Your SlideShare is downloading. ×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

Tri91 20+มัชฌิมนิกาย+มัชฌิมปัณณาสก์+เล่ม+๒+ภาค+๑

2,440

Published on

0 Comments
3 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total Views
2,440
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
4
Comments
0
Likes
3
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 1 พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลมที่ ๒ ภาคที่ ๑ขอนอบนอมแดพระผูมีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจาพระองคนน ั้ ๑ คหปติวรรค ๑. กันทรกสูตร สติปฏฐาน ๔ เปนธรรมสําหรับผูยังตองศึกษา [๑] ขาพเจาไดสดับมาอยางนี้. สมัยหนึ่ง พระผูมีพระภาคเจาประทับอยู ณ ฝงสระโบกขรณี ชือ ่คัคครา เขตนครจัมปา พรอมดวยภิกษุสงฆหมูใหญ ครั้งนั้นบุตรนายหัตถา-จารยชื่อเปสสะและปริพาชกชื่อกันทรกะ เขาไปเฝาพระผูมีพระภาคเจาถึงที่ประทับ ครั้นแลว นายเปสสหัตถาโรหบุตร ถวายบังคมพระผูมีพระภาคเจาแลวนั่ง ณ ทีควรสวนขางหนึ่ง สวนกันทรกปริพาชกไดปราศรัยกับพระผูมี ่พระภาคเจา ครั้นผานการปราศรัยพอใหระลึกถึงกันไปแลว ไดยืนอยู ณ ที่ควรสวนขางหนึ่ง แลวเหลียวดูภิกษุสงฆผูนิ่งเงียบอยู แลวไดกราบทูลพระผูมีพระภาคเจาวา นาอัศจรรย ทานพระโคดม ไมเคยมี ทานพระโคดม เพียงเทานี้ ทานพระโคดมชื่อวาทรงใหภิกษุสงฆปฏิบัติชอบแลว ทานพระโคดมพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจาเหลาใดไดมีแลวในอดีตกาล แมพระผูมีพระภาค-
  • 2. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 2เจาเหลานั้น ก็ทรงใหภิกษุสงฆปฏิบัติชอบเปนอยางยิ่งเพียงเทานี้ เหมือนทานพระโคดมทรงใหภิกษุสงฆปฏิบัติชอบในบัดนี้ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจาเหลาใด จักมีในอนาคตกาล แมพระผูมีพระภาคเจาเหลานั้น ก็จักทรงใหภิกษุสงฆปฏิบัติชอบเปนอยางยิ่งเพียงเทานี้ เหมือนทานพระโคดมทรงใหภิกษุสงฆปฏิบัติชอบในบัดนี้. [๒] พระผูมีพระภาคเจาตรัสวา ดูกอนกันทรกะ ขอนี้เปนอยางนั้นดูกอนกันทรกะ ขอนี้เปนอยางนั้น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจาเหลาใด ไดมีแลวในอดีตกาล แมพระผูมีพระภาคเจาเหลานั้น ก็ทรงใหภิกษุสงฆปฏิบัติชอบเปนอยางยิ่งเพียงเทานี้ เหมือนเราใหภิกษุสงฆปฏิบัติชอบในบัดนี้. ดูกอนกันทรกะ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจาเหลาใด จักมีในอนาคต-กาล แมพระผูมีพระภาคเจาเหลานั้น ก็จักทรงใหภิกษุสงฆปฏิบัติชอบเปนอยางยิ่งเพียงเทานี้ เหมือนเราใหภิกษุสงฆปฏิบัติชอบในบัดนี้. ดูกอนกันทรกะ ก็ในภิกษุสงฆนี้ ภิกษุทั้งหลายผูอรหันตขีณาสพอยูจบพรหมจรรยแลว มีกิจที่ควรทํา ทําเสร็จแลว ปลงภาระเสียแลว มีประโยชนตนถึงแลว มีสังโยชนในภพสิ้นรอบแลว หลุดพนแลว เพราะรูโดยชอบ มีอยู ดูกอนกันทรกะ อนึง ในภิกษุสงฆนี้ ภิกษุทั้งหลายผูยังตองศึกษา มีปรกติ ่สงบ มีความประพฤติสงบ มีปญญา เลี้ยงชีพดวยปญญามีอยู เธอเหลานั้นมีจิตตั้งมั่นดีแลว ในสติปฏฐาน ๔. สติปฏฐาน ๔ เปนไฉน. ดูกอนกันทรกะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นภายในกายอยู มีความเพียร มีสติ มีสัม-ปชัญญะ กําจัดอภิชฌา ละโทมนัสในโลกเสียได พิจารณาเห็นเวทนา ในเวทนาอยู มีความเพียร มีสติ มีสัมปชัญญะ กําจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู มีความเพียร มีสติ มีสัมปชัญญะ กําจัด
  • 3. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 3อภิชฌาและโสมนัสในโลกเสียได พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู มีความเพียรมีสติ มีสัมปชัญญะ กําจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได. [๓] เมื่อพระผูมีพระภาคเจาตรัสอยางนี้แลว นายเปสสหัตถาโรหบุตรไดกราบทูลพระผูมีพระภาคเจาวา นาอัศจรรย พระพุทธเจาขา ไมเคยมี พระพุทธเจาขา สติปฏฐาน ๔ นี้ พระองคทรงบัญญัติไวดีแลว เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตวทั้งหลายเพื่อกาวลวงความโศกและความร่ําไร เพื่อความดับแหงทุกขและโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทําใหแจงซึ่งพระนิพพาน ที่จริง แมพวกขาพระพุทธเจาเปนคฤหัสถนุงผาขาว ก็ยังมีจิตตั้งมั่นดีแลวในสติปฏฐาน ๔ เหลานี้อยูตามกาลที่สมควร ขอประทานพระวโรกาส พวกขาพระพุทธเจาพิจารณาเห็นภายในกายอยู มีความเพียร มีสติ มีสัมปชัญญะกําจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู มีความเพียร มีสติ มีสมปชัญญะ กําจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได ัพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู มีความเพียร มีสติ มีสัมปชัญญะ กําจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู มีความเพียร มีสติ มีสม- ัปชัญญะ กําจัดอภิชฌา และโทมนัสในโลกเสียได นาอัศจรรย พระพุทธเจาขาไมเคยมี พระพุทธเจาขา เพียงเทานี้ พระพุทธเจาขา พระผูมีพระภาคเจาชื่อวายอมทรงทราบประโยชนและมิใชประโยชนของสัตวทั้งหลาย ในเมื่อมนุษยรกชัฏเปนไปอยางนี้ ในเมื่อมนุษยเดนกาก เปนไปอยูอยางนี้ ในเมื่อมนุษยโออวดเปนไปอยูอยางนี้ ก็สิ่งทีรกชัฏคือมนุษย สิ่งที่ตื้นคือสัตว พระพุทธเจาขา ่ดวยวาขาพระพุทธเจาสามารถจะใหชางที่พอฝกแลวแลนไปได ชางนั้นจักทํานครจัมปา ใหเปนที่ไปมาโดยระหวาง ๆ จักทําความโออวด ความโกง
  • 4. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 4ความคด ความงอนั้นทั้งหมดใหปรากฏดวย สวนมนุษย คือทาส คนใชหรือกรรมกรของขาพระพุทธเจา ยอมพระพฤติดวยกายเปนอยางหนึ่ง ดวยวาจาเปนอยางหนึ่ง และจิตของเขาเปนอยางหนึ่ง นาอัศจรรย พระพุทธเจาขา ไมเคยมี พระพุทธเจาขา เพียงเทานี้ พระพุทธเจาขา พระผูมีพระภาคเจาชื่อวายอมทรงทราบประโยชนและมิใชประโยชนของสัตวทั้งหลายในเมื่อมนุษยรกชัฏเปนไปอยูอยางนี้ ในเมื่อมนุษยเดนกาก เปนไปอยูอยางนี้ ในเมื่อมนุษยโออวด เปนไปอยูอยางนี้ ก็สิ่งที่รกชัฏคือมนุษย สิ่งที่ตื้นคือสัตว. บุคคล ๔ จําพวก [๘] พ. ดูกอนเปสสะ ขอนี้เปนอยางนั้น ดูกอนเปสสะ ขอนี้เปนอยางนั้น ก็สิ่งที่รกชัฏ คือมนุษย สิ่งที่ตื้น คือสัตว ดูกอนเปสสะ บุคคล ๔จําพวกนี้มีอยู หาไดอยูในโลก ๔ จําพวกนั้นเปนไฉน. ๑. ดูกอนเปสสะ บุคคลบางคนในโลกนี้ ทําตนใหเดือดรอนประกอบการขวนขวายในการทําตนใหเดือดรอน. ๒. สวนบุคคลบางคนในโลกนี้ ทําผูอื่นใหเดือดรอนและประ-กอบความขวนขวายในการทําผูอื่นใหเดือดรอน. ๓. บุคคลบางคนในโลกนี้ ทําตนใหเดือดรอน และประกอบความขวนขวายในการทําตนใหเดือดรอน ทําผูอื่นใหเดือดรอน และประกอบความขวนขวายในการทําผูอื่นใหเดือดรอน. ๔. สวนบุคคลบางคนในโลกนี้ ไมทําตนใหเดือดรอน ไมประ-กอบความขวนขวายในการทําตนใหเดือดรอน ไมทําผูอื่นใหเดือดรอน ไมประกอบความขวนขวายในการทําผูอื่นใหเดือดรอน.
  • 5. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 5 บุคคลผูไมทําตนใหเดือดรอน ไมทําผูอื่นใหเดือดรอนนั้น ไมมีความหิว ดับสนิท เปนผูเย็น เสวยแตความสุข มีตนเปนดังพรหมอยูในปจจุบันดูกอนเปสสะ บรรดาบุคคล ๔ จําพวกนี้ จําพวกไหนจะยังจิตของทานใหยินดี. [๕] เป. พระพุทธเจาขา บุคคลผูทําตนใหเดือดรอน ประกอบความขวนขวายในการทําตนใหเดือดรอนนี้ ไมยังจิตของขาพระพุทธเจาใหยินดีไดแมบุคคลผูทําผูอื่นใหเดือดรอน ประกอบความขวนขวายในการทําผูอื่นใหเดือดรอน ก็ไมยังจิตของขาพระพุทธเจาใหยินดีได แมบุคคลทําตนใหเดือดรอน และประกอบความขวนขวายในการทําตนใหเดือดรอน ทําผูอื่นใหเดือดรอน และประกอบความขวนขวายในการทําผูอื่นใหเดือดรอน ก็ไมยังจิตของขาพระพุทธเจาใหยินดีได สวนบุคคลใดไมทําตนใหเดือดรอน ไมประกอบความขวนขวายในการทําตนใหเดือดรอน ไมทําผูอื่นใหเดือดรอน ไมประกอบความขวนขวายในการทําผูอื่นใหเดือดรอน บุคคลนั้นไมทําตนใหเดือดรอน ไมทําผูอื่นใหเดือดรอน ไมมีความหิว ดับสนิท เปนผูเย็น เสวยแตความสุข มีตนเปนดังพรหมอยูในปจจุบัน บุคคลนี้ยอมยังจิตของขาพระพุทธเจาใหยินดี.  พ. ดูกอนเปสสะ ก็เพราะเหตุไรเลา บุคคล ๓ จําพวกนี้ จึงยังจิตของทานใหยินดีไมได. [๖] เป. พระพุทธเจาขา บุคคลผูทําตนใหเดือดรอน ประกอบความขวนขวายในการทําตนใหเดือดรอนนี้ เขายอมทําตนซึ่งรักสุข เกลียดทุกข ใหเดือดรอน เรารอน ดวยเหตุนี้ บุคคลนี้จึงไมยังจิตของขาพระพุทธเจาใหยินดีไดแมบุคคลผูทําผูอื่นใหเดือดรอน ประกอบความขวนขวายในการทําผูอื่นใหเดือดรอน เขาก็ยอมทําผูอื่นซึ่งรักสุข เกลียดทุกข ใหเดือดรอน เรารอน ดวยเหตุนี้ บุคคลนี้จึงไมยังจิตของขาพระพุทธเจาใหยินดีได แมบุคคลผูทําตนใหเดือดรอน และประกอบความขวนขวายในการทําตนใหเดือดรอน ทําผูอื่นใหเดือด
  • 6. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 6รอน และประกอบความขวนขวายในการทําผูอื่นใหเดือดรอน เขาก็ยอมทําตนและผูอื่นซึ่งรักสุขเกลียดทุกขใหเดือดรอน เรารอน ดวยเหตุนี้ บุคคลนีจึง ้ไมยังจิตของขาพระพุทธเจาใหยินดีได ก็แลบุคคลผูไมทําตนใหเดือดรอน ไมประกอบความขวนขวายในการทําตนใหเดือดรอน เขาไมทําผูอื่นใหเดือดรอนไมประกอบความขวนขวายในการทําผูอื่นใหเดือดรอน เขาไมทําตนใหเดือดรอนไมทําผูอื่นใหเดือดรอน ไมมีความหิว ดับสนิท เปนผูเย็น เสวยแตความสุข มีตนเปนดังพรหมอยูในปจจุบันนี้ ดวยเหตุนี้ บุคคลนี้ ยอมยังจิตของขาพระพุทธเจาใหยินดีได พระพุทธเจาขา ขาพระพุทธเจาจะขอลาไปณ บัดนี้ ขาพระพุทธเจามีกิจมาก มีธุระที่ตองทํามาก. พ. ดูกอนเปสสะ บัดนี้ ทานจงทราบกาลอันควรเถิด. ลําดับนั้น นายเปสสหัตถาโรหบุตรชื่นชมอนุโมทนาภาษิตพระผูมี-พระภาคเจา แลวลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผูมีพระภาคเจา กระทําประทักษิณ แลวหลีกไป. [๗] ครั้งนั้น เมือนายเปสสหัตถาโรหบุตรหลีกไปไมนาน พระผูมี ่พระภาคเจาตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาวา ดูกอนภิกษุทั้งหลาย นายเปสสหัตถา-โรหบุตรเปนบัณฑิต ดูกอนภิกษุทั้งหลาย นายเปสสหัตถาโรหบุตรมีปญญามากถานายเปสสหัตถาโรหบุตรพึงนั่งอยูครูหนึ่ง ชั่วเวลาที่เราจําแนกบุคคล ๔จําพวกนี้โดยพิสดารแกเขา เขาจักเปนผูประกอบดวยประโยชนใหญ อนึ่ง แมดวยการฟงโดยสังเขปเพียงเทานี้ นายเปสสหัตถาโรหบุตรยังประกอบดวยประโยชนใหญ พวกภิกษุกราบทูลวา ขาแตพระผูมีพระภาคเจา นี้เปนกาลขาแตพระสุคต นี้เปนกาลของการที่พระผูมีพระภาคเจา จะพึงทรงจําแนกบุคคล ๔ จําพวก นี้โดยพิสดาร ภิกษุทั้งหลายไดฟงตอพระผูมีพระภาคเจาโดยพิสดารแลวจักทรงจําไว.
