หน่วยที่ 1
ระบบคอมพิวเตอร์
ความหมายของคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์ หมายถึง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่
มนุษย์นามาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อช่วยในการจัดการ
เกี่ยวกับข้อมูล ทั้งตัวเลข ตังอักษร และสัญลักษณ์ที่ใช้
แทนความหมายสิ่งต่างๆ โดยคุณสมบัติที่สาคัญของ
คอมพิวเตอร์
ยุคของคอมพิวเตอร์
ยุคของคอมพิวเตอร์ สามารถแบ่งได้เป็น 5 ยุค ดังนี้คือ
คอมพิวเตอร์ยุคที่ 1
อยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2488 ถึง พ.ศ.2501 เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้
หลอดสุญญากาศซึ่งใช้กาลังไฟฟ้ าสูง จึงมีปัญหาเรื่องความ
ร้อนและไส้หลอดขาดบ่อย ถึงแม้จะมีระบบระบายความร้อนที่
ดีมาก การสั่งงานใช้ภาษาเครื่องซึ่งเป็นรหัสตัวเลขที่ยุ่งยาก
ซับซ้อน เครื่องคอมพิวเตอร์ของยุคนี้มีขนาดใหญ่โต เช่น มาร์ค
วัน (MARK I), อีนิแอค(ENIAC), ยูนิแวค (UNIVAC)
คอมพิวเตอร์ยุคที่ 2
คอมพิวเตอร์ยุคที่สอง อยู่ระหว่างปี พ.ศ.2502 ถึง พ.ศ.
2506 เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทรานซิสเตอร์ โดยมีแกนเฟอร์
ไรท์เป็นหน่วยความจา มีอุปกรณ์เก็บข้อมูลสารองในรูป
ของสื่อบันทึกแม่เหล็ก เช่น จานแม่เหล็ก ส่วนทางด้าน
ซอฟต์แวร์ก็มีการพัฒนาดีขึ้น โดยสามารถเขียนโปรแกรม
ด้วยภาษาระดับสูงซึ่งเป็นภาษาที่เขียนเป็นประโยคที่คน
สามารถเข้าใจได้ เช่น ภาษาฟอร์แทน ภาษาโคบอล เป็น
ต้น ภาษาระดับสูงนี้ได้มีการพัฒนาและใช้งานมาจนถึง
ปัจจุบัน
คอมพิวเตอร์ยุคที่ 3
คอมพิวเตอร์ยุคที่สาม อยู่ระหว่างปี พ.ศ.2507 ถึง
พ.ศ.2512 เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้วงจรรวม
(Integrated Circuit: IC) โดยวงจรรวมแต่ละตัวจะมี
ทรานซิสเตอร์บรรจุอยู่ภายในมากมายทาให้เครื่อง
คอมพิวเตอร์จะออกแบบซับซ้อนมากขึ้น และ
สามารถสร้างเป็นโปรแกรมย่อย ๆ ในการกาหนด
ชุดคาสั่งต่าง ๆ ทางด้านซอฟต์แวร์ก็มีระบบควบคุมที่
มีความสามารถสูงทั้งในรูประบบแบ่งเวลาการทางาน
ให้กับงานหลาย ๆ อย่าง
คอมพิวเตอร์ยุคที่ 4
คอมพิวเตอร์ยุคที่สี่ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2513 จนถึงปัจจุบัน เป็นยุค
ของคอมพิวเตอร์ที่ใช้วงจรรวมความจุสูงมาก(Very Large
ScaleIntegration: VLSI) เช่น ไมโครโพรเซสเซอร์ที่บรรจุ
ทรานซิสเตอร์นับหมื่นนับแสนตัว ทาให้ขนาดเครื่อง
คอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลงสามารถตั้งบนโต๊ะในสานักงาน
หรือพกพาเหมือนกระเป๋ าหิ้วไปในที่ต่าง ๆ ได้ ขณะเดียวกัน
ระบบซอฟต์แวร์ก็ได้พัฒนาขีดความสามารถสูงขึ้นมาก มี
โปรแกรมสาเร็จให้เลือกใช้กันมากทาให้เกิดความสะดวกใน
การใช้งานอย่างกว้างขวาง
คอมพิวเตอร์ยุคที่ 5
คอมพิวเตอร์ยุคที่ห้า เป็นคอมพิวเตอร์ที่มนุษย์พยายาม
นามาเพื่อช่วยในการตัดสินใจและแก้ปัญหาให้ดียิ่งขึ้น โดย
