สถาบันการแพทย์แผนไทย
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
กระทรวงสาธารณสุข
คู่มือแนวทางการดูแลสุขภาพ
มารดาและทารกด้วยการแพทย์แผนไทย
ในระยะก่อนตั้งครรภ์ ระยะตั้งครรภ์ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
สมศักดิ์ กรีชัย
อัจฉรา เชียงทอง
พรทิพย เทียนทองดี
วัชราภรณ นิลเพ็ชร
เธียรธรรม อภิจรรยาธรรม
ภิญญดา เจิมศิริศักดิ์พงษ
สถาบันการแพทยแผนไทย
กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก
กระทรวงสาธารณสุข
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
ที่ปรึกษา
นายแพทยทวีศิลป วิษณุโยธิน อธิบดีกรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก
นายแพทยขวัญชัย วิศิษฐานนท รองอธิบดีกรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก
นายแพทยเทวัญ ธานีรัตน รองอธิบดีกรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก
กองบรรณาธิการ
สมศักดิ์ กรีชัย ผูอำนวยการสถาบันการแพทยแผนไทย
อัจฉรา เชียงทอง รองผูอำนวยการดานวิชาการสถาบันการแพทยแผนไทย
พรทิพย เทียนทองดี นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ
วัชราภรณ นิลเพ็ชร แพทยแผนไทยชำนาญการ
เธียรธรรม อภิจรรยาธรรม แพทยแผนไทยปฏิบัติการ
ภิญญดา เจิมศิริศักดิ์พงษ แพทยแผนไทย
พิสูจนอักษร วัชราภรณ นิลเพ็ชร ภิญญดา เจิมศิริศักดิ์พงษ
จัดพิมพโดย สถาบันการแพทยแผนไทย กลุมงานวิชาการการผดุงครรภไทย
กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก
กระทรวงสาธารณสุข
โทรศัพท 0 2149 5618
พิมพครั้งที่ 1 กันยายน 2567 จำนวน 100 เลม
พิมพที่ บริษัท พีแอนดพี ไฮทสปด โซลูชั่น จำกัด
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ
ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด.-- นนทบุรี : สถาบันการแพทยแผนไทย กลุมงานวิชาการ
การผดุงครรภไทย กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข, 2567.
190 หนา.
1. การตั้งครรภ. 2. การแพทยแผนไทย. 3. การคลอด. 4. การดูแลหลังคลอด. I. สมศักดิ์ กรีชัย.
II. ชื่อเรื่อง.
618.2
ISBN 978-616-11-5307-6
คำนำ
การแพทยแผนไทย เปนภูมิปญญาซึ่งบรรพบุรุษของไทยไดสั่งสมสืบทอดกันมายาวนาน
โดยมี 4 แขนงวิชา คือ เวชกรรมไทย เภสัชกรรมไทย ผดุงครรภไทย การนวดไทย โดยการผดุงครรภไทยเปนศาสตร
และศิลปที่เชื่อมโยงประเพณีและวัฒนธรรมของแตละทองถิ่นสืบตอกันมาเพื่อการบำรุงรักษา ฟนฟูและสงเสริมสุขภาพ
ทั้งแมและเด็ก ซึ่งปจจุบันมีการปรับปรุงใหถูกหลักวิชาและเหมาะกับกาลสมัยยิ่งขึ้น จนไดรับความนิยมในปจจุบัน
กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก เปนองคกรหลักดานการแพทยแผนไทย
และการแพทยทางเลือก มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาวิชาการและการบริการการแพทยแผนไทยและการแพทย
ทางเลือก เพื่อนําไปใชในระบบบริการสุขภาพ อยางมีคุณภาพ ปลอดภัย และเปนทางเลือกใหแกประชาชน ในการ
ดูแลสุขภาพ จึงไดแตงตั้งคณะทำงานจัดทำแนวทางการดูแลดานการผดุงครรภดวยการแพทยแผนไทยในสถาน
บริการสาธารณสุข ประกอบดวย แพทยแผนปจจุบัน แพทยแผนไทย เภสัชกร พยาบาลวิชาชีพ เพื่อจัดทำคูมือ
แนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย โดยมีเปาหมายเพื่อใหเกิดการดูแลดานการ
ผดุงครรภไทยที่มีคุณภาพ มาตรฐานในทุกมิติ ทั้งระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด และระยะหลังคลอด
รวมทั้งสรางความเชื่อมั่นกับผูรับบริการ
กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก ขอขอบคุณคณะทำงานทุกทาน ที่ไดอุทิศเวลา
อันมีคา ทุมเทความรู ประสบการณ รวมกันจัดทำคูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด จนสำเร็จดวยดี และหวังเปนอยางยิ่งวาคูมือฯ
ฉบับนี้ จะเกิดประโยชนสูงสุดตอบุคลากรสาธารณสุข ในการนำองคความรูไปพัฒนา ตอยอด และสงผลดีในการ
ใหบริการการแพทยแผนไทยในระบบบริการสุขภาพของประเทศตอไป
(นายแพทยทวีศิลป วิษณุโยธิน)
อธิบดีกรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก
รายนามคณะทำงาน
นายสมศักดิ์ กรีชัย
ผูอำนวยการสถาบันการแพทยแผนไทย
กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก
พญ.สุรภา หังสพฤกษ
นายแพทยชำนาญการพิเศษ
โรงพยาบาลหาดใหญ จังหวัดสงขลา
นางอัจฉรา เชียงทอง
รองผูอำนวยการดานวิชาการสถาบันการแพทยแผนไทย
กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก
นพ.นภดล นิงสานนท
ผูเชี่ยวชาญดานศาสตรมณีเวช
ที่ปรึกษาสถาบันสุขภาพเด็กแหงชาติมหาราชินี
นางเอี่ยมศิริ กิจประเสริฐ
พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ
โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบลปากดุก
จังหวัดเพชรบูรณ
นางพรทิพย เทียนทองดี
นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ
สถาบันการแพทยแผนไทย
กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก
นางสาวศรศิรี ประพฤติธรรม
เภสัชกรชำนาญการ
ศูนยอนามัยที่ 2จังหวัดพิษณุโลก
นางวัชราภรณ นิลเพ็ชร
แพทยแผนไทยชำนาญการ
สถาบันการแพทยแผนไทย
กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก
นางสุธัญญา สมรักษ
แพทยแผนไทยชำนาญการ
โรงพยาบาลทาศาลาจังหวัดนครศรีธรรมราช
นายเธียรธรรมอภิจรรยาธรรม
แพทยแผนไทยปฏิบัติการ
สถาบันการแพทยแผนไทย
กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก
นางสาวศรัณณัฏฐ แสนเสนาะ
แพทยแผนไทยชำนาญการ
โรงพยาบาลพระปกเกลาจังหวัดจันทบุรี
นางสาวภิญญดา เจิมศิริศักดิ์พงษ
แพทยแผนไทย
สถาบันการแพทยแผนไทย
กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก
นางสาวปญจพร หงสะมัต
แพทยแผนไทยปฏิบัติการ
โรงพยาบาลราชพิพัฒน
สำนักการแพทยกรุงเทพมหานคร
นางสาวพิมพกานต จันทรกาวี
แพทยแผนไทย
สถาบันการแพทยแผนไทย
กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก
นางสาวอรสา โอภาสวัฒนา
แพทยแผนไทยประยุกต
คลินิกการแพทยแผนไทยประยุกต อ.เมืองจ.สุพรรณบุรี
นางไปรมา รัตนะพร
แพทยแผนไทย
สถาบันการแพทยแผนไทย
กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก
นายเอกรัตน สาคำ
แพทยแผนไทยประยุกต
บริษัทโมโมมัมเวลเนสโซลูชั่นจำกัด
สารบัญ
หนา
คำนำ
รายนามคณะทำงาน
สารบัญ
บทที่ 1 การผดุงครรภไทย
1. ประวัติการผดุงครรภไทย 2
2. การผดุงครรภไทยในปจจุบัน 4
บทที่ 2 การเตรียมตัวกอนตั้งครรภ
1. ทฤษฎีวาดวยการเกิดของมนุษยตามตำราการแพทยแผนไทย 15
2. องคประกอบของชีวิตทางการแพทยแผนไทย 17
3. การดูแลสุขภาพบุรุษและสตรี
3.1 สมดุลสุขภาพตามธาตุกำเนิด/เจาเรือน 17
3.2 ลักษณะสตรีที่แตกตางจากบุรุษ และลักษณะที่ดีของบุรุษและสตรี 20
3.3 โรคทางคัมภีรแพทยแผนไทยที่เกี่ยวของกับบุรุษและสตรี 21
3.4 หลักการดูแลสุขภาพเพื่อเตรียมความพรอมในการมีบุตร 25
4. การสงเสริมสุขภาพเพื่อปรับสมดุลรางกายดวยศาสตรการแพทยแผนไทย
4.1 การนวดกอนตั้งครรภ 29
4.2 ยาปรับโลหิตระดูสตรี 32
บทที่ 3 การดูแลสตรีระหวางตั้งครรภ
1. ทฤษฎีเกี่ยวกับการตั้งครรภในทางการแพทย 39
2. การทำนายวันคลอดและเพศของทารก (ครรภวาระกำเนิด) 42
3. ลักษณะอาการของหญิงมีครรภและวิธีการดูแลรักษาตามอายุครรภ (ครรภรักษา) 43
4. สาเหตุของการแทงบุตร (ครรภวิปลาส) 47
5. การรักษาอาการตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในระยะตั้งครรภจนถึงระยะคลอด (ครรภปริมณฑล)
5.1 กลุมอาการไขและอุจจาระเปนเลือด 49
5.2 กลุมอาการทองเสีย และอุจจาระเปนมูกเปนเลือดหรือปสสาวะเปนเลือด 49
5.3 กลุมอาการทองผูก 50
5.4 กลุมอาการผิดปกติที่อาจสงผลตอทารกในครรภ 51
สารบัญ (ตอ)
หนา
6. การเตรียมความพรอมเลี้ยงลูกดวยนมแม 51
7. หัตถการทางการแพทยแผนไทยในสตรีตั้งครรภ
7.1 การนวดไทยในสตรีตั้งครรภ 55
7.2 การประคบสมุนไพรในสตรีตั้งครรภ 56
8. โภชนศาสตรทางการแพทยแผนไทยสำหรับสตรีระหวางตั้งครรภ
8.1 หลักการเลือกอาหารสำหรับการบำรุงครรภสตรี 57
8.2 อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหรือไมควรรับประทานในสตรีตั้งครรภ 58
9. การออกกำลังกายในสตรีตั้งครรภ 62
10. ประเพณีและความเชื่อในระหวางตั้งครรภ 67
บทที่ 4 การดูแลมารดาในระยะคลอดและทารกแรกคลอด
1. คำนิยาม 74
2. การเปลี่ยนแปลงของมารดาและทารกในครรภ ในระยะคลอด
2.1 อาการนำกอนการเขาสูระยะคลอด 75
2.1 การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา 77
2.2 การเปลี่ยนแปลงดานจิตใจ 80
2.3 การเปลี่ยนแปลงดานสังคม 81
2.4 การเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณ 82
3. อาการแสดง สัญญาณเตือนการเจ็บทองคลอดบุตร กระบวนการคลอดบุตร
3.1 องคความรูเกี่ยวกับอาการแสดง สัญญาณเตือนการเจ็บทองคลอดบุตร 83
กระบวนการคลอดบุตร ในทางการแพทยแผนไทย
3.2 องคความรูเกี่ยวกับอาการแสดง สัญญาณเตือนการเจ็บทองคลอดบุตร 84
กระบวนการคลอดบุตร ในทางการแพทยแผนปจจุบัน
4. เทคนิคการลดอาการเจ็บปวดขณะคลอด
4.1 เทคนิคการลดอาการเจ็บปวดขณะรอคลอดดวยการหายใจ 86
4.2 เทคนิคการลดอาการเจ็บปวดขณะรอคลอดดวยการลูบหนาทอง 86
4.3 เทคนิคการลดอาการเจ็บปวดขณะรอคลอดดวยการนวดไทย 87
สารบัญ (ตอ)
หนา
4.4 เทคนิคการลดอาการเจ็บปวดขณะรอคลอดดวยศาสตรมณีเวช 88
5. การดูแลมารดาในระยะแรกคลอด
5.1 การชวยหญิงเมื่อคลอดลูกแลวในทางการแพทยแผนไทย 92
5.2 ภาวะที่ตองเฝาระวังในระยะแรกคลอดในทางแผนปจจุบัน 92
6. การดูแลทารกในระยะแรกคลอด
6.1 การทำธุระกับเด็กที่คลอดในทางการแพทยแผนไทย 93
6.2 การดูแลทารกแรกเกิดทันทีและใน 2 ชั่วโมงแรกหลังคลอด 95
ในทางการแพทยแผนปจจุบัน
7. ความเชื่อ พิธีกรรม เกี่ยวกับมารดาในระยะคลอดและทารกแรกคลอด 97
บทที่ 5 การดูแลมารดาในระยะหลังคลอดและการดูแลเด็กหลังคลอด 105
1. การดูแลมารดาหลังคลอด 107
1.1 หัตถการทางการแพทยแผนไทย 107
1.1.1 การอยูไฟ 108
1.1.2 การนวดไทย 110
1.1.3 การประคบสมุนไพร 114
1.1.4 การทับหมอเกลือ 115
1.1.5 การนาบไพล 116
1.1.6 การอบสมุนไพร/การเขากระโจม 117
1.1.7 หัตถการอื่น ๆ
 การอาบน้ำสมุนไพร 118
 การพอกผิวและขัดผิวดวยสมุนไพร 120
 การรัดหนาทอง 121
 การนั่งถาน 121
 การใสกอนเสาหลังคลอด 122
 การนึ่งยา 123
 การทำหัตถการมณีเวช 124
สารบัญ (ตอ)
หนา
1.2 การใชยาสมุนไพร 125
1.3 การใหคำแนะนำการปฏิบัติตัวหลังคลอด
1.3.1 การเลี้ยงบุตรดวยนมแม 132
1.3.2 การดูแลเรื่องอาหาร 137
1.3.3 การทำกายบริหารสำหรับหญิงหลังคลอด 142
1.3.4 มดลูกเขาอู 149
1.3.5 การมีประจำเดือนและการมีเพศสัมพันธ 149
1.3.6 น้ำคาวปลา 150
1.3.7 การคุมกำเนิด 150
1.3.8 การปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน 151
1.3.9 การดูแลสุขภาพจิตสำหรับหญิงหลังคลอด 151
2. การดูแลเด็กหลังคลอด
2.1 หัตถการที่ใชในเด็ก 152
2.2 การใชยาสมุนไพรในเด็ก 160
3. ประเพณีและพิธีกรรมที่เกี่ยวของกับการดูแลมารดาและทารก 164
ภาคผนวก
ษีดัดตน 179
มณีเวช 185
บทที่ 1
การผดุงครรภ์ไทย
2
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
บทที่ 1
การผดุงครรภไทย
1.ประวัติการผดุงครรภไทย
ความรูวิชาผดุงครรภมีในสังคมไทยมานานแลว ดังปรากฏในตำราแพทยแผนไทยมาตั้งแตสมัยอยุธยา
ความรูเหลานี้มาจากการสังเกต ประสบการณ ผสมผสานกับศาสนาและความเชื่อ จนเกิดเปนประเพณีปฏิบัติ
ตาง ๆ เชน การอยูไฟหลังคลอด การงดกินของแสลง เปนตน
นอกจากนี้ มีการศึกษาเปรียบเทียบหนังสือเลมนี้กับคัมภีรประถมจินดาที่เปนคัมภีรครรภรักษา
ของไทยแตเดิม โดยตั้งขอสังเกตวาคัมภีรประถมจินดาที่มีตนฉบับเหลืออยูในหอสมุดแหงชาติ เปนคัมภีรที่มีการ
ในสมัยตนรัตนโกสินทรไดมีชาวตางชาติเขามาใน
ประเทศสยาม โดยชวงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลา
เจาอยูหัว รัชกาลที่ 3 วิชาผดุงครรภแผนตะวันตก เริ่มเผยแพรเขาสู
สังคมไทย โดยผูที่มีบทบาทสำคัญ คือ นายแพทยแดน บีช บรัดเลย
(Dr.Dan Beach Bradley) หรือหมอบรัดเลย มิชชันนารีชาวอเมริกัน
เมื่อป จ.ศ. 1204 (พ.ศ. 2385) หมอบรัดเลย ไดแปล
และเรียบเรียงตำราผดุงครรภแผนตะวันตกเปนภาษาไทยพรอม
ภาพประกอบ ชื่อวา “คัมภีรครรภทรักษา (Treatiseon Midwifery)
พิมพเผยแพรและแจกจายแกหมอหลวง ถือเปนตำราแพทยแผน
ตะวันตกเลมแรก ๆ ของไทย อยางไรก็ตาม ราชสำนักสยามในครั้ง
นั้นไมไดใหความสนใจกับความรูสมัยใหมนี้ ดังไมปรากฏวาเมื่อ
หมอบรัดเลยเรียบเรียงคัมภีรขึ้นแลวไดเขาถวายการรักษาพยาบาล
ผดุงครรภตามแบบตะวันตกในราชสำนัก
วัตถุประสงคที่หมอบรัดเลย แปลและเรียบเรียงคำภีร
ครรภทรักษา มี 3 ประการ คือ 1) เพื่อแสดงวิธีรักษาครรภ
โดยงายและสะดวก เนื่องดวยผูหญิงในสยามคลอดบุตรยากและ
ลำบาก 2) ทานเห็นวาทารกเมื่อแรกเกิดนั้นมีโรค และมักตายเร็ว
เปนอันมาก เพราะการรักษาของหมอ ในสมัยนั้นเปนที่วิปลาส
3) ดวยเหตุที่ทานศึกษาและรวบรวมตำราจากตำราการแพทย
ที่อเมริกาและอังกฤษ ที่ใชรักษาเปนผลดีเปนที่ยอมรับมาหลาย
รูปที่ 1.2 หมอบรัดเลย
ที่มา : สำนักวรรณกรรมเเละประวัติศาสตร.
กรมศิลปากร.
รูปที่ 1.1การอยูไฟในอดีตของสยาม
ที่มา:สำนักวรรณกรรมเเละประวัติศาสตร.
กรมศิลปากร.
3
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
การชำระภายหลัง(ชำระในป พ.ศ.2413)จากการพิมพหนังสือครรภทรักษาของหมอบรัดเลยแลวและเนื้อหาบางสวนของคัมภีร
ประถมจินดาฉบับชำระแลวอาจไดรับอิทธิพลจากคัมภีรครรภทรักษาของหมอบรัดเลย
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 4
เมื่อเจาจอมมารดาแพประสูติพระราชธิดาองคแรกคือ พระเจาบรมวงศเธอพระองคเจายิ่งเยาวลักษณ เมื่อ
พ.ศ. 2394 และเกิดอาการไขสูงขณะอยูไฟ จึงโปรดเกลาฯ ใหหมอบรัดเลยไปรักษาเจาจอมมารดาแพในพระตำหนักฝายใน
ซึ่งหมอบรัดเลยก็ใหเจาจอมมารดาแพเลิกอยูไฟทันที และรักษาตามวิชาผดุงครรภแผนตะวันตกจนเจาจอมมารดาแพมี
อาการดีขึ้นเปนที่พอพระราชหฤทัย
อยางไรก็ตาม ความสำเร็จของหมอบรัดเลยในการรักษาเจาจอมมารดาแพครั้งนั้นไมไดทำใหสตรี
ในราชสำนักเปลี่ยนไปใชการผดุงครรภแผนตะวันตกแตอยางใด แมแตเจาจอมมารดาแพเองก็ยังคงใชวิธีอยูไฟ
ในการประสูติพระราชโอรส ธิดาองคตอ ๆ มา จนกระทั่งถึงแกอสัญกรรมในคราวประสูติพระราชธิดาองคที่ 5 คือ
พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาบรรจบเบญจมา เมื่อ พ.ศ. 2404 ดวยอาการเลือดออกในมดลูก เนื่องจากรก
ติดคางอยู แมจะโปรดเกลาฯใหหมอบรัดเลยไปชวยรักษาจนสามารถดึงรกออกมาได แตก็ไมอาจรักษาชีวิตของเจาจอม
มารดาแพเอาไวได
ในระยะแรก การผดุงครรภแผนตะวันตกไมไดรับความนิยมในสยาม เนื่องจากไมสอดคลองกับความเชื่อเดิม
โดยเฉพาะการปฏิเสธการอยูไฟซึ่งเปนประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติกันมาเปนเวลานานทำใหราษฎรเกรงกลัวผลรายที่จะ
เกิดขึ้นหากไมไดอยูไฟ
ในชวงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวรัชกาลที่ 4ไดเกิดเหตุการณอันเปนมูลเหตุใหการ
ผดุงครรภแผนตะวันตกไดรับความนิยมมากขึ้นในสมัยตอมากลาวคือเมื่อครั้งที่พระวรวงศเธอกรมหมื่นปราบปรปกษ
มีโอรสองคแรกกับหมอมเปยม เมื่อ พ.ศ. 2410 หมอมเปยมไดอยูไฟจนถึงแกกรรม นับแตนั้นมา พระวรวงศเธอ
กรมหมื่นปราบปรปกษ ทรงหามไมใหหมอมอยูไฟเมื่อประสูติโอรส ธิดา และเปลี่ยนไปใชวิธีผดุงครรภแผนตะวันตกแทน
ปรากฏวาปลอดภัยสบายดีทุกคราว
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 5
พระวรวงศเธอกรมหมื่นปราบปรปกษกราบบังคมทูลสมเด็จพระศรีพัชรินทรา
บรมราชินีนาถ(พระนามเดิม สมเด็จพระนางเจาเสาวภาผองศรี) ใหทรงเห็น
คุณประโยชนของวิธีผดุงครรภแผนตะวันตก และทำใหมีพระราชดำริ
จะเปลี่ยนแปลงวิธีการผดุงครรภในราชสำนัก ครั้นเมื่อพระองคมี
พระประสูติการสมเด็จฯ เจาฟาอัษฎางคเดชาวุธ ในพ.ศ. 2432 พระองค
ประชวรดวยพิษไข จึงทรงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเลิกอยูไฟ
และใหนายแพทยปเตอร เกาแวน(PeterGowan)พยาบาลตามวิธีผดุงครรภ
แผนตะวันตก ปรากฏผลเปนที่พอพระราชหฤทัย ตั้งแตนั้นมาจึงโปรดเกลาฯ
ใหเลิกการอยูไฟในพระบรมมหาราชวังและพวกผูดีมีบรรดาศักดิ์นอกวัง
ก็เริ่มทำตามมากขึ้นเรื่อย ๆถือเปนจุดเริ่มตนของการยอมรับการผดุงครรภ
และการพยาบาลแผนใหมของสยาม
รูปที่ 1.3พระบรมฉายาลักษณ
พระวรวงศเธอกรมหมื่นปราบปรปกษ
ที่มา:สำนักวรรณกรรมเเละ
ประวัติศาสตร.กรมศิลปากร.
4
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
ในป พ.ศ. 2439 สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ ไดพระราชทานทรัพยสวนพระองค
ใหจัดตั้ง “โรงเรียนแพทยผดุงครรภและหญิงพยาบาล” นับเปนโรงเรียนพยาบาลแหงแรกของประเทศไทย ตามที่
พระบำบัดสรรพโรค (นายแพทยฮานส อดัมเซน) สูตินารีแพทย โรงพยาบาลศิริราชในขณะนั้นเสนอโครงการ
พรอมโปรดเกลาฯ ใหเจาพระยาภาสกรวงศ (พร บุนนาค) เสนาบดีกระทรวงธรรมการ เปนผูดำเนินการ
พระเจานองยาเธอ กรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชา อธิบดีกรมพยาบาล ดำเนินการจัดตั้ง และประกาศรับสมัครผูเขาเรียน
และโปรดเกลาฯ ใหทานผูหญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ เปนผูอำนวยการ ทำใหมีผูเขารับการศึกษาวิชาผดุงครรภ
แผนตะวันตกเพิ่มขึ้นทุกป และออกรักษาพยาบาลราษฎรอยูทั่วไป
ทั้งยังมีการผลิตและเผยแพรตำราแพทยและผดุงครรภสำหรับคนทั่วไป ทำใหการแพทยและผดุงครรภ
แผนตะวันตกแพรหลายในหมูราษฎรมากขึ้น จนกลายเปนวิธีหลักในการพยาบาลหญิงตั้งครรภในที่สุด สวน
การผดุงครรภแผนไทยและการอยูไฟก็ไดรับการปรับปรุงใหถูกหลักวิชาและเหมาะกับกาลสมัยยิ่งขึ้น จนเปน
การแพทยทางเลือกอยางหนึ่งที่ไดรับความนิยมในปจจุบัน
รูปที่ 1.4 พระบรมฉายาลักษณสมเด็จพระศรีพัชรินทรา รูปที่ 1.5 พระบำบัดสรรโรค
บรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปหลวง (นายแพทยฮานส อดัมเซน)
ที่มา : สำนักวรรณกรรมเเละประวัติศาสตร. กรมศิลปากร. ที่มา : สำนักวรรณกรรมเเละประวัติศาสตร.
กรมศิลปากร.
2. การผดุงครรภไทยในปจจุบัน
การผดุงครรภไทยในปจจุบันเปนความรูที่สืบทอดและเปนศาสตรและศิลปที่เชื่อมโยงประเพณี
และวัฒนธรรมของแตละทองถิ่นสืบตอกันมาเพื่อการบำรุงรักษา ฟนฟูและสงเสริมสุขภาพทั้งแมและเด็ก
ผูทำหนาที่ผดุงครรภไทยแตโบราณ เรียกวา “หมอตำแย” (ตำแย มาจาก มหาเถรตำแย ผูเขียนตำราวาดวย
วิชาทำคลอด) มีบทบาทดูแลสุขภาพของมารดาและทารก อยางครอบคลุม กลาวคือ ดูแลตั้งแตมารดาเริ่ม
ตั้งครรภ การคลอด และการดูแลในระยะหลังคลอด รวมทั้งการดูแลดานจิตใจ สรางความอบอุนใจใหแกมารดา
เปนการดูแลเหมือนเครือญาติ มีความเปนกันเอง จนกลายเปนสวนหนึ่งของวิถีชีวิต มีความเกี่ยวของกับความเชื่อ
พิธีกรรม วัฒนธรรม ประเพณี สิ่งแวดลอม ที่คาดวาปฏิบัติตามแลวจะปลอดภัยตอตนเองและบุตร
5
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
เมื่อการแพทยแผนปจจุบันเริ่มเขามาดูแลการคลอดความทันสมัยของการแพทยแผนปจจุบันทำให
หญิงมีครรภมีความมั่นใจในความปลอดภัย และนิยมไปคลอดที่โรงพยาบาล บทบาทของหมอตำแยจึงลดลง
เหลือเพียงการดูแลในระยะตั้งครรภ และการดูแลในระยะหลังคลอด
ในทางการแพทยแผนไทย “การผดุงครรภไทย” ถือวาเปนรากฐานของการเกิดของ “มนุษย”
ซึ่งเปนจุดเริ่มตนของชีวิตที่เกี่ยวของกับเรื่องอื่น ๆ ตอไป ทั้งทางเวชกรรมไทย เภสัชกรรมไทย และการนวดไทย
ลวนแลวแตจะตองตั้งตนทำความเขาใจและวิเคราะหปญหาสุขภาพจากการเกิดทั้งสิ้น โดยเกี่ยวโยงกับปรัชญา
พื้นฐานทางการแพทยแผนไทย เฉพาะเจาะจงไปที่แมและเด็ก มีองคประกอบสำคัญที่ตองศึกษาอยู 4 เรื่องใหญ ๆ
ไดแก กอนตั้งครรภ ระหวางตั้งครรภ การคลอด และหลังคลอด โดยองคความรูการผดุงครรภไทย สามารถ
สืบคนจากคัมภีรหรือตำราไดหลายเลม เชน
1) คัมภีรปฐมจินดา เปนคัมภีรหลักที่ไดกลาวถึงการเกิดของโลก การเกิดของมนุษย และอมนุษย
โดยเฉพาะอยางยิ่ง คือ การเกิดของมนุษย เริ่มตั้งแต การตั้งครรภ การดูแลครรภ การคลอด การดูแลมารดา
และทารกหลังคลอด
2) คัมภีรมหาโชตรัต กลาวถึงโลหิตระดูสตรีทั้งสตรีทั่วไป และสตรีหลังคลอด
3) คัมภีรฉันทศาสตร กลาวถึงเรื่องการดูน้ำนมดีและน้ำนมชั่ว
4) จารึกตำรายาวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กลาวถึงเรื่องโลหิตระดูสตรี แมซื้อ เรื่องครรภรักษา
ยาที่ใชในหญิงหลังคลอด รวมทั้งเรื่องการดูแลเด็ก
ปจจุบัน “การผดุงครรภไทย” เปนศาสตรแขนงหนึ่งในหลักวิชาการแพทยแผนไทยเกี่ยวกับการดูแล
มารดาและทารก ตั้งแตระยะเริ่มตั้งครรภจนกระทั่งคลอด มีการจัดการเรียนการสอนในสถาบันหรือ
สถานพยาบาล และสถาบันการศึกษา ซึ่งมีทั้งสาขาการแพทยแผนไทยและสาขาการแพทยแผนไทยประยุกต ดังนี้
1. สถาบันหรือสถานพยาบาลซึ่งไดรับอนุญาตใหถายทอดความรูสำหรับการฝกอบรม
ในวิชาชีพการแพทยแผนไทย ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทยแผนไทย พ.ศ. 2556 ตามมาตรา 12 (2)
(ก) : ดานการผดุงครรภไทย มีจำนวน 56 แหง ดังนี้
1. โรงเรียนแพทยแผนโบราณ วัดพระเชตุพน จ.กรุงเทพฯ 29. คลินิกการแพทยแผนไทยวัดทินกรนิมิต จ.นนทบุรี
2. คลินิกการแพทยแผนไทยเนตรดาว จ.กรุงเทพฯ 30. คลินิกหมอนภาการแพทยแผนไทย จ.นนทบุรี
3. สมาคมเภสัชและอายุรเวชโบราณแหงประเทศไทย
จ.กรุงเทพฯ
31. โรงพยาบาลการแพทยแผนไทยและการแพทย
ผสมผสาน กรมการแพทยแผนไทยฯ จ.นนทบุรี
4. คลินิกการแพทยแผนไทยหมอมราชวงศสอาด ทินกร
จ.กรุงเทพฯ
32. กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก
จ.นนทบุรี
5. มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา จ.กรุงเทพฯ 33. โรงเรียนเพ็ญแขแพทยแผนไทย จ.ปทุมธานี
6. โครงการอนุรักษภูมิปญญาเภสัชกรรมไทย เวชกรรมไทย
คณะเภสัชศาสตร จ.ขอนแกน
34. คลินิกการแพทยแผนไทยบีกินอะเกน จ.ปทุมธานี
7. โรงเรียนขอนแกนชีวเวช จ.ขอนแกน 35. บานมณีรินทรคลินิกการแพทยแผนไทย
จ.ปทุมธานี
6
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
8. ศูนยศึกษาและพัฒนาการแพทยแผนไทย
มหาวิทยาลัยขอนแกน
36. วิทยาลัยการแพทยแผนตะวันออก
มหาวิทยาลัยรังสิต จ.ปทุมธานี
9. สามัคคีคลินิกการแพทยแผนไทย จ.จันทบุรี 37. สถาบันเวชศาสตรการแพทยแผนไทย
มหาวิทยาลัยปทุมธานี จ.ปทุมธานี
10. โกมารภัจจ สหคลินิก จ.ชัยภูมิ 38. วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จ.พิษณุโลก
11. โรงเรียนการแพทยแผนไทยจันทนี จ.เชียงราย 39. คลินิกการแพทยแผนไทย สมาคมแพทย
แผนไทยเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ จ.เพชรบุรี
12. มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย จ.เชียงราย 40. วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร จ.มุกดาหาร
13. โรงเรียนจงรักษนวดแผนไทย จ.เชียงใหม 41. ภพอโรคยา คลินิกการแพทยแผนไทย จ.ราชบุรี
14. โรงเรียนพัฒนาปญญาไท จ.เชียงใหม 42. คลินิกประสาทแพทยแผนไทย จ.ลพบุรี
15. คลินิกเจดียแมครัวการแพทยแผนไทย จ.เชียงใหม 43. คลินิกพิพัฒนาภรณการแพทยแผนไทย จ.ลพบุรี
16. รวมโชคคลินิกการแพทยแผนไทย จ.เชียงใหม 44. คลินิกแพทยแผนไทยอโรคยาศาสตร จ.ศรีษะเกษ
17. โรงเรียนภัทรเวชสยามแผนไทย จ.เชียงใหม 45. คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี
ราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร จ.สกลนคร
18. โรงเรียนไทยสปาบูรพา จ.ตราด 46. โรงเรียนเวชศาสตรแผนไทยสงขลา จ.สงขลา
19. วิทยาลัยชุมชนตาก จ.ตาก 47. โรงเรียนสงเสริมสุขภาพแผนไทย จ.สงขลา
20. คลินิกการแพทยแผนไทยปฐมเจดีย จ.นครปฐม 48. คลินิกแพทยแผนไทยสมบูรณเวชรัถการ จ.สงขลา
21. สิริภัจจสหคลินิก จ.นครปฐม 49. คลินิกการแพทยแผนไทยเมืองสิงขระ จ.สงขลา
22. วิทยาลัยนครราชสีมา จ.นครราชสีมา 50. สมานคุณคลินิกการแพทยแผนไทย จ.สงขลา
23. คลินิกรักษสุขภาพแผนไทย จ.นครศรีธรรมราช 51. ดวงจันทรคลินิกการแพทยแผนไทย จ.สุราษฎรธานี
24. สถานพยาบาลรวมแพทยแผนไทย จ.นครศรีธรรมราช 52. โรงเรียนแพทยแผนไทยอุดรธานี จ.อุดรธานี
25. คลินิกปญญาวุธการแพทยแผนไทย จ.นครศรีธรรมราช 53. สถานพยาบาลแผนโบราณหมอองอาจ จ.อุตรดิตถ
26. คลินิกการแพทยแผนไทยหมอลัดดา จ.นครสวรรค 54. คลินิกการแพทยแผนไทยชลิต จ.อุบลราชธานี
27. โรงเรียนภัทรเวชสยาม จ.นนทบุรี 55. สุดารัตนคลินิกการแพทยแผนไทย จ.อุบลราชธานี
28. คลินิกการแพทยแผนไทย แผนไทยโอสถ จ.นนทบุรี 56. โอเอ็มดีคลินิกการแพทยแผนไทย จ.ปทุมธานี
ตารางที่ 1.1 สถาบันหรือสถานพยาบาลซึ่งไดรับอนุญาตใหถายทอดความรูสำหรับการฝกอบรม
ในวิชาชีพการแพทยแผนไทย ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทยแผนไทย พ.ศ. 2556 ตามมาตรา 12 (2)(ก)
ที่มา : สภาการแพทยแผนไทย, ขอมูล ณ วันที่ 23 พฤษภาคม 2567
7
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
2. สถาบันที่จัดการศึกษาระดับปริญญาหรือประกาศนียบัตรเทียบเทาปริญญา สาขาการแพทยแผนไทย
ที่สภาการแพทยแผนไทยรับรองตามพระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทยแผนไทย พ.ศ. 2556 ตามมาตรา 12 (2) (ข)
มีจำนวน 25 แหง ดังนี้
ลำดับ สถาบัน
1 วิทยาลัยการแพทยพื้นบานและการแพทยทางเลือก มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
2 คณะแพทยแผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต
3 คณะแพทยแผนไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร
4 คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร
5 คณะแพทยแผนไทยและแพทยทางเลือก มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
6 คณะวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏบานสมเด็จเจาพระยา
7 คณะวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร
8 คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยรามคำแหง
9 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดยะลา สถาบันพระบรมราชชนก
10 วิทยาลัยมวยไทยศึกษาและการแพทยแผนไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏหมูบานจอมบึง
11 คณะพยาบาลศาสตรและวิทยาการสุขภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
12 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี สถาบันพระบรมราชชนก สถาบันรวมผลิตมหาวิทยาลัยบูรพา
13 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดพิษณุโลก สถาบันพระบรมราชชนก
14 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทยและสาธารณสุขกาญจนาภิเษกจังหวัดนนทบุรี สถาบันพระบรมราชชนก
15 คณะวิทยาการสุขภาพและการกีฬา มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง
16 คณะวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
17 สาขาวิทยาศาสตรสุขภาพ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
18 คณะสหเวชศาสตร มหาวิทยาลัยปทุมธานี
19 วิทยาลัยการแพทยบูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต
20 คณะสาธารณสุขศาสตร มหาวิทยาลัยเฉลิมกาญจนา
21 คณะสหเวชศาสตร วิทยาลัยนครราชสีมา
22 คณะสหเวชศาสตร วิทยาลัยนอรทเทิรน
23 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดตรัง สถาบันพระบรมราชชนก
24 คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
25 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี สถาบันพระบรมราชชนก
ตารางที่ 1.2สถาบันที่จัดการศึกษาระดับปริญญาหรือประกาศนียบัตรเทียบเทาปริญญาสาขาการแพทยแผนไทย
ที่มา : สภาการแพทยแผนไทย, ขอมูล ณ วันที่ 23 พฤษภาคม 2567
8
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
3. สถาบันที่จัดการศึกษาระดับปริญญาหรือประกาศนียบัตรเทียบเทาปริญญา สาขาการแพทย
แผนไทยประยุกต ที่สภาการแพทยแผนไทยรับรองตามพระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทยแผนไทย
พ.ศ. 2556 มีจำนวน 12 แหง ดังนี้
ลำดับ สถาบัน
1 สถานการแพทยแผนไทยประยุกต คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
2 สถานการแพทยแผนไทยประยุกต คณะแพทยศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร
3 คณะการแพทยบูรณาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
4 คณะสาธารณสุขศาสตรและสหเวชศาสตร สถาบันพระบรมราชชนก วิทยาลัยการแพทยแผนไทยอภัยภูเบศร
5 วิทยาลัยสหเวชศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
6 สำนักวิชาการแพทยบูรณาการ มหาวิทยาลัยแมฟาหลวง
7 คณะแพทยศาสตร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
8 คณะสาธารณสุขศาสตร มหาวิทยาลัยนเรศวร
9 คณะแพทยศาสตร มหาวิทยาลัยพะเยา
10 คณะวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
11 สำนักวิชาแพทยศาสตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ
12 คณะสหเวชศาสตร มหาวิทยาลัยบูรพา
ตารางที่ 1.3 สถาบันที่จัดการศึกษาระดับปริญญาหรือประกาศนียบัตรเทียบเทาปริญญา
สาขาการแพทยแผนไทยประยุกต
ที่มา : สภาการแพทยแผนไทย, ขอมูล ณ วันที่ 23 พฤษภาคม 2567
ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ไดออกประกาศใหสอดคลองกับกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา
แหงชาติ โดยกำหนดใหสถาบันอุดมศึกษาใดที่จัดการศึกษาหลักสูตรระดับปริญญาตรี สาขาการแพทยแผนไทย
ตองมีมาตรฐานไมต่ำกวา “มาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรี สาขาการแพทยแผนไทย พ.ศ. 2560”
โดยโครงสรางหลักสูตร กลุมวิชาการผดุงครรภไทย มีจำนวนหนวยกิตไมนอยกวา 7 หนวยกิต จะตองครอบคลุม
เนื้อหาสาระ ดังนี้ ความหมายและความสำคัญของการผดุงครรภไทย กายวิภาคศาสตรและสรีรวิทยาการ
ตั้งครรภ การสงเสริมสุขภาพและการดูแลมารดาและทารกระยะกอนคลอด ระหวางคลอดและหลังคลอดตาม
แนวทางการแพทยแผนไทย ความผิดปกติของมารดาและทารก การสงตอผูปวย วิธีการทำคลอดในรายปกติ
ที่ไมมีภาวะแทรกซอน โดยเนนการดูแลมารดาหลังคลอดดวยวิธีการแพทยแผนไทย ไดแก การอยูไฟ การทับ
หมอเกลือ การอบ ประคบ และการนวดหลังคลอด
ในสวนมาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรี สาขาการแพทยแผนไทยประยุกต ตามประกาศ
“มาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรี สาขาการแพทยแผนไทยประยุกต พ.ศ. 2554” กำหนดโครงสรางหลักสูตร
กลุมวิชาผดุงครรภ ไมนอยกวา 4 หนวยกิต ครอบคลุมเนื้อหาสาระ ดังนี้ กายวิภาคศาสตรและสรีรวิทยาของ
การตั้งครรภ การวินิจฉัยการตั้งครรภ การดูแลหญิงในระยะตั้งครรภภาวะแทรกซอนที่มีผลตอการตั้งครรภ
9
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
กลไกการคลอด หลักและวิธีการทำคลอดในรายปกติ หลักการและวิธีการดูแลหญิงตั้งครรภจนถึงหลังคลอด
ดวยศาสตรการแพทยแผนไทย หลักการดูแลทารกแรกคลอด การใหนมบุตร และการวางแผนครอบครัว
โดยผูที่ศึกษาในสาขาการแพทยแผนไทยและการแพทยแผนไทยประยุกต จากสถาบันหรือ
สถานพยาบาล และสถาบันการศึกษา จะตองสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเสียกอน จึงสามารถปฏิบัติงานใน
โรงพยาบาล หรือใหการรักษาแกผูปวยได โดยปจจุบันมีผูประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทย (เฉพาะดานการ
ผดุงครรภไทย) และการแพทยแผนไทยประยุกต ตั้งแต ป 2540 - 2566จำแนกประเภท ดังนี้
ประเภท จำนวน (คน)
ผูประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทย ตามมาตรา 12 (2) (ก)
(เฉพาะดานการผดุงครรภไทย)
10,604
ผูประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทย ตามาตรา 12 (2) (ข)
(เฉพาะดานการผดุงครรภไทย)
6,139
ผูประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทยประยุกต 4,729
ตารางที่ 1.4 จำนวนผูประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทย (ก) (ข) และการแพทยแผนไทยประยุกต
ที่มา :สภาการแพทยแผนไทย, ขอมูล ณ วันที่ 12 มีนาคม 2566
นอกจากนี้ ผูชวยแพทยแผนไทย เปนบุคคลที่สามารถประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทย
ดานการผดุงครรภไทยไดตามระเบียบ ดังนี้
1) ตามระเบียบกระทรวงสาธารณสุขวาดวยบุคคลซึ่งกระทรวง ทบวง กรม เทศบาล องคการบริหาร
สวนจังหวัด องคการบริหารสวนตําบล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องคกรปกครองสวนทองถิ่นรูปแบบพิเศษ
อื่นตามที่มีกฎหมายกําหนด หรือสภากาชาดไทย มอบหมายใหประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทย ในความ
ควบคุมของเจาหนาที่ ซึ่งเปนผูประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทยหรือผูประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทย
ประยุกต หรือผูประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2560
2) ตามระเบียบกระทรวงสาธารณสุขวาดวยบุคคลซึ่งปฏิบัติงานในสถานพยาบาล ตามกฎหมาย
วาดวยสถานพยาบาล กระทําการประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทยหรือการประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทย
ประยุกต ในความควบคุมของผูประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทยหรือผูประกอบวิชาชีพการแพทย
แผนไทยประยุกต พ.ศ. 2560
10
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
จำนวนผูชวยแพทยแผนไทยในหนวยบริการสุขภาพของรัฐ ขอมูลจาก HDC Service กระทรวง
สาธารณสุข ณ วันที่ 16 เม.ย. 2563 มี 5,204 คน ดังนี้
หนวยบริการ จำนวนผูชวยแพทยแผนไทย (คน)
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด 4
สถานีอนามัย 3,732
สถานบริการสาธารณสุขชุมชน 4
โรงพยาบาลศูนย 68
โรงพยาบาลทั่วไป 139
โรงพยาบาลชุมชน 1,108
ศูนยสุขภาพชุมชน ของ รพ. 20
ศูนยสุขภาพชุมชน สธ. 8
โรงพยาบาล นอก สธ. 75
ศูนยบริการสาธารณสุข 12
ไมระบุ 34
รวม 5,204
ตารางที่ 1.5 จำนวนผูชวยแพทยแผนไทยในหนวยบริการสุขภาพของรัฐ
ที่มา : HDC Service กระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 16 เม.ย. 2563 อางใน รายงานการสาธารณสุขไทย
ดานการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก พ.ศ. 2560-2563.
ในสวนผูชวยแพทยแผนไทยที่ปฏิบัติงานอยูในโรงพยาบาลเอกชนหรือคลินิกการแพทยแผนไทยยังไมมี
การสำรวจวามีจำนวนเทาใด ที่ใดบาง
ทั้งนี้ การบริการการแพทยแผนไทย ดานการผดุงครรภไทย สามารถเบิกคาบริการสำหรับฟนฟูสุขภาพ
มารดาหลังคลอด จากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแหงชาติไดในป 2553 เปนตนมา
โดย กรณีคลอดปกติ เริ่มใหบริการไดหลังจากคลอดแลว 2-7 วัน กรณีผาตัดคลอด ใหบริการได
หลังจากวันที่ผาตัดคลอดแลว 1 เดือน
ชุดบริการฟนฟูสุขภาพมารดาหลังคลอดดวยการแพทยแผนไทย (Postpartum care) ประกอบดวย
การนวดไทย การอบไอน้ำสมุนไพร การประคบสมุนไพร การทับหมอเกลือ การใหคำแนะนำในการดูแลตนเอง
หลังคลอด
11
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
โดยมีเงื่อนไข/หลักเกณฑในการเขารับบริการ คือ เปนการใหบริการประเภทบริการผูปวยนอกทั่วไป
มีรหัสโรคตาม ICD-10 หรือ ICD-10Thai med และรหัสหัตถการการแพทยแผนไทยครบ 5 กิจกรรม/ครั้ง ดังนี้
รหัส 9007712 : การบริบาลหญิงหลังคลอดดวยการทับหมอเกลือที่ทั่วรางกาย
รหัส 9007713 : การบริบาลหญิงหลังคลอดดวยการนวดที่ทั่วรางกาย
รหัส 9007714 : การบริบาลหญิงหลังคลอดดวยการประคบสมุนไพรที่ทั่วรางกาย
รหัส 9007716 : การบริบาลหญิงหลังคลอดดวยการอบไอน้ำสมุนไพรที่ทั่วรางกาย
รหัส 9007730 : การบริบาลหญิงหลังคลอดดวยการปฏิบัติตัวสำหรับหลังคลอดที่ทั่วรางกาย
ซึ่งจะตองรับบริการรวมไมเกิน 5 ครั้ง/3 เดือน หลังจากวันที่คลอด และไมเกินวันละ 1 ครั้ง
12
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
เอกสารอางอิง
1. กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข. ตำราภูมิปญญาการผดุงครรภไทย.
พิมพครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: จุฑาเจริญทรัพย; 2560.
2. กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. รายงานการสาธารณสุขไทย ดานการแพทยแผนไทยและ
การแพทยทางเลือก พ.ศ. 2560-2563. พิมพครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: บริษัท คอมมา ดีไซนแอนดพริ้น จำกัด;
2564.
3. นภนาท อนุพงศพัฒน. หอจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑสุขภาพไทย. คัมภีรครรภทรักษาของหมอบรัดเล
การเขามาของความรูผดุงครรภตะวันตกในไทย. เผยแพรเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2566. เขาถึงไดจาก
https://www.hfocus.org/content/2013/11/5314 สืบคน 11 มีนาคม 2567.
4. ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรี สาขาการแพทยแผนไทย พ.ศ. 2560
ลงวันที่ 18 กันยายน 2560. ราชกิจจานุเบกษา เลม 134 ตอนพิเศษ 271 ง วันที่ 6 พฤศจิกายน 2560.
5. ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรี สาขาการแพทยแผนไทยประยุกต
พ.ศ. 2554 ลงวันที่ วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2554 ราชกิจจานุเบกษา เลม 129 ตอนพิเศษ 54 ง วันที่ 23
มีนาคม 2554.
6. มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงคในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร. การผดุงครรภไทย. เขาถึงไดจาก
https://www.saranukromthai.or.th/sub/book/book.php?book=33&chap=8&page=t33-8-
infodetail06.html สืบคน 19 มกราคม 2567.
7. วีริสา ทองสง. บทบาทและภูมิปญญาพื้นบานของหมอตำแยในจังหวัดพัทลุง. วิทยานิพนธ หลักสูตรปริญญา
การแพทยแผนไทยมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร. 2559.
8. สภาการแพทยแผนไทย. รายชื่อสถาบันที่จัดการศึกษาระดับปริญญาหรือประกาศนียบัตรเทียบเทาปริญญา
สาขาการแพทยแผนไทย ที่สภาการแพทยแผนไทยรับรองตามพระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทยแผนไทย
พ.ศ. 2566. เขาถึงไดจาก https://thaimed.or.th สืบคน 23 พฤษภาคม 2567.
9. สภาการแพทยแผนไทย. รายชื่อสถาบันที่จัดการศึกษาระดับปริญญาหรือประกาศนียบัตรเทียบเทาปริญญา
สาขาการแพทยแผนไทยประยุกต ที่สภาการแพทยแผนไทยรับรองตามพระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทย
แผนไทย พ.ศ. 2566. เขาถึงไดจาก https://thaimed.or.th สืบคน 23 พฤษภาคม 2567.
10. สภาการแพทยแผนไทย. รายชื่อสถาบันหรือสถานพยาบาลซึ่งไดรับอนุญาตใหถายทอดความรูสำหรับการ
ฝกอบรมในวิชาชีพการแพทยแผนไทย ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทยแผนไทย พ.ศ. 2556. เขาถึงได
จาก https://thaimed.or.th สืบคน 23 พฤษภาคม 2567.
11. สภาการแพทยแผนไทย. เอกสารขอมูลจำนวนผูประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทย ตามมาตรา 12 (2) (ก)
ป 2540 – 2566 จำนวนผูประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทย ตามาตรา 12 (2) (ข) ป 2540 – 2566 และ
จำนวนผูประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทยประยุกต ป 2540 – 2566. 12 มีนาคม 2566.
13
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
12. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแหงชาติ. งบบริการการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. เอกสารการ
ประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินงานบริการปฐมภูมิและนวัตกรรมบริการ ปงบประมาณ 2567 สำนักงาน
หลักประกันสุขภาพแหงชาติ เขต 6 ระยอง วันที่ 19 ธันวาคม 2566. เขาถึงไดจาก
https://rayong.nhso.go.th/files/userfiles/file/661214_fund67/D19 สืบคน 23 พฤษภาคม 2567.
13. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแหงชาติ. แนวเวชปฏิบัติดานการแพทยแผนไทย (วพท.) สำหรับฟนฟูสุขภาพ
แมหลังคลอด พ.ศ.2553 ในระบบหลักประกันสุขภาพถวนหนา. 17 มีนาคม 2553.
14. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแหงชาติ. เอกสารชี้แจงการบริหารจัดการบริการการแพทยแผนไทยในระบบ
หลักประกันสุขภาพแหงชาติ ปงบประมาณ 2563. เขาถึงไดจาก http://pbhd.moph.go.th สืบคน 12
มีนาคม 2566.
15. สำนักงานอุทยานการเรียนรู สังกัดสำนักงานบริหารและพัฒนาองคความรู (องคการมหาชน).
คำภีรครรภทรักษาหมอบรัดเล ด็อกเตอรแดน บีช บรัดเล (Dr. Dan Beach Bradley). เขาถึงไดจาก
http://valuablebook2.tkpark.or.th/2015/1/book_index.html สืบคน 11 มีนาคม 2567.
16. สำนักวรรณกรรมเเละประวัติศาสตร. แรกรับวิชาผดุงครรภแผนตะวันตกในสยาม. เขาถึงไดจาก
https://www.finearts.go.th/literatureandhistory สืบคน 11 มีนาคม 2567.
17. สุพรรณฉัตร หนูสวัสดิ์, อนุวัฒน วัฒนพิชญากุล. สภาพการดำเนินงานและปญหาการพัฒนางานดาน
การผดุงครรภไทย ในโรงพยาบาลรัฐของประเทศไทย. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและ
เทคโนโลยีอีสเทิรน. 2565.
18. อภิรัช อินทรางกูร ณ อยุธยา. ความรูเบื้องตนการพยาบาลผดุงครรภเลม 1. เชียงใหม: ครองชางพริ้นติ้ง
จำกัด; 2554.
19. Pavinee Bunnag. History of Nursing and Midwifery in Siam from 1896 to 1935:
The Colonial Context of Modernization. Faculty of Liberal Arts, Thammasat University.
