More Related Content
DOC
PDF
โครงงานผักสวนครัวในขวดพลาสติก PDF
PDF
DOCX
PDF
DOC
DOCX
แบบเสนอโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์ What's hot
PDF
PDF
แบบร่างโครงงานคอมพิวเตอร์ เรื่อง ฝนกรด PDF
PDF
PDF
PDF
แบบเสนอโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์ PDF
แบบร่างโครงงานคอมพิวเตอร์ PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PPTX
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
DOC
Viewers also liked
PPTX
DOC
Soaldanpembahasantryout 090408130730-phpapp01 PDF
DOCX
PDF
Eric Pushie's Dalhousie Grades PPT
Overwieght and obesity whats need to be done.zakaria moh PPTX
Surgical symposium 2015 st. valencia shchukin Similar to ป่าที่ยังเหลือ
PDF
รูปเล่มโครงงานสำรวจป่าไม้ในตำบลคำนาดี PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
แบบเสนอโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์ PDF
PDF
DOC
PDF
PDF
PDF
PDF
ป่าที่ยังเหลือ
- 1.
1
แบบเสนอโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์
รหัสวิชา ง33202 ชื่อวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 6
ปการศึกษา 2558
ชื่อโครงงาน ปาที่ยังเหลือ
ชื่อผูทําโครงงาน
นางสาว จิรนันท พหลธรรมศาล ชั้น ม.6/7 เลขที่ 20
ชื่ออาจารยที่ปรึกษาโครงงาน ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ
ระยะเวลาดําเนินงาน ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2558
โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม
สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 34
- 2.
2
ใบงาน
การจัดทําขอเสนอโครงงานคอมพิวเตอร
คําชี้แจง ใหผูเรียนแตละกลุมเขียนขอเสนอโครงงานตามหัวขอตอไปนี้
ชื่อโครงงาน :ปาที่ยังเหลือ
ชื่อโครงงาน (ภาษาอังกฤษ) : The rest forest
ประเภทโครงงาน : โครงงานสื่อเพื่อการศึกษา
ชื่อผูทําโครงงาน : นางสาว จิรนันท พหลธรรมศาล
ชื่อที่ปรึกษา : ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ
ระยะเวลาดําเนินงาน : 12 สัปดาห
ที่มาและความสําคัญของโครงงาน (อธิบายถึงที่มา แนวคิด และเหตุผล ของการทําโครงงาน)
ปาไมเปนทรัพยากรที่มีความสําคัญตอทุกสิ่งมีชีวิต เปนแหลงกําเนิดของสิ่งมีชีวิตและทรัพยากรมากมายไมวา
จะเปนสัตวปา แหลงน้ํา แหลงออกซิเจน เปนตน ซึ่งทรัพยากรที่กลาวมานั้นลวนแตมีความสําคัญตอมนุษยและ
สิ่งมีชีวิต ดันนั้นจึงถือวาปาไมเปนสัญลักษณของความอุดมสมบูรณ แตปจจุบันปาไมกลับถูกรุกรานทรัพยากรที่มีอยูก็
ลดนอยลง ปญหาเกี่ยวกับปาไมที่เกิดขึ้นถือวาเปนปญหาระดับมหภาคแตกลับมีกลุมคนเพียงสวนนอยที่เห็นถึง
ความสําคัญของปญหาที่เกิดและรวมกันแกไข แตก็ไมสามารถจะทําไดอยางทั่วถึงเพราะวาปญหาที่เกิดมีหลากหลาย
ดาน โครงงานนี้จึงตองการนําเสนอถึงปญหาปาไมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อใหตระหนักถึงปญหาและรวมกัน
แกปญหา
วัตถุประสงค (สิ่งที่ตองการในการทําโครงงาน ระบุเปนขอ)
1.เพื่อศึกษาลักษณะปาไมที่พบในประเทศไทย
2.เพื่อศึกษาตัวอยางสิ่งมีชีวิตที่พบในปาไมลักษณะตางๆไประเทศไทย
3.เพื่อศึกษาสภาพปญหาปาไมที่พบในประเทศไทย
4.เพื่อศึกษาผลกระทบที่เกิดจากปญหาปาไมในประเทศไทย
ขอบเขตโครงงาน (คุณลักษณะ ขอบเขต เงื่อนไขและขอจํากัดของการทําโครงงาน)
ปาไมที่พบในพื้นที่ประเทศไทย
- 3.
