1
แบบเสนอโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์
รหัสวิชา ง33202 ชื่อวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 6
ปการศึกษา 2558
ชื่อโครงงาน ปาที่ยังเหลือ
ชื่อผูทําโครงงาน
นางสาว จิรนันท พหลธรรมศาล ชั้น ม.6/7 เลขที่ 20
ชื่ออาจารยที่ปรึกษาโครงงาน ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ
ระยะเวลาดําเนินงาน ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2558
โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม
สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 34
2
ใบงาน
การจัดทําขอเสนอโครงงานคอมพิวเตอร
คําชี้แจง ใหผูเรียนแตละกลุมเขียนขอเสนอโครงงานตามหัวขอตอไปนี้
ชื่อโครงงาน : ปาที่ยังเหลือ
ชื่อโครงงาน (ภาษาอังกฤษ) : The rest forest
ประเภทโครงงาน : โครงงานสื่อเพื่อการศึกษา
ชื่อผูทําโครงงาน : นางสาว จิรนันท พหลธรรมศาล
ชื่อที่ปรึกษา : ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ
ระยะเวลาดําเนินงาน : 12 สัปดาห
ที่มาและความสําคัญของโครงงาน (อธิบายถึงที่มา แนวคิด และเหตุผล ของการทําโครงงาน)
ปาไมเปนทรัพยากรที่มีความสําคัญตอทุกสิ่งมีชีวิต เปนแหลงกําเนิดของสิ่งมีชีวิตและทรัพยากรมากมายไมวา
จะเปนสัตวปา แหลงน้ํา แหลงออกซิเจน เปนตน ซึ่งทรัพยากรที่กลาวมานั้นลวนแตมีความสําคัญตอมนุษยและ
สิ่งมีชีวิต ดันนั้นจึงถือวาปาไมเปนสัญลักษณของความอุดมสมบูรณ แตปจจุบันปาไมกลับถูกรุกรานทรัพยากรที่มีอยูก็
ลดนอยลง ปญหาเกี่ยวกับปาไมที่เกิดขึ้นถือวาเปนปญหาระดับมหภาคแตกลับมีกลุมคนเพียงสวนนอยที่เห็นถึง
ความสําคัญของปญหาที่เกิดและรวมกันแกไข แตก็ไมสามารถจะทําไดอยางทั่วถึงเพราะวาปญหาที่เกิดมีหลากหลาย
ดาน โครงงานนี้จึงตองการนําเสนอถึงปญหาปาไมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อใหตระหนักถึงปญหาและรวมกัน
แกปญหา
วัตถุประสงค (สิ่งที่ตองการในการทําโครงงาน ระบุเปนขอ)
1.เพื่อศึกษาลักษณะปาไมที่พบในประเทศไทย
2.เพื่อศึกษาตัวอยางสิ่งมีชีวิตที่พบในปาไมลักษณะตางๆไประเทศไทย
3.เพื่อศึกษาสภาพปญหาปาไมที่พบในประเทศไทย
4.เพื่อศึกษาผลกระทบที่เกิดจากปญหาปาไมในประเทศไทย
ขอบเขตโครงงาน (คุณลักษณะ ขอบเขต เงื่อนไขและขอจํากัดของการทําโครงงาน)
ปาไมที่พบในพื้นที่ประเทศไทย
3
หลักการและทฤษฎี (ความรู หลักการ หรือทฤษฎีที่สนับสนุนการทําโครงงาน)
ปาไม (Forest)
หมายถึง บริเวณที่มีตนไมหลายชนิด ขนาดตางๆ ขึ้นอยูอยางหนาแนนและกวางใหญพอที่จะมีอิทธิพลตอ
สิ่งแวดลอมในบริเวณนั้น เชน ความเปลี่ยนแปลงของลมฟาอากาศ ความอุดมสมบูรณของดินและน้ํา มีสัตวปาและ
สิ่งมีชีวิตอื่นซึ่งมีความสัมพันธซึ่งกันและกัน
ปาไมในประเทศไทย สามารถแบงไดเปน 2 ประเภท คือ
1. ปาไมผลัดใบ (Evergreen Forest) ปาประเภทนี้มีประมาณ 30% ของเนื้อที่ปาทั้งประเทศ สามารถแบงยอย
ออกไปไดอีก ดังนี้
1.1 ปาดิบชื้น (Tropical Rain Forest)
มีอยูทั่วไปในทุกภาคของประเทศ และมากที่สุดแถบชายฝงภาคตะวันออก เชน ระยอง จันทบุรี และที่ภาคใต กระจัด
กระจาย ตามความสูงตั้งแต 0 - 100 เมตรจากระดับน้ําทะเลซึ่งมีปริมาณน้ําฝนตกมากกวาภาคอื่น ๆ ลักษณะทั่วไป
มักเปนปารกทึบ ประกอบดวยพันธุไมมากมายหลายรอยชนิด ตนไมสวนใหญเปนวงศยาง ไมตะเคียน กะบาก อบเชย
จําปาปา สวนที่เปนพืชชั้นลางจะเปนพวกปาลม ไผ ระกํา หวาย บุกขอน เฟรน มอส กลวยไมปาและ เถาวัลยชนิด
ตางๆ
1.2 ปาดิบแลง (Dry Evergreen Forest)
