคุณภาพการศึกษา ตลอดจนรูปแบบการดำเนินการ เพื่อก่อให้เกิดผลการปฏิบัติงานในระดับสถานศึกษาอย่างจริงจัง และเชื่อว่าถ้าได้มีการนำนวัตกรรมทางการบริหารจัดการและการเรียนการสอนที่ถูกต้องเหมาะสมมาใช้ จะทำให้การแก้ปัญหา และการพัฒนาคุณภาพการศึกษาบรรลุผลตามเป้าหมายได้ นโยบายแนวทางการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กให้สามารถจัดการศึกษาได้อย่างทั่วถึง และมีคุณภาพ ภายใต้การบริหารจัดการแบบองค์รวม ที่เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน(All For Education) โดยการกระจายอำนาจให้สถานศึกษาเป็นนิติบุคคล เพื่อให้มีอิสระในการกำหนดยุทธศาสตร์การดำเนินการที่ สอดคล้องกับสภาพข้อจำกัด เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ส่งผลต่อคุณภาพนักเรียนตามคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ของหลักสูตร ซึ่งการกำหนดยุทธศาสตร์และเงื่อนไขการดำเนินการเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็กนั้น มีอยู่อย่างหลากหลาย ได้แก่<br />รูปแบบศูนย์โรงเรียน โดยการนำนักเรียนจากโรงเรียนที่มีขนาดเล็กทุกโรงเรียนในละแวกใกล้เคียงมาเรียนรวมกันทั้งหมด โดยอาจกำหนดให้มีการรวมเรียนทุกชั้น,รวมเรียนบางชั้น,รวมเรียนแบบช่วงชั้น หรือศูนย์โรงเรียนแบบพักนอนก็ได้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม<br />การดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งกำหนดให้มีการล้มเลิกโรงเรียน การยุบรวมโรงเรียน การเป็นโรงเรียนสาขา<br />รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ โดยมีการดำเนินการดังนี้<br />1.รูปแบบ <br />การพัฒนาหลักสูตรเป็นภารกิจที่สำคัญของสถานศึกษาเพราะจะทำให้การนำหลักสูตรไปใช้เป็นไปอย่าง<br />มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของสถานศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียนที่มีครู<br />ไม่ครบชั้นมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่เป็นอยู่ การนำหลักสูตรไปใช้ จึงจะบังเกิดผลตามที่ต้องการ โดยการพัฒนาหลักสูตรเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาของโรงเรียนขนาดเล็กที่มีครู<br />ไม่ครบชั้นอาจพิจารณาดำเนินการได้โดยการจัดชั้นเรียนแบบช่วงชั้น และการบูรณาการเนื้อหารายวิชาตามช่วงชั้นนั้น โดยจัดให้สอดคล้องกับจำนวนบุคลากรที่มีอยู่ โดยการรวมชั้นที่ถัดกันเข้าด้วยกัน สำหรับการบูรณาการเนื้อหา<br />รายวิชาสามารถดำเนินการได้โดยการศึกษาและวิเคราะห์หลักสูตรแล้วนำวัตถุประสงค์และเนื้อหาการเรียนรู้ในแต่ละกลุ่มวิชาที่สอดคล้องกันมาเชื่อมโยงสู่การจัดทำหน่วยการเรียนรู้แบบบูรณาการหลังจากนั้นจึงนำหน่วยการเรียนรู้ ที่บูรณาการแล้วมากำหนดกิจกรรมเพื่อให้สามารถจัดการเรียนรู้ได้ครั้งเดียวพร้อมกันในแต่ละช่วงชั้น<br />2.วัตถุประสงค์ <br />1)เพื่อแก้ไขปัญหาครูไม่ครบชั้น 2)เพื่อจัดประสบการณ์การเรียนรู้ครั้งเดียวในการสอนหลายชั้น <br />3)เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ เกิดทักษะชีวิต และผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง<br />3.