งานนาเสนอ
            เรื่อง เครื่องใช้ไฟฟ้า
              รายวิชา วิทยาศาสตร์
                  จาทาโดย
เด็กหญิง   ฐิติกา          ธรรมยา      เลขที่ 21
เด็กหญิง   ทิวารัตน์       วงศ์ปัญญา   เลขที่ 22
เด็กหญิง   ธนวรรณ           เทพสืบ      เลขที่ 23
เด็กหญิง   ธัญลักษณ์ ยอดอ้อย           เลขที่ 24
เด็กหญิง   ธัญวรัตน์        สมศักดิ์    เลขที่ 25

       ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2
                 เสนอ
       ครู จิราภรณ์ ไชยมงคล
เครื่องใช้ไฟฟ้า
เครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น
เพื่อนาไปใช้ในชีวิตประจาวัน ได้แก่
1. เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้แสงสว่าง
2. เครื่องใช้ไฟฟ้าทีให้ความร้อน
                        ่
3. เครื่องใช้ไฟฟ้าทีให้พลังงานกล
                      ่
4. เครื่องใช้ไฟฟ้าทีให้พลังงานเสียง
                          ่
     นอกจากนียังมีเครื่องใช้ไฟฟ้าที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่น
               ้
หลายรูปในเวลาเดียวกัน
1. เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้แสงสว่าง

หลอดไฟ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นแสงสว่างให้เราสามารถมองเห็นสิ่ง
ต่างๆ ได้ ซึ่ง โธมัส เอดิสัน เป็นผู้ประดิษฐ์หลอดไฟเป็นครั้งแรก โดยใช้คาร์บอนเส้น
เล็กๆ เป็นไส้หลอดและได้มีการพัฒนาเรื่อยมาเป็นลาดับ
หลักการทางานของหลอดไฟฟ้าธรรมดา
กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไส้หลอดซึ่งมีความต้านทานสูง พลังงานไฟฟ้าจะ
เปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน ทาให้ไส้หลอดร้อนจัดจนเปล่งแสงออกมา
ได้ การเปลี่ยนพลังงานเป็นดังนี้
พลังงานไฟฟ้า >>>พลังงานความร้อน >>>พลังงานแสง
2. หลอดเรื่องแสง หรือ หลอดฟลูออเรสเซนต์ (fluorescent) เป็นอุปกรณ์ที่
เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานแสงสว่าง ซึ่งมีการประดิษฐ์ในปี ค.ศ. 1938 โดย
มีรูปร่างหลายแบบ อาจทาเป็นหลอดตรง สั้น ยาว ขดเป็นวงกลมหรือครึ่งวงกลม
เป็นต้น
ส่วนประกอบของหลอดเรืองแสง
ตัวหลอดมีไส้โลหะทังสเตนติดอยู่ที่ปลายทั้ง 2 ข้าง ของหลอดแก้ว ซึ่งผิวภายใน
ของหลอดฉาบด้วยสารเรื่องแสง อากาศในหลอดแก้วถูกสูบออกจนหมดแล้วใส่ไอ
ปรอทไว้เล็กน้อย
อุปกรณ์ที่ใช้เพื่อให้หลอดเรืองแสงทางาน
1. สตาร์ตเตอร์ (starter) ทาหน้าที่เป็นสวิตซ์อัตโนมัติในขณะหลอดเรือง
แสง ยังไม่ติดและหยุดทางานเมื่อหลอดติดแล้ว
2. แบลลัสต์ (Ballast) ทาหน้าที่เพิ่มความต่างศักย์ เพื่อให้หลอดไฟเรืองแสง
ติดในตอนแรกและทาหน้าที่ ควบคุมกระแสไฟฟ้าที่ผานหลอด ให้ลดลงเมือหลอด
                                                ่                   ่
ติดแล้ว
หลักการทางานของหลอดเรืองแสง
เมื่อกระแสไฟฟ้าผ่านไส้หลอดจะทาให้ไส้หลอดร้อนขึ้น ความร้อนที่เกิดทาให้ปรอท
ที่บรรจุไว้ในหลอดกลายเป็นไอมากขึ้น เมื่อกระแสไฟฟ้าผ่านไอปรอทได้จะคาย
พลังงานไฟฟ้าให้ไอปรอท ทาให้อะตอมของไอปรอทอยู่ในภาวะถูกกระตุ้น และ
อะตอมปรอทจะคายพลังงานออกมาเพือลดระดับพลังงานของตนในรูปของรังสี
                                    ่
อัลตราไวโอเลต เมื่อรังสีดังกล่าวกระทบสารเรืองแสงที่ฉาบไว้ที่ผิวในของหลอด
เรืองแสงนั้นก็จะเปล่งแสงได้ โดยให้แสงสีต่างๆ ตามชนิดของสารเรืองแสงที่ฉาบ
ไว้ภายในหลอดนั้น เช่น แคดเมียมบอเรทจะให้แสงสีชมพู ซิงค์ซิลิเคทให้แสงสี
เขียว แมกนีเซียมทังสเตนให้แสงสีขาวอมฟ้า และยังอาจผสมสารเหล่านี้เพื่อให้ได้
สีผสมที่แตกต่างออกไปอีกด้วย
ข้อดีของหลอดเรืองแสง
1. มีประสิทธิภาพสูงกว่าหลอดไฟฟ้าธรรมดา เสียค่าไฟฟ้าเท่ากัน แต่ได้ไฟที่สว่าง
กว่า
2. ให้แสงที่เย็นตา กระจายไปทั่วหลอด ไม่รวมเป็นจุดเหมือนหลอดไฟฟ้า
ธรรมดา
3. อาจจัดสีของแสงแปรเปลี่ยนได้ โดยการเปลี่ยนชนิดสารเรืองแสง
4. อุณหภูมิของหลอดเรืองแสงไม่สูงเท่ากับหลอดไฟธรรมดาขณะทางาน
ข้อแนะนาการใช้หลอดไฟอย่างประหยัด
1. ใช้หลอดเรืองแสงจะให้แสงสว่างมากกว่าหลอดธรรมดาประมาณ 4 เท่า เมื่อใช้
พลังงานไฟฟ้าเท่ากัน และอายุการใช้งานจะทนกว่าประมาณ 8 เท่า
2. ใช้แสงสว่างให้เหมาะกับการใช้งาน ที่ใดต้องการแสงสว่างไม่มากนักควรติดไฟน้อย
ดวง
3. ทาความสะอาดโป๊ะไฟ จะให้แสงสว่างเต็มที่
4. ปิดไฟทุกครั้งที่ไม่จาเป็นต้องใช้
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานความร้อน

เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานความร้อน เป็นเครื่องใช้ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็น
พลังงานความร้อน โดยใช้หลักการคือ เมื่อปล่อยกระแสไฟฟ้าผ่านขดลวดตัวนาที่มี
ความต้านทานสูงๆ ลวดตัวนานั้นจะร้อนจนสามารถนาความร้อนออกไปใช้
ประโยชน์ได้ เนื่องจากเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าทีให้พลังงานความร้อนมาก จึงสิ้น
                                          ่
เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้ามากเมื่อเปรียบกับการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท อื่นๆ เมื่อ
ใช้ในเวลาที่เท่ากัน ฉะนั้นขณะใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าให้พลังงานความร้อนจึงควรใช้
ด้วยความระมัดระวัง ตัวอย่างเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานความร้อน เช่น เตารีด
หม้อหุงข้าว กระทะไฟฟ้า กาต้มน้า เครื่องต้มกาแฟ เตาไฟฟ้า ฯลฯ
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานความร้อน
1. ขดลวดความร้อน หรือแผ่นความร้อน มักทาจากโลหะผสมระหว่างนิเกิลกับ
โครเมียม เรียกว่า นิโครม ซึ่งมีสมบัติคือมีจุดหลอมเหลวสูงมากจึงทนความร้อน
ได้สูงเมื่อมีความร้อนเกิด ขึ้นมากๆจึงไม่ขาด และมีความต้านทานสูงมาก
2. เทอร์โมสตาร์ท หรือสวิตซ์ความร้อนอัตโนมัติ ทาหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิ
ไม่ให้ร้อนเกินไป มีส่วนประกอบเป็นโลหะต่างชนิดกัน 2 แผ่นมาประกบกัน
เมื่อได้รับความร้อนจะขยายตัวได้ไม่เท่ากัน เช่น เหล็กกับทองเหลือง โดย
ให้แผ่นโลหะที่ขยายตัวได้น้อย(เหล็ก)อยู่ดานบน ส่วนโลหะที่จะขยายตัวได้
                                         ้
มาก(ทองเหลือง)อยูด้านล่าง เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านแผ่นโลหะทั้งสองมาก
                   ่
ขึ้น จะทาให้มีอุณหภูมิสูงจนแผ่นโลหะทั้งสองซึ่งขยายตัวได้ต่างกันโลหะที่
ขยายตัว ได้มากจะขยายตัวโค้งงอ เป็นเหตุให้จดสัมผัสแยกออกจากกัน เกิด
                                              ุ
เป็นวงจรเปิด กระแสไฟฟ้าจึงไหลผ่านไม่ได้ และเมื่อแผ่นโลหะทั้งสองเย็นลง
ก็จะสัมผัสกันเหมือนเดิม เกิดเป็นวงจรปิด กระแสไฟฟ้าจึงไหลผ่านได้อีกครั้ง
หนึ่ง
3. แผ่นไมกา หรือ แผ่นใยหิน ซึ่งเป็นฉนวนไฟฟ้า ในเครื่องใช้ไฟฟ้า
ที่ให้พลังงาน ความร้อนบางชนิด เช่นเตารีด หม้อหุงข้าว เตาไฟฟ้า
จะมีแผ่นไมกา หรือใยหิน เพื่อป้องกันไม่ให้ขดลวดหลอมละลาย และ
ป้องกันไฟฟ้ารั่วขณะใช้งาน
ตัวอย่างเครื่องใช้ไฟฟ้าและคาแนะนาวิธีใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดประเภทพลังงาน
ความร้อนเตารีดไฟฟ้า
เตารีดไฟฟ้าในปัจจุบันมี 3 ประเภท คือ
- เตารีดไฟฟ้าแบบธรรมดา ใช้กันโดยทั่วไป
- เตารีดไฟฟ้าแบบไอน้า ราคาสูงกว่าธรรมดา ให้ความสะดวกเพราะไม่ต้อง
พรมน้าให้กับผ้าก่อนรีด
- เตารีดไฟฟ้าแบบกดทับ ราคาสูงมาก เหมาะกับการใช้งานในร้านซักรีดที่มี
การรีดผ้าครั้งละมากๆ
การเลือกใช้เตารีดไฟฟ้า
- ควรเลือกให้มีขนาดเหมาะสมกับปริมาณผ้า เช่น หากมีปริมาณผ้ามาก แต่ใช้
เตารีดขนาดเล็ก (750 วัตต์) จะใช้เวลารีดผ้ามาก เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้
เตารีด ขนาดใหญ่ขึ้นจะใช้เวลาน้อยกว่าซึ่งคิดเป็นค่าไฟฟ้าจะใกล้เคียงกัน การใช้
งานที่ถูกวิธ- รีดผ้าบางก่อนผ้าหนา เพื่อการปรับอุณหภูมิจากร้อนน้อยไปร้อน
            ี
มาก
เครื่องใช้ไฟฟ้าพลังงานกล


