นำำเสนอ อำจำรย์ ปิยวรรณ
ควำมสำำคัญ
เป็นคลื่นควำมถี่วิทยุชนิด หนึ่งที่มีควำมถีอยู่ระหว่ำง
                                           ่
  0.3GHz - 300GHz ส่วนในกำรใช้งำนนั้นส่วนมำกนิยมใช้
  ควำมถีระหว่ำง 1GHz - 60GHz เพรำะเป็นย่ำนควำมถี่ที่
        ่
  สำมำรถผลิตขึ้นได้ด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
กำรค้นพบ
ในปี ค.ศ.1940 ของสองนักประดิษฐ์ชำวอังกฤษ คือ จอห์น
 แรนดอลล์และ เอช เอ บู๊ตได้ประดิษฐ์อุปกรณ์ที่เรียกกันว่ำ "แม็
 กนีตรอน" ใช้ผลิตพลังงำนไมโครเวฟ ซึ่งเป็นกำรแผ่รังสีคลืนสัน  ่ ้
 รูปแบบหนึ่ง โดยจุดประสงค์ครั้งแรกคือ ใช้ในกำรปรับปรุงระบบ
 เรดำร์ที่ใช้ในสงครำมโลกครั้งที่ 2เปอร์ซี่ เลอ บำรอน สเปนเซอร์
 เป็นนักฟิสิกส์ที่ทำำงำนให้กบ บริษัท เรทีออน ผู้ผลิตอุปกรณ์
                            ั
 เรดำร์ เขำพบว่ำ เมื่อเขำใช้เครื่องแม็กนีตรอน รังสีที่ได้ให้ควำม
 ร้อนออกมำด้วย เขำจึงหำวิธีที่จะนำำเอำควำมร้อนนี้มำใช้ ในไม่
 ช้ำเขำก็ใช้แม็กนีตรอนละลำยช็อกโกเล็ตและทำำข้ำวโพดคั่วของ
 เขำไมโครเวฟ ทำำให้โมเลกุลของอำหำรเกิดกำรสั่นสะเทือน ดัง
 นั้นอำหำรจึงร้อนขึ้นและขบวนกำรนี้เกิดขึ้นเร็วมำก คลืนนี้ไม่
                                                        ่
 ทำำให้สิ่งที่ทำำจำกกระดำษ กระเบื้องเคลือบ หรือแก้วร้อนขึ้น กำร
 ใช้ไมโครเวฟในกำรปรุงอำหำรนอกจำกจะสะดวก ใช้เวลำสั้นลง
 แล้วยังประหยัดพลังงำนอีกด้วยใน ค.ศ.1945 เริ่มมีกำรผลิตเตำ
 ไมโครเวฟออกจำำหน่ำยแต่ยังมีขนำดใหญ่ไม่เหมำะกับกำรใชใน
 ครัวทั่วไป ต้องใช้เวลำอีกนำนกว่ำจะสำมำรถพัฒนำให้มีขนำด
ลักษณะของคลื่นไมโครเวฟ
เช่นเดียวกับลักษณะทั่วไปของคลืน คลื่นวิทยุไมโครเวฟจะ
                               ่
 มีลักษณะดังต่อไปนี้
เดินทางเป็นเส้นตรง
สามารถหักเหได้ (Refract)
สามารถสะท้อนได้ (Reflect)
สามารถแตกกระจายได้ (Diffract)
สามารถถูกลดทอนเนื่องจากฝน (Attenuate)
สามารถถูกลดทอนเนื่องจากชั้นบรรยากาศ
ข้อ ดีใ นการใช้ว ท ยุไ มโครเวฟ
                 ิ
ในการสือ สาร
          ่

คุณสมบัติการกระจายคลืนไมโครเวฟคงที่
                      ่
ทิศทางของสายอากาศเป็นแนวพุ่งตรงไปในทิศทางที่ต้องการ
อัตราขยายสัญญาณของสายอากาศสูง
สามารถทำาให้อตราส่วนของสัญญาณต่อสัญญาณรบกวนดีขึ้น
              ั
 คือมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นน้อย
สามารถส่งคลื่นได้ในย่านกว้างเพราะคลื่นมีความถี่สูงมาก
เครือข่ายมีความน่าเชื่อถือสูงในการใช้งาน
ปลอดภัยจากการเกิดภัยธรรมชาติ เช่น นำ้าท่วม แผ่นดินไหว
การรบกวนที่เกิดจากมนุษย์ทำาขึ้นมีน้อย เช่น อุบัติเหตุ การ
 ก่อสร้าง ไฟไหม้
การก่อสร้างทำาได้ง่าย และเร็ว
สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างน้อย ใช้ค่าใช้จ่ายน้อยแต่
ข้อเสียคลื่นไมโครเวฟ
 มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าคลื่นอื่นๆ
อาจมีผลค้างเคียงในการใช้งาน เช่น ทำาให้เป็นหมัน
มีอัตราโอนข้อมูลช้ากว่าคลื่นชนิดอื่น
มีผลต่อสิ่งแวดล้อม
เป็นคลืนที่ต้องขออนุญาตการใช้งาน
        ่
การสือ สารไมโครเวฟ
     ่

การสื่อสารไมโครเวฟ วิธที่นิยมใช้กนมากก็คือการสื่อสาร
