เพลงชาติไทยแบบที่ใช้กันอยู่ทกวันนี้ถือเป็น
                                   ุ                เพลงชาติไทยลำาดับ
       ที่ ๗ ซึ่งประกาศใช้ในยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม โดย รัฐนิยมฉบับที่ ๖ เมื่อ
       วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๘๒ ประพันธ์ทำานองโดย พระเจนดุริยางค์ (ปิ
       ติ วาทยะกร) หรือชื่อเดิม ปีเตอร์ ไฟท์ (Peter Feit)
       ตั้งแต่ ปี ๒๔๗๕ ประพันธ์เนื้อร้องโดย พันเอกหลวง
       สารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์)
       ก่อนหน้านั้นมี เพลงชาติไทย ใช้มาแล้ว ๖ เพลง เริ่มต้นระหว่าง ปี ๒๓๙๕ – ๒๔
       ๑๔ใช้ทำานองเพลง God Save the Queen เป็นเพลงเกียรติยศถวายความเคารพแด่
       องค์พระมหากษัตริย์โดยเรียกว่า เพลงสรรเสริญพระบารมีอังกฤษ แต่ต่อมาเมื่อ
       พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ประพันธ์เนื้อร้องขึ้นใหม่แล้วเรียกชื่อว่า
       เพลงจอมราชจงเจริญ นั่นแหละจึงถือเป็น     เพลงชาติลำาดับที่ ๑ ใน
       ยุค รัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา


       ต่อมา รัชกาลที่ ๕        ทรงมีพระราชดำาริว่าควรจะใช้ ทำานองเพลงไทย คณะ
       ครูดนตรีไทยจึงขอพระราชทานอัญเชิญ เพลงทรงพระสุบิน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่ง
       ว่า เพลงบุหลันลอยเลื่อน พระราชนิพนธ์ในองค์ ล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๒ นำามาเรียบ
       เรียงใหม่ให้เป็นสากลขึ้นโดย เฮวุดเซน ถือเป็น   เพลงชาติลำาดับที่
       ๒ ใช้บรรเลงระหว่าง ปี ๒๔๑๔ – ๒๔๓๑

       เพลงชาติลำาดับที่ ๓ นั้นเกิดขึ้นในรัชสมัย รัชกาลที่ ๕ เช่นกัน โดย
       ประพันธ์ทำานองโดยนักประพันธ์ชาวรัสเซีย ปโยตร์ สชูโรฟสกี้ (Pyotr Schurovsky)
       คำาร้องเป็นบทพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
       ใช้บรรเลงเป็นเพลงชาติในระหว่าง ปี ๒๔๓๑ – ๒๔๗๕ ใช้มายาวนานเพราะมี
       ท่วงทำานองไพเราะ เนื้อหาสมบูรณ์ และทุกวันนี้กใช้อยู่ในนามของ เพลงสรรเสริญ
                                                    ็
       พระบารมี นั่นเอง


       เพลงชาติลำาดับที่ ๔ เกิดขึ้นภายหลังจากที่ประเทศไทยได้มีการ
       เปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย (
       ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕) แล้ว เพลงชาติลำาดับนี้เป็นเพลงชาติชั่วคราว (เนื่องจากมี
       การเตรียมการโดยสังเขปที่จะสร้างเพลงชาติขึ้นมาใหม่ โดยสมาชิกของคณะผู้
       ก่อการท่านหนึ่งมอบหมายให้    พระเจนดุริยางค์         เป็น ผูประพันธ์ แต่ยัง
                                                                   ้
       ไม่เสร็จ เลยต้องใช้ทำานองเพลงไทยเดิม คือเพลงมหาชัย ไปพลางก่อน)
       เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา)
       เสนาบดีกระทรวงธรรมการเป็นผู้ ประพันธ์เนื้อร้อง ซึ่งมีเนื้อหาปลุกใจให้คนไทยเกิด
       ความรักชาติ และเกิดความสามัคคี ตลอดจนให้เลื่อมใสในรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีเนื้อร้อง
       ดังนี้


                สยามอยู่คู่ฟ้าอย่าสงสัย   เพราะชาติไทยเป็นไทยไปทุกเมื่อ
ชาวสยามนำาสยามเหมือนนำาเรือ               ผ่านแก่งเกาะเพราะเพื่อชาติพ้นภัย
เราร่วมใจร่วมรักสมัครหนุน                 ธรรมนูญสถาปนาพรรษาใหม่
ยกสยามยิ่งยงธำารงชัย                      ให้คงไทยตราบสิ้นดินฟ้า