Thammasat Journal of History, Vol.8, No.1 (January - June 2021)
บทที่ 2
การเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์
15
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
บทที่ 2
การเตรียมตัวกอนตั้งครรภ
1. ทฤษฎีวาดวยการเกิดของมนุษยตามตำราการแพทยแผนไทย
2. องคประกอบของชีวิตทางการแพทยแผนไทย
3. การดูแลสุขภาพบุรุษและสตรี
3.1 สมดุลสุขภาพตามธาตุกำเนิด/เจาเรือน
3.2 ลักษณะสตรีที่แตกตางจากบุรุษ และลักษณะที่ดีของบุรุษและสตรี
3.3 โรคทางคัมภีรแพทยแผนไทยที่เกี่ยวของกับบุรุษและสตรี
3.4 หลักการดูแลสุขภาพเพื่อเตรียมความพรอมในการมีบุตร
4. การสงเสริมสุขภาพเพื่อปรับสมดุลรางกายดวยศาสตรการแพทยแผนไทย
4.1 การนวดกอนตั้งครรภ
4.2 ยาปรับโลหิตระดูสตรี
16
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
1. ทฤษฎีวาดวยการเกิดของมนุษยตามตำราการแพทยแผนไทย
การกำเนิดมนุษยโดยทรรศนะการแพทยแผนไทย มีความสอดคลองกับทรรศนะของพระพุทธศาสนา
กลาวคือ ชีวิตทารกในครรภที่จะกำเนิดมานั้น ตองประกอบดวยรูปธรรม (มหาภูตรูป 4 หรือธาตุทั้ง 4 ไดแก
ดิน น้ำ ลม และไฟ) กอนแลวนามธรรม (จิตวิญญาณ) จึงอาศัยเกิดขึ้นภายหลัง โดยการแปรปรวนของรูปของ
เหลามนุษยจะผันแปรไปตามสมุฏฐานคือ อุตุสมุฏฐาน (เขตภูมิอากาศของประเทศที่ทารกถือกำเนิด) ประเทศ
สมุฏฐาน (สภาพสิ่งแวดลอม ถิ่นที่อยูอาศัยของทารกนั้น) และไปตามราคะณัคคี (ไฟราคะ หรือสัญชาติญาณ
ในการสืบเผาพันธุ) ของชายและหญิง ทั้งนี้ เมื่อเชื่อมโยงขอมูลสวนของคัมภีรแพทยแผนไทยซึ่งมีรากฐาน
มาจากพระไตรปฎก โดยเฉพาะพระสูตรอัคคัญญสูตร ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาไดตรัสถึงเรื่องการกำเนิด
จักรวาล โลก สรรพสิ่งตาง ๆ และกำเนิดแหงมนุษย จากตำราเวชศาสตรฉบับหลวง ฉบับรัชกาลที่ 5
ใน “พระคัมภีรปฐมจินดา” ผูกที่ 1 ปริเฉทที่ 1 ตอนที่ 3 วาดวยครรภปฏิสนธิ เปนลักษณะแหงการตั้งครรภ
กลาวถึงการกำเนิดของทารกมนุษยวา เมื่อจะปฏิสนธิ จะตองมีองคประกอบพรอมทั้ง 3 ประการ ดังนี้
1) ธาตุทั้ง 4 (มหาภูตรูป) ของบิดาและมารดา ครบบริบูรณ
2) ธาตุทั้ง 4 นั้น ระคนกันเขา (หมายถึงมีการรวมประเวณีกัน) ในการแพทยแผนไทย เรียกวา โลหิต
ของบิดาระคนเขากับโลหิตของมารดา จึงบังเกิดขึ้นดวยธาตุนํ้า คือ ตอมเลือดของมารดา ทานกลาววา สุขุมัง
ปรมาณู (หมายถึง อสุจิ) ของบิดานั้นละเอียดนัก ระคนกันเขากับเลือดของมารดาในครรภ (หมายถึง ไขสุก)
3) มี คันธัพพะ คือ ปฏิสนธิจิตมาเกิด หรือปฏิสนธิวิญญาณมาอาศัย
ตามทฤษฎีทางการแพทยแผนไทย เมื่อเกิดการปฏิสนธิขึ้นในครรภของมารดา จะพบวา ภาวะรางกาย
ของมารดาจะมี ปตตะ (หมายถึง พลังงานความรอน) เพิ่มขึ้น อุณหภูมิในรางกายของมารดาอาจสูงขึ้นเล็กนอย
แตไมไดเปนไข (ตัวรุม ๆ) เพราะเกิดจากการสะสมของเลือดจนรวมเปนกายทารกมาฝงในรางกายของมารดา
จากนั้นปตตะจะตองคอย ๆ หยอนลงตามระยะการพัฒนาการของทารก วาตะ (หมายถึง พลังงานลม)
ที่เคยพัดแรงในชวงที่ปตตะเริ่มหยอน จะเริ่มนิ่งเพื่อไมใหเกิดการกระเทือนตอครรภและทารก จากนั้นเสมหะ
(หมายถึง พลังงานนํ้า) ในกายมารดาจะพัดเพื่อหลอเลี้ยงครรภ และปองกันอันตรายใหกับทารก (เทียบไดกับ
ถุงนํ้าครํ่า ในสูติศาสตรตะวันตก) ในที่สุดการตั้งครรภจะทำใหเกิดธาตุดิน คือ อวัยวะตาง ๆ ของทารกจนครบ
บริบูรณทุกระบบ จนถึงวันที่ครบกำหนดแหงการคลอด การดูแลรักษาครรภมารดาจึงตองคอยประคอง
ใหไฟรอนพอดี ใหลมนิ่งพอดี และนํ้าตองมาเลี้ยงมากพอเพื่อใหดินบวมและฉํ่า เพื่อที่จะเติบโตได จึงเห็นไดวา
ในการกำเนิดมนุษยนั้น ดิน (ตัวทารก) จึงลอยอยูบนนํ้า (ถุงนํ้าครํ่า) นํ้าจึงลอยอยูบนลม (ชองวางในมดลูก)
ที่คอยพัดประคองอยูในครรภ และลมก็จะอยูบนไฟทั้ง 4 กอง ของมารดา ไดแก สันตัปปคคี (ไฟอุนกาย),
ปริทัยหัคคี (ไฟรอนระสํ่าระสาย), ปริณามัคคี (ไฟยอยอาหาร) และชิรณัคคี (ไฟเผาใหแกชรา) ไฟจะตองคอย
ควบคุมใหพอดี ไมรอนไมเย็นเกินไปจนเกิดอันตรายตอครรภ แพทยแผนไทยจึงตองคอยสังเกตอาการ
ของมารดา โดยเริ่มดูแลตั้งแตมารดาตั้งครรภเพื่อที่จะปรุงยาบำรุงครรภรักษาใหถูกกับอาการแตละชวง
17
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
2. องคประกอบของชีวิตทางการแพทยแผนไทย
ตามหลักทฤษฎีการแพทยแผนไทย กลาววา คนเราเกิดมาในรางกายประกอบดวยธาตุทั้ง 4 คือ
ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ซึ่งทฤษฎีการแพทยแผนไทย ใหความหมายของชีวิตวา ชีวิต คือ ขันธ 5
(อันไดแก รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ) รางกายประกอบดวยธาตุทั้ง 4 ไดแก ธาตุดิน (20 ประการ)
ธาตุน้ำ (12 ประการ) ธาตุลม (6 ประการ) ธาตุไฟ (4 ประการ) ซึ่งในแตละบุคคลจะมีธาตุเดน เปนธาตุ
ประจำตัว เรียกวา “ธาตุเจาเรือน”
3. การดูแลสุขภาพบุรุษและสตรี
3.1 สมดุลสุขภาพตามธาตุกำเนิด/เจาเรือน
ธาตุเจาเรือน หมายถึง องคประกอบของธาตุทั้ง 4 ที่รวมกันอยางปกติแตจะมีธาตุอยางใดอยางหนึ่งเดน
หรือมากกวาธาตุอื่น ๆ ซึ่งจะเปนบุคลิกลักษณะและอุปนิสัยติดตัวมาตั้งแตแรกเกิด หรือเรียกอีกอยางหนึ่งวา
“ธาตุกำเนิด” ภายหลังอาจเปลี่ยนแปลงได เนื่องจากพฤติกรรมการเลี้ยงดูและสิ่งแวดลอม
ความรูทางการแพทยแผนไทยเรื่อง “ธาตุกำเนิด” (ธาตุเจาเรือน) มีบันทึกรวบรวมในคัมภีรแพทย
แผนไทย ในตำราตาง ๆ ดังนี้
พระคัมภีรปฐมจินดา ผูก 6 ลักษณะตานโจรวาดวยธาตุกำเนิด, ธาตุบรรจบ, ธาตุพิการ, ธาตุแตก,
ธาตุอติสาร, บริบูรณโดยสังเขป ดังนี้
อยํ กาโย ธาตุเหตุโก อยํ กาโย ธาตุนิทาโน อยํ กาโย อาหารเหตุโก อยํ กาโย ธาตุนิทาโน ติณณํ อุตูนํ ทวา
ทสาการํ อสิ
อันวาลักษณะตานโจรอีก 7 จำพวก อันบังเกิดขึ้นดวยธาตุทั้ง 4 นั้น ตองดวยวาระพระบา ี ดังนี้
โดยอธิบายวาเมื่อแรกสัตวจะมาเอาปฏิสนธิในครรภแหงมารดานั้น เมื่อมารดามีครรภตั้งขึ้นในฤดูอันใด
ในธาตุอันใด ก็เอาธาตุอันนั้นเปนที่ตั้งแหงกุมารกุมารีนั้นเปนอาทิ
ถาแลสัตรีใดมีครรภในเดือน 5 เดือน 6 เดือน 7 ทั้ง 3 เดือนนี้เปนลักษณะแหงเตโชธาตุ อันวากุมารกุมารี
ผูนั้นเมื่อตั้งเปนปญจสาขา แลมีอาการ 32 พรอมบริบูรณแลวเมื่อใด จึงตั้งธาตุไฟขึ้นกอนเปนตนแหงธาตุ
บรรจบ
ถาแลสัตรีใดมีครรภในเดือน 8 เดือน 9 เดือน 10 ทั้ง 3 เดือนนี้เปนลักษณะแหงวาโยธาตุ อันวากุมารกุมารี
นั้นเมื่อตั้งมูลปฏิสนธิ พรอมดวยทวดึงษาการ บริบูรณแลวเมื่อใด จึงตั้งธาตุลมกอนเปนตน จึงบรรจบกับ
ธาตุแหงมารดา
ถาแลสัตรีใดมีครรภในเดือน 11 เดือน 12 เดือน 1 ทั้ง 3 เดือนนี้ เปนลักษณะแหงอาโปธาตุ เมื่อกุมารกุมารี
ผูนั้นตั้งมูลปฏิสนธิพรอมดวยอาการ 32 แลว จึงตั้งธาตุน้ำกอนเปนตน จึงบรรจบเขากับธาตุแหงมารดานั้น
18
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
ถาแลสัตรีใดมีครรภในเดือน 2 เดือน 3 เดือน 4 ทั้ง 3 เดือนนี้เปนลักษณะแหงปถวีธาตุ เมื่อกุมารกุมารี
ผูนั้น ตั้งมูลปฏิสนธิพรอมดวยอาการ 32 แลว จึงตั้งธาตุดินกอนเปนตน จึงบรรจบเขากับธาตุแหงมารดานั้น
สุดแตมารดานั้นเมื่อแรกมีครรภในฤดูอันใดในธาตุอันใด ธาตุอันนั้นแลฤดูอันนั้นก็เปนที่ตั้งแหงผูนั้น
ติดตัวมาตราบเทาจนกุมารแลกุมารีผูนั้นคลอดจากครรภแหงมารดา จนอายุได 5 ขวบ 6 ขวบ
ดังนี้ ในเมื่ออายุกุมารแลกุมารีผูนั้นได 5 ขวบ 6 ขวบ สิ้นกำหนดแหงตานทรางแลว จึงบังเกิดตานโจรขึ้นตาง ๆ
ถาแพทยวางยาขนานใด ๆ มิฟง ทานใหดูในพระคัมภีรธาตุบรรจบนี้ ใหแกตามธาตุกำเนิดนั้นดวย
พระอาจารยเจาทานผอนเปน 4 กองไวใหแพทยผูมีปญญาพึงพิจารณาดูเถิด
ในพจนานุกรมศัพทแพทยและเภสัชกรรมแผนไทย
“ธาตุกำเนิด” หมายถึง ธาตุที่มาพรอมกับกำเนิดของแตละคน แบงตามเดือนทางจันทรคติที่เริ่มปฏิสนธิใน
ทองแมไดเปน 4 ประเภท คือ ผูที่ปฏิสนธิในเดือน 5, 6 และ 7 จะมีธาตุกำเนิดเปนธาตุไฟ
ผูที่ปฏิสนธิในเดือน 8, 9 และ 10 จะมีธาตุกำเนิดเปนธาตุลม
ผูที่ปฏิสนธิในเดือน 11, 12 และ 1 จะมีธาตุกำเนิดเปนธาตุน้ำ
ผูที่ปฏิสนธิในเดือน 2, 3 และ 4 จะมีธาตุกำเนิดเปนธาตุดิน,
“ธาตุเจาเรือน” ก็เรียก
ในพระคัมภีรฉันทศาสตร กลาวถึงธาตุกำเนิดของกุมาร กุมารี สัมพันธกับวันเกิด ดังนี้
หนึ่งคลอดมาจากครรภ ระวีวัน เสารี เตโช มีเปนอาทิ ศะศิ ครูปถวี อังคารมีวาโย พุฒ อาโป ศุกร
ดวยธาตุนี้มวยกับตน โรคระคนทั่วไป ปฤกษาไขจงมั่น ฤดูนั้นเขาจับ อายุกับเพลา เดือนวันมาประมวณ
จึ่งใครครวญดวยโทษ ไนยหนึ่งโสดไขนั้น แซกซ้ำกันบางที วาโยดีเจือกัน เสมหะนั้นกับดี เสมหะมีกับลม
ใครใหสมอยาเบา อยาฟงเขาผูอื่น คัมภีรยืนเปนแน กำหนดแกเจาเรือน อายุเดือนวันเพลา กำเริบมาเปน
แซก ไขมาแขก อยากลัว ถึงมึนมัวซบเซา ถาไขเจาเรือนไป ไขแขกไมอาจอยู อนึ่งเล็งดูในไข พอยาไดจึ่งยา
ไมรูอยาควรทำ จักเกิดกรรมเกิดโทษ
กลาวโดยสรุป คือ
ผูที่เกิดวัน อาทิตย และ เสาร จะมีธาตุกำเนิดเปน ธาตุไฟ
ผูที่เกิดวัน จันทร และ พฤหัสบดี จะมีธาตุกำเนิดเปน ธาตุดิน
ผูที่เกิดวัน อังคาร และ พุธ (กลางคืน) จะมีธาตุกำเนิดเปน ธาตุลม
ผูที่เกิดวัน พุธ (กลางวัน) และ ศุกร จะมีธาตุกำเนิดเปน ธาตุน้ำ
"ธาตุเจาเรือน" มี 2 ลักษณะ คือ ธาตุเจาเรือนเกิด ซึ่งจะเปนไปตาม วันเดือนปเกิด และธาตุเจาเรือน
ปจจุบัน ที่พิจารณาจากบุคลิกลักษณะ อุปนิสัยและภาวะดานสุขภาพ เมื่อธาตุทั้งสี่ในรางกายสมดุล
หมายเหตุ : ลักษณะธาตุเจาเรือนตามเดือนเกิดนั้น สิ้นสุดเมื่อผูคน อายุได 5-6 ขวบ
19
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
บุคคลจะแข็งแรงไมเจ็บปวย แตหากขาดความสมดุลมักเกิดความเจ็บปวยดวยโรคที่เกิดจากจุดออนดานสุขภาพ
ของแตละบุคคลตามเรือนธาตุที่ขาดความสมดุลนั้น ดังนั้นเพื่อเปนการปองกันปญหาความเจ็บปวยที่อาจเกิดขึ้น
การปรับพฤติกรรมการบริโภคอาหารของแตละคนในชีวิตประจำวัน โดยใชรสของอาหารที่เปนยามาปรับสมดุล
ของรางกายเพื่อปองกันความเจ็บปวย
ทฤษฎีธาตุเจาเรือนกับการนำไปประยุกตใชในการดูแลสุขภาพ
ธาตุเจาเรือนเกิดจากเดือนปฏิสนธิตามคัมภีรปฐมจินดา (คือนับเวลาเดือนเริ่มตนที่คุณแมเริ่มตั้งครรภ)
เดือนปฏิสนธิ เดือนทางจันทรคติ (ฤดู 4) เดือนทางสุริยะคติ ธาตุ
กำเนิด
รสอาหาร
ปรับสมดุล
5, 6 และ 7 แรม 1 ค่ำ เดือน 4 ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 ประมาณ มี.ค.-มิ.ย. ไฟ ขม เย็น จืด
8, 9 และ 10 แรม 1 ค่ำ เดือน 7 ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 ประมาณ มิ.ย.-ก.ย. ลม เผ็ดรอน
11, 12 และ 1 แรม 1 ค่ำ เดือน 10 ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 1 ประมาณ ก.ย.-ธ.ค. น้ำ เปรี้ยว ขม
2, 3 และ 4 แรม 1 ค่ำ เดือน 1 ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ประมาณ ธ.ค.-มี.ค. ดิน ฝาด หวาน
มัน เค็ม
ตารางที่ 2.1แสดงขอมูลสรุปธาตุกำเนิดจากเดือนปฏิสนธิตามคัมภีรปฐมจินดา
ธาตุเจาเรือนปจจุบันที่พิจารณาจากบุคลิกลักษณะภาวะดานสุขภาพตามคัมภีรวรโยคสาร และตำราอายุรเวทศึกษา
ธาตุ ลักษณะ ความเจ็บปวยที่ตองระวัง ตัวอยางอาหารแนะนำ
ไฟ รางเล็ก ผิวแหง ผมนิ่ม เสียง
เล็ก
ความผิดปกติของฮอรโมน ตับอักเสบ
อาการไข
ผักบุง ตำลึง ยานาง บัวบก
ลม รางผอม ผิวแหง ผมบาง
เสียงต่ำ
ความดันโลหิตสูง ทองอืด อัมพฤกษ
อัมพาต
ขิง ขา ตะไคร พริกไทย
น้ำ รางทวม ผิวสดใส ผมหนา
เสียงนุม
ไขหวัด ระบบไหลเวียนโลหิต-ปสสาวะ ขี้เหล็ก สะเดา มะนาว สม
ดิน รางใหญ ผิวคล้ำ ผมหนา
เสียงใหญ
หัวใจ ระบบทางเดินอาหาร-กลามเนื้อ-
สืบพันธุ
ถั่วตางๆ น้ำผึ้ง เกลือ
ตารางที่ 2.2แสดงขอมูลสรุปธาตุเจาเรือนที่พิจารณาจากบุคลิกลักษณตามคัมภีรวรโยคสาร และตำราอายุรเวทศึกษา
20
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
3.2 ลักษณะสตรีที่แตกตางจากบุรุษและลักษณะที่ดีของบุรุษและสตรี
3.2.1 ลักษณะที่แตกตางของสตรีกับบุรุษ
องคความรูทางการแพทยแผนไทยที่เกี่ยวของกับการผดุงครรภไทย มีการกลาวถึงลักษณะสตรีที่แตกตาง
จากบุรุษซึ่งสัมพันธตอการประเมินสุขภาพ โดยมีระบุอยูในคัมภีรปฐมจินดาและคัมภีรมหาโชตรัต ตามรายละเอียด ดังนี้
คัมภีรปฐมจินดา เปนตำราวาดวยโรคของมารดาและทารก ความผิดปกติของการมีระดู โรคโลหิตระดู
ปกติโทษ ซึ่งวาดวยเรื่องราวกำเนิดชีวิตมนุษย (พรหมปุโรหิต) ตั้งแตแรกปฏิสนธิ การเจริญเติบโตของทารก
ในครรภ การรักษาครรภ การคลอด การเกิดโรคของทารก การรักษาสุขภาพของมารดาและกลาวถึง
ความแตกตางของสตรีเพศกับบุรุษเพศ ซึ่งมีความแตกตาง 2 ประการ คือ
1) ตอมเลือด (มดลูก)
2) น้ำนมสำหรับเลี้ยงบุตร
คัมภีรมหาโชตรัต เปนตำราวาดวยโรคสตรีโดยเฉพาะ กลาวถึง ลักษณะสตรีที่มีความแตกตางจากบุรุษ
โรคโลหิตระดูสตรีปกติโทษ ระดูทุจริตโทษ และสตรีชาติโทษ ซึ่งวาดวยปฐมสัตว มนุษยอันเกิดมาเปนรูปสตรีภาพ
ตั้งแตคลอดจากครรภมารดา มีกายแตกตางจากชาย 4 ประการ คือ
1) ถันประโยธร (เตานม)
2) จริตกิริยา (การแสดงออกของรางกาย)
3) ที่ประเวณี (อวัยวะเพศ)
4) ตอมโลหิตระดู (มดลูก)
3.2.2 ลักษณะที่ดีของบุรุษและสตรี
หลักธรรมสำหรับการครองเรือน ที่สอนใหคูครองมีความสมกันทั้งหลายก็ดี ใหรูจักปฏิบัติหนาที่
ถนอมรักษาน้ำใจกันดวยประการตาง ๆ ก็ดี รวมทั้งหมดนี้ ลวนมีความมุงหมายเพื่อใหการครองเรือนของคูสามีภรรยา
เปนไปในทางที่สงเสริมคุณคาแหงชีวิตของกันและกัน และเปนเครื่องอุปถัมภสงเสริมเพิ่มพูนกำลังแกกัน
เชน เมื่อมีคุณธรรมความดีอยูแลว ก็จักไดบำเพ็ญคุณธรรมความดีเหลานั้นใหเพิ่มพูนยิ่ง ๆ ขึ้นไป เมื่อกระทำ
ประโยชนตนอยูก็จักไดกระทำประโยชนนั้นใหเขมแข็งหนักแนนยิ่ง ๆ ขึ้นไป เมื่อบำเพ็ญประโยชนผูอื่นอยู
ก็จักไดมีกำลังชวยกันบำเพ็ญประโยชนนั้นใหกวางขวางไดผลดียิ่ง ๆ ขึ้นไป เปนการสรางเสริมความสุข
ความเจริญกาวหนาทั้งแกชีวิตตนเอง ชีวิตคูครอง และชีวิตอื่นๆ ที่เกี่ยวของ ตลอดถึงสังคมสวนรวม ทำตนใหเปน
ผูควรไดชื่อวาเปน สัตบุรุษ หรือ สัปปุรุษ
สัตบุรุษ (อานวา สัดบุหรุด) แปลวา คนดี คนสงบ คนที่พรอมมูลดวยธรรม
สัตบุรุษ หมายถึงคนที่มีคุณธรรม คนที่เปนสัมมาทิฐิ คนที่ประพฤติธรรมเปนปกติ
สัตบุรุษ ในทางปฏิบัติคือคนที่ประกอบดวยสัปปุริสธรรม 7 ประการ ประกอบดวย
1) ธัมมัญ ุตา เปนผูรูจักเหตุ
2) อัตถัญ ุตา เปนผูรูจักผล
3) อัตตัญ ุตา เปนผูรูจักตน
21
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
4) มัตตัญ ุตา เปนผูรูจักประมาณ
5) กาลัญ ุตา เปนผูรูจักกาล
6) ปริสัญ ุตา เปนผูรูจักหมูคน
7) ปุคคลัญ ุตา เปนผูรูจักบุคคล
กลาวโดยสรุป คือ บุคคลที่จะเปนสัตบุรุษไดจะตองเปนผูอุดมดวยศีล สมาธิ ปญญา เปนผูมีจิตใจผองใส
มีความคิดดี มีคุณธรรม ดำเนินชีวิตอยูดวยปญญา ฉลาดในการหาเหตุผล เปนผูคิดดีเปนปกติวิสัย
และเปนผูทำดีเปนปกติวิสัย ดังนั้น ชีวิตครองเรือนที่มุงหมายสอดคลองตามหลักธรรมในพระศาสนา จึงไดแกชีวิตที่คู
วิวาหมารวมอุปถัมภซึ่งกันและกัน เพิ่มพูนคุณคาแหงชีวิตทั้งสอง ทวีกำลังในการบำเพ็ญประโยชนสุขใหภิญโญ
แผไพศาล คูสมรสใดดำเนินชีวิตครอบครัวของตนใหมีคุณลักษณะสมดังที่ไดพรรณนามา ก็จักไดชื่อวา
เปนคูครองที่ควรยกยองสรรเสริญ ควรนับวาเปนชีวิตครองเรือนที่ประสบความสำเร็จดวยดี
3.3 โรคทางคัมภีรแพทยแผนไทยที่เกี่ยวของกับการผดุงครรภไทย
ตามธรรมชาติเมื่อสตรีเขาสูวัยเจริญพันธุ ระบบสืบพันธุเพศหญิงจะมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากไดรับ
การกระตุนจากฮอรโมนในรางกาย ทำใหเยื่อบุโพรงมดลูกหนาขึ้นและมีหลอดเลือดมาเลี้ยงเพื่อใหเปน
ที่เหมาะสมแกการฝงตัวของตัวออน ซึ่งหากไขที่ตกไมไดรับการผสม ฮอรโมนที่มากระตุนก็จะคอย ๆ ลดลง
สงผลใหเยื่อบุโพรงมดลูกหลุดลอกออกมาเปนเลือดประจำเดือน โดยปญหาสุขภาพเกี่ยวกับประจำเดือน
ในสตรีที่พบบอย เชน อาการปวดประจำเดือน ประจำเดือนขาด ประจำเดือนมามากผิดปกติ เปนตน
โดยอาจสงผลกระทบตอสุขภาพรางกายและการดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติ กลุมอาการเจ็บปวยดังกลาวสอดคลอง
กับ “โรคโลหิตระดูสตรี” ตามตำราการแพทยแผนไทยที่ไดระบุไวในคัมภีรปฐมจินดา และคัมภีรมหาโชตรัต
ซึ่งอธิบายรายละเอียดในการอางอิงหลักวิชาการทางการผดุงครรภไทยที่สัมพันธกับอาการผิดปกติตาง ๆ
มูลเหตุเกิดโรค วิธีการรักษา และตำรับยารักษาในทางการแพทยแผนไทย ไดดังนี้
คัมภีรปฐมจินดา คือ ตำราวาดวยโรคของมารดาและทารก ความผิดปกติของการมีระดู โรคโลหิตระดู
ปกติโทษ ซึ่งวาดวยเรื่องราวกำเนิดชีวิตมนุษย (พรหมปุโรหิต) ตั้งแตแรกปฏิสนธิ การเจริญเติบโตของทารก
ในครรภ การรักษาครรภ การคลอด การเกิดโรคของทารก การรักษาสุขภาพของมารดา ในคัมภีรปฐมจินดา
ไดใหความสำคัญของการมีโลหิตระดูดวยการบำรุงรักษาโลหิตระดูใหบริบูรณ ซึ่งถือเปนการกอเกิดของชีวิตมนุษย
การที่จะเกิดการปฏิสนธิในทองของสตรีไดนั้น สตรีจะตองมีโลหิตระดู หรือระบบประจำเดือน
ที่สมบูรณเมื่อมีความผิดปกติของระบบประจำเดือนดังกลาว จะตองรีบรักษาหรือแกไขใหเปนปกติโดยเร็ว
เมื่อระบบประจำเดือนเปนปกติ มีเลือดสมบูรณดี รางกายแข็งแรง จึงจะมีโอกาสตั้งครรภมากขึ้น ทั้งนี้หากมี
ภาวะผิดปกติ เชน ถามีอาการไขในชวงกอนและขณะมีประจำเดือนในลักษณะเดียวกันนี้ทุก ๆ เดือน
หรือถามีอาการปวดทอง หรือปวดหลังปวดเอว ก็จะปวดเปนประจำทุก ๆ เดือน หรือกลุมอาการอยางใดอยางหนึ่ง
เกิดขึ้นเปนประจำทุกเดือน เมื่อระดูมาแลว อาการก็จะหายไป เปนตน ลักษณะแบบนี้ทางคัมภีรแพทยแผนไทย
เรียกวา “โลหิตระดูปกติโทษ” ซึ่งมีสาเหตุจากอวัยวะ 5 ประการ คือ
22
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
ลักษณะโลหิตระดู บังเกิดแต อาการที่เกิดขึ้น
หทัย (หัวใจ) เมื่อไขลง ระส่ำระสาย คลั่งไคล หลงใหล ริมฝปากเขียว ขอบตาเขียว
ปตตัง (ดีและตับ) เชื่อมมึน นอนสะดุงหวาดไหว ขวัญกินเถื่อน (ขวัญไมอยูกับตัว)
มังสัง (เนื้อ) รอนในผิวเนื้อ ผิวหนังแดงดังลูกตำลึงสุก ขึ้นเปนยอดผดใหคันทั้งตัว
นหารู (เสนเอ็น) เจ็บไปทั่วตัว สะบัดรอนสะบัดหนาว ปวดศีรษะ
อัฏฐิ (กระดูก) เมื่อยกระดูก เจ็บเอวเจ็บหลัง
ตารางที่ 2.3แสดงขอมูลสรุปโลหิตระดูปกติโทษตามคัมภีรปฐมจินดา
ในคัมภีรปฐมจินดามีแนวทางการรักษาดวยการประจุโลหิตเนา โลหิตรายกอน (ขับเลือดเสียทิ้งกอน)
จากนั้นจึงใหยาบำรุงโลหิตและยาบำรุงธาตุใหธาตุปกติดีแลว โลหิตจึงงามบริบูรณ และเมื่อทารกคลอดออกมา
โลหิตระดูยังเกี่ยวของกับการเลี้ยงดูทารก เนื่องจากโลหิตระดูจะสงผลตอน้ำนมที่ใชเลี้ยงทารก หากน้ำนมไมดี
ตองทำใหเปนน้ำนมที่ดีกอน ดวยการให ยาประสะน้ำนม1 กอน
คัมภีรมหาโชตรัต เปนตำราวาดวยโรคสตรีโดยเฉพาะ ไดแกโรคโลหิตระดูสตรีปกติโทษ ระดูทุจริตโทษ
และสตรีชาติโทษ โดยโลหิตปกติโทษ ที่เกิดโลหิตระดูสตรี 5 ประการ คือ
ลักษณะโลหิตระดู อันเกิดแก อาการเกิดตามฐานที่เกิดระดู 5 แหง
หัวใจ อาการคลั่งเพอ เจรจาดวยผี นอนสะดุง หวาดผวา มักขึ้งโกรธไปตาง ๆ
ขั้วดี อาการเปนไข ใหคลั่งไคล ละเมอเพอพก เจรจาดวยผี นอนสะดุงหวาดไป
ผิวเนื้อ อาการรอนผิวเนื้อ ผิวหนังและแดงดังผลตำลึงสุก บางทีใหผุดขึ้นทั้งตัว
ดังยอดหัดและฟกเปนดังไขรากสาด เปนอยู 2 วัน 3 วัน
เสนเอ็น เปนดุจดังไขจับ สะบัดรอนสะบัดหนาว ปวดศีรษะมาก
กระดูก ใหเมื่อยขบไปทุกขอ ดังจะขาดออกจากกัน ใหเจ็บเอว สันหลังมาก
มักบิดเกียจครานบอย ๆ
ตารางที่ 2.4แสดงขอมูลสรุปโลหิตระดูปกติโทษตามคัมภีรมหาโชตรัต
โลหิตปกติโทษทั้ง 5 ประการนี้ อธิบายไวพอเปนที่สังเกตของแพทย กลาวคืออาจมีอาการที่เกิดขึ้น
นอกเหนือจากอาการตามลักษณะขางตน เพราะโลหิตปกติโทษมีอยูทั่วไปทั้งอาการ 32 ซึ่งกระจายอยูทั่วไป
ทั้งรางกายดวยลม 6 จำพวก และลมทั้งหลายพัดใหเดินไปมาระหวางเสนเอ็น เนื้อหนัง และอวัยวะทั้งหลาย
ในรางกาย เปนธรรมดาของสัตวโลก เตโชธาตุทั้ง 4 นั้น ทำหนาที่ใหโลหิตในกายอบอุนแลว ถาเตโชธาตุกลา
หรือรอนเกินปกติ โลหิตก็รอนทนไมได ก็จะผุดออกมานอกผิวหนัง แพทยจึงสมมุติวาเปนเม็ดกำเดา
รากสาดปานดำปานแดงและกาฬทั้งปวงนั่นคือเหตุของโลหิตนั่นเองจึงกลาวไดวาดี กำเดา ก็คือเตโชสวนโลหิตเปน
1 ยาประสะน้ำนม : ยาที่มีฤทธิ์หรือมีสรรพคุณในการทำใหน้ำนมบริสุทธิ์ ปราศจากพิษหรือโทษแกทารก
23
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
เจาสมุฏฐาน อันวาโลหิตนั้นเปนธรรมชาติของสตรีผูใด เคยมีระดูมานั้น หากลมกองใดเคยกำเริบ ลมกองนั้น
จะกำเริบทุกเดือนทุกครั้ง จึงเรียกวา “ปกติโลหิต” หรือโลหิตประจำเดือน แตถาถึงกำหนดระดูมีมา อาการแปลก
ไปเปนอยางอื่น และลมกองที่เคยพัดประจำเกิดไมพัด ลมกองอื่นจึงเขาพัดแทน อาการจึงแปลกไปจากทุกเดือน
อยางนี้เรียกวา “โลหิตทุจริตโทษ”
หญิงมีระดูมาแลวเกิดแหงไป เพราะเหตุ 5 ประการ คือ
1) มีกามระคะจัด อำนาจแหงไฟราคะเผาโลหิตใหแหงไป
2) บริโภคอาหารเผ็ดรอนเกินไป เปนเหตุใหระดูพิการได
3) มีโทสะเปนนิจ หรือทำงานหนักเกินไป เปนเหตุใหโลหิตนั้นแหงไป
4) มีโมหะอยูเปนนิจ หรือออกกำลังมากเกินไป เปนเหตุใหโลหิตนั้นแหงไป
5) เปนดวยกรรมพันธุ ติดตอมาจากบิดา มารดา ปู ยา ตา ยาย ของหญิงนั้น
หญิงอายุได 14 –15 ปขึ้นไป สิ้นกำหนดตานซางแลว ตอมโลหิตระดู ก็บังเกิดมาตามประเวณีของสตรีภาพ
โลหิตปกติโทษทั้ง 5 ประการนี้ หากมีความผิดปกติ ใหแพทยพิจารณาดูวาโลหิตนั้นเกิดจากที่ใด โดยมีแนวทาง
การรักษาใหปรุงยาชื่อยาพรหมภักตร เปนยาประจุโลหิตรายเสียใหสิ้นแลวจึงแตงยาบำรุงไฟธาตุใหกินเพื่อปรับธาตุทั้ง 4
ใหเสมอกันแลวจึงแตงยาชื่อวา ยากำลังราชสีห ยากำลังแสงพระอาทิตย บำรุงโลหิตใหบริบูรณแลวเมื่อใด สัตวที่จะมา
ปฏิสนธิก็จะเกิดขึ้นไดเมื่อนั้น นั่นหมายถึงการกำเนิดมนุษยจะเกิดขึ้นไดเมื่อโลหิตระดูมีความสมบูรณ
ลักษณะโลหิตทุจริตโทษ 5 ประการ
สตรีอายุ 14 -15 ป หลังยังไมมีระดูมา หรือ มีระดูมาแลวกลับแหงหายไป มีลักษณะอาการ ดังนี้
ประเภท อาการ
โลหิตระดูราง ระดูไมมาตามปกติ มีสีดำและมีกลิ่นเหม็นเนา บางทีจาง ดุจน้ำชานหมาก
บางทีใสดุจน้ำคาวปลา บางทีขาวดุจดังน้ำซาวขาว กระทำใหเจ็บปวด
เปนไปตาง ๆ ครั้นเปนนานเขามักกลายเปน มานโลหิต
โลหิตคลอดบุตร โลหิตคั่ง เขาเดินไมสะดวกแลว ตั้งขึ้นเปนลิ่มเปนกอน ใหแดกขึ้นแดกลง
บางทีใหคั่ง ขบฟน ตาเหลือกตาชอน ขอบตาเขียวและริมฝปากเขียวเล็บมือเล็บ
เทาเขียว สมมุติวา ปศาจเขาสิง
โลหิตตองพิฆาต
ตกตนไมและถูกทุบถอง
โบยตี
ไขถึงพิฆาต เพราะโลหิตที่ถูกกระทำนั้น กระทบช้ำ ระคนกับโลหิตระดูเกิด
แหงกรังเขา ติดกระดูกสันหลังอยูจึงไดชื่อวาโลหิตแหงกรัง เพราะอาศัยโลหิต
พิการ
โลหิตเนา มีโลหิตระดูราง โลหิตคลอดบุตร โลหิตตองพิฆาต และโลหิตตกหมกช้ำเจือ
มาเนาอยูจึงเรียกวา โลหิตเนา
24
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
ประเภท อาการ
โลหิตเนา มีพิษอันกลาแลนไปทุกขุมขน บางทีแลนเขาจับหัวใจ บางทีแลน
ออกผิวเนื้อผุดเปนวงดำ แดง เขียว ขาวก็มี บางทีผุดขึ้นดังยอดผดทำพิษ
ใหคัน เปนกำลัง ใหทุรนทุรายยิ่งนัก
โลหิตตกหมกช้ำ โลหิตเนา เหตุเพราะแพทยใชยาประคบ ยาผาย ยาขับโลหิต ไมถึงกำลัง
หมายถึงใหยานอยกวากำลังเลือด และโลหิตนั้น เกิดระส่ำระสายออกไมหมด
สิ้นเชิงจึงตกหมกช้ำอยูไดชื่อวา โลหิตตกหมกช้ำ บางทีตกช้ำ อยูในเสนเอ็น
หัวเหนา เมื่อจะใหโทษก็คุมกันเขา กระทำใหเปนฝมดลูก ฝปอดคว่ำ ฝเอ็น
ฝอัคนีสันต ฝปลวก และมานโลหิต (มีเลือดหรือน้ำเหลืองขังอยูในทอง)
ตารางที่ 2.5แสดงขอมูลสรุปลักษณะโลหิตทุจริตโทษ 5 ประการ ตามคัมภีรมหาโชตรัต
ในคัมภีรมหาโชติรัตน กลาวถึงเรื่อง “ชาติโทษ”1 2 ประเภท ที่เปนปจจัยเสี่ยงที่ทำใหสตรีไมสามารถ
ตั้งครรภได ดังนี้
1) สตรีอายุ 14 -15 ป แตยังไมมีระดู หรือ มีแตครั้ง สองครั้ง ก็แหงไป แตเมื่อมีสามี ระดูก็กลับมา
ปกติ บางทีก็มี ระดูลางหนา 2 แตก็ตั้งครรภ ลักษณะดังนี้เปน ชาติประเวณี 3
2) สตรีที่มีโลหิตบริบูรณดีเมื่อยังไมมีสามี แตเมื่อมีสามีได 1 เดือน 2 เดือน 1 ป 2 ป เกิดโลหิตซีด
จางไป หรืออาจแหงติดกระดูกสันหลัง ในบางครั้ง มีอาการปวดหลัง ปวดเอว ปวดตามขอ จุกเสียดแนนทอง
ทองขึ้นทองเฟอ หนาตาอิดโรย ผิวซีด ชา กินไมได นอนไมหลับ โลหิตแหงไปเพราะราคะกิเลส
หลักการรักษาโรคโลหิตระดูสตรี
1) โลหิตปกติโทษ อาการเกิดตามฐานที่เกิดระดู 5 แหง โดยมีแนวทางการรักษา ดังนี้ ใหประจุโลหิต4
ทำใหเลือดลมเดินไดสะดวก กระจายลมกองละเอียด ปรับธาตุทั้ง 4 ใหสมดุลและบำรุงโลหิตใหมีความสมบูรณ
ซึ่งในผูหญิงที่มีภาวะมีบุตรยาก ที่มีสาเหตุมาจากปญหาสุขภาพเกี่ยวกับประจำเดือน เมื่อปรับสมดุล
ประจำเดือนใหดีขึ้น ก็มีโอกาสมีบุตรได
2) โลหิตทุจริตโทษ อาการของสตรีอายุ 14 – 15 ป แลวยังไมมีระดูมา หรือมีระดูมาแลวกลับแหงไป
ซึ่งในกรณีนี้คือภาวะหมดประจำเดือนกอนวัย หากผูหญิงที่มีภาวะมีบุตรยากที่มีปญหาภาวะหมดประจำเดือน
กอนวัย มีแนวทางการรักษา โดยใหปรับธาตุทั้ง 4 ใหสมดุลกอน จากนั้นจึงบำรุงโลหิต ใหมีโลหิตประจำเดือนมา
แลวจึงประจุโลหิต ขับเลือดเสียที่คั่งคางอยูใหออกมา
1 ชาติโทษ : อาการไมมีประจำเดือนหรือมีมาแลว กลับแหงไป
2 ระดูลางหนา : มีเลือดออกจากชองคลอดปริมาณเล็กนอยในชวงเริ่มตั้งครรภเกิดจากการฝงตัวของตัวออนในเยื่อบุโพรงมดลูก
3 ชาติประเวณี : เปนแตกำเนิด กรรมพันธุของบรรพบุรุษ
4 ประจุโลหิต : ขับเลือดเสียออกจากรางกาย
25
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
3) ชาติโทษ อาการไมมีประจำเดือนหรือมีมาแลว กลับแหงไป มีแนวทางการรักษา ดังนี้
3.1) สตรีอายุ 14 -15 ป ไมมีประจำเดือนหรือมีมาแลว กลับแหงไป ใหบำรุงธาตุใหบริบูรณ
โลหิตนั้นก็บริบูรณขึ้นเอง
3.2) สตรีที่มีโลหิตบริบูรณดีเมื่อยังไมมีสามี แตเมื่อมีสามีแลว โลหิตเกิดแหงไป ใหประจุโลหิต
ทำใหเลือดลมเดินไดสะดวก กระจายลมกองละเอียด บำรุงธาตุใหสมดุลและบำรุงโลหิตใหบริบูรณ
แลวเมื่อใด สัตวที่จะมาปฏิสนธิ ก็ตั้งขึ้นไดเมื่อนั้น
การพิจารณาการเกิดโรคโลหิตระดูสตรี ตามสาเหตุ ตามธาตุ ตามอาการ โดยมีแนวทางการรักษา
และพิจารณาการใหยาตามลำดับอาการ เปนสวนสำคัญตอการรักษาและบำรุงใหรางกายสตรีใหมีความสมบูรณ
เพื่อสุขภาพโดยรวมที่ดีที่มีสวนสำคัญตอการวางแผนครอบครัวโดยเฉพาะการเตรียมพรอมมีบุตรไดตอไป
3.4 หลักการดูแลสุขภาพเพื่อเตรียมความพรอมในการมีบุตร
การดูแลสุขภาพเพื่อเตรียมความพรอมในการมีบุตร เปนสวนสำคัญของการวางแผนครอบครัว
ซึ่งครอบคลุมการดูแลทั้งสุขภาพผูหญิง สุขภาพผูชาย สุขภาพทารก และสุขภาพครอบครัว โดยมีวัตถุประสงค
เพื่อการตั้งครรภที่ปลอดภัย ชวยลดภาวะเสี่ยงตอการตั้งครรภที่มีผลโดยตรงตอมารดาและทารก เกิดผลลัพธ
ที่ดีตอการตั้งครรภที่มีคุณภาพและทารกมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณได โดยมีหลักปฏิบัติที่ควรพิจารณา ดังนี้
3.4.1 การเตรียมความพรอมกอนการตั้งครรภที่ดี
1) ชวงอายุที่เหมาะสมตอการตั้งครรภ
การมีบุตรเปนเปาหมายของครอบครัว ดังนั้นคูสมรสควรมีการวางแผนการมีบุตรและการตั้งครรภ
รวมกัน เพื่อลดการตั้งครรภที่ไมไดวางแผน ควรมีบุตรในวัยที่เหมาะสม ซึ่งอายุที่เหมาะสมในการตั้งครรภ
สำหรับสตรีคือในชวง 20-35 ป การตั้งครรภในสตรีที่มีอายุต่ำกวา 20 ป อาจยังไมมีความพรอมในการตั้งครรภ
ทั้งดานรางกาย จิตใจ วุฒิภาวะ และดานเศรษฐกิจ สังคม ในสตรีที่ตั้งครรภอายุมากกวา 35 ปอาจมีผลตอ
ภาวะแทรกซอนในระหวางการตั้งครรภ รวมทั้งความผิดปกติของโครโมโซมในบุตร โดยเฉพาะอยางยิ่ง
กลุมอาการดาวน 1 (Down’s syndrome)
2) การตรวจสุขภาพกอนการตั้งครรภทั้งสามีและภรรยา
สามีและภรรยาควรไปรับการตรวจสุขภาพกอนที่จะมีการตั้งครรภโดยสามารถไปรับบริการไดที่สถาน
บริการสุขภาพทั้งของรัฐบาลและเอกชน เพื่อวัตถุประสงค ดังนี้
2.1) ตรวจคัดกรองโรคที่ติดตอระหวางสามีและภรรยาและสงผลตอบุตร เชน ซิฟลิส และเชื้อ HIV
2.2) ตรวจคัดกรองโรคที่สามารถถายทอดทางกรรมพันธุไปสูลูก เชน โรคธาลัสซีเมีย
2.3) ตรวจหาภูมิคุมกันและโรคที่ปองกันไดดวยวัคซีน เชน ไวรัสตับอักเสบบี หัดเยอรมัน
1 กลุมอาการดาวน : สาเหตุทางพันธุศาสตรที่พบมากที่สุดของภาวะบกพรองทางสติปญญา สัมพันธกับความผิดปกติแตกำเนิดหลายอยาง
และมีหนาตาที่มีลักษณะเฉพาะ
26
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
การตรวจคัดกรอง ความสำคัญ
หมูเลือด ไดแก ABO, Rh เพื่อคัดกรองการเกิดภาวะหมูเลือดเขากันไมได ซึ่งจะสงผลตอภาวะซีดในลูก
และอาจมีปญหาหัวใจวายหรือตัวเหลือง โดยเฉพาะในรายที่มารดามีหมูเลือด
Rh ลบ
พาหะโรคธาลัสซีเมีย โรคธาลัสซีเมียสามารถถายทอดทางกรรมพันธุไปสูลูกได โดยเฉพาะถาทั้งพอ
และแมเปนพาหะของโรคนี้ ทารกในครรภมีโอกาสเปนโรคนี้ชนิดที่รุนแรง
และตายในครรภได
ภูมิคุมกันและพาหะของเชื้อ
ไวรัสตับอักเสบบี
ทารกในครรภสามารถติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีจากแมที่เปนพาหะได
ดังนั้นคูสมรสที่ยังไมมีภูมิคุมกันตอเชื้อนี้ ตองไดรับการฉีดวัคซีนปองกันไวรัสตับ
อักเสบบี
ซิฟลิส ซิฟลิสเปนโรคที่ติดตอระหวางสามีและภรรยา และสงผานไปยังทารก
ทำใหทารกเกิดความพิการได จึงควรไดรับการรักษาใหหายกอนที่จะตั้งครรภ
เชื้อ HIV ทารกอาจติดเชื้อเอช ไอ วีจากมารดาที่ติดเชื้อเอช ไอ วีได จึงควรปองกัน
และลดการติดเชื้อจากแมสูลูกดวยการรับประทานยาตานไวรัส
ภูมิคุมกันตอหัดเยอรมัน การติดเชื้อหัดเยอรมันในหญิงตั้งครรภกอใหเกิดความพิการแตกำเนิดในทารกได
กอนตั้งครรภผูหญิงควรไดรับการตรวจหาภูมิคุมกันตอหัดเยอรมัน
หากไมมีภูมิคุมกันควรไดรับการฉีดวัคซีนปองกันกอนที่จะตั้งครรภอยางนอย 3เดือน
ตารางที่ 2.6 การตรวจคัดกรองพื้นฐานที่สำคัญสำหรับคูสมรสกอนที่จะตั้งครรภ
ประวัติอาการเจ็บปวยและตรวจรางกาย ความสำคัญ
โรคเบาหวานและระดับน้ำตาลในเลือดสูง ผู หญิงที่เป นโรคเบาหวานควรควบคุมระดับน้ำตาล
ใหอยูในเกณฑปกติกอนที่จะมีการตั้งครรภ เพื่อชวยลดโอกาส
การแทงบุตร ความพิการของทารก และภาวะแทรกซอน
ในระยะตั้งครรภ
การมีโรคประจำตัวที่สำคัญอื่น ๆ เชน
ความดันโลหิตสูง ลมชัก หลอดเลือดดำ
อุดตัน ออโตอิมมูน โรคของตอมธัยรอยด
ฯลฯ
ควรมีการประเมินและคัดกรองโรคกอนการตั้งครรภ
เพื่อลดแทรกซอนที่เปนอันตรายตอตนเองและทารกในครรภ
27
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
ประวัติอาการเจ็บปวยและตรวจรางกาย ความสำคัญ
น้ำหนักไมไดสัดสวนกับสวนสูง
(ดัชนีมวลกายผอมหรืออวนเกินไป)
- ผูหญิงที่มีดัชนีมวลกายต่ำ (ต่ำกวา 19 กิโลกรัมตอตาราง
เมตร) มีโอกาสเสี่ยงตอทารกในครรภเจริญเติบโตชา
ทารกแรกคลอดน้ำหนักตัวนอย และทารกคลอดกอนกำหนด
ควรไดรับการสงเสริมใหมีภาวะโภชนาการที่ดีกอนการตั้งครรภ
- ดัชนีมวลกาย (มากกวา 25 กิโลกรัมตอตารางเมตร) มีโอกาส
ตั้งครรภยาก เมื่อตั้งครรภแลวอาจมีโอกาสเสี่ยงตอการเกิด
ภาวะความดันโลหิตสูงรวมกับการตั้งครรภ เบาหวานรวมกับ
การตั้งครรภ ทารกตัวโตติดเชื้องาย และเสี่ยงตอการคลอด
ยากควรควบคุมน้ำหนักใหเหมาะสมกอนการตั้งครรภ
ลดน้ำหนัก อยางนอย 3-4 เดือนกอนที่จะวางแผนการตั้งครรภ
ตารางที่ 2.7 สรุปขอมูลพื้นฐานในการซักประวัติอาการเจ็บปวย และตรวจรางกายทั่วไป
3) การเตรียมความพรอมดานรางกาย
3.1) การรับประทานอาหารที่มีประโยชน
ชาย - หญิงวัยเจริญพันธุ ควรรับประทานอาหารใหครบ 5 หมู และควรทานอาหารเพื่อชวย
ใหรางกาย มีความพรอมสำหรับการตั้งครรภ ดังนี้
 รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ไดแก ตับ เลือด เนื้อสัตว เนื้อแดงตางๆ เครื่องในสัตว
ไขแดง อาหารทะเล ผักใบเขียวเขม ถั่วดำ ถั่วแดง ขาวโอต เปนตน เพื่อชวยเสริมสรางเม็ดเลือด ชวยลดภาวะซีด
 รับประทานอาหารที่ชวยเพิ่มความสมบูรณใหกับรังไข ไดแก ถั่วเหลือง อัลมอนด
งาดำ เมล็ดฟกทอง โปรตีนจากสัตว เชน ไข เนื้อปลา นมแพะ อกไก ดื่มน้ำมะกรูด เพื่อการสรางและซอมแซมเซลล
ชวยบำรุงรังไขใหผลิตไขที่โตสวยสมบูรณ ไขตกตามปกติ และผนังมดลูกแข็งแรง
 ลดอาหารที่มีแปงและน้ำตาล เพราะน้ำตาลทำใหเสี่ยงตอการเกิดโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2
และโรคอวน สามารถทำลายเซลลรวมไปถึงเซลลไขของผูหญิง ทำใหมีบุตรยาก
 ในเพศชายควรรับประทานอาหารที่ชวยบำรุงอสุจิ ไดแก ไข ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วปากอา ถั่วพู
วอลนัทซึ่งอุดมไปดวยโปรตีนวิตามินและธาตุเหล็กที่ชวยเสริมสมรรถภาพทางเพศไดดี ชวยการรักษาระดับฮอรโมน
ของผูชาย ชวยเพิ่มความแข็งแรง และปริมาณอสุจิ ปกปองเซลลอสุจิไมใหเสื่อมงายไดอยาง ดีเยี่ยม และชวยกระตุน
การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสวนตาง ๆ ไดอยางเต็มที่
 ในเพศหญิง ควรลดเครื่องดื่มคาเฟอีน เนื่องจากการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนปริมาณสูงทุกวัน
หรือมากกวา 200 มิลลิกรัมตอวันหรือเทียบเทาการดื่มกาแฟ1-2 แกว ทำใหโอกาสตั้งทองนอยลงและหากตั้งครรภ
28
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
จะเพิ่มความเสี่ยงการแทง ภาวะตายคลอด ทารกแรกคลอดตัวเล็กและอาจพบทารกแรกคลอดเกิดอาการขาดคาเฟอีน
เชน การนอนหลับผิดปกติ อาเจียนหัวใจเตนไมสม่ำเสมอ การหายใจ ไมสม่ำเสมอมีอาการตัวสั่น
3.2) สตรีควรรับประทานกรดโฟลิก (Folic acid) อยางนอย 3 เดือนกอนตั้งครรภ
และตอเนื่องจนกระทั่ง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ
กรดโฟลิก (Folic acid) เปนวิตามินชนิดหนึ่งที่พบในอาหารตามธรรมชาติ ซึ่งมีความสำคัญ
ในการเจริญเติบโตและพัฒนาเซลลตางๆของรางกายของทารกโดยเฉพาะในชวง12สัปดาหแรกของการตั้งครรภที่ทารก
กำลังสรางรางกายขึ้นมา กรดโฟลิกมีความจำเปนตอการชวยสรางเซลลสมองและชวยพัฒนาการของเซลลสมอง
ของทารกในครรภ โฟลิกจะชวยปองกันความผิดปกติของทอระบบประสาท(Neuraltubedefect)ของทารกในครรภ
ผลการวิจัย พบวาการทานโฟลิกจะชวยปองกันและลดปญหาความผิดปกติของระบบประสาทของทารกในครรภ นั่นคือ
ภาวะไมมีเนื้อสมองภาวะไขสันหลังไมปดที่มีสาเหตุมาจากการที่รางกายของแมขาดหรือไมไดรับโฟลิกอยางเพียงพอ
นอกจากนี้ ยังชวยปองกันภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภได โดยสอดคลองตามคำแนะนำขององคการอนามัยโลก
ที่ระบุวาสตรีกอนที่จะมีการตั้งครรภ ควรเตรียมรางกายดวยการรับประทานอาหารที่อุดมไปดวยโฟลิกหรือโฟเลต
โดยรับประทานใหไดอยางนอย0.4 มิลลิกรัมตอวันอาหารที่มีโฟลิกหรือโฟเลตสูง(คือวิตามินบี 9) ไดแก ไขแดง ตับ
ผักใบเขียวเขมผักตำลึงผักบุงถั่ว แครอทดอกและใบกุยชายผักตระกูลกะหล่ำฟกทอง แคนตาลูปหรือรับประทาน
วิตามินโฟลิก วันละ 1 เม็ด (0.5 มิลลิกรัมตอวัน) เปนเวลาอยางนอย 3 เดือนกอนตั้งครรภ ควรทานอยางตอเนื่อง
ไปจนกระทั่งตั้งครรภได 3 เดือน วิตามินโฟลิกหาซื้อไดตามรานขายยาทั่วไป การกินวิตามินโฟลิกไมมีผลเสียตอรางกาย
เพราะเปนวิตามินที่ละลายในน้ำไมสะสมในรางกายในแตละวันรางกายจะขับออกในปสสาวะ
4) ดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิตและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยง
การตั้งครรภที่มีคุณภาพจำเปนจะตองมีการเตรียมความพรอมตั้งแตกอนการตั้งครรภ ทั้งในเรื่องของรางกาย
และจิตใจ โดยเฉพาะในดานจิตใจเปนสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจิตใจจะมีผลตอรางกายโดยตรงการเตรียมความพรอม
ดานจิตใจกอนการตั้งครรภ จำเปนจะตองเตรียมความพรอมใหทั้งสามีและภรรยาเนื่องจากการมีบุตรไมใชเรื่องของฝายใด
ฝายหนึ่ง ความพรอมทางดานจิตใจของทั้ง สองฝายจะสงผลถึงการตั้งครรภที่มีคุณภาพและไมมีคุณภาพดวย
ควรหลีกเลี่ยงความเครียด เนื่องจากความเครียดจะมีผลเสียตอการตั้งครรภทำใหตั้งครรภยาก คลอดกอนกำหนด
และเด็กคลอดออกมามีน้ำหนักนอย นอกเหนือจากการรับการตรวจและดูแลจากแพทยทำจิตใจใหมีความสุข ไมเครียด
ทั้งสามีภรรยาควรปฏิบัติกิจกรรมสงเสริมสุขภาพในกิจวัตรประจำวัน ดวยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน
และครบถวน รับประทานวิตามินและอาหารเสริมออกกำลังกายและควบคุมน้ำหนักอยาใหน้ำหนักมากเกินไป
หรือนอยเกินไป หลีกเลี่ยง/งดพฤติกรรมเสี่ยงที่สงผลตอทารก เชน การดื่มแอลกอฮอล การสูบบุหรี่ เปนตน
29
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
4. การสงเสริมสุขภาพเพื่อปรับสมดุลรางกายดวยศาสตรการแพทยแผนไทย
ตามศาสตรการแพทยแผนไทยกอนการตั้งครรภมีวิธีการดูแลสุขภาพเพื่อเปนการเตรียมความพรอม
กอนการตั้งครรภหลากหลายวิธี เชน การใชยาสมุนไพร การนวดไทยการประคบสมุนไพร การใหคำแนะนำ
ในเรื่องอาหารรวมถึงการทำพิธีกรรมตาง ๆ ซึ่งในที่นี้จะกลาวถึงการนวดไทยและการใชยากอนการตั้งครรภ
เพื่อเปนการเตรียมความพรอมและสงเสริมสุขภาพรางกายและจิตใจ เพื่อกระตุนการไหลเวียนเลือด และปรับสมดุล
ของรางกาย
4.1 การนวดกอนตั้งครรภ
การนวดเปนหัตถการหนึ่งทางการแพทยแผนไทยที่สามารถชวยในการเตรียมความพรอมและสงเสริม
สุขภาพรางกายและจิตใจในสตรีตั้งครรภ รวมถึงคูสมรสที่วางแผนครอบครัวในการเตรียมพรอมมีบุตรได
โดยประโยชนภาพรวมของการนวดไทย สามารถชวยกระตุนใหเลือดลมไหลเวียนไดสะดวกและชวยปรับสมดุล
ของรางกาย รวมทั้งสามารถชวยแกไขภาวะผิดปกติในเพศชายและเพศหญิงที่มีผลตอการมีบุตร เชน ในเพศชาย
ที่มีภาวะหยอนสมรรถภาพทางเพศ ในเพศหญิงที่มีภาวะมดลูกด่ำ (มดลูกต่ำ) มดลูกตะแคง ประจำเดือน
ไมปกติ เปนตน ซึ่งแพทยแผนไทยผูทำหัตถการนวดแกไขกลุมอาการโรคทางระบบสืบพันธุจะตองมีความรู
และความเชี่ยวชาญที่มีประสบการณเฉพาะดาน โดยองคความรูที่เกี่ยวของกับการนวดในระยะกอนตั้งครรภ
หรือการนวดสำหรับผูเตรียมพรอมวางแผนครอบครัว มีดังนี้
การนวดไทยเพื่อสงเสริมสุขภาพและปรับสมดุลรางกาย สงเสริมสุขภาพสตรีใหแข็งแรง
พรอมรองรับการปฏิสนธิทารกในครรภ ชวยบำบัดอาการปวดเมื่อยกลามเนื้อดวยวิธีการนวดปรับสมดุลสวนตาง ๆ
ของรางกาย โดยมีขั้นตอนการนวด ไดแก
1) นวดพื้นฐานขาและเปดประตูลม
2) นวดพื้นฐานหลัง
3) นวดพื้นฐานขาดานนอก
4) นวดพื้นฐานขาดานใน
5) นวดพื้นฐานแขนดานใน
6) นวดพื้นฐานแขนดานนอก
7) นวดพื้นฐานบา
8) นวดพื้นฐานโคงคอ
9) นวดพื้นฐานบา ศีรษะ 3 จุด
10) นวดพื้นฐานไหล
30
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
ขอหาม
1) ผูที่มีไข
2) บริเวณที่มีกระดูกแตกหัก ปริราว ที่ยังติดไมดี
3) บริเวณที่เปนมะเร็ง
4) ความดันโลหิตสูง (Systolic สูงกวาหรือเทากับ 160 mm.Hg และ/หรือ Diastolic สูงกวาหรือ
เทากับ 100 mm.Hg) ที่มีอาการหนามืด ใจสั่น ปวดศีรษะ หรือคลื่นไสอาเจียน
5) บริเวณที่เปนแผลเปด แผลเรื้อรัง หรือบริเวณที่มีรอยโรคผิวหนังที่สามารถติดตอได
6) บริเวณที่มีการบาดเจ็บภายใน 48 ชั่วโมง
7) บริเวณที่ผาตัดภายในระยะเวลา 1 เดือน
8) บริเวณที่มีหลอดเลือดดำอักเสบ (Deep Vein Thrombosis: DVT)
9) โรคติดเชื้อเฉียบพลัน
10) ผูที่มีภาวะโรคกระดูกพรุนรุนแรง
ขอควรระวัง
1) โรคหลอดเลือด เชน หลอดเลือดแดงโปรง หลอดเลือดอักเสบ หลอดเลือดแข็ง (Atherosclerosis)
2) ความดันโลหิตสูง (Systolic สูงกวาหรือเทากับ 160 mm.Hg และหรือ Diastolic สูงกวาหรือ
เทากับ 100 mm.Hg) ที่ไมมีอาการหนามืด ใจสั่น ปวดศีรษะหรือคลื่นไสอาเจียน
3) ผูปวยโรคเบาหวาน โรคกระดูกพรุน
4) ผูมีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด มีประวัติเลือดออกผิดปกติรวมทั้งกินยาละลายลิ่มเลือด
5) ผูที่มีภาวะขอกระดูกหลวม ขอเคลื่อน ขอหลุด
6) บริเวณที่มีการผาตัด ใสเหล็ก หรือขอเทียม
7) บริเวณที่แผลหายยังไมสนิทดี ผิวที่แตกงาย บริเวณที่ปลูกถายผิวหนัง
การนวดไทยเพื่อบำบัดกลุมอาการโรคทางระบบสืบพันธุ
สำหรับบุรุษ
ปญหาเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ หรือโรค อี ดี (ED/ Erectile dysfunction) หมายถึง อาการที่อวัยวะ
เพศชายไมสามารถแข็งตัวพอที่จะมีเพศสัมพันธได บางรายมีอาการหลั่งเร็ว หลั่งไว สาเหตุสวนใหญของอาการ
เหลานี้เกิดจาก การที่เลือดไปเลี้ยงที่อวัยวะเพศไมเพียงพอ โดยพบมากในผูที่มีความเครียด ความวิตกกังวล
ภาวะซึมเศรา การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลมากเกิน หรือยาบางอยาง สำหรับสาเหตุทางกายที่พบ
ไดแก ผูเปนโรคเบาหวาน ผูเปนโรคหัวใจและการไหลเวียนของเลือด และผูสูงอายุ ในการบำบัดดวยการนวดไทย
แบบราชสำนักเรียกโรคนี้วา “นกเขาไมขัน” หรือ “นาคราชคืนชีพ” โดยมีขั้นตอนการนวดรักษา ไดแก
31
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
1) นวดพื้นฐานขา เปดประตูลม
2) นวดพื้นฐานหลังและนวดสัญญาณ 1-5 หลัง นวดแนวเสนกระเบนเหน็บและขอบเชิงกรานดานหลัง
3) นวดสัญญาณ 1-5 ขาดานนอก
4) นวดสัญญาณ 1-5 ขาดานใน
5) นวดพื้นฐานทองทาแหวก ทานาบ ทาฝน
6) นวดสัญญาณ 1-5 ทอง
7) นวดพื้นฐานแขนดานในและดานนอก
8) นวดพื้นฐานบาและสัญญาณ 4 และ 5 หลัง
9) นวดพื้นฐานโคงคอ
10) นวดสัญญาณ 1,2 และ 5 ศีรษะดานหลัง
11) จุดจอมประสาท
สำหรับสตรี
ตามองคความรูทางการแพทยแผนไทยไดใหความสำคัญสาเหตุที่ทำใหมีบุตรยากเนื่องจากประจำเดือน
มาไมปกติ หรืออาการเจ็บปวยอื่น ๆ ที่สัมพันธกับการทำงานของมดลูกที่พบผิดปกติในเพศหญิง ไดแก โรคมดลูก
เคลื่อน แบงเปน 3 ชนิด คือ มดลูกตะแคง มดลูกด่ำ (มดลูกต่ำ) และมดลูกลอย
มดลูกตะแคง เกิดไดทั้งผูหญิงที่แตงงานและไมแตงงาน มีอาการ คือ ปวดบริเวณทองนอยบริเวณ
ตำแหนงมดลูกมาก เย็นปลายมือปลายเทา มีตกขาว ไมมีกลิ่น ไมมีสี ไมคันชองคลอด เกิดจากสาเหตุ ดังนี้
1) อุบัติเหตุ
2) การยกของหนักในระหวางมีประจำเดือน
3) ความผิดปกติของความดันบริเวณทองนอย
4) การอักเสบของเสนสิกขิณี
โดยมีขั้นตอนการนวดรักษา ไดแก
1) นวดพื้นฐานขา เปดประตูลม
2) นวดสัญญาณ 1-3 หลัง เนนสัญญาณ 1
3) นวดสัญญาณ 1-3 ขาดานนอก เนนสัญญาณ 3
4) นวดสัญญาณ 1 และ 2 ขาดานใน เนนสัญญาณ 2
5) นวดพื้นฐานทอง ทาแหวก ทานาบ และทาฝน
6) นวดสัญญาณ 5 ทอง
มดลูกต่ำ (มดลูกด่ำ) อาการ คือ กลั้นปสสาวะไมอยูโดยไมมีการอักเสบของทางเดินปสสาวะ
เมื่อมีการเกร็งกลามเนื้อบริเวณหนาทอง (นวดรักษาเหมือนการนวดมดลูกตะแคง) มีสาเหตุ ดังนี้
1) ความเสื่อมของรางกาย
32
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
2) โรคอวน
3) คลอดบุตรมาก
4) กลั้นปสสาวะบอย
5) ทำงานเกินกำลัง
6) อุบัติเหตุ
มดลูกลอย อาการ คือ มีการผายลมทางชองคลอด ปวดหลังราวมาบริเวณทองนอย และไมทนรอน
ทนหนาว (นวดรักษาเหมือนการนวดมดลูกตะแคง) มีสาเหตุ ดังนี้
1) ผูหญิงหลังคลอด ไมไดอยูไฟ
2) สาเหตุคลายกับมดลูกตะแคงและมดลูกต่ำ
4.2 ยาปรับโลหิตระดูสตรี
ในทางการแพทยแผนไทยไดใหความสำคัญของการมีประจำเดือนที่ปกติ ดังนั้นสตรีใดที่ประจำเดือน
มาไมปกติจะสงผลตอการตั้งครรภไดยาก ในตำราไทยเดิม กลาวถึงตำรับยาที่ใชในการรักษา สตรีไมมีระดู
หรือระดูมาไมปกติ ในคัมภีรมหาโชตรัตดังนี้
“ใหแพทยทั้งหลายพิจารณาดู ใหรูวาโลหิตนั้นเกิดแตที่ใด ๆ แลวใหประกอบยาอันชื่อวา พรหมภักตร
ประจุโลหิตรายเสียใหสิ้นเชิง แลวจึงแตงยาบำรุงไฟธาตุ ใหกินใหธาตุทั้ง 4 เสมอกันแลว จึงแตงยาอันชื่อวา
กำลังราชสีห กำลังแสงพระอาทิตย บำรุงโลหิตใหบริบูรณแลวเมื่อใด อันวาสัตวจะมาปฏิสนธินั้นจะตั้งขึ้นได
เมื่อนั้นแล”
จากการศึกษาขอมูลยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแหงชาติ พ.ศ. 2566 ตำรับยาที่สามารถนำมาใชชวย
ปรับประจำเดือนใหเปนปกติ บำรุงรางกาย (บำรุงธาตุ) ดังนี้
ยาเลือดงาม รูปแบบยา ยาแคปซูล (รพ.) ยาผง (รพ.)
สรรพคุณ/ขอบงใช บรรเทาอาการปวดประจำเดือน ชวยใหประจำเดือนมาเปนปกติ
ยาประสะไพล รูปแบบยา ยาแคปซูล ยาผง ยาเม็ด ยาลูกกลอน ยาแคปซูล (รพ.)
ยาผง (รพ.) ยาลูกกลอน (รพ.)
สรรพคุณ/ขอบงใช ระดูมาไมสม่ำเสมอหรือมานอยกวาปกติ
บรรเทาอาการปวดประจำเดือน
ยาปลูกไฟธาตุ รูปแบบยา ยาแคปซูล (รพ.) ยาลูกกลอน (รพ.)
สรรพคุณ/ขอบงใช บำรุงไฟธาตุ ขับโลหิตระดู
ยาบำรุงโลหิต รูปแบบยา ยาแคปซูล ยาผง ยาเม็ด
สรรพคุณ/ขอบงใช บำรุงโลหิต
ยาเบญจกูล รูปแบบยา ยาแคปซูล ยาผง ยาเม็ด ยาลูกกลอนยาแคปซูล (รพ.)
ยาชง (รพ.) ยาเม็ด (รพ.)