                       ี          ั
 ในระดับสายตา ใช้ในการสื่อสารข้อมูลข่าวสารในปริมาณ
 มากๆ เส้นทางในการสื่อสารนี้จะประมาณ 50-80 กิโลเมตร
 และไม่มีสิ่งกีดขวาง แต่ถ้าต้องการสื่อสารในระยะไกลกว่านี้
 จะต้องมีสถานีทวนสัญญาณเพื่อ ให้รับสัญญาณและทำาการ
 ขยายแล้วส่งสัญญาณต่อไป จนถึงปลายทางได้
สถานีท วนสัญ ญาณไมโครเวฟ
 สถานีทวนสัญญาณไมโครเวฟ ใช้ในการสือสารไมโครเวฟในระดับสายตา เนื่องจากการสือสาร
                                   ่                                      ่
  ในรูปแบบนี้มผลต่อส่วนโค้งของโลก ดังนั้นในการสือสารไมโครเวฟนี้จะต้องมีสถานีทวนสัญญาณ
                ี                                ่
  ในระยะทุกๆ 50-80 กม. ซึ่งสถานีทวนสัญญาณจะทำาการถ่ายทอด สัญญาณจากสถานีต้นทาง
  ทำาการรับสัญญาณมาและทำาการขยายสัญญาณ ให้แรงขึนแล้วก็ทำาการส่งสัญญาณต่อไปจนถึง
                                                        ้
  ปลายทาง
 สถานีทวนสัญญาณข่าวสารข้อมูล จะทำาการเปลี่ยนแปลงความถี่ทรับเข้ามาให้เหลือเพียงความถี่
                                                             ี่
  ข่าวสารข้อมูลก่อน แล้วก็ทำาการขยายสัญญาณให้แรงขึนอีกที จากนั้นก็นำาไปผสมกับความถี่
                                                    ้
  ไมโครเวฟความถี่ใหม่ แล้วทำาการส่งออกไป ข้อดีของสถานีทวนสัญญาณรูปแบบนี้คือ สามารถดึง
  สัญญาณข่าวสารข้อมูลมาใช้ได้ และสามารถทำาการนำาข่าวสารข้อมูลใหม่แทรกเข้าไปได้ด้วย ข้อ
  เสียของสถานีทวนสัญญาณรูปแบบนี้คือ จะเกิดสัญญาณรบกวนแทรกเข้ามา และระดับความแรง
  ของสัญญาณข่าวสารข้อมูลไม่คงที่
 สถานีทวนสัญญาณความถี่ IF สถานีทวนสัญญาณรูปแบบนี้จะทำาการเปลี่ยนความถี่ทรับเข้ามาให้
                                                                              ี่
  เป็นความถี่ IF ก่อนแล้วจึงทำาการขยายสัญญาณให้แรงขึนอีกที จากนั้นก็ค่อยทำาการผสมกับคลื่น
                                                      ้
  ไมโครเวฟ ความถีใหม่ แล้วจึงทำาการส่งออกไป ข้อดีของสถานีทวนสัญญาณรูปแบบนี้คือ
                     ่
  อัตราส่วนของสัญญาณต่อสัญญาณรบกวนดีขน ระดับความแรงของสัญญาณข้อมูลข่าวสารคงที่
                                            ึ้
  ข้อเสียของสถานีทวนสัญญาณรูปแบบคือ ไม่สามารถดึงสัญญาณข้อมูลข่าวสารมาใช้ได้และไม่
  สามารถแทรกสัญญาณข้อมูลใหม่ เข้าไปได้
 สถานีทวนสัญญาณความถี่ RF สถานีทวนสัญญาณรูปแบบนี้ จะทำาการเปลี่ยนความถี่ RF เดิมไป
  เป็นความถี่ RF ใหม่ โดยตรงก่อนแล้วค่อยทำาการส่งออกไป ข้อดีของสถานีทวนสัญญาณรูปแบบ
  คือ มีอตราส่วนของสัญญาณต่อสัญญาณรบกวนดีมาก สัญญาณข้อมูลข่าวสารมีความคงที่ ข้อเสีย
         ั
  ของสถานีทวนสัญญาณรูปแบบนี้คือ มีราคาแพงมาก และยังไม่สามารถดึงสัญญาณข้อมูลข่าวสาร
  มาใช้ได้ และยังไม่สามารถนำาสัญญาณข้อมูลใหม่แทรกเข้าไปได้ และยังมีความยุงยากในการ
                                                                            ่
  ออกแบบวงจรอีกด้วย
เวฟไกด์ หรือ ท่อ นำา คลืน คือ
                        ่
อะไร ???