วิธีดำเนินการ <br />1)ประชุมครูในโรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาฯ ผู้ปกครองเพื่อร่วมปรึกษาหารือและวางแผนดำเนินการร่วมกัน 2)ดำเนินการวิเคราะห์หลักสูตรเพื่อบูรณาการเนื้อหารายวิชาที่จะรวมชั้น ในการจัดกิจกรรมการเรียนในแต่ละช่วงชั้น 3)จัดทำตารางสอนในแต่ละระดับช่วงชั้นเรียน 4)กำหนดครูผู้รับผิดชอบในแต่ละช่วงชั้นเรียน <br />5)ครูผู้รับผิดชอบในแต่ละช่วงชั้นเรียนจัดทำกำหนดการเรียนรู้ และแผนการเรียนรู้ 6)ดำเนินการจัดการเรียนรู้ตามแผนการเรียนรู้ที่จัดไว้ 7)จัดทำเครื่องมือการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ 8)ประเมินผลการดำเนินงานแล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข<br />4.ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ <br />1)นักเรียนมีคุณภาพดีขึ้น คือ ครูมีความใกล้ชิดกับนักเรียน สามารถมองเห็นความแตกต่างระหว่างผู้เรียน และแก้ปัญหาเป็นรายกรณีได้เมื่อโรงเรียนนดำเนินการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพตลอดเวลา ส่งผลให้คุณภาพนักเรียนดีขึ้น<br />2)ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา เนื่องจากชุมชนไม่ต้องการให้มีการยุบเลิกโรงเรียน หรือนำนักเรียนไปเรียนรวมกับโรงเรียนอื่น เพราะโรงเรียนเป็นองค์การสำคัญหน่วยงานหนึ่งของชุมชน ดังนั้น ชุมชนจึงได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของโรงเรียนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการดูแลรักษา พัฒนาโรงเรียน การเป็นองค์ความรู้ให้โรงเรียน ตลอดจนการสนับสนุนด้านปัจจัยต่างๆ<br />3)ครูได้รับการพัฒนาศักยภาพในการทำงาน กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ คือกระบวนการพัฒนาหลักสูตรอันเป็นภาระกิจสำคัญของทุกโรงเรียน รวมทั้งเป็นหัวใจสำคัญในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา และการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ตามปรัชญาการจัดการศึกษาในปัจจุบัน ดังนั้นการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการจึงเท่ากับเป็นการพัฒนาศักยภาพการทำงานอันเป็นภารกิจสำคัญของงานการปฏิบัติการสอนของครู และการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนด้วย<br />4)ลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนของรัฐในการจัดการศึกษา การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการไม่จำเป็นต้อง<br />ลงทุนด้านค่าใช้จ่ายในการเพิ่มครูให้ครบชั้นในโรงเรียนขนาดเล็ก ไม่ต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายในด้านยานพาหนะการ<br />เดินทางของนักเรียน ค่าประกันชีวิต หรืออุบัติเหตุในการเดินทางของนักเรียน รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นๆ<br />5.เงื่อนไขความสำเร็จ <br />1)การพัฒนาศักยภาพครู การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ จะเกิดขึ้นได้ขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถของครู ในเรื่องการบูรณาการเนื้อหารายวิชาให้สอดคล้องกับช่วงชั้นของโรงเรียน ซึ่งสิ่งสำคัญอยู่ที่ครูจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของหลักสูตรอย่างแท้จริง โดยการศึกษาและนำมาวิเคราะห์เพื่อนำไปสู่การบูรณาการในหน่วย<br />การเรียนรู้แต่ละหน่วยซึ่งถือว่าเป็นการพัฒนาหลักสูตร อันเป็นภารกิจของทุกโรงเรียนที่จะต้องดำเนินการอยู่แล้ว<br />2)การลดงานธุรการของโรงเรียนลง เพื่อให้ครูได้มีเวลาทุ่มเทให้กับการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการอย่างเต็มที่ หน่วยงานผู้รับผิดชอบควรหาทางลดภาระงานด้านธุรการของโรงเรียนลง