เสน่ห์ที่ท่องเที่ยวไทย จัดทำโดย นางสาวชุติมา  สมอคำ  ม .6/7  เลขที่  6 เสนอ อาจารย์อินทิรา  รัตนนานันท์
เสน่ห์ที่เที่ยวไทย ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลายที่สุดประเทศหนึ่ง โดยมีทั้งจุดดำน้ำ ,  หาดทราย ,  เกาะนับร้อย ,  สถานบันเทิงที่หลากหลาย ,  โบราณสถาน ,  พิพิธภัณฑ์ ,  หมู่บ้านชาวเขา ,  สวนดอกไม้และจุดชมนกที่ยอดเยี่ยม ,  พระราชวัง ,  วัดขนาดใหญ่ และมรดกโลกจำนวนมาก มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ตามหลักสูตรระหว่างอยู่ในประเทศไทย
สิ่งที่นิยมได้แก่ชั้นเรียนการทำ อาหารไทย ,  พระพุทธศาสนา  และ การนวดแผนไทย  เทศกาลของไทยมีตั้งแต่เทศกาลที่สนุกกับการสาดน้ำอย่าง สงกรานต์  ไปจนถึงประเพณีในตำนานอย่าง ลอยกระทง  ท้องถิ่นจำนวนมากในประเทศไทยมีเทศกาลของพวกเขาเองเช่นกัน ที่มีชื่อเสียงได้แก่  " การจัดงานแสดงช้าง "  ใน จังหวัดสุรินทร์ , " ประเพณีบุญบั้งไฟ "  ใน จังหวัดยโสธร  เทศกาลน่าสงสัยอย่าง  " ผีตาโขน "  ใน อำเภอด่านซ้าย .
อาหารไทยบางอย่างมีชื่อเสียงทั่วโลกด้วยการใช้สมุนไพรและเครื่องเทศสด จาก ส้มตำ อร่อยไม่แพงที่ร้านริมถนนเรียบง่ายในชนบทถึงอาหารไทยในร้านอาหารชวนชิมของกรุงเทพฯ ยากมากที่จะไม่ได้กินดีในประเทศไทย กรุงเทพมหานครมีชื่อเสียงจาก ห้างสรรพสินค้า หลักในบริเวณใจกลางเมือง ให้ความหลากหลายของสินค้ายี่ห้อท้องถิ่นและนานาชาติ ไปทางเหนือของเมืองมี "ตลาดนัดจตุจักร"  ซึ่งสามารถเดินทางได้สะดวกด้วย รถไฟฟ้าและใต้ดิน  เป็นไปได้ว่าเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขายสินค้าทุกอย่างตั้งแต่อุปกรณ์ใช้งานในบ้าน
ไปจนถึงสัตว์ชนิดต่างๆ ตลาด  " ประตูน้ำ "  ใจกลางเมือง เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านผ้าและเสื้อผ้า นักท่องเที่ยวเน้นตลาดกลางคืนใน ถนนสีลม และบน ถนนข้าวสาร เป็นหลัก ซึ่งขายสินค้าเช่น เสื้อยืด ,  หัตถกรรม ,  นาฬิกาข้อมือและแว่นกันแดด ในบริเวณใกล้เคียงกรุงเทพมหานครสามารถหาตลาดน้ำยอดเยี่ยมอย่างแท้จริงเช่นใน ดำเนินสะดวก   " ตลาดถนนคนเดินวันอาทิตย์เย็น "  จัดบนถนนราชดำเนินในเมืองเก่าเป็นไฮไลต์ของการช็อปปิ้งเมื่อไปเยือน จังหวัดเชียงใหม่ ในภาคเหนือของประเทศไทย มันดึงดูดคนท้องถิ่นมากมายรวมทั้งชาวต่างประเทศ  " ไนท์บาซาร์ "  ในเชียงใหม่เป็นตลาดที่นักท่องเที่ยวเน้นเช่นกัน ซึ่งขยายไปหลายช่วงของเมือง แค่ผ่านกำแพงเมืองเก่าไปตามแม่น้ำ
ภาพรวมการท่องเที่ยวไทย สาเหตุที่การท่องเที่ยวไทยได้รับการสนับสนุนมากขึ้นใน พ . ศ . 2503  นั้น เพราะมีความมั่นคงทางการเมือง และมีการพัฒนากรุงเทพมหานครในเรื่องของการคมนาคมทางอากาศ ทำให้ธุรกิจโรงแรมและการค้าปลีกขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะมีความต้องการจากนักท่องเที่ยว และยังได้รับการส่งเสริมจากทหารอเมริกันที่เข้ามาพักผ่อนในช่วง สงครามเวียดนาม อีกด้วยพร้อมกันนั้นการท่องเที่ยวระหว่างประเทศก็ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการดำรงชีวิตของผู้คนที่มีเวลาว่างมากขึ้น และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ทำให้สามารถเดินทางได้เร็วกว่า ,  ราคาถูกกว่า และดีกว่า ด้วย โบอิง 747  ซึ่งให้บริการเป็นครั้งแรกใน พ . ศ . 2513 [ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศในทวีปเอเชียที่ได้รับผลประโยชน์จากกรณีนี้
