Bacillus
anthracis
clostridium
perfringens
listeria
monocytogenes
› เชื้อแบคทีเรียแกรมบวกรูปแท่ง
› มีทั้งสร้างสปอร์ภายใน (Spore-forming)
และไม่สร้างสปอร์ (non-spore-formers)
› ย้อม gram's stain ติดสีน้าเงิน
› แบคทีเรียก่อโรคแอนแทรกซ์ ติดต่อร้ายแรงในสัตว์กินหญ้า
› ไม่ติดต่อระหว่างคนสู่คน
› พบโดยทั่วไปโดยเฉพาะในดิน
› แพร่เชื้อได้ทางฝุ่น , น้า และวัสดุจากพืช สัตว์
› เกิดโรคในคนได้3 รูปแบบ
1. ติดเชื้อที่ผิวหนัง (Cutaneous Anthrax) ติดเชื้อโดยสปอร์เข้าทางรอยถลอกและบาดแผล
ลักษณะคล้ายรอยที่ถูกจี้ด้วยบุหรี่
2. ติดเชื้อทางเดินระบบหายใจ (Pulmonary Anthrax) เกิดจากการหายใจเอาสปอร์ของเชื้อ
เข้าสู่ร่างกาย
3. ติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร (Intestinal Anthrax) เป็นการติดเชื้อที่รุนแรงที่สุด พบไม่
บ่อยนัก ติดเชื้อจากการกินเนื้อสุกๆดิบๆ จากสัตว์ที่เป็นโรค
› สร้างสปอร์ (spore forming bacteria)
› สร้างสารพิษที่ทนต่อความร้อนได้
› เจริญได้ดีที่อุณหภูมิปานกลาง ในร่างกายมนุษย์และสัตว์เลือดอุ่น
› พบบ่อยในอาหารกลุ่ม แป้ง เมล็ดธัญพืช
› แบคทีเรียก่อโรคอาหารเป็นพิษ (food poisoning) เกิดอาการ 2 ลักษณะ
1. อาการอาเจียน ผู้ป่วยจะเกิดอาการคลื่นไส้และอาเจียน ภายหลังจากการบริโภคอาหารที่มี
สารพิษเข้าไปประมาณ 5 ชั่วโมง มักพบในข้าวผัดที่ทาจากข้าวสุกที่หุงค้างไว้นาน
2. อาการถ่ายเหลว เกิดจากการบริโภคอาหารที่มีเซลล์ของแบคทีเรีย มีสารพิษ enterotoxin
ที่ไม่ทนต่อความร้อน ทาให้เกิดอาการการปวดท้อง เป็นตะคริวที่ท้อง และถ่ายอุจจาระ
เหลว
› การป้องกัน
1. หุงต้ม ผัด อาหาร ให้ร้อนจัด อุ่นให้เดือด
2. ผลิตอาหารให้ถูกสุขลักษณะ ตามหลัก GMP (Good Manufacturing Practice)
3. ป้องกันการเกิดปนเปื้อนโดยเฉพาะอาหารที่ปรุงสุก อาหารพร้อมรับประทาน กับอาหารดิบ
› สร้างสปอร์ (spore forming bacteria)
› ไม่ต้องการอากาศ (anaerobic bacteria)
› สร้างสารพิษ (toxin)
› แบคทีเรียก่อโรคอาหารเป็นพิษ (food poisoning)
› พบได้ทั่วไปในธรรมชาติ ดิน น้า ทางเดินอาหารของสัตว์และมนุษย์
› มักปนมากับอาหารแห้ง เช่น เครื่องเทศ อาหารที่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบ
› ปัจจัยที่มีผลกับการเจริญเติบโต
1. เป็นแบคทีเรียที่ไม่ต้องการอากาศเติบโตได้ดีในสภาพที่ไม่มีออกซิเจน
2. อุณหภูมิการเติบโตอยู่ระหว่าง 20-50 องศาเซลเซียส
› ป้องกันโดย หุงต้ม ผัด อาหาร ให้ร้อนจัด อุ่นให้เดือด และเก็บอาหารที่ทาให้สุก
แล้วที่อุณหภูมิต่า
› สร้างสปอร์ (spore forming bacteria)
› ไม่ต้องการอากาศ (anaerobic bacteria)
› สามารถสร้างสารพิษ (toxin) ที่ทาให้เกิดโรค botulism ที่เป็นอันตรายถึงชีวิต
› เจริญได้ในอาหารกระป๋ อง (canned food)
› botulinum toxin เป็นสารที่เป็นพิษต่อระบบประสาท
› แบคทีเรียก่อโรคอาหารเป็นพิษ (food poisoning)
› เชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาการท้องเสียและลาไส้ใหญ่อักเสบที่ร้ายแรง
› พบในอุจจาระ ติดต่อได้ง่ายผ่านอาหาร ผิวสัมผัส และสิ่งของที่ปนเปื้อน
› ผลิตสปอร์ที่ทนต่อความร้อนและกรด
› มักแสดงอาการท้องเสียแบบถ่ายเหลว คลื่นไส้ ปวดท้อง และเป็นตะคิวที่ท้อง
› โรคแทรกซ้อนที่รุนแรง ได้แก่ โรคลาไส้โป่งพอง,
โรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบ และภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน
› แบคทีเรียก่อให้เกิดโรคบาดทะยัก
› อยู่ในรูปแบบของสปอร์ (spore) ที่ทนทานต่อความร้อนและยาฆ่าเชื้อ
› เชื้อจะพบได้ในลาไส้ของคนและสัตว์ในสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนด้วยมูลสัตว์
› เชื้อจะเจริญแบ่งตัวได้ดีในแผลลึก อากาศเข้าไม่ได้ดี
› ผู้ป่วยจะมีคอแข็ง หลังแข็ง ต่อไปจะมีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อทั่วตัว
ทาให้มีอาการชักได้
› แบคทีเรียก่อโรคอาหารเป็นพิษ และโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
› ไม่สร้างสปอร์ (non spore forming bacteria)
› สร้างแคปซูล เป็นแบคทีเรียที่สามารถเจริญได้ทั้งสภาวะที่มีออกซิเจนและไม่มี
ออกซิเจน
› พบได้ในสิ่งแวดล้อมทั่วไป ทนต่อสภาวะแวดล้อมรุนแรงได้ดี
› แบคทีเรียก่อโรคคอตีบ
› ลักษณะคล้ายกระบอง(Clup shaped) ทามุมกันคล้ายอักษรจีน ไม่มีสปอร์
› เจริญได้ดีบนอาหารที่มีเลือดหรือซีรั่มผสมอยู่
› มักเกิดรุนแรงมากในเด็ก
› เชื้อจะผ่านเข้าสู่ร่างกายทางระบบทางเดินหายใจส่วนบน
แล้วเกิดการติดเชื้อเฉพาะแห่งขึ้นที่ชั้นผิวของเยื่อบุ
› รูปร่างเป็นท่อนไม่ปกติ อาจกลมยาว
› ส่วนใหญ่ไม่ต้องการอากาศ (anaerobic bacteria) แต่บางชนิดทนต่อออกซิเจนได้ดี
› พบในลาไส้ของคนและสัตว์ตามผิวหนัง ผม ขน ช่องปาก
› แบคทีเรียที่สาคัญในอาหารทาให้เกิดกลิ่นรสที่ดี และทาให้เกิดตาในเนยแข็ง
› แบคทีเรียก่อโรควัณโรค
› มีรูปร่างแท่งไม่สามารถเคลื่อนที่ พึ่งพาออกซิเจนในการดารงชีพ
› พบรอยโรคได้ที่ปอดกลีบบนเป็นส่วนใหญ่
› เชื้อวัณโรคจะแพร่กระจายจากปอด หลอดลม
หรือกล่องเสียงของผู้ป่วยวัณโรค
› อาจพบอาการไข้ต่อมน้าเหลืองโต หายใจลาบาก
› แบคทีเรียก่อโรคเรื้อน
› เกิดอาการที่ ผิวหนัง เส้นประสาทส่วนปลาย เยื่อบุท่อทางเดินหายใจส่วนบน
› คนเป็นแหล่งแพร่เชื้อที่สาคัญ แพร่เชื้อได้มากที่สุดคือทางเยื่อบุจมูก
› โรคเรื้อนก่อให้เกิดอาการที่เส้นประสาทและมักจะทาลายเส้นประสาท เป็นผลให้
เกิดความพิการตามมา
› น.ส. ปริยากร ไชยพล เลขที่ 41
› น.ส. ปรียาภรณ์ ปานนุ้ย เลขที่ 42
› น.ส. ปาริชาติ ศรียา เลขที่ 43
› น.ส. ปาวีณาร์ หามนตรี เลขที่ 44
› น.ส. ปิยะธิดา แต้มไชยสงค์ เลขที่ 45
ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงสาขาเวชระเบียน ชั้นปีที่ 2
Bacillus
anthracis
clostridium
perfringens
listeria
monocytoge
nes

Bacteria Gram-positive Bacilli

  • 1.
