บทที่ 1 เอกภพและกาแล็กซี
กำเนิดและ
วิวัฒนาการเอกภพ
หลักฐานที่สนับสนุน
ทฤษฎี
บิกแบง
การขยายตัวของเอกภพ
ไมโครเวฟพื้นหลังจาก
อวกาศ
กาแล็กซีและ
กาแล็กซีทางช้าง
เผือก
เอกภพ ( Universe ) คืออะไร
ระบบรวมของดาราจักรที่มีอาณาเขตกว้าง
ใหญ่ไพศาลมากเชื่อกันว่าในเอกภพมีดาราจักร
รวมอยู่ประมาณ 10,000,000,000
ดาราจักร (หมื่นล้านดาราจักร) ในแต่ละดารา
จักรจะประกอบด้วย
* ระบบของดาวฤกษ์ (Stars)
* กระจุกดาว (Star clusters)
* เนบิวลา (Nebulae) หรือหมอก
เพลิง
* ฝุ่นธุลีคอสมิก (Cosmic dust)
* ก๊าซ
* ที่ว่าง
แบบจำลองเอกภพของชาวสุเมเรียน
การค้นพบการบันทึก
ตำแหน่งของดาวฤกษ์
และดาวเคราะห์ต่างๆ
ในท้องฟ้าพร้อมกับมี
การตั้งชื่อให้กับกลุ่ม
ดาวต่างๆในท้องฟ้า
แบบจำลองเอกภพของชาวบาบิโลน
จดบันทึกการเคลื่อนที่
ของดวงดาวต่าง ๆ
อย่างเป็นระบบ จัดทำ
บัญชีรายชื่อของ
ดาวฤกษ์และดาว
เคราะห์ต่างในท้องฟ้า
สามารถทำนายถึง
เอกภพวิทยาในอดีต
แบบจำลองเอกภพของกรีก คำอธิบาย
ปรากฏการณ์ต่างๆใน
ท้องฟ้าโดยอาศัย
คณิตศาสตร์เป็น
เครื่องมือ ค้นพบว่า
โลกมีลักษณะเป็นทรง
กลมโดยนัก
คณิตศาสตร์และนัก
ปราชญ์ ชื่อ อริสโต
เติ้ล
แบบจำลองเอกภพของเคพเลอร์ ดาวเคราะห์ต่างๆจะ
โคจรรอบดวงอาทิตย์
เป็นรูปวงรีไม่ใช่วง
โคจรรูปวงกลม
สมบูรณ์
เอกภพวิทยาในอดีต
แบบจำลองเอกภพของกาลิเลโอ คนแรกที่สังเกตการณ์
ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์
ในการทาง
ดาราศาสตร์ มีความ
เชื่อว่าดวงอาทิตย์เป็น
จุดศูนย์กลางของ
เอกภพ ดาวเคราะห์
ต่างๆยังคงเคลื่อนรอบ
ดวงอาทิตย์เป็นรูป
วงกลม
เอกภพวิทยาในอดีต
ใน ค.ศ.1927 ได้มีทฤษฎีใช้อธิบายการกำเนิด
และความเป็นมาของเอกภพ
ที่มีความชัดเจนและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น คือ
ทฤษฎีการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ หรือ BigBang
ทฤษฎีนี้ทำให้เอกภพมีการขยายตัวออก ซึ่ง
ทฤษฎีนี้กล่าวว่า
ก่อนการเกิด BigBang เอกภพเป็นพลังงานล้วน
ๆ ซึ่งแสดงออกโดยอุณหภูมิที่สูงยิ่งจุด BigBang
เป็นจุดที่พลังงานเริ่มเปลี่ยนเป็นสสารครั้งแรก
เป็นจุดเริ่มต้นของเวลาและเอกภพ
กำเนิดเอกภพ
ปัจจุบันเอกภพประกอบด้วยกาแล็กซี
จำนวนแสนล้านกาแล็กซีระหว่างกาแล็กซีเป็น
อวกาศที่กว้างไกล เอกภพจึงมีขนาดใหญ่มาก
โดยมีรัศมีไม่น้อยกว่า 13,700–15,000 ล้าน
