 นางสาวนันทิกานต์ เพ็งปอภาร
 ชั้นมัธยมศึกษาปี่ที่5/2 เลขที่16
 คุณครูพระเจนฯ ที่ครูชลหมู่เอ่ยถึงนั้น คือ ศาสตราจารย์พระเจน
ดุริยางค์ (ปิ ติ วาทยะกร - นามเดิม ปีเตอร์ ไฟท์) ผู้มีคุณูปการต่อ
วงการดนตรีสากลของประเทศไทยในอดีตอย่างล้นพ้น ชื่อเสียง
และเกียรติคุณของท่านมีมากมายเกินจะกล่าว ไม่ว่าจะเป็นผู้
บุกเบิกวิชาความรู้ด้านทฤษฎีดนตรีสากลจนเป็นที่แพร่หลายใน
กรุงสยาม เป็นผู้เรียบเรียงตาราว่าด้วยหลักวิชาการเรียบเรียง
เสียงประสาน เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนา วงดนตรีเครื่องสาย
ฝรั่งมาตั้งแต่ยุคกรมมหรสพครั้งรัชกาลที่ ๖
 พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) เกิดวันที่ 13 กรกฏาคม 2426
ที่บ้านญาติของมารดา ตาบลทวาย ใกล้กับถนนสาธร เดิมบิดาตั้งชื่อให้ว่า
"ปิเตอร์ไฟท์" (Peter Feit) ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นไทยว่า ปิติ วาทะยะกร
บิดาของท่านชื่อ จาค๊อบ ไฟท์ เป็นผู้มีความรู้ความสามารถด้านดนตรีได้
เดินทางเข้ามาในประเทศไทยในฐานะนักท่องเที่ยว และได้รับราชการเป็น
ครูแตรวงในพระราชสานักของ สมเด็จพระบัณฑูรย์กรมพระราชวังบวร
มหาวิชัยชาญ ก่อมาได้เป็นครูแตรวง ทหารบกในรัชกาลที่ 5 ส่วนมารดา
เป็นคนไทย เชื้อสายรามัญชื่อ ทองอยู่
 เมื่ออายุ 7 ขวบ ท่านเริ่มรับการศึกษาวิชาสามัญที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ใน
ชั้นต้นได้เข้าเรียนในแผนกภาษาฝรั่งเศส จนจบหลักสูตร แล้วจึงได้เข้า
เรียนต่อในแผนกวิชาภาษาอังกฤษรวมเวลาที่อยู่ในโรงเรียนนี้ 11 ปี
ระหว่างนี้ท่านก็ได้ศึกษาวิชาดนตรีจากบิดาพร้อมกับพี่ชายอีก 2 คน ซึ่ง
ปัจจุบันได้ถึงแก่กรรมไปหมดแล้ว เมื่อพระเจนดุริยางค์อายุได้ 10 ขวบ
ท่านได้ฝึกหัดเชลโล เป็นเครื่องดนตรีประจาตัวต่อไป จากการฝึกหัดอย่าง
จริงจัง ทาให้ท่านมีความสามารถในการเล่นดนตรีอย่างยอดเยี่ยม และ
ก่อให้เกิดความรักอันซาบซึ้งในดนตรีแบบ คลาสสิค ขึ้นอย่างมาก
 พออายุ 17 ปี จึงได้หัดเรียนเปียโนอีกอย่างหนึ่ง พร้อมกันนี้ท่านก็ได้เริ่ม
แสวงหาความรู้ทาง "ดุริยางค์ศาสตร์" อย่างกว้างขวาง รวมทั้งเริ่มหัด
เครื่องดนตรีชนิดอื่นอีกหลายอย่างเช่น คลาริเนท ฟรุต และทรอมโบน ใน
ปี พ.ศ. 2444 ท่านได้เป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนอัสสัมชัญ จนถึง
พ.ศ. 2445 เป็นครูอยู่ 2 ปีก็ลาออกจากนั้นก็สมัครเข้ารับราชการในกรม
รถไฟหลวงแผนกเดินรถ ถึง พ.ศ. 2456 ท่านได้รับพระราชทาน
