การประชุมวิชาการวิศวกรรมโยธาแห่งชาติ ครั้งที่ 20 The 20th
National Convention on Civil Engineering
วันที่ 8-10 กรกฎาคม 2558 จ. ชลบุรี 8-10 July 2015, Chonburi, THAILAND
1
การใช้งานและแนวทางการผลักดัน
Building Information Modeling (BIM) ในประเทศไทย
Building Information Modeling (BIM):
Using and Adoption Pathways in Thailand
สุพฤทธิ์ ตั้งพฤทธิ์กุล1,*
และ ณัฐวุฒิ สวัสดิ์สุข1
1
ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่
บทคัดย่อ
ปัจจุบันอุตสาหกรรมก่อสร้างในประเทศไทยเริ่มนาระบบ Building
Information Modeling (BIM) มาใช้ โดยคานึงถึงประโยชน์ที่ได้รับ อาทิ
สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารของแบบก่อสร้าง ลดระยะเวลาและ
งบประมาณในการก่อสร้าง เป็นต้น แต่ทั้งนี้ระบบดังกล่าวยังไม่เป็นที่
แพร่หลาย บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้งาน BIM ในปัจจุบัน
และแนวทางการผลักดันการใช้ BIM ในประเทศไทยให้แพร่หลายขึ้น โดยได้
ศึกษาจากการสารวจและสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมก่อสร้าง
พบว่าในปัจจุบันบริษัทชั้นนาของไทยเริ่มใช้ BIM กับโครงการก่อสร้างบ้าง
แล้ว และพบว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมก่อสร้างส่วนใหญ่โดยเฉพาะ
วิศวกรยังไม่รู้จักและไม่เคยใช้ BIM ซึ่งอาจเป็นเพราะว่าซอฟต์แวร์ของ BIM
มีราคาสูงทาให้ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน และการเผยแพร่ความรู้ในเรื่องนี้ยังไม่
ทั่วถึงและมากพอในประเทศไทย ในส่วนของแนวทางการผลักดันการใช้ BIM
ในไทย พบว่าควรเพิ่มทักษะให้กับบุคลากรด้านการก่อสร้างโดยเฉพาะ
ผู้ออกแบบและวิศวกร รวมถึงทาการสร้างตัวอย่างหรือทาต้นแบบมาตรฐาน
ไว้เป็นกรณีศึกษา และให้บริษัทชั้นนาที่มีความพร้อมเป็นผู้เริ่มใช้ก่อนโดย
เฉพาะงานออกแบบ ซึ่งควรจะดาเนินการทั้งสามแนวทางไปพร้อมกัน แต่
อย่างไรก็ตามพบว่าไม่ควรมีการตราข้อกาหนดมาบังคับใช้ เนื่องจากปัจจุบัน
ผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมก่อสร้างยังไม่สามารถปฏิบัติตามได้
คาสาคัญ: Building Information Modeling (BIM), วิศวกรรมบริหารงาน
ก่อสร้าง, อุตสาหกรรมก่อสร้างไทย
Abstract
Nowadays, a Building Information Modeling (BIM) have been
initiated to use in Thailand construction industry because of
advantages, such as increasing construction drawings inter-
pretation as well as reducing time and budget of a construction
project. However, BIM has not been being used widely. This
paper aims to reach recent BIM using and explore BIM adoption
pathways in Thailand. Both questionnaires and interviews from
involved persons in the construction industry are used to study
in this research. The study illustrates that leading construction
companies have initiated to use BIM in a construction project.
Moreover, a lot of involved persons, especially engineers, do
not know and have never used BIM according to high
investment for BIM software as well as not widespread publicity
in Thailand, probably. The further study of adoption pathways is
found that the suitable adoption pathways should be training
to construction human resource, particularly designers and
engineers. Showing the successful case studies as well as using
by designers from the leading companies should be the
suitable adoption pathways as well. On the other hand, rules
enforcement should not be used for the pathway because
involved persons are not capable to follow the rules recently.
Keywords: Building Information Modeling (BIM), Construction
Management, Thailand Construction Industry
1. บทนา
อุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีมูลค่าสูง โดยในปี พ.ศ.
2556 มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศกว่า 345,955 ล้านบาท [1]
อันมีส่วนสาคัญในการพัฒนาประเทศ ทั้งด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
ของรัฐและด้านเศรษฐกิจ ซึ่งทาให้เกิดการจ้างงานและการค้าขายสินค้า
อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องเป็นปริมาณมาก โดยทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนมี
แนวโน้มที่จะลงทุนในอุตสาหกรรมก่อสร้างนี้ค่อนข้างสูงขึ้น อันเนื่องมาจาก
นโยบายประชานิยมของรัฐและการขยายธุรกิจในภาคเอกชนเพื่อรองรับการ
เปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปลายปี พ.ศ. 2558 แต่อย่างไรก็ตาม
อุตสาหกรรมก่อสร้างได้สร้างขยะเพิ่มมากขึ้น จากการทาลายรื้อถอน
สิ่งก่อสร้างที่ส่วนหนึ่งมาจากการก่อสร้างที่ผิดไปจากแบบรูปรายการ อันเกิด
จากความไม่เข้าใจหรือเข้าใจผิดในแบบก่อสร้างนั้น ทาให้กระทบต่อ
สิ่งแวดล้อมและส่งผลเสียต่อสุขภาพและการดาเนินชีวิตของประชาชนทั่วไป
โดยเพื่อเป็นการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ และแก้ไขปัญหา
ขยะที่เพิ่มมากขึ้นในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ปัจจุบันในประเทศที่พัฒนาแล้วได้
มีการนาเทคโนโลยีที่เรียกว่า Building Information Modeling (BIM) ซึ่ง
เป็นระบบแบบก่อสร้างที่ประกอบด้วยข้อมูลมากกว่าสามมิติ มาใช้ใน
อุตสาหกรรมก่อสร้าง โดยจะสามารถลดต้นทุนและเวลาในการก่อสร้าง ลด
ปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากการไม่ชัดเจนหรือไม่เข้าใจกันระหว่างผู้รับเหมาและ
* ผู้เขียนผู้รับผิดชอบบทความ (Corresponding author)
E-mail address: suparit_t@cmu.ac.th
2
ผู้ออกแบบได้ นอกเหนือจากนี้ ยังสามารถลดขยะจากการก่อสร้างซึ่งเป็น
หนึ่งในสาเหตุของปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย [2-3]
การนาระบบ BIM มาใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้างของไทย จะสร้าง
ประโยชน์ให้กับอุตสาหกรรมก่อสร้างทั้งในด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม
ดังที่ได้กล่าวมา จึงจะศึกษาถึงการใช้งานระบบ BIM ของไทยในปัจจุบัน
และแนวทางในการริเริ่มใช้หรือผลักดันให้มีการใช้ BIM ในประเทศไทย
2. ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
2.1 Building Information Modeling (BIM)
Eastman และคณะ ได้เสนอระบบอธิบายข้อมูลก่อสร้าง (Building
Description System, BDS) ในปี ค.ศ. 1974 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการพูดถึง
ระบบที่รวบรวมข้อมูลการก่อสร้างทั้งหมด ทั้งด้านกายภาพ หน้าที่ และ
ข้อมูลอื่น ๆ มารวมกันชิ้นเดียว ซึ่งทาให้แบบก่อสร้างมีมากกว่า 2 มิติ หรือ
มากกว่า 3 มิติ อันได้รวมมิติของราคา ปริมาณ และอื่น ๆ ไว้ด้วย เป็นต้น
โดยอาจกล่าวได้ว่าระบบอธิบายข้อมูลก่อสร้าง (Building Description
System, BDS) เป็นแนวความคิดต้นแบบของ BIM [4]
Building Information Modeling (BIM) เป็นระบบจาลองข้อมูลการ
ก่อสร้าง ที่รวบรวมข้อมูลข้อมูลเชิงกายภาพ คือกว้าง ยาวและสูง และข้อมูล
เชิงอื่น เช่น เวลาการก่อสร้างและราคา ซึ่งเป็นมิติที่เพิ่มเติมขึ้นมาอีก โดยจะ
สามารถดึงเอาข้อมูลออกมาจากระบบในรูปของปริมาณวัสดุ ลาดับการ
ก่อสร้าง และข้อมูลอื่น ๆ ที่จาเป็นต่อการก่อสร้างได้ [5]
ประโยชน์ที่สาคัญในการนา BIM มาใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง คือ
สามารถสร้างแบบที่เป็นตัวแทนสามมิติของอาคารที่บูรณาการข้อมูลต่าง ๆ
ไว้ได้ โดยศูนย์บูรณาการวิศวกรรมแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford
University Center for Integrated Facilities Engineering, CIFE) ได้
ศึกษาประโยชน์ในการใช้ BIM จาก 32 โครงการก่อสร้าง พบว่า BIM
สามารถลดการเปลี่ยนแปลงงบประมาณได้มากกว่าร้อยละ 40 สามารถ
ประมาณราคาก่อสร้างได้แม่นยาไม่เกินร้อยละ 3 สามารถลดเวลาการ
ประมาณราคาก่อสร้างลงมากกว่าร้อยละ 80 สามารถลดปัญหาความขัดแย้ง
จากแบบได้มากกว่าร้อยละ 10 และสามารถลดเวลาดาเนินโครงการได้
มากกว่าร้อยละ 7 [2]
ธณัชชา สุขขี ได้ศึกษาการเลือกใช้ BIM สาหรับอุตสาหกรรมก่อสร้างใน
ประเทศไทย พบว่าการเลือกใช้ BIM เกิดจากความต้องการลดข้อผิดพลาด
และลดรายการค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง โดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะได้รับ
ประโยชน์ร่วมกัน อาทิ ทาให้การประสานงานเฉพาะหน้าลดลงเนื่องจาก
ความชัดเจนของแบบก่อสร้างที่มากขึ้น นอกจากนี้พบว่า BIM สามารถลด
เวลาในการวาดแบบน้อยลง ทาให้สามารถใช้เวลาที่เหลือสร้างสรรค์
ออกแบบสิ่งก่อสร้างได้มากขึ้น และในการทางานมีการร้องขอข้อมูลเพิ่ม
น้อยลงเพราะความชัดเจนของแบบก่อสร้าง นอกจากนี้ยังสามารถลด
งบประมาณและประหยัดเวลาก่อสร้างได้อีกด้วย [3] ส่วนการศึกษาของ
McGraw-Hill Construction Research and Analytics พบว่าปัจจัยที่
กลุ่มตัวอย่างใช้ BIM นั้น มีหลายปัจจัยด้วยกัน ทั้งนี้สามารถสรุปแบ่งได้เป็น
3 ด้านคือ ด้านการกาจัดข้อผิดพลาด ด้านการใช้งานและประโยชน์ที่ได้รับ
และด้านเวลาและงบประมาณ [6]
ในประเทศไทย บริษัทออกแบบและรับเหมาก่อสร้างส่วนมากรู้จักและมี
ความเข้าใจว่า BIM คือระบบการจัดการอาคารผ่านกระบวนการของ
ซอฟต์แวร์สามมิติซึ่งตรงกับนิยามที่ได้ศึกษา โดยในบริษัทออกแบบจะมี
ความตื่นตัวมากกว่าบริษัทรับเหมาก่อสร้างทั้งด้านความเข้าใจและปริมาณ
การใช้งาน และพบว่าในบริษัทออกแบบและรับเหมาก่อสร้างส่วนใหญ่มีการ
ใช้ BIM เพื่อช่วยในการวาดแบบจาลองสามมิติและใช้ในการนาเสนอผลงาน
โดยทั้งสององค์กรต่างก็ให้ความสนใจในประโยชน์ของ BIM ที่มีผลต่อ
อุตสาหกรรมก่อสร้าง [3]
ในต่างประเทศ ทุกภูมิภาคมีความตื่นตัวและเริ่มมีการใช้ BIM มากขึ้น
โดยได้มีการศึกษา วางแนวทางการพัฒนาและผลักดันให้เกิดการใช้ BIM
อย่างจริงจัง ซึ่งส่วนมากมีการตั้งหน่วยงานของภาครัฐมาทาหน้าที่ดูแล
ประกอบกับการผลักดันในภาคเอกชน อาทิ สหราชอาณาจักร มีการตั้ง
คณะกรรมการสารสนเทศโครงการก่อสร้าง (Construction Project
Information Committee, CPIC) มาทาหน้าที่จัดทาแนวทางก่อสร้าง
ต้นแบบ (Best Practice Guidance) ให้เป็นแนวทางสาหรับโครงการ
ก่อสร้างทั่วไป ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากสถาบันชั้นนาของประเทศ
นอกจากนี้ราชสถาปัตยกรรมสถานแห่งอังกฤษ (Royal Institute of British
Architects, RIBA) ได้วิจัยเกี่ยวกับการนา BIM มาใช้พบว่าในปี ค.ศ. 2013
มีการใช้ BIM ในโครงการก่อสร้างของประเทศกว่าร้อยละ 39 แล้ว [7] โดย
รัฐบาลมีการจัดทาแผนกลยุทธ์เฉพาะ และกาหนดให้มีการใช้ BIM ทั้งหมด
ในปี ค.ศ. 2016 [8-9] ในสหรัฐอเมริกา มีการออกมาตรฐาน BIM แห่งชาติ
และวารสารวิชาการ (Journal of Building Information Modeling)
ขึ้นมาโดยเฉพาะ โดยสถาบันวิทยาศาสตร์การก่อสร้างแห่งชาติ (National
Institute of Building Sciences, NIBS) และมีการบังคับให้ใช้ BIM ในการ
ออกแบบอาคารบางประเภทแล้ว ในปี ค.ศ. 2009 อุตสาหกรรมกว่าครึ่งใน
สหรัฐอเมริกาได้ใช้ BIM หรือใช้เครื่องมือที่เกี่ยวกับ BIM แล้ว นอกจากนี้
องค์การบริหารกลาง (General Service Administration, GSA) ได้สาธิต
การใช้ระบบ BIM เพื่อเป็นตัวอย่างให้คนทั่วไปเห็นถึงแนวทางการนา BIM
มาใช้ได้จริงอีกด้วย [10] และยังมีการวิจัยพบว่ามีการใช้ BIM ในประเทศ
เพิ่มมากขึ้นกว่าร้อยละ 75 ภายในระยะเวลา 2 ปี [6] และในสาธารณรัฐ
สิงคโปร์ เน้นให้บริษัทชั้นนาหรือบริษัทที่มีศักยภาพเพียงพอเริ่มใช้ BIM ก่อน
จากนั้นรัฐจะช่วยในการเพิ่มศักยภาพและทักษะของบุคลากร โดยมี
คณะกรรมการการก่อสร้างและอาคาร (Building and Construction
Authority, BCA) เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ [10] นอกจากนี้รัฐได้กาหนดเวลา
บังคับใช้ BIM แบบค่อยเป็นค่อยไป โดยในปี ค.ศ. 2013 กาหนดให้ใช้ใน
แบบงานสถาปัตยกรรม ในปี ค.ศ. 2014 กาหนดให้ใช้ในงานโครงสร้างและ
งานระบบ และในปี ค.ศ. 2015 กาหนดให้ใช้ BIM กับทั้งโครงการที่มีพื้นที่ใช้
สอยมากกว่า 5,000 ตารางเมตร [11] โดยในระดับนานาชาติได้มีการร่วมมือ
กันจัดตั้ง International Alliance for Interoperability (IAI) ขึ้นในปี ค.ศ.