จำนวนนักท่องเที่ยวเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจากเดิมที่มีชาวต่างชาติ  336,000  ราย และทหารที่เข้ามาพัก  54,000  นายใน พ . ศ . 2510 [2]   กลายเป็นชาวต่างชาติมากกว่า  14  ล้านคนใน พ . ศ . 2550  โดยระยะเวลาเฉลี่ยที่อยู่ในประเทศไทยใน พ . ศ . 2550  อยู่ที่ประมาณ  9.19  วัน ทำให้มีรายได้เข้าประเทศมากถึง  547,782  ล้านบาท [4]   ใน พ . ศ . 2550  ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีผู้ไปท่องเที่ยวมากที่สุดเป็นอันดับที่  18  ของโลก ด้วยจำนวน  14.5  ล้านคน ขณะที่ ประเทศฝรั่งเศส  ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก โดยมีมากถึง  82  ล้านคนเลยทีเดียว
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  ระบุว่า [6]  55%  ของนักท่องเที่ยวใน พ . ศ . 2550  มาจากภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิก ได้แก่  ญี่ปุ่น  และ มาเลเซีย  เป็นส่วนใหญ่ ส่วนนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกส่วนใหญ่มาจากสหราชอาณาจักร ,  ออสเตรเลีย ,  เยอรมนี ,  สหรัฐอเมริกา และสแกนดิเนเวีย ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและรัสเซียก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน [7]   ประมาณ  55%  ของนักท่องเที่ยวชาวไทยเป็นผู้ที่กลับมาเพื่อเยี่ยมบ้านเกิด ซึ่งมีจำนวนมากที่สุดในช่วงเทศกาลคริสมาสต์ถึงปีใหม่ เมื่อนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกหนีสภาพหนาวเย็น
การท่องเที่ยวในประเทศไทยได้เติบโตขึ้นอย่างมากในทศวรรษที่ผ่านมา รายได้จากการท่องเที่ยวภายในประเทศได้เพิ่มขึ้นจาก  187,898  ล้านบาทใน พ . ศ . 2541  เป็น  380,417  ล้านบาทใน พ . ศ . 2550
นักท่องเที่ยวชาวเอเชียส่วนใหญ่จะท่องเที่ยวที่ กรุงเทพมหานคร  และโบราณสถาน ,  สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมในปริมณฑล ส่วนนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกจะไม่มาเพียงแค่กรุงเทพมหานครและบริเวณใกล้เคียงเท่านั้น แต่จะเดินทางไปยังชายหาดและหมู่เกาะต่างๆทางภาคใต้ ส่วนภาคเหนือเป็น พื้นที่หลักในการเดินป่าและผจญภัยบนหมู่บ้านชาวเขา รวมไปถึงป่าและภูเขาต่างๆ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรืออีสานเป็นภาคที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปน้อยที่สุด นอกจากนี้รัฐบาลไทยยังได้มีการจัดตั้งตำรวจท่องเที่ยว เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอีกด้วย
ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าการค้าประเวณียังมีเป็นจำนวนมาก แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายก็ตาม โดยรัฐบาลไทยได้มีความพยายามที่จะติดตามและควบคุมปัญหาดังกล่าว คาดว่ามีชาวต่างชาติประมาณ  20%  จากการค้าประเวณีทั้งหมดในประเทศไทย และในปัจจุบันยังมีการค้าประเวณีอย่างแพร่หลายในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เช่น  เมืองพัทยา ,  ถนนพัฒน์พงศ์  และ หาดป่าตอง [9]
การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยกับประเทศต่างๆ มีมากขึ้นตั้งแต่ ลาว ,  กัมพูชา  และ เวียดนาม  เปิดให้มีการท่องเที่ยวระหว่างประเทศขึ้นในช่วง พ . ศ . 2523  และ พ . ศ . 2533  สถานที่ท่องเที่ยวอย่าง นครวัด ,  เมืองหลวงพระบาง  และ อ่าวฮาลอง  สามารถแข่งขันกับประเทศไทยซึ่งเคยผูกขาดด้านการท่องเที่ยวในแถบ อินโดจีน  ทำให้ประเทศไทยต้องมีการกำหนดเป้าหมายต่างๆ มากขึ้น เช่น การตีกอล์ฟในวันหยุด นอกจากนี้ประเทศไทยยังมี
แผนที่จะเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนาในภูมิภาคอีกด้วยจากข้อมูลของโลนลี่แพลเน็ต ประเทศไทยเป็นอันดับ  2  ใน  " จุดหมายคุ้มค่าสุดสำหรับ พ . ศ . 2553"  รองจาก ไอซ์แลนด์  ซึ่งได้รับกระทบอย่างหนักจากวิกฤตซับไพรม์
สถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาไทย สถิติโดยภาพรวมประจำปี ปี  ( พ . ศ .)  จำนวนนักท่องเที่ยว  ( คน )  เปลี่ยนแปลงจากปีก่อน  ( ร้อยละ )  อ้างอิง  2553 15,936,400 +12.63 %  2552 14,149,841 -2.98 %  [ 2551 14,584,220 +0.83 % 2550 14,464,228 +4.65 % 2549 13,821,802 +20.01 % 2548 11,516,936 -1.15% 2547 11,650,703  ไม่มีข้อมูล
นโยบายการดำเนินงาน 1.  ส่งเสริม ชักจูง ให้นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเดินทางมาสู่ประเทศไทย เพื่อให้ได้มาซึ่งรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศ เข้าเพิ่มพูนเศรษฐกิจส่วนรวมโดยรีบด่วน      2.  ขยายแหล่งท่องเที่ยวให้กระจายไปในท้องถิ่น เพื่อเป็นการกระจายรายได้จาก การท่องเที่ยวให้ถึงประชากรในทุกภูมิภาค      3.  อนุรักษ์และฟื้นฟูสมบัติวัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้คงความเป็นเอกลักษณ์ของไทยไว้ด้วยดีที่สุด
4.  พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการด้านการท่องเที่ยวให้มีมาตรฐานที่ดี เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนให้มากขึ้น      5.  เพิ่มความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้สามารถเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางต่าง ๆ ในประเทศไทยด้วยความมั่นใจในความปลอดภัยของร่างกายและทรัพย์สินของตนและหมู่คณะ
6.  ส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยภายในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย และเยาวชน เพื่อเป็นการเพิ่มสวัสดิการด้านการท่องเที่ยวแก่คนไทย      7.  สร้างกำลังคนที่เป็นคนไทยเข้าทำงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้มากที่สุด       8.  ส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมอันเกี่ยวกับการพัฒนาการท่องเที่ยว อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น
รายได้จากการท่องเที่ยว  2542-2552   ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก  2.53  แสนล้านบาท ในปี  2542  เป็น  5.10  แสนล้านบาท ในปี  2552  เท่ากับอัตราการขยายตัวเฉลี่ยต่อปีที่ร้อยละ  10.17  ปี  2551  รายได้จากการท่องเที่ยวสูงสุดเท่ากับ  5.75  แสนล้านบาท ปี  2549  รายได้จากการท่องเที่ยวขยายตัวสูงสุด เท่ากับร้อยละ  31.29
