บทที่ 4
พัฒนาการทางการเมือง (Political Development)
คําวา พัฒนาการทางการเมือง เปนคําใหม ยังไมมีความหมายอันหนึ่งอันเดียวที่ยอมรับกันในหมู
นักวิชาการ นักรัฐศาสตรไดพยายามใหความหมายไวตาง ๆ กันและความหมายที่ใหกับอยูไวเปนจํานวนมาก
ลูเซียน พาย (Lucian W. Pye) ไดรวบรวมความหมายของการพัฒนาการทางการเมืองที่นักรัฐศาสตร
ใหไว พอสรุปไดดังนี้0
(1)
1. พัฒนาการทางการเมือง เปนเรื่องของการเมืองอันจําเปนตอการปรับปรุงและพัฒนาทางเศรษฐกิจ
2. พัฒนาการทางการเมือง เปนเรื่องของการเมืองในสังคมอุตสาหกรรม
3. พัฒนาการทางการเมือง เปนเรื่องของการเปลี่ยนแปลงการเมืองใหเปนสมัยใหม
4. พัฒนาการทางการเมือง เปนเรื่องของการดําเนินงานของรัฐชาติ ซึ่งมีลักษณะที่รัฐบาลมีอํานาจ
ครอบคลุมทั้งประเทศ ประชาชนมีความรูสึกอันเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยอิทธิพลของลัทธิ
ชาตินิยม และมีความเปนพลเมืองของรัฐอยางแทจริง สถาบันของรัฐจะตองสามารถดําเนิน
นโยบายที่สะทอนใหเห็นถึงลัทธิชาตินิยม และความเปนอันหนึ่งอันเดียวกันในชาติ
5. พัฒนาการทางการเมือง เปนเรื่องของการพัฒนาระบบบริหารและกฎหมาย
6. พัฒนาการทางการเมือง เปนเรื่องของการระดมประชาชนใหมีสวนรวมทางการเมือง
7. พัฒนาการทางการเมือง เปนเรื่องของการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย
8. พัฒนาการทางการเมือง เปนเรื่องของความมีเสถียรภาพและการเปลี่ยนแปลงที่เปนระเบียบ
9. พัฒนาการทางการเมือง เปนเรื่องของการระดมกําลังและอํานาจ อันหมายถึงประสิทธิภาพของ
ระบบการเมืองในการทํางาน
10. พัฒนาการทางการเมือง เปนลักษณะอันหนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
แอลมอนด และเพาเวล1
(2) (A;mond and Powell) ในหนังสือของเขาชื่อ Comperative Politic : A
Development Approach ไดวางลักษณะของการพัฒนาการทางการเมืองไวดังนี้
1. การแบงแยกความแตกตางในโครงสรางทางการเมือง ลักษณะเชนเดียวกันกับที่ พายกลาวไว
2. วัฒนธรรมทางการเมืองที่เปนแบบโลก (Socularization of Political Culture) วัฒนธรรมทาง
การเมืองในสังคม จารีตประเพณีมักเปนแบบที่ไมมีเหตุผล ยึดถือในเรื่องโชคลางหรือความเชื่อถือ
ที่มีติดตอกันมาโดยไมคํานึงถึงเหตุผล
3. ความเปนอิสระของระบบยอย (Subsystem Autonomy) หมายถึง ความเปนอิสระของหนวยงาน
ตางๆ ในระบบ เชน หนวยงานปกครองทองถิ่น ระบบพรรคการเมือง ตลอดจนกลุมผลประโยชนมี
ลักษณะเปนตัวของตัวเอง มีการจัดองคกรที่ดี และสามารถดําเนินงานไดโดยมีอิสระพอสมควร
ลิขิต ธีรเวคิน2
(3) ไดพยายามเสนอแนะแนวความคิดหรือทฤษฎีการพัฒนาการทางการเมือง โดยไดเนน
ถึงลักษณะสองประการคือ ทฤษฎีควรมีลักษณะสากล และจะตองมีการวางแผนพัฒนาทางการเมือง ในสวนที่
ทฤษฎีเปนลักษณะสากลนั้น ลิขิตไดเนนเรื่องความสามารถของระบบการเมืองที่จะสามารถตอบสนองความ
(1) Lucian W. Pye, Aspects of Political Development (Boston : Little Brown, 1966). pp. 33-45
(2) Gabriel Almond and Bingham Powell, Comparative Politics : A Development Approach (Boston : Little, Brown, 1966), pp. 299-300
(3)ลิขิต ธีรเวคิน, การพัฒนาทางการเมือง เอกสารทางวิชาการ ศูนย์วิจัย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
22
ตองการที่เปลี่ยนแปลงไปตามระยะเวลา และความเจริญของสังคมได ความสามารถของระบบนี้ขึ้นอยูกับผูนํา
ทางการเมือง อุดมการณ และการพัฒนาสถาบันทางการเมือง สวนการวางแผนพัฒนาทางการเมืองนั้น ลิขิตได
ใชประเทศไทยเปนกรณีศึกษา โดยเสนอแนะการสรางพรรคการเมืองเดนพรรคเดียว
แนวความคิดเกี่ยวกับการพัฒนาทางการเมืองขางตน ยังไดสะทอนใหเห็นถึงปญหาสําคัญประหารหนึ่ง
ของการพัฒนาทางการเมืองในประเทศกําลังพัฒนา คือ เรื่องเกี่ยวกับการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชน
นักทฤษฎีทางดานการพัฒนาทางการเมืองจะไดมีความคิดแตกตางกันในดานวิธีการศึกษา การพัฒนาทาง
การเมือง แตสิ่งที่เห็นพองตองกัน คือ เรื่องการมีสวนรวมทางการเมือง พาย พูดถึงความเทาเทียมกัน แอ
ลมอนด พูดถึงวัฒนธรรมทางการเมืองที่เปนแบบทางโลก (Secular Political Culture) ทั้งหมดนี้เปนเรื่อง
แสดงถึงการตื่นตัวทางการเมืองกับการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชนเปนปญหาสําคัญของประเทศที่
กําลังพัฒนา และเปนสิ่งที่นักทฤษฎีทางดานนี้ใหความสนใจรวมกัน
การมีสวนรวมทางการเมืองกับการพัฒนาทางการเมือง : ทฤษฎีและแนวคิด
ในจํานวนปญหาที่สําคัญของกระบวนการพัฒนาทางการเมือง คือ ปญหาที่เกี่ยวของกับการมีสวนรวม
ทางการเมือง (Political Participation) เมื่อพิจารณาจากขอบเขตและความหมายของการพัฒนาทาง
การเมืองที่กลาวมาแลวในตอนตน เห็นไดวาพัฒนาการทางการเมืองมีสวนเกี่ยวของกับความเทาเทียมกันของ
ประชาชน ความสามารถของระบบการเมืองที่จะดูดซึมกลุมทางสังคมตาง ๆ ที่มีความตองการเขามีบทบาทใน
กระบวนการตัดสินใจของรัฐบาล การพัฒนาประชาธิปไตยตอลดจนการเสริมสรางระบบการเมืองใหม ทั้งหมด
นี้มีสวนเกี่ยวพันกับการมีสวนรวมทางการเมืองทั้งสิ้น
ความหมายของการมีสวนรวมทางการเมือง3
(4)
1. เปนเรื่องของกิจกรรมไมใชทัศนคติ การมีสวนรวมทางการเมืองในที่นี้ไมใชเปนเรื่องของความคิด
ความรูสึก หรือความเชื่อทางการเมือง
2. การมีสวนรวมทางการเมืองนี้ เราใชสําหรับบุคคลธรรมดาเทานั้น สวนนักการเมืองหรือผูนําทาง
การเมืองนั้น การเกี่ยวของกับการเมืองเปนงานอาชีพของเรา เปนเรื่องของการมีบทบาททาง
การเมือง (Political Role)
3. การมีสวนรวมทางการเมืองเปนเรื่องการแสดงออก เพื่อใหมีผลตอการตัดสินใจของรัฐบาลหรือ
ผูนําประเทศ
4. การมีสวนรวมทางการเมืองอาจไมมีผลเปลี่ยนแปลงตอการตัดสินใจของผูนํา หรือรัฐบาลแตอยาง
ใด
การมีสวนรวมทางการเมือง อาจเปนไดทั้งจุดหมาย (Goals) และวิธีการของการพัฒนาที่เปน
จุดมุงหมายนั้น เปนเพราะความเชื่อที่วา การมีสวนรวมทางการเมืองเปนลักษณะสําคัญของสังคมที่พัฒนาแลว
ดังนั้น เมื่อมีการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมก็ตองพัฒนามีสวนรวมทางการเมืองดวย สําหรับการมีสวนรวม
ทางการเมืองที่ถือวาเปนวิธีการอยางหนึ่งนั้น หมายถึง วิธีการของผูนําเพื่อนําไปสูจุดประสงคอีกอยางหนึ่ง เชน
เพื่อเสริมอํานาจของผูนําหรือเพื่อพัฒนาประเทศ เปนตน หรือในประการที่สาม การมีสวนรวมทางการเมือง
เปนผลพลอยไดของการพัฒนา เชน เมื่อมีการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม มีผลใหประชาชนมีความตื่นตัวทาง
การเมืองและนําไปสูการขยายตัวของการมีสวนรวมทางการเมือง
(4) Huntington and Nelson, No Easy Choice : Political Participation in Development Countries (Cambridge : Haiversity Press, 1977), pp.4, 17-41
23
ดังนั้น ในการพิจารณาเรื่องการมีสวนรวมทางการเมืองในประเทศกําลังพัฒนาจําตองพิจารณาถึงกลุม
ผูนําตาง ๆ ที่ชวงชิงอํานาจหรือที่ตองการเขามามีสวนควบคุมรัฐบาล กลุมผูนําเหลานี้อาจแบงไดอยางกวาง ๆ
เปน 2 กลุม คือ ทหารกับพลเรือน
สําหรับกลุมทหารนั้นมักเปนกลุมที่ไมเห็นดวยกับการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชนและเมื่อ
ขึ้นมามีอํานาจมักอางวา การใหมีการเลือกตั้งก็ดี การมีการเมืองในระบบพรรคก็ดี กอใหเกิดความแตกแยก
ดังนั้น จึงมีระงับหรือลดการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชนลง ในกรณีของประเทศไทย จอมพลสฤษดิ์
ธนะรัชต เปนตัวองอันดีในเรื่องนี้ สําหรับผูนําทหารคนอื่น ๆ ก็เชนกัน เชน อายุบขาน และเซีย อูล ฮัค แหง
ปากีสถาน หรือปก จุง ฮี แหงเกาหลีใต ในตอนแรกของการปกครองของตนไดใชวิธีการลดการมีสวนรวม
ทางการเมืองของประชาชนลง
อยางไรก็ตาม ผูนําทหารในหลายประเทศในระยะหลังไดใหความสนใจในเรื่องการมีสวนรวมทางการ
เมืองของประชาชน และกลุมทางสังคมอื่น ๆ มากขึ้น เพียงแตการเปลี่ยนแปลงทาทีนั้นเปนเรื่องของความ
พยายามที่จะดูดซึมการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชน ในขณะเดียวกันเปนความพยายามที่จะสรางฐาน
สนับสนุนในหมูประชาชน เพื่อรักษาอํานาจของตนไว รวมทั้งแยงชิงฐานสนับสนุนจากฝายพลเรือน
สําหรับผูนําพลเรือน4
(5) สวนใหญตองใหมีการขยายการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชน เพราะ
เปนลูทางที่สําคัญที่ตนสามารถใชเปนฐานสนับสนุนบทบาททางการเมืองของตนได นอกจากนั้นในการทาทาย
อํานาจของผูนําทหารที่ครอบงําการเมืองอยูเดิม ผูนําพลเรือนมักใชประชาชนเปนฐานอํานาจ ผูนําพลเรือนจึง
กระตุนใหมีการขยายตัวของการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชน
การมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชน จึงเปนตัวแปรสําคัญตอความมีเสถียรภาพทางการเมือง
การตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนมีผลใหระบบการเมืองสั่นสะเทือน ผูนําฝายตรงขามอาจใชประชาชนเปน
เครื่องมือทาทายอํานาจของผูนําในอํานาจ ซึ่งอาจนํามาซึ่งความวุนวายทางการเมืองได นักทฤษฎีตะวันตก
หลายคน ไดพยายามแสดงใหเห็นถึงความสัมพันธระหวางการมีสวนรวมทางการเมืองกับความไมมีเสถียรภาพ
ทางการเมือง โดยไดแสดงใหเห็นวา เมื่อประชาชนมีความหวังขึ้น มีความตองการมากขึ้นในสิ่งตาง ๆ ในชีวิต
เนื่องจากสังคมมีความเจริญขึ้น จะเปนผลใหประชาชนเรียกรองตอระบบการเมืองใหตอบสนองความตองการ
ของคนที่เพิ่มมากขึ้น และมักปรากฏอยูระบบการมักตอบสนองไดไมเต็มที่ จุดนี้เองทําใหเกิดความไมพอใจหรือ
ความคับของใจขึ้น ทําใหประชาชนเริ่มตื่นตัวทางการเมือง และผลักดันใหประชาชนตัดสินใจตามความตองการ
ของตัว เมื่อระบบการเมืองยังไมสามารถสนองตอบใหเปนที่พอใจได ประชาชนจะเปลี่ยนการกดดันแบบสันติ
มาเปนแบบการใชความรุนแรงและเมื่อถึงจุดนี้ ระบบการเมืองจะพบกับความระส่ําระสาย ไรเสถียรภาพได
อยางไรก็ตาม ทฤษฎีตะวันตกไมไดคํานึงถึงขอเท็จจริงที่วาในประเทศกําลังพัฒนาหลายประเทศ
รวมทั้งประเทศไทยเอง การมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชนเปนเรื่องที่ถูกชักจูง หรือปลุกปนโดยผูนํา
มากกวาเปนเรื่องของความตองการของประชาชนเอง การมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชนจึงเปน
เครื่องมือของผูนําทางการเมืองในการสรางฐานอํานาจใหกับตน และโคนลมผูนําฝายตรงขาม การมีสวนรวม
ทางการเมืองของประชาชนเปนเรื่องที่ผูนําบางกลุมหยิบยื่นใหกับประชาชน เพื่อประโยชนทางการเมืองของ
กลุมตน
การที่ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งหลักจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อป พ.ศ. 2475 ไมไดเกิดจากการ
เรียกรองของประชาชนเอง แตเปนเรื่องที่คณะราษฎรใชเพื่อสรางความชอบธรรมใหกับการปกครองของตน
และหลังจากนั้นเปนตนมา การมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชนไดกลายเปนเครื่องมือทางการเมืองของ
(5) สุจิต บุญบงการ, การพัฒนาทางการเมืองของไทย (กรุงเทพฯ : สํานักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2537) หน้า 43-43, 72-79
24
ผูนํากลุมตาง ๆ การตอสูระหวางผูนําทหารและผูนําพลเรือนไดเปนเรื่องของการตอสูระหวางการเพิ่มกับการ
ลด การมีสวนรวมทางการเมือง และแมวาในตอนหลังฝายทหารจะไดยอมรับการมีสวนรวมทางการเมืองแลวก็
ตาม การมีสวนรวมทางการเมืองกับสถาบันทางการเมืองตาง ๆ จึงนาสนใจที่จะศึกษาเพื่ออธิบายการพัฒนา
ทางการเมืองของไทยใหกระจางชัดเจน
ในการวิเคราะหการพัฒนาทางการเมืองของไทย ประเด็นแรกที่จะตองทําความกระจางเสียกอน คือ
ความหมายและแนวคิดหรือทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาทางการเมืองที่จะนํามาใชวิเคราะหในเรื่องของ
ปฏิสัมพันธของสถาบันทางการเมืองกับการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชนในระบบการเมืองของไทย
นักรัฐศาสตรตะวันตก ในระยะ 20 ปที่ผานมาไดพัฒนากรอบแนวความคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาทาง
การเมืองทั้งในสวนที่เกี่ยวของกับสถาบันทางการเมือง และการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชนไวเปน
จํานวนมาก ทฤษฎีเหลานี้ไดพัฒนาจากประสบการณทั้งจากประเทศที่พัฒนาแลว และประเทศที่กําลังพัฒนา
ดังนั้น ในบทนี้ จะไดกลาวถึงความหมาย วิธีการศึกษาและทฤษฎีของการพัฒนาทางการเมือง โดยเฉพาะ จะได
เนนถึงความหมายและทฤษฎีที่เกี่ยวของกับความสัมพันธระหวางการมีสวนรวมทางการเมืองกับสถาบันทาง
การเมืองที่จะไดนํามาใชเปนกรอบในการวิเคราะหการพัฒนาการเมืองไทยตอไป
ผลกระทบของปญหาการมีสวนรวมทางการเมือง
1. ผลกระทบที่มีตอพรรคการเมืองและรัฐสภา
พรรคการเมืองและรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง จําตองพึ่งพาอาศัยการมีสวนรวมของประชาชน
ทั้งสิ้น พรรคการเมืองและรัฐสภาจําตองมีมวลชนเปนฐานอํานาจของตน ถาปราศจากการสนับสนุนจาก
มวลชนแลวพรรคจะมีความเขมแข็งไดยาก ดังนั้น ผลกระทบที่สําคัญอันเกิดจากการมีสวนรวมทางการเมือง
ของประชาชนยังมีระดับต่ําเชนนี้ คือ ทําใหพรรคการเมืองเจริญเติบโตชาและพัฒนาไดลําบาก
อันที่จริงความออนแอของพรรคการเมือง ทําใหพรรคไมสามารถกระตุนใหประชาชนเกิดความ
ตื่นตัวทางการเมืองได แตในขณะเดียวกันการที่คนมีความนิ่งเฉยทางการเมือง ก็เปนสาเหตุใหพรรคการเมือง
ขาดฐานการสนับสนุนของประชาชน เปนผลใหพรรคการเมืองออนแอ ในกรณีประเทศไทยเราจะเห็นไดวา
พรรคการเมืองมักเกิดขึ้นจากกลุมคนจํานวนไมมากนักที่มีความสนใจตื่นตัวทางการเมือง ประชาชนไมไดมีสวน
รวมในการจัดตั้งพรรคการเมืองแตอยางใด เพราะประชาชนยังไมสนใจเขามีสวนรวมทางการเมืองดังนั้น ไมวา
จะเปนพรรคที่ใหญโต จะมีอายุยืนนานมากเทาใดก็ตาม เชน พรรคประชาธิปตย พรรคกิจสังคมหรือ
พรรคชาติไทย ก็หาไดมีสมาชิกเปนจํานวนมากกระจายอยูตามทั่วประเทศในเวลาลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
ประชาชนทั่วไปยกเวนกรุงเทพฯ เลือกตั้งโดยบุคคลไมไดคํานึงถึงพรรค เปนการแสดงใหเห็นวา แมในกลุมของ
ผูมีสวนรวมทางการเมือง หาไดมีความสนใจในการสนับสนุนการเมืองอยางที่ควรจะเปนไปไม ถาประชาชนมี
ความตื่นตัวทางการเมืองแลว พรรคจะไมประสบกับความลําบากในการแสวงหาสมาชิกใหกวางขวางออกไปทั่ว
ประเทศ และนอกจากจะไดจํานวนสมาชิกเพิ่มเติมแลว ยังจะไดสมาชิกที่มีความตื่นตัวและมีความจงรักภักดีตอ