จะมีการเก็บความรอบรู้ต่าง ๆ เข้าไว้ในเครื่อง สามารถเรียก
ค้นและดึงความรู้ที่สะสมไว้มาใช้งานให้เป็นประโยชน์
คอมพิวเตอร์ยุคนี้เป็นผลจากวิชาการด้านปัญญาประดิษฐ์
(ArtificialIntelligence : AI) ประเทศต่างๆ ทั่วโลกไม่ว่า
จะเป็นสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และประเทศในทวีปยุโรปกาลัง
สนใจค้นคว้าและพัฒนาทางด้านนี้กันอย่างจริงจัง
ประเภทของคอมพิวเตอร์
ประเภทของคอมพิวเตอร์แบ่งตามลักษณะของข้อมูล ได้ 3 ประเภท คือ
1. อนาลอกคอมพิวเตอร์ (Analog Computer)เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่
สร้างขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อใช้กับงานเฉพาะด้าน มีการทางานโดยใช้หลักในการวัด มี
ลักษณะเป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่แยกส่วนทาหน้าที่เป็นตัวกระทาและฟังก์ชันทาง
คณิตศาสตร์ โดยใช้ค่าระดับแรงดันไฟฟ้ าเป็นหลักในการคานวณ และการรับข้อมูลจะ
รับในลักษณะของปริมาณที่มีค่าต่อเนื่อง ส่วนการรับข้อมูลสามารถรับข้อมูลได้โดยตรง
จากแหล่งเกิดข้อมูล แล้วแสดงผลออกมาทางจอภาพ หรืออ่านค่าได้จากเครื่องวัดและ
แทนค่าเป็นอุณหภูมิ ความเร็ว หรือความดัน มีความละเอียดและสามารถคานวณได้
น้อยกว่าดิจิทัลคอมพิวเตอร์ ไม่สามารถเก็บข้อมูลได้เป็นจานวนมากเหมือนกับดิจิทัล
คอมพิวเตอร์ ได้แก่ เครื่องที่ใช้วัดปริมาณทางฟิสิกส์ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะออกมาในรูปของ
กราฟ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตรวจสภาพอากาศ และที่ใช้ในวงการแพทย์ เช่น เครื่อง
ตรวจวัดสายตา ตรวจวัดคลื่นสมองและการเต้นของหัวใจ เป็นต้น
2. ดิจิทัลคอมพิวเตอร์ (Digital Computer)เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่
ทางานโดยใช้หลักในการคานวณแบบลูกคิด หรือหลักการนับ และทางานกับข้อมูล
แบบไม่ต่อเนื่อง ลักษณะการคานวณจะแปลงเลขเลขฐานสิบก่อน แล้วจึง
ประมวลผลด้วยระบบเลขฐานสอง แล้วให้ผลลัพธ์ออกมาอยู่ในรูปของตัวเลข ซึ่ง
คอมพิวเตอร์จะแปลงเป็นเลขฐานสิบเพื่อแสดงให้ผู้ใช้เข้าใจง่าย มีความสามารถใน
การคานวณและมีความแม่นยามากกว่าอนาลอกคอมพิวเตอร์ สามารถเก็บข้อมูลได้
เป็นจานวนมากจึงต้องใช้สื่อในการบันทึกข้อมูล เช่น จานแม่เหล็ก และเทปแม่เหล็ก
เป็นต้น เนื่องจากดิจิทัลคอมพิวเตอร์มีอุปกรณ์ชิ้นส่วนต่าง ๆ เป็นมาตรฐานเดียวกัน
และใช้กับงานได้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ทาให้ดิจิทัลคอมพิวเตอร์มีการพัฒนาให้
สามารถทางานได้เหมาะสมกับสภาพงานทั่วไป เช่น งานพิมพ์เอกสาร งานคานวณ
งานวิจัยเปรียบเทียบค่าทางสถิติ งานบันทึกนัดหมาย งานส่งข้อความในรูปเอกสาร
ภาพและเสียง ตลอดจนงานกราฟิกเพื่อนาเสนอในรูปแบบต่าง ๆ เป็นต้น
3. ไฮบริดคอมพิวเตอร์ (Hybrid Computer) เป็น
เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้กับงานเฉพาะด้าน มีประสิทธิภาพสูงและ