  • 7. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 7 พระผูมีพระภาคเจาตรัสวา ดูกอนภิกษุทั้งหลาย ถาอยางนั้น เธอ ทั้งหลายจงฟง จงใสใจใหจงดี เราจักกลาว. ภิกษุเหลานั้นทูลรับพระผูมีพระ-ภาคเจาแลว. [๘] พระผูมีพระภาคเจาตรัสวา ดูกอนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผูทําตนใหเดือดรอน ประกอบความขวนขวายในการทําตนใหเดือดรอน เปนไฉน. ดูกอนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางตนในโลกนี้ เปนคนเปลือย ทอดทิ้งมารยาท เลียมือ เขาเชิญใหมารับภิกษา ก็ไมมา เขาเชิญใหหยุด ก็ไมหยุด ไมยินดีรับภิกษาที่เขานํามาให ไมยินดีรบภิกษาที่เขาทําเฉพาะ ไมยินดีรับภิกษา ัที่เขานิมนต ไมรับภิกษาปากหมอ ไมรับภิกษาจากปากกระเชา ไมรับภิกษาครอมธรณีประตู ไมรับภิกษาครอมทอนไม ไมรับภิกษาครอมสาก ไมรับภิกษาของคน ๒ คนที่กําลังบริโภคอยู ไมรับภิกษาของหญิงมีครรภ ไมรับภิกษาของหญิงผูกําลังใหลูกดูดนม ไมรับภิกษาของหญิงผูคลอเคลียบุรุษ ไมรับภิกษาที่นัดแนะกันทําไว ไมรับภิกษาในที่ที่เขาเลี้ยงสุนัข ไมรับภิกษาในที่มีแมลงวันไตตอมเปนกลุม ไมรับปลา ไมรับเนื้อ ไมดื่มสุรา ไมดื่มเมรัย ไมดื่มน้ําหมักดอง เขารับภิกษาที่เรือนหลังเดียวเยียวยาอัตภาพดวยขาวคําเดียวบาง รับภิกษาที่เรือน ๒ หลัง เยียวยาอัตภาพดวยขาว ๒ คําบาง รับภิกขาที่เรือน ๓หลัง เยียวยาอัตภาพดวยขาว ๓ คําบาง รับภิกษาที่เรือน ๔ หลัง เยียวยาอัตภาพดวยขาว ๔ คําบาง รับภิกษาที่เรือน ๕ หลัง เยียวยาอัตภาพดวยขาว ๕ คําบาง รับภิกษาที่เรือน ๖ หลัง เยียวยาอัตภาพดวยขาว ๖ คําบาง รับภิกษาที่เรือน ๗ หลัง เยียวยาอัตภาพดวยขาว ๗ คําบาง เยียวยาอัตภาพดวยภิกษาในถาดนอยใบเดียวบาง ๒ ใบบาง ๓ ใบบาง ๔ ใบบาง ๕ ใบบาง ๖ ใบบาง๗ ใบบาง กินอาหารที่เก็บคางไววันหนึ่งบาง ๒ วันบาง ๓ วันบาง ๔ วันบาง
  • 8. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 8๕ วันบาง ๖ วันบาง ๗ วันบาง เปนผูประกอบความขวนขวายในการบริโภคภัตที่เวียนมากึ่งเดือนบาง แมเชนนี้ดวยประการฉะนี้อยู เขาเปนผูมีผักดองเปนภักษาบางมีขาวฟางเปนภักษาบาง มีลูกเดือยเปนภักษาบาง มีกากขาวเปนภักษาบาง มีสาหรายเปนภักษาบาง มีรําเปนภักษาบาง มีขาวตังเปนภักษาบางมีขาวไหมเปนภักษาบาง มีหญาเปนภักษาบาง มีโคมัยเปนภักษาบาง มีเหงามันและผลไมในปาเปนอาหาร บริโภคผลไมที่หลนเองเยียวยาอัตภาพ. เขาทรงผาปานบาง ผาแกมกันบาง ผาหอศพบาง ผาบังสกุลบางผาเปลือกไมบาง หนังเสือบาง หนังเสือทั้งเล็บบาง ผาคากรองบาง ผาเปลือกปอกรองบาง ผาผลไมกรองบาง ผากัมพลทําดวยผมคนบาง ผากัมพลทําดวยขนสัตวบาง ทําดวยขนปกนกเคาบาง เปนผูถอนผมและหนวด คือประ-กอบความขวนขวายในการถอนผมและหนวดบาง เปนผูยืน คือหามอาสนะบาง เปนผูกระหยง คือ ประกอบความเพียรในการกระหยง [คือเดินกระ-หยงเหยียบพื้นไมเต็มเทา] บาง เปนผูนอนบนหนาม คือสําเร็จการนอนบนหนามบาง เปนผูอาบน้ําวันละ ๓ ครัง ประกอบความขวนขวายในการลงน้ํา ้บาง เปนผูประกอบความขวนขวายในการทํากายใหเดือดรอนเรารอนหลายอยางเห็นปานนี้อยู ดูกอนภิกษุทั้งหลาย บุคคลนี้เรากลาววา เปนผูทําตนให เดือดรอน ประกอบความขวนขวายในการทําตนใหเดือดรอน. [๙] ดูกอนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผูทําผูอื่นใหเดือดรอน ประกอบความขวนขวายในการทําผูอื่นใหเดือดรอน เปนไฉน. ดูกอนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ฆาแพะเลี้ยงชีวิต ฆาสุกรเลี้ยงชีวต ฆานกเลียงชีวิต ฆาเนื้อเลี้ยงชีวิต เปนคนเหี้ยมโหด เปนคน ิ ้ฆาปลา เปนโจร เปนคนฆาโจร เปนคนปกครองเรือนจํา หรือบุคคลเหลาอื่น
  • 9. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 9บางพวกเปนผูทําการงานอันทารุณ ดูกอนภิกษุทั้งหลาย บุคคลนี้ เรากลาววาเปนผูทําผูอื่นใหเดือดรอน ประกอบความขวนขวายในการทําผูอื่นใหเดือดรอน. [๑๐] ดูกอนภิกษุทั้งหลาย ก็บคคลผูทําตนใหเดือดรอน และประ- ุกอบความขวนขวายในการทําตนใหเดือดรอน ทําผูอื่นใหเดือนรอน และะประกอบความขวนขวายในการทําผูอื่นใหเดือดรอน เปนไฉน. ดูกอนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เปนพระราชามหากษัตริยผูไดมุรธาภิเษกแลวก็ดี เปนพราหมณมหาศาลก็ดี พระราชาหรือพราหมณนั้นโปรดใหทําโรงที่บูชายัญขึ้นใหมทางดานบูรพาแหงนคร แลวทรงจําเริญพระ-เกศาและพระมัสสุ ทรงนุงหนังเสือทั้งเล็บ ทรงทาพระกายดวยเนยใสและน้ํามันงา ทรงเกาพระปฤษฎางคดวยเขามฤค เขาไปยังโรงที่บูชายัญใหม พรอมดวยพระมเหสีและพราหมณปุโรหิต บรรทมบนพืนดิน อันมิไดลาดดวยเครื่อง ้ลาด เขาทาดวยโคมัยสด น้ํานมในเทาที่หนึ่งแหงโคแมลูกออนตัวเดียวมีเทาใดพระราชาทรงเยียวยาอัตภาพดวยน้ํานมเทานั้น น้ํานมในเตาที่ ๒ มีเทาใดพระมเหสีทรงเยียวยาอัตภาพดวยน้ํานมเทานั้น น้ํานมในเตาที่ ๓ มีเทาใดพราหมณปุโรหิต ยอมเยียวยาอัตภาพดวยน้ํานมเทานั้น น้ํานมในเทาที่ ๔ มีเทาใด ก็บชาไฟดวยน้ํานมเทานั้น ลูกโคเยียวยาอัตภาพดวยน้ํานมที่เหลือ ูพระราชาหรือพราหมณนั้นตรัสอยางนี้วา เพื่อตองการบูชายัญ จงฆาโคผูประ-มาณเทานี้ ลูกโคผูประมาณเทานี้ ลูกโคเมียประมาณเทานี้ แพะประมาณเทานี้มาประมาณเทานี้ จงตัดตนไมประมาณเทานี้ เพื่อตองการทําเปนเสายัญ จงเกี่ยวหญาประมาณเทานี้ เพื่อตองการลาดพื้น ชนเหลาที่เปนทาสก็ดี เปนคนใชก็ดี เปนกรรมกรก็ดี ของพระราชาหรือพราหมณนั้น ชนเหลานั้นถูก
  • 10. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 10อาชญาคุกคาม ถูกภัยคุกคาม มีน้ําตานองหนา รองไห ทําการงานตามกําหนดดูกอนภิกษุทั้งหลาย บุคคลนี้ เรากลาววา ผูทําคนใหเดือดรอน ประกอบความขวนขวายในการทําตนใหเดือดรอน และทําผูอื่นใหเดือดรอน ประ-กอบความขวนขวายในการทําผูอื่นใหเดือดรอน. กถาวาดวยพระพุทธคุณ [๑๑] ดูกอนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผูไมทําตนใหเดือดรอน ไมประกอบความขวนขวายในการทําตนใหเดือดรอน ไมทําผูอื่นใหเดือดรอนไมประกอบความขวนขวายในการทําผูอื่นใหเดือดรอน เขาไมทําตนใหเดือด-รอน ไมทําผูอื่นใหเดือดรอน ไมมีความหิว ดับสนิท เปนผูเย็น เสวยแตความสุข มีตนเปนดังพรหมอยูในปจจุบัน เปนไฉน. ดูกอนภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตเสด็จอุบัติโนโลกนี้ เปนพระอรหันตตรัสรูเองโดยชอบ ถึงพรอมดวยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแลว ทรงรูแจง โลก เปนสารถีฝกบุรุษทีควรฝก ไมมผูอื่นยิ่งกวา เปนศาสดาของเทวดาและ ่ ีมนุษยทั้งหลาย เปนผูเบิกบานแลว เปนผูจําแนกพระธรรม พระตถาคตพระ-องคนั้น ทรงทําโลกนีพรอมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ไดแจงชัด ดวย ้ปญญาอันยิ่งของพระองคเองแลว ทรงสอนหมูสัตวพรอมทั้งสมณะ พราหมณเทวดาและมนุษยใหรูตาม ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องตน งามในทามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรยพรอมทั้งอรรถ ทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริ-บูรณสิ้นเชิง คฤหบดี บุตรคฤหบดี หรือผูเกิดเฉพาะในตระกูลใดตระกูลหนึ่งยอมฟงธรรมนั้น ครั้นฟงแลวไดศรัทธาในพระตถาคต เมื่อไดศรัทธาแลวยอมเห็นตระหนักวา ฆราวาสดับแคบเปนทางมาแหงธุลี บรรพชาเปนทาง
  • 11. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 11ปลอดโปรง การที่บุคคลผูครองเรือน จะประพฤติพรหมจรรยใหบริบรณ ูใหบริสุทธิ์โดยสวนเดียวดุจสังขขัด ไมใชทําไดงาย ถากระไร เราพึงปลงผมและหนวด นุงหมผากาสาวพัสตร ออกจากเรือนบวชเปนบรรพชิต สมัยตอมาเขาละกองโภคสมบัตินอยใหญ ละเครือญาตินอยใหญ ปลงผมและหนวดนุงหมผากาสาวพัสตร ออกจากเรือนบวชเปนบรรพชิต. ความถึงพรอมดวยสิกขาและสาชีพ [๑๒] เขาบวชอยางนี้แลว ถึงพรอมดวยสิกขาและอาชีพ เสมอดวยภิกษุทั้งหลาย. ๑. ละการฆาสัตว เวนขาดจากการฆาสัตว วางทัณฑะ วางศัสตรามีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณาหวังประโยชนแกสัตวทั้งปวงอยู. ๒. ละการลักทรัพย เวนขาดจากการลักทรัพย รับแตของที่เขาให ตองการแตของที่เขาให ไมประพฤติตนเปนขโมย เปนผูสะอาดอยู. ๓. ละกรรมเปนขาศึกแกพรหมจรรย ประพฤติพรหมจรรยประพฤติหางไกล เวนจากเมถุนอันเปนกิจของชาวบาน. ๔. ละการพูดเท็จ เวนขาดจากการพูดเท็จ พูดแตคําจริงดํารงคําสัตยมีถอยคําเปนหลักฐาน ควรเชื่อได ไมพูดลวงโลก. ๕. ละคําสอเสียด เวนขาดจากคําสอเสียด ฟงจากขางนี้แลวไมไปบอกขางโนน เพื่อใหคนหมูนี้แตกราวกัน หรือฟงจากขางโนนแลวไมมาบอกขางนี้เพื่อใหคนหมูโนนแตกราวกัน สมานคนที่แตกราวกันแลวบาง สงเสริมคนที่พรอมเพรียงกันแลวบาง ชอบคนผูพรอมเพรียงกัน ยินดีในคนผูพรอมเพรียงกัน เพลิดเพลินในคนผูพรอมเพรียงกัน กลาวแตคําที่ทําใหคนพรอมเพรียงกัน.