มีอยูทั่วไปตามภาคตาง ๆ ของประเทศ ตามที่ราบเรียบหรือตามหุบเขา มีความสูงจากระดับน้ําทะเลประมาณ 500
เมตร และมีปริมาณน้ําฝนระหวาง 1,000-1,500 ม.ม. พันธุไมที่สําคัญ เชน ยางแดง มะคาโมง เปนตน พื้นที่ปาชั้นลาง
จะไมหนาแนนและคอนขางโลงเตียน
1.3 ปาดิบเขา (Hill Evergreen Forest)
เปนปาที่อยูสูงจากระดับน้ําทะเล ตั้งแต 1,000 เมตรขึ้นไป สวนใหญอยูบนเทือกเขาสูงทางภาคเหนือ และบางแหงใน
ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เชนที่ อช.ทุงแสลงหลวง และ อช.น้ําหนาว เปนตน มีปริมาณน้ําฝนระหวาง
1,000 ถึง2,000 ม. พืชที่สําคัญไดแกไมวงศกอ เชน กอสีเสียด กอตาหมูนอย อบเชย กําลังเสือโครง เปนตน บางทีก็มี
สนเขาขึ้นปะปนอยูดวย สวนไมพื้นลางเปนพวกเฟรน กลวยไมดินและมอส ปาชนิดนี้มักอยูบริเวณตนน้ําลําธาร
1.4 ปาสน (Coniferous Forest)
มีกระจายอยูเปนหยอม ๆ ตามภาคเหนือ เชน จังหวัดเชียงใหม แมฮองสอน ลําปาง เพชรบูรณ และที่ภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดเลย ศรีสะเกษ สุรินทร และอุบลราชธานี มีอยูตามที่เขาและที่ราบบางแหงที่มีระดับสูง
จากน้ําทะเลตั้งแต 200 เมตรขึ้นไป บางครั้งพบขึ้นปนอยูกับปาแดงและปาดิบเขา ปาสนมักขึ้นในที่ดินไมอุดมสมบูรณ
เชน สันเขาที่คอนขางแหงแลง ประเทศไทยมีสนเขาเพียง 2 ชนิดเทานั้น คือสนสองใบและสนสามใบ และพวกกอตาง
ๆ ขึ้นปะปนอยู พืชชั้นลางมีพวกหญาตาง ๆ
1.5 ปาพรุหรือปาบึงน้ําจืด (Fresh Water Swamp Forest)
ระบบนิเวศของปาพรุนับวามีความแตกตางจากแหลงอื่นคอนขางมาก เนื่องจากเปนระบบที่เปนกึ่งปาบกและกึ่งระบบ
ของบึงน้ํา ปาพรุในประเทศไทยซึ่งเปนพรุเขตรอนมีพลังงานเพื่อการสรางอินทรียวัตถุสูง และธาตุอาหารในดินก็มีมาก
พอสมควรแตปญหาที่กําหนดระดับการสรางคือ สภาพดินที่เปนกรดจัดและมีน้ําทวมอยางตอเนื่อง การสรางผลผลิต
มูลฐานทั้งหมดสวนใหญเกิดขึ้นในไมยืนตนขนาดใหญในระดับเรือนยอดชั้นบนสุดและชั้นรอง ดังนั้นผลผลิตสดและ
4
ใหมที่จะถายทอดไปสูสัตวจึงขึ้นไปอยูในระดับสูง ดวยเหตุนี้จึงมีสัตวที่หากินในชั้นเรือนยอด (arboreal species)
มากกวาปกติ ในสวนที่เปนพื้นปาเนื่องจากมีน้ําขังระยะยาวนานเปนสวนใหญพืชที่อยูชิดดินจึงมีนอย ยกเวนในชองวาง
ทําใหผลผลิตมูลฐานมีนอย นอกจากนี้เนื่องจากการสกัดกั้นพลังงานแสงจากเรือนยอดชั้นบนทําใหพืชคลุมดินขึ้นได
ยากและโตชา ดวยเหตุนี้ปริมาณสัตวที่เปนผูเสพอินทรียวัตถุที่ผิวดินจึงมีคอนขางนอยกวาปาชนิดอื่น ในสวนของผู
ยอยสลายนับไดวามีการดําเนินไปไดชามาก เห็นไดจากการทับถมของซากพืชที่หนาเกินกวา 40 เซนติเมตรขึ้นไป
สาเหตุที่ทําใหซากพืชสลายตัวยากเนื่องจากความเปนกรดของน้ํา ที่ทวมขังอยูโดยตลอดซึ่งสกัดกั้นการยอยสลายของ
จุลินทรีย การขาดสัตวในดินและน้ําคอนขางนิ่งทําใหการคลุกเคลาของซากพืชกับดินแรธาตุชั้นลางเปนไปโดยยาก
อยางไรก็ตามเนื่องจากพื้นที่พรุเปนที่ลุมจึงเปนแหลงสะสมตะกอนจากปาบกขางเคียงทําใหปญหาการติดขัดของการ
หมุนเวียนของธาตุอาหารพืชหมดไป แตถาหากมีการทําลายปาชนิดนี้ลงและเปลี่ยนเปนพื้นที่เกษตรกรรมที่ปลูกพืช
ลมลุก สภาพปญหาเกี่ยวกับดินเปรี้ยวก็จะรุนแรงยิ่งขึ้น อาจกลาวไดวาสังคมปาพรุเปนระบบนิเวศที่คอนขาง
เปราะบาง มีการเปลี่ยนแปลงและเสียหายไดงาย การพัฒนาใด ๆ ทั้งภายในและบริเวณโดยรอบตองใชความ
ระมัดระวังเปนพิเศษ
1.6 ปาชายเลน (mangrove forest หรือ intertidal forest)
ระบบนิเวศของปาชายเลนจัดไดวาเปนระบบที่เปด ธาตุอาหารตาง ๆ ที่หลั่งไหลเขาสูระบบนิเวศนี้สวนใหญลงมากับ
