บทที่ 1ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโฮมเพจ เว็บเพจ และเว็บไซต์
ความหมายของโฮมเพจ เว็บเพจ และเว็บไซต์โฮมเพจ (Home Page) คือคำที่ใช้เรียกหน้าแรกของเว็บไซต์ที่ประกอบไปด้วยเมนู และเนื้อหาต่างๆคล้ายกับหน้าปกนิตยสาร ซึ่งมีการออกแบบหน้าโฮมเพจให้สวยงาม และน่าสนใจ ก็สามารถดึงดูดผู้ชมให้เข้ามาอ่านข้อมูลภายในโฮมเพจได้อีกอีกด้วยHomepageรูปที่1.1 หน้าโฮมเพจเว็บไซต์ NASA   (http://www.nasa.gov/news/index.html)
เว็บเพจ (Web Page) คือหน้าหนึ่งๆ ของเว็บไซต์ที่เปิดขึ้นมาใช้งาน โดยเว็บเพจ ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบของเอกสาร HTML หรือ XHTML โดยมี link เชื่อมโยงไปยังหน้าเว็บเพจอื่นๆ Link ที่เชื่อมโยงไปยังหน้าเว็บเพจอื่นๆ ของเว็บไซต์หน้า Web page ที่มี link เชื่อมโยงไปยังหน้าเว็บเพจอื่นๆ ของเว็บไซต์รูปที่1.2 หน้าเพจเว็บของ Song chai's BLOG   (http://www.songchaiblog.com/397)
	เว็บไซต์ (Web Site) คือกลุ่มของเว็บเพจ ภายในที่จะประกอบไปด้วยหน้าโฮมเพจ และเว็บเพจ ส่วนใหญ่มักใช้เรียกเว็บไซต์ที่มีขนาดใหญ่และมีการจดทะเบียน ชื่อเว็บไซต์ไว้แล้วเช่น www.google.comในกรอบสีเหลืองนี้คือเว็บไซต์ ที่ภายในจะมีทั้ง Home page และ Web page ในการเชื่อมโยงไปยังเอกสารต่างๆภายในของเว็บไซต์รูปที่1.3 หน้าเว็บไซต์ของiGetWeb   (http://www.igetweb.com/)
ประโยชน์ของเว็บไซต์ในปัจจุบันทั้งองค์กรของรัฐหรือเอกชนต่างก็มีเว็บไซต์เป็นของตนเอง เพื่อใช้นำเสนอข้อมูลเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่างๆ เนื่องจากเว็บไซต์สามารถเผยแพร่ข้อมูลด้วยข้อความ ภาพ เสียง และภาพยนตร์จึงทำให้องค์กรมีการสร้างและพัฒนาเว็บไซต์ เพื่อเสนอข้อมูลในรูปแบบต่างๆ ได้ดังนี้
(ต่อ)1. นำเสนอข่าวและเหตุการณ์ในปัจจุบัน	การนำเสนอข่าวสารในปัจจุบัน นอกจากจะนำเสนอในรูปแบบของสื่อสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์หรือสื่ออื่นๆ แล้วบนเว็บไซต์ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถนำเสนอได้อย่างรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากทั่วโลกได้รวดเร็วรูปที่1.4 เว็บไซต์รายงานข่าวของ The Nation   (http://www.nationmultimedia.com/breakingnews/)
(ต่อ)2. ให้ความรู้และห้องสมุด	การค้นหาข้อมูล และความรู้ต่างๆ นอกจากจะอยู่เฉพาะในห้องสมุดแล้ว ปัจจุบันเว็บไซต์ก็ได้นำมาเป็นเครื่องมือรวบรวมความรู้ไว้เป็นคลังขนาดใหญ่ ไม่ยุ่งยากในการดูแลรักษา เช่น ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์และงานวิจัย เป็นต้น และยังเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ ได้อย่างกว้างขวางอีกด้วยรูปที่1.5 เว็บไซต์สืบค้นหนังสือของมมส   (http://www.library.msu.ac.th/web/)