บรรดาศักดิ์ เป็น "ขุนเจนรถรัฐ" ท่านรับราชการอย่างสามารถอยู่ที่กรม
รถไฟหลวงเป็นเวลา 14 ปี
 ด้วยความอัจฉริยะทางดนตรีอันเป็นที่รู้จักกันกว้างขวาง จากนั้นเมื่อวันที่
13 สิงหาคม พ.ศ. 2460 รัชกาลที่ 6 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ย้าย
ไปรับราชการในกรมมหรสพ มีตาแหน่งเป็นผู้ช่วยปลัดกรมกอง
เครื่องสายฝรั่ง มีหน้าที่ฝึกฝนอบรมนักดนตรีทางการปฏิบัติเครื่องดนตรี
สาหรับวงดนตรีฝรั่งหลวงแห่งราชสานัก แล้วได้รับพระราชทานนามใหม่
ว่า "หลวงเจนดุริยางค์"
 เมื่อได้รับการทาบทามให้ไปอยู่กรมมหรสพนั้นท่านลังเลใจอยู่ เนื่องจาก
ราลึกถึงคากาชับของบิดาว่ามิให้ยึดถือและอาศัยวิชาดนตรีที่ท่านได้ให้ไว้
นั้นเป็นอาชีพอย่างเด็ดขาด เพราะ "คนไทยเราไม่ใคร่สนใจในการดนตรี
เท่าใดนัก ชอบทากันเล่น ๆ สนุก ๆ ไปชั่วคราว แล้วก็ทอดทิ้ง" แต่
เนื่องจากเป็นพระบรมราชโองการจึงต้องไป ท่านได้ทุ่มเทเวลา
ความสามารถทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ฝึกฝนนักดนตรีรุ่นใหม่ได้บังคับ
บัญชาอย่างกวดขัน ชั่วเวลาเพียง 2 - 3 ปีเท่านั้น วงดุริยางค์สากลวงแรก
ของไทยก็สามารถออกบรรเลงโชว์ฝีมือในงานพระราชพิธีต่าง ๆ
 จนได้รับคาชมเชยจากผู้ฟังทั้งชาวไทยและต่างประเทศมากมาย ถึงกับ
กล่าวกันว่า เป็นวงเก่งที่สุดในภาคตะวันออก จากความสามารถดังกล่าวนี้
เองท่านก็ได้รับพระราชทานเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น "พระเจนดุริยางค์"
ตาแหน่งปลัดกรมกองดนตรีฝรั่งหลวงเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 24 ทาให้
กิจการดนตรีสากลของไทยมีมาขึ้นทัดเทียมกับต่างประเทศ และจาก
ความสามารถในการจัดสร้างวงดุริยางค์สากลได้สาเร็จเป็นอย่างดีขั้นต้น
ในปี 2470 ท่านจึงได้ถูกขอร้องให้ไปช่วยเหลือปรับปรุงวงดนตรีของ
กองทัพเรือ ฃึ่งมีวงโยธวาทิต (แตรวง) และวงดุริยางค์
 ปี พ.ศ. 2473 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ ากรมพระยาดารง
ราชานุภาพ นายกราชบัณฑิตสภา ได้ทรงเริ่มจัดการให้พระยาวรพงศ์
พิพัฒน์ เสนากระทรวงวัง เจ้าสังกัดวงปี่พาทย์และโขนหลวง สั่งให้ครู
ดุริยางค์ดนตรีและผู้ชานาญการจดโน้ตเพลงมาร่วมกันบรรเลง และ
บันทึกเป็นตัวโน้ตไว้ทั้งนี้กระทากัน ณ วังวรดิศ สัปดาห์ละ 2 วัน จนถึง
พ.ศ. 2475 ก็หยุดชงักไปชั่วคราว พระเจนดุริยางค์ก็มีส่วนร่วมในการ
บันทึกโน้ตคือ มีหน้าที่เป็นผู้ควบคุมการบันทึกโน้ต
 ซึ่งเป็นผลงานที่ท่านภาคภูมิในยิ่งอีกชิ้นหนึ่ง มาเมื่อปลายปี 2474 พระ
