เด็ก ที่ มี ความ บก พร่อง ทาง การ ได้ ยิน
เด็กที่มีความบกพร่อง ทางการได้ยิน เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน   หมายถึง  เด็กหูหนวก และ เด็กหูตึง เด็กหูหนวก เป็นเด็กที่สามารถได้ยินเสียงคนพูดน้อยมาก ใช้เครื่องช่วยฟังก็ไม่ได้ผล ซึ่งเด็กหูตึงเป็นเด็กที่สามารถได้ยินเสียงพูดบ้าง แต่ต้องใช้เครื่องช่วยฟัง ช่วยขยายเสียงให้ชัดเจนขึ้น
  ลักษณะของเด็กที่มีความบกพร่อง ทางการได้ยิน 1.  การพูด     จะมีปัญหาทางการพูดโดยอาจพูดไม่ชัดหรือพูดไม่ได้ 2.  ภาษา      จะมีปัญหาเกี่ยวกับภาษา    ได้แก่     มีความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์ ใน วงจำกัด    เรียงคำเป็นประโยคที่ผิดหลักภาษา 3.  ความสามารถทางสติปัญญา  จากการวิจัยพบว่า เด็กมีความสามารถทางสติปัญญาในหลายๆระดับคล้ายเด็กปกติ 4.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  เด็กจำนวนมากมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่าเด็กปกติ 5.  ปัญหาทางภาษา   และทักษะท่าทางภาษาจำกัด 6.  การปรับตัว  เด็กมีปัญหาในการปรับตัวซึ่งเป็นผลมาจากการสื่อสาร
สาเหตุที่ทำให้หูพิการ มาตั้งแต่เด็ก 1.   กรรมพันธุ์   2.   การติดเชื้อของมารดาระหว่างตั้งครรภ์ เช่น หักเยอรมัน กามโรค คางทูม   3.   พิษจากยาหรืออาหารบางประเภทที่มารดาได้รับขณะมีครรภ์   4.   โรคขาดธาตุอาหารของมารดาขณะมีครรภ์   5.   เลือดแม่กับลูกไม่เข้ากัน   6 .   อุบัติเหตุของมารดาขณะตั้งครรภ์ เช่น หกล้ม กระทบกระแทกขณะคลอด   7.   ความผิดปกติของการคลอด เช่น คลออดยาก คลอดก่อนกำหนด ท่าคลอดของเด็กผิดปกติ
เด็กที่มีความบกพร่อง ทางการได้ยินมี  2  ประเภท คือ
1.  เด็กหูตึง  หมายถึง ผู้ที่สูญเสียการได้ยินถึงขนาดที่ทำให้มีความยากลำบากจนไม่สามารถเข้าใจคำพูดและการสนทนาได้ แต่ไม่ถึงกับหมดโอกาสที่จะเข้าใจภาษาพูดจากการได้ยินด้วยหูเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาศัยเกณฑ์การพิจารณาอัตราความบกพร่องของหู โดยใช้ค่าเฉลี่ยการได้ยินที่ความถี่   500, 1000  และ  2000  รอบต่อวินาที  ( เฮิร์ท :  Hz)
ใน หู ข้าง ที่ ดี กว่า   จำแนกได้  4  กลุ่ม คือ   1.1  เด็กหูตึงระดับน้อย  มีการได้ยินเฉลี่ยระหว่าง  26 -40  เดซิเบล  ( dB)    1.2  เด็กหูตึงระดับปานกลาง  มีการได้ยินเฉลี่ย  41 - 55  เดซิเบล  ( dB)   1.3  เด็กหูตึงระดับมาก  มีการได้ยินเฉลี่ยระหว่าง  56 - 70  เดซิเบล  ( dB)   1.4  เด็กหูตึงระดับรุนแรง  มีการได้ยินเฉลี่ยระหว่าง  71 - 90  เดซิเบล  ( dB) 2.  เด็กหูหนวก  หมายถึง เด็กที่สูญเสียการได้ยินในหูข้างที่ดีตั้งแต่  90  เดซิเบลขึ้นไปไม่สามารถได้ยินเสียงพูดดังอาจรับรู้เสียงบางเสียงได้จากการสั่นสะเทือน
วิธีสอนภาษาสำหรับเด็กที่มี ความบกพร่องทางการได้ยิน
