More Related Content
PPT
3 ca-computer system structure PPTX
PPT
Operating System Chapter 3 PPT
PDF
PPTX
องค์ประกอบของระบบปฏิบัติการ PDF
อุปกรณ์พื้นฐานของคอมพิวเตอร์ PPT
Operating System Chapter 4 What's hot
PPT
1 ระบบคอมพิวเตอร์และระบบปฏิบัติการ PDF
PPT
Operating System Chapter 1 PPTX
PPTX
อุปกรณ์พื้นฐานของคอมพิวเตอร์ PDF
PDF
PDF
หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์ PDF
องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ PPT
Operating System Chapter 2 DOCX
PPT
PPT
PPT
PPTX
PDF
PDF
PPT
PPT
Viewers also liked
PDF
PPTX
PPTX
PPTX
PPT
PPT
PPTX
การติดต่อสื่อสารระหว่างโปรเซส PPS
PPS
PPTX
Multiprogramming×haring PPT
PPT
PPT
Operating System Chapter 5 PDF
โครงสร้างของระบบปฏิบัติการ Similar to B2
DOCX
โครงงานคอมพิวเตอร์ เผยแพร่ความรู้ออนไลน์ DOCX
โครงงานคอมพิวเตอร์ เรื่อง ระบบปฏิบัติการ DOCX
โครงงานคอมพิวเตอร์ เผยแพร่ความรู้ออนไลน์ เรื่ิอง ระบบปฏิบัติการ DOCX
โครงงานคอมพิวเตอร์ เผยแพร่ความรู้ออนไลน์ เรื่อง ระบบปฏิบัติการ . DOCX
โครงงานคอมพิวเตอร์ เผยแพร่ความรู้ออนไลน์ DOCX
โครงงานคอมพิวเตอร์ เผยแพร่ความรู้ออนไลน์ DOCX
โครงงานคอมพิวเตอร์ เผยแพร่ความรู้ออนไลน์ DOCX
DOCX
โครงงานคอมพิวเตอร์ เผยแพร่ความรู้ออนไลน์ PPT
DOCX
โครงงานคอมพิวเตอร์ เผยแพร่ความรู้ออนไลน์ DOCX
DOCX
DOCX
DOCX
โครงงานคอมพิวเตอร์ เผยแพร่ความรู้ออนไลน์ DOCX
โครงงานคอมพิวเตอร์แบบร่าง DOCX
DOCX
โครงงานคอมพิวเตอร์ เผยแพร่ความรู้ออนไลน์ DOCX
DOCX
โครงงานคอมพิวเตอร์แบบร่าง2558 More from Nu Mai Praphatson
PPTX
การจัดการอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล PPTX
PPTX
PPTX
PPTX
PPTX
PPTX
PPTX
PPTX
การติดต่อสื่อสารระหว่างโปรเซส PPTX
PPTX
PPTX
B2
- 2.
- 4.
- 5.
- 6.
ควบคุมการทางานของอุปกรณ์ต่าง ๆ (ControlDevices)
ในระบบคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้งานไม่จาเป็นต้องทราบกลไกการทางาน
ของเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่าง ๆ เนื่องจากระบบปฏิบัติการจะทา
หน้าที่ควบคุมการทางานของอุปกรณ์ต่าง ๆให้ทางานร่วมกันอย่างเป็นระบบ
มีความสอดคล้องกัน และสามารถทางานได้ตรงตามวัตถุประสงค์ของ
ผู้ใช้งาน ซึ่งระบบปฏิบัติการจะประกอบไปด้วยโปรแกรมย่อยมากมาย
โปรแกรมย่อยแต่ละโปรแกรม
ทาหน้าที่ควบคุมอุปกรณ์ต่างชนิดกัน
ตัวอย่างเช่น โปรแกรมย่อย
ที่ใช้ควบคุมการทางานของดิสก์
โปรแกรมย่อยที่ใช้ควบคุมการทางานของจอภาพ เป็นต้น โปรแกรมย่อย
เหล่านี้
สามารถเรียกใช้งานได้ทันที โดยผ่านทาง System Call
- 7.
จัดสรรทรัพยากรในระบบ ( ResourcesManagement)
ทรัพยากรในระบบ หมายถึง สิ่งที่ถูกใช้งานเพื่อให้โปรแกรมทางาน
ต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ซีพียู หน่วยความจา ดิสก์ อุปกรณ์
อินพุต อุปกรณ์เอาต์พุต หรือ ข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งสาเหตุที่ต้องมีการจัดสรร
ทรัพยากรในระบบ คือทรัพยากรในระบบมีปริมาณจากัด ทรัพยากรในระบบ
มีหลายประเภทและแต่ละประเภทมีหลายชนิด
- 9.