1994 โดยมีวัตถุประสงค์ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลอุตสาหกรรมก่อสร้าง สร้าง
มาตรฐานและปรับปรุงคุณภาพ BIM อีกด้วย [10]
2.2 แบบก่อสร้าง
แบบก่อสร้าง คือข้อมูลการก่อสร้างทั้งหมดจัดทาขึ้นโดยผู้ออกแบบ
สาหรับให้ผู้ก่อสร้างสามารถก่อสร้างได้ตามที่กาหนด โดยอาจประกอบด้วย
แผนผังบริเวณ รายการประกอบแบบ แบบแปลนและรายการคานวณ โดย
สามารถแบ่งได้หลายประเภท อาทิ แบบสถาปัตยกรรม แบบวิศวกรรม
โครงสร้าง แบบวิศวกรรมสุขาภิบาล เป็นต้น ซึ่งทั่วไปจะพิมพ์หรือเขียนลง
บนกระดาษ
เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันในแวดวงผู้ใช้แบบก่อสร้าง ได้มีการ
กาหนดมาตรฐานของแบบก่อสร้างไว้เพื่อเป็นแนวทางการเขียนแบบก่อสร้าง
ในประเทศไทยได้มีการกาหนดมาตรฐานดังกล่าวเฉพาะภาพรวมไว้ใน
กฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2528) ออกตามความใน
พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ซึ่งกาหนดให้ใช้ตัวเลขและการ
คานวณเป็นระบบเมตริก กาหนดมาตราส่วนในการเขียนแบบ กาหนด
องค์ประกอบของแบบ เป็นต้น [12] สาหรับมาตรฐานโดยละเอียดนั้นถูก
กาหนดโดยสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์
เพื่อแนะนาแนวปฏิบัติในการเขียนแบบที่เหมาะสมต่อการใช้งาน อาทิ การ
ตั้งชื่อแบบเป็นอักษรหลายหลักที่มีความหมายเฉพาะเจาะจง ทาให้ผู้อ่าน
ทราบว่าเป็นแบบที่สื่อถึงสิ่งใด การกาหนดข้อมูลและขนาดของ Title Box
3
การแบ่งพื้นที่ในการเขียนแบบ เป็นต้น ซึ่งเกิดจากการนามาตรฐาน
ต่างประเทศและมาตรฐานอื่นมารวบรวมประกอบกับข้อคิดเห็นของกลุ่ม
ทดลองในสมาคมสถาปนิกสยามฯ ด้วย [13]
ธณัชชา สุขขี ได้ศึกษาปัญหาที่เกิดจากแบบก่อสร้าง พบว่าการอ่านแบบ
ก่อสร้างผิดพลาด มีสาเหตุมาจากการที่ผู้อ่านแบบไม่มีความรู้ความชานาญ
หรือเกิดจากผู้ออกแบบหรือผู้เขียนแบบให้รายละเอียดในแบบน้อยหรือเขียน
แบบผิดพลาด ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว ผู้รับเหมามักจะเป็นผู้ประสบและ
จะต้องแก้ไขเอง อาจกล่าวได้ว่าปัญหาของแบบก่อสร้างคือการสื่อสารที่ไม่
เข้าใจหรือไม่ตรงกันระหว่างผู้ออกแบบและผู้ก่อสร้างหรือวิศวกร ในการ
แก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงต้องมีการพัฒนาระบบแบบก่อสร้างให้มีข้อมูล
เพียงพอและสามารถสื่อสารระหว่างผู้ออกแบบไปยังผู้ก่อสร้างให้เข้าใจง่าย
และถูกต้อง [3]
3. วิธีการศึกษา
3.1 การสารวจความคิดเห็น
การสารวจความคิดเห็นในประเด็นการใช้งานและแนวทางการผลักดัน
BIM ในประเทศไทยนั้น ได้ทาการสารวจโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ
ในการวัดความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมก่อสร้าง โดยใช้กลุ่ม
ตัวอย่างผู้รับเหมา ผู้ออกแบบและวิศวกร มาจากทาเนียบนักศึกษาศิษย์เก่า
ที่สาเร็จการศึกษาหลักสูตรวิศวกรรมโยธา ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ
สุ่มสารวจผู้รับเหมาและวิศวกรของโครงการก่อสร้างต่าง ๆ ในพื้นที่อาเภอ
เมืองเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่างสถาปนิกมาจากนักศึกษาศิษย์เก่าที่สาเร็จ
การศึกษาหลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กลุ่ม
ตัวอย่างอาจารย์มาจากรายชื่ออาจารย์ในสังกัดสาขาวิชาวิศวกรรมโยธาและ
สถาปัตยกรรมศาสตร์ซึ่งสืบค้นจากเว็บไซต์สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ
และกลุ่มนักศึกษามาจากนักศึกษาหลักสูตรวิศวกรรมโยธาและหลักสูตร
สถาปัตยกรรมศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยใช้การตอบ
แบบสอบถามออนไลน์และการตอบจากกระดาษแบบสอบถาม รวมจานวน
200 ตัวอย่าง ซึ่งการตอบแบบสอบถามออนไลน์จะถูกส่งไปยังกลุ่มตัวอย่าง
ผ่านจดหมายอิเลคทรอนิกส์ (E-mail) ส่วนบุคคล เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลที่ได้
จะได้รับมาจากกลุ่มตัวอย่างที่ต้องการศึกษา
โดยแบบสอบถามประกอบไปด้วยคาถามทั้งหมดจานวน 3 ส่วน โดย
คาตอบของคาถามในช่วงแรกจะเป็นตัวกาหนดชุดคาถามในช่วงหลัง เพื่อ
สอบถามข้อมูลต่อเนื่องที่มีลักษณะเฉพาะที่ผู้ตอบแบบสอบถามพึงเข้าใจ
และสามารถให้ความเห็นหรือตอบได้ ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 ข้อมูลส่วน
บุคคลทั่วไป ประกอบด้วย เพศและอาชีพ ซึ่งมีความสาคัญต่อความรู้และ
ประสบการณ์ในการใช้ BIM ส่วนที่ 2 ความเข้าใจและการใช้ระบบ BIM
เป็นคาถามที่มุ่งสารวจการใช้งาน การรู้จัก โปรแกรมที่ใช้ รวมถึงปัจจัย
สาเหตุที่กลุ่มตัวอย่างใช้ BIM ซึ่งได้กล่าวไปในหัวข้อที่ 2.1 นอกจากนี้ยัง
ถามถึงประโยชน์ที่คาดคิดของ BIM เพื่อเป็นการประเมินความรู้ และ
ประสบการณ์ในการใช้ BIM ว่ามีความเข้าใจต่อระบบ BIM หรือไม่ และ
ส่วนที่ 3 แนวทางการผลักดันให้มีการใช้ BIM เป็นคาถามที่มุ่งสารวจ
ความเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามในประเด็นว่าควรผลักดันการใช้ BIM
ด้วยวิธีการใดในประเทศไทย ซึ่งแต่ละวิธีการได้มาจากกรณีศึกษาที่เกิดขึ้น
ในต่างประเทศ พร้อมกับได้ให้คาอธิบายไว้พร้อมกับแบบสอบถามด้วย
นอกจากนี้ ในตัวแบบสอบถาม ได้มีการให้ข้อมูลของ BIM ไว้พอสังเขป
ซึ่งประกอบไปด้วยความหมาย ประโยชน์ และตัวอย่างซอฟต์แวร์ของ BIM
เพื่อให้ผู้ตอบแบบสอบถามสามารถใช้อ้างอิงเปรียบเทียบกับความเข้าใจ
ของตนเองขณะก่อนทาแบบสอบถามได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นการป้องกัน
ความผิดพลาดในการตอบแบบสอบถาม อันเนื่องมาจากจากความเข้าใจผิด
ของผู้ตอบแบบสอบถาม
3.2 การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ
การสัมภาษณ์ในประเด็นการใช้งานและแนวทางการผลักดัน BIM ใน
ประเทศไทยนั้น ได้สัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศ
ไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาหรืออนุกรรมการของ
คณะอนุกรรมการบริหารงานก่อสร้าง ในคณะกรรมการวิชาการสาขา
วิศวกรรมโยธา จานวน 2 ท่าน ในประเด็นเดียวกับการสารวจความคิดเห็น
ในหัวข้อที่ 3.1 คือสัมภาษณ์ข้อมูลความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของ
ผู้ทรงคุณวุฒิ ความคิดเห็นว่าควรริเริ่มหรือนามาใช้ในประเทศไทยหรือไม่
และแนวทางผลักดัน BIM ที่ผู้ทรงคุณวุฒิเห็นว่าเหมาะสมที่จะใช้กับประเทศ
ไทย โดยการสัมภาษณ์ในส่วนนี้ จะเป็นการสรุปประเด็นความคิดเห็นของผู้
ถูกสัมภาษณ์ต่อการใช้ระบบ BIM ในประเทศไทย และประเด็นความเห็นต่อ
การผลักดัน BIM ในประเทศไทย ว่าเห็นควรให้มีการริเริ่มหรือผลักดันใน
วิธีการใด ให้เหมาะสมและเป็นไปได้มากที่สุดในประเทศไทย จากนั้นจะเป็น
การสรุปข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับ BIM และวิธีการผลักดัน อาจรวมถึง
ความคิดเห็นต่อข้อจากัดในการใช้ BIM และข้อเสนอแนะให้มีการเสริมหรือ
ปรับปรุง BIM ให้มีประโยชน์ที่มากยิ่งขึ้น
4. ผลการศึกษาและการวิเคราะห์
จากการศึกษาข้อมูลระบบ BIM สรุปได้ว่า BIM เป็นระบบจาลองข้อมูล
หลายมิติที่มีความเกี่ยวโยงกันในโครงการก่อสร้างมารวมกัน ถูกพัฒนาขึ้น
เพื่อแก้ไขปัญหาจากการสื่อสารที่ผิดพลาดหรือไม่เข้าใจระหว่างผู้ออกแบบ
และผู้ก่อสร้าง และเพิ่มประสิทธิภาพและประโยชน์ในการก่อสร้างให้ได้มาก
ที่สุด โดยพบว่า BIM มีประโยชน์ที่แบ่งเป็นด้านใหญ่ ๆ ได้ 3 ด้าน คือด้าน
ลดข้อผิดพลาด ด้านการใช้งาน และด้านงบประมาณและเวลา
ปัจจุบันในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ให้ความสาคัญกับการ
พัฒนาเทคโนโลยี เช่น สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐสิงคโปร์
ได้มีการวางแผน ศึกษา และดาเนินการพัฒนาและผลักดันให้เกิดการใช้ BIM
อย่างจริงจัง โดยในระดับนานาชาติมีการจัดตั้งองค์กรนานาชาติ เพื่อ
แลกเปลี่ยนข้อมูลอุตสาหกรรมก่อสร้าง สร้างมาตรฐานและปรับปรุงคุณภาพ
BIM รวมทั้งผลักดันให้มีการใช้ BIM ซึ่งมีสมาชิกจากบริษัทอุตสาหกรรม
ซอร์ฟแวร์ทั่วทุกภูมิภาคโลก อาทิ อเมริกา ตะวันออกกลาง ยุโรป เอเชีย
และออสเตรเลีย โดยในปัจจุบันนี้มีการพัฒนาซอฟต์แวร์ BIM ขึ้นมาใช้เป็น
ในลักษณะเฉพาะมากขึ้นอีกด้วย
สาหรับแบบก่อสร้าง คือเอกสารข้อมูลการก่อสร้างทั้งหมดที่ผู้ออกแบบ
ได้ออกแบบไว้สาหรับถ่ายทอดให้ผู้ก่อสร้าง นาไปใช้ก่อสร้างจริงตามการ
ออกแบบ โดยต้องให้ความสาคัญกับกระบวนการทาความเข้าใจกันระหว่าง
ผู้ออกแบบและผู้ก่อสร้างเป็นอย่างมาก จึงจะทาให้แบบก่อสร้างมี
ประสิทธิภาพมากที่สุด โดยทั่วไปแบบก่อสร้างจะทาด้วยกระดาษ และแยก
ออกเป็นส่วน ๆ เช่นแบบโครงสร้างและสถาปัตยกรรม ซึ่งจะมีมาตรฐาน
แบบก่อสร้างกาหนดรายละเอียดในการวาดแบบเป็นมาตรฐานสากล อาทิ
มาตรฐานการเขียนแบบก่อสร้างของสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรม
ราชูปถัมภ์
ปัญหาที่เกิดจากแบบก่อสร้างสองมิติในปัจจุบันนั้น คือปัญหาการ
สื่อสารระหว่างผู้ออกแบบและผู้ก่อสร้างที่อาจเข้าใจผิดหรือเข้าใจ
คลาดเคลื่อน อันเนื่องมาจากข้อมูลที่ปรากฎในแบบก่อสร้างนั้นไม่ชัดเจน
หรือมีข้อผิดพลาด หรือขัดกันเองอันเนื่องมาจากข้อจากัดในการวาดแบบ
นอกจากนี้แบบก่อสร้างที่มีความซับซ้อน อาจส่งผลให้ผู้ก่อสร้างยิ่งทาเข้าใจ