พรรคดวย อันจะทําใหพรรคมีความเขมแข็งมากขึ้น การที่ประชาชนสวนใหญไมมีสวนรวมทางการเมืองแสดง
วาไมมีความสนใจทางการเมือง ซึ่งมีผลใหถูกชักจูงหรือระดมหรือจางวานใหเขามาสนับสนุนพรรคการเมืองได
เชน ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เปนตน แตการสนับสนุนเชนนั้นเปนเรื่องชั่วครั้งชั่วคราวเทานั้น และไมมี
ความจงรักภักดีตอพรรคแตอยางใด เพราะเปนเรื่องใหการสนับสนุนที่ไมไดเกิดจากความศรัทธา แตเกิดจาก
การจูงใจ หรือแลกเปลี่ยนผลประโยชนเปนครั้ง ๆ ไป
ระบบพรรคจะมีความเขมแข็งไดก็ตอเมื่อมีพรรคการเมืองจํานวนนอย และมีฐานสนับสนุนที่กวาง
ซึ่งในเรื่องนี้จะทําไดก็ตอเมื่อมีประชาชนสนับสนุนเปนจํานวนมาก การที่ประชาชนไมมีสวนรวมทางการเมือง
หรือมีแตไมมากนัก ทําใหพรรคการเมืองเกิดขึ้นไดงายและลมเลิกไปไดงาย เพราะพรรคการเมืองเปนเรื่องของ
25
คนกลุมเล็ก ๆ แคบ ๆ การรวมตัวกันตั้งพรรคการเมืองแบบนี้จึงไมใชเรื่องที่ยากเย็นนัก แตในขณะเดียวกันคน
เหลานี้ที่จัดตั้งพรรคขึ้นมาแตกแยกกับพรรคนั้น อาจตองลมไปในที่สุด ประวัติศาสตรพรรคการเมืองไทยที่ผาน
มาเปนไปในลักษณะนี้ทั้งสิ้น คือ พรรคการเมืองเปนเรื่องของคนกลุมนอย มีอายุสั้น การแตกแยกตัวเองออก
จากพรรคหนึ่งไปรวมตัวกับอีกพรรคหนึ่ง หรือตั้งพรรคขึ้นมาใหมเปนเรื่องที่เกิดขึ้นเปนปกติ ปรากฏการณ
เชนนี้เกิดขึ้นไดงายเพราะประชาชนยังมีความนิ่งเฉยทางการเมือง และไมไดยุงเกี่ยวกับการดําเนินงานของ
พรรคการเมืองแตอยางใด เมื่อบรรดานักการเมืองตั้งพรรคการเมืองใหมขึ้นมา หรือแยกตัวออกจากพรรคหนึ่ง
ไปสังกัดอีกพรรคหนึ่ง ไมจําเปนตองคิดถึงประชาชนมากนักวา จะใหการสนับสนุนหรือไม พวกนี้เห็นวา
ธรรมดาประชาชนมีความนิ่งเฉยทางการเมืองอยูแลว หรือมีความสนใจตัวบุคคลมากกวาพรรค ดังนั้นจะยาย
พรรคกันอยางไร ประชาชนไมเกี่ยวของดวย แตถาพรรคมีสมาชิกเปนจํานวนมาก ไดรับการสนับสนุนจาก
ประชาชนอยางกวางขวางและแนนแฟนแลว ใครก็ตามที่คิดแยกตัวออกจากพรรคเดิมจะตองคิดหนัก เพราะไม
แนใจวาจะสามารถไดรับเสียงสนับสนุนจากประชาชนอยางที่เคยไดรับเมื่อตนสังกัดอยูกับพรรคเกาหรือไม การ
จัดตั้งพรรคการเมืองในปจจุบันของนักการเมืองหลายคนจึงมีลักษณะเปนเพียงแตงตั้งขึ้นมาเพื่อใชเปน
เครื่องมือตอรองเพื่อตําแหนงทางการเมืองที่สําคัญ ๆ เทานั้น เชน ตําแหนงรัฐมนตรี เปนตน นักการเมือง
จํานวนไมนอยที่ตองการตั้งพรรคการเมืองของตนขึ้นมา เพื่อใหตนไดดํารงตําแหนงสําคัญ ๆ ของพรรค เมื่อ
พรรคของตนเขารวมรัฐบาลตนจะไดเปนรัฐมนตรี แตถาไปรวมอยูในพรรคใหญ ตนเองมักไมไดเปนผูนําพรรค
โอกาสเปนรัฐมนตรียอมมีนอยเปนธรรมดา
ผลกระทบตอมาที่สําคัญอีกประการหนึ่ง คือ การที่ประชาชนมีสวนรวมทางการเมืองนอย ยอมทํา
ใหนักการเมืองทั้งที่เปนผูนําพรรค หรือสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ไมไดอยูในความควบคุมดูแลของประชาชน
อยางแทจริง ปจจุบันแมวาสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแทบทุกคนไดพยายามชวยเหลือประชาชนในเขตเลือกตั้ง
ของตน แตความรับผิดชอบสมาชิกสภาผูแทนฯ ก็ดี พรรคการเมืองก็ดี ไมจําเปนตองระวังมากนักในการทํางาน
ยกเวนเรื่องการชวยเหลือประชาชนเทานั้น พฤติกรรมอื่น ๆ ที่บรรดาสมาชิกสภาแสดงออกในสภาก็ดี
การเมืองก็ดี เปนเรื่องที่ประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะในเขตชนบทไมไดใหความสนใจ
การมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชน ถามีมากแลวพรรคการเมืองก็ดี สมาชิกผูแทนราษฎรก็
ดี จะมีพลังเพื่อแสดงมติของพรรคการเมืองและรัฐสภาไดอยางดี ไมวาจะเปนเรื่องของการชุมนุมพลังเพื่อแสดง
มติหรือแสดงพลังของพรรค สิ่งเหลานี้ยอมมีผลชวยใหใหสถาบันที่มาจากประชาชนมีความเขมแข็งขึ้น
โดยเฉพาะในการแสดงพลังเพื่อตอตานกับผูนําเผด็จการ พรรคการเมืองและรัฐสภา ไมมีทางตอสูกับพลังของ
ผูนําทหารได ถาสถาบันทั้งสองปราศจากการสนับสนุนอยางเขมแข็งของประชาชนเปนจํานวนมาก และการ
สนับสนุนเชนนี้เกิดขึ้นไมได ถาประชาชนไมมีความสนใจเขามามีสวนรวมทางการเมือง นอกจากนั้น พรรคและ
สมาชิกรัฐสภาก็ยังสามารถไดรับการสนับสนุนในรูปแบบอื่น ๆ ได ถาประชาชนมีความสนใจทางการเมืองมาก
ขึ้น เชน ในเรื่องการเงิน หรือการหาเสียงเลือกตั้ง เปนตน ปจจุบันทุกพรรคยอมรับวาประสบปญหาทางดาน
การเงิน ไมสามารถไดรับเงินสนับสนุนเพียงพอแกการดําเนินงานของพรรคทางแกไขของพรรคการเมืองในเรื่อง
นี้จึงมักเปนไปในแบบของการดึงเอาตัวผูนําทางธุรกิจที่มีฐานะดีเขามารวมมือกับพรรคโดยแลกเปลี่ยนกับ
ผลประโยชนที่สําคัญ เชน ตําแหนงผูนําพรรค หรือตําแหนงรัฐมนตรี เปนตน และบางทีผูที่เต็มใจสนับสนุนทาง
การเงินเชนนี้มีไมมากนัก พรรคจําตองยอมตามความตองการของบรรดานักธุรกิจ หรือผูมีเงินเหลานี้อยูดี แต
ถาประชาชนมีสวนรวมทางการเมืองเปนจํานวนมาก พรรคยอมมีโอกาสมากขึ้นที่จะแสวงหาการสนับสนุนทาง
การเงินจากคนในวงกวาง หรืออาจไดอาสาสมัครมาชวยงาน โดยไมยอมรับเงิน ซึ่งจะชวยทุนคาใชจายในการ
ดําเนินงาน
26
โดยสรุปการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชนแบบสมัครใจ หรือแบบเสรีนั้นเปนเครื่องระบุ
วาประชาชนตองการประชาธิปไตย การมีสวนรวมทางการเมืองแบบเสรี เปนสิ่งที่เขาไมไดกับการปกครองแบบ
เผด็จการ ดังนั้น ถาการมีสวนรวมของประชาชนมีนอยแลว สถาบันการเมืองแบบประชาธิปไตยพัฒนาได
ลําบาก แตถาการขยายตัวของการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชนมีกวางขวางขึ้น สถาบันอยางพรรค
การเมืองและรัฐสภาพยอมไดรับการพัฒนาตามไปดวย เพราะเปนสถาบันหลักของระบอบประชาธิปไตยนั่นเอง
2. ผลกระทบที่มีตอการพัฒนาประชาธิปไตย
จากลักษณะที่กลาวขางตน การมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชนที่ไดกลาวมาแลวขางตน มี
ผลกระทบตอการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพเปนอยางมาก
ผลกระทบที่เห็นไดชัด คือ
1) เปนการเปดโอกาสใหมีการยึดอํานาจบอยครั้งโดยฝายทหาร นับตั้งแตประชาชนไทยไดรับ
สิทธิทางการเมือง และไดรับโอกาสใหมีสวนรวมทางการเมือง เมื่อป พ.ศ. 2475 เปนตนมา
ประชาชนคนไทยไดแสดงความสนใจ ความตื่นตัว รวมทั้งไดเขามีสวนรวมทางการเมืองนอย
มาก เมื่อความสนใจทางการเมืองของประชาชนอยูในระดับต่ําเชนนี้ จึงไมเปนอุปสรรคแก
การเขายึดอํานาจฝายทหาร แทบมุกครั้งที่มีรัฐประหารเกิดขึ้นไมวาจะสําเร็จหรือไมก็ตาม
ประชาชนไมมีสวนยุงเกี่ยวแตอยางใด ไมมีการแสดงอาการวาเห็นดวย หรือคัดคาน ในการทํา
รัฐประหารเหลานั้น ผูทํารัฐประหารจึงมักไมตองพะวงมากนักวาจะมีประชาชนลุกฮือขึ้นมา
ตอตานการทํารัฐประหารของตน แมวาในระยะหลัง ๆ มีประชาชนเขามายุงเกี่ยวมากขึ้น ทั้ง
ในดานการสนับสนุนและการคัดคานในการทํารัฐประหาร โดยเฉพาะตั้งแตวันที่ 6 ตุลาคม
พ.ศ. 2519 เปนตนมา อยางไรก็ตาม การขยายตัวของการมีสวนรวมของประชาชนในเรื่องนี้
ยังไมมากพอที่จะทําใหความเปนไปไดของการรัฐประหารหมดสิ้นไป การที่ประชาชนใหความ
สนใจทางการเมืองมากขึ้นนั้นยังไมถึงระดับที่ขัดขวางการทํารัฐประหารได
2) ทําใหรัฐบาลพลเรือนสรางความชอบธรรมไดลําบาก ปจจัยที่ชวยสงเสริมเสถียรภาพของ
ระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย คือ รัฐบาลพลเรือนประชาธิปไตยตองมีความชอบธรรม
ของรัฐบาลนั้นหมายความวา ประชาชนสวนใหญและกลุมหลัก ๆ ที่มีพลังทางการเมืองให
การสนับสนุนและเห็นวา รัฐบาลนั้นมีความเหมาะสมถูกตอง รัฐบาลที่ไดรับการสนับสนุนจาก
ประชาชนอยางกวางขวางเชนนี้ ยอมทําใหรัฐบาลมีความมั่นคง มีเสถียรภาพและถามีความ
พยายามจากกลุมหนึ่งกลุมใดที่ตะโคนลมรัฐบาลนั้น โดยพลการหรือโดยอาศัยกําลังแลว
ประชาชนจะพรอมเขาตอตาน ประชาชนที่มีประชาธิปไตยที่มั่นคงและมีเสถียรภาพ เชน
อังกฤษ หรือสหรัฐอเมริกา ฯลฯ นั้นเปนประเทศที่มีทั้งระบบการเมืองและรัฐบาล ถามี
ความชอบธรรมสูง และมีประชาชนสนับสนุนอยางกวางขวาง อันเปนผลใหการลมลางรัฐบาล
หรือระบบการเมืองโดยกําลังหรือการทําการรัฐประหาร เปนเรื่องที่เปนไปไมได แมแตใน
ความฝน แตสําหรับกรณีของประเทศไทยนั้น ระบบประชาธิปไตยและรัฐบาลพลเรือนไดรับ
การสนับสนุนจากประชาชนไมกวางนัก หรือมาลงคะแนนเสียงโดยไมคํานึงถึงวาอยากใหใคร
เปนรัฐบาลหรือไปลงคะแนนเพราะถูกเกณฑ หรือถูกจางวาน รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
เชนนี้ ยอมไมมีฐานมั่นคงในหมูประชาชนเปนรัฐบาลที่มีความเปราะบาง และมักอางลําบาก
วาเปนรัฐบาลที่ประชาชนใหการสนับสนุน นอกจากนี้ยังมักถูกโจมตีอยูเสมอ ๆ จากกลุมที่ไม
ชอบประชาธิปไตยวาเปนรัฐบาลที่ไมไดรับการรับรองและรับการสนับสนุนจากประชาชน
อยางแทจริง
27
3) ในกรณีที่ประชาชนมีความสนใจและมีสวนรวมทางการเมืองต่ํา ประชาชนสวนใหญที่มีความ
นิ่งเฉยทางการเมือง อาจถูกชักจูงหรือถูกระดมใหหันมาสนับสนุนระบอบเผด็จการ หรือ
ระบอบการปกครองโดยทหาร ซึ่งเปนผลเสียตอการพัฒนาประชาธิปไตยเปนอยางมาก
โดยทั่วไปการชักจูงใหประชาชนมีบทบาท หรือมีสวนรวมทางการเมืองเปนลักษณะสําคัญ
ของระบบการเมืองสมัยใหม ไมวาจะเปนระบบเผด็จการหรือประชาธิปไตยสมัยใหม จะมีการ
มีสวนรวมทางการเมืองของประชาชนอยูเสมอ จะผิดกันก็แตเพียงวาการมีสวนรวมในระบบ
เผด็จการนั้นเปนเรื่องของการถูกระดม สวนในระบอบประชาธิปไตยเปนเรื่องของความสมัคร
ใจ ถาระบบการเมืองไทยมีการระดมใหประชาชนสนับสนุนการปกครองของทหารหรือเผด็จ
การในรูปตาง ๆ แลวจะกลายเปนอุปสรรคอยางสําคัญตอการพัฒนาประชาธิปไตย
รัฐสภากับการพัฒนาทางการเมืองไทย
1. รัฐสภากับการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชน
ความสัมพันธระหวางรัฐสภากับการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชน เปนอีกประเด็นหนึ่งที่
จะชวยอธิบายถึงลักษณะการพัฒนาทางการเมืองของไทย โดยทั่วไปแลวรัฐสภาหรือสถาบันนิติบัญญัติมักมี
ความเชื่อมโยงอยางใกลชิดกับการมีสวนรวมทางการเมือง เพราะเปนสถาบันที่มาจากการเลือกตั้งของ
ประชาชน ยกเวนในบางชวงที่สภานิติบัญญัติมาจากการแตงตั้ง ความตอเนื่องของการปฏิบัติงานของรัฐสภา
อํานาจและบทบาททางการเมืองของรัฐสภา ยอมสะทอนใหเห็นถึงความสําคัญของการมีสวนรวมทางการเมือง
ของประชาชน ในกรณีที่สถาบันนิติบัญญัติไดรับการเลือกตั้งมีบทบาทอยางตอเนื่อง เปนระยะเวลาอันยาวนาน
และมีอํานาจมีบทบาทในทางการเมืองอยางเขมแข็งและกวางขวางแลวยอมเปนเครื่องชี้ไดวา การมีสวนรวม
ทางการเมืองของประชาชนมีความหมาย
นับตั้งแตประเทศไทยมีรัฐสภาเปนตนมา ตั้งแตการเปลี่ยนแปลงการปกครองในป พงศ. 2475 นั้น
ปรากฏวามีเพียงชวงระยะเวลาสั้น ๆ ที่สภาผูแทนราษฎรมาจากการเลือกตั้ง มีบทบาทและอํานาจทางการ
เมืองทั้งในทางพฤตินัยและนิตินัย คือ สภาผูแทนฯ ในชวงป 2489-2490 และในชวงป พ.ศ. 2518-2519 สภา
ผูแทนฯ ในชวงป พ.ศ. 2489 ถึงรัฐประหารในป พ.ศ. 2490 เปนสภาที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐธรรมนูญฉบับใหม
ประกาศใชในป พ.ศ. 2489 ตามความตองการของนายปรีดี พนมยงค และคณะ ซึ่งเปนกลุมที่มีอํานาจทาง
การเมืองมากที่สุดในขณะนั้นที่ตองการจะจัดรูปแบบรัฐบาลเสียใหม ใหกลุมของตนมีพื้นฐานทางการเมืองที่
มั่นคง และขจัดนักการเมืองที่สนับสนุนจอมพล ป. ที่ยังคงมีอยูบางในสภาผูแทนฯ ชุดเดิมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได
ระบุใหมีสภา 2 สภา คือ สภาผูแทนราษฎรเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน และพฤฒิสภาเลือกตั้งโดยทางออม
สวนรัฐสภาในชวงป พ.ศ. 2518-2519 ประกอบดวย 2 สภา เชนเดียวกัน คือ สภาผูแทนราษฎร เลือกตั้ง
โดยตรงจากประชาชนและวุฒิสภา แตงตั้งโดยรัฐบาล แตทั้งวุฒิสภาและพฤฒิสภาขางตนมีอํานาจนอยมาก
อํานาจสวนใหญอยูที่สภาผูแทนราษฎร นอกจากนี้ขอบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่หามขาราชการประจําเปนสมาชิก
สภาสูงทั้งสองชวงนี้ ทําใหอํานาจที่แทจริงของสภาสูงทั้งสองลดนอยลงไปอีก ถาสภาทั้งสองนี้มีขาราชการ
ประจําทั้งทหารและพลเรือนเปนสมาชิก สมาชิกสภาโดยอาศัยความเปนขาราชการอาจแสดงอิทธิพลทาง
การเมืองไดมากขึ้น
สภาผูแทนราษฎรที่อยูในชวงนี้มีอํานาจในการควบคุมรัฐบาลอยางมาก รัฐบาลตองขอความ
ไววางใจตอสภากอนจึงจะเขามาบริหารประเทศ สภาผูแทนมีอํานาจลงมติไมไววางใจคณะรัฐมนตรีทั้ง
รายบุคคลและทั้งคณะ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญป พ.ศ. 2517 ไดกําหนดใหนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีจํานวน
หนึ่งตองเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร อันที่จริงสภาผูแทนในชวงหลังรัฐประหารป พ.ศ. 2490-2493 ซึ่งใช
28
รัฐธรรมนูญป 2492 ไดใหอํานาจสภาผูแทนราษฎรไวไมนอยไปกวาสองชวงที่ไดกลาวมากอนหนานี้ ตาม
รัฐธรรมนูญป 2490 คณะรัฐมนตรีตองขอความไวใจจากรัฐสภา ซึ่งประกอบดวยวุฒิสภาและสภาผูแทนฯ
เสียกอนจึงจะเขาบริหารประเทศ สวนรัฐธรรมนูญป 2492 ใหอํานาจนี้แกสภาผูแทนฯ เชนเดียวกัน แต
การเมืองในชวง พ.ศ. 2492-2495 ถูกคณะรัฐประหารครอบงํา ดังนั้นรัฐสภาทําอะไรที่ขัดแยงกับฝายทหารนัก
ไมได การที่คณะรัฐประหารไดสงนายทหารมาบังคับใหนายควง อภัยวงศ ลาออกจากนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่
8 เมษายน 2491 หรือจากการที่จอมพล ป. ไดยึดอํานาจเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 ก็ดวยเหตุผลที่
คลายคลึงกัน คือ สภาผูแทนฯ ไดแสดงบทบาทที่คอนขางเปนอิสระมากเกินไป
การเปลี่ยนจากระบบรัฐสภาซึ่งใชมาตั้งแตป พ.ศ. 2475 มาเปนแบบกึ่งรัฐสภาหรือแบบแบงแยก
อํานาจในชวงป พ.ศ. 2511-2514 นั้น เปนเรื่องของความพยายามของผูนําทหารและขาราชการพลเรือนที่จะ
รักษาอํานาจทางกรเมืองไว ระบบการแบงแยกอํานาจเชนนี้ เปนการยืนยันความเชื่อของผูนําทางการเมืองที่มา
จากระบบราชการที่เห็นวา สมาชิกสภาผูแทนยังไมมีความสามารถพอที่จะบริหารประเทศได ควรมีอํานาจแต
เพียงการออกกฎหมายเทานั้น อยางไรก็ตาม วิธีการเชนนี้มีอายุอยูไมนานและถูกยกเลิกไป เมื่อ จอมพลถนอม
ยึดอํานาจตัวเองเมื่อปลายป พ.ศ. 2514
หลังจากพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท ยึดอํานาจจากรัฐบาลนายธานินทร กรัยวิเชียร เมื่อปลายป
พ.ศ. 2520 นั้น ปญหาเกาไดเขาสูผูนําทางทหารอีกครั้งหนึ่งคือ รูปแบบความสัมพันธระหวางฝายบริหารกับ