สรรพคุณ/ขอบงใช บำรุงธาตุ แกธาตุใหปกติ
33
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
การจัดสมดุลโครงสรางรางกายดวยมณีเวช ระยะเตรียมความพรอมกอนตั้งครรภ
มณีเวชเปนองคความรูที่เกี่ยวกับการจัดสมดุลโครงสรางรางกายและกระดูกที่ผสมผสานจากวิชา
การแพทยแผนไทย จีน อินเดีย โดยทานอาจารยประสิทธิ์ มณีจิระปราการ ไดพัฒนาและนำมาเผยแพร
ใชในการรักษาซึ่งหลักการของมณีเวช คือ วิธีการจัดความสมดุลของโครงสรางกระดูกทั้งรางกายเพื่อใหระบบตาง ๆ
ในรางกายทำงานไดอยางเปนปกติ การจัดสมดุลโครงสรางรางกายดวยมณีเวชเพื่อเตรียมรางกายใหพรอมตอการ
ตั้งครรภทั้งฝายหญิงและฝายชาย จะชวยใหตั้งครรภไดงาย แกไขปญหาภาวะมีบุตรยาก เนื่องจาก
เมื่อโครงสรางรางกายสมดุล จะสงผลใหการไหลเวียนของเลือดลมเปนปกติ สงผลตอการทำงานและโครงสราง
ของอวัยวะสืบพันธุ รวมถึงการปรับการหลั่งฮอรโมนตาง ๆ ใหเปนปกติ
ในผูที่มีบุตรยาก หรือมีปญหาเรื่องอวัยวะสืบพันธุ สวนใหญจะพบปญหาสมดุลบริเวณสะโพกและ
กระดูกสันหลัง รวมไปถึงรางกายชวงลาง ซึ่งหากจัดสมดุลใหเปนปกติจะชวยทำใหตั้งครรภไดงายขึ้น สามารถ
ตรวจความสมดุลของสะโพกและรางกายชวงลางไดงาย ๆ จากความไมสมดุลของขาในทานั่งผีเสื้อ
ภาพที่ 2.1-2.2 ทาผีเสื้อ (ทาเตรียม)
การประเมินสมดุลสะโพกและรางกายชวงลางดวยทาผีเสื้อ โดยการนั่งหลังตรง ฝาเทาประกบกัน
ดึงเทาเขามาใกลตัว จัดฝาเทาใหตรงอยูตรงกลางลำตัวปลายนิ้วเทาเทากัน แลวสังเกตสมดุลของฝาเทา
และเขาซายขวาวาสูงเทากันหรือไม หรือเขายื่นออกไปดานหนาเทากันหรือไม เขาลอยจากพื้นมากนอยแคไหน วิธีนี้
สามารถใชประเมินสมดุลไดดวยตัวเอง
34
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
ปรับสมดุลรางกายดวยการฝกใชอิริยาบถที่สมดุล และจัดสมดุลรางกายตนเองเสมอ
1. การฝกใชอิริยาบถที่สมดุลในชีวิตประจำวัน เปนสิ่งที่จำเปนอยางยิ่ง ไมวาจะเปนทานั่ง นอน ยืน เดิน
การทำงาน เพื่อแกตนเหตุของการเกิดภาวะผิดปกติตาง ๆ ที่เกิดจากความไมสมดุลของโครงสราง ควรหลีกเลี่ยง
อิริยาบถที่ทำใหรางกายเสียสมดุลบิดเบี้ยว โดยเฉพาะทาที่ทำใหสะโพกเสียสมดุล เชน ทานั่งพับเพียบ ทานั่ง
ไขวหาง ทานั่งหลังเอน ทานอนตะแคง ทานอนคว่ำ เปนตน
2. จัดสมดุลรางกายตนเองเสมอ ดวยการบริหารรางกายดวยทามณีเวช 8 ทาพื้นฐานทุกวันอยางสม่ำเสมอ
เพื่อปรับสมดุลเตรียมโครงสรางใหพรอมสำหรับการตั้งครรภ ซึ่งแนะนำทำทาบริหารนี้ไดทั้งชายและหญิง
โดยทาในการปรับสมดุลทั้งรางกาย ประกอบดวยทายืน 5 ทา เปนทาที่มีการเคลื่อนไหวของขอกระดูก
และยืดเหยียดเอ็นกลามเนื้อที่มีการทำงานสัมพันธกันอยางสมดุลของรางกายสวนบน เปนทาสำหรับจัดสมดุล
ตาชั่งบน และทานอน 3 ทา ไดแก ทางู ทาแมว ทาเตา เปนการเคลื่อนไหวของขอกระดูกสวนแกนกลางลำตัว
หรือแกนตาชั่ง(กระดูกสันหลังกระดูกซี่โครง)โดยใชน้ำหนักรางกายในการปรับระนาบของแกนและมีการเคลื่อนไหว
ของขอกระดูกและยืดเหยียดเอ็นกลามเนื้อที่มีการทำงานสัมพันธกันอยางสมดุลของรางกายสวนลาง
ทางูแมวเตาจึงเปนทาสำหรับจัดกระดูกสันหลังและสมดุลตาชั่งลาง ทามณีเวชพื้นฐาน 8 ทา (รายละเอียดในภาคผนวก)
จึงใชเปนทาหลักในการจัดสมดุลทั้งรางกายดวยตนเอง
3. จัดสมดุลรางกายตนเองเพื่อการรักษา ในผูหญิงหรือผูชายที่มีปญหาเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ
เชน หญิงที่ประจำเดือนผิดปกติหรือมาไมสม่ำเสมอ ปวดประจำเดือน หญิงหรือชายที่มีโครงสรางหรือการทำงาน
ของอวัยวะสืบพันธุผิดปกติ สามารถใชทาบริหารมณีเวชเพื่อปรับสมดุล ไดแก ทาผีเสื้อ และทาโขน ทำเพิ่มเติม
จากทามณีเวช 8 ทาพื้นฐาน
3.1 ทาผีเสื้อมณีเวช เปนทาปรับสมดุลที่สามารถทำทุกวันได ใชสำหรับภาวะมีบุตรยาก
และปญหาระบบสืบพันธุอื่น ๆ โดยการนั่งหลังตรง ฝาเทาประกบกัน ดึงเทาเขามาใกลตัว แขนเหยียดตรงใชมือ
ทั้งสองขางกดเขาใหติดพื้นมากที่สุด คางไวประมาณ 10 วินาที ทำ 3-5 รอบ แตหากไมสามารถเหยียดแขนตรงได
สามารถงอขอศอกไดเชนกัน
ภาพที่ 2.3 ทาผีเสื้อมณีเวช
35
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
3.2 ทาโขน เปนทาที่ใชในผูหญิงที่มีอาการปวดประจำเดือน ใชรักษาขณะที่มีอาการปวดประจำเดือนเทานั้น
ไมตองทำทุกวัน โดยยืนฉีกขา ฝาเทาสองขางฉีกออกจากกันเปนเสนตรงเหมือนทาโขน หลังตรงแลว
โยกตัวซายสลับขวา ทำซ้ำ 3-5 รอบ
ภาพที่ 2.4 ทาโขน
36
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
1. กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือกกระทรวงสาธารณสุข.พจนานุกรมศัพทแพทยและเภสัชกรรม
แผนไทย ฉบับราชบัณฑิตยสภาพ.ศ.2559.นนทบุรี: โรงพิมพสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ; 2560.
2. กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข. คูมือการดูแลสุขภาพดวย
การแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. นนทบุรี:กองทุนภูมิปญญาการแพทยแผนไทย; 2553.
3. กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางเวชปฏิบัติการแพทยแผน
ไทย ในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ. กรุงเทพมหานคร :โรงพิมพองคการสงเคราะหทหารผานศึก, 2550.
4. กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. การเตรียมความพรอมกอนใชชีวิตคูและกอนตั้งครรภ เพื่อรองรับ
สถานการณการแพรระบาดของโรคโควิด-19. นนทบุรี:สำนักอนามัยการเจริญพันธุ; 2564.
5. กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. คูมือการดำเนินงานลูกครบ 32 สมองดี เริ่มตนที่ 6 สัปดาหกอนตั้งครรภ.
กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพองคการสงเคราะหทหารผานศึก, 2553.
6. กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการจัดบริการเตรียมความพรอมกอนสมรสและกอนตั้งครรภ.
นนทบุรี: สำนักอนามัยการเจริญพันธุ;2563.
7. ขุนนิทเทสสุขกิจ (ถมรัตน). อายุรเวทศึกษา (วิชาแพทยแผนโบราณ).[ม.ป.ท.]:โรงพิมพพิริยกิจ; 2496.
8. คมสัน ทินกร ณ อยุธยา. หลักการพื้นฐานของการแพทยแผนไทย ในราชสกุลทินกร. นนทบุรี:
วิชั่นพรีเพรส;2562.
9. ณัฐรดา บุรุษเลี่ยม. การรักษาโรคโลหิตระดูสตรีกับภาวะมีบุตรยากในทางการแพทยแผนไทย. Chonburi
HospitalJournal2021;3:271-76.
10. ธนิษฐา ทรรพนันทน และพระมหาสุขสันติ์ สุขวฑฺฒโน. กำเนิดมนุษยในทรรศนะของพระพุทธศาสนาและ
การแพทยแผนไทยจากพระคัมภีรปฐมจินดา. การประชุมวิชาการระดับชาติ “วลัยลักษณวิจัย”ครั้งที่ 11;วันที่
27-28 มีนาคม2562;มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ.
11. ประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแหงชาติ เรื่องบัญชียาหลักแหงชาติดานสมุนไพร พ.ศ.2566.ลงวันที่
10พฤษภาคมพ.ศ.2566.ราชกิจจานุเบกษาเลม140ตอนพิเศษ130งลงวันที่ 2มิถุนายน2566.
12. พระธรรมกิตติวงศ (ทองดี สุรเตโช).พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน ชุดคำวัด.กรุงเทพฯ:
วัดราชโอรสาราม; 2548.
13. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช.การนวดไทยแบบราชสำนักเพื่อบำบัดกลุมอาการของโรคทางระบบสืบพันธุ
[ออนไลน]. [เขาถึงเมื่อ9มีนาคม 2567].เขาถึงจากhttps://be7herb.wordpress.com
14. มูลนิธิฟนฟูสงเสริมการแพทยไทยเดิม,โรงเรียนอายุรเวทธำรงสถานการแพทยแผนไทยประยุกต
คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล.ตำราการแพทยไทยเดิม(แพทยศาสตรสงเคราะห ฉบับอนุรักษ)เลมที่1
ฉบับชำระพ.ศ.2550.กรุงเทพฯ: ศุภวนิชการพิมพ;2550.
เอกสารอางอิง
37
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
15. มูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา.คูมือสรางเสริมฟนฟูสุขภาพแม กอนและหลังคลอดดวยการแพทยแผนไทย.
พิมพครั้งที่ 3.กรุงเทพฯ:อุษาการพิมพ.2553.
16. ศูนยอนามัยที่ 2 พิษณุโลก กรมอนามัย. ปรับสมดุลรางกายคลายโรค…ดวย “มณีเวช” [ออนไลน].
[เขาถึงเมื่อ 18 มิถุนายน 2567]. เขาถึงจาก
https://multimedia.anamai.moph.go.th/infographics/02-maneewet-for-health/
17. สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย (ป. อ. ปยุตฺโต). คูสรางคูสม ชีวิตคูในอุดมคติ [ออนไลน]. [เขาถึงเมื่อ 8
กุมภาพันธ 2567]. เขาถึงจาก https://www.watnyanaves.net/th/book-reading/107/8
18. Sinawat S. Mechanism of menstruation. Srinagarind Med J 2002; 17(2):105-112.
19. World Health Organization (WHO). 2013. Preconception care: Maximizing the gains for
maternal and child health. Retrieved from http://www.who.int/maternal_child_
adolescent
บทที่ 3
การดูแลสตรีระหว่างตั้งครรภ์
39
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
บทที่ 3
การดูแลสตรีระหวางตั้งครรภ
1. ทฤษฎีเกี่ยวกับการตั้งครรภในทางการแพทย
2. การทำนายวันคลอดและเพศของทารก (ครรภวาระกำเนิด)
3. ลักษณะอาการของหญิงมีครรภและวิธีการดูแลรักษาตามอายุครรภ (ครรภรักษา)
4. สาเหตุของการแทงบุตร (ครรภวิปลาส)
5. การรักษาอาการตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในระยะตั้งครรภจนถึงระยะคลอด (ครรภปริมณฑล)
5.1 กลุมอาการไขและอุจจาระเปนเลือด
5.2 กลุมอาการทองเสีย และอุจจาระเปนมูกเปนเลือดหรือปสสาวะเปนเลือด
5.3 กลุมอาการทองผูก
5.4 กลุมอาการผิดปกติที่อาจสงผลตอทารกในครรภ
6. การเตรียมความพรอมเลี้ยงลูกดวยนมแม
7. หัตถการทางการแพทยแผนไทยในสตรีตั้งครรภ
7.1 การนวดไทยในสตรีตั้งครรภ
7.2 การประคบสมุนไพรในสตรีตั้งครรภ
8. โภชนศาสตรทางการแพทยแผนไทยสำหรับสตรีระหวางตั้งครรภ
8.1 หลักการเลือกอาหารสำหรับการบำรุงครรภสตรี
8.2 อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหรือไมควรรับประทานในสตรีตั้งครรภ
9. การออกกำลังกายในสตรีตั้งครรภ
10. ประเพณีและความเชื่อในระหวางตั้งครรภ
40 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
สตรีเมื่อตั้งครรภจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสรางรางกาย มดลูกขยายขนาด รวมทั้งมีการเปลี่ยนแปลง
ทางสรีรวิทยาของระบบสืบพันธุ ระบบผิวหนัง ระบบตอมไรทอ ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบทางเดิน
ปสสาวะ ระบบหายใจ ระบบทางเดินอาหาร ระบบกลามเนื้อ และกระดูก หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงของ
ธาตุทั้ง 4 ตามแนวคิดของการแพทยแผนไทย ซึ่งสงผลใหเกิดความไมสุขสบาย ปรากฏเปนอาการทางรางกาย
เชน คลื่นไส อาเจียน เหนื่อยลา ปวดหลังและปวดบริเวณ ขอตอตาง ๆ ทองผูก ริดสีดวงทวาร เทาบวม หายใจ
ลำบาก สวนการเปลี่ยนแปลงดานจิตและอารมณที่พบบอยในสตรีตั้งครรภ ไดแก อารมณออนไหวงาย
วิตกกังวล และเครียด
ทั้งนี้ จากแนวคิดของการแพทยแผนไทย โดยเฉพาะองคความรูดานการผดุงครรภไทย สามารถนำมา
ประยุกตใชในการดูแลสตรีตั้งครรภ โดยมีแนวทางการดูแลที่ครอบคลุมทั้งรางกาย จิตใจ สังคม และ
จิตวิญญาณของสตรีตั้งครรภและทารกในครรภใหเกิดประสิทธิผลสูงสุดจากการบูรณาการองคความรูรวมกับ
ทางการแพทยแผนปจจุบันได มีรายละเอียดการนำเสนอในลำดับตอไป
1. ทฤษฎีเกี่ยวกับการตั้งครรภในทางการแพทย
การปฏิสนธิหรือการตั้งครรภในทางการแพทยแผนปจจุบัน หมายถึง กระบวนการที่อสุจิผสมกับไข
และโครโมโซมจากพอและแมรวมตัวกัน โดยกระบวนการนี้มีขั้นตอนดังนี้
1) การรวมเพศแตละครั้ง ฝายชายจะหลั่งน้ำอสุจิประมาณ 3-5 มล. ซึ่งมีอสุจิประมาณ 200-300
ลานตัว ผานเขาสูชองคลอดและโพรงมดลูก โดยมีอสุจิเพียงตัวเดียวที่แข็งแรงสามารถทะลุเปลือกไข
(Zona pellucida) โดยใชเอนไซมไฮยาลูโรนิเดส (Hyaluronidase enzyme) ทำลายเปลือกไข จากนั้นจะ
สลัดหางทิ้งและเปลี่ยนแปลง Permeability เพื่อปองกันอสุจิตัวอื่นเขามาผสม การปฏิสนธิมักเกิดที่บริเวณ
ปลายทอนำไข (Ampulla)
2) เมื่อตัวอสุจิผสมกับไขแลว นิวเคลียสของไขและอสุจิจะรวมตัวกันและแบงตัวแบบไมโอซิส
(Meiosis) ลดจำนวนโครโมโซมลงครึ่งหนึ่ง กอนรวมตัวกันของโครโมโซมเพศชาย (22xy) และหญิง (22xx)
โดยได 46 โครโมโซม (23 คู) ซึ่งภายในโครโมโซมมียีน (Gene) ซึ่งประกอบดวย DNA และ RNA ที่ถายทอด
พันธุกรรม การปฏิสนธิเสร็จสิ้นภายใน 24 ชั่วโมงและเริ่มเจริญเติบโตเปนโครงสรางที่จำเปนตอการมีชีวิต
ในครรภ เชน รก เยื่อหุมรก น้ำคร่ำ และสายสะดือ องคประกอบทั้งหมดนี้เรียกวา "สิ่งปฏิสนธิ" (Conceptus)
ซึ่งจะเจริญเติบโตตอไป ทั้งนี้ขนาดเฉลี่ยของอสุจิเพศชายมีเสนผานศูนยกลางประมาณ 5 ไมโครเมตร
(1 ไมโครเมตร = 0.001 มิลลิเมตร) หลังจากผสมกับไขที่ปกมดลูก จะเริ่มแบงตัวและเดินทางมาที่มดลูกเพื่อ
ฝงตัวใน 3-4 วัน ระยะนี้เรียกวา บลาสโตซีส (Blastocyst) ซึ่งใชเวลาประมาณ 7 วันหลังปฏิสนธิ เมื่อตัวออน
เดินทางถึงมดลูก จะฝงตัวในเยื่อบุมดลูกที่เตรียมไว อาจมีเลือดหรือประจำเดือนออกมาเล็กนอยในชวงนี้
41
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
การตั้งครรภในทางการแพทยแผนไทย ไดมีการอธิบายไวในหัวขอ “กุมารปฏิสนธิ” จากคัมภีร
ปฐมจินดา กลาวไววา “อันวาสตรีทั้งหลายเมื่อจะตั้งอนุโลมปฏิสนธินั้น พรอมดวยบิดามารดากับธาตุทั้ง 4
ก็บริบูรณพรอม คือ ปถวีธาตุ 20 อาโปธาตุ 12 เตโชธาตุ 4 วาโยธาตุ 6 ระคนกันเขา” คือ เกิดเพราะโลหิตบิดา
มารดาผสมรวมกันโดยสมบูรณพรอมดวยธาตุทั้ง 4 แพทยสามารถสังเกตโดย
1) เอ็นผานเสนหนาอกนั้นเขียว
2) หัวนมนั้นคล้ำดำเขา แลวตั้งขึ้นเปนเม็ดครอบหัวนม ซึ่งคนทองสวนมากจะมีอาการที่เกิดขึ้นกับ
รางกายในแตละเดือนที่ตั้งครรภแตกตางกัน
ทั้งนี้ เมื่อเกิดมูลปฏิสนธิขึ้นแลวลำดับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ คือ เมื่อธาตุทั้ง 4 นั้น
ระคนกันเขา (หมายถึง มีการรวมประเวณีกัน) โลหิตของบิดาระคนเขากับโลหิตของมารดา จึงบังเกิดขึ้นดวย
ธาตุนํ้า คือ ตอมเลือดของมารดา หรือตามคัมภีรปฐมจินดา ไดระบุวา สุขุมังปรมาณู (หมายถึง อสุจิ) ของบิดา
นั้นละเอียดนัก ไดระคนกันเขากับเลือดของมารดาในครรภ (หมายถึง ไขสุก) มีลักษณะใสสะอาดเหมือนหยาด
นํ้ามันงา มองดวยตาเปลาไมเห็นเพราะเล็กมาก ทานเปรียบไววาเหมือนเอาขนจามรีจุมนํ้ามันใสแลวสลัดออก
เสีย 7 ครั้ง ที่เหลือติดอยูที่ขนจามรี คือ สุขุมังปรมาณู เมื่อผสมกับไขสุก (การแพทยแผนไทยใชคำวาเลือดของ
มารดา) จะบังเกิดเปน ปฐมกลละ เรียกวา ไชยเภท รวมเวลาได 7 วัน หลังจากปฏิสนธิ ในชวงนี้มารดาจะเกิด
ระดูลางหนาขึ้น 1 ครั้ง คือจะมีเลือดประจำเดือนออกมา หรือหากไมเกิดระดูลางหนา มารดาก็จะฝนวิปริต
อยางใดอยางหนึ่งจนทำใหรูวาตั้งครรภ เมื่อตัวออนฝงตัวในมดลูกเรียบรอย หากไมมีอาการผิดปกติใด ๆ
เกิดขึ้น สีตัวออนจะเขมขึ้น เรียกวา อัพพุทะ และมีลำดับการพัฒนา ดังนี้
ลำดับ การเจริญเติบโต
หลังจากปฏิสนธิ 7 วัน กอนเลือดที่ผสมกันจะขนเขาเปนสีนํ้าลางเนื้อ เรียกวา เปสิ
หลังจากนั้นอีก 7 วัน กอนเลือดจะมีรูปรางเปลี่ยนไป มีลักษณะเหมือนไขงู เรียกวา ฆนะ
หลังจากนั้นอีก 7 วัน กอนเลือดมีการแตกออกเปน หัวและลำตัว มือ 2 ขาง และเทา 2 ขาง
เรียกวา ปญจะสาขา
หลังจากนั้นอีก 7 วัน เกิดมี ผม ขน เล็บ และ ฟน
เมื่ออายุครรภครบ 1 เดือน กับ 12 วัน ตัวออนจะเริ่มรับโลหิตที่เวียนเขาเปน ตานกยูงที่หัวใจ
เปนเครื่องรับดวงจิตวิญญาณ ถาเปนทารกเพศหญิง ตานกยูงจะเวียนซาย
ถาเปนทารกเพศชาย ตานกยูงจะเวียนขวา เพียงแตไมไดปรากฏออกมาใหเห็น
เมื่ออายุครรภครบ 3 เดือนแลวเลือดจะไหลเขาไปใน ปญจะสาขา
เมื่ออายุครรภครบ 4 เดือน จะเกิดดวงตาและหนาผาก ตาดวงแรกที่เกิดคือ ตาที่สามกลางหนาผาก
(เทียบกับแพทยแผนปจจุบัน คือ ตอมไพเนียล) แลวจึงหายไปภายหลังจากนั้น
อวัยวะทั้งปวงจะเกิดเปนลำดับไปจนทารกมีอวัยวะครบ 32 ประการ
เมื่ออายุครรภได 5 เดือน จึงมีจิต และเบญจขันธ เมื่อตั้งเปนรูปขันธแลว ก็ใหมีวิญญาณขันธ
ทารกสามารถรับรูความรูสึกรอนและเย็น รูสึกหิวและอิ่ม รับรูถึงความสบาย
และไมสบายของมารดา
42 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
ลำดับ การเจริญเติบโต
เมื่อครรภครบ
กำหนด
ซึ่งในการแพทยแผนไทย ถือวาอายุครรภที่ปกติ คือ 10 เดือน จึงจะคลอด จะเกิดลมชื่อ
“กัมมัชชวาต” ทำใหทารกกลับเอาศีรษะลงเบื้องตํ่า และมีลมชื่อ สุนทรวาต พัดใหปากมดลูกเปด
และเกิดลมเบง ทำใหทารกคลอดออกจากครรภมารดาเมื่อถึงฤกษงามยามดี
ตารางที่ 3.1แสดงขอมูลลำดับการเจริญเติบโตของทารกในครรภตามคัมภีรปฐมจินดา
2. การทำนายวันคลอดและเพศของทารก (ครรภวาระกำเนิด)
การคาดคะเนวันคลอดและเพศทารกในทางการแพทยแผนปจจุบัน
โดยปกติทารกจะคลอดเมื่ออายุครรภครบกำหนด คือ 40 สัปดาห หรือ 280 วัน นับจากวันแรกของ
ประจำเดือนครั้งสุดทาย (ไมใชเริ่มนับจากวันสุดทายของการมีประจำเดือน) ดังนั้น ในหญิงที่มีประจำเดือนมา
ตรงและสม่ำเสมอทุก 28 วัน จะสามารถคะเนวันคลอดได ดังนี้
วิธีที่ 1 นับจากวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดทาย แลวบวกไปอีก 9 เดือน และนับบวกตอไปอีก 7 วัน
เชน วันแรกที่ประจำเดือนมาครั้งสุดทาย คือ วันที่ 1 มกราคม ใหบวกไปอีก 9 เดือน ซึ่งจะตรงกับวันที่ 1 ตุลาคม
จากนั้นนับบวกตอไปอีก 7 วัน ก็จะไดกำหนดคลอดตรงกับวันที่ 8 ตุลาคม
วิธีที่ 2 นับจากวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดทายยอนหลังไป 3 เดือน และนับบวกตอไปอีก 7 วัน เชน
วันแรกที่ประจำเดือนมาครั้งสุดทายของแมทอง คือ วันที่ 1 มีนาคม ก็ใหนับยอนหลังไปอีก 3 เดือน คือ กุมภาพันธ
มกราคม และธันวาคม และนับบวกไปอีก 7 วัน กำหนดวันคลอดก็จะตรงกับวันที่ 8 ธันวาคม
ในกรณีที่จำวันที่มีประจำเดือนครั้งสุดทายไมได อาจคะเนวันคลอดไดจากวันแรกที่แมเริ่มรูสึกวาเด็กดิ้น
โดยทั่วไปแมจะเริ่มรูสึกวาเด็กดิ้นเมื่ออายุครรภประมาณ 18-20 สัปดาห ในครรภแรก และ 16-18 สัปดาห
ในครรภหลัง
นอกจากนี้ ยังสามารถคะเนวันคลอดและเพศจากการประมาณอายุครรภจากขนาดมดลูก ขนาดศีรษะ
และลำตัวของทารกในครรภ โดยใชคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultra- sound)
การคาดคะเนวันคลอดและเพศทารกในทางการแพทยแผนไทย
ตามคัมภีรปฐมจินดา กลาวถึงครรภวาระกำเนิดหรือวันตั้งมูลปฏิสนธิ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเจ็บปวย
ของมารดา ที่สัมพันธกับความเชื่อในเรื่องวันปฏิสนธิ วันคลอด และซางเจาเรือนประจำวันนั้น ๆ ถาแพทยใครรู
วามารดาตั้งมูลปฏิสนธิวันใด จะมีวันคลอดวันใด และซางใด เปนซางเจาเรือน ใหแพทยพึงดูเมื่อมารดามีครรภ
ได 3 เดือน โดยมารดาจะปรากฏอาการตาง ๆ สามารถบอกเพศ บอกซางเรือนซึ่งก็คือ จุดออนทางสุขภาพ
ของเด็กได สามารถสรุปไดตามตาราง ดังนี้
อาการมารดา
วันปฏิสนธิ/
วันเกิด
ซางเจา
เรือน
ทองผูก ผอม ผิวเหลือง ปวดบริเวณหัวเหนาและทองนอย อยากรับประทาน อาหาร
รสหวาน ฝาเทาขางซายแดง ทำนายวาเปนเพศหญิง ฝาเทาขางขวาแดง ทำนายวา
เปนเพศชาย
วันอาทิตย ซางเพลิง
43
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
อาการมารดา
วันปฏิสนธิ/
วันเกิด
ซางเจา
เรือน
ปวดศีรษะ เจ็บเตานม อยากรับประทานอาหารรสหวาน ปวดเมื่อยแขนทั้งสองขาง
ตาฟาง หูตึง เปนลม และอาเจียนเปนลมเปลา
วันจันทร ซางน้ำ
จุกเสียด วิงเวียนศีรษะ หลังมือและเทาบวม ปวดเมื่อยจนนอนไมหลับ มีตุมขึ้น
บริเวณเพดานเหงือก
วันอังคาร ซางแดง
จุกเสียด อาเจียน เทาบวม ปากขม มีแผลเปอยขึ้นบริเวณทวารหนักและทวารเบา วันพุธ ซางสะกอ
เปนตุมบริเวณปากและลิ้น เมื่อตุมนั้นแตกออกจะรับประทานของเผ็ดรอนไมไดจนถึง 6
เดือน บางครั้งจะลามบริเวณขางลิ้นและเพดานเหงือก ทองเสียเปนมูกเลือด
วันพฤหัสบดี ซางโค
มีผื่นคันขึ้นตามรางกาย มีแผลเปอยรอบทวารหนัก ปวดหัวเหนาและสะโพก ปสสาวะขัด
จุดเสียด และบวมมือเทาทั้ง 2 ขางจนถึงคลอด
วันศุกร ซางชาง
ทองผูก 2-3 วัน แรก ๆ อยากรับประทานของคาว มีผื่นคันบริเวณศีรษะ ทองเสียเปนมูก
เลือด ปวดบั้นเอว เมื่อตั้งครรภได 6 เดือน จะทำใหเกิดอาการอุจจาระบิดเปนมูกเลือด
อยากรับประทานไข ทำใหอยากรับประทานผักพลาปลายำ
วันเสาร ซางขโมย
ตารางที่ 3.2แสดงขอมูลการเจ็บปวยของมารดา ที่สัมพันธกับความเชื่อในเรื่องวันปฏิสนธิ วันคลอด และซางเจา
เรือนประจำวันตามคัมภีรปฐมจินดา
3. ลักษณะอาการของหญิงมีครรภและวิธีการดูแลรักษาตามอายุครรภ (ครรภรักษา)
องคความรูทางการแพทยแผนไทยในคัมภีรปฐมจินดา กลาววา เมื่อหญิงตั้งครรภได 15 – 30 วัน
จะแสดงอาการใหรูวาตั้งครรภขึ้นแลว คือ จะมีเอ็นเขียวผานหนาอก หัวนมนั้นคล้ำดำขึ้นและมีเม็ดรอบ
หัวนม ซึ่งมีลักษณะสอดคลองกับขอมูลทางการแพทยแผนปจจุบัน ที่กลาวถึงผลตอการเปลี่ยนแปลงในหญิง
ตั้งครรภนั้นมาจากสารฮอรโมนภายในรางกาย คือ Estrogen ที่ทำหนาที่กระตุนใหมีการสะสม Melanin
pigment ในเนื้อเยื่อทำใหสีผิวบริเวณสวนตาง ๆ เชน ลานนม อวัยวะสืบพันธุภายนอก และบริเวณเสนกลาง
ลำตัวจากลิ้นปถึงหัวเหนา (Linea nigra) รวมถึงกระตุนการทำงานของทอน้ำนม ตอมน้ำนมและหัวนม ทำให
เตานมมีขนาดใหญขึ้นและคัดตึง เปนตน
โดยการเปลี่ยนแปลงของรางกายในชวงตั้งครรภนี้ มีอาการความเจ็บปวยไมสบายตาง ๆ ซึ่งอาจ
เกิดขึ้นได ในระหวางตั้งครรภเดือนแรก จนถึงเดือนสุดทาย ซึ่งองคความรูดานการแพทยแผนไทยไดบันทึก
ขอมูลการดูแลรักษาเพื่อใหอาการบรรเทาลงไดตามรายละเอียดในคัมภีรปฐมจินดา ซึ่งเทียบเคียงกับอาการ
ที่พบทางการแพทยแผนปจจุบัน ไดดังนี้
44 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
อายุครรภ
อาการตามตำรา
การแพทย
แผนไทย
อาการทาง
การแพทย
แผนปจจุบัน
ยาสมุนไพรที่ใชรักษาอาการ
ตามตำราการแพทยแผนไทย
1 เดือน มีไข อาเจียน
จุกเสียดในทอง
ละเมอเพอพก
มีอาการแพทอง เตานมจะใหญ
ขึ้น มีอาการคัดและเจ็บเตานม
อารมณจะเปลี่ยน หงุดหงิดงาย
1) จันทนหอม ดอกบัวเผื่อน รากบัวหลวง
ขาวเหนียวกัญญา บดเปนแทง ละลายน้ำนม
วัวรับประทาน
2) เนื้อโคยาง ขาวตอก ขาวเหนียวกัญญา
บดละลายน้ำผึ้งรับประทาน
3) ใบไทรยอย ใบหญาแพรก ใบพรมมิ
ใบตำลึง และดินประสิว บดละลายน้ำซาว
ขาวชโลมหรือรับประทาน
2 เดือน มีไขจับวันเวน
วันนอนไมหลับ
รับประทานขาว
ไมได ใหมีอาการเชื่อม
มึน
คัดเจ็บตึงเตานม เตานมขยายขึ้น
มากถาสังเกตจะเห็นวาบริเวณ
ฐานของหัวนมจะกวางและนุมขึ้น
มีตกขาวมากขึ้นกวาปกติ มี
อาการคลื่นไสอาเจียน อารมณ
ยังคงแปรปรวน ออนไหว และ
ซึมเศรา เหนื่อยลา
1) เกสรบัวหลวง ดอกจงกลนี หัวแหวหมู
เทียนดำ กระจับบก บดละลายน้ำซาวขาว
รับประทาน
2) ใบหนาด ใบโพกพาย รากผักไห
เม็ดในขนุนละมุด ดินสอพอง บดดวยน้ำซาว
ขาวชโลม
3 เดือน ไข ทองเสีย อาเจียน
จุกเสียดในทอง
เบื่ออาหาร
นอนไมหลับ
อาการทั้งหมดในเดือน
นี้ระวังอาจทำใหเกิด
การแทงได
อาการแพทองยังคงมีอยูหรือ
ดีขึ้น แตอารมณเริ่มคงเสนคงวา
อาจตรวจพบเสียงหัวใจของเด็ก
อาจพบการบวมของฝามือฝาเทา
และเสนเลือดโปงได
1) ยางไขเนา ยางมะมวง กระดอม
บดละลายน้ำรอนรับประทาน
2) ขาวตอก ขาวเหนียวกัญญาบดละลายน้ำ
นมวัวรับประทาน
3) รากกระจับบกใบบัวหลวงออน
มูลโคตกใหม จันทนหอม เปราะหอม
หญาแพรก แฝกหอม เถาชิงชาชาลี
บดละลายน้ำซาวขาวชโลม
4 เดือน ไขเพื่อเสมหะ
คือ เปนลม
เหงื่อออก
มีเลือดออก
ทางชองคลอด
อาการแพทองจะเริ่มหายไป
อารมณเริ่มเขาสูสภาพปกติ อาจ
มีสภาพใจลอย อาจมีตกขาวมาก
ขึ้น เสนเลือดขอดและริดสีดวง
ทวารอาจเกิดขึ้นได
1) โกฐเขมา เกสรบัวหลวง รากขัดมอน
ดอกจงกลนี บดแลวผสมดวยน้ำนมวัว
รับประทาน
2) ดอกสัตตบงกช โกฐกระดูก
รากบัวหลวง กระจับบก จันทนหอม
รากขัดมอน หัวแหวหมู รากมะตูม
ผลผักชี ขิงสด ยา 10 สิ่งนี้เอาเทากัน
ตม 3 เอา 1 รับประทาน
3) รากสลอดน้ำ รากยานาง
รากทองหลางหนาม รากพุมเรียงบาน
45
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
อายุครรภ
อาการตามตำรา
การแพทย
แผนไทย
อาการทาง
การแพทย
แผนปจจุบัน
ยาสมุนไพรที่ใชรักษาอาการ
ตามตำราการแพทยแผนไทย
พุมเรียงปา จันทนแดง จันทนขาว
รากพุงดอ รากตำลึง รากฟกขาว
เกสรบัวหลวง ดินประสิว ดินสอพอง รวมยา
12 สิ่งนี้เอาเทากัน บดทำแทงไวละลายน้ำ
ซาวขาว รับประทานหรือชโลม
5 เดือน ไข ทองเสีย อาเจียน
จุกเสียดในทอง
มีการเปลี่ยนแปลงทางผิวหนัง
อารมณคงที่มากขึ้น ทารก
ในครรภเริ่มขยับตัว
1) ดอกบัวเผื่อน ดอกบุนนาค ยางมะมวง
บดละลายกับน้ำนมวัว รับประทาน
แกทองเสีย แกจุกเสียด
2) ใบบัวบก เทียนดำ ขมิ้นผง ปูนแดง
บดละลายกับเหลารับประทานแกอุจจาระ
เปนเลือดหรือปสสาวะเปนเลือด
3) เปลือกสมุนละแวงรากเปลานอย สะคาน
สนเทศ เอาเทากัน บดละลายน้ำปูนใส ทา
บริเวณที่มีอาการปวดเมื่อยยกเวนบริเวณทอง
หามทาเพราะจะเปนอันตรายแกเด็ก
6 เดือน ไขปวดเมื่อยตั้งแตบั้น
เอวลงไปถึงขา ใหคัน
ทวารหนัก
ทวารเบา
เปนลมบอย ๆ
เกิดการเปลี่ยนแปลงของ
ผนังหนาทอง เรียกหนาทองลาย
อาจมีอาการคันตามมา
อาจเกิดเบาหวานขณะตั้งครรภ
อาการครรภเปนพิษ
การอักเสบของการติดเชื้อราและ
ติดเชื้อทางระบบปสสาวะ
1) เม็ดสมซา เปลือกสะแกจันทนแดง จันทน
ขาว ดอกจงกลนี อยางละเทากัน บดแลว
นำมาละลายกับน้ำนมวัวรับประทานแตถายัง
ไมหายใหประกอบ
ยาใหสุขุมขึ้น
2) ลูกคนทีสอคั่ว วานน้ำ เทียนดำ
เทียนขาว มหาหิงค เปราะหอม หัวแหวหมู
บอระเพ็ด เกสรบัวหลวง ดอกบุนนาค อบเชย
เทศ ลูกเอ็น เปลือกเงาะ ชะเอมเทศ ลูกผักชี
เอาสิ่งละสองสลึง พริกไทย 11 เม็ด ยา 16 สิ่ง
บดทำแทงไว ละลายน้ำนมโครับประทาน
หรือชโลม
3) ใบทองหลางหนาม ใบขนุน ละมุด
ใบยานาง ใบหนาด ใบเพกา ใบวานน้ำ
ใบหญาแพรก ขมิ้นออย รวม 8 สิ่ง
เอาเทากันบดทำแทงไว ละลายน้ำซาว
เขาชโลม
46 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
อายุครรภ
อาการตามตำรา
การแพทย
แผนไทย
อาการทาง
การแพทย
แผนปจจุบัน
ยาสมุนไพรที่ใชรักษาอาการ
ตามตำราการแพทยแผนไทย
7 เดือน ไข ทองเสีย อาเจียน
เปนเลือด รูสึกรอน
ในรางกาย
อาจมีอาการหายใจสั้น
เนื่องจากมดลูกโตมาดันกระบัง
ลม เคลื่อนไหวไมคลองแคลว
นอนหลับไมเต็มที่
ไมพบยาที่ใชในการรักษา
8 เดือน ไขธรรมดา
ไมรุนแรงมากนัก
เนื่องจากทารกใน
ครรภเจริญเติบโต
แข็งแรงแลว
เหนื่อยงาย หายใจเร็วและสั้น
กระเพาะปสสาวะถูกกด
มีอาการทองอืดทองเฟอ
เรอบอย
1) เมล็ดผักกาด รากบัวหลวง
ขาวเหนียวกัญญา บดแลวผสมน้ำซาวขาว
หรือน้ำทาแลวรับประทานถายังไมหาย
ใหนำรากชาพลู รากกระพังโหม
รากกระจับบก รากบัวหลวง หัวแหวหมู
บอระเพ็ด จันทนแดง จันทนขาว
ลูกมะตูมออนขมิ้นออย กานสะเดา33 กาน
อยางละเทา ๆ กันตม 3 สวนเอา 1 สวน
รับประทาน
2) รากโมง รากลำดวน รากไทรยอย
รากหญาแพรก รากตำลึง รากฟกขาว
ดินประสิวขาว อยางละเทา ๆ กัน บดแลว
ปนเปนแทง ละลายน้ำซาวขาวชโลมตามตัว
9 เดือน ไขธรรมดา
ไมรุนแรง แตใหระวัง
การเปนไขที่รุนแรง
เชน ไขอหิวาตกโรค
หรือถูกคุณไสยอาจ
สงผลใหเสียชีวิตทั้ง
แมและลูกได
อาจจะปวดที่หัวเหนา โคนขา
ปสสาวะบอย รูสึกหนวงชวง
เชิงกรานมากขึ้น
1) รากละหุงแดง ยางงิ้ว ขิงสด บดแลว
ละลายดวยน้ำแรมคืนรับประทาน
2) โกศเขมาโกฐเชียงโกฐหัวบัวโกฐพุงปลา
เทียนดำ เทียนแดง เทียนขาว
เทียนขาวเปลือก เทียนยาวพานี
ดอกสัตตบุษย ดอกบัวขม ดอกบัวเผื่อน
ดอกลินจง ดอกจงกลนี กระจับบก
แกนขี้เหล็ก อยางละเทา ๆ กัน
ตม 3 สวนเอา 1 สวน รับประทาน
3) ใบขี้เหล็ก ใบผักเค็ด ใบน้ำเตา ใบเงิน
ใบทอง ใบยานาง ดินประสิวขาว ดินสอพอง
อยางละเทากันบดแลวปนเปนแทงละลาย
ดวยน้ำซาวขาวหรือน้ำดอกมะลิสดชโลม
47
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
อายุครรภ
อาการตามตำรา
การแพทย
แผนไทย
อาการทาง
การแพทย
แผนปจจุบัน
ยาสมุนไพรที่ใชรักษาอาการ
ตามตำราการแพทยแผนไทย
10 เดือน ไมมีอาการใด
ที่นาเปนหวง
ซึ่งโบราณเชื่อวา
สตรีผูนั้น
เปนผูที่มีบุญบารมี
เทพยดาลงมาเกิด
ในครรภของผูนั้น
- 1) ดอกบัวเผื่อน ชะเอมเทศ หมากสง
ละลายดวยน้ำนมวัว หรือน้ำดอกไม
รับประทาน
2) จันทนแดง จันทนขาว เถามวกแดง
เถามวกขาว ชะลูด อบเชยเทศ ขอนดอก
แกนสนสักขี กรักขี แกนประดู เปลือกไขเนา
เปลือกมะซาง เปลือกสันพรานางแอ
ดอกสัตตบุษย ดอกบัวเผื่อน ดอกบัวขม
ดอกลินจง ดอกพิกุล ดอกบุนนาค
ดอกสารภี ดอกมะลิซอน ดอกมะลิลา
อยางละเทา ๆ กัน บดปนเปนแทงละลาย
ดวยน้ำดอกมะลิ ทั้งรับประทานและชโลม
ตามรางกายแกสารพัดโรคในครรภรักษา
ตารางที่ 3.3 แสดงขอมูลอาการความเจ็บปวยในชวงตั้งครรภตามคัมภีรปฐมจินดา เทียบเคียงกับอาการ
ที่พบทางการแพทยแผนปจจุบัน
4. สาเหตุของการแทงบุตร (ครรภวิปลาส)
การแทงบุตร ถือเปนภาวะแทรกซอนของการตั้งครรภที่พบบอยที่สุดซึ่งมีรายงานวารอยละ 50
ของการปฏิสนธิจะเกิดการแทงไปกอนที่จะขาดระดู รอยละ 31 ของการปฏิสนธิจะแทงไปหลังมีการฝงตัว
ในเยื่อบุโพรงมดลูกแลว และรอยละ 15 ของการตั้งครรภที่อายุครรภตั้งแต 6 สัปดาห เปนตนไปจะเกิดการ
แทงโดยอัตราการแทงจะลดลงเมื่ออายุครรภมากขึ้น
ทางการแพทยแผนไทย “การแทงบุตร” จะเรียกวา “ครรภวิปลาส” หรือ การมีครรภแทงไปโดยมี
สาเหตุการแทง ดังตอไปนี้
1) กามวิตกนั้นหนาไปดวยไฟราคะ หมายถึง การมีความตองการทางเพศสูง ขณะที่ตั้งทองอยูแตยังมี
ความตองการมีเพศอยูมาก หรือมีเพศสัมพันธที่รุนแรงในบางครั้งอาจจะทำใหทารกในครรภแทงไปได
2) การรับประทานซึ่งของอันเผ็ดรอนของเผ็ดรอนในที่นี้หมายถึงอาหารที่มีรสชาตเผ็ดรอนมาก ไมใช
อาหารที่มีอุณหภูมิที่รอน เชน อาหารที่มีสวนผสมของพริก พริกไทย ดีปลี เจตมูลเพลิงในปริมาณมาก อยางเชน ยาขับ
ประจำเดือน ยาบำรุงสตรีบางประเภท ซึ่งในยากลุมนี้สวนมากจะมีสมุนไพรรสเผ็ดรอนเปนสวนผสมหลักอยู อาหาร
หรือเครื่องดื่มจำพวกยาดองเหลา เบียร เครื่องดื่มที่มีสวนผสมของแอลกอฮอล ดังนั้น ควรงดและหลีกเลี่ยงการ
รับประทานอาหารเผ็ดรอน เพราะอาจจะทำใหเกิดอาการรอนในทองมากเกินไป การขับถายผิดปกติ เกิดอาการ
ทองเดิน การฝงตัวของทารกในครรภก็ถูกรบกวน ถาเปนรุนแรงอาจทำใหเกิดการแทงได
48 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
3) จิตนั้นมากไปดวยความความโกรธ ก็วิ่งไปวิ่งมาขณะโกรธ บางทีก็ทอดทิ้งตัวเองลง อนึ่งหญิง
อันวาหญิงปากราย ไมไดรูจักซึ่งโทษแหงตน ยอมดาพอเปนอันหยาบชาซึ่งผัวแหงตน ซึ่งบุคคลอื่นก็ดีเขากระทำ
คือวา ถูกทำรายทุบถองโบยตีดวยกำลังแรงนั้นตาง ๆ สตรีผูนั้นก็เจ็บช้ำ ครรภก็ตกไป
4) ถูกภูติปศาจกระทำโทษตาง ๆ ครรภนั้นก็ไมตั้งตัวบางทีตองศาตราคมคุณไสย หมายถึง การถูก
คุณไสยตาง ๆ ที่ทำใหไมสามารถตั้งครรภ
ทางการแพทยแผนปจจุบัน “การแทง” (Abortion) หมายถึง การสิ้นสุดการตั้งครรภในระยะที่
ทารกในครรภยังไมสามารถมีชีวิตจนอยูรอดได โดยทั่วไปหมายถึงการสิ้นสุดการตั้งครรภกอนอายุครรภ
20 สัปดาห หรือทารกมีน้ำหนักนอยกวา 500 กรัม อยางไรก็ตาม นิยามของการแทงอาจแตกตางกันไปขึ้นกับ
ความสามารถและความพรอมในการดูแลทารกแรกเกิดบางแหงอาจใหนิยามของการแทง คือ การสิ้นสุด
การตั้งครรภกอนอายุครรภ 28 สัปดาห หรือทารกมีน้ำหนักนอยกวา 1,000 กรัม
การแทงแบงออกไดเปน 2 ประเภทใหญ ๆ คือ การแทงที่เกิดขึ้นเอง (Spontaneous abortion) และ
การชักนำใหเกิดการแทง (Induced abortion) การดำเนินโรคของการแทงที่เกิดขึ้นเองเกิดจากการมีเลือด
หรือเนื้อเยื่อที่ตาย (necrosis tissue) อยูในชั้น decidua basalis จึงทำใหรกลอกตัวออกจาก decidua
ซึ่งเปนผลทำใหมดลูกมีการหดรัดตัวแลวขับสิ่งแปลกปลอมออกจากรางกาย ถาสิ่งที่ขับออกมามีแตถุงน้ำ (sac)
และไมมีทารกอยูในถุงน้ำ เรียกวา blighted ovum โดยจำแนกประเภทของการแทงที่เกิดขึ้นเองออกไดเปน
6 ประเภท คือ การแทงคุกคาม (threatened abortion) การแทงที่หลีกเลี่ยงไมได (inevitable abortion)
การแทงไมครบ (incomplete abortion) การแทงครบ (complete abortion) การแทงคาง (missed
abortion) และการแทงซ้ำซาก (recurrent abortion)
ทั้งนี้ มีการศึกษาวิจัยพบวาประมาณรอยละ 50 ของจำนวนการแทงทั้งหมด มีสาเหตุจากความ
ผิดปกติของโครโมโซม โดยปจจัยเสี่ยงของการแทงจะเพิ่มมากขึ้นสัมพันธกับจำนวนครั้งของการคลอด อายุของ
สตรีตั้งครรภและสามี โดยพบวาสตรีตั้งครรภอายุนอยกวา 20 ป มีอัตราการแทงอยูรอยละ 12 สวนสตรี
ตั้งครรภอายุมากกวา 40 ป มีอัตราแทงรอยละ 26 โดยสาเหตุจากอายุยังไมสามารถอธิบายพยาธิสภาพได
ชัดเจน สวนอายุของสามีเพิ่มอัตราแทงไดประมาณ รอยละ 12-20 และการแทงจะเพิ่มมากขึ้นหากมีการ
ตั้งครรภหลังการคลอดบุตรภายใน 3 เดือน
ดังนั้น สตรีที่กำลังตั้งครรภควรใสใจระมัดระวังดูแลสมดุลสุขภาพทั้งทางรางกายและจิตใจ
โดยรับประทานอาหารที่เปนประโยชนเพื่อบำรุงทารกในครรภ ทำจิตใจใหสบายสดชื่น แจมใส เพื่อใหทารก
ในครรภมีพัฒนาการที่ดี
49
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
5. การรักษาอาการตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในระยะตั้งครรภจนถึงระยะคลอด (ครรภปริมณฑล)
องคความรูทางการแพทยแผนไทยจากคัมภีรปฐมจินดา กลาวถึงการดูแลรักษาอาการตาง ๆ ที่เกิดขึ้น
ในหญิงระยะตั้งครรภจนถึงระยะคลอด หรือที่เรียกวา “ครรภปริมณฑล” ซึ่งเปนการดูแลสุขภาพภาพรวม
ของมารดาและทารก โดยแบงเปนกลุมอาการที่พบมีรายละเอียด ดังนี้
5.1 กลุมอาการไขและอุจจาระเปนเลือด
เดือนที่
ตั้งครรภ
อาการ ยาที่ใชรักษา
3-10 ไข โกฐสอ โกฐเขมา โกฐหัวบัว โกฐเชียง โกฐกานพราว เทียนดำ เทียนแดง
เทียนขาว เทียนเยาวพาณี เทียนสัตตบุษย ดอกสัตตบุษย ดอกบัวเผื่อน ดอกบัวขม
ดอกลินจง ดอกจงกลนี กฤษณา กระลำพัก ชะลูด ขอนดอก จันทนแดง จันทนขาว
สน กรักขี เทพทาโร สมุลแวง อบเชยเทศ รากสามสิบ อยางละเทา ๆ กัน ตม 3
สวนเอา 1 สวน รับประทาน
ไขมีอาการอาเจียน
และอุจจาระเปนเลือดทำ
ใหระส่ำระสายหนาว ๆ
รอน ๆ
แกนขี้เหล็ก แกนสะเดา แกนสน จันทนแดง จันทนขาว รากยานาง
ผลมะขามป อม ผลกระดอม บอระเพ็ด ผลมะตูมอ อน หัวแห วหมู
ฝกราชพฤกษ กานสะเดา อยางละเทาๆ กัน ตม 3 สวนเอา 1 สวน รับประทาน
ตารางที่ 3.4แสดงขอมูลการดูแลรักษากลุมอาการไขและอุจจาระเปนเลือด ที่เกิดขึ้นในหญิงระยะตั้งครรภ
5.2 กลุมอาการทองเสีย และอุจจาระเปนมูกเปนเลือดหรือปสสาวะเปนเลือด
เดือนที่
ตั้งครรภ
อาการ ยาที่ใชรักษา
3-10 อุจจาระเปนเลือด 1. สารสม พริกไทย ฝาง ขัณฑสกร ตม 3 สวนเอา 1 สวน รับประทาน
2. กลวยไม ขาวติดหนาตะโพน สารสม พริกไทย บดละลายน้ำมะงั่วรับประทาน
ปสสาวะและอุจจาระ
เปนเลือด
1. ขิงแหง ชะเอม แกนสนเทศ บดละลายเหลารับประทาน
2. เปลือกมะเดื่อดิน รากชาพลู รากกลวยตีบ อยางละเทากัน ผสมน้ำผึ้ง 1 สวน
บดรับประทาน
3. ขมิ้นออย ไพล ผลผักชีลอม บดละลายน้ำปสสาวะวัว รับประทาน
4. เปลือกมะมวงกะลอน เปลือกพะยอม สามใบตอ รากทุงเทง ตม 3 สวนเอา 1 สวน
รับประทาน
บิด 1. เกสรบัวหลวง ผลทับทิมออน เปลือกมะขาม ครั่ง บดละลายน้ำรับประทาน
2. ผลจันทนหอม 3 ผล ทะลายหมากดิบยา 3 คืบ บดละลายเหลารับประทาน
3. ลูก (ปอ) บิดเทาอายุ เหล็กบิดไชลงที่ไมสักสามรู แลวบิดคลายออกขุย 1ผล
เบญกานี เมล็ดในมะกอก อยางละเทา ๆ กัน ตม 3 สวนเอา 1 สวน รับประทาน
4. เม็ดในมะมวงกะลอน 5 เม็ด สน สัก กรักขี กฤษณา ผลจันทนเกาะ
ผลเบญกานี เปลือกปะโลง อยางละเทา ๆ กัน ตม 3 สวนเอา 1 สวน รับประทาน
50 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
เดือนที่
ตั้งครรภ
อาการ ยาที่ใชรักษา
เอาน้ำปูนใสเปนกระสาย
5. ยาชื่อมหาอุดม ครั่ง ผลเบญกานี สีเสียดเทศ ชันไมตะเคียน ขมิ้นออย
ผลจันทน อยางละเทา ๆ กัน ทำเปนจุณแลวเอาใสในผลทับทิมสุมไฟแกลบ
ใหสุกแลวบดเปนแทงละลายน้ำปูนใส น้ำผึ้งรำหัด รับประทาน
อุจจาระเปนหนอง
เปนมูกเลือด
รากเทายายมอม สน สิ่งละ 1 บาท ตมดวยเหลาและน้ำอยางละครึ่ง รับประทาน
3 บิด
อุจจาระเปนมูกเลือด
ผลในมะกอกตำใหแหลก คางปลาชอน ตมรับประทานหาย
4 บิด
อุจจาระเปนมูกเลือด
1. จันทนแดง จันทนขาว วานกีบแรด วานรอนทอง สังกรณี เนระพูสี
ผลจันทน ดอกจันทน ผลเบญกานี อยางละเทา ๆ กัน ผลตะบูนเทายาทั้งหลาย ทำ
เปนจุณ บดเปนแทงละลายน้ำผลพลับจีน รับประทาน
2. ยาชื่อกุมารรักษา เทียนทั้ง 5 ผลเบญกานี ผลจันทน ดอกจันทน เนระพูสี
ผลสารพัดพิษ ว านกีบแรด ว านร อนทอง จันทน ทั้ง 2 กระถินแดง
รากไครเครือ ผลตะบูน สันพรานางแอ 3 สวน ผลตะลุมพุก 4 สวน ตูมกาแดง 5 สวน
ทำใหเปนจุณบดเปนแทงไวละลายน้ำจันทน รับประทาน
ตารางที่ 3.5แสดงขอมูลการดูแลรักษากลุมอาการทองเสีย และอุจจาระเปนมูกเปนเลือดหรือปสสาวะเปนเลือด ที่
เกิดขึ้นในหญิงระยะตั้งครรภ
5.3 กลุมอาการทองผูก
เดือนที่
ตั้งครรภ
อาการ ยาที่ใชรักษา
1-3 ทองผูก อุจจาระเปนกอน
แข็ง คลายขี้แมวหรือขี้แพะ
เบญจกระดอม แกนขี้เหล็ก ตม 3 สวนเอา 1 สวน รับประทาน
4-5 บิด ทองผูก อุจจาระเปน
กอนแข็ง คลายขี้แมวหรือ
ขี้แพะ
เถาคันที่สุก ล างเอาเนื้อออก เอาแต เมล็ดในห อผ าทุบให แหลก
แลวแชน้ำไว หนึ่งคืน แลวเอาหอยโขงสดทั้งเปลือกมาตมกับเถาคันใหสุก
แลวรับประทาน
6-7 ทองอืด จุกเสียดทองผูก
อุจจาระเปนกอนแข็ง
คลายขี้แมวหรือขี้แพะ
ไพล ใบสลอด สิ่งละ 1 บาท ขิงสด 2 สลึง ตม 3 สวนเอา 1 สวน แลวเมื่อ
รับประทานเอาพริกไทย 9 เม็ด กระเทียม 3 กลีบ เกลือ 3 เม็ด จันทนหอม
ปรุงลง รับประทานครูหนึ่งจึงบดใบพลูแกทา
8-10 บิด ทองผูก อุจจาระเปน
กอนแข็ง คลายขี้แมวหรือ
ขี้แพะ
ดอกบัวน้ำทั้ง 5 ดอกจำปา ดอกกระดังงา ตรีก ก มหาหิงคุ ชะเอมเทศ
สิ่งละ 1 บาท ตำเปนจุณบดเปนแทง ละลายน้ำผึ้งหรือน้ำรอนหรือน้ำออย เอา
พิมเสนรำหัดแทรก รับประทาน
ตารางที่ 3.6แสดงขอมูลการดูแลรักษากลุมอาการทองผูกที่เกิดขึ้นในหญิงระยะตั้งครรภ
51
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
5.4 กลุมอาการผิดปกติที่อาจสงผลตอทารกในครรภ
เดือนที่
ตั้งครรภ
อาการ ยาที่ใชรักษา
1-10 ปองกันครรภเปนอันตราย
ไดแก สัตวมีพิษกัด
แมเปนฝดาษ หรือฝ
ภายใน 5 ประการ
ยาชื่อกลอมกุมาร เทียนทั้ง 5 โกฐทั้ง 9 เกสรบัวทั้ง 5 รากไครเครือ สังกรณี
ชะลูด ขอนดอก ชะเอมเทศ น้ำประสานทอง จันทนทั้ง 2 กฤษณา
กระลำพัก ผิวมะตูมออน ชะมด พิมเสน อยางละ 2 สลึง ทำเปนจุณ
เอาน้ำดอกไม เปนกระสายบดเปนแทงไว ถาจะแกกระสับกระสาย ละลาย
น้ำดอกไม ชะมด พิมเสนรำหัดรับประทาน ถาจะแกเชื่อม ละลายน้ำ
กฤษณารับประทาน ถาจะแกมูกเลือด ละลายน้ำเปลือกแคแดงแทรกฝน
รับประทาน ถาลงหนักละลายน้ำกลวยตีบรับประทาน ถาจะแกเสมหะ
ติดลำคอ ละลายน้ำมะแวงเครือรับประทาน ถาจะแกรอนละลายน้ำดอกไม
ทั้งรับประทานและทา แกในกุมารรักษาไดทุกประการ
7-8 ทารกในครรภไมดิ้น 1. แหวสด กระจับสด เกสรบัวหลวง ดอกจงกลนี รากรักซ อน
รากสามสิบ เทียนขาวเปลือก ขัณฑสกรอยางละเทา ๆ กันทำเปนจุณ
บดเปนแทงไวละลายน้ำนมวัว รับประทาน
2. แหวสด กระจับสด ชะเอมเทศ หญาเกล็ดหอยใหญ เปลือกสะเดา
อยางละเทา ๆ กัน บดละลายน้ำนมวัว รับประทาน
3. ดอกจงกลนี ดอกบัวหลวง รากขนาก ชะเอมเทศ ขัณฑสกร อยางละ
เทา ๆ กัน บดละลายน้ำนมวัว รับประทาน
ครรภแก กุมารดิ้นกระสับกระสาย
รอนในทองมาก
เปลือกมะตูมฝนดวยน้ำปูนใส ทาใหทั่วทอง
ตารางที่ 3.7แสดงขอมูลการดูแลรักษากลุมอาการผิดปกติที่อาจสงผลตอทารกในครรภที่เกิดขึ้นในหญิงระยะ
ตั้งครรภ
6. การเตรียมความพรอมเลี้ยงลูกดวยนมแม
นมแม ถือวาเปนอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก ซึ่งสำคัญตอการเจริญเติบโตของทารก ตั้งแตแรกเกิด
ในการพัฒนาทั้งทางดานสมอง รางกายและจิตใจ และจะเปนการสรางรากฐานที่ดีและที่สำคัญสำหรับทารก
จนถึงวัยเด็กเล็ก จึงควรใหความสำคัญตอการเตรียมพรอมการเลี้ยงลูกดวยนมแม ทั้งนี้ ในทางการแพทยแผนไทย
ไดกลาวถึง ลักษณะแมนมที่ดี (แมนมเบญจกัลยาณี) ดังปรากฏในตำราการแพทยไทยเดิม คัมภีรปฐมจินดา
ดังขอความตอไปนี้
52 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
“ลักษณะแมนมที่ดี (แมนมเบญจกัลยาณี) ทีนี้ จะวาดวยลักษณะแหงแมนมอันดี ซึ่งกุมารรับประทาน
มิไดเปนโทษนั้น มีอยู 4 ประการ ตอไปดังนี้
หญิงจำพวกหนึ่งมีกลิ่นตัวหอมดังกลวยไม ไหลผาย สะเอวรัด หลังราบ สัณฐานตัวดำแลเล็ก แกมใส
มือแลเทาเรียว เตานมดังอุบลพึ่งแยม ผิวเนื้อนั้นแดง เสียงดังเสียงสังข รสน้ำนมนั้นหวานมันเจือกัน ลักษณะ
หญิงอยางนี้ทานจัดเปนหญิงเบญจกัลยาณี ใหเลือกเอาไวใหกุมารบริโภคเถิดดีนัก
หญิงจำพวกหนึ่งมีกลิ่นตัวดังดอกอุบล เสียงดังเสียงแตร ไหลผาย ตะโพกรัด แกมพอง นิ้วมือแลนิ้วเทา
เรียวแฉลม เตานมดังบัวบาน ผิวเนื้อเหลือง น้ำนมขนมีรสอันหวาน ลักษณะหญิงอยางนี้ ทานจัดเปนหญิง
เบญจกัลยาณี ใหเลือกเอาไวใหกุมารบริโภคเถิดดีนัก
หญิงจำพวกหนึ่งมีกลิ่นตัวไมปรากฏหอมหรือเหม็น เอวกลม ขนตางอน จมูกสูง เตานมกลมหัวนมงอน
ดังดอกอุบลพึงจะแยม รสน้ำนมนั้นหวานมันสักหนอย ลักษณะหญิงอยางนี้ทานวาเปนหญิงเบญจกัลยาณี
ใหเลือกเอาไวใหกุมารบริโภคเถิด น้ำนมดีนัก
หญิงจำพวกหนึ่งมีกลิ่นตัวหอมเผ็ด เสียงดังเสียงจักจั่น ปากดังปากเอื้อน ตาดังตาทราย ผมแข็งชัน
ไหลผาย ตะโพกผาย หนาผากสวย ทองดังกาบกลวย นมพวง น้ำนมขาวดังสังข รสน้ำนมนั้นมันเขมสักหนอย
เลี้ยงลูกงาย ลักษณะหญิงจำพวกนี้ทานจัดเปนหญิงเบญจกัลยาณี ใหเลือกเอาไวกุมารบริโภคเถิด น้ำนมดีนัก
ลักษณะแมนม 4 จำพวกนี้ เปนแมนมเบญจกัลยาณี ทานจัดสรรเอาไวถวายพระมหาบุรุษราชเจาให
เสวยครั้งนั้น เรียกวา ทิพโอสถประโยธรดุจน้ำสุราอมฤต ถาแลกุมารกุมารีผูใดไดบริโภค ดุจดื่มรับประทานซึ่ง
โอสถอันเปนทิพย น้ำนมที่กลาวมาทั้ง 4 จำพวก ถึงวากุมารผูนั้นจะมีโรคก็อาจบำบัดเสียไดซึ่งโรควินาศฉิบหาย
ทุกประการ เพราะน้ำนมมีคุณดังโอสถ แลมิไดแสลงโรคดีนัก”
สวนประกอบของถันประโยธร ประกอบดวย อากาศธาตุ (รูเปดหัวนม) ปกคลุมดวยตโจ (ผิวหนัง)
ภายในเตานมประกอบไปดวยมังสัง (กลามเนื้อรอบตอมน้ำนม) ตอมน้ำนม ทอน้ำนมที่มีผนังเปน “มังสัง” ชวย
หดคลายตัวบีบใหน้ำนมเคลื่อนออกมาไดจากลมกุจฉิสยาวาตาจากการกำกับของ “สัตถกวาตะ” ดานในผนัง
ทอเปนเยื่อผุผิวหรือหนังเปยก (ตะโจ) ผลิตสารหลอลื่นเปน “อุระเสมหะ” มีเมโทร (ไขมัน) เปนสวนประกอบ
ของเตานม มีการผลิต “อพัทธปตตะ” (ฮอรโมน) มี “บุปโพ (น้ำเหลือง)” เขาไปหลอเลี้ยงพรอม “โลหิตัง”
ตัวเตานมแขวนอยูบนผนังทรวงอกที่มี “อัฏฐิ (กระดูกซี่โครง)” และ “มังสัง (กลามเนื้อทรวงอก)”
ในทางการแพทยแผนไทย จะเนนตรวจเพื่อพิจารณาวา เตานมนั้นจะผลิตน้ำนมที่เหมาะตอการเลี้ยงดู
บุตรหรือไม (น้ำนมดี) หรือไมเหมาะ (น้ำนมชั่ว) ตองมีแนวทางการใหคำแนะนำในการแกไขใหหญิงตั้งครรภ
มีความพรอมตอการเลี้ยงดูบุตรดวยนมแมกอนที่จะถึงระยะคลอดตอไป
ทั้งนี้ การเตรียมพรอมการเลี้ยงลูกดวยนมแมควรเริ่มจากซักประวัติเกี่ยวกับความรูความเขาใจและ
ทัศนคติการเลี้ยงลูกดวยนมแม ประวัติเลี้ยงลูกดวยนมแมในครรภกอน ประวัติสุขภาพประเมินความเสี่ยงขณะ
ตั้งครรภ ตรวจลักษณะหัวนมและเตานมในการฝากครรภครั้งแรกและอีกครั้งเมื่อใกลคลอดแนะนำใหสตรี
ฝกตรวจเตานมดวยตัวเอง และใหผูเชี่ยวชาญประเมินซ้ำหากสงสัยวามีความผิดปกติของเตานมหรือหัวนม
53
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
วิธีการตรวจประเมินเบื้องตนของลักษณะหัวนม
1) การสังเกตลักษณะของเตานมและหัวนม คือ การดูแลวัดความยาวของหัวนม จากฐานลานนม
 หัวนมปกติ - หัวนมยาว 0.7 - 1 ซม.