ได้อยากขึ้นอีกด้วย
4.1 ผลการสารวจความคิดเห็น
จากการสารวจความคิดเห็นกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 200 ตัวอย่าง ต่อ
คาถาม 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป ส่วนที่ 2 ความเข้าใจ
4
และการใช้ระบบ BIM และส่วนที่ 3 แนวทางการผลักดันให้มีการใช้ BIM ใน
ประเทศไทย สามารถสรุปผลการสารวจได้ดังนี้
4.1.1 ส่วนที่ 1 ข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป
จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด พบว่ามีเพศชายมากกว่าเพศหญิงกว่า 6 เท่า
คือมีเพศชาย 172 คน และเพศหญิง 28 คน เมื่อแบ่งโดยอาชีพ พบว่าเป็น
วิศวกรมากที่สุด (ร้อยละ 46.5) และรองลงมาเป็นอาจารย์ (ร้อยละ 16.5)
และนอกนั้นเป็นผู้รับเหมา ผู้ออกแบบ วิศวกร สถาปนิก อาจารย์ และ
นักศึกษา ซึ่งมีรายละเอียดดังแสดงในตารางที่ 1
ตารางที่ 1 ร้อยละอาชีพของกลุ่มตัวอย่าง
อาชีพ จานวนตัวอย่าง ร้อยละ
วิศวกร 93 46.5
อาจารย์ 33 16.5
นักศึกษา 30 15.0
ผู้รับเหมา 25 12.5
ผู้ออกแบบ 13 6.5
สถาปนิก 6 3.0
4.1.2 ส่วนที่ 2 ความเข้าใจและการใช้ระบบ BIM
1) การรู้จักและได้ใช้ระบบ BIM
พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนมากรู้จัก BIM รวมร้อยละ 54.5 แบ่งเป็น
ผู้ที่รู้จักแต่ไม่ได้ใช้ BIM ร้อยละ 40.0 และผู้ที่รู้จักและได้ใช้ BIM ร้อยละ 14.5
โดยมีผู้ไม่รู้จัก BIM มีจานวนร้อยละ 45.5 ดังตารางที่ 2
ตารางที่ 2 ร้อยละการรู้จักและการได้ใช้ BIM ของกลุ่มตัวอย่าง
การรู้จักและการได้ใช้ BIM จานวนตัวอย่าง ร้อยละ
รู้จักแต่ไม่ได้ใช้ 80 40.0
รู้จักและได้ใช้ 29 14.5
ไม่รู้จัก 91 45.5
2) โปรแกรมระบบ BIM ที่กลุ่มตัวอย่างใช้ในการทางาน
โดยสอบถามเฉพาะผู้ที่รู้จักและได้ใช้ BIM จานวน 29 คน ซึ่งสามารถ
ตอบได้มากกว่า 1 คาตอบ พบว่าโดยมากมีการใช้โปรแกรม Autodesk
Revit มากที่สุด จานวน 17 คน และรองลงมาเป็นโปรแกรม ArchiCAD
จานวน 13 คน นอกจากนั้นเป็นโปรแกรม Tekla BIMsight, Bentley
Architecture, Allplan, Sketch up, Bentley AutoPlant และ PDMS
3) ปัจจัยสาเหตุที่กลุ่มตัวอย่างใช้ ระบบ BIM ในการทางาน
จากการสอบถามเฉพาะผู้ที่รู้จักและได้ใช้ BIM จานวน 29 คน พบว่า
ปัจจัยที่เป็นสาเหตุให้กลุ่มตัวอย่างใช้ ระบบ BIM ในการทางานมากที่สุด คือ
ปัจจัยด้านการใช้งานและประโยชน์ที่ได้รับ และเห็นว่าปัจจัยด้านการกาจัด
ข้อผิดพลาดและปัจจัยด้านเวลาและงบประมาณ เป็นปัจจัยที่เป็นสาเหตุให้
ใช้ระบบ BIM น้อยลงมาตามลาดับ แต่อย่างไรก็ตามจะเห็นว่าคะแนนเฉลี่ย
ของทั้ง 3 ปัจจัย ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากและทั้งหมดมีคะแนนเฉลี่ย
มากกว่า 4 แสดงให้เห็นว่าผู้ที่รู้จักและได้ใช้ BIM เห็นว่าปัจจัยทั้ง 3 เป็น
ปัจจัยสาคัญที่เป็นสาเหตุให้ใช้ระบบ BIM ในการทางานทั้งสิ้น ดังตารางที่ 3
4) ความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างต่อประโยชน์ในการทางานของ BIM
สอบถามเฉพาะผู้ที่รู้จักทั้งที่ได้ใช้และไม่ได้ใช้ BIM จานวน 109 คน
(ร้อยละ 55 จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด) ซึ่งผู้ตอบแบบสอบถามหนึ่งราย
สามารถตอบได้หลายคาตอบหากคิดว่ามีประโยชน์หลายด้าน โดยมีผลการ
สารวจคือผู้ตอบแบบสอบถามเกินครึ่งเห็นด้วยต่อประโยชน์ของ BIM ใน
เกือบทุกข้อคือประโยชน์ในด้านการก่อสร้างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น
ควบคุมมูลค่าโครงการได้ง่าย แบบก่อสร้างมีคุณภาพดีขึ้น ทาให้บริการลูกค้า
ได้ง่าย ประมาณราคาได้ถูกต้องแม่นยา ลดปัญหาความขัดแย้งจากแบบ
ก่อสร้าง และควบคุมคุณภาพงานได้ ดังรายละเอียดในรูปที่ 1 อย่างไรก็ตาม
ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนมาก ซึ่งมากกว่ากึ่งหนึ่งไม่เห็นว่า BIM มีประโยชน์
ต่อการลดการเปลี่ยนแปลงของงบประมาณ และลดเวลาการก่อสร้าง
การที่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนมากเห็นด้วยต่อประโยชน์ของ BIM ใน
เกือบทุกข้อนั้น แสดงให้เห็นว่าผู้ตอบแบบสอบถามมีความเข้าใจต่อ
ประโยชน์ของ BIM
4.1.3 ส่วนที่ 3 แนวทางการผลักดันให้มีการใช้ BIM
ความคิดเห็นในส่วนนี้ จะเป็นความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถาม
ทั้งหมด จานวน 200 คน ต่อแนวทางการผลักดันให้มีการใช้ BIM ในวิธีการ
ต่าง ๆ ซึ่งมีผลคะแนนเฉลี่ยในตารางที่ 4
จากตารางที่ 2 สามารถสรุปได้ว่าผู้ตอบแบบสอบถามเห็นด้วยมากที่สุด
สามอันดับแรกคือ ข้อ 5) เพิ่มทักษะให้กับบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ข้อ 4) ออก
มาตรฐาน BIM และวารสารวิชาการ และข้อ 6) ให้บริษัทหรือหน่วยงาน
ตารางที่ 3 คะแนนความคิดเห็นต่อสาเหตุปัจจัยที่ใช้ BIM ในการทางาน
ข้อ สาเหตุที่ใช้ BIM ในการทางาน
จานวนความคิดเห็นในแต่ละระดับความเห็น
คะแนน
เฉลี่ย
1
เห็นด้วย
น้อยที่สุด
2
เห็นด้วย
น้อย
3
เห็นด้วย
ปานกลาง
4
เห็นด้วย
มาก
5
เห็นด้วย
มากที่สุด
1
ปัจจัยด้านการกาจัดข้อผิดพลาด
BIM สามารถแก้ไขปัญหาความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากระบบการ
ก่อสร้างเดิมด้วยแบบก่อสร้างสองมิติได้ อาทิ การขัดกันเองของ
แบบก่อสร้างหรือเอกสารงานก่อสร้างที่เกิดจากความผิดพลาดใน
การวาดแบบหรือการจัดทารายละเอียดงานก่อสร้าง
0 1 5 10 13 4.21
2
ปัจจัยด้านการใช้งานและประโยชน์ที่ได้รับ
BIM สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการดาเนินโครงการก่อสร้างได้
มากกว่าเดิม อาทิ ลดปัญหาที่เกิดจากการประสานงานภาคสนาม
หรือสามารถเพิ่มเติมข้อมูลที่เกี่ยวข้องในการก่อสร้างได้อีกด้วย
เช่นข้อมูลด้านการขนส่ง ข้อมูลเฉพาะของวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น
0 0 5 10 14 4.31
3
ปัจจัยด้านเวลาและงบประมาณ
BIM สามารถลดเวลาการออกแบบ ลดเวลาคานวณปริมาณงาน
การร้องขอข้อมูลลดลงเนื่องจากความชัดเจนของแบบ ลดปัญหา
การก่อสร้างผิดแบบซึ่งจะต้องทุบและสร้างใหม่ โดยจะส่งผลต่อ
ต้นทุนในการก่อสร้างด้วย
0 3 4 8 14 4.14
5
85
72
80
60
42
70
88
47
56
0 10 20 30 40 50 60 70 80 90 100
1. การก่อสร้างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น
2. ควบคุมมูลค่าโครงการได้ง่าย
3. แบบก่อสร้างมีคุณภาพดีขึ้น
4. ทาให้บริการลูกค้าได้ง่าย
5. ลดการเปลี่ยนแปลงของงบประมาณ
6. ประมาณราคาได้ถูกต้องแม่นยา
7. ลดปัญหาความขัดแย้งจากแบบก่อสร้าง
8. ลดเวลาการก่อสร้าง
9. ควบคุมคุณภาพงานได้
รูปที่ 1 แผนภูมิแท่งร้อยละความคิดเห็นต่อประโยชน์ในการทางานของ BIM
ตารางที่ 4 คะแนนความคิดเห็นต่อแนวทางการผลักดันให้มีการใช้ BIM
ข้อ แนวทางการผลักดันให้มีการใช้ BIM
จานวนความคิดเห็นในแต่ละระดับความเห็น
คะแนน
เฉลี่ย
1
เห็นด้วย
น้อยที่สุด
2
เห็นด้วย
น้อย
3
เห็นด้วย
ปานกลาง
4
เห็นด้วย
มาก
5
เห็นด้วย
มากที่สุด
1 ให้รัฐตั้งศูนย์หรือคณะกรรมการศึกษาและวางแผน 18 17 54 69 42 3.50
2 ให้รัฐตั้งหน่วยงานดูแลรับผิดชอบ 20 19 61 65 35 3.38
3 ออกกฎกระทรวงบังคับใช้ 33 29 69 46 23 2.99
4 ออกมาตรฐาน BIM และวารสารวิชาการ 7 13 37 76 67 3.92
5 เพิ่มทักษะให้กับบุคลากรที่เกี่ยวข้อง 5 3 25 82 85 4.20
6 ให้บริษัทหรือหน่วยงานชั้นนาใช้ BIM ก่อน 11 11 51 77 50 3.72
7 บังคับการเรียน BIM ในมหาวิทยาลัย 8 23 57 60 52 3.63
ชั้นนาใช้ BIM ก่อน ตามลาดับ และไม่เห็นด้วยที่สุดคือ ข้อ 3) การออก
กฎกระทรวงบังคับใช้
4.1.4 ข้อเสนอแนะต่อแนวทางการผลักดันให้มีการใช้ BIM
จากข้อเสนอแนะของผู้ตอบแบบสอบถาม สามารถสรุปได้เป็น 3
ประเด็น คือการเพิ่มการอบรมให้ความรู้มากขึ้น ราคาซอฟต์แวร์ควรมีราคา
ถูกลง และภาคเอกชนควรเป็นผู้ใช้ก่อน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
การเพิ่มการอบรมให้ความรู้มากขึ้น ผู้ตอบแบบสอบถามเสนอแนะว่า
ควรมีการจัดอบรมให้ความรู้ในเรื่อง BIM และตัวโปรแกรมให้มากขึ้น และ
ครอบคลุมต่อผู้ที่เกี่ยวข้องในสาขาอาชีพทั้งหมด โดยควรสอนจนเป็นที่
ยอมรับในอุตสาหกรรมก่อสร้างก่อนแล้วจะแพร่หลายเอง และประเทศไทย
ควรมีการนาเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้อย่างจริงจังได้แล้ว
ราคาซอฟต์แวร์ควรมีราคาถูกลง ปัจจุบันอุปสรรคในการเข้าถึง BIM คือ
ราคาซอฟต์แวร์หรือตัวโปรแกรมที่มีราคาสูง ทาให้บริษัทขนาดไม่ใหญ่มาก
ไม่กล้าที่จะลงทุนซื้อมาใช้เพราะเกรงว่าจะไม่คุ้มทุน และนอกจากนี้ควรมี
การแจกซอฟต์แวร์ฟรีให้กับทุกคน โดยเฉพาะบุคคลในอุตสาหกรรมก่อสร้าง
ได้ใช้ เพื่อให้เกิดการแพร่หลายและส่งผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ภาคเอกชนควรเป็นผู้ใช้ก่อน ผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่าบริษัทเอกชน
ชั้นนาควรเป็นตัวอย่างนาระบบ BIM ไปใช้ก่อนในประเทศไทย แล้ว
องคาพยพต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง จะมีการใช้ระบบ BIM ตามเอง
และไม่ควรให้มีการบังคับหรือออกกฎหมายบังคับใช้ในภาครัฐ
4.2 ผลการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ
4.2.1 ความเห็นต่อการใช้ BIM ในประเทศไทย
ผู้ทรงคุณวุฒิต่างเห็นด้วยกับการให้มีการใช้ BIM ในประเทศไทย