โดยการสนับสนุนอัตราด้านบุคลากรธุรการให้แก่โรงเรียน หรืออาจพิจารณาสนับสนุนงบประมาณค่าตอบแทน เพื่อให้โรงเรียนสามารถจัดหาบุคลากรในท้องถิ่นมาช่วยดำเนินการในด้านนี้<br />3)การจัดแนวทางการเรียนรู้ที่สำคัญเพื่อให้การจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนเป็นไปอย่างสมบูรณ์และ<br />มีประสิทธิภาพ ในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการโรงเรียนควรมีแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่สำคัญดังนี้<br />การใช้สื่อ เทคโนโลยี หรือนวัตกรรมต่างๆช่วยในการจัดการเรียนการสอน เช่น การใช้สิ่งแวดล้อมเป็นสื่อการเรียนรู้ การจัดหาคอมพิวเตอร์ และการผลิตโปรแกรมการเรียนรู้(CAI)<br />การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น และองค์ความรู้ในท้องถิ่น<br />การเป็นเครือข่าย และการจัดการเรียนรู้ร่วมกับโรงเรียนอื่น เพื่อเป็นการเสริมประสบการณ์ให้กับ ผู้เรียน ให้มีความสมบูรณ์ เช่น การจัดสหวิทยาการเรียนรู้คอมพิวเตอร์ การใช้ห้องปฏิบัติการ ทางภาษา การเข้าค่ายทางวิชาการ การแข่งขันกีฬา การแข่งขันทางวิชาการ เป็นต้น<br />โรงเรียนวิถีพุทธ<br />คือ โรงเรียนระบบปกติทั่วไป ที่นำหลักธรรมพระพุทธศาสนามาใช้ หรือประยุกต์ใช้ในการบริหาร และการพัฒนาผู้เรียนโดยรวมของสถานศึกษา เน้นกรอบการพัฒนาตามหลักไตรสิกขาอย่างบูรณาการผู้เรียนได้เรียนรู้ ได้พัฒนาการกิน อยู่ ดู ฟัง ให้เป็นโดยผ่านกระบวนการทางวัฒนธรรมแสวงปัญญาและมีวัฒนธรรมเมตตา เป็นฐานการดำเนินชีวิต<br />ทำไมต้องจัดโรงเรียนวิถีพุทธ ดร.สิริกร มณีรินทร์ รมช.ศธ. <br />• วิถีพุทธ เป็นวิถีวัฒนธรรมของชาวไทยส่วนใหญ่แต่เดิมมา• พุทธธรรมมุ่งเน้นให้ผู้ศึกษาเข้าใจชีวิตแท้จริง และสามารถดำเนินชีวิต (กิน อยู่ ดู ฟัง) ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม • พุทธธรรมมีระบบการศึกษา 3 ประการ คือ ไตรสิกขา หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งเป็นการฝึกอบรมที่ครอบคลุมการดำเนินชีวิตทุกด้าน และบูรณาการ สู่การพัฒนาชีวิตที่สมบูรณ์ได้<br />ลักษณะโรงเรียนวิธีพุทธ เป็นอย่างไร ?<br />• สถานศึกษาจัดพัฒนาผู้เรียนตามหลักพุทธธรรมอย่างบูรณาการ ส่งเสริมให้เกิดปัญญาวุฒิธรรม 4 ประการ คือ 1. สัปปุริสังเสวะ คือ การอยู่ใกล้คนดี ใกล้ผู้รู้ มีสื่อที่ดี 2. สัทธัมมัสสวนะ คือ เอาใจใส่ศึกษาโดยมีหลักสูตรที่ดี3. โยนิโสมนสิการ คือ มีกระบวนการคิด วิเคราะห์ พิจารณาหาเหตุผลที่ดีและถูกวิธี4. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ คือ ความสามารถที่จะนำความรู้ ไปใช้ในชีวิตได้ถูกต้องตามธรรม<br />• สถานศึกษาพัฒนางานในด้านต่าง ๆ คือ1. ด้านกายภาพ จัดสภาพใกล้ชิดธรรมชาติ ชวนมีใจสงบ และส่งเสริมการบริหารจิตเจริญปัญญา2. ด้านกิจกรรมพื้นฐานวิถีชีวิต จัดกิจกรรมที่บูรณาการไตรสิกขาโดยเน้น การกิน อยู่ ดู ฟัง ด้วยสติสัมปชัญญะ รู้คุณค่าแท้3.ด้านการเรียนการสอน มีหลักสูตรสถานศึกษาและจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการพุทธธรรมเพื่อพัฒนาผู้เรียน อย่างชัดเจนต่อเนื่อง4. ด้านบรรยากาศและปฏิสัมพันธ์ ส่งเสริมวัฒนธรรมแสวงปัญญา มีปฏิสัมพันธ์ที่เป็นกัลยาณมิตรต่อกันทุกคน พยายามปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น<br />5.