ฝายนิติบัญญัติควรเปนอยางไร จึงจะใหมีภาพพจนประชาธิปไตย ในขณะเดียวกันสามารถรักษาเสถียรภาพ
ทางการเมืองและผูนําทหารยังสามารถรักษาอํานาจอยูไดอยางชั่วระยะเวลาหนึ่ง
รูปแบบที่ใชตามรัฐธรรมนูญป 2521 นี้ ยังไมปลอยอํานาจใหกับสภาผูแทนราษฎรและพรรค
การเมืองอยางเต็มที่เหมือนในชวงป พ.ศ. 2518-2519 แตไดพยายามยึดแบบรัฐสภาเปนหลัก แตยืมหลัก
แบงแยกอํานาจมาใชบาง เชน ในประเด็นที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีไมตองมาจากรัฐสภาก็ได และสามารถ
เขาบริหารประเทศไดโดยไมตองขอความไววางใจจากสภากอน สวนในเรื่องอื่น ๆ ยังคงรูปแบบของรัฐสภาไว
เชน เรื่องของการใหอํานาจสภาผูแทนราษฎรในการเปดอภิปรายลงมติไมไววางใจคณะรัฐมนตรี ทั้งที่เปน
รายบุคคลและเปนคณะ วุฒิสภาซึ่งเปนสภาแตงตั้งนั้นมีอํานาจหลัก ๆ เพียงใหความเห็นชอบแกรางกฎหมายที่
ผานสภาผูแทนราษฎรแลว อํานาจอีกประการหนึ่งที่มีเทาเทียมกับสภาผูแทนราษฎร คือ อํานาจในการแกไข
รัฐธรรมนูญ และตีความการทํางานของรัฐสภา ซึ่งตองใชการประชุมกับสภาผูแทนราษฎร การที่สภา
ผูแทนราษฎรถูกยุบได ก็เปนลักษณะของระบบรัฐสภาอีกเชนกัน แตในชวง 4 ป แรกที่มีการใชบทเฉพาะกาลที่
ใหวุฒิสภามีอํานาจเทากับสภาผูแทนฯ ในการควบคุมรัฐบาลและยินยอมใหขาราชการประจําดํารงตําแหนงใน
คณะรัฐมนตรี และตําแหนงทางการเมืองอื่น ๆ นั้นเปนความพยายามของฝายผูนําทหารก็จะมีบทบาททาง
การเมืองอยูชั่วระยะเวลาหนึ่ง
สวนรูปแบบของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 รัฐสภามีหนาที่สําคัญ คือ การบัญญัติ
กฎหมายและควบคุมการปฏิบัติงานของฝายบริหาร ประกอบดวยสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภา มีการ
ขยายสมัยประชุมเดิมจาก 90 วัน เปน 120 วัน ประกอบดวยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจาก
ประชาชนทั้งสองสภา โดยสภาผูแทนราษฎรมีจํานวน 500 คน คงที่ มาจากการเลือกตั้ง 2 แบบ คือ
สมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวน 400 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงแบบเขตเดียวเบอรเดียวและการเลือกตั้ง
แบบบัญชีรายชื่อจํานวน 100 คน สวนวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งโดยตรง โดยใชเขตจังหวัดเปนเขตเลือกตั้ง
จํานวน 200 คน คงที่ ดํารงตําแหนงคราวละ 6 ป สวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรดํารงตําแหนงคราวละ 4 ป
29
นับเปนรัฐธรรมนูญฉบับที่เปนประวัติศาสตรการเมืองไทยที่ไดมีการพัฒนาขึ้นมาเปนประชาธิปไตย และมีการ
ถวงดุลอํานาจมากขึ้น5
(6)
ดังนั้นเราจะเห็นไดวา ลักษณะของรัฐสภาจะเปนเชนไรนั้น ขึ้นอยูกับผลการตอสูระหวางทหารกับ
พรรคการเมืองในชวงที่ทหารเพลี่ยงพล้ํา สภาผูแทนฯ จะมีอํานาจมาก และถาในชวงที่ทหารมีอํานาจมากสภา
ผูแทนฯ มักจะมีบทบาทจํากัด ดังนั้นลักษณะของรัฐสภาจึงสะทอนบทบาทหรือความสําคัญของการมีสวนรวม
ทางการเมืองของประชาชนไดเปนอยางดี
2. บทบาทของรัฐสภา
รัฐสภาในประเทศไทยที่กําลังพัฒนา มักมีอํานาจและบทบาทจํากัด เพราะการเมืองในประเทศ
เหลานี้ถูกครอบงําดวยระบบราชการ หรือไมก็ดวยพรรคการเมืองพรรคเดียว อยางไรก็ตาม บทบาทของรัฐสภา
ไทยมีทั้งที่มีอิทธิพลและไมมีอิทธิพล ทั้งนี้ยอมแลวแตสภาพการเมืองในชวงระยะเวลานั้น ๆ
2.1 บทบาทในดานความชอบธรรม
หนาที่หรือบทบาทประการแรกคือ หนาที่ในการสรางความชอบธรรมใหกับระบบการเมือง
โดยทั่วไปรัฐสภามักไมคอยมีความเขมแข็งทางการเมือง แตมีบทบาทที่สําคัญ คือ สรางความชอบธรรมใหกับ
ระบบการเมืองที่เปนอยู และผูนําทางการเมืองในขณะนั้น การจัดตั้งสภารางรัฐธรรมนูญในป พ.ศ. 2502 ใน
สมัยการปกครองของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต เปนตัวอยางอันดีในเรื่องนี้ เพื่อแสดงวาผูนําทหารยอมรับอยาง
นอยหลักการบางแยกอํานาจ แมวาสภารางรัฐธรรมนูญไมมีอํานาจทางการเมืองแตอยางใด อาจกลาวไดวาเปน
สภาตรายาง แตอยางนอยทําใหระบบการเมืองและกฎหมายตาง ๆ ที่ออกมาบังคับใช มีความชอบธรรม เพราะ
อนุมัติโดยสภานิติบัญญัติ ไมใชฝายทหาร นอกจากนั้นการมีรัฐสภาก็เพื่อแสดงวามีลักษณะของ
“ประชาธิปไตย” อยู การเลือกตั้งใหมีสภาผูแทนราษฎรในชวงป 2495-2500 ก็ดี หรือในชวงป พ.ศ. 2512-
2514 ก็ดี ก็เปนความพยายามของผูนําทหารที่แสดงวาตนยอมรับใหมีหลักการประชาธิปไตย เพื่อลดความตึง
เครียดทางการเมือง โดยเฉพาะอยางยิ่งในป พ.ศ. 2512 ไดมีแรงกดดันเพิ่มมากขึ้น เพื่อใหมีการเลือกตั้ง
จนกระทั่งรัฐบาลตองยินยอมตามรัฐสภาในชวงป พ.ศ. 2521 เปนตนมามีสวนชวยสรางความชอบธรรมใหกับ
ประเทศเปนอยางมากเชนกัน เพราะเปนการลดความไมพึงพอใจในการปกครองแบบรวมอํานาจในสมัยรัฐบาล
นายธานินทร กรัยวิเชียร
2.2 บทบาทในดานอิทธิพล
หนาที่หรือบทบาทในประการตอมาเปนเรื่องที่เกี่ยวของกับอิทธิพบของรัฐสภา (Influence
Function) รัฐสภาที่มาจากการแตงตั้งมักมีอิทธิพลทางการเมือง และในดานการตัดสินใจนอยกวาสภาที่มา
จากการเลือกตั้ง ยกเวนสภานิติบัญญัติในชวงหลังเหตุการณ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ซึ่งถึงแมวาเปนสภาที่มา
จากการแตงตั้ง แตมีบทบาทที่เขมแข็ง และมีอิทธิพลสูงเพราะวาระบบการเมืองมีเสรีภาพมากขึ้น เนื่องจาก
จอมพลถนอมและจอมพลประภาส ถูกโคนลมไป
แตสําหรับในชวงที่สภามาจากการเลือกตั้ง ปรากฏวารัฐสภามีบทบาทอยางสําคัญในการ
แสดงออกซึ่งอิทธิพลของตน และเมื่อพรรคการเมืองไมมีเอกภาพเทาที่ควร สมาชิกสภาจึงมีอิสระในการแสดง
บทบาทของตนเองไดดีพอสมควร ทําใหสถาบันรัฐสภามีอิทธิพลมากขึ้น
อยางไรก็ตาม สภาผูแทนฯ ยังสามารถลมรางกฎหมายของรัฐบาลไดบาง แตความสามารถ
เชนนี้ไมไดเปนเพราะสภาผูแทนมีความเขมแข็งมากขึ้นแตอยางใดไม แตเปนเพราะความออนแอของรัฐบาลเอง
(6)เอกสารสรุปสาระข้อสังเกตของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่, คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปการเมือง 2540, หน้า 7-11
30
เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2529 สภาผูแทนฯ ไดลงมติไมรับพระราชกําหนดขึ้นภาษีทะเบียนรถยนตดีเซล
เปนผลใหสภาผูแทนราษฎรถูกยุบลงในที่สุด
2.3 บทบาทในการควบคุมดูแลการบริหารงานของรัฐบาล
วิธีการที่สมาชิกสภาผูแทนราษฎรใชเพื่อควบคุมการทํางานของรัฐบาลคือการเปดอภิปรายไม
ไววางใจรัฐบาลเปนรายบุคคลและเปนคณะ การตั้งกระทูถาม ในเรื่องการเปดอภิปรายไมไววางใจนั้น ฝายคาน
มีโอกาสชนะนอยมาก เนื่องจากมีเสียงในสภาผูแทนนอยกวาพรรครวมรัฐบาล แตการอภิปรายซักถามยอยทํา
ใหฝายรัฐบาลตองระมัดระวังตัวในการบริหารงานมากขึ้น ฝายคานมักใชการอภิปรายในสภากระตุนความรูสึก
ของประชาชน และเพื่อสรางประชามติกดดันรัฐบาล ถาไมสามารถตอบขอซักถามไดอยางกระจางแลว วิธีการ
เชนนี้ทําใหรัฐบาลขาดแคลนการสนับสนุนจากประชาชนทั่วไปได
2.4 บทบาทในดานอื่น ๆ
นอกจากนี้รัฐสภายังมีบทบาทในดานอื่น ๆ อีก เชน บทบาทในดานการปกปองรักษา
ผลประโยชนของประชาชน หรือบทบาทในเรื่องการแสดงความเดือดรอนของประชาชนใหเปนที่ประจักษ
(Interest Articulation Function) การอภิปรายและกระทูถามในชวงป พ.ศ. 2511-2514, 2518-2519 และ
2522 เปนตนมา ไดสะทอนถึงความทุกขของประชาชนอยูไมนอย การพบปะกับราษฎรในทองถิ่นของตนเปน
สิ่งสําคัญอยางมาก เพื่อทราบขอเดือดรอนของเขา สมาชิกสภาจําเปนตองสละเวลาไมนอยเพื่อการนี้
3. รัฐสภากับสถาบันทหาร
เนื่องจากทหารเปนกลุมพลังที่สําคัญ ความสัมพันธระหวางรัฐสภากับทหารจึงเปนสิ่งสะทอนให
เห็นวา รัฐสภามีอํานาจและบทบาททางการเมืองมากนอยเพียงใด ความสัมพันธระหวางทหารกับรัฐสภาที่นา
ศึกษา คือ การพิจารณางบประมาณทาการทหารของรัฐสภา6
(8) สมาชิกรัฐสภาพยายามหาทางตัดทอน
งบประมาณของทหารลงใหได แตจากเหตุการณที่ผานมาเกือบทุกสมัยไมมีรัฐสภาใดสามารถตัดงบราชการของ
กองทัพบกได แสดงวาทหารยังมีบารมีหรือิทธิพลทางการเมืองอยูไมนอย บรรดาสมาชิกสภาผูแทนฯเหลานี้
ยอมรับวา ทหารยังมีบทบาทในการกําหนดเกมการเมือง จึงยังตองการมีความสัมพันธที่ดีกับผูนําทหารได
นอกจากนั้นจากการที่นักธุรกิจและนายทุนไดเขามามีบทบาทมากขึ้นในพรรคการเมือง และไดรับ
การเลือกตั้งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ไดเปนเปาหมายของการวิพากษวิจารณของฝายทหารวา สภา
ผูแทนราษฎรกําลังเปนแหลงแสวงหาผลประโยชนของบรรดานักธุรกิจบางคน ทําใหสภาผูแทนราษฎรไมไดเปน
ผูทําหนาที่เปนตัวแทนของประชาชนอยางแทจริง ขอโจมตีอันนี้เองที่แสดงวา ความสัมพันธระหวางสภา
ผูแทนราษฎรยังไมราบรื่นเทาที่ควร แตในขณะเดียวกันก็แสดงใหเห็นวานักธุรกิจกําลังกาวเขาสูวงการเมือง
และอาจเปนพลังที่สําคัญในทางการเมืองในอนาคตที่ทาทายอํานาจของฝายทหาร
กลุมผลประโยชนกับการมีสวนรวมทางการเมือง
ในประเทศประชาธิปไตยตะวันตก รัฐสภา พรรคการเมือง และกลุมผลประโยชน มีความสัมพันธกัน
อยางใกลชิดในประเทศเหลานี้กลุมผลประโยชนเปนตัวเชื่อมที่สําคัญระหวางพรรคการเมืองและประชาชนเปน
องคกรที่ทําหนาที่จัดการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชน ชวยกระตุนและดึงประชาชนเขามามีสวนใน
การตัดสินใจของรัฐบาล เปนสื่อหรือตัวกลางของประชาชนในการเรียกรองความตองการของคนตอหนวยงาน
ของรัฐ แตสําหรับประเทศไทยแลว กลุมผลประโยชนมีไมมากนัก และไมไดมีการรวมกลุมกันอยางเขมแข็งแต
ประการใด ยกเวนในระยะหลังที่มีกลุมกดดัน และกลุมผลประโยชนบางกลุมที่มีอิทธิพลทางการเมืองมากขึ้น
(8)รายละเอียดดูสุจิต บุญบงการ, อ้างแล้ว, หน้า 80-95
31
กลุมที่มีบทบาททางการเมืองที่มีสวนเกี่ยวของกับการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชน และมี
สวนกําหนดความสัมพันธระหวางพรรคการเมืองกับทหาร คือ กลุมนักศึกษาและกลุมนักธุรกิจ
1. กลุมนิสิตนักศึกษากับการตอสูเพื่อการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชน
กลุมนักศึกษาถือไดวาเปนหัวหอกสําคัญในการตอสู เพื่อการขยายการมีสวนรวมทางการเมืองของ
ประชาชนซึ่งมีผลใหพรรคการเมืองและกลุมนักธุรกิจไดใชการมีสวนรวมทางการเมืองนี้เปนฐานสรางอํานาจ
ใหกับตัวเอง กลาวอีกนับหนึ่ง กลุมนักศึกษาไดเปนกลุมที่ตอสูเพื่อประชาธิปไตย สวนกลุมนักธุรกิจเปนกลุมที่
ไดประโยชนจากผลการตอสูของกลุมนิสิตนักศึกษา
โดยทั่วไปบทบาททางการเมืองของนิสิตนักศึกษาของไทยนั้นมีลักษณะที่ตอตานการปกครองแบบ
เผด็จการ และสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย บทบาททางดานนี้เห็นไดชัดเจน คือ บทบาทของ
ศูนยกลางนิสิตนักศึกษาแหงประเทศไทย ในการตอสูทางการเมืองมานับตั้งแตป พ.ศ. 2514 จนกระทั่งไดเปน
แกนนําในการเรียกรองความเปนธรรมใหชนชั้นผูยากไร อันไดแก ชาวไร ชาวนา กรรมกร ซึ่งถูกบีบคั้นมาเปน
เวลานาน นอกจากนั้นขบวนการนิสิตนักศึกษายังไดประทวงการปราบปรามผูกอการรายอยางรุนแรง โดยไม
เลือกวาเปนผูกอการรายจริงหรือเปลา และไดรณรงคตอตานนโยบายของสหรัฐอเมริกา การตั้งฐานทัพของ
สหรัฐอเมริกาในประเทศไทย7
(9) ฯลฯ ปรากฏวาในชวงเดือนพฤศจิกายน 2516 ถึงกันยายน 2517 ปรากฏวาได
มีการเดินขบวนและชุมนุมประทวงของบรรดานิสิตนักศึกษา เฉพาะนอกเขตกรุงเทพมหานครถึง 365 ครั้ง8
(10)
ซึ่งกวาครึ่งหนึ่งเปนการประทวงการบริหารงานของจังหวัด นอกจากนั้นยังมีการประทวงการกลับมาของจอม
พลประภาส จนเปนผลทําใหจอมพลประภาสตองเดินทางออกนอกประเทศอีกครั้งหนึ่ง และสุดทายการกลับมา
ของจอมพลถนอม จนเกิดเหตุการณ 6 ตุลาคม 2519 ขึ้น
ความสําเร็จของนักศึกษาในการโคนลมรัฐบาลทหารของจอมพลถนอมและจอมพลประภาสเมื่อ
14 ตุลาคม 2516 และการเคลื่อนไหวเรียกรองในเรื่องตาง ๆ นั้น ทําใหเกิดประเด็นที่นาสนใจวาอะไรเปน
ปจจัยที่สําคัญอันทําใหนักศึกษามีพลังทางการเมืองจนสามารถเคลื่อนไหวทางการเมืองไดถึงระดับนั้น ปจจัย
ดังกลาวอาจแยกใหเห็นไดดังนี้
1) การยอมรับจากสังคม นิสิตนักศึกษาเปนกลุมที่ไดรับการยกยองและยอมรับจากสังคมสูง
โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับการเมืองแลว สังคมยอมรับวานิสิตนักศึกษาไมไดผูกพันหรือไม
ไดรับใชกลุมการเมืองกลุมใดกลุมหนึ่ง การเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใดก็ตาม ถาประชาชน
มีความเชื่อวาเปนไปเพื่อรับใชผูนําทางการเมืองใดแลว จะไมสามารถระดมการสนับสนุนจาก
ประชาชนไดอยางกวางขวาง
2) การรวมกลุมในสังคมที่กําลังพัฒนา การรวมกลุมมีอยูไมมากนัก กลุมอาชีพหรือกลุมทาง
สังคมใดที่รวมตัวกันไดอยางเขมแข็ง ยอมทําใหมีพลังทางการเมือง สามารถเคลื่อนไหวทาง
การเมืองไดดี ในกรณีของไทยนั้น เห็นไดวาระบบราชการและทหารเปนกลุมที่มีการรวมตัว
กันอยางดี ในขณะที่พรรคการเมืองและกลุมผลประโยชนอื่น ๆ มีการรวมตัวกันอยางหลวม ๆ
จึงไมสามารถตานทางอํานาจของทหารและระบบราชการได ยิ่งบรรดานักธุรกิจ นัก
อุตสาหกรรมแลวแทบจะไมมีการรวมเปนกลุมผลประโยชนเลย สวนนิสิตนักศึกษาเปนกลุมที่
มีจํานวนไมนอย และไดมีการรวมกลุมกันอยางจริงจังในระยะนับตั้งแต พ.ศ. 2511 เปนตน
มา
(9)ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย, วีรชนหาญกล้า (ไม่ปรากฏโรงพิมพ์2518). หน้า 125-134
(10) David Morell and Chai-anan Samudavanija, Political Conflicts in Thailand (Cambridge, Mass : Oelgeschlarger, Gunn Hain, 19841). p. 157
32
3) ผูนําในชวงนับตั้งแตป 2511 จนถึงเหตุการณ “14 ตุลาคม” ไดมีผูนํานักศึกษาที่มีบทบาท
เดน เชน นายธีรยุทธ บุญมี นายเสกสรรค ประเสริฐกุล นายสมบัติ ธํารงธัญวงศ เปนตน ผูนํา
นิสิตนักศึกษาเหลานี้เปนผูนําที่มีความสามารถในการจูงใจมวลชน เปนผูที่มีความสามารถ
และทุมเทเวลาใหกับขบวนนิสิตนักศึกษาในยุคกอนในชวงเวลาที่นักศึกษาสวนใหญสนใจใน
กิจกรรมกีฬาและบันเทิง แตทํางานทุมเทดวยใจรักและเชื่อมั่นใน
อุดมคติ ไมใชทําเพื่ออามิสสินจาง หรือผลประโยชนตอบแทนอื่นใด
4) สภาพแวดลอมทางการเมืองนอกเหนือจากความเขมแข็งอันเกิดจากบรรดานิสิตนักศึกษาเอง
แลว สภาพแวดลอมทางการเมืองยังมีสวนเอื้ออํานวยตอการเคลื่อนไหวทางการเมืองของนิสิต
นักศึกษาเปนอยางมาก สภาพแวดลอมที่สําคัญ คือ ความไมพอใจตอการผูกขาดอํานาจการ
ปกครองของผูนําทหาร นับตั้งแตจอมพลสฤษดิ์ ไดยึดอํานาจในป พ.ศ. 2500 เปนตนมา ผูนํา
ทหารไดปกครองประเทศดวยอํานาจเด็ดขาด เมื่อจอมพลสฤษดิ์ เสียชีวิตลงไปในป พ.ศ.