สายน้ําจากระบบนิเวศที่อยูในแหลงตนน้ํา โดยเฉพาะปาบก เมือง พื้นที่เกษตรกรรม และแหลงอุตสาหกรรม ธาตุ
อาหารเหลานั้นถูกเปลี่ยนรูปเปนผลผลิตอินทรียวัตถุพอกพูนในพืชและสัตวถูกเก็บเกี่ยวในรูปของเนื้อไม โดยเฉพาะ
ถาน ไมฟน เปลือกไม และสัตวตาง ๆ โดยเฉพาะ กุง หอย ปู ปลา นก สัตวเลี้ยงลูกดวยนม นํากลับไปใชและ
ปลดปลอยในระบบนิเวศอื่น ๆ ที่อยูในแผนดินตอไป ธาตุอาหารบางอยางอาจวนเวียนกลับลงมาอีกแตอีกไมนอยอาจ
ไมหวนกลับมา อยางไรก็ตามระบบนิเวศปาชายเลนมักเปนผูไดมากกวาผูเสีย จึงมักคงความสมบูรณสูงตลอดไป
ลักษณะโครงสรางของปาชายเลนมีสวนที่แตกตางจากปาบกอื่น ๆ อยูมากคือ องคประกอบของผูสรางอินทรียวัตถุ
(producers) มิไดมีเฉพาะพืชชั้นสูงเพียงอยางเดียว แตมีแพลงตอนพืชที่มีสวนการผลิตตอปคอนขางสูงดาย
นอกจากนี้ยังมีสาหรายอีกหลายชนิดที่มีการผลิตอินทรียวัตถุไดเชนกัน สนิท (2532) รายงานวาปาชายเลนที่จังหวัด
สตูลมีผลผลิตสุทธิเฉลี่ยประมาณ 10.56-23.46 กิโลกรัมคารบอนตอเฮกแตรตอวัน สวนการรวงหลนของซากพืชในปา
ชนิดนี้อยูในระหวาง 3.44 ถึง 9.31 ตันตอเฮกแตรตอป และมวลชีวภาพยืนตนประมาณ 20.06-710.81 ตันตอเฮก
แตรโดยน้ําหนักแหง ความแปรผันขึ้นกับแถบสังคมและสภาพทองถิ่น สวนผลผลิตขั้นมูลฐานของแพลงตอนในน้ําใกล
ปาชายเลนตกประมาณ 4.69 ตันคารบอนตอเฮกแตรตอป (Wium-Anderson, 1979) การผุสลายในปาชายเลน
(decomposition) ผูสลายที่สําคัญในปาชายเลนไดแก จุลินทรีย (microorganism) เชื้อรา (fungi) นอกจากนี้ยังมี
ผูชวยยอยสลายที่ทําใหอินทรียวัตถุกลายเปนชิ้นเล็กชิ้นนอยอีกหลายชนิด โดยเฉพาะแมลงและคัสเตซีน
(crustacean) เชน ปู หอย กุง เพรียง เปนตน
1.7 ปาชายหาด (Beach Forest)
เปนปาที่มีอยูตามชายฝงทะเลที่เปนดินกรวด ทรายและโขดหินพันธุไมจะตางจากที่ที่น้ําทวมถึง ถาชายฝงเปนดินทราย
ก็มีสนทะเล พืชชั้นลางก็จะมีพวกตีนนก และพันธไมเลื้อยอื่น ๆ อีกบางชนิด ถาเปนกรวดหรือหิน พันธุไมที่ขึ้นสวน
ใหญก็เปนพวกกระทิง หูกวาง เปนตน
5
2. ปาผลัดใบ (Deciduous Forest) แบงยอยไดดังนี้
2.1 ปาเบญจพรรณ (Mixed Deciduous Forest)
ปาชนิดนี้มีอยูทั่วไปในภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สวนภาคใตไมปรากฏวามีอยู ปาชนิดนี้มักจะ
มีไมสักขึ้นอยูปะปนอยูทั่วไป โดยเฉพาะทางภาคเหนือและทางภาคกลางบางแหง สวนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี
ปาเบญจพรรณอยูนอย ลักษณะของปาเบญจพรรณ โดยทั่วไปเปนปาโปรงประกอบดวยตนไมขนาดกลางเปนสวนมาก
พื้นที่ปาไมรกทึบมีไมไผชนิดตาง ๆ ขึ้นอยูมาก ในฤดูแลงตนไมทั้งหมดจะพากันผลัดใบและมีไฟปาไหมอยูทั้งป มีพันธุ
ไมขึ้นคละกันมากชนิด เชน ไมสัก แดง ประดู มะคาโมง ชิงชัน ตะแบก เปนตน พืชชั้นลางก็มีพวกหญา พวกกก ไมไผ
ชนิดตาง ๆ เชน ไผปา ไผรวก ไผนวล เปนตน
2.2 ปาเต็งรัง (Deciduous Dipterocarp Forest)
ปาชนิดนี้มีอยูมากทางภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สวนภาคใตและชายทะเลดานตะวันออกไม
ปรากฏวามีอยู ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนับวามีมากที่สุด คือประมาณ 70-80% ของปาชนิดตาง ๆ ที่มีอยูในภาคนี้
ทั้งหมด ปาชนิดนี้มีอยูทั่วไปทั้งที่ราบและที่เขาสูง ดินมักเปนทรายและลูกรัง ซึ่งจะมีสีคอนขางแดง ในบางแหงจึง
เรียกวาปาแดง สวนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีปาขึ้นตามเนินที่เรียกวาโคก จึงเรียกวาปาโคก ลักษณะปาชนิดนี้
เปนปาโปรงมีตนไมขนาดเล็กและขนาดกลางขึ้นอยูกระจัดกระจาย พื้นปาไมรกทึบ มีหญาชนิดตาง ๆ และไมไผขึ้นอยู