                                          :เจ้าพระยาธรรมศักดิ์
                                          มนตรี
                                          : (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา)
                                          : เสนาบดีกระทรวงธรรมการ
เพลงชาติลำาดับนี้ใช้ในช่วงสั้น ๆ ไม่ถง ๑ เดือน ก็เปลี่ยนแปลงไป
                                           ึ


      เพลงชาติลำาดับที่ ๕ ประพันธ์ทำานองโดย พระเจน
      ดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) เมื่อ วันที่ ๔กรกฎาคม ๒๔๗๕ และประพันธ์เนื้อ
      ร้องโดย ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) บรรเลงครั้งแรก ณ
      พระที่นั่งอนันตสมาคมเมื่อ วันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๔๗๕ แต่ก็ใช้อยู่เพียงระหว่าง ปี
      ๒๔๗๕ – ๒๔๗๗ โดยมีเนื้อร้องดังนี้

แผ่นดินสยามนามประเทืองว่าเมืองทอง      ไทยเข้าครองตั้งประเทศเขตแดนสง่า
สืบชาติไทยดึกดำาบรรพ์โบราณลงมา         ร่วมรักษาเอกราชชนชาติไทย
บางสมัยศัตรูจู่มารบ                    ไทยสมทบสวนทัพเข้าขับไล่
ตลุยเลือดหมายมุ่งผดุงไผท               สยามสมัยบุราณรอดตลอดมา
อันดินแดนสยามคือว่าเนื้อของชาติไทย     นำ้ารินไหลคือว่าเลือดของเชื้อข้า
เอกราชคือกระดูกที่เราบูชา              เราจะสามัคคีร่วมมีใจ
ยึดอำานาจกุมสิทธิ์อสรเสรี
                   ิ                   ใครยำ่ายีเราจะไม่ละให้
เอาเลือดล้างให้สิ้นแผ่นดินไทย          สถาปนาสยามให้เชิดชัย ชโย




  พระเจนดุริยางค์                                ขุนวิจิตรมาตรา

      กำาเนิดของเพลงชาติลำาดับที่ ๖          นั้น สืบเนืองมาจากการที่ในปี
                                                        ่
      พุทธศักราช ๒๔๗๗ รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเพลงชาติขึ้นคณะหนึ่ง
      โดยมีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์
      ประพันธ์ ทรงเป็นประธาน และมีกรรมการท่านอื่นร่วมด้วยดังนี้คือ พระ
      เรี่ยมวิรัชพากย์ พระเจนดุริยางค์ หลวง
      ชำานาญนิติเกษตร จางวางทั่ว พาทยโกศล
      และนายมนตรี ตราโมท คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่พิจารณาเกี่ยว
      กับเพลงชาติโดยเฉพาะ ผลการตัดสินปรากฎว่า มีเพลงชาติแบบไทย และแบบ
      สากล อย่างละเพลงคือ แบบไทยได้แก่เพลงชาติของจางวางทั่ว พาทยโกศลที่แต่ง
      ขึ้นจากเพลงไทยเดิมชิ่อว่า “ตระนิมิตร” ส่วนทางสากลได้แก่ เพลงของ พระเจน
      ดุริยางค์ ที่แต่งไว้แล้ว ในเวลาต่อมาคณะกรรมการชุดนี้ ได้พิจารณาว่า เพลงชาตินั้น
      ควรจะมีลักษณะที่บ่งบอกถึงความศักดิ์สิทธิ์ ถ้ามีสองเพลงอาจทำาให้ความศักดิ์สิทธิ์
      ลดลง จึงร่วมกันพิจารณาใหม่ ในทีสุดตกลงว่าให้มีทางสากลเพลงเดียวคือ แบบ
                                         ่
      ทำานองสากลของพระเจนดุริยางค์ จึงได้จัดให้มีการประกวดบทร้องขึ้นใหม่ คณะ
      กรรมการได้สรุปผลให้บทร้องของนายฉันท์ ขำาวิไล และบทร้องของขุนวิจิตรมาตรา
      ได้รับรางวัล และตัดสินให้บทร้องของขุนวิจิตรมาตราได้รับรางวัลชนะเลิศ
พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์
(พระนามเดิม พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวรรณไวทยากร วร
วรรณ,ม.จ.ก.,ป.จ.,ม.ป.ช.,ม.ว.ม)