  • 12. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 12 ๖. ละคําหยาบ เวนขาดจากคําหยาบ กลาวแตคําที่ไมมีโทษ เพราะหู ชวนใหรก จับใจ เปนของชาวเมือง คนสวนมากรักใคร พอใจ. ั ๗. ละคําเพอเจอ เวนขาดจากคําเพอเจอ พูดถูกกาล พูดแตคําที่เปนจริง พูดอิงอรรถ พูดอิงธรรม พูดอิงวินัย พูดแตคําที่มีหลักฐาน มีที่อางมีที่กําหนด ประกอบดวยประโยชนโดยกาลอันควร. ๘. เวนขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม. ๙. ฉันหนเดียว เวนการฉันในราตรี งดการฉันในเวลาวิกาล. ๑๐. เวนขาดจากการฟอนรํา ขับรอง ประโคมดนตรี และการเลนอันเปนขาศึกแกกุศล. ๑๑. เวนขาดจากการทัดทรง ประดับและตกแตงรางกายดวยดอกไมของหอม และเครื่องประเทืองผิว อันเปนฐานแหงการแตงตัว. ๑๒. เวนขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ. ๑๓. เวนขาดจากการรับทองและเงิน. ๑๔. เวนขาดจากการรับธัญญาหารดิบ. ๑๕. เวนขาดจากการรับเนื้อดิบ ๑๖. เวนขาดจากการรับสตรีและกุมารี. ๑๗. เวนขาดจากการรับทาสีและทาส. ๑๘. เวนขาดจากการรับแพะและแกะ. ๑๙. เวนขาดจากการรับไกและสุกร. ๒๐. เวนขาดจากการรับชาง โค มา และลา . ๒๑. เวนขาดจากการรับไรนาและที่ดิน.
  • 13. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 13 ๒๒. เวนขาดจากการประกอบทูตกรรมและการรับใช. ๒๓. เวนขาดจากการซื้อการขาย. ๒๔. เวนขาดจากการฉอโกงดวยตาชั่ง การโกงดวยของปลอม และการโกงดวยเครื่องตวงวัด. ๒๕. เวนขาดจากการรับสินบน การลอลวง และการตลบตะแลง. ๒๖. เวนขาดจากการตัด การฆา การจองจํา การตีชง การปลน ิและกรรโชก. เธอเปนผูสันโดษดวยจีวรเปนเครื่องบริหารกาย ดวยบิณฑบาตเปนเครื่องบริหารทอง เธอจะไปทางทิศาภาคใด ๆ ก็ถอไปไดเอง นกมีปกจะบิน ืไปทางทิศาภาคใด ๆ ก็มีปกของตัวเปนภาระบินไปฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแลเปนผูสันโดษดวยจีวรเปนเครื่องบริหารกาย ดวยบิณฑบาตเปนเครื่องบริหารทอง เธอจะไปทางทิศาภาคใด ๆ ก็ถือไปไดเอง. ภิกษุนั้นประกอบดวยศีลขันธอันเปนอริยะนี้ ยอมไดเสวยสุขอันปราศ-จากโทษในภายใน เธอเห็นรูปดวยจักษุแลว ไมถือนิมิต ไมถืออนุพยัญชนะเธอยอมปฏิบัติเพื่อสํารวมจักขุนทรีย ที่เมื่อไมสํารวมแลว จะเปนเหตุใหอกุศลธรรมอันลามก คืออภิชฌาและโทมนัสครอบงํานั้น ชื่อวารักษาจักขุนทรีย ชื่อวาถึงความสํารวมในจักขุนทรีย เธอฟงเสียงดวยโสตะ. . . ดมกลินดวยฆานะ. . . ่ลิ้มรสดวยชิวหา . . . ถูกตองโผฏฐัพพะดวยกาย . . . รูแจงธรรมารมณดวยใจแลว ไมถือนิมิต ไมถืออนุพยัญชนะ เธอยอมปฏิบัติเพื่อสํารวมมนินทรีย ที่เมือ ่ไมสํารวมเเลว จะเปนเหตุใหอกุศลธรรมอันลามก คืออภิชฌาและโทมนัสครอบงํานั้น ชื่อวารักษามนินทรีย ชื่อวาสํารวมในมนินทรีย ภิกษุประกอบดวยอินทรียสังวรอันเปนอริยะเชนนี้ ยอมไดเสวยสุขอันไมระคนดวยกิเลสภายใน.
  • 14. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 14 ภิกษุนั้นยอมทําความรูสึกตัว ในการกาวไป ในการถอยกลับ ในการแล ในการเหลียว ในการคูเขา ในการเหยียดออก ในการทรงสังฆาฏิบาตรและจีวร ในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ในการถายอุจจาระปสสาวะ ยอมทําความรูสึกตัว ในการเดิน การยืน การนั่ง การหลับ การตื่นการพูด การนิ่ง. การละนิวรณ [๑๓] ภิกษุนั้นประกอบดวยศีลขันธ อินทรียสังวร สติและสัมปชัญญะอันเปนอริยะเชนนี้แลว ยอมเสพเสนาสนะอันสงัด คือปา โคนไม ภูเขาซอกเขา ถ้ํา ปาชา ปาชัฎ ที่แจง ลอมฟาง ในกาลภายหลังภัต เธอกลับจากบิณฑบาตแลว นั่งคูบัลลังก ตั้งกายตรง ดํารงสติไวเฉพาะหนา เธอละความเพงเล็งในโลก มีใจปราศจากความเพงเล็งอยู ยอมชําระจิตใหบริสุทธิ์จากความเพงเล็ง ละความประทุษรายคือพยาบาท ไมคิดพยาบาท มีความกรุณา หวังประโยชนแกสัตวทั้งปวงอยู ยอมชําระจิตใหบริสุทธิ์จากความประทุษรายคือพยาบาทได ละถีนมิทธะแลว เปนผูปราศจากถีนมิทธะ มีความกําหนดหมายอยูที่แสงสวาง มีสติ มีสัมปชัญญะอยู ยอมชําระจิตใหบริสุทธิ์จากถีน-มิทธะ ละอุทธัจจกุกกุจจะแลว เปนผูไมฟุงซาน มีจิตสงบ ณ ภายในอยู ยอมชําระจิตใหบริสุทธิ์จากอุทธัจจกุกกุจจะได ละวิจิกิจฉาแลว เปนผูขามวิจิกิจฉาไมมีความเคลือบแคลงในกุศลธรรมทั้งหลายอยู ยอมชําระจิตใหบริสุทธิ์จากวิจิกิจฉาได. ฌาน ๔ [๑๔] ภิกษุนั้นละนิวรณ ๕ เหลานี้ อันเปนเครื่องเศราหมองแหงใจอันทําปญญาใหทุรพลไดแลว สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐม
  • 15. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 15ฌานมีวิตก มีวิจาร มีปติและสุขเกิดแตวิเวกอยู บรรลุทุติยฌานมีความผอง ใสแหงจิตในภายใน เปนธรรมเอกผุดขึ้น ไมมีวิตก ไมมีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปติและสุขเกิดแตสมาธิอยู มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะและเสวยสุขดวยนามกาย เพราะปติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน ที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญวาผูไดฌานนี้ เปนผูมีอุเบกขา มีสติอยูเปนสุข บรรลุจตุตถฌานไมมีทุกขไมมีสุข เพราะละสุข ละทุกข และดับโสมนัสโทมนัสกอน ๆ ไดมีอุเบกขาเปนเหตุใหสติบริสุทธิ์อยู. บุพเพนิวาสานุสสติญาณ [๑๕] ภิกษุนั้นเมื่อจิตเปนสมาธิ บริสุทธิ์ผองแผว ไมมีกิเลส ปราศ จากอุปกิเลส ออน ควรแกการงาน ตั้งมั่น ไมหวั่นไหวอยางนี้ ยอมโนมนอมจิตไปเพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ เธอยอมระลึกชาติกอนไดเปนอันมาก คือระลึกไดชาติหนึ่งบาง สองชาติบาง สามชาติบาง สี่ชาติบาง หาชาติบาง สิบชาติบาง ยี่สิบชาติบาง สามสิบชาติบาง สี่สิบชาติบาง หาสิบชาติบาง รอยชาติบาง พันชาติบาง แสนชาติบาง ตลอดสังวัฏกัปเปนอันมากบาง ตลอดวิวัฏกัปเปนอันมากบาง ตลอดสังวัฏวิวัฏกัปเปนอันมากบาง ในภพโนนเรามีชื่ออยางนั้นมีโคตรอยางนั้น มีผิวพรรณอยางนั้น มีอาหารอยางนั้น เสวยสุขเสวยทุกขอยางนั้น ๆ มีกําหนดอายุเพียงเรานั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแลว ไดไปเกิดในภพโนนแมในภพนั้นเราก็มีชื่ออยางนั้น มีโคตรอยางนั้น มีผิวพรรณอยางนั้น มีอาหารอยางนั้น เสวยสุขเสวยทุกขอยางนั้น ๆ มีกําหนดอายุเพียงเทานั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแลว ไดมาเกิดในภพนี้ เธอยอมระลึกถึงชาติกอนไดเปนอันมากพรอมทั้งอาการพรอมทั้งอุเทศ ดวยประการฉะนี้.
  • 16. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 16 จุตูปปาตญาณ [๑๖] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเปนสมาธิ บริสทธิ์ผองแผว ไมมีกิเลส ุปราศจากอุปกิเลส ออน ควรแกการงาน ตั้งมั่น ไมหวั่นไหวอยางนี้ ยอมโนมนอมจิตไปเพื่อรูจุติและอุปบัติของสัตวทั้งหลาย เธอเห็นหมูสัตวที่กําลังจุติกําลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ไดดี ตกยาก ดวยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ลวงจักษุของมนุษย ยอมรูชัดซึ่งหมูสัตวผูเปนไปตาม กรรมวา สัตวเหลานี้ประกอบดวยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจา เปนมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทําดวยอํานาจมิจฉาทิฏฐิ เบื้องหนาแตตายเพราะกายแตก เขาเขาถึงอบาย ทุคติ วินบาต นรก สวนสัตวเหลานี้ ิประกอบดวยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไมติเตียนพระอริยเจา เปนสัม-มาทิฏฐิ ยึดถือการกระทําดวยอํานาจสัมมาทิฏฐิ เบื้องหนาแตตายเพราะกายแตกเขาเขาถึงสุคติ โลกสวรรค ดังนี้ เธอยอมเห็นหมูสัตวกําลังจุติ กําลังอุปบัติ เลวประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ไดดี ตกยาก ดวยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ลวงจักษุของมนุษย ยอมรูชัดซึ่งหมูสัตวผูเปนไปตามกรรม ดวย ประการฉะนี้. อาสวักขยญาณ [๑๗] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเปนสมาธิ บริสุทธิ์ ผองแผว ไมมีกิเลสปราศจากอุปกิเลส ออน ควรแกการงาน ตั้งมั่น ไมหวั่นไหวอยางนี้ ยอมโนมนอมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ เธอยอมรูชัดตามความเปนจริงวา นีทุกข ้นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหลานี้อาสวะ นี้อาสว-สมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อเธอรูเห็นอยางนี้ จิต
  • 17. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 17ยอมหลุดพน แมจากกามาสวะ แมจากภวาสวะ แมจากอวิชชาสวะ เมือจิต ่หลุดพนแลว ก็มีญาณรูวา หลุดพนแลว รูชัดวา ชาติสิ้นแลว พรหมจรรย  อยูจบแลว กิจที่ควรทํา ทําเสร็จแลว กิจอื่นเพื่อความเปนอยางนี้มิไดมี. ดูกอนภิกษุทั้งหลาย บุคคลนี้เรากลาววา ไมทําตนใหเดือดรอน ไมประกอบความขวนขวายในการทําตนใหเดือดรอน ไมทําผูอื่นใหเดือดรอน ไมประกอบความขวนขวายในการทําผูอื่นใหเดือดรอน เขาไมทําตนใหเดือดรอนไมทําผูอื่นใหเดือดรอน ไมมีความหิว ดับสนิท เปนผูเย็น เสวยแตความสุขมีตนเปนดังพรหมอยูในปจจุบัน. พระผูมีพระภาคเจาไดตรัสคําเปนไวยากรณนี้แลว ภิกษุเหลานั้นชื่นชมยินดีภาษิตของพระผูมีพระภาคเจาแลว ดังนี้แล. จบกันทรกสูตรที่ ๑
  • 18. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 18 ปปญจสูทนี อรรถกถามัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก อรรถกถาคหปติวรรค ๑. อรรถกถากันทรกสูตร กันทรกสูตร มีบทเริ่มตนวา เอวมฺเม สุต ขาพเจาไดสดับมาอยางนี้. ในบทเหลานั้น บทวา จมฺปาย คือในนครมีชื่ออยางนั้น. เพราะนคร .นั้นไดมีตนจําปาขึ้นหนาแนนในที่นั้น ๆ มีสวนและสระโบกขรณีเปนตน . ฉะนั้นจึงไดชื่อวา นครจัมปา. บทวา คฺคคราย โปกฺขรณิยา ตีเร ณ ฝงสระโบก-ขรณี ชื่อวา คัคครา คือ ณ ที่ไมไกลนครจัมปานั้นมีสระโบกขรณี ชื่อวาคัคครา เพราะพระราชมเหสีพระนามวา คัคครา ทรงขุดไว. ณ ฝงสระโบก-ขรณีนั้นมีสวนจําปาขนาดใหญประดับดวยดอกมี ๕ สีมีสีเขียวเปนตนโดยรอบ. พระผูมีพระภาคเจาประทับอยู ณ สวนจําปาอันมีกลิ่นดอกไมหอมนั้น.พระอานนทเถระหมายถึงสวนจําปานั้นจึงกลาววา คคฺคราย โปกฺขรณิยาตีเร ดังนี้. บทวา มหตา ภิกฺขสงฺเฆน สทฺธึ พรอมดวยภิกษุสงฆหมูใหญ คือ ุพรอมดวยภิกษุสงฆหมูใหญมิไดกําหนดจํานวนไว. บทวา เปสฺโส เปนชื่อของบุตรนายหัตถาจารยนั้น. บทวา หตฺถาโรหปุตฺ โต คือบุตรของนายหัตถา-จารย (ควาญชาง). บทวา กนฺทรโก ปริพฺพาชโก คือ ปริพาชกผูนุงผาจึงมีชื่ออยางนี้วา กันทรกะ.