รายได้การท่องเที่ยวไทย ปี  54 สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ท่องเที่ยวปี  2554  โดยในปี  2554  จะมีปัญหาอัตราเงินเฟ้อ คาดว่าปัจจัยหนุนที่เกิดขึ้น จะมีกำลังมากกว่าปัจจัยฉุด โดยคาดว่าตลาดในประเทศคนไทย จะมีการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ จำนวน  91  ล้านคน - ครั้ง มีรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ  432,000  ล้านบาท ในอัตราการเพิ่มร้อยละ  4.6  สำหรับด้านตลาดต่างประเทศ น่าจะสามารถสร้างรายได้จาการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นร้อยละ  9  ประมาณการจำนวนรายได้  600,000  ล้านบาท และประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยว  15.5  ล้านคน ซึ่งทาง  PATA  ได้พยากรณ์แนวโน้มการขยายตัวของนักท่องเที่ยวในปี  2554  มีโอกาสเติบโตได้สูง ถึงร้อยละ  6  หรือมากกว่า ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่มีผลกระทบทางการเมืองอีก
รายได้โดยรวมของการท่องเที่ยวไทย ในปี  2547  รายได้จากการท่องเที่ยวของไทยอยู่ที่  10  พันล้านดอลลาร์ สรอ .  ร้อยละ  60  ของทั้งหมดหรือประมาณ  6  พันล้านดอลลาร์ สรอ .  เป็นรายได้จากการจับจ่ายใช้สอยและทำกิจกรรมอื่นๆ ของนักท่องเที่ยว ร้อยละ  40  ของทั้งหมดหรือประมาณ  4  พันล้านดอลลาร์ สรอ .  เป็นรายได้จากที่พักและโรงแรม แต่ร้อยละ  18  ของรายได้จากที่พักและโรงแรม  ( ประมาณ  0.72  พันล้านดอลลาร์ สรอ .)  เป็นค่าลิขสิทธิ์ ค่ารอยัลตี้ ที่ต้องจ่ายคืนให้ต่างประเทศ ไม่ตกอยู่ในประเทศไทย เมื่อหักค่าลิขสิทธิ์ ค่ารอยัลตี้ออก รายได้จากที่พักและโรงแรมที่ตกอยู่ภายในประเทศไทยจริงๆ เท่ากับ  3.28  พันล้านดอลลาร์ สรอ .    เมื่อนำรายได้จากการจับจ่ายใช้จ่ายและทำกิจกรรมอื่นๆ ของนักท่องเที่ยวมารวมกับรายได้ส่วนนี้ รายได้จากการท่องเที่ยวที่ตกกับประเทศไทยจริงๆ จะอยู่ที่  9.28  พันล้านดอลลาร์ สรอ .  หรือประมาณ  3.7  แสนล้านบาท

เสน่ห์ที่ท่องเที่ยวไทย

  • 1.
    เสน่ห์ที่ท่องเที่ยวไทย จัดทำโดย นางสาวชุติมา สมอคำ ม .6/7 เลขที่ 6 เสนอ อาจารย์อินทิรา รัตนนานันท์
  • 2.
    เสน่ห์ที่เที่ยวไทย ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลายที่สุดประเทศหนึ่ง โดยมีทั้งจุดดำน้ำ, หาดทราย , เกาะนับร้อย , สถานบันเทิงที่หลากหลาย , โบราณสถาน , พิพิธภัณฑ์ , หมู่บ้านชาวเขา , สวนดอกไม้และจุดชมนกที่ยอดเยี่ยม , พระราชวัง , วัดขนาดใหญ่ และมรดกโลกจำนวนมาก มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ตามหลักสูตรระหว่างอยู่ในประเทศไทย
  • 3.
    สิ่งที่นิยมได้แก่ชั้นเรียนการทำ อาหารไทย , พระพุทธศาสนา และ การนวดแผนไทย เทศกาลของไทยมีตั้งแต่เทศกาลที่สนุกกับการสาดน้ำอย่าง สงกรานต์ ไปจนถึงประเพณีในตำนานอย่าง ลอยกระทง ท้องถิ่นจำนวนมากในประเทศไทยมีเทศกาลของพวกเขาเองเช่นกัน ที่มีชื่อเสียงได้แก่ " การจัดงานแสดงช้าง " ใน จังหวัดสุรินทร์ , " ประเพณีบุญบั้งไฟ " ใน จังหวัดยโสธร เทศกาลน่าสงสัยอย่าง " ผีตาโขน " ใน อำเภอด่านซ้าย .
  • 4.