เวฟไกด์ (Waveguide) หรือว่าท่อนำาคลื่น นี้ เป็นสายส่งสัญญาณชนิด
 หนึ่ง-ที่ใช้ใน การส่งคลื่นไมโครเวฟ โดยทั่วไปจะมีลักษณะเป็นท่อกลม
 หรือท่อเหลียม แล้วแต่จะทำามาและก็จะ ทำามาจากทองแดงหรือ
               ่
 อะลูมเนียม ด้านในฉาบด้วยเงินเพื่อให้เป็นตัวนำาที่ดี สาเหตุที่สายนำา
       ิ
 สัญญาณต้องทำาเป็นท่อนี้ก็เพราะว่า คลื่นไมโครเวฟมีความถี่สูงมากจะ
 เดินทางได้ดที่บริเวณผิวของตัวนำาถ้าหากใช้สายนำาสัญญาณทั่วไปจะ
                 ี
 ทำาให้เกิดการสูญเสียงพลังงานไปได้ จึงต้องทำาเป็นท่อเพื่อป้องกันการ
 สูญเสียพลังงานจากผิวของสายสัญญาณ ความถี่ตำ่าสุดทีสามารถใช้
                                                        ่
 งานได้กับเวฟไกด์เรียกว่า ความถีคตออฟ ซึ่งถ้าความถี่สูงกว่าความถี่
                                  ่ ั
 คัตออฟ จะสามารถเดินทางไปบนเวฟไกด์ได้ ส่วนความถี่ทตำ่ากว่านี้จะ
                                                          ี่
 ไม่สามารถเดินทางบนเวฟไกด์ได้ ในการเดินทางของคลื่นไมโครเวฟ
 ในเวฟไกด์นั้น จะเดินทางโดยการสะท้อนผนังท่อ และเดินทางไปตาม
 ความยาวของท่อนำาคลื่น และความถี่ทสูงก็สามารถเดินทางได้ไกลกว่า
                                      ี่
 ความถี่ที่ตำ่า
รูปแบบในการเกิดคลื่นในเวฟไกด์ ก็จะมีอยู่ 2 รูปแบบด้วยกัน คือ
รูปแบบสนามไฟฟ้าตัดขวาง ซึ่งเป็นรูปแบบที่ไม่มส่วนประกอบของ
                                               ี
 สนามไฟฟ้าในทิศทางการแพร่กระจายคลื่น โดยสนามไฟฟ้าจะตั้งฉาก
สายอากาศแบบฮอร์น

สายอากาศแบบฮอร์นนี้ เป็นสายอากาศที่นิยมใช้กันมากที่สุด
  เพราะมีกำาลังการขยายสูงประกอบด้วยท่อนำา คลืนตอน
                                             ่
  ปลายเปิดกว้างออกมากกว่าปกติ การที่จะทำาให้อัตราการ
  ขยายสูงนั้น ทำาโดยการเพิ่มจานสะท้อนคลื่นแบบพาลาโบ
  ลา (Parabola) เข้าไปด้วย ในการใช้สายอากาศแบบฮอร์น
  นี้ต้องใช้ร่วมกับจานสะท้อนคลื่นแบบพาลาโบลา ที่เรียกว่า
  ตัวสะท้อนคลื่นพาลาโบลิก และตำาแหน่งของฮอร์น ต้องวาง
  ในตำาแหน่งโฟกัสของตัวสะท้อนคลืน เพราะเป็นตำาแหน่ง
                                   ่
  รวมคลืนทั้งหมด
          ่

คลื่น ไมโครเวฟ 2003

  • 1.