2506 จอมพลถนอม ไดเปนหัวหนารัฐบาลตอมา และไดมีการเปดโปงการทุจริตของจอม
พลสฤษดิ์ ไดกอใหเกิดความไมพึงพอใจในการปกครองของทหารมากขึ้น ประชาชนเริ่ม
เรียกรองการประกาศใชรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง จนในที่สุดฝายรัฐบาลจําตองยอมใหมี
รัฐธรรมนูญในป พ.ศ. 2511 เมื่อจอมพลถนอม เขายึดอํานาจเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2514 ได
กอใหเกิดความไมพอใจอยางกวางขวาง จนกระทั่งเกิดเปนเหตุการณ 14 ตุลาคม 2516 หลัง
จาดฝายทหารยึดอํานาจเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 และไดจัดตั้งรัฐบาลขึ้นโดยทําการปราบปราม
นักศึกษาอยางรุนแรง และปดกั้นเสรีภาพและการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน
ขบวนการนักศึกษาจึงเปลี่ยนแนวทางในการตอสูใหมโดยมีนักศึกษาจํานวนไมนอย หลบหนีเขา
ปาไปรวมมือกับพรรคคอมมิวนิสตแหงประเทศไทย อยางไรก็ตาม หลังจากที่พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท และ
พล.ร.อ. สงัด ชลออยู และคณะไดเขายึดอํานาจจากรัฐบาลนายธานินทร กรัยวิเชียร ไดมีนโยบายอะลุมอลวย
กับขบวนการนักศึกษามากขึ้น มีการอภัยโทษ หลังจากนั้นมาตั้งแตป พ.ศ. 2521 เปนตนมา นักศึกษาได
พยายามลดบทบาท เนนกิจกรรมในมหาวิทยาลัย การเขาไปยุงเกี่ยวกับการเมืองก็มีเชนกัน แตนิสิตนักศึกษา
จะเลือกเลนในเรื่อที่สําคัญ ๆ เทานั้น บทบาทสวนใหญจะเปนเรื่องของการคานหรือติงการดําเนินงานของ
รัฐบาลหรือผูนําทางการเมืองมากกวาเปนเรื่องของการสรางขบวนการเพื่อโคนลมรัฐบาล
บทบาททางการเมืองของกลุมนักธุรกิจ
ในบรรดากลุมผลประโยชนดวยกัน กลุมนักธุรกิจเปนกลุมที่มีพลังทางการเมืองสูง และเริ่มเขามามี
บทบาททางการเมืองมากขึ้น และการเขารวมทางการเมืองนี้ มิไดเขาไปในรูปของกลุมหรือองคการอยางใน
ประเทศประชาธิปไตยตะวันตก แตเขามาในรูปของสวนบุคคล
เหตุผลที่กลุมธุรกิจมีบทบาททางการเมืองมากขึ้นก็คือการขยายตัวทางเศรษฐกิจมีสูงขึ้นมีผูประกอบ
อาชีพทางธุรกิจมากขึ้น ทั้งในกรุงเทพฯ และในจังหวัดตาง ๆ กลุมธุรกิจเหลานี้จึงจําตองเขาไปมีบทบาททาง
การเมือง เพื่อปกปองผลประโยชนของตน การที่ประเทศไทยไดใชระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในแบบที่เปด
กวาง โดยเนนบทบาทของภาคเอกชน การคาขายกับตางประเทศและการลงทุนจากตางประเทศ สภาพเชนนี้มี
ผลใหกลุมธุรกิจตาง ๆ เจริญเติบโตอยางรวดเร็ว แมวาในชวงการปกครองของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในชวง
กอนสงครามโลกครั้งที่สอง ไดมีนโยบายตอตานชาวจีน ซึ่งสวนใหญครอบงําธุรกิจของประเทศ ในชวงหลัง
สงคราม นโยบายนี้ไดถูกยกเลิกและในชวงการปกครองของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต ไดเนนการพัฒนาเศรษฐกิจ
ในระบบทุนนิยมและการลงทุนจากตางประเทศ ซึ่งมีผลใหธุรกิจเอกชนขยายตัวอยางกวางขวางในระยะเวลา
ตอมา การขยายตัวทางดานการคา การพัฒนาระบบการเงิน มีผลโดยตรงตอการขยายตัวทางธุรกิจเอกชน
33
สําหรับบทบาททางการเมืองและความสัมพันธกับสถาบันการเมืองนั้น ๆ ของกลุมธุรกิจนี้ ได
เปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยเปนในชวงการปกครองของผูนําทหารดังกลาว พรรคการเมืองไมมีบทบาทที่สําคัญแต
อยางใด การดําเนินงานเพื่อปกปองผลประโยชนของบรรดานักธุรกิจ จึงเปนเรื่องการสรางความสัมพันธกับผูนํา
ทหาร และบรรดาขาราชการเปนสําคัญ
ริกกส (Riggs) ไดวิเคราะหไวอยางชัดเจนถึงความสัมพันธระหวางนักธุรกิจกับผูนําในวงการทั้งทหาร
และพลเรือน ในสมัยของจอมพล ป. และ จอมพลสฤษดิ์ ชวงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ความสัมพันธดงกลาว
เปนไปในรูปของการเชิญขาราชการและผูนําทางการเมืองมาเปนกรรมการของบริษัท และใหเปนหุนสวน ผูที่
ถูกเชิญมักไดแกผูที่มีอิทธิพลทางการเมือง ซึ่งมักไดแกผูนําทหาร รัฐมนตรี ขาราชการชั้นผูใหญ หรือไมก็เปน
ขาราชการที่เกี่ยวกับการควบคุมกฎระเบียบ เชน ขาราชการตํารวจ และขาราชการในกระทรวงการคลัง เปน
ตน ริกกส พบวาในจํานวน 237 คนของผูที่เปนรัฐมนตรีในชวงป พ.ศ. 2475-2505 มีถึง 61 คน ที่เปน
กรรมการของบริษัทตาง ๆ ในชวงระยะเวลาป พ.ศ. 2495-2500 และในจํานวนผูที่มีอํานาจทางการเมืองอยาง
แทจริง เชน ในคณะรัฐประหารมักเปนกรรมการบริษัท9
(11)
นอกจากนี้ ยังมีความสัมพันธในรูปแบบอื่นอีก เชน การใหผลประโยชนในรูปของเงิน สิ่งของ ที่ดินแก
บรรดาขาราชการเหลานี้ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการปกปองผลประโยชนของตน ความสัมพันธเชนนี้เทากับ
ตอบสนองความตองการทั้งสองฝาย ฝายผูนําทหารและพลเรือน มีความจําเปนตองใชเงินในการสรางฐาน
สนับสนุนทางการเมืองของตน สภาพทางการเมืองในระยะนั้นเปนเรื่องของการตอสูกันเองของผูนําทหาร ผูนํา
แตละคนจะตองมีลูกนองรวมตัวกันเปนกลุม ลูกนองนี้จะมีทั้งในวงราชการและนอกระบบราชการ ดังนั้นผูนํา
จําตองมีเงินและทรัพยากรอื่น ๆ แจกจายใหลูกนองของตน เงิน และผลประโยชนตาง ๆ ผูนําไดรับมาจาก
บรรดานักธุรกิจในสายตาของตนนั่นเองและเพื่อเปนการตอบแทนนักธุรกิจในสายตาของตนนั่นเอง และเพื่อ
เปนการตอบแทน นักธุรกิจจะไดรับการปกปองคุมครองในการทําธุรกิจของตนใหไดรับความสะดวกในการทํา
ธุรกิจ ไดรับสัมปทานและอาจหมายถึงการหลีกเลี่ยงภาษี การไมตองปฏิบัติตามกฎเกณฑตาง ๆ อันเปนผลให
ไดเปรียบธุรกิจคนอื่น10
(12)
อยางไรก็ตาม มีเพียงนักธุรกิจไมกี่คนเทานั้นที่สรางความสัมพันธเชนนี้กับบรรดานักการเมืองและผูนํา
ทหารได นักธุรกิจในระดับรองลงมา พวกเจาของรานคายอย ไมมีโอกาสสรางความสัมพันธเชนนี้ไดเลย วิธีการ
ที่พวกนี้ปกปองผลประโยชนมีการใชวิธีการติดสินบนเจาหนาที่ของทางราชการที่เกี่ยวของธุรกิจหลายอยางที่
หมื่นเหมตอการผิดกฎหมาย เชน ธุรกิจบริการบางประเภท ซึ่งมักจะไดรับความคุมครองจากเจาหนาที่โดยมี
การแบงผลประโยชนบางประการตอบแทนให
ความสัมพันธระหวางกลุมธุรกิจกับพรรคการเมือง
หลังเหตุการณ “14 ตุลาคม 2516” ความสัมพันธของกลุมธุรกิจกับสถาบันอื่น ๆ ไดเปลี่ยนแปลงไป
เหตุการณนี้ไดกระตุนใหมีการขยายตัวของการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชน มีการรวมตัวของกลุม
ผลประโยชนตาง ๆ มากขึ้น เชน กลุมชาวนา กรรมกร และนักศึกษา กลุมตาง ๆ เหลานี้ รวมทั้งกลุมธุรกิจได
ฉวยโอกาสนี้เขามามีสวนเกี่ยวของกับการเมืองมากขึ้น เพื่อเรียกรองในเรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชนของตน เชน
ในป พ.ศ. 2517 สมาคมประมงไดเรียกรองใหมีการแจกจายน้ํามันในชวงที่น้ํามันขึ้นราคา หรือสมาคมสิ่งทอ
สามารถเรียกรองใหรัฐบาลลดภาษีสินคาเขาวัตถุดิบ ลดคากระแสไฟฟา และลดอัตราดอกเบี้ย เปนตน
(11) Fred Riggs, Thailand : The Modernization a Bureaucratic Polity (Honolulu, East-West Perss, 1966), pp. 254-255
(12) Prudhisan Jumbala, Interest and Pressure Groups in Somsakdi Xuto, ed., Government and Politics of Thailand (Singapore : Oxford University Press, 1987), p. 121
34
นอกเหนือจากบทบาทเหลานี้แลว บรรดานักธุรกิจยังไดหันมาจัดตั้งพรรคการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้งและใช
เปนบันไดไตเตาไปสูตําแหนงรัฐมนตรี การเมืองระบบเปด ในชวงป พ.ศ. 2516-2519 มีผลใหนักธุรกิจไดสราง
ความสัมพันธทางการเมืองแบบใหมขึ้น พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นใหมในชวงนี้จึงเปนพรรคของบรรดานักธุรกิจ
หลายพรรค ที่สําคัญคือ พรรคกิจสังคมและพรรคชาติไทย พรรคกิจสังคมมีนักธุรกิจที่สําคัญที่เปนผูจัดตั้งพรรค
คือ นายบุญชู โรจนเสถียร นายธนาคาร นายพงศ สารสิน เจาของบริษัทไทยน้ําทิพย เปนตน สวน
พรรคชาติไทย เปนของกลุมอุตสาหกรรม โดยมี พล.ต.ประมาณ อดิเรกสาร เปนผูนํา11
(13) ซึ่งเปนเจาของธุรกิจ
ทอผา ฯลฯ ไมเพียงแตพรรคการเมืองอยางกิจสังคมและชาติไทยเทานั้น ที่มีนักธุรกิจเปนตัวหลักสําคัญใน
พรรค พรรคเกา ๆ อยางประชาธิปไตยไดมีนักธุรกิจเขารวมดวย เชน พรรคประชาธิปตย มีนายเฉลิมพันธุ ศรีวิ
กรม นายบุญยิ่ง นันทาภิวัฒน นายสุรัตน โอสถานุเคราะห เปนตน สวนพรรคพลังสังคม ซึ่งรวบรวม
นักการเมืองที่เปนนักธุรกิจเขาไวคือ นายทวิช กลิ่นประทุม นายสุรินทร เทพกาญจนา เปนตน
ไมเพียงแตนักธุรกิจในกรุงเทพฯ เทานั้นที่สนใจเขามามีบทบาททางการเมืองขึ้น นักธุรกิจทองถิ่นได
เขามามีบทบาทมากขึ้นเชนกัน ทั้งในสวนของการเขามามีสวนรวมในการจัดตั้งพรรคการเมือง สมัครเขารับการ
เลือกตั้ง หรือเขาชวยผูสมัครในรูปแบบตาง ๆ
นอกเหนือจากสภาพการเมืองที่เปดกวางขึ้นแลว การขยายตัวของธุรกิจเปนปจจัยที่สําคัญในการเขา
มามีบทบาททางการเมืองมากขึ้น การขยายตัวทางดานการคาและอุตสาหกรรม ทําใหผูนําทางธุรกิจตอง
แสวงหาหนทางเขามาปกปองผลประโยชนของตนมากขึ้น นอกจากนั้นนักธุรกิจจํานวนไมนอยที่แมวาบิดา
มารดาเปนชาวจีน แตตนเองไดรับการเลี้ยงดูแบบไทย เปนคนไทย ทําใหมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นในการ
เขาไปยุงเกี่ยวกับทางการเมืองโดยไมตองพะวงวาจะถูกมองวาเปนคนตางดาว ในระยะหลังคนไทยไดเขาไปทํา
ธุรกิจมากขึ้น เทากับเปนการสงเสริมกลุมธุรกิจใหเขมแข็งขึ้นอยางนอยในแงที่ไมใชกลุมของชาวตางดาวอีก
ตอไป
อยางไรก็ตาม ความสัมพันธระหวางสมาคมทางธุรกิจกับทางพรรคการเมืองยังไมมีการพัฒนาแตอยาง
ใด นักธุรกิจยังตองการเขามีบทบาททางการเมืองในรูปแบบแตละบุคคล โดยไมผูกพันกับสมาคมของตน เชน
ในกรณีของพรรคชาติไทย กลุมผูนําพรรคลวนแตเปนบุคคลสําคัญในสมาคมอุตสาหกรรมไทยทั้งสิ้น แตความ
ผูกพันอยางชัดเจนระหวางสมาคมกับพรรคยังไมมี
การไตเตาของนักธุรกิจเหลานี้เขาสูรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีนั้นเปนสิ่งที่นาแปลกใจ แบบแผนแรกเปน
เรื่องของการเขาสูวงการการเมืองโดยการสรางฐานในทองถิ่นของตนกอน เชน เปนกํานัน นายกเทศมนตรี
หรือสมาชิกสภาจังหวัด หลังจากนั้นจึงเขาสมัครรับเลือกตั้งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ความสําเร็จเปน
นักการเมืองทองถิ่นไมวาในตําแหนงกํานันหรือสมาชิกสภาจังหวัด เทากับเปนการพิสูจนความสนับสนุนใน
ทองถิ่น อาจกลาวไดวาเปนการคัดเลือกสมาชิกสภาผูแทนราษฎรขั้นตนก็ได และความสนับสนุนเชนนี้จะเปน
จุดที่ดึงดูดพรรคการเมืองใหมาทาบทามตนใหสมัครรับเลือกตั้ง สวนอีกแบบหนึ่งนั้นเปนการเขามาในระดับบน
ของพรรค คืออาศัยอํานาจทางเศรษฐกิจที่ตนมีอยู ทําใหพรรคตองยอมรับใหตนมีตําแหนงสูงในพรรค แลวทาง
พรรคจะมองหาที่ลงสมัครเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร โดยที่ผูสมัครไมจําเปนตองเปนที่รูจักในจังหวัดนั้นมา
กอน
บทบาททางการเมืองของบรรดานักธุรกิจเหลานี้ แสดงใหเห็นถึงความพยายามที่พวกเขาตองการเขา
มามีอํานาจทางการเมือง เพื่อปกปองผลประโยชน และเพื่อเพิ่มพูนอํานาจทาเศรษฐกิจและการเมืองใหกับตน
(13) วิวัฒน์ เอี่ยมไพรวัลย์, กลุ่มธุรกิจกับพัฒนาการทางการเมืองไทย, มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สาขาวิชารัฐศาสตร์, เอกสารการสอนชุดวิชา
ปัญหาการพัฒนาการเมืองไทย (กรุงเทพฯ : บริษัทประชาชน, 2529). หน้า 711.
35
พวกนี้มองเห็นทางกาวหนาอยางรวดเร็วในเสนทางการเมืองโดยอาศัยการเลือกตั้งและพรรคการเมืองบางคน
สามารถเปนรัฐมนตรีไดโดยไมตองใชชีวิตในฐานะสมาชิกสภาผูแทนฯ นานนัก ในขณะเดียวกันพรรคก็ตองการ
บุคคลเหลานี้ดวย แตละพรรคตองการที่นั่งในสภาใหมากที่สุดเทาที่จะมากได จึงตองดึงเอาบุคคลที่มีฐาน
สนับสนุนอยูแลวในทองถิ่นนั้น ซึ่งมักไดแกบรรดานักธุรกิจทองถิ่นนั่นเอง นอกจากนั้นในการดําเนินงานของ
พรรคจําตองใชเงินการบริจาคจากบรรดานักธุรกิจจึงเปนสิ่งจําเปน ความสัมพันธระหวางนักธุรกิจกับพรรค
การเมืองเชนนี้จึงทําใหพรรคเปนของนักธุรกิจมากขึ้น แทนที่จะเปนพรรคของมวลชนธรรมดา การเลือกตั้งจึง
กลายเปนเรื่องธุรกิจมากขึ้น คือ มีการใชเงินมากขึ้น รวมทั้งการซื้อคะแนนเสียงโดยตรง บรรดานักธุรกิจเหลานี้
มีแนวโนมที่จะใชวิธีทางธุรกิจในการเขาสูตําแหนงทางการเมืองไมวาจะเปนการซื้อตําแหนงภายในพรรคหรือใช
เงินทุมในการหาเสียง การเมืองจึงเปนเรื่องธุรกิจมากขึ้น
บทบาทของสมาคมทางธุรกิจที่มีตอการตัดสินใจของรัฐบาลไดมีมากขึ้นเชนกันในชวงนี้ เนื่องจากการ
ขยายตัวทาดานธุรกิจ และการที่เศรษฐกิจของประเทศมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกมากขึ้น นอกจากนั้น
ธุรกิจบางประเภทไดมีการรวมตัวกันดีในรูปของสมาคม เชน สมาคมธนาคาร ฯลฯ เปนผลใหสมาคมเหลานั้นมี
บทบาทที่เขมแข็งขึ้น รัฐบาลชวงนี้ไดยอมรับบทบาทของสมาคมตาง ๆ มากขึ้นในการวางแผนเศรษฐกิจ และ
การกําหนดนโยบายทางดานเศรษฐกิจและการคาระหวางประเทศ อํานาจตอรองของภาคธุรกิจเอกชนจึงเพิ่ม
มากขึ้นดวย รัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท ไดวางระบบการรวมมือระหวางภาคเอกชนและภาครัฐบาลใน
รูปของคณะกรรมการรวมภาคเอกชนกับภาครัฐบาลที่เรียกยอวา “กรอ.” ซึ่งไดมีการประชุมกันเปนระยะ และ
คณะกรรมการดังกลาวไดขยายไปสูภูมิภาคดวย ความสัมพันธเชนนี้ไดขยายตัวกวางขวางขึ้น ดังจะเห็นไดจาก
เมื่อใดก็ตามที่มีการเยือนตางประเทศของผูนําประเทศจะตองมรผูแทนภาคเอกชนรวมเดินทางไปดวยเสมอ
อยางไรก็ตาม ความสัมพันธสวนบุคคลระหวางนักธุรกิจกับผูนําในวงราชการยังคงมีอยู รวมทั้งพวก
ตัวกลางนายหนาที่วิ่งเตนกับผูนําดังกลาวในเรื่องการซื้อ การสงของใหกับทางราชการ เชน อาวุธ เรือรบ
เครื่องบินรบ ฯลฯ ยังมีนักธุรกิจจํานวนไมนอยที่ยังคงวิ่งเขาหาผูนําทางทหารดวยความเชื่อมั่นวายังเปนผูที่มี
อํานาจ และอาจเปนผูนําทางการเมืองตอไป

บทที่ 4

  • 1.