ปีแสง และมีอายุประมาณ 13,700–15,000 ล้าน
ปี ภายในกาแล็กซีประกอบด้วย ดาวฤกษ์ รวมทั้ง
แหล่งกำเนิดดาวฤกษ์ เรียกว่าเนบิวลา (Nebula)
ซึ่งโลกของเราเป็นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ
ซึ่งเป็นสมาชิกหนึ่งของกาแล็กซี
กำเนิดเอกภพ
วิวัฒนาการของเอกภพจึงควรเริ่มมาจาก
ปริมาตรที่เล็กมาก ๆ แต่มีสสารอยู่อย่างอัดแน่น
และมีการระเบิดออกอย่างรุนแรง ทำให้ปริ
มาตรเล็กๆ นั้นขยายตัวออกมาเป็นเอกภพดัง
เช่นในปัจจุบัน มีดังนี้
ขณะเกิด Bigbang
> มีสสารเกิดขึ้นในรูปของอนุภาคพื้นฐาน
ชื่อ ควาร์ก ( Quark) อิเล็กตรอน
( Electron) นิวทริโน และ โฟตอน
(Photon)
> เมื่อเกิดอนุภาคก็มีการเกิดปฏิอนุภาค ที่มี
ประจุไฟฟ้าตรงข้าม ยกเว้น นิวทริโน และแอน
หลังเกิด Bigbang เพียง 10-6
วินาที
 อุณหภูมิของเอกภพลดลงเป็นสิบ
ล้านล้านเควิน
 ควาร์ก เกิดการรวมตัว กลายเป็น
โปรตอน
(นิวเคลียสของไฮโดรเจน) ซึ่งมี
ประจุไฟฟ้าบวก 1 หน่วยและนิวตรอนซึ่ง
เป็นกลาง
กำเนิดเอกภพ
หลังเกิด Bigbang 3 นาที
 อุณหภูมิของเอกภพลดลงเป็นร้อยล้านเคล
วิน
 ทำให้โปรตอนและนิวตรอนเกิดการรวมตัว
เป็นนิวเคลียสของฮีเลียม
 ในช่วงแรก ๆ ทำให้เอกภพขยายตัวเร็วมาก
กำเนิดเอกภพ
หลังเกิด Bigbang 300,000 ปี
 อุณหภูมิลดลงเหลือ 10,000 เคลวิน
นิวเคลียสของไฮโดรเจนและฮีเลียมดึง
อิเล็กตรอนเข้ามาสู่วงโคจร เกิดเป็นอะตอม
ไฮโดรเจนและฮีเลียม
กำเนิดเอกภพ
กาแล็กซีต่างๆเกิด Bigbang อย่างน้อย
1,000 ปี
 ภายในกาแล็กซีมี ธาตุไฮโดรเจน
และ ฮีเลียม เป็นสารเบื้องต้น
 ทำให้เกิดเป็น ดาวฤกษ์รุ่นแรก ๆ ส่วน
ธาตุที่มีนิวเคลียสใหญ่กว่าคาร์บอนเกิดจาก
ดาวฤกษ์ขนาดใหญ่
กำเนิดเอกภพ
ข้อสังเกตที่สนับสนุน BIGBANG
ประการที่ 1: การขยายตัวของ
เอกภพ
 เอ็ดวิน พี. ฮับเบิล นักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษพบ
ว่า กาแล็กซีที่เคลื่อนที่ห่างออกไปด้วยความเร็วที่
เพิ่มขึ้นตามระยะทาง
 กาแล็กซีที่อยู่ไกลยิ่งเคลื่อนที่ห่างออกไปเร็วกว่า
กาแล็กซีที่อยู่ใกล้ นั่นคือ เอกภพกำลังขยายตัว
 ทำให้นักดาราศาสตร์คำนวณอายุของเอกภพได้
ประการที่ 2 :อุณหภูมิพื้นหลังของเอกภพ
ปัจจุบันลดลงเหลือ 2.73 เคลวิน
 เป็นการค้นพบโดยบังเอิญของนักวิทยาศาสตร์ 2
คน คือ
อาร์โน เพนเซียส และ โรเบิร์ต วิลสัน ทดลอง
ระบบเครื่องสัญญาณของกล้องโทรทรรศน์วิทยุ
ปรากฏว่ามีสัญญาณรบกวน ตลอดเวลา