    อาหารไทยบางอย่างมีชื่อเสียงทั่วโลกด้วยการใช้สมุนไพรและเครื่องเทศสด จาก ส้มตำอร่อยไม่แพงที่ร้านริมถนนเรียบง่ายในชนบทถึงอาหารไทยในร้านอาหารชวนชิมของกรุงเทพฯ ยากมากที่จะไม่ได้กินดีในประเทศไทย กรุงเทพมหานครมีชื่อเสียงจาก ห้างสรรพสินค้า หลักในบริเวณใจกลางเมือง ให้ความหลากหลายของสินค้ายี่ห้อท้องถิ่นและนานาชาติ ไปทางเหนือของเมืองมี "ตลาดนัดจตุจักร" ซึ่งสามารถเดินทางได้สะดวกด้วย รถไฟฟ้าและใต้ดิน เป็นไปได้ว่าเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขายสินค้าทุกอย่างตั้งแต่อุปกรณ์ใช้งานในบ้าน
  • 5.
    ไปจนถึงสัตว์ชนิดต่างๆ ตลาด " ประตูน้ำ " ใจกลางเมือง เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านผ้าและเสื้อผ้า นักท่องเที่ยวเน้นตลาดกลางคืนใน ถนนสีลม และบน ถนนข้าวสาร เป็นหลัก ซึ่งขายสินค้าเช่น เสื้อยืด , หัตถกรรม , นาฬิกาข้อมือและแว่นกันแดด ในบริเวณใกล้เคียงกรุงเทพมหานครสามารถหาตลาดน้ำยอดเยี่ยมอย่างแท้จริงเช่นใน ดำเนินสะดวก " ตลาดถนนคนเดินวันอาทิตย์เย็น " จัดบนถนนราชดำเนินในเมืองเก่าเป็นไฮไลต์ของการช็อปปิ้งเมื่อไปเยือน จังหวัดเชียงใหม่ ในภาคเหนือของประเทศไทย มันดึงดูดคนท้องถิ่นมากมายรวมทั้งชาวต่างประเทศ " ไนท์บาซาร์ " ในเชียงใหม่เป็นตลาดที่นักท่องเที่ยวเน้นเช่นกัน ซึ่งขยายไปหลายช่วงของเมือง แค่ผ่านกำแพงเมืองเก่าไปตามแม่น้ำ
  • 6.
    ภาพรวมการท่องเที่ยวไทย สาเหตุที่การท่องเที่ยวไทยได้รับการสนับสนุนมากขึ้นใน พ. ศ . 2503 นั้น เพราะมีความมั่นคงทางการเมือง และมีการพัฒนากรุงเทพมหานครในเรื่องของการคมนาคมทางอากาศ ทำให้ธุรกิจโรงแรมและการค้าปลีกขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะมีความต้องการจากนักท่องเที่ยว และยังได้รับการส่งเสริมจากทหารอเมริกันที่เข้ามาพักผ่อนในช่วง สงครามเวียดนาม อีกด้วยพร้อมกันนั้นการท่องเที่ยวระหว่างประเทศก็ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการดำรงชีวิตของผู้คนที่มีเวลาว่างมากขึ้น และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ทำให้สามารถเดินทางได้เร็วกว่า , ราคาถูกกว่า และดีกว่า ด้วย โบอิง 747 ซึ่งให้บริการเป็นครั้งแรกใน พ . ศ . 2513 [ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศในทวีปเอเชียที่ได้รับผลประโยชน์จากกรณีนี้
  • 7.
    จำนวนนักท่องเที่ยวเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจากเดิมที่มีชาวต่างชาติ 336,000 ราย และทหารที่เข้ามาพัก 54,000 นายใน พ . ศ . 2510 [2] กลายเป็นชาวต่างชาติมากกว่า 14 ล้านคนใน พ . ศ . 2550 โดยระยะเวลาเฉลี่ยที่อยู่ในประเทศไทยใน พ . ศ . 2550 อยู่ที่ประมาณ 9.19 วัน ทำให้มีรายได้เข้าประเทศมากถึง 547,782 ล้านบาท [4] ใน พ . ศ . 2550 ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีผู้ไปท่องเที่ยวมากที่สุดเป็นอันดับที่ 18 ของโลก ด้วยจำนวน 14.5 ล้านคน ขณะที่ ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก โดยมีมากถึง 82 ล้านคนเลยทีเดียว
  • 8.