เจนฯได้พบปะกับเพื่อนายทหารเรือชั้นผู้ใหญ่ผู้หนึ่ง ซึ่งสนิทสนมกันมา
ก่อนคือ นาวาตรี หลวงวินิจเทศกลกิจ (กลาง โรจนเสนา) ซึ่งเป็นผู้ขอร้อง
ให้พระเจนฯ แต่งเพลงให้บทหนึ่งให้มีทานองเป็นเพลงที่มีความ
คล้ายคลึงกับเพลงชาติฝรั่งเศส ท่านก็ตอบว่าไม่จาเป็นต้องมีก็ได้ เพราะ
เพลงชาติที่มีชื่อ สรรเสริญพระบารมีของเราก็มีอยู่แล้ว นายทหารเรือผู้
นั้นก็ตอบว่า อยากจะให้ไทยเรามีเพลงปลุกใจเพิ่มขึ้นอีกบ้าง เพราะเพลง
สรรเสริญพระบารมีนั้นเป็นเพลงของพระเจ้าแผ่นดิน ส่วนเพลงของ
ประชาชนนั้นไม่มี พระเจนก็ได้ตอบปฎิเสธไป
 เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปรากฎว่าเพื่อนคนนั้นได้ร่วมในคณะ
ผู้ก่อการด้วย และขอร้องให้ท่านแต่งทานองเพลงเพลงชาติให้ได้โดยบอก
ว่าเป็นความประสงค์ของผู้ก่อการท่านจึงยากที่จะปฏิเสธ และท่านได้
ขอให้เวลาสาหรับแต่งเพลงสาคัญนี้ 7 วัน แต่พอจะครบกาหนดท่านก็ยัง
ไม่สามารถแต่งได้จนกระทั่งถึงวันสุดท้าย ขณะที่ท่านกาลังนั่งรถรางสาย
บางขุนพรหมจะไปทางานตามปกติ
 ท่านจึงเกิดนึกทานองเพลงชาติขึ้นมาได้พอไปถึงที่ทางานจึงลองเล่น
เปียโนดูพร้อมกับจดโน้ตไว้ ปรากฏว่าสามารถใช้ได้ทันการพอดีดังนั้น
ท่านจึงได้แต่งทานองเพลงชาติขึ้นเป็นทานองเพลงมารช์ใช้ได้คึกคักเร่ง
เร้าใจ ดังที่เราได้ยินได้ฟังกันอยู่อย่างทุกวันนี้สาหรับเนื้อร้องของเพลง
ชาตินั้นเดิมเป็นของขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) และนาย
ฉันท์ ขาวิไล ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นของ พ.อ. หลวงสารานุประพันธ์ ทั้งร้อง
อยู่ในปัจจุบัน
 พระเจนดุริยางค์ได้แต่งบทเพลงอันไพเราะไว้มากพร้อมทั้งแยก
เสียงประสาน เพื่อใช้เล่นกับวงดุริยางค์สากลได้อีกด้วย บทเพลงเหล่านี้
ได้แก่ เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องบ้านไร่นาเรา เรื่องพระเจ้าช้างเผือก
และบทเพลงในมหาอุปรากรเรื่อง "มหาดารณี" เป็นต้นนอกจากนี้ท่านยัง
ได้นาเพลงไทยเดิมแยกประสานเสียง สาหรับบรรเลงด้วยวงดุริยางค์
สากลหลายเพลงเช่น เพลงเขมรไทรโยค แขกเชิญเจ้า ต้นบรเทศ สุธา
กันแสง มหาฤกษ์ มหาชัย เป็นต้น
 ท่านได้แต่งตาราวิชาการดนตรีสากลไว้หลายเล่ม ซึ่งล้วนมีคุณค่าสาหรับ
ประเทศไทย เช่น การดนตรี หลักวิชาการดนตรี และการขับร้อง
แบบเรียนวิชาการประสานเสียงเล่ม 1 และ เล่ม 2 แบบเรียนดุริยางค์สากล
ท่านได้อบรมลูกศิษย์ให้มีความรู้ ความสามารถในเรื่องดนตรีสากลเป็น
จานวนมากมายหลายคนกาลังเป็นนักดนตรี นักแต่งเพลงหรือหัวหน้าวง