  • 19. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 19 บทวา อภิวาเทตฺวา คือ เปนผูเสมือนเขาไปในระหวางพระพุทธ-รัศมีหนาทึบประกอบดวยวรรณะ ๖ ประการ แลวดําลงในน้ําครั่งใสสะอาดหรือเสมือนคลี่ผาซึ่งมีสีดังสีทองคลุมลงบนศีรษะ หรือสวมศีรษะดวยเครื่องประดับทําดวยดอกจําปาซึ่งถึงพรอมดวยสีและกลิ่น หรือวา เสมือนพระจันทรวันเพ็ญซึ่งโคจรเขาไปยังเชิงภูเขาสิเนรุ ฉะนั้น แลวถวายบังคมพระบาทของพระผูมีพระภาคเจา อันประกอบดวยพระสิริ ดังดอกจําปาสีสดกําลังบาน อันประดับดวยจักรลักษณะ. บทวา เอกมนฺต นิสีทิ คือ นั่งในโอกาสหนึ่งอันเวนโทษของการนั่ง ๖ ประการ. บทวา ตุณฺหีภูต ตุณฺหึภูต คือเหลียวดูภิกษุสงฆนั่งนิ่งเงียบ. เพราะณ ที่นั้นภิกษุแมรูปหนึ่งก็มิไดมีความรําคาญดวยมือและเทา. ภิกษุทุกรูปมิไดคุยกัน ดวยความเคารพแดพระผูมีพระภาคเจา และเพราะตนไดรับการศึกษาแลวเปนอยาง ดี โดยทีสุดไมทําแมเสียงไอ แมกายก็ไมไหว แมใจก็ไม ่ฟุงซาน ดุจเสาเขื่อนที่ฝงไวอยางดี ดุจน้ําในมหาสมุทรสงบเงียบในที่ที่ไมมีลม นั่งลอมพระผูมีพระภาคเจาดุจรัตตวลาหกลอมยอดภูเขาสิเนรุฉะนั้น. ปติและโสมนัสอันยิ่งใหญไดเกิดแกปริพาชกเพราะเห็นบริษัทสงบเงียบอยางนั้น.ก็แลปริพาชกไมอาจสงบปติโสมนัสอันเกิดแลวในภายในหทัยใหเงียบอยูไดจึงเปลงวาจาอันนารัก กลาวคํามีอาทิวา อจฺฉริย โภ โคตม นาอัศจรรยพระ-โคดมผูเจริญ. ชื่อวา อัจฉริยะ นาอัศจรรยเพราะยอมไมมีเปนนิจดุจคนตาบอดขึ้นภูเขาไดฉะนั้น พึงทราบวา นี้เปนตันตินัย (แบบแผน, ประเพณี) ไวกอน. สวนอรรถกถานัยพึงทราบดังตอไปนี้. ชื่อวา อจฺฉริย เพราะประกอบแกนิ้วมือ. อธิบายวา ควรประกอบการดีดนิ้วมือ. ชื่อวา อพฺภติ เพราะไมเคย ูมีมากอน. แมทั้งสองบทก็อยางเดียวกัน. บทวา อพฺภูติ นี้เปนชื่อของการนํามาซึ่งความพิศวง. สวนบทวา อจฺฉริย นี้นั้นมี ๒ อยางคือ ครหอัจฉริยะ(อัศจรรยในการติเตียน) ๑ ปสังสาอัจฉริยะ (อัศจรรยในการสรรเสริญ) ๑.
  • 20. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 20 ในอัจฉริยะทั้งสองนั้น พระพุทธดํารัสวา ดูกอนโมคคัลลานะ นาอัศ-จรรย ดูกอนโมคคัลลานะ ไมเคยมี โมฆบุรุษนั้นจักมาหา ก็ตอเมื่อจับแขนมานี้ชื่อวา ครหอัจฉริยะ. พระพุทธดํารัสวา ดูกอนนันทมารดา นาอัศจรรยดูกอนนันทมารดา ไมเคยมี แมจิตตุปบาท ก็ชําระใหบริสุทธิ์ได นี้ชื่อวา ปสัง-สาอัจฉริยะ. ในที่นี้ทานประสงคเอาปสังสาอัจฉริยะ นี้แหละ. เพราะปริ-พาชกนี้เมื่อสรรเสริญจึงกลาวอยางนี้. บทวา อิท ในบทวา ยาวฺจิท นี้ เปนเพียงนิบาต. บทวา ยาว กําหนดประมาณคือ ทรงใหภิกษุสงฆปฏิบัติชอบเปนอยางยิ่ง. ทานอธิบายวา ไมสามารถจะพรรณนาถึงประมาณที่ใหภิกษุสงฆปฏิบัติชอบ นี้จึงนาอัศจรรย นีจึงไมเคยมี โดยแทแล. ้ บทวา เอตปรมเยว ชื่อวา เอตปรโม เพราะใหภิกษุสงฆนั้นปฏิบัติชอบอยางนั้น เปนอยางยิ่งของภิกษุแมนั้น. ชื่อวา ปฏิบัติชอบเปนอยางยิ่งเพียงเทานี้ อธิบายวาพระสัมมาสัมพุทธเจาทั้งหลายเคยใหภิกษุสงฆปฏิบัติฉันใด ก็ทําใหภิกษุสงฆนี้ปฏิบัติเหมือนกันฉันนั้นไมยิ่งไปกวานี้. ในนัยที่ ๒ พึงประกอบวา พระสัมมาสัมพุทธเจาจักใหภิกษุสงฆปฏิบัติอยางนี้ไมใหยิ่งไปกวานี้. ในบทเหลานั้นบทวา ปฏิปาทิโต ใหภิกษุสงฆปฏิบัติคือใหประกอบในขอปฏิบัติอันไมเปนขาศึกโดยชอบ เพราะทําอภิสมาจาริกวัตรใหเปนเบื้อง-ตน. ถามวา เมื่อเปนเชนนั้น เพราะเหตุไร ปริพาชกนี้จึงอางถึงพระพุทธเจาทั้งหลายในอดีตและอนาคตเลา. ปริพาชกนั้นมีญาณกําหนดรูกาลทั้ง ๓ หรือ.ตอบวา ไมมีแมในการถือเอานัย. บทวา นิปกา มีปญญาเฉลียวฉลาด คือ ภิกษุทั้งหลายมีปญญาประ- กอบดวยความเฉลียวฉลาด มีปญญา เลี้ยงชีพดวยปญญา สําเร็จการเลี้ยงชีวิตเพราะตั้งอยูในปญญา เหมือนอยางภิกษุบางรูป แมบวชในศาสนา เที่ยวไปใน
  • 21. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 21อโคจร ๖ เพราะเหตุแหงชีวิต เที่ยวไปหาหญิงแพศยา เที่ยวไปหาหญิงหมายหญิงสาวเทื้อ บัณเฑาะก โรงสุราและภิกษุณี คลุกคลีกับพระราชา มหาอํามาตยของพระราชา เดียรถีย สาวกของเดียรถีย คลุกคลีกับคฤหัสถอันไมสมควรสําเร็จการเลี้ยงชีวิตดวยการแสวงหาอันไมสมควร ๒๑ อยางคือ ทําเวชกรรมทําทูตกรรม ทําการสงขาว ฝาฝ ใหยาพอกฝ ใหยาระบายอยางแรง ใหยาระ-บายอยางออน หุงน้ํามันสําหรับนัตถุ หุงน้ํามันสําหรับดื่ม ใหไมไผ ใหใบไมดอกไม ผลไม น้ําอาบ ไมสีฟน น้ําบวนปาก ใหดินผงขัดตัว พูดใหเขารักพูดที่เลนทีจริง ชวยเลียงดูเด็ก ชวยสงขาวสาร ชือวา ไมเลี้ยงชีพดวยปญญา ้ ่เฉลียวฉลาด คือสําเร็จการเลี้ยงชีวิตเพราะไมตั้งอยูดวยปญญา. จากนั้นครั้นทํากาลกิริยาแลวก็จะเปนสมณยักษ เสวยทุกขใหญโดยนัยดังที่ทานกลาวไววา แมสังฆาฏิของภิกษุนั้นก็รุมรอนเรารุม ภิกษุไมเปนอยางนี้ไมลวงสิกขาบทแมเพราะเหตุแหงชีวิต ดํารงอยูในจตุปาริสุทธิศีล เลาเรียนพระพุทธพจนตามกําลัง บําเพ็ญอริยปฏิปทาเหลานี้ คือ รถวินีตปฏิปทามหาโคสิงคปฏิปทา มหาสุญญทาปฏิปทา อนังคณปฏิปทา ธรรมทายาทปฏิปทานาลกปฏิปทา ตุวัฏฏกปฏิปทา จันโทปมปฏิปทา เปนกายสักขี ในอริยวังส-ปฏิปทาคือมีความสันโดษดวยปจจัย ๔ และมีความยินดีตามความมีอยูของตนเปนผูอยูโดดเดี่ยวในการเที่ยวไปเปนตน ดุจชางพนจากขาศึก ดุจสีหะสละจากฝูง และดุจมหานาวา ไมมีเรือติดตามไปขางหลัง เริ่มบําเพ็ญวิปสสนาตั้งความอุตสาหะอยูวา เราจักบรรลุพระอรหัตในวันนี้ใหจงได. บทวา สุปติฏิตจิตฺตา มีจิตตั้งมั่นดีแลว คือ เปนผูมีจิตตั้งมั่นดวยดีในสติปฏฐาน ๔. สติปฏฐานกถาที่เหลือกลาวไวพิสดารแลวในหนหลัง สวน ในที่นี้ทานกลาวถึงสติปฏฐานเจือกันทั้งโลกิยะและโลกุตตระ. ดวยเหตุเพียงเทานี้ เปนอันทานกลาวถึงเหตุที่ภิกษุสงฆเขาไปสงบแลว.
  • 22. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 22 บทวา ยาว สุปฺตฺตา คือสติปฏฐาน ๔ พระองคทรงตั้งไวดวยดีแลว คือ ทรงแสดงดีแลว. ดวยบทวา มยป หิ ภนฺเต นี้ เปสสะบุตรควาญชางนั้นแสดงถึงความที่ตนเปนผูทําการงาน และยกภิกษุสงฆขึ้น. ในขอนี้มีอธิ-บายดังตอไปนี้. ขาแตพระองคผูเจริญ ที่จริงแมพวกขาพระองคเปนคฤหัสถนุงผาขาว ฯ ล ฯ เปนผูมีจิตตั้งมั่นดีแลวอยู. การไถ พืช แอก คันไถและผาลไถนานี้มิไดมีแกภิกษุสงฆ เพราะฉะนั้นภิกษุสงฆจึงมุงตอสติปฏฐานตลอดกาล.สวนพวกขาพระองคไดโอกาสตามกาลสมควรแลวจึงทํามนสิการนี้. แมพวกขาพระองคจะเปนผูทําการงาน ก็ไมสละกรรมฐานดวยประการทั้งปวง. บทวา มนุสฺสคหเน มนุษยรกชัฏ คือ เพราะถือเอาความรกชัฏของอัธยาศัยแหงมนุษยทั้งหลาย. พึงทราบวาความที่ถือเอาแมอัธยาศัยของมนุษยเหลานั้นดวยความรกชัฏดวยกิเลส. แมในอัธยาศัยเดนกากและอัธยาศัยโออวดก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ในอัธยาศัยเหลานั้น พึงทราบความที่อัธยาศัยชื่อวาเดนกาก เพราะอรรถวาไมบริสุทธิ์. อัธยาศัยชื่อวา โออวด เพราะอรรถวาหลอกลวง. บทวา สตฺตาน หิตาหิต ชานาติ พระผูมีพระภาคเจา ยอมทรงรูประโยชนและมิใชประโยชนของสัตวทั้งหลายคือพระผูมีพระภาคเจาทรงทราบประโยชนและมิใชประโยชนของมนุษยทั้งหลายดวยดี เหมือนอยางทรงทราบรกชัฏ เดนกากและความหลอกลวงของมนุษยฉะนั้น. ในบทวา ยทิท ปสโวนี้ทานประสงคเอาสัตว ๒ เทาแมทั้งหมด. บทวา ปโหมิ คือสามารถ. บทวา ยาวตฺตเกน อนฺตเรน โดยระหวางประมาณเทาใด คือโดยขณะเทาไร. บทวา จมฺป คตาคต กริสฺสติ จักทํานครจัมปาใหเปนที่ไปมาคือจักทําการไปและการมาตั้งแตโรงมาจนถึง
  • 23. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 23ประตูนครเมืองจัมปา. บทวา สาเยฺยานิ คือความเปนผูโออวด. บทวากูเฏยฺยานิ คือความเปนผูโกง. บทวา วงฺเกยฺยานิ คือความเปนผูคด. บทวาชิมฺเหยฺยานิ คือความเปนผูงอ. บทวา ปาตุกริสฺสติ จักทําใหปรากฏคือจักประกาศ จักแสดง. เพราะไมสามารถเพื่อจะแสดงความโออวดเปนตนเหลานั้นโดยระหวางประมาณเทานี้ได. พึงทราบวินิจฉัยในความโออวดเปนตนดังตอไปนี้ เมื่อภิกษุสงฆจะยืนอยูในที่ไหน ๆ ทั้ง ๆ เปนที่ไมมีภัยเฉพาะหนาของมนุษย คิดวา เราจักไปขางหนาแลวยืนลวง จึงไปยืนทําเปนไมเคลื่อนไหวเหมือนเสาที่ฝงไวในที่ที่ประ-สงคจะตั้งไว ภิกษุนี้ชื่อวาโออวด. เมื่อภิกษุประสงคจะกั้นในที่ไหน ๆ แลวกมลําตัวขวางไวทั้ง ๆ ที่เปนที่ไมมีภัยเฉพาะหนาของมนุษยทั้งหลายคิดวา เราจักไปขางหนาแลวกมลวง จึงกมตัวลวงในที่นั้น ภิกษุนี้ชื่อวาโกง. เมื่อภิกษุประสงคจะหลีกจากทางในที่ไหน ๆ แลวกลับเดินสวนทางทั้ง ๆ เปนที่ไมมีภัยเฉพาะหนาของมนุษยทั้งหลายคิดวาเราจักไปขางหนาแลวลวงทําอยางนี้ จึงหลีกจากทางในที่นั้นแลวกลับเดินสวนทาง ภิกษุนี้ชื่อวา คด. เมื่อภิกษุประสงคจะไปตามทางตรงตามเวลา จากซายตามเวลา จากขวาตามเวลา ทั้ง ๆ เปนที่ไมมีภัยเฉพาะหนาของมนุษยทั้งหลาย คิดวา เราจักไปขางหนาแลวลวงทําอยางนี้จึงไปทางตรงตามเวลาจากซายตามเวลาจากขวาตามเวลาในที่นั้น . อนึ่งที่นี้เขากวาดไวเตียน จอแจดวยมนุษย นารื่นรมยไมควรทํากรรมเห็นปานนี้ในที่นี้ยอมไมมีแกภิกษุผูประสงคจะถายอุจจาระหรือปสสาวะดวยคิดวาเราจักไปขางหนาแลวทําในที่ที่ปกปด จึงทําในที่นั้น ภิกษุนี้ชอวา งอ. ทานกลาวไวดังนี้ ื่หมายถึงกิริยาแม ๔ อยางนี้ ดวยประการฉะนี้.