    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ระบุว่า[6] 55% ของนักท่องเที่ยวใน พ . ศ . 2550 มาจากภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิก ได้แก่ ญี่ปุ่น และ มาเลเซีย เป็นส่วนใหญ่ ส่วนนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกส่วนใหญ่มาจากสหราชอาณาจักร , ออสเตรเลีย , เยอรมนี , สหรัฐอเมริกา และสแกนดิเนเวีย ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและรัสเซียก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน [7] ประมาณ 55% ของนักท่องเที่ยวชาวไทยเป็นผู้ที่กลับมาเพื่อเยี่ยมบ้านเกิด ซึ่งมีจำนวนมากที่สุดในช่วงเทศกาลคริสมาสต์ถึงปีใหม่ เมื่อนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกหนีสภาพหนาวเย็น
  • 9.
  • 10.
    นักท่องเที่ยวชาวเอเชียส่วนใหญ่จะท่องเที่ยวที่ กรุงเทพมหานคร และโบราณสถาน , สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมในปริมณฑล ส่วนนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกจะไม่มาเพียงแค่กรุงเทพมหานครและบริเวณใกล้เคียงเท่านั้น แต่จะเดินทางไปยังชายหาดและหมู่เกาะต่างๆทางภาคใต้ ส่วนภาคเหนือเป็น พื้นที่หลักในการเดินป่าและผจญภัยบนหมู่บ้านชาวเขา รวมไปถึงป่าและภูเขาต่างๆ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรืออีสานเป็นภาคที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปน้อยที่สุด นอกจากนี้รัฐบาลไทยยังได้มีการจัดตั้งตำรวจท่องเที่ยว เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอีกด้วย
  • 11.
    ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าการค้าประเวณียังมีเป็นจำนวนมาก แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายก็ตาม โดยรัฐบาลไทยได้มีความพยายามที่จะติดตามและควบคุมปัญหาดังกล่าวคาดว่ามีชาวต่างชาติประมาณ 20% จากการค้าประเวณีทั้งหมดในประเทศไทย และในปัจจุบันยังมีการค้าประเวณีอย่างแพร่หลายในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เช่น เมืองพัทยา , ถนนพัฒน์พงศ์ และ หาดป่าตอง [9]
  • 12.
    การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยกับประเทศต่างๆ มีมากขึ้นตั้งแต่ ลาว, กัมพูชา และ เวียดนาม เปิดให้มีการท่องเที่ยวระหว่างประเทศขึ้นในช่วง พ . ศ . 2523 และ พ . ศ . 2533 สถานที่ท่องเที่ยวอย่าง นครวัด , เมืองหลวงพระบาง และ อ่าวฮาลอง สามารถแข่งขันกับประเทศไทยซึ่งเคยผูกขาดด้านการท่องเที่ยวในแถบ อินโดจีน ทำให้ประเทศไทยต้องมีการกำหนดเป้าหมายต่างๆ มากขึ้น เช่น การตีกอล์ฟในวันหยุด นอกจากนี้ประเทศไทยยังมี
  • 13.
    แผนที่จะเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนาในภูมิภาคอีกด้วยจากข้อมูลของโลนลี่แพลเน็ต ประเทศไทยเป็นอันดับ 2 ใน " จุดหมายคุ้มค่าสุดสำหรับ พ . ศ . 2553" รองจาก ไอซ์แลนด์ ซึ่งได้รับกระทบอย่างหนักจากวิกฤตซับไพรม์
  • 14.
    สถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาไทย สถิติโดยภาพรวมประจำปี ปี ( พ . ศ .) จำนวนนักท่องเที่ยว ( คน ) เปลี่ยนแปลงจากปีก่อน ( ร้อยละ ) อ้างอิง 2553 15,936,400 +12.63 % 2552 14,149,841 -2.98 % [ 2551 14,584,220 +0.83 % 2550 14,464,228 +4.65 % 2549 13,821,802 +20.01 % 2548 11,516,936 -1.15% 2547 11,650,703 ไม่มีข้อมูล
  • 15.
    นโยบายการดำเนินงาน 1. ส่งเสริม ชักจูง ให้นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเดินทางมาสู่ประเทศไทย เพื่อให้ได้มาซึ่งรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศ เข้าเพิ่มพูนเศรษฐกิจส่วนรวมโดยรีบด่วน     2. ขยายแหล่งท่องเที่ยวให้กระจายไปในท้องถิ่น เพื่อเป็นการกระจายรายได้จาก การท่องเที่ยวให้ถึงประชากรในทุกภูมิภาค     3. อนุรักษ์และฟื้นฟูสมบัติวัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้คงความเป็นเอกลักษณ์ของไทยไว้ด้วยดีที่สุด
  • 16.