หลวงชำานาญนิติเกษตร
                                              จางวางทั่ว พาทยโกศล
   (อุทัย แสงมณี)




   นายมนตรี ตราโมท                                  นายฉันท์ ขำาวิไล
บทร้องที่คณะกรรมการคัดเลือกมีดังนี้


                       บทของนายฉันท์ ขำาวิไล
  เหล่าเราทั้งหลายขอน้อมกายถวายชีวิต       รักษาสิทธิอิสระ ณ แดนสยาม
                                                       ์
  ที่พ่อแม่สู้ยอมม้วยด้วยพยายาม            ปราบเสี้ยนหนามให้พินาศสืบชาติมา
  แม้ถึงไทยไทยด้อยจนย่อยยับ                ยังกู้กลับคงคืนได้ชื่นหน้า
  ควรแก่นามงามสุดอยุธยา                    นั้นมิใช่ว่าจะขัดสนหมดคนดี
  เหล่าเราทั้งหลายเลือดและเนื้อเชื้อชาติ
                                           มิให้ใครเข้าเหยียบยำ่าขยำาขยี้
  ไทย
  ประคับประคองป้องสิทธิ์อิสระเสรี          เมื่อภัยมีช่วยกันจนวันตาย
  จะสิ้นชีพไว้ชื่อให้ลือลั่น               ว่าไทยมั่นรักชาติไม่ขาดสาย
  มีไมตรีดียิ่งทั้งหญิงชาย                 สยามมิวายอยู่มุ่งหมายเชิดชัย ไชโย


                        บทของขุนวิจิตรมาตรา
  แผ่นดินสยามนามประเทืองว่าเมืองทอง        ไทยเข้าครองตั้งประเทศเขตแดนสง่า
  สืบเผ่าไทยดึกดำาบรรพ์บุราณลงมา           ร่วมรักษาสามัคคีทวีไทย
  บางสมัยศัตรูจู่โจมตี                     ไทยพลีชีพร่วมรวมรุกไล่
  เข้าลุยเลือดหมายมุ่งผดุงไผท              สยามสมัยบุราณรอดตลอดมา
  อันดินแดนสยามคือว่าเนื้อของเชื้อไทย      นำ้ารินไหลคือว่าเลือดของเชื้อข้า
  เอกราษฎร์คือเจดีย์ที่เราบูชา             เราจะสามัคคีร่วมมีใจ
  รักษาชาติประเทศเอกราชจงดี                ใครยำ่ายีเราจะไม่ละให้
  เอาเลือดล้างให้สิ้นแผ่นดินไทย            สถาปนาสยามให้เทอดไท ไชโย

          ในปีพุทธศักราช ๒๔๘๒ มีการเปลี่ยนชื่อประเทศจากคำาว่า “สยาม” มาเป็น “ไทย”
          ทำาให้จำาต้องแก้ไขบทร้องในเพลงชาติด้วย รัฐบาลจึงได้จัดประกวดบทร้องเพลง
          ชาติไทยขึ้นใหม่ผลการประกวด ปรากฎผู้ชนะได้แก่      นายพันเอกหลวง
          สารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์) ส่งเข้าประกวดในนามกองทัพบก
          และให้ใช้ทำานองขับร้องเพลงชาติไทย ของพระเจนดุริยางค์ ตามแบบที่มอยู่เดิม (
                                                                         ี
ดังได้กล่าวแล้วในย่อหน้าแรก) กลายเป็นเพลงชาติลำาดับที่ ๗ (ปัจจุบัน) ซึ่งมีเนื้อ
       ร้องดังนี้

“ ประเทศไ ทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อ
                                          เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน
ไทย
อยู่ดำารงไว้ได้ทั้งมวล                    ด้วยไทยล้วนหมาย รักสามัคคี
ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด              เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่
สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี                เถลิงประเทศชาติไทยทวี มีชัย ชโย ”

       พันเอกหลวงสารานุประพันธ์ มีความปราบปลื้มและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับได้
       สั่งเสียบุตร ธิดา ไว้ว่า “ฉันได้สั่งบุตรธิดาของฉันไว้ทุกคนว่า ในกาลภายหน้าเมื่อถึง
       วาระที่ฉันจะต้องเกษียณอายุลาโลกไปแล้ว ขณะใกล้จะขาดอัสสาสะ ขอให้หา
       จานเสียงเพลงชาติอันนี้ มาเปิดให้ฟังให้จงได้ เพื่อบังเกิดความชุ่มชื่นระรื่นใจ อัน
       ไม่มีเสื่อมคลายตราบสิ้นปราณ”