3
หลักการและทฤษฎี (ความรู หลักการหรือทฤษฎีที่สนับสนุนการทําโครงงาน)
ปาไม (Forest)
หมายถึง บริเวณที่มีตนไมหลายชนิด ขนาดตางๆ ขึ้นอยูอยางหนาแนนและกวางใหญพอที่จะมีอิทธิพลตอ
สิ่งแวดลอมในบริเวณนั้น เชน ความเปลี่ยนแปลงของลมฟาอากาศ ความอุดมสมบูรณของดินและน้ํา มีสัตวปาและ
สิ่งมีชีวิตอื่นซึ่งมีความสัมพันธซึ่งกันและกัน
ปาไมในประเทศไทย สามารถแบงไดเปน 2 ประเภท คือ
1. ปาไมผลัดใบ (Evergreen Forest) ปาประเภทนี้มีประมาณ 30% ของเนื้อที่ปาทั้งประเทศ สามารถแบงยอย
ออกไปไดอีก ดังนี้
1.1 ปาดิบชื้น (Tropical Rain Forest)
มีอยูทั่วไปในทุกภาคของประเทศ และมากที่สุดแถบชายฝงภาคตะวันออก เชน ระยอง จันทบุรี และที่ภาคใต กระจัด
กระจาย ตามความสูงตั้งแต 0 - 100 เมตรจากระดับน้ําทะเลซึ่งมีปริมาณน้ําฝนตกมากกวาภาคอื่น ๆ ลักษณะทั่วไป
มักเปนปารกทึบ ประกอบดวยพันธุไมมากมายหลายรอยชนิด ตนไมสวนใหญเปนวงศยาง ไมตะเคียน กะบาก อบเชย
จําปาปา สวนที่เปนพืชชั้นลางจะเปนพวกปาลม ไผ ระกํา หวาย บุกขอน เฟรน มอส กลวยไมปาและ เถาวัลยชนิด
ตางๆ
1.2 ปาดิบแลง (Dry Evergreen Forest)
มีอยูทั่วไปตามภาคตาง ๆ ของประเทศ ตามที่ราบเรียบหรือตามหุบเขา มีความสูงจากระดับน้ําทะเลประมาณ 500
เมตร และมีปริมาณน้ําฝนระหวาง 1,000-1,500 ม.ม. พันธุไมที่สําคัญ เชน ยางแดง มะคาโมง เปนตน พื้นที่ปาชั้นลาง
จะไมหนาแนนและคอนขางโลงเตียน
1.3 ปาดิบเขา (Hill Evergreen Forest)
เปนปาที่อยูสูงจากระดับน้ําทะเล ตั้งแต 1,000 เมตรขึ้นไป สวนใหญอยูบนเทือกเขาสูงทางภาคเหนือ และบางแหงใน
ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เชนที่ อช.ทุงแสลงหลวง และ อช.น้ําหนาว เปนตน มีปริมาณน้ําฝนระหวาง
1,000 ถึง2,000 ม. พืชที่สําคัญไดแกไมวงศกอ เชน กอสีเสียด กอตาหมูนอย อบเชย กําลังเสือโครง เปนตน บางทีก็มี
สนเขาขึ้นปะปนอยูดวย สวนไมพื้นลางเปนพวกเฟรน กลวยไมดินและมอส ปาชนิดนี้มักอยูบริเวณตนน้ําลําธาร
1.4 ปาสน (Coniferous Forest)
มีกระจายอยูเปนหยอม ๆ ตามภาคเหนือ เชน จังหวัดเชียงใหม แมฮองสอน ลําปาง เพชรบูรณ และที่ภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดเลย ศรีสะเกษ สุรินทร และอุบลราชธานี มีอยูตามที่เขาและที่ราบบางแหงที่มีระดับสูง