 หัวนมสั้น - หัวนมยาวนอยกวา 0.7 ซม.
 หัวนมบอด - หัวนมจะไมยื่นออกมา หรือบุมลงไป
2) Pinch Test คือ การวางหัวแมมือและนิ้วชี้ไวที่ฐานของหัวนม ใกลกับขอบลานนม จากนั้นคอย ๆ
กดนิ้วหัวแมมือและนิ้วชี้เขาหากัน เพื่อบีบหัวนมเบา ๆ ใหหัวนมยื่นออกมาจากลานนม
 หัวนมปกติ - หัวนมจะยื่นออกมา จากลานนมปกติ ประมาณ 1 ซม.
 หัวนมสั้น - หัวนมจะอยูกับที่ หรือเคลื่อนเล็กนอย
 หัวนมบอด - หัวนมของคุณแม จะหดตัวกลับและจมลงไป
3) Waller’s Test คือ การวางมือบนเตานมใหนิ้วหัวแมมือและนิ้วชี้ วางราบไปกับผิวหนัง ใหนิ้ว
ทั้งสองนั้นอยูชิดหัวนมตรงรอยตอระหวางหัวนม และลานหัวนม จากนั้นกดนิ้วทั้งสองเขาหากัน เปนการเลียนแบบ
การดูดนมตามธรรมชาติของลูก ซึ่งหากคุณแมจับหัวนมได แสดงวาลูกนอยสามารถดูดนมแมได
แตถาหัวนมผลุบลงไปจับไมติด แสดงวาหัวนมแบนราบเกินไปหรือหัวนมบุม จะทำใหลูกดูดนมแมไมได
ความผิดปกติของหัวนมที่พบบอย
หัวนมสั้น โดยทั่วไปหัวนมไมควรสั้นกวา 1 ซม. ถาหัวนมสั้นมากเด็กจะดูดนมไมได ยกเวนลาน
หัวนมและเตานมนุมมาก ซึ่งสามารถทดสอบไดโดยใชนิ้วชี้และนิ้วหัวแมมือวางที่ขอบลานหัวนมเล็กนอยแลวรูด
ไปที่หัวนม ถาหัวนมยาวได 1 ซม. แสดงวาหัวนมปกติ
หัวนมบอด อาจเกิดจากมีพื้นที่ฐานหัวนมนอยเกินไป ทอนมสั้นกวาปกติรั้งหรือหดเขาไป หรือมี
พังผืดดึงรั้งหัวนมไว
ภาพที่ 3.1 หัวนมปกติ ภาพที่ 3.2 หัวนมสั้น ภาพที่ 3.3 หัวนมแบน
ภาพที่ 3.4 หัวนมบุม ภาพที่ 3.5 หัวนมยาว ภาพที่ 3.6 หัวนมบอด
ภาพ 3.1 – 3.6 แสดงลักษณะของหัวนมที่พบในรูปแบบตาง ๆ
54 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
วิธีการแกไขความผิดปกติของหัวนม
กรณีหัวนมไมสั้นมากสามารถให Nipple rolling หรือ Hoffmann's maneuver ได แตถาหากมีการ
หดรัดตัวของมดลูกใหหยุดการแกไข ไมแนะนำในแมมีประวัติ Preterm หรือมีความเสี่ยง Preterm labor
 Nipple rolling โดยใชนิ้วหัวแมมือและนิ้วชี้จับดานขางของหัวนมที่ติดกับลานนมยืดขึ้นและคาง
ไวหรือนวดคลึงเบา ๆ ทำซ้ำ 10 ครั้ง วันละ 2 ครั้ง
 Hoffmann's maneuver โดยใหวางหัวแมมือชิดโคนหัวนมกดนิ้วพรอมรูดจากฐานหัวนม
ในทิศทางซายขวาออกเบา ๆ เปลี่ยนเปนวางในทิศบนลางและดึงออกเบา ๆ นับเปน 1 ครั้ง ควรบริหารขางละ
30 ครั้ง หลังอาบน้ำ จะใหผลดีในรายหัวนมบุมเล็กนอย
 Breast shells/Breast cups หรือการใชปทุมแกวโดยจะใสไวใตยกทรงในไตรมาสสุดทายของการ
ตั้งครรภ เริ่มตนดวยใสวันละ 2-3 ชั่วโมง เมื่อคุนเคยแลวใหใสเฉพาะกลางวัน เมื่อคลอดลูกแลว ใหใสกอน
ใหนมบุตร 30 นาทีกอนใหลูกดูดนม
 Syringe puller โดยดึงลูกสูบขึ้นประมาณ 1/3 ของกระบอก แลวนำดานที่มีปกมาครอบหัวนม
ใหสนิท ดึงลูกสูบชา ๆ จนเห็นหัวนมยื่นยาวออกมา
 Nipple puller ใชนิ้วมือบีบกระเปาะยางแลวไปครอบหัวนม ปลอยนิ้วที่บีบกระเปาะเบา ๆ
ภาพที่ 3.7 Breast shells ภาพที่ 3.8 Syringe puller ภาพที่ 3.9 Nipple puller
กลาวโดยสรุป การดูแลเตานมสำหรับหญิงตั้งครรภเปนการเตรียมพรอมเตานม เพื่อใหหลังคลอด
มารดาสามารถเลี้ยงทารกดวยนมมารดาได และยังชวยกระตุนการไหลเวียนโลหิต ลดอาการตึงหรือปวดเตานม
ในขณะที่เตานมยืดขยายอีกทางหนึ่ง
ขอควรระวัง : ไมควรกระตุนดวยการนวดจับหรือสัมผัสเตานมและหัวนมนานเกินไป ควรเริ่มเมื่ออายุ
ครรภ 14 สัปดาหขึ้นไป เนื่องจากการกระตุนเตานม รางกายจะสงสัญญาณไปที่สมอง อาจทำใหมดลูกบีบรัดตัว
จนแทงหรือคลอดกอนกำหนดได
55
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
7. หัตถการทางการแพทยแผนไทยในสตรีตั้งครรภ
7.1 การนวดไทยในสตรีตั้งครรภ
การนวดไทยมีสวนชวยเตรียมความพรอมใหสตรีตั้งครรภที่จะเขาสูกระบวนการคลอด ดวยเตรียม
กลามเนื้อที่ใชในการคลอด ไดแก กลามเนื้อบริเวณฝเย็บ หลัง ขา หนาทอง บา และไหล จึงมีสวนใหลมเบงดี
คลอดงาย ลดความปวดและการเสียเลือด ประโยชนโดยรวมที่เกิดขึ้น คือ บรรเทาอาการปวดบริเวณคอ หลัง
บา ไหล เอว แขน และขา ชวยใหรางกายผอนคลายจิตใจสบายขึ้น ลดความเครียด และความวิตกกังวล
เนื่องจากการนวดทำใหการไหลเวียนของเลือดดี จึงเพิ่มออกซิเจนใหกลามเนื้อ ลดอาการตึงเกร็งของกลามเนื้อ
ขอตอ กลามเนื้อ และเอ็นสวนที่รับน้ำหนัก
การนวดไทยในสตรีตั้งครรภ ควรหลีกเลี่ยงการนวดในชวงไตรมาสแรก (อายุครรภ 1-3 เดือน)
เนื่องจากอาจกระตุนใหเกิดการแทง การคลอดกอนกำหนด ขอเคลื่อน ชวงเวลาที่เหมาะสมตอการนวด คือ
อายุครรภ 4 เดือนขึ้นไป ซึ่งระยะนี้สตรีตั้งครรภมักมีอาการไมสุขสบาย เชน ออนเพลีย นอนไมหลับ คลื่นไส
อาเจียน ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดเมื่อยหลัง บั้นเอว สะโพก ตนขา ขาบวม ถวงทอง ตะคริวที่นอง
เดินไมสะดวก ซึ่งตองมีเทคนิคและการลงน้ำหนักในการนวดที่เหมาะสม จึงตองไดรับการนวดโดยผูประกอบ
วิชาชีพแพทยแผนไทยดานการนวดไทยที่มีความรูและทักษะการนวดในสตรีตั้งครรภเพื่อความปลอดภัย
การนวดไทยสำหรับสตรีตั้งครรภใหนวดครั้งละ 1-2 ชั่วโมง วันละ 1 ครั้ง เมื่อมีอาการ
ไมสุขสบาย โดยทาทางที่เหมาะสม ดังนี้
1) ทานอนหงาย (หากสตรีตั้งครรภหายใจไมสะดวก ใหใชหมอนหนุนศีรษะ ยกแผนหลังใหสูง)
เหมาะสำหรับนวดเทา ขา แขน และมือ
2) ทานอนตะแคง เหมาะสำหรับนวดเทา นอง สะโพก หลัง สะบัก
3) ทานั่ง ใหสตรีตั้งครรภนั่งกับพื้นหรือนั่งเกาอี้ นวดบริเวณหลัง โคงคอ ศีรษะ
ขอควรระวัง
 หากมีภาวะแทงคุกคาม เสนเลือดขอดหรือภาวะแทรกซอนอื่น ๆ ควรหลีกเลี่ยงการนวดหรือ
ปรึกษาแพทยกอน
 สตรีตั้งครรภในชวงอายุครรภ 9 เดือนขึ้นไป ตองระมัดระวังในการนวด เนื่องจากมีสวนชวย
กระตุนใหมดลูกหดรัดตัว ปากมดลูกเปด เกิดการคลอดกอนกำหนดได
 สตรีตั้งครรภที่มีภาวะความดันโลหิตสูง (>140/90 mmHg) ตองประเมินอาการและความ
ปลอดภัยวานวดไดหรือไม นวดไดระดับใด และการนวดตองไมนวดจุดที่กระตนใหความดันโลหิตสูงขึ้น
 หลีกเลี่ยงการนวดบริเวณทอง เพราะอาจจะกระทบตอเด็กในครรภได
ขอหาม
 หามนวดในสตรีที่มีอายุครรภนอยกวา 4 เดือน
 หามกดจุดที่ฝาเทา บั้นเอว
56 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
 หามเหยียบ หรือดัด หามปด-เปด ประตูลมที่ขาหนีบ
 หามนวดในทานอนคว่ำ
 หามนวดในสตรีตั้งครรภที่มีภาวะแทรกซอน เชน โรคหัวใจ เบาหวาน
ทั้งนี้ มีขอมูลการศึกษาวิจัยสนับสนุนเกี่ยวกับการนวดไทยในสตรีตั้งครรภ พบวา มีสวนชวยกระตุน
การหลั่งสารออกซีโตซิน ซึ่งเปนฮอรโมนที่ชวยใหมดลูกหดรัดตัวดีขึ้น โดยชวยลดความปวด และลดระยะเวลา
คลอดในระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ได
7.2 การประคบสมุนไพรในสตรีตั้งครรภ
การประคบสมุนไพรไทยเปนการรักษาแบบดั้งเดิมของไทยที่ใชควบคูกับการนวดไทยเพื่อบำบัดรักษา
อาการปวดเมื่อย เนื่องจากสตรีตั้งครรภสวนใหญมีอาการปวดตามรางกายบริเวณไหล หลัง เอว แขน และขา
การประคบเปนการใชความรอนตื้นอุณหภูมิระหวาง 40-45 องศาเซลเซียส ดวยการนำลูกประคบไปนึ่งจนรอน
หรือนึ่งดวยหมอนึ่งไฟฟาขนาดกำลังไฟ 1,000 วัตต นาน 10 นาที หรือใชอุนในไมโครเวฟ จากนั้นนำมาประคบ
บริเวณที่ปวดเมื่อยหลังการนวด หรือประคบสลับกับการนวดตามสวนตาง ๆ ของรางกายสตรีตั้งครรภ
การประคบแตละครั้งนาน 15-30 นาที ประโยชนโดยรวมสามารถชวยลดอาการเกร็งของกลามเนื้อ และเพิ่ม
การไหลเวียนของเลือด ความรอนจะกระตุนการไหลเวียนโลหิตและน้ำเหลือง เมื่อหลอดเลือดขยายสงผลให
ออกซิเจนไปเลี้ยงเซลลรางกายเพิ่มขึ้น และความรอนชวยกระตุนการสงกระแสประสาทจากใยประสาทขนาด
ใหญ ทำใหมีการปดกั้นกระแสประสาทความเจ็บปวด ไมใหสงไปสมอง ซึ่งเปนสวนที่แปลความรูสึกเจ็บปวด
จึงลดอาการปวด ทั้งยังชวยใหกลามเนื้อ เสนเอ็น และพังผืดออนตัว กลามเนื้อยืดหยุนดีขึ้น และสมุนไพรที่ถูก
ความรอนจะมีกลิ่นหอมระเหยออก จึงชวยใหระบบประสาทผอนคลาย และรูสึกสดชื่น
ขอหามและขอควรระวัง
 หามใชการประคบสมุนไพรในกรณีที่มีการอักเสบ (ปวด บวม แดง รอน) ในชวง 24 ชั่วโมงแรก
เพราะจะทำใหบวมมากขึ้น และเลือดออกมากขึ้นได
 ระวังการใชลูกประคบที่รอนเกินไป โดยเฉพาะกับบริเวณผิวหนังที่ออน บริเวณที่มีกระดูกยื่น
หรือบริเวณที่เคยเปนแผลมากอน โดยควรมีการทดสอบความรอนบริเวณทองแขนกอนการประคบทุกครั้ง
หากลูกประคบรอนมากใหใชผาขนหนูหอลูกประคบกอน
 ระวังในกรณีที่เปนผูปวยโรคเบาหวาน เพราะมักมีความรูตอบสนองชา อาจทำใหผิวหนังไหมพอง
ไดงาย ควรใชลูกประคบที่ไมรอนจัด
 หลังการประคบสมุนไพรไมควรอาบน้ำทันที เพราะจะไปชะลางตัวยาออกจากผิวหนัง และอุณภูมิ
ของรางกายปรับเปลี่ยนไมทันอาจจะทำใหธาตุในรางกายเสียสมดุลได
57
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
8.โภชนศาสตรทางการแพทยแผนไทยสำหรับสตรีระหวางตั้งครรภ
องคความรูทางการแพทยแผนไทยเกี่ยวกับการรับประทานอาหารในสตรีตั้งครรภ เปนไปเพื่อปรับสมดุล
ธาตุรางกาย บำรุงโลหิต บำรุงกำลัง ทำใหเจริญอาหาร แกออนเพลีย และบำรุงหัวใจ โดยจะใชพืชสมุนไพร
ตามสรรพคุณตาง ๆ ประกอบเปนเมนูอาหาร โดยสมุนไพรรสเปรี้ยว ชวยลดอาการคลื่นไส อาเจียน ผะอืดผะอม
สมุนไพรรสหวาน รสหอม รสมัน รสเย็น ลดอาการออนเพลีย เปนลมงาย ชวยใหสตรีตั้งครรภสดชื่น
สมุนไพรรสเผ็ดรอน รสขม ชวยลดอาการทองอืด ทองเฟอ อาหารไมยอย แนนอึดอัดทอง ทองผูก สมุนไพรรสขม
ชวยใหนอนหลับดี สมุนไพรรสจืด รสหวาน ชวยลดอาการแสบยอดอก รายละเอียดดังนี้
8.1 หลักการเลือกอาหารสำหรับการบำรุงครรภสตรี
1) อาหารในชวงของการตั้งครรภ 12 สัปดาหแรก (1-3 เดือน)
การดูแลสตรีตั้งครรภดวยอาหารบำรุงครรภในชวงระยะเวลานี้นับวาเปนสิ่งที่สำคัญอยางยิ่งเนื่องจาก
รางกายตองการอาหารที่มีปริมาณและคุณคาทางโภชนาการสูง สำหรับทารกในครรภและสำหรับผลิตน้ำนม
ซึ่งจะชวยใหแมมีน้ำนมใหบุตรเพียงพอ และชวยบำรุงซอมแชมความทรุดโทรมของรางกายแม ชวงนี้มักมี
อาการแพทอง คลื่นไส อาเจียน เหม็นอาหารที่มีกลิ่นฉุน ซึ่งอาการเหลานี้จะแตกตางกันในแตละคน
สตรีตั้งครรภบางคนอาจไมมีอาการเลย
2) ชวงอายุครรภ 12 สัปดาหขึ้นไปจนถึงคลอด เปนชวงที่อาการแพทองจะลดลง สารอาหาร
ที่ลูกไดรับจากแมสำคัญอยางยิ่งตอการเจริญเติบโตโดยตองเนนความครบถวนทางโภชนาการหรือคุณภาพ
ของอาหาร เพื่อชวยในการเติบโตทางรางกายและสมองของลูก โดยเฉพาะธาตุเหล็ก วิตามินตาง ๆ แคลเซียม
และโปรตีน เพราะแทบทุกสวนของรางกายลูกสรางขึ้นมาจากโปรตีน ตามตัวอยางรายการอาหาร
และสมุนไพร ดังตอไปนี้
องคความรูการแพทยแผนไทยในการใชสมุนไพรสำหรับสตรีระหวางตั้งครรภ
อาการที่พบบอย สมุนไพรแนะนำ ตัวอยางรายการอาหาร คำแนะนำ
คลื่นไส อาเจียน ขิง กะเพรา
มะดัน มะเขือเทศ
มะกรูด มะขาม
ถั่ว มันเทศ
เผือก สมอเทศ
สมอไทย มะตูม
มะขามปอม
ปลาผัดขิง ไกผัดขิง ขาวตม ยำวุนเสน
ตมปลาทูมะดัน ขาวยำ ผัดเปรี้ยวหวาน
ซุปไกมะเขือเทศ น้ำพริกมะขาม
บัวลอยน้ำขิง ขาวตมทรงเครื่อง
ปลาผัดขิง เตาหูผัดขิง ตมรากบัวใส
กระดูกหมู ถั่วลิสง ถั่วตม น้ำขิง
น้ำสมุนไพรตรีผลา น้ำมะตูม
- หากมีอาการรุนแรง
ควรปรึกษาแพทย
- รับประทานอาหารที่ยอยงาย
- หลีกเลี่ยงอาหารมัน
หรือน้ำอัดลม
- รับประทานอาหาร
ครั้งละนอย ๆ แตบอยมื้อ
ทองอืด ทองเฟอ กะเพรา เรว
ขมิ้น ขิง ขา
พริกไทย มะกรูด
ผักชี กระชาย
กะเพรากุง ตมยำปลา ปลาตมขมิ้น
ตมขาไก ทอดมันปลากราย
แกงจืดเตาหูหมูสับ ผัดฉาปลา น้ำขิง
- รับประทานอาหารที่ยอยงาย
- หลีกเลี่ยงอาหารมัน
หรือน้ำอัดลม
- รับประทานอาหาร
ครั้งละนอย ๆ แตบอยมื้อ
58 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
อาการที่พบบอย สมุนไพรแนะนำ ตัวอยางรายการอาหาร คำแนะนำ
ทองผูก สะเดา
ใบเหลียง ตำลึง
มะละกอ มะขาม
ขี้เหล็ก มะกอก
สะเดาน้ำปลาหวาน ผัดใบเหลียง
แกงจืดตำลึง แกงสมมะละกอ
แกงขี้เหล็ก ตมปลาใบมะขาม
น้ำมะขาม
-รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง
เชน ผัก ผลไม ขาวกลอง
- หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสฝาด
- ดื่มน้ำอุนตอนเชา
- ไมกลั้นอุจจาระ ควรขับถาย
ใหตรงเวลา
ริดสีดวงทวาร สะเดา
มะละกอ
แมงลัก
ขี้เหล็ก
มะเขือเทศ
มะขาม
สะเดาน้ำปลาหวาน มะละกอผัดไข
แกงเลียงผักรวม แกงขี้เหล็ก
ตมปลาใบมะขาม น้ำพริกออง
น้ำเตาหูทรงเครื่อง
- อุจจาระใหเปนเวลา
- ดื่มน้ำใหมากเพียงพอ
- รับประทานอาหารที่มีกากใย
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- แชกนในน้ำอุนเพื่อบรรเทา
อาการริดสีดวงทวาร
- ถามีอาการปวดหรือมี
เลือดออกควรพบแพทย
ตะคริว งาดำ
ใบชะพลู
ใบยอ
ผักกะเฉด
ขมิ้นขาว
ใบแตว
กุยชาย
แค
ถั่วลิสง
ถั่วเหลือง
ขาวยำ เมียงคำ ยำรวมมิตร
ผัดผักกะเฉด ผัดตับใสกุยชาย
หอหมกปลาซิว ขมิ้นขาว ใบแตว
และยอดแคลวกจิ้มน้ำพริก งาคั่ว
ยำเบญจสลัดสมุนไพร ยำมะมวง
ปลากรอบ ปลาเล็กปลานอยทอด
น้ำงาดำ น้ำเตาหูนมสด
- ไมนั่ง นอน หรือเดินเปน
เวลานาน ๆ
- หลีกเลี่ยงการอยูในที่ที่มี
อากาศเย็นมาก ๆ
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- รับประทานอาหารที่มี
ประโยชนใหครบ 5 หมู
- รับประทานอาหารประเภท
ปลาและไขในมื้อเย็น
หรือดื่มนมกอนเขานอน
- ดื่มน้ำอยางนอยวันละ 8 แกว
ตารางที่ 3.8แสดงขอมูลการใชสมุนไพรในรายการอาหารสำหรับสตรีระหวางตั้งครรภ
8.2 อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหรือไมควรรับประทานในสตรีตั้งครรภ
อาหารสำหรับสตรีตั้งครรภเปนเรื่องสำคัญเพราะเปนประโยชนตอรางกายและการเจริญเติบโต
ของทารกในครรภ สตรีตั้งครรภควรหลีกเลี่ยงอาหารที่รับประทานแลวทำใหเกิดอาการผิดปกติ ทางการแพทย
แผนไทยเรียกวา “อาหารแสลง” คำวา “แสลง” ตามพจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน หมายถึง “ไมถูกกับ
โรค”อาหารแสลงในทางการแพทยแผนไทย คือ อาหารที่เชื่อวาเมื่อรับประทานเขาไปแลวทำใหเกิดอาการ
ไมสุขสบาย หรือเรียกวา “ผิดสำแดง” ซึ่งอาการผิดสำแดงแตละคนจะแตกตางกันออกไป เชน อาการลมตีขึ้น
ปวดศีรษะ คลื่นไส อาเจียน หนามืด เปนลม ทองเสีย มีไข ปวดตามเนื้อตามตัว เปนตน โดยสามารถสรุปขอมูลไดดังนี้
59
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
รายการอาหารที่ไมควรรับประทาน
ในสตรีตั้งครรภ (อาหารแสลง)
อาการผิดปกติที่อาจพบเมื่อรับประทาน
อาหารรสจัด เชน อาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัดหรือ
อาหารเครื่องปรุงแตงหรือมีผงชูรส
ทำใหมีอาการปวดทอง หรือทองเสีย
อาหารจำพวกแปง น้ำตาล หรืออาหารที่ทอดน้ำมันซ้ำ ๆ หากรับประทานในปริมาณมากจะทำใหเกิดโรคอวน
หรือน้ำหนักเรับประทานเกณฑมาตรฐานในระหวาง
ตั้งครรภ
เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เชน น้ำอัดลม ซา กาแฟ กระตุนการทำงานของหัวใจ ทำใหหัวใจเตนผิดปกติ
หรือบางรายนอนไมหลับเกิดการพักผอนไมเพียงพอ
อาหารหมักดองหรืออาหารกระปอง เสี่ยงตอการรับสารเคมีที่เปนพิษตอรางกาย เชน
สวนผสมของสารกันบูดหรือวัตถุกันเสียในอาหาร
อาหารคางคืน อาหารแชแข็งและอาหารที่เก็บรักษาไดนาน
อาจทำใหเกิดการบูด เนา หรืออาหารขึ้นรา
ทองเสีย เนื่องจากอาหารเปนพิษ
อาหารที่ปรุงไมสุกหรืออาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ เชน ลาบดิบ
กุงแชน้ำปลา ยำหอยนางรม สมตำปูมา สมตำปูปลารา ซูซิ
เสี่ยงตอการเกิดโรคพยาธิตาง ๆ ที่มากับเนื้อดิบ
อาหารที่หวานจัดหรือผลไมที่มีรสหวาน
เชน ทุเรียน เงาะ ลำไย
เมื่อรับประทานในปริมาณมากอาจทำใหเกิดภาวะ
น้ำตาลรับประทานในระหวางตั้งครรภ
สมุนไพรหรือยาสมุนไพรที่มีรสรอนมาก เชน ยามีสวนผสม
ของรากเจตมูลเพลิง
ทำใหเสี่ยงตอการแทงได
สมุนไพรหรือผลไมที่มีรสฝาด เชน เพกา ฝรั่งดิบ กลวยดิบ
มะขามปอม ลูกหวา
เปนกลุมสมุนไพรที่มีรสฝาดแสลงกับโรคทองผูกจะ
ทำใหถายอุจจาระลำบาก และเสี่ยงตอภาวะโรค
ริดสีดวงทวารได
ตารางที่ 3.9แสดงขอมูลรายการอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหรือไมควรรับประทานในสตรีตั้งครรภ
ทั้งนี้ เมื่อบูรณาการความรูรวมกับทางการแพทยแผนปจจุบัน ภาวะโภชนาการในสตรีตั้งครรภมีผลตอ
สุขภาพของสตรีตั้งครรภ ตลอดจนการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกในครรภ เนื่องจากทารกในครรภได
สารอาหารจากมารดาผานทางรก หากสตรีตั้งครรภรายใดมีภาวะทุพโภชนาการ จะสงผลใหทารกในครรภ
เจริญเติบโตชา ทารกน้ำหนักนอย คลอดกอนกำหนด หรือภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ ดังนั้น ปริมาณ
สารอาหารที่เพียงพอสำหรับสตรีตั้งครรภ ถือเปนสิ่งสำคัญโดยสตรีขณะตั้งครรภตองการปริมาณแคลอรี่เพิ่มขึ้น
ประมาณ 300 กิโลแคลอรี่ตอวัน การตั้งครรภตองการพลังงานเพิ่มมากขึ้นทั้งหมด 68,000-80,000 กิโลแคลอรี่
ถาหากไมเพียงพอรางกายจะดึงเอาโปรตีนมาใชเปนพลังงานแทน แคลอรรี่ที่ไดรับมีผลโดยตรงตอน้ำหนักแรก
คลอดของทารก
60 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
ในชวงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ สตรียังไมมีความตองการพลังงานเพิ่มขึ้น แตความตองการพลังงาน
ตองการสูงขึ้น ในไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภควรไดรับพลังงานเพิ่มขึ้น 340 กิโลแคลอรี่ โดยเฉพาะสตรีตั้งครรภ
วัยรุนและวัยผูใหญ และเมื่อเขาสูไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ สตรีควรไดรับพลังงานเพิ่มขึ้นอีก 452 กิโลแคลอรี่
ปริมาณที่เพิ่มขึ้นเล็กนอยในแตละไตรมาส ทำใหสตรีตั้งครรภสามารถปรับเลือกชนิดและปริมาณที่เคยรับประทาน
กอนการตั้งครรภไดงายขึ้น พลังงานสวนใหญที่สตรีตั้งครรภไดรับมาจากอาหารประเภท คารโบไฮเดรต โปรตีน
และไขมัน ซึ่งคารโบไฮเดรต และโปรตีน จะใหพลังงาน 4 กิโลแคลอรี่ตอน้ำหนัก 1 กรัม สวนไขมันใหพลังงาน
9 กิโลแคลอรี่ตอนาหนัก 1 กรัม ดังตอไปนี้
ขอมูลการใหพลังงานของสารอาหารแตละประเภท
สารอาหาร ขณะไมตั้งครรภ ขณะตั้งครรภ ระยะใหนมบุตร
กิโลแคลอรี่ 2,200 2,500 2,600
โปรตีน (กรัม) 55 71 71
คารโบไฮเดรต (กรัม) - 175 210
กากใย (กรัม) - 28 29
วิตามิน A (ไมโครกรัม) 800 750-770 1200-1300
วิตามิน D (ไมโครกรัม) 5 5 5
วิตามิน E (มก.) 8 15 19
วิตามิน K (ไมโครกรัม) - 75-90 75-90
วิตามิน C (มก.) 60 80-85 115-120
กรดโฟลิค (ไมโครกรัม) 180 600 500
ไนอาซิน (มก.) 15 18 17
ไรโบฟลาวิน (มก.) 1.3 1.4 1.6
ไธอามีน (มก.) 1.1 1.4 1.4
วิตาบิน B6 (มก.) 1.6 1.9 2.0
วิตามินB12(ไมโครกรัม) 2.0 2.6 2.8
แคลเซียม (มก.) 1200 1300 1300
โซเดียม (กรัม) - 1.2 1.5
โปแตสเซียม (กรัม) - 4.7 5.1
ฟอสฟอรัส (มก.) 1200 1200 1200
ไอโอดีน (ไมโครกรัม) 150 220 290
ธาตุเหล็ก (มก.) 15 27 10
แมกนีเซียม (มก.) 280 320 355
สังกะสี (มก.) 12 11-12 12-13
ตารางที่ 3.10 แสดงขอมูลปริมาณสารอาหารที่เพียงพอสำหรับสตรีขณะไมตั้งครรภ ขณะตั้งครรภและระยะใหนมบุตร
61
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
ประเภทสารอาหารที่มีความจำเปนของสตรีตั้งครรภสามารถจัดหมวดหมู ไดดังนี้
คารโบไฮเดรต (Carbohydrates) เปนแหลงอาหารที่ใหพลังงานแกสตรีตั้งครรภและทารก ซึ่งอาจ
อยูในรูปคารโบไฮเดรตเชิงเดี่ยวหรือคารโบไฮเดรตเชิงซอน
 คารโบไฮเดรตเชิงเดี่ยว พบในผักและผลไม ประกอบดวย ไดแซคคาไรด ไดแก แลคโตส ซูโคส
มอลโตส และโมโมแซคคาไรด ไดแก กลูโคส ฟรุกโตส และกาแลคโตส
 คารโบไฮเดรตเชิงซอน พบในขาว แปง พืชที่มีเสนใย กลุมที่เปนเสนใยจะชวยในการดูดซึมน้ำ
และการขับถาย กระตุนการเคลื่อนไหวของลำไส
สำหรับสตรีตั้งครรภไมจำเปนตองรับประทานอาหารประเภทแปงเพิ่มขึ้น ควรรับประทานขาวเปน
หลักวันละประมาณ 9 ทัพพี โดยเฉพาะขาวกลอง หรือขาวซอมมือเพราะมีสวนประกอบของ โปรตีน เกลือแร
วิตามินบี และเสนใยอาหาร หรือสามารถทดแทนกับ กวยเตี๋ยว ขนมจีบ และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูง
ไขมัน (Fat) ใหรับประทานตามปกติ ไมควรเพิ่มปริมาณ เลือกรับประทานไขมันจากพืช ซึ่งมีกรด
ไขมันไมอิ่มตัวสูงนอยกวากรดไขมันที่มาจากสัตว การรับประทานไขมันมีความสำคัญสาหรับสตรีตั้งครรภและ
ทารก เพราะรางกายจะไดกรดไขมันที่จำเปนที่รางกายไมสามารถสังเคราะหได เชน โอเมกา 3 (Omega-3
acids) พบมากในปลาแซลมอน และปลาเฮริง มีสวนชวยในการสรางระบบประสาท และพัฒนาการ
การมองเห็นของทารกในครรภ
โปรตีน (Protein) ขณะตั้งครรภรางกายตองการโปรตีนเพิ่มขึ้นเพื่อสรางเนื้อเยื่อของมารดาและทารก
ในครรภ และเพิ่มปริมาณเลือดระหวางตั้งครรภ ในคนภาวะปกติตองการโปรตีนวันละ 55 กรัม ระหวาง
ตั้งครรภตองการโปรตีนเพิ่มขึ้น 76 กรัมตอวัน สตรีควรรับประทานไขวันละ 1-2 ฟอง นมวันละ 2 แกว
และรับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว ถั่วตาง ๆ ธัญพืช รวมดวย หากสตรีตั้งครรภแพโปรตีนจากสัตวสามารถ
ทดแทนโดยรับประทานโปรตีนจากพืช เชน เตาหูหรือนมถั่วเหลือง
วิตามิน (Vitamins) ควรรับประทานวิตามินและแหลงอาหารที่เพียงพอแกสตรีตั้งครรภ วิตามิน
ที่ละลายในไขมัน ไดแก วิตามินเอ ดี อี และเค โดยจะถูกเก็บสะสมไวที่ตับ หากรับประทานมากไปจะเปนพิษตอตับ
เชน ไดรับวิตามินเอ หากไดรับมากไปจะสงผลใหทารกพิการหรือมีความผิดปกติแตกำเนิด (Fetal defect)
วิตามินที่ละลายน้ำได เชน วิตามินบี 6 บี 12 กรดโฟลิค วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และวิตามินบี 3 โดยวิตามิน
ดังกลาวจะไมถูกเก็บสะสมไวในรางกายเหมือนวิตามินที่ละลายในไขมัน ดังนั้น การรับประทานอาหาร
ประจำวันควรคำนึงถึงวิตามินที่ละลายน้ำดวย เพราะถาไดรับปริมาณที่มากไปจะถูกขับออกทางปสสาวะ จึงไม
เปนอันตราย แตจะโดนทำลายในขั้นตอนการปรุงอาหาร เชน การลาง หรือการอุนอาหาร
 กรดโฟลิค (Folic Acid) ชวยปองกันการเกิดความผิดปกติของทอระบบประสาท
(Neural tube defects) ของทารกแรกเกิด และปองกันการเกิดภาวะปากแหวง (Cleft lip) และเพดานโหว
(Cleft palate) จึงควรไดรับวันละ 400 ไมโครกรัมในขณะตั้งครรภ สำหรับสตรีตั้งครรภที่เคยมีประวัติคลอดบุตร
มีความผิดปกติของทอระบบประสาทควรรับประทานโฟลิค อยางนอย 4 มิลลิกรัม กอนตั้งครรภ 4 สัปดาห
62 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
จนถึงไตรมาสที่ 1 ของการตั้งครรภ ซึ่งสามารถชวยลดความเสี่ยงตอการความผิดปกติของทอระบบประสาทได
รอยละ 80 และเมื่อตั้งครรภควรรับประทานโฟลิค วันละ 600 ไมโครกรัม
 ไอโอดีน (Iodine) สตรีตั้งครรภสามารถสูญเสียไอโอดีนทางไตมากขึ้น แตโดยทั่วไปการ
รับประทานเกลืออนามัยที่มีไอโอดีนก็เพียงพอกับความตองการขณะตั้งครรภ อยางไรก็ตาม ควรไดรับ 200-
500 ไมโครกรัม/วัน สำหรับรายที่ขาดไอโอดีนรุนแรงก็สงผลใหทารกในครรภเกิดความผิดปกติของรางกาย
ทำใหมีรูปรางเล็กแคระ และสติปญญาบกพรองหรือเจริญเติบโตชา (Cretinism) ซึ่งจะมีความผิดปกติ
ของระบบประสาทหลาย ๆ อยาง
เกลือแร (Mineral) ที่รางกายสตรีตั้งครรภมีความจำเปนตองนำมาใชในระหวางตั้งครรภและสามารถ
พบไดในอาหารที่รับประทานในชีวิตประจำวัน ไดแก ธาตุเหล็ก แคลเซียม โซเดียม
 ธาตุเหล็ก (Iron) ขณะตั้งครรภรางกายตองการธาตุเหล็กประมาณ 1,000 มิลลิกรัม เพื่อใช
ในการสรางเม็ดเลือดแดงของมารดา และเก็บสะสมไวในทารกโดยเก็บสะสมไวที่ตับเพื่อสรางเม็ดเลือดแดง
ใหเพียงพอ ในระยะ 2-3 เดือนแรกที่ตั้งครรภ สตรีตั้งครรภตองการธาตุเหล็กเสริมวันละ 30 มิลลิกรัม แตถามี
ภาวะโลหิตจางอาจจะเพิ่มเปนวันละ 60-120 มิลลิกรัม โดยจะเริ่มใหยาธาตุเหล็กเมื่อตั้งครรภเขาสูไตรมาสที่ 2
เพื่อปองกันการคลื่นไสอาเจียน ธาตุเหล็กดูดซึมดีเมื่อกระเพาะอาหารวาง แตสตรีตั้งครรภจะรูสึกไมสุขสบาย
อาจมีอาการคลื่นไส อาเจียน จุกเสียดยอดอก ทองผูก ทองเสีย ดังนั้น ควรแนะนำใหสตรีตั้งครรภรับประทาน
กอนนอน และเพื่อใหประสิทธิภาพการดูดซึมดีขึ้นควรดื่มพรอมน้ำ หรือน้ำผลไม ไมควรรับประทานพรอมกับ
ชา กาแฟ หรือนม อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เชน เครื่องในสัตว ไขแดง ผักใบเขียวตาง ๆ
 แคลเซียม สตรีตั้งครรภตองการแคลเซียมวันละประมาณ 1,200 กรัม เพื่อชวยในการสราง
กระดูก ฟน การแข็งตัวของเลือด และการทำหนาที่ของระบบประสาทและกลามเนื้อ อาหารที่มีแคลเซียมสูง
ไดแก นม กุงแหง ปลาเล็กปลานอย ปลาไสตัน ควรรับประทานแคลเซียมพรอมอาหาร และพรอมกับวิตามินดี
เพื่อชวยในการดูดซึม ไมควรรับประทานพรอมกับธาตุเหล็ก
 โซเดียม ความตองการโซเดียมในขณะตั้งครรภจะเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มปริมาตรเลือดและความ
ตองการของทารกในครรภ โดยทั่วไปอาหารที่มีรสเค็มมีปริมาณโซเดียมเพียงพอกับความตองการในขณะ
ตั้งครรภ
น้ำ (Water) ชวยเพิ่มปริมาตรเลือด และเปนสวนประกอบในการเพิ่มเนื้อเยื่อของสตรีและทารก
ในครรภ สตรีในระยะตั้งครรภควรดื่มน้ำวันละ 240 มิลลิลิตร หรือประมาณ 8 แกว
9. การออกกำลังกายในหญิงตั้งครรภ
การออกกำลังกายจะชวยใหหญิงตั้งครรภรูสึกปลอดโปรงและสดชื่น ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น
ลดอาการปวดเมื่อยที่หลัง ลดอาการเปนตะคริว เพิ่มความแข็งแรงใหกลามเนื้อใหสามารถรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น
ขณะตั้งครรภได ระบบยอยอาหารทำงานดีขึ้น การขับถายปกติไมมีปญหาทองผูก เผาผลาญไขมัน ชวยควบคุม
น้ำหนักระหวางตั้งครรภ ปองกันภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ
63
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
หลักการออกกำลังกายในแตละชวงของการตั้งครรภ คือ
1. ตั้งครรภไตรมาสแรก (1-3 เดือน) ใหออกกำลังกายเบา ๆ ชา ๆ เชน การยืดเหยียดกลามเนื้อ การเดิน
2. ตั้งครรภไตรมาสที่สอง (4-6 เดือน) สามารถเพิ่มความหนักของการออกลังกายได เชน การเดินเร็ว
เลนเวทเบา ๆ การปนจักรยานอยูกับที่
3. ตั้งครรภไตรมาสสุดทาย (7-9 เดือน) ในชวงนี้คุณแมจะเริ่มมีทองใหญขึ้นแนะนำใหกลับมาออกกำลังกาย
เบา ๆ เหมือนไตรมาสแรก
โดยคุณแมที่มีอายุครรภตั้งแต 4 เดือนขึ้นไป ไมควรออกกำลังกายในทานอนหงายเพราะอาจทำให
มดลูกไปกดทับเสนเลือดจนทำใหเลือดไปเลี้ยงมดลูกนอยลง อาจทำใหเกิดอันตรายตอทารกในครรภ อาการ
ปวดหลังในขณะตั้งครรภ เกิดจากรางกายจะมีการเปลี่ยนแปลงทางฮอรโมน ทำใหขอตอออนตัวและมีการ
ขยายตัวเพิ่มขึ้น เพื่อเตรียมตัวในการคลอดบุตรและเมื่ออายุครรภเพิ่มมากขึ้น รางกายจะมีการปรับตัวโดยมี
การหดตัวของกลามเนื้อหลังและขอตอเพื่อรักษาสมดุลรางกายไวใหไมลม ทำใหเกิดภาวะหลังแอนมากขึ้น
สงผลใหหญิงตั้งครรภมีอาการปวดหลังสวนลางมากขึ้น การบริหารรางกายในระยะตั้งครรภจะชวยลดอาการ
ปวดหลัง เพิ่มความแข็งแรงของกลามเนื้อหลังและหนาทอง ทำใหสามารถทำกิจกรรมตาง ๆ ไดดีขึ้น
ซึ่งสามารถปองกันอาการปวดหลังขณะตั้งครรภ โดยการรักษาทาทางใหอยูในอิริยาบถที่ถูกตอง และบริหาร
รางกายและการยืดกลามเนื้อ
รูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสม เปนการออกกำลังกายที่ไมมีแรงกระแทก หรือแรงปะทะ เชน
1. การยืดกลามเนื้อดวยทาบริหาร ษีดัดตน มณีเวช
2. การเดิน การวายน้ำ การปนจักรยานอยูกับที่
3. การเตนแอโรบิกบนบกหรือในน้ำ
4. โยคะสำหรับคุณแมตั้งครรภ
5. การบริหารกลามเนื้ออุงเชิงกราน
ขอปฏิบัติในการออกกำลังกาย ดังนี้
1. ควรออกกำลังกายในระดับปานกลาง (อัตราการเตนของหัวใจไมเกิน 140 ครั้งตอนาที) สามารถพูดคุย
ไดโดยไมมีอาการหอบเหนื่อยโดยใหเริ่มที่ 15 นาที กอนแลวคอย ๆ เพิ่มระยะเวลาจนได 20-30 นาที 3-5 ครั้ง
ตอสัปดาห
2. มีการ warm up และ cool down ดวยทุกครั้งที่มีการออกกำลังกาย
3. ควรดื่มน้ำเพื่อชดเชยการเสียน้ำจากการออกกำลังกาย
4. ไมกลั้นหายใจขณะออกกำลังกาย
5. คุณแมตั้งครรภที่มีความเสี่ยง เชน ตั้งครรภแฝดหลายคน เคยมีประวัติแทงบุตร หรือคลอดกอน
กำหนด เปนโรคหัวใจ แนะนำปรึกษาแพทยกอนการออกกำลังกายเพื่อความปลอดภัย
นอกจากนี้ ควรปองกันอาการปวดหลังขณะตั้งครรภ โดยการรักษาทาทางใหอยูในอิริยาบถที่ถูกตอง ดังนี้
64 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
ทานอน
ในชวงไตรมาสแรก การนอนหงายใหเอาหมอนหรือ
ผารองใตเขา เพื่อลดความตึงตัวของหลังและขา
ในชวงไตรมาสที่ 2 -3 ขนาดทองเริ่มใหญขึ้น แนะนำให
นอนตะแคงซาย จะชวยใหเลือดไหลเวียนไดดีขึ้น
โดยสามารถหาหมอนมารองดานหนาและดานหลัง
เพื่อใหคุณแมผอนคลายหลับสบายไดดีขึ้น
การจัดทานั่ง
นั่งเกาอี้ที่มีพนังพิง นั่งเกาอี้ที่มีที่รองขาใหขาไดเหยียด
ผอนคลาย ปองกันเทาบวมในกรณีนั่งนาน ๆ ในขณะที่มี
การนั่งใหกระดกขอเทาขึ้นลง เพื่อกระตุนการไหลเวียน
จากสวนปลายไปสวนตน ลักษณะเกาอี้ตองไมต่ำจนเกินไป
(ระดับสะโพกไมต่ำกวาเขา)
ทาทางการยกของ
หากตองหยิบของจากพื้น ไมกมลงไปตรง ๆ ใหใชวิธีกาว
ขาและยอเขา พยายามรักษาแนวกระดูกสันหลังใหอยูใน
ระดับแนวตรง ไมยกสิ่งของที่น้ำหนักมากอาจทำใหเกิด
การบาดเจ็บของกลามเนื้อหลังและกระดูกสันหลังได
ไมควรนั่งเกาอี้ที่ไมมั่นคงเชน
เกาอี้ลอเลื่อน
ไมควรนั่งหลังงอ
ภาพที่ 3.10 ทานอนที่เหมาะสมสำหรับสตรีตั้งครรภ
ภาพที่ 3.11 ทานั่งที่เหมาะสมสำหรับสตรีตั้งครรภ
ภาพที่ 3.12 ทานั่งที่ไมเหมาะสมสำหรับสตรีตั้งครรภ
ภาพที่ 3.13-14 ทายกของที่เหมาะสมและ
ไมเหมาะสมสำหรับสตรีตั้งครรภ
65
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
การทำกายบริหารดวยทา ษีดัดตน
ษีดัดตนเปนการบริหารรางกาย จิต และลมหายใจไปพรอม ๆ กัน ซึ่งสถาบันการแพทยแผนไทย
กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ไดคัดเลือกจากทาจำนวนมาก จนไดทา
พื้นฐานรวมทั้งหมด 15 ทา โดยแตละทามาจากการอิริยาบถในชีวิตประจำวัน ประกอบดวย ทายืนนอน
และนั่ง บางทามีการกดหรือบีบนวดรวมไปดวย จึงทำใหโลหิตหมุนเวียนดี เพิ่มความยืดหยุนของขอสะโพก
และลำตัว เพิ่มความแข็งแรงของกลามเนื้อสวนตาง ๆ ทั่วรางกาย รวมทั้งกลุมกลามเนื้อที่ชวยในการหายใจ
ลดความตึง ของเสนเอ็น ทำใหรางกายแข็งแรง ษีดัดตนจึงเปนการบริหารรางกายที่ออนโยน เกิดการ
เคลื่อนไหว ตามธรรมชาติของแขนขา ขอตอ จึงเหมาะกับสภาวะตั้งครรภ ขณะฝกจิตจะจดจอกับการ
เคลื่อนไหว ของรางกาย และลมหายใจ เปนการเจริญสติ กอใหเกิดความสงบ ผอนคลาย ลดอารมณที่ไมพึง
ประสงค ชวยเพิ่มประสิทธิภาพของการหายใจหากไดฝกควบคุมลมหายใจควบคูไปดวยขณะปฏิบัติ
ชวงตั้งครรภหากใหสตรีฝก ษีดัดตน สตรีตั้งครรภจะดำรงความแข็งแรงของรางกาย และมีจิตใจสงบ
ลดอาการไมสุขสบายตาง ๆ ไมวาจะเปนอาการปวด เหนื่อยลา หายใจลำบาก ทองอืด ทองผูก หงุดหงิด
วิตกกังวล เปนตน ซึ่งสตรีตั้งครรภไมจำเปนตองทำครบ 15 ทาพื้นฐาน แตใหเลือกทาที่เหมาะสมกับตนเอง
ซึ่งหลักการฝกทา ษีดัดตนอยางถูกตอง คือ ทำแบบคอยเปนคอยไป เนนทานั่งเปนหลัก เมื่อทำทายืน
ตองระมัดระวัง รักษาการทรงตัวไว สวนทานอนไมเลือกทาคว่ำหรือทานอนหงายเมื่ออายุครรภมาก เนื่องจาก
ขนาดครรภที่โตจะกดทับเสนเลือดทำใหการไหลเวียนเลือดไมดี ใหประสานการเคลื่อนของรางกายกับจิต
และลมหายใจไปดวยกันขณะฝก ษีดัดตน เพราะจะเกิดประโยชนสูงสุด (รายละเอียดการฝก ษีดัดตน 15 ทา
พื้นฐานแสดงอยูในภาคผนวก)
การจัดสมดุลโครงสรางรางกายดวยมณีเวช ระยะตั้งครรภ
การปรับสมดุลโครงสรางรางกายในหญิงตั้งครรภนั้นมีความสำคัญอยางมากทั้งแมและลูก เนื่องจาก
หากคุณแมมีโครงสรางรางกายที่สมดุลก็จะชวยใหเลือดลมไหลเวียนไดดี ลดความเสี่ยงของการเกิดอาการตาง ๆ
ในระยะตั้งครรภ เชน อาการแพทอง เหนื่อยงาย ความดันโลหิตสูงหรือบวม ปวดหลัง ปวดเมื่อยกลามเนื้อ
ตะคริว ทองผูก นอกจากนี้ยังมีผลตอเด็กในขณะที่อยูในครรภมารดาและมีผลตอการคลอดอีกดวย
การใชมณีเวชปรับสมดุลโครงสรางรางกายในระยะตั้งครรภ ดังนี้
1. หญิงตั้งครรภควรฝกบริหารมณีเวชทายืน 5 ทา (รายละเอียดในภาคผนวก) ทุกวันอยางสม่ำเสมอ
2. เมื่ออายุครรภตั้งแต 26 สัปดาห ใหเริ่มบริหารทางูแมวเตาเพิ่มเติมจากทายืน 5 ทา เพื่อปรับ
โครงสรางทั้งรางกายใหเหมาะสมกับการขยายของอุงเชิงกราน ในกรณีผูที่ฝกทามณีเวช 8 ทาพื้นฐาน
(รายละเอียดในภาคผนวก) มาตั้งแตกอนตั้งครรภอยางสม่ำเสมอทุกวัน สามารถทำทั้ง 8 ทาไดตั้งแตเริ่ม
ตั้งครรภในกรณีที่ครรภใหญมากขึ้นไมสามารถทำทาเตาไดเนื่องจากติดทอง ก็สามารถทำเพียงทางูและแมวได
66 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
3. เมื่ออายุครรภ 38-39 สัปดาหหรือใกลคลอด ใหเตรียมความพรอมของการคลอด โดยเรียนรู
ทาผีเสื้อมณีเวชไวเพื่อนำไปใชในระยะคลอด อาจลองฝกนั่งทาผีเสื้อ (รายละเอียดกลาวในบทที่ 2 การเตรียมตัว
กอนตั้งครรภ) โดยการนั่งหลังตรง ฝาเทาประกบกัน ดึงเทาเขามาใกลตัว แขนเหยียดตรงใชมือทั้งสองขางกด
เขาใหติดพื้นมากที่สุด การฝกนั่งทานี้เพื่อเพิ่มความยืดหยุนใหกับกลามเนื้อตนขาดานใน เมื่อถึงเวลาใกลคลอด
จะสามารถนั่งทาผีเสื้อมณีเวชเพื่อเตรียมคลอดไดงายขึ้น ยกเวนในกรณีที่มีภาวะรกเกาะต่ำและมีเลือดออกมาก
ทางชองคลอด
4. ในกรณีที่คุณแมมีโครงสรางที่ไมสมดุลและเกิดอาการผิดปกติ ควรทำการจัดสมดุลโครงสราง
รางกายดวยวิธีการรักษาแบบมณีเวชโดยบุคลากรทางการแพทยที่มีประสบการณผานการอบรมทักษะการ
จัดมณีเวชแลวเทานั้นในการทำหัตถการจัดปรับกระดูกใหเขาที่ตามสมดุลโครงสรางรางกายที่ตรวจพบ
ตัวอยาง การจัดสมดุลมณีเวชเพื่อรักษาอาการผิดปกติในหญิงตั้งครรภ เชน อาการแพทอง ปวดเมื่อย
ภาพที่ 3.15 สมดุลโครงสรางรางกาย
กอนการรักษา (ดานหนา)
ภาพที่ 3.16 สมดุลโครงสรางรางกาย
หลังการรักษา (ดานหนา)
ภาพที่ 3.17 สมดุลโครงสรางรางกาย
กอนการรักษา (ดานหลัง)
ภาพที่ 3.18 สมดุลโครงสรางรางกาย
หลังการรักษา (ดานหลัง)
67
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
10. ประเพณีและความเชื่อ
ประเพณีและความเชื่อเกี่ยวกับการตั้งครรภมีสวนสำคัญที่ชวยปรับสมดุลทางใจใหสตรีตั้งครรภได
โดยนอกจากการดูแลสุขภาพของสตรีขณะตั้งครรภสิ่งที่เปนคำแนะนำผานรูปแบบความเชื่อที่เปนภูมิปญญา
ทองถิ่นหรือวิถีชาวบานตามวัฒนธรรมของแตละภูมิภาคนี้ หากไมขัดกับการรักษาทางการแพทยแลว สามารถ
นำมาประยุกตใชรวมในการดูแลสุขภาพของสตรีไดตลอดชวงของการตั้งครรภจนถึงระยะหลังคลอด รวมถึง
ทารกได ทั้งนี้วัตถุประสงคสำคัญคือเมื่อปฏิบัติแลวทั้งตัวมารดาและสมาชิกในครอบครัวรูสึกสบายใจ ถือเปน
การชวยดูแลดานจิตใจ สังคม จิตวิญญาณและเปนการใหครอบครัวมีสวนรวมในการดูแลสุขภาพมารดาและ
ทารกดวยได ทั้งนี้ มีขอมูลการศึกษาวิจัยเรื่องประเพณี ความเชื่อเกี่ยวกับ การตั้งครรภใน 4 พื้นที่ศึกษา 4 ภาค
ของประเทศไทย มีขอมูลดังนี้
ในชวงระหวางการตั้งครรภ ความเชื่อ เรื่องการฝนและการทำนายเพศบุตรยังคงปรากฏอยูในกลุม
มารดาชาวไทยโดยเมื่อฝนวาไดของมีคาพวก แกวแหวน สรอยคอ กำไล มักจะทำนายวาไดลูกสาว ในขณะที่ฝน
วาไดพระ ไดทอง ไดอาวุไดปน ไดรบราฆาพัน เชื่อวาจะไดลูกชาย
สวนความเชื่อในเรื่องอาหารการรับประทาน พบวา หญิงตั้งครรภมีทั้งความเชื่อในเรื่องอาหารที่ควรงด
คือ เปนอาหารที่เชื่อวาทำใหคลอดลูกยากและเปนอันตรายตอสุขภาพลูก และอาหารที่สงเสริมใหรับประทาน
ในทุกพื้นที่ศึกษา คือ น้ำมะพราว เพราะเชื่อวาทำใหลูกมีผิวพรรณดี นอกจากนั้นหญิงตั้งครรภสวนใหญเชื่อวา
อาหารที่ตองการบริโภคขณะตั้งครรภ คือ ผลไมรสเปรี้ยว เปนตน
สวนความเชื่อในเรื่องขอหามเกี่ยวกับประเพณีและการทำงานระหวางตั้งครรภ พบวาหญิงตั้งครรภ
ในทุกพื้นที่ศึกษามักถูกหามไปรวมประเพณีงานศพ เพราะเชื่อวาจะทำใหรูสึกหดหูใจซึ่งอาจเปนอันตรายตอ
สุขภาพเด็ก รวมถึงหามไปรวมงานประเพณีแตงงาน งานบวชนาค เพราะเชื่อวาจะเปนมารปดขวางไมใหพิธี
ดังกลาวสำเร็จตามจุดมุงหมาย สำหรับขอหามในการทำงาน พบวา หามทำงานหนักโดยเฉพาะในชวงใกล
คลอด เพราะเชื่อวาจะทำใหแทง และมักจะแนะนำหญิงตั้งครรภใหออกกำลังกายแบบเบา ๆ ตามปกติ
เพราะเชื่อวาจะทำใหคลอดลูกไดงาย นอกจากนั้น ยังมีขอหามในเรื่องการมีเพศสัมพันธเมื่ออายุครรภประมาณ
5 - 6 เดือน และขอหามในเรื่องการเตรียมเสื้อผาและของใชไวใหเด็ก ซึ่งมารดารุนใหมจะปฏิบัติตามขอหาม
ดังกลาวนอยลง
68 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
เอกสารอางอิง
1. กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือกกระทรวงสาธารณสุข.พจนานุกรมศัพทแพทยและเภสัชกรรม
แผนไทยฉบับราชบัณฑิตยสภาพ.ศ.2559.นนทบุรี: โรงพิมพสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ;
2560.MurrayS,McKinney E,HolubKS,Jones R.Foundationsofmaternal-newbornandwomen’s
healthnursing.St.Louis:Elsevier;2019.
2. กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก.ตำราภูมิปญญาการผดุงครรภไทย.กรุงเทพฯ:
จุฑาเจริญทรัพย;2560.
3. กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก.แนวทางการสงเสริมสุขภาพและปองกันโรคตามกลุมวัยดวย
การแพทยแผนไทยกลุมแมและเด็ก(แรกเกิด-5ป).นนทบุรี:สถาบันการแพทยแผนไทย;2561.
4. คณะการแพทยแผนไทยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร.แพทยแผนไทยกับสาเหตุการณแทงบุตร [ออนไลน].
[เขาถึงเมื่อ13กุมภาพันธ 2567].เขาถึงจากhttps://www.ttmed.psu.ac.th/th/blog/202
5. คณะพยาบาลศาสตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร.การพยาบาลมารดาทารกและการผดุงครรภ 1.ม.ป.ท.:2563.
6. ชฎาภรณวัฒนวิไล.การพยาบาลสตรีที่มีภาวะฉุกเฉินในระยะตั้งครรภและคลอด.กรุงเทพฯ:
จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย; 2558.
7. ชลรสเจริญรัตน.Breastfeeding(การเลี้ยงลูกดวยนมแม)[อินเตอรเน็ต]2557.[เขาถึงเมื่อ18กุมภาพันธ 2567].
เขาถึงจากhttps://w1.med.cmu.ac.th/obgyn/lecturestopics/topic-review/2969/.
8. ชิดชนกพันธปอม.การพยาบาลหญิงตั้งครรภที่มีภาวะแทงคุกคาม: กรณีศึกษา.วารสารการแพทยโรงพยาบาล
อุดรธานี 2566;31(1):106-15.
9. ทวี เลาหพันธ,เอื้อพงศ จตุรธำรงค,ชัชภามจันทบุตร,เทียมจิตทองลือ,ประมวลคำแกว,ประสพพร พันธเพ็ง
และคณะ.การแทยแผนไทยในคณะแพทยศาสตร ศิริราชพยาบาล.ศุภวนิชการพิมพ:กรุงเทพฯ;2552.
10. ธนิษฐาทรรพนันทน และพระมหาสุขสันติ์ สุขวฑฺฒโน.กำเนิดมนุษยในทรรศนะของพระพุทธศาสนาและ
การแพทยแผนไทยจากพระคัมภีรปฐมจินดา.การประชุมวิชาการระดับชาติ “วลัยลักษณวิจัย”ครั้งที่ 11;
วันที่ 27-28มีนาคม2562;มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ.
11. ธีระทองสง.สูติศาสตร.ฉบับเรียบเรียงครั้งที่ 6. เชียงใหม:ภาควิชาสูติศาสตรและนรีเวชวิทยา
คณะแพทยศาสตรมหาวิทยาลัยเชียงใหม;2564.
12. นพเมศฐ ศรีจารุสิทธิ์.เตรียมความพรอมเตานมคุณแม กอนคลอดสำคัญอยางไร?[ออนไลน].[เขาถึงเมื่อ
19มิถุนายน2567.เขาถึงจาก https://www.princsuvarnabhumi.com/articles/เตรียมความพรอมเตานม
คุณแม-กอนคลอด-สำคัญอยางไร-
13. มูลนิธิฟนฟูสงเสริมการแพทยไทยเดิม,โรงเรียนอายุรเวทธำรงสถานการแพทยแผนไทยประยุกต คณะ
แพทยศาสตรศิริราชพยาบาล.ตำราการแพทยไทยเดิม(แพทยศาสตรสงเคราะห ฉบับอนุรักษ)เลมที่1
ฉบับชำระพ.ศ.2550.กรุงเทพฯ: ศุภวนิชการพิมพ;2550.
69
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
14. เยาวเรศสมทรัพย.การแพทยแผนไทย:การประยุกตใชในการดูแลสตรีตั้งครรภ.วารสารศูนยอนามัยที่ 9
2566;17:507-20.
15. เยาวเรศสมทรัพย.ศาสตรทางเลือกในการพยาบาลสตรีตั้งครรภ.สงขลา:บี เอสเอสดิจิทัลออฟเซท;2553.
16. โรงพยาบาลการแพทยแผนไทยและการแพทยผสมผสานกรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก.
การประคบสมุนไพร[ออนไลน].[เขาถึงเมื่อ16กุมภาพันธ 2567]. เขาถึงจาก
https://ttcmh.dtam.moph.go.th/index.php/knowledge/research/27-herbal01.html
17. โรงพยาบาลคามิลเลียล.การออกกำลังกายในหญิงตั้งครรภ.[ออนไลน].[เขาถึงเมื่อ27มีนาคา2567].
เขาถึงจากhttps://camillianhospital.org
18. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ สภากาชาดไทย.คนทองนวดไดไหม[ออนไลน].[เขาถึงเมื่อ22กุมภาพันธ 2567].
เขาถึงจากhttps://chulalongkornhospital.go.th/kcmh/line/คนทองนวดไดมั๊ย/
19. โรงพยาบาลเปาโล.นับอายุครรภอยางไรใหแมน.[ออนไลน].เผยแพรวันที่ 2ธันวาคม2563.
[เขาถึงเมื่อ27มีนาคา 2567].
20. ศูนยการแพทยกาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยมหิดล. อาหารสำหรับมารดาตั้งครรภตามศาสตร
การแพทยแผนไทย [ออนไลน]. [เขาถึงเมื่อ 13 กุมภาพันธ 2567]. เขาถึงจาก
https://www.gj.mahidol.ac.th/main/ttm/preg-food/
21. สุธรรมนันทมงคลชัย.ประเพณี ความเชื่อเกี่ยวกับ การตั้งครรภการคลอดและการปฏิบัติตัวของมารดา
หลังคลอดใน4พื้นที่ศึกษา4ภาคของประเทศไทย.นนทบุรี:กรมการแพทย;2546.
22. อาลี แซเจียว, พยุงศรี อุทัยรัตน.การพัฒนาการดูแลแบบผสมผสานดวยศาสตรมณีเวชในหญิงครรภแรก.