โดยทั่วไป พันธุไมในปานี้ไดแก เต็ง รัง พะยอม มะขามปอม เปนตน
2.3 ปาหญา (Savanna Forest)
เปนปาที่เกิดหลังจากที่ปาชนิดอื่น ๆ ถูกทําลายไปหมด ดินเสื่อมโทรมตนไมไมอาจเจริญเติบโตตอไปได พวกหญาจึง
เขามาแทนที่พบไดทุกภาคในประเทศ หญาที่ขึ้นสวนใหญเปนหญาคา แฝกหอม เปนตน อาจมีตนไมขึ้นบาง เชน
กระโดน กระถินปา ประดู ซึ่งเปนพวกทนทานไฟปาไดดีมาก
ปาไมจํานวนมหาศาลที่ถูกทําลายไปนั้นเกิดจากนํ้ามือของมนุษยเรา เราไมไดใหความสําคัญในระยะยาว เเตใช
ความสุขสวนตัวเเละเขามาทําลายปาไมซึ้งเปรียบเสมือนการทําลายชีวิตของลูกหลานรุนตอๆไป สาเหตุสําคัญของ
วิกฤตการณปาไมคือ
การลักลอบตัดไมทําลายปา
นายทุนพอคาไม เจาของโรงเลื่อย เจาของโรงงานแปรรูปไม ปริมาณปาไมที่ถูกทําลายนี้นับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ตามอัตราเพิ่มของจํานวนประชากร ยิ่งมีประชากรเพิ่มขึ้นเทาใด ความตองการในการใชไมก็เพิ่มมากขึ้น เชน ใชไม
ในการปลูกสรางบานเรือนเครื่องมือเครื่องใชในการเกษตรกรรมเครื่องเรือนและถานในการหุงตม เปนตน
การบุกรุกพื้นที่ปาไมเพื่อเขาครอบครองที่ดิน
เมื่อประชากรเพิ่มสูงขึ้น ความตองการใชที่ดินเพื่อปลูกสรางที่อยูอาศัยและที่ดินทํากินก็อยูสูงขึ้น เปนผล
ผลักดันใหราษฎรเขาไปบุกรุกพื้นที่ปาไม แผวถางปา หรือเผาปาทําไรเลื่อนลอย นอกจากนี้ยังมีนายทุนที่ดินที่จาง
วานใหราษฎรเขาไปทําลายปาเพื่อจับจองที่ดินไวขายตอไป
การจัดสรางสาธารณูปโภคของรัฐ
เชน เขื่อน อางเก็บน้ํา เสนทางคมนาคม การสรางเขื่อนขวางลําน้ําจะทําใหพื้นที่เก็บน้ําหนาเขื่อนที่อุดม
สมบูรณถูกตัดโคนมาใชประโยชน สวนตนไมขนาดเล็กหรือที่ทําการยายออกมาไมทันจะถูกน้ําทวมยืนตนตาย
6
ไฟไหมปา
มักจะเกิดขึ้นในชวงฤดูแลง ซึ่งอากาศแหงและรอนจัด ทั้งโดยธรรมชาติและจากการกระทําของมะมวงที่
อาจลักลอบเผาปาหรือเผลอ จุดไฟทิ้งไวโดยเฉพาะในปาไมเปนจํานวนมาก
การทําเหมืองแร
แหลงแรที่พบในบริเวณที่มีปาไมปกคลุมอยู มีความจําเปนที่จะตองเปดหนาดินกอนจึงทําใหปาไมที่ขึ้นปก
คลุมถูกทําลายลง เสนทางขนยายแรในบางครั้งตองทําลายปาไมลงเปนจํานวนมาก เพื่อสรางถนน หนทาง การ
ระเบิดหนาดิน เพื่อใหไดมาซึ่งแรธาตุ สงผลถึงการทําลายปา
วิธีดําเนินงาน
แนวทางการดําเนินงาน : จัดทําโครงงานในรูปแบบการนําเสนอโปรแกรม Power Point
เครื่องมือและอุปกรณที่ใช : คอมพิวเตอร
งบประมาณ : 0 บาท
ขั้นตอนและแผนดําเนินงาน
ลําดับ
ที่
ขั้นตอน สัปดาหที่ ผูรับผิดชอบ
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 จิรนันท
1 คิดหัวขอโครงงาน จิรนันท
2 ศึกษาและคนควาขอมูล จิรนันท
3 จัดทําโครงรางงาน จิรนันท
4 ปฏิบัติการสรางโครงงาน จิรนันท
5 ปรับปรุงทดสอบ จิรนันท
6 การทําเอกสารรายงาน จิรนันท
7 ประเมินผลงาน จิรนันท
8 นําเสนอโครงงาน จิรนันท
ผลที่คาดวาจะไดรับ (ผลลัพธที่ตองการใหเกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดการทําโครงงาน)
1.ตระหนักถึงคุณคาของปาไมที่เหลืออยูในประเทศ
2.ตระหนักถึงปญหาที่เกิดขึ้นและกําลังจะเกิดขึ้น
3.เห็นความสําคัญและคุณคาของทรัพยากรปาไมของไทย
สถานที่ดําเนินการ
โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย
7
กลุมสาระการเรียนรูที่เกี่ยวของ
ชีววิทยา
การงานอาชีพ และ เทคโนโลยี (เกษตร)
แหลงอางอิง (เอกสาร หรือแหลงขอมูลตาง ๆ ที่นํามาใชการทําโครงงาน)
https://sites.google.com/site/pamilaeasatparpapom/thraphyakr-pa-mi/payha-thraphyakr-pa-mi
https://www.forest.go.th
http://www.seub.or.th

ป่าที่ยังเหลือ

  • 1.