ด้านการบริหารจัดการ ร่วมกับผู้ปกครองและชุมชน พัฒนานักเรียนและพัฒนาซึ่งกันและกันตามวิถีชาวพุทธ<br />ทั้งนี้สถานศึกษาสามารถจัดจุดเน้นหรือลักษณะเฉพาะของตนเองได้ ตามความเหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษาหรือบูรณาการการพัฒนากับกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การพัฒนาคุณธรรม 4 ประการ (ฆราวาสธรรม) ตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้แก่ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ <br />ภาพงดงามโรงเรียนวิถีพุทธ<br />001. ผู้เรียนได้รับการพัฒนาเป็นองค์รวมสู่ชีวิตที่สมบูรณ์อย่างชัดเจน 2. 00ผู้เรียนกิน อยู่ ดู ฟังเป็น3. 00ผู้เรียนเป็นที่น่าชื่นชม เป็นความหวังของสังคมได้ 4. 00ผู้เรียน เป็นคนดี มีประโยชน์ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด00บุคลากรและผู้ปกครองร่วม กิจกรรมพัฒนา อย่างมีปิติสุข และได้พัฒนาสู่ชีวิตที่ดีงามร่วมกัน005. โรงเรียนเป็นแบบอย่างต่อสังคม เป็นพลังสำคัญต่อการพัฒนาสังคมให้ดีงามยิ่งขึ้นได้<br />“ ……การปฏิรูปการศึกษาที่กล่าวกันว่าสอดคล้องกับรากฐาน สังคมไทย ยังไม่มีครั้งใด ที่จะตรงเหมือนครั้งนี้ ที่ว่ายึดหลักไตรสิกขา เป็นหลักของโรงเรียนวิถีพุทธ กล่าวได้ว่าเป็นการเปิดศักราชใหม่ขอให้มีความมั่นใจว่าเป็นหนทางที่ถูกต้องแล้ว ช่วยดำเนินไปให้ถึงที่สุด สุดกำลังของตนเอง…… ”สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ<br />โรงเรียนวิถีพุทธจะเดินหน้าต่อไปอย่างมีพลังในการที่จะสร้างสรรค์อนาคตของชุมชน สังคม ประเทศชาติ และโลกทั้งหมด ให้เป็นวิถีแห่งสันติสุขที่ยั่งยืนสืบไป พระธรรมปิฎก (ป. อ. ปยุตโต)<br />โรงเรียนในฝัน<br />เป็นนโยบายของฯพณฯนายกรัฐมนตรีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรที่ต้องการให้เด็กไทยได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพเท่าเทียมกัน จากสถานศึกษาที่อยู่ใกล้บ้านรักการอ่าน คิดวิเคราะห์เป็น รักการเรียนรู้มีความเชื่อมั่น มีคุณธรรม รักษ์วัฒนธรรมไทย รู้มารยาทสากล ได้รับการพัฒนาศักยภาพสูงสุด สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น เป็นที่ยอมรับของนักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ สถานศึกษามีการพัฒนาด้านวิชาการ กระบวนการเรียนรู้ สภาพแวดล้อม และนำเครือข่ายเทคโนโลยีมาใช้ ประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการ ตาม พรบ.กศ.42 โดยนำรูปแบบการกำหนดผลสำเร็จอย่างสมดุล(Balanced Scorecard) ที่เกี่ยวข้องกับผลสำเร็จของการดำเนินงาน 4 ด้านคือ ด้านนักเรียน , ด้านกระบวนการจัดการศึกษาภายใน , ด้านการเรียนรู้และการพัฒนาและด้านงบประมาณและทรัพยากร มาเป็นตัวชี้วัด และใช้กลยุทธ์ 5 ด้าน คือ <br />สร้างพลังขับเคลื่อนให้โรงเรียนมีระบบการบริหารจัดการีที่ดี คล่องตัว มีประสิทธิภาพเพื่อส่งผลให้นักเรียนพัฒนาศักยภาพ มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของสังคม <br />พัฒนาหลักสูตรและกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงบูรณาการ ให้ผู้เรียนได้พัฒนาความรู้ ความสามารถ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ และทักษะการดำรงชีวิตได้ตามศักยภาพ <br />เสริมสร้างศักยภาพบุคลากรทุกระดับ ให้มีทักษะวิชาชีพสามารถจัดกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาได้ <br />เพิ่มสมรรถภาพของโรงเรียนในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อจัดกระบวนการเรียนรู้และบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน <br />ระดมสรรพกำลัง สร้างระบบเครือข่ายอุปถัมภ์การศึกษาที่เข้มแข็ง อันเกิดจากพลังการมีส่วนร่วมของชุมชน องค์กรประชาสังคม ในรูปแบบของผู้อุปถัมภ์และผู้ร่วมคิด ร่วมปฏิบัติ ร่วมพัฒนา<br />โรงเรียนในกำกับของรัฐ<br />โรงเรียนในกำกับของรัฐเป็นโรงเรียนที่มีอิสระ คล่องตัว และมีอำนาจตัดสินใจในการบริหารจัดการด้านวิชาการ การเงิน การบุคคลกร และการบริหารทั่วไป ด้วยระบบแบบมีส่วนร่วมส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาสู่ความเป็นเลิศและได้มาตรฐานสากลลดภาระด้านงบประมาณของรัฐบาลได้ในระยะยาว ด้วยคาดหวังว่าจะนำแนวคิดและหลักการพื้นฐานที่เป็นความเชื่อและค่านิยมในเรื่องการกระจายอำนาจ ที่เน้นการใช้โอกาสประชาชนให้มีส่วนร่วมและอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับกิจกรรมที่มีผลกระทบต่อตนเอง ชุมชน ท้องถิ่น และสังคม โดยรวม และการสร้างความเสมอภาพที่บุคคลมีเสรีภาพและโอกาสเท่าเทียมในทางเลือก รวมทั้งมีความพร้อมที่จะยอมรับการตรวจสอบและรับผิดชอบในผลของการปฏิบัติงานของตนตามข้อตกลงที่มีไว้กับชุมชนและหน่วยงานต้นสังกัด โดยนำมาประยุกต์สู่แนวทางการบริหารจัดการของโรงเรียนในกำกับของรัฐ ที่เน้นการกระจายอำนาจโดยตรง ในสถานศึกษามีอำนาจอิสระและคล่องตัวในการตัดสินใจในการบริหารจัดการในด้านหลักสูตร การเงิน งบประมาณ บริหารบุคคลและการบริหารทั่วไป ด้วยระบบแบบมีส่วนร่วมบริหารงานโดยคณะกรรมการโรงเรียน ลักษณะสำคัญของโรงเรียนในกำกับของรัฐ๑. มีความเป็นอิสระและคล่องตัวในการตัดสินใจ ในการบริหารจัดการด้านวิชาการ การเงิน และ การบริหารงานทั่วไป ด้วยระบบการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง๒. มีความพร้อมในการตรวจสอบและรับผิดชอบในผลงานตามข้อตกลง๓. ลดภาระงบประมาณของรัฐบาลในระยะยาว๔. มีมาตรฐานคุณภาพการศึกษาเป็นที่ยอมรับของผู้ปกครองชุม และหน่วยงานต่าง ๆ <br />องค์ประกอบหลักของโรงเรียนในกำกับของรัฐ๑. มีคณะกรรมการสถานศึกษาที่มีองค์ประกอบที่เหมาะสมและหลากหลาย๒. มีธรรมนูญโรงเรียนเป็นแผนหลักบริหารจัดการโดยกฎหมายรองรับ๓. มีระบบการตรวจสอบและรายงานต่อต้นสังกัดชุมชน๔. มีงบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติมที่ได้จากการสนับสนุนของชุมชนและผู้ปกครอง นำมาใช้ใน การพัฒนาคุณภาพ การเรียนการสอนของนักเรียนตามจุดเน้นของโรงเรียน คุณสมบัติของโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ๑. ภูมิหลังของโรงเรียนที่เป็นที่เชื่อถือ ศรัทธาของชุมชน สังคม และผู้ปกครอง๒. ผู้บริหาร ครู ชุมชน และผู้ปกครอง ต้องมีความเต็มใจและเห็นชอบที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปตามเจตนารมณ์ของโรงเรียน๓. ศักยภาพของผู้บริหารต้องเป็นมืออาชีพ มีความคิดในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง๔. โรงเรียนมีศักยภาพที่จะแสดงคุณภาพให้เห็นชัดเจน มีความพร้อมที่จะรับการตรวจสอบและแสดงความรับผิดชอบในผลที่จะเกิดขึ้นซึ่งต้องมีพันธกิจกับชุมชนไว้ก่อนเริ่มดำเนินงาน๕. ระบบการบริหารงบประมาณของโรงเรียนในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันมีประสิทธิภาพมีความ โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ แนวทางการดำเนินงาน๑. จัดทำเกณฑ์และคัดเลือกโรงเรียนเข้าโครงการ๒. จัดทำแนวการดำเนินการด้านวิชาการ บุคลากร การเงิน