    บทที่ 4 พัฒนาการทางการเมือง (PoliticalDevelopment) คําวา พัฒนาการทางการเมือง เปนคําใหม ยังไมมีความหมายอันหนึ่งอันเดียวที่ยอมรับกันในหมู นักวิชาการ นักรัฐศาสตรไดพยายามใหความหมายไวตาง ๆ กันและความหมายที่ใหกับอยูไวเปนจํานวนมาก ลูเซียน พาย (Lucian W. Pye) ไดรวบรวมความหมายของการพัฒนาการทางการเมืองที่นักรัฐศาสตร ใหไว พอสรุปไดดังนี้0 (1) 1. พัฒนาการทางการเมือง เปนเรื่องของการเมืองอันจําเปนตอการปรับปรุงและพัฒนาทางเศรษฐกิจ 2. พัฒนาการทางการเมือง เปนเรื่องของการเมืองในสังคมอุตสาหกรรม 3. พัฒนาการทางการเมือง เปนเรื่องของการเปลี่ยนแปลงการเมืองใหเปนสมัยใหม 4. พัฒนาการทางการเมือง เปนเรื่องของการดําเนินงานของรัฐชาติ ซึ่งมีลักษณะที่รัฐบาลมีอํานาจ ครอบคลุมทั้งประเทศ ประชาชนมีความรูสึกอันเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยอิทธิพลของลัทธิ ชาตินิยม และมีความเปนพลเมืองของรัฐอยางแทจริง สถาบันของรัฐจะตองสามารถดําเนิน นโยบายที่สะทอนใหเห็นถึงลัทธิชาตินิยม และความเปนอันหนึ่งอันเดียวกันในชาติ 5. พัฒนาการทางการเมือง เปนเรื่องของการพัฒนาระบบบริหารและกฎหมาย 6. พัฒนาการทางการเมือง เปนเรื่องของการระดมประชาชนใหมีสวนรวมทางการเมือง 7. พัฒนาการทางการเมือง เปนเรื่องของการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย 8. พัฒนาการทางการเมือง เปนเรื่องของความมีเสถียรภาพและการเปลี่ยนแปลงที่เปนระเบียบ 9. พัฒนาการทางการเมือง เปนเรื่องของการระดมกําลังและอํานาจ อันหมายถึงประสิทธิภาพของ ระบบการเมืองในการทํางาน 10. พัฒนาการทางการเมือง เปนลักษณะอันหนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม แอลมอนด และเพาเวล1 (2) (A;mond and Powell) ในหนังสือของเขาชื่อ Comperative Politic : A Development Approach ไดวางลักษณะของการพัฒนาการทางการเมืองไวดังนี้ 1. การแบงแยกความแตกตางในโครงสรางทางการเมือง ลักษณะเชนเดียวกันกับที่ พายกลาวไว 2. วัฒนธรรมทางการเมืองที่เปนแบบโลก (Socularization of Political Culture) วัฒนธรรมทาง การเมืองในสังคม จารีตประเพณีมักเปนแบบที่ไมมีเหตุผล ยึดถือในเรื่องโชคลางหรือความเชื่อถือ ที่มีติดตอกันมาโดยไมคํานึงถึงเหตุผล 3. ความเปนอิสระของระบบยอย (Subsystem Autonomy) หมายถึง ความเปนอิสระของหนวยงาน ตางๆ ในระบบ เชน หนวยงานปกครองทองถิ่น ระบบพรรคการเมือง ตลอดจนกลุมผลประโยชนมี ลักษณะเปนตัวของตัวเอง มีการจัดองคกรที่ดี และสามารถดําเนินงานไดโดยมีอิสระพอสมควร ลิขิต ธีรเวคิน2 (3) ไดพยายามเสนอแนะแนวความคิดหรือทฤษฎีการพัฒนาการทางการเมือง โดยไดเนน ถึงลักษณะสองประการคือ ทฤษฎีควรมีลักษณะสากล และจะตองมีการวางแผนพัฒนาทางการเมือง ในสวนที่ ทฤษฎีเปนลักษณะสากลนั้น ลิขิตไดเนนเรื่องความสามารถของระบบการเมืองที่จะสามารถตอบสนองความ (1) Lucian W. Pye, Aspects of Political Development (Boston : Little Brown, 1966). pp. 33-45 (2) Gabriel Almond and Bingham Powell, Comparative Politics : A Development Approach (Boston : Little, Brown, 1966), pp. 299-300 (3)ลิขิต ธีรเวคิน, การพัฒนาทางการเมือง เอกสารทางวิชาการ ศูนย์วิจัย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • 2.
    22 ตองการที่เปลี่ยนแปลงไปตามระยะเวลา และความเจริญของสังคมได ความสามารถของระบบนี้ขึ้นอยูกับผูนํา ทางการเมืองอุดมการณ และการพัฒนาสถาบันทางการเมือง สวนการวางแผนพัฒนาทางการเมืองนั้น ลิขิตได ใชประเทศไทยเปนกรณีศึกษา โดยเสนอแนะการสรางพรรคการเมืองเดนพรรคเดียว แนวความคิดเกี่ยวกับการพัฒนาทางการเมืองขางตน ยังไดสะทอนใหเห็นถึงปญหาสําคัญประหารหนึ่ง ของการพัฒนาทางการเมืองในประเทศกําลังพัฒนา คือ เรื่องเกี่ยวกับการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชน นักทฤษฎีทางดานการพัฒนาทางการเมืองจะไดมีความคิดแตกตางกันในดานวิธีการศึกษา การพัฒนาทาง การเมือง แตสิ่งที่เห็นพองตองกัน คือ เรื่องการมีสวนรวมทางการเมือง พาย พูดถึงความเทาเทียมกัน แอ ลมอนด พูดถึงวัฒนธรรมทางการเมืองที่เปนแบบทางโลก (Secular Political Culture) ทั้งหมดนี้เปนเรื่อง แสดงถึงการตื่นตัวทางการเมืองกับการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชนเปนปญหาสําคัญของประเทศที่ กําลังพัฒนา และเปนสิ่งที่นักทฤษฎีทางดานนี้ใหความสนใจรวมกัน การมีสวนรวมทางการเมืองกับการพัฒนาทางการเมือง : ทฤษฎีและแนวคิด ในจํานวนปญหาที่สําคัญของกระบวนการพัฒนาทางการเมือง คือ ปญหาที่เกี่ยวของกับการมีสวนรวม ทางการเมือง (Political Participation) เมื่อพิจารณาจากขอบเขตและความหมายของการพัฒนาทาง การเมืองที่กลาวมาแลวในตอนตน เห็นไดวาพัฒนาการทางการเมืองมีสวนเกี่ยวของกับความเทาเทียมกันของ ประชาชน ความสามารถของระบบการเมืองที่จะดูดซึมกลุมทางสังคมตาง ๆ ที่มีความตองการเขามีบทบาทใน กระบวนการตัดสินใจของรัฐบาล การพัฒนาประชาธิปไตยตอลดจนการเสริมสรางระบบการเมืองใหม ทั้งหมด นี้มีสวนเกี่ยวพันกับการมีสวนรวมทางการเมืองทั้งสิ้น ความหมายของการมีสวนรวมทางการเมือง3 (4) 1. เปนเรื่องของกิจกรรมไมใชทัศนคติ การมีสวนรวมทางการเมืองในที่นี้ไมใชเปนเรื่องของความคิด ความรูสึก หรือความเชื่อทางการเมือง 2. การมีสวนรวมทางการเมืองนี้ เราใชสําหรับบุคคลธรรมดาเทานั้น สวนนักการเมืองหรือผูนําทาง การเมืองนั้น การเกี่ยวของกับการเมืองเปนงานอาชีพของเรา เปนเรื่องของการมีบทบาททาง การเมือง (Political Role) 3. การมีสวนรวมทางการเมืองเปนเรื่องการแสดงออก เพื่อใหมีผลตอการตัดสินใจของรัฐบาลหรือ ผูนําประเทศ 4. การมีสวนรวมทางการเมืองอาจไมมีผลเปลี่ยนแปลงตอการตัดสินใจของผูนํา หรือรัฐบาลแตอยาง ใด การมีสวนรวมทางการเมือง อาจเปนไดทั้งจุดหมาย (Goals) และวิธีการของการพัฒนาที่เปน จุดมุงหมายนั้น เปนเพราะความเชื่อที่วา การมีสวนรวมทางการเมืองเปนลักษณะสําคัญของสังคมที่พัฒนาแลว ดังนั้น เมื่อมีการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมก็ตองพัฒนามีสวนรวมทางการเมืองดวย สําหรับการมีสวนรวม ทางการเมืองที่ถือวาเปนวิธีการอยางหนึ่งนั้น หมายถึง วิธีการของผูนําเพื่อนําไปสูจุดประสงคอีกอยางหนึ่ง เชน เพื่อเสริมอํานาจของผูนําหรือเพื่อพัฒนาประเทศ เปนตน หรือในประการที่สาม การมีสวนรวมทางการเมือง เปนผลพลอยไดของการพัฒนา เชน เมื่อมีการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม มีผลใหประชาชนมีความตื่นตัวทาง การเมืองและนําไปสูการขยายตัวของการมีสวนรวมทางการเมือง (4) Huntington and Nelson, No Easy Choice : Political Participation in Development Countries (Cambridge : Haiversity Press, 1977), pp.4, 17-41
  • 3.
    23 ดังนั้น ในการพิจารณาเรื่องการมีสวนรวมทางการเมืองในประเทศกําลังพัฒนาจําตองพิจารณาถึงกลุม ผูนําตาง ๆที่ชวงชิงอํานาจหรือที่ตองการเขามามีสวนควบคุมรัฐบาล กลุมผูนําเหลานี้อาจแบงไดอยางกวาง ๆ เปน 2 กลุม คือ ทหารกับพลเรือน สําหรับกลุมทหารนั้นมักเปนกลุมที่ไมเห็นดวยกับการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชนและเมื่อ ขึ้นมามีอํานาจมักอางวา การใหมีการเลือกตั้งก็ดี การมีการเมืองในระบบพรรคก็ดี กอใหเกิดความแตกแยก ดังนั้น จึงมีระงับหรือลดการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชนลง ในกรณีของประเทศไทย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต เปนตัวองอันดีในเรื่องนี้ สําหรับผูนําทหารคนอื่น ๆ ก็เชนกัน เชน อายุบขาน และเซีย อูล ฮัค แหง ปากีสถาน หรือปก จุง ฮี แหงเกาหลีใต ในตอนแรกของการปกครองของตนไดใชวิธีการลดการมีสวนรวม ทางการเมืองของประชาชนลง อยางไรก็ตาม ผูนําทหารในหลายประเทศในระยะหลังไดใหความสนใจในเรื่องการมีสวนรวมทางการ เมืองของประชาชน และกลุมทางสังคมอื่น ๆ มากขึ้น เพียงแตการเปลี่ยนแปลงทาทีนั้นเปนเรื่องของความ พยายามที่จะดูดซึมการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชน ในขณะเดียวกันเปนความพยายามที่จะสรางฐาน สนับสนุนในหมูประชาชน เพื่อรักษาอํานาจของตนไว รวมทั้งแยงชิงฐานสนับสนุนจากฝายพลเรือน สําหรับผูนําพลเรือน4 (5) สวนใหญตองใหมีการขยายการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชน เพราะ เปนลูทางที่สําคัญที่ตนสามารถใชเปนฐานสนับสนุนบทบาททางการเมืองของตนได นอกจากนั้นในการทาทาย อํานาจของผูนําทหารที่ครอบงําการเมืองอยูเดิม ผูนําพลเรือนมักใชประชาชนเปนฐานอํานาจ ผูนําพลเรือนจึง กระตุนใหมีการขยายตัวของการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชน การมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชน จึงเปนตัวแปรสําคัญตอความมีเสถียรภาพทางการเมือง การตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนมีผลใหระบบการเมืองสั่นสะเทือน ผูนําฝายตรงขามอาจใชประชาชนเปน เครื่องมือทาทายอํานาจของผูนําในอํานาจ ซึ่งอาจนํามาซึ่งความวุนวายทางการเมืองได นักทฤษฎีตะวันตก หลายคน ไดพยายามแสดงใหเห็นถึงความสัมพันธระหวางการมีสวนรวมทางการเมืองกับความไมมีเสถียรภาพ ทางการเมือง โดยไดแสดงใหเห็นวา เมื่อประชาชนมีความหวังขึ้น มีความตองการมากขึ้นในสิ่งตาง ๆ ในชีวิต เนื่องจากสังคมมีความเจริญขึ้น จะเปนผลใหประชาชนเรียกรองตอระบบการเมืองใหตอบสนองความตองการ ของคนที่เพิ่มมากขึ้น และมักปรากฏอยูระบบการมักตอบสนองไดไมเต็มที่ จุดนี้เองทําใหเกิดความไมพอใจหรือ ความคับของใจขึ้น ทําใหประชาชนเริ่มตื่นตัวทางการเมือง และผลักดันใหประชาชนตัดสินใจตามความตองการ ของตัว เมื่อระบบการเมืองยังไมสามารถสนองตอบใหเปนที่พอใจได ประชาชนจะเปลี่ยนการกดดันแบบสันติ มาเปนแบบการใชความรุนแรงและเมื่อถึงจุดนี้ ระบบการเมืองจะพบกับความระส่ําระสาย ไรเสถียรภาพได อยางไรก็ตาม ทฤษฎีตะวันตกไมไดคํานึงถึงขอเท็จจริงที่วาในประเทศกําลังพัฒนาหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยเอง การมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชนเปนเรื่องที่ถูกชักจูง หรือปลุกปนโดยผูนํา มากกวาเปนเรื่องของความตองการของประชาชนเอง การมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชนจึงเปน เครื่องมือของผูนําทางการเมืองในการสรางฐานอํานาจใหกับตน และโคนลมผูนําฝายตรงขาม การมีสวนรวม ทางการเมืองของประชาชนเปนเรื่องที่ผูนําบางกลุมหยิบยื่นใหกับประชาชน เพื่อประโยชนทางการเมืองของ กลุมตน การที่ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งหลักจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อป พ.ศ. 2475 ไมไดเกิดจากการ เรียกรองของประชาชนเอง แตเปนเรื่องที่คณะราษฎรใชเพื่อสรางความชอบธรรมใหกับการปกครองของตน และหลังจากนั้นเปนตนมา การมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชนไดกลายเปนเครื่องมือทางการเมืองของ (5) สุจิต บุญบงการ, การพัฒนาทางการเมืองของไทย (กรุงเทพฯ : สํานักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2537) หน้า 43-43, 72-79
  • 4.
    24 ผูนํากลุมตาง ๆ การตอสูระหวางผูนําทหารและผูนําพลเรือนไดเปนเรื่องของการตอสูระหวางการเพิ่มกับการ ลดการมีสวนรวมทางการเมือง และแมวาในตอนหลังฝายทหารจะไดยอมรับการมีสวนรวมทางการเมืองแลวก็ ตาม การมีสวนรวมทางการเมืองกับสถาบันทางการเมืองตาง ๆ จึงนาสนใจที่จะศึกษาเพื่ออธิบายการพัฒนา ทางการเมืองของไทยใหกระจางชัดเจน ในการวิเคราะหการพัฒนาทางการเมืองของไทย ประเด็นแรกที่จะตองทําความกระจางเสียกอน คือ ความหมายและแนวคิดหรือทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาทางการเมืองที่จะนํามาใชวิเคราะหในเรื่องของ ปฏิสัมพันธของสถาบันทางการเมืองกับการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชนในระบบการเมืองของไทย นักรัฐศาสตรตะวันตก ในระยะ 20 ปที่ผานมาไดพัฒนากรอบแนวความคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาทาง การเมืองทั้งในสวนที่เกี่ยวของกับสถาบันทางการเมือง และการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชนไวเปน จํานวนมาก ทฤษฎีเหลานี้ไดพัฒนาจากประสบการณทั้งจากประเทศที่พัฒนาแลว และประเทศที่กําลังพัฒนา ดังนั้น ในบทนี้ จะไดกลาวถึงความหมาย วิธีการศึกษาและทฤษฎีของการพัฒนาทางการเมือง โดยเฉพาะ จะได เนนถึงความหมายและทฤษฎีที่เกี่ยวของกับความสัมพันธระหวางการมีสวนรวมทางการเมืองกับสถาบันทาง การเมืองที่จะไดนํามาใชเปนกรอบในการวิเคราะหการพัฒนาการเมืองไทยตอไป ผลกระทบของปญหาการมีสวนรวมทางการเมือง 1. ผลกระทบที่มีตอพรรคการเมืองและรัฐสภา พรรคการเมืองและรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง จําตองพึ่งพาอาศัยการมีสวนรวมของประชาชน ทั้งสิ้น พรรคการเมืองและรัฐสภาจําตองมีมวลชนเปนฐานอํานาจของตน ถาปราศจากการสนับสนุนจาก มวลชนแลวพรรคจะมีความเขมแข็งไดยาก ดังนั้น ผลกระทบที่สําคัญอันเกิดจากการมีสวนรวมทางการเมือง ของประชาชนยังมีระดับต่ําเชนนี้ คือ ทําใหพรรคการเมืองเจริญเติบโตชาและพัฒนาไดลําบาก อันที่จริงความออนแอของพรรคการเมือง ทําใหพรรคไมสามารถกระตุนใหประชาชนเกิดความ ตื่นตัวทางการเมืองได แตในขณะเดียวกันการที่คนมีความนิ่งเฉยทางการเมือง ก็เปนสาเหตุใหพรรคการเมือง ขาดฐานการสนับสนุนของประชาชน เปนผลใหพรรคการเมืองออนแอ ในกรณีประเทศไทยเราจะเห็นไดวา พรรคการเมืองมักเกิดขึ้นจากกลุมคนจํานวนไมมากนักที่มีความสนใจตื่นตัวทางการเมือง ประชาชนไมไดมีสวน รวมในการจัดตั้งพรรคการเมืองแตอยางใด เพราะประชาชนยังไมสนใจเขามีสวนรวมทางการเมืองดังนั้น ไมวา จะเปนพรรคที่ใหญโต จะมีอายุยืนนานมากเทาใดก็ตาม เชน พรรคประชาธิปตย พรรคกิจสังคมหรือ พรรคชาติไทย ก็หาไดมีสมาชิกเปนจํานวนมากกระจายอยูตามทั่วประเทศในเวลาลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ประชาชนทั่วไปยกเวนกรุงเทพฯ เลือกตั้งโดยบุคคลไมไดคํานึงถึงพรรค เปนการแสดงใหเห็นวา แมในกลุมของ ผูมีสวนรวมทางการเมือง หาไดมีความสนใจในการสนับสนุนการเมืองอยางที่ควรจะเปนไปไม ถาประชาชนมี ความตื่นตัวทางการเมืองแลว พรรคจะไมประสบกับความลําบากในการแสวงหาสมาชิกใหกวางขวางออกไปทั่ว ประเทศ และนอกจากจะไดจํานวนสมาชิกเพิ่มเติมแลว ยังจะไดสมาชิกที่มีความตื่นตัวและมีความจงรักภักดีตอ พรรคดวย อันจะทําใหพรรคมีความเขมแข็งมากขึ้น การที่ประชาชนสวนใหญไมมีสวนรวมทางการเมืองแสดง วาไมมีความสนใจทางการเมือง ซึ่งมีผลใหถูกชักจูงหรือระดมหรือจางวานใหเขามาสนับสนุนพรรคการเมืองได เชน ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เปนตน แตการสนับสนุนเชนนั้นเปนเรื่องชั่วครั้งชั่วคราวเทานั้น และไมมี ความจงรักภักดีตอพรรคแตอยางใด เพราะเปนเรื่องใหการสนับสนุนที่ไมไดเกิดจากความศรัทธา แตเกิดจาก การจูงใจ หรือแลกเปลี่ยนผลประโยชนเปนครั้ง ๆ ไป ระบบพรรคจะมีความเขมแข็งไดก็ตอเมื่อมีพรรคการเมืองจํานวนนอย และมีฐานสนับสนุนที่กวาง ซึ่งในเรื่องนี้จะทําไดก็ตอเมื่อมีประชาชนสนับสนุนเปนจํานวนมาก การที่ประชาชนไมมีสวนรวมทางการเมือง หรือมีแตไมมากนัก ทําใหพรรคการเมืองเกิดขึ้นไดงายและลมเลิกไปไดงาย เพราะพรรคการเมืองเปนเรื่องของ
  • 5.