สามารถทางานที่ซับซ้อนได้ เนื่องจากการนาเทคนิคการทางาน
ของอนาลอกคอมพิวเตอร์และดิจิทัลคอมพิวเตอร์มาใช้งาน
ร่วมกัน เช่น การส่งยานอวกาศขององค์การนาซา จะใช้เทคนิค
ของอนาลอกคอมพิวเตอร์ในการควบคุมการหมุนของตัวยาน
อวกาศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความกดดันอากาศ อุณหภูมิ ความเร็ว
และใช้เทคนิคของดิจิทัลคอมพิวเตอร์ในการคานวณระยะทาง
จากพื้นผิวโลก เป็นต้น
ภาษาคอมพิวเตอร์
ภาษาคอมพิวเตอร์ หมายถึง โปรแกรมหรือชุดคาสั่งที่โปรแกรมเมอร์เขียน
เพื่อใช้สั่งงานตามรูปแบบ และโครงสร้างของภาษาซึ่งแบ่งได้ 3 ระดับ
ดังนี้คือ
1. ภาษาระดับต่า (Low Level Language)เป็ นภาษาที่มนุษย์ทา
ความเข้าใจได้ยาก ส่วนใหญ่ต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาปัตยกรรม
คอมพิวเตอร์ และฮาร์ดแวร์เป็ นอย่างดีจึงจะสามารถ
เขียนโปรแกรมสั่งงานได้มีข้อดีในส่วนที่เขียนโปรแกรมควบคุมอาร์ดาแวร์
แต่ละส่วนได้โดยตรงจึงทางานได้เร็ว แต่ไม่เหมาะที่จะใช้ในการพัฒนา
โปรแกรม ตัวอย่างของภาษาระดับต่าได้แก่ ภาษาเครื่อง (Machine
Language) และภาษาแอสเซมบลี (Assembly Language) เป็ นต้น
2. ภาษาระดับกลาง (Medium Level Language) เป็ น
ภาษาที่ทาความเข้าใจได้ไม่ยากนัก เพราะมีลักษณะ เป็ นภาษาแบบ
โครงสร้าง ทาความเข้าใจได้เหมือนกับภาษาระดับสูงแต่ทางานได้
รวดเร็วเหมือนกับภาษาระดับต่า สามารถใช้บนเครื่องที่มีความเร็ว
ต่างกันโดยไม่ต้องดัดแปลง ภาษาระดับกลางจึงเป็ นที่นิยมใช้กัน
แพร่หลาย ตัวอย่างของภาษาระดับกลาง ได้แก่ ภาษาซี เป็ นต้น
3. ภาษาระดับสูง (High Level Language)เป็ นภาษาที่ทา
ความเข้าใจได้ง่าย มีลักษณะของการใช้คาสั่งเป็ นภาษาอังกฤษซึ่ง
ใกล้เคียงกับภาษามนุษย์มากการสั่งให้คอมพิวเตอร์ทางานจะต้องมี
การแปลความหมายของคาสั่งโดยใช้ตัวแปลภาษาทีละชุดคาสั่งที่
เรียกว่า Interpreterหรือแปลครั้งเดียวทั้งโปรแกรมที่เรียกว่า
Compiler
องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์ประกอบด้วยส่วนสาคัญ 5 ส่วนด้วยกัน คือ
1. ฮาร์ดแวร์ (Hardware) หมายถึง สิ่งที่มองเห็นและจับต้อง
สัมผัสได้ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นตัวเครื่อง
คอมพิวเตอร์ (Case) เมนบอร์ด (Mainboard) และอุปกรณ์ต่อพ่วงรอบ
ข้าง (Peripheral) ที่เกี่ยวข้อง เช่น ฮาร์ดดิสก์ แป้ นพิมพ์ เม้าส์ หน่วย
ประมวลผลกลาง จอภาพ เครื่องพิมพ์ และอุปกรณ์อื่น ๆ ฮาร์ดแวร์จะไม่
สามารถทางานด้วยตัวเองเดี่ยว ๆ ได้ จะต้องนามาต่อเชื่อมเพื่อทางาน
ร่วมกันเป็นระบบที่เรียกว่า "ระบบคอมพิวเตอร์ (Computer System)"ที่
มีโครงสร้างของระบบจะทางานตามโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่เขียนขึ้น
2. ซอฟต์แวร์ (Software)หมายถึง โปรแกรม (Program)
หรือชุดคาสั่งที่ควบคุมให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทางานให้ได้ผลลัพธ์