  • 2.
    › เชื้อแบคทีเรียแกรมบวกรูปแท่ง › มีทั้งสร้างสปอร์ภายใน(Spore-forming) และไม่สร้างสปอร์ (non-spore-formers) › ย้อม gram's stain ติดสีน้าเงิน
  • 3.
    › แบคทีเรียก่อโรคแอนแทรกซ์ ติดต่อร้ายแรงในสัตว์กินหญ้า ›ไม่ติดต่อระหว่างคนสู่คน › พบโดยทั่วไปโดยเฉพาะในดิน › แพร่เชื้อได้ทางฝุ่น , น้า และวัสดุจากพืช สัตว์
  • 4.
    › เกิดโรคในคนได้3 รูปแบบ 1.ติดเชื้อที่ผิวหนัง (Cutaneous Anthrax) ติดเชื้อโดยสปอร์เข้าทางรอยถลอกและบาดแผล ลักษณะคล้ายรอยที่ถูกจี้ด้วยบุหรี่ 2. ติดเชื้อทางเดินระบบหายใจ (Pulmonary Anthrax) เกิดจากการหายใจเอาสปอร์ของเชื้อ เข้าสู่ร่างกาย 3. ติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร (Intestinal Anthrax) เป็นการติดเชื้อที่รุนแรงที่สุด พบไม่ บ่อยนัก ติดเชื้อจากการกินเนื้อสุกๆดิบๆ จากสัตว์ที่เป็นโรค
  • 5.
    › สร้างสปอร์ (sporeforming bacteria) › สร้างสารพิษที่ทนต่อความร้อนได้ › เจริญได้ดีที่อุณหภูมิปานกลาง ในร่างกายมนุษย์และสัตว์เลือดอุ่น › พบบ่อยในอาหารกลุ่ม แป้ง เมล็ดธัญพืช
  • 6.
    › แบคทีเรียก่อโรคอาหารเป็นพิษ (foodpoisoning) เกิดอาการ 2 ลักษณะ 1. อาการอาเจียน ผู้ป่วยจะเกิดอาการคลื่นไส้และอาเจียน ภายหลังจากการบริโภคอาหารที่มี สารพิษเข้าไปประมาณ 5 ชั่วโมง มักพบในข้าวผัดที่ทาจากข้าวสุกที่หุงค้างไว้นาน 2. อาการถ่ายเหลว เกิดจากการบริโภคอาหารที่มีเซลล์ของแบคทีเรีย มีสารพิษ enterotoxin ที่ไม่ทนต่อความร้อน ทาให้เกิดอาการการปวดท้อง เป็นตะคริวที่ท้อง และถ่ายอุจจาระ เหลว
  • 7.
    › การป้องกัน 1. หุงต้มผัด อาหาร ให้ร้อนจัด อุ่นให้เดือด 2. ผลิตอาหารให้ถูกสุขลักษณะ ตามหลัก GMP (Good Manufacturing Practice) 3. ป้องกันการเกิดปนเปื้อนโดยเฉพาะอาหารที่ปรุงสุก อาหารพร้อมรับประทาน กับอาหารดิบ
  • 8.
    › สร้างสปอร์ (sporeforming bacteria) › ไม่ต้องการอากาศ (anaerobic bacteria) › สร้างสารพิษ (toxin) › แบคทีเรียก่อโรคอาหารเป็นพิษ (food poisoning) › พบได้ทั่วไปในธรรมชาติ ดิน น้า ทางเดินอาหารของสัตว์และมนุษย์
  • 9.
    › มักปนมากับอาหารแห้ง เช่นเครื่องเทศ อาหารที่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบ › ปัจจัยที่มีผลกับการเจริญเติบโต 1. เป็นแบคทีเรียที่ไม่ต้องการอากาศเติบโตได้ดีในสภาพที่ไม่มีออกซิเจน 2. อุณหภูมิการเติบโตอยู่ระหว่าง 20-50 องศาเซลเซียส › ป้องกันโดย หุงต้ม ผัด อาหาร ให้ร้อนจัด อุ่นให้เดือด และเก็บอาหารที่ทาให้สุก แล้วที่อุณหภูมิต่า
  • 10.
    › สร้างสปอร์ (sporeforming bacteria) › ไม่ต้องการอากาศ (anaerobic bacteria) › สามารถสร้างสารพิษ (toxin) ที่ทาให้เกิดโรค botulism ที่เป็นอันตรายถึงชีวิต › เจริญได้ในอาหารกระป๋ อง (canned food) › botulinum toxin เป็นสารที่เป็นพิษต่อระบบประสาท › แบคทีเรียก่อโรคอาหารเป็นพิษ (food poisoning)
  • 11.
    › เชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาการท้องเสียและลาไส้ใหญ่อักเสบที่ร้ายแรง › พบในอุจจาระติดต่อได้ง่ายผ่านอาหาร ผิวสัมผัส และสิ่งของที่ปนเปื้อน › ผลิตสปอร์ที่ทนต่อความร้อนและกรด › มักแสดงอาการท้องเสียแบบถ่ายเหลว คลื่นไส้ ปวดท้อง และเป็นตะคิวที่ท้อง › โรคแทรกซ้อนที่รุนแรง ได้แก่ โรคลาไส้โป่งพอง, โรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบ และภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน
  • 12.
    › แบคทีเรียก่อให้เกิดโรคบาดทะยัก › อยู่ในรูปแบบของสปอร์(spore) ที่ทนทานต่อความร้อนและยาฆ่าเชื้อ › เชื้อจะพบได้ในลาไส้ของคนและสัตว์ในสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนด้วยมูลสัตว์ › เชื้อจะเจริญแบ่งตัวได้ดีในแผลลึก อากาศเข้าไม่ได้ดี › ผู้ป่วยจะมีคอแข็ง หลังแข็ง ต่อไปจะมีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อทั่วตัว ทาให้มีอาการชักได้
  • 13.
    › แบคทีเรียก่อโรคอาหารเป็นพิษ และโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ›ไม่สร้างสปอร์ (non spore forming bacteria) › สร้างแคปซูล เป็นแบคทีเรียที่สามารถเจริญได้ทั้งสภาวะที่มีออกซิเจนและไม่มี ออกซิเจน › พบได้ในสิ่งแวดล้อมทั่วไป ทนต่อสภาวะแวดล้อมรุนแรงได้ดี
  • 14.
    › แบคทีเรียก่อโรคคอตีบ › ลักษณะคล้ายกระบอง(Clupshaped) ทามุมกันคล้ายอักษรจีน ไม่มีสปอร์ › เจริญได้ดีบนอาหารที่มีเลือดหรือซีรั่มผสมอยู่ › มักเกิดรุนแรงมากในเด็ก › เชื้อจะผ่านเข้าสู่ร่างกายทางระบบทางเดินหายใจส่วนบน แล้วเกิดการติดเชื้อเฉพาะแห่งขึ้นที่ชั้นผิวของเยื่อบุ
  • 15.
    › รูปร่างเป็นท่อนไม่ปกติ อาจกลมยาว ›ส่วนใหญ่ไม่ต้องการอากาศ (anaerobic bacteria) แต่บางชนิดทนต่อออกซิเจนได้ดี › พบในลาไส้ของคนและสัตว์ตามผิวหนัง ผม ขน ช่องปาก › แบคทีเรียที่สาคัญในอาหารทาให้เกิดกลิ่นรสที่ดี และทาให้เกิดตาในเนยแข็ง
  • 16.
    › แบคทีเรียก่อโรควัณโรค › มีรูปร่างแท่งไม่สามารถเคลื่อนที่พึ่งพาออกซิเจนในการดารงชีพ › พบรอยโรคได้ที่ปอดกลีบบนเป็นส่วนใหญ่ › เชื้อวัณโรคจะแพร่กระจายจากปอด หลอดลม หรือกล่องเสียงของผู้ป่วยวัณโรค › อาจพบอาการไข้ต่อมน้าเหลืองโต หายใจลาบาก
  • 17.
    › แบคทีเรียก่อโรคเรื้อน › เกิดอาการที่ผิวหนัง เส้นประสาทส่วนปลาย เยื่อบุท่อทางเดินหายใจส่วนบน › คนเป็นแหล่งแพร่เชื้อที่สาคัญ แพร่เชื้อได้มากที่สุดคือทางเยื่อบุจมูก › โรคเรื้อนก่อให้เกิดอาการที่เส้นประสาทและมักจะทาลายเส้นประสาท เป็นผลให้ เกิดความพิการตามมา
  • 18.
    › น.ส. ปริยากรไชยพล เลขที่ 41 › น.ส. ปรียาภรณ์ ปานนุ้ย เลขที่ 42 › น.ส. ปาริชาติ ศรียา เลขที่ 43 › น.ส. ปาวีณาร์ หามนตรี เลขที่ 44 › น.ส. ปิยะธิดา แต้มไชยสงค์ เลขที่ 45 ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงสาขาเวชระเบียน ชั้นปีที่ 2 Bacillus anthracis clostridium perfringens listeria monocytoge nes