- 11.
วิวัฒนาการของระบบปฏิบัติการ เริ่มตั้งแต่ยุคแรก ๆที่มีการประดิษฐ์เครื่อง
คอมพิวเตอร์ขึ้นมาใช้งาน มีดังนี้
1. ระบบที่ไม่มีระบบปฏิบัติการ (Non Operating System)
2. ระบบแบตซ์ (Batch System)
3. ระบบบัฟเฟอร์ (Buffering)
4. ระบบสพูลลิ่ง (Spooling)
5. ระบบมัลติโปรแกรมมิ่ง (Multiprogramming System)
6. ระบบแบ่งเวลา (Time-Sharing System)
7. ระบบเรียลไทม์ (Real-Time System)
8. ระบบคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer System: PC)
9. ระบบเวอร์ชวลแมซีน (Virtual Machine System)หรือระบบเครื่องเสมือน
10. ระบบมัลติโปรเซสเซอร์ (Multiprocessor System)
11. ระบบแบบกระจาย (Distributed System)
- 12.
ระบบที่ไม่มีระบบปฏิบัติการ (Non OperatingSystem)
ระบบที่ไม่มีระบบปฏิบัติการ หมายถึง ยุคที่เครื่อง
คอมพิวเตอร์ที่มีแต่เครื่องเปล่าๆ ไม่มีระบบปฏิบัติการ ดังนั้นการสั่ง
ให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทางานจะต้องเขียนโปรแกรมสั่งให้อุปกรณ์
ทุกอย่างทางานด้วยตัวเอง จาเป็นต้องมีผู้ 1 ดูแลเครื่อง
(Operator)
- 13.
ระบบแบ็ฅช์(Batch System)
ระบบแบตซ์หมายถึง ระบบการทางานแบบเรียงลาดับสามารถสั่งให้
เครื่องคอมพิวเตอร์ทางาน โดยที่ผู้ใช้งานไม่จาเป็นต้องมาสั่งทีละคาสั่ง แต่ผู้ใช้
จะต้องเตรียมชุดคาสั่งไว้ก่อน ซึ่งชุดคาสั่งนี้เป็นการรวมคาสั่งหลาย ๆ คาสั่ง
เรียงติดต่อกัน จากนั้นจึงนาไปสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทางาน โดย ผ่าน
อุปกรณ์อินพุต เช่น เทปแม่เหล็ก หรือเครื่องอ่านบัตร วิธีนี้ทาให้ใช้เครื่อง
คอมพิวเตอร์ให้ ทางานไต้อย่างต่อเนื่องและใช้ได้เต็มประสิทธิภาพ แต่อย่างไร
ก็ตามก็ยังมีปัญหาเรื่องความเร็วใน การอ่านข้อมูลกับการประมวลผล เพราะ
เทปแม่เหล็กหรือเครื่องอ่านบัตร มีความเร็วในการอ่าน ข้อมูลช้ากว่า CPU
มาก
- 14.
ระบบบัฟเฟอร์ (Buffering)
ระบบบัฟเฟอร์ หมายถึงระบบที่สามารถทาการอ่านข้อมูล และ
ประมวลผลไปได้พร้อม ๆ กัน โดยในช่วงเวลาที่ CPU ทาการประมวลผลอยู่ ก็
จะทาการอ่านข้อมูลมาเก็บไว้ในหน่วยความจาที่ เรียกว่าบัฟเฟอร์ และเมื่อ
CPU ทางานเสร็จแล้วจึงนาข้อมูลในบัฟเฟอร์ไปประมวลผลต่อได้ทันที ซึ่งโดย
หลักการแล้วหากสามารถทาให้เวลาที่ใช้ในการอ่านข้อมูลเท่ากับเวลาที่ CPU
ทาการประมวลผล แล้วก็จะทาให้ CPU ทางานไต้เต็มประสิทธิภาพ แต่ตาม
ความจริงแล้วก็ยังพบว่าการอ่านข้อมูลยังช้ากว่าการประมวลผลของ CPU
เช่นเดิม
รูปแสดงการทางานของระบบบัฟเฟอร์
- 15.
- 16.