(ต่อ)3. เป็นการประชาสัมพันธ์องค์กรหรือหน่วยงาน	หน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ทั้งของรัฐ และเอกชน นิยมสร้างเว็บไซต์ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการแนะนำประวัติ ความเป็นมา ข่าว สินค้าและบริการต่างๆ รวมไปถึงโครงสร้างการบริหารงาน และที่อยู่สำหรับการติดต่อต่างๆ ด้วยรูปที่1.6 เว็บไซต์ประสาสัมพันธ์ของกรมประชาสัมพันธ์   (http://www.prd.go.th/main.php?filename=index)
(ต่อ)4. ให้ความบันเทิง	เว็บไซต์ที่ให้ความบันเทิง เป็นเว็บไซต์ที่มีทั้งภาพ เสียง และวิดีโอ รวมถึงข่าวสารต่างๆ ในแวดวงบันเทิงที่นำเสนอต่อผู้เข้าชม เช่น การฟังวิทยุ ฟังเพลงออนไลน์ เกมส์ และเรื่องตลกขำขันต่างๆ เป็นต้นรูปที่1.7 เว็บไซต์บันเทิงของ MSNบันเทิง  (http://entertainment.th.msn.com/)
(ต่อ)5. เป็นประโยชน์ในการเงิน การลงทุนทางธุรกิจ	เว็บไซต์ที่เป็นประโยชน์ทางธุรกิจ คือ เว็บไซต์ที่มีการนำเสนอข้อมูลทางการเงินและการลงทุนในธุรกิจต่างๆ อัตราการเปลี่ยนแปลงของค่าเงิน บริการสำหรับทำธุรกรรมการเงินออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต รวมไปถึงข่าวสารข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญรูปที่1.8 เว็บไซต์การเงิน การลงทุนทางธุรกิจของกรุงเทพธุรกิจ  (http://www.bangkokbiznews.com/home/)
(ต่อ)6. เป็นแหล่งซื้อขายสินค้า และบริการ	ปัจจุบันองค์กรต่างๆ มีการนำเว็บไซต์มาเป็นสื่อกลางในการซื้อขายสินค้า และบริการมากขึ้น รวมไปถึงการโฆษณาสินค้า ประชาสัมพันธ์ และฝากขายสินค้าหลากหลายประเภทผ่านทางเว็บไซต์เหล่านี้ได้อีกด้วยรูปที่1.9 เว็บไซต์ซื้อขายสินค้า และบริการของWeloveshopping.com (http://www.weloveshopping.com/)
(ต่อ)7. ให้บริการดาวน์โหลดข้อมูลต่างๆ	เว็บไซต์ที่ให้บริการดาวน์โหลดไฟล์ต่างๆ เช่น โปรแกรม เพลง หนัง วิดีโอ และรูปภาพ เป็นต้นซึ่งเป็นเว็บไซต์อีกรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบันรูปที่1.10 เว็บไซต์บริการดาวน์โหลดข้อมูลต่างๆ ของกระปุกดอทคอม (http://download.kapook.com/)
(ต่อ)8. ให้บริการติดต่อสื่อสารข้อมูล	เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการติดต่อสื่อสารถึงกันในรูปแบบของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น อีเมล์ เว็บบอร์ดและการสนทนาต่างๆ เป็นต้นรูปที่1.11 เว็บไซต์บริการติดต่อสื่อสาร ของYahoo! mail (http://th.mail.yahoo.com/)
วิธีการสร้างโฮมเพจและเว็บไซต์การสร้างโฮมเพจนั้นมีวิธีการที่หลากหลาย และมีความยากง่ายแตกต่างกันออกไปตามลักษณะของภาษา หรือเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา โดยทั่วไปมี 3 วิธีการใหญ่ๆ ดังนี้	1. การสร้างโฮมเพจด้วยโปรแกรมของเว็บโฮสต์ติ้ง (Web Hosting)เว็บโฮสต์ติ้ง (Web Hosting) คือ บริการให้เช่าพื้นที่ หรือรับฝากเว็บไซต์บนเว็บเซิร์ฟเวอร์ (Web Server) ซึ่งเรียกว่าเว็บโฮส (Web