ที่มีชื่อเช่น เอื้อ สุนทรสนาน ,สง่า อารัมภีร์, ชลหมู่ ชลานุเคราะห์, สุรพล
แสงเอก และเรืออากาศโท ประกิจ วาทะยากร (บุตรของท่านเอง)
 มรณกรรมของคุณพระเจนดุริยางค์ ปรมาจารย์ทางดนตรีสากล เจ้าของ
ทานองเพลงชาติไทย อันเร้าใจและอมตะ และเป็นผู้วางรากฐานทาง
ดนตรีสากลในเมืองไทยให้เป็นหลัก นับเป็นการสูญเสียงครั้งยิ่งใหญ่ใน
การดนตรีไทย แม้ว่าตัวของท่านจะจากไป แต่ผลงานอันเป็นอมตะของ
ท่านก็ยังคงอยู่ในความทรงจาของพวกเราชาวไทยตลอดไป

 เพลงชาติไทย ฉบับ พ.ศ. 2477
 ประพันธ์ทานองโดยพระเจนดุริยางค์ใช้เป็นเพลงชาติไทยตั้งแต่ พ.ศ.
2475 (ในลักษณะไม่เป็นทางการ) โดยช่วงแรกใช้คาร้องที่ประพันธ์โดย
ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์)
 ต่อมาปลายปี พ.ศ. 2476 รัฐบาลได้จัดการประกวดเนื้อร้องเพลงชาติ และ
ประกาศรับรองเนื้อร้องที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่โดยขุนวิจิตรมาตรา และเนื้อ
ร้องที่แต่งโดยนายฉันท์ขาวิไล ซึ่งเป็นฉบับที่ชนะการประกวด เป็นเนื้อ
ร้องเพลงชาติฉบับทางราชการ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2477
พระเจนดุริยางค์
พระเจนดุริยางค์

พระเจนดุริยางค์

  • 2.
     นางสาวนันทิกานต์ เพ็งปอภาร ชั้นมัธยมศึกษาปี่ที่5/2 เลขที่16
  • 3.
     คุณครูพระเจนฯ ที่ครูชลหมู่เอ่ยถึงนั้นคือ ศาสตราจารย์พระเจน ดุริยางค์ (ปิ ติ วาทยะกร - นามเดิม ปีเตอร์ ไฟท์) ผู้มีคุณูปการต่อ วงการดนตรีสากลของประเทศไทยในอดีตอย่างล้นพ้น ชื่อเสียง และเกียรติคุณของท่านมีมากมายเกินจะกล่าว ไม่ว่าจะเป็นผู้ บุกเบิกวิชาความรู้ด้านทฤษฎีดนตรีสากลจนเป็นที่แพร่หลายใน กรุงสยาม เป็นผู้เรียบเรียงตาราว่าด้วยหลักวิชาการเรียบเรียง เสียงประสาน เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนา วงดนตรีเครื่องสาย ฝรั่งมาตั้งแต่ยุคกรมมหรสพครั้งรัชกาลที่ ๖
  • 4.
     พระเจนดุริยางค์ (ปิติวาทยะกร) เกิดวันที่ 13 กรกฏาคม 2426 ที่บ้านญาติของมารดา ตาบลทวาย ใกล้กับถนนสาธร เดิมบิดาตั้งชื่อให้ว่า "ปิเตอร์ไฟท์" (Peter Feit) ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นไทยว่า ปิติ วาทะยะกร บิดาของท่านชื่อ จาค๊อบ ไฟท์ เป็นผู้มีความรู้ความสามารถด้านดนตรีได้ เดินทางเข้ามาในประเทศไทยในฐานะนักท่องเที่ยว และได้รับราชการเป็น ครูแตรวงในพระราชสานักของ สมเด็จพระบัณฑูรย์กรมพระราชวังบวร มหาวิชัยชาญ ก่อมาได้เป็นครูแตรวง ทหารบกในรัชกาลที่ 5 ส่วนมารดา เป็นคนไทย เชื้อสายรามัญชื่อ ทองอยู่
  • 5.