จากน้ําทะเลตั้งแต 200 เมตรขึ้นไป บางครั้งพบขึ้นปนอยูกับปาแดงและปาดิบเขา ปาสนมักขึ้นในที่ดินไมอุดมสมบูรณ
เชน สันเขาที่คอนขางแหงแลง ประเทศไทยมีสนเขาเพียง 2 ชนิดเทานั้น คือสนสองใบและสนสามใบ และพวกกอตาง
ๆ ขึ้นปะปนอยู พืชชั้นลางมีพวกหญาตาง ๆ
1.5 ปาพรุหรือปาบึงน้ําจืด (Fresh Water Swamp Forest)
ระบบนิเวศของปาพรุนับวามีความแตกตางจากแหลงอื่นคอนขางมาก เนื่องจากเปนระบบที่เปนกึ่งปาบกและกึ่งระบบ
ของบึงน้ํา ปาพรุในประเทศไทยซึ่งเปนพรุเขตรอนมีพลังงานเพื่อการสรางอินทรียวัตถุสูง และธาตุอาหารในดินก็มีมาก
พอสมควรแตปญหาที่กําหนดระดับการสรางคือ สภาพดินที่เปนกรดจัดและมีน้ําทวมอยางตอเนื่อง การสรางผลผลิต
มูลฐานทั้งหมดสวนใหญเกิดขึ้นในไมยืนตนขนาดใหญในระดับเรือนยอดชั้นบนสุดและชั้นรอง ดังนั้นผลผลิตสดและ
- 4.
4
ใหมที่จะถายทอดไปสูสัตวจึงขึ้นไปอยูในระดับสูง ดวยเหตุนี้จึงมีสัตวที่หากินในชั้นเรือนยอด (arborealspecies)
มากกวาปกติ ในสวนที่เปนพื้นปาเนื่องจากมีน้ําขังระยะยาวนานเปนสวนใหญพืชที่อยูชิดดินจึงมีนอย ยกเวนในชองวาง
ทําใหผลผลิตมูลฐานมีนอย นอกจากนี้เนื่องจากการสกัดกั้นพลังงานแสงจากเรือนยอดชั้นบนทําใหพืชคลุมดินขึ้นได
ยากและโตชา ดวยเหตุนี้ปริมาณสัตวที่เปนผูเสพอินทรียวัตถุที่ผิวดินจึงมีคอนขางนอยกวาปาชนิดอื่น ในสวนของผู
ยอยสลายนับไดวามีการดําเนินไปไดชามาก เห็นไดจากการทับถมของซากพืชที่หนาเกินกวา 40 เซนติเมตรขึ้นไป
สาเหตุที่ทําใหซากพืชสลายตัวยากเนื่องจากความเปนกรดของน้ํา ที่ทวมขังอยูโดยตลอดซึ่งสกัดกั้นการยอยสลายของ
จุลินทรีย การขาดสัตวในดินและน้ําคอนขางนิ่งทําใหการคลุกเคลาของซากพืชกับดินแรธาตุชั้นลางเปนไปโดยยาก
อยางไรก็ตามเนื่องจากพื้นที่พรุเปนที่ลุมจึงเปนแหลงสะสมตะกอนจากปาบกขางเคียงทําใหปญหาการติดขัดของการ
หมุนเวียนของธาตุอาหารพืชหมดไป แตถาหากมีการทําลายปาชนิดนี้ลงและเปลี่ยนเปนพื้นที่เกษตรกรรมที่ปลูกพืช
ลมลุก สภาพปญหาเกี่ยวกับดินเปรี้ยวก็จะรุนแรงยิ่งขึ้น อาจกลาวไดวาสังคมปาพรุเปนระบบนิเวศที่คอนขาง
เปราะบาง มีการเปลี่ยนแปลงและเสียหายไดงาย การพัฒนาใด ๆ ทั้งภายในและบริเวณโดยรอบตองใชความ