เนื่องจากคิดว่า BIM จะมีประโยชน์มากที่สุดในบรรดาระบบที่มีในปัจจุบันนี้
โดยต้องเน้นให้มีคนใช้เป็นจานวนมาก (Mass Using) เพราะ BIM เป็นระบบ
เพื่อการสื่อสารจึงต้องอาศัยการสื่อสารร่วมกัน และต้องมีคนได้ใช้และเข้าใจ
จานวนมากจึงจะสัมฤทธิ์ผล แต่ BIM มักจะเริ่มถูกใช้โดยผู้ออกแบบ จึงต้อง
ระวังการนาไปใช้ต่อ กล่าวคือหากผู้ออกแบบทาการออกแบบไว้ไม่ดี ไม่
ละเอียด หรือออกแบบไว้หยาบ ๆ ก็จะทาให้การคานวณประมาณหรือราคา
การนาไปก่อสร้างจริง มีปัญหาต่อเนื่องกันไปหมด และควรต้องมีการ
ปรับปรุงให้สามารถแทรกข้อมูลลงไปได้เพิ่มขึ้นอีก อาทิ ข้อมูลในช่วงประมูล
ช่วงก่อสร้าง เพื่อจะให้ทุกอย่างเชื่อมโยงกันได้หมด
4.2.2 ความเห็นต่อการผลักดัน BIM ในประเทศไทย
ผู้ทรงคุณวุฒิเห็นว่าเจ้าของโครงการ (Owner) ควรเป็นผู้ผลักดันให้นา
BIM มาใช้กับงานของตน ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ต่อเจ้าของโครงการเอง โดย
อาจจะเป็นเจ้าของโครงการในรูปของหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนก็ได้ ซึ่งก็
คือการบังคับให้ผู้ออกแบบของตนใช้ BIM จะเป็นการบังคับให้ทั้งองคาพยพ
โครงการก่อสร้างนั้นใช้ BIM เองโดยอัตโนมัติ
อีกแนวทางหนึ่งคือการเพิ่มทักษะให้กับบุคลากรต่าง ๆ โดยเฉพาะใน
อุตสาหกรรมก่อสร้าง ได้รู้จัก BIM และทราบถึงลักษณะรวมถึงประโยชน์
ของ BIM เพื่อสร้างแรงจูงใจในการใช้งาน นอกจากนี้เพื่อให้สามารถเผยแพร่
และศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรม ควรออกมาตรฐานเกี่ยวกับ BIM หรือทา
ตัวอย่างการใช้ BIM ให้คนทั่วไปได้เห็นเป็นตัวอย่าง ซึ่งแนวทางเหล่านี้
ผู้ทรงคุณวุฒิเห็นว่าจะสามารถผลักดันให้มีการใช้ BIM อย่างแพร่หลายใน
ประเทศไทยได้
สาหรับแนวทางที่ผู้ทรงคุณวุฒิเห็นว่าไม่ควรดาเนินการ คือการตรา
กฎหมายออกมาบังคับใช้ เพราะอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท
ซอฟแวร์ แต่เห็นควรให้มีการพัฒนากฎหมายเชิงวิชาชีพ คือการออกเป็น
มาตรฐานของวิชาชีพ (Code of Practice) สาหรับการบริหารงานก่อสร้าง
แทน และไม่จาเป็นต้องบรรจุไว้ในหลักสูตรการเรียนมหาวิทยาลัย แต่ควรมี
การแนะนาระบบ BIM ในเบื้องต้นก็เพียงพอ เพื่อที่จะสามารถนาไป
ประยุกต์ใช้ได้ต่อไป โดยสามารถฝึกฝนเพิ่มเติมได้เมื่อเข้าทางาน
6
4.2.3 ข้อเสนอแนะ
ผู้ทรงคุณวุฒิเห็นควรให้มีการพัฒนาปรับปรุงซอฟแวร์ของ BIM ให้
สามารถเป็นประโยชน์ต่อการก่อสร้างได้มากขึ้น โดยให้เพิ่มข้อมูลด้านความ
ปลอดภัยและการสื่อสาร เพราะเป็นปัจจัยหลักของการบริหารโครงการที่
สาคัญในปัจจุบันนี้ นอกจากนี้ควรมีการปรับปรุงให้โปรแกรมสามารถทา
รายละเอียดในเชิงลึกได้ เช่นการวิเคราะห์หาปริมาณงานที่ยากต่อการ
คานวณได้ อาทิ การคานวณปริมาณไม้แบบ หรือนั่งร้านที่ต้องใช้
สาหรับปัญหาราคาซอฟต์แวร์ของ BIM ที่มีราคาค่อนข้างสูงส่งผลให้
บริษัททั่วไปสามารถเข้าถึงได้ยากเนื่องจากเกรงว่าจะไม่คุ้มทุนนั้น อาจต้อง
ทาการแก้ไขด้วยการให้สภาวิชาชีพหรือองค์กรทางวิชาชีพเข้ามามีบทบาท
ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้บริษัทหรือบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
และหากมีผู้เข้าใจและสามารถทาได้อย่างแพร่หลายแล้ว ก็จะสามารถใช้
ซอร์ฟแวร์ได้อย่างคุ้มทุนเอง เนื่องจากไม่ต้องเสียเวลาให้พนักงานในบริษัท
ฝึกใช้งานหรือต้องให้พนักงานไปอบรมการใช้งานอีก
5. สรุปผลการศึกษา
ปัจจุบันประเทศไทยเริ่มมีการใช้ BIM ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการก่อสร้าง
ใหม่ ในสถาบันหรือบริษัทชั้นนาของประเทศจานวนน้อยส่วนหนึ่งเท่านั้น มี
วัตถุประสงค์เพื่อช่วยในการปรับปรุงและแก้ไขปัญหาที่เกิดจากแบบ
ก่อสร้างสองมิติ ให้มีประสิทธิภาพและประโยชน์มากขึ้น โดยเฉพาะการ
กาจัดข้อผิดพลาดและการขัดแย้งกันที่เกิดขึ้นจากแบบก่อสร้างสองมิติ
รวมถึงสามารถลดระยะเวลาในการก่อสร้างและสามารถประหยัด
งบประมาณได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม พบว่าในปัจจุบันผู้ที่เกี่ยวข้องกับ
อุตสาหกรรมก่อสร้างส่วนมาก ยังไม่รู้จักและไม่สามารถใช้ BIM ได้
เนื่องจากการเข้าไม่ถึง BIM เพราะซอฟต์แวร์ที่มีราคาสูงซึ่งอาจไม่คุ้มทุน
และขาดการเผยแพร่ความรู้ในวงกว้างในอุตสาหกรรมก่อสร้าง
เนื่องจากข้อจากัดการเข้าถึง BIM ดังกล่าว จึงต้องทาการผลักดัน BIM
ให้เกิดการใช้งานอย่างค่อยเป็นค่อยไปในหลายแนวทางพร้อมกัน คือ
1) เพิ่มทักษะและให้ความรู้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมก่อสร้าง โดย
สถาบันการศึกษา บริษัทเจ้าของซอฟต์แวร์หรือสถาบันทางวิชาชีพต้องจัด
อบรมให้ความรู้ความเข้าใจต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมก่อสร้าง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ออกแบบและผู้รับเหมาซึ่งจะเป็นผู้ใช้ BIM โดยตรง ซึ่ง
หากมีการให้ความรู้อย่างแพร่หลายแล้ว เทคโนโลยีนี้ก็จะเป็นที่นิยมใน
วงการอุตสาหกรรมก่อสร้างอย่างแน่นอน 2) ออกมาตรฐานหรือสร้าง
ต้นแบบให้เกิดตัวอย่างการใช้งาน โดยการสร้างตัวอย่างการใช้ BIM เพื่อ
เป็นกรณีศึกษา และออกมาตรฐานการก่อสร้างที่เกี่ยวกับ BIM (Code of
Practice) จะเป็นการช่วยประชาสัมพันธ์เผยแพร่ให้ผู้ที่สนใจ มีความเข้าใจ
ระบบ BIM มากยิ่งขึ้น และเป็นการแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่จะได้รับจาก
การใช้ BIM และ 3) ให้บริษัทหรือผู้ออกแบบที่มีความพร้อมเป็นผู้ริเริ่มใช้
BIM ก่อน โดยสถาบันชั้นนาที่มีความพร้อมด้านบุคลากรที่สามารถใช้ BIM
ได้ และสามารถสร้างความคุ้มทุนในการลงทุน เริ่มใช้ BIM ก่อน โดย
เฉพาะตัวผู้ออกแบบสิ่งก่อสร้าง ซึ่งจะเป็นการบังคับให้มีการส่งพนักงานไป
อบรมและตื่นตัวในวงการอุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นอย่างมาก และ
ผู้รับเหมาที่รับงานก่อสร้างจากผู้ออกแบบที่ใช้ BIM ก็จะต้องมีการปรับตัว
ไปในทางเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตาม แนวทางที่ไม่ควรใช้เป็นวิธีการผลักดัน
เป็นอย่างมากในประเทศไทยคือการตรากฎหมายบังคับใช้ เพราะประเทศ
ไทยยังไม่มีความพร้อมในด้านศักยภาพของบุคลากรในการใช้โปรแกรม
และการเข้าไม่ถึงซอฟต์แวร์เนื่องจากมีราคาสูง
นอกจากนี้สภาวิชาชีพหรือสถาบันทางวิชาชีพควรพัฒนาซอฟต์แวร์
BIM ขึ้นมาใช้ แล้วจาหน่ายในราคาไม่สูงมากหรือแจกซอฟต์แวร์นั้นให้กับผู้
ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมก่อสร้างได้มีโอกาสเข้าถึงได้ โดยจะเป็น
ประโยชน์ต่อบริษัทที่ไม่กล้าซื้อซอฟต์แวร์ราคาแพงมาใช้เนื่องจากกลัวการ
ไม่คุ้มทุน และควรมีการพัฒนาซอฟต์แวร์ BIM ให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
อาทิ การเพิ่มข้อมูลด้านความปลอดภัยในสถานที่ก่อสร้าง หรือสามารถ
คานวณปริมาณงานให้ครอบคลุมต่อการใช้งานมากขึ้น เช่นการคานวณ
ปริมาณไม้แบบหรือนั่งร้านที่ใช้ ซึ่งหากทาได้จะเป็นเทคโนโลยีที่เป็น
ประโยชน์ต่อการก่อสร้างในอนาคตต่อไปอย่างมาก
กิตติกรรมประกาศ
การศึกษานี้ได้รับความอนุเคราะห์ในการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จาก
คณะอนุกรรมการบริหารงานก่อสร้าง ในคณะกรรมการวิชาการสาขา
วิศวกรรมโยธา วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
เอกสารอ้างอิง
[1] สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ.
รายได้ประชาชาติของประเทศไทย พ.ศ. 2556 แบบปริมาณลูกโซ่.
ผู้แต่ง, กรุงเทพฯ, 2558.
[2] Azhar S., Hein, M. and Sketo, B. Building Information
Modeling (BIM): Benefits, Risks and Challenges. Thesis,
Auburn University, Auburn, n.d.
[3] ธณัชชา สุขขี. การศึกษาการเลือกใช้ แบบจาลองข้อมูลอาคาร
สาหรับอุตสาหกรรมก่อสร้างในประเทศไทย. ปริญญานิพนธ์
มหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศิลปากร, กรุงเทพฯ, 2554.
[4] Eastman C., Fisher D., Lafue G., Lividini J., Stoker D. and
Yessios C. An Outline of the Building Description System.
Institute of Physical Planning, Carnegie-Mellon University,
Pittsburgh, 1974, Research Report No.50, pp. 1-23.
[5] Smith D. (2007). An Introduction to Building Information
Modeling (BIM). Journal of Building Information Modeling,
12-14.
[6] McGraw-Hill Construction Research and Analytics. The
business value of BIM getting building information
modeling to the bottom line. McGraw-Hill Construction,
USA, 2009.
[7] Malleson, A. (2013). BIM Survey: Summary of findings.
National BIM Report 2013, 8-15.
[8] Cabinet Office. Government Construction Strategy. Author,
London, 2011.
[9] Cabinet Office. Government Construction Strategy One Year
On Report and Action Plan Update. Author, London, 2012.
[10] Wong, A. K. D., Wong, F. K. W. & Nadeem, A. (2010) Attributes
of Building Information Modelling Implementations in
Various Countries. Architectural Engineering and Design
Management, 6:4, 288-302.