Host) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเก็บข้อมูล สำหรับเชื่อมบริการต่างๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต เช่น รูปภาพ และวิดีโอผ่านทางเว็บ เป็นต้น และช่วยให้ผู้ใช้บริการที่ต้องการมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองได้ โดยที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายในด้าน ฮาร์ดแวร์(Hardware) ซอฟต์แวร์(Software) และ คน (People ware) เลย
องค์ประกอบที่ใช้ในการพิจารณาเว็บโฮสต์ติ้งองค์ประกอบที่ใช้ในการพิจารณาเว็บโฮสต์ติ้งมีหลายข้อด้วยกัน ดังนี้	1. บริษัทที่ให้บริการ (Company)	2. ความน่าเชื่อถือ (Reliability)	3. ความสามารถในการให้บริการ (Availability)	4. จำนวนของช่องทางในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (Redundancy)	5. ฮาร์ดแวร์ที่ให้บริการ (Hardware)	6. การตรวจสอบ (Monitoring)	7. การสำรองข้อมูล (Backup)	8. การให้บริการทางเทคนิค (Technical Support)	9. เวลาให้บริการเวลาที่มีปัญหา (Support Hours)	10. นโยบายในการให้บริการ (Policies)
องค์ประกอบที่ใช้ในการเลือกความสามารถของเว็บโฮสต์ติ้ง	การใช้บริการเว็บโฮสต์ติ้งโดยทั่วไปอาจมีค่าใช้จ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นการที่จะเลือกใช้บริการเว็บโฮสต์ติ้งเพื่อสร้างโฮมเพจให้ตรงกับความต้องการมากที่สุดควรทำการตรวจสอบดังต่อไปนี้	1. ระบบปฏิบัติการ (Operating System)	2. พื้นที่ในการให้บริการ (Disk Space)	3. ความสามารถในการเข้าถึงข้อมูล (Data Transfer)	4. การให้บริการทางด้านอีเมล์ (e-Mail)	5. การให้บริการด้านฐานข้อมูล (Database)	6. ภาษาโปรแกรมที่ให้บริการ (Script Languages)	7. หมายเลข IP Address ที่ได้รับ (Unique IP Address)	8. ความปลอดภัยในการให้บริการแบบ E-Commerce (Secure Server)	9. การชำระเงินค่าบริการ (Payment Terms)	10. ค่าใช้จ่ายในการใช้บริการ (Price)
(ต่อ)ข้อดีของการสร้างเว็บไซต์ด้วยเว็บโฮสติ้ง คือ ผู้ใช้บริการสามารถเปิดเว็บไซต์ได้รวดเร็ว และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และผู้ดูแล เพราะมีค่าใช้จ่ายเฉพาะค่าเช่าพื้นที่บริการเท่านั้นข้อเสียของวิธีการสร้างเว็บไซต์ด้วยเว็บโฮสติ้ง คือ ผู้ให้บริการอาจมีรูปแบบหน้าโฮมเพจให้เลือกน้อย และไม่สามารถออกแบบลักษณะได้ตรงตามความต้องการ ถ้าเป็นฟรีเว็บโฮสติ้งก็มีเนื้อที่ให้ใช้งาน จำกัด ไม่รองรับการทำงานภาษาโปรแกรม และไม่มีความปลอดภัยในการให้บริการซื้อ-ขายอิเล็กทรอนิกส์
2. การสร้างด้วยโปรแกรมสำหรับสร้างเว็บไซต์โปรแกรมที่ช่วยในการสร้างเว็บเพจ มีอยู่หลายตัวในปัจจุบัน การเลือกใช้งานก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบของการสร้างเว็บไซต์ หรือความถนัดของผู้พัฒนาเอง ดังนั้นโปรแกรมที่ใช้เขียนโค้ดเว็บเพจด้วยภาษามาร์คอัพ และภาษาสคริปต์ภาษามาร์คอัพ (Markup Language) คือ ภาษาที่ใช้วิธีการระบุเนื้อหาและจัดรูปแบบโครงสร้างข้อมูลด้วย Text File และสามารถใช้โปรแกรม Text Editor ทั่วๆ ไป เช่น โปรแกรม Notepad หรือ Edit Plus ในการเขียนโค้ดเว็บเพจด้วยภาษามาร์คอัพ และภาษาสคริปต์ได้