ระมัดระวังเปนพิเศษ
1.6 ปาชายเลน (mangrove forest หรือ intertidal forest)
ระบบนิเวศของปาชายเลนจัดไดวาเปนระบบที่เปด ธาตุอาหารตาง ๆ ที่หลั่งไหลเขาสูระบบนิเวศนี้สวนใหญลงมากับ
สายน้ําจากระบบนิเวศที่อยูในแหลงตนน้ํา โดยเฉพาะปาบก เมือง พื้นที่เกษตรกรรม และแหลงอุตสาหกรรม ธาตุ
อาหารเหลานั้นถูกเปลี่ยนรูปเปนผลผลิตอินทรียวัตถุพอกพูนในพืชและสัตวถูกเก็บเกี่ยวในรูปของเนื้อไม โดยเฉพาะ
ถาน ไมฟน เปลือกไม และสัตวตาง ๆ โดยเฉพาะ กุง หอย ปู ปลา นก สัตวเลี้ยงลูกดวยนม นํากลับไปใชและ
ปลดปลอยในระบบนิเวศอื่น ๆ ที่อยูในแผนดินตอไป ธาตุอาหารบางอยางอาจวนเวียนกลับลงมาอีกแตอีกไมนอยอาจ
ไมหวนกลับมา อยางไรก็ตามระบบนิเวศปาชายเลนมักเปนผูไดมากกวาผูเสีย จึงมักคงความสมบูรณสูงตลอดไป
ลักษณะโครงสรางของปาชายเลนมีสวนที่แตกตางจากปาบกอื่น ๆ อยูมากคือ องคประกอบของผูสรางอินทรียวัตถุ
(producers) มิไดมีเฉพาะพืชชั้นสูงเพียงอยางเดียว แตมีแพลงตอนพืชที่มีสวนการผลิตตอปคอนขางสูงดาย
นอกจากนี้ยังมีสาหรายอีกหลายชนิดที่มีการผลิตอินทรียวัตถุไดเชนกัน สนิท (2532) รายงานวาปาชายเลนที่จังหวัด
สตูลมีผลผลิตสุทธิเฉลี่ยประมาณ 10.56-23.46 กิโลกรัมคารบอนตอเฮกแตรตอวัน สวนการรวงหลนของซากพืชในปา
ชนิดนี้อยูในระหวาง 3.44 ถึง 9.31 ตันตอเฮกแตรตอป และมวลชีวภาพยืนตนประมาณ 20.06-710.81 ตันตอเฮก
แตรโดยน้ําหนักแหง ความแปรผันขึ้นกับแถบสังคมและสภาพทองถิ่น สวนผลผลิตขั้นมูลฐานของแพลงตอนในน้ําใกล
ปาชายเลนตกประมาณ 4.69 ตันคารบอนตอเฮกแตรตอป (Wium-Anderson, 1979) การผุสลายในปาชายเลน
(decomposition) ผูสลายที่สําคัญในปาชายเลนไดแก จุลินทรีย (microorganism) เชื้อรา (fungi) นอกจากนี้ยังมี
ผูชวยยอยสลายที่ทําใหอินทรียวัตถุกลายเปนชิ้นเล็กชิ้นนอยอีกหลายชนิด โดยเฉพาะแมลงและคัสเตซีน
(crustacean) เชน ปู หอย กุง เพรียง เปนตน
1.7 ปาชายหาด (Beach Forest)
เปนปาที่มีอยูตามชายฝงทะเลที่เปนดินกรวด ทรายและโขดหินพันธุไมจะตางจากที่ที่น้ําทวมถึง ถาชายฝงเปนดินทราย
ก็มีสนทะเล พืชชั้นลางก็จะมีพวกตีนนก และพันธไมเลื้อยอื่น ๆ อีกบางชนิด ถาเปนกรวดหรือหิน พันธุไมที่ขึ้นสวน
ใหญก็เปนพวกกระทิง หูกวาง เปนตน
- 5.