ระบบมัลติโปรแกรมมิ่ง (MultiprogrammingSystem)
ระบบมัลติโปรแกรมมิ่ง หมายถึงระบบที่เครื่องคอมพิวเตอร์
ทาการอ่านข้อมูลเข้ามาเก็บไว้ ในหน่วยความจาตามลาดับงานที่เข้า
มาก่อน-หลังโดยงานใดที่เข้ามาถึงก่อนก็จะทาการประมวลผลก่อน
งานใดมีการหยุดรอเพื่อรับ-ส่งข้อมูล CPU จะนางานที่อยู่ถัดไปมาทา
การประมวลผลทันทีโดยไม่ต้องรอให้งานแรกทาจนเสร็จก่อน ลักษณะ
เช่นนี้ทาให้ CPU ทางานตลอดเวลาที่มีงาน แต่ระบบนี้ต้องมีการเขียน
โปรแกรมควบคุมที่ซับซ้อนเพื่อจัดการกับงานหลาย ๆ งานพร้อมกัน
ต้องมีการจัด เวลาการใช้งานทรัพยากร เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่
เรียกว่า Deadlock หรือความผิดพลาดต่างๆ รวมทั้งรักษาความ
ปลอดภัยของระบบ
- 17.
- 18.
ระบบแบ่งเวลา (Time-SharingSystem)
ระบบแบ่งเวลา หมายถึงระบบที่ผู้ใช้งานหลายคนสามารถใช้
CPUร่วมกันได้ เพื่อให้สามารถใช้ CPU ได้เต็มที่ โดยผู้ใช้งานแต่ละคน
จะติดต่อเข้ามาโดยผ่านทางเทอร์มินอล (Terminal) ซึ่งประกอบด้วย
อุปกรณ์อินพุต เช่น แป้ นพิมพ์ เมาส์ และอุปกรณ์เอาต์พุต เช่น จอภาพ
เท่านั้น ซึ่งการประมวลผลนั้น CPU จะใช้วิธีการแบ่งเวลา (Time-
Sharing)ในการประมวลผลให้แต่ละงาน โดยจะสลับการประมวลผล
ไปมาให้กับงานทุกงาน
- 19.
ระบบเรียลไทม์ (Real-Time System)
ระบบเรียลไทม์หมายถึง ระบบที่สามารถตอบสนองการ
ทางานได้ทันทีทันใดหลังจากได้รับ อินพุตเข้าไปกล่าวคือเมื่อส่ง
ข้อมูลเข้าไปแล้วจะสามารถแสดงผลออกมาทันทีโดยทาการ
ประมวลผล อย่างรวดเร็วเรียกช่วงเวลานี้ว่าเวลาตอบสนอง
(Response Time)
- 20.
ระบบคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal ComputerSystem:
PC)
ระบบคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หมายถึง ระบบที่ใช้งานกับ
เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ซึ่งเริ่มมีการใช้งานในปี ค.ศ. 1970
อุปกรณ์อินพุตจะมีคีย์บอร์ด และเมาส์เป็นหลัก ส่วนอุปกรณ์เอาต์พุต
จะมีจอภาพและเครื่องพิมพ์เป็นหลัก วัตถุประสงค์ของระบบ
คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล คือเพื่อทาให้ผู้ใช้งานได้รับการตอบสนองและมี
ความสะดวกมากที่สุด ตัวอย่างระบบคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เช่น
Microsoft Windows
- 21.
- 22.
ระบบมัลติโปรเซสเซอร์ (Multiprocessor System)
ระบบมัลติโปรเซสเซอร์หมายถึง ระบบที่มีตัวประมวลผล หรือ
CPUหลายตัวอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์เดียวกัน ทาให้การประมวลผลทาได้
เร็วขึ้นโดย CPUจะมีการใช้อุปกรณ์ต่างๆ ร่วมกัน ข้อดีของระบบนี้คือทาให้
การแสดงผลทาได้เร็วขึ้น หรือการประมวลผลเร็วขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า
การที่มี CPU2ตัวจะทาให้การประมวลผลเร็วขึ้น 2 เท่า ประหยัดกว่าการ
ใช้ระบบการประมวลผลเดี่ยวหลายเครื่อง กล่าวคือราคาของเครื่อง
คอมพิวเตอร์แบบ 2 CPUจานวน 1เครื่อง จะถูกกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์
แบบ 1 CPUจานวน 2 เครื่อง ความน่าเชื่อถือ และความมีเสถียรภาพของ
ระบบมีสูง ในกรณีที่ CPUตัวใดตัวหนึ่งขัดข้อง เครื่องคอมพิวเตอร์ยังคง
สามารถทางานต่อไปได้โดยใช้ CPUส่วนที่เหลืออยู่แม้ว่าความสามารถ
โดยรวมอาจลดลง
- 23.
