การจัดการความเสี่ยง
Withaya Chanchai,Ph.D.,CRCST
Department of Public Health, Major of Occupational Health & Safety
Faculty of Medicine, Siam University.
2025 All rights reserved.
การบริหารความเสี่ยง (Enterprise Risk Management)
การบริหารความเสี่ยง (Enterprise Risk Management)
โครงสร้างการบริหารองค์กรโดยรวม กระบวนการบริหารความเสี่ยง
ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
(Risk Appetite)
ขนาด ปริมาณ ระดับ หรือสถานการณ์ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เพื่อให้องค์กรบรรลุเป้า
หมาย การกำหนดเกณฑ์ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของผู้บริหารและผู้ปฏิบัติการคือการสร้าง
พันธะผูกพันภายในองค์กร เป็นการให้นิยามถึงสิ่งที่องค์กรยอมรับได้และยอมรับไม่ได้
แบ่งตามทัศนคติ 2 แบบ คือ แบบระมัดระวัง และแบบกล้าเสี่ยง
การบริหารความเสี่ยง
ระดับความเบี่ยงเบนความเสี่ยง
(Risk Tolerance)
ระดับความเบี่ยงเบนหรือความยืดหยุ่นจากเกณฑ์ที่ยอมรับได้ (กำหนดเป็นร้อยละ +/-)
ซึ่งทำให้องค์กรนั้น ๆ มั่นใจว่า องค์กรได้ ดำเนินการบริหารความเสี่ยงอยู่ภายในเกณฑ์ที่
ยอมรับได้ และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความเสี่ยง โดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ
การบริหารความเสี่ยง
ระบุ Risk Appetite
(ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้)
กำหนดค่า Risk Tolerance
(ระดับความเบี่ยงเบนความเสี่ยง)
วางกรอบ Risk Targets
(เป้าหมายความเสี่ยง)
สร้างกรอบ Risk Limit
(เพดานความเสี่ยง)
เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการตัดสินใจ
ประจำวัน ในการถ่วงดุลระหว่าง
โอกาสกับความเสี่ยง
นำไปใช้สร้าง Value Chain
สร้างความยั่งยืนให้กับคุณค่า
การบริหารความเสี่ยง
นิยามถึงสิ่งที่ยอมรับได้และยอมรับไม่ได้
และสื่อสารให้ทราบทั่วทั้งองค์กร
ความเสี่ยงที่ยอมรับให้เบี่ยงเบนผลดำเนินงานได้
(กำหนดเป็นร้อยละ +/-)
ต้องมีการทบทวน Risk Appetite และ Risk Tolerance โดยพิจารณาว่า ความเสี่ยงที่คาด
การณ์นั้น มีผลกระทบต่อผลการดำเนินงานขององค์กรอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ การยอมรับความ
เสี่ยงขององค์กร มีผลทำให้ขีดความสามารถและความได้เปรียบด้านการแข่งขันเพิ่มขึ้นหรือไม่
ลำดับมาตรการป้องกันอันตราย หรือควบคุมความเสี่ยง
ในการควบคุมความเสี่ยง มาตรการที่ต้องพิจารณาเป็นลำดับแรกคือ
การขจัดอันตราย ซึ่งถือเป็นมาตรการคุ้มครองดูแลที่ดีที่สุด เพราะช่วยลด
ความเสี่ยงต่อการสัมผัสอันตรายได้ ทำให้ลูกจ้างมีโอกาสได้รับอันตราย
น้อยที่สุด และเป็นการควบคุมที่ถาวร เช่น การใช้หุ่นยนต์ทำงานแทนมนุษย์
การแยกเส้นทางคนเดินกับเส้นทางยานพาหนะ เป็นต้น
หากสามารถควบคุมความเสี่ยงด้วยมาตรการลำดับที่ 1 ได้ อันตราย
ที่อาจเกิดขึ้นก็จะหมดไป ดังนั้นอาจไม่จำเป็นต้องควบคุมความเสี่ยงด้วย
มาตรการลำดับถัดไป แต่หากไม่สามารถควบคุมอันตรายด้วยมาตรการ
ลำดับที่ 1 ได้ ก็จะต้องควบคุมอันตรายด้วยมาตรการลำดับถัดไป
มาตราการลำดับที่ 1