  • 2.
    ควำมสำำคัญ เป็นคลื่นควำมถี่วิทยุชนิด หนึ่งที่มีควำมถีอยู่ระหว่ำง ่ 0.3GHz - 300GHz ส่วนในกำรใช้งำนนั้นส่วนมำกนิยมใช้ ควำมถีระหว่ำง 1GHz - 60GHz เพรำะเป็นย่ำนควำมถี่ที่ ่ สำมำรถผลิตขึ้นได้ด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
  • 3.
    กำรค้นพบ ในปี ค.ศ.1940 ของสองนักประดิษฐ์ชำวอังกฤษคือ จอห์น แรนดอลล์และ เอช เอ บู๊ตได้ประดิษฐ์อุปกรณ์ที่เรียกกันว่ำ "แม็ กนีตรอน" ใช้ผลิตพลังงำนไมโครเวฟ ซึ่งเป็นกำรแผ่รังสีคลืนสัน ่ ้ รูปแบบหนึ่ง โดยจุดประสงค์ครั้งแรกคือ ใช้ในกำรปรับปรุงระบบ เรดำร์ที่ใช้ในสงครำมโลกครั้งที่ 2เปอร์ซี่ เลอ บำรอน สเปนเซอร์ เป็นนักฟิสิกส์ที่ทำำงำนให้กบ บริษัท เรทีออน ผู้ผลิตอุปกรณ์ ั เรดำร์ เขำพบว่ำ เมื่อเขำใช้เครื่องแม็กนีตรอน รังสีที่ได้ให้ควำม ร้อนออกมำด้วย เขำจึงหำวิธีที่จะนำำเอำควำมร้อนนี้มำใช้ ในไม่ ช้ำเขำก็ใช้แม็กนีตรอนละลำยช็อกโกเล็ตและทำำข้ำวโพดคั่วของ เขำไมโครเวฟ ทำำให้โมเลกุลของอำหำรเกิดกำรสั่นสะเทือน ดัง นั้นอำหำรจึงร้อนขึ้นและขบวนกำรนี้เกิดขึ้นเร็วมำก คลืนนี้ไม่ ่ ทำำให้สิ่งที่ทำำจำกกระดำษ กระเบื้องเคลือบ หรือแก้วร้อนขึ้น กำร ใช้ไมโครเวฟในกำรปรุงอำหำรนอกจำกจะสะดวก ใช้เวลำสั้นลง แล้วยังประหยัดพลังงำนอีกด้วยใน ค.ศ.1945 เริ่มมีกำรผลิตเตำ ไมโครเวฟออกจำำหน่ำยแต่ยังมีขนำดใหญ่ไม่เหมำะกับกำรใชใน ครัวทั่วไป ต้องใช้เวลำอีกนำนกว่ำจะสำมำรถพัฒนำให้มีขนำด
  • 4.
    ลักษณะของคลื่นไมโครเวฟ เช่นเดียวกับลักษณะทั่วไปของคลืน คลื่นวิทยุไมโครเวฟจะ ่ มีลักษณะดังต่อไปนี้ เดินทางเป็นเส้นตรง สามารถหักเหได้ (Refract) สามารถสะท้อนได้ (Reflect) สามารถแตกกระจายได้ (Diffract) สามารถถูกลดทอนเนื่องจากฝน (Attenuate) สามารถถูกลดทอนเนื่องจากชั้นบรรยากาศ
  • 5.
    ข้อ ดีใ นการใช้วท ยุไ มโครเวฟ ิ ในการสือ สาร ่ คุณสมบัติการกระจายคลืนไมโครเวฟคงที่ ่ ทิศทางของสายอากาศเป็นแนวพุ่งตรงไปในทิศทางที่ต้องการ อัตราขยายสัญญาณของสายอากาศสูง สามารถทำาให้อตราส่วนของสัญญาณต่อสัญญาณรบกวนดีขึ้น ั คือมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นน้อย สามารถส่งคลื่นได้ในย่านกว้างเพราะคลื่นมีความถี่สูงมาก เครือข่ายมีความน่าเชื่อถือสูงในการใช้งาน ปลอดภัยจากการเกิดภัยธรรมชาติ เช่น นำ้าท่วม แผ่นดินไหว การรบกวนที่เกิดจากมนุษย์ทำาขึ้นมีน้อย เช่น อุบัติเหตุ การ ก่อสร้าง ไฟไหม้ การก่อสร้างทำาได้ง่าย และเร็ว สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างน้อย ใช้ค่าใช้จ่ายน้อยแต่
  • 6.