ข้อดีของโปรแกรมเขียนโค้ดเว็บเพจด้วยภาษามาร์คอัพ และภาษาสคริปต์ คือ เป็นโปรแกรมที่มีให้ใช้งานฟรี โดยโปรแกรม Notepad จะมีมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows ส่วน Edit Plus สามารถดาวน์โหลดได้จากอินเทอร์เน็ตข้อเสียของโปรแกรมเขียนโค้ดเว็บเพจด้วยภาษามาร์คอัพ และภาษาสคริปต์ คือ ผู้พัฒนาจะต้องใช้ความสามารถและความชำนาญในการเขียนโปรแกรมพอสมควร เนื่องจากเป็นการพิมพ์โค้ดคำสั่งที่ต้องการลงไปเองทั้งหมด จากนั้นโปรแกรมเหล่านี้จะทำการแปลงข้อมูลให้กลายเป็นภาพหรือข้อความที่ต้องการ
โปรแกรมที่ใช้สร้างเว็บเพจและจัดองค์ประกอบบนหน้าเว็บ	ปัจจุบันได้มีการพัฒนาโปรแกรมสำเร็จรูปที่ใช้สร้างเว็บไซต์ได้อย่างง่ายๆ เพียงแค่นำรูปภาพและข้อความที่ต้องการมาวางบนหน้าเว็บเพจ รวมไปถึงมีเครื่องมือที่ช่วยจัดวางหน้าเว็บไซต์ และเพิ่มลูกเล่นต่างๆ ให้กับเว็บเพจ เช่น ใส่เสียง หรือภาพเคลื่อนไหวได้ด้วย โดยโปรแกรมสำเร็จรูปที่ได้รับความนิยมใช้สร้างเว็บไซต์มากที่สุดในปัจจุบัน คือ Dreamweaver เนื่องจากมีการใช้งานง่ายและไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องของภาษา HTML มากนัก
(ต่อ)ข้อดีของโปรแกรมที่ใช้สร้างเว็บเพจและจัดองค์ประกอบบนหน้าเว็บ คือ ผู้พัฒนาไม่จำเป็นต้องเข้าใจโครงสร้าง และคำสั่งของภาษา HTML/XHTML ก็สามารถสร้างเว็บเพจได้ เพียงแค่สามารถใช้งานเครื่องมือต่างๆ ที่ทางผู้ผลิตได้จัดเตรียมไว้ให้ได้	ข้อเสียของโปรแกรมที่ใช้สร้างเว็บเพจและจัดองค์ประกอบบนหน้าเว็บ คือ ผู้ใช้อาจต้องมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นในส่วนของลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์
3. การสร้างเว็บไซต์ด้วยระบบบริหารจัดการเนื้อหาเว็บไซต์ หรือ CMS	ระบบบริหารจัดการเนื้อหาเว็บไซต์ หรือ CMS (Content Management System) เป็นโปรแกรมที่ผู้พัฒนาเว็บไซต์จากทั่วโลกนำไปใช้สร้างเว็บไซต์แบบไดนามิก ซึ่งช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์สามารถเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงเนื้อหาได้ง่าย สะดวก และรวดเร็ว โดยไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเขียนโปรแกรมอีกทั้งทำให้การเผยแพร่ข้อมูลผ่านเว็บไซต์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมายิ่งขึ้นปัจจุบันโปรแกรม CMS มีให้เลือกใช้งานหลายตัวด้วยกัน เช่น Mambo, XOOP, PHPNuke และ Joomla! ซึ่งแต่ละโปรแกรมก็มีความสามารถที่แตกต่างกันออกไป