การขจัดอันตราย
มาตรการควบคุมอันตรายหรือความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาเป็นลำดับที่
2 คือ การทดแทนด้วยวัสดุ วิธีการทำงาน หรืออุปกรณ์ที่มีอันตรายน้อย
กว่า ถือเป็นมาตรการที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการสัมผัสอันตราย ทำให้มี
โอกาสได้รับอันตรายจากการทำงานน้อยลง เช่น การเลือกใช้สารเคมีที่มี
อันตรายน้อยกว่าแทนการใช้สารเคมีที่มีอันตรายมาก หรือการใช้สีที่ใช้น้ำ
เป็นตัวทำละลายแทนการใช้สีที่ใช้สารประเภทน้ำมันเป็นตัวทำละลาย การนำ
ขั้นตอนการทำงานที่มีความเสี่ยงบนที่สูงลงมาทำในระดับพื้นดิน เป็นต้น
มาตราการลำดับที่ 2
การทดแทนด้วยสิ่งที่มีอันตรายน้อยกว่า
หากไม่สามารถควบคุมอันตรายหรือความเสี่ยงด้วยการขจัดอันตราย
(มาตรการลำดับที่ 1) และการทดแทนด้วยสิ่งที่มีอันตรายน้อยกว่า
(มาตรการลำดับที่ 2) ได้ ก็ให้พิจารณาดำเนินการควบคุมด้วยการควบคุม
ทางวิศวกรรม ซึ่งเป็นการดำเนินการควบคุมเพื่อให้สถานที่ทำงานปลอดภัย
เช่น การติดตั้งการ์ดส่วนที่เป็นอันตรายของเครื่องจักร การติดตั้งระบบ
ระบายอากาศ การลดความดังของเสียง การยกย้ายวัสดุโดยใช้อุปกรณ์
เครื่องกล การป้องกันการตกจากที่สูงโดยการติดตั้งราวกันตก เป็นต้น
มาตราการลำดับที่ 3
การควบคุมทางวิศวกรรม
การควบคุมอันตรายหรือความเสี่ยงมาตรการที่ 4 เป็นการควบคุมเชิง
บริหารจัดการ โดยการให้ข้อมูลความรู้และการอบรมที่เหมาะสม การตรวจ
สอบอุปกรณ์ความปลอดภัย มีระบบการอนุญาตเข้าปฏิบัติงาน การตรวจ
วัดสภาพแวดล้อมในการทํางาน การจัดให้มีโครงการเฝ้าระวัง สุขภาพ
สำหรับผู้ปฏิบัติงานที่ได้มีการชี้บ่งว่ามีความเสี่ยง เช่น ผู้ที่สัมผัสกับเสียง
ดัง ผู้ที่ใช้เครื่องมือที่มีความสั่นสะเทือน ผู้ที่มีความผิดปกติของระบบทาง
เดินหายใจ เป็นต้น
มาตราการลำดับที่ 4
การควบคุมเชิงบริหารจัดการ
ในกรณีที่สถานประกอบกิจการไม่สามารถควบคุมอันตรายด้วยมาตรการลำดับที่ 1-4 อย่างได้
ผล จึงเลือกใช้มาตรการลำดับที่ 5 เป็นมาตรการสุดท้าย คือ การใช้อุปกรณ์คุ้มครองความ
ปลอดภัยส่วนบุคคล มาตรการใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลนี้ไม่ควรนำมาใช้เป็น
มาตรการหลักในการป้องกันอันตราย เนื่องจากมาตรการลำดับที่ 5 เป็นมาตรการควบคุมเพื่อลด
ความรุนแรงของการเกิดอุบัติเหตุ ไม่ใช่เป็นการลดความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุ หากจำเป็น
ต้องใช้ ให้เลือกใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับลักษณะงาน ตลอดจนมีการให้ความรู้เกี่ยวกับวิธี
การใช้ การบำรุงรักษา อุปกรณ์อย่างถูกต้อง
มาตราการลำดับที่ 5
การใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล
1. ระบุความเสี่ยง เป็นการระบุเหตุการณ์ใด ๆ ทั้งที่มีผลดีและผลเสียต่อ
การบรรลุวัตถุประสงค์ โดยต้องระบุได้ด้วยว่าเหตุการณ์นั้นจะเกิดที่ไหน
เมื่อใด และเกิดขึ้นได้อย่างไร
การบริหารความเสี่ยง
2. ประเมินความเสี่ยง เป็นการวิเคราะห์ความเสี่ยง และจัดลำดับความ
เสี่ยง โดยพิจารณาจากการประเมินโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยง และความ