และบริหารทั่วไป๓. วิเคราะห์ระเบียบ/แนวปฏิบัติที่ไม่เอื้อต่อการให้อิสระในการปฏิบัติงานของโรงเรียน๔. จัดทำแนวกำหนดสัดส่วนการรับนักเรียนของโรงเรียนในกำกับเพื่อให้โรงเรียนมีอิสระในการรับเด็กได้หลากหลายตามศักยภาพและตามวิสัยทัศน์ของโรงเรียน๕. ซักซ้อมความเข้าใจกับผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องทุกระดับและขอคำยืนยันในการร่วมโครงการ ๖. ประชาสัมพันธ์ต่อสาธารณชน๗. ทดลองนำร่องโรงเรียนเข้าโครงการ ความคาดหวัง๑. โรงเรียนสามารถพัฒนามาตรฐานคุณภาพของผู้เรียนได้สูงขึ้น มีศักยภาพในการแข่งขันเป็นที่เชื่อถือและยอมรับของผู้ปกครอง ชุมชน และสังคม๒. สถานศึกษามีระบบบริหารแบบมีส่วนร่วมของฝ่าย โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริง๓. สถานศึกษามีอิสระในการระดมทรัพยากร มีความคล่องตัวในการบริหารงบประมาณที่ตอบสนองต่อความต้องการในการพัฒนา และสามารถลดภาระในการพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐลงได้<br />การประกันคุณภาพการศึกษา<br />แนวคิด พรบ.กศ.2542 ให้ความสำคัญในการประกันคุณภาพการศึกษาในหมวด 6 ว่าด้วยมาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา โดยสนับสนุนให้มีการกระจายอำนาจบริหารการศึกษาไปยังสถานศึกษาจึงมีความจำเป็นต้องมีการประกันคุณภาพเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าผู้เรียนไม่ว่าจะอยู่ในท้องถิ่นใดก็ตามจะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพใกล้เคียงกันจากการรับประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาและการประเมินภายนอกจาก คณะกรรมการประเมินเพื่อเป็นเครื่องสะท้อนให้สถานศึกษานำไปพิจารณาจัดการศึกษาให้เกิดประโยชน์กับผู้เรียนอย่างเต็มที่ โดยกำหนดให้มีมาตรฐานการศึกษาที่อาจเรียกได้ว่าเป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่สถานศึกษาแต่ละแห่งต้องมี<br />หลักการ ในการจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษามีหลักการดังนี้<br />ระบบประกันคุณภาพไม่ใช่เรื่องชี้ถูกชี้ผิดหรือการตรวจสอบ แต่เป็นเครื่องมือที่ต้องใช้ควบคู่กับการกระจายอำนาจบริหารการศึกษา<br />มาตรฐานการศึกษาจะต้องสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ พรบ.กศ. 2542 ที่เน้นกระบวนการเรียนรู้ให้มีความหลากหลายและยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ<br />การประกันคุณภาพมีภารกิจหลัก 4 ส่วน ซึ่งต้องแยกบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจน ได้แก่<br />การกำหนดมาตรฐาน เป็นหน้าที่ของส่วนกลาง<br />การประเมินภายใน คือการประเมินผลและติดตามตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาจากภายในโดยบุคลากรของสถานศึกษานั้นเอง เป็นหน้าที่ของสถานศึกษาในการพัฒนาโดยดึงชุมชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งสถานศึกษาต้องดำเนินการประกันคุณภาพภายในทุกปีเริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2543 และให้ถือว่าเป็นกระบวนการหนึ่งในการบริหารสถานศึกษาที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องให้สอดคล้องกับ พรบ. มาตรฐานการศึกษา เป้าหมาย ปรัชญา ธรรมนูญสถานศึกษาและเน้นการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยใช้กระบวนการ PDCA กล่าวคือร่วมกันวางแผน ร่วมกันปฏิบัติ ร่วมกันตรวจสอบ และร่วมกันปรับปรุง ก่อนเริ่มปีการศึกษาใหม่ของทุกปีสถานศึกษาต้องทำรายงานผลการประกันคุณภาพภานในเสนอต่อหน่วยงานต้นสังกัดและสาธารณชน <br />ปัญหาอุปสรรคของการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษา<br />1)ขาดงบประมาณสนับสนุน 2)ขาดความรู้ความเข้าใจในการดำเนินการ 3)การฝึกอบรมในการเตรียมรับการประเมินภายนอกยังไม่ครอบคลุม 4)ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องยังไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนเอง 5)การสร้างเครือข่ายเพื่อช่วยเหลือกันยังไม่มีการส่งเสริมอย่างจริงจัง 6)ขาดการประสานงานจากหน่วยงานต่าง ๆ 7)การผดุงการประกันคุณภาพยังมีประสิทธิภาพไม่เด่นชัด 8)การนำผลการประเมินไปใช้และการเผยแพร่ต่อสาธารณชนยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม<br />ยุทธศาสตร์สู่ความสำเร็จของการประกันคุณภาพภายใน <br />1) ยุทธศาสตร์ภาวะผู้นำของผู้บริหาร 2) ยุทธศาสตร์การทำงานเป็นทีม 3) ยุทธศาสตร์การสร้างความตระหนักและความรู้ความเข้าใจ 4) ยุทธศาสตร์การกำหนดผู้รับผิดชอบ 5) ยุทธศาสตร์การวางแผนและการกำกับดูแล 6) ยุทธศาสตร์การมี ส่วนร่วมและการปรึกษาหารือกับผู้เกี่ยวข้อง<br />การประเมินภายนอก บัญญัติไว้ในมาตรา 47 , 49 และ 74 แห่ง พรบ.กศ. 2542 หมายถึงการประเมินและติดตามตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาจากภายนอกโดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษาหรือบุคคลหรือหน่วยงานภายนอกที่สำนักงานดังกล่าว รับรองเพื่อเป็นการประกันคุณภาพและให้มีการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา ซึ่งองค์กรอิสระในรูปแบบองค์กรมหาชนจะทำหน้าที่ประเมินสถานศึกษาในเรื่อง ข้อมูลเชิงสถิติ ตัวชี้วัดในด้านคุณภาพ จุดอ่อนของสถานศึกษา จุดแข็งของสถานศึกษา และข้อเสนอแนะในการปรับปรุง โดยกำหนดให้มีการประกันคุณภาพภายนอกของสถานศึกษาทุกแห่งอย่างน้อย 1 ครั้งในทุก 5 ปี ซึ่ง ครม. มีมติอนุมัติในหลักการให้มาตรฐานการศึกษามีทั้งหมด 27 มาตรฐาน 91 ตัวบ่งชี้ (ในรอบแรกของการประเมินได้มีการคัดเลือมาตรฐานมาเพียง 14 มาตรฐาน 53 ตัวบ่งชี้)โดยแบ่งเป็น 3 ด้าน คือ<br />มาตรฐานการศึกษาด้านผู้เรียน มี 12 มาตรฐาน 38 ตังบ่งชี้ เน้นพัฒนาการด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์และสังคม โดยมุ่งให้ผู้เรียนเป็นคนดี มีความสามารถตามศักยภาพและมีความสุข<br />มาตรฐานการศึกษาด้านกระบวนการ มี 6 มาตรฐาน 29 ตัวบ่งชี้ เป็นการกำหนดคุณลักษณะในด้านกระบวนการบริหารจัดการ และกระบวนการจัดการเรียนการสอน<br />มาตรฐานการศึกษาด้านปัจจัย มี 9 มาตรฐาน 24 ตัวบ่งชี้ เป็นการกำหนดคุณลักษณะหรือสภาพความพร้อมของผู้บริหาร ครู หลักสูตร อาคารสถานที่ และชุมชน<br />นำผลการประเมินไปใช้เพื่อการปรับปรุงเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารการศึกษา<br />ภาพรวมการบริหารสถานศึกษา<br />วิสัยทัศน์ ภายในปีการศึกษา 2550 โรงเรียนบ้านบึงทับช้างปฏิรูปทั้งระบบ มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน นักเรียนมีคุณธรรมจริยธรรมเป็นเลิศ บุคลากรพัฒนากระบวนการเรียนการสอน เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เต็มตามศักยภาพ มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 (ในการกำหนดวิสัยทัศน์ของโรงเรียน จะมีการสำรวจสภาพความต้องการของชุมชนและท้องถิ่นประกอบการกำหนดวิสัยทัศน์ของโรงเรียนปีละครั้ง )<br />พันธกิจ จัดระบบบริหารการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 