[11] Building and Construction Authority. Technology Adoption:
Building Information Model (BIM) Fund (ENHANCED),
Singapore, 2014. See http://www.bca.gov.sg/BIM/bimfund.
html for further details. Accessed 13/01/2014.
[12] กระทรวงมหาดไทย. (2528). กฎกระทรวง ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2528)
ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522. ราช
กิจจานุเบกษา, เล่ม 102 ตอนที่ 58. 10 พฤษภาคม 2528, หน้า
28-38.
[13] สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์. คู่มือมาตรฐานการ
เขียนแบบก่อสร้าง ฉบับ 2549. ผู้แต่ง, ม.ป.ท., ม.ป.ป

504-CEM.pdf

  • 1.
    การประชุมวิชาการวิศวกรรมโยธาแห่งชาติ ครั้งที่ 20The 20th National Convention on Civil Engineering วันที่ 8-10 กรกฎาคม 2558 จ. ชลบุรี 8-10 July 2015, Chonburi, THAILAND 1 การใช้งานและแนวทางการผลักดัน Building Information Modeling (BIM) ในประเทศไทย Building Information Modeling (BIM): Using and Adoption Pathways in Thailand สุพฤทธิ์ ตั้งพฤทธิ์กุล1,* และ ณัฐวุฒิ สวัสดิ์สุข1 1 ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ บทคัดย่อ ปัจจุบันอุตสาหกรรมก่อสร้างในประเทศไทยเริ่มนาระบบ Building Information Modeling (BIM) มาใช้ โดยคานึงถึงประโยชน์ที่ได้รับ อาทิ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารของแบบก่อสร้าง ลดระยะเวลาและ งบประมาณในการก่อสร้าง เป็นต้น แต่ทั้งนี้ระบบดังกล่าวยังไม่เป็นที่ แพร่หลาย บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้งาน BIM ในปัจจุบัน และแนวทางการผลักดันการใช้ BIM ในประเทศไทยให้แพร่หลายขึ้น โดยได้ ศึกษาจากการสารวจและสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมก่อสร้าง พบว่าในปัจจุบันบริษัทชั้นนาของไทยเริ่มใช้ BIM กับโครงการก่อสร้างบ้าง แล้ว และพบว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมก่อสร้างส่วนใหญ่โดยเฉพาะ วิศวกรยังไม่รู้จักและไม่เคยใช้ BIM ซึ่งอาจเป็นเพราะว่าซอฟต์แวร์ของ BIM มีราคาสูงทาให้ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน และการเผยแพร่ความรู้ในเรื่องนี้ยังไม่ ทั่วถึงและมากพอในประเทศไทย ในส่วนของแนวทางการผลักดันการใช้ BIM ในไทย พบว่าควรเพิ่มทักษะให้กับบุคลากรด้านการก่อสร้างโดยเฉพาะ ผู้ออกแบบและวิศวกร รวมถึงทาการสร้างตัวอย่างหรือทาต้นแบบมาตรฐาน ไว้เป็นกรณีศึกษา และให้บริษัทชั้นนาที่มีความพร้อมเป็นผู้เริ่มใช้ก่อนโดย เฉพาะงานออกแบบ ซึ่งควรจะดาเนินการทั้งสามแนวทางไปพร้อมกัน แต่ อย่างไรก็ตามพบว่าไม่ควรมีการตราข้อกาหนดมาบังคับใช้ เนื่องจากปัจจุบัน ผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมก่อสร้างยังไม่สามารถปฏิบัติตามได้ คาสาคัญ: Building Information Modeling (BIM), วิศวกรรมบริหารงาน ก่อสร้าง, อุตสาหกรรมก่อสร้างไทย Abstract Nowadays, a Building Information Modeling (BIM) have been initiated to use in Thailand construction industry because of advantages, such as increasing construction drawings inter- pretation as well as reducing time and budget of a construction project. However, BIM has not been being used widely. This paper aims to reach recent BIM using and explore BIM adoption pathways in Thailand. Both questionnaires and interviews from involved persons in the construction industry are used to study in this research. The study illustrates that leading construction companies have initiated to use BIM in a construction project. Moreover, a lot of involved persons, especially engineers, do not know and have never used BIM according to high investment for BIM software as well as not widespread publicity in Thailand, probably. The further study of adoption pathways is found that the suitable adoption pathways should be training to construction human resource, particularly designers and engineers. Showing the successful case studies as well as using by designers from the leading companies should be the suitable adoption pathways as well. On the other hand, rules enforcement should not be used for the pathway because involved persons are not capable to follow the rules recently. Keywords: Building Information Modeling (BIM), Construction Management, Thailand Construction Industry 1. บทนา อุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีมูลค่าสูง โดยในปี พ.ศ. 2556 มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศกว่า 345,955 ล้านบาท [1] อันมีส่วนสาคัญในการพัฒนาประเทศ ทั้งด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ของรัฐและด้านเศรษฐกิจ ซึ่งทาให้เกิดการจ้างงานและการค้าขายสินค้า อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องเป็นปริมาณมาก โดยทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนมี แนวโน้มที่จะลงทุนในอุตสาหกรรมก่อสร้างนี้ค่อนข้างสูงขึ้น อันเนื่องมาจาก นโยบายประชานิยมของรัฐและการขยายธุรกิจในภาคเอกชนเพื่อรองรับการ เปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปลายปี พ.ศ. 2558 แต่อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมก่อสร้างได้สร้างขยะเพิ่มมากขึ้น จากการทาลายรื้อถอน สิ่งก่อสร้างที่ส่วนหนึ่งมาจากการก่อสร้างที่ผิดไปจากแบบรูปรายการ อันเกิด จากความไม่เข้าใจหรือเข้าใจผิดในแบบก่อสร้างนั้น ทาให้กระทบต่อ สิ่งแวดล้อมและส่งผลเสียต่อสุขภาพและการดาเนินชีวิตของประชาชนทั่วไป โดยเพื่อเป็นการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ และแก้ไขปัญหา ขยะที่เพิ่มมากขึ้นในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ปัจจุบันในประเทศที่พัฒนาแล้วได้ มีการนาเทคโนโลยีที่เรียกว่า Building Information Modeling (BIM) ซึ่ง เป็นระบบแบบก่อสร้างที่ประกอบด้วยข้อมูลมากกว่าสามมิติ มาใช้ใน อุตสาหกรรมก่อสร้าง โดยจะสามารถลดต้นทุนและเวลาในการก่อสร้าง ลด ปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากการไม่ชัดเจนหรือไม่เข้าใจกันระหว่างผู้รับเหมาและ * ผู้เขียนผู้รับผิดชอบบทความ (Corresponding author) E-mail address: suparit_t@cmu.ac.th
  • 2.
    2 ผู้ออกแบบได้ นอกเหนือจากนี้ ยังสามารถลดขยะจากการก่อสร้างซึ่งเป็น หนึ่งในสาเหตุของปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย[2-3] การนาระบบ BIM มาใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้างของไทย จะสร้าง ประโยชน์ให้กับอุตสาหกรรมก่อสร้างทั้งในด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ดังที่ได้กล่าวมา จึงจะศึกษาถึงการใช้งานระบบ BIM ของไทยในปัจจุบัน และแนวทางในการริเริ่มใช้หรือผลักดันให้มีการใช้ BIM ในประเทศไทย 2. ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 Building Information Modeling (BIM) Eastman และคณะ ได้เสนอระบบอธิบายข้อมูลก่อสร้าง (Building Description System, BDS) ในปี ค.ศ. 1974 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการพูดถึง ระบบที่รวบรวมข้อมูลการก่อสร้างทั้งหมด ทั้งด้านกายภาพ หน้าที่ และ ข้อมูลอื่น ๆ มารวมกันชิ้นเดียว ซึ่งทาให้แบบก่อสร้างมีมากกว่า 2 มิติ หรือ มากกว่า 3 มิติ อันได้รวมมิติของราคา ปริมาณ และอื่น ๆ ไว้ด้วย เป็นต้น โดยอาจกล่าวได้ว่าระบบอธิบายข้อมูลก่อสร้าง (Building Description System, BDS) เป็นแนวความคิดต้นแบบของ BIM [4] Building Information Modeling (BIM) เป็นระบบจาลองข้อมูลการ ก่อสร้าง ที่รวบรวมข้อมูลข้อมูลเชิงกายภาพ คือกว้าง ยาวและสูง และข้อมูล เชิงอื่น เช่น เวลาการก่อสร้างและราคา ซึ่งเป็นมิติที่เพิ่มเติมขึ้นมาอีก โดยจะ สามารถดึงเอาข้อมูลออกมาจากระบบในรูปของปริมาณวัสดุ ลาดับการ ก่อสร้าง และข้อมูลอื่น ๆ ที่จาเป็นต่อการก่อสร้างได้ [5] ประโยชน์ที่สาคัญในการนา BIM มาใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง คือ สามารถสร้างแบบที่เป็นตัวแทนสามมิติของอาคารที่บูรณาการข้อมูลต่าง ๆ ไว้ได้ โดยศูนย์บูรณาการวิศวกรรมแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University Center for Integrated Facilities Engineering, CIFE) ได้ ศึกษาประโยชน์ในการใช้ BIM จาก 32 โครงการก่อสร้าง พบว่า BIM สามารถลดการเปลี่ยนแปลงงบประมาณได้มากกว่าร้อยละ 40 สามารถ ประมาณราคาก่อสร้างได้แม่นยาไม่เกินร้อยละ 3 สามารถลดเวลาการ ประมาณราคาก่อสร้างลงมากกว่าร้อยละ 80 สามารถลดปัญหาความขัดแย้ง จากแบบได้มากกว่าร้อยละ 10 และสามารถลดเวลาดาเนินโครงการได้ มากกว่าร้อยละ 7 [2] ธณัชชา สุขขี ได้ศึกษาการเลือกใช้ BIM สาหรับอุตสาหกรรมก่อสร้างใน ประเทศไทย พบว่าการเลือกใช้ BIM เกิดจากความต้องการลดข้อผิดพลาด และลดรายการค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง โดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะได้รับ ประโยชน์ร่วมกัน อาทิ ทาให้การประสานงานเฉพาะหน้าลดลงเนื่องจาก ความชัดเจนของแบบก่อสร้างที่มากขึ้น นอกจากนี้พบว่า BIM สามารถลด เวลาในการวาดแบบน้อยลง ทาให้สามารถใช้เวลาที่เหลือสร้างสรรค์ ออกแบบสิ่งก่อสร้างได้มากขึ้น และในการทางานมีการร้องขอข้อมูลเพิ่ม น้อยลงเพราะความชัดเจนของแบบก่อสร้าง นอกจากนี้ยังสามารถลด งบประมาณและประหยัดเวลาก่อสร้างได้อีกด้วย [3] ส่วนการศึกษาของ McGraw-Hill Construction Research and Analytics พบว่าปัจจัยที่ กลุ่มตัวอย่างใช้ BIM นั้น มีหลายปัจจัยด้วยกัน ทั้งนี้สามารถสรุปแบ่งได้เป็น 3 ด้านคือ ด้านการกาจัดข้อผิดพลาด ด้านการใช้งานและประโยชน์ที่ได้รับ และด้านเวลาและงบประมาณ [6] ในประเทศไทย บริษัทออกแบบและรับเหมาก่อสร้างส่วนมากรู้จักและมี ความเข้าใจว่า BIM คือระบบการจัดการอาคารผ่านกระบวนการของ ซอฟต์แวร์สามมิติซึ่งตรงกับนิยามที่ได้ศึกษา โดยในบริษัทออกแบบจะมี ความตื่นตัวมากกว่าบริษัทรับเหมาก่อสร้างทั้งด้านความเข้าใจและปริมาณ การใช้งาน และพบว่าในบริษัทออกแบบและรับเหมาก่อสร้างส่วนใหญ่มีการ ใช้ BIM เพื่อช่วยในการวาดแบบจาลองสามมิติและใช้ในการนาเสนอผลงาน โดยทั้งสององค์กรต่างก็ให้ความสนใจในประโยชน์ของ BIM ที่มีผลต่อ อุตสาหกรรมก่อสร้าง [3] ในต่างประเทศ ทุกภูมิภาคมีความตื่นตัวและเริ่มมีการใช้ BIM มากขึ้น โดยได้มีการศึกษา วางแนวทางการพัฒนาและผลักดันให้เกิดการใช้ BIM อย่างจริงจัง ซึ่งส่วนมากมีการตั้งหน่วยงานของภาครัฐมาทาหน้าที่ดูแล ประกอบกับการผลักดันในภาคเอกชน อาทิ สหราชอาณาจักร มีการตั้ง คณะกรรมการสารสนเทศโครงการก่อสร้าง (Construction Project Information Committee, CPIC) มาทาหน้าที่จัดทาแนวทางก่อสร้าง ต้นแบบ (Best Practice Guidance) ให้เป็นแนวทางสาหรับโครงการ ก่อสร้างทั่วไป ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากสถาบันชั้นนาของประเทศ นอกจากนี้ราชสถาปัตยกรรมสถานแห่งอังกฤษ (Royal Institute of British Architects, RIBA) ได้วิจัยเกี่ยวกับการนา BIM มาใช้พบว่าในปี ค.