    25 คนกลุมเล็ก ๆ แคบๆ การรวมตัวกันตั้งพรรคการเมืองแบบนี้จึงไมใชเรื่องที่ยากเย็นนัก แตในขณะเดียวกันคน เหลานี้ที่จัดตั้งพรรคขึ้นมาแตกแยกกับพรรคนั้น อาจตองลมไปในที่สุด ประวัติศาสตรพรรคการเมืองไทยที่ผาน มาเปนไปในลักษณะนี้ทั้งสิ้น คือ พรรคการเมืองเปนเรื่องของคนกลุมนอย มีอายุสั้น การแตกแยกตัวเองออก จากพรรคหนึ่งไปรวมตัวกับอีกพรรคหนึ่ง หรือตั้งพรรคขึ้นมาใหมเปนเรื่องที่เกิดขึ้นเปนปกติ ปรากฏการณ เชนนี้เกิดขึ้นไดงายเพราะประชาชนยังมีความนิ่งเฉยทางการเมือง และไมไดยุงเกี่ยวกับการดําเนินงานของ พรรคการเมืองแตอยางใด เมื่อบรรดานักการเมืองตั้งพรรคการเมืองใหมขึ้นมา หรือแยกตัวออกจากพรรคหนึ่ง ไปสังกัดอีกพรรคหนึ่ง ไมจําเปนตองคิดถึงประชาชนมากนักวา จะใหการสนับสนุนหรือไม พวกนี้เห็นวา ธรรมดาประชาชนมีความนิ่งเฉยทางการเมืองอยูแลว หรือมีความสนใจตัวบุคคลมากกวาพรรค ดังนั้นจะยาย พรรคกันอยางไร ประชาชนไมเกี่ยวของดวย แตถาพรรคมีสมาชิกเปนจํานวนมาก ไดรับการสนับสนุนจาก ประชาชนอยางกวางขวางและแนนแฟนแลว ใครก็ตามที่คิดแยกตัวออกจากพรรคเดิมจะตองคิดหนัก เพราะไม แนใจวาจะสามารถไดรับเสียงสนับสนุนจากประชาชนอยางที่เคยไดรับเมื่อตนสังกัดอยูกับพรรคเกาหรือไม การ จัดตั้งพรรคการเมืองในปจจุบันของนักการเมืองหลายคนจึงมีลักษณะเปนเพียงแตงตั้งขึ้นมาเพื่อใชเปน เครื่องมือตอรองเพื่อตําแหนงทางการเมืองที่สําคัญ ๆ เทานั้น เชน ตําแหนงรัฐมนตรี เปนตน นักการเมือง จํานวนไมนอยที่ตองการตั้งพรรคการเมืองของตนขึ้นมา เพื่อใหตนไดดํารงตําแหนงสําคัญ ๆ ของพรรค เมื่อ พรรคของตนเขารวมรัฐบาลตนจะไดเปนรัฐมนตรี แตถาไปรวมอยูในพรรคใหญ ตนเองมักไมไดเปนผูนําพรรค โอกาสเปนรัฐมนตรียอมมีนอยเปนธรรมดา ผลกระทบตอมาที่สําคัญอีกประการหนึ่ง คือ การที่ประชาชนมีสวนรวมทางการเมืองนอย ยอมทํา ใหนักการเมืองทั้งที่เปนผูนําพรรค หรือสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ไมไดอยูในความควบคุมดูแลของประชาชน อยางแทจริง ปจจุบันแมวาสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแทบทุกคนไดพยายามชวยเหลือประชาชนในเขตเลือกตั้ง ของตน แตความรับผิดชอบสมาชิกสภาผูแทนฯ ก็ดี พรรคการเมืองก็ดี ไมจําเปนตองระวังมากนักในการทํางาน ยกเวนเรื่องการชวยเหลือประชาชนเทานั้น พฤติกรรมอื่น ๆ ที่บรรดาสมาชิกสภาแสดงออกในสภาก็ดี การเมืองก็ดี เปนเรื่องที่ประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะในเขตชนบทไมไดใหความสนใจ การมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชน ถามีมากแลวพรรคการเมืองก็ดี สมาชิกผูแทนราษฎรก็ ดี จะมีพลังเพื่อแสดงมติของพรรคการเมืองและรัฐสภาไดอยางดี ไมวาจะเปนเรื่องของการชุมนุมพลังเพื่อแสดง มติหรือแสดงพลังของพรรค สิ่งเหลานี้ยอมมีผลชวยใหใหสถาบันที่มาจากประชาชนมีความเขมแข็งขึ้น โดยเฉพาะในการแสดงพลังเพื่อตอตานกับผูนําเผด็จการ พรรคการเมืองและรัฐสภา ไมมีทางตอสูกับพลังของ ผูนําทหารได ถาสถาบันทั้งสองปราศจากการสนับสนุนอยางเขมแข็งของประชาชนเปนจํานวนมาก และการ สนับสนุนเชนนี้เกิดขึ้นไมได ถาประชาชนไมมีความสนใจเขามามีสวนรวมทางการเมือง นอกจากนั้น พรรคและ สมาชิกรัฐสภาก็ยังสามารถไดรับการสนับสนุนในรูปแบบอื่น ๆ ได ถาประชาชนมีความสนใจทางการเมืองมาก ขึ้น เชน ในเรื่องการเงิน หรือการหาเสียงเลือกตั้ง เปนตน ปจจุบันทุกพรรคยอมรับวาประสบปญหาทางดาน การเงิน ไมสามารถไดรับเงินสนับสนุนเพียงพอแกการดําเนินงานของพรรคทางแกไขของพรรคการเมืองในเรื่อง นี้จึงมักเปนไปในแบบของการดึงเอาตัวผูนําทางธุรกิจที่มีฐานะดีเขามารวมมือกับพรรคโดยแลกเปลี่ยนกับ ผลประโยชนที่สําคัญ เชน ตําแหนงผูนําพรรค หรือตําแหนงรัฐมนตรี เปนตน และบางทีผูที่เต็มใจสนับสนุนทาง การเงินเชนนี้มีไมมากนัก พรรคจําตองยอมตามความตองการของบรรดานักธุรกิจ หรือผูมีเงินเหลานี้อยูดี แต ถาประชาชนมีสวนรวมทางการเมืองเปนจํานวนมาก พรรคยอมมีโอกาสมากขึ้นที่จะแสวงหาการสนับสนุนทาง การเงินจากคนในวงกวาง หรืออาจไดอาสาสมัครมาชวยงาน โดยไมยอมรับเงิน ซึ่งจะชวยทุนคาใชจายในการ ดําเนินงาน
  • 6.
    26 โดยสรุปการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชนแบบสมัครใจ หรือแบบเสรีนั้นเปนเครื่องระบุ วาประชาชนตองการประชาธิปไตย การมีสวนรวมทางการเมืองแบบเสรีเปนสิ่งที่เขาไมไดกับการปกครองแบบ เผด็จการ ดังนั้น ถาการมีสวนรวมของประชาชนมีนอยแลว สถาบันการเมืองแบบประชาธิปไตยพัฒนาได ลําบาก แตถาการขยายตัวของการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชนมีกวางขวางขึ้น สถาบันอยางพรรค การเมืองและรัฐสภาพยอมไดรับการพัฒนาตามไปดวย เพราะเปนสถาบันหลักของระบอบประชาธิปไตยนั่นเอง 2. ผลกระทบที่มีตอการพัฒนาประชาธิปไตย จากลักษณะที่กลาวขางตน การมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชนที่ไดกลาวมาแลวขางตน มี ผลกระทบตอการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพเปนอยางมาก ผลกระทบที่เห็นไดชัด คือ 1) เปนการเปดโอกาสใหมีการยึดอํานาจบอยครั้งโดยฝายทหาร นับตั้งแตประชาชนไทยไดรับ สิทธิทางการเมือง และไดรับโอกาสใหมีสวนรวมทางการเมือง เมื่อป พ.ศ. 2475 เปนตนมา ประชาชนคนไทยไดแสดงความสนใจ ความตื่นตัว รวมทั้งไดเขามีสวนรวมทางการเมืองนอย มาก เมื่อความสนใจทางการเมืองของประชาชนอยูในระดับต่ําเชนนี้ จึงไมเปนอุปสรรคแก การเขายึดอํานาจฝายทหาร แทบมุกครั้งที่มีรัฐประหารเกิดขึ้นไมวาจะสําเร็จหรือไมก็ตาม ประชาชนไมมีสวนยุงเกี่ยวแตอยางใด ไมมีการแสดงอาการวาเห็นดวย หรือคัดคาน ในการทํา รัฐประหารเหลานั้น ผูทํารัฐประหารจึงมักไมตองพะวงมากนักวาจะมีประชาชนลุกฮือขึ้นมา ตอตานการทํารัฐประหารของตน แมวาในระยะหลัง ๆ มีประชาชนเขามายุงเกี่ยวมากขึ้น ทั้ง ในดานการสนับสนุนและการคัดคานในการทํารัฐประหาร โดยเฉพาะตั้งแตวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 เปนตนมา อยางไรก็ตาม การขยายตัวของการมีสวนรวมของประชาชนในเรื่องนี้ ยังไมมากพอที่จะทําใหความเปนไปไดของการรัฐประหารหมดสิ้นไป การที่ประชาชนใหความ สนใจทางการเมืองมากขึ้นนั้นยังไมถึงระดับที่ขัดขวางการทํารัฐประหารได 2) ทําใหรัฐบาลพลเรือนสรางความชอบธรรมไดลําบาก ปจจัยที่ชวยสงเสริมเสถียรภาพของ ระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย คือ รัฐบาลพลเรือนประชาธิปไตยตองมีความชอบธรรม ของรัฐบาลนั้นหมายความวา ประชาชนสวนใหญและกลุมหลัก ๆ ที่มีพลังทางการเมืองให การสนับสนุนและเห็นวา รัฐบาลนั้นมีความเหมาะสมถูกตอง รัฐบาลที่ไดรับการสนับสนุนจาก ประชาชนอยางกวางขวางเชนนี้ ยอมทําใหรัฐบาลมีความมั่นคง มีเสถียรภาพและถามีความ พยายามจากกลุมหนึ่งกลุมใดที่ตะโคนลมรัฐบาลนั้น โดยพลการหรือโดยอาศัยกําลังแลว ประชาชนจะพรอมเขาตอตาน ประชาชนที่มีประชาธิปไตยที่มั่นคงและมีเสถียรภาพ เชน อังกฤษ หรือสหรัฐอเมริกา ฯลฯ นั้นเปนประเทศที่มีทั้งระบบการเมืองและรัฐบาล ถามี ความชอบธรรมสูง และมีประชาชนสนับสนุนอยางกวางขวาง อันเปนผลใหการลมลางรัฐบาล หรือระบบการเมืองโดยกําลังหรือการทําการรัฐประหาร เปนเรื่องที่เปนไปไมได แมแตใน ความฝน แตสําหรับกรณีของประเทศไทยนั้น ระบบประชาธิปไตยและรัฐบาลพลเรือนไดรับ การสนับสนุนจากประชาชนไมกวางนัก หรือมาลงคะแนนเสียงโดยไมคํานึงถึงวาอยากใหใคร เปนรัฐบาลหรือไปลงคะแนนเพราะถูกเกณฑ หรือถูกจางวาน รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เชนนี้ ยอมไมมีฐานมั่นคงในหมูประชาชนเปนรัฐบาลที่มีความเปราะบาง และมักอางลําบาก วาเปนรัฐบาลที่ประชาชนใหการสนับสนุน นอกจากนี้ยังมักถูกโจมตีอยูเสมอ ๆ จากกลุมที่ไม ชอบประชาธิปไตยวาเปนรัฐบาลที่ไมไดรับการรับรองและรับการสนับสนุนจากประชาชน อยางแทจริง
  • 7.
    27 3) ในกรณีที่ประชาชนมีความสนใจและมีสวนรวมทางการเมืองต่ํา ประชาชนสวนใหญที่มีความ นิ่งเฉยทางการเมืองอาจถูกชักจูงหรือถูกระดมใหหันมาสนับสนุนระบอบเผด็จการ หรือ ระบอบการปกครองโดยทหาร ซึ่งเปนผลเสียตอการพัฒนาประชาธิปไตยเปนอยางมาก โดยทั่วไปการชักจูงใหประชาชนมีบทบาท หรือมีสวนรวมทางการเมืองเปนลักษณะสําคัญ ของระบบการเมืองสมัยใหม ไมวาจะเปนระบบเผด็จการหรือประชาธิปไตยสมัยใหม จะมีการ มีสวนรวมทางการเมืองของประชาชนอยูเสมอ จะผิดกันก็แตเพียงวาการมีสวนรวมในระบบ เผด็จการนั้นเปนเรื่องของการถูกระดม สวนในระบอบประชาธิปไตยเปนเรื่องของความสมัคร ใจ ถาระบบการเมืองไทยมีการระดมใหประชาชนสนับสนุนการปกครองของทหารหรือเผด็จ การในรูปตาง ๆ แลวจะกลายเปนอุปสรรคอยางสําคัญตอการพัฒนาประชาธิปไตย รัฐสภากับการพัฒนาทางการเมืองไทย 1. รัฐสภากับการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชน ความสัมพันธระหวางรัฐสภากับการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชน เปนอีกประเด็นหนึ่งที่ จะชวยอธิบายถึงลักษณะการพัฒนาทางการเมืองของไทย โดยทั่วไปแลวรัฐสภาหรือสถาบันนิติบัญญัติมักมี ความเชื่อมโยงอยางใกลชิดกับการมีสวนรวมทางการเมือง เพราะเปนสถาบันที่มาจากการเลือกตั้งของ ประชาชน ยกเวนในบางชวงที่สภานิติบัญญัติมาจากการแตงตั้ง ความตอเนื่องของการปฏิบัติงานของรัฐสภา อํานาจและบทบาททางการเมืองของรัฐสภา ยอมสะทอนใหเห็นถึงความสําคัญของการมีสวนรวมทางการเมือง ของประชาชน ในกรณีที่สถาบันนิติบัญญัติไดรับการเลือกตั้งมีบทบาทอยางตอเนื่อง เปนระยะเวลาอันยาวนาน และมีอํานาจมีบทบาทในทางการเมืองอยางเขมแข็งและกวางขวางแลวยอมเปนเครื่องชี้ไดวา การมีสวนรวม ทางการเมืองของประชาชนมีความหมาย นับตั้งแตประเทศไทยมีรัฐสภาเปนตนมา ตั้งแตการเปลี่ยนแปลงการปกครองในป พงศ. 2475 นั้น ปรากฏวามีเพียงชวงระยะเวลาสั้น ๆ ที่สภาผูแทนราษฎรมาจากการเลือกตั้ง มีบทบาทและอํานาจทางการ เมืองทั้งในทางพฤตินัยและนิตินัย คือ สภาผูแทนฯ ในชวงป 2489-2490 และในชวงป พ.ศ. 2518-2519 สภา ผูแทนฯ ในชวงป พ.ศ. 2489 ถึงรัฐประหารในป พ.ศ. 2490 เปนสภาที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐธรรมนูญฉบับใหม ประกาศใชในป พ.ศ. 2489 ตามความตองการของนายปรีดี พนมยงค และคณะ ซึ่งเปนกลุมที่มีอํานาจทาง การเมืองมากที่สุดในขณะนั้นที่ตองการจะจัดรูปแบบรัฐบาลเสียใหม ใหกลุมของตนมีพื้นฐานทางการเมืองที่ มั่นคง และขจัดนักการเมืองที่สนับสนุนจอมพล ป. ที่ยังคงมีอยูบางในสภาผูแทนฯ ชุดเดิมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได ระบุใหมีสภา 2 สภา คือ สภาผูแทนราษฎรเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน และพฤฒิสภาเลือกตั้งโดยทางออม สวนรัฐสภาในชวงป พ.ศ. 2518-2519 ประกอบดวย 2 สภา เชนเดียวกัน คือ สภาผูแทนราษฎร เลือกตั้ง โดยตรงจากประชาชนและวุฒิสภา แตงตั้งโดยรัฐบาล แตทั้งวุฒิสภาและพฤฒิสภาขางตนมีอํานาจนอยมาก อํานาจสวนใหญอยูที่สภาผูแทนราษฎร นอกจากนี้ขอบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่หามขาราชการประจําเปนสมาชิก สภาสูงทั้งสองชวงนี้ ทําใหอํานาจที่แทจริงของสภาสูงทั้งสองลดนอยลงไปอีก ถาสภาทั้งสองนี้มีขาราชการ ประจําทั้งทหารและพลเรือนเปนสมาชิก สมาชิกสภาโดยอาศัยความเปนขาราชการอาจแสดงอิทธิพลทาง การเมืองไดมากขึ้น สภาผูแทนราษฎรที่อยูในชวงนี้มีอํานาจในการควบคุมรัฐบาลอยางมาก รัฐบาลตองขอความ ไววางใจตอสภากอนจึงจะเขามาบริหารประเทศ สภาผูแทนมีอํานาจลงมติไมไววางใจคณะรัฐมนตรีทั้ง รายบุคคลและทั้งคณะ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญป พ.ศ. 2517 ไดกําหนดใหนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีจํานวน หนึ่งตองเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร อันที่จริงสภาผูแทนในชวงหลังรัฐประหารป พ.ศ. 2490-2493 ซึ่งใช
  • 8.