                                          :นายพันเอกหลวงสารานุ
                                          ประพันธ์
                                          : (นวล ปาจิณพยัคฆ์)

เพลงชาติไทย

  • 1.
    เพลงชาติไทยแบบที่ใช้กันอยู่ทกวันนี้ถือเป็น ุ เพลงชาติไทยลำาดับ ที่ ๗ ซึ่งประกาศใช้ในยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม โดย รัฐนิยมฉบับที่ ๖ เมื่อ วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๘๒ ประพันธ์ทำานองโดย พระเจนดุริยางค์ (ปิ ติ วาทยะกร) หรือชื่อเดิม ปีเตอร์ ไฟท์ (Peter Feit) ตั้งแต่ ปี ๒๔๗๕ ประพันธ์เนื้อร้องโดย พันเอกหลวง สารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์) ก่อนหน้านั้นมี เพลงชาติไทย ใช้มาแล้ว ๖ เพลง เริ่มต้นระหว่าง ปี ๒๓๙๕ – ๒๔ ๑๔ใช้ทำานองเพลง God Save the Queen เป็นเพลงเกียรติยศถวายความเคารพแด่ องค์พระมหากษัตริย์โดยเรียกว่า เพลงสรรเสริญพระบารมีอังกฤษ แต่ต่อมาเมื่อ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ประพันธ์เนื้อร้องขึ้นใหม่แล้วเรียกชื่อว่า เพลงจอมราชจงเจริญ นั่นแหละจึงถือเป็น เพลงชาติลำาดับที่ ๑ ใน ยุค รัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา ต่อมา รัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระราชดำาริว่าควรจะใช้ ทำานองเพลงไทย คณะ ครูดนตรีไทยจึงขอพระราชทานอัญเชิญ เพลงทรงพระสุบิน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่ง ว่า เพลงบุหลันลอยเลื่อน พระราชนิพนธ์ในองค์ ล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๒ นำามาเรียบ เรียงใหม่ให้เป็นสากลขึ้นโดย เฮวุดเซน ถือเป็น เพลงชาติลำาดับที่ ๒ ใช้บรรเลงระหว่าง ปี ๒๔๑๔ – ๒๔๓๑ เพลงชาติลำาดับที่ ๓ นั้นเกิดขึ้นในรัชสมัย รัชกาลที่ ๕ เช่นกัน โดย ประพันธ์ทำานองโดยนักประพันธ์ชาวรัสเซีย ปโยตร์ สชูโรฟสกี้ (Pyotr Schurovsky) คำาร้องเป็นบทพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ใช้บรรเลงเป็นเพลงชาติในระหว่าง ปี ๒๔๓๑ – ๒๔๗๕ ใช้มายาวนานเพราะมี ท่วงทำานองไพเราะ เนื้อหาสมบูรณ์ และทุกวันนี้กใช้อยู่ในนามของ เพลงสรรเสริญ ็ พระบารมี นั่นเอง เพลงชาติลำาดับที่ ๔ เกิดขึ้นภายหลังจากที่ประเทศไทยได้มีการ เปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ( ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕) แล้ว เพลงชาติลำาดับนี้เป็นเพลงชาติชั่วคราว (เนื่องจากมี การเตรียมการโดยสังเขปที่จะสร้างเพลงชาติขึ้นมาใหม่ โดยสมาชิกของคณะผู้ ก่อการท่านหนึ่งมอบหมายให้ พระเจนดุริยางค์ เป็น ผูประพันธ์ แต่ยัง ้ ไม่เสร็จ เลยต้องใช้ทำานองเพลงไทยเดิม คือเพลงมหาชัย ไปพลางก่อน) เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เสนาบดีกระทรวงธรรมการเป็นผู้ ประพันธ์เนื้อร้อง ซึ่งมีเนื้อหาปลุกใจให้คนไทยเกิด ความรักชาติ และเกิดความสามัคคี