โดยความร่วมมือของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย พัฒนาบุคลากรทุกด้าน โดยเฉพาะเทคโนโลยี เพื่อเป็นสื่อในการแสวงหาความรู้จากแหล่งสาระสนเทศต่าง ๆ จัดการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญให้ฝึกปฏิบัติจริง และใช้แหล่งเรียนรู้อย่างหลากหลาย มุ่งให้เกิดความรู้คู่คุณธรรมแก่ผู้เรียนอย่างแท้จริง <br />เป้าประสงค์โรงเรียนได้รับการปฏิรูปทั้งระบบ สามารถสนองต่อความต้องการของชุมชนได้อย่างเต็มที่ บุคลากรได้รับการพัฒนาครบทุกด้าน นักเรียนทุกคนได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน และเกิดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ <br />ปรัชญาการจัดการบริหารการศึกษา <br />การจัดการศึกษาของโรงเรียน ควรเน้นสภาพที่จะเกิดขึ้น 3 ด้าน คือ<br />1.ด้านผู้เรียน เน้นคุณธรรม จริยธรรม การมีสุขภาพกายที่สมบูรณ์แข็งแรง สุขภาพจิตที่สามารถปรับตัว เข้ากับสิ่งแวดล้อม และสามารถแก้ปัญหาในการดำรงชีวิตได้อย่างราบรื่น อยู่ในสังคมได้อย่างสงบสุข <br />2.ด้านการจัดการเรียนการสอน สนองต่อความต้องการของผู้เรียนและท้องถิ่น พัฒนาสมรรถภาพด้านการฟัง พูด อ่าน เขียน การคิดที่เป็นระบบ ด้วยวิธีการและกระบวนการจัดการเรียนการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเพื่อพัฒนา นักเรียนให้เต็มศักยภาพ โดยยึดหลักการทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง<br />3.ด้านปัจจัย เน้นการประเมินบุคลากรในสถานศึกษา เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาตนเอง ภายใต้ข้อตกลงร่วมกัน อย่างเป็นระบบ โดยทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการพัฒนาโรงเรียนซึ่งจะส่งผลให้แก่นักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ<br />แนวคิดหลักของการพัฒนาโรงเรียน คือ การทำงานแบบมีส่วนร่วม โดยมีการร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติ ของบุคลากรทุกระดับและทุกฝ่าย โดยยึดหลักการบริหารงานตามวงจรการทำงานแบบ PDCA (Plan Do,Check ,Action) ในทุกกิจกรรมมีการดำเนินงานจะมีการกำกับ ติดตาม และประเมินผลการทำงานเป็นระยะ ๆ โดยผู้ที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการและรายงานผลให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่ โรงเรียนดำเนินการคือ การสร้างความตระหนักและจิตสำนึกที่ดี ต่อการพัฒนาสถานศึกษาแก่บุคลากรทุกคน<br />ระบบโครงสร้างการบริหารงาน แบ่งโครงสร้างบริหารออกเป็น 4 งาน ได้แก่ 1.กลุ่มอำนวยการ (งานธุรการ,งานบุคลากร,ความสัมพันธ์ฯ) 2.กลุ่มงานวิชาการ 3.กลุ่มงานกิจการนักเรียน 4.กลุ่มงานแผนงานและงบประมาณ(งานการเงินและพัสดุ,อาคารสถานที่)โดยมีผู้บริหารโรงเรียนรับผิดชอบดูแลกำกับ นิเทศ และติดตามผลการดำเนินงาน และยังมีคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนจำนวน 9-15 คน ร่วมกำหนดแผนงานการพัฒนาโรงเรียน มีการสนับสนุนการดำเนินงาน และการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทำงาน ซึ่งคณะกรรมการจะมีการประชุมอย่างน้อยภาคเรียนละ 2 ครั้ง<br />พระสยามมินโทวโรอิติ พุทธะสังมิอิติอาระหัง<br />สหัสกายังวะทังพุทโธนะโมพุทธายะ พ่อขุนรามคำแหงมะ นะโมพุทธายะ<br />เปลวเทียนให้แสง รามคำแหงให้ทาง<br />ศิษย์รามฯร่วมสร้าง ความรู้คู่คุณธรรม<br /> ภูธร ภูวนาถปรีชา<br /> 16 มกราคม 2547<br />