5
2. ปาผลัดใบ (DeciduousForest) แบงยอยไดดังนี้
2.1 ปาเบญจพรรณ (Mixed Deciduous Forest)
ปาชนิดนี้มีอยูทั่วไปในภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สวนภาคใตไมปรากฏวามีอยู ปาชนิดนี้มักจะ
มีไมสักขึ้นอยูปะปนอยูทั่วไป โดยเฉพาะทางภาคเหนือและทางภาคกลางบางแหง สวนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี
ปาเบญจพรรณอยูนอย ลักษณะของปาเบญจพรรณ โดยทั่วไปเปนปาโปรงประกอบดวยตนไมขนาดกลางเปนสวนมาก
พื้นที่ปาไมรกทึบมีไมไผชนิดตาง ๆ ขึ้นอยูมาก ในฤดูแลงตนไมทั้งหมดจะพากันผลัดใบและมีไฟปาไหมอยูทั้งป มีพันธุ
ไมขึ้นคละกันมากชนิด เชน ไมสัก แดง ประดู มะคาโมง ชิงชัน ตะแบก เปนตน พืชชั้นลางก็มีพวกหญา พวกกก ไมไผ
ชนิดตาง ๆ เชน ไผปา ไผรวก ไผนวล เปนตน
2.2 ปาเต็งรัง (Deciduous Dipterocarp Forest)
ปาชนิดนี้มีอยูมากทางภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สวนภาคใตและชายทะเลดานตะวันออกไม
ปรากฏวามีอยู ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนับวามีมากที่สุด คือประมาณ 70-80% ของปาชนิดตาง ๆ ที่มีอยูในภาคนี้
ทั้งหมด ปาชนิดนี้มีอยูทั่วไปทั้งที่ราบและที่เขาสูง ดินมักเปนทรายและลูกรัง ซึ่งจะมีสีคอนขางแดง ในบางแหงจึง
เรียกวาปาแดง สวนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีปาขึ้นตามเนินที่เรียกวาโคก จึงเรียกวาปาโคก ลักษณะปาชนิดนี้
เปนปาโปรงมีตนไมขนาดเล็กและขนาดกลางขึ้นอยูกระจัดกระจาย พื้นปาไมรกทึบ มีหญาชนิดตาง ๆ และไมไผขึ้นอยู
โดยทั่วไป พันธุไมในปานี้ไดแก เต็ง รัง พะยอม มะขามปอม เปนตน
2.3 ปาหญา (Savanna Forest)
เปนปาที่เกิดหลังจากที่ปาชนิดอื่น ๆ ถูกทําลายไปหมด ดินเสื่อมโทรมตนไมไมอาจเจริญเติบโตตอไปได พวกหญาจึง
เขามาแทนที่พบไดทุกภาคในประเทศ หญาที่ขึ้นสวนใหญเปนหญาคา แฝกหอม เปนตน อาจมีตนไมขึ้นบาง เชน
กระโดน กระถินปา ประดู ซึ่งเปนพวกทนทานไฟปาไดดีมาก
ปาไมจํานวนมหาศาลที่ถูกทําลายไปนั้นเกิดจากนํ้ามือของมนุษยเรา เราไมไดใหความสําคัญในระยะยาว เเตใช
ความสุขสวนตัวเเละเขามาทําลายปาไมซึ้งเปรียบเสมือนการทําลายชีวิตของลูกหลานรุนตอๆไป สาเหตุสําคัญของ
วิกฤตการณปาไมคือ
การลักลอบตัดไมทําลายปา