รุนแรงของผลกระทบจากเหตุการณ์ความเสี่ยง โดยอาศัยเกณฑ์ มาตรฐาน
ที่ได้กำหนดไว้ ทำให้การตัดสินใจจัดการกับความเสี่ยงเป็นไปอย่างเหมาะสม
การบริหารความเสี่ยง
3. จัดการความเสี่ยง เป็นการกำหนดมาตรการ หรือแผนปฏิบัติการในการ
จัดการ และควบคุมความเสี่ยงที่สูง (High) และสูงมาก (Extreme) นั้นให้
ลดลง ให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ สามารถปฏิบัติได้จริง และควรต้อง
พิจารณาถึงความคุ้มค่าในด้านค่าใช้จ่ายและต้นทุนที่ต้องใช้ลงทุนในการ
กำหนดมาตรการหรือแผนปฏิบัติการนั้นกับประโยชน์ที่จะได้รับด้วย
การบริหารความเสี่ยง
4. รายงานและติดตามผล เป็นการรายงานและติดตามผลการดำเนินงาน
ตามแผนบริหารความเสี่ยงที่ได้ดำเนินการทั้งหมดตามลำดับให้ฝ่ายบริหาร
รับทราบและให้ความเห็นชอบดำเนินการตามแผนบริหารจัดการความเสี่ยง
การบริหารความเสี่ยง
5. ประเมินผลการบริหารจัดการความเสี่ยง เป็นการประเมินการบริหารความเสี่ยง
ประจำปีเพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรมีการบริหารความเสี่ยงเป็นไปอย่างเหมาะสม เพียงพอ ถูก
ต้อง และมีประสิทธิผลมาตรการหรือกลไกการควบคุมความเสี่ยง (Control Activety)
ที่ดำเนินการสามารถลดและควบคุมความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้จริงและอยู่ในระดับที่ยอมรับได้
หรือต้องจัดหามาตรการหรือตัวควบคุมอื่นเพิ่มเติม เพื่อให้ความเสี่ยงที่ยังเหลืออยู่หลังมี
การจัดการ (Residual Risk) อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ และให้องค์กรมีการบริหารความ
เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง
การบริหารความเสี่ยง
6. ทบทวนการบริหารจัดการความเสี่ยง เป็นการทบทวนประสิทธิภาพ
ของแนวการบริหารความเสี่ยงในทุกขั้นตอน เพื่อพัฒนาระบบให้ดียิ่ง
ขึ้น
การบริหารความเสี่ยง
วัตถุประสงค์
เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ ปลูกฝังจิตสำนึก และสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างผู้
ปฏิบัติงาน ผู้รับเหมา ในการบริหารความปลอดภัย โดยยึดหลัก “ความปลอดภัย
เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของทุกคน”
สิ่งที่ต้องดำเนินการ
1.จัดทำแผนการมีส่วนร่วมของพนักงาน
2.จัดช่องทางการสื่อสารและการเข้าถึงข้อมูลด้านความปลอดภัย
3.จัดให้ผู้ปฏิบัติงานมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับระบบการจัดการความ
ปลอดภัย
การมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงาน
(EMPLOYEE PARTICIPATION)
1. จัดทําแผนการมีส่วนร่วมของพนักงาน
แผนงานที่ระบุการมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงานในด้านความปลอดภัย (ระบุ
กิจกรรม ช่วงเวลาการดำเนินงาน และผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน) เช่น
• แผนการจัดกิจกรรมเสริมสร้างจิตสํานึกด้านความปลอดภัย
• แผนการอบรมเรื่องความปลอดภัยให้กับพนักงาน
• การประชุมด้านความปลอดภัย
• กิจกรรมสัปดาห์ความปลอดภัย
การมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงาน
(EMPLOYEE PARTICIPATION)