วารสารวิชาการแพทยเขต11ปที่ 31ฉบับที่ 2เม.ย.- มิ.ย.2560.หนา325–337.
23. ChaichanA,PumdoungS.EffectsofThaitraditionalmassageononsetanddurationoffirststage
oflabor:Arandomizedcontrolledtrial.PRIJNR.2021; 25(2):285-97.
24. CunninghamFG,LevenoKJ,BloomSL,DasheJS,HofmanBL,CaseyBM,etal.Chapter18:
Abortion. Williams’sobstetrics.25thed.NewYork:McGraw-Hill;2018.
25. DhippayomT,KongkaewC,ChaiyakunaprukN,DilokthornsakulP,SruamsiriR,SaokaewS,etal.
ClinicaleffectsofThaiherbalcompress:Asystematicreviewandmeta-analysis.EvidBased
Complement Alternat Med.2015:ArticleID942378;1-14.
26. HendeeWR.Physicsofthermaltherapy,fundamentals,andclinicalapplications,USA: Taylorand
Francisgroup;2013.
27. MurrayS,McKinneyE,HolubKS,JonesR.Foundationsofmaternal-newbornandwomen’s
healthnursing.St.Louis:Elsevier;2019.
บทที่ 4
การดูแลมารดาในระยะคลอด
และทารกแรกคลอด
71
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
บทที่ 4
การดูแลมารดาในระยะคลอด
และทารกแรกคลอด
1. คำนิยาม
2. การเปลี่ยนแปลงของมารดาและทารกในครรภ ในระยะคลอด
2.1 อาการนำกอนการเขาสูระยะคลอด
2.1 การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา
2.2 การเปลี่ยนแปลงดานจิตใจ
2.3 การเปลี่ยนแปลงดานสังคม
2.4 การเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณ
3. อาการแสดง สัญญาณเตือนการเจ็บทองคลอดบุตร กระบวนการคลอดบุตร
3.1 องคความรูเกี่ยวกับอาการแสดง สัญญาณเตือนการเจ็บทองคลอดบุตร กระบวนการคลอดบุตร
ในทางการแพทยแผนไทย
3.2 องคความรูเกี่ยวกับอาการแสดง สัญญาณเตือนการเจ็บทองคลอดบุตร กระบวนการคลอดบุตร
ในทางการแพทยแผนปจจุบัน
4. เทคนิคการลดอาการเจ็บปวดขณะคลอด
4.1 เทคนิคการลดอาการเจ็บปวดขณะรอคลอดดวยการหายใจ
4.2 เทคนิคการลดอาการเจ็บปวดขณะรอคลอดดวยการลูบหนาทอง
4.3 เทคนิคการลดอาการเจ็บปวดขณะรอคลอดดวยการนวดไทย
4.4 เทคนิคการลดอาการเจ็บปวดขณะรอคลอดดวยศาสตรมณีเวช
5. การดูแลมารดาในระยะแรกคลอ
5.1 การชวยหญิงเมื่อคลอดลูกแลวในทางการแพทยแผนไทย
5.2 ภาวะที่ตองเฝาระวังในระยะแรกคลอดในทางแผนปจจุบัน
6. การดูแลทารกในระยะแรกคลอด
6.1 การทำธุระกับเด็กที่คลอดในทางการแพทยแผนไทย
6.2 การดูแลทารกแรกเกิดทันทีและใน 2 ชั่วโมงแรกหลังคลอดในทางการแพทยแผนปจจุบัน
7. ความเชื่อ พิธีกรรม เกี่ยวกับมารดาในระยะคลอดและทารกแรกคลอด
72
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
การดูแลมารดาในระยะคลอดและทารกแรกคลอด
การตั้งครรภและการคลอดเปนปรากฏการณธรรมชาติถือไดวาเปนภาวะวิกฤติในชวงชีวิตหนึ่งของสตรี
เพราะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางดานรางกาย จิตใจ และสังคม ตองเผชิญกับความไมสุขสบายหลายประการ
บางรายมีภาวะแทรกซอนรวมดวย ผูคลอดสวนใหญจึงวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องการคลอด โดยเฉพาะในครรภแรก
และครรภหลังที่มีประสบการณไมดีเกี่ยวกับการตั้งครรภและการคลอด
องคความรูการแพทยแผนไทย ในคัมภีร1ประถมจินดา2 กลาวไววา “การคลอดบุตร” เรียกวา “ครรภประสูติ”
คือ เมื่อทารกอยูในครรภครบ 10 เดือน จะเกิดลมเบงที่เรียกวา “ลมกัมมัชวาต” พัดเสนและเอ็นที่รัดรึงตัวทารก
ใหกลับเอาศีรษะลงเบื้องต่ำ เมื่อไดฤกษงามยามดีที่จะคลอดออกจากครรภ ซึ่งหมายถึงกำลังหรือแรงผลักดันในการคลอด
นั่นเอง เมื่อเวลาเด็กคลอดจะเรียกวา “ตกฟาก” หมายถึง เวลาที่เด็กออกพนครรภมารดา เพราะพื้นเรือนโบราณ
โดยมากเปนฟาก
ในอดีตหมอตำแยมีบทบาทสำคัญมากในการดูแลสตรีตั้งครรภ ซึ่งการทำคลอดบุตร หมอตำแยเปนผูทำคลอด
ใหที่บาน แตบางกรณีตองพึ่งความรูความสามารถของหมอยา ในระยะเจ็บครรภจะใชยาสมุนไพร ยากลางบาน เชนน้ำขิง
น้ำใบกระเพรา เปนตน บางรายมีการปฏิบัติตามความเชื่อเขามาเกี่ยวของเพื่อใหบรรเทาอาการเจ็บปวด เมื่อเขาระยะ
เบงคลอด จะนั่งพิงฝาผนังหรือนั่งพิงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สองมือของมารดาจะโหนเชือกหรือผาขาวมาซึ่งผูกไวบนเพดาน
ผูชวยหมอตำแยจะชวยขยมหนาทองเมื่อถึงเวลารกคลอดจะใชการคาดคะเนระยะเวลาของรกลอกตัวแลวจะแนะนำให
มารดาใชสำลีหรือใบพลูแหยจมูกเพื่อใหไอหรือจาม พรอม ๆ กับขยมทองของมารดาโดยหมอตำแยเพื่อใหรกคลอด
แตปจจุบันการดูแลถูกผองถายจากหมอตำแย สูสูติแพทยและพยาบาลผดุงครรภ ซึ่งผานการเรียนตามแบบแผน
ตะวันตกในสถาบันการศึกษา ซึ่งการดูแลมารดาขณะคลอด ในปจจุบันนั้นเปนบทบาทของแพทยแผนปจจุบัน
ที่ทำคลอดเปนหลักทั้งการคลอดปกติและการคลอดไมปกติ แตในขณะเดียวกันการคลอดบุตรนั้นมารดาจะตองผาน
ขั้นตอนมากมายกวาจะคลอดบุตรไดสำเร็จ
1
คัมภีร: 1.หนังสือ ตำรา หรือจารึกที่มีมานานแลว ชานาน และมีคุณคาทางการแพทยแผนไทย หรือทางศาสนา โหราศาสตร
เปนตน 2.ลักษณนามเรียก หนังสือ ตำรา หรือจารึกเหลานี้ เชน ตำราเวชศาสตรฉบับหลวง รัชกาลที่ 5 เลม 1 มีคัมภีรแพทย
แผนไทย 5 คัมภีร
2 คัมภีรประถมจินดา, คัมภีรประถมจินดาร, คัมภีรปฐมจินดา, คัมภีรปฐมจินดาร, คัมภีรปถมจินดา, คัมภีรปถมจินดาร:
ตำราการแพทยแผนไทยฉบับหนึ่ง ผูแตงตำราคือ หมอชีวกโกมารภัจจ มีเนื้อหาสำคัญ ไดแก การเกิดขึ้นของโลกและมนุษย
การตั้งครรภ การดูแลครรภ การแทง การคลอดบุตร วิธีการฝงรก โรคที่เกิดขึ้นขณะอยูไฟ การดูแลเด็ก โรคในวัยเด็ก และ
ตำรับยาที่ใชในโรคแมและเด็ก เปนตน
73
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทยแผนไทย พ.ศ. 2556 ผูประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทยและ
ผูประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทยประยุกต สามารถบริบาลมารดาระยะตั้งครรภและระยะกอนคลอด
บริบาลระยะคลอด โดยทําหัตถการทำคลอดปกติ (ในกรณีที่จำเปนและฉุกเฉิน) นวดมารดาระหวางคลอด
และดูแลทารกแรกคลอดบริบาลมารดาระยะหลังคลอดบริบาลทารกระยะแรกเกิดถึง2ป ดวยกรรมวิธีการแพทยแผนไทย
โดยในการทำหัตถการดังกลาวขางตนสามารถใชเครื่องมือวิทยาศาสตรการแพทยในการทำหัตถการ ไดแก เครื่องมือที่ใช
ในการทำคลอดปกติ เครื่องมือแตงแผล อุปกรณปฐมพยาบาลเบื้องตน อุปกรณสวนอุจจาระ เครื่องมือฆาเชื้อสำหรับวัตถุ
อุปกรณและยาที่เกี่ยวของกับการรักษา
74
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
1. คำนิยาม
การคลอด (Labour) คือ ปรากฏการณทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเพื่อขับทารกและน้ำคร่ำออกจากโพรง
มดลูกมาสูภายนอก การคลอดอาจเกิดขึ้นโดยทารกคลอดผานออกมาทางชองคลอด หรือโดยการผาตัดเอาทารก
ออกทางหนาทอง การคลอดแบงเปน 2 ชนิด การคลอดปกติ และการคลอดไมปกติ
การคลอดปกติ (Normal labour or Eutocia) คือ การคลอดทางชองคลอด ซึ่งประกอบไปดวย
ลักษณะตาง ๆ ดังนี้
1) อายุครรภครบกำหนด (อายุครรภตั้งแต 37 สัปดาหถึง 42 สัปดาห) ถาการคลอดเกิดขึ้นกอนอายุ
ครรภ 37 สัปดาห ถือวาเปนการคลอดกอนกำหนด (Premature labour or Preterm labour) หากอายุ
ครรภมากกวา 42 สัปดาหถือวาเปนการคลอดเกินกำหนด (Postterm labour)
2) ทารกมียอดศีรษะเปนสวนนำ (Vertex presentation) และขณะที่ศีรษะคลอดออกมาทายทอย
ตองอยูดานหนาของชองเชิงกราน (Occiput anterior) หรืออยูใตกระดูกหัวเหนา
3) ขบวนการคลอดเปนไปตามธรรมชาติ (Spontaneous labour) ไมตองใชเครื่องมือหรือวิธีพิเศษใด ๆ
ชวยในการทำคลอด
4) ระยะเวลาตั้งแตเริ่มเจ็บครรภจริงจนกระทั่งคลอดรวมกันไมเกิน 24 ชั่วโมง
5) ไมมีภาวะแทรกซอนใด ๆ เกิดขึ้นในระยะคลอด เชน การตกเลือดในระยะคลอด รกคาง และมดลูก
ปลิ้น
การคลอดไมปกติ (Abnormal labor หรือ Dystocia) คือ การชวยเหลือการคลอดโดยการผาตัด
คลอดทางหนาทอง (Cesarean section) การชวยคลอดดวยคีม (Forceps extraction) และการชวยคลอด
ดวยเครื่องดูดสุญญากาศ (Vacuum extraction) การใหยาชาทางไขสันหลัง การดมยาสลบ และการคลอดที่
ทาของทารกในครรภผิดปกติ
ทารกแรกเกิด (New born) หมายถึง ทารกที่มีอายุตั้งแตแรกเกิดจนถึงอายุ 28 วัน
75
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
2. การเปลี่ยนแปลงของมารดาและทารกในครรภ ในระยะคลอด
ระยะคลอดมีการเปลี่ยนแปลงหลายอยาง ซึ่งจะมีอาการนำกอนเขาสูระยะคลอด ทั้งการเปลี่ยนแปลง
ทางสรีรวิทยาของมารดาและทารกในครรภ การเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และการ
เปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณ ดังนี้
การเปลี่ยงแปลงดานตาง ๆ ลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
2.1 อาการนำกอนการเขาสู
ระยะคลอด
1.ทองลด (Lightening) อาการทองลดมักเกิดกอนคลอด 10-14 วัน
และมักเกิดในมารดาครรภแรก เกิดเมื่อสวนนำของทารกเคลื่อนเขามา
ในชองเขาของเชิงกรานจากการซอมการหดรัดตัวของมดลูก ซึ่งทำให
ชองอกของมารดากวางขึ้นมารดาหายใจสะดวกขึ้น ซึ่งหลังทองลด
มารดาอาจมีอาการเหลานี้
1.1 เปนตะคริวและปวดขา เนื่องจากการกดทับเสนประสาทในชอง
เชิงกรานที่มาเลี้ยงบริเวณขา
1.2 ความดันในชองเชิงกรานเพิ่มขึ้น ทำใหมารดารูสึกถวง ๆ
เหมือนเด็กจะหลุดออกมาหรือปวดถายอุจจาระ นอกจากนี้ มีการคั่ง
ของเลือดสวนลาง (Venous stasis) ทำใหขาบวม
1.3 ปสสาวะบอย เนื่องจากมีการคั่งของน้ำ (Congestion) บริเวณ
อุงเชิงกราน และการยืดของกลามเนื้ออุงเชิงกรานอาจทำใหหูรูดของ
กระเพาะปสสาวะและทอปสสาวะทำงานไดไมดีและอาจมีอาการ
ปสสาวะเล็ดได และอาการปสสาวะบอยเกิดจากการที่กระเพาะ
ปสสาวะถูกกดจากการเคลื่อนต่ำของสวนนำ
1.4 สารคัดหลั่งจากชองคลอดเพิ่มขึ้น
2. ปวดหลัง จากการที่มีการยึดขยายของเอ็นที่ยึดอุงเชิงกราน
(Pelvic joint) จากผลของฮอรโมนรีแล็กซิน เมื่อมีการเดินจะมีอาการ
ปวดหลังได เนื่องจากการเคลื่อนและการกดทับของขอตอซาโครไอลิแอก
(Sacroiliac joint) ซึ่งยึดกระดูกซาครัมและไอเลียม อาการปวดหลัง
อาจเปนผลตอเนื่องจากทาทางของมารดาในระยะตั้งครรภ
3. น้ำหนักลด 0.5-1.5 กก. ในชวง 1 เดือนกอนคลอด เนื่องจากการ
สูญเสียสารน้ำ และการเคลื่อนที่ของสารเกลือแรจากการเปลี่ยนแปลง
ของฮอรโมนเอสโตรเจนและฮอรโมนโปรเจสเตอโรน
76
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
การเปลี่ยงแปลงดานตาง ๆ ลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
4. การซอมการหดรัดตัวของมดลูกที่รุนแรงมากขึ้น (Stronger
Braxton Hicks contractions) เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของฮอรโมน
เอสโตรเจนและความตึงตัวของมดลูกที่มากขึ้น (Uterine distension)
โดยทั่วไประยะเวลาของการหดรัดตัวของมดลูก (Duration) นาน
30 วินาที และบางรายอาจนานถึง 2 นาที แตการหดรัดตัวของมดลูก
ไมสม่ำเสมอ มารดาจะรูสึกเหมือนมดลูกถูกบีบ สวนใหญไมมีความ
ปวด แตอาจมีอาการคลายกับการปวดประจำเดือนหรืออาจมีอาการ
ปวดทองนอยและปวดหลังรวมดวยได ซึ่งสวนใหญมารดาอาจรูสึกวา
มดลูกหดรัดตัวสม่ำเสมอ จึงมักทำใหการวินิจฉัยการเจ็บครรภจริง
ผิดพลาด เมื่อมารดาเดินหรือเปลี่ยนทา การหดรัดตัวของมดลูกจะลดลง
การซอมการหดรัดตัวของมดลูกชวยทำใหปากมดลูกสุกหรือนุม
และทำใหตำแหนงของปากมดลูกเคลื่อนจากดานหลังมาดานหนา
5. มีการเพิ่มของพลังงานอยางมาก (Surge of energ) ในชวง 24-
48 ชั่วโมงกอนคลอด มารดาจะมีพลังงานมาก สาเหตุยังไมทราบ
แนชัด เชื่อวาอาจเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของอีพิเนปพริน เนื่องจากการ
ลดระดับของฮอรโมนโปรเจสเตอโรน
6. มีมูกเหนียว (Mucous plug) หรืออาจมีสารคัดหลั่งเปนมูกสีชมพู
ทางชองคลอด ซึ่งเกิดจากการหลุดลอกของมูกบริเวณปากมดลูก
จากการบางและการขยายของปากมดลูกหรือจากการนุมของปาก
มดลูก และแรงจากการกดของสวนนำของทารก
นอกจากนี้มารดาที่ไดรับการตรวจภายในกอนคลอด 2-3 สัปดาห
ก็อาจมีเลือดออกทางชองคลอดได
7. ปากมดลูกสุก (Ripening) หรือปากมดลูกนุมเกิดกอนเจ็บครรภจริง
4 สัปดาห เนื่องจากเอ็นไซมคอลลาจิเนส (Enzyme collagenase)
และเอ็นไชมอีลาสเตส (Enzymeelastase) บางกลาววาเปนผลจาก
การเพิ่มขึ้นของฮอรโมนโพรสตาแกลนดินและแรงกดจากการซอมการ
หดรัดตัวของมดลูก
8. มีการแตกของถุงน้ำคร่ำ การแตกของถุงน้ำคร่ำกอนเจ็บครรภจริง
พบ 12-25%
9. ทองเดิน มารดาอาจมีอาการทองเดินซึ่งอาจเนื่องจากการเพิ่มขึ้น
ของฮอรโมนโพรสตาแกลนดิน
77
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
การเปลี่ยงแปลงดานตาง ๆ ลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
2.2 การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา ในระยะคลอดมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาระบบตาง ๆ ของ
มารดา รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของทารกในครรภ ดังนี้
1. การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับมดลูกและปากมดลูก มดลูกจะมีการ
หดรัดตัวสลับกับการคลายตัวเพิ่มขึ้นอยางสม่ำเสมอ ทั้งความถี่
ระยะเวลาของการหดรัดตัวแตละครั้ง (Duration) และความรุนแรง
ของการหดรัดตัว (Intensity)
การหดรัดตัวของมดลูกเริ่มตนที่ยอดมดลูกและขยายลงมาที่ปาก
มดลูก เพื่อใหเกิดการขับทารก ชวงที่มดลูกคลายตัวเลือดจะไปเลี้ยง
มดลูกและรกไดดี การหดรัดตัวของมดลูกถูกควบคุมโดยระบบ
ประสาทอัตโนมัติ อยางไรก็ตาม การเดินจะชวยทำใหมดลูกหดรัดตัว
มากขึ้น สวนความวิตกกังวลและความเครียดจะทำใหมดลูกหดรัดตัว
ลดลง มีปจจัยที่เกี่ยวของตอการรับรูความปวด ดังนี้ อายุ การศึกษา
จำนวนครั้งของการตั้งครรภ ประวัติการปวดประจำเดือน ความกลัว
และความวิตกกังวล วัฒนธรรม การไดรับการเตรียมการคลอดและ
การไดรับการสนับสนุนทางสังคมของมารดา
4. การเปลี่ยนแปลงของระบบหัวใจและไหลเวียน ในระยะคลอด
ระบบหัวใจและไหลเวียนทำงานหนัก เนื่องจากการหดรัดตัวของ
มดลูก ความปวด และความวิตกกังวล เปนตน ทำใหปริมาณเลือด
ที่ออกจากหัวใจ (Cardiac output) เพิ่มขึ้น
ทานอนตะแคงของมารดาจะทำใหเลือดที่ออกจากหัวใจเพิ่มขึ้น
22% สวนชีพจรจะลดลง 6 ครั้ง/นาที ถานอนหงายเลือดที่ออกจาก
หัวใจจะเพิ่มขึ้น 25% ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นมาก แตชีพจรลดลง
5. การเปลี่ยนแปลงของความดันโลหิตและอุณหภูมิ ในระยะที่ 1
ของการคลอดความดัน Systolic/Diastolic เพิ่ม 35/25 มม.ปรอท
และอาจเพิ่มมากขึ้นในระยะเบงคลอด ≥35 มม.ปรอท สำหรับความ
ดัน systolic สวนความดัน diastolic เพิ่ม 65 มม.ปรอท ความดัน
โลหิตเพิ่มสูงเมื่อมดลูกหดรัดตัว และอาจลดต่ำไดถามารดานอนหงาย
เนื่องจากหลอดเลือดแดงใหญ (Aorta) ที่มาเลี้ยงชองทองถูกกด
(Aortocaval compression) สวนอุณหภูมิรางกายของหญิงระยะ
คลอดจะเพิ่มขึ้นเล็กนอยจากการที่กลามเนื้อมีความตึงตัว
78
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
การเปลี่ยงแปลงดานตาง ๆ ลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
6. การเปลี่ยนแปลงของสารน้ำและแร ในระยะคลอดมารดาจะมีภาวะ
หายใจเร็ว (Hyperventilation) ทำใหมีการเสียสมดุลยของเกลือแรและ
น้ำ และการที่กลามเนื้อมีการเผาผลาญสูงยังทำใหเหงื่อออกมาก
(Perspiration หรือ Diaphoresis) จึงทำใหสูญเสียน้ำในรางกายเพิ่มขึ้น
7. การเปลี่ยนแปลงของระบบหายใจ มารดาจะมีความตองการ
ออกซิเจนสูงขึ้น โดยเริ่มสูงขึ้นในชวงตนของระยะที่ 1 ของการคลอด
เนื่องจากการหดรัดตัวของมดลูก สวนความวิตกกังวลและความปวด
ทำใหเกิดภาวะหายใจเร็วและทำใหคาความดันบางสวนของ
คารบอนไดออกไซดในหลอดเลือดแดง (PaCO2) ต่ำลง จึงทำใหเกิด
ภาวะหายใจเปนดาง (Respiratory alkalosis) เมื่อการคลอดกาวหนา
จะทำใหเกิดการหายใจเร็วมากขึ้น ในตอนปลายของระยะที่ 1 ของ
การคลอด จะมีภาวะเปนกรดจากการเผาผลาญในระดับปานกลาง
(Mild metabolic acidosis แตจะถูกชดเชยโดยภาวะหายใจเปนดาง
ในขณะเบงคลอดระดับความดันบางสวนของคารบอนไดออกไซด
ในหลอดเลือดแดงสูงขึ้นและเกิดภาวะหายใจเปนกรด (Respiratory
acidosis) เมื่อระยะคลอดเสร็จสิ้นยังคงมีภาวะเปนกรดจากการเผา
ผลาญ (Metabolic acidosis) แตไมมีการชดเชยโดยการหายใจเร็ว
และกลับสูปกติหลังคลอด 24 ชั่วโมง
โดยในระยะที่ 2 ของการคลอดมารดาที่ไมไดรับยาลดปวดจะมีการ
ใชออกซิเจนสูงถึง 2 เทา และความวิตกกังวลก็เปนปจจัยเสริมใหมี
การใชออกซิเจนมากขึ้น ซึ่งมีผลทำใหการหายใจเร็วขึ้น
8. การเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินปสสาวะ ในระยะคลอด
ฐานของกระเพาะปสสาวะจะถูกดันไปดานหนาและสูงขึ้น กระเพาะ
ปสสาวะจะถูกกดทำใหการไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลืองไมดี
จึงเกิดการบวมของเนื้อเยื่อ มารดาอาจปสสาวะลำบากเนื่องจากการ
กดของสวนนำและจากความไมสุขสบาย รวมทั้งจากการไดยาลดปวด
อาจมีโปรตีนในปสสาวะ +1 ไดจัดเปนภาวะปกติ ซึ่งเกิดจากการ
ฉีกขาดของเนื้อเยื่อกลามเนื้อ
นอกจากนี้ ในระยะคลอดยังมีการเพิ่มของเรนนิน (Rennin) และ
แองจิโอเทนซิน (Angiotensin) ทำใหมีน้ำและเกลือเพิ่มขึ้นในระบบ
ไหลเวียน ซึ่งเชื่อวามีผลตอการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงรกมากขึ้น
79
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
การเปลี่ยงแปลงดานตาง ๆ ลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
โดยในระยะที่ 2 ของการคลอดมารดาที่ไมไดรับยาลดปวดจะมีการ
ใชออกซิเจนสูงถึง 2 เทา และความวิตกกังวลก็เปนปจจัยเสริมใหมี
การใชออกซิเจนมากขึ้น ซึ่งมีผลทำใหการหายใจเร็วขึ้น
8. การเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินปสสาวะ ในระยะคลอด
ฐานของกระเพาะปสสาวะจะถูกดันไปดานหนาและสูงขึ้น กระเพาะ
ปสสาวะจะถูกกดทำใหการไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลืองไมดี
จึงเกิดการบวมของเนื้อเยื่อ มารดาอาจปสสาวะลำบากเนื่องจากการ
กดของสวนนำและจากความไมสุขสบาย รวมทั้งจากการไดยาลดปวด
อาจมีโปรตีนในปสสาวะ +1 ไดจัดเปนภาวะปกติ ซึ่งเกิดจากการ
ฉีกขาดของเนื้อเยื่อกลามเนื้อ
นอกจากนี้ ในระยะคลอดยังมีการเพิ่มของเรนนิน (Rennin) และ
แองจิโอเทนซิน (Angiotensin) ทำใหมีน้ำและเกลือเพิ่มขึ้นในระบบ
ไหลเวียน ซึ่งเชื่อวามีผลตอการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงรกมากขึ้น
และจะพบการคั่งของปสสาวะไดบอยในระยะนี้ เปนปจจัยที่ทำให
มดลูกหดรัดตัวไมดี
9. การเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินอาหาร การทำงานของ
กระเพาะอาหารลดลง ทำใหอาหารอยูในกระเพาะอาหารนานขึ้น
ปริมาณน้ำยอยมากกวา 25 มล. ทำใหมีความเปนกรดมากขึ้น (PH < 2.5)
การดูดซึมอาหารลดลง การที่อาหารอยูในกระเพาะอาหารนานทำให
มารดาเสี่ยงตอการเกิดการสูดสำลักไดงายในระยะคลอด และถา
มารดาไดรับยาลดปวดก็มีโอกาสสูดสำลักอาหารไดมากขึ้น
10. การเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิตานทานและเม็ดเลือด ในระยะ
คลอดเม็ดเลือดขาวสูงถึง 25,000-30,000 เซลล/ลบ.มล. โดยเฉพาะ
อยางยิ่งเม็ดเลือดขาวนิวโทรฟล (Neutrophil)
11. การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับทารกในครรภ เมื่อการคลอดกาวหนา
มากขึ้นลำตัวทารกจะถูกยืดตามการหดรัดตัวของมดลูกทำใหเกิด
แนวแกนแรงของตัวทารก (Fetal axis pressure) ซึ่งทำใหศีรษะ
ทารกกม และศีรษะทารกสวน Sub occipitomental bregma: SOB
จะกดมดลูกสวนลางทำใหเกิดการแบงน้ำคร่ำเปนสองสวน
ทารกที่มีหนาผากเปนสวนนำ (Brow presentation) อาจกม
หรือเงยมากขึ้น ดังนั้น ทารกอาจเปลี่ยนทรงจากหนาผาก (Brow)
80
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
การเปลี่ยงแปลงดานตาง ๆ ลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
เปนกระหมอมหนา (Bregma) โดยการกม และเปนหนา (Face)
โดยการเงย สาเหตุเนื่องจากแนวแกนแรงของตัวทารก (Fetal axis
pressure) ตกลงระหวางสวนหนาและสวนหลังของศีรษะทารก
เทากัน
ทารกที่มีหนาเปนสวนนำ (Face presentation) หนาจะยิ่งแหงน
มากขึ้น การกม (Flexion) ของทารกนอกจากขึ้นอยูกับแนวแกนแรง
ของตัวทารกแลว ยังขึ้นอยูกับลักษณะเชิงกรานซึ่งโคงลาด แรงบีบ
จากผนังทางคลอดและแรงเสียดทานของชองเชิงกรานและฐาน
เชิงกราน (Pelvic floor)
แนวแกนแรงของตัวทารก (Fetal axis pressure) จะไมเกิดในรายที่
ทารกทากนหรือทาขวาง ทารกไมครบกำหนด ครรภแฝดหรือแฝดน้ำ
การไหลเวียนโลหิตของทารกในครรภมีการเปลี่ยนแปลงในระยะ
คลอดโดยเฉพาะอยางยิ่งผลจากการหดรัดตัวของมดลูก ซึ่งทำใหรก
และทารกมีเลือดไปเลี้ยงนอยหรือขาดเลือด อยางไรก็ตาม โดยทั่วไป
ทารกจะทนตอภาวะนี้ได
เมื่อความดันในมดลูกเพิ่มขึ้นเปน 40-55 มม.ปรอท ศีรษะทารก
จะถูกกด ทำใหอัตราการเตนของหัวใจลดลงแบบ (Early
deceleration) ซึ่งจัดเปนภาวะปกติ
เนื่องจากทางคลอดสวนกระดูกเชิงกรานจะไมมีการยืดหยุนและ
เปนทางโคง ดังนั้น ทารกจะถูกเปลี่ยนแปลงดวยกลไกการคลอด
สำหรับรูปรางของศีรษะทารกนอกจากมีการหมุนแลวยังมีการเคลื่อน
ขบกัน (Molding) ของกระดูกศีรษะทำให Biparietal diameter
ลดขนาดได 1 ซม. สวนเสนผาศูนยกลางกระดูกทายทอยถึงคาง
(Occipito-menturn) จะยาวขึ้น ซึ่งภาวะเหลานี้จะหายไปเองหลัง
คลอด นอกจากนี้จากการกดของศีรษะทารกตอทางคลอดทำใหเกิด
การบวมของหนังหุมศีรษะ (Caput succedaneum) จัดเปนภาวะ
ปกติจะหายภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด
2.3 การเปลี่ยนแปลงดานจิตใจ ในระยะเริ่มตนของการเจ็บครรภ (Early labor) มารดาจะตื่นเตน
และพูดคุยมาก และมีความกังวล เมื่อเขาสูระยะกาวหนาของการ
คลอดจะมีความปวดมากอาจรองเมื่อปวดและตึงเครียดมาก
สวนระยะเปลี่ยนผานจะปวดมากที่สุดควบคุมตนเองไมได
81
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
การเปลี่ยงแปลงดานตาง ๆ ลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
การสนับสนุนใหแรงเสริมทางบวก เมื่อเขาสูระยะที่ 2 ของการคลอด
จะมีการตอบสนองหลากหลายจะตื่นเตนที่จะไดเห็นหนาทารก
อาจวิตกกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของทารก
กลาวไดวา การคลอดกอใหเกิดความเครียดแกมารดาเปนสวน
ใหญ ในมารดาที่มีความปวด กลัว และวิตกกังวล ยิ่งทำใหเกิดภาวะ
เครียดไดสูง ซึ่งจะขัดขวางความกาวหนาของการคลอด เนื่องจาก
รางกายตองใชน้ำตาลมากขึ้น ทำใหการนำน้ำตาลไปใชในการหดรัด
ตัวของมดลูกไดไมดี มีการหลั่งของ Catecholanines มาก ทำให
ตัวรับเบตา (Beta receptor) ของมดลูกถูกกระตุน จึงยับยั้งการหด
รัดตัวของมดลูก สารจากตอมหมวกไตทำใหเลือดไปเลี้ยงมดลูกลดลง
นอกจากนี้ มารดาทนตอความปวดไดนอยสิ่งเหลานี้ยิ่งทำใหมารดา
เครียดมากขึ้นเปนลูกโซ
มารดาในระยะคลอดจะมีความกลัวตาย กลัวทารกไมปลอดภัย กลัว
ปวด กลัวทุกขทรมาน และกลัวการสูญเสียความรูสึกมีคุณคา
โดยเฉพาะอยางยิ่งในครรภแรกจะมีความกลัวมาก กลัวเวลาในระยะ
คลอดนาน และกลัวทุกขทรมานจากการปวด
นอกจากนี้ มารดาจะมีการเปลี่ยนแปลงการรับรูเกี่ยวกับเวลา
โดยมารดาจะรูสึกวาเวลาในปลายระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ของการ
คลอดนานมากเหมือนจะไมสิ้นสุดและความสามารถในการคิด
ไมชัดเจน
2.4 การเปลี่ยนแปลงดานสังคม ในระยะคลอดมารดาต องมานอนโรงพยาบาล ทำใหมีการ
เปลี่ยนแปลงทางสังคมของมารดา เชน มารดาตองลางาน สามีตอง
ลางานมาเฝามารดาหรือดูแลบุตรที่อยูที่บาน หรือตองใหบิดา มารดา
มาชวยเลี้ยงดูบุตรที่บานหรือเฝาบานให ครอบครัวมีการสูญเสียรายได
และมีรายจายเพิ่มขึ้น บางครอบครัวอาจมีภาวะเครียดทางดาน
เศรษฐกิจได
นอกจากนี้ ครอบครัวมีการเปลี่ยนแปลง คือ สมาชิกในครอบครัว
มีความรูสึกเปนเจาของทารก จัดหาสิ่งตาง ๆ ไวรองรับมารดาและ
ทารก มีหนาที่เลี้ยงดูทารกและใหการชวยเหลือมารดา มีการ
เปลี่ยนแปลงของความสัมพันธในครอบครัว และการคลอดของมารดา
อาจทำใหครอบครัวของมารดาอยูในภาวะวิกฤติ สามีที่ไมไดรับการ
82
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
การเปลี่ยงแปลงดานตาง ๆ ลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
เตรียมตัวจะมีความเครียดไดสูง อยางไรก็ตาม ในสามีบางรายอาจมี
ความตื่นเตนยินดีที่จะไดเห็นหนาบุตร
2.5 การเปลี่ยนแปลงทาง
จิตวิญญาณ
การเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณเปนสิ่งที่วัดไดยาก ในระยะคลอด
มารดามีประสบการณไดหลากหลาย เชน มารดาที่ไดรับการใหสารน้ำ
ทางเสนเลือดดำ บางรายมักจะคิดวาตนเองอยูในภาวะเจ็บปวยและ
รูสึกวาตนเองสูญเสียการควบคุมสถานการณ หรือสูญเสียพลังอำนาจ
มีการศึกษาในมารดาชาวยิว พบวา ในระยะคลอดมารดา
มีประสบการณวาการคลอดมีทั้งความทุกขและความสุข มีความรูสึก
วาตนเองมีพลัง การคลอดมีคุณคา และการคลอดเปนประสบการณ
ดานจิตวิญญาณ มารดาที่การคลอดเปนไปตามความคาดหวังจะทำให
มารดารูสึกมีคุณคา ความรูสึกมีคุณคาของบุคคลเปนมิติทางจิต
วิญญาณ สวนมารดาที่การคลอดไมเปนไปตามความคาดหวัง
เชน ควบคุมตัวเองไมไดอาจมีความรูสึกละอายผิดหวัง และความรูสึก
มีคุณคาลดลง
ตารางที่ 3.1 แสดงการเปลี่ยนแปลงของมารดาและทารกในครรภ ในระยะคลอด
สรุปไดวา ในระยะคลอดมีการเปลี่ยนแปลงหลายอยาง โดยมีการเปลี่ยนแปลงนำกอนเขาสูระยะ
คลอด การเปลี่ยนแปลงประกอบดวยการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของมารดาและทารกในครรภ
การเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และการเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณ ดังนั้น การดูแล
มารดาแบบองครวมจึงมีความสำคัญ
83
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
3. อาการแสดง สัญญาณเตือนการเจ็บทองคลอดบุตร กระบวนการคลอดบุตร
3.1 องคความรูเกี่ยวกับอาการแสดง สัญญาณเตือนการเจ็บทองคลอดบุตร กระบวนการคลอดบุตร
ในทางการแพทยแผนไทย
ในตำราแพทยตำบลเลม 1 กลาวไววา กอนหนาจะถึงกำหนดคลอด 2-3 วัน รางกายไดรูสึกตัวกอน
จึงทำการเตรียมตัวไวสำหรับการคลอดบุตร คือ นมคัดแข็ง โยนี1บวม ลำหลอดสังวาส2 หดสั้นเขา ทองลด
ต่ำลงทุกที เพราะมดลูกไมไดทำการขยับขยายตัวเด็กต่ำลงมาทางลาง เพื่อนำทางใหเด็กรูทางออก มักมีอาการ
เทาเปนเหน็บและชา บางทีก็ทำใหบวมอยางที่เรียกวาลมคั่ง เพราะมดลูกไดกดทับเสนโลหิตใหญ ตอไปมดลูก
ก็ทำหนาที่ดังเกา คือขยับใหเอาศีรษะเด็กมาที่ปากมดลูก เพื่อจะดันใหปากมดลูกขยายออกในวันคลอดหรือ
กอนหนาสัก 1 วัน เมื่อปากมดลูกแยมออก จะมีกอนเสมหะที่จุกอยูตรงปากมดลูกนั้นหลุดมา บางทีมีโลหิต
สักเล็กนอยดวย”
เมื่อปากมดลูกแยมออกบางแลว ศีรษะเด็กจะดันเรงใหปากมดลูกเปด ตอนนี้รูสึกมีอาการปวดทอง
เพราะปากมดลูกถูกเด็กบังคับใหเปด คนเจามารยาหรือใจเสาะ มักเรงเราใหหมอชวยทำการฝนทองและคัด
มดลูก ที่มือหนักหรืออวดดี อาจจะทำใหเปนเหตุติดขัดก็เปนได เชนอาการปวดมีมากขึ้น เห็นหนาคนไขปลาด
ขึ้นเลยชวยขมสง ในตอนนี้จะขมใหแรงสักเทาใด ปากมดลูกยังไมเปดกวางพอแลว เด็กจะคลอดไมไดเปนอัน
ขาด เมื่อขมกอนเวลาที่ควรเชนนี้หัวเด็กมักกดลงกับกระดูกขื่อจนเปนรอยยุบ พอมดลูกเรงเด็กใหระเบิดปาก
มดลูก หัวเด็กจึงมักจะเลื่อนลงรอยเดิม เพราะกดเปนแองเสียแลว เด็กจะขยับใหเหมาะทาออกเปนการยาก
จึงบังเกิดการคลอดบุตรติดขัด เหตุเชนนี้เปนความโงเขลาของหมอที่ไมรูเทาทันการงานทำใหเกิดความ
ยากลำบาก มักจะมีกันบอยๆ บางคนทำกันถึงแกความตายก็มี”
เมื่อปากมดลูกขยายกวางออก กระเพาะน้ำคร่ำก็เลื่อนออกมาจุกอยูเปนถุงเล็กตรงหัวเด็ก ถาปาก
มดลูกเปดกวางเกือบจะถึงกำหนดคลอด ถุงเล็กนี้ก็ขาดออก เรียกกันวาน้ำทูนหัว3ออก เปนที่สังเกตวาจวนเวลา
คลอด ตอนนี้มดลูกเรงเด็กใหระเบิดปากมดลูกหนักขึ้น จึงรูสึกปวดดังจะออกลูก แมหมอเห็นเขาปวดมาก ก็เลย
ขมสงแตเปนการขมตามแรงเบง เพราะถาปากมดลูกเปดไมพอแลวจะขมออกไมได ปากมดลูกเปนประตูสำคัญ
ของการคลอดบุตร”
1โยนี: อวัยวะเพศหญิง
2
สังวาส: การอยูดวยกัน, การอยูรวมกัน, การรวมประเวณี, การรวมประเวณี
3
น้ำทูนหัว: นํ้าที่อยูในถุงนํ้าครํ่าซึ่งอยูรอบลูกในทอง ชวยหลอลื่นในการคลอด
84
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
3.2 องคความรูเกี่ยวกับอาการแสดง สัญญาณเตือนการเจ็บทองคลอดบุตร กระบวนการคลอดบุตร
ในทางการแพทยแผนปจจุบัน
3.2.1 อาการแสดงและสัญญาณการเจ็บทองคลอดบุตร
เมื่อใกลถึงกำหนดวันคลอด จะมีอาการเจ็บทองเตือน (Braxton Hicks contraction)
ซึ่งถานอนพักหรือไดพักเพียงพอ อาการเจ็บทองก็จะหายไปเอง
การเริ่มตนของการคลอด (Onset of labor) หมายถึง การเริ่มมีการหดรัดตัวของมดลูก
อยางนอย 20 นาที/ครั้ง และมดลูกหดรัดตัวสม่ำเสมอ หรือมีการหดรัดตัวของมดลูก 2-3 ครั้ง/ชั่วโมง แสดงถึง
การเริ่มตนเจ็บครรภจริง
ความแตกตางของอาการเจ็บครรภจริงและการเจ็บครรภเตือน
ปจจัยกำหนด
การเจ็บครรภเตือน
(Braxton Hicks contraction
หรือ False labor pain)
การเจ็บครรภจริง
(True labor pain)
ระยะเวลาในการหด
รัดตัวของมดลูก
1. หดรัดตัวไมสม่ำเสมอ
ชวงการหดรัดตัวจะหาง
2. ความถี่ของการหดรัดตัวของมดลูก
ไมเปลี่ยนแปลง
1.การหดรัดตัวของมดลูกเปนระยะๆคอยๆ
สม่ำเสมอ ถี่มากขึ้นจนกระทั่ง ปวดทุก
4-6 นาที (Interval) โดยชวงที่มดลูกบีบตัว
จะนาน ประมาณ 30-60 วินาที (Duration)
จากนั้นจึงคลายตัว อีก 4-5 นาที ก็จะเริ่ม
ปวดอีก
2. ความถี่ของการหดรัดตัวของมดลูกเพิ่มขึ้น
ความแรงของมดลูก
ในการหดรัดตัว
1. หดรัดตัวไมคอยแรง มีลักษณะแรง
สลับเบา
2. การเดินไมมีผลตอการเพิ่มหรือลด
ของการหดรัดตัวของมดลูก
1. หดรัดตัวแรงและนานขึ้น คลายกับมี
แรงดันที่ปากมดลูก
2. การหดรัดนตัวของมดลูดเพิ่มขึ้นเมื่อเดิน
ปากมดลูก ไมมีการเปลี่ยนแปลงของปากมดลูก ปากมดลูกถางขยายเพิ่มขึ้นและบางลง
สารคัดหลั่ง ไมมีสารคัดหลั่งออกทางชองคลอด มีสารคัดหลั่งออกทางชองคลอด
ความไมสุขสบาย
จากการหดรัดตัว
ของมดลูก
หดรัดตัวของมดลูกแตละครั้ง มักรูสึก
ที่บริเวณดานหนาของชวงทอง
หดรัดตัวของมดลูกแตละครั้งจะมีอาการ
เริ่มปวดจากดานหลังแลวราวมายัง
ดานหนาของชวงทอง
ตารางที่ 3.2 แสดงความแตกตางของอาการเจ็บครรภจริงและการเจ็บครรภเตือน
Interval: ระยะหางการหดรัดตัวของมดลูก
Duration: ระยะเวลาที่มดลูกหดรัดตัวครั้งหนึ่ง
85
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
นอกจากนี้ อาการแสดงและสัญญาณการเจ็บทองคลอดบุตรอื่น ๆ ไดแก
1. มีเลือดไหลออกทางชองคลอด จะเริ่มดวยเมือกเหนียว ๆ (Mucous plug) มูกปนเลือด
(Mucous show) และเลือด (Bloody show) แตถาเปนเลือดสด ๆ และปริมาณมากอาจเปนภาวะแทรกซอน
2. มีน้ำหรือของเหลวใสไหลออกจากชองคลอดในปริมาณมาก เชน เปยกชุม กระโปรง
หรือผาถุง ไมวาจะในทานั่ง หรือนอน น้ำใส ๆ ที่ไหลออกมาปริมาณมากนั้นก็คือน้ำคร่ำรอบตัวเด็ก ซึ่งเกิดจาก
การที่ถุงน้ำคร่ำแตกหรือรั่ว ดังนั้นมารดาควรรีบไปโรงพยาบาลเพื่อพบแพทยทันที
3.2.2 กระบวนการของการคลอดบุตร แบงไดเปน 4 ระยะ คือ
ระยะที่ 1 ของการคลอด (First stage of labor) นับตั้งแตสตรีตั้งครรภเริ่มมีการเจ็บครรภ
จริง (True labour pain) จนถึงมีการเปดขยายของปากมดลูก จนหมด 10 เซนติเมตร (Fully dilatation of
cervix) เรียกไดวาระยะนี้เปนชวงที่อยูในระหวางการรอคลอด จะใชเวลาประมาณ 10 – 12 ชั่วโมงในครรภ
แรก และประมาณ 6 – 8 ชั่วโมงในครรภหลัง
ระยะที่ 2 ของการคลอด (Second stage of labor) เริ่มนับตั้งแตมีการเปดขยายของปาก
มดลูก 10 เซนติเมตร จนมารดาเริ่มเบงจนทารกออกจากปากมดลูกมาทั้งตัว หรือพนรางกายของมารดา
(พนชองคลอดแลว) เรียกวา “ตกฟาก” ใชเวลาประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง
ระยะที่ 3 ของการคลอด (Third stage of labor) หลังจากทารกคลอดออกมาแลวจนกระทั่ง
รกออก ใชเวลาประมาณ 20 นาที ระยะนี้เปนระยะอันตราย ถารกไมออกหรือฉีกขาด เศษรกติดอยูภายใน
จะทำใหเกิดผลเสียตามมา
ระยะที่ 4 ของการคลอด เปนระยะ 2 ชั่วโมงหลังคลอด หรือ 1 - 4 ชั่วโมงหลังคลอด เปนระยะ
การฟนตัวดานรางกายของมารดา
การคลอดบุตร: ในทางการแพทยแผนไทย ตามคัมภีรปฐมจินดา เรียกวา ครรภประสูติ จะเกิดลมเบงที่เรียกวา
“ลมกัมมัชวาต” พัดเสนและเอ็นที่รัดรึงตัวทารกใหกลับเอาศีรษะลงเบื้องต่ำ โดยทาของทารกที่ออกจากชองทวารของมารดา
การรอง และความยากงายในการคลอดจะทำนายไดวาทารกเลี้ยงงายหรือยาก ดังนี้
• ถาทารกคลอดในทาคว่ำแลวรองขึ้น ทำนายวาทารกนั้นเลี้ยงงาย
• ถาหงายออกมาแลวรองขั้น ทำนายวาเลี้ยงยาก
• ถาตะแคงออกมา ทำนายวาเลี้ยงไมงายไมยาก
ระยะการคลอด:บางตำราแบงเปน 3 ระยะ ไดแก
 ระยะเจ็บครรภ เริ่มตั้งแตปากมดลูกเปดจนถึงปากมดลูกเปดเต็มที่ (ประมาณ 10 เซนติเมตร)
 ระยะคลอด ตั้งแตเริ่มเบงจนทารกคลอดออกมาทั้งตัว
 ระยะรกคลอด คือ ระยะที่รางกายขับเอารกและเยื่อหุมเด็กออกมา
86
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
4. เทคนิคการลดอาการเจ็บปวดขณะคลอด
ขณะรอคลอดมารดาอาจมีความกลัว ความวิตกกังวลในการคลอดลูกเกิดขึ้นไดเปนธรรมดา
ทั้งความไมรูวาจะเกิดอะไรขึ้นขณะคลอด การเจ็บครรภคลอด กรณีที่ผูคลอดมีความเจ็บปวดมาก ไมสามารถ
ทนความเจ็บปวดได แพทยอาจให Analgesic และ Sedatives drug นอกจากนี้ ยังมีเทคนิคตาง ๆ ที่ชวยลด
การเจ็บครรภคลอดได ดังนี้
4.1 เทคนิคการลดอาการเจ็บปวดขณะรอคลอดดวยการหายใจ (Breathing)
การหายใจเพื่อผอนคลายและลดความเจ็บปวดขณะรอคลอด เปนการฝกที่สงบ สะดวกสบายและ
ผอนคลาย สามารถปฏิบัติไดตั้งแตตั้งครรภ ทั้งนี้ ควรฝกการหายใจใหเคยชินเพื่อใหปฏิบัติไดคลองแคลว
ในระหวางเจ็บครรภ วิธีการดังนี้
ระยะเริ่มเจ็บครรภ เมื่อมดลูกหดรัดตัวใหหายใจเขาทางจมูกชา ๆ ลึก ๆ แลวหายใจออกทางปากยาว ๆ
เปนจังหวะสม่ำเสมอตลอดการหดรัดตัวของมดลูก
ระยะการเจ็บครรภถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น เมื่อปากมดลูกเปดประมาณ 8-10 เซนติเมตร ใหหายใจ
เขาออกทางปาก หายใจสั้น ๆ ตื้น ๆ เบา ๆ ประมาณ 4 ครั้งติดตอกันแลวเปาลมออก 1 ครั้ง หายใจแบบนี้ไป
เรื่อย ๆ ขณะมดลูกหดรัดตัว เมื่อมดลูกเริ่มคลายตัวจึงหายใจเขา-ออกลึก ๆ ยาวเปนปกติ (การเปาออกเพื่อลด
แรงดันจากมดลูกและเพื่อไมไหเกิดการเบง)
ระยะเบงคลอด ใหสูดลมหายใจเขาทางจมูกใหเต็มที่ กลั้นหายใจ ปดปาก กัมหนาคางชิดอก เบงลม
เหมือนถายอุจจาระ ขณะเบงควรอยูในทาศีรษะสูงกวาตัว นานครั้งละ 6-8 วินาที หรือนับ 1-10 (ในใจ)
แลวผอนคลายลมหายใจออกทางปาก และสูดลมหายใจเขาแลวเบงซ้ำอีก จนกระทั่งมดลูกคลายตัว
จึงหายใจแบบชา ๆ เพื่อรอการเจ็บครั้งตอไป จนกวาลูกจะคลอด (มดลูกหดรัดตัวครั้งหนึ่งสามารถเบงได 2-3 ครั้ง)
4.2 เทคนิคการลดอาการเจ็บปวดขณะรอคลอดดวยการลูบหนาทอง (Effleurage)
การลูบหนาทองเปนการเบี่ยงเบนความสนใจจากบริเวณที่เจ็บปวดไปยังที่อื่น และในขณะเดียวกันยัง
เปนการกระตุนพลังประสาทบริเวณผิวหนังทําใหไมมีการสั่งสัญญาณประสาทความเจ็บปวดไปยังสมอง
จึงสงผลใหแมตั้งครรภในระยะเจ็บครรภไมเกิดการรับรูตอความเจ็บปวด ดังนั้น การลูบหนาทองจึงเปนการ
บรรเทาความเจ็บปวดในระยะคลอดไดอยางมีประสิทธิภาพ
วิธีการลูบหนาทอง
 นั่งหรือนอนในทาผอนคลาย
 ทํามือทั้งสองขางใหมีลักษณะเปนอุงมือซึ่งเหมือนกับพนมมือ
 วางมือทั้งสองขางเหนือหัวหนาวแลวลูบขึ้นไปทางมดลูกโดยให สัมพันธกับการหายใจเขา ลูบมือทั้ง
สองขางผานลงมาที่จุดเริ่มตนใหม อาจลูบเปนวงกลม หรือเลขแปดก็ได โดยใหสัมพันธกับการหายใจออก
สําหรับการลูบหนาทอง ใหทําทุกครั้งที่มดลูกเริ่มหดรัดตัว โดยปฏิบัติอยางสม่ำเสมอ จะชวยบรรเทาความ
เจ็บปวดในระยะคลอดได
87
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
4.3 เทคนิคการลดอาการเจ็บปวดขณะรอคลอดดวยการนวดไทย1
ในระยะรอคลอด หญิงตั้งครรภจะมีอาการปวดบริเวณหลัง กระเบนเหน็บ และหนาขา เนื่องจาก
มีเสนประสาทรับความรูสึกผานกนกบและหลังสวนลาง ซึ่งสามารถนำศาสตรการแพทยแผนไทย (ดานการ
นวดไทย) มาใชเพื่อลดความเจ็บปวดขณะคลอดได
การนวดเปนการกระตุนเนื้อเยื่อภายในรางกาย และกระตุนการหมุนเวียนของโลหิตไปตาม
บริเวณที่มีการนวด ทําใหกลามเนื้อเกิดการคลายตัว ลดการปวดเมื่อย โดยใชการนวดพื้นฐานทานอน น้ำหนักเบา
ในกรณีที่พบวามีอาการปวดมากจะนวดเฉพาะพื้นฐานหลัง พื้นฐานขาดานนอก พื้นฐานขาดานใน
ทานวด “พื้นฐานขา”
ทานวด “พื้นฐานหลัง”
ทานวด “พื้นฐานขาดานนอก”
ทานวด “พื้นฐานขาดานใน”
1เทคนิคการลดอาการเจ็บปวดขณะรอคลอดดวยการนวดไทย: คทง.จัดทำแนวทางการดูแลดานการผดุงครรภ
ดวยการแพทยแผนไทยในสถานบริการสาธารณสุข แนะนำวาสามารถทำไดในทุกระยะที่มีความปวด ขณะรอคลอด
88
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
4.4 เทคนิคการลดอาการเจ็บปวดขณะรอคลอดดวยศาสตรมณีเวช1 สามารถทำไดในมารดา
รอคลอดที่ไมมีความเสี่ยงสูง เมื่อปากมดลูกเปด 3 เซนติเมตร (เขาสูระยะ Active phase) โดยใหคุณแม
นั่งทานั่งรอคลอดมณีเวช (ทาผีเสื้อ) ดังนี้
 นั่งตัวตรง ฝาเทาทั้งสองขางประกบกัน พยายามดึงเทาทั้งสองขางใหชิดตัวเทาที่ทำได
มือสองขางกดเขาใหติดเตียง แบะหนาขาออก เหยียดแขนและใชฝามือกดเขาทั้งสองขางของคุณแมลงใหติดพื้น
มากที่สุด อาจใหคุณแมกดเองหรือเจาหนาที่ชวยกดก็ได กดคางไวนานประมาณ 10-20 วินาที หรือนับ 1-20
แลวปลอยเขาใหคลายพักสักครู กดซ้ำเชนนี้ทั้งหมด 3 ครั้ง นับเปน 1 รอบ แลวนั่งพัก ในระหวางนั้นใหนั่งเทา
ประกบกันไว หากเมื่อยสามารถเอนนอนไดบางแตพยายามใชเทาประกบไว ใหทำซ้ำทุก ๆ 15-20 นาที
โดยกดซ้ำ 3 ครั้งตอรอบ
 ในระหวางนั่งรอหากมีอาการเจ็บครรภขณะมดลูกหดรัดตัว ใหคุณแมหายใจเขาใหเต็มปอด
กลั้นลมหายใจแลวงอขอศอกโนมตัวไปขางหนากดเขาใหติดพื้นคางไวสักครูแลวหายใจออก สามารถทำทุกครั้ง
ที่มีอาการขณะมดลูกหดรัดตัวจนกวาจะคลอด การนั่งทาผีเสื้อแบบมณีเวชจะชวยลดระยะเวลาการคลอด
ชวยใหปากมดลูกเปดเร็ว ลดความเจ็บปวดและลดปริมาณการสูญเสียเลือดและอัตราการตกเลือด
ทาผีเสื้อจะชวยยืดกลามเนื้อหนาขาใหหายเกร็ง ชวยปรับสมดุลบริเวณอุงเชิงกรานใหอุงเชิงกราน
ขยาย มีปริมาตรมากขึ้น และลดการกดเบียดของมดลูกตอเสนประสาท เสนเลือด ทอน้ำเหลือง รวมทั้งอวัยวะ
ตางๆในชองทอง ชวยลดระยะเวลาการคลอด ชวยใหปากมดลูกเปดเร็ว ลดความเจ็บปวดและลดปริมาณการ
สูญเสียเลือดและอัตราการตกเลือด
ภาพที่ 3.1-3.2 แสดงมณีเวช (ทาผีเสื้อ) สำหรับมารดารอคลอด (แบบมีเจาหนาที่ชวย)
1เทคนิคการลดอาการเจ็บปวดขณะรอคลอดดวยศาสตรมณีเวช: คทง.จัดทำแนวทางการดูแลดานการผดุงครรภดวย
การแพทยแผนไทยในสถานบริการสาธารณสุข แนะนำวาไมควรทำรวมในสตรีตั้งครรภที่มีการใชยาเรงคลอด (Oxytocin
หรือ Syntocinon) เพื่อกระตุนการเจ็บครรภ (Induction of labour) หรือชวยเพิ่มการหดรัดตัวของมดลูก เพราะจะทำให
ไมไดผล
89
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
ภาพที่ 3.3-3.6 แสดงมณีเวช (ทาผีเสื้อ) สำหรับมารดารอคลอด (ทำดวยตนเอง)
การศึกษา พบวา การนั่งทาผีเสื้อแบบมณีเวชในขณะรอคลอดชวยใหปากมดลูกเปดเร็วกวาการนอน
รอคลอดแบบปกติไดอยางมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การทำมณีเวชในขณะรอคลอดยังชวยลดอาการปวดทอง
ลงรอยละ 23 และลดอาการปวดหลังลงรอยละ 33 โดยไมพบความผิดปกติการเตนของหัวใจทารกและไมพบ
การหดรัดตัวที่มากผิดปกติของมดลูก
นอกจากนี้ ยังพบการศึกษาเกี่ยวกับศาสตรมณีเวชขณะรอคลอด ดังนี้
1. ผลของการจัดทาผีเสื้อประยุกตตอความปวด และเวลาในระยะปากมดลูกเปดเร็วในหญิงระยะคลอด
เปนงานวิจัยกึ่งทดลอง ศึกษาในหญิงตั้งครรภปกติ จำนวน 60 ราย (กลุมทดลอง 30 ราย กลุมควบคุม30 ราย)
โดยกลุมทดลองทำมณีเวชทานั่งผีเสื้อ กลุมควบคุมนอนรอคลอดปกติ ผลการศึกษาพบวา คาเฉลี่ยเวลาเปดปาก
มดลูกกลุมทดลองนอยกวากลุมควบคุม (กลุมทดลอง = 155.17 นาที กลุมควบคุม = 207.50 นาที)
2. การนั่งทาผีเสื้อตอการเปดปากมดลูกในขณะรอคลอด เปนงานวิจัยแบบ RCT ศึกษาในหญิง
คลอดธรรมชาติ ปากมดลูกเปด >3 ซม. และไดรับยาเรงคลอด จำนวน 48 ราย (กลุมทดลอง 24 ราย,
กลุมควบคุม 24 ราย) โดยกลุมทดลองทำมณีเวชทานั่งผีเสื้อ กลุมควบคุมนอนรอคลอดปกติ ผลการศึกษาพบวา
คาเฉลี่ยเวลาเปดปากมดลูกกลุมทดลองนอยกวากลุมควบคุม (กลุมทดลอง = 19.6 นาที/ซม. กลุมควบคุม
= 29.4 นาที/ซม.)
90
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
3. การนั่งรอคลอดทาผีเสื้อแบบมณีเวชตอการเจ็บครรภในระยะปากมดลูกเปดเร็วเปนงานวิจัย
แบบ Cross Over Design ศึกษาในหญิงที่ตั้งครรภแรก คลอดธรรมชาติ ปากมดลูกเปด >3 ซม. จำนวน 60 ราย
โดยทำมณีเวชทานั่งผีเสื้อกอนและหลังการนอนรอคลอดปกติ ผลการศึกษาพบวา ชวยลดอาการปวดการเจ็บ
ครรภคลอด (โดยคาเฉลี่ยระดับคะแนนปวดหลังลดลงรอยละ 33 และปวดทองลดลงรอยละ 23) ทั้งนี้ ไมพบ
ความผิดปกติการเตนหัวใจทารกและไมพบการหดรัดตัวที่มากผิดปกติของมดลูก
4. ผลของโปรแกรมการจัดทาโดยใชศาสตรมณีเวชตอระยะเวลาปากมดลูกเปดเร็วและความ
พึงพอใจตอการคลอดในผูคลอดครรภแรก เปนงานวิจัยแบบ Comparative Experimental Design
(Two group postest-only design) ศึกษาในหญิงที่ตั้งครรภแรก คลอดธรรมชาติ ปากมดลูกเปด <4 ซม.
เมื่อเขาโปรแกรม และไมไดยาเรงคลอด จำนวน 50 ราย (กลุมทดลอง 25 ราย, กลุมควบคุม 25 ราย) โดยกลุม
ทดลองไดรับการดูแลปกติและทำมณีเวช (ระยะปากมดลูกเปดชาใชทายืน 4 ทา, ระยะปากมดลูกเปดเร็วใช
(ทานั่งขัดสมาธิและทาผีเสื้อ) กลุมควบคุมไดรับการดูแลปกติ ผลการศึกษาพบวา กลุมทดลองมีคาเฉลี่ย
ระยะเวลาปากมดลูกเปดเร็วสั้นกวากลุมควบคุม 144 นาที (กลุมทดลอง =226.40 นาที กลุมควบคุม =370.40 นาที)
และมีความพึงพอใจตอการคลอดมากกวากลุมควบคุม (กลุมควบคุม =103.44 คะแนน กลุมทดลอง =127.16 คะแนน)
5. การพัฒนาการดูแลแบบผสมผสานดวยศาสตรมณีเวชในหญิงครรภแรก เปนงานวิจัยแบบ R&D
ในระยะที่ 1 กลุมที่ 1 ไดรับการดูแลปกติรวมกับทำมณีเวช (N=16) กลุมที่ 2 ดูแลปกติ (N=16) กลุมที่ 3 ใชยา
เรงคลอด (N=31) ระยะที่ 2 กลุมทดลองไดรับการดูแลปกติรวมกับทำมณีเวช (N=30) กลุมควบคุมไดรับการ
ดูแลปกติ (N=30) โดยมณีเวชจะทำทายืน ทาเดิน ทาขัดสมาธิ ทาผีเสื้อ ผลการศึกษาพบวา ระยะที่ 1 กลุมที่ใช
มณีเวชลดเวลาในระยะคลอดไดมากกวากลุมที่ไดรับการดูแลปกติและกลุมที่ไดยาเรงคลอด (3 ชม.