  • 24. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 24 ชางนั้นจักทํา ความโออวด ความโกง ความคด ความงอ เหลานั้นทั้งหมดใหปรากฏได. สัณฐานเปนตนเหลานั้นแมทําอยูอยางนี้ ก็ชื่อวายอมทําความโออวดเปนตนเหลานั้นใหปรากฏ. ครั้งนายเปสสะบุตรครวญชางแสดงความที่สัตวทั้งหลายเปนสิ่งที่ตื้นบัดนี้เมื่อจะแสดงความที่มนุษยทั้งหลายเปนสิ่งที่รกชัฏจึงกราบทูลบทมีอาทิวาอมฺหาก ปน ภนฺเต. ในบทเหลานั้น บทวา ทาสา ไดแก ทาสเกิดภายใน ทาสไถมาดวยทรัพย ทาสเปนเชลยหรือถึงความเปนทาสรับใช. บทวา เปสฺสา คือคนรับใช. บทวา กมฺมกรา คือคนเลี้ยงชีวิตดวยอาหารและคาจาง. บทวา อฺตาจ กาเยน ดวยกายเปนอยางหนึ่ง ทานแสดงวา ทาสเปนตนยอมประพฤติดวยกายโดยอาการอยางหนึ่ง ดวยวาจาโดยอาการอยางหนึ่ง และจิตของทาสเปนตนเหลานั้นยอมตั้งอยูโดยอาการอยางหนึ่ง. ในทาสเหลานั้นทาสใดเห็นนายเฉพาะหนาแลวลุกขึ้นตอนรับ รับของจากมือ ปลอยสิ่งนี้ถือเอาสิ่งนี้ ทํากิจทั้งหมดแมที่เหลือมีปูที่นั่ง พัด และลางเทาเปนตน แตพอลับหลัง แมน้ํามันไหลก็ไมเหลียวแล การงานแมขาดทุนตั้งรอยตั้งพันเสียหายไป ก็ไมปรารถนาจะกลับมาเหลียวแล ทาสเหลานี้ชื่อวาประพฤติดวยกายอยางอื่น. อนึ่งทาสเหลาใดตอหนาพูดสรรเสริญเปนตนวาเขาเปนเจานายของฉัน พอลับหลังคําที่พูดไมไดไมมีเลย ยอมพูดคําที่ตองการพูด ทาสเหลานี้ชื่อวาพระพฤติดวยวาจาอยางหนึ่ง. บทวา จตฺตาโรเม เปสฺส ปุคฺคลา ดูกอนเปสสะ บุคคล ๔ จําพวกเหลานี้มีอยู แมบุคคลนี้ก็เปนการสืบตอเฉพาะตัว. เปสสะนี้กราบทูลวา พระพุทธเจาขา พระผูมีพระภาคเจายอมทรงทราบประโยชนและมิใชประโยชนของสัตวทั้งหลาย ในเมื่อมนุษยรกชัฏเปน
  • 25. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 25ไปอยูอยางนี้ในเมื่อมนุษยเดนกากเปนไปอยูอยางนี้ ในเมื่อมนุษยโออวดเปนไปอยูอยางนี้. บุคคล ๓ จําพวกกอนเปนผูปฏิบัติปฏิปทาไมเปนประโยชน บุคคลจํา-พวกที่ ๔ เปนผูปฏิบัติเปนประโยชน พระผูมีพระภาคเจาเพื่อทรงแสดงวา เรารูประโยชนและมิใชประโยชนของสัตวทั้งหลายอยางนี้ จึงทรงปรารภเทศนานี้.แมการประกอบกับถอยคําของกันทรกปริพาชกในหนหลังก็ควร. ดวยเหตุนี้กันทรกปริพาชกจึงกลาววา ทานพระโคดมผูเจริญ เพียงเทานี้ ทานพระโคดมชื่อวา ทรงใหภิกษุสงฆปฏิบัติชอบแลวดังนี้. ลําดับนั้น พระผูมีพระภาคเจา แมเมื่อทรงแสดงแกนายเปสสะนั้นวาเราเวนบุคคล ๓ จําพวกกอน แลวใหบุคคลจําพวกที่ ๔ เบื้องบนปฏิบัติในปฏิปทาเปนประโยชนนนแหละจึงทรงปรารภเทศนานี้. ั่ บทวา สนฺโต นี้เปนไวพจนของบทวา สวิชฺชมานา มีอยู. จริงอยู ความดับสนิทในบทนี้วา สนฺตา โหนฺติ สมิตา วูปสนฺตา ทานกลาววา สนฺตา สงบแลว. ทานกลาววา นิพฺพุตา ดับแลวในบทนี้วา สนฺตาเอเต วิหารา อริยสฺส วินเย วุจฺจนฺติ ทานกลาววิหารเหลานี้สงบในวินัยของพระอริยะ. ทานกลาววา บัณฑิต ในบทนี้วา สนฺโต หเว สพฺภิ ปเวทยนฺติ สัตบุรุษทั้งหลายยอมประกาศดวยความเปนสัตบุรุษ. บัณฑิตทั้งหลายมีอยูในโลกนี.้ อธิบายวา พอหาได. พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิวา ทําตนใหเดือดรอนชื่อวา อตฺตนฺตโปเพราะทําตนใหเดือนรอน ใหถึงทุกข. ประกอบการขวนขวายในการทําตนใหเดือดรอน ชือวา อตฺตปริตาปนานุโยค. ชื่อวา ปรนฺตโป เพราะทําผูอื่น ่ใหเดือดรอน ใหถึงทุกข. ประกอบการขวนขวายในการทําผูอื่นใหเดือดรอน
  • 26. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 26ชื่อวา ปรปริตาปนานุโยค. บทวา ทิฏเ ว ธมฺเม คือในอัตภาพนี้แหละ.บทวา นิจฺฉาโต ไมมีความหิว ตัณหาทานเรียกวา ฉาต. ชื่อวา นิจฺฉาโตเพราะไมมีความอยาก. ชื่อวา นิพฺพโต เพราะดับกิเลสไดทั้งหมด. ชื่อวา ุสีติภูโต เพราะเปนผูเย็นเพราะไมมีกิเลสอันทําใหเดือดรอนในภายใน. ชื่อวาสุขปฏิสเวที เพราะเสวยสุขเกิดแตฌานมรรคผลและนิพพาน. บทวา พฺรหฺม-ภูเตน อตฺตนา มีตนเปนดังพรหมคือมีตนประเสริฐ. บทวา จิตฺต อาราเธติ ยังจิตใหยินดี คือยังจิตใหถึงพรอม ใหบริบูรณ. อธิบายวา ใหเลื่อมใส. บทวา ทุกฺขปฏิกฺกูล เกลียดทุกข คือทุกขเปนสิ่งนาเกลียดตั้งอยูในความเปนขาศึก. อธิบายวา ไมปรารถนาทุกข. ในบทวา ปณฺฑิโต นี้ ไมควรกลาววาเปนบัณฑิตดวยเหตุ ๔ ประ-การ. แตควรกลาววาเปนบัณฑิตเพราะทํากรรมใน สติปฏฐาน แมบทนี้วามหาปฺโ ก็ไมควรกลาวดวยลักษณะของมหาปญญาดวยบทมีอาทิวามหนฺเต อตฺเถ ปริคณฺหติ ถือเอาประโยชนใหญ. แตควรกลาววาเปนผูมีปญญามากเพราะประกอบดวยปญญากําหนดถือเอา สติปฏฐาน. บทวา มหตาอตฺเถน สยุตฺโต อภวิสฺส เขาจักเปนผูประกอบดวยประโยชนใหญ คือพึงเปนผูประกอบ เปนผูถึงดวยประโยชนใหญ ความวา พึงบรรลุโสดาปตติผล. ถามวา ก็แมเมื่อตั้งอยูเฉพาะพระพักตรพระพุทธเจาทั้งหลาย จะมีอันตรายแกมรรคผลหรือ. ตอบวา มีซิ. แตมิไดมีเพราะอาศัยพระพุทธเจาทั้งหลาย. โดยที่แทยอมมีไดเพราะความเสื่อมของกิริยาหรือเพราะปาปมิตร. ในอันตรายทั้งสองนั้น ชื่อวายอมมีเพราะความเสื่อมของกิริยาดังตอไปนี้. หากวาพระธรรมเสนาบดีรูอัธยาศัยของธนัญชานิยพราหมณแลว ไดแสดงธรรมพราหมณนั้นจักไดเปนพระโสดาบัน. อยางนี้ชื่อวายอมมีเพราะความเสื่อมแหง
  • 27. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 27กิริยา. ชื่อวายอมมีเพราะปาปมิตรมีอธิบายดังนี้. หากวาพระเจาอชาตศัตรูเชื่อคําของเทวทัตแลวไมทําปตุฆาต. พระเจาอชาตศัตรูจักไดเปนโสดาบันในวันที่พระผูมีพระภาคเจาตรัสสามัญญผลสูตรนั่นเอง. แตเพราะพระเจาอชาตศัตรูเชื่อคําของเทวทัตนั้นแลวทําปตุฆาต จึงไมไดเปนโสดาบัน. อยางนี้ชื่อวาอันตรายยอมมีเพราะปาปมิตร. ความเสื่อมแหงกิริยาเกิดแกอุบาสกแมนี้ เมื่อเทศนายังไมจบพราหมณลุกหลีกไปเสีย. บทวา อปจ ภิกฺขเว เอตฺตาวตาป เปสฺโส หตฺถาโรหปุตฺโตมหตา อตฺเถน สยุตฺโต อนึ่ง ดูกอนภิกษุทั้งหลาย แมดวยการฟงโดยสังเขปเพียงเทานี้ นายเปสสะควาญชางยังประกอบดวยประโยชนใหญ. ถามวาดวยประโยชนใหญเปนไฉน. ตอบวา คือดวยอานิสงส ๒ ประการ. นัยวาอุบาสกเลื่อมใสในพระสงฆ และนัยใหมยิ่งเกิดแกอุบาสกนั้นเพื่อกําหนดถือเอาสติปฏ-ฐาน ดวยเหตุนั้นพระผูมีพระภาคเจาจึงตรัสวา มหตา อตฺเถน สยุตฺโตเปนผูประกอบดวยประโยชนใหญ. กันทรกปริพาชกไดความเลื่อมใสในพระสงฆเทานั้น. บทวา เอตสฺส ภควา กาโล ขาแตพระผูมีพระภาคเจา นี้เปนกาลแหงการแสดงธรรมนั้น ความวา นี้เปนกาลแหงการกลาวธรรมหรือวาแหงการจําแนกบุคคล ๔ จําพวก. พึงทราบความในบทมีอาทิ โอรพฺภิโก ฆาแพะเลี้ยงชีวิตดังตอไปนี้แพะทานเรียกวา อุรพฺภะ ชื่อวา โอรพฺภิโก เพราะฆาแพะ. แมในบทมีอาทิวา สูกริโก ฆาสุกรเลี้ยงชีวิตก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทวา ลุทฺโท คือเหี้ยมโหดหยาบคาย. บทวา มจฺฉฆาฏโก คือพรานเบ็ดผูผูกปลา. บทวาพนฺธนาคาริโก คือคนปกครองเรือนจํา. บทวา กุรรกมฺมนฺตา คือทําการ ูงานทารุณ. บทวา มุทฺธาวสิตฺโต คือพระราชาไดรับมุรธาภิเษกดวยการอภิเษกเปนกษัตริย. บทวา ปุรตฺถิเมน นครสฺส คือทางทิศบูรพาจาก
  • 28. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 28พระนคร. บทวา สนฺถาคาร คือโรงบูชายัญ. บทวา ขราชิน นิวาเสตฺวาคือทรงนุงหนังเสือทั้งเล็บ. บทวา สปฺปเตเลน ดวยเนยใสและน้ํามัน . น้ํามันอยางใดอยางหนึ่งที่เหลือเวนเนยใส ทานเรียกวา เตล น้ํามัน. บทวา กณฺฑว-มาโน ทรงเกาคือทรงเกาดวยเขาในเวลาที่ตองเกาเพราะเล็บกุด. บทวาอนนฺตรหิตาย คือมิไดลาดดวยเครื่องลาด. บทวา สรูปวจฺฉาย แหงใดผูมีรูปเชนเดียวกับแมโค คือ ถาแมโคขาว ลูกโคก็ขาวดวย ถาแมโคตางหรือแดงลูกโคก็เปนเชนนั้นดวย เพราะเหตุนั้นจึงชื่อวา สรูปวจฺฉา ดวยประการฉะนี้.บทวา โส เอวมาห พระราชานั้นตรัสอยางนี้. บทวา วจฺฉตรา ลูกโคมีกําลังผูถึงความมีกําลังเกินความเปนลูกโคหนุม แมในบทวา วจฺฉตรี ลูกโคเมียก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทวา ปริสณฺาย เพื่อลาดพื้นคือเพื่อตองการทําเครื่องลอม และเพื่อตองการลาดบนพื้นบูชายัญ. บทที่เหลืองายทั้งนั้นเพราะกลาวไวพิสดารแลวในบทนั้น ๆ ในหนหลัง. จบอรรถกถากันทรกสูตรที่ ๑ ๒. อัฏฐกนาครสูตร วาดวยทสมคฤหบดี [๑๘] ขาพเจาไดสดับมาอยางนี้. สมัยหนึ่ง ทานพระอานนทอยู ณ เวฬุวคาม เขตนครเวสาลี ก็สมัยนั้นคฤหบดีชื่อวา ทสมะ เปนชาวเมืองอัฏฐกะ ไปยังเมืองปาตลีบุตร ดวยกรณียกิจอยางหนึ่ง ครั้งนั้น ทสมคฤหบดีชาวเมืองอัฏฐกะ เขาไปหาภิกษุรูปหนึ่งที่กุกกุฏาราม ไหวภิกษุนั้นแลวนั่ง ณ ที่ควรสวนขางหนึ่ง ไดถามภิกษุนั้น