ตลอดจนให้เลื่อมใสในรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีเนื้อร้อง ดังนี้ สยามอยู่คู่ฟ้าอย่าสงสัย เพราะชาติไทยเป็นไทยไปทุกเมื่อ ชาวสยามนำาสยามเหมือนนำาเรือ ผ่านแก่งเกาะเพราะเพื่อชาติพ้นภัย เราร่วมใจร่วมรักสมัครหนุน ธรรมนูญสถาปนาพรรษาใหม่ ยกสยามยิ่งยงธำารงชัย ให้คงไทยตราบสิ้นดินฟ้า :เจ้าพระยาธรรมศักดิ์ มนตรี : (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) : เสนาบดีกระทรวงธรรมการ
  • 2.
    เพลงชาติลำาดับนี้ใช้ในช่วงสั้น ๆ ไม่ถง๑ เดือน ก็เปลี่ยนแปลงไป ึ เพลงชาติลำาดับที่ ๕ ประพันธ์ทำานองโดย พระเจน ดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) เมื่อ วันที่ ๔กรกฎาคม ๒๔๗๕ และประพันธ์เนื้อ ร้องโดย ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) บรรเลงครั้งแรก ณ พระที่นั่งอนันตสมาคมเมื่อ วันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๔๗๕ แต่ก็ใช้อยู่เพียงระหว่าง ปี ๒๔๗๕ – ๒๔๗๗ โดยมีเนื้อร้องดังนี้ แผ่นดินสยามนามประเทืองว่าเมืองทอง ไทยเข้าครองตั้งประเทศเขตแดนสง่า สืบชาติไทยดึกดำาบรรพ์โบราณลงมา ร่วมรักษาเอกราชชนชาติไทย บางสมัยศัตรูจู่มารบ ไทยสมทบสวนทัพเข้าขับไล่ ตลุยเลือดหมายมุ่งผดุงไผท สยามสมัยบุราณรอดตลอดมา อันดินแดนสยามคือว่าเนื้อของชาติไทย นำ้ารินไหลคือว่าเลือดของเชื้อข้า เอกราชคือกระดูกที่เราบูชา เราจะสามัคคีร่วมมีใจ ยึดอำานาจกุมสิทธิ์อสรเสรี ิ ใครยำ่ายีเราจะไม่ละให้ เอาเลือดล้างให้สิ้นแผ่นดินไทย สถาปนาสยามให้เชิดชัย ชโย พระเจนดุริยางค์ ขุนวิจิตรมาตรา กำาเนิดของเพลงชาติลำาดับที่ ๖ นั้น สืบเนืองมาจากการที่ในปี ่ พุทธศักราช ๒๔๗๗ รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเพลงชาติขึ้นคณะหนึ่ง โดยมีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ ประพันธ์ ทรงเป็นประธาน และมีกรรมการท่านอื่นร่วมด้วยดังนี้คือ พระ เรี่ยมวิรัชพากย์ พระเจนดุริยางค์ หลวง ชำานาญนิติเกษตร จางวางทั่ว พาทยโกศล และนายมนตรี ตราโมท คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่พิจารณาเกี่ยว กับเพลงชาติโดยเฉพาะ ผลการตัดสินปรากฎว่า มีเพลงชาติแบบไทย และแบบ สากล อย่างละเพลงคือ แบบไทยได้แก่เพลงชาติของจางวางทั่ว พาทยโกศลที่แต่ง ขึ้นจากเพลงไทยเดิมชิ่อว่า “ตระนิมิตร” ส่วนทางสากลได้แก่ เพลงของ พระเจน ดุริยางค์ ที่แต่งไว้แล้ว ในเวลาต่อมาคณะกรรมการชุดนี้ ได้พิจารณาว่า เพลงชาตินั้น ควรจะมีลักษณะที่บ่งบอกถึงความศักดิ์สิทธิ์ ถ้ามีสองเพลงอาจทำาให้ความศักดิ์สิทธิ์ ลดลง จึงร่วมกันพิจารณาใหม่ ในทีสุดตกลงว่าให้มีทางสากลเพลงเดียวคือ แบบ ่ ทำานองสากลของพระเจนดุริยางค์ จึงได้จัดให้มีการประกวดบทร้องขึ้นใหม่ คณะ กรรมการได้สรุปผลให้บทร้องของนายฉันท์ ขำาวิไล และบทร้องของขุนวิจิตรมาตรา ได้รับรางวัล และตัดสินให้บทร้องของขุนวิจิตรมาตราได้รับรางวัลชนะเลิศ
  • 3.
    พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ (พระนามเดิม พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวรรณไวทยากรวร วรรณ,ม.จ.ก.,ป.จ.,ม.ป.ช.,ม.ว.ม) หลวงชำานาญนิติเกษตร จางวางทั่ว พาทยโกศล (อุทัย แสงมณี) นายมนตรี ตราโมท นายฉันท์ ขำาวิไล บทร้องที่คณะกรรมการคัดเลือกมีดังนี้ บทของนายฉันท์ ขำาวิไล เหล่าเราทั้งหลายขอน้อมกายถวายชีวิต รักษาสิทธิอิสระ ณ แดนสยาม ์ ที่พ่อแม่สู้ยอมม้วยด้วยพยายาม ปราบเสี้ยนหนามให้พินาศสืบชาติมา แม้ถึงไทยไทยด้อยจนย่อยยับ ยังกู้กลับคงคืนได้ชื่นหน้า ควรแก่นามงามสุดอยุธยา นั้นมิใช่ว่าจะขัดสนหมดคนดี เหล่าเราทั้งหลายเลือดและเนื้อเชื้อชาติ มิให้ใครเข้าเหยียบยำ่าขยำาขยี้ ไทย ประคับประคองป้องสิทธิ์อิสระเสรี เมื่อภัยมีช่วยกันจนวันตาย จะสิ้นชีพไว้ชื่อให้ลือลั่น ว่าไทยมั่นรักชาติไม่ขาดสาย มีไมตรีดียิ่งทั้งหญิงชาย สยามมิวายอยู่มุ่งหมายเชิดชัย ไชโย บทของขุนวิจิตรมาตรา แผ่นดินสยามนามประเทืองว่าเมืองทอง ไทยเข้าครองตั้งประเทศเขตแดนสง่า สืบเผ่าไทยดึกดำาบรรพ์บุราณลงมา ร่วมรักษาสามัคคีทวีไทย บางสมัยศัตรูจู่โจมตี ไทยพลีชีพร่วมรวมรุกไล่ เข้าลุยเลือดหมายมุ่งผดุงไผท สยามสมัยบุราณรอดตลอดมา อันดินแดนสยามคือว่าเนื้อของเชื้อไทย นำ้ารินไหลคือว่าเลือดของเชื้อข้า เอกราษฎร์คือเจดีย์ที่เราบูชา เราจะสามัคคีร่วมมีใจ รักษาชาติประเทศเอกราชจงดี ใครยำ่ายีเราจะไม่ละให้ เอาเลือดล้างให้สิ้นแผ่นดินไทย สถาปนาสยามให้เทอดไท ไชโย ในปีพุทธศักราช ๒๔๘๒ มีการเปลี่ยนชื่อประเทศจากคำาว่า “สยาม” มาเป็น “ไทย” ทำาให้จำาต้องแก้ไขบทร้องในเพลงชาติด้วย รัฐบาลจึงได้จัดประกวดบทร้องเพลง ชาติไทยขึ้นใหม่ผลการประกวด ปรากฎผู้ชนะได้แก่ นายพันเอกหลวง สารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์) ส่งเข้าประกวดในนามกองทัพบก และให้ใช้ทำานองขับร้องเพลงชาติไทย ของพระเจนดุริยางค์ ตามแบบที่มอยู่เดิม ( ี
  • 4.
    ดังได้กล่าวแล้วในย่อหน้าแรก) กลายเป็นเพลงชาติลำาดับที่ ๗(ปัจจุบัน) ซึ่งมีเนื้อ ร้องดังนี้ “ ประเทศไ ทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อ เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน ไทย อยู่ดำารงไว้ได้ทั้งมวล ด้วยไทยล้วนหมาย รักสามัคคี ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่ สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี เถลิงประเทศชาติไทยทวี มีชัย ชโย ” พันเอกหลวงสารานุประพันธ์ มีความปราบปลื้มและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับได้ สั่งเสียบุตร ธิดา ไว้ว่า “ฉันได้สั่งบุตรธิดาของฉันไว้ทุกคนว่า ในกาลภายหน้าเมื่อถึง วาระที่ฉันจะต้องเกษียณอายุลาโลกไปแล้ว ขณะใกล้จะขาดอัสสาสะ ขอให้หา จานเสียงเพลงชาติอันนี้ มาเปิดให้ฟังให้จงได้ เพื่อบังเกิดความชุ่มชื่นระรื่นใจ อัน ไม่มีเสื่อมคลายตราบสิ้นปราณ” :นายพันเอกหลวงสารานุ ประพันธ์ : (นวล ปาจิณพยัคฆ์)