    ข้อเสียคลื่นไมโครเวฟ  มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าคลื่นอื่นๆ อาจมีผลค้างเคียงในการใช้งาน เช่นทำาให้เป็นหมัน มีอัตราโอนข้อมูลช้ากว่าคลื่นชนิดอื่น มีผลต่อสิ่งแวดล้อม เป็นคลืนที่ต้องขออนุญาตการใช้งาน ่
  • 7.
    การสือ สารไมโครเวฟ ่ การสื่อสารไมโครเวฟ วิธที่นิยมใช้กนมากก็คือการสื่อสาร ี ั ในระดับสายตา ใช้ในการสื่อสารข้อมูลข่าวสารในปริมาณ มากๆ เส้นทางในการสื่อสารนี้จะประมาณ 50-80 กิโลเมตร และไม่มีสิ่งกีดขวาง แต่ถ้าต้องการสื่อสารในระยะไกลกว่านี้ จะต้องมีสถานีทวนสัญญาณเพื่อ ให้รับสัญญาณและทำาการ ขยายแล้วส่งสัญญาณต่อไป จนถึงปลายทางได้
  • 8.
    สถานีท วนสัญ ญาณไมโครเวฟ สถานีทวนสัญญาณไมโครเวฟ ใช้ในการสือสารไมโครเวฟในระดับสายตา เนื่องจากการสือสาร ่ ่ ในรูปแบบนี้มผลต่อส่วนโค้งของโลก ดังนั้นในการสือสารไมโครเวฟนี้จะต้องมีสถานีทวนสัญญาณ ี ่ ในระยะทุกๆ 50-80 กม. ซึ่งสถานีทวนสัญญาณจะทำาการถ่ายทอด สัญญาณจากสถานีต้นทาง ทำาการรับสัญญาณมาและทำาการขยายสัญญาณ ให้แรงขึนแล้วก็ทำาการส่งสัญญาณต่อไปจนถึง ้ ปลายทาง  สถานีทวนสัญญาณข่าวสารข้อมูล จะทำาการเปลี่ยนแปลงความถี่ทรับเข้ามาให้เหลือเพียงความถี่ ี่ ข่าวสารข้อมูลก่อน แล้วก็ทำาการขยายสัญญาณให้แรงขึนอีกที จากนั้นก็นำาไปผสมกับความถี่ ้ ไมโครเวฟความถี่ใหม่ แล้วทำาการส่งออกไป ข้อดีของสถานีทวนสัญญาณรูปแบบนี้คือ สามารถดึง สัญญาณข่าวสารข้อมูลมาใช้ได้ และสามารถทำาการนำาข่าวสารข้อมูลใหม่แทรกเข้าไปได้ด้วย ข้อ เสียของสถานีทวนสัญญาณรูปแบบนี้คือ จะเกิดสัญญาณรบกวนแทรกเข้ามา และระดับความแรง ของสัญญาณข่าวสารข้อมูลไม่คงที่  สถานีทวนสัญญาณความถี่ IF สถานีทวนสัญญาณรูปแบบนี้จะทำาการเปลี่ยนความถี่ทรับเข้ามาให้ ี่ เป็นความถี่ IF ก่อนแล้วจึงทำาการขยายสัญญาณให้แรงขึนอีกที จากนั้นก็ค่อยทำาการผสมกับคลื่น ้ ไมโครเวฟ ความถีใหม่ แล้วจึงทำาการส่งออกไป ข้อดีของสถานีทวนสัญญาณรูปแบบนี้คือ ่ อัตราส่วนของสัญญาณต่อสัญญาณรบกวนดีขน ระดับความแรงของสัญญาณข้อมูลข่าวสารคงที่ ึ้ ข้อเสียของสถานีทวนสัญญาณรูปแบบคือ ไม่สามารถดึงสัญญาณข้อมูลข่าวสารมาใช้ได้และไม่ สามารถแทรกสัญญาณข้อมูลใหม่ เข้าไปได้  สถานีทวนสัญญาณความถี่ RF สถานีทวนสัญญาณรูปแบบนี้ จะทำาการเปลี่ยนความถี่ RF เดิมไป เป็นความถี่ RF ใหม่ โดยตรงก่อนแล้วค่อยทำาการส่งออกไป ข้อดีของสถานีทวนสัญญาณรูปแบบ คือ มีอตราส่วนของสัญญาณต่อสัญญาณรบกวนดีมาก สัญญาณข้อมูลข่าวสารมีความคงที่ ข้อเสีย ั ของสถานีทวนสัญญาณรูปแบบนี้คือ มีราคาแพงมาก และยังไม่สามารถดึงสัญญาณข้อมูลข่าวสาร มาใช้ได้ และยังไม่สามารถนำาสัญญาณข้อมูลใหม่แทรกเข้าไปได้ และยังมีความยุงยากในการ ่ ออกแบบวงจรอีกด้วย
  • 9.