  • 29. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 29วา ทานผูเจริญ เดี๋ยวนี้ทานพระอานนทอยูที่ไหน ดวยวาขาพเจาใครจะพบทานพระอานนท. ภิกษุนั้นตอบวา ดูกอนคฤหบดี ทานพระอานนทอยู ณ บานเวฬุวคาม เขตนครเวสาลี ครั้งนั้นแล ทสมคฤหบดีชาวเมืองอัฏฐกะ ทํากรณีย-กิจนั้นใหสําเร็จที่เมืองปาตลีบุตรแลว ไปยังนครเวสาลี ถึงบานเวฬุวคาม เขาไปหาทานพระอานนทถึงที่อยู ไหวทานพระอานนทแลวนั่ง ณ ทีควรสวนขางหนึ่ง. ่ [๑๙] ทสมคฤหบดีชาวเมืองอัฏฐกะนั่ง ณ ที่ควรสวนขางหนึ่งแลวไดถามทานพระอานนทวา ขาแตทานพระอานนทผูเจริญ ธรรมอันหนึ่ง ที่เมื่อภิกษุผูไมประมาท มีความเพียร มีตนสงไปอยู จิตที่ยังไมหลุดพน ยอมหลุดพน อาสวะทั้งหลายที่ยังไมสิ้น ยอมถึงความสิ้นไป และยอมบรรลุถึงธรรมที่ปลอดโปรงจากกิเลสเปนเครื่องประกอบไว อันไมมีธรรมอื่นยิ่งกวาที่ยังไมบรรลุ อันพระผูมีพระภาคเจา ผูรู ผูเห็น เปนพระอรหันต ตรัสรูเองโดยชอบพระองคนั้น ตรัสไวมีอยูแลหรือ. ทานพระอานนทตอบวา มีอยู คฤหบดี . . . ขาแตทานพระอานนทผูเจริญ ก็ธรรมอันหนึ่ง เปนไฉน. . . รูปฌาน ๔ [๒๐] ดูกอนคฤหบดี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปติและสุข เกิดแตวิเวกอยูเธอพิจารณาอยูอยางนี้ ยอมรูชัดวา แมปฐมฌานนี้ อันเหตุปจจัยปรุงแตงขึ้นกอสรางขึ้น ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่งอันเหตุปจจัยปรุงแตงขึ้น กอสรางขึ้น สิ่งนั้นไมเที่ยงมีความดับไปเปนธรรมดา ดังนี้ เธอทั้งอยูในธรรม คือ สมถะและวิปสสนานั้น ยอมถึงความสิ้นไปแหงอาสวะทั้งหลาย ถาไมถึงความสิ้นไปแหงอาสวะทั้ง
  • 30. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 30หลาย เพราะความยินดีเพลิดเพลินในธรรม คือ สมถะและวิปสสนานั้น เพราะความสิ้นไปแหงโอรัมภาคิยสังโยชน ๕ เธอยอมเปนโอปปาติกะจะปรินิพพานในที่นั้น มีอันไมกลับจากโลกนั้นเปนธรรมดา. ดูกอนคฤหบดี ธรรมอันหนึงแมนี้แล ทีเ่ มื่อภิกษุผูไมประมาท มี ่ความเพียร มีตนสงไปอยู จิตที่ยังไมหลุดพน ยอมหลุดพน อาสวะทั้งหลายที่ยังไมสิ้นยอมถึงความสิ้นไป ยอมบรรลุถึงธรรมที่ปลอดโปรงจากกิเลสเปนเครื่องประกอบไว อันไมมีธรรมอื่นยิ่งกวา ที่ยังไมบรรลุ อันพระผูมีพระภาค-เจาผูรู ผูเห็น เปนพระอรหันต ตรัสรูเองโดยชอบ พระองคนั้น ตรัสไว. ดูกอนคฤหบดี อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุทุติยฌาน มีความผองใสแหงจิตในภายใน เปนธรรมเอกผุดขึ้น ไมมีวิตก ไมมีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มิปติและสุขเกิดแตสมาธิอยู เธอพิจารณาอยูอยางนี้ ยอมรูชัดวา แม ทุติยฌานนี้อันเหตุปจจัยปรุงแตงขึ้น กอสรางขึ้น ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่ง อันเหตุปจจัยปรุงแตงขึ้น กอสรางขึ้น สิ่งนั้นไมเที่ยง มีความดับไปเปนธรรมดา ดังนี้เธอตั้งอยูในธรรมคือ สมถะและวิปสสนานั้น ยอมถึงความสิ้นไปแหงอาสวะทั้งหลาย ถาไมถึงความสิ้นไปแหงอาสวะทั้งหลาย เพราะความยินดีเพลิดเพลินในธรรมคือสมถะและวิปสสนานั้น เพราะความสิ้นไปแหงโอรัมภาคิยสังโยชน ๕เธอยอมเปนโอปปาติกะจะปรินิพพานในที่นั้น มีอันไมกลับจากโลกนั้นเปนธรรมดา. ดูกอนคฤหบดี ธรรมอันหนึ่งแมนี้แล ที่เมือภิกษุไมประมาท มีความ ่เพียร มีตนสงไปอยู จิตที่ยังไมหลุดพน ยอมหลุดพน อาสวะทั้งหลายที่ยังไมสิ้น ยอมถึงความสิ้นไป ยอมบรรลุถึงธรรมที่ปลอดโปรงจากกิเลสเปนเครื่องประกอบอันไมมีธรรมอื่นยิ่งกวา ทียังไมบรรลุ อันพระผูมีพระภาคเจาผูรู ผู ่เห็น เปนพระอรหันต ตรัสรูเองโดยชอบ พระองคนั้นตรัสไว.
  • 31. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 31 ดูกอนคฤหบดี อีกประการหนึ่ง ภิกษุมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะและเสวยสุขดวยนามกาย ผูไดฌานนี้ เปนผูมีอุเบกขา มีสติ อยูเปนสุข เธอพิจารณาอยูอยางนี้ ยอมรูชัดวา แมตติยฌานนี้อันเหตุปจจัยปรุงแตงขึ้น กอ สรางขึ้น ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่ง อันเหตุปจจัยปรุงแตงขึ้น กอสรางขึ้น สิ่งนั้นไมเที่ยงมีความดับไปเปนธรรมดา ดังนี้ เธอตั้งอยูในธรรมคือสมถะและวิปสสนานั้นยอมถึงความสิ้นไปแหงอาสวะทั้งหลาย ถาไมถงความสิ้นไปแหงอาสวะทั้งหลาย ึเพราะความยินดีเพลิดเพลินในธรรมคือสมถะและวิปสสนานั้น เพราะความสิ้นไปแหงโอรัมภาคิยสังโยชน ๕ เธอยอมเปนโอปปาติกะจะปรินิพพานในที่นั้นมีอันไมกลับจากโลกนั้นเปนธรรมดา. ดูกอนคฤหบดี ธรรมอันหนึ่งแมนี้แล ที่เมือภิกษุผูไมประมาท มีความ ่เพียร มีตนสงไปอยู จิตที่ยังไมหลุดพน ยอมหลุดพน อาสวะทั้งหลายที่ยังไมสิ้น ยอมถึงความสิ้นไป ยอมบรรลุถึงธรรมะทีปลอดโปรงจากกิเลสเปนเครื่อง ่ประกอบไวอันไมมีธรรมอื่นยิ่งกวา ที่ยังไมบรรลุ อันพระผูมีพระภาคเจาผูรูผูเห็น เปนพระอรหันต ตรัสรูเองโดยชอบ พระองคนั้น ตรัสไว. ดูกอนคฤหบดี อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน ไมมีทกข ุไมมีสุข เพราะละสุขละทุกข และดับโสมนัสโทมนัสกอน ๆ ได มีอุเบกขาเปนเหตุใหสติบริสุทธิ์อยู เธอพิจารณาอยูอยางนี้ ยอมรูชัดวา แมจตุตถฌานนี้ อันเหตุปจจัยปรุงแตงขึ้น กอสรางขึ้น ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่ง อันเหตุปจจัยปรุงแตงขึ้นกอสรางขึ้น สิ่งนั้นไมเที่ยง มีความดับไปเปนธรรมดา ดังนี้ เธอตั้งอยูในธรรม คือสมถะและวิปสสนานั้น ยอมถึงความสิ้นไปแหงอาสวะทั้งหลาย ถาไมถึงความ สิ้นไปแหงอาสวะทั้งหลาย เพราะความยินดีเพลิดเพลินในธรรมคือสมถะและวิปสสนานั้น เพราะความสิ้นไปแหงโอรัมภาคิยสังโยชน ๕ เธอยอมเปนโอปปาติกะจะปรินิพพานในที่นั้น มีอันไมกลับจากโลกนั้นเปนธรรมดา.
  • 32. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 32 ดูกอนคฤหบดี ธรรมอันหนึ่งแมนี้แล ที่เมื่อภิกษุผูไมประมาท มีความเพียร มีตนสงไปอยู จิตที่ยังไมหลุดพน ยอมหลุดพน อาสวะทั้งหลายที่ยังไมสิ้น ยอมถึงความสิ้นไป ยอมบรรลุธรรมที่ปลอดโปรงจากกิเลสเปนเครื่องประกอบไว อันไมมีธรรมอื่นยิ่งกวา ที่ยังไมบรรลุ อันพระผูมีพระภาคเจาผูรูผูเห็น เปนพระอรหันตตรัสรูเองโดยชอบ พระองคนั้น ตรัสไว. อัปปมัญญา ๔ [๒๑] ดูกอนคฤหบดี อีกประการหนึ่ง ภิกษุมีใจประกอบดวยเมตตาแผไปสูทิศหนึ่งอยู ทิศที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็เหมือนกัน เธอมีใจประกอบไปดวยเมตตา อันไพบูลย เปนมหัคตะ ไมมีประมาณ ไมมีเวร ไมมีความเบียดเบียน แผไปทั้งเบื้องบน เบื้องลาง เบื้องขวาง ตลอดโลก ทั่วสัตวทกเหลา ุโดยความมีตนทั่วไป ในที่ทุกสถานอยูดวยประการฉะนี้ เธอพิจารณาอยูอยางนี้ยอมรูชัดวาแมเมตตาเจโตวิมุตตินี้ อันเหตุปจจัยปรุงแตงขึ้น กอสรางขึ้น ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่ง อันเหตุปจจัยปรุงแตงขึ้น กอสรางขึ้น สิ่งนั้นไมเที่ยง มีความดับไปเปนธรรมดา ดังนี้ เธอตั้งอยูในเมตตาเจโตวิมุตตินั้น ยอมถึงความสิ้นไปแหงอาสวะทั้งหลาย ถาไมถึงความสิ้นไปแหงอาสวะทั้งหลาย เพราะความยินดีเพลิดเพลินในธรรมคือสมถะและวิปสสนานั้น เพราะความสิ้นไปแหงโอรัมภาคิยสังโยชน ๕ เธอยอมเปนโอปปาติกะ จะปรินิพพานในที่นั้น มีอันไมกลับจากโลกนั้นเปนธรรมดา. ดูกอนคฤหบดี แมธรรมอันหนึ่งนี้แล ที่เมื่อภิกษุผูไมประมาท มีความเพียร มีตนสงไปอยู จิตที่ยังไมหลุดพน ยอมหลุดพน อาสวะทั้งหลายที่ยังไมสิ้น ยอมถึงความสิ้นไป ยอมบรรลุธรรมที่ปลอดโปรงจากกิเลสเปน
  • 33. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 33เครื่องประกอบไว อันไมมีธรรมอื่นยิ่งกวา ที่ยังไมบรรลุ อันพระผูมีพระภาค-เจาผูรู ผูเห็น เปนพระอรหันต ตรัสรูเองโดยชอบ พระองคนั้น ตรัสไว. ดูกอนคฤหบดี อีกประการหนึ่ง ภิกษุมีใจประกอบดวยกรุณา แผไปสูทิศหนึ่งอยู ทิศที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็เหมือนกัน เธอมีใจประกอบดวยกรุณาอันไพบูลย เปนมหัคตะ ไมมีประมาณ ไมมีเวร ไมมีความเบียดเบียน แผไปทั้งเบื้องบน เบื้องลาง เบื้องขวาง ตลอดโลก ทั่วสัตวทุกเหลาโดยความมีตนทั่วไป ในทีทุกสถานอยู ดวยประการฉะนี้ เธอพิจารณาอยูอยางนี้ ยอมรูชัดวา ่ แมกรุณาเจโตวิมุตตินี้ อันเหตุปจจัยปรุงแตงขึ้น กอสรางขึ้น ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่งอันเหตุปจจัยปรุงแตงขึ้น กอสรางขึ้น สิ่งนั้นไมเที่ยง มีความดับไปเปนธรรมดาดังนี้ เธอตั้งอยูในธรรมคือสมถะและวิปสสนานั้น ยอมถึงความสิ้นไปแหงอาสวะทั้งหลาย ถายังไมถึงความสิ้นไปแหงอาสวะทั้งหลาย เพราะความกําหนัดเพลิดเพลินในธรรมคือสมถะและวิปสสนานั้น เพราะความสิ้นไปแหงโอรัมภาคิย-สังโยชน ๕ เธอยอมเปนโอปปาติกะ จะปรินิพพานในที่นั้น มีอันไมกลับจากโลกนั้นเปนธรรมดา. ดูกอนคฤหบดี แมธรรมอันหนึ่งนี้แล ที่เพื่อภิกษุผูไมประมาท มีความเพียร มีตนสงไปอยู จิตที่ยังไมหลุดพน ยอมหลุดพน อาสวะทั้งหลายที่ยังไมสิ้นไป ยอมถึงความสิ้นไป ยอมบรรลุถึงธรรมที่ปลอดโปรงจากกิเลสเปนเครื่องประกอบไวอันไมมีธรรมอื่นยิงกวา ที่ยังไมบรรลุ อันพระผูมีพระภาคเจา ่ผูรู ผูเห็น เปนพระอรหันต ตรัสรูเองโดยชอบ พระองคนั้น ตรัสไว. ดูกอนคฤหบดี อีกประการหนึ่ง ภิกษุมใจประกอบดวยมุทิตา แผไป ีสูทิศหนึ่ง ทิศที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็เหมือนกัน เธอมีใจประกอบดวยมุทิตา อันไพบูลย เปนมหัคตะ ไมมีประมาณ ไมมีเวร ไมมีความเบียดเบียน แผไป