2. จัดช่องทางการสื่อสารและการเข้าถึงข้อมูลด้านความปลอดภัย
• สร้างช่องทางในการเผยแพร่ข้อมูลเพื่อส่งเสริมความปลอดภัยแก่ผู้ที่
เกี่ยวข้อง เช่น
- พนักงาน
- ผู้รับเหมา
- หน่วยงานท้องถิ่น
• ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ เช่น ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ บอร์ด
ประชาสัมพันธ์ เสียงตามสายในโรงงาน การจัด ประชุม การจัดอบรม
เป็นต้น
การมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงาน
(EMPLOYEE PARTICIPATION)
3. จัดให้ผู้ปฏิบัติงานมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับระบบการจัดการ
ความปลอดภัย
• การส่งเสริมการทํางานร่วมกันระหว่างทีมงานความปลอดภัย และผู้ปฏิบัติ
งาน หรือตัวแทนด้านความปลอดภัย
• การรายงานข้อมูลเกี่ยวกับอุบัติภัยให้ผู้ปฏิบัติงานทราบ
การมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงาน
(EMPLOYEE PARTICIPATION)
คณะกรรมการ PSM ต้องนำเสนอนโยบายและแนวทางการดำเนินงาน โดย
เปิดโอกาสให้ลูกจ้างมีส่วนร่วมในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้
กำหนดให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติตามนโยบาย
การรายงานผลการตรวจสอบให้ผู้บริหารสูงสุดรับทราบ
ฝึกอบรมให้กับบคุลากรที่เกี่ยวข้องรับทราบถึงหลักการและคุณลักษณะ
สำคัญของ PSM
ลูกจ้างสามารถที่จะมีส่วนร่วมเสนอแนะข้อมูลต่าง ๆ ต่อการตัดสินใจดำ
เนินงานโดยคณะกรรมการ
ลูกจ้างควรทราบว่าสามารถร้องขอเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการ
PSM หากลูกจ้างมีคำถาม ปัญหา หรือข้อสงสัย
การมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงาน
(EMPLOYEE PARTICIPATION)
การมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงาน
(EMPLOYEE PARTICIPATION)
ตัวอย่าง : ตารางกำหนดการมีส่วนร่วมของพนักงาน (Employee Participation Matrix)
ความเสี่ยงจำแนกได้เป็น 4 ลักษณะ ดังนี้
1) ความเสี่ยงทางด้านกลยุทธ์ (Strategic Risk : SR)
2) ความเสี่ยงทางด้านการเงิน (Financial Risk : FR)
3) ความเสี่ยงทางด้านการปฏิบัติงาน (Operational Risk : OR)
4) ความเสี่ยงทางด้านกฎหมาย และข้อกำหนดผูกพันองค์กร (Compliance
Risk : CR)
ความเสี่ยงโดยรวมของทุกองค์กร
1. ความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ (Strategec Risk) หมายถึง
ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับกลยุทธ์ เป้าหมาย พันธกิจ ในภาพรวม
ขององค์กร ที่อาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือการไม่บรรลุผล
ตามเป้าหมาย ในแต่ละประเด็นยุทธศาสตร์ขององค์กร
ความเสี่ยงโดยรวมของทุกองค์กร
2. ความเสี่ยงด้านการเงิน (Financial Risk) เป็นความเสี่ยงที่
เกี่ยวข้องกับการบริหารและควบคุมทางการเงินและการงบประมาณของ
องค์กรให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิผล ผลกระทบการเงินที่เกิดจากปัจจัย
ภายนอก อาทิ ข้อบังคับเกี่ยวกับรายงานทางการเงินของหน่วยงานที่
เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมบัญชีกลาง สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงบ
ประมาณ รวมทั้งการจัดสรรงบประมาณไม่เหมาะสม
ความเสี่ยงโดยรวมของทุกองค์กร
3. ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน (Operational Risk) เป็นความเสี่ยงที่
เกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาการปฏิบัติงานประจำวัน หรือการดำเนินงานปกติที่
องค์กรต้องเผชิญเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ความเสี่ยงด้านนี้ อาทิ
การปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามแผนปฏิบัติงานโดยไม่มีผังการปฏิบัติงานที่ชัดเจน
หรือไม่มีการมอบหมายอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบ บุคลากรขาดแรงจูงใจใน
การปฏิบัติงาน
ความเสี่ยงโดยรวมของทุกองค์กร
4. ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ
(Compliance Risk) เป็นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับประเด็นข้อ
กฎหมาย ระเบียบ การปกป้องคุ้มครองผู้รับบริการหรือผู้มีส่วนได้เสีย
การป้องกันข้อมูลรวมถึงประเด็นทางด้านกฎระเบียบอื่น ๆ
ความเสี่ยงโดยรวมของทุกองค์กร
ปัจจัยความเสี่ยง (Risk Factor)
1) ปัจจัยภายนอก เช่น เศรษฐกิจ สังคม การเมือง กฎหมาย ฯลฯ
2) ปัจจัยภายใน เช่น กฎระเบียบ ข้อบังคับภายในองค์กร ประสบการณ์ของ
เจ้าหน้าที่ ระบบการทำงาน ความโลภและจริยธรรมของแต่ละบุคคล ฯลฯ
ความแตกต่างระหว่างความเสี่ยงกับปัญหา
1) การควบคุมเพื่อการป้องกัน (Preventive Control) เป็นวิธีการควบคุมที่กำหนด
ขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยง และข้อผิดพลาดตั้งแต่แรก
2) การควบคุมเพื่อให้ตรวจพบ (Detective Control) เป็นวิธีการควบคุเมื่อค้นพบ
ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นแล้ว
3) การควบคุมโดยการชี้แนะ (Directive Control) เป็นวิธีการควบคุมที่ส่งเสริม
หรือกระตุ้นให้เกิดความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ
4) การควบคุมเพื่อการแก้ไข (Corrective Control) เป็นวิธีการควบคุมที่กำหนด
ขึ้นเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นให้ถูกต้องหรือเพื่อหาวิธีการแก้ไขไม่ให้เกิดข้อผิด
พลาดซ้ำอีกในอนาคต
การควบคุม (Control)
กลยุทธ์ที่ใช้ในการบริหารความเสี่ยงที่ใช้
กันเป็นสากล
1. Take การยอมรับความเสี่ยง (Risk Acceptance)
2. Treat การลด/การควบคุมความเสี่ยง (Risk Reduction/Control)
3. Terminate การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk Avoidance)
4. Transfer การกระจาย/โอนความเสี่ยง (Risk sharing/spreading)
ปัจจัยที่ทำให้การบริหารความเสี่ยงสำเร็จ
ขอขอบคุณ
หัวหน้าภาควิชาสาธารณสุขศาสตร์
สาขาวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม
ดร.วิทยา ชาญชัย
Certified Registered Central Service Technician (CRCST)
Purdue University, United States
Ph.D. (Public Health)
College of Public Health Sciences, Chulalongkorn University
withaya.cha@siam.edu โทร : 093-569-4151

บทที่ 12 การบริหาร ควบคุม และจัดการความเสี่ยง.pdf