1.  การฝึกการได้ยิน  คือ การฝึกให้ใช้การได้ยินที่เหลืออยู่ในการรับรู้เสียง ทิศทาง ความหมายของเสียงพูด เพื่อเรียนรู้และพัฒนาทักษะในการติดต่อสื่อสาร 2.  การฝึกพูด  คือ การฝึกให้เด็กพัฒนาภาษาที่เป็นธรรมชาติที่เรียนรู้จากประสบการณ์ มีความหมายเพื่อเสริมสร้างบุคลิกภาพ เพื่อติดต่อกับคน ปกติ ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้การได้ยินที่เหลืออยู่ร่วมกับการใช้เครื่องช่วยฟัง   ( สำหรับคนหูตึง )  โดยการฝึกทักษะที่เกี่ยวข้อง คือ การฝึกฟัง 3.  การอ่านคำพูด  จะต้องฝึกและเรียนรู้ตั้งแต่คำแรกที่เรียนภาษา 4.  การใช้ท่าทาง  คือ ท่าทางที่เกิดขึ้นมาจากธรรมชาติ ซึ่งต้องใช้สายตาในการรับภาษาโดยไม่ต้องใช้เสียง นับเป็นพื้นฐานความเข้าใจ   " ภาษามือ "
5.  การสะกดนิ้วมือ  คือ การที่บุคคลทำท่าด้วยนิ้วมือเป็นรูปต่าง ๆ แทนตัวพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ และสัญลักษณ์อื่น ๆ ของภาษาประจำชาติเพื่อการสื่อภาษาโดยทั่วไปตัวอักษรที่สะกดด้วยนิ้วมือของภาษาใดจะมีจำนวนเท่ากับตัวอักษรของภาษานั้น 6.  ภาษามือ   (Manual Communication  หรือ  Sign Language) คือ ภาษาสำหรับคนหูหนวก ใช้มือ สีหน้า และกิริยาท่าทางประกอบ ในการสื่อความหมาย และถ่ายทอดอารมณ์แทนการพูด ภาษามือของแต่ละชาติมีความแตกต่างกันเช่นเดียวกับภาษาพูดซึ่งแตกต่างกันตามขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม และลักษณะภูมิศาสตร์

การได้ยิน(อ.นิป2)

  • 1.
    เด็ก ที่ มีความ บก พร่อง ทาง การ ได้ ยิน
  • 2.
    เด็กที่มีความบกพร่อง ทางการได้ยิน เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน หมายถึง เด็กหูหนวก และ เด็กหูตึง เด็กหูหนวก เป็นเด็กที่สามารถได้ยินเสียงคนพูดน้อยมาก ใช้เครื่องช่วยฟังก็ไม่ได้ผล ซึ่งเด็กหูตึงเป็นเด็กที่สามารถได้ยินเสียงพูดบ้าง แต่ต้องใช้เครื่องช่วยฟัง ช่วยขยายเสียงให้ชัดเจนขึ้น
  • 3.
      ลักษณะของเด็กที่มีความบกพร่อง ทางการได้ยิน1. การพูด   จะมีปัญหาทางการพูดโดยอาจพูดไม่ชัดหรือพูดไม่ได้ 2. ภาษา     จะมีปัญหาเกี่ยวกับภาษา   ได้แก่    มีความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์ ใน วงจำกัด   เรียงคำเป็นประโยคที่ผิดหลักภาษา 3. ความสามารถทางสติปัญญา จากการวิจัยพบว่า เด็กมีความสามารถทางสติปัญญาในหลายๆระดับคล้ายเด็กปกติ 4. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เด็กจำนวนมากมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่าเด็กปกติ 5. ปัญหาทางภาษา และทักษะท่าทางภาษาจำกัด 6. การปรับตัว เด็กมีปัญหาในการปรับตัวซึ่งเป็นผลมาจากการสื่อสาร
  • 4.
    สาเหตุที่ทำให้หูพิการ มาตั้งแต่เด็ก 1. กรรมพันธุ์ 2. การติดเชื้อของมารดาระหว่างตั้งครรภ์ เช่น หักเยอรมัน กามโรค คางทูม 3. พิษจากยาหรืออาหารบางประเภทที่มารดาได้รับขณะมีครรภ์ 4. โรคขาดธาตุอาหารของมารดาขณะมีครรภ์ 5. เลือดแม่กับลูกไม่เข้ากัน 6 . อุบัติเหตุของมารดาขณะตั้งครรภ์ เช่น หกล้ม กระทบกระแทกขณะคลอด 7. ความผิดปกติของการคลอด เช่น คลออดยาก คลอดก่อนกำหนด ท่าคลอดของเด็กผิดปกติ
  • 5.