ศ. 2013 มีการใช้ BIM ในโครงการก่อสร้างของประเทศกว่าร้อยละ 39 แล้ว [7] โดย รัฐบาลมีการจัดทาแผนกลยุทธ์เฉพาะ และกาหนดให้มีการใช้ BIM ทั้งหมด ในปี ค.ศ. 2016 [8-9] ในสหรัฐอเมริกา มีการออกมาตรฐาน BIM แห่งชาติ และวารสารวิชาการ (Journal of Building Information Modeling) ขึ้นมาโดยเฉพาะ โดยสถาบันวิทยาศาสตร์การก่อสร้างแห่งชาติ (National Institute of Building Sciences, NIBS) และมีการบังคับให้ใช้ BIM ในการ ออกแบบอาคารบางประเภทแล้ว ในปี ค.ศ. 2009 อุตสาหกรรมกว่าครึ่งใน สหรัฐอเมริกาได้ใช้ BIM หรือใช้เครื่องมือที่เกี่ยวกับ BIM แล้ว นอกจากนี้ องค์การบริหารกลาง (General Service Administration, GSA) ได้สาธิต การใช้ระบบ BIM เพื่อเป็นตัวอย่างให้คนทั่วไปเห็นถึงแนวทางการนา BIM มาใช้ได้จริงอีกด้วย [10] และยังมีการวิจัยพบว่ามีการใช้ BIM ในประเทศ เพิ่มมากขึ้นกว่าร้อยละ 75 ภายในระยะเวลา 2 ปี [6] และในสาธารณรัฐ สิงคโปร์ เน้นให้บริษัทชั้นนาหรือบริษัทที่มีศักยภาพเพียงพอเริ่มใช้ BIM ก่อน จากนั้นรัฐจะช่วยในการเพิ่มศักยภาพและทักษะของบุคลากร โดยมี คณะกรรมการการก่อสร้างและอาคาร (Building and Construction Authority, BCA) เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ [10] นอกจากนี้รัฐได้กาหนดเวลา บังคับใช้ BIM แบบค่อยเป็นค่อยไป โดยในปี ค.ศ. 2013 กาหนดให้ใช้ใน แบบงานสถาปัตยกรรม ในปี ค.ศ. 2014 กาหนดให้ใช้ในงานโครงสร้างและ งานระบบ และในปี ค.ศ. 2015 กาหนดให้ใช้ BIM กับทั้งโครงการที่มีพื้นที่ใช้ สอยมากกว่า 5,000 ตารางเมตร [11] โดยในระดับนานาชาติได้มีการร่วมมือ กันจัดตั้ง International Alliance for Interoperability (IAI) ขึ้นในปี ค.ศ. 1994 โดยมีวัตถุประสงค์ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลอุตสาหกรรมก่อสร้าง สร้าง มาตรฐานและปรับปรุงคุณภาพ BIM อีกด้วย [10] 2.2 แบบก่อสร้าง แบบก่อสร้าง คือข้อมูลการก่อสร้างทั้งหมดจัดทาขึ้นโดยผู้ออกแบบ สาหรับให้ผู้ก่อสร้างสามารถก่อสร้างได้ตามที่กาหนด โดยอาจประกอบด้วย แผนผังบริเวณ รายการประกอบแบบ แบบแปลนและรายการคานวณ โดย สามารถแบ่งได้หลายประเภท อาทิ แบบสถาปัตยกรรม แบบวิศวกรรม โครงสร้าง แบบวิศวกรรมสุขาภิบาล เป็นต้น ซึ่งทั่วไปจะพิมพ์หรือเขียนลง บนกระดาษ เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันในแวดวงผู้ใช้แบบก่อสร้าง ได้มีการ กาหนดมาตรฐานของแบบก่อสร้างไว้เพื่อเป็นแนวทางการเขียนแบบก่อสร้าง ในประเทศไทยได้มีการกาหนดมาตรฐานดังกล่าวเฉพาะภาพรวมไว้ใน กฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2528) ออกตามความใน พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ซึ่งกาหนดให้ใช้ตัวเลขและการ คานวณเป็นระบบเมตริก กาหนดมาตราส่วนในการเขียนแบบ กาหนด องค์ประกอบของแบบ เป็นต้น [12] สาหรับมาตรฐานโดยละเอียดนั้นถูก กาหนดโดยสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ เพื่อแนะนาแนวปฏิบัติในการเขียนแบบที่เหมาะสมต่อการใช้งาน อาทิ การ ตั้งชื่อแบบเป็นอักษรหลายหลักที่มีความหมายเฉพาะเจาะจง ทาให้ผู้อ่าน ทราบว่าเป็นแบบที่สื่อถึงสิ่งใด การกาหนดข้อมูลและขนาดของ Title Box
  • 3.
    3 การแบ่งพื้นที่ในการเขียนแบบ เป็นต้น ซึ่งเกิดจากการนามาตรฐาน ต่างประเทศและมาตรฐานอื่นมารวบรวมประกอบกับข้อคิดเห็นของกลุ่ม ทดลองในสมาคมสถาปนิกสยามฯด้วย [13] ธณัชชา สุขขี ได้ศึกษาปัญหาที่เกิดจากแบบก่อสร้าง พบว่าการอ่านแบบ ก่อสร้างผิดพลาด มีสาเหตุมาจากการที่ผู้อ่านแบบไม่มีความรู้ความชานาญ หรือเกิดจากผู้ออกแบบหรือผู้เขียนแบบให้รายละเอียดในแบบน้อยหรือเขียน แบบผิดพลาด ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว ผู้รับเหมามักจะเป็นผู้ประสบและ จะต้องแก้ไขเอง อาจกล่าวได้ว่าปัญหาของแบบก่อสร้างคือการสื่อสารที่ไม่ เข้าใจหรือไม่ตรงกันระหว่างผู้ออกแบบและผู้ก่อสร้างหรือวิศวกร ในการ แก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงต้องมีการพัฒนาระบบแบบก่อสร้างให้มีข้อมูล เพียงพอและสามารถสื่อสารระหว่างผู้ออกแบบไปยังผู้ก่อสร้างให้เข้าใจง่าย และถูกต้อง [3] 3. วิธีการศึกษา 3.1 การสารวจความคิดเห็น การสารวจความคิดเห็นในประเด็นการใช้งานและแนวทางการผลักดัน BIM ในประเทศไทยนั้น ได้ทาการสารวจโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ ในการวัดความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมก่อสร้าง โดยใช้กลุ่ม ตัวอย่างผู้รับเหมา ผู้ออกแบบและวิศวกร มาจากทาเนียบนักศึกษาศิษย์เก่า ที่สาเร็จการศึกษาหลักสูตรวิศวกรรมโยธา ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ สุ่มสารวจผู้รับเหมาและวิศวกรของโครงการก่อสร้างต่าง ๆ ในพื้นที่อาเภอ เมืองเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่างสถาปนิกมาจากนักศึกษาศิษย์เก่าที่สาเร็จ การศึกษาหลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กลุ่ม ตัวอย่างอาจารย์มาจากรายชื่ออาจารย์ในสังกัดสาขาวิชาวิศวกรรมโยธาและ สถาปัตยกรรมศาสตร์ซึ่งสืบค้นจากเว็บไซต์สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ และกลุ่มนักศึกษามาจากนักศึกษาหลักสูตรวิศวกรรมโยธาและหลักสูตร สถาปัตยกรรมศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยใช้การตอบ แบบสอบถามออนไลน์และการตอบจากกระดาษแบบสอบถาม รวมจานวน 200 ตัวอย่าง ซึ่งการตอบแบบสอบถามออนไลน์จะถูกส่งไปยังกลุ่มตัวอย่าง ผ่านจดหมายอิเลคทรอนิกส์ (E-mail) ส่วนบุคคล เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลที่ได้ จะได้รับมาจากกลุ่มตัวอย่างที่ต้องการศึกษา โดยแบบสอบถามประกอบไปด้วยคาถามทั้งหมดจานวน 3 ส่วน โดย คาตอบของคาถามในช่วงแรกจะเป็นตัวกาหนดชุดคาถามในช่วงหลัง เพื่อ สอบถามข้อมูลต่อเนื่องที่มีลักษณะเฉพาะที่ผู้ตอบแบบสอบถามพึงเข้าใจ และสามารถให้ความเห็นหรือตอบได้ ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 ข้อมูลส่วน บุคคลทั่วไป ประกอบด้วย เพศและอาชีพ ซึ่งมีความสาคัญต่อความรู้และ ประสบการณ์ในการใช้ BIM ส่วนที่ 2 ความเข้าใจและการใช้ระบบ BIM เป็นคาถามที่มุ่งสารวจการใช้งาน การรู้จัก โปรแกรมที่ใช้ รวมถึงปัจจัย สาเหตุที่กลุ่มตัวอย่างใช้ BIM ซึ่งได้กล่าวไปในหัวข้อที่ 2.1 นอกจากนี้ยัง ถามถึงประโยชน์ที่คาดคิดของ BIM เพื่อเป็นการประเมินความรู้ และ ประสบการณ์ในการใช้ BIM ว่ามีความเข้าใจต่อระบบ BIM หรือไม่ และ ส่วนที่ 3 แนวทางการผลักดันให้มีการใช้ BIM เป็นคาถามที่มุ่งสารวจ ความเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามในประเด็นว่าควรผลักดันการใช้ BIM ด้วยวิธีการใดในประเทศไทย ซึ่งแต่ละวิธีการได้มาจากกรณีศึกษาที่เกิดขึ้น ในต่างประเทศ พร้อมกับได้ให้คาอธิบายไว้พร้อมกับแบบสอบถามด้วย นอกจากนี้ ในตัวแบบสอบถาม ได้มีการให้ข้อมูลของ BIM ไว้พอสังเขป ซึ่งประกอบไปด้วยความหมาย ประโยชน์ และตัวอย่างซอฟต์แวร์ของ BIM เพื่อให้ผู้ตอบแบบสอบถามสามารถใช้อ้างอิงเปรียบเทียบกับความเข้าใจ ของตนเองขณะก่อนทาแบบสอบถามได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นการป้องกัน ความผิดพลาดในการตอบแบบสอบถาม อันเนื่องมาจากจากความเข้าใจผิด ของผู้ตอบแบบสอบถาม 3.2 การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ การสัมภาษณ์ในประเด็นการใช้งานและแนวทางการผลักดัน BIM ใน ประเทศไทยนั้น ได้สัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศ ไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาหรืออนุกรรมการของ คณะอนุกรรมการบริหารงานก่อสร้าง ในคณะกรรมการวิชาการสาขา วิศวกรรมโยธา จานวน 2 ท่าน ในประเด็นเดียวกับการสารวจความคิดเห็น ในหัวข้อที่ 3.1 คือสัมภาษณ์ข้อมูลความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของ ผู้ทรงคุณวุฒิ ความคิดเห็นว่าควรริเริ่มหรือนามาใช้ในประเทศไทยหรือไม่ และแนวทางผลักดัน BIM ที่ผู้ทรงคุณวุฒิเห็นว่าเหมาะสมที่จะใช้กับประเทศ ไทย โดยการสัมภาษณ์ในส่วนนี้ จะเป็นการสรุปประเด็นความคิดเห็นของผู้ ถูกสัมภาษณ์ต่อการใช้ระบบ BIM ในประเทศไทย และประเด็นความเห็นต่อ การผลักดัน BIM ในประเทศไทย ว่าเห็นควรให้มีการริเริ่มหรือผลักดันใน วิธีการใด ให้เหมาะสมและเป็นไปได้มากที่สุดในประเทศไทย จากนั้นจะเป็น การสรุปข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับ BIM และวิธีการผลักดัน อาจรวมถึง ความคิดเห็นต่อข้อจากัดในการใช้ BIM และข้อเสนอแนะให้มีการเสริมหรือ ปรับปรุง BIM ให้มีประโยชน์ที่มากยิ่งขึ้น 4. ผลการศึกษาและการวิเคราะห์ จากการศึกษาข้อมูลระบบ BIM สรุปได้ว่า BIM เป็นระบบจาลองข้อมูล หลายมิติที่มีความเกี่ยวโยงกันในโครงการก่อสร้างมารวมกัน ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาจากการสื่อสารที่ผิดพลาดหรือไม่เข้าใจระหว่างผู้ออกแบบ และผู้ก่อสร้าง และเพิ่มประสิทธิภาพและประโยชน์ในการก่อสร้างให้ได้มาก ที่สุด โดยพบว่า BIM มีประโยชน์ที่แบ่งเป็นด้านใหญ่ ๆ ได้ 3 ด้าน คือด้าน ลดข้อผิดพลาด ด้านการใช้งาน และด้านงบประมาณและเวลา ปัจจุบันในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ให้ความสาคัญกับการ พัฒนาเทคโนโลยี เช่น สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐสิงคโปร์ ได้มีการวางแผน ศึกษา และดาเนินการพัฒนาและผลักดันให้เกิดการใช้ BIM อย่างจริงจัง โดยในระดับนานาชาติมีการจัดตั้งองค์กรนานาชาติ เพื่อ แลกเปลี่ยนข้อมูลอุตสาหกรรมก่อสร้าง สร้างมาตรฐานและปรับปรุงคุณภาพ BIM รวมทั้งผลักดันให้มีการใช้ BIM ซึ่งมีสมาชิกจากบริษัทอุตสาหกรรม ซอร์ฟแวร์ทั่วทุกภูมิภาคโลก อาทิ อเมริกา ตะวันออกกลาง ยุโรป เอเชีย และออสเตรเลีย โดยในปัจจุบันนี้มีการพัฒนาซอฟต์แวร์ BIM ขึ้นมาใช้เป็น ในลักษณะเฉพาะมากขึ้นอีกด้วย สาหรับแบบก่อสร้าง คือเอกสารข้อมูลการก่อสร้างทั้งหมดที่ผู้ออกแบบ ได้ออกแบบไว้สาหรับถ่ายทอดให้ผู้ก่อสร้าง นาไปใช้ก่อสร้างจริงตามการ ออกแบบ โดยต้องให้ความสาคัญกับกระบวนการทาความเข้าใจกันระหว่าง ผู้ออกแบบและผู้ก่อสร้างเป็นอย่างมาก จึงจะทาให้แบบก่อสร้างมี ประสิทธิภาพมากที่สุด โดยทั่วไปแบบก่อสร้างจะทาด้วยกระดาษ และแยก ออกเป็นส่วน ๆ เช่นแบบโครงสร้างและสถาปัตยกรรม ซึ่งจะมีมาตรฐาน แบบก่อสร้างกาหนดรายละเอียดในการวาดแบบเป็นมาตรฐานสากล อาทิ มาตรฐานการเขียนแบบก่อสร้างของสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรม ราชูปถัมภ์ ปัญหาที่เกิดจากแบบก่อสร้างสองมิติในปัจจุบันนั้น คือปัญหาการ สื่อสารระหว่างผู้ออกแบบและผู้ก่อสร้างที่อาจเข้าใจผิดหรือเข้าใจ คลาดเคลื่อน อันเนื่องมาจากข้อมูลที่ปรากฎในแบบก่อสร้างนั้นไม่ชัดเจน หรือมีข้อผิดพลาด หรือขัดกันเองอันเนื่องมาจากข้อจากัดในการวาดแบบ นอกจากนี้แบบก่อสร้างที่มีความซับซ้อน อาจส่งผลให้ผู้ก่อสร้างยิ่งทาเข้าใจ ได้อยากขึ้นอีกด้วย 4.1 ผลการสารวจความคิดเห็น จากการสารวจความคิดเห็นกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 200 ตัวอย่าง ต่อ คาถาม 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป ส่วนที่ 2 ความเข้าใจ
  • 4.