     เมื่ออายุ 7ขวบ ท่านเริ่มรับการศึกษาวิชาสามัญที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ใน ชั้นต้นได้เข้าเรียนในแผนกภาษาฝรั่งเศส จนจบหลักสูตร แล้วจึงได้เข้า เรียนต่อในแผนกวิชาภาษาอังกฤษรวมเวลาที่อยู่ในโรงเรียนนี้ 11 ปี ระหว่างนี้ท่านก็ได้ศึกษาวิชาดนตรีจากบิดาพร้อมกับพี่ชายอีก 2 คน ซึ่ง ปัจจุบันได้ถึงแก่กรรมไปหมดแล้ว เมื่อพระเจนดุริยางค์อายุได้ 10 ขวบ ท่านได้ฝึกหัดเชลโล เป็นเครื่องดนตรีประจาตัวต่อไป จากการฝึกหัดอย่าง จริงจัง ทาให้ท่านมีความสามารถในการเล่นดนตรีอย่างยอดเยี่ยม และ ก่อให้เกิดความรักอันซาบซึ้งในดนตรีแบบ คลาสสิค ขึ้นอย่างมาก
  • 6.
     พออายุ 17ปี จึงได้หัดเรียนเปียโนอีกอย่างหนึ่ง พร้อมกันนี้ท่านก็ได้เริ่ม แสวงหาความรู้ทาง "ดุริยางค์ศาสตร์" อย่างกว้างขวาง รวมทั้งเริ่มหัด เครื่องดนตรีชนิดอื่นอีกหลายอย่างเช่น คลาริเนท ฟรุต และทรอมโบน ใน ปี พ.ศ. 2444 ท่านได้เป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนอัสสัมชัญ จนถึง พ.ศ. 2445 เป็นครูอยู่ 2 ปีก็ลาออกจากนั้นก็สมัครเข้ารับราชการในกรม รถไฟหลวงแผนกเดินรถ ถึง พ.ศ. 2456 ท่านได้รับพระราชทาน บรรดาศักดิ์ เป็น "ขุนเจนรถรัฐ" ท่านรับราชการอย่างสามารถอยู่ที่กรม รถไฟหลวงเป็นเวลา 14 ปี
  • 7.
     ด้วยความอัจฉริยะทางดนตรีอันเป็นที่รู้จักกันกว้างขวาง จากนั้นเมื่อวันที่ 13สิงหาคม พ.ศ. 2460 รัชกาลที่ 6 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ย้าย ไปรับราชการในกรมมหรสพ มีตาแหน่งเป็นผู้ช่วยปลัดกรมกอง เครื่องสายฝรั่ง มีหน้าที่ฝึกฝนอบรมนักดนตรีทางการปฏิบัติเครื่องดนตรี สาหรับวงดนตรีฝรั่งหลวงแห่งราชสานัก แล้วได้รับพระราชทานนามใหม่ ว่า "หลวงเจนดุริยางค์"
  • 9.
     เมื่อได้รับการทาบทามให้ไปอยู่กรมมหรสพนั้นท่านลังเลใจอยู่ เนื่องจาก ราลึกถึงคากาชับของบิดาว่ามิให้ยึดถือและอาศัยวิชาดนตรีที่ท่านได้ให้ไว้ นั้นเป็นอาชีพอย่างเด็ดขาดเพราะ "คนไทยเราไม่ใคร่สนใจในการดนตรี เท่าใดนัก ชอบทากันเล่น ๆ สนุก ๆ ไปชั่วคราว แล้วก็ทอดทิ้ง" แต่ เนื่องจากเป็นพระบรมราชโองการจึงต้องไป ท่านได้ทุ่มเทเวลา ความสามารถทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ฝึกฝนนักดนตรีรุ่นใหม่ได้บังคับ บัญชาอย่างกวดขัน ชั่วเวลาเพียง 2 - 3 ปีเท่านั้น วงดุริยางค์สากลวงแรก ของไทยก็สามารถออกบรรเลงโชว์ฝีมือในงานพระราชพิธีต่าง ๆ
  • 10.