- 24.
ระบบแบบกระจาย (Distributed System)
ระบบแบบกระจายหมายถึง ระบบที่เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์
หลายๆ เครื่องเข้าด้วยกัน มีการติดต่อกันเพื่อใช้ทรัพยากรต่าง ๆ
ร่วมกัน การเชื่อมโยงจะใช้ระบบที่มีการส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูง
สาหรับระบบคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงกันนี้ไม่จาเป็นต้องเป็นเครื่องชนิด
เดียวกัน เช่น เครื่อง คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลสามารถเชื่อมโยงกับ
เครื่องเมนเฟรมได้ ข้อดีของระบบนี้คือการใช้ทรัพยากรร่วมกัน เช่น
หากเครื่องพิมพ์ของผู้ใช้งานคนหนึ่งเสียก็อาจสั่งพิมพ์งานไป ที่
เครื่องพิมพ์ที่อื่นได้
- 25.
เพิ่มความเร็วในการคานวณ โดยจะแบ่งงานออกเป็น
หลายๆ ส่วนแล้วส่งไปให้ คอมพิวเตอร์หลายๆ เครื่องช่วยคานวณ
พร้อมกัน จากนั้นจึงส่งผลที่ได้กลับมาความน่าเชื่อถือของระบบ
เมื่อมี CPU ตัวใดไม่ทางานก็สามารถให้ CPUเครื่องอื่นช่วย
ประมวลผลให้ ทาให้สามารถทางานได้อย่างต่อเนื่องการ
ติดต่อสื่อสาร นอกจากจะสามารถแชร์ทรัพยากรต่างๆ แล้ว ผู้ใช้ยัง
สามารถติดต่อ
สื่อสารหากันได้ สามารถส่งข้อมูลไปหากันได้
เช่น การส่ง E-Mail
- 27.
องค์ประกอบของระบบปฏิบัติการ
องค์ประกอบของระบบปฏิบัติการ สามารถแบ่งได้ ดังนี้
1.การจัดการโปรเซส (Process Management)
2. การจัดการหน่วยความจา (Memory Management)
3. การจัดการสื่อจัดเก็บข้อมูล (Secondary Storage Management)
4. การจัดการระบบอินพุต/เอาต์พุต (I/O System Management)
5. การจัดการไฟล์ (File Management)
6. ระบบเครือข่าย (Networking)
7. ระบบป้ องกัน (Protection System)8. ระบบตัวแปลคาสั่ง
(Command-Interpreter System)
- 28.
- 29.
การจัดการโปรเซส (Process Management)
การจัดการโปรเซสหมายถึงการจัดการงาน
ที่เราจะทาการประมวลผล ไม่ว่าจะเป็นการประมวลผลแบบการแบ่ง
เวลา
แบบมัลติโปรแกรมมิ่งหรืออื่นๆ โดยแต่ละโปรเซสจะมีการกาหนดการ
ใช้ทรัพยากรที่แน่นอน เช่น เวลาในการใช้ CPUการใช้หน่วยความจา
การรับข้อมูลการแสดงผลลัพธ์ และอุปกรณ์อื่นๆ เป็นต้น โดยปกติแล้ว
CPUจะทาการประมวลผลทีละโปรเซส และทีละ 1 คาสั่งจนจบ
โปรแกรม
แต่บางครั้งอาจมี 2 โปรเซสที่สัมพันธ์กันซึ่งทาให้แยกเป็นการ
ประมวลผล 2 ครั้ง ดังนั้นจึงอาจมีการประมวลผลพร้อมกันหลายๆ
- 30.
- 31.
- 32.
ลักษณะของหน่วยความจามีโครงสร้างคล้ายอาร์เรย์ที่มีขนาดเป็น
จานวนคา (Words) หรือจานวนไบต์ (Bytes)ขนาดใหญ่ แต่ละคาจะมี
หมายเลขตาแหน่งอ้างอิง (Address) ที่แน่นอน เมื่อมีการนาข้อมูลมาเก็บใน
หน่วยความจา ระบบปฏิบัติการจะทาการกาหนดตาแหน่งที่เก็บข้อมูล แล้ว
จึงโหลดข้อมูลเข้าไปในหน่วยความจาเมื่อทาการประมวลผลเสร็จสิ้นแล้ว
ข้อมูลส่วนนั้นจะถูกลบออกไประบบปฏิบัติการมีหน้าที่จัดการ
หน่วยความจา ดังนี้
-ติดตามการใช้งานหน่วยความจาส่วนต่างๆ ว่าถูกใช้อยู่หรือไม่
และถูกใช้โดยโปรเซสใด
-ตัดสินใจว่าน่า (Load) โปรเซสใดเข้าไปยังหน่วยความจาส่วนที่
ว่าง
-จัดการมอบหมาย (Allocate)และเรียกคืน (Deallocate)
หน่วยความจาจากโปรเซสต่างๆ ตามความจาเป็น
- 33.