ตามที่ต้องการ ซึ่งคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ที่ประกอบออกมาจากโรงงาน
จะยังไม่สามารถทางานได้ในทันที ต้องมีซอฟต์แวร์ซึ่งเป็นโปรแกรม
หรือชุดคาสั่งที่สั่งให้ฮาร์ดแวร์ทางานตามต้องการได้ โดยโปรแกรม
หรือชุดคาสั่งนั้นจะเขียนจากภาษาต่าง ๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น เรียกว่า
ภาษาคอมพิวเตอร์ (Programming Language)ภาษาใดภาษาหนึ่ง
และมีโปรแกรมเมอร์ (Programmer) หรือนักเขียนโปรแกรมเป็นผู้ใช้
ภาษาคอมพิวเตอร์เหล่านั้นเขียนซอฟต์แวร์แบบต่าง ๆ ขึ้นมา
3. ข้อมูล/สารสนเทศ (Data/Information)คือ ข้อมูล
ต่างๆ ที่เรานามาให้คอมพิวเตอร์ทาการประมวลผลคานวณ หรือ
กระทาการอย่างใดอย่างหนึ่งให้ได้มาเป็นผลลัพธ์ที่เราต้องการ
ยกตัวอย่างเช่น ข้อมูลบุคลากรเกี่ยวกับรายละเอียดประวัติส่วนตัว
ประวัติการศึกษาหรือ ประวัติการทางาน ซึ่งอาจนามาจาแนกเป็น
รายงานต่างๆ เกี่ยวกับบุคลากรในหน่วยงานได้ หรือข้อมูลเกี่ยวกับ
ตัวเลขมาตรๆ ไฟฟ้ าของบ้านแต่ละหลัง ก็ใช้สาหรับคานวณเป็น
ปริมาณไฟฟ้ า ที่ใช้ในแต่ละเดือน แล้วคิดเป็นเงิน ที่จะต้องชาระ
ให้กับการไฟฟ้ าฯ
4. บุคคลากร (Peopleware) คือ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานต่างๆ
และผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในหน่วยงานนั้นๆ บุคลากรด้านคอมพิวเตอร์
นั้น มีความสาคัญมาก เพราะการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ทางานต่างๆ นั้น
จะต้องมีการจัดเตรียมเปลี่ยนระบบ จัดเตรียมโปรแกรมดาเนินการต่างๆ
หลายอย่าง ซึ่งไม่สามารถทาด้วยตัวเองได้ ถ้าหากไม่ใช่ผู้ที่รู้เรื่อง
คอมพิวเตอร์มากนัก เราจึงถือว่าบุคลากร เป็นส่วนประกอบที่สาคัญของ
ระบบคอมพิวเตอร์ด้วย ซึ่งสามารถสรุปเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ดังนี้
- เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ (Operator)
- บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบ (System)
- ผู้จัดการศูนย์ประมวลผลคอมพิวเตอร์ (Electronic Data Processing
Manager)
- ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ (Computer user)
5. กระบวนการทางาน
(Documentation/Procedure)เป็นขั้นตอนการทางานเพื่อให้ได้
ผลลัพธ์หรือข้อสนเทศจากคอมพิวเตอร์ ในการทางานกับคอมพิวเตอร์
จาเป็นที่จะต้องให้ผู้ใช้เข้าใจขั้นตอนการทางาน ต้องมีระเบียบปฏิบัติ
ให้เป็นแบบเดียวกัน มีการจัดทาคู่มือการใช้คอมพิวเตอร์ให้ทุกคน
เรียนรู้และใช้อ้างอิงได้นอกจากนั้นเมื่อการใช้มาตรฐาน ช่วยให้การ
ประสานงาน ระหว่างหน่วยงานย่อยๆ ราบรื่น การจัดซื้อจัดหา
ตลอดจนการบารุงรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์ และซอฟต์แวร์ก็จะง่ายขึ้น
เพราะทุกหน่วยงานใช้มาตรฐานเดียวกัน

หน่วยที่ 1

  • 1.