     จนได้รับคาชมเชยจากผู้ฟังทั้งชาวไทยและต่างประเทศมากมาย ถึงกับ กล่าวกันว่าเป็นวงเก่งที่สุดในภาคตะวันออก จากความสามารถดังกล่าวนี้ เองท่านก็ได้รับพระราชทานเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น "พระเจนดุริยางค์" ตาแหน่งปลัดกรมกองดนตรีฝรั่งหลวงเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 24 ทาให้ กิจการดนตรีสากลของไทยมีมาขึ้นทัดเทียมกับต่างประเทศ และจาก ความสามารถในการจัดสร้างวงดุริยางค์สากลได้สาเร็จเป็นอย่างดีขั้นต้น ในปี 2470 ท่านจึงได้ถูกขอร้องให้ไปช่วยเหลือปรับปรุงวงดนตรีของ กองทัพเรือ ฃึ่งมีวงโยธวาทิต (แตรวง) และวงดุริยางค์
  • 11.
     ปี พ.ศ.2473 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ ากรมพระยาดารง ราชานุภาพ นายกราชบัณฑิตสภา ได้ทรงเริ่มจัดการให้พระยาวรพงศ์ พิพัฒน์ เสนากระทรวงวัง เจ้าสังกัดวงปี่พาทย์และโขนหลวง สั่งให้ครู ดุริยางค์ดนตรีและผู้ชานาญการจดโน้ตเพลงมาร่วมกันบรรเลง และ บันทึกเป็นตัวโน้ตไว้ทั้งนี้กระทากัน ณ วังวรดิศ สัปดาห์ละ 2 วัน จนถึง พ.ศ. 2475 ก็หยุดชงักไปชั่วคราว พระเจนดุริยางค์ก็มีส่วนร่วมในการ บันทึกโน้ตคือ มีหน้าที่เป็นผู้ควบคุมการบันทึกโน้ต
  • 12.
     ซึ่งเป็นผลงานที่ท่านภาคภูมิในยิ่งอีกชิ้นหนึ่ง มาเมื่อปลายปี2474 พระ เจนฯได้พบปะกับเพื่อนายทหารเรือชั้นผู้ใหญ่ผู้หนึ่ง ซึ่งสนิทสนมกันมา ก่อนคือ นาวาตรี หลวงวินิจเทศกลกิจ (กลาง โรจนเสนา) ซึ่งเป็นผู้ขอร้อง ให้พระเจนฯ แต่งเพลงให้บทหนึ่งให้มีทานองเป็นเพลงที่มีความ คล้ายคลึงกับเพลงชาติฝรั่งเศส ท่านก็ตอบว่าไม่จาเป็นต้องมีก็ได้ เพราะ เพลงชาติที่มีชื่อ สรรเสริญพระบารมีของเราก็มีอยู่แล้ว นายทหารเรือผู้ นั้นก็ตอบว่า อยากจะให้ไทยเรามีเพลงปลุกใจเพิ่มขึ้นอีกบ้าง เพราะเพลง สรรเสริญพระบารมีนั้นเป็นเพลงของพระเจ้าแผ่นดิน ส่วนเพลงของ ประชาชนนั้นไม่มี พระเจนก็ได้ตอบปฎิเสธไป
  • 13.
     เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปรากฎว่าเพื่อนคนนั้นได้ร่วมในคณะ ผู้ก่อการด้วยและขอร้องให้ท่านแต่งทานองเพลงเพลงชาติให้ได้โดยบอก ว่าเป็นความประสงค์ของผู้ก่อการท่านจึงยากที่จะปฏิเสธ และท่านได้ ขอให้เวลาสาหรับแต่งเพลงสาคัญนี้ 7 วัน แต่พอจะครบกาหนดท่านก็ยัง ไม่สามารถแต่งได้จนกระทั่งถึงวันสุดท้าย ขณะที่ท่านกาลังนั่งรถรางสาย บางขุนพรหมจะไปทางานตามปกติ
  • 14.