ทั้งกลางวัน กลางคืน หรือฤดูต่าง ๆ ต่อมาจึงทราบ
ว่าเป็นสัญญาณ
ที่เหลืออยู่ในอวกาศ เทียบกับการแผ่รังสีของวัตถุดำ
ที่มีอุณภูมิ 3 เคลวิน
ข้อสังเกตที่สนับสนุน BIGBANG
ช่วงเวลา 10-6
วินาที
เกิดอนุภาคมูลฐาน
ได้แก่ ควาร์ก นิวทริโน
โฟตอน และ
อิเล็กตรอน
เมื่ออนุภาคมูลฐานและ
ปฏิอนุภาคชนิดเดียว
รวมตัวกัน เรียกว่า
กระบวนการประลัย
ทำให้เกิดพลังงานขึ้น
เนื่องจากอนุภาคมี
มากกว่า
ปฏิอนุภาคจึงทำให้
เหลือเฉพาะอนุภาค
มูลฐาน
สรุป เมื่อเวลาผ่านไป
อุณหภูมิของเอกภพลด
ลง
เหลือ1,000 ล้านเคลวิน
ควาร์ก รวมตัวกันเป็น
โปรตอน หรือนิวเคลียส
ของไฮโดรเจน และ
นิวตรอน
ช่วงเวลาผ่านไป
3 นาที
อุณหภูมิของเอกภพลด
ลง
เหลือ1,000 ล้านเคลวิน
เกิดนิวเคลียสของธาตุ
ฮีเลียม
เกิดจาก
โปรตอน+นิวตรอน
ช่วงเวลาผ่านไป
300,000 ปี
อุณหภูมิของเอกภพลด
ลง
เหลือ 5,000 เคลวิน
เกิดอะตอมของ
ไฮโดรเจน และอะตอม
ของ ฮีเลียม
ช่วงเวลาผ่านไป
1,000 ล้านปี
อุณหภูมิของเอกภพลด
ลง
เหลือ100 เคลวิน
อะตอมของไฮโดรเจนและ
อะตอมของฮีเลียม รวมกัน
ภายใต้แรงโน้มถ่วง เกิด
เนบิวลา
รุ่นแรก ก่อกำเนิด ดาวฤกษ์
และกาแล็กซี
การขยายตัวของ
เอกภพ
ไมโครเวฟพื้น
หลัง
จากอวกาศ
ฮับเบิล สังเกตการเคลื่อนที่ของกาแล็กซี แล้ว
นำข้อมูลมาทำกราฟ พบว่า ความเร็วและระยะ
ทางของกาแล็กซี ออกห่างจากผู้สังเกต
รัลฟ์ อัลเฟอร์และรอเบิร์ต เมอร์แมน พยายาม
คำนวณอุณหภูมิพื้นหลังเอกภพ
ปี 2508 อาร์โน เพนเซียส และรอเบิร์ต วิลสัน พบ
ไมโครเวฟที่มาจากอวกาศ
ขณะทดสอบเครื่องรับสัญญาณของ
กล้องโทรทรรศน์ช่วงคลื่นวิทยุ
รอเบิร์ต ดิก ค้นพบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เหลือจาก
การขยายตัวของบิกแบง ช่วงคลื่นไมโครเวฟ ตรง
กับการแผ่รังสีของวัตถุสีดำ
ปี 2532 ส่งดาวเทียมชื่อ โคบี ( COBE ) เพื่อตรวจ
สอบและยืนยันว่ามีอยู่จริง
ข้อสังเกตที่สนับสนุน BIGBANG
กาแล็กซี เกิดจากอะไร
กาแล็กซี คือ อาณาจักรหรือระบบของดาวฤกษ์
จำนวนนับแสนล้านดวง อยู่รวมกันด้วยแรงโน้ม
ถ่วงระหว่างดวงดาวกับหลุมดำที่มีมวลมหาศาล
ซึ่งอยู่ ณ ศูนย์กลางของกาแล็กซี โดยมีเนบิวลา
ซึ่งเป็นกลุ่มแก๊สและฝุ่นละอองที่เกาะอยู่ในที่ว่าง
บางแห่งระหว่างดาวฤกษ์
กาแล็กซีกำเนิดขึ้นหลังจากบิกแบง
1,000 ล้านปีเกิดจากกลุ่มแก๊สซึ่งยึดเหนี่ยว
ด้วยแรงโน้มถ่วงแยกเป็นกลุ่ม ๆ แต่ละกลุ่ม