    4 และการใช้ระบบ BIM และส่วนที่3 แนวทางการผลักดันให้มีการใช้ BIM ใน ประเทศไทย สามารถสรุปผลการสารวจได้ดังนี้ 4.1.1 ส่วนที่ 1 ข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด พบว่ามีเพศชายมากกว่าเพศหญิงกว่า 6 เท่า คือมีเพศชาย 172 คน และเพศหญิง 28 คน เมื่อแบ่งโดยอาชีพ พบว่าเป็น วิศวกรมากที่สุด (ร้อยละ 46.5) และรองลงมาเป็นอาจารย์ (ร้อยละ 16.5) และนอกนั้นเป็นผู้รับเหมา ผู้ออกแบบ วิศวกร สถาปนิก อาจารย์ และ นักศึกษา ซึ่งมีรายละเอียดดังแสดงในตารางที่ 1 ตารางที่ 1 ร้อยละอาชีพของกลุ่มตัวอย่าง อาชีพ จานวนตัวอย่าง ร้อยละ วิศวกร 93 46.5 อาจารย์ 33 16.5 นักศึกษา 30 15.0 ผู้รับเหมา 25 12.5 ผู้ออกแบบ 13 6.5 สถาปนิก 6 3.0 4.1.2 ส่วนที่ 2 ความเข้าใจและการใช้ระบบ BIM 1) การรู้จักและได้ใช้ระบบ BIM พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนมากรู้จัก BIM รวมร้อยละ 54.5 แบ่งเป็น ผู้ที่รู้จักแต่ไม่ได้ใช้ BIM ร้อยละ 40.0 และผู้ที่รู้จักและได้ใช้ BIM ร้อยละ 14.5 โดยมีผู้ไม่รู้จัก BIM มีจานวนร้อยละ 45.5 ดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 ร้อยละการรู้จักและการได้ใช้ BIM ของกลุ่มตัวอย่าง การรู้จักและการได้ใช้ BIM จานวนตัวอย่าง ร้อยละ รู้จักแต่ไม่ได้ใช้ 80 40.0 รู้จักและได้ใช้ 29 14.5 ไม่รู้จัก 91 45.5 2) โปรแกรมระบบ BIM ที่กลุ่มตัวอย่างใช้ในการทางาน โดยสอบถามเฉพาะผู้ที่รู้จักและได้ใช้ BIM จานวน 29 คน ซึ่งสามารถ ตอบได้มากกว่า 1 คาตอบ พบว่าโดยมากมีการใช้โปรแกรม Autodesk Revit มากที่สุด จานวน 17 คน และรองลงมาเป็นโปรแกรม ArchiCAD จานวน 13 คน นอกจากนั้นเป็นโปรแกรม Tekla BIMsight, Bentley Architecture, Allplan, Sketch up, Bentley AutoPlant และ PDMS 3) ปัจจัยสาเหตุที่กลุ่มตัวอย่างใช้ ระบบ BIM ในการทางาน จากการสอบถามเฉพาะผู้ที่รู้จักและได้ใช้ BIM จานวน 29 คน พบว่า ปัจจัยที่เป็นสาเหตุให้กลุ่มตัวอย่างใช้ ระบบ BIM ในการทางานมากที่สุด คือ ปัจจัยด้านการใช้งานและประโยชน์ที่ได้รับ และเห็นว่าปัจจัยด้านการกาจัด ข้อผิดพลาดและปัจจัยด้านเวลาและงบประมาณ เป็นปัจจัยที่เป็นสาเหตุให้ ใช้ระบบ BIM น้อยลงมาตามลาดับ แต่อย่างไรก็ตามจะเห็นว่าคะแนนเฉลี่ย ของทั้ง 3 ปัจจัย ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากและทั้งหมดมีคะแนนเฉลี่ย มากกว่า 4 แสดงให้เห็นว่าผู้ที่รู้จักและได้ใช้ BIM เห็นว่าปัจจัยทั้ง 3 เป็น ปัจจัยสาคัญที่เป็นสาเหตุให้ใช้ระบบ BIM ในการทางานทั้งสิ้น ดังตารางที่ 3 4) ความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างต่อประโยชน์ในการทางานของ BIM สอบถามเฉพาะผู้ที่รู้จักทั้งที่ได้ใช้และไม่ได้ใช้ BIM จานวน 109 คน (ร้อยละ 55 จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด) ซึ่งผู้ตอบแบบสอบถามหนึ่งราย สามารถตอบได้หลายคาตอบหากคิดว่ามีประโยชน์หลายด้าน โดยมีผลการ สารวจคือผู้ตอบแบบสอบถามเกินครึ่งเห็นด้วยต่อประโยชน์ของ BIM ใน เกือบทุกข้อคือประโยชน์ในด้านการก่อสร้างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น ควบคุมมูลค่าโครงการได้ง่าย แบบก่อสร้างมีคุณภาพดีขึ้น ทาให้บริการลูกค้า ได้ง่าย ประมาณราคาได้ถูกต้องแม่นยา ลดปัญหาความขัดแย้งจากแบบ ก่อสร้าง และควบคุมคุณภาพงานได้ ดังรายละเอียดในรูปที่ 1 อย่างไรก็ตาม ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนมาก ซึ่งมากกว่ากึ่งหนึ่งไม่เห็นว่า BIM มีประโยชน์ ต่อการลดการเปลี่ยนแปลงของงบประมาณ และลดเวลาการก่อสร้าง การที่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนมากเห็นด้วยต่อประโยชน์ของ BIM ใน เกือบทุกข้อนั้น แสดงให้เห็นว่าผู้ตอบแบบสอบถามมีความเข้าใจต่อ ประโยชน์ของ BIM 4.1.3 ส่วนที่ 3 แนวทางการผลักดันให้มีการใช้ BIM ความคิดเห็นในส่วนนี้ จะเป็นความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถาม ทั้งหมด จานวน 200 คน ต่อแนวทางการผลักดันให้มีการใช้ BIM ในวิธีการ ต่าง ๆ ซึ่งมีผลคะแนนเฉลี่ยในตารางที่ 4 จากตารางที่ 2 สามารถสรุปได้ว่าผู้ตอบแบบสอบถามเห็นด้วยมากที่สุด สามอันดับแรกคือ ข้อ 5) เพิ่มทักษะให้กับบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ข้อ 4) ออก มาตรฐาน BIM และวารสารวิชาการ และข้อ 6) ให้บริษัทหรือหน่วยงาน ตารางที่ 3 คะแนนความคิดเห็นต่อสาเหตุปัจจัยที่ใช้ BIM ในการทางาน ข้อ สาเหตุที่ใช้ BIM ในการทางาน จานวนความคิดเห็นในแต่ละระดับความเห็น คะแนน เฉลี่ย 1 เห็นด้วย น้อยที่สุด 2 เห็นด้วย น้อย 3 เห็นด้วย ปานกลาง 4 เห็นด้วย มาก 5 เห็นด้วย มากที่สุด 1 ปัจจัยด้านการกาจัดข้อผิดพลาด BIM สามารถแก้ไขปัญหาความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากระบบการ ก่อสร้างเดิมด้วยแบบก่อสร้างสองมิติได้ อาทิ การขัดกันเองของ แบบก่อสร้างหรือเอกสารงานก่อสร้างที่เกิดจากความผิดพลาดใน การวาดแบบหรือการจัดทารายละเอียดงานก่อสร้าง 0 1 5 10 13 4.21 2 ปัจจัยด้านการใช้งานและประโยชน์ที่ได้รับ BIM สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการดาเนินโครงการก่อสร้างได้ มากกว่าเดิม อาทิ ลดปัญหาที่เกิดจากการประสานงานภาคสนาม หรือสามารถเพิ่มเติมข้อมูลที่เกี่ยวข้องในการก่อสร้างได้อีกด้วย เช่นข้อมูลด้านการขนส่ง ข้อมูลเฉพาะของวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น 0 0 5 10 14 4.31 3 ปัจจัยด้านเวลาและงบประมาณ BIM สามารถลดเวลาการออกแบบ ลดเวลาคานวณปริมาณงาน การร้องขอข้อมูลลดลงเนื่องจากความชัดเจนของแบบ ลดปัญหา การก่อสร้างผิดแบบซึ่งจะต้องทุบและสร้างใหม่ โดยจะส่งผลต่อ ต้นทุนในการก่อสร้างด้วย 0 3 4 8 14 4.14
  • 5.