    1 แบบเสนอโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์ รหัสวิชา ง33202 ชื่อวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 6 ปการศึกษา 2558 ชื่อโครงงาน ปาที่ยังเหลือ ชื่อผูทําโครงงาน นางสาว จิรนันท พหลธรรมศาล ชั้น ม.6/7 เลขที่ 20 ชื่ออาจารยที่ปรึกษาโครงงาน ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ ระยะเวลาดําเนินงาน ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2558 โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 34
  • 2.
    2 ใบงาน การจัดทําขอเสนอโครงงานคอมพิวเตอร คําชี้แจง ใหผูเรียนแตละกลุมเขียนขอเสนอโครงงานตามหัวขอตอไปนี้ ชื่อโครงงาน :ปาที่ยังเหลือ ชื่อโครงงาน (ภาษาอังกฤษ) : The rest forest ประเภทโครงงาน : โครงงานสื่อเพื่อการศึกษา ชื่อผูทําโครงงาน : นางสาว จิรนันท พหลธรรมศาล ชื่อที่ปรึกษา : ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ ระยะเวลาดําเนินงาน : 12 สัปดาห ที่มาและความสําคัญของโครงงาน (อธิบายถึงที่มา แนวคิด และเหตุผล ของการทําโครงงาน) ปาไมเปนทรัพยากรที่มีความสําคัญตอทุกสิ่งมีชีวิต เปนแหลงกําเนิดของสิ่งมีชีวิตและทรัพยากรมากมายไมวา จะเปนสัตวปา แหลงน้ํา แหลงออกซิเจน เปนตน ซึ่งทรัพยากรที่กลาวมานั้นลวนแตมีความสําคัญตอมนุษยและ สิ่งมีชีวิต ดันนั้นจึงถือวาปาไมเปนสัญลักษณของความอุดมสมบูรณ แตปจจุบันปาไมกลับถูกรุกรานทรัพยากรที่มีอยูก็ ลดนอยลง ปญหาเกี่ยวกับปาไมที่เกิดขึ้นถือวาเปนปญหาระดับมหภาคแตกลับมีกลุมคนเพียงสวนนอยที่เห็นถึง ความสําคัญของปญหาที่เกิดและรวมกันแกไข แตก็ไมสามารถจะทําไดอยางทั่วถึงเพราะวาปญหาที่เกิดมีหลากหลาย ดาน โครงงานนี้จึงตองการนําเสนอถึงปญหาปาไมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อใหตระหนักถึงปญหาและรวมกัน แกปญหา วัตถุประสงค (สิ่งที่ตองการในการทําโครงงาน ระบุเปนขอ) 1.เพื่อศึกษาลักษณะปาไมที่พบในประเทศไทย 2.เพื่อศึกษาตัวอยางสิ่งมีชีวิตที่พบในปาไมลักษณะตางๆไประเทศไทย 3.เพื่อศึกษาสภาพปญหาปาไมที่พบในประเทศไทย 4.เพื่อศึกษาผลกระทบที่เกิดจากปญหาปาไมในประเทศไทย ขอบเขตโครงงาน (คุณลักษณะ ขอบเขต เงื่อนไขและขอจํากัดของการทําโครงงาน) ปาไมที่พบในพื้นที่ประเทศไทย
  • 3.
    3 หลักการและทฤษฎี (ความรู หลักการหรือทฤษฎีที่สนับสนุนการทําโครงงาน) ปาไม (Forest) หมายถึง บริเวณที่มีตนไมหลายชนิด ขนาดตางๆ ขึ้นอยูอยางหนาแนนและกวางใหญพอที่จะมีอิทธิพลตอ สิ่งแวดลอมในบริเวณนั้น เชน ความเปลี่ยนแปลงของลมฟาอากาศ ความอุดมสมบูรณของดินและน้ํา มีสัตวปาและ สิ่งมีชีวิตอื่นซึ่งมีความสัมพันธซึ่งกันและกัน ปาไมในประเทศไทย สามารถแบงไดเปน 2 ประเภท คือ 1. ปาไมผลัดใบ (Evergreen Forest) ปาประเภทนี้มีประมาณ 30% ของเนื้อที่ปาทั้งประเทศ สามารถแบงยอย ออกไปไดอีก ดังนี้ 1.1 ปาดิบชื้น (Tropical Rain Forest) มีอยูทั่วไปในทุกภาคของประเทศ และมากที่สุดแถบชายฝงภาคตะวันออก เชน ระยอง จันทบุรี และที่ภาคใต กระจัด กระจาย ตามความสูงตั้งแต 0 - 100 เมตรจากระดับน้ําทะเลซึ่งมีปริมาณน้ําฝนตกมากกวาภาคอื่น ๆ ลักษณะทั่วไป มักเปนปารกทึบ ประกอบดวยพันธุไมมากมายหลายรอยชนิด ตนไมสวนใหญเปนวงศยาง ไมตะเคียน กะบาก อบเชย จําปาปา สวนที่เปนพืชชั้นลางจะเปนพวกปาลม ไผ ระกํา หวาย บุกขอน เฟรน มอส กลวยไมปาและ เถาวัลยชนิด ตางๆ 1.2 ปาดิบแลง (Dry Evergreen Forest) มีอยูทั่วไปตามภาคตาง ๆ ของประเทศ ตามที่ราบเรียบหรือตามหุบเขา มีความสูงจากระดับน้ําทะเลประมาณ 500 เมตร และมีปริมาณน้ําฝนระหวาง 1,000-1,500 ม.