  • 6.
    1. เด็กหูตึง หมายถึง ผู้ที่สูญเสียการได้ยินถึงขนาดที่ทำให้มีความยากลำบากจนไม่สามารถเข้าใจคำพูดและการสนทนาได้ แต่ไม่ถึงกับหมดโอกาสที่จะเข้าใจภาษาพูดจากการได้ยินด้วยหูเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาศัยเกณฑ์การพิจารณาอัตราความบกพร่องของหู โดยใช้ค่าเฉลี่ยการได้ยินที่ความถี่ 500, 1000 และ 2000 รอบต่อวินาที ( เฮิร์ท : Hz)
  • 7.
    ใน หู ข้างที่ ดี กว่า จำแนกได้ 4 กลุ่ม คือ 1.1 เด็กหูตึงระดับน้อย มีการได้ยินเฉลี่ยระหว่าง 26 -40 เดซิเบล ( dB) 1.2 เด็กหูตึงระดับปานกลาง มีการได้ยินเฉลี่ย 41 - 55 เดซิเบล ( dB) 1.3 เด็กหูตึงระดับมาก มีการได้ยินเฉลี่ยระหว่าง 56 - 70 เดซิเบล ( dB) 1.4 เด็กหูตึงระดับรุนแรง มีการได้ยินเฉลี่ยระหว่าง 71 - 90 เดซิเบล ( dB) 2. เด็กหูหนวก หมายถึง เด็กที่สูญเสียการได้ยินในหูข้างที่ดีตั้งแต่ 90 เดซิเบลขึ้นไปไม่สามารถได้ยินเสียงพูดดังอาจรับรู้เสียงบางเสียงได้จากการสั่นสะเทือน
  • 8.
  • 9.
    1. การฝึกการได้ยิน คือ การฝึกให้ใช้การได้ยินที่เหลืออยู่ในการรับรู้เสียง ทิศทาง ความหมายของเสียงพูด เพื่อเรียนรู้และพัฒนาทักษะในการติดต่อสื่อสาร 2. การฝึกพูด คือ การฝึกให้เด็กพัฒนาภาษาที่เป็นธรรมชาติที่เรียนรู้จากประสบการณ์ มีความหมายเพื่อเสริมสร้างบุคลิกภาพ เพื่อติดต่อกับคน ปกติ ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้การได้ยินที่เหลืออยู่ร่วมกับการใช้เครื่องช่วยฟัง ( สำหรับคนหูตึง ) โดยการฝึกทักษะที่เกี่ยวข้อง คือ การฝึกฟัง 3. การอ่านคำพูด จะต้องฝึกและเรียนรู้ตั้งแต่คำแรกที่เรียนภาษา 4. การใช้ท่าทาง คือ ท่าทางที่เกิดขึ้นมาจากธรรมชาติ ซึ่งต้องใช้สายตาในการรับภาษาโดยไม่ต้องใช้เสียง นับเป็นพื้นฐานความเข้าใจ " ภาษามือ "
  • 10.
    5. การสะกดนิ้วมือ คือ การที่บุคคลทำท่าด้วยนิ้วมือเป็นรูปต่าง ๆ แทนตัวพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ และสัญลักษณ์อื่น ๆ ของภาษาประจำชาติเพื่อการสื่อภาษาโดยทั่วไปตัวอักษรที่สะกดด้วยนิ้วมือของภาษาใดจะมีจำนวนเท่ากับตัวอักษรของภาษานั้น 6. ภาษามือ (Manual Communication หรือ Sign Language) คือ ภาษาสำหรับคนหูหนวก ใช้มือ สีหน้า และกิริยาท่าทางประกอบ ในการสื่อความหมาย และถ่ายทอดอารมณ์แทนการพูด ภาษามือของแต่ละชาติมีความแตกต่างกันเช่นเดียวกับภาษาพูดซึ่งแตกต่างกันตามขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม และลักษณะภูมิศาสตร์