    5 85 72 80 60 42 70 88 47 56 0 10 2030 40 50 60 70 80 90 100 1. การก่อสร้างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น 2. ควบคุมมูลค่าโครงการได้ง่าย 3. แบบก่อสร้างมีคุณภาพดีขึ้น 4. ทาให้บริการลูกค้าได้ง่าย 5. ลดการเปลี่ยนแปลงของงบประมาณ 6. ประมาณราคาได้ถูกต้องแม่นยา 7. ลดปัญหาความขัดแย้งจากแบบก่อสร้าง 8. ลดเวลาการก่อสร้าง 9. ควบคุมคุณภาพงานได้ รูปที่ 1 แผนภูมิแท่งร้อยละความคิดเห็นต่อประโยชน์ในการทางานของ BIM ตารางที่ 4 คะแนนความคิดเห็นต่อแนวทางการผลักดันให้มีการใช้ BIM ข้อ แนวทางการผลักดันให้มีการใช้ BIM จานวนความคิดเห็นในแต่ละระดับความเห็น คะแนน เฉลี่ย 1 เห็นด้วย น้อยที่สุด 2 เห็นด้วย น้อย 3 เห็นด้วย ปานกลาง 4 เห็นด้วย มาก 5 เห็นด้วย มากที่สุด 1 ให้รัฐตั้งศูนย์หรือคณะกรรมการศึกษาและวางแผน 18 17 54 69 42 3.50 2 ให้รัฐตั้งหน่วยงานดูแลรับผิดชอบ 20 19 61 65 35 3.38 3 ออกกฎกระทรวงบังคับใช้ 33 29 69 46 23 2.99 4 ออกมาตรฐาน BIM และวารสารวิชาการ 7 13 37 76 67 3.92 5 เพิ่มทักษะให้กับบุคลากรที่เกี่ยวข้อง 5 3 25 82 85 4.20 6 ให้บริษัทหรือหน่วยงานชั้นนาใช้ BIM ก่อน 11 11 51 77 50 3.72 7 บังคับการเรียน BIM ในมหาวิทยาลัย 8 23 57 60 52 3.63 ชั้นนาใช้ BIM ก่อน ตามลาดับ และไม่เห็นด้วยที่สุดคือ ข้อ 3) การออก กฎกระทรวงบังคับใช้ 4.1.4 ข้อเสนอแนะต่อแนวทางการผลักดันให้มีการใช้ BIM จากข้อเสนอแนะของผู้ตอบแบบสอบถาม สามารถสรุปได้เป็น 3 ประเด็น คือการเพิ่มการอบรมให้ความรู้มากขึ้น ราคาซอฟต์แวร์ควรมีราคา ถูกลง และภาคเอกชนควรเป็นผู้ใช้ก่อน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ การเพิ่มการอบรมให้ความรู้มากขึ้น ผู้ตอบแบบสอบถามเสนอแนะว่า ควรมีการจัดอบรมให้ความรู้ในเรื่อง BIM และตัวโปรแกรมให้มากขึ้น และ ครอบคลุมต่อผู้ที่เกี่ยวข้องในสาขาอาชีพทั้งหมด โดยควรสอนจนเป็นที่ ยอมรับในอุตสาหกรรมก่อสร้างก่อนแล้วจะแพร่หลายเอง และประเทศไทย ควรมีการนาเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้อย่างจริงจังได้แล้ว ราคาซอฟต์แวร์ควรมีราคาถูกลง ปัจจุบันอุปสรรคในการเข้าถึง BIM คือ ราคาซอฟต์แวร์หรือตัวโปรแกรมที่มีราคาสูง ทาให้บริษัทขนาดไม่ใหญ่มาก ไม่กล้าที่จะลงทุนซื้อมาใช้เพราะเกรงว่าจะไม่คุ้มทุน และนอกจากนี้ควรมี การแจกซอฟต์แวร์ฟรีให้กับทุกคน โดยเฉพาะบุคคลในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ได้ใช้ เพื่อให้เกิดการแพร่หลายและส่งผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ภาคเอกชนควรเป็นผู้ใช้ก่อน ผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่าบริษัทเอกชน ชั้นนาควรเป็นตัวอย่างนาระบบ BIM ไปใช้ก่อนในประเทศไทย แล้ว องคาพยพต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง จะมีการใช้ระบบ BIM ตามเอง และไม่ควรให้มีการบังคับหรือออกกฎหมายบังคับใช้ในภาครัฐ 4.2 ผลการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 4.2.1 ความเห็นต่อการใช้ BIM ในประเทศไทย ผู้ทรงคุณวุฒิต่างเห็นด้วยกับการให้มีการใช้ BIM ในประเทศไทย เนื่องจากคิดว่า BIM จะมีประโยชน์มากที่สุดในบรรดาระบบที่มีในปัจจุบันนี้ โดยต้องเน้นให้มีคนใช้เป็นจานวนมาก (Mass Using) เพราะ BIM เป็นระบบ เพื่อการสื่อสารจึงต้องอาศัยการสื่อสารร่วมกัน และต้องมีคนได้ใช้และเข้าใจ จานวนมากจึงจะสัมฤทธิ์ผล แต่ BIM มักจะเริ่มถูกใช้โดยผู้ออกแบบ จึงต้อง ระวังการนาไปใช้ต่อ กล่าวคือหากผู้ออกแบบทาการออกแบบไว้ไม่ดี ไม่ ละเอียด หรือออกแบบไว้หยาบ ๆ ก็จะทาให้การคานวณประมาณหรือราคา การนาไปก่อสร้างจริง มีปัญหาต่อเนื่องกันไปหมด และควรต้องมีการ ปรับปรุงให้สามารถแทรกข้อมูลลงไปได้เพิ่มขึ้นอีก อาทิ ข้อมูลในช่วงประมูล ช่วงก่อสร้าง เพื่อจะให้ทุกอย่างเชื่อมโยงกันได้หมด 4.2.2 ความเห็นต่อการผลักดัน BIM ในประเทศไทย ผู้ทรงคุณวุฒิเห็นว่าเจ้าของโครงการ (Owner) ควรเป็นผู้ผลักดันให้นา BIM มาใช้กับงานของตน ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ต่อเจ้าของโครงการเอง โดย อาจจะเป็นเจ้าของโครงการในรูปของหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนก็ได้ ซึ่งก็ คือการบังคับให้ผู้ออกแบบของตนใช้ BIM จะเป็นการบังคับให้ทั้งองคาพยพ โครงการก่อสร้างนั้นใช้ BIM เองโดยอัตโนมัติ อีกแนวทางหนึ่งคือการเพิ่มทักษะให้กับบุคลากรต่าง ๆ โดยเฉพาะใน อุตสาหกรรมก่อสร้าง ได้รู้จัก BIM และทราบถึงลักษณะรวมถึงประโยชน์ ของ BIM เพื่อสร้างแรงจูงใจในการใช้งาน นอกจากนี้เพื่อให้สามารถเผยแพร่ และศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรม ควรออกมาตรฐานเกี่ยวกับ BIM หรือทา ตัวอย่างการใช้ BIM ให้คนทั่วไปได้เห็นเป็นตัวอย่าง ซึ่งแนวทางเหล่านี้ ผู้ทรงคุณวุฒิเห็นว่าจะสามารถผลักดันให้มีการใช้ BIM อย่างแพร่หลายใน ประเทศไทยได้ สาหรับแนวทางที่ผู้ทรงคุณวุฒิเห็นว่าไม่ควรดาเนินการ คือการตรา กฎหมายออกมาบังคับใช้ เพราะอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท ซอฟแวร์ แต่เห็นควรให้มีการพัฒนากฎหมายเชิงวิชาชีพ คือการออกเป็น มาตรฐานของวิชาชีพ (Code of Practice) สาหรับการบริหารงานก่อสร้าง แทน และไม่จาเป็นต้องบรรจุไว้ในหลักสูตรการเรียนมหาวิทยาลัย แต่ควรมี การแนะนาระบบ BIM ในเบื้องต้นก็เพียงพอ เพื่อที่จะสามารถนาไป ประยุกต์ใช้ได้ต่อไป โดยสามารถฝึกฝนเพิ่มเติมได้เมื่อเข้าทางาน
  • 6.
    6 4.2.3 ข้อเสนอแนะ ผู้ทรงคุณวุฒิเห็นควรให้มีการพัฒนาปรับปรุงซอฟแวร์ของ BIMให้ สามารถเป็นประโยชน์ต่อการก่อสร้างได้มากขึ้น โดยให้เพิ่มข้อมูลด้านความ ปลอดภัยและการสื่อสาร เพราะเป็นปัจจัยหลักของการบริหารโครงการที่ สาคัญในปัจจุบันนี้ นอกจากนี้ควรมีการปรับปรุงให้โปรแกรมสามารถทา รายละเอียดในเชิงลึกได้ เช่นการวิเคราะห์หาปริมาณงานที่ยากต่อการ คานวณได้ อาทิ การคานวณปริมาณไม้แบบ หรือนั่งร้านที่ต้องใช้ สาหรับปัญหาราคาซอฟต์แวร์ของ BIM ที่มีราคาค่อนข้างสูงส่งผลให้ บริษัททั่วไปสามารถเข้าถึงได้ยากเนื่องจากเกรงว่าจะไม่คุ้มทุนนั้น อาจต้อง ทาการแก้ไขด้วยการให้สภาวิชาชีพหรือองค์กรทางวิชาชีพเข้ามามีบทบาท ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้บริษัทหรือบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และหากมีผู้เข้าใจและสามารถทาได้อย่างแพร่หลายแล้ว ก็จะสามารถใช้ ซอร์ฟแวร์ได้อย่างคุ้มทุนเอง เนื่องจากไม่ต้องเสียเวลาให้พนักงานในบริษัท ฝึกใช้งานหรือต้องให้พนักงานไปอบรมการใช้งานอีก 5. สรุปผลการศึกษา ปัจจุบันประเทศไทยเริ่มมีการใช้ BIM ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการก่อสร้าง ใหม่ ในสถาบันหรือบริษัทชั้นนาของประเทศจานวนน้อยส่วนหนึ่งเท่านั้น มี วัตถุประสงค์เพื่อช่วยในการปรับปรุงและแก้ไขปัญหาที่เกิดจากแบบ ก่อสร้างสองมิติ ให้มีประสิทธิภาพและประโยชน์มากขึ้น โดยเฉพาะการ กาจัดข้อผิดพลาดและการขัดแย้งกันที่เกิดขึ้นจากแบบก่อสร้างสองมิติ รวมถึงสามารถลดระยะเวลาในการก่อสร้างและสามารถประหยัด งบประมาณได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม พบว่าในปัจจุบันผู้ที่เกี่ยวข้องกับ อุตสาหกรรมก่อสร้างส่วนมาก ยังไม่รู้จักและไม่สามารถใช้ BIM ได้ เนื่องจากการเข้าไม่ถึง BIM เพราะซอฟต์แวร์ที่มีราคาสูงซึ่งอาจไม่คุ้มทุน และขาดการเผยแพร่ความรู้ในวงกว้างในอุตสาหกรรมก่อสร้าง เนื่องจากข้อจากัดการเข้าถึง BIM ดังกล่าว จึงต้องทาการผลักดัน BIM ให้เกิดการใช้งานอย่างค่อยเป็นค่อยไปในหลายแนวทางพร้อมกัน คือ 1) เพิ่มทักษะและให้ความรู้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมก่อสร้าง โดย สถาบันการศึกษา บริษัทเจ้าของซอฟต์แวร์หรือสถาบันทางวิชาชีพต้องจัด อบรมให้ความรู้ความเข้าใจต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมก่อสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ออกแบบและผู้รับเหมาซึ่งจะเป็นผู้ใช้ BIM โดยตรง ซึ่ง หากมีการให้ความรู้อย่างแพร่หลายแล้ว เทคโนโลยีนี้ก็จะเป็นที่นิยมใน วงการอุตสาหกรรมก่อสร้างอย่างแน่นอน 2) ออกมาตรฐานหรือสร้าง ต้นแบบให้เกิดตัวอย่างการใช้งาน โดยการสร้างตัวอย่างการใช้ BIM เพื่อ เป็นกรณีศึกษา และออกมาตรฐานการก่อสร้างที่เกี่ยวกับ BIM (Code of Practice) จะเป็นการช่วยประชาสัมพันธ์เผยแพร่ให้ผู้ที่สนใจ มีความเข้าใจ ระบบ BIM มากยิ่งขึ้น และเป็นการแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่จะได้รับจาก การใช้ BIM และ 3) ให้บริษัทหรือผู้ออกแบบที่มีความพร้อมเป็นผู้ริเริ่มใช้ BIM ก่อน โดยสถาบันชั้นนาที่มีความพร้อมด้านบุคลากรที่สามารถใช้ BIM ได้ และสามารถสร้างความคุ้มทุนในการลงทุน เริ่มใช้ BIM ก่อน โดย เฉพาะตัวผู้ออกแบบสิ่งก่อสร้าง ซึ่งจะเป็นการบังคับให้มีการส่งพนักงานไป อบรมและตื่นตัวในวงการอุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นอย่างมาก และ ผู้รับเหมาที่รับงานก่อสร้างจากผู้ออกแบบที่ใช้ BIM ก็จะต้องมีการปรับตัว ไปในทางเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตาม แนวทางที่ไม่ควรใช้เป็นวิธีการผลักดัน เป็นอย่างมากในประเทศไทยคือการตรากฎหมายบังคับใช้ เพราะประเทศ ไทยยังไม่มีความพร้อมในด้านศักยภาพของบุคลากรในการใช้โปรแกรม และการเข้าไม่ถึงซอฟต์แวร์เนื่องจากมีราคาสูง นอกจากนี้สภาวิชาชีพหรือสถาบันทางวิชาชีพควรพัฒนาซอฟต์แวร์ BIM ขึ้นมาใช้ แล้วจาหน่ายในราคาไม่สูงมากหรือแจกซอฟต์แวร์นั้นให้กับผู้ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมก่อสร้างได้มีโอกาสเข้าถึงได้ โดยจะเป็น ประโยชน์ต่อบริษัทที่ไม่กล้าซื้อซอฟต์แวร์ราคาแพงมาใช้เนื่องจากกลัวการ ไม่คุ้มทุน และควรมีการพัฒนาซอฟต์แวร์ BIM ให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น อาทิ การเพิ่มข้อมูลด้านความปลอดภัยในสถานที่ก่อสร้าง หรือสามารถ คานวณปริมาณงานให้ครอบคลุมต่อการใช้งานมากขึ้น เช่นการคานวณ ปริมาณไม้แบบหรือนั่งร้านที่ใช้ ซึ่งหากทาได้จะเป็นเทคโนโลยีที่เป็น ประโยชน์ต่อการก่อสร้างในอนาคตต่อไปอย่างมาก กิตติกรรมประกาศ การศึกษานี้ได้รับความอนุเคราะห์ในการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จาก คณะอนุกรรมการบริหารงานก่อสร้าง ในคณะกรรมการวิชาการสาขา วิศวกรรมโยธา วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เอกสารอ้างอิง [1] สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. รายได้ประชาชาติของประเทศไทย พ.ศ. 2556 แบบปริมาณลูกโซ่. ผู้แต่ง, กรุงเทพฯ, 2558. [2] Azhar S., Hein, M. and Sketo, B. Building Information Modeling (BIM): Benefits, Risks and Challenges. Thesis, Auburn University, Auburn, n.d. [3] ธณัชชา สุขขี. การศึกษาการเลือกใช้ แบบจาลองข้อมูลอาคาร สาหรับอุตสาหกรรมก่อสร้างในประเทศไทย. ปริญญานิพนธ์ มหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศิลปากร, กรุงเทพฯ, 2554. [4] Eastman C., Fisher D., Lafue G., Lividini J., Stoker D. and Yessios C. An Outline of the Building Description System. Institute of Physical Planning, Carnegie-Mellon University, Pittsburgh, 1974, Research Report No.50, pp. 1-23. [5] Smith D. (2007). An Introduction to Building Information Modeling (BIM). Journal of Building Information Modeling, 12-14. [6] McGraw-Hill Construction Research and Analytics. The business value of BIM getting building information modeling to the bottom line. McGraw-Hill Construction, USA, 2009. [7] Malleson, A. (2013). BIM Survey: Summary of findings. National BIM Report 2013, 8-15. [8] Cabinet Office. Government Construction Strategy. Author, London, 2011. [9] Cabinet Office. Government Construction Strategy One Year On Report and Action Plan Update. Author, London, 2012. [10] Wong, A. K. D., Wong, F. K. W. & Nadeem, A. (2010) Attributes of Building Information Modelling Implementations in Various Countries. Architectural Engineering and Design Management, 6:4, 288-302. [11] Building and Construction Authority. Technology Adoption: Building Information Model (BIM) Fund (ENHANCED), Singapore, 2014. See http://www.bca.gov.sg/BIM/bimfund. html for further details. Accessed 13/01/2014. [12] กระทรวงมหาดไทย. (2528). กฎกระทรวง ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2528) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522. ราช กิจจานุเบกษา, เล่ม 102 ตอนที่ 58. 10 พฤษภาคม 2528, หน้า 28-38. [13] สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์. คู่มือมาตรฐานการ เขียนแบบก่อสร้าง ฉบับ 2549. ผู้แต่ง, ม.ป.ท., ม.ป.ป