(ต่อ)	ข้อดีของการสร้างเว็บไซต์ด้วยโปรแกรม CMS คือ สามารถสร้างเว็บไซต์ได้รวดเร็ว โดยที่ผู้พัฒนาไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในการเขียนภาษาต่างๆ เช่น HTML/XHTML และ PHP อีกทั้งยังเป็นซอฟต์แวร์ที่มีให้ใช้งานฟรี (Open Source Software) ทำให้ประหยัดและเวลาได้ในระยะยาว	ข้อเสียของการสร้างเว็บไซต์ด้วยโปรแกรม CMS คือ โปรแกรม CMS ยังไม่สามารถสร้างเว็บไซต์ให้ได้ตรงกับความต้องการได้ทั้งหมด ผู้พัฒนายังต้องเสียเวลาดาวน์โหลดโปรแกรมเสริม(Extension)ต่างมาติดตั้งเพิ่มเติมให้กับระบบ เพื่อให้ได้เว็บไซต์ที่ต้องการ เช่น เว็บบอร์ด เป็นต้น ซึ่งมีทั้งเสียค่าใช้จ่าย และไม่มีค่าใช้จ่าย
ประเภทของเว็บไซต์ในปัจจุบัน	ปัจจุบันมีเว็บไซต์มากมายเกิดขึ้น เว็บไซต์ก็มีรูปร่างหน้าตา รวมไปถึงการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งสามารถจำแนกประเภทได้ดังนี้
(ต่อ)1. เว็บไซต์ส่วนตัว หรือโฮมเพจ	เป็นเว็บไซต์ที่จัดทำขึ้นเพื่อใช้รวบรวมเรื่องราวความรู้ของผู้จัดทำ โดยอาจไม่ต้องการเผยแพร่สู่สาธารณชนทั่วไป แต่ใช้เพื่อกิจธุระ หรืองานบางอย่าง เช่น โฮมเพจรวบรวมผลงาน (Portfolio) และโฮมเพจในการสมัครงาน เป็นต้นรูปที่1.12 เว็บไซต์ส่วนตัว (https://sites.google.com/site/webtanakorn54/prawati-swn-taw)
(ต่อ)2. เว็บไซต์ให้ความรู้และความบันเทิง	เป็นเว็บไซต์ที่เผยแพร่ความรู้และความบันเทิงให้กับผู้เข้าชม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคอมพิวเตอร์กราฟิกดีไซน์ ดูหนัง ฟังเพลง และการศึกษา เช่น www.pantip.com เป็นต้นรูปที่1.13 เว็บไซต์ความรู้และความบันเทิง (http://www.baanmaha.com/community/)
(ต่อ)3. เว็บไซต์เพื่อการบริการ	เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ เช่น เว็บไซต์เกี่ยวกับการท่องเที่ยว และการซื้อ – ขายของผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นต้น ปัจจุบันเว็บไซต์ที่เปิดมาเพื่อจุดประสงค์การบริการต่างๆ มีมากมายยกตัวอย่างเช่น www.amazon.com เป็นต้นรูปที่1.14 เว็บไซต์เพื่อการบริการ (http://www.thaisecondhand.com/)
(ต่อ)4. เว็บไซต์เพื่อการค้นหา (Search Engine)	เป็นเว็บไซต์ที่มีความสามารถในการค้นหาเรื่องราวต่างๆ โดยใช้วิธีการดึงคำสำคัญที่บรรจุอยู่ในแต่ละหน้าเว็บเพจมาแสดงผลหน้าบนเว็บไซต์ และทำให้สามารถเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์เหล่านั้นเพื่ออ่านเนื้อหาที่ต้องการได้ เช่น www.google.com หรือ www.sanook.com เป็นต้นรูปที่1.15 เว็บไซต์เพื่อการค้นหา (http://www.bing.com/)
ขนาดของหน้าโฮมเพจ	การออกแบบหน้าโฮมเพจให้มีความสัมพันธ์กันกับขนาดหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่กำลังใช้งานอยู่ในขณะนั้น หรือแล้วแต่ความต้องการของผู้ใช้แต่ละคน ขนาดเว็บไซต์ที่เป็นมาตรฐาน จะสามารถแสดงข้อมูลได้อย่างครบถ้วนชัดเจน ขนาดของหน้าเว็บไซต์ที่นิยมใช้กันมากที่สุดมี 2 ขนาด ดังนี้	-ขนาด 800 x 600Pixels เป็นขนาดมาตรฐานที่ใช้กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้ทุกขนาด-ขนาดเว็บไซต์แบบ 800x600pixelsแสดงผลในหน้าจอคอมพิวเตอร์ขนาด 800x600pixels จะแสดงรูปที่1.16 เว็บไซต์ ขนาดเว็บไซต์แบบ 800x600pixels