การจัดการสื่อจัดเก็บข้อมูล (Secondary StorageManagement)
เนื่องจากหน่วยความจาหลักในเครื่องคอมพิวเตอร์มีขนาดเล็ก และ
ข้อมูลทั้งหมดจะหายไป เมื่อไม่มีกระแสไฟฟ้ า ดังนั้นจึงจาเป็นต้องมีการจัดเก็บ
ข้อมูลลงไปในสื่อจัดเก็บข้อมูล เช่น แผ่นดิสก์ ฮาร์ดดิสก์ CD Rom เป็นต้น
นอกจากนี้
ยังสามารถใช้สื่อจัดเก็บข้อมูลมาช่วยในการสร้างหน่วยความจาเสมือน
(Virtual Memory) โดยการจองเนื้อที่ส่วนหนึ่งของสื่อจัดเก็บข้อมูลไว้เพื่อเก็บ
ข้อมูลไว้ในการประมวลผล และเมื่อปิดเครื่องก็จะทาการคืนพื้นที่ส่วนนั้น ทาให้
เรามีหน่วยความจาใน การใช้งานเพิ่มขึ้น
- 34.
- 35.
การจัดการระบบอินพุต/เอาต์พุต (I/O SystemManagement)
ระบบปฏิบัติมีหน้าที่ในการควบคุมการรับข้อมูล และแสดง
ข้อมูลผ่านทางอุปกรณ์ต่างๆ เช่น เมาส์ คีย์บอร์ด ฮาร์ดดิสก์
เครื่องพิมพ์ เป็นต้น โดยข้อมูลที่ส่งไปยังอุปกรณ์เหล่านี้จะผ่านสายส่ง
ข้อมูล ซึ่งมีหลายชนิดตามลักษณะของงานและอุปกรณ์ เช่น พอร์ต
(Port) บัส (Bus) และดีไวซ์ไดร์เวอร์ (Device Driver) โดยปกติแล้ว
คอมพิวเตอร์จะรู้จักอุปกรณ์ทั่ว ๆ ไป แต่ในกรณีที่มีอุปกรณ์ใหม่ ๆ เข้า
มา และคอมพิวเตอร์ไม่รู้จักอุปกรณ์นั้น จาเป็นต้องมีดีไวซ์ไดร์เวอร์
สาหรับอุปกรณ์นั้นๆ โดยเฉพาะ เพื่อทาให้คอมพิวเตอร์สามารถใช้
อุปกรณ์นั้นได้
- 36.
- 37.
- 38.
หน้าที่ของระบบปฏิบัติการเกี่ยวกับการจัดการ แฟ้ มข้อมูลมีดังนี้
-การสร้าง (Creation)และการลบ (Deletion)แฟ้ มข้อมูล
-การสร้างและการลบไดเร็กทอรี่ (Directory)
-สนับสนุนการจัดการไฟล์ในรูปแบบเดิม ๆ ที่ผ่านมา
-สร้างความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างของแฟ้ มข้อมูลและ
อุปกรณ์ที่ใช้จัดเก็บข้อมูลชนิดต่างๆ
-การจัดเก็บแฟ้ มข้อมูลไว้ในอุปกรณ์บันทึกข้อมูลแบบถาวร
- 39.
- 40.
ระบบป้ องกัน (ProtectionSystem)
ในระบบการทางานที่อนุญาตให้ผู้ใช้งานหลายคนสามารถ
เข้าถึงข้อมูล และมีโปรเซสหลาย ๆ โปรเซสทางานพร้อมกัน
จาเป็นต้องมีระบบป้ องกันที่ดีเพื่อป้ องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาต
แอบเข้าข้อมูล เช่น ระบบธนาคารที่ต้องมีการออนไลน์ทั่วประเทศ
จาเป็นต้องมีการป้ องกันบุคคลภายนอกเข้ามาแก้ไขข้อมูล รวมถึง
การควบคุมการใช้ทรัพยากรในระบบคอมพิวเตอร์เพื่อป้ องกัน ความ
ผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นด้วย เนื่องจากระบบที่มีการป้ องกันที่ดีจะเป็น
ระบบที่มีความน่าเชื่อถือสูง
- 41.
- 42.