  • 2.
    ความหมายของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ หมายถึง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ มนุษย์นามาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อช่วยในการจัดการ เกี่ยวกับข้อมูลทั้งตัวเลข ตังอักษร และสัญลักษณ์ที่ใช้ แทนความหมายสิ่งต่างๆ โดยคุณสมบัติที่สาคัญของ คอมพิวเตอร์
  • 3.
    ยุคของคอมพิวเตอร์ ยุคของคอมพิวเตอร์ สามารถแบ่งได้เป็น 5ยุค ดังนี้คือ คอมพิวเตอร์ยุคที่ 1 อยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2488 ถึง พ.ศ.2501 เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้ หลอดสุญญากาศซึ่งใช้กาลังไฟฟ้ าสูง จึงมีปัญหาเรื่องความ ร้อนและไส้หลอดขาดบ่อย ถึงแม้จะมีระบบระบายความร้อนที่ ดีมาก การสั่งงานใช้ภาษาเครื่องซึ่งเป็นรหัสตัวเลขที่ยุ่งยาก ซับซ้อน เครื่องคอมพิวเตอร์ของยุคนี้มีขนาดใหญ่โต เช่น มาร์ค วัน (MARK I), อีนิแอค(ENIAC), ยูนิแวค (UNIVAC)
  • 4.
    คอมพิวเตอร์ยุคที่ 2 คอมพิวเตอร์ยุคที่สอง อยู่ระหว่างปีพ.ศ.2502 ถึง พ.ศ. 2506 เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทรานซิสเตอร์ โดยมีแกนเฟอร์ ไรท์เป็นหน่วยความจา มีอุปกรณ์เก็บข้อมูลสารองในรูป ของสื่อบันทึกแม่เหล็ก เช่น จานแม่เหล็ก ส่วนทางด้าน ซอฟต์แวร์ก็มีการพัฒนาดีขึ้น โดยสามารถเขียนโปรแกรม ด้วยภาษาระดับสูงซึ่งเป็นภาษาที่เขียนเป็นประโยคที่คน สามารถเข้าใจได้ เช่น ภาษาฟอร์แทน ภาษาโคบอล เป็น ต้น ภาษาระดับสูงนี้ได้มีการพัฒนาและใช้งานมาจนถึง ปัจจุบัน
  • 5.
    คอมพิวเตอร์ยุคที่ 3 คอมพิวเตอร์ยุคที่สาม อยู่ระหว่างปีพ.ศ.2507 ถึง พ.ศ.2512 เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้วงจรรวม (Integrated Circuit: IC) โดยวงจรรวมแต่ละตัวจะมี ทรานซิสเตอร์บรรจุอยู่ภายในมากมายทาให้เครื่อง คอมพิวเตอร์จะออกแบบซับซ้อนมากขึ้น และ สามารถสร้างเป็นโปรแกรมย่อย ๆ ในการกาหนด ชุดคาสั่งต่าง ๆ ทางด้านซอฟต์แวร์ก็มีระบบควบคุมที่ มีความสามารถสูงทั้งในรูประบบแบ่งเวลาการทางาน ให้กับงานหลาย ๆ อย่าง
  • 6.
    คอมพิวเตอร์ยุคที่ 4 คอมพิวเตอร์ยุคที่สี่ ตั้งแต่ปีพ.ศ.2513 จนถึงปัจจุบัน เป็นยุค ของคอมพิวเตอร์ที่ใช้วงจรรวมความจุสูงมาก(Very Large ScaleIntegration: VLSI) เช่น ไมโครโพรเซสเซอร์ที่บรรจุ ทรานซิสเตอร์นับหมื่นนับแสนตัว ทาให้ขนาดเครื่อง คอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลงสามารถตั้งบนโต๊ะในสานักงาน หรือพกพาเหมือนกระเป๋ าหิ้วไปในที่ต่าง ๆ ได้ ขณะเดียวกัน ระบบซอฟต์แวร์ก็ได้พัฒนาขีดความสามารถสูงขึ้นมาก มี โปรแกรมสาเร็จให้เลือกใช้กันมากทาให้เกิดความสะดวกใน การใช้งานอย่างกว้างขวาง
  • 7.