     ท่านจึงเกิดนึกทานองเพลงชาติขึ้นมาได้พอไปถึงที่ทางานจึงลองเล่น เปียโนดูพร้อมกับจดโน้ตไว้ ปรากฏว่าสามารถใช้ได้ทันการพอดีดังนั้น ท่านจึงได้แต่งทานองเพลงชาติขึ้นเป็นทานองเพลงมารช์ใช้ได้คึกคักเร่ง เร้าใจดังที่เราได้ยินได้ฟังกันอยู่อย่างทุกวันนี้สาหรับเนื้อร้องของเพลง ชาตินั้นเดิมเป็นของขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) และนาย ฉันท์ ขาวิไล ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นของ พ.อ. หลวงสารานุประพันธ์ ทั้งร้อง อยู่ในปัจจุบัน
  • 16.
     พระเจนดุริยางค์ได้แต่งบทเพลงอันไพเราะไว้มากพร้อมทั้งแยก เสียงประสาน เพื่อใช้เล่นกับวงดุริยางค์สากลได้อีกด้วยบทเพลงเหล่านี้ ได้แก่ เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องบ้านไร่นาเรา เรื่องพระเจ้าช้างเผือก และบทเพลงในมหาอุปรากรเรื่อง "มหาดารณี" เป็นต้นนอกจากนี้ท่านยัง ได้นาเพลงไทยเดิมแยกประสานเสียง สาหรับบรรเลงด้วยวงดุริยางค์ สากลหลายเพลงเช่น เพลงเขมรไทรโยค แขกเชิญเจ้า ต้นบรเทศ สุธา กันแสง มหาฤกษ์ มหาชัย เป็นต้น
  • 17.
     ท่านได้แต่งตาราวิชาการดนตรีสากลไว้หลายเล่ม ซึ่งล้วนมีคุณค่าสาหรับ ประเทศไทยเช่น การดนตรี หลักวิชาการดนตรี และการขับร้อง แบบเรียนวิชาการประสานเสียงเล่ม 1 และ เล่ม 2 แบบเรียนดุริยางค์สากล ท่านได้อบรมลูกศิษย์ให้มีความรู้ ความสามารถในเรื่องดนตรีสากลเป็น จานวนมากมายหลายคนกาลังเป็นนักดนตรี นักแต่งเพลงหรือหัวหน้าวง ที่มีชื่อเช่น เอื้อ สุนทรสนาน ,สง่า อารัมภีร์, ชลหมู่ ชลานุเคราะห์, สุรพล แสงเอก และเรืออากาศโท ประกิจ วาทะยากร (บุตรของท่านเอง)
  • 18.
     มรณกรรมของคุณพระเจนดุริยางค์ ปรมาจารย์ทางดนตรีสากลเจ้าของ ทานองเพลงชาติไทย อันเร้าใจและอมตะ และเป็นผู้วางรากฐานทาง ดนตรีสากลในเมืองไทยให้เป็นหลัก นับเป็นการสูญเสียงครั้งยิ่งใหญ่ใน การดนตรีไทย แม้ว่าตัวของท่านจะจากไป แต่ผลงานอันเป็นอมตะของ ท่านก็ยังคงอยู่ในความทรงจาของพวกเราชาวไทยตลอดไป 
  • 19.
     เพลงชาติไทย ฉบับพ.ศ. 2477  ประพันธ์ทานองโดยพระเจนดุริยางค์ใช้เป็นเพลงชาติไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2475 (ในลักษณะไม่เป็นทางการ) โดยช่วงแรกใช้คาร้องที่ประพันธ์โดย ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์)  ต่อมาปลายปี พ.ศ. 2476 รัฐบาลได้จัดการประกวดเนื้อร้องเพลงชาติ และ ประกาศรับรองเนื้อร้องที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่โดยขุนวิจิตรมาตรา และเนื้อ ร้องที่แต่งโดยนายฉันท์ขาวิไล ซึ่งเป็นฉบับที่ชนะการประกวด เป็นเนื้อ ร้องเพลงชาติฉบับทางราชการ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2477