นายทุนพอคาไม เจาของโรงเลื่อย เจาของโรงงานแปรรูปไม ปริมาณปาไมที่ถูกทําลายนี้นับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ตามอัตราเพิ่มของจํานวนประชากร ยิ่งมีประชากรเพิ่มขึ้นเทาใด ความตองการในการใชไมก็เพิ่มมากขึ้น เชน ใชไม
ในการปลูกสรางบานเรือนเครื่องมือเครื่องใชในการเกษตรกรรมเครื่องเรือนและถานในการหุงตม เปนตน
การบุกรุกพื้นที่ปาไมเพื่อเขาครอบครองที่ดิน
เมื่อประชากรเพิ่มสูงขึ้น ความตองการใชที่ดินเพื่อปลูกสรางที่อยูอาศัยและที่ดินทํากินก็อยูสูงขึ้น เปนผล
ผลักดันใหราษฎรเขาไปบุกรุกพื้นที่ปาไม แผวถางปา หรือเผาปาทําไรเลื่อนลอย นอกจากนี้ยังมีนายทุนที่ดินที่จาง
วานใหราษฎรเขาไปทําลายปาเพื่อจับจองที่ดินไวขายตอไป
การจัดสรางสาธารณูปโภคของรัฐ
เชน เขื่อน อางเก็บน้ํา เสนทางคมนาคม การสรางเขื่อนขวางลําน้ําจะทําใหพื้นที่เก็บน้ําหนาเขื่อนที่อุดม
สมบูรณถูกตัดโคนมาใชประโยชน สวนตนไมขนาดเล็กหรือที่ทําการยายออกมาไมทันจะถูกน้ําทวมยืนตนตาย
- 6.
6
ไฟไหมปา
มักจะเกิดขึ้นในชวงฤดูแลง ซึ่งอากาศแหงและรอนจัด ทั้งโดยธรรมชาติและจากการกระทําของมะมวงที่
อาจลักลอบเผาปาหรือเผลอจุดไฟทิ้งไวโดยเฉพาะในปาไมเปนจํานวนมาก
การทําเหมืองแร
แหลงแรที่พบในบริเวณที่มีปาไมปกคลุมอยู มีความจําเปนที่จะตองเปดหนาดินกอนจึงทําใหปาไมที่ขึ้นปก
คลุมถูกทําลายลง เสนทางขนยายแรในบางครั้งตองทําลายปาไมลงเปนจํานวนมาก เพื่อสรางถนน หนทาง การ
ระเบิดหนาดิน เพื่อใหไดมาซึ่งแรธาตุ สงผลถึงการทําลายปา
วิธีดําเนินงาน
แนวทางการดําเนินงาน : จัดทําโครงงานในรูปแบบการนําเสนอโปรแกรม Power Point
เครื่องมือและอุปกรณที่ใช : คอมพิวเตอร
งบประมาณ : 0 บาท
ขั้นตอนและแผนดําเนินงาน
ลําดับ
ที่
ขั้นตอน สัปดาหที่ ผูรับผิดชอบ
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 จิรนันท
1 คิดหัวขอโครงงาน จิรนันท
2 ศึกษาและคนควาขอมูล จิรนันท
3 จัดทําโครงรางงาน จิรนันท
4 ปฏิบัติการสรางโครงงาน จิรนันท
5 ปรับปรุงทดสอบ จิรนันท
6 การทําเอกสารรายงาน จิรนันท
7 ประเมินผลงาน จิรนันท
8 นําเสนอโครงงาน จิรนันท
ผลที่คาดวาจะไดรับ (ผลลัพธที่ตองการใหเกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดการทําโครงงาน)
1.ตระหนักถึงคุณคาของปาไมที่เหลืออยูในประเทศ
2.ตระหนักถึงปญหาที่เกิดขึ้นและกําลังจะเกิดขึ้น
3.เห็นความสําคัญและคุณคาของทรัพยากรปาไมของไทย
สถานที่ดําเนินการ
โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย
- 7.