ม. พันธุไมที่สําคัญ เชน ยางแดง มะคาโมง เปนตน พื้นที่ปาชั้นลาง จะไมหนาแนนและคอนขางโลงเตียน 1.3 ปาดิบเขา (Hill Evergreen Forest) เปนปาที่อยูสูงจากระดับน้ําทะเล ตั้งแต 1,000 เมตรขึ้นไป สวนใหญอยูบนเทือกเขาสูงทางภาคเหนือ และบางแหงใน ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เชนที่ อช.ทุงแสลงหลวง และ อช.น้ําหนาว เปนตน มีปริมาณน้ําฝนระหวาง 1,000 ถึง2,000 ม. พืชที่สําคัญไดแกไมวงศกอ เชน กอสีเสียด กอตาหมูนอย อบเชย กําลังเสือโครง เปนตน บางทีก็มี สนเขาขึ้นปะปนอยูดวย สวนไมพื้นลางเปนพวกเฟรน กลวยไมดินและมอส ปาชนิดนี้มักอยูบริเวณตนน้ําลําธาร 1.4 ปาสน (Coniferous Forest) มีกระจายอยูเปนหยอม ๆ ตามภาคเหนือ เชน จังหวัดเชียงใหม แมฮองสอน ลําปาง เพชรบูรณ และที่ภาค ตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดเลย ศรีสะเกษ สุรินทร และอุบลราชธานี มีอยูตามที่เขาและที่ราบบางแหงที่มีระดับสูง จากน้ําทะเลตั้งแต 200 เมตรขึ้นไป บางครั้งพบขึ้นปนอยูกับปาแดงและปาดิบเขา ปาสนมักขึ้นในที่ดินไมอุดมสมบูรณ เชน สันเขาที่คอนขางแหงแลง ประเทศไทยมีสนเขาเพียง 2 ชนิดเทานั้น คือสนสองใบและสนสามใบ และพวกกอตาง ๆ ขึ้นปะปนอยู พืชชั้นลางมีพวกหญาตาง ๆ 1.5 ปาพรุหรือปาบึงน้ําจืด (Fresh Water Swamp Forest) ระบบนิเวศของปาพรุนับวามีความแตกตางจากแหลงอื่นคอนขางมาก เนื่องจากเปนระบบที่เปนกึ่งปาบกและกึ่งระบบ ของบึงน้ํา ปาพรุในประเทศไทยซึ่งเปนพรุเขตรอนมีพลังงานเพื่อการสรางอินทรียวัตถุสูง และธาตุอาหารในดินก็มีมาก พอสมควรแตปญหาที่กําหนดระดับการสรางคือ สภาพดินที่เปนกรดจัดและมีน้ําทวมอยางตอเนื่อง การสรางผลผลิต มูลฐานทั้งหมดสวนใหญเกิดขึ้นในไมยืนตนขนาดใหญในระดับเรือนยอดชั้นบนสุดและชั้นรอง ดังนั้นผลผลิตสดและ
  • 4.
    4 ใหมที่จะถายทอดไปสูสัตวจึงขึ้นไปอยูในระดับสูง ดวยเหตุนี้จึงมีสัตวที่หากินในชั้นเรือนยอด (arborealspecies) มากกวาปกติ ในสวนที่เปนพื้นปาเนื่องจากมีน้ําขังระยะยาวนานเปนสวนใหญพืชที่อยูชิดดินจึงมีนอย ยกเวนในชองวาง ทําใหผลผลิตมูลฐานมีนอย นอกจากนี้เนื่องจากการสกัดกั้นพลังงานแสงจากเรือนยอดชั้นบนทําใหพืชคลุมดินขึ้นได ยากและโตชา ดวยเหตุนี้ปริมาณสัตวที่เปนผูเสพอินทรียวัตถุที่ผิวดินจึงมีคอนขางนอยกวาปาชนิดอื่น ในสวนของผู ยอยสลายนับไดวามีการดําเนินไปไดชามาก เห็นไดจากการทับถมของซากพืชที่หนาเกินกวา 40 เซนติเมตรขึ้นไป สาเหตุที่ทําใหซากพืชสลายตัวยากเนื่องจากความเปนกรดของน้ํา ที่ทวมขังอยูโดยตลอดซึ่งสกัดกั้นการยอยสลายของ จุลินทรีย การขาดสัตวในดินและน้ําคอนขางนิ่งทําใหการคลุกเคลาของซากพืชกับดินแรธาตุชั้นลางเปนไปโดยยาก อยางไรก็ตามเนื่องจากพื้นที่พรุเปนที่ลุมจึงเปนแหลงสะสมตะกอนจากปาบกขางเคียงทําใหปญหาการติดขัดของการ หมุนเวียนของธาตุอาหารพืชหมดไป แตถาหากมีการทําลายปาชนิดนี้ลงและเปลี่ยนเปนพื้นที่เกษตรกรรมที่ปลูกพืช ลมลุก สภาพปญหาเกี่ยวกับดินเปรี้ยวก็จะรุนแรงยิ่งขึ้น อาจกลาวไดวาสังคมปาพรุเปนระบบนิเวศที่คอนขาง เปราะบาง มีการเปลี่ยนแปลงและเสียหายไดงาย การพัฒนาใด ๆ ทั้งภายในและบริเวณโดยรอบตองใชความ ระมัดระวังเปนพิเศษ 1.6 ปาชายเลน (mangrove forest หรือ intertidal forest) ระบบนิเวศของปาชายเลนจัดไดวาเปนระบบที่เปด ธาตุอาหารตาง ๆ ที่หลั่งไหลเขาสูระบบนิเวศนี้สวนใหญลงมากับ สายน้ําจากระบบนิเวศที่อยูในแหลงตนน้ํา โดยเฉพาะปาบก เมือง