    28 รัฐธรรมนูญป 2492 ไดใหอํานาจสภาผูแทนราษฎรไวไมนอยไปกวาสองชวงที่ไดกลาวมากอนหนานี้ตาม รัฐธรรมนูญป 2490 คณะรัฐมนตรีตองขอความไวใจจากรัฐสภา ซึ่งประกอบดวยวุฒิสภาและสภาผูแทนฯ เสียกอนจึงจะเขาบริหารประเทศ สวนรัฐธรรมนูญป 2492 ใหอํานาจนี้แกสภาผูแทนฯ เชนเดียวกัน แต การเมืองในชวง พ.ศ. 2492-2495 ถูกคณะรัฐประหารครอบงํา ดังนั้นรัฐสภาทําอะไรที่ขัดแยงกับฝายทหารนัก ไมได การที่คณะรัฐประหารไดสงนายทหารมาบังคับใหนายควง อภัยวงศ ลาออกจากนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2491 หรือจากการที่จอมพล ป. ไดยึดอํานาจเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 ก็ดวยเหตุผลที่ คลายคลึงกัน คือ สภาผูแทนฯ ไดแสดงบทบาทที่คอนขางเปนอิสระมากเกินไป การเปลี่ยนจากระบบรัฐสภาซึ่งใชมาตั้งแตป พ.ศ. 2475 มาเปนแบบกึ่งรัฐสภาหรือแบบแบงแยก อํานาจในชวงป พ.ศ. 2511-2514 นั้น เปนเรื่องของความพยายามของผูนําทหารและขาราชการพลเรือนที่จะ รักษาอํานาจทางกรเมืองไว ระบบการแบงแยกอํานาจเชนนี้ เปนการยืนยันความเชื่อของผูนําทางการเมืองที่มา จากระบบราชการที่เห็นวา สมาชิกสภาผูแทนยังไมมีความสามารถพอที่จะบริหารประเทศได ควรมีอํานาจแต เพียงการออกกฎหมายเทานั้น อยางไรก็ตาม วิธีการเชนนี้มีอายุอยูไมนานและถูกยกเลิกไป เมื่อ จอมพลถนอม ยึดอํานาจตัวเองเมื่อปลายป พ.ศ. 2514 หลังจากพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท ยึดอํานาจจากรัฐบาลนายธานินทร กรัยวิเชียร เมื่อปลายป พ.ศ. 2520 นั้น ปญหาเกาไดเขาสูผูนําทางทหารอีกครั้งหนึ่งคือ รูปแบบความสัมพันธระหวางฝายบริหารกับ ฝายนิติบัญญัติควรเปนอยางไร จึงจะใหมีภาพพจนประชาธิปไตย ในขณะเดียวกันสามารถรักษาเสถียรภาพ ทางการเมืองและผูนําทหารยังสามารถรักษาอํานาจอยูไดอยางชั่วระยะเวลาหนึ่ง รูปแบบที่ใชตามรัฐธรรมนูญป 2521 นี้ ยังไมปลอยอํานาจใหกับสภาผูแทนราษฎรและพรรค การเมืองอยางเต็มที่เหมือนในชวงป พ.ศ. 2518-2519 แตไดพยายามยึดแบบรัฐสภาเปนหลัก แตยืมหลัก แบงแยกอํานาจมาใชบาง เชน ในประเด็นที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีไมตองมาจากรัฐสภาก็ได และสามารถ เขาบริหารประเทศไดโดยไมตองขอความไววางใจจากสภากอน สวนในเรื่องอื่น ๆ ยังคงรูปแบบของรัฐสภาไว เชน เรื่องของการใหอํานาจสภาผูแทนราษฎรในการเปดอภิปรายลงมติไมไววางใจคณะรัฐมนตรี ทั้งที่เปน รายบุคคลและเปนคณะ วุฒิสภาซึ่งเปนสภาแตงตั้งนั้นมีอํานาจหลัก ๆ เพียงใหความเห็นชอบแกรางกฎหมายที่ ผานสภาผูแทนราษฎรแลว อํานาจอีกประการหนึ่งที่มีเทาเทียมกับสภาผูแทนราษฎร คือ อํานาจในการแกไข รัฐธรรมนูญ และตีความการทํางานของรัฐสภา ซึ่งตองใชการประชุมกับสภาผูแทนราษฎร การที่สภา ผูแทนราษฎรถูกยุบได ก็เปนลักษณะของระบบรัฐสภาอีกเชนกัน แตในชวง 4 ป แรกที่มีการใชบทเฉพาะกาลที่ ใหวุฒิสภามีอํานาจเทากับสภาผูแทนฯ ในการควบคุมรัฐบาลและยินยอมใหขาราชการประจําดํารงตําแหนงใน คณะรัฐมนตรี และตําแหนงทางการเมืองอื่น ๆ นั้นเปนความพยายามของฝายผูนําทหารก็จะมีบทบาททาง การเมืองอยูชั่วระยะเวลาหนึ่ง สวนรูปแบบของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 รัฐสภามีหนาที่สําคัญ คือ การบัญญัติ กฎหมายและควบคุมการปฏิบัติงานของฝายบริหาร ประกอบดวยสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภา มีการ ขยายสมัยประชุมเดิมจาก 90 วัน เปน 120 วัน ประกอบดวยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจาก ประชาชนทั้งสองสภา โดยสภาผูแทนราษฎรมีจํานวน 500 คน คงที่ มาจากการเลือกตั้ง 2 แบบ คือ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวน 400 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงแบบเขตเดียวเบอรเดียวและการเลือกตั้ง แบบบัญชีรายชื่อจํานวน 100 คน สวนวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งโดยตรง โดยใชเขตจังหวัดเปนเขตเลือกตั้ง จํานวน 200 คน คงที่ ดํารงตําแหนงคราวละ 6 ป สวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรดํารงตําแหนงคราวละ 4 ป
  • 9.
    29 นับเปนรัฐธรรมนูญฉบับที่เปนประวัติศาสตรการเมืองไทยที่ไดมีการพัฒนาขึ้นมาเปนประชาธิปไตย และมีการ ถวงดุลอํานาจมากขึ้น5 (6) ดังนั้นเราจะเห็นไดวา ลักษณะของรัฐสภาจะเปนเชนไรนั้นขึ้นอยูกับผลการตอสูระหวางทหารกับ พรรคการเมืองในชวงที่ทหารเพลี่ยงพล้ํา สภาผูแทนฯ จะมีอํานาจมาก และถาในชวงที่ทหารมีอํานาจมากสภา ผูแทนฯ มักจะมีบทบาทจํากัด ดังนั้นลักษณะของรัฐสภาจึงสะทอนบทบาทหรือความสําคัญของการมีสวนรวม ทางการเมืองของประชาชนไดเปนอยางดี 2. บทบาทของรัฐสภา รัฐสภาในประเทศไทยที่กําลังพัฒนา มักมีอํานาจและบทบาทจํากัด เพราะการเมืองในประเทศ เหลานี้ถูกครอบงําดวยระบบราชการ หรือไมก็ดวยพรรคการเมืองพรรคเดียว อยางไรก็ตาม บทบาทของรัฐสภา ไทยมีทั้งที่มีอิทธิพลและไมมีอิทธิพล ทั้งนี้ยอมแลวแตสภาพการเมืองในชวงระยะเวลานั้น ๆ 2.1 บทบาทในดานความชอบธรรม หนาที่หรือบทบาทประการแรกคือ หนาที่ในการสรางความชอบธรรมใหกับระบบการเมือง โดยทั่วไปรัฐสภามักไมคอยมีความเขมแข็งทางการเมือง แตมีบทบาทที่สําคัญ คือ สรางความชอบธรรมใหกับ ระบบการเมืองที่เปนอยู และผูนําทางการเมืองในขณะนั้น การจัดตั้งสภารางรัฐธรรมนูญในป พ.ศ. 2502 ใน สมัยการปกครองของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต เปนตัวอยางอันดีในเรื่องนี้ เพื่อแสดงวาผูนําทหารยอมรับอยาง นอยหลักการบางแยกอํานาจ แมวาสภารางรัฐธรรมนูญไมมีอํานาจทางการเมืองแตอยางใด อาจกลาวไดวาเปน สภาตรายาง แตอยางนอยทําใหระบบการเมืองและกฎหมายตาง ๆ ที่ออกมาบังคับใช มีความชอบธรรม เพราะ อนุมัติโดยสภานิติบัญญัติ ไมใชฝายทหาร นอกจากนั้นการมีรัฐสภาก็เพื่อแสดงวามีลักษณะของ “ประชาธิปไตย” อยู การเลือกตั้งใหมีสภาผูแทนราษฎรในชวงป 2495-2500 ก็ดี หรือในชวงป พ.ศ. 2512- 2514 ก็ดี ก็เปนความพยายามของผูนําทหารที่แสดงวาตนยอมรับใหมีหลักการประชาธิปไตย เพื่อลดความตึง เครียดทางการเมือง โดยเฉพาะอยางยิ่งในป พ.ศ. 2512 ไดมีแรงกดดันเพิ่มมากขึ้น เพื่อใหมีการเลือกตั้ง จนกระทั่งรัฐบาลตองยินยอมตามรัฐสภาในชวงป พ.ศ. 2521 เปนตนมามีสวนชวยสรางความชอบธรรมใหกับ ประเทศเปนอยางมากเชนกัน เพราะเปนการลดความไมพึงพอใจในการปกครองแบบรวมอํานาจในสมัยรัฐบาล นายธานินทร กรัยวิเชียร 2.2 บทบาทในดานอิทธิพล หนาที่หรือบทบาทในประการตอมาเปนเรื่องที่เกี่ยวของกับอิทธิพบของรัฐสภา (Influence Function) รัฐสภาที่มาจากการแตงตั้งมักมีอิทธิพลทางการเมือง และในดานการตัดสินใจนอยกวาสภาที่มา จากการเลือกตั้ง ยกเวนสภานิติบัญญัติในชวงหลังเหตุการณ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ซึ่งถึงแมวาเปนสภาที่มา จากการแตงตั้ง แตมีบทบาทที่เขมแข็ง และมีอิทธิพลสูงเพราะวาระบบการเมืองมีเสรีภาพมากขึ้น เนื่องจาก จอมพลถนอมและจอมพลประภาส ถูกโคนลมไป แตสําหรับในชวงที่สภามาจากการเลือกตั้ง ปรากฏวารัฐสภามีบทบาทอยางสําคัญในการ แสดงออกซึ่งอิทธิพลของตน และเมื่อพรรคการเมืองไมมีเอกภาพเทาที่ควร สมาชิกสภาจึงมีอิสระในการแสดง บทบาทของตนเองไดดีพอสมควร ทําใหสถาบันรัฐสภามีอิทธิพลมากขึ้น อยางไรก็ตาม สภาผูแทนฯ ยังสามารถลมรางกฎหมายของรัฐบาลไดบาง แตความสามารถ เชนนี้ไมไดเปนเพราะสภาผูแทนมีความเขมแข็งมากขึ้นแตอยางใดไม แตเปนเพราะความออนแอของรัฐบาลเอง (6)เอกสารสรุปสาระข้อสังเกตของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่, คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปการเมือง 2540, หน้า 7-11
  • 10.
    30 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมพ.ศ. 2529 สภาผูแทนฯ ไดลงมติไมรับพระราชกําหนดขึ้นภาษีทะเบียนรถยนตดีเซล เปนผลใหสภาผูแทนราษฎรถูกยุบลงในที่สุด 2.3 บทบาทในการควบคุมดูแลการบริหารงานของรัฐบาล วิธีการที่สมาชิกสภาผูแทนราษฎรใชเพื่อควบคุมการทํางานของรัฐบาลคือการเปดอภิปรายไม ไววางใจรัฐบาลเปนรายบุคคลและเปนคณะ การตั้งกระทูถาม ในเรื่องการเปดอภิปรายไมไววางใจนั้น ฝายคาน มีโอกาสชนะนอยมาก เนื่องจากมีเสียงในสภาผูแทนนอยกวาพรรครวมรัฐบาล แตการอภิปรายซักถามยอยทํา ใหฝายรัฐบาลตองระมัดระวังตัวในการบริหารงานมากขึ้น ฝายคานมักใชการอภิปรายในสภากระตุนความรูสึก ของประชาชน และเพื่อสรางประชามติกดดันรัฐบาล ถาไมสามารถตอบขอซักถามไดอยางกระจางแลว วิธีการ เชนนี้ทําใหรัฐบาลขาดแคลนการสนับสนุนจากประชาชนทั่วไปได 2.4 บทบาทในดานอื่น ๆ นอกจากนี้รัฐสภายังมีบทบาทในดานอื่น ๆ อีก เชน บทบาทในดานการปกปองรักษา ผลประโยชนของประชาชน หรือบทบาทในเรื่องการแสดงความเดือดรอนของประชาชนใหเปนที่ประจักษ (Interest Articulation Function) การอภิปรายและกระทูถามในชวงป พ.ศ. 2511-2514, 2518-2519 และ 2522 เปนตนมา ไดสะทอนถึงความทุกขของประชาชนอยูไมนอย การพบปะกับราษฎรในทองถิ่นของตนเปน สิ่งสําคัญอยางมาก เพื่อทราบขอเดือดรอนของเขา สมาชิกสภาจําเปนตองสละเวลาไมนอยเพื่อการนี้ 3. รัฐสภากับสถาบันทหาร เนื่องจากทหารเปนกลุมพลังที่สําคัญ ความสัมพันธระหวางรัฐสภากับทหารจึงเปนสิ่งสะทอนให เห็นวา รัฐสภามีอํานาจและบทบาททางการเมืองมากนอยเพียงใด ความสัมพันธระหวางทหารกับรัฐสภาที่นา ศึกษา คือ การพิจารณางบประมาณทาการทหารของรัฐสภา6 (8) สมาชิกรัฐสภาพยายามหาทางตัดทอน งบประมาณของทหารลงใหได แตจากเหตุการณที่ผานมาเกือบทุกสมัยไมมีรัฐสภาใดสามารถตัดงบราชการของ กองทัพบกได แสดงวาทหารยังมีบารมีหรือิทธิพลทางการเมืองอยูไมนอย บรรดาสมาชิกสภาผูแทนฯเหลานี้ ยอมรับวา ทหารยังมีบทบาทในการกําหนดเกมการเมือง จึงยังตองการมีความสัมพันธที่ดีกับผูนําทหารได นอกจากนั้นจากการที่นักธุรกิจและนายทุนไดเขามามีบทบาทมากขึ้นในพรรคการเมือง และไดรับ การเลือกตั้งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ไดเปนเปาหมายของการวิพากษวิจารณของฝายทหารวา สภา ผูแทนราษฎรกําลังเปนแหลงแสวงหาผลประโยชนของบรรดานักธุรกิจบางคน ทําใหสภาผูแทนราษฎรไมไดเปน ผูทําหนาที่เปนตัวแทนของประชาชนอยางแทจริง ขอโจมตีอันนี้เองที่แสดงวา ความสัมพันธระหวางสภา ผูแทนราษฎรยังไมราบรื่นเทาที่ควร แตในขณะเดียวกันก็แสดงใหเห็นวานักธุรกิจกําลังกาวเขาสูวงการเมือง และอาจเปนพลังที่สําคัญในทางการเมืองในอนาคตที่ทาทายอํานาจของฝายทหาร กลุมผลประโยชนกับการมีสวนรวมทางการเมือง ในประเทศประชาธิปไตยตะวันตก รัฐสภา พรรคการเมือง และกลุมผลประโยชน มีความสัมพันธกัน อยางใกลชิดในประเทศเหลานี้กลุมผลประโยชนเปนตัวเชื่อมที่สําคัญระหวางพรรคการเมืองและประชาชนเปน องคกรที่ทําหนาที่จัดการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชน ชวยกระตุนและดึงประชาชนเขามามีสวนใน การตัดสินใจของรัฐบาล เปนสื่อหรือตัวกลางของประชาชนในการเรียกรองความตองการของคนตอหนวยงาน ของรัฐ แตสําหรับประเทศไทยแลว กลุมผลประโยชนมีไมมากนัก และไมไดมีการรวมกลุมกันอยางเขมแข็งแต ประการใด ยกเวนในระยะหลังที่มีกลุมกดดัน และกลุมผลประโยชนบางกลุมที่มีอิทธิพลทางการเมืองมากขึ้น (8)รายละเอียดดูสุจิต บุญบงการ, อ้างแล้ว, หน้า 80-95
  • 11.
    31 กลุมที่มีบทบาททางการเมืองที่มีสวนเกี่ยวของกับการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชน และมี สวนกําหนดความสัมพันธระหวางพรรคการเมืองกับทหาร คือกลุมนักศึกษาและกลุมนักธุรกิจ 1. กลุมนิสิตนักศึกษากับการตอสูเพื่อการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชน กลุมนักศึกษาถือไดวาเปนหัวหอกสําคัญในการตอสู เพื่อการขยายการมีสวนรวมทางการเมืองของ ประชาชนซึ่งมีผลใหพรรคการเมืองและกลุมนักธุรกิจไดใชการมีสวนรวมทางการเมืองนี้เปนฐานสรางอํานาจ ใหกับตัวเอง กลาวอีกนับหนึ่ง กลุมนักศึกษาไดเปนกลุมที่ตอสูเพื่อประชาธิปไตย สวนกลุมนักธุรกิจเปนกลุมที่ ไดประโยชนจากผลการตอสูของกลุมนิสิตนักศึกษา โดยทั่วไปบทบาททางการเมืองของนิสิตนักศึกษาของไทยนั้นมีลักษณะที่ตอตานการปกครองแบบ เผด็จการ และสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย บทบาททางดานนี้เห็นไดชัดเจน คือ บทบาทของ ศูนยกลางนิสิตนักศึกษาแหงประเทศไทย ในการตอสูทางการเมืองมานับตั้งแตป พ.ศ. 2514 จนกระทั่งไดเปน แกนนําในการเรียกรองความเปนธรรมใหชนชั้นผูยากไร อันไดแก ชาวไร ชาวนา กรรมกร ซึ่งถูกบีบคั้นมาเปน เวลานาน นอกจากนั้นขบวนการนิสิตนักศึกษายังไดประทวงการปราบปรามผูกอการรายอยางรุนแรง โดยไม เลือกวาเปนผูกอการรายจริงหรือเปลา และไดรณรงคตอตานนโยบายของสหรัฐอเมริกา การตั้งฐานทัพของ สหรัฐอเมริกาในประเทศไทย7 (9) ฯลฯ ปรากฏวาในชวงเดือนพฤศจิกายน 2516 ถึงกันยายน 2517 ปรากฏวาได มีการเดินขบวนและชุมนุมประทวงของบรรดานิสิตนักศึกษา เฉพาะนอกเขตกรุงเทพมหานครถึง 365 ครั้ง8 (10) ซึ่งกวาครึ่งหนึ่งเปนการประทวงการบริหารงานของจังหวัด นอกจากนั้นยังมีการประทวงการกลับมาของจอม พลประภาส จนเปนผลทําใหจอมพลประภาสตองเดินทางออกนอกประเทศอีกครั้งหนึ่ง และสุดทายการกลับมา ของจอมพลถนอม จนเกิดเหตุการณ 6 ตุลาคม 2519 ขึ้น ความสําเร็จของนักศึกษาในการโคนลมรัฐบาลทหารของจอมพลถนอมและจอมพลประภาสเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 และการเคลื่อนไหวเรียกรองในเรื่องตาง ๆ นั้น ทําใหเกิดประเด็นที่นาสนใจวาอะไรเปน ปจจัยที่สําคัญอันทําใหนักศึกษามีพลังทางการเมืองจนสามารถเคลื่อนไหวทางการเมืองไดถึงระดับนั้น ปจจัย ดังกลาวอาจแยกใหเห็นไดดังนี้ 1) การยอมรับจากสังคม นิสิตนักศึกษาเปนกลุมที่ไดรับการยกยองและยอมรับจากสังคมสูง โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับการเมืองแลว สังคมยอมรับวานิสิตนักศึกษาไมไดผูกพันหรือไม ไดรับใชกลุมการเมืองกลุมใดกลุมหนึ่ง การเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใดก็ตาม ถาประชาชน มีความเชื่อวาเปนไปเพื่อรับใชผูนําทางการเมืองใดแลว จะไมสามารถระดมการสนับสนุนจาก ประชาชนไดอยางกวางขวาง 2) การรวมกลุมในสังคมที่กําลังพัฒนา การรวมกลุมมีอยูไมมากนัก กลุมอาชีพหรือกลุมทาง สังคมใดที่รวมตัวกันไดอยางเขมแข็ง ยอมทําใหมีพลังทางการเมือง สามารถเคลื่อนไหวทาง การเมืองไดดี ในกรณีของไทยนั้น เห็นไดวาระบบราชการและทหารเปนกลุมที่มีการรวมตัว กันอยางดี ในขณะที่พรรคการเมืองและกลุมผลประโยชนอื่น ๆ มีการรวมตัวกันอยางหลวม ๆ จึงไมสามารถตานทางอํานาจของทหารและระบบราชการได ยิ่งบรรดานักธุรกิจ นัก อุตสาหกรรมแลวแทบจะไมมีการรวมเปนกลุมผลประโยชนเลย สวนนิสิตนักศึกษาเปนกลุมที่ มีจํานวนไมนอย และไดมีการรวมกลุมกันอยางจริงจังในระยะนับตั้งแต พ.ศ. 2511 เปนตน มา (9)ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย, วีรชนหาญกล้า (ไม่ปรากฏโรงพิมพ์2518). หน้า 125-134 (10) David Morell and Chai-anan Samudavanija, Political Conflicts in Thailand (Cambridge, Mass : Oelgeschlarger, Gunn Hain, 19841). p. 157
  • 12.
