อุปกรณเชื่อมตอคอมพิวเตอร
เสนอ
มิส เขมจิรา ปลงไสว
จัดทาโดย
นางสาว จันทภา พลพิทัก
ม.6/4 เลขที่37
ไมโครโฟน (Microphone)
ด้วยความพยายามของมนุษย์ที่ต้องการจัดเก็บเสียงพูด เสียงร้อง และเสียงดนตรี เพื่อ
นามาใช้อีกครั้ง จึงมีการผลิตอุปกรณ์ที่เรียกว่าไมโครโฟน (Microphone) ขึ้นมา เพื่อ
แปลงคลื่นเสียง ให้เป็นสัญญาณทางไฟฟ้าซึ่งสามารถจัดเก็บลงในสื่อบันทึกเสียง เช่น
เทป, แผ่นเสียงหรือ ซีดี รวมไปถึงใช้ในการขยายสัญญาณเสียง
ชนิดของไมโครโฟน
ไมโครโฟนที่นิยมใช้กันในปัจจุบันมีดังนี
1)ไมโครโฟนแบบไดนามิกมูฟวิ่งคอล์ย (Dynamic Movie Coil Microphone) หรือที่เรียกสั้นๆว่าไดนามิก
ไมโครโฟน เป็นไมโครโฟนที่ใช้หลักการของการเคลื่อนที่ของขดลวดตามเสียงที่มากระทบ และเมื่อขดลวดตัด
ผ่านสนามแม่เหล็กถาวร ก็จะเกิดเป็นแรงเคลื่อนไฟฟ้าตามคลื่นเสียงนั้น ไมโครโฟนชนิดนี้เป็นที่นิยมแพร่หลาย
ครอบคลุมการใช้งานเกือบ
ทุกประเภท เพราะสามารถรับเสียงในย่านกว้างทั้งความถี่ต่าและความถี่สูงได้
2)ไมโครโฟนแบบคอนเดนเซอร์ (Condenser Microphone) เป็นไมโครโฟนที่ออกแบบโดยใช้หลักการเปลี่ยนแปลง
ค่าความจุ ตามเสียงที่มากระทบแผ่นฉนวนที่อยู่ระหว่างแผ่นเพลทสองแผ่น โดยส่วนใหญ่ไมโครโฟนประเภทนี้
จะต้องมีแหล่งจ่ายไฟเลี้ยงเช่น ถ่านไฟฉายอยู่ด้วย สามารถตอบสนองความถี่สูงได้ดีมาก
3)ไมโครโฟนแบบไร้สาย (Wireless Microphone) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “ไมค์ลอย “ ซึ่งความจริงก็คือ
ไมโครโฟน 2 แบบแรก เพียงแต่เพิ่มวงจรเครื่องส่งให้สามารถส่งสัญญาณออกมาเป็นคลื่นวิทยุได้นั่นเอง
วิธีใช้และดูแลรักษาไมโครโฟน
1.เลือกไมโครโฟนชนิดที่เหมาะสมงาน โดยพิจารณาในเรื่องทิศทางการรับเสียง และชนิดของ
ไมโครโฟน
2.ควรพูดห่างจากไมโครโฟนประมาณ 4 -12 นิ้ว เพื่อลดการเกิดเสียง "ฮัม" และเสียงลม
หายใจ
3.อย่าเคาะหรือเป่าไมโครโฟนเพราะอาจทาให้ขดลวดไมโครโฟนขาดหรือชารุดได้
4.ระวังอย่าให้ตกหล่นจากที่สูงหรือถูกน้า
5.อย่าวางสายไมโครโฟนใกล้กับสายไฟฟ้าเพราะเกิดเสียงรบกวนจากความถี่ไฟฟ้าได้
6.อย่าหันส่วนหน้าของไมโครโฟนเข้าหาลาโพง หรืออยู่ใกล้ลาโพงเกินไป เพราะอาจทาให้เกิด
เสียงหวีดหรือเสียงหอนได้ เนื่องจากมีการสะท้อนของเสียงย้อนกลับมา ดังนั้น จึงควร
เบี่ยงไมโครโฟนให้ห่างจากหน้าลาโพง ถ้าเกิดเสียงรบกวนอีก ให้ปิดสวิตช์ที่ไมโครโฟน
แล้วลดระดับความดังของเครื่องเสียงลง จากนั้นจึงค่อย ๆ เร่งเสียงให้ดังขึ้นมาจนถึง
ระดับที่ต้องการ
สแกนเนอร
คืออุปกรณ์ซึ่งจับภาพและเปลี่ยนแปลงภาพจากรูปแบบของแอนาลอกเป็นดิจิตอลซึ่ง
คอมพิวเตอร์ สามารถแสดง, เรียบเรียง, เก็บรักษาและผลิตออกมาได้ ภาพนั้นอาจจะ
เป็นรูปถ่าย, ข้อความ, ภาพวาด หรือแม้แต่วัตถุสามมิติ สามารถใช้สแกนเนอร์ทางาน
ต่างๆได้ดังนี้
- ในงานเกี่ยวกับงานศิลปะหรือภาพถ่ายในเอกสาร
- บันทึกข้อมูลลงในเวิร์ดโปรเซสเซอร์
- แฟ็กเอกสาร ภายใต้ดาต้าเบส และ เวิร์ดโปรเซสเซอร์
- เพิ่มเติมภาพและจินตนาการต่าง ๆ ลงไปในผลิตภัณฑ์สื่อโฆษณาต่าง ๆ
ชนิดของเครื่องสแกนเนอร
สแกนเนอรสามารถจัดแบงตามลักษณะทั่วๆ ไป ได้ 2 ชนิด คือ
1)Flatbed scanners, ซึ่งใช้สแกนภาพถ่ายหรือภาพพิมพ์ต่าง ๆ สแกนเนอร์ ชนิดนี้มี
พื้นผิวแก้วบนโลหะที่เป็นตัวสแกน เช่น ScanMaker III
2)Transparency and slide scanners, ซึ่งถูกใช้สแกนโลหะโปร่ง เช่น ฟิล์มและ
สไลด์
เครื่องพิมพ (Printer)
เป็นอุปกรณ์ที่นิยมใช้กันมาก และมีให้เลือกหลากหลายชนิดขึ้นกับคุณภาพและ
ความละเอียดของการพิมพ์ ความเร็วในการพิมพ์ ขนาดกระดาษสูงสุดที่
สามารถพิมพ์ได้ และเทคโนโลยีที่ใช้ในการพิมพ์
รูปเครื่องพิมพ

อุปกรณ์เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์