พื้นที่เกษตรกรรม และแหลงอุตสาหกรรม ธาตุ อาหารเหลานั้นถูกเปลี่ยนรูปเปนผลผลิตอินทรียวัตถุพอกพูนในพืชและสัตวถูกเก็บเกี่ยวในรูปของเนื้อไม โดยเฉพาะ ถาน ไมฟน เปลือกไม และสัตวตาง ๆ โดยเฉพาะ กุง หอย ปู ปลา นก สัตวเลี้ยงลูกดวยนม นํากลับไปใชและ ปลดปลอยในระบบนิเวศอื่น ๆ ที่อยูในแผนดินตอไป ธาตุอาหารบางอยางอาจวนเวียนกลับลงมาอีกแตอีกไมนอยอาจ ไมหวนกลับมา อยางไรก็ตามระบบนิเวศปาชายเลนมักเปนผูไดมากกวาผูเสีย จึงมักคงความสมบูรณสูงตลอดไป ลักษณะโครงสรางของปาชายเลนมีสวนที่แตกตางจากปาบกอื่น ๆ อยูมากคือ องคประกอบของผูสรางอินทรียวัตถุ (producers) มิไดมีเฉพาะพืชชั้นสูงเพียงอยางเดียว แตมีแพลงตอนพืชที่มีสวนการผลิตตอปคอนขางสูงดาย นอกจากนี้ยังมีสาหรายอีกหลายชนิดที่มีการผลิตอินทรียวัตถุไดเชนกัน สนิท (2532) รายงานวาปาชายเลนที่จังหวัด สตูลมีผลผลิตสุทธิเฉลี่ยประมาณ 10.56-23.46 กิโลกรัมคารบอนตอเฮกแตรตอวัน สวนการรวงหลนของซากพืชในปา ชนิดนี้อยูในระหวาง 3.44 ถึง 9.31 ตันตอเฮกแตรตอป และมวลชีวภาพยืนตนประมาณ 20.06-710.81 ตันตอเฮก แตรโดยน้ําหนักแหง ความแปรผันขึ้นกับแถบสังคมและสภาพทองถิ่น สวนผลผลิตขั้นมูลฐานของแพลงตอนในน้ําใกล ปาชายเลนตกประมาณ 4.69 ตันคารบอนตอเฮกแตรตอป (Wium-Anderson, 1979) การผุสลายในปาชายเลน (decomposition) ผูสลายที่สําคัญในปาชายเลนไดแก จุลินทรีย (microorganism) เชื้อรา (fungi) นอกจากนี้ยังมี ผูชวยยอยสลายที่ทําใหอินทรียวัตถุกลายเปนชิ้นเล็กชิ้นนอยอีกหลายชนิด โดยเฉพาะแมลงและคัสเตซีน (crustacean) เชน ปู หอย กุง เพรียง เปนตน 1.7 ปาชายหาด (Beach Forest) เปนปาที่มีอยูตามชายฝงทะเลที่เปนดินกรวด ทรายและโขดหินพันธุไมจะตางจากที่ที่น้ําทวมถึง ถาชายฝงเปนดินทราย ก็มีสนทะเล พืชชั้นลางก็จะมีพวกตีนนก และพันธไมเลื้อยอื่น ๆ อีกบางชนิด ถาเปนกรวดหรือหิน พันธุไมที่ขึ้นสวน ใหญก็เปนพวกกระทิง หูกวาง เปนตน
  • 5.
    5 2. ปาผลัดใบ (DeciduousForest) แบงยอยไดดังนี้ 2.1 ปาเบญจพรรณ (Mixed Deciduous Forest) ปาชนิดนี้มีอยูทั่วไปในภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สวนภาคใตไมปรากฏวามีอยู ปาชนิดนี้มักจะ มีไมสักขึ้นอยูปะปนอยูทั่วไป โดยเฉพาะทางภาคเหนือและทางภาคกลางบางแหง สวนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี ปาเบญจพรรณอยูนอย ลักษณะของปาเบญจพรรณ โดยทั่วไปเปนปาโปรงประกอบดวยตนไมขนาดกลางเปนสวนมาก พื้นที่ปาไมรกทึบมีไมไผชนิดตาง ๆ ขึ้นอยูมาก ในฤดูแลงตนไมทั้งหมดจะพากันผลัดใบและมีไฟปาไหมอยูทั้งป มีพันธุ ไมขึ้นคละกันมากชนิด เชน ไมสัก แดง ประดู มะคาโมง ชิงชัน ตะแบก เปนตน พืชชั้นลางก็มีพวกหญา พวกกก ไมไผ ชนิดตาง ๆ เชน ไผปา ไผรวก ไผนวล เปนตน 2.2 ปาเต็งรัง (Deciduous Dipterocarp Forest) ปาชนิดนี้มีอยูมากทางภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สวนภาคใตและชายทะเลดานตะวันออกไม ปรากฏวามีอยู ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนับวามีมากที่สุด คือประมาณ 70-80% ของปาชนิดตาง ๆ ที่มีอยูในภาคนี้ ทั้งหมด ปาชนิดนี้มีอยูทั่วไปทั้งที่ราบและที่เขาสูง ดินมักเปนทรายและลูกรัง ซึ่งจะมีสีคอนขางแดง ในบางแหงจึง เรียกวาปาแดง สวนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีปาขึ้นตามเนินที่เรียกวาโคก จึงเรียกวาปาโคก ลักษณะปาชนิดนี้ เปนปาโปรงมีตนไมขนาดเล็กและขนาดกลางขึ้นอยูกระจัดกระจาย พื้นปาไมรกทึบ มีหญาชนิดตาง ๆ และไมไผขึ้นอยู โดยทั่วไป