ก่อกำเนิดเป็นดาวฤกษ์จำนวนมากซึ่งเป็น
สมาชิกของกาแล็กซี กาแล็กซี
ที่ระบบสุริยะสังกัดอยู่ คือ กาแล็กซีทางช้าง
เผือก นอกจากนี้ยังมีกาแล็กซี อื่น ๆ ได้แก่
กาแล็กซีเอนโดรเมดา กาแล็กซีแมกเจล
แลนใหญ่ และกาแล็กซีแมกเจลแลนเล็ก
กำเนิดกาแล็กซี
กาแล็กซีทางช้างเผือก
กาแล็กซีทางช้าง
เผือก ประกอบด้วย
ก๊าซ ฝุ่น และมีขนาด
ประมาณหนึ่งแสน
ปีแสง เป็น กาแล็กซี
แบบกังหันมีคาน มี
ดาวประมาณแสน
ล้านดวง มวลรวม
ประมาณ 9 หมื่นล้าน
เท่าของมวลดวง
ดุม
กาแล็ก
ซี
นิวเคลี
ยส
การสังเกตทางช้างเผือก จะ
สังเกตได้จะมีดาวฤกษ์บริเวณ
ทางช้างเผือกและใกล้เคียง
ด้านซ้ายมือจะสังเกตเห็นกลุ่ม
ดาวนายพราน ขวามือบน
ของกลุ่มดาวนายพราน คือ
กลุ่มดาววัว ซึ่งมี ดาวลูกไก่
อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย
ด้านซ้ายมือจะเห็นกาแล็กซี
แอนโรเมดา
เหนือกาแล็กซีแอนโดรเมดา
การสังเกตทางช้างเผือก
ดาวฤกษ์ ระบบสุริยะ อยู่ใน
กาแล็กซีทางช้างเผือก โดย
ระบบสุริยะอยู่ที่แขนของ
กาแล็กซีด้านกลุ่มดาวนายพราน
อยู่ห่างจากศูนย์กลางกาแล็กซี
ประมาณ 30,000 ปีแสง ดังนั้น
กาแล็กซีทางช้างเผือกจึงมีขนาด
ใหญ่ มีรูปร่างคล้ายกังหัน
มีบริเวณกลางสว่าง มีแขนโค้ง
รอบนอกหลายแขน ระยะขอบ
หนึ่งผ่านจุดศูนย์กลางไปยังขอบ
หนึ่งยาว 100,000 ปีแสง ถ้ามอง
จากด้านบน จะเห็นเมือกังหัน แต่
การสังเกตทางช้างเผือก
การสังเกตทางช้างเผือก
1.กาแล็กซีแมก
เจลแลนใหญ่
2.กาแล็กซีแมก
เจลแลนเล็ก
3.กาแล็กซีแอน
โดรเมดา
กาแล็กซีเพื่อนบ้าน
1.กาแล็กซีแมกเจล
แลนใหญ่
อยู่ห่างจากกาแล็กซี
ทางช้างเผือก
ออกไปประมาณ
163,000 ปีแสง
มีลักษณะคล้ายเมฆ จัด
เป็นกาแล็กซีที่ไร้รูป
ร่าง เส้นผ่าน
ศูนย์กลาง 20,000
กาแล็กซีเพื่อนบ้าน
2.กาแล็กซีแมกเจล
แลนเล็ก
อยู่ห่างจากกาแล็กซี
ทางช้างเผือกประมาณ
200,000 ปีแสง แสงมี
ลักษณะคล้ายเมฆ จัด
เป็นกาแล็กซีที่ไร้รูป
ร่างเส้นผ่านศูนย์กลาง
7,000 ปีแสง อยู่ทาง
ขอบฟ้าทาง
กาแล็กซีเพื่อนบ้าน
3.กาแล็กซีแอนโดรเมดา มี
รูปร่างคล้ายก้นหอยหรือ
กังหันเส้นผ่าศูนย์กลาง
220,000 ปีแสงมีดาวฤกษ์
รวมกันอยู่ 400,000 ล้าน
ดวง กาแล็กซีแอนโรเมดา
มีลักษณะกลมขาวมัวๆ
ใจกลางเป็นดาว
สีแดง และดาว ที่มีอายุมาก
บริเวณมีเนบิวลา สว่าง
กลุ่มแก๊สและฝุ่น กระจุก
ดาวทรงกลมประกอบด้วย
กาแล็กซีเพื่อนบ้าน
นักดาราศาสตร์แบ่ง
กาแล็กซีเป็น
4 ประเภท คือ