    คอมพิวเตอร์ยุคที่ 5 คอมพิวเตอร์ยุคที่ห้า เป็นคอมพิวเตอร์ที่มนุษย์พยายาม นามาเพื่อช่วยในการตัดสินใจและแก้ปัญหาให้ดียิ่งขึ้นโดย จะมีการเก็บความรอบรู้ต่าง ๆ เข้าไว้ในเครื่อง สามารถเรียก ค้นและดึงความรู้ที่สะสมไว้มาใช้งานให้เป็นประโยชน์ คอมพิวเตอร์ยุคนี้เป็นผลจากวิชาการด้านปัญญาประดิษฐ์ (ArtificialIntelligence : AI) ประเทศต่างๆ ทั่วโลกไม่ว่า จะเป็นสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และประเทศในทวีปยุโรปกาลัง สนใจค้นคว้าและพัฒนาทางด้านนี้กันอย่างจริงจัง
  • 8.
    ประเภทของคอมพิวเตอร์ ประเภทของคอมพิวเตอร์แบ่งตามลักษณะของข้อมูล ได้ 3ประเภท คือ 1. อนาลอกคอมพิวเตอร์ (Analog Computer)เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ สร้างขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อใช้กับงานเฉพาะด้าน มีการทางานโดยใช้หลักในการวัด มี ลักษณะเป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่แยกส่วนทาหน้าที่เป็นตัวกระทาและฟังก์ชันทาง คณิตศาสตร์ โดยใช้ค่าระดับแรงดันไฟฟ้ าเป็นหลักในการคานวณ และการรับข้อมูลจะ รับในลักษณะของปริมาณที่มีค่าต่อเนื่อง ส่วนการรับข้อมูลสามารถรับข้อมูลได้โดยตรง จากแหล่งเกิดข้อมูล แล้วแสดงผลออกมาทางจอภาพ หรืออ่านค่าได้จากเครื่องวัดและ แทนค่าเป็นอุณหภูมิ ความเร็ว หรือความดัน มีความละเอียดและสามารถคานวณได้ น้อยกว่าดิจิทัลคอมพิวเตอร์ ไม่สามารถเก็บข้อมูลได้เป็นจานวนมากเหมือนกับดิจิทัล คอมพิวเตอร์ ได้แก่ เครื่องที่ใช้วัดปริมาณทางฟิสิกส์ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะออกมาในรูปของ กราฟ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตรวจสภาพอากาศ และที่ใช้ในวงการแพทย์ เช่น เครื่อง ตรวจวัดสายตา ตรวจวัดคลื่นสมองและการเต้นของหัวใจ เป็นต้น
  • 9.
    2. ดิจิทัลคอมพิวเตอร์ (DigitalComputer)เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ ทางานโดยใช้หลักในการคานวณแบบลูกคิด หรือหลักการนับ และทางานกับข้อมูล แบบไม่ต่อเนื่อง ลักษณะการคานวณจะแปลงเลขเลขฐานสิบก่อน แล้วจึง ประมวลผลด้วยระบบเลขฐานสอง แล้วให้ผลลัพธ์ออกมาอยู่ในรูปของตัวเลข ซึ่ง คอมพิวเตอร์จะแปลงเป็นเลขฐานสิบเพื่อแสดงให้ผู้ใช้เข้าใจง่าย มีความสามารถใน การคานวณและมีความแม่นยามากกว่าอนาลอกคอมพิวเตอร์ สามารถเก็บข้อมูลได้ เป็นจานวนมากจึงต้องใช้สื่อในการบันทึกข้อมูล เช่น จานแม่เหล็ก และเทปแม่เหล็ก เป็นต้น เนื่องจากดิจิทัลคอมพิวเตอร์มีอุปกรณ์ชิ้นส่วนต่าง ๆ เป็นมาตรฐานเดียวกัน และใช้กับงานได้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ทาให้ดิจิทัลคอมพิวเตอร์มีการพัฒนาให้ สามารถทางานได้เหมาะสมกับสภาพงานทั่วไป เช่น งานพิมพ์เอกสาร งานคานวณ งานวิจัยเปรียบเทียบค่าทางสถิติ งานบันทึกนัดหมาย งานส่งข้อความในรูปเอกสาร ภาพและเสียง ตลอดจนงานกราฟิกเพื่อนาเสนอในรูปแบบต่าง ๆ เป็นต้น
  • 10.