48 นาที, 5 ชม.22 นาที และ 4 ชม.37 นาที ตามลำดับ) ระยะที่ 2 กลุมทดลองมีคะแนนความเจ็บปวดลดลง
กวากลุมควบคุม (ทั้งระยะปากมดลูกเปดนอยกวา 3 ซม. และ 6-8 ซม.) และมีระยะเวลาคลอดนอยกวา
กลุมควบคุม (กลุมควบคุม = 292.73 นาที, กลุมทดลอง = 227.17 นาที) และมีความพึงพอใจมากกวา
กลุมควบคุม (กลุมควบคุม =รอยละ 86 กลุมทดลอง =รอยละ 88)
6. ผลของโปรแกรมการบริหารรางกายแบบมณีเวชรวมกับการหายใจแบบปราณายามะตอการเจ็บ
ครรภคลอดและระยะเวลาคลอดของหญิงตั้งครรภแรก เปนงานวิจัยแบบกึ่งทดลอง ศึกษาในหญิงที่คลอด
ธรรมชาติครรภแรก จำนวน 52 ราย (กลุมทดลอง 26 ราย กลุมควบคุม 26 ราย) โดยกลุมทดลองในระยะปาก
มดลูกเปดชาใชทางูแมวเตา ทาผีเสื้อ รวมกับการหายใจแบบปรารายามะ และระยะปากมดลูกเปดเร็ว
ใชทาผีเสื้อ สวนกลุมควบคุมไดรับการดูแลปกติ ผลการศึกษาพบวา กลุมทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการเจ็บครรภ
(ระยะที่ 1 และ 2 ของการคลอด) นอยกวากลุมควบคุม และระยะเวลาการคลอดในระยะปากมดลูกเปดชา
สั้นกวากลุมควบคุม
7. ผลการใชทานั่งมณีเวชตอระดับความทุกขทรมานและระยะเวลาการคลอดในผูคลอดปกติ
เปนงานวิจัยแบบกึ่งทดลอง ศึกษาในหญิงคลอดธรรมชาติ ปากมดลูกเปด 3 ซม. จำนวน 60 ราย (กลุมทดลอง
30 ราย กลุมควบคุม 30 ราย โดยกลุมทดลองทำมณีเวชทาผีเสื้อ กลุมควบคุมไดรับการดูแลปกติ ผลการศึกษา
91
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
พบวา กลุมทดลองมีระดับความทุกขทรมานจากการเจ็บครรภคลอดนอยกวากลุมควบคุม (กลุมทดลอง =5.74
กลุมควบคุม =6.81) และระยะเวลาในการคลอดทั้งระยะที่ 1 และระยะเวลาคลอดทั้งหมดนอยกวากลุม
ควบคุม (กลุมทดลอง =350.6 นาที กลุมควบคุม =396.6 นาที)
8. ประสิทธิผลของการใชแผนการจัดทานั่งแบบมณีเวชในหญิงระยะคลอดตอระดับความเจ็บปวด
เวลาในระยะปากมดลูกเปดเร็วและระดับการรับรูตอประสบการณการคลอดของหญิงในระยะคลอด
เปนงานวิจัยแบบกึ่งทดลอง ศึกษาในหญิงที่คลอดธรรมชาติ ปากมดลูกเปด 4 ซม. และไมใชยาเรงคลอด
จำนวน 57 ราย (กลุมทดลอง 29 ราย กลุมควบคุม 28ราย) โดยกลุมทดลองทำมณีเวชทาผีเสื้อรวมกับการดูแล
ปกติ กลุมควบคุมไดรับการดูแลปกติ ผลการศึกษาพบวา กลุมทดลองระยะเวลาการคลอดรวมระยะ Active
phase ของการคลอดนอยกวากลุมควบคุม (กลุมทดลอง = 78.45 นาที กลุมควบคุม =207.14 นาที) และกลุม
ทดลองมีคะแนนการรับรูประสบการณการคลอดมากกวากลุมควบคุม (กลุมทดลอง =44.38 กลุมควบคุม
=35.29) และกลุมทดลองและกลุมควบคุมมีระดับความเจ็บปวดบริเวณทองและหลังสวนลาง
ในระยะปากมดลูกเปดเร็วไมแตกตางกัน
9. ผลการใชทานั่งมณีเวชตอระดับความเจ็บปวด ระยะเวลาการคลอดและปริมาณการสูญเสีย
เลือดในผูคลอดปกติ เปนงานวิจัยแบบกึ่งทดลอง, Multicenter study ศึกษาในหญิงที่คลอดธรรมชาติ
ปากมดลูกเปด 4 ซม. และไมใชยาเรงคลอด จำนวน 620 ราย (กลุมควบคุม 310 ราย กลุมทดลอง 310 ราย)
โดยกลุมทดลองทำมณีเวชทาผีเสื้อ กลุมควบคุมนอนรอคลอดปกติ ผลการศึกษาพบวา กลุมทดลองมีระดับ
ความเจ็บปวดที่ระยะปากมดลูกเปดมากกวา 3 ซม. ต่ำกวากลุมควบคุม และระยะเวลาการคลอดในระยะ
ที่ 1-3 นอยกวากลุมควบคุม และปริมาณการสูญเสียเลือดนอยกวากลุมควบคุม (กลุมทดลอง =270.5 มล.
กลุมควบคุม =341.9 มล.) และอัตราการใชเครื่องสูญญากาศนอยกวากลุมควบคุม (กลุมทดลอง =รอยละ 5.5
กลุมควบคุม =รอยละ 12.6) และการตกเลือดหลังคลอดนอยกวากลุมควบคุม (กลุมทดลอง =รอยละ 4.8
กลุมควบคุม =รอยละ 12.9) มณีเวชชวยลดโอกาสการตกเลือดได รอยละ 68.5
10. ผลของการใชทามณีเวชตอการเผชิญความเจ็บปวดและระยะเวลาคลอดในหญิงครรภแรก
เปนงานวิจัยแบบกึ่งทดลอง ศึกษาในหญิงครรภแรก จำนวน 60 ราย (กลุมควบคุม 30 ราย กลุมทดลอง
30 ราย) โดยกลุมทดลองทำมณีเวช (ทายืน ทาเดิน ทาขัดสมาธิ ทาผีเสื้อ) รวมกับไดรับการดูแลปกติ สวนกลุม
ควบคุมนอนรอคลอดปกติ ผลการศึกษาพบวา กลุมทดลองมีระดับความเจ็บปวดขณะมดลูกหดตัวในระยะปาก
มดลูกเปด 6-8 ซม.ต่ำกวากลุมควบคุม และระยะเวลาคลอดระยะปากมดลูกเปดเร็วนอยกวากลุมควบคุม
(กลุมทดลอง =194.60 นาที, กลุมควบคุม =261.17 นาที)
11.ผลของการใชศาสตรมณีเวชลดระยะเวลาเจ็บครรภคลอด เปนงานวิจัยแบบกึ่งทดลอง ศึกษาใน
หญิงครรภแรก จำนวน 60 ราย (กลุมควบคุม 30 ราย กลุมทดลอง 30 ราย) โดยกลุมทดลองทำมณีเวชทาผีเสื้อ
กลุมควบคุมนอนรอคลอดปกติ ผลการศึกษาพบวา กลุมทดลองใชระยะเวลาในการคลอดในระยะที่ 1
และระยะที่ 2 นอยกวากลุมควบคุม (ระยะที่ 1 กลุมควบคุม =11 ชม.56นาที, กลุมทดลอง =9 ชม. 25 นาที
และระยะที่ 2 กลุมควบคุม =23 นาที, กลุมทดลอง =18 นาที)
92
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
5. การดูแลมารดาในระยะแรกคลอด
5.1 การชวยหญิงเมื่อคลอดลูกแลวในทางการแพทยแผนไทย ดังนี้
ทำใหมดลูกเขาอู
เมื่อเด็กคลอดออกแลว เอามือกดคลึงมดลูกเตือนใหยุบตัว แลวเอามือกดไวใหตึงตัว เปนการชวยให
มดลูกเขาอูไดดี เมื่อเด็กออกทันใดนั้นควรใหกินยาฟลูอิด เอกสะแตรกเออกัต 1 ชอนกาแฟ เพื่อเปนยาเรง
มดลูกใหหดตัว ยานี้ตอไปกิน 4 ชั่วนา ิกา ครั้ง 1 สัก 2 วัน แลวกินวันละ 1-2 ครั้ง อีก 2-3 วันก็พอ
เพราะการใชเออกัตมากนัก มักทำใหน้ำนมแหง ถามดลูกเขาอูดีแลว ก็มิไดตองการยานี้มากนัก จึงใชใหคุณดี
ราว 2-3 วัน เทานั้น
ชำระโสโครก จงเอาน้ำยาใสสูบลางชำระชองสังวาสใหสะอาด เช็ดลางเลือดที่เปอนแลวจึงผลัดผา
การชำระชองสังวาสนี้ ตอไปลางทุกชั่วนา ิกาไดยิ่งดี ถาโลหิตหยุดแลว ควรลางวันละ 3-4 ครั้ง จนน้ำคาวปลา
หยุด เปนการปองกันพิษโสโครก และเนาเปนมุตกิจ สวนแผลถาขาดมากควรเย็บบางก็ไดธรรมดาใชใสยาและ
หมั่นชะลางใหสะอาดไวแลวแผลก็จะหายไดสนิท เวนแตจะทำใหโสโครกเทานั้น
การดูแลมารดา
หามลุกยืนตั้งแตเด็กออกแลวเปนตนไป หามมิใหยืน ถาจะผลัดเปลี่ยนผานุง นอนผลัดก็ได เพราะถา
ยืนมักจะเปนลมหนามืดลมลงทันที ถึงจะคอยพยุงอยูมิใหลมไดก็ไมควร เพราะทำใหแพแรงมากนัก ตอไปก็หาม
มิใหยืนหรือนั่ง เมื่อครบ 5 วัน แลวนั่งได (ในปจจุบัน เมื่อครบ 2 ชั่วโมงหลังคลอด สังเกตอาการถาไมมี
ภาวะแทรกซอน ไมเสียโลหิตมาก ก็ใหลุกนั่งได) ครบ 7-8 วัน มดลูกยุบตัวดีแลว จึงยืนได ที่หามเชนนี้กัน
โรคมดลูกซุดเคลื่อนหรือตะแคงเพราะขั้วมดลูกยืดยานออกมาก เมื่อยืนตัวมดลูกถวงลงมา จึงทำใหชองสังวาส
พับซน บังเกิดเปนโรคนี้ขึ้น เปนการลำบากภายหลัง แมเปนอยางนอยที่ตะแคง อาจจะทำใหเกิดบุตรยาก
ภายหลังก็เปนได
การรัดทอง เมื่อผลัดผาเรียบรอยดี จงเอาผาทำเปนวงพวงมาลัย โดยขนาด 1 นิ้วกวา ๆ วงกวางสัก
4-5 นิ้ว วางที่หนาทองครอมมดลูกพอรอบตัว แลวเอาผาผืนยาว ขนาดกวาง 6-7 นิ้ว รัดรอบสะเอว ทับผาที่
วงไวใหกดมดลูกพอตึงตัว เพื่อกันมดลูกตะแคง เมื่อทำกับมารดาเรียบรอยแลว จงรีบทำการชวยเด็กตอไปทันที
5.2 ภาวะที่ตองเฝาระวังในระยะแรกคลอด ในทางแผนปจจุบัน
การแพทยแผนปจุบันนั้น ในชวง 24 ชั่วโมงแรกหลังมารดาคลอด จำเปนตองเฝาระวัง ภาวะตกเลือด
หลังคลอด ซึ่งเปนสาเหตุอันดับตน ๆ ของการเสียชีวิตของสตรีทั่วโลก ทั้งในประเทศที่พัฒนาแลวและประเทศ
กำลังพัฒนา ซึ่งการตกเลือดหลังคลอดเปนสาเหตุการเสียชีวิตของสตรี รอยละ 25 โดยมีอัตราการตกเลือดหลังคลอด
ประมาณรอยละ 5-8 ของการคลอดทั้งหมด สำหรับประเทศไทย มีอัตราการตกเลือดหลังคลอดรอยละ 4.35
ภาวะตกเลือดหลังคลอด หมายถึง ภาวะที่มีการเสียเลือดหลังจากทารกคลอดทางชองคลอดตั้งแต
500 มิลลิลิตรขึ้นไป หรือมากกว่ำ 1,000 มิลลิลิตร ในกรณีผาตัดคลอดทางหนาทอง หรือเมื่อมีการลดลงของ
ความเขมขนของเลือด (Hematocrit) ตั้งแตรอยละ 10 หรือเสียเลือดตั้งแตรอยละ 1 ของน้ำหนักตัวมารดา
93
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
ชนิดของภาวะตกเลือดหลังคลอด จำแนกเปน 2 ชนิด ไดแก
1. การตกเลือดระยะแรก (Early postpartum hemorrhage หรือ Immediate postpartum
hemorrhage) เปนการตกเลือดภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอด
2. การตกเลือดระยะหลัง (Late postpartum hemorrhage) เปนการตกเลือดที่เกิดขึ้นภายหลัง
24 ชั่วโมงหลังคลอด ไปจนถึง 6 สัปดาหหลังคลอด
สาเหตุของภาวะตกเลือด ไดแก มดลูกหดรัดตัวไมดี (Uterine atony) พบประมาณรอยละ 70
การบาดเจ็บของชองทางคลอด (Lacerations of lower Genital tract) พบประมาณรอยละ 20 สวนของรก
คางในโพรงมดลูก (Retained placenta tissue) พบไดประมาณ รอยละ 10 ภาวะความผิดปกติในกลไกการ
แข็งตัวของเลือด (Abnormal of coagulation) พบประมาณรอยละ 1
อาการแสดงภาวะตกเลือด เริ่มแรกจะมีอาการเจ็บปวดอยางรุนแรงทันทีทันใดดานหนึ่งดานใดของ
มดลูก มดลูกโตและแข็ง เมื่อสัมผัสจะเจ็บ หนาทองตึงและเจ็บมาก เลือดออกมาก
การรักษาภาวะตกเลือดหลังคลอด มีแนวทาง 3 ประการ ไดแก
1. ดูแลรักษาทั่วไป
2. รักษาตามสาเหตุ เชน มดลูกหดตัวไมดี ใหยากระตุนเขาทางหลอดเลือดดำรวมกันการคลึงนวด
หากไมไดผลตองผาตัด ชองทางคลอดฉีกขาด เย็บแผลใหครอบคลุมไปถึงหลอดเลือดที่ฉีกขาดและหดรั้งพน
ขอบแผลเขาไป รกคาง ทำการลวงรกหรือขูดมดลูก มดลูกปลิ้น ตองรีบใหสารน้ำทางหลอดเลือดดำ ใหยาสลบ
แลวทำการพลิกมดลูกในอยูในสภาพปกติ น้ำคร่ำเขาไปในกระแสเลือด คือ ชวยพยุงระบบหายใจดวย
เครื่องชวยหายใจ แกไขภาวะความดันโลหิตต่ำโดยใหสารน้ำทางหลอดเลือด รวมทั้งแกไขภาวะเลือดไมแข็งตัว
3. ดูแลรักษาเพื่อชวยฟนคืนชีพในภาวะฉุกเฉิน
ซึ่งการรักษาอยางทันทวงทีจะชวยใหมารดาหลังคลอดปลอดภัย แตหากการประเมินและการดูแลรักษาลาชา
อาจนำไปสูภาวะตกเลือดรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต
6. การดูแลทารกในระยะแรกคลอด
6.1 การทำธุระกับเด็กที่คลอด ในทางการแพทยแผนไทย มีดังนี้
การรับทารกเมื่อแรกคลอด
เมื่อเด็กออก จงเอามือรับศีรษะเด็กไว อยาปลอยใหศีรษะถูกับพื้น เมื่อเด็กออกพนแลว จงวางเด็กไว
กับพื้นก็ได ใหนอนตะแคงขางขวา เพื่อชวยใหโลหิตในหัวใจที่หองบนขางขวาไปทะลุเขาหองดานซายนั้นเดิน
ออนลง ลิ้นขั้นตรงนี้จะไดเปดโดยสะดวก แลวจึงทำการควักเมือกในปากเด็กออกใหหมด เพื่อเด็กจะหายใจได
สะดวก
การเอาเมือกหรือเลือดในปากออก
หมอตำแยจะอุมเด็กใหคว่ำหนา แลวเอานิ้วมือลวงปากเด็กเพื่อควักเอาเมือกหรือเลือดในปากออก
เมือกนี้ถาไมควักออกทันที เด็กจะหายใจไมสะดวกเรียกวา “สำลักน้ำคร่ำ” เมื่อควักเมือกออกจากปากเด็กแลว
94
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
เด็กยังไมรองอุแว ตองตีกนเด็กใหแรงพอสมควรเพื่อใหเด็กรอง ถายังไมรองตองรอไวใหรกออกเสียกอน
แลวเอาหัวเสียมหรือเหล็กอะไรก็ไดเผาไฟใหแดง นาบที่รกใหความรอนแลนตามสายสะดือไปถึงหัวเด็ก เมื่อเด็ก
รูสึกรอนจะรองออกมา ถาทำอยางนี้แลวเด็กยังไมรอง ก็แสดงวาจะไมรอด ที่ไมรองเขาวาอาจมีกอนเลือดจุกคอ
อยูก็เปนได เพราะเผลอไปไมไดควักออกเมื่อเด็กรองออกมาไดแลว เอาผาหอตัวเด็กและทิ้งเด็กไวกอน ถาไมรีบ
เอาผาหอไว เด็กจะเปนสะพั้นหนาเขียวตายได เพราะผิดอากาศเย็นเกินไป ลางรายในตอนนี้เอาน้ำผึ้งและ
ทองคำเปลว ซึ่งเตรียมหาไวกวาดที่โคนลิ้นเด็กวาเปนทางกันโรคตานซาง วิธีกวาดเด็กดวยน้ำผึ้งและ
ทองคำเปลวจะมีทำกันบางแตชาวบานที่เขาใจ และมักใชน้ำผึ้งออกเดือน 5 ซึ่งถือวาเปนน้ำผึ้งดี ทางภาคภายัพ
ถือวาถาควักเอาเลือดในปากออกไมหมดและไมกวาดดวยน้ำผึ้งคำ คือน้ำผึ้งกับทองคำเด็กอาจเปนขางหรือเปน
ชาง แลวกลายเปนขี้คู คือเปนหืดได
การตัดสายสะดือ
เขาใชเชือกหรือดายดิบ (ลางทียอมครามเสียดวย) ผูกสายสะดือเปนสองเปลาะรัดใหแนน ทิ้งใหมีระยะ
วางหวางกลางตอนที่จะตัด ลางทีหักผูกคอกระตายเปน 3 เปลาะ และวาคาถา นโมพุทธายะทั้ง 3 เปลาะ ที่ผูก
แนนเพื่อไมใหเลือดลมเดินไดสะดวกเด็กจะไดรูสึกชา วาเวลาตัดสายสะดือเด็กจะไดไมรูสึกเจ็บมาก และให
เหลือสายสะดือ (หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งเปนคำสูงวาสายอุทร) สวนที่ติดตอกับสะดือเด็ก มีขนาดยาวเสมอเขาเด็ก
แลวเอาผิวไมรวกตัด หามตัดดวยเหล็กมีคม (ชาติตาง ๆ ในแหลมอินโดจีน เทาที่อานพบในหนังสือตาง ๆ ใชตัด
สายสะดือดวยผิวไมไผแทบทั้งนั้น) ที่เหลือสายสะดือติดตอกับสะดือเด็กไวยาว ถาวาเหลือไวมีขนาดสั้นเกินไป
เมื่อตัดแลวเลือดจะออกมาก ถาเปนเชนนี้ตองรีบแกเชือกหรือดายที่ผูกรัดเอาไวแลวผูกใหม รนขึ้นไปผูกใหแนน
เพื่อหามเลือด มิฉะนั้นถาเลือดออกไมหยุดเด็กจะเปนอันตรายได ตองเอาขมิ้นชันสด ๆ ฝนหรือตำพอก ถาพอก
แลวเลือดออกไมหยุด เปนอันหมดหนทางแก เด็กตองตายแน
วิธีตัด ใชกอนดินรองรับสายสะดือตางเขียง หรือใชแงงไพลแทนกอนดินก็มีแลวเอาผิวไมรวกตัด คือ
ถูสายสะดือตอนระหวางกลางตรงที่รัดไวใหขาดออกจากกัน ประเพณีภาคอีสานใชดายดำรัดสายสะดือ เอากอน
ถานรองรับสายสะดือ และใชกาบหอยที่มีคมตัด เรื่องวิธีตัดสายสะดือเหลานี้ เปนความรูเรื่องโบราณคดีได
ชิ้นหนึ่ง ทานผูใหญมีเมตตาเลาใหฟงวา ถาเปนเจานายชั้นพระองคเจาใชลิ่มทองรองเปนเขียง คงเปนประเพณี
ซึ่งเปลี่ยนไปทีหลังเมื่อมั่งมีแลว
อนึ่ง สายสะดือนั้นมีเปนเสนดำ ๆ อยูขางในเปนปลอง ๆ เรียกวา “เสนถานไฟ” ถามีเสนถานไฟถี่
ถือกันวาหญิงคนที่คลอดลูกคนนั้นตอไปจะมีลูกถี่ถามีเสนถานไฟหางก็จะมีลูกหาง
การลางไขเด็ก
จงเอาผาชุบน้ำมันมะพราวหรือน้ำมันสลัด เช็ดไขเด็กใหหลุดออกจนหมด เปดผาหมเช็ดแหงละนอย
เพื่อกันมิใหเด็กถูกอากาศเย็นมากนัก เมื่อเช็ดไขออกทั่วแลว จงเอาน้ำอุนจัด ๆ ใชน้ำที่สะอาด เอาเด็กลงแช
น้ำอุน ใชสบู ฟอกลางเอาน้ำมันที่ติดตามตัวออกจนสิ้น จงระวังสบูจะเขาตาเด็ก เมื่อลางสะอาดดีแลวเอาขึ้นมา
เช็ดตัว ผาหมใหหนา กกไวใหอุนสักประเดี๋ยว แลวทำการหอสะดือตอไป
95
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
การทำใหเด็กอุน
จงทำใหเด็กอุน เมื่อตัดสายสะดือแลว จงเอาผาหุมหอตัวเด็กไวใหอุน ควรมอบใหใครกกกอดไว เพื่อจะ
ไดไอตัว เด็กจึงจะรูสึกอุนดี การที่จะใหเด็กถูกอากาศเย็นนาน ๆ ยอมเปนโทษได เชน บังเกิดลมสะพาน เปนตน
เพราะเด็กอยูในทอง ไดรับความอบอุนดีอยู เมื่อออกมาขางนอก กระทบอากาศเย็นกวา จึงมักจะทำใหเปนโรค
ไดงาย และการที่เอาเด็กไปกกพักเสียเชนนี้ แพทยจะไดมีเวลาทำธุระแกมารดาอีกตอไป
การชวยเด็กไมหายใจ
ถาเด็กไมหายใจ ใหเอามือกดลงที่ทอง กระตุนใหแรง ๆ สัก 2-3 นาที ถายังไมหายใจ จงเอามือวักน้ำ
รอนประลงบนอกแลวเอามือกระตุนทองอีก แลวประน้ำเย็นกับน้ำรอนสลับกันและเอามือกระตุนทอง ถาไม
หายใจ จงหิ้วเทาทั้ง 2 ยกใหหัวหอยลงแลวเอามือผลักหนาอกเขยาใหหายใจ ถายังไมหายใจ จงทำการสูบลม
หายใจ คือจับแขนทั้ง 2 เหยียดตรงขึ้นทางศีรษะ แลวหกกลับลงมากอดอกเอามือกดแขนแนบกับสีขางบีบลม
ออกจากปอด แลวเหยียดแขนไปอยางเดิมอีกเพื่อใหลมเขาในปอด ในเวลาการสูบลมหายใจเชนนี้ ควรเอาน้ำอุน
รดตัวเด็กเอาไวบอย ๆ เพื่อทำใหตัวอุน ใชน้ำอุนจัด ๆ จึงจะดี ในที่สุดถาเด็กยังไมฟน จงเอาปากจุบลงที่จมูก
และปากเด็ก จุบโดยแรงเพื่อกอนเมือกที่อุดปากหลอดลมจะไดหลุดออก หรือบางทีเยื่อบางที่ปดปากหลอดลม
ยังไมขาด จะตองเพียรจุบไปหลาย ๆ ครั้งจนขาด ถาจุบไมออก จงเปาลมลงไปใหแรง แลวจึงจุบออก ถาหัวใจ
เด็กยังเตนอยูแลว จงจุบใหแรง ๆ จนกวาจะหายใจได ถาหัวใจหยุดเสียแลวจะแกไมฟนโดยมาก เด็กที่ออก
มาแลวก็รองทันที หรือพอควักเมือกในปากออกแลวก็รอง แตบางคนหายใจเปนปกติมิไดรองเลย อยูตอไป 3-4
ชั่วนา ิกา หรือบางคนถึง 12 ชั่วนา ิกา จึงรองก็มี ถาเด็กหายใจไดแลว ถึงจะไมรองก็ไมเปนไร ปจจุบันใช
อุปกรณในการดูดเสมหะ
นอกจากนี้ ศาสตรมณีเวช มีวิธีการชวยเด็กแรกเกิดที่ไมหายใจ โดยใหจับแขนเด็นทั้งสองขางชูขึ้น
เหนือศรีษะแนบหู คางไวสักครู (เรียกวา ทาไชโย) แลวหมุนออกดานขางพรอมกัน ซึ่งตองทำกอน 1 นาที
(APGAR Score นาที ที่ 1) เนื่องจากเวลาชูแขนขึ้น 2 ขาง ซี่โครงจะกางออก ทำใหสามารถดึงอากาศเขาปอด
ไดเอง หากเลยระยะเวลา 1 นาที ตองไดรับการชวยเหลือตามแนวทางเวชปฏิบัติของแพทยแผนปจจุบัน
และไมควรหอตัวทารกแนนมากจนเกินไป เพราะจะทำใหคาออกซิเจนในเลือด (Oxygen Saturation หรือ
(O2 Sat) ต่ำลงได
6.2 การดูแลทารกแรกเกิดทันทีและใน 2 ชั่วโมงแรกหลังคลอด ในทางการแพทยแผนปจจุบัน
ทารกแรกเกิด มีความเสี่ยงมากมายตอภาวะความเจ็บปวยตั้งแตแรกเกิด เพราะเมื่อทารกอยูในครรภ
มารดานั้นมีเกราะปองกันอยางดียิ่ง แตเมื่อคลอดออกมาแลวทารกจะมีการเปลี่ยนแปลงมากมายเกิดขึ้น
เพื่อการอยูรอดและดำรงชีวิตของตนเอง ระบบตาง ๆ ของรางกายทารกมีการทำงานดวยตนเอง และคอย ๆ
พัฒนาจนสมบูรณของชีวิตทารกแตละคน
วิธีการชวยเด็กแรกเกิดที่ไมหายใจ (ทาไชโย) ตองทำในชวง APGAR Score นาที ที่ 1 : ที่มาจาก คทง.จัดทำแนวทางการ
ดูแลดานการผดุงครรภดวยการแพทยแผนไทยในสถานบริการสาธารณสุข
96
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
การดูแลทารกแรกเกิดทันทีและใน 2 ชั่วโมงแรกหลังคลอด มีดังนี้
ดูดเสมหะ ทันทีที่ศีรษะเกิดในทางเดินหายใจจะมีสิ่งอุดกั้น เชน น้ำคร่ำ เลือด เปนตน ถูกชองคลอด
บีบไลออกมา พยาบาลผดุงครรภ ตองดูดออกโดยใชลูกสูบยางแดง ดูดเสมหะในปากจมูกใหหมด หลังจาก
ทารกเกิดทั้งตัวเรียบรอยแลวจัดทาใหหายใจสะดวก เสมหะไหลออกไดงาย เชน นอนตะแคงดานใดดานหนึ่ง
หรือนอนศีรษะต่ำเล็กนอย และดูดเสมหะอีกครั้งใหหมด พรอมทั้งสังเกตสีหนาวามีหนาเบ หรือรองเสียงดัง
ซึ่งบงบอกวา ทารกไดรับออกซิเจนจากการขยายของปอดอยางเต็มที่
เช็ดตัว ทารกแรกเกิดรางกายเปยกชุมดวยน้ำคร่ำ ตองเช็ดตัวดวยผาอุนใหแหงโดยเร็ว โดยเฉพาะ
ศีรษะเพื่อปองกันการสูญเสียความรอนจากการระเหยของน้ำคร่ำ หอตัวทารกดวยผาอุนเพื่อปองกัน การนำ
ความรอน หลังจากอุณหภูมิรางกายคงที่อาจอาบน้ำเพื่อลางคราบสกปรกอีกครั้ง
อบอุนรางกาย โดยใหนอนบนหนาอกมารดา โดนเนื้อแนบเนื้อ เพื่อรับไออุนจากมารดา เพื่อความรัก
ความอบอุน และเพื่อสัมพันธภาพมารดาทรกที่แนบแนน หลังจากนั้นเมื่อตองแยกทารก ตองจัดใหนอนใต
แสงไฟใหความอบอุน (warmer) อยางตอเนื่อง
วัดสัญญาณชีพ วัดสัญญาณชีพทารก ทุก 15-30 นาที ใน 1 ชั่วโมงแรก หลังจากนั้น ทุก 1-2 ชั่วโมง
จนคงที่ (อุณหภูมิรางกายควรอยูที่ 36.5-37.6 องศาเซนเซียส) ควรวัดทางรักแร หลังจากนั้นประเมิน
ทุก 4 ชั่วโมง จนทารกกลับบาน
ใหนม ทารกที่ปลอดภัยไมมีปญหาใด ๆ สามารถใหดูดนมมารดาจากเตาไดเลยตั้งแตแรกเกิด และให
ดูดนมมารดา ทุก 2-3 ชั่วโมง รวมทั้งสงเสริมใหมารดาเลี้ยงลูกดวนนมตนเองจนอายุทารก 6 เดือน
เช็ดตาเช็ดสะดือ การทำความสะอาดรางกายทารกแรกเกิด สวนใหญใชวิธีเช็ดตัว มักอาบน้ำหลัง
คลอดแลว 24 ชั่วโมง แตตองเช็ดตาดวยน้ำตมสุก น้ำเกลือ หรือน้ำยาเช็ดตา หลังเช็ดตาตองปายตาเพื่อฆาเชื้อ
โรคที่อาจไดรับจากการคลอด สวนของสะดือใหเช็ดดวยเช็ดสะดือดวย 70% แอลกอฮอล น้ำยาทริปเปลดาย
(Tripple dye) หรือน้ำเกลือ
ชั่งน้ำหนักและวัดความยาวของรางกาย ทารกแรกเกิดทุกรายตองไดรับการชั่งน้ำหนัก ซึ่งควรใช
เครื่องชั่งน้ำหนักเปนตัวเลข (Digital) และควรชั่งทุกวันในเวลาเติม สวนใหญจะชั่งในชวงเชาของทุกวัน
เพื่อเปรียบเทียบการเพิ่มขึ้นและลดลงของน้ำหนักทารก สวนการวัดสวนตาง ๆ ของรางกายที่สำคัญ คือ
การวัดรอบศีรษะ รอบอกและตัวยาวมักวัดเมื่อแรกเกิด เพราะมีการเปลี่ยนแปลงนอยในชวงเดือนแรก
นอกจากทารกที่วัดรอบศีรษะที่โตมากกวาปกติ อาจตองวัดช้ำทุกวันเพื่อประเมินภาวะน้ำคั่งในสมอง
(Hydrocephalus)
97
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
7. ความเชื่อ พิธีกรรม
7.1 ความเชื่อ พิธีกรรม เกี่ยวกับการฝกรกตามทิศ
คัมภีรปฐมจินดาร ผูก 1 บริเฉท 3 วาดวยลักษณะกุมาร กุมารีคลอดจากครรภ การฝงรก
กุมารอยูในเรือนไฟ ในตำราแพทยแผนโบราณ เลม 2 กลาวดังนี้
กลาวดวยลักษณะฝงรกสืบไป เมื่อสตรีคลอดบุตรแลว 1,2,3 วัน ทานหามวายังมิใหฝงรก
เพราะวาพรายกุมภัณฑจะหอมกลิ่นแลจะมากิน เมื่อกินแลวจะลามเขาเอาตัวมารดา จะใหเปนอันตรายตาง ๆ
ตอไปใหกำหนดใหฝงรกตั้งแตคลอดแลวได 7 วันขึ้นไปจนถึง 1 เดือน เมื่อฝงรกนั้นทานใหเอาแปงหอมน้ำมัน
หอม ขางตอกดอกไมกฤษณา จวงจันทร ธูปเทียนบูชา บวงสรวงแกเทพยดาเดินหน แลบูชาพฤกษเทวดา
ภูมิเทวดา เทวดาทั้งนี้ใหนมัสการเสียกอน แลวจึงฝงรก
ถาจะฝงรกกุมารในเดือน 4 เดือน 5 เดือน 6 ใน 3 เดือนนี้ ใหฝงทางทิศหรด1 กุมารนั้นจึงจะมี
อำนาจ หามมิใหฝงทางทิศทักษิณ กุมารจะเปนอันตราย
ถาจะฝงรกกุมารในเดือน 7 เดือน 8 เดือน 9 ใน 3 เดือนนี้ ใหฝงทางทิศบูรพา แลพายัพกุมาร
ผูนั้นจะเจริญยิ่งนัก หามมิใหฝงทางทิศอาคเนยแลหรดี กุมารนั้นจะเปนอันตราย
ถาจะฝงรกกุมารในเดือน 10 เดือน 11 เดือน 12 ใน 3 เดือนนี้ ทานใหฝงทางทิศอิสาณแลทักษิณ
กุมารนั้นจะไดเปนใหญกวาคนทั้งหลาย ทานหามมิใหฝงทางทิศพายัพ กุมารนั้นจะเปนอันตราย
ถาจะฝงรกกุมารในเดือน 1 เดือน 2 เดือน 3 ใน 3 เดือนนี้ ทานใหฝงทางทิศอาคเนยแลประจิม7
กุมารนั้นจะอยูดีมีสุข หาอันตรายมิได ทานหามมิใหฝงทางทิศพายัพแลอิสาณ กุมารนั้นจะเปนอันตราย
ผูใดฝงรกในทิศที่ทานหามไวนั้น อันตรายจะมีแกมารดาแลทารกนั้น
ทิศหรดี: ทิศตะวันตกเฉียงใต
ทิศทักษิณ: ทิศใต
ทิศบูรพา: ทิศตะวันออก
ทิศพายัพ: ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
ทิศอาคเนย: ทิศตะวันออกเฉียงใต
ทิศอิสาณ: ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
ประจิม: ทิศตะวันตก
98
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
7.2 ความเชื่อ พิธีกรรม เกี่ยวกับรกพันคอกุมารกุมารีเมื่อออกจากครรภมารดา
คัมภีรปฐมจินดาร ผูก 1 บริเฉท 3 วาดวยลักษณะกุมาร กุมารีคลอดจากครรภ การฝงรก
กุมารอยูในเรือนไฟ ในตำราแพทยแผนโบราณ เลม 2 กลาวดังนี้
ถากุมารกุมารีผูใดคลอดจากครรภมารดา รกเปนสังวาลยพันตัวกุมารออกมา 2,3,4,5 รอบ
ทานใหเอารกนั้นยางไฟไวใหแหงจนกรอบ แลวเอาบดโรยลงในขาวใหกุมารนั้นกิน กุมารนั้นจะไมรูออน
แลรองไหเลยทั้งหาอันตรายมิได แลปราศจากโรคทั้งปวงจนใหญโต แลจะมีบุญกวาคนทั้งหลายดวย
ถากุมารกุมารีผูใดรกพันคอออกมาก็ดี พันตัวออกมาก็ดี ทานใหเอารกนั้นใสในหมอทนน
แลวเอาเหล็กแทงกลางยางไฟไวใหแหง แลวเอามาบดโรยในขาวใหกุมารกิน กุมารผูนั้นไมรูรองไหเลย ทั้งจะมี
ปญญากวางขวางกวาคนทั้งหลาย รูปรางกุมารนั้นจะงดงามดวย ถาจะใหเปนเสนหแกกุมาร ใหเอาชันผนึกปาก
หมอรกแลวเอาไปฝงที่โคนตนไมใหญซึ่งอยูกลางที่ตำบลที่คนเดินชุกชุม แลวเอาสรรพนามหมกไวใหคน
ทั้งหลายเห็น กุมารนั้นจะเปนที่พิศวาสแกคนทั้งหลาย เปนมหาเสนหวิเศษนัก
อนึ่งถากุมารกุมารีผูใดคลอดจากครรภมารดาออกมา รกพันคอออกมาก็ดี ไมพันคอก็ดี
ทานใหทำตามบุราณ1 ถาเปนหญิงจะใหเปนสิ่งอันใดก็ตามแตใจบิดามารดาจะปารถนา ก็ใหเอาสิ่งอันนั้นวางลง
ในหมอรกกุมารนั้น แลวเอาไปฝงไวตามทิศดังกลาวแลวนั้น กุมารกุมารีผูนั้นก็จะประพฤติตามที่บิดามารดา
กระทำนั้น ถากุมารนั้นเปนชาย ถาจะใหรูไตรแพทยสิ่งใด ก็เอาสิ่งนั้นวางลงในหมอรกของกุมารนั้น แลวเอาไป
ฝงไวตามทิศที่กลาวมาแลวนั้น กุมารผูนั้นก็จะประพฤติตามที่บิดามารดากระทำนั้น เมื่อจะฝงรกจะมีพิธีเศกน้ำ
ดวยพระคาถา2 แลวเอาน้ำที่เศกนั้นมารดหมอรกในหลุมพรอมสวดพระคาถา3 แลวเอาดินกลบหลุมฝงหมอรก
นั้น แลวเอาตนเอากิ่งไมที่มีอยูในตำราพรหมชาติ ตามชนมพรรษากุมารที่เกิดนั้นปกลงไวที่ปากหลุมฝงรกนั้น
แลวใหเศกน้ำรดไมที่ปกดวยพระคาถา4 เมื่อรดน้ำแลวใหสวดพระคาถา5 เสร็จแลวกลับบานได
7.3 ความเชื่อ พิธีกรรม เกี่ยวกับกำเนิดแมซื้อของกุมารกุมารี กับการฝงรก
คัมภีรปฐมจินดาร ผูก 1 บริเฉท 3 วาดวยลักษณะกุมาร กุมารีคลอดจากครรภ การฝงรก
กุมารอยูในเรือนไฟ ในตำราแพทยแผนโบราณ เลม 2 กลาวดังนี้
 กุมารกุมารีผูใดเกิดวันอาทิตย กำเนิดแมซื้อของกุมารผูนั้นสถิตอยูบนจอมปลวก
ถาจะฝกรกใหไปฝงที่จอมปลวกจึงจะดี
 กุมารกุมารีผูใดเกิดวันจันทร กำเนิดแมซื้อของกุมารผูนั้นสถิตอยูที่บอน้ำ ถาจะฝกรก
ใหไปฝงที่ใกลบอน้ำจึงจะดี
1
บุราณ: เกา กอน
2,3,4,5
พระคาถา: ในคัมภีรปฐมจินดาร ผูก 1 บริเฉท 3 ระบุบทสวดพระคาถาที่อยูในพิธีกรรม จำนวน 4 พระคาถา
แตในแนวทางการดูแลดานการผดุงครรภไทยฯ นี้ ขอไมระบุถึง
99
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
 กุมารกุมารีผูใดเกิดวันอังคาร กำเนิดแมซื้อของกุมารผูนั้นสถิตอยูที่ศาลเทพารักษ
ถาจะฝกรกใหไปฝงที่ที่ใกลศาลเทพารักษจึงจะดี
 กุมารกุมารีผูใดเกิดวันพุธ กำเนิดแมซื้อของกุมารผูนั้นสถิตอยูที่ตนพระศรีมหาโพธิ์
ถาจะฝกรกใหไปฝงที่ใกลตนพระศรีมหาโพธจึงจะดี
 กุมารกุมารีผูใดเกิดวันพฤหัสบดี กำเนิดแมซื้อของกุมารผูนั้นสถิตอยูที่สระน้ำหรือบอ
น้ำใหญ ถาจะฝกรกใหไปฝงที่ใกลสระน้ำแลบอน้ำใหญนั้นจึงจะดี
 กุมารกุมารีผูใดเกิดวันศุกร กำเนิดแมซื้อของกุมารผูนั้นสถิตอยูที่ตนไทรใหญ ถาจะฝง
รกใหไปฝงที่ใกลตนไทรใหญนั้นจึงจะดี
 กุมารกุมารีผูใดเกิดวันเสาร กำเนิดแมซื้อของกุมารผูนั้นสถิตอยูที่ศาลพระภูม ถาจะฝง
รกใหไปฝงที่ใกลศาลพระภูมิจึงจะดี
การฝงรกกุมารนั้น ใหกระทำดังกลาวมานี้ กุมารกุมารีนั้นจะอยูเปนสุขทุกประการแล
7.4 ความเชื่อ พิธีกรรม เกี่ยวกับแมซื้อของกุมารกุมารีกับอาการเจ็บปวย
คัมภีรปฐมจินดาร ผูก 1 บริเฉท 3 วาดวยลักษณะกุมาร กุมารีคลอดจากครรภ การฝงรก
กุมารอยูในเรือนไฟ ในตำราแพทยแผนโบราณ เลม 2 กลาวดังนี้
กุมารผูใดอยูในเรือนไฟ ตั้งแตคลอดจากครรภมารดาตั้งแต 7 วันไปถึง 1 เดือน ถาเปนไขสิ่ง
ใด ๆ ใหบิดตัว ใหหลังรอน ใหนอนสดุง แลรองไหมิหยุด ใหละเมอรองไหแลหัวเราะ อาการดังนี้ทานวา
กุมารกุมารีนั้นตองแมซื้อ ถาจะแกใหทำบัตร 4 มุม1 ใบหนึ่ง กับเครื่องมัจฉะมังษาทั้งปวงเหลาขาว แลวใหบูชา
ดวยพระคาถา2 แลวเอาบัตรไปวางบวงสรวงที่หลุมฝงรกนั้นจึงจะหาย ถายังไมหายทานใหทำยาทากระดูก
สันหลัง เพื่อกันสรรพตานซางทั้งปวงไมใหตั้งขึ้นได
กุมารกุมารีที่ยังอยูในเรือนเพลิงทองขึ้นมิรูวาย หนาเขียว มือเทาเย็น ตาชอนดูสูงแลวชักเทากำ
มือกำ อาการดังนี้ ทานวากุมารนั้นตองผีรกของกุมารนั้นเอง ถาจะแก ทานใหทำบัตรกลม 3 อันหนึ่ง
เอาขาวสารตกตีนครกตามแตจะไดตำเปนแปง เอาแปงนั้นปนเปนอึ่งยางตัว 1 กบตัว 1 ผักตบ 7 ดอก
กับมัจฉะมังษาเหลาขาวใสในบัตรนั้น แลวเอาไปเสียใหขางตีนครกดวยมนต4 ถายังไมหายทานใหทำยากินแล
ทาตอไป กินบางทาทองบาง ทากระดูดสันหลังบาง ทากระหมอน ทาฝามือฝาเทา ทารักรักแร ทาขาหนีบ
นองแลขาคูบาง
1
บัตร 4 มุม, 3บัตรกลม:(บัตรพลี) ภาชนะทำดัวยกาบกลวยเปนรูปกระบะสำหรับใสอาหารคาว หวาน ที่จะกระทำการใหถวายเซน
แดเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์
2พระคาถา: ในคัมภีรปฐมจินดาร ผูก 1 บริเฉท 3 ระบุบทสวดพระคาถาที่อยูในพิธีกรรม แตในแนวทางการดูแลดานการผดุงครรภไทยฯ นี้
ขอไมระบุถึง
4มนต: ในคัมภีรปฐมจินดาร ผูก 1 บริเฉท 3 ระบุบทสวดมนตที่อยูในพิธีกรรม แตในแนวทางการดูแลดานการผดุงครรภไทยฯ นี้
ขอไมระบุถึง
100
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
7.5 ความเชื่อเรื่องไมมงคล ตามปเกิดของกุมารกุมารี
คัมภีรปฐมจินดาร ผูก 1 บริเฉท 3 วาดวยลักษณะกุมาร กุมารีคลอดจากครรภ การฝงรก
กุมารอยูในเรือนไฟ ในตำราแพทยแผนโบราณ เลม 2 กลาวดังนี้
 กุมารกุมารีเกิดปชวด เปนเทพดาผูหญิง ไมมิ่งนั้น คือไมมะพราว
 กุมารกุมารีเกิดปฉลู เปนมนุษยผูชาย ไมมิ่งนั้น คือไมตาล
 กุมารกุมารีเกิดปขาล เปนผูเสื้อผูชาย ไมมิ่งนั้น คือไมรัง
 กุมารกุมารีเกิดปเถาะ เปนมนุษยผูหญิง ไมมิ่งนั้น คือไมงิ้ว
 กุมารกุมารีเกิดปมะโรง เปนเทพดาผูชาย ไมมิ่งนั้น คือไมกัลปพฤกษ
 กุมารกุมารีเกิดปมะเส็ง เปนมนุษยผูชาย ไมมิ่งนั้น คือไมโพบาย
 กุมารกุมารีเกิดปมะเมีย เปนเทพดาผูหญิง ไมมิ่งนั้น คือไมกลวย (ตนกลวย)
 กุมารกุมารีเกิดปมะแม เปนเทพดาผูหญิง ไมมิ่งนั้น คือไมทองหลาง
 กุมารกุมารีเกิดปวอก เปนผีเสื้อผูชาย ไมมิ่งนั้น คือไมขนุน
 กุมารกุมารีเกิดประกา เปนผีเสื้อผูชาย ไมมิ่งนั้น คือไมเวฬุ (ไมไผ)
 กุมารกุมารีเกิดปจอ เปนผีเสื้อผูหญิง ไมมิ่งนั้น คือไมบัวบก
 กุมารกุมารีเกิดปกุน เปนมนุษยผูชาย ไมมิ่งนั้น คือไมบัวหลวง
7.6 ความเชื่อ เกี่ยวกับการคลอดไมใหติดขัด ใหคลอดงาย
 ตองเปดประตูหนาตาง ไขสลักไขกุญแจตูลิ้นชัก หรืออะไรอื่นที่ลั่นเอาไวออกใหหมด
ตลอดจนซีกไมหรือสิ่งใด ๆ ที่เหน็บที่ขัดหรือเสียบไวใตรอดใตหลังคาก็ตองเอาออก ทาง
ภาคอีสานพระเครื่องซึ่งเปนพระปดทวารก็ตองนิมนตเอาออกไปไวเสียที่อื่น ตอเมื่อ
คลอดแลวจึงจะเอามาเก็บไวในที่เดิมได
 หามมิใหนั่งหรือยืนคาประตูคากระได หรือพูดมีคำวา ติด ขัด คาง คา คลอดยาก หรือ
คำอื่นที่มีความหมายในทำนองเดียวกันพูดไมไดทั้งนั้น ถือกันวาอาจเปนจริงขึ้นได
 หามหญิงมีครรภเยี่ยมกรายเขามา เพราะเด็กในทองจะอาย ไมยอมคลอดออกมา
 ปลอยสัตวเลี้ยงที่ขังไวในคอกในเลาในโรง เชน มา วัว เปด ไก หรือลามไวเชน สุนัข
ใหเปนอิสระชั่วคราว
 ปลดผมเผาที่เกลาขมวดไวออก
 เวลาจะคลอด ตองเลือกหาทิศ ตามธรรมดาหันหนาไปทางตะวันออกไดเปนดี หรือจะ
หันศีรษะไปทิศเหนือก็ได ลูกจะไดเลื่อนลงใตไดสะดวก
101
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
เอกสารอางอิง
1. กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข. ตำราภูมิปญญาการผดุงครรภไทย.
พิมพครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: จุฑาเจริญทรัพย; 2560.
2. กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข. พจนานุกรมศัพทแพทยและเภสัช
กรรมแผนไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2559 เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ
ครบ 70 ป 9 มิถุนายน 2559. นนทบุรี: โรงพิมพสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ; 2560.
3. กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข. สังคายนาองคความรู
ดานการแพทยแผนไทย: กรณีศึกษาพระคัมภีรปฐมจินดาร. กรุงเทพฯ: โรงพิมพองคการรับสงสินคาและ
พัสดุภัณฑ (ร.ส.พ.) ; 2548.
4. กองอนามัยการเจริญพันธุ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. คูมือการมีสวนรวมของสามีหรือญาติ
ในการเฝาคลอด.
5. กิตติมา ดวงมณี, เยาวเรศ สมทรัพย, ฐิติพร อิงคถาวรวงศ, ศศิกานต กาละ. ผลของการจัดทาผีเสื้อ
ประยุกตตอความปวดและเวลาในระยะปากมดลูกเปดเร็วในหญิงระยะคลอด. วารสารมหาวิทยาลัย
นราธิวาสราชนครินทร ปที่ 9 ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน 2560.
6. กุลรัตน บริรักษวาณิชย และคณะ. ผลการใชทานั่งมณีเวชตอระดับความเจ็บปวด ระยะเวลาการคลอด
และปริมาณการสูญเสียเลือดในผูคลอดปกติ. วารสารวิชาการสาธารณสุข ปที่ 28 ฉบับที่ 3 พฤษภาคม-
มิถุนายน 2562. หนา 455-465.
7. คณะพยาบาลศาสตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร. การพยาบาลมารดา ทารกและการผดุงครรภ 1
(เลม 1). 2563.
8. คณะพยาบาลศาสตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร. การพยาบาลมารดา ทารกและการผดุงครรภ 1
(เลม 2). 2563.
9. คณะพยาบาลศาสตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร. การพยาบาลมารดา ทารกและการผดุงครรภ 2
(เลม 2). 2562
10. จงสฤษฎ มั่นศิล. ผลของโปรแกรมการจัดทาโดยใชศาสตรมณีเวชตอระยะเวลาปากมดลูกเปดเร็วและความ
พึงพอใจตอการคลอดในผูคลอดครรภแรก. วิทยานิพนธ หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา
การผดุงครรภ คณะพยาบาลศาสตร มหาวิทยาลัยบูรพา. 2561.
11. นูรไลลา มาเละ. ผลของการใชศาสตรมณีเวชลดระยะเวลาเจ็บครรภคลอด. วิจัย R2R : Routine To
Research 2558.
102
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
12. ปณัชชฐิตา ขุนบุญยัง, เกษร สุวิทยะศิร, ลักขณา บัวสมบูรณ, วรรณดี ศรีสวาง, นงลักษณ เกิดทาไม.
ประสิทธิผลของการใชแผนการจัดทานั่งแบบมณีเวชในหญิงระยะคลอดตอระดับความเจ็บปวด เวลาในระยะ
ปากมดลูกเปดเร็วและระดับการรับรูตอประสบการณการคลอดของหญิงในระยะคลอด. วารสารวิจัยสุขภาพ
และการพยาบาล ปที่ 37 ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน 2564. หนา 294-310.
13. ประกาศคณะอนุกรรมการการประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทยประยุกต เรื่อง เกณฑมาตรฐานผูประกอบ
วิชาชีพการแพทยแผนไทยประยุกต พ.ศ. 2560 ลงวันที่ 22 กันยายน 2560. ราชกิจจานุเบกษา เลม 134
ตอนพิเศษ 284 ง วันที่ 21 พฤศจิกายน 2560
14. ประกาศสภาการแพทยแผนไทย เรื่อง เกณฑมาตรฐานและกรรมวิธีการแพทยแผนไทยผูประกอบวิชาชีพ
การแพทยแผนไทย ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทยแผนไทย พ.ศ. 2556 ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ
2563. ราชกิจจานุเบกษา เลม 137 ตอนพิเศษ 162 ง วันที่ 15 กรกฎาคม 2563
15. พยุงศรี อุทัยรัตน, อาลี แซเจียว. ผลของการใชทามณีเวชตอการเผชิญความเจ็บปวดและระยะเวลาคลอดใน
หญิงครรภแรก. วารสารวิชาการแพทยเขต 11 ปที่ 32 ฉบับที่ 1 ม.ค.- มี.ค. 2561. หนา 791-804.
16. มนตรี ศิริเศรษฐ. การนั่งรอคลอดทาผีเสื้อแบบมณีเวชตอการเจ็บครรภในระยะปากมดลูกเปดเร็ว.
วารสารวิชาการเขต 12 ปที่ 26 เลมที่ 3 เดือนกันยายน - ธันวาคม 2558. หนา 13-17.
17. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช. ผดุงครรภแผนไทย: การดูแลมารดาและทารกหลังคลอด. เขาถึงไดจาก
https://be7herb.wordpress.com สืบคน 13 กุมภาพันธ 2567.
18. มหาวิทยาสุโขทัยธรรมธิราช. ผดุงครรภแผนไทย: การดูแลสตรีตั้งครรภในระยะคลอด. เขาถึงไดจาก
https://be7herb.wordpress.com สืบคน 13 กุมภาพันธ 2567.
19. เยาวเรศ สมทรัพย. การแพทยแผนไทย: การประยุกตใชในการดูแลสตรีตั้งครรภ. วารสารศูนยอนามัยที่ 9 ป
ที่ 17 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2566.
20. รีนา มะโน, โสเพ็ญ ชูนวล และวิไลพร สมานกสิกรณ. ผลของโปรแกรมการบริหารรางกายแบบมณีเวช
รวมกับการหายใจแบบปราณายามะตอการเจ็บครรภคลอดและระยะเวลาคลอดของหญิงตั้งครรภแรก.
วารสารเครือขายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต ปที่ 8 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2564.
หนา 69-84.
21. โรงพยาบาลบี เอ็ช เอ็น. การคลอด: กระบวนการคลอดบุตรตามธรรมชาติ. เขาถึงไดจาก
https://mbrace.bnhhospital.com สืบคน 13 กุมภาพันธ 2567.
22. โรงพยาบาลเปาโล. สัญญาณเตือนกอนการคลอด. เผยแพรวันที่ 19 มิถุนายน 2556. เขาถึงไดจาก
https://www.paolohospital.com สืบคน 13 กุมภาพันธ 2567.
23. โรงพยาบาลเพชรบูรณ. พลิกตำราวิชาแพทย ดวยมณีเวช ศาสตรแหงความทาทาย. พิมพครั้งที่ 1.
เพชรบูรณ: ดีดีการพิมพ; 2560.
103
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
24. โรงพยาบาลสุทธาเวช คณะแพทยศาสตร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. วิธีปฏิบัติงาน เรื่อง การพยาบาล
เพื่อลดความปวดในระยะเจ็บครรภคลอด. 2564.
25. โรงพยาบาลสุทธาเวช คณะแพทยศาสตร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. วิธีปฏิบัติงาน เรื่อง การพยาบาลระยะ
คลอด(ทางชองคลอด). 2564.
26. โรงพยาบาลหาดใหญ. ตำรามณีเวช เปลี่ยนกระบวนทัศน ปรับกระบวนคิด สรางสมดุลชีวิต. พิมพครั้งที่ 2.
สงขลา: บริษัท นีโอพอยท; 2561.
27. วนิดา วงศมุนีวรณ. การนั่งทาผีเสื้อตอการเปดปากมดลูกในขณะรอคลอด. วารสารวิชาการเขต 12 ปที่ 26
เลมที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2558. หนา 51-54.
28. ศิริลักษณ นิธิธารากูล. ผลการใชทานั่งมณีเวชตอระดับความทุกขทรมานและระยะเวลาการคลอดในผูคลอด
ปกติ. ประชุมวิชาการสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 2 ปงบประมาณ 2564. วันที่ 24 – 25 มีนาคม 2564.
29. สมาคมเภสัชกรรมไทยโบราณแหงประเทศไทย. คัมภีรแพทยไทยแผนโบราณ เลม 2 ขุนโสภิตบรรณลักษณ
(อำพัน กิตติขจร). พระนคร: อุตสาหกรรมการพิมพ; 2504.
30. สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554. เขาถึงไดจาก
https://dictionary.orst.go.th สืบคน 15 กุมภาพันธ 2567.
31. อาลี แซเจียว, พยุงศรี อุทัยรัตน. การพัฒนาการดูแลแบบผสมผสานดวยศาสตรมณีเวชในหญิงครรภแรก.
วารสารวิชาการแพทยเขต 11 ปที่ 31 ฉบับที่ 2 เม.ย.- มิ.ย. 2560. หนา 325 – 337.