1.กาแล็กซีกลมรีแบบรูปไข่
- มีรูปร่างหลายแบบ
ตั้งแต่เป็นจานจนถึงกลมรี
- รูปร่างของ
กาแล็กซีแบนมากหรือน้อย
ขึ้นอยู่กับการหมุนรอบตัว
เอง
- ถ้าหมุนช้ารูปร่าง
ประเภทของกาแล็กซี
2.กาแล็กซีก้นหอยหรือแบบกังหันธรรมดา
- รูปทรงเป็นจานแบน ตรงกลางมีส่วนโป่ง มีดาวเป็น
จำนวนมาก มีลักษณะตรงกลางสว่างและมีแขนกังหัน แยก
เป็น 3 ระดับ
- จุดกลางสว่าง มีความหนาแน่นมาก มีแขนหลาย
แขน ใกล้ชิดกับศูนย์กลาง
รูปร่างชัดเจน เรียกว่า สไปรัลเอสเอ
- จุดศูนย์กลางไม่สว่างมาก มีแขนหลวม ๆขยาย
ออกเล็กน้อย เรียกว่า สไปรัลเอสบี
- จุดกลางไม่เดนชัด ความสว่างและความหนาแน่น
กระจายไปทั่วศูนย์กลาง
มีแขนกระจายชัดเจน เรียกว่า สไปรัลเอสซี
ประเภทของกาแล็กซี
3.กาแล็กซีก้นหอยคานหรือ
กังหันมีแกนหรือกังหันบาร์หรือ
บาร์สไปรัล
เป็นกาแล็กซีที่แกนหรือคาน
เป็นศูนย์กลางและแกนสว่าง มี
แขนที่อยู่ปลายทั้ง 2 ข้าง แขนที่
ต่อออกไปเป็นกังหัน แบ่งเป็น 3
ระดับ
- แกนกลางสว่างชัดเจน มี
คามหนาแน่นมาก แขนใกล้ชิด
ศูนย์กลาง การกระจายของแขน
น้อย เรียกว่า เอสบีเอ
- แกนกลางไม่สว่างมาก มี
แขนหลวมๆขยายออกเล็กน้อย
ประเภทของกาแล็กซี
4.กาแล็กซีไร้รูปร่าง ไม่มี
แกนกลาง
ไม่มีแขนที่โค้งเป็นก้นหอย
ไม่มีระนาบของความ
สมมาตร เช่น กาแล็กซี
แมกเจลแลนใหญ่
กาแล็กซีแมเจลแลนเล็ก
ที่มองเห็นด้วยตาเปล่าทาง
ซีกโลกใต้
ประเภทของกาแล็กซี
สรุปเอกภพและกาแล็กซี
• เอกภพ เป็นระบบใหญ่ที่สุด ประกอบด้วยกาแล็กซีจำนวนมหาศาลอยู่
รวมกันเป็นกระจุก และสสาร
ต่าง ๆ ที่อยู่ระหว่างกาแล็กซี โดยทฤษฎีกำเนิดเอกภพที่ยอมรับใน
ปัจจุบันคือ ทฤษฎีบิกแบง
• ทฤษฎีบิกแบง กล่าวว่าเอกภพกำเนิดจากจุดที่มีขนาดเล็ก มวลมาก
ทำให้มีความหนาแน่นมาก และอุณหภูมิสูงมาก เมื่อเกิดการขยาย
ตัวเอกภพจะมีอุณหภูมิลดลง มีสสารเกิดขึ้นในรูปอนุภาคและ
ปฏิอนุภาคชนิดต่าง ๆ
• หลักฐานสำคัญที่สนับสนุนทฤษฎีบิกแบง คือ การขยายตัวของเอกภพ
และการค้นพบไมโครเวฟพื้นหลังจากอวกาศ
• กาแล็กซี ประกอบด้วย ดาวฤกษ์จำนวนมาก เนบิวลา และสสาร
ระหว่างดาวซึ่งรวมกันเป็นระบบ
ด้วยแรงโน้มถ่วง
• ระบบสุริยะ อยู่ในบริเวณแขนของกาแล็กซีทางช้างเผือกซึ่งเป็น
กาแล็กซีชนิดกังหันมีคาน มีโครงสร้าง คือ นิวเคลียส จาน และฮาโล
ซึ่งมีดาวฤกษ์จำนวนมากอยู่บริเวณนิวเคลียสและจาน

เอกภพเเละกาเเล็กซี.............................