    เวฟไกด์ หรือ ท่อนำา คลืน คือ ่ อะไร ??? เวฟไกด์ (Waveguide) หรือว่าท่อนำาคลื่น นี้ เป็นสายส่งสัญญาณชนิด หนึ่ง-ที่ใช้ใน การส่งคลื่นไมโครเวฟ โดยทั่วไปจะมีลักษณะเป็นท่อกลม หรือท่อเหลียม แล้วแต่จะทำามาและก็จะ ทำามาจากทองแดงหรือ ่ อะลูมเนียม ด้านในฉาบด้วยเงินเพื่อให้เป็นตัวนำาที่ดี สาเหตุที่สายนำา ิ สัญญาณต้องทำาเป็นท่อนี้ก็เพราะว่า คลื่นไมโครเวฟมีความถี่สูงมากจะ เดินทางได้ดที่บริเวณผิวของตัวนำาถ้าหากใช้สายนำาสัญญาณทั่วไปจะ ี ทำาให้เกิดการสูญเสียงพลังงานไปได้ จึงต้องทำาเป็นท่อเพื่อป้องกันการ สูญเสียพลังงานจากผิวของสายสัญญาณ ความถี่ตำ่าสุดทีสามารถใช้ ่ งานได้กับเวฟไกด์เรียกว่า ความถีคตออฟ ซึ่งถ้าความถี่สูงกว่าความถี่ ่ ั คัตออฟ จะสามารถเดินทางไปบนเวฟไกด์ได้ ส่วนความถี่ทตำ่ากว่านี้จะ ี่ ไม่สามารถเดินทางบนเวฟไกด์ได้ ในการเดินทางของคลื่นไมโครเวฟ ในเวฟไกด์นั้น จะเดินทางโดยการสะท้อนผนังท่อ และเดินทางไปตาม ความยาวของท่อนำาคลื่น และความถี่ทสูงก็สามารถเดินทางได้ไกลกว่า ี่ ความถี่ที่ตำ่า รูปแบบในการเกิดคลื่นในเวฟไกด์ ก็จะมีอยู่ 2 รูปแบบด้วยกัน คือ รูปแบบสนามไฟฟ้าตัดขวาง ซึ่งเป็นรูปแบบที่ไม่มส่วนประกอบของ ี สนามไฟฟ้าในทิศทางการแพร่กระจายคลื่น โดยสนามไฟฟ้าจะตั้งฉาก
  • 10.
    สายอากาศแบบฮอร์น สายอากาศแบบฮอร์นนี้ เป็นสายอากาศที่นิยมใช้กันมากที่สุด เพราะมีกำาลังการขยายสูงประกอบด้วยท่อนำา คลืนตอน ่ ปลายเปิดกว้างออกมากกว่าปกติ การที่จะทำาให้อัตราการ ขยายสูงนั้น ทำาโดยการเพิ่มจานสะท้อนคลื่นแบบพาลาโบ ลา (Parabola) เข้าไปด้วย ในการใช้สายอากาศแบบฮอร์น นี้ต้องใช้ร่วมกับจานสะท้อนคลื่นแบบพาลาโบลา ที่เรียกว่า ตัวสะท้อนคลื่นพาลาโบลิก และตำาแหน่งของฮอร์น ต้องวาง ในตำาแหน่งโฟกัสของตัวสะท้อนคลืน เพราะเป็นตำาแหน่ง ่ รวมคลืนทั้งหมด ่