  • 34. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 34ทั้งเบื้องบน เบื้องลาง เบื้องขวาง ตลอดโลก ทัวสัตวทุกเหลาโดยความมีตน ่ทั่วไป ในทีทุกสถานอยู ดวยประการฉะนี้ เธอพิจารณาอยูอยางนี้ ยอมรูชัด ่วา แมมุทิตาเจโตวิมุตตินี้ อันเหตุปจจัยปรุงแตงขึ้น กอสรางขึ้น สิ่งนั้นไมเที่ยง มีความดับไปเปนธรรมดา ดังนี้ เธอตั้งอยูในธรรมคือสมถะและวิปสสนานั้น ยอมถึงความสิ้นไปแหงอาสวะทั้งหลาย ถาไมถึงความสิ้นไปแหงอาสวะทั้งหลาย เพราะความยินดีเพลิดเพลินในธรรมคือสมถะและวิปสสนานั้น เพราะความสิ้นไปแหงโอรัมภาคิยสังโยชน ๕ เธอยอมเปนโอปปาติกะ จะปรินิพพานในที่นั้น มีอนไมกลับจากโลกนั้นเปนธรรมดา. ั ดูกอนคฤหบดี แมธรรมอันหนึ่งนี้แล ที่เมื่อภิกษุผูไมประมาท มีความเพียร มีตนสงไปอยู จิตที่ยังไมหลุดพน ยอมหลุดพน อาสวะทั้งหลายที่ยังไมสิ้น ยอมถึงความสิ้นไป ยอมบรรลุถึงธรรมทีปลอดโปรงจากกิเลสเครื่อง ่ประกอบไว อันไมมีธรรมอื่นยิ่งกวา ที่ยังไมบรรลุ อันพระผูมีพระภาคเจาผูรูผูเห็น เปนพระอรหันต ตรัสรูเองโดยชอบ พระองคนั้น ตรัสไว. ดูกอนคฤหบดี อีกประการหนึ่ง ภิกษุมีใจประกอบดวยอุเบกขา แผไปสูทิศหนึ่งอยู ทิศที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็เหมือนกัน เธอมีใจประกอบดวยอุเบกขาอันไพบูลย เปนมหัคตะ ไมมีประมาณ ไมมีเวร ไมมีความเบียดเบียน แผไปทั้งเบื้องบน เบื้องลาง เบื้องขวาง ตลอดโลก ทั่วสัตวทุกเหลาโดยความมีตนทั่วไป ในที่ทุกสถานอยู ดวยประการฉะนี้ เธอพิจารณาอยูอยางนี้ ยอมรูชัดวาแมอุเบกขาเจโตวิมุตตินี้ อันเหตุปจจัยปรุงแตงขึ้น กอสรางขึ้น ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่งอันเหตุปจจัยปรุงแตงขึ้น กอสรางขึ้น สิ่งนั้นไมเที่ยง มีความดับไปเปนธรรมดาดังนี้ เธอตั้งอยูในธรรมคือสมถะและวิปสสนานั้น ยอมถึงความสิ้นไปแหงอาสวะทั้งหลาย ถายังไมถึงความสิ้นไปแหงอาสวะทั้งหลาย
  • 35. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 35เพราะความยินดีเพลินเพลินในธรรมคือสมถะและวิปสสนานั้น เพราะความสิ้นไปแหงโอรัมภาคิยสังโยชน ๕ เธอยอมเปนโอปปาติกะ จะปรินิพพานในที่นั้นมีอันไมกลับจากโลกนั้นเปนธรรมดา. ดูกอนคฤหบดี แมธรรมอันหนึ่งนี้แล ที่เมือภิกษุผูไมประมาท มีความ ่เพียร มีตนสงไปอยู จิตที่ยังไมหลุดพน ยอมหลุดพน อาสวะทั้งหลายที่ยังไมสิ้น ยอมถึงความสิ้นไป ยอมบรรลุธรรมที่ปลอดโปรงจากกิเลสเปนเครื่องประกอบไว อันไมมีธรรมอื่นยิ่งกวา ที่ยังไมบรรลุ อันพระผูมีพระภาคเจาผูรู ผูเห็น เปนพระอรหันต ตรัสรูเองโดยชอบ พระองคนั้น ตรัสไว อรูปฌาน ๔ [๒๒] ดูกอนคฤหบดี อีกประการหนึ่ง ภิกษุเขาถึงอากาสานัญจาย-ตนฌานดวยมนสิการวา อากาศหาที่สุดมิได เพราะลวงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไมมนสิการนานัตตสัญญา โดยประการทั้งปวงอยู เธอพิจารณาอยูอยางนี้ ยอมรูชัดวา แมอากาสานัญจายตนสมาบัตินี้ อันเหตุปจจัย ปรุงแตงขึ้น กอสรางขึ้น ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่ง อันเหตุปจจัยปรุงแตงขึ้น กอสรางขึ้น สิ่งนั้นไมเที่ยง มีความดับไปเปนธรรมดา ดังนี้ เธอตั้งอยูในธรรมคือสมถะและวิปสสนานั้น ยอมถึงความสิ้นไปแหงอาสวะทั้งหลาย ถายังไมถึงความสิ้นไปแหงอาสวะทั้งหลาย เพราะความยินดีเพลินเพลินในธรรมคือสมถะและวิปสสนานั้น เพราะความสิ้นไปแหงโอรัมภาคิยสังโยชน ๕ เธอยอมเปนโอปปาติกะ จะปรินิพพานในที่นั้น มีอันไมกลับจากโลกนั้นเปนธรรมดา. ดูกอนคฤหบดี แมธรรมอันหนึ่งนี้แล ที่เมื่อภิกษุผูไมประมาท มีความเพียรมีตนสงไปอยู จิตที่ยังไมหลุดพน ยอมหลุดพน อาสวะทั้งหลายที่
  • 36. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 36ยังไมสิ้นยอมถึงความสิ้นไป ยอมบรรลุถึงธรรมที่ปลอดโปรงจากกิเลสเปนเครื่องประกอบไวอันไมมีธรรมอื่นยิงกวา ที่ยังไมบรรลุ อันพระผูมีพระภาค- ่เจาผูรู ผูเห็น เปนพระอรหันต ตรัสรูเองโดยชอบ พระองคนั้น ตรัสไว. ดูกอนคหฤบดี อีกประการหนึ่ง ภิกษุเขาถึงวิญญาณัญจายตนฌานดวยมนสิการวา วิญญาณหาที่สุดมิได เพราะลวงอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวงอยู เธอพิจารณาอยูอยางนี้ ยอมรูชัดวาแมวิญญาณัญจายตนสมาบัตินี้อันเหตุปจจัยปรุงแตงขึ้น กอสรางขึ้น ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่ง อันเหตุปจจัยปรุงแตงขึ้น กอสรางขึ้น สิ่งนั้นไมเที่ยง มีความดับไปเปนธรรมดา ดังนี้ เธอตั้งอยูในธรรมคือสมถะและวิปสสนานั้น ยอมถึงความสิ้นไปแหงอาสวะทั้งหลาย ถาไมถึงความสิ้นไปแหงอาสวะทั้งหลาย เพราะความยินดีเพลิดเพลินในธรรมคือสมถะและวิปสสนานั้น เพราะความสิ้นไปแหงโอรัมภาคิยสังโยชน ๕ เธอยอมเปนโอปปาติกะ จะปรินิพพานในที่นั้น มีอันไมกลับจากโลกนั้นเปนธรรมดา. ดูกอนคฤหบดี แมธรรมอันหนึ่งนี้แล ที่เมื่อภิกษุผูไมประมาท มีความเพียร มีตนสงไปอยู จิตที่ยังไมหลุดพน ยอมหลุดพน อาสวะทั้งหลายที่ยังไมสิ้น ยอมถึงความสิ้นไป ยอมบรรลุถึงธรรมที่ปลอดโปรงจากกิเลสเปนเครื่องประกอบไว อันไมมีธรรมอื่นยิ่งกวา ที่ยงไมบรรลุ อันพระผูมีพระ- ัภาคเจาผูรู ผูเห็น เปนพระอรหันต ตรัสรูเองโดยชอบ พระองคนั้น ตรัสไว. ดูกอนคฤหบดี อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุอากิญจัญญายตนฌานดวยมนสิการวา อะไร ๆ ก็ไมมี เพราะลวงวิญญาณัญจายตนะไดโดยประการทั้งปวงเธอพิจารณาอยูอยางนี้ ยอมรูชัดวา แมอากิญจัญญายตนสมาบัตินี้ อันเหตุปจจัยปรุงแตงขึ้น กอสรางขึ้น ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่ง อันเหตุปจจัยปรุงแตงขึ้น กอสรางขึ้น สิ่งนั้นไมเที่ยง มีความดับไปเปนธรรมดา ดังนี้ เธอตั้งอยูในธรรมคือ
  • 37. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 37สมถะและวิปสสนานั้น ยอมถึงความสิ้นไปแหงอาสวะทั้งหลาย ถายังไมถึงความสิ้นไปแหงอาสวะทั้งหลาย เพราะความยินดีเพลิดเพลินในธรรมคือสมถะและวิปสสนานั้น เพราะความสิ้นไปแหงโอรัมภาคิยสังโยชน ๕ เธอยอมเปนโอปปาติกะ จะปรินิพพานในที่นั้น มีอันไมกลับจากโลกนั้นเปนธรรมดา. ดูกอนคฤหบดี แมธรรมอันหนึ่งนี้แล ที่เมื่อภิกษุผูไมประมาท มีความเพียร มีตนสงไปอยู จิตที่ยังไมหลุดพน ยอมหลุดพน อาสวะทั้งหลายที่ยังไมสิ้น ยอมถึงความสิ้นไป ยอมบรรลุถึงธรรมที่ปลอดโปรงจากกิเลสเปนเครื่องประกอบไว อันไมมีธรรมอื่นยิ่งกวา ที่ยังไมบรรลุ อันพระผูมีพระภาค-เจาผูรู ผูเห็น เปนพระอรหันต ตรัสรูเองโดยชอบ พระองคนั้น ตรัสไว. อุปมา ๒ อยาง [๒๓] เมื่อทานพระอานนทกลาวอยางนี้แลว ทสมคฤหบดี ชาวเมืองอัฏฐกะ ไดกลาวกะทานพระอานนทวา ขาแตทานพระอานนทผูเจริญ บุรุษกําลังแสวงหาขุมทรัพยขุมหนึ่ง ไดพบขุมทรัพยถึง ๑๑ ขุมในคราวเดียวกันฉันใด ขาพเจาก็ฉันนั้น กําลังแสวงหาประตูอมประตูหนึ่ง ไดพบประตูอมตะถึง ๑๑ ประตูในคราวเดียวกัน โดยการฟงเทานั้น. ขาแตทานผูเจริญ เรือนของบุรุษมีประตู ๑๑ ประตู เมือเรือนนั้นถูก ่ไฟไหม บุรษเจาของเรือนอาจทําตนใหสวัสดี โดยประตูแมประตูหนึ่ง ๆ ได ุฉันใด ขาพเจาก็ฉันนั้น จักอาจทําตนใหสวัสดีไดโดยประตูอมตะ แมประตูหนึ่ง ๆ แหงประตูอมตะ ๑๑ ประตูนี้. ขาแตทานผูเจริญ อันชื่อวาอัญญเดียรถียเหลานี้ จักแสวงหาทรัพยสําหรับบูชาอาจารยเพื่ออาจารย ก็ไฉน ขาพเจาจักไมทําการบูชาทานพระ-
  • 38. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 38อานนทเลา ลําดับนั้น ทสมคฤหบดีชาวเมืองอัฏฐกะ ใหประชุมภิกษุสงฆผูอยูในเมืองปาตลีบุตร และเมืองเวสาลี พรอมกันแลว ใหอิ่มหนําเพียงพอดวยขาทนียะ โภชนียะ อันประณีต ดวยมือของตน ใหภิกษุครองคูผารูปละคู ๆ และไดใหทานพระอานนทครองไตรจีวร แลวใหสรางวิหารราคา ๕๐๐ถวายทานพระอานนท ดังนี้แล. จบอัฏฐกนาครสูตรที่ ๒ ๒. อรรถกถาอัฏฐกนาครสูตร อัฏฐกนาครสูตรมีบทเริ่มตนวา เอวมฺเม สุต ขาพเจาไดฟงมาแลวอยางนี้. บรรดาบทเหลานั้น บทวา เวฬุวคามเก ความวายังมีหมูบานชื่อเวฬุวคาม ไมไกล อยูทางทิศใตแหงเมืองเวสาลี ทานพระอานนทกระทํา เวฬุวคามนั้นใหเปนโคจรคาม. บทวา ทสโม ความวา คฤหบดีแมนั้น นับเขาในฐานะที่ ๑๐ โดยชาติและตระกูล และโดยการนับตระกูลที่ถึงความเปนตระกูลมหาศาล ดวยเหตุนั้น คฤหบดีนั้น จึงชื่อวา ทสมะ. บทวาอฏกนาคโร แปลวา ชาวอัฏฐกนคร. บทวา กุกฺกุฏาราโม แปลวาอารามที่กุกกุฏเศรษฐีสราง. ในบาลีนี้วา เตน ภควตา ฯ เป ฯ อกฺขาโต มีความสังเขปดังนี้พระผูมีพระภาคเจาพระองคนั้นใด ทรงบําเพ็ญบารมี ๓๐ ถวน ทรงหักกิเลสทั้งปวง ตรัสรูพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ อันพระผูมีพระภาคเจาพระองคนั้น ทรงรูอธยาศัยและอนุสัยของเหลาสัตวนั้นๆ ทรงเห็นไญยธรรมทั้งปวงนั้น ั