มอเตอร์ เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงาน
กล ประกอบด้วยขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก
โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทา
ให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะ
หมุนกลับทิศทางเดิม
มอเตอร์กระแสตรง เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้ากระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์
เพื่อทาให้ เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวด
มอเตอร์จึงหมุนได้
มอเตอร์กระแสสลับ เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลัก
กันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจากขดลวดมาทาให้ เกิดการหมุนของมอเตอร์
ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีมอเตอรเป็นส่วนประกอบ คือ ห้ามใช้เครื่องใช้
ประเภทนี้ในช่วงที่ไฟตก หรือแรงดันไฟฟ้าไม่ถึง 220 โวลต์ เนื่องจากมอเตอร์จะไม่หมุน
และทาให้เกิดกระแสไฟฟ้าดันกลับ จะทาให้ขดลวดร้อนจัดจนเกิดไหม้เสียหายได้
ขณะที่มอเตอร์กาลังหมุนจะเกิดการเหนี่ยวนาไฟฟ้าขึ้นทาให้เกิดกระแสไฟฟ้า ซ้อนขึ้น
ภายในขดลวด แต่มีทิศทางการไหลสวนทางกับกระแสไฟฟ้าที่มาจากแหล่งกาเนิดพลังงาน
ไฟฟ้าเดิม ทาให้ขดลวดของมอเตอร์ไม่ร้อนจนเกิดไฟไหม้ได้
เครื่องใช้ไฟฟ้าพลังงานกล
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง

เครื่องขยายเสียง(Amplifier)
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานเสียง ได้แก่ เครื่องรับ
วิทยุ เครื่องขยายเสียงเครื่องบันทึกเสียง ฯลฯ
คือ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานเสียงโดยรับ
สัญญาณไฟฟ้า จากไมโครโฟน หัวเทป หรือจาก เครื่องกาเนิดสัญญาณไฟฟ้า
จากเสียงต่างๆ มาขยายสัญญาณไฟฟ้าจนมีกาลังมากพอจึงส่งออกสู่ลาโพงเสียง
เครื่องขยายเสียงจะต้องมีส่วนประกอบดังนี้
1. ไมโครโฟน เปลี่ยนพลังงานเสียงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า
2. เครื่องขยายสัญญาณไฟฟ้า ขยายสัญญาณไฟฟ้าให้แรงขึ้น
3. ลาโพง เปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้าให้เป็นพลังงานเสียง
2. เครื่องบันทึกเสียง (Tape recorder)
เครื่องบันทึกเสียง ขณะบันทึกด้วยการพูดผ่านไมโครโฟน ซึ่งจะเปลี่ยนพลังงาน
เสียงเป็นสัญญาณไฟฟ้า แล้วบันทึกลงในแถบบันทึกเสียงซึ่งฉาบด้วยสารแม่เหล็ก
ในรูปของสัญญาณแม่เหล็ก
เมื่อนาแถบบันทึกเสียงที่บันทึกได้มาเล่น สัญญาณแม่เหล็กจะถูกเปลี่ยนกลับเป็น
สัญญาณไฟฟ้า และสัญญาณนี้จะถูกขยายให้แรงขึ้นด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าจนทาให้ลาโพง
สั่นสะเทือน เป็นเสียงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
ในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง พวก วิทยุ หรือเครื่องเสียงประเภทต่างๆ
ส่วนใหญ่สิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าไม่มาก แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ กาลังไฟฟ้า ของเครื่อง
เสียงนั้นๆ และขึ้นอยู่กับความดังของเสียงในการเปิดฟังด้วย
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง
ขอจบการนาเสนอเพียงเท่านี้ค่ะ
        ขอบคุณค่ะ

งานว ทย 2