พันธุไมในปานี้ไดแก เต็ง รัง พะยอม มะขามปอม เปนตน 2.3 ปาหญา (Savanna Forest) เปนปาที่เกิดหลังจากที่ปาชนิดอื่น ๆ ถูกทําลายไปหมด ดินเสื่อมโทรมตนไมไมอาจเจริญเติบโตตอไปได พวกหญาจึง เขามาแทนที่พบไดทุกภาคในประเทศ หญาที่ขึ้นสวนใหญเปนหญาคา แฝกหอม เปนตน อาจมีตนไมขึ้นบาง เชน กระโดน กระถินปา ประดู ซึ่งเปนพวกทนทานไฟปาไดดีมาก ปาไมจํานวนมหาศาลที่ถูกทําลายไปนั้นเกิดจากนํ้ามือของมนุษยเรา เราไมไดใหความสําคัญในระยะยาว เเตใช ความสุขสวนตัวเเละเขามาทําลายปาไมซึ้งเปรียบเสมือนการทําลายชีวิตของลูกหลานรุนตอๆไป สาเหตุสําคัญของ วิกฤตการณปาไมคือ การลักลอบตัดไมทําลายปา นายทุนพอคาไม เจาของโรงเลื่อย เจาของโรงงานแปรรูปไม ปริมาณปาไมที่ถูกทําลายนี้นับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามอัตราเพิ่มของจํานวนประชากร ยิ่งมีประชากรเพิ่มขึ้นเทาใด ความตองการในการใชไมก็เพิ่มมากขึ้น เชน ใชไม ในการปลูกสรางบานเรือนเครื่องมือเครื่องใชในการเกษตรกรรมเครื่องเรือนและถานในการหุงตม เปนตน การบุกรุกพื้นที่ปาไมเพื่อเขาครอบครองที่ดิน เมื่อประชากรเพิ่มสูงขึ้น ความตองการใชที่ดินเพื่อปลูกสรางที่อยูอาศัยและที่ดินทํากินก็อยูสูงขึ้น เปนผล ผลักดันใหราษฎรเขาไปบุกรุกพื้นที่ปาไม แผวถางปา หรือเผาปาทําไรเลื่อนลอย นอกจากนี้ยังมีนายทุนที่ดินที่จาง วานใหราษฎรเขาไปทําลายปาเพื่อจับจองที่ดินไวขายตอไป การจัดสรางสาธารณูปโภคของรัฐ เชน เขื่อน อางเก็บน้ํา เสนทางคมนาคม การสรางเขื่อนขวางลําน้ําจะทําใหพื้นที่เก็บน้ําหนาเขื่อนที่อุดม สมบูรณถูกตัดโคนมาใชประโยชน สวนตนไมขนาดเล็กหรือที่ทําการยายออกมาไมทันจะถูกน้ําทวมยืนตนตาย
  • 6.
    6 ไฟไหมปา มักจะเกิดขึ้นในชวงฤดูแลง ซึ่งอากาศแหงและรอนจัด ทั้งโดยธรรมชาติและจากการกระทําของมะมวงที่ อาจลักลอบเผาปาหรือเผลอจุดไฟทิ้งไวโดยเฉพาะในปาไมเปนจํานวนมาก การทําเหมืองแร แหลงแรที่พบในบริเวณที่มีปาไมปกคลุมอยู มีความจําเปนที่จะตองเปดหนาดินกอนจึงทําใหปาไมที่ขึ้นปก คลุมถูกทําลายลง เสนทางขนยายแรในบางครั้งตองทําลายปาไมลงเปนจํานวนมาก เพื่อสรางถนน หนทาง การ ระเบิดหนาดิน เพื่อใหไดมาซึ่งแรธาตุ สงผลถึงการทําลายปา วิธีดําเนินงาน แนวทางการดําเนินงาน : จัดทําโครงงานในรูปแบบการนําเสนอโปรแกรม Power Point เครื่องมือและอุปกรณที่ใช : คอมพิวเตอร งบประมาณ : 0 บาท ขั้นตอนและแผนดําเนินงาน ลําดับ ที่ ขั้นตอน สัปดาหที่ ผูรับผิดชอบ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 จิรนันท 1 คิดหัวขอโครงงาน จิรนันท 2 ศึกษาและคนควาขอมูล จิรนันท 3 จัดทําโครงรางงาน จิรนันท 4 ปฏิบัติการสรางโครงงาน จิรนันท 5 ปรับปรุงทดสอบ จิรนันท 6 การทําเอกสารรายงาน จิรนันท 7 ประเมินผลงาน จิรนันท 8 นําเสนอโครงงาน จิรนันท ผลที่คาดวาจะไดรับ (ผลลัพธที่ตองการใหเกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดการทําโครงงาน) 1.ตระหนักถึงคุณคาของปาไมที่เหลืออยูในประเทศ 2.ตระหนักถึงปญหาที่เกิดขึ้นและกําลังจะเกิดขึ้น 3.เห็นความสําคัญและคุณคาของทรัพยากรปาไมของไทย สถานที่ดําเนินการ โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย
  • 7.
    7 กลุมสาระการเรียนรูที่เกี่ยวของ ชีววิทยา การงานอาชีพ และ เทคโนโลยี(เกษตร) แหลงอางอิง (เอกสาร หรือแหลงขอมูลตาง ๆ ที่นํามาใชการทําโครงงาน) https://sites.google.com/site/pamilaeasatparpapom/thraphyakr-pa-mi/payha-thraphyakr-pa-mi https://www.forest.go.th http://www.seub.or.th