  • 39. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 39ดุจผลมะขามปอมอันวางไวบนฝามือ. อีกอยางหนึ่ง ทรงรูดวยปุพเพนิวาสญาณ เปนตน ทรงเห็นดวยทิพยจักษุ. ก็หรือวา ทรงรูดวยวิชชา ๓ หรือ อภิญญา ๖ทรงเห็นดวยสมันตจักษุ อันอะไร ๆ ไมขัดขวางในธรรมทั้งปวง. ทรงรูดวยปญญาอันสามารถรูธรรมทั้งปวง. ทรงเห็นสัตวทั้งหลายที่ลวงจักษุวิสัยของสัตวทั้งปวง หรือที่อยูนอกฝาเรือนเปนตน ดวยมังสจักษุอันบริสุทธิ์ยิ่ง. ทรงรูดวยปญญา อันใหสําเร็จประโยชนสวนพระองค ทรงเห็นดวยเทศนาปญญา อันมีพระกรุณาเปนปทัฏฐาน อันใหสําเร็จประโยชนแกผูอื่น. ชื่อวาพระอร-หันต เพราะทรงกําจัดขาศึกเสียได และเพราะควรแกการสักการะมีปจจัยเปนตน. สวนชื่อวา สัมมาสัมพุทธะ เพราะตรัสรูสัจจะ ๔ โดยชอบ และดวยพระองคเอง. อีกอยางหนึ่ง ทรงรูอันตรายยิกธรรม ทรงเห็นนิยยานิกธรรมเปนพระอรหันต เพราะกําจัดขาศึกคือกิเลส เปนพระสัมมาสัมพุทธะ เพราะตรัสรูธรรมทั้งปวงดวยพระองคเอง รวมความวา พระองคถูกสดุดีดวยเหตุ ๔คือ เวสารัชชธรรม ๔ อยางนี้แลว จึงตรัสวา ธรรมอันเอกมีอยูหรือหนอ ? บทวา อภิสงฺขต แปลวา อันปจจัยกระทําแลว ใหเกิดแลว.บทวา อภิสฺเจตยิต ความวา กอใหสําเร็จแลว. คําวา โส ตตฺถ ิโตความวา คฤหบดีนั้นตั้งอยูแลวในธรรมคือสมถะ และ วิปสสนานั้น. ดวยสองบทวา ธมฺมราเคน ธมฺมนนฺทิยา พระองคตรัสฉันทราคะในสมถะและวิปสสนา. จริงอยู บุคคลเมื่อสามารถครอบงําฉันทราคะโดยประการทั้งปวงในสมถะและวิปสสนายอมเปนพระอรหันต เมื่อไมสามารถก็จักเปนพระอนาคามีเธอยอมบังเกิดในชั้นสุทธาวาส ดวยเจตนาอันสัมปยุตดวยจตุตถฌาน เพราะยังละฉันทราคะในสมถะและวิปสสนาไมได. นี้เปนกถาสําหรับอาจารยทั้งหลาย.ก็นักชอบพูดเคาะ พูดวา "พระอนาคามีบังเกิดในสุทธาวาสเพราะอกุศล ตาม
  • 40. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 40พระบาลีวา เตเนว ธมฺมราเคน ผูนั้นจะพึงถูกกลาววา จงชักพระสูตรมาผูนั้นเมื่อไมเห็นบาลีอื่นก็จะชักบาลีนี่แหละมาเปนแน ดังนั้น ผูนั้น พึงถูกตอวาวา ก็พระสูตรนี้ มีอรรถที่ควรอธิบาย มีอรรถที่อธิบายมาแลวหรือ. ผูนั้น ก็จักกลาววา มีอรรถที่ทานอธิบายไวแลวเปนแน ตอนั้นเขาจะพึงพูดตอวาเมื่อเปนเชนนั้น ความติดดวยอํานาจความพอใจ ในสมถะและวิปสสนา ก็จักเปนกิเลสที่ผูตองการอนาคามีผลพึงกระทํา เมื่อทําใหเกิดฉันทราคะขึ้น ก็จักแทงตลอดอนากามิผล. ทานอยาแสดงลอย ๆ วา ขาพเจาไดสูตรมาแลว ผูแก ปญหาควรเรียนในสํานักของพระอริยเจา จนรูแจงอรรถรสแลวจึงแกปญหา. ดวยวา ชื่อวา การปฏิสนธิในสวรรคดวยอกุศล หรือวาในอบายดวยกุศลไมมีสมจริงดังที่พระผูมีพระภาคเจาตรัสไววา ภิกษุทั้งหลาย เทพยดาและมนุษยทั้งหลาย ยอมปรากฏดวยกรรมที่เกิดแตโลภะ เกิดแตโทสะ และเกิดแตโมหะหามิได ก็หรือวาสุคติแมอื่นอยางใดอยางหนึ่งก็เหมือนกัน โดยทีแท นรก กําเนิดเดียรัจฉาน และปตติ- ่วิสัย ยอมปรากฏดวยกรรมที่เกิดแตโลภะ โทสะ และโมหะ ก็หรือทุคติอยางใดอยางหนึ่งก็เหมือนกัน. เขาผูนั้นก็จะพึงถูกทําใหเขาใจอยางนี้วา หากวา ทานเขาใจไดก็จงเขาใจไปเถิด หากไมเขาใจ ก็จะตองถูกสงกลับวัดใหฉันขาวตมแตเชาๆ. ทานกลาวสมถะและวิปสสนาไวในมหามาลุงกโยวาทสูตรบาง มหาสติปฏฐานสูตรบาง กายคตาสติสูตรบาง เหมือนในพระสูตรนี้. ในบรรดาพระสูตรเหลานั้น ในพระสูตรนี้พระองคตรัสหมายถึง ธุระคือวิปสสนาธุระเทานั้น สําหรับภิกษุผูทั้งดําเนินไปดวยสามารถแหงสมถธุระทั้งดําเนินไปดวยสามารถแหงวิปสสนาธุระ. ใน มหามาลุงกโยวาทสูตร พระ-
  • 41. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 41องคตรัสหมายถึงธุระคือวิปสสนาธุระ สวนใน มหาสติปฏฐานสูตร พระ-องคตรัสหมายถึงธุระคือวิปสสนาธุระอันเยี่ยม. ใน กายคตาสติสูตร พระ-องคตรัสหมายถึงธุระคือสมถธุระอันเยี่ยม. ธรรมแมทั้ง ๑๑ อยาง ชื่อวาเปนธรรมเอก เพราะเปนการถามถึงธรรมอันเอกวา อย โข คหปติ ฯ เป ฯ เอกธมฺโม อกฺขาโต จึงแสดงเปนปุจฉาอยางนี้วา แมนี้ก็จัดเปนธรรมเอก จริงอยู ในมหาสกุลุทายีสูตร มีปุจฉาถึง ๑๙ ปุจฉาทั้งหมดก็จัดเปนธรรมเอกโดยปฏิปทา. ธรรม ๑๑ อยางในที่นี้มาวาเปนธรรมเอกโดยปุจฉา. อีกอยางหนึ่ง ควรจะกลาววา แมทั้งหมดก็ชื่อวาธรรมเอกโดยอรรถวา ทําใหเกิดอมตธรรม. บทวา นิธิมข คเวสนฺโต แปลวา แสวงหาขุมทรัพย. บทวา ุสกิเทว แปลวา โดยการประกอบครั้งเดียวเทานั้น. ถามวา ก็การไดขุมทรัพย๑๑ อยาง โดยการประกอบครั้งเดียวมีไดอยางไร ? ตอบวา บุคคลบางคนในโลกนี้ เที่ยวแสวงหาขุมทรัพยในปา ผูเสวงหาทรัพยอีกคนหนึ่ง พบคนนั้นแลวถามวา พอมหาจําเริญ ทานเที่ยวไปทําไม ? เขาตอบวา ขาพเจาแสวงหาทรัพยเครื่องเลี้ยงชีวิต. อีกคนหนึ่งบอกวา เพื่อน ถาอยางนั้น มาไปพลิกหินกอนนั้น เขาพลิกหินกอนนั้นแลว พบหมอทรัพย ๑๑ หมอ ทีวางซอน ๆ กัน ่หรือที่วางเรียงกันไว. การไดขุมทรัพย ๑๑ ขุม ดวยการประกอบครั้งเดียว มีไดอยางนี้. บทวา อาจริยธน ปริเยสิสฺสนฺติ ความวา ก็อัญญเดียรถียทั้งหลายเรียนศิลปะในสํานักของอาจารยใด นําทรัพยออกจากเรือนมอบใหอาจารยนั้นกอน หลัง หรือ ระหวางเรียนศิลปศาสตร. คนที่ไมมีทรัพยในเรือนยอมแสวงหาทรัพยจากญาติ หรือจากผูที่ชอบพอกัน เมื่อไมไดอยางนั้นก็ตอง
  • 42. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 42ขอเขาให ทานหมายเอาทรัพยนั้น จึงกลาวคํานี้ . บทวา กิมงฺคมฺปนาหความวา กอนอื่น คนภายนอกศาสนาแสวงหาทรัพย เพื่ออาจารยผูใหเพียงศิลปะในศาสนาแมที่มิใชเปนนิยยานิกธรรม ก็ไฉนเราจักไมกระทําการบูชาอาจารยผูแสดงปฏิปทาที่ใหเกิดอมตธรรม ๑๑ อยาง ในศาสนาที่เปนนิยยานิกะธรรมเลา. เขาจึงกลาววา ขาพเจาจักทําการบูชาทีเดียว. บทวา ปจฺเจกทุสฺสยุเคน อจฺฉาเทส ความวา เราไดถวายคูผาแกภิกษุแตละองค องคละคู.ในที่นี้คําที่เปลงขึ้น ก็อยางนั้น เพราะฉะนั้นทานจึงกลาววา อจฺฉาเทสิ. คําวาปฺจสต วิหาร ความวา ไดสรางบรรณศาลาราคา ๕๐๐ คําที่เหลือในทุก ๆบท งายทั้งนั้นแล. จบอรรถกถาอัฏฐกนาครสูตรที่ ๒
  • 43. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 43 ๓. เสขปฏิปทาสูตร เจาศากยะสรางสัณฐาคารใหม [๒๔] ขาพเจาไดสดับมาอยางนี้. สมัยหนึ่ง พระผูมีพระภาคเจาประทับ อยู ณ นิโครธาราม เขตเมืองกบิลพัสดุ แควนสักกะ ก็สมัยนั้น สัณฐาคารใหมที่พวกเจาศากยะเมืองกบิลพัสดุใหสรางแลวไมนาน อันสมณพราหมณหรือมนุษยผูใดผูหนึ่งยังมิไดเคยอยูเลย ครั้งนั้น พวกเจาศากยะเมืองกบิลพัสดุ เขาไปเฝาพระผูมีพระภาคเจาถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผูมีพระภาคเจาแลวนั่ง ณ ที่ควรสวนขางหนึ่ง ไดกราบทูลพระผูมีพระภาคเจาวา พระพุทธเจาขา ขอประทานพระวโรกาสสัณฐาคารใหมอันพวกเจาศากยะเมืองกบิลพัสดุใหสรางแลวไมนาน อันสมณ-พราหมณหรือมนุษยผูใดผูหนึ่งยังมิไดเคยอยูเลย ขอเชิญพระผูมีพระภาคเจาทรงบริโภคสัณฐาคารนั้นเปนปฐมฤกษ พระผูมีพระภาคเจาทรงบริโภคเปนปฐมฤกษแลว พวกเจาศากยะเมืองกบิลพัสดุจักบริโภคภายหลัง ขอนั้น พึงมีเพื่อประโยชนเกื้อกูล เพื่อความสุขแกพวกเจาศากยะเมืองกบิลพัสดุสิ้นกาลนานพระผูมีพระภาคเจาทรงรับดวยดุษณีภาพ. ลําดับนั้น พวกเจาศากยะเมืองกบิลพัสดุทราบการรับของพระผูมี-พระภาคเจาแลว ลุกขึ้นจากอาสนะ ถวายบังคมพระผูมีพระภาคเจา ทําประ-ทักษิณแลวเขาไปยังสัณฐาคารใหม แลวสั่งใหปูลาดสัณฐาคารใหมีเครื่องลาดทุกแหง ใหแตงตั้งอาสนะ ใหตั้งหมอน้ํา ใหตามประทีปน้ํามัน แลวเขาไปเผาพระผูมีพระภาคเจาถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผูมีพระภาคเจาแลวยืนอยูณ ที่ควรสวนขางหนึ่ง แลวไดกราบทูลพระผูมีพระภาคเจาวา พระพุทธเจาขา
  • 44. พระสุตตันตปฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ - หนาที่ 44ขาพระพุทธเจาทั้งหลายปูลาดสัณฐาคารใหมีเครื่องลาดทุกแหง แตงตั้งอาสนะตั้งหมอน้ํา ตามประทีปน้ํามันแลว บัดนี้ขอพระผูพระภาคเจาจงทรงทราบกาลอันควรเถิด. [๒๕] ลําดับนั้น พระผูมีพระภาคเจาทรงนุงแลว ทรงถือบาตรและจีวรพรอมดวยภิกษุสงฆเสด็จเขาไปยังสัณฐาคาร ทรงชําระพระบาทยุคลแลวเสด็จเขาไปสูสัณฐาคาร ประทับนั่งพิงเสากลาง ทรงผินพระพักตรตรงทิศบูรพาแมภิกษุสงฆชําระเทาแลว เขาไปสูสัณฐาคาร แลวนั่งพิงฝาดานทิศปศจิม ผินหนาเฉพาะทิศบูรพาแวดลอมพระผูมีพระภาคเจา แมพวกเจาศากยะเมืองกบิล-พัสดุชําระพระบาทแลว เสด็จเขาไปสูสัณฐาคาร ประทับนั่งพิงฝาดานทิศบูรพาผินพักตรเฉพาะทิศปศจ&#