    3. ไฮบริดคอมพิวเตอร์ (HybridComputer) เป็น เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้กับงานเฉพาะด้าน มีประสิทธิภาพสูงและ สามารถทางานที่ซับซ้อนได้ เนื่องจากการนาเทคนิคการทางาน ของอนาลอกคอมพิวเตอร์และดิจิทัลคอมพิวเตอร์มาใช้งาน ร่วมกัน เช่น การส่งยานอวกาศขององค์การนาซา จะใช้เทคนิค ของอนาลอกคอมพิวเตอร์ในการควบคุมการหมุนของตัวยาน อวกาศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความกดดันอากาศ อุณหภูมิ ความเร็ว และใช้เทคนิคของดิจิทัลคอมพิวเตอร์ในการคานวณระยะทาง จากพื้นผิวโลก เป็นต้น
  • 11.
    ภาษาคอมพิวเตอร์ ภาษาคอมพิวเตอร์ หมายถึง โปรแกรมหรือชุดคาสั่งที่โปรแกรมเมอร์เขียน เพื่อใช้สั่งงานตามรูปแบบและโครงสร้างของภาษาซึ่งแบ่งได้ 3 ระดับ ดังนี้คือ 1. ภาษาระดับต่า (Low Level Language)เป็ นภาษาที่มนุษย์ทา ความเข้าใจได้ยาก ส่วนใหญ่ต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาปัตยกรรม คอมพิวเตอร์ และฮาร์ดแวร์เป็ นอย่างดีจึงจะสามารถ เขียนโปรแกรมสั่งงานได้มีข้อดีในส่วนที่เขียนโปรแกรมควบคุมอาร์ดาแวร์ แต่ละส่วนได้โดยตรงจึงทางานได้เร็ว แต่ไม่เหมาะที่จะใช้ในการพัฒนา โปรแกรม ตัวอย่างของภาษาระดับต่าได้แก่ ภาษาเครื่อง (Machine Language) และภาษาแอสเซมบลี (Assembly Language) เป็ นต้น
  • 12.
    2. ภาษาระดับกลาง (MediumLevel Language) เป็ น ภาษาที่ทาความเข้าใจได้ไม่ยากนัก เพราะมีลักษณะ เป็ นภาษาแบบ โครงสร้าง ทาความเข้าใจได้เหมือนกับภาษาระดับสูงแต่ทางานได้ รวดเร็วเหมือนกับภาษาระดับต่า สามารถใช้บนเครื่องที่มีความเร็ว ต่างกันโดยไม่ต้องดัดแปลง ภาษาระดับกลางจึงเป็ นที่นิยมใช้กัน แพร่หลาย ตัวอย่างของภาษาระดับกลาง ได้แก่ ภาษาซี เป็ นต้น 3. ภาษาระดับสูง (High Level Language)เป็ นภาษาที่ทา ความเข้าใจได้ง่าย มีลักษณะของการใช้คาสั่งเป็ นภาษาอังกฤษซึ่ง ใกล้เคียงกับภาษามนุษย์มากการสั่งให้คอมพิวเตอร์ทางานจะต้องมี การแปลความหมายของคาสั่งโดยใช้ตัวแปลภาษาทีละชุดคาสั่งที่ เรียกว่า Interpreterหรือแปลครั้งเดียวทั้งโปรแกรมที่เรียกว่า Compiler
  • 13.
    องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ประกอบด้วยส่วนสาคัญ 5 ส่วนด้วยกันคือ 1. ฮาร์ดแวร์ (Hardware) หมายถึง สิ่งที่มองเห็นและจับต้อง สัมผัสได้ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นตัวเครื่อง คอมพิวเตอร์ (Case) เมนบอร์ด (Mainboard) และอุปกรณ์ต่อพ่วงรอบ ข้าง (Peripheral) ที่เกี่ยวข้อง เช่น ฮาร์ดดิสก์ แป้ นพิมพ์ เม้าส์ หน่วย ประมวลผลกลาง จอภาพ เครื่องพิมพ์ และอุปกรณ์อื่น ๆ ฮาร์ดแวร์จะไม่ สามารถทางานด้วยตัวเองเดี่ยว ๆ ได้ จะต้องนามาต่อเชื่อมเพื่อทางาน ร่วมกันเป็นระบบที่เรียกว่า "ระบบคอมพิวเตอร์ (Computer System)"ที่ มีโครงสร้างของระบบจะทางานตามโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่เขียนขึ้น
  • 14.