(ต่อ)	-ขนาดเว็บไซต์แบบ 800x600pixels แสดงผลในหน้าจอคอมพิวเตอร์ขนาด 1024x768pixels จะเหลือพื้นที่ด้านข้างไว้รูปที่1.17 เว็บไซต์ ขนาดเว็บไซต์แบบ 800x600pixels
(ต่อ)	-ขนาด 1024 x 768Pixelsเป็นขนาดที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากจอคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันมีราคาถูกและความสามารถในการแสดงผลมีความละเอียดมากขึ้น จึงทำให้ผู้พัฒนาเว็บไซต์หันมาสร้างเว็บไซต์ที่มีขนาดใหญ่มากขึ้นตามไปด้วย	-ขนาดเว็บไซต์แบบ 1024x768pixelsแสดงผลในหน้าจอคอมพิวเตอร์ขนาด 800x600pixels จะไม่สามารถแสดงหน้าเว็บไซต์ได้ครบถ้วนรูปที่1.18 เว็บไซต์1024x768pixels
(ต่อ)	-ขนาดเว็บไซต์แบบ 1024x768pixelsแสดงผลในหน้าจอคอมพิวเตอร์ขน1024x768pixels จะแสดงเว็บไซต์ได้เต็มหน้าจอพอดีโดยทั่วไปแล้วขนาดของหน้าโฮมเพจที่ใช้กันมากที่สุดในปัจจุบัน คือ 800 x 600 Pixels เนื่องจากเป็นขนาดที่สามารถใช้งานได้สะดวกไม่ว่าจะปรับความละเอียดของจอภาพคอมพิวเตอร์ที่กำลังใช้งานอยู่เป็นขนาดเท่าใดก็ตามรูปที่1.19 เว็บไซต์1024x768pixels
ส่วนประกอบในหน้าโฮมเพจ1. โลโก้ (Logo)	โลโก้ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เข้าชมสามารถจดจำเว็บไซต์ได้ รวมทั้งทำให้เว็บไซต์ดูมีเอกลักษณ์ ซึ่งการสร้างโลโก้เพื่อใช้งานบนเว็บไซต์จะมีรูปแบบที่ไม่ซับซ้อนนัก คือ เน้นไปในทางด้านการออกแบบที่เรียบง่าย และสามารถอ่านชื่อเว็บไซต์ได้ชัดเจน การจัดวางโลโก้นิยมวางไว้ที่มุมบนซ้ายของหน้าโฮมเพจ เพราะว่าเป็นจุดที่สามารถสังเกตเห็นได้ง่าย รูปที่1.20 ตัวอย่างโลโก้เว็บไซต์ต่างๆ และตัวอย่างโลโก้บนเว็บไซต์ Hotmail (https://login.live.com/)
(ต่อ)2. เมนูหลัก (Link Menu)	เมนูหลักถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จำเป็นต้องมีอยู่ภายในเว็บไซต์ทุกชนิด เพื่อใช้เป็นจุดเชื่อมโยงไปยังส่วนต่างๆ ในเว็บไซต์เดียวกันหรือต่างเว็บไซต์ รวมไปถึงช่วยให้ผู้เข้าชมรับรู้ได้ว่าภายในเว็บไซต์มีเรื่องราวอะไรบ้าง โดยรูปแบบของเมนูที่นิยมใช้กันจะมีทั้งแบบที่เป็นแนวนอน และแนวตั้ง ซึ่งอาจอยู่ในรูปของข้อความหรือปุ่มต่างๆเมนูแนวนอนเมนูแนวตั้งรูปที่1.21 เมนูหลัก ของGmail (https://mail.google.com/)
(ต่อ)3. ป้ายโฆษณา (Banner)	ป้ายโฆษณาถือได้ว่าเป็นส่วนสำคัญอีกอย่างหนึ่งเช่นเดียวกัน เพราะเว็บไซต์ที่มีโฆษณาจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และกระตุ้นความสนใจของผู้เข้าชมได้ดียิ่งขึ้น เพราะมีการใช้ภาพเคลื่อนไหว หรือลูกเล่นต่างๆ ประกอบ อย่างไรก็ตามก็ไม่ควรให้มีโฆษณามากเกินไปรูปที่1.22 ป้ายโฆษณาแบบต่างๆ