    32 3) ผูนําในชวงนับตั้งแตป 2511จนถึงเหตุการณ “14 ตุลาคม” ไดมีผูนํานักศึกษาที่มีบทบาท เดน เชน นายธีรยุทธ บุญมี นายเสกสรรค ประเสริฐกุล นายสมบัติ ธํารงธัญวงศ เปนตน ผูนํา นิสิตนักศึกษาเหลานี้เปนผูนําที่มีความสามารถในการจูงใจมวลชน เปนผูที่มีความสามารถ และทุมเทเวลาใหกับขบวนนิสิตนักศึกษาในยุคกอนในชวงเวลาที่นักศึกษาสวนใหญสนใจใน กิจกรรมกีฬาและบันเทิง แตทํางานทุมเทดวยใจรักและเชื่อมั่นใน อุดมคติ ไมใชทําเพื่ออามิสสินจาง หรือผลประโยชนตอบแทนอื่นใด 4) สภาพแวดลอมทางการเมืองนอกเหนือจากความเขมแข็งอันเกิดจากบรรดานิสิตนักศึกษาเอง แลว สภาพแวดลอมทางการเมืองยังมีสวนเอื้ออํานวยตอการเคลื่อนไหวทางการเมืองของนิสิต นักศึกษาเปนอยางมาก สภาพแวดลอมที่สําคัญ คือ ความไมพอใจตอการผูกขาดอํานาจการ ปกครองของผูนําทหาร นับตั้งแตจอมพลสฤษดิ์ ไดยึดอํานาจในป พ.ศ. 2500 เปนตนมา ผูนํา ทหารไดปกครองประเทศดวยอํานาจเด็ดขาด เมื่อจอมพลสฤษดิ์ เสียชีวิตลงไปในป พ.ศ. 2506 จอมพลถนอม ไดเปนหัวหนารัฐบาลตอมา และไดมีการเปดโปงการทุจริตของจอม พลสฤษดิ์ ไดกอใหเกิดความไมพึงพอใจในการปกครองของทหารมากขึ้น ประชาชนเริ่ม เรียกรองการประกาศใชรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง จนในที่สุดฝายรัฐบาลจําตองยอมใหมี รัฐธรรมนูญในป พ.ศ. 2511 เมื่อจอมพลถนอม เขายึดอํานาจเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2514 ได กอใหเกิดความไมพอใจอยางกวางขวาง จนกระทั่งเกิดเปนเหตุการณ 14 ตุลาคม 2516 หลัง จาดฝายทหารยึดอํานาจเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 และไดจัดตั้งรัฐบาลขึ้นโดยทําการปราบปราม นักศึกษาอยางรุนแรง และปดกั้นเสรีภาพและการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน ขบวนการนักศึกษาจึงเปลี่ยนแนวทางในการตอสูใหมโดยมีนักศึกษาจํานวนไมนอย หลบหนีเขา ปาไปรวมมือกับพรรคคอมมิวนิสตแหงประเทศไทย อยางไรก็ตาม หลังจากที่พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท และ พล.ร.อ. สงัด ชลออยู และคณะไดเขายึดอํานาจจากรัฐบาลนายธานินทร กรัยวิเชียร ไดมีนโยบายอะลุมอลวย กับขบวนการนักศึกษามากขึ้น มีการอภัยโทษ หลังจากนั้นมาตั้งแตป พ.ศ. 2521 เปนตนมา นักศึกษาได พยายามลดบทบาท เนนกิจกรรมในมหาวิทยาลัย การเขาไปยุงเกี่ยวกับการเมืองก็มีเชนกัน แตนิสิตนักศึกษา จะเลือกเลนในเรื่อที่สําคัญ ๆ เทานั้น บทบาทสวนใหญจะเปนเรื่องของการคานหรือติงการดําเนินงานของ รัฐบาลหรือผูนําทางการเมืองมากกวาเปนเรื่องของการสรางขบวนการเพื่อโคนลมรัฐบาล บทบาททางการเมืองของกลุมนักธุรกิจ ในบรรดากลุมผลประโยชนดวยกัน กลุมนักธุรกิจเปนกลุมที่มีพลังทางการเมืองสูง และเริ่มเขามามี บทบาททางการเมืองมากขึ้น และการเขารวมทางการเมืองนี้ มิไดเขาไปในรูปของกลุมหรือองคการอยางใน ประเทศประชาธิปไตยตะวันตก แตเขามาในรูปของสวนบุคคล เหตุผลที่กลุมธุรกิจมีบทบาททางการเมืองมากขึ้นก็คือการขยายตัวทางเศรษฐกิจมีสูงขึ้นมีผูประกอบ อาชีพทางธุรกิจมากขึ้น ทั้งในกรุงเทพฯ และในจังหวัดตาง ๆ กลุมธุรกิจเหลานี้จึงจําตองเขาไปมีบทบาททาง การเมือง เพื่อปกปองผลประโยชนของตน การที่ประเทศไทยไดใชระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในแบบที่เปด กวาง โดยเนนบทบาทของภาคเอกชน การคาขายกับตางประเทศและการลงทุนจากตางประเทศ สภาพเชนนี้มี ผลใหกลุมธุรกิจตาง ๆ เจริญเติบโตอยางรวดเร็ว แมวาในชวงการปกครองของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในชวง กอนสงครามโลกครั้งที่สอง ไดมีนโยบายตอตานชาวจีน ซึ่งสวนใหญครอบงําธุรกิจของประเทศ ในชวงหลัง สงคราม นโยบายนี้ไดถูกยกเลิกและในชวงการปกครองของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต ไดเนนการพัฒนาเศรษฐกิจ ในระบบทุนนิยมและการลงทุนจากตางประเทศ ซึ่งมีผลใหธุรกิจเอกชนขยายตัวอยางกวางขวางในระยะเวลา ตอมา การขยายตัวทางดานการคา การพัฒนาระบบการเงิน มีผลโดยตรงตอการขยายตัวทางธุรกิจเอกชน
  • 13.
    33 สําหรับบทบาททางการเมืองและความสัมพันธกับสถาบันการเมืองนั้น ๆ ของกลุมธุรกิจนี้ได เปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยเปนในชวงการปกครองของผูนําทหารดังกลาว พรรคการเมืองไมมีบทบาทที่สําคัญแต อยางใด การดําเนินงานเพื่อปกปองผลประโยชนของบรรดานักธุรกิจ จึงเปนเรื่องการสรางความสัมพันธกับผูนํา ทหาร และบรรดาขาราชการเปนสําคัญ ริกกส (Riggs) ไดวิเคราะหไวอยางชัดเจนถึงความสัมพันธระหวางนักธุรกิจกับผูนําในวงการทั้งทหาร และพลเรือน ในสมัยของจอมพล ป. และ จอมพลสฤษดิ์ ชวงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ความสัมพันธดงกลาว เปนไปในรูปของการเชิญขาราชการและผูนําทางการเมืองมาเปนกรรมการของบริษัท และใหเปนหุนสวน ผูที่ ถูกเชิญมักไดแกผูที่มีอิทธิพลทางการเมือง ซึ่งมักไดแกผูนําทหาร รัฐมนตรี ขาราชการชั้นผูใหญ หรือไมก็เปน ขาราชการที่เกี่ยวกับการควบคุมกฎระเบียบ เชน ขาราชการตํารวจ และขาราชการในกระทรวงการคลัง เปน ตน ริกกส พบวาในจํานวน 237 คนของผูที่เปนรัฐมนตรีในชวงป พ.ศ. 2475-2505 มีถึง 61 คน ที่เปน กรรมการของบริษัทตาง ๆ ในชวงระยะเวลาป พ.ศ. 2495-2500 และในจํานวนผูที่มีอํานาจทางการเมืองอยาง แทจริง เชน ในคณะรัฐประหารมักเปนกรรมการบริษัท9 (11) นอกจากนี้ ยังมีความสัมพันธในรูปแบบอื่นอีก เชน การใหผลประโยชนในรูปของเงิน สิ่งของ ที่ดินแก บรรดาขาราชการเหลานี้ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการปกปองผลประโยชนของตน ความสัมพันธเชนนี้เทากับ ตอบสนองความตองการทั้งสองฝาย ฝายผูนําทหารและพลเรือน มีความจําเปนตองใชเงินในการสรางฐาน สนับสนุนทางการเมืองของตน สภาพทางการเมืองในระยะนั้นเปนเรื่องของการตอสูกันเองของผูนําทหาร ผูนํา แตละคนจะตองมีลูกนองรวมตัวกันเปนกลุม ลูกนองนี้จะมีทั้งในวงราชการและนอกระบบราชการ ดังนั้นผูนํา จําตองมีเงินและทรัพยากรอื่น ๆ แจกจายใหลูกนองของตน เงิน และผลประโยชนตาง ๆ ผูนําไดรับมาจาก บรรดานักธุรกิจในสายตาของตนนั่นเองและเพื่อเปนการตอบแทนนักธุรกิจในสายตาของตนนั่นเอง และเพื่อ เปนการตอบแทน นักธุรกิจจะไดรับการปกปองคุมครองในการทําธุรกิจของตนใหไดรับความสะดวกในการทํา ธุรกิจ ไดรับสัมปทานและอาจหมายถึงการหลีกเลี่ยงภาษี การไมตองปฏิบัติตามกฎเกณฑตาง ๆ อันเปนผลให ไดเปรียบธุรกิจคนอื่น10 (12) อยางไรก็ตาม มีเพียงนักธุรกิจไมกี่คนเทานั้นที่สรางความสัมพันธเชนนี้กับบรรดานักการเมืองและผูนํา ทหารได นักธุรกิจในระดับรองลงมา พวกเจาของรานคายอย ไมมีโอกาสสรางความสัมพันธเชนนี้ไดเลย วิธีการ ที่พวกนี้ปกปองผลประโยชนมีการใชวิธีการติดสินบนเจาหนาที่ของทางราชการที่เกี่ยวของธุรกิจหลายอยางที่ หมื่นเหมตอการผิดกฎหมาย เชน ธุรกิจบริการบางประเภท ซึ่งมักจะไดรับความคุมครองจากเจาหนาที่โดยมี การแบงผลประโยชนบางประการตอบแทนให ความสัมพันธระหวางกลุมธุรกิจกับพรรคการเมือง หลังเหตุการณ “14 ตุลาคม 2516” ความสัมพันธของกลุมธุรกิจกับสถาบันอื่น ๆ ไดเปลี่ยนแปลงไป เหตุการณนี้ไดกระตุนใหมีการขยายตัวของการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชน มีการรวมตัวของกลุม ผลประโยชนตาง ๆ มากขึ้น เชน กลุมชาวนา กรรมกร และนักศึกษา กลุมตาง ๆ เหลานี้ รวมทั้งกลุมธุรกิจได ฉวยโอกาสนี้เขามามีสวนเกี่ยวของกับการเมืองมากขึ้น เพื่อเรียกรองในเรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชนของตน เชน ในป พ.ศ. 2517 สมาคมประมงไดเรียกรองใหมีการแจกจายน้ํามันในชวงที่น้ํามันขึ้นราคา หรือสมาคมสิ่งทอ สามารถเรียกรองใหรัฐบาลลดภาษีสินคาเขาวัตถุดิบ ลดคากระแสไฟฟา และลดอัตราดอกเบี้ย เปนตน (11) Fred Riggs, Thailand : The Modernization a Bureaucratic Polity (Honolulu, East-West Perss, 1966), pp. 254-255 (12) Prudhisan Jumbala, Interest and Pressure Groups in Somsakdi Xuto, ed., Government and Politics of Thailand (Singapore : Oxford University Press, 1987), p. 121
  • 14.
    34 นอกเหนือจากบทบาทเหลานี้แลว บรรดานักธุรกิจยังไดหันมาจัดตั้งพรรคการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้งและใช เปนบันไดไตเตาไปสูตําแหนงรัฐมนตรี การเมืองระบบเปดในชวงป พ.ศ. 2516-2519 มีผลใหนักธุรกิจไดสราง ความสัมพันธทางการเมืองแบบใหมขึ้น พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นใหมในชวงนี้จึงเปนพรรคของบรรดานักธุรกิจ หลายพรรค ที่สําคัญคือ พรรคกิจสังคมและพรรคชาติไทย พรรคกิจสังคมมีนักธุรกิจที่สําคัญที่เปนผูจัดตั้งพรรค คือ นายบุญชู โรจนเสถียร นายธนาคาร นายพงศ สารสิน เจาของบริษัทไทยน้ําทิพย เปนตน สวน พรรคชาติไทย เปนของกลุมอุตสาหกรรม โดยมี พล.ต.ประมาณ อดิเรกสาร เปนผูนํา11 (13) ซึ่งเปนเจาของธุรกิจ ทอผา ฯลฯ ไมเพียงแตพรรคการเมืองอยางกิจสังคมและชาติไทยเทานั้น ที่มีนักธุรกิจเปนตัวหลักสําคัญใน พรรค พรรคเกา ๆ อยางประชาธิปไตยไดมีนักธุรกิจเขารวมดวย เชน พรรคประชาธิปตย มีนายเฉลิมพันธุ ศรีวิ กรม นายบุญยิ่ง นันทาภิวัฒน นายสุรัตน โอสถานุเคราะห เปนตน สวนพรรคพลังสังคม ซึ่งรวบรวม นักการเมืองที่เปนนักธุรกิจเขาไวคือ นายทวิช กลิ่นประทุม นายสุรินทร เทพกาญจนา เปนตน ไมเพียงแตนักธุรกิจในกรุงเทพฯ เทานั้นที่สนใจเขามามีบทบาททางการเมืองขึ้น นักธุรกิจทองถิ่นได เขามามีบทบาทมากขึ้นเชนกัน ทั้งในสวนของการเขามามีสวนรวมในการจัดตั้งพรรคการเมือง สมัครเขารับการ เลือกตั้ง หรือเขาชวยผูสมัครในรูปแบบตาง ๆ นอกเหนือจากสภาพการเมืองที่เปดกวางขึ้นแลว การขยายตัวของธุรกิจเปนปจจัยที่สําคัญในการเขา มามีบทบาททางการเมืองมากขึ้น การขยายตัวทางดานการคาและอุตสาหกรรม ทําใหผูนําทางธุรกิจตอง แสวงหาหนทางเขามาปกปองผลประโยชนของตนมากขึ้น นอกจากนั้นนักธุรกิจจํานวนไมนอยที่แมวาบิดา มารดาเปนชาวจีน แตตนเองไดรับการเลี้ยงดูแบบไทย เปนคนไทย ทําใหมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นในการ เขาไปยุงเกี่ยวกับทางการเมืองโดยไมตองพะวงวาจะถูกมองวาเปนคนตางดาว ในระยะหลังคนไทยไดเขาไปทํา ธุรกิจมากขึ้น เทากับเปนการสงเสริมกลุมธุรกิจใหเขมแข็งขึ้นอยางนอยในแงที่ไมใชกลุมของชาวตางดาวอีก ตอไป อยางไรก็ตาม ความสัมพันธระหวางสมาคมทางธุรกิจกับทางพรรคการเมืองยังไมมีการพัฒนาแตอยาง ใด นักธุรกิจยังตองการเขามีบทบาททางการเมืองในรูปแบบแตละบุคคล โดยไมผูกพันกับสมาคมของตน เชน ในกรณีของพรรคชาติไทย กลุมผูนําพรรคลวนแตเปนบุคคลสําคัญในสมาคมอุตสาหกรรมไทยทั้งสิ้น แตความ ผูกพันอยางชัดเจนระหวางสมาคมกับพรรคยังไมมี การไตเตาของนักธุรกิจเหลานี้เขาสูรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีนั้นเปนสิ่งที่นาแปลกใจ แบบแผนแรกเปน เรื่องของการเขาสูวงการการเมืองโดยการสรางฐานในทองถิ่นของตนกอน เชน เปนกํานัน นายกเทศมนตรี หรือสมาชิกสภาจังหวัด หลังจากนั้นจึงเขาสมัครรับเลือกตั้งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ความสําเร็จเปน นักการเมืองทองถิ่นไมวาในตําแหนงกํานันหรือสมาชิกสภาจังหวัด เทากับเปนการพิสูจนความสนับสนุนใน ทองถิ่น อาจกลาวไดวาเปนการคัดเลือกสมาชิกสภาผูแทนราษฎรขั้นตนก็ได และความสนับสนุนเชนนี้จะเปน จุดที่ดึงดูดพรรคการเมืองใหมาทาบทามตนใหสมัครรับเลือกตั้ง สวนอีกแบบหนึ่งนั้นเปนการเขามาในระดับบน ของพรรค คืออาศัยอํานาจทางเศรษฐกิจที่ตนมีอยู ทําใหพรรคตองยอมรับใหตนมีตําแหนงสูงในพรรค แลวทาง พรรคจะมองหาที่ลงสมัครเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร โดยที่ผูสมัครไมจําเปนตองเปนที่รูจักในจังหวัดนั้นมา กอน บทบาททางการเมืองของบรรดานักธุรกิจเหลานี้ แสดงใหเห็นถึงความพยายามที่พวกเขาตองการเขา มามีอํานาจทางการเมือง เพื่อปกปองผลประโยชน และเพื่อเพิ่มพูนอํานาจทาเศรษฐกิจและการเมืองใหกับตน (13) วิวัฒน์ เอี่ยมไพรวัลย์, กลุ่มธุรกิจกับพัฒนาการทางการเมืองไทย, มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สาขาวิชารัฐศาสตร์, เอกสารการสอนชุดวิชา ปัญหาการพัฒนาการเมืองไทย (กรุงเทพฯ : บริษัทประชาชน, 2529). หน้า 711.
  • 15.
    35 พวกนี้มองเห็นทางกาวหนาอยางรวดเร็วในเสนทางการเมืองโดยอาศัยการเลือกตั้งและพรรคการเมืองบางคน สามารถเปนรัฐมนตรีไดโดยไมตองใชชีวิตในฐานะสมาชิกสภาผูแทนฯ นานนัก ในขณะเดียวกันพรรคก็ตองการ บุคคลเหลานี้ดวยแตละพรรคตองการที่นั่งในสภาใหมากที่สุดเทาที่จะมากได จึงตองดึงเอาบุคคลที่มีฐาน สนับสนุนอยูแลวในทองถิ่นนั้น ซึ่งมักไดแกบรรดานักธุรกิจทองถิ่นนั่นเอง นอกจากนั้นในการดําเนินงานของ พรรคจําตองใชเงินการบริจาคจากบรรดานักธุรกิจจึงเปนสิ่งจําเปน ความสัมพันธระหวางนักธุรกิจกับพรรค การเมืองเชนนี้จึงทําใหพรรคเปนของนักธุรกิจมากขึ้น แทนที่จะเปนพรรคของมวลชนธรรมดา การเลือกตั้งจึง กลายเปนเรื่องธุรกิจมากขึ้น คือ มีการใชเงินมากขึ้น รวมทั้งการซื้อคะแนนเสียงโดยตรง บรรดานักธุรกิจเหลานี้ มีแนวโนมที่จะใชวิธีทางธุรกิจในการเขาสูตําแหนงทางการเมืองไมวาจะเปนการซื้อตําแหนงภายในพรรคหรือใช เงินทุมในการหาเสียง การเมืองจึงเปนเรื่องธุรกิจมากขึ้น บทบาทของสมาคมทางธุรกิจที่มีตอการตัดสินใจของรัฐบาลไดมีมากขึ้นเชนกันในชวงนี้ เนื่องจากการ ขยายตัวทาดานธุรกิจ และการที่เศรษฐกิจของประเทศมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกมากขึ้น นอกจากนั้น ธุรกิจบางประเภทไดมีการรวมตัวกันดีในรูปของสมาคม เชน สมาคมธนาคาร ฯลฯ เปนผลใหสมาคมเหลานั้นมี บทบาทที่เขมแข็งขึ้น รัฐบาลชวงนี้ไดยอมรับบทบาทของสมาคมตาง ๆ มากขึ้นในการวางแผนเศรษฐกิจ และ การกําหนดนโยบายทางดานเศรษฐกิจและการคาระหวางประเทศ อํานาจตอรองของภาคธุรกิจเอกชนจึงเพิ่ม มากขึ้นดวย รัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท ไดวางระบบการรวมมือระหวางภาคเอกชนและภาครัฐบาลใน รูปของคณะกรรมการรวมภาคเอกชนกับภาครัฐบาลที่เรียกยอวา “กรอ.” ซึ่งไดมีการประชุมกันเปนระยะ และ คณะกรรมการดังกลาวไดขยายไปสูภูมิภาคดวย ความสัมพันธเชนนี้ไดขยายตัวกวางขวางขึ้น ดังจะเห็นไดจาก เมื่อใดก็ตามที่มีการเยือนตางประเทศของผูนําประเทศจะตองมรผูแทนภาคเอกชนรวมเดินทางไปดวยเสมอ อยางไรก็ตาม ความสัมพันธสวนบุคคลระหวางนักธุรกิจกับผูนําในวงราชการยังคงมีอยู รวมทั้งพวก ตัวกลางนายหนาที่วิ่งเตนกับผูนําดังกลาวในเรื่องการซื้อ การสงของใหกับทางราชการ เชน อาวุธ เรือรบ เครื่องบินรบ ฯลฯ ยังมีนักธุรกิจจํานวนไมนอยที่ยังคงวิ่งเขาหาผูนําทางทหารดวยความเชื่อมั่นวายังเปนผูที่มี อํานาจ และอาจเปนผูนําทางการเมืองตอไป