    2. ซอฟต์แวร์ (Software)หมายถึงโปรแกรม (Program) หรือชุดคาสั่งที่ควบคุมให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทางานให้ได้ผลลัพธ์ ตามที่ต้องการ ซึ่งคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ที่ประกอบออกมาจากโรงงาน จะยังไม่สามารถทางานได้ในทันที ต้องมีซอฟต์แวร์ซึ่งเป็นโปรแกรม หรือชุดคาสั่งที่สั่งให้ฮาร์ดแวร์ทางานตามต้องการได้ โดยโปรแกรม หรือชุดคาสั่งนั้นจะเขียนจากภาษาต่าง ๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น เรียกว่า ภาษาคอมพิวเตอร์ (Programming Language)ภาษาใดภาษาหนึ่ง และมีโปรแกรมเมอร์ (Programmer) หรือนักเขียนโปรแกรมเป็นผู้ใช้ ภาษาคอมพิวเตอร์เหล่านั้นเขียนซอฟต์แวร์แบบต่าง ๆ ขึ้นมา
  • 15.
    3. ข้อมูล/สารสนเทศ (Data/Information)คือข้อมูล ต่างๆ ที่เรานามาให้คอมพิวเตอร์ทาการประมวลผลคานวณ หรือ กระทาการอย่างใดอย่างหนึ่งให้ได้มาเป็นผลลัพธ์ที่เราต้องการ ยกตัวอย่างเช่น ข้อมูลบุคลากรเกี่ยวกับรายละเอียดประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษาหรือ ประวัติการทางาน ซึ่งอาจนามาจาแนกเป็น รายงานต่างๆ เกี่ยวกับบุคลากรในหน่วยงานได้ หรือข้อมูลเกี่ยวกับ ตัวเลขมาตรๆ ไฟฟ้ าของบ้านแต่ละหลัง ก็ใช้สาหรับคานวณเป็น ปริมาณไฟฟ้ า ที่ใช้ในแต่ละเดือน แล้วคิดเป็นเงิน ที่จะต้องชาระ ให้กับการไฟฟ้ าฯ
  • 16.
    4. บุคคลากร (Peopleware)คือ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานต่างๆ และผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในหน่วยงานนั้นๆ บุคลากรด้านคอมพิวเตอร์ นั้น มีความสาคัญมาก เพราะการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ทางานต่างๆ นั้น จะต้องมีการจัดเตรียมเปลี่ยนระบบ จัดเตรียมโปรแกรมดาเนินการต่างๆ หลายอย่าง ซึ่งไม่สามารถทาด้วยตัวเองได้ ถ้าหากไม่ใช่ผู้ที่รู้เรื่อง คอมพิวเตอร์มากนัก เราจึงถือว่าบุคลากร เป็นส่วนประกอบที่สาคัญของ ระบบคอมพิวเตอร์ด้วย ซึ่งสามารถสรุปเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ดังนี้ - เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ (Operator) - บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบ (System) - ผู้จัดการศูนย์ประมวลผลคอมพิวเตอร์ (Electronic Data Processing Manager) - ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ (Computer user)
  • 17.
    5. กระบวนการทางาน (Documentation/Procedure)เป็นขั้นตอนการทางานเพื่อให้ได้ ผลลัพธ์หรือข้อสนเทศจากคอมพิวเตอร์ ในการทางานกับคอมพิวเตอร์ จาเป็นที่จะต้องให้ผู้ใช้เข้าใจขั้นตอนการทางานต้องมีระเบียบปฏิบัติ ให้เป็นแบบเดียวกัน มีการจัดทาคู่มือการใช้คอมพิวเตอร์ให้ทุกคน เรียนรู้และใช้อ้างอิงได้นอกจากนั้นเมื่อการใช้มาตรฐาน ช่วยให้การ ประสานงาน ระหว่างหน่วยงานย่อยๆ ราบรื่น การจัดซื้อจัดหา ตลอดจนการบารุงรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์ และซอฟต์แวร์ก็จะง่ายขึ้น เพราะทุกหน่วยงานใช้มาตรฐานเดียวกัน