105
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
บทที่ 5
การดูแลมารดาในระยะหลังคลอด
และการดูแลเด็กหลังคลอด
1. การดูแลมารดาหลังคลอด
1.1 หัตถการทางการแพทยแผนไทย
1.1.1 การอยูไฟ
1.1.2 การนวดไทย
1.1.3 การประคบสมุนไพร
1.1.4 การทับหมอเกลือ
1.1.5 การนาบไพล
1.1.6 การอบสมุนไพร / การเขากระโจม
1.1.7 หัตถการอื่น ๆ
 การอาบน้ำสมุนไพร
 การพอกผิวและขัดผิวดวยสมุนไพร
 การรัดหนาทอง
 การนั่งถาน
 การใสกอนเสาหลังคลอด
 การนึ่งยา
 การทำหัตถการมณีเวช
1.2 การใชยาสมุนไพร
1.3 การใหคำแนะนำการปฏิบัติตัวหลังคลอด
1.3.1 การเลี้ยงบุตรดวยนมแม
1.3.2 การดูแลเรื่องอาหาร
1.3.3 การทำกายบริหารสำหรับหญิงหลังคลอด
1.3.4 มดลูกเขาอู
1.3.5 การมีประจำเดือนและการมีเพศสัมพันธ
1.3.6 น้ำคาวปลา
1.3.7 การคุมกำเนิด
106
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
1.3.8 การปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน
1.3.9 การดูแลสุขภาพจิตสำหรับหญิงหลังคลอด
2. การดูแลเด็กหลังคลอด
2.1 หัตถการที่ใชในเด็ก
2.2 การใชยาสมุนไพรในเด็ก
3. ประเพณีและพิธีกรรมที่เกี่ยวของกับการดูแลมารดาและทารก
107
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
1.การดูแลมารดาหลังคลอด
องคความรูที่เปนอัตลักษณการผดุงครรภไทย เปนทั้งศาสตรและศิลปที่สามารถใหบริการครอบคลุม
ทั้งการตรวจ วินิจฉัย การบำบัดรักษา และสงเสริมฟนฟูสภาพหญิงหลังคลอด สามารถเชื่อมโยงบูรณาการ
ความรูรวมกับการบริการผดุงครรภในระบบบริการสุขภาพของแพทยแผนปจจุบัน
ในชวงระยะหลังคลอด หญิงหลังคลอดจะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางดานรางกายและจิตใจ
รางกายจะขับน้ำคาวปลา มีการคัดตึงของเตานม และน้ำนมไหล การดูแลหญิงหลังคลอดดวยศาสตรการแพทย
แผนไทยชวยฟนฟูสมรรถภาพหญิงหลังคลอดในชวงพักฟนรางกายใหคืนสูสภาพปกติ ชวยใหมดลูกเขาอูเร็วขึ้น
ขับน้ำคาวปลา ทำใหหนาทองยุบ ลดการปวดทองนอย ลดการปวดกลามเนื้อตามสวนตาง ๆ ของรางกาย
ชวยกระตุนการไหลเวียนโลหิต ชวยเพิ่มน้ำนมและทำใหน้ำนมไหลสะดวกขึ้น กระชับกลามเนื้อ ปองกันอาการ
ทองผูก ปองกันหรือลดการเกิดตะคริว นอนหลับสบาย ลดปญหาการเกิดผดผื่นหลังคลอด เมื่อฟนฟูสภาพ
รางกายไดเร็วจะเดินหรือเคลื่อนไหวไดสะดวก สงผลใหกลามเนื้อแข็งแรง นอกจากนี้การรับประทานอาหาร
ใหครบ 5 หมู จึงเปนสิ่งจำเปนเพื่อใหมีน้ำนมที่มีคุณภาพ การออกกำลังกาย รวมทั้งดูแลสภาพจิตใจ
ในชวงหลังคลอดยังเปนองคประกอบสำคัญเชนกัน
แนวทางการฟนฟูสุขภาพของหญิงหลังคลอด
การดูแลสุขภาพหญิงหลังคลอด หมายถึง การปฏิบัติตอหญิงในระยะหลังคลอดทั้งทางดานรางกาย
และจิตใจ เพื่อใหมีสุขภาพกายและจิตใจที่ดี มีความสมบูรณ กลับสูภาวะปกติอยางเหมาะสม ระยะหลังคลอด
ในทางการแพทยแผนปจจุบันเริ่มตั้งแตคลอดรกเสร็จจนกระทั่งรางกายกลับสูภาวะปกติกอนการตั้งครรภ
ใชเวลาประมาณ 6 สัปดาห แตในทางการแพทยแผนไทยจะสำคัญมากในชวง 1 เดือนหลังคลอดเรียกวา ระยะ
เรือนไฟ ซึ่งจะมีการดูแลสุขภาพในลักษณะองครวม ในกระบวนการที่เรียกวา “อยูไฟ” เปนองคความรูทาง
การแพทยแผนไทยที่ใชในการฟนฟูสุขภาพของหญิงตั้งครรภหลังคลอดบุตรดวยการปรับสมดุลธาตุทั้ง 4 คือ
ดิน น้ำ ลม ไฟ ภายในรางกายโดยเฉพาะ “ธาตุไฟ” ใหกลับมาทำงานไดตามปกติ
โดยหญิงหลังคลอดที่จะรับหัตถการแบงเปน กรณีคลอดปกติ สามารถใหหัตถการการดูแล
หญิงหลังคลอดเมื่อคลอดไปแลว 2-7 วัน และกรณีผาคลอดสามารถใหหัตถการการดูแลหญิงหลังคลอด
เมื่อคลอดไปแลว 1 เดือน โดยใหแผลบริเวณหนาทองทั้งภายในและภายนอกสมานกันดีเสียกอน
ทั้งนี้ระยะเวลาที่สามารถใหบริการขึ้นอยูกับดุลยพินิจของแพทยแผนไทยผูดูแล แนวทางการฟนฟูสุขภาพ
ของหญิงหลังคลอดมี 3 วิธี ไดแก หัตถการทางการแพทยแผนไทย การใชยาสมุนไพร และการใหคำแนะนำ
การปฏิบัติตัวหลังคลอด
1.1 หัตถการทางการแพทยแผนไทย
1.1.1 การอยูไฟ
1.1.2 การนวดไทย
1.1.3 การประคบสมุนไพร
108
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
1.1.4 การทับหมอเกลือ
1.1.5 การนาบไพล
1.1.6 การอบสมุนไพร / การเขากระโจม
1.1.7 หัตถการอื่น ๆ
 การอาบน้ำสมุนไพร
 การพอกผิวและขัดผิวดวยสมุนไพร
 การรัดหนาทอง
 การนั่งถาน
 การใสกอนเสาหลังคลอด
 การนึ่งยา
 การทำหัตถการมณีเวช
1.1.1 การอยูไฟ
การอยูไฟ มี 2 ลักษณะใหญ ๆ คือ การอยูไฟแบบใชกองไฟ (ไฟฟน) และอยูไฟชุด
1.1.1.1 การอยูไฟแบบใชกองไฟ
เปนการอยูไฟแบบเดิมที่ชาวบานทุกภูมิภาคปฏิบัติกันมา ในปจจุบันยังสามารถพบเห็นในพื้นที่ชนบท
แตอาจมีการปรับรูปแบบการอยูไฟใหสอดคลองกับปจจุบัน รวมถึงปรับความเชื่อเกี่ยวกับการปฏิบัติที่จะทำให
เกิดอันตราย เชน การกอไฟไมรอนมาก การพักผอนกลางคืน การรับประทานอาหารที่ไมใชเฉพาะขาวกับเกลือ
เปนตน ดังนั้นในที่นี้จะกลาวถึงรูปแบบการอยูไฟที่ควรสงเสริมเพื่อใหเกิดความปลอดภัย และเกิดประโยชน
ตอสุขภาพหญิงหลังคลอด มีแนวทางดังนี้
ภาพที่ 5.1 แสดงลักษณะการอยูไฟแบบใชกองไฟ
109
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
สมุนไพรสำหรับตมอาบ
ใบเปลา ใบสมปอย หรือสมุนไพรอื่น ๆ ที่มีกลิ่นหอม เพื่อใหโลงจมูกเวลานำมาอาบ และใสสมุนไพร
ที่มีรสเปรี้ยวเพื่อชวยทำความสะอาดผิวพรรณ หรือสูตรตำรับสมุนไพรสำหรับตมอาบ ทั้งนี้ขึ้นอยูกับความเชื่อ
และสมุนไพรที่มีในแตละทองถิ่น
สมุนไพรสำหรับตมดื่ม
ในแตละภูมิภาคจะใชสมุนไพรตางกันไป เชน ภาคอีสานจะใชแกนมะขาม แกนไมแดง หรือผูมีเชื้อสายจีน
อาจจะใหตมน้ำขิงดื่ม ซึ่งสามารถใชไดตามความเชื่อแตละทองถิ่น
สถานที่
ควรเปนหองที่อากาศถายเทดี ไมอุดอู หากมีหนาตางใหเปดหนาตางมีแสงสวางเพียงพอ หรืออาจใช
ใตถุนบานที่เปนที่โลง โปรง ไมมีวัตถุที่ไวไฟอยูใกล
วิธีการ
1.นำตนกลวย 2 ตนมาตัดเปนทอนอยางละเทา ๆ กันแลวผาครึ่งวางบนแผนสังกะสีและวางรองพื้น
อีกชั้นหนึ่ง โดยวางเปนรูปสี่เหลี่ยมทำเปนเตา แลวกอกองไฟบนสังกะสี เพื่อใหหญิงหลังคลอดนอนผิงไฟ
ซึ่งมี 2 ลักษณะ คือ
-นอนผิงไฟบนไมกระดานหรือแครเตี้ย ๆ ขางกองไฟใหไดระดับพอที่จะนั่งและไดรับความรอน
ที่พอเหมาะจากเตา
-นอนเหนือกองไฟ โดยนอนบนแครสูงกวา 50 ซม. วางครอมกองไฟไว และใหหญิงหลังคลอดนอน
บนแครโดยมีผารองพื้นสวนใหญใชผาถุง
2. ตมน้ำสมุนไพรในหมอสำหรับอาบ เมื่อเดือดแลวยกมาผสมน้ำเย็นพออาบได ใหหญิงหลังคลอด
อาบวันละหลาย ๆ ครั้ง และตองตมใหมทุกครั้งที่อาบ และขณะที่อาบใหลางทำความสะอาดชองคลอดทุกครั้ง
3. หลังอาบน้ำเสร็จ ใชอิฐเผาไฟใหรอนแลวราดน้ำ นำมาหอผาแลวประคบหนาทอง เมื่อเย็นแลวนำไปเผา
แลวนำมาประคบใหม ทำซ้ำหลาย ๆ ครั้งในแตละวัน โดยทำหลังจากอาบน้ำสมุนไพร อาจใชกระเปาน้ำรอนแทนได
4. ตมน้ำสมุนไพรสำหรับดื่ม โดยตมใหเดือดแลวรินดื่มเรื่อย ๆ เมื่อน้ำแหงแลวใหเติมน้ำใหม
หากยาเริ่มจืดใหเปลี่ยนยาใหม สามารถดื่มไดบอยตามที่ตองการ แตการตมไมควรเคี่ยวจนเขมขน
เพราะอาจไดรับยามากเกินไปอาจเปนอันตรายได
1.1.1.2 การอยูไฟชุด
กลองไฟชุดอะลูมิเนียม กลองแบน ๆ ซึ่งในชนบทยังนิยมพอสมควรเชื้อไฟทำดวยสมุนไพรบดหยาบ
หอดวยกระดาษทำเปนแทงสำหรับใสกลองอะลูมิเนียมได และแทงยานี้เมื่อใชหมดแลวสามารถซื้อมาเปลี่ยนได
วิธีใช
จุดไฟที่เชื้อไฟแลวใสกลองอะลูมิเนียม จะทำใหกลองรอนใชประมาณ 2-3 กลอง แลวนำผามาพันรอบ
หนาทอง ผาที่พันตองหนาพอสมควรเพื่อปองกันความรอนจากกลองไฟชุดไมใหกระทบกับหนาทองมากเกินไป
110
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
เพราะจะทำใหผิวหนาพองได วิธีนี้ทำไดวันละหลาย ๆ รอบ ในขณะที่ใชไฟชุดสามารถทำกิจกรรมอื่น
ไดตามปกติ และมีการดื่มน้ำสมุนไพรตม อาบน้ำตม เหมือนการอยูไฟฟน
ประโยชน ความรอนจากหนาทองกระตุนใหอวัยวะภายในเกิดการเคลื่อนไหว มดลูกหดรัดตัว
ทำใหน้ำคาวปลาไหลไดดี
ภาพที่ 5.2 แสดงอุปกรณการอยูไฟชุด
ประโยชนของการอยูไฟ
การอยูไฟยังชวยใหมดลูกเขาอูเร็ว น้ำนมไหลดี เปนการพักฟนเพื่อสะสมกำลังใหมีสุขภาพรางกาย
ที่แข็งแรง ไมมีอาการสะทานรอนสะทานหนาวเมื่อถูกลมฝน ซึ่งผลกระทบตาง ๆ อาจจะปรากฏเมื่ออายุมากขึ้น
1.1.2 การนวดไทย
การนวดไทย หมายถึง การตรวจ การวินิจฉัย การบำบัด การรักษา การปองกันโรคการสงเสริม
และการฟนฟูสุขภาพ โดยใชองคความรูเกี่ยวกับศิลปะการนวดไทย ดวยกรรมวิธีการแพทยแผนไทย
โดยในระยะระหวางตั้งครรภสวนใหญเกิดอาการปวดตามสวนตาง ๆ ของรางกาย เชน หลัง นอง สะโพก บา
ตนคอ หรือปวดเมื่อยทั้งรางกาย หลังการคลอดบุตรแลว หญิงหลังคลอดบางรายอาการปวดจะหายไป
แตมีบางรายที่ยังมีอาการปวดอยูจึงตองใชการนวดเพื่อการบรรเทาอาการปวด
การนวดหลังคลอด จะเปนนวดตามรางกายและการนวดเตานม โดยสามารถใชการนวดตามรางกาย
ตามทาพื้นฐานของการนวดแบบราชสำนัก หรือแบบเชลยศักดิ์ และเปนการนวดที่ประยุกตทานวดแบบพื้นฐาน
นอกจากนี้ในสวนการนวดเตานมในหญิงหลังคลอดที่เพิ่มเติมขึ้นมานั้น เพื่อชวยใหน้ำนมไหลไดดี ลดอาการ
เจ็บปวด คัดตึงเตานมซึ่งเปนอุปสรรคในการใหนมบุตร โดยมีวิธีการนวด ดังนี้
1) การนวดตามรางกายเพื่อชวยกระตุนระบบไหลเวียนโลหิต เนนเฉพาะบริเวณที่มีอาการปวด
เชน บริเวณหลัง สะโพก นอง ไหล ศีรษะ ซึ่งวิธีการนวดประกอบดวย
การนวดพื้นฐาน (แบบราชสำนัก) เปนการนวดกระตุนระบบไหลเวียนโลหิต ชวยคลายอาการปวด
เกร็งของกลามเนื้อ ลดอาการบวม โดยใหหญิงหลังคลอดใสเสื้อผาที่หลวมสบาย นอนหนุนหมอนที่ไมสูง
สถานที่ใหมีอากาศถายเทไดสะดวก มีวิธีนวด ดังนี้
111
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
1.1) การนวดพื้นฐานขาและเปดประตูลม
- หญิงหลังคลอดนอนหงาย แขนวางขางลำตัว ผูนวดนั่งทาพับเพียบ
- เริ่มนวดดานขางขาทอนลางใตหัวเขา จากหนาแขงถึงขอเทา
- นวดจากเหนือเขาขึ้นไปถึงตนขา นวดจากตนขาลงไปจนถึงขอเทา
- หันปลายเทาออกดานขาง เปดประตูลม สลับนวดอีกขางเหมือนกันตามลำดับ
1.2) การนวดพื้นฐานหลัง
- หญิงหลังคลอดนอนตะแคงคูเขาขางหนึ่ง ผูนวดนั่งดานหลังในทานั่งคุกเขาทั้งสองขาง
ไมทับสนเทา
- เริ่มนวดโดยวางนิ้วหัวแมมือชิดกระดูกสันหลังในลักษณะคว่ำมือลง นวดตั้งแตชวงเอวถึงบริเวณ
กระดูกตนคอ จากนั้นนวดกลับลงจากกระดูกตนคอเปนแนวเดียวจนถึงเอวเปน 1 รอบ
- การนวดบริเวณหลังนี้หากมีบริเวณใดที่หญิงหลังคลอดปวดมาก ใหเนนบริเวณนั้นเปนพิเศษ
1.3) การนวดพื้นฐานแขนดานในและแขนดานนอก
- หญิงหลังคลอดนอนหงายผูนวดนั่งคุกเขาทั้งสองขาง ไมทับสนเทา หันหนาเขาหาหญิงหลังคลอด
- ใชสนมือกดกึ่งกลางตนแขนดานในใตกลามเนื้อตนแขน (Biceps brachii muscle)
- วางนิ้วหัวแมมือทั้ง2ขางนวดกึ่งกลางแขนทอนลางจากใตพับศอก ลงมาถึงเสนสรอยขอมือ
- ใชนิ้วหัวแมมือนวดตามแนวเสนแขนทอนบนดานนอก
- วางนิ้วหัวแมมือทั้ง 2 ขางนวดากึ่งกลางแขนทอนขางลางดานนอก จนถึงบริเวณกระดูกขอมือ
1.4) การนวดพื้นฐานขาดานนอกและขาดานใน
- หญิงหลังคลอดนอนตะแคงคูเขาขางหนึ่ง ผูนวดนั่งดานหลังในทานั่งคุกเขาทั้งสองขาง ไมทับสนเทา
- นวดบริเวณสะโพกลงดานขางขาดานนอก จากขาทอนบนลงมาขาทอนลาง ไปจนถึงหนาตาตุมนอก
- นวดขาดานใน จากตนขาดานในทอนบนลงมาขาทอนลาง ไปจนถึงขอบบนตาตุมดานใน
โดยใหหญิงหลังคลอดพลิกตะแคงอีกดาน นวดขาดานนอกและขาดานในเหมือนขางที่ผานมา
1.5) การนวดพื้นฐานบา
- หญิงหลังคลอดนั่งทาขัดสมาธิหรือหอยเทา ผูนวดยืนอยูดานหลังในทาหกสูงหกกลางและหกต่ำ
- การนวดเริ่มจากปลายบาขางหัวดุมไหลนวดเขาหาตนคอ เปนรอบที่ 1 แลวนวดกลับจากตนคอ
ถึงปลายบาเปนรอบที่ 2 นวดกลับจากปลายบาถึงตนคอเปนรอบที่ 3 นวดบาซายและขวาเหมือนกัน
1.6) การนวดโคงคอ
- หญิงหลังคลอดนั่งทาขัดสมาธิหรือหอยเทา ผูนวดยืนอยูดานหลังในทาพรหมสี่หนา
- ใชนิ้วหัวแมมือขางหนึ่ง กดบริเวณแนวกลามเนื้อตนคอทั้งสองขางโดยสลับมือ
(กดตนคอขวาใชมือซาย กดขางซายใชมือขวา) จากกระดูกสันหลังสวนคอชิ้นที่ 7
ไปจนทายทอย หรือ กำดน
112
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
ภาพที่ 5.3 แสดงการนวดพื้นฐานขา ภาพที่ 5.4 แสดงการนวดพื้นฐานหลัง
f
ภาพที่ 5.5 แสดงการนวดพื้นฐานขาดานนอก ภาพที่ 5.6 แสดงการนวดโคงคอ
2) การนวดและประคบเตานม
2.1) การนวดและประคบเตานมดวยตนเอง
การนวดเตานมดวยตนเอง ทำโดยใชปลายนิ้วมือทั้ง 4 ในการกดนวด เริ่มจากฐานของเตานมดานบน
เขาหาลานนมประมาณ 3 จุด กดวนรอบเตานมไปทางเดียวกัน ทิศทางแรงกดจะเขาหาลานนม ทำขางละ 5-10 นาที
การประคบรอนที่เตานมดวยตนเอง ตองทดสอบความรูที่ทองแขนกอนการประคบทุกครั้ง ใชมือขางหนึ่ง
ประคองเตานมดานลาง มืออีกขางจับลูกประคบหรือผาชุบน้ำอุนวางที่ฐานเตานมดานบน กดนาบทิศทางของ
แรงกดเขาหาหัวนม โดยวนรอบเตานม ทำขางละ 10-15 นาที
ภาพที่ 5.7-5.8 แสดงการนวดและประคบเตานมดวยตนเอง
113
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
2.2) การนวดและประคบเตานมกรณีมีผูอื่นทำให
การนวดเตานมกรณีมีผูอื่นทำให จะแบงแนวนวดเปน 8 แนว เริ่มจากฐานของเตานมดานบน
เขาหาลานนมประมาณ 3 จุด กดวนรอบเตานมไปทางเดียวกัน ทิศทางแรงกดจะเขาหาลานนม
การประคบรอนที่เตานมกรณีมีผูอื่นทำให ตองทดสอบความรูที่ทองแขนกอนการประคบทุกครั้ง
วางนาบลูกประคบสมุนไพรหรือผาชุบน้ำอุน โดยกดนาบทิศทางของแรงกดเขาหาหัวนม โดยวนรอบเตานม
ภาพที่ 5.9-5.10 แสดงการนวดและประคบเตานมกรณีมีผูอื่นทำให
ที่มา : สถานการแพทยแผนไทยประยุกต คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล. การนวดและ
ประคบเตานมดวยตนเอง. เผยแพรเมื่อ 2565. เขาถึงไดจาก https://www.si.mahidol.ac.th/ สืบคน 11
มกราคม 2567
2) ประโยชนของการนวดรางกายหญิงหลังคลอด
2.1) ชวยผอนคลายความตึงเครียดของกลามเนื้อและขอตอ
2.2) บรรเทาอาการปวดลาของกลามเนื้อ
2.3) บรรเทาการบวม ตึงของกลามเนื้อและเสนเอ็น
2.4) กระตุนการไหลเวียนโลหิต
3) ประโยชนของการนวดและประคบเตานม
3.1) กระตุนการไหลเวียนโลหิตและน้ำเหลืองบริเวณเตานม
3.2) บรรเทาอาการปวดและคัดตึงเตานม
3.3) ชวยใหน้ำนมไหลสะดวกขึ้น
3.4) ชวยใหหญิงหลังคลอดรูสึกผอนคลาย
4) ขอหามเพิ่มเติมเฉพาะการนวด
4.1) ผูที่มีภาวะกระดูกพรุนรุนแรง
4.2) หญิงหลังคลอดที่มีประวัติครรภเปนพิษ
4.3) บริเวณที่ผานตัดภายในระยะเวลา 1 เดือน
114
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
5) ขอควรระวังในการนวด
การนวดหลังคลอดตองคำนึงถึงความปลอดภัยเปนสำคัญโดยตระหนักเสมอวาหญิงหลังคลอด
มีแผลที่บริเวณทองทั้งภายในและภายนอก ควรนวดโดยใชแรงกดไมแรงมาก ในหญิงหลังคลอดที่มีปญหา
เรื่องโรคความดันโลหิตสูง ไมควรกดนวดบริเวณบา ศีรษะ
การศึกษาผลของผลการนวดและประคบเตานมเพื่อกระตุนการไหลของน้ำนมในมารดาหลังคลอด
โรงพยาบาลภูสิงห จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 60 คน พบวากลุมที่ไดรับการนวดและประคบเตานม มีน้ำนมเริ่มไหล
ภายใน 6 ชั่วโมงหลังคลอดอยางมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นควรสนับสนุนใหมีการจัดการนวดและประเคานม
สำหรับมารดาหลังคลอดเพื่อกระตุนการไหลของน้ำนม และขยายเครือขายสูสถานบริการทางสุขภาพอื่น ๆ ตอไป
1.1.3 การประคบสมุนไพร
การประคบ หมายถึง การเอาลูกประคบที่นึ่งใหรอนนาบและกดคลึงตามสวนตาง ๆ ของรางกาย
โดยเนนแนวกลามเนื้อหรือตามแนวเสนประธานสิบ
เริ่มประคบจากทานอนหงายประคบเตานมทั้งสองขาง ประคบแขนทั้งสองขาง ขาสองขาง พลิกตะแคงประคบ
จากตนคอหลัง สะโพก และขาถึงขอเทา ทำเหมือนกันทั้งขางซายและขวา จากนั้นอาจจะประคบบาตนคอในทานั่ง
ลูกประคบที่ใชมักหอและรัดใหแนนขางในประกอบดวยสมุนไพรหลายชนิด แตมักจะใชไพลเปนหลัก นอกนั้นจะเปน
สมุนไพรที่ใชเปนตัวชวยเสริม เชนขมิ้นชันผิวมะกรูดตะไคร ใบมะขาม ใบสมปอยการบูร เปนตน
ภาพที่ 5.11 แสดงอุปกรณ “ลูกประคบ” ภาพที่ 5.12แสดงลักษณะการประคบหญิงหลังคลอด
1) ประโยชนของการประคบหลังคลอด
บรรเทาอาการเกร็งของกลามเนื้อ ปวดเมื่อยตามรางกาย ทำใหรูสึกผอนคลายและชวยกระตุน
การไหลเวียนโลหิต
2) ขอหามเพิ่มเติมเฉพาะการประคบสมุนไพร
2.1) ผูที่ประวัติการแพสมุนไพร หรือมีอาการไมพึงประสงคจากสมุนไพร
2.2) ผูที่มีแผลผิวหนังพุพอง
2.3) โรคติดเชื้อทางผิวหนัง
115
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
3) ขอควรระวังในการประคบสมุนไพร
ลูกประคบที่รอนมาก หรือการประคบบริเวณผิวหนังออนๆ หรือบริเวณที่เคยเปนแผลมากอน
ควรมีผาขนหนูรองบนผิวกอนการประคบ และควรระวังเปนพิเศษในผูปวยเบาหวาน ควรใชลูกประคบที่อุน
ไมควรประคบในกรณีที่มีการอักเสบ ปวด บวม แดง รอน
นอกจากนี้ ยังพบการศึกษาประสิทธิผลของการนวดไทยแบบราชสำนักรวมกับการประคบดวย
สมุนไพรเพื่อลดอาการปวดหลังที่เกิดขึ้นหลังคลอดชวงแรก (24 ชั่วโมง หลังคลอด) และการดูแลรักษาตาม
มาตรฐานการพยาบาลปกติ พบวาการนวดไทยแบบราชสำนักรวมกับการประคบดวยสมุนไพรชวยบรรเทา
อาการปวดหลังระดับปานกลางที่เกิดขึ้นในระยะหลังคลอดชวงแรกไดอยางมีนัยสำคัญทางสถิติอีกดวย
1.1.4 การทับหมอเกลือ
การทับหมอเกลือ หรือการนาบหมอเกลือ หมายถึง การนำเกลือเม็ดใสหมอดินนำไปตั้งไฟใหเกลือสุก
นำวางบนใบพลับพลึงซึ่งวางทับสมุนไพร เชน ไพล วานชักมดลูก มีวิธีการดังนี้
1) วิธีการ
1.1) นำไพลสด 1 สวน วานนางคำ 1/2 สวน วานชักมดลูก 1/2 สวน ตำใหละเอียด หรือหั่นเปน
ชิ้นเล็ก ๆ คลุกใหเขากันวางบนผาและผสมการบูรเพิ่มลงไป
1.2) นำใบพลับพลึงกรีดเอาเสนกลางใบออกแลวเอาดานหนาวางบนตัวยา 2 ใบ อีก 2 ใบ วางทับ
ตั้งฉากกันเปนรูปเครื่องหมายบวก ถายาแหงใหพรมน้ำเพื่อใหน้ำจากตัวยาซึมลงบนผิวหนังของหญิงหลังคลอด
1.3) นำเกลือเม็ดใสหมอทะนนตั้งไฟ 15 นาทีหรือเกลือรอนไดที่จนไดยินเสียงแตกของเกลือ
ยกหมอเกลือลงวางทับบนใบพลับพลึงที่เตรียมไว หอผามัดใหแนน
1.4) นำหมอที่หอผามัดแนน รวบชายผาหอทำเปนจุกสำหรับทับบริเวณหนาทองหญิงหลังคลอด
หัวเหนา บริเวณสะโพก โคนขา ดานนอกดานใน จนถึงปลายเทา รวมถึงบริเวณแนวไหลตนคอดวย
1.5) ลักษณะการใชหมอเกลือใหใชสลับกัน โดยใชใบที่ 1 นาบ ใบที่ 2 ตั้งไฟ เมื่อใชไปแลวเย็น
ใหนำใบที่ตั้งไฟรอนมาใชอยางตอเนื่อง สำหรับหมอเกลือที่ใชแลวไมควรนำมาใชอีกเพราะเกลือที่ใชแลว
ไมสามารถเก็บความรอนไดนาน
ภาพที่ 5.13 แสดงสมุนไพรที่ใชทับหมอเกลือ ภาพที่ 5.14 แสดงการหอหมอเกลือดวยใบพับพลึง
116
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
ภาพที่ 5.15 แสดงหัตถการการนวดโกยทอง ภาพที่ 5.16 แสดงหัตถการการทับหมอเกลือ
2) ประโยชนของการทับหมอเกลือ
ทำใหขับน้ำคาวปลาไดดี กระตุนการไหลเวียนโลหิต ลดอาการเมื่อยลา ทำใหหนาทองยุบ
รางกายเกิดความสมดุล
3) ขอหามเพิ่มเติมเฉพาะการประคบสมุนไพร
หญิงหลังคลอดที่แพสมุนไพร หรือมีอาการไมพึงประสงคจากสมุนไพร
4) ขอควรระวังในการทับหมอเกลือ
หมอเกลือตองไมรอนเกินไป เพราะจะทำใหผิวหนังไหม ระคายเคือง และระวังการทับหมอเกลือ
บริเวณใตอก หากทำรุนแรงทำใหเกิดอาการการจุกเสียดชวงอกได
การศึกษาประสิทธิผลการทับหมอเกลือในการดูแลหญิงหลังคลอด จำนวน 60 ราย แบงเปนกลุม
ทดลองทับหมอเกลือแบบปกติ 30 ราย และกลุมควบคุมทับหมอเกลือแบบหลอก 30 ราย ผลการศึกษา
พบวาคาเฉลี่ยระดับความปวดกลามเนื้อหลังการทดลองและระยะเวลาในการหายปวดกลามเนื้อระหวางกลุม
แตกตางกันอยางมีนัยสำคัญทางสถิติ ไมพบความแตกตางในทางสถิติของคาเฉลี่ยระดับความปวดมดลูก
และระยะเวลาในการหายปวดมดลูกระหวางกลุมผลการเปรียบเทียบความแตกตางของสัดสวนของรางกาย
กอนและหลังคลอดทั้งสองกลุมลดลงอยางมีนัยสำคัญทางสถิติ กลุมทดลองมีสีของน้ำคาวปลาหลังการทดลอง
วันที่ 5 แตกตางจากของกลุมควบคุมอยางมีนัยสำคัญทางสถิติ กลาวโดยสรุป การทับหมอเกลือมีประสิทธิผล
ชวยลดระดับความปวดกลามเนื้อและปวดมดลูก มีผลตอสีของน้ำคาวปลา ใหความพึงพอใจสูงและไมพบอาการ
แทรกซอน จึงควรสงเสริมใหมีการบริการทับหมอเกลือในทุกโรงพยาบาลเพื่อฟนฟูสุขภาพใหหญิงหลังคลอด
1.1.5 การนาบไพล
1) วิธีการ นำเหงาไพลมาตำละเอียด ผสมเกลือ เอาผาหอ แลวนำไปนึ่งใหรอนหรือใชลูกประคบนึ่ง
ใหรอนแลววางลงกับพื้น ใหหญิงหลังคลอดนั่งลงบนหอผาหรือลูกประคบโดยใหฝเย็บตรงกับหอไพล
หรือลูกประคบ หากยังรอนอยูใหรองผานั่งอีกหนึ่งชั้น นั่งทับไปจนกวาหอไพลหรือลูกประคบจะเย็นลง
117
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
2) ประโยชนของการนาบไพล
ไพล มีคุณสมบัติลดการอักเสบและความรอนจะชวยกระตุนการหดรัดตัวของมดลูก ชวยใหน้ำคาวปลา
ไหลไดดี ในปจจุบันไมนิยมแลวเนื่องจากกังวลเรื่องการติดเชื้อ
3) ขอควรระวังในการนาบไพล
ในหญิงที่คลอดปกติที่มีการเย็บฝเย็บดวยไหมละลาย ใหระวังการนาบไพลหรือการสัมผัสความรอน
โดยตรง เพราะความรอนอาจทำใหแผลแยกได จากการที่ไหมละลายไดเร็วกวาปกติ ควรรอใหแผลฝเย็บติดกัน
ดีกอนเริ่มทำหัตถการชนิดนี้
1.1.6 การอบไอน้ำสมุนไพร/การเขากระโจม
การอบไอน้ำสมุนไพรหรือการเขากระโจม หมายถึง การตมสมุนไพรใหรอนแลวเอาไอรมตามตัว ใบหนา
การอบไอน้ำสมุนไพรผานตูอบไอน้ำสมุนไพร เรียกวา “อบไอน้ำสมุนไพร” แตถาผานกระโจมเรียกวา “เขากระโจม”
หลักการทั่วไปสำหรับหญิงหลังคลอดสามารถทำไดตอเนื่องกันประมาณ 5-7 วัน วันละ 1 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที
1) วิธีการ นำสมุนไพรมาตมใหเดือดแลวตอทอเขาในกระโจมหรือตูอบ ใหหญิงหลังคลอดใสกระโจมอก
หรือเสื้อผาที่ไมหนา ราดน้ำอุนใหตัวเปยกแลวเขาอยูในกระโจม ระหวางที่นั่งอยูในกระโจม อาจใชลูกประคบอุน
นวดคลึงที่เตานมดวย เวลาในการเขากระโจมนาน ครั้งละ 10-15 นาที แลวออกมาพัก 5-10 นาที ดื่มน้ำอุน
จากนั้นเขากระโจมตออีกครั้ง 10-15 นาที แลวออกมาพัก ประมาณ 10 นาที แลวจึงชำระลางรางกายดวยน้ำอุน
สมุนไพรที่ใช สามารถเลือกใชไดตามแตที่จะหาไดในละพื้นที่ นิยมใชอยู 3 กลุม คือ
กลุมที่ 1 เปนสมุนไพรที่มีน้ำมันหอมระเหย มีกลิ่นหอม เชน เปลือกสมโอ ใบตะไคร ขมิ้นออย
ขมิ้นชัน ไพล ผิวมะกรูด เปราะหอม วานน้ำ ใบหนาด
กลุมที่ 2 เปนสมุนไพรที่มีรสเปรี้ยว เชน ใบมะขาม ผลมะกรูดผาซีก ใบและฝกสมปอย
กลุมที่ 3 เปนสารที่ระเหิดงายใหกลิ่นหอม ไดแก พิมเสน การบูร จะชวยใหรูสึกสดชื่น ชวยบำรุงหัวใจ
แตไมควรใสมากเพราะปจจุบันมักเปนสารสังเคราะห
ภาพที่ 5.17-5.18 แสดงหัตถการการเขากระโจมสมุนไพร
118
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
2) ประโยชนของการอบไอน้ำสมุนไพร/การเขากระโจม
กระตุนการไหลเวียนโลหิต ชวยลดการอักเสบ บวม บรรเทาอาการปวดกลามเนื้อทั่วรางกาย
ทำใหรูขุมขนเปด สิ่งสกปรกถูกขับออกมาพรอมกับเหงื่อ สมุนไพรที่มีรสเปรี้ยวชวยกำจัดของเสียและสิ่งสกปรก
ออกจากรางกาย ทำใหเหงื่อถูกขับออกมา และชวยลดน้ำหนักไดบาง กลิ่นหอมของสมุนไพร ชวยใหรูสึกสดชื่น
แจมใส คลายความเครียด และบรรเทาอาการหวัดคัดจมูก
3) ขอหามเพิ่มเติมเฉพาะการอบไอน้ำสมุนไพร/การเขากระโจม
3.1) หลังฟนไขหรือทองเสียใหม ๆ หรือออนเพลีย อดนอน อดอาหาร
3.2) มีความดันโลหิตต่ำ หรือวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส อาเจียน
3.3) โรคหอบหืดขณะมีอาการ
3.4) ระดูทับไขหรือไขทับระดู
3.5) มีการอักเสบจากบาดแผลตาง ๆ
3.6) หญิงหลังคลอดที่มีแผลผาคลอดที่ยังไมหายสนิท
3.7) หญิงหลังคลอดที่แพยาสมุนไพร หรือมีอาการไมพึงประสงคจากสมุนไพร
3.8) หญิงหลังคลอดที่เปนโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคหอบหืด โรคลมชัก โรคไต โรคเบาหวาน
3.9) หากเกิดอาการแนนหนาอกหายใจไมออกควรหยุดทำทันที
4) ขอควรระวังการอบไอน้ำสมุนไพร/การเขากระโจม
4.1) ไมควรอบไอน้ำสมุนไพรเปนเวลานานทำใหรางกายสูญเสียน้ำมากเกินไปทำใหเกิดหนามืด วิงเวียน
ศีรษะได
4.2) กรณีหญิงหลังคลอดที่นำบุตรอายุต่ำกวา 1.5 ป มาอยูในบริเวณที่ทำหัตถการดวย ใหระวังการใช
สมุนไพรการบูร เกล็ดสะระแหนและน้ำมันยูคาลิปตัสระหวางการทำหัตถการ จากการศึกษาในงานวิจัย พบวา
หากบุตรสูดดมและสัมผัสสมุนไพรเหลานี้โดยตรงอาจทำใหเกิดพิษ เชน คลื่นไส อาเจียน ระคายเคือง หรือชัก
ซึ่งเปนอันตรายกับบุตร
1.1.7 หัตถการอื่น ๆ
หัตถการทางการแพทยแผนไทยที่กลาวมาแลว เปนหัตถการที่นิยมใชในการดูแลสุขภาพ
หญิงหลังคลอด ประกอบดวยการนวดไทย การประคบสมุนไพร การทับหมอเกลือ การอบสมุนไพร
หรือการเขากระโจม นอกจากนี้ยังมีหัตถการอื่น ๆ ทางการแพทยแผนไทยที่ยังคงมีใหบริการตามความเหมาะสม
ของบริบทและพื้นที่หนวยบริการสุขภาพ ทั้งนี้การใชหัตถการและระยะเวลาที่เหมาะสมในการใหบริการ
หญิงหลังคลอด ตองดำเนินการภายใตดุลยพินิจของแพทยแผนไทยผูดูแล มีรายละเอียดดังนี้
1.1.7.1 การอาบน้ำสมุนไพร
การอาบน้ำสมุนไพร หมายถึง การอาบน้ำตมสมุนไพรในระหวางการกระบวนการอยูไฟ มักอาบกอน
การอยูไฟในแตละวัน และอาบหลังจากที่อยูไฟเสร็จแลว โดยการอาบกอนการอยูไฟนั้นตามประเพณีดั้งเดิม
มีวัตถุประสงคเพื่อดับกลิ่นน้ำคาวปลาซึ่งจะมีมากเมื่อหลังคลอดใหม ๆ รวมทั้งเปนการลางแผลฝเย็บ
119
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
และชองคลอด สมุนไพรที่ใชจึงมักใชที่มีกลิ่นหอม เชน ตะไคร ใบเปลาใหญ ผลมะกรูด สมปอย ขมิ้นชัน
ดอกบุนนาค ใบคนทีสอตามแตละทองถิ่นใชกันนำมาตมพอเดือด ยกลงรินเอาแตน้ำมาผสมน้ำธรรมดาใหอุนขึ้น
แลวใหหญิงหลังคลอดอาบชำระลางรางกายแผลฝเย็บ
ภาพที่ 5.19แสดงสมุนไพร“ตะไคร” ภาพที่ 5.20แสดงสมุนไพร“เปลาใหญ” ภาพที่ 5.21แสดงสมุนไพร“ขมิ้นชัน”
ภาพที่ 5.22แสดงสมุนไพร“มะกรูด” ภาพที่ 5.23แสดงสมุนไพร“สมปอย”
ที่มาภาพที่ 5.19: ฐานขอมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. ตะไครแกง. เขาถึงไดจาก
https://apps.phar.ubu.ac.th/ สืบคน 2 กุมภาพันธ 2567
ที่มาภาพที่ 5.20-5.23: กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. ตำราภูมิปญญาการผดุงครรภไทย. 2560
ภาพที่ 5.24 แสดงสมุนไพร “บุนนาค” ภาพที่ 5.25 แสดงสมุนไพร “คนทีสอ”
ที่มาภาพที่ 5.24: ไทยเกษตรศาสตร. บุนนาค. เขาถึงไดจาก https://www.thaikasetsart.com/บุนนาค/
สืบคน 2 กุมภาพันธ 2567
ที่มาภาพที่ 5.25: ศูนยการเรียนรูเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
แมสอด. คนทีสอ. เขาถึงไดจาก https://maesot.kpru.ac.th/ สืบคน 2 กุมภาพันธ 2567
120
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
1) ประโยชนของการอาบน้ำสมุนไพร ชวยดับกลิ่นน้ำคาวปลา
2) ขอควรระวัง กอนอาบน้ำสมุนไพร ตองใหหญิงหลังคลอดจุมมือเพื่อทดสอบความรอนของน้ำกอน
ระวังไมใหรอนเกินไป สมุนไพรที่มีน้ำมันหอมระเหยอาจจะเปนฝาลอยที่ผิวน้ำ เมื่ออาบน้ำสมุนไพรจะติดผิวหนัง
จึงไมควรปลอยใหน้ำตมเย็นมากจนเกินไป
1.1.7.2 การพอกผิวและขัดผิวดวยสมุนไพร
การดูแลผิวพรรณเปนองคประกอบที่สำคัญสำหรับหญิงหลังคลอด เนื่องจากหญิงในระยะหลังคลอด
มักจะมีสีผิวคล้ำ ดางดำ ไมสดใส หญิงหลังคลอดสามารถใชวิธีการพอกผิวและขัดผิวเพื่อใหผิวพรรณกระจางใสได
ซึ่งสมุนไพรที่ใชเปนเครื่องประทินผิวสามารถซื้อสำเร็จรูปตามทองตลาดทั่วไป หากตองการผสมเอง
มีสวนผสม ดังนี้
1) ขมิ้นชัน สมานผิว บำรุงผิวพรรณ รักษาสิว
2) ไพล ลบเลือนจุดดางดำ แกฝา
3) วานนางคำ ลบเลือนจุดดางดำ
4) กระดองปลาหมึก (ลิ้นทะเล) ลบเลือนจุดดางดำ แกฝา
5) ดินสอพอง นำมาผสมขมิ้น ไพล เพื่อชวยลดความรอน
6) ฝกสมปอย(ผง) ทำใหผิวสะอาด
7) มะขามเปยก ทำความสะอาดผิวเมื่อขัดผิว และทาดวยขมิ้น
สูตรพอกผิว มีสวนประกอบดังนี้
1) ดินสอพอง 5 ชอนชา 2) ขมิ้นชันผง 1 ชอนชา
3) น้ำ/นมสด/น้ำมะขามเปยก/น้ำผึ้ง 1 ถวย
สูตรขัดผิวและหนาทองลาย มีสวนประกอบดังนี้
1) นมสด 2 ชอนโตะ 2) ขมิ้นสดบด 1 ชอนโตะ
3) ไพลสดบด 1 ชอนโตะ 4) พิมเสน 1 ชอนโตะ
5) น้ำมะขามเปยก 2 ชอนโตะ
1) ประโยชนของการพอกผิวและขัดผิว
ชวยใหผิวชุมชื่น ขจัดคราบไคลและเซลลที่เสื่อมสภาพและรอยแตกลาย ทำใหผิวกระจางใส
2) ขอหามเพิ่มเติมเฉพาะของการพอกผิว
หญิงหลังคลอดที่แพสมุนไพร หรือมีอาการไมพึงประสงคจากสมุนไพร
3) ขอควรระวัง
กรณีพอกบริเวณผิวหนา ควรระวังอยาใหเขาตา หากเขาตาใหรีบลางออกดวยน้ำสะอาด
121
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
1.1.7.3 การรัดหนาทอง
การรัดหนาทองหลังคลอดบุตรเพื่อกระชับหนาทองที่พึ่งยืดขยายมาเปนเวลา 9 เดือน ใหกลับคืน
สูรูปรางเดิม เปนการกระชับหนาทอง ชวยใหมดลูกกลับเขาอูไดเร็วขึ้น มีสวนชวยใหระบบไหลเวียนโลหิต
ในชองทองไหลเวียนไดดีขึ้น ทั้งยังชวยบรรเทาอาการปวดหลังที่สะสมมาตั้งแตตั้งครรภจนกระทั่งชวงใหนมบุตร
และเลี้ยงดูบุตร มารดาที่คลอดบุตรโดยวิธีธรรมชาติ เมื่อคลอดได 3 วันแลว ควรใชผาพันรัดหนาทองไว
ตลอดเวลา ทำตอเนื่องกัน 10 วัน สวนมารดาที่คลอดโดยวิธีการผาตัด ควรใหแผลหายดีกอนแลวจึงใชผารัด
หนาทอง เพื่อลดอาการบวมของมดลูกและบรรเทาอาการเจ็บปวดหลังผาตัดคลอด
1) ประโยชนการรัดหนาทอง
1.1) ชวยใหมดลูกเขาอูเร็วขึ้น
1.2) ชวยพยุงหนาทองและมดลูกใหกระชับ
2) ขอควรระวัง
2.1) การพันผาตองไมแนนหรือหลวมเกินไป หากรัดแนนจะทำใหอึดอัด และน้ำคาวปลาไหลไมสะดวก
2.2) หญิงหลังคลอดที่มีการอาการหนามืด วิงเวียนศีรษะ หากรูสึกอึดอัดใหคลายผาออกหรือ
หยุดทำการรัดหนาทอง
ในปจจุบันนี้มีการพัฒนาผารัดหนาทองใหมีความทันสมัย สอดรับกับเทคโนโลยีในยุคปจจุบันมากขึ้น
ในหญิงหลังคลอดจึงมีการใชแผนรัดหนาทองสำเร็จรูปเพื่อชวยลดการอาการเจ็บปวดหลังคลอด
ตัวอยางการศึกษาวิจัยการใชที่รัดหนาทองเพื่อลดการปวดแผลผาตัดหลังคลอดบุตร โรงพยาบาลขอนแกน
ทำการศึกษาในหญิงหลังคลอดที่คลอดดวยการผาตัดระหวางเดือนมกราคม ถึงเดือนเมษายน พ.ศ.2561
จำนวน 50 ราย ไดรับการสุมเปนกลุมที่ไดใชที่แผนรัดหนาทองหลังผาตัดคลอด และกลุมที่ไดรับการดูแล
ตามมาตรฐานตามปกติ ผลการศึกษาพบวา กลุมที่มีการใชแผนรัดหนาทองมีการปวดแผลหลังผาตัดที่ 6, 24
และ 48 ชั่วโมง นอยกวากลุมที่ไดรับการดูแลตามมาตรฐาน และมีการใชปริมาณยาลดปวดกลุมนอยกวา
อยางมีนัยสำคัญทางสถิติ จึงสามารถสรุปไดวา การใชแผนรัดหนาทองสามารถลดการปวดแผลผาตัด
และลดปริมาณการใชยาลดปวดหลังผาตัดคลอดบุตรได
1.1.7.4 การนั่งถาน
การนั่งถาน เปนการชวยใหฝเย็บและชองคลอดแหง มักจะทำหลังจากอาบน้ำ โดยนั่งบนเกาอี้เจาะรู
ใหฝเย็บอยูตรงรูที่เจาะไว ใตเกาอี้วางเตาไฟที่กอไฟแลวโรยสมุนไพรเปนระยะ
ตัวยาสมุนไพรนั่งถาน ที่นิยมมีดังนี้ ผิวมะกรูด วานน้ำ วานนางคำ ไพล ขมิ้นออย ชานหมาก
เปลือกชะลูด ขมิ้นผง ใบหนาด การบูร
1) วิธีการนั่งถาน
1. ลางสมุนไพรใหสะอาด หั่นใหละเอียดตากแดดใหแหงสนิท แลวบดพอหยาบ ๆ
122
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
2. กอเตาใหถานติดสม่ำเสมอดีแลวนำไปวางไวใตเกาอี้ที่จะใชสำหรับนั่งโดยไฟในเตาไมตองแรงมาก
และตองไมปะทุไฟ (ระยะหางระหวางเตาไฟกับรูที่เจาะไวควรหางพอประมาณ หากใกลมากจะทำให
รอนเกินไป หรือทำใหเปลวไฟลุกไหม หรือเกิดสะเก็ดไฟถูกผิวหนังชองคลอด)
3. นำตัวยาที่เตรียมไวคอย ๆ โรยลงบนเตาไฟ ใหควันพลุงขึ้นมาแลวใหหญิงหลังคลอดนั่งบนเกาอี้
ที่เตรียมไว ควันจากเตาจะรมบริเวณชองคลอดและฝเย็บ
4. เมื่อควันไฟจางลงโรยสมุนไพรลงไปใหม ทำซ้ำประมาณ 7-10 ครั้ง ใชเวลาประมาณ 10-15 นาที
ภาพที่ 5.26 แสดงรูปภาพแสดงอุปกรณการนั่งถาน ภาพที่ 5.27 แสดงรูปภาพหัตถการการนั่งถาน
ที่มาภาพที่ 5.26: ธรรมศาสตรเวชสาร. การสรางเสริมสุขภาพมารดาและเด็ก: จากมุมมองจากศาสตร
การแพทยแผนไทยและศาสตรของการแพทยแผนปจจุบัน. 2556
ที่มาภาพที่ 5.27: กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. ตำราภูมิปญญาการผดุงครรภไทย. 2560
2) ประโยชนของการนั่งถาน
ชวยใหฝเย็บ ชองคลอดแหงเร็ว สมุนไพรที่ใชจะมีสารสำคัญที่มีน้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์
เปนยาปฏิชีวนะเล็กนอยจึงชวยลดการอักเสบ การติดเชื้อในชองคลอดไดนิดหนอย และความรอนจะชวย
ใหมดลูกหดรัดตัว น้ำคาวปลาไหลไดดี
3) ขอควรระวัง
3.1) หญิงหลังคลอดที่มีอาการออนเพลีย วิงเวียนศีรษะ
3.2) ไมใชความรอนที่มากเกินไปในการนั่งถาน และไมนั่งใกลเตาจนเกินไป ในหญิงที่คลอดปกติ
ที่มีการเย็บฝเย็บดวยไหมละลาย ใหระวังการสัมผัสความรอนโดยตรง เพราะความรอนอาจทำใหแผลแยกได
จากการที่ไหมละลายไดเร็วกวาปกติ
3.3) ในระหวางการนั่งไมควรใหมีเปลวไฟ
1.1.7.5 การใชกอนเสาในหญิงหลังคลอด
หัตถการกอนเสาในหญิงหลังคลอด เปนหัตถการที่นิยมในภาคใตของประเทศไทย ซึ่งเปนหัตถการ
ที่ชวยใหมดลูกเขาอูเร็วขึ้น ชวยขับน้ำคาวปลาไดดวย โดยนิยมหัตถการนี้แทนการนั่งถาน
กอนเสา หมายถึง กอนหินที่มีขนาตพอเหมาะในการจับ น้ำหนักประมาณ 1-2 กิโลกรัม นิยมใชหิน
ที่พบบริเวณน้ำตก มีเนื้อหยาบ เนื่องจากทนตอความรอนมากกวาหินเนื้อละเอียด ผิวเกลี้ยง รูปไข
123
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
1) วิธีการใสกอนเสาหลังคลอด
เตรียมโดย นำกอนเสา กอนใชจะนำกอนเสาวางบนถานรอน ๆ ประมาณ 20 นาที แลวราดน้ำ จากนั้นรอ
จนไอความรอนลดลงแลวหอดวยผาใหเรียบรอย มักทับกอนเสาวันละ 3 ครั้ง ๆ ละ 1 ชั่วโมง เปนเวลา 5 - 7 วัน
เปนการทำตอเนื่องจากการนวด/ประคบ มีขั้นตอนดังนี้
1.1) ทานอนหงาย จัดทาใหหญิงหลังคลอดนอนหงายในทาที่สบาย วางกอนเสาบริเวณขอบกระดูก
หัวเหนา ตั้งไวจนหญิงหลังคลอดรูสึกน้ำหนักไปถึงหลังและรูสึกรอน ใหเลื่อนขึ้นดานบนกระดูกเชิงกราน
ชอนทองนอยขึ้นเพื่อวางกอนเสาบนรองกระดูกเชิงกรานทั้งสองขาง หากหญิงหลังคลอดรูสึกปวดหลังปวดเอว
ใหวางกอนหินตั้งตรงกลางสะดือโดยใหหญิงหลังคลอดจับกอนเสาไวเอง เมื่อรูสึกน้ำหนักไปถึงหลังและรูสึกรอน
ใหเลื่อนไปบริเวณตาง ๆ รอบทอง เลื่อนไปเรื่อย ๆ วนรอบสะดือดานขางทั้งสองดาน
1.2) ทานอนตะแคง ชอนทองขึ้นเล็กนอยและสอดกอนเสาเขาไปหนุนทองดานขางไว เมื่อรูสึกรอน
ใหเลื่อนลงหรือขึ้นไปในบริเวณถัดไป
1.3) ทานั่งชันเขา ใหหญิงหลังคลอดนั่งชันเขาขึ้นขางหนึ่ง นำกอนเสาหนุนไวที่บริเวณขาชวงบน
หรือใตแกมกน ใหฝาเทาประกบกับกอนเสาในลักษณะประคองไว ใหหญิงหลังคลอดนั่งทับกอนเสาไวสักครู
แลวนำกอนเสาไปวางใตขาอีกดานหนึ่ง ทำเชนเดียวกันทั้ง 2 ขาง
ภาพที่ 5.28 แสดงภาพกอนเสา
ที่มา : กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. ตำราภูมิปญญาการผดุงครรภไทย. 2560
2) ประโยชนการใสกอนเสาหลังคลอด
เพื่อชวยใหมดลูกเขาอู ขับน้ำคาวปลา ลดอาการปวดเมื่อยกลามเนื้อและชวยใหฝเย็บแหงเร็ว
3) ขอหามเพิ่มเติมเฉพาะในการใสกอนเสาหลังคลอด
หามในกรณีหญิงผาคลอดบุตร
1.1.7.6 การนึ่งยา
1) วิธีการนึ่งยา
ใหนำไพล 2 บาท ดีปลี 1 บาท กระเทียม 1 บาท พริกไทย 1 บาท สารสม 1 บาท ดินประสิว 1 บาท
และใบมะกาเทายาทั้งหลาย มาบดใหเปนผง แลวผสมกับสุราหรือน้ำสมสายชู ทาบริเวณหนาทองตำแหนง
มดลูก จากนั้นนำผาทำเปนพวงมาลัยครอบยาไว แลวนำหมอเกลือที่ตั้งไฟรอนแลว วางทับลงบนยา นาบทอง
ใหรอน ใหทำวันละ 2 ครั้ง
124
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
2) ประโยชนของการนึ่งยา
สรรพคุณชวยขับเลือดลม ทำใหทองยุบแหงดี ใชเมื่ออยูไฟแลวทองไมยุบแหง
1.1.7.7 การทำหัตถการมณีเวช
สำหรับหญิงหลังคลอดจำเปนตองไดรับการฟนฟูสุขภาพโดยรวมของรางกาย การจัดสมดุลรางกาย
ดวยมณีเวชจึงเปนวิธีการหนึ่งที่มีความสำคัญตอการดูแลหญิงหลังคลอด เพื่อลดอาการเจ็บปวยตาง ๆ ที่เกิดจาก
สมดุลโครงสรางรางกาย และฟนฟูรางกายของหญิงหลังคลอด เชน ชวยใหมดลูกเขาอูเร็วขึ้น แกไขปญหาสมดุล
โครงสราง ลดอาการปวดเมื่อยโดยเฉพาะอาการปวดบริเวณขอมือคอบาไหลจากการใหนมบุตร ปรับการไหลเวียน
เลือดลมชวยขับของเสียและเพิ่มการไหลของน้ำนม1 รายละเอียดในภาคผนวก
1
ที่มาจาก ความเห็นคทง.แนวทางการดูแลดานการผดุงครรภดวยการแพทยแผนไทยในสถานบริการสาธารณสุข
125
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
1.2 การใชยาสมุนไพร
การใชยาสมุนไพรในระยะหลังคลอดมีหลายประเภท มีวัตถุประสงคที่แตกตางกัน เชน เพื่อขับ
น้ำคาวปลา ชวยใหมดลูกเขาอู บำรุงรางกาย บำรุงน้ำนม และยารักษาตามอาการ เชน แกลมวิงเวียน
ออนเพลีย หรือนอนไมหลับ เพื่อใหรางกายหญิงหลังคลอดเขาสูสภาวะปกติกอนการตั้งครรภ
ยาในบัญชียาหลักแหงชาติดานสมุนไพร พ.ศ. 2566 หากบุคลากรผูตรวจประเมินและสั่งการรักษาพิจารณา
เห็นวามีความจำเปนที่จะจายยาสมุนไพร สามารถสั่งยาโดยแพทยแผนไทย แพทยแผนไทยประยุกต
หรือผูประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ผูอำนวยการหรือหัวหนาสถานพยาบาลมอบหมาย โดยแบงรายการยา
ตามสรรพคุณ ดังนี้
1) ขับน้ำคาวปลา ชวยใหมดลูกเขาอู
รายการยา สรรพคุณ ขนาดและวิธีใช ขอหาม/ขอควรระวัง
ยาไฟประลัยกัลป ขับน้ำคาวปลาใน
เรือนไฟ ช วยให
มดลูกเขาอู
ชนิดผง
รับประทานครั้งละ 1 กรัม ละลายน้ำตม
สุกที่ยังอุนอยู วันละ 3 ครั้ง กอนอาหาร
เชา กลางวัน เย็นใหรับประทานจนกวา
น้ำคาวปลาจะหมด แตไมควรเกิน 15 วัน
ชนิดแคปซูลและชนิดเม็ด
รับประทานครั้งละ 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง
ก อนอาหารเช า กลางวัน เย็น
ใหรับประทานจนกวาน้ำคาวปลา
จะหมด แตไมควรเกิน 15 วัน
-หามใชในผูที่มีไข หญิงตั้งครรภ
หญิงที่ผาคลอด และหญิงที่มี
เลือดออกมากผิดปกติหลังคลอด
-ควรระวังการใชยาอยางตอเนื่อง
โดยเฉพาะอยางยิ่งในผูปวยที่มี
ความผิดปกติของตับ ไต เนื่องจาก
อาจเกิดการสะสมของการบูรและ
เกิดพิษได
ไฟหากอง ขับน้ำคาวปลาใน
เรือนไฟ ช วยให
มดลูกเขาอู
ชนิดผง
รับประทานครั้งละ 1 – 1.5 กรัมละลาย
น้ำต มสุกที่ยังอุ น วันละ 3 ครั้ง
กอนอาหาร เชา กลางวัน เย็น ให
รับประทานจนกวาน้ำคาวปลาจะหมด
แตไมควรเกิน 15 วัน
ชนิดแคปซูลและชนิดเม็ด
รับประทานครั้งละ 1 – 1.5 กรัมวันละ
3 ครั้ง กอนอาหาร เชา กลางวัน เย็น
ใหรับประทานจนกวาน้ำคาวปลา
จะหมด แตไมควรเกิน 15 วัน
- หามใชในผูที่มีไข หญิงตั้งครรภ
หญิงผ าคลอด และหญิงที่มี
เลือดออกมากผิดปกติหลังคลอด
126
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
รายการยา สรรพคุณ ขนาดและวิธีใช ขอหาม/ขอควรระวัง
ยาสตรีหลังคลอด
(ยาตม)
ขับน้ำคาวปลา บำรุง
เลือด ชวยใหมดลูก
เขาอูเร็วในหญิงหลัง
คลอด
1. วิธีการเตรียมยาตม
1) นำถุงผาขาวบางที่บรรจุสมุนไพรใส
ในหมอตม
2) เติมน้ำพอทวม (โดยใชมือกดบนยา
เบา ๆ ใหตัวยาจมอยูใตน้ำ และใหน้ำ
ทวมหลังมือ) นำไปตั้งบนเตา ตมจน
เดือด แลวหรี่ไฟลง ตมตออีก 10-15
นาที แลวยกลงจากเตา
2. วิธีใช รินเอาน้ำดื่มครั้งละ 250
มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง กอนอาหารเชา
กลางวัน และเย็น กินติดตอกัน 1
สัปดาห หรือจนกวาน้ำคาวปลาจะ
หมด แตไมควรเกิน 15 วัน โดยควรดื่ม
ขณะยังอุนอยู ยา 1 หอ ใชติดตอกันได
5-7 วัน โดยเติมน้ำ แลวนำมาตมกิน
ทุกวัน
- หามใชในผูที่มีไข หญิงตั้งครรภ
หญิงผ าคลอด และหญิงที่มี
เลือดออกมากผิดปกติหลังคลอด
- ควรระวังในการรับประทาน
รวมกับยาในกลุมสารกันเลือด
เปนลิ่ม (anticoagulants) และ
ยาตานการจับตัวของเกล็ดเลือด
(antiplatelets)
- ควรระวังการใชยาในผูปวยที่แพ
ละอองเกสรดอกไม
ตารางที่ 5.1 แสดงตำรับยาในบัญชีหลักแหงชาติสมุนไพร พ.ศ. 2566 สรรพคุณ ขับน้ำคาวปลา ชวยใหมดลูกเขาอู
127
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
2) บรรเทาอาการปวดประจำเดือน
รายการยา สรรพคุณ ขนาดและวิธีใช ขอหาม/ขอควรระวัง
ยาประสะไพล - ระดูมาไมสม่ำเสมอ
หรือมานอยกวาปกติ
- บรรเทาอากาปวด
ประจำเดือน
- ขับน้ำคาวปลาใน
หญิงหลังคลอดบุตร
- กรณีระดูมาไมสม่ำเสมอหรือมานอย
กวาปกติ
ชนิดผง
รับประทานครั้งละ1กรัมละลายน้ำตมสุก
ที่ยังอุนอยู วันละ 3 ครั้ง กอนอาหาร
เชา กลางวัน เย็น เปนเวลา 3 - 5 วัน
เมื่อระดูมาใหหยุดรับประทาน
ชนิดแคปซูล ชนิดเม็ด และชนิดลูกกลอน
รับประทานครั้งละ 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง
กอนอาหาร เชา กลางวัน เย็น เปนเวลา
3 -5วัน เมื่อระดูมาใหหยุดรับประทาน
- กรณีปวดประจำเดือน ในกรณีที่มี
อาการปวดประจำเดือนเปนประจำ
ใหรับประทาน ยากอนมีประจำเดือน
2 - 3 วันไปจนถึงวันแรกและวันที่สอง
ที่มีประจำเดือน
ชนิดผง
รับประทานครั้งละ 1 กรัม ละลายน้ำ
ตมสุกที่ยังอุนอยู วันละ 3 ครั้ง
กอนอาหาร เชา กลางวัน เย็น
ชนิดแคปซูล ชนิดเม็ด และชนิด
ลูกกลอน
รับประทานครั้งละ 1 กรัม วันละ 3
ครั้ง กอนอาหารเชา กลางวัน เย็น
- กรณีขับน้ำคาวปลาในหญิง
หลังคลอดบุตร
ชนิดผง
รับประทานครั้งละ 1 กรัม ละลายน้ำ
ตมสุกที่ยังอุนอยู วันละ 3 ครั้งกอน
อาหาร เชา กลางวัน เย็น ใหรับประทาน
จนกวาน้ำคาวปลาจะหมดแตไมเกิน15วัน
- หามใชในผูที่มีไข หญิงตั้งครรภ
หญิงผ าคลอด และหญิงที่มี
เลือดออกมากผิดปกติหลังคลอด
- หามรับประทานในหญิงที่มีระดู
มากกวาปกติเพราะจะทำใหมีการ
ขับระดูออกมามากขึ้น
- ควรระวังการใชยาอยางตอเนื่อง
โดยเฉพาะอยางยิ่งในผูปวยที่มี
ความผิดปกติของตับ ไต เนื่องจาก
อาจเกิดการสะสมของการบูรและ
เกิดพิษได
- กรณีระดูมาไมสม่ำเสมอหรือมา
นอยกวาปกติ ไมควรใชติดตอกัน
นานเกิน 1 เดือน
- กรณีขับน้ำคาวปลาในหญิงหลัง
คลอดบุตร ไมควรใชติดตอกันนาน
เกิน 15 วัน
128
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
รายการยา สรรพคุณ ขนาดและวิธีใช ขอหาม/ขอควรระวัง
ชนิดแคปซูล ชนิดเม็ด และชนิดลูกกลอน
รับประทานครั้งละ 1 กรัม วันละ 3
ครั้ง กอนอาหาร เชา กลางวัน เย็น
ใหรับประทานจนกวาน้ำคาวปลา
จะหมด แตไมเกิน 15 วัน
ยาเลือดงาม - บรรเทาอาการ
ปวดประจำเดือน
ชวยใหประจำเดือน
มาเปนปกติ
- แกมุตกิด
ชนิดผง
รับประทานครั้งละ 1 – 2 กรัม ละลาย
น้ำตมสุกที่ยังอุนอยู วันละ 3 ครั้ง
กอนอาหารเชา กลางวัน เย็น
ชนิดแคปซูล
รับประทานครั้งละ 1 – 2 กรัม วันละ
3 ครั้ง กอนอาหาร เชา กลางวัน เย็น
-ห ามใช ในผูที่มีไข และหญิง
ตั้งครรภ หญิงที่ผาคลอด และ
หญิงที่มีเลือดออกมากผิดปกติหลัง
คลอด
-ควรระวังการใชยาอยางตอเนื่อง
โดยเฉพาะอยางยิ่งในผูปวยที่มี
ความผิดปกติของตับ ไต เนื่องจาก
อาจเกิดการสะสมของการบูรและ
เกิดพิษได
ตารางที่ 5.2 แสดงตำรับยาในบัญชีหลักแหงชาติสมุนไพร พ.ศ. 2566 สรรพคุณ บรรเทาอาการปวดประจำเดือน
3) บำรุงน้ำนม
รายการยา สรรพคุณ ขนาดและวิธีใช ขอหาม/ขอควรระวัง
ยาปลูกไฟธาตุ บำรุงไฟธาตุ
ขับโลหิตระดู
บำรุงน้ำนม
รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม –
1.5 กรัม วันละ 3 ครั้ง กอนอาหาร เชา
กลางวัน เย็น
- หามใชในผูที่มีไข หญิงตั้งครรภ
หญิงผ าคลอด และหญิงที่มี
เลือดออกมากผิดปกติหลังคลอด
- ควรระวังการใชยานี้ รวมกับยา
phenytoin, propranolol,
theophylline และ rifampicin
เนื่องจากตํารับนี้มีพริกไทย
ในปริมาณสูง
ตารางที่ 5.3 แสดงตำรับยาในบัญชีหลักแหงชาติสมุนไพร พ.ศ. 2566 สรรพคุณ บำรุงน้ำนม
129
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
4) แกลมวิงเวียน
รายการยา สรรพคุณ ขนาดและวิธีใช ขอหาม/ขอควรระวัง
ยาหอมเทพจิตร แกลมกองละเอียด
ไดแก อาการหนามืด
ตาลาย สวิงสวาย
(อาการที่รูสึกใจหวิว
วิงเวียน คลื่นไส
ตาพราจะเปนลม)
ใจสั่น และบำรุงดวง
จิตใหชุมชื่น
ชนิดผง
รับประทานครั้งละ 1-1.4 กรัม ละลาย
น้ำตมสุกที่ยังอุนอยู เมื่อมีอาการทุก
3 - 4 ชั่วโมง ไมควรเกินวันละ 3 ครั้ง
ชนิดเม็ด
รับประทานครั้งละ 1-1.4 กรัม เมื่อมี
อาการ ทุก 3-4 ชั่วโมง ไมควรเกิน
วันละ 3 ครั้ง
- ควรระวังการรับประทานรวมกับ
ยาในกลุมสารกันเลือดเปนลิ่ม
(anticoagulants) และยาตาน
การจับตัวของเกล็ดเลือด
(antiplatelets)
- ควรระวังการใชยาอยางตอเนื่อง
โดยเฉพาะอยางยิ่งในผูปวยที่มี
ความผิดปกติของตับ ไต เนื่องจาก
อาจเกิดการสะสมของการบูรและ
เกิดพิษได
- ควรระวังการใชยาในผูปวยที่แพ
ละอองเกสรดอกไม
ยาหอมแก ลม
วิงเวียน
แก ลมวิงเว ีย น
ออนเพลีย นอนไม
หลับ
ชนิดผง
รับประทานครั้งละ 600 มิลลิกรัม – 1
กรัม ละลายน้ำตมสุกที่ยังอุนอยู เมื่อมี
อาการ ทุก 3–4 ชั่วโมง ไมควรเกิน
วันละ 3 ครั้ง
ชนิดเม็ด
รับประทานครั้งละ600มิลลิกรัม–1กรัม
เมื่อมีอาการ ทุก 3–4 ชั่วโมง ไมควร
เกินวันละ 3 ครั้ง
- ควรระวังการรับประทานรวมกับ
ยาในกลุมสารกันเลือดเปนลิ่ม
(anticoagulants) และยาตาน
การจับตัวของเกล็ดเลือด
(antiplatelets)
- ควรระวังการใชกับผูปวยที่มี
ประวัติแพเกสรดอกไม
ยาหอมทิพยโอสถ แกลมวิงเวียน ชนิดผง
รับประทานครั้งละ1–1.4กรัมละลายน้ำ
กระสายยา ควรดื่มขณะยังอุนอยู เมื่อ
มีอาการ ทุก 3-4 ชั่วโมง ไมควรเกินวัน
ละ 3 ครั้ง น้ำกระสายยาที่ใช
น้ำดอกไมหรือน้ำตมสุกที่ยังอุนอยู
ชนิดเม็ด
รับประทานครั้งละ 1–1.4 กรัม เมื่อมี
อาการ ทุก 3-4 ชั่วโมง ไมควรเกิน
วันละ 3 ครั้ง
- ควรระวังการรับประทานรวมกับ
ยาในกลุมสารกันเลือดเปนลิ่ม
(anticoagulants) และยาตาน
การจับตัวของเกล็ดเลือด
(antiplatelets)
- ควรระวังการใชยาอยางตอเนื่อง
โดยเฉพาะอยางยิ่งในผูปวยที่มี
ความผิดปกติของตับ ไต เนื่องจาก
อาจเกิดการสะสมของการบูรและ
เกิดพิษได
- ควรระวังการใชยาในผูปวยที่แพ
ละอองเกสรดอกไม
130
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
รายการยา สรรพคุณ ขนาดและวิธีใช ขอหาม/ขอควรระวัง
ยาหอมนวโกฐ - แก ลมวิงเวียน
คลื่นเหียน อาเจียน
(ลมจุกแนนในอก)
ในผูสูงอายุ
- แก ลมปลายไข
(หลังจากฟนไขแลว
ยังมีอาการ เชน
คลื่นเหียน วิงเวียน
เบื่ออาหาร ทองอืด
และออนเพลีย)
ชนิดผง
รับประทานครั้งละ 1-2 กรัม ละลาย
น้ำกระสาย หรือน้ำตมสุกที่ยังอุนอยู
เมื่อมีอาการ ทุก 3 - 4 ชั่วโมง ไมควร
เกินวันละ 3 ครั้ง น้ำกระสายยาที่ใช
- กรณีแกลมวิงเวียน คลื่นเหียน
อาเจียน (ลมจุกแนนในอก) ในผูสูงอายุ
ใชน้ำ ลูกผักชี (15 กรัม) หรือเทียนดำ
(15 กรัม) ตมเปนน้ำกระสายยา
- กรณีแกลมปลายไข ใชกานสะเดา
(33 กาน หรือ 15 กรัม) ลูกกระดอม
(7 ลูก หรือ 15 กรัม) และเถาบอระเพ็ด
(7 องคุลี หรือ 15 กรัม) ตมเปนน้ำ
กระสายยา
ชนิดเม็ด
รับประทานครั้งละ 1-2 กรัม หรือน้ำ
ตมสุกที่ยังอุนอยู ทุก 3-4 ชั่วโมง เมื่อมี
อาการ ไมควรเกินวันละ 3 ครั้ง
- หามใชในหญิงตั้งครรภและผูที่มีไข
- ควรระวังการรับประทานรวมกับ
ยาในกลุมสารกันเลือดเปนลิ่ม
(anticoagulants) และยาตาน
การจับตัวของเกล็ดเลือด
(antiplatelets)
- ควรระวังการใชยาในผูปวยที่แพ
ละอองเกสรดอกไม
ยาหอมอินทจักร - แกลมบาดทะจิต
- แก คลื่นเหียน
อาเจียน
- แกลมจุกเสียด
ชนิดผง
รับประทานครั้งละ 1–2 กรัม ละลาย
น้ำกระสายยา ควรดื่มขณะยังอุนอยู
หรือละลาย น้ำตมสุกที่ยังอุนอยู เมื่อมี
อาการ ทุก 3–4 ชั่วโมง ไมควรเกินวัน
ละ 3 ครั้ง น้ำกระสายยาที่ใช
- กรณีแกลมบาดทะจิต ใชน้ำดอกมะลิ
- กรณีแกคลื่นเหียนอาเจียน ใชน้ำ
ลูกผักชี เทียนดำตม
- กรณีแกลมจุกเสียด ใชน้ำขิงตม
ชนิดเม็ด
รับประทานครั้งละ 1-2 กรัม ทุก 3-4
ชั่วโมง ไมควรเกินวันละ 3 ครั้ง
- หามใชในหญิงตั้งครรภและผูที่มีไข
- ควรระวังการรับประทานรวมกับ
ยาในกลุมสารกันเลือดเปนลิ่ม
(anticoagulants) และยาตาน
การจับตัวของเกล็ดเลือด
(antiplatelets)
- ควรระวังการใชยาในผูปวยที่แพ
ละอองเกสรดอกไม
ตารางที่ 5.4 แสดงตำรับยาในบัญชีหลักแหงชาติสมุนไพร พ.ศ. 2566 สรรพคุณ แกลมวิงเวียน
131
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
5) ยาเภสัชตำรับตาง ๆ ที่มีการใชในหญิงหลังคลอด
รายการยา สวนประกอบ สรรพคุณ ขนาดและวิธีใช ขอหาม/ขอควรระวัง
ยาประสะน้ำนม1 โกฐ 5 1 สวน เทียน 5 1 สวน
กรุงเขมา 1 สวน ขิงแหง 1 สวน
รากกระพังโหม 1 ส วน
ชะมดตน 1 สวน
ทำใหน้ำนมเพิ่มมาก
ขึ้น และแก อาการ
น้ำนมไมไหล
ยาตม
รับประทานครั้งละ 100 มิลลิลิตร
ดื่มวันละ 3 ครั้ง กอนอาหารเชา
กลางวันและเย็น
ยาแกช้ำรั่ว
สูตร 12
โคกกระสุน โคกกระออม
ดินประสิว เทียนขาว เทียน
ขาวเปลือก เทียนดำ เทียนแดง
เทียนตาตั๊กแตน ไทรยอย
บัวหลวงทั้ง 5 ผักเบี้ยใหญ
ตาไมไผปา ฝางเสน ฟางขาว
เหนียว รากมะกล่ำเครือ
รากมะกล่ำตน สารสม อุตพิต
อยางละ 1 สวน
แกช้ำรั่ว4 ยาตม
รับประทานครั้งละ 2-4 ชอนโตะ (30-
60 มิลลิลิตร) ดื่มวันละ 2 ครั้ง กอน
อาหารเชาและเย็น ขณะยายังอุน
ยาแกช้ำรั่ว
สูตร 23
ข า ข าวเย็นเหนือ มะกา
มะขาม ใบมะนาว สมปอย
หอม อย างละ 75 กรัม
ดินประสิว และสารสม
อยางละ 7.5 กรัม
แกช้ำรั่ว
ขับปสสาวะ
ยาตม
รับประทานครั้งละ 2-4 ชอนโตะ
(30-60 มิลลิลิตร) ดื่มวันละ 2 ครั้ง
กอนอาหารเชาและเย็นขณะยายังอุน
ยาแกอยูไฟ
ไมได 5
กระเทียม เกลือ พริกไทย ไพล
เมล็ดพรรณผักกาด วานน้ำ
หอมแดง อยางละ 1 สวน
ขับน้ำคาวปลา
ชวยใหมดลูกเขาอู
ยาผง
ครั้งละ 1 ชอนชา ละลายน้ำตมสุก
รับประทานวันละ 3 ครั้ง กอนอาหาร
เชา กลางวัน และเย็น
หามใชในหญิงตก
เลือดหลังคลอด
หญิงตั้งครรภ และผู
ที่มีไข
ยาตมประสะ
น้ำนม
สมอไทย แห วหมู ขิงแหง
อยางละ 1 สวน
แปรน้ำนมรายเปนดี ยาตม
ตมเคี่ยว 3 สวนเอา 1 สวนแลวนำมา
รับประทาน
ชาสมุนไพร
ตำรับวังน้ำเย็น6
ฝาง ชะเอมเทศ มะตูม ขิง
เถาวัลยเปรียง อยางละ 50
มิลลิกรัม
เพิ่มปริมาณน้ำนม ยาตม
รับประทานครั้งละ 200 มิลลิลิตร
ดื่มวันละ 3 ครั้ง หลังอาหารเชา
กลางวันและเย็น
ตารางที่ 5.5 แสดงเภสัชตำรับสรรพคุณตาง ๆ ที่มีการใชในหญิงหลังคลอด
หมายเหตุ ตำรับยาดังกลาว เปนยาปรุงเฉพาะราย ผูปรุงยาจะตองกระทำภายใตใบประกอบโรคศิลปะ
โดยแพทยแผนไทย แพทยแผนไทยประยุกต
1ยาประสะน้ำนม: เปนเภสัชตำรับ อางอิงจากคัมภีรปฐมจินดา
2ยาแกช้ำรั่วสูตร1: เปนเภสัชตำรับอางอิงจากรายการตำรับยาแผนไทยแหงชาติ
3ยาแกช้ำรั่ว สูตร 2: เปนเภสัชตำรับอางอิงจากรายการตำรับยาแผนไทยแหงชาติ
4ช้ำรั่ว: น. ชื่ออาการของโรคอยางหนึ่ง เกิดจากความผิดปรกติของกระเพาะปสสาวะหรือทอปสสาวะเปนตน
ทำใหไมสามารถกลั้นปสสาวะไดเหมือนคนปรกติ นํ้าปสสาวะอาจไหลออกเปนครั้งคราวหรือตลอดเวลาก็ได
5ยาแกอยูไฟไมได: เปนเภสัชตำรับอางอิงจากรายการตำรับยาแผนไทยแหงชาติ
6ชาสมุนไพร ตำรับวังน้ำเย็น: เปนเภสัชตำรับอางอิงงานวิจัย Efficacy of Wang Nam Yen Herbal Tea on Human Milk Production
132
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
1.3 การใหคำแนะนำการปฏิบัติตัวหลังคลอด
1.3.1 การเลี้ยงบุตรดวยนมแม
ลักษณะและการตรวจน้ำนมในทางการแพทยแผนไทย
น้ำนมเปนสิ่งสำคัญมากในการเลี้ยงทารกดั่งที่พระ ษีฤทธิยาธรกลาวไวใน คัมภีรปฐมจินดาวา
สัตวเกิดมาในภพสงสารนี้ซึ่งเกิดมาในวันดีไมมีสิ่งใดขวาง พนแผนซางที่รายแลว แตวาเลี้ยงยากนั้น เหตุทั้งนี้
เพราะ น้ำนมมารดานั้นใหโทษแกกุมาร อนึ่งกุมารที่เกิดในวันที่รายแลวตองแผนซางที่รายแตวาเลี้ยงงายนั้น
อาศัยน้ำนมแหงมารดานั้นดี กุมารไดบริโภคจึงวัฒนาการเจริญขึ้น ทั้งนี้เพราะน้ำนมมารดาดีและราย
มีอยู 6 จำพวก ซึ่งมีน้ำนมอันชั่วซึ่งกุมารบริโภคแลวเปนโทษมี 2 ประการ คือ
ลักษณะน้ำนมชั่ว เมื่อกุมารบริโภคลงไปจะเปนโทษ เกิดจากแมนมที่มีลักษณะ 2 จำพวก ดังนี้
1. หญิงยักขินี หญิงจำพวกหนึ่งมีกลิ่นตัวคาวดังน้ำลางเนื้อ ลูกตาแดง เนื้อขาวเหลือง นมยาน หัวนมเล็ก
เสียงพูดแหบเครือดังเสียงการอง ฝามือและเทายาว หองตัวยาว จมูกยาว หนังริมตาหยอน สะดือลึก ไมพี
(อวน) ไมผอม สันทัดคน กินของมาก ลักษณะหญิงอยางนี้ชื่อวา หญิงยักขินี เปนหญิงมีกามแรง ถาใหกุมาร
บริโภคน้ำนมเขาไปมักบังเกิดโรคตาง ๆ แมนมอยานี้ทานใหยกเสีย
2. หญิงหัศดี หญิงจำพวกหนึ่งมีกลิ่นตัวดังบุรุษ ตาแดง ผิวเนื้อขาวนมดังคอน้ำเตา ริมฝปากกลม เสียงแข็งดัง
เสียงแพะ ฝาเทาใหญขางหนึ่งเล็กขางหนึ่ง เจรจาปากไมมิดกัน เดินไปมามักสะดุด ลักษณะหญิงอยางนี้ชื่อวา
หญิงหัศดี เปนหญิงกามราคะแรงถาใหกุมารบริโภคน้ำนมเขาไป ดุจดังเอายาพิษใหบริโภค
ลักษณะแมนม 2 จำพวกนี้ ทานวากามราคะนั้นแรงนักซาบซานไปทั่วทุกขุมขน ถาใหกุมารบริโภคเขาไปถึง
กุมารจะไมมีโรคจะทำใหมีโรคเปนไปตาง ๆ เพราะน้ำนมชั่วเปนนมแสลงโรค
ลักษณะแมนมที่ดี (หญิงเบญจกัลยานี) 4 จำพวก
น้ำนมที่ดี เมื่อกุมารบริโภคลงไปจะทำใหสุขภาพดี ไมคอยเจ็บปวย เกิดจากแมนมที่มีลักษณะ 4 จำพวก ดังนี้
1. หญิงมีกลิ่นตัวหอมดังกลวยไม ไหลผาย สะเอวรัด หลังราบ สัณฐานตัวดำและเล็ก แกมใส
มือและเทาเรียว เตานมดังอุบลพึ่งแยม ผิวเนื้อแดง เสียงดังเสียงสังข รสน้ำนมหวานมันเจือกัน
2. หญิงที่มีกลิ่นตัวดังดอกอุบล ไหลผาย ตะโพกรัด แกมพองนิ้วมือเทาเรียว เตานมดังบัวบาน
ผิวเนื้อเหลือง เสียงดังแตร น้ำนมมีรสหวาน
3. หญิงที่กลิ่นตัวไมหอมไมเหม็น เอวกลม ขนตางอน จมูกสูง เตานมกลม หัวนมงอนดังอุบลพึ่งจะแยม
รสน้ำนมหวานมัน
4. หญิงมีกลิ่นตัวหอมเผ็ด เสียงดังจักจั่น ปากดังปากเอื้อน ตาดังตาทราย ผมแข็งชัน ไหลผาย
ตะโพกผาย หนาผากสวย ทองดังกาบกลวย นมพวงน้ำนมขาวดังสังข รสมันเขม
133
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
ลักษณะแมนม 4 จำพวกนี้ ทานจัดใหเปน หญิงเบญจกัลยาณี จัดสรรเอาไวถวายพระมาบุรุษราชเจา
ไดเสวยครั้งนั้นเรียกวา ทิพโอสถประโยธร ดุจน้ำสุรามฤต ถากุมารกุมารีใดไดบริโภค ดุจดื่มกินซึ่งโอสถทิพย
น้ำนมที่กลาวมาทั้ง 4 จำพวกถึงวากุมารนั้นจะมีโรค ก็อาจบำบัดเสียไดซึ่งโรคทุกประการ เพราะน้ำนมมีคุณ
ดังโอสถและมิไดแสลงโรค
วิธีตรวจดูน้ำนม
ลักษณะของน้ำนมของแมจะดีหรือเลว ตามคัมภีรปฐมจินดา อธิบายวิธีทดสอบคุณภาพน้ำนม
โดยหยดลงในขันหรือแกวที่ใสน้ำแลวพิจารณาลักษณะการจม รวมถึงการกระจายตัวของหยดน้ำนม ดังนี้
1. น้ำนมอยางเอก หรือน้ำนมชั้นดี คือน้ำนมที่มีสีขาวขน หยดแลวจมถึงกนขันหรือแกว แตยังคงเกาะ
กันสัณฐานเหมือนเม็ดบัวเกราะ
2. น้ำนมอยางโท หรือน้ำนมชั้นรอง คือน้ำนมที่มีสีขาวขน หยดแลวกระจายตัว แตขนจมถึงกนขันหรือ
แกว แตไมกลมเขา
หากมีสีเหลือง เมื่อหยดลงไปแลวกระจายตัว มีเลือดและหนองปะปน คือน้ำนมที่เรียกวา มลทิน ซึ่งสวนมาก
เกิดขึ้นกับแมที่เปนระดูขัดเปนประจำ ไมสามารถใชเลี้ยงทารกได และเปนอันตรายอยางมาก เปนน้ำนมชั้นเลว
ลักษณะน้ำนมเปนโทษมี 3 จำพวก
คือ มารดาอยูไฟมิได ทองเขียวดังทองคาง ครั้นมารดาออกจากเรือนไฟแลวใหกุมารดื่มน้ำนมเขาไป
ก็อาจใหเปนโรคตางๆ ดวยน้ำนมเปนโทษ 3 ประการ ดังนี้
1. น้ำนมจาง สีเขียวดังตมหอยแมลงภู
2. น้ำนมจาง มีรสเปรี้ยว
3. น้ำนมเปนฟองลอย
น้ำนมทั้ง 3 ประการนี้ยอมเบียดเบียนกุมารกุมารีทั้งหลาย ซึ่งไดบริโภคนั้นกระทำใหเกิดโทษตาง ๆ
บางทีกระทำใหลงทอง บางทีกระทำใหทองขึ้น บางทีกระทำใหตัวรอน บางทีกระทำใหปวดมวนทอง
ทั้งนี้เปนมลทินโทษแหงน้ำนม เพราะน้ำนมดิบใหโทษ 3 ประการดังที่กลาวมานี้
134
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
นมแมในทางการแพทยแผนปจจุบัน
ภาพที่ 5.29 แสดงภาพโครงสรางตอมน้ำนมในหญิงหลังคลอด
ที่มา : The Network of Care for Mental/Behavioral Health. Anatomy of the female breast.