(ต่อ)4. ภาพประกอบและเนื้อหา (Images and Content)	ภาพประกอบและเนื้อหาเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ผู้เข้าชมอยากจะเข้ามาเยี่ยมชม และใช้บริการเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ ถ้าเว็บไซต์ใดที่มีการปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัยอยู่เสมอ มีเนื้อหาที่น่าสนใจ มีรูปแบบการอ่านที่ง่าย เนื้อหาไม่ยาวหรือไม่สั้นเกินไป มีรูปภาพประกอบการบรรยายที่ครบถ้วน สวยงามแล้วก็จะทำให้ได้เปรียบเว็บไซต์อื่นๆ ที่นำเสนอเรื่องราวในแบบเดียวกันรูปที่1.23 ป้ายโฆษณาแบบต่างๆ
ข้อแนะนำในการจัดทำโฮมเพจ	การออกแบบโฮมเพจ หรือเว็บไซต์ไม่ได้มีรูปแบบที่ตายตัวและแน่นอน แต่ก็มีองค์ประกอบหลายอย่างที่จะช่วยให้เว็บไซต์ที่สร้างขึ้นสวยงามและน่าใช้ ดังนี้	1. เลือกใช้สีให้เหมาะสม สีถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อเว็บไซต์ในภาพรวมเนื่องจากสีแต่ละสีนั้นจะมีผลต่ออารมณ์และความรู้สึกของผู้เข้าชมที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นผู้พัฒนาเว็บไซต์ควรเลือกสีให้เหมาะสมกับประเภทของเว็บไซต์ที่ได้จัดสร้างขึ้น 2. มีความเป็นเอกลักษณ์ คือ ออกแบบโฮมเพจ หรือเว็บไซต์ให้มีความเป็นเอกลักษณ์ โดยการเลือกใช้สีฟอนต์และภาพประกอบที่มีความคล้ายคลึงกันในทุกๆ หน้า เพื่อให้จดจำได้ง่าย นอกจากนี้ยังควรมีจุดสนใจอื่นๆ เป็นส่วนประกอบอีก เช่น โลโก้ เป็นต้น
(ต่อ)	3. สามารถใช้งานได้อย่างเหมาะสม คือ สร้างหรือออกแบบเว็บไซต์ให้มีการใช้งานที่ง่าย ไม่ซับซ้อนจนเกินไป เพราะถ้าเว็บไซต์มีการทำงานที่ซับซ้อนอาจทำให้ผู้เข้าชมไม่อยากกลับเข้ามาใช้งานอีก	4. สามารถแสดงผลได้อย่างรวดเร็ว ในการสร้างเว็บไซต์นอกจากจะคำนึงถึงความสวยงามแล้วการแสดงผลข้อมูลที่รวดเร็วก็ถือว่าเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องคำนึงถึง เนื่องจากช่วยให้ผู้เข้าชมไม่เกิดความเบื่อหน่ายในระหว่างใช้งานเว็บไซต์ลักษณะของตัวอักษรที่ใช้ก็เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้โฮมเพจดูทันสมัย มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น เนื่องจากตัวหนังสือแต่ละลักษณะจะให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น	- ตัวหนังสือแบบ Serif (มีเชิง) ให้ความรู้สึกของความคลาสสิค ดูเก่าแก่ และค่อนข้างเป็นทางการ	- ตัวหนังสือแบบ San Serif (ไม่มีเชิง) ให้ความรู้สึกเรียบง่าย มีความทันสมัยและอ่านง่าย
(ต่อ)	- Script (ตัวอักษรแบบลายมือ) ให้ความรู้สึกสนุกสนานเป็นกันเองและดูไม่เป็นทางการ นิยมใช้กับคำโฆษณาสั้นๆ	- ตัวอักษรแบบมีหัว มักใช้กับบทความยาวๆ เพราะช่วยให้อ่านง่าย	- ตัวอักษรแบบไม่มีหัว เป็นตัวหนังสือที่ค่อยข้างจะอ่านยาก แต่จะให้ความรู้สึกที่ทันสมัย โดยส่วนใหญ่มักจะใช้กับข้อความสั้นๆ
จบแล้วครับขอขอบคุณสำหรับการรับฟังการเสนอ

Wd ch01 p20_01