    4. พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการด้านการท่องเที่ยวให้มีมาตรฐานที่ดีเพื่อสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนให้มากขึ้น     5. เพิ่มความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้สามารถเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางต่าง ๆ ในประเทศไทยด้วยความมั่นใจในความปลอดภัยของร่างกายและทรัพย์สินของตนและหมู่คณะ
  • 17.
    6. ส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยภายในประเทศโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย และเยาวชน เพื่อเป็นการเพิ่มสวัสดิการด้านการท่องเที่ยวแก่คนไทย     7. สร้างกำลังคนที่เป็นคนไทยเข้าทำงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้มากที่สุด     8. ส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมอันเกี่ยวกับการพัฒนาการท่องเที่ยว อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น
  • 18.
    รายได้จากการท่องเที่ยว 2542-2552 ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 2.53 แสนล้านบาท ในปี 2542 เป็น 5.10 แสนล้านบาท ในปี 2552 เท่ากับอัตราการขยายตัวเฉลี่ยต่อปีที่ร้อยละ 10.17 ปี 2551 รายได้จากการท่องเที่ยวสูงสุดเท่ากับ 5.75 แสนล้านบาท ปี 2549 รายได้จากการท่องเที่ยวขยายตัวสูงสุด เท่ากับร้อยละ 31.29
  • 19.
    รายได้การท่องเที่ยวไทย ปี 54 สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ท่องเที่ยวปี 2554 โดยในปี 2554 จะมีปัญหาอัตราเงินเฟ้อ คาดว่าปัจจัยหนุนที่เกิดขึ้น จะมีกำลังมากกว่าปัจจัยฉุด โดยคาดว่าตลาดในประเทศคนไทย จะมีการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ จำนวน 91 ล้านคน - ครั้ง มีรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 432,000 ล้านบาท ในอัตราการเพิ่มร้อยละ 4.6 สำหรับด้านตลาดต่างประเทศ น่าจะสามารถสร้างรายได้จาการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นร้อยละ 9 ประมาณการจำนวนรายได้ 600,000 ล้านบาท และประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยว 15.5 ล้านคน ซึ่งทาง PATA ได้พยากรณ์แนวโน้มการขยายตัวของนักท่องเที่ยวในปี 2554 มีโอกาสเติบโตได้สูง ถึงร้อยละ 6 หรือมากกว่า ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่มีผลกระทบทางการเมืองอีก
  • 20.
    รายได้โดยรวมของการท่องเที่ยวไทย ในปี 2547 รายได้จากการท่องเที่ยวของไทยอยู่ที่ 10 พันล้านดอลลาร์ สรอ . ร้อยละ 60 ของทั้งหมดหรือประมาณ 6 พันล้านดอลลาร์ สรอ . เป็นรายได้จากการจับจ่ายใช้สอยและทำกิจกรรมอื่นๆ ของนักท่องเที่ยว ร้อยละ 40 ของทั้งหมดหรือประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์ สรอ . เป็นรายได้จากที่พักและโรงแรม แต่ร้อยละ 18 ของรายได้จากที่พักและโรงแรม ( ประมาณ 0.72 พันล้านดอลลาร์ สรอ .) เป็นค่าลิขสิทธิ์ ค่ารอยัลตี้ ที่ต้องจ่ายคืนให้ต่างประเทศ ไม่ตกอยู่ในประเทศไทย เมื่อหักค่าลิขสิทธิ์ ค่ารอยัลตี้ออก รายได้จากที่พักและโรงแรมที่ตกอยู่ภายในประเทศไทยจริงๆ เท่ากับ 3.28 พันล้านดอลลาร์ สรอ .   เมื่อนำรายได้จากการจับจ่ายใช้จ่ายและทำกิจกรรมอื่นๆ ของนักท่องเที่ยวมารวมกับรายได้ส่วนนี้ รายได้จากการท่องเที่ยวที่ตกกับประเทศไทยจริงๆ จะอยู่ที่ 9.28 พันล้านดอลลาร์ สรอ . หรือประมาณ 3.7 แสนล้านบาท