เขาถึงไดจาก https://sandiego.networkofcare.org/ สืบคน 12 ธันวาคม 2566
การใหนมแมในหญิงหลังคลอดมีความสำคัญกับบุตรมาก จำเปนตองรับประทานอาหารใหครบ 5 หมู
ดื่มน้ำใหเพียงพอ อยางนอย 3 ลิตรตอวัน ควรทำจิตใจใหแจมใส ไมเครียดเกินไป ทำใหรูสึกผอนคลาย
เวลาใหนมบุตร สิ่งสำคัญในการใหนมแม คือ “ ใหบุตรดูดเร็ว ดูดบอย ดูดถูกวิธี ดูดเกลี้ยงเตา” จึงทำให
น้ำนมมาเร็ว และมากเพียงพอ ดูดเร็ว ใหนมแมทันทีในชวง 1 ชั่วโมงแรกหลังคลอด ดูดบอย ใหบุตรดูดนม
อยางสม่ำเสมอ ทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง ดูดถูกวิธี คางแนบเตา บุตรจะตองปากอากวาง ทำปากบานออก
คลายปากปลา อมไดลึกถึงลานนม ดูดเกลี้ยงเตา น้ำนมมีสวนหนาและหลัง ตองดูดใหไดทั้งหมด โดยสังเกตวา
ถาเกลี้ยงเตาแลว เตาจะนิ่มทั้ง 2 ขาง ไมเจ็บเตา บีบออกเปนหยด ไมพุง
ทาการใหนมบุตร มี 6 ทาดังตารางที่แสดง ไดแก
ภาพ คำอธิบาย
ทาอุมนอนขวางบนตักมารดา (Cradle Hold)
อุมบุตรวางขวางไวบนตัก ใหทายทอยอยูที่แขนของมารดา ปลายแขนชอนไป
ที่สวนหลังและกนของบุตร ตะแคงตัวบุตรเขาหาเตานม ใหหนาอกบุตรและ
มารดาชิดกัน มืออีกขางพยุงเตานม
ทานอนขวางบนตักแบบประยุกต (Modified/Cross Cradle Hold)
อุมบุตรวางไวบนตักคลายทาแรกแตเปลี่ยนการวางมือมารดา โดยใชมือ
ดานตรงขามกับเตานมชอนระหวางทายทอยและคอของบุตรแทนมืออีกขางพยุง
เตานม
135
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
ภาพ คำอธิบาย
ทาอุมลูกฟุตบอล (Clutch Hold/Football Hold)
วางหมอนหนา ๆ ไวขางลำตัว จัดตำแหนงบุตรใหอยูบนหมอน ใหลำตัวของบุตร
อยูใตแขนของมารดา ใชมือประคองที่ทายทอยคอ และสวนหลังของบุตร
เหมือนอุมลูกฟุตบอลที่เหน็บไวขางลำตัว
ทานอนตะแคง (Side Lying Position)
มารดาและบุตรนอนตะแคงเขาหากัน ศีรษะมารดาสูงเล็กนอย วางบุตร
ใหตำแหนงปากอยูตรงกับหัวนมของมารดา มือที่อยูดานบนประคองเตานม
เพื่อนำหัวนมเขาปากบุตร เมื่อบุตรดูดไดดี สามารถขยับออก ประคองตนคอและหลังได
ทาเอนตัว (Laid-back Hold)
มารดานอนเอนตัวแลววางบุตรไวบนหนาอก ใชมือโอบบุตรไวใหศีรษะบุตรเอียง
เล็กนอย เพื่อปองกันการปดกั้นทางเดินหายใจ
ทาตั้งตรง (Upright or Standing Baby)
อุมบุตรตั้งตรง ขาบุตรครอมตนขามารดา ศีรษะและลำตัวของบุตรเอนเล็กนอย
ใชมือประคองศีรษะของบุตรและเตานม
ตารางที่ 5.6 แสดงทาทางในการใหนมบุตร
ที่มา: โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต. การเลี้ยงลูกดวยนมแม. เผยแพรวันที่ 7 ตุลาคม 2564. เขาถึงไดจาก
https://www.phukethospital.com สืบคน 1 ธันวาคม 2566
หมายเหตุ: มารดาควรระมัดระวังทาทางการใหนมบุตร หากใหนมบุตรผิดทาทางหรืออุมบุตรผิดวิธี อาจทำให
เกิดอาการปวดเมื่อยรางกายตามมาได
136
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
ประโยชนสำหรับบุตร
1) มีสารอาหารครบถวน มีสัดสวนเหมาะสมกับความตองการของบุตร
2) มีภูมิตานทานโรคติดเชื้อ ที่ไดรับนมมักมีสุขภาพแข็งแรง
3) ลดโอกาสการเกิดโรคภูมิแพ
4) ลดโอกาสการเกิดโรคเบาหวานในเด็ก
5) ลดอัตราเสี่ยงเรื่องฟนซอน ฟนผุกรอน
6) ชวยใหระบบขับถายเปนปกติ ทองไมผูก
7) ชวยเสริมสรางพัฒนาการทางสมอง
8) ผลดีดานจิตใจ บุตรจะไดรับความอบอุนทั้งรางกายและจิตใจ อันเปนรากฐานการพัฒนาอุปนิสัยการเรียนรู
และการปรับตัว
9) มีสารอาหารอื่น ๆ ที่เปนประโยชนตอรางกาย เชนสารที่ควบคุมการเจริญเติบโตของอวัยวะและฮอรโมน
ประโยชนสำหรับหญิงหลังคลอด
1) ทำใหรูปรางกลับคืนสูสภาพเดิมเร็วขึ้น
2) มดลูกหดรัดตัวดี เขาอูเร็ว ขับน้ำคาวปลาปองกันการตกเลือดหลังคลอด
3) ผลดีทางดานจิตใจ ทำใหเกิดความรักความผูกพันกับบุตร
4) สะดวกเพราะใหบุตรดื่มนมไดทุกที่ทุกเวลา
5) ลดภาวะโลหิตจาง
6) ลดความเสี่ยงตอการเปนมะเร็งเตานมและมะเร็งรังไข
ภาวะเตานมคัดตึง (Breast engorgement )
ภาวะเตานมคัดตึง เกิดไดจากสาเหตุ เชน รางกายสรางน้ำนมไดมากกวาปริมาณที่บุตรตองการ
หรือเวนระยะการใหนมนานเกินไป บุตรดูดนมแมไมบอยพอ มารดาจำกัดเวลาดูดนมของบุตร หรือไมไดระบาย
น้ำนมออกในชวงที่ไมไดใหนม ทำใหมีปริมาณน้ำนมสะสมในเตานมมาก หรือมารดาใหบุตรดูดนมไมถูกวิธี
จึงทำใหการระบายน้ำนมไมดีเทาที่ควร จึงทำใหเตานมมีอาการอักเสบ ปวด แดงรอนตามมา
การแกไขเบื้องตน
1) การประคบรอนดวยลูกประคบหรือผาชุบน้ำอุน พันโดยรอบเตานมกอนใหนมบุตร จะชวยใหน้ำนมจะ
ไหลดีขึ้น โดยใชเวลาในการประคบประมาณ 5 -10 นาที
2) การประคบเย็นหลังการใหนมบุตร จะชวยลดอาการปวดและบวมของเตานม โดยใชเวลา
ในการประคบประมาณ 10 นาที หลีกเลี่ยงบริเวณหัวนม
137
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
3) ใชเทคนิคกด-บีบ-ปลอย (press-compress-relax technique) เตานมชวยในขณะที่บุตรดูดนม
จะทำใหมารดารูสึกผอนคลาย และชวยกระตุนทำใหน้ำนมไหลไดดีขึ้น หรือปมนมเพื่อชวยระบายน้ำนมออกให
เกลี้ยงเตา โดยปมทุก 3 ชั่วโมงใหเกลี้ยงเตา
4) หากิจกรรมที่ทำใหเกิดความเพลิดเพลิน ผอนคลาย ลดความวิตกกังวล เชน ดูหนัง ฟงเพลง เปนตน
1.3.2 การดูแลเรื่องอาหาร
การบำรุงสุขภาพดวยอาหารสำหรับหญิงหลังคลอดเปนสิ่งสำคัญ เพราะมีเปาหมายในการบำรุง
รางกายที่ออนแอลงจากการคลอดบุตรใหกลับมาแข็งแรงเปนปกติโดยเร็ว หญิงหลังคลอดในสมัยกอน
จะมีกฎเกณฑในการรับประทานอาหาร ไดแก การงดอาหารแสลง เพราะจะทำใหแผลหายชา น้ำนมไมไหล
และจะมีผลทำใหรางกายไมแข็งแรง และควรเลือกอาหารที่เปนประโยชนในการบำรุงรางกายของหญิงหลังคลอด
นอกจากนี้หญิงหลังคลอดจะตองรับประทานอาหารบำรุงน้ำนมดวย เพื่อใหมีน้ำนมเพียงพอที่จะเลี้ยงดูบุตร
ซึ่งตามคัมภีรไดกลาวไววา น้ำนมแมประดุจดังทิพยโอสถ นั่นคือน้ำนมแมนอกจากจะเปนอาหารเลี้ยงบุตร
ใหเติบโตแลวยังมีสรรพคุณเปนยาดวย
1) อาหารบำรุงน้ำนมและบำรุงสุขภาพหลังคลอด
ในระยะหลังคลอดทางการแพยแผนปจจุบันนั้น หญิงหลังคลอดควรไดรับสารอาหารหลายชนิด
โดยทั่วไปสารอาหารที่มีความสำคัญและจำเปน มีดังนี้
- ธาตุเหล็ก เนื่องจากในชวงคลอดจะมีการเสียเลือดมากจึงตองเสริมธาตุเหล็กดวยอาหาร
ที่มีธาตุเหล็กที่มีมาก เชน ในตับหมู เลือดหมู ผักกูด ใบแมงลัก ใบกะเพรา ขมิ้นขาว ผักแวน เห็ดฟาง เปนตน
เพื่อทดแทนธาตุเหล็กที่ไดสูญเสียไปในการคลอด
- โปรตีน เพื่อชวยซอมแซมสวนที่สึกหรอและชวยสรางน้ำนม เชน ไข นม เนื้อสัตวโดยเฉพาะเนื้อปลา
เพราะเปนโปรตีนที่ยอยงายและมีไขมันนอย และโปรตีนจากพืชไดแกถั่วตาง ๆ และธัญพืช
- แคลเซียม โดยเฉพาะอยางยิ่งหญิงที่ใหนมบุตรจะตองการมากพอ ๆ กับชวงที่ตั้งครรภ
เพื่อใหเพียงพอตอความตองการของรางกายและบุตรไดดื่มนมที่อุดมไปดวยแคลเซียม จึงควรรับประทานอาหาร
ที่มีแคลเซียมสูง ไดแก นม ปลาเล็กปลานอย งาดำ งาขาว ใบชะพลู ใบยอ เปนตน
การรับประทานอาหารใหครบ 5 หมูมีความสำคัญเชนกัน เชน กลุม แปง ไขมัน เพื่อใหมีพลังงาน
ในการดูแลบุตร นอกจากนี้อาหารที่มีลักษณะเสนใยมาก ไดแก ผักสด ผลไม ควรจะไดรับทุกมื้อเพราะนอกจาก
จะไดรับเกลือแรแลวยังปองกันการทองผูกอีกดวย อีกทั้งควรดื่มน้ำใหมากขึ้นเพื่อชวยใหน้ำนมมาเพียงพอ
อยางนอย 2-3 ลิตรตอวัน
พืชสมุนไพรถือเปนตัวชวยสำคัญที่ทำใหหญิงหลังคลอดกลับสูภาวะปกติและมีสุขภาพแข็งแรง
กลาวคือสมุนไพรที่มีรสรอน เพิ่มการไหลเวียนโลหิต ทำใหอวัยวะตางๆ ทำงานไดดีขึ้น รวมถึงการหลั่ง
ของน้ำนมเพิ่มขึ้นดวย จึงขอยกตัวอยางสมุนไพรไทย ดังนี้
138
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
ชื่อสมุนไพร สรรพคุณ
1. ใบกะเพรา รสรอน กระตุนการไหลเวียนโลหิต ชวยใหมีน้ำนมมากขึ้น แกทองอืด ทองเฟอ
หวัด คลื่นไส อาเจียน ถาบุตรไดรับจากน้ำนม จะชวยลดอาการทองอืดทองเฟอ
มีธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส เสนใยอาหารสูง อาหารที่มีกะเพรา
เปนสวนประกอบไดแก แกงเลียง ผัดกะเพรา แกงปา เปนตน
การศึกษาพบวา กะเพรามีสารตานอนุมูลอิสระ ลดแผลในกระเพาะอาหารได
2. ขิง รสรอน มีสรรพคุณชวยขับลม แกอาเจียน ชวยยอยไขมันไดดี บรรเทาอาการ
ปวดทองเกร็ง ขับเหงื่อ กระตุนการไหลเวียนโลหิต ทำใหน้ำนมไหลไดดี
มีโปรตีน ไขมัน แคลเซียม วิตามินเอ บีหนึ่ง บีสอง คารโบไฮเดรต อาหารที่มีขิง
เปนสวนประกอบไดแก ไกผัดขิง โจกใสขิง เปนตน
จากการศึกษาพบวา ขิงมีสรรพคุณแกอาเจียน สามารถตานการอักเสบ
และมีสารตานอนุมูลอิสระได และการศึกษาผลของน้ำขิงกับระยะเวลาการเริ่มไหล
ของน้ำนมแมที่ผานมาในมารดาไทยหลังคลอดพบวา ระยะเวลาการเริ่มไหล
ของกลุมทดลองและกลุมควบคุมไมแตกตางอยางมีนัยสำคัญทางสถิติ
และเมื่อพิจารณาจากจำนวนมารดาที่มีน้ำนมไหลพบวาในชั่วโมงที่ 36 กลุมทดลอง
ที่เริ่มมีน้ำนมไหลคิดเปนรอยละ 46.70 ขณะที่กลุมควบคุมที่เริ่มมีน้ำนมไหล
มีเพียงรอยละ 26.60
3. ใบแมงลัก รสหอมรอน มีสรรพคุณทำใหน้ำนมไหลไดดี ขับลม ขับเหงื่อ
มีธาตุเหล็ก แคลเซียม วิตามินบี และวิตามินซีสูง อาหารที่มีใบแมงลัก
ขิงเปนสวนประกอบไดแกแกงเลียง แกงปา
4. พริกไทย รสรอน มีสรรพคุณทำใหน้ำนมไหลไดดี ขับลมขับเหงื่อ
มีโปรตีน คารโบไฮเดรต
จากการศึกษาพบวาสารPiperineในพริกไทยมีฤทธิ์ในการักษาทั้งการทำงานสมอง
ในสวนcerebral และยังสามารถทำใหรางกายเพิ่มการดูดซึมสารอาหารไดดวย
5. หัวปลี รสฝาดมัน สรรพคุณแกโรคกระเพาะอาหาร ลำไส บำรุงเลือด ในสมัยโบราณกลาว
วาหญิงหลังคลอดควรกินหัวปลีมากๆ เพื่อใหมีน้ำนมใหเลี้ยงบุตรไดนาน มีแคลเซียม
โปรตีน ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส วิตามินซี บีตาแคโรทีน อาหารที่มีหัวปลีเปน
สวนประกอบ ไดแก แกงเลียงหัวปลี ยำหัวปลี ลวกจิ้มน้ำพริก
จากการศึกษาในหนู พบวา หนูที่ไดรับสารสกัดปลีกลวยในน้ำมีการสรางน้ำนม
เพิ่มขึ้นอยางมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับกลุมควบคุมที่ไดรับน้ำเปลา
คณะผูวิจัยไดสรุปวา ผลการศึกษานี้สนับสนุนการปฏิบัติตามความเชื่อที่แนะนำ
ใหหญิงหลังคลอดใชปลีกลวยเพื่อกระตุนการสรางและหลั่งน้ำนมแม
139
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
ชื่อสมุนไพร สรรพคุณ
สำหรับการศึกษาประสิทธิผลของเครื่องดื่มชาปลีกลวยตอการผลิตน้ำนม
ในหญิงหลังคลอดปกติ พบวาในวันที่ 2และวันที่ 3แรกหลังคลอดมารดาที่ใชสมุนไพร
กระตุนการผลิตน้ำนมกลุมที่ไดรับเครื่องดื่มสมุนไพรชาปลีกลวยมีปริมาณน้ำนม
แมมากกวามารดากลุมที่ไดรับน้ำเปลา
6. ฟกทอง รสมัน สรรพคุณชวยขับน้ำนม เสริมสรางคอลลาเจนใตผิวหนัง ทำใหผิวพรรณสดใส
มีวิตามินเอ บี ซี ฟอสฟอรัส บีตาแคโรทีน อาหารที่มีฟกทองเปนสวนประกอบ
ไดแก ฟกทองผัดไข แกงเลียง ฟกทองนึ่ง แกงบวดฟกทอง ไขเจียวฟกทอง
7. ใบและดอกมะรุม รสหวานมัน มีสรรพคุณในการขับน้ำนม ใบมะรุมมีวิตามินซีสูงกวาสม 7 เทา
มีแคลเซียมสูงกวานม 4 เทา มีวิตามินเอสูงกวาแครอต 4 เทา มีโพแทสเซียมสูง
กวากลวย 3 เทา มีโปรตีนสูงกวานม 2 เทาอีกทั้งยังชวยเพิ่มแคลเซียมเขาไป
เสริมกระดูกมารดาไดเปนอยางดี อาหารที่มีมะรุม เปนสวนประกอบ ไดแก
แกงสมใบหรือดอกมะรุม
จากการศึกษาประสิทธิผลของมะรุมตอการสรางฮอรโมนโปรแลกติน
และการสรางน้ำนมในหญิงหลังคลอด พบวา มีการเพิ่มของฮอรโมนโปรแลกติน
อยางมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้น การศึกษานี้สนับสนุนวามะรุมสามารถใชเปน
ทางเลือกเสริมในการเพิ่มน้ำนม และเพิ่มฮอรโมนโปรแลกตินในหญิงหลังคลอด
8. ตำลึง รสเย็นจืด มีเสนใยอาหารในปริมาณมาก ชวยบำรุงน้ำนม ทำใหน้ำนมมีมาก
บำรุงเลือด บำรุงกระดูก บำรุงสายตา บำรุงผม บำรุงประสาท มีโปรตีน วิตามินเอ
วิตามินบีหนึ่ง วิตามินบีสอง วิตามินบีสาม วิตามินซี แคลเซียม เหล็ก อาหาร
ที่มีตำลึงเปนสวนประกอบไดแก แกงเลียงตำลึงหรือแกงกะทิลูกตำลึง เปนตน
จากการศึกษาระบุวาสารสำคัญในตำลึงสามารถตานการอักเสบ ตานสารอนุมูลอิสระ
และสามารถตานเบาหวานไดอีกดวย
ตารางที่ 5.7 แสดงสมุนไพรเดี่ยวที่เปนอาหารบำรุงสุขภาพในหญิงหลังคลอด
2) ตัวอยางรายการอาหารที่มีสรรพคุณชวยบำรุงน้ำนม หรือขับน้ำนมตามภูมิปญญาการแพทยแผนไทย
ดานการผดุงครรภไทย ลักษณะรสอาหารโดยสวนใหญที่สงเสริมใหรับประทานหลังคลอดมักจะมีรสรอน
เชน ผัดขิง เตาฮวย แกงเลียง ฯลฯ ซึ่งสรรพคุณจากสมุนไพรนั้นชวยกระตุนการไหลเวียนโลหิต
รูสึกกระปรี้กระเปรา ชวยใหน้ำนมไหลดี และผักหลากหลายชนิดเปนอาหารบำรุงรางกายอยางดี หากตองการ
กระตุนการหลั่งน้ำนม ใหนำมะรุมสดตมเปนน้ำแกง อาจเติมปลายางผสมลงไป รับประทานเปนอาหาร
โดยอาจเพิ่มหัวปลี ขิง หรือเม็ดขนุนลงไปดวยได ในที่นี้จะยกตัวอยางอาหารที่นิยมรับประทานหลังคลอด ดังนี้
140
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
2.1) แกงเลียง หัวปลี
เปนอาหารที่ชวยประสะน้ำนมสำหรับหญิงหลังคลอด ทำใหนมบริบูรณ และแกไขหวัดไดเปนอยางดี
สรรพคุณทางยาไทยของเครื่องปรุง
1) พริกไทย รสเผ็ดรอน ขับลม ขับเหงื่อ ชวยเจริญอาหาร
2) หอมแดง รสเผ็ดรอน แกไข ขับเสมหะ แกโรคในปาก บำรุงธาตุ แกไขหวัด
3) ผักตาง ๆ เชน ฟกทอง รสมันหวาน บำรุงรางกาย บำรุงสายตา
4) บวบ รสเย็นจืดออกหวานมีแคลเซียม เหล็ก และฟอสฟอรัสมาก
ผลออน ใชเปนผักประกอบอาหารตาง ๆ เชน แกงเลียง ผัดใสไข แกงจืด
เสนใยจากผล นำมาถูตัวตางฟองน้ำ
เมล็ดแก รสขม เจริญอาหาร
น้ำมันจากเมล็ด แกโรคผิวหนัง
5) น้ำเตา ผลออน ใชปรุงเปนอาหาร
เมล็ด ประเทศจีนนำมาตมกับเกลือกินเพื่อเจริญอาหาร
เถา, ใบออน, เนื้อหุมรอบ ๆ เมล็ดประเทศอินเดียใชเปนยาทำใหอาเจียนและยาระบาย
เมล็ด เปนยาถายพยาธิและแกอาการบวมน้ำ
6) ตำลึง รสเย็น ดับพิษรอน ถอนพิษ แกเจ็บตา
ยอดออนและใบ ใชเปนอาหารตาง ๆ เชน แกงจืด แกงเลียง เถาและใบ ใชรักษาโรคผิวหนัง
การอักเสบของหลอดลม ผลออน นำมาดองเปนผักจิ้ม
7) ขาวโพด รสมันหวาน
ฝอยขาวโพด ใชเปนยาขับปสสาวะ
8) ใบแมงลัก มีกลิ่นหอม รสเผ็ดเล็กนอย
ใบและชอดอกออน ใชแตงกลิ่นอาหาร เชน แกงเลียง
เมล็ดแก แชน้ำใหพองเต็มที่เปนยาระบาย
9) หัวปลี มียางสีขาว มีเสนใยสูง ชาวบานเชื่อวาหัวปลีเปนตัวที่จะทำใหน้ำนมมาก สารอาหารใน
หัวปลีประกอบดวย โปรตีน แคลเชียม ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส วิตามินซี และเบตาแคโรทีนนอก
จากนี้แลวก็สามารถนำหัวปลีไปปรุงเปนอาหารอื่น ๆ อีกได เชน ยำ ตมขาไก ตมจิ้มน้ำพริก
คุณคาทางโภชนาการ
แกงเลียง 1 ชุด ประกอบดวย น้ำ โปรตีน ไขมัน คารโบไฮเดรต กาก ใยอาหาร แคลเซียม ฟอสฟอรัส
เหล็ก เรตินอล วิตามินเอ วิตามินบีหนึ่ง วิตามินบีสอง ไนอาซิน และวิตามินซี
141
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
2.2) ไกผัดขิง
เปนอาหารที่บำรุงรางกายบำรุงโลหิต เนื่องจากตับจะมีธาตุเหล็กมาก มีเนื้อไกและเห็ดหูหนูที่มีโปรตีน
นอกจากนี้ ยังมีผักที่มีสรรพคุณทางยา เพราะผักที่ใชจะมีรสรอน
สรรพคุณทางยาไทยของเครื่องปรุง
1) ขิง รสเผ็ดรอน ขับลม ขับเหงื่อ ชวยเจริญอาหาร
2) ตนหอม รสเผ็ดรอน แกไข ขับเสมหะ แกโรคในปาก บำรุงธาตุ แกไขหวัด
3) พริกชี้ฟา รสเผ็ดรอน ชวยเจริญอาหารและมีสารตนอนุมูลอิสระ
คุณคาทางโภชนาการ
ไกผัดขิง 1 จาน ประกอบดวย สารอาหารที่สำคัญ ไดแก โปรตีน ไขมัน เหล็ก กาก ใยอาหาร
จากงานวิจัยที่ศึกษาในมารดาทำงานในเขตจังหวัดเชียงใหม จำนวน 300 คน ซึ่งผลการวิจัยพบวา
มารดาประมาณครึ่งหนึ่งระบุวารับประทานอาหารที่มีสวนประกอบของขิง โดยเฉพาะไกผัดขิงในชวงหลังคลอด
ชวยใหน้ำนมไหลดีและมีปริมาณมากเพียงพอสำหรับบุตร
2.3) เตาฮวย
เปนอาหารวางระหวางมื้อ ประกอบดวย เตาหูออนที่ทำจากถั่วเหลือง น้ำตมขิง ใสน้ำตาลทรายแดง
เล็กนอยพอมีรสหวาน
สรรพคุณทางยาไทยของเครื่องปรุง
1) ขิง รสเผ็ดรอน ขับลม ขับเหงื่อ ชวยเจริญอาหาร
2) น้ำตาลทรายแดง รสหวานบำรุงกำลัง
คุณคาทางโภชนาการ
เตาฮวย 1 ชุด ประกอบดวย สารอาหารที่สำคัญ ไดแก โปรตีนจากถั่วเหลืองที่ทำเปนเตาหูออน
คารโบไฮเดรต ไขมัน
3) น้ำสมุนไพร
น้ำสมุนไพรในระยะหลังคลอดควรใชสมุนไพรที่มีรสเผ็ดรอน เชน น้ำขิง น้ำตะไคร น้ำกะเพรา
หรือรสเปรี้ยว เพื่อชวยใหฟอกเลือด ทำใหผิวพรรณดี สดชื่น ชวยระบบขับถายระบายของเสีย แตไมควรเปรี้ยว
เกินไปเพราะอาจทำใหทองเสียได น้ำสมุนไพรที่ใชควรใชสด ๆ คั้นน้ำ หรือตม ไมควรเติมน้ำตาล ตัวอยางน้ำสมุนไพร
ที่มีรสเปรี้ยว เชน น้ำมะเขือเทศ น้ำมะนาว น้ำสม น้ำมะขาม น้ำสับปะรด น้ำกระเจี๊ยบ นอกจากนี้น้ำสมุนไพร
ที่มีสรรพคุณอยางอื่นก็นำมาใชได เชน น้ำมะตูมบำรุงธาตุ น้ำใบเตยกลิ่นหอมบำรุงหัวใจ เปนตน
น้ำสมุนไพรบางชนิดอาจไมเหมาะสมกับหญิงหลังคลอด เพราะรสเย็นอาจจะทำใหรางกายเย็น
ซึ่งขัดกับหลักการที่ตองเปนยารสรอน ไดแก น้ำใบบัวบก น้ำแตงโม น้ำแตงไทย เปนตน นอกจากนี้
ยังมีเครื่องดื่มที่ควรงดในระยะหลังคลอดอื่น ๆ เชน น้ำอัดลม ชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง เปนตน
142
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
4) อาหารแสลง
อาหารแสลงในกรณีหญิงหลังคลอด หมายถึง อาหารที่รับประทานเขาไปแลวทำใหหญิงหลังคลอด
รูสึกไมสบาย เกิดการผิดสำแดง น้ำคาวปลาไมไหล น้ำนมไมมี หยุดไหล มีไข ชัก ปวดศีรษะ คลื่นไส อาเจียน
หนามืด เปนลม ทองเสีย ปวดเมื่อยตามรางกาย เปนตน หรืออาจจะมีผลทำใหบุตรที่ดื่มนมแมเกิดการทองเสีย
ดังนั้นจึงตองมีขอหามใหงดอาหารแสลง และความเชื่อเรื่องอาหารแสลงของหญิงหลังคลอดทุกภาค
ในประเทศไทย มีลักษณะคลายกัน เชน
- ภาคใต หามกินมะละกอ ขนุน ฟกทอง ฟกเขียว ปลา หอย และเห็ดเพราะเชื่อวาจะทำใหหนาวเย็น
หามกินหนอไม หัวหอม ของดอง กลวยหอม ขนุน ขาวเหนียวยอดชะอม เนื้อวัว สัตวปา เพราะจะทำใหแสลง
เลือด มีอาการปวดหัวตาลาย หามกินปลาที่ไมมีเกล็ด จะทำใหแสลงมดลูก ถากินปลาตองนำเอามาปงกอน
จึงจะนำไปแกง ไมเชนนั้นจะทำใหผอมแหงลงไปเรื่อย ๆ
- ภาคเหนือ หามกิน ไข ปลา แกงทุกชนิด ของดอง พริก เปนตน
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หามกินผักที่มีมือเกาะ (เชน ตำลึง ฟกทอง ชะอม) กระถิน ผักที่ซื้อจาก
ตลาด (เนื่องจากกังวลเรื่องยาฆาแมลง) อาหารทะเล สัตวปา เนื้อวัวดำ ควายดำ ปลาชะโด ปลาหางแดง
ขาวเหนียวดำ อาหารหมักดอง ปลารา น้ำปลา สมตำ ขาวเบือ ถั่วลิสงคั่ว เมี่ยง ฯลฯ ซึ่งแตละบุคคลจะมีอาการ
ผิดสำแดงไมเหมือนกัน
- ภาคกลาง หามกินอาหารทะเล ปลามีเกล็ด ชะอม เตา อีเกง ปลาไหล ปลาดุก ถากินจะผิดสำแดง
ทำใหปวดหัว มีไข และอาจชักได
ชาวบานมีความเชื่อวาอาหารที่แสลงรุนแรงตองงดนาน เชน ชะอมหรืออาหารหมักดอง ตองงดเปนป
แตถาเปนอาหารที่ไมมีฤทธิ์แสลงมากนักก็อาจจะรับประมานไดเมื่อออกเรือนไฟไปแลว เชน ผลไมสุก เปนตน
ขอควรปฏิบัติเกี่ยวกับอาหารแสลง
ในปจจุบันการงดอาหารแสลง เชน อาหารหมักดอง อาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด อาหารรสเย็น
อาหารที่มีกลิ่นฉุนรุนแรง ซึ่งเปนอาหารที่เมื่อรับประทานแลวอาจจะทำใหเกิดผลกระทบตอรางกาย
ตามองคความรูทางการแพทยแผนไทย ทำใหไมสบายได ในกรณีนี้ก็ถือวาเหมาะสมหากจะงดอาหารดังกลาว
แตสำหรับอาหารทั่ว ๆ ไปที่จำเปนตอการบำรุงรางกายนั้นในการจะงดก็ควรพิจารณาดวยวา เมื่องดแลว
จะทำใหรางกายขาดสารอาหารที่จำเปนหรือไม และการขาดสารอาหารนั้นจะสงผลอยางตอรางกาย
หากจำเปนตองงดจริง ๆ ก็ควรจะคำนึงวาหากไมรับประทานอาหารชนิดหนึ่งชนิดใดก็ควรจะรับประทาน
ชนิดอื่นที่มีสารอาหารที่จำเปนทดแทนเพื่อไมใหมีผลกระทบตอรางกายมารดาและสงผลตอการผลิตน้ำนม
1.3.3 การทำกายบริหารสำหรับหญิงหลังคลอด
การทำกายบริหารในหญิงหลังคลอด ตามองคความรูทางการแพทยแผนไทยเปนการออกกำลังกาย
ที่ชวยฟนฟูรางกายของหญิงหลังคลอดใหกลับมาแข็งแรง ชวยกลามเนื้อใหกระชับคืนสูสมดุลเดิม
โดยเนนการยืดเหยียดกลามเนื้อ เสริมสรางความแข็งแรงของกลามเนื้อ กระตุนการไหลเวียนโลหิต
143
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
และขับน้ำคาวปลา โดยทาบริหารสามารถเริ่มทำไดตั้งแตหลังคลอด 7 วัน เริ่มแบบเบา ๆ คอยเปนคอยไป
เชน ทาขมิบ ทำเพื่อฝกกระชับกลามเนื้ออุงเชิงกรานรอบ ๆ ปากชองคลอด ชองทางเดินปสสาวะ
และทวารหนัก โดยเนนที่การหดกระชับกลามเนื้อรอบปากชองคลอดเปนหลัก สามารถทำไดทุกที่ ทุกเวลา
และทำไดทั้งทานั่ง นอน หรือยืน วิธีการคือ ขมิบกลามเนื้อรอบ ๆ ชองคลอด โดยไมเกร็งหนาทองและหลัง
หายใจเขา-ออกลึก ๆ นับ 1-10 แลวคลายออกนับเปน 1 ชุด ทำเรื่อย ๆ จนครบ 45 ชุดตอวัน หรือใชการจับ
เวลา ขมิบกลามเนื้อชองคลอด หายใจเขา-ออก นับ 1-10 แลวคลายออกเชนกันวันละ 3 ชุด ๆ ละ 15-20 นาที
ทั้งสองอยางนี้ควรทำติดตอกันอยางนอย 6 สัปดาห นอกจากนี้ยังสามารถทำกายบริหารที่ทำใหกลามเนื้อ
แข็งแรงสำหรับหญิงหลังคลอดวิธีตาง ๆ ที่แนะนำ ยกตัวอยางไดตอไปนี้
1.3.3.1 มณีเวช
ทาบริหารแบบมณีเวช เปนวิธีการหนึ่งในการปรับสมดุลรางกายดวยตนเองเพื่อใชรักษาสมดุล
ของรางกายที่ผิดปกติและคงความปกติไวหากบริหารอยางสม่ำเสมอทุกวัน ทาบริหารพื้นฐานของมณีเวช
เปนทาที่ปลอดภัย ใชบริหารไดอยางงาย ๆ ในระยะเวลาอันสั้น ประกอบดวยทายืน 5 ทา และทางู-แมว-เตา
วัตถุประสงค
 เพื่อใหหญิงหลังคลอดลดอาการออนเพลียและลดอาการปวดมดลูก
 ชวยเพิ่มการไหลของน้ำนมและลดอาการคัดตึงเตานม
 เพื่อใหทารกหลังคลอดทุกรายดูดนมไดดีขึ้น
 เพื่อปองกันและแกไขทารกหลังคลอดที่มีความผิดปกติดานโครงสรางรางกาย
ขอบงชี้การบริหารรางกายในหญิงหลังคลอดดวยศาสตรมณีเวช
 ขอบงชี้ : ในหญิงหลังคลอดที่รางกายปกติทุกราย
วิธีจัดสมดุลรางกายดวยทาบริหารพื้นฐานของมณีเวช ควรบริหารอยางสม่ำเสมอทุกวัน วันละ 2 ครั้ง
เชาและเย็น รายละเอียดในภาคผนวก
1.3.3.2 ษีดัดตน
ษีดัดตนพื้นฐาน 15 ทานั้น คือ การพักผอนอิริยาบถ แกเมื่อย แกขบ ระบบตามรางกาย
ของเหลา ษีชีไพร ผูไดบำเพ็ญพรต เจริญภาวนามานานวันละหลายชั่วโมง มาประยุกตเปนทาบริหารรางกาย
ซึ่งหญิงหลังคลอดสามารถบริหารรางกายตาม ษีดัดตนได โดยยกตัวอยาง 2 ทา ไดแก
144
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
1) ทา ษีดัดตนแกปวดทองและขอเทา และแกลมปวดศีรษะ
ภาพ คำอธิบาย
นั่งขัดสมาธิ มือทั้งสองขางประสานกันประมาณระดับลิ้นป
สูดลมหายใจเขาใหลึกที่สุด พรอมกับคอย ๆ ชูมือขึ้นแขนทั้งสองขางเหยียดตรง
แนบชิดใบหู กลั้นลมหายใจไวสักครู พรอมกับดัดมือ
ที่ประสานกันเหนือศีรษะใหหงายขึ้น
ผอนลมหายใจออกพรอมกับคอย ๆ วาดมือทั้งสอง ขางออกจากกันไปทางดาน
หลัง คอย ๆ งอแขน กำมือมาวางที่บั้นเอว ทั้งสองขาง ใชกำปนกดบริเวณเอวทั้ง
2 ขางขณะกดสูดลมหายใจเขาใหลึกที่สุด
กลั้นลมหายใจไวสักครูพรอมกับกดเนน ผอนลมหายใจออก พรอมกับคลายการ
กำกำปน เลื่อนตำแหนงที่กดไปทางกลางหลังทีละนอย จนกำปนชิดกันที่บริเวณ
กลางบั้นเอว ทำซ้ำ 5-10 ครั้ง
ตารางที่ 5.8 แสดงภาพและคำอธิบายทา ษีดัดตนแกปวดทองและขอเทา และแกลมปวดศีรษะ
ที่มา: สมุดภาพบันทึกเรื่องวันวาน.กายบริหารแบบไทย ทา ษีดัดตนพื้นฐาน 15 ทา ( ทาที่ 3 แกปวดทองและขอเทา
และแกลมปวดศีรษะ ). เผยแพรวันที่ 16 มกราคม 2558. เขาถึงไดจาก https://phatarapornstuff.blogspot.com/
สืบคน 2 กุมภาพันธ 2567
145
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
2) ทา ษีดัดตนแกไหล ขา และแกเขา ขา เปนทาบริหารแกอาการปวดหลัง
ภาพ คำอธิบาย
ยืนกาวขาขางซายเฉียงออกไปทางซาย มือขางเดียวกันวางแนบหนาขา
มือขวาทาวอยูบนสะโพกในลักษณะคว่ำมือ สนมือดันสะโพก ปลายมือ
ทแยงไปทางดานหลัง
สูดลมหายเขาลึก ๆ พรอมกับคอย ๆ ยอตัว โดยทิ้งน้ำหนักบนขาซาย
ที่กาวออกไป
ขณะยอตัว คอย ๆ บิดลำตัว หันหนาไปทางดานขวาชา ๆ โดยขาซาย
จะยอ ขาขวาจะตึง กลั้นลมหายใจสักครู พรอมกับลงน้ำหนักบนมือ
ที่ทาวสะโพก
ผอนลมหายใจออก พรอมกับคอย ๆ คืนสูทาเตรียม ทำซ้ำเชนเดิม
แตเปลี่ยนเปนกาวขางขวา โดยทำสลับกันซายและขวานับเปน 1 ครั้ง
ทำซ้ำ 5 ครั้ง
ตารางที่ 5.9 แสดงภาพและคำอธิบายทา ษีดัดตนแกไหล ขา และแกเขา ขา เปนทาบริหารแกอาการปวดหลัง
ที่มา: สมุดภาพบันทึกเรื่องวันวาน.กายบริหารแบบไทย ทา ษีดัดตนพื้นฐาน 15 ทา (ทาที่ 10 แกไหล ขา และ
แกเขา ขา). เผยแพรวันที่ 22 พฤษภาคม 2558. เขาถึงไดจาก https://phatarapornstuff.blogspot.com/
สืบคน 2 กุมภาพันธ 2567
146
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
1.3.3.3 กาวตา กาวเตน
กาวตา-กาวเตน เปนวิธีการออกกำลังกายแบบแอโรบิคที่ศาสตราจารยนายแพทย อวย เกตุสิงห คิดคนขึ้น
โดยการกาวเทาในตารางสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 90×90 หรือ 120×120 หรือ 150×150 โดยแบงเปน 9 ชอง
ขนาดเทา ๆ กัน ซึ่งจะชวยฝกหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิตใหมีความแข็งแรง
ภาพที่ 5.30 แสดงตารางเกาชองที่ใชทำกายบริหารกาวตา-กาวเตน
กาวตา หรือ อวยเทสต
เปนวิธีการออกกำลังกายที่ใชแทนการทดสอบความไวดวยวิธี “วิ่งเก็บของ” มีวิธีการดังนี้
ภาพ คำอธิบาย
ทาเตรียม เทาทั้งสองขางยืน
อยูในตารางมุมซายใกลตัว
กาวเทาขวา ไปยังตารางมุม
ขวาใกลตัว พรอมชักเทาซาย
ตามมา ใหเทาทั้งสองยืนอยูใน
ตารางเดียวกัน
147
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
ภาพ คำอธิบาย
กาวเทาขวา ไปยังตารางมุม
ขวาไกลตัว พรอมชักเทาซาย
ตามมา ใหเทาทั้งสองยืนอยูใน
ตารางเดียวกัน
กาวเทาซาย ไปยังตาราง
มุมซายไกลตัว พรอมชักเทา
ขวาตามมา ใหเทาทั้งสองยืน
อยูในตารางเดียวกัน
กาวเทาซาย ไปยังตาราง
มุมซายใกลตัว พรอมชักเทา
ขวาตามมา ใหเทาทั้งสองยืน
อยูในตารางเดียวกัน ซึ่งเปน
ทาเดียวกับทาเตรียม ทำซ้ำ
อยางนอย 5 รอบ หรือทำ
ติดตอกันนาน 5 นาที
แลวเปลี่ยนไปยืนตารางมุมขวา
ใกล ตัวเป นท าเตรียม
แลวกาวเวียนไปดานตรงขาม
ในระยะรอบหรือเวลาที่เทากัน
โดยมีหลักการใหกาวเร็วที่สุด
ตารางที่ 5.10 แสดงภาพและคำอธิบายกาวตา
148
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
กาวเตน
ภาพ คำอธิบาย
ทาเตรียม เทาซายอยูใน
ตารางมุมซายใกลตัวและ
เทาขวาอยูในตารางมุมขวา
ใกลตัว
กาวเทาซาย ทะแยงไปยัง
ตารางมุมขวาไกลตัว
กาวเทาขวา ขามเทาซาย
ทะแยงไปยังตารางมุมซาย
ไกลตัว
กาวเทาซาย ทะแยงกลับไป
ยังตารางมุมซายใกลตัว
149
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
ภาพ คำอธิบาย
กาวเทาขวา ทะแยงกลับไป
ยังตารางมุมขวาใกล ตัว
ทำเวียนซ้ำเชนนี้ไปเรื่อย ๆ
หรือเปลี่ยนไปเวียนดานตรง
ขามโดยใชเทาขวาเริ่ม โดยมี
หลักการกาวใหเร็วที่สุด หาก
ก าวด วยความเร็วสูง
(ประมาณ 120-130 กาวตอ
นาที) โดยใชเวลา 7-8 นาที
ติดตอกัน
ตารางที่ 5.11 แสดงภาพและคำอธิบายกาวเตน
ที่มา : สถานการแพทยแผนไทยประยุกต คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล มหาวิทยาวิทยาลัยมหิดล.
“กาวตา กาวเตน” ออกกำลังกาย เพื่อหัวใจที่แข็งแรง. เผยแพรวันที่ 9 เมษายน 2563. เขาถึงไดจาก
https://www.gj.mahidol.ac.th/ สืบคน 1 ธันวาคม 2566
1.3.4 มดลูกเขาอู
ในระยะตั้งครรภ ขนาดมดลูกจะขยายใหญขึ้น โดยชวงใกลคลอดจะน้ำหนักเพิ่มขึ้นถึง 1 กิโลกรัม
ภายหลังการคลอดบุตรและรกแลว มดลูกจะลงขนาดลงทันที จากที่ใหญถึงระดับลิ้นป จะลดระดับมาอยู
ที่สะดือ จนกระทั่งกลับสูอุงเชิงกรานและไมสามารถคลำทางหนาทองได เรียกวา “มดลูกเขาอู” ซึ่งใชเวลา
ประมาณ 2 สัปดาหหลังการคลอดบุตร
หากมีอาการผิดปกติเชน หลัง 2 สัปดาหแลวยังคลำมดลูกทางหนาทองได หรือสัปดาหที่ 6
แลวมดลูกยังมีขนาดใหญนั้น อาจมีสาเหตุการการอักเสบติดเชื้อ หรือมีเศษรกจากการคลอดคางอยู หรือมดลูก
มีเนื้องอก หากพบอาการผิดปกติเหลานี้ ตองรีบพบแพทย
1.3.5 การมีประจำเดือนและการมีเพศสัมพันธ
โดยปกติหญิงหลังคลอด จะมีประจำเดือนภายใน 6-8 สัปดาห ในชวงที่เลี้ยงบุตรดวยนมแม
จะไมมีประจำเดือน แตถามีในระหวางใหนมบุตร ก็ไมจัดวาผิดปกติ แตอยางใด การเลี้ยงบุตรดวยนมแมไมถือวา
เปนการปองกันการตั้งครรภ หากเกิน 3 เดือนจะมีการตกไขเมื่อใดก็ได ในสวนการมีเพศสัมพันธ ควรงดการมี
เพศสัมพันธภายใน 4-6 สัปดาห หลังคลอด เนื่องจากในระยะนี้มีน้ำคาวปลาและปากมดลูกยังปดไมสนิท
อาจทำใหเกิดการติดเชื้อไดงาย
150
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
1.3.6 น้ำคาวปลา
น้ำคาวปลาคือ สารคัดหลั่งที่หลั่งออกมาจากโพรงมดลูกหลังคลอด ประกอบไปดวย เยื่อบุโพรงมดลูก
ที่หลุดลอก เม็ดเลือดแดงและแบคทีเรีย โดยทั่วไปน้ำคาวปลามักจะมีปริมาณ 240-480 ชีซี และจะคอย ๆ
จางลงและหมดไป ภายใน 7-21 วันหลังคลอด แบงลักษณะน้ำคาวปลาตามระยะเวลา ดังนี้
1) ระยะ lochia rubra จะเกิดขึ้นในระยะแรกภายใน 3 วันหลังคลอดน้ำคาวปลาจะมีสีแดงสด
หรือน้ำตาลเขม
2) ระยะ lochia serosa จะเกิดขึ้นในวันที่ 3 – 10 หลังคลอดน้ำคาวปลาจะจางลง สีคอนขางน้ำตาลจาง
3) ระยะ lochia alba จะเกิดขึ้นหลังวันที่ 10 น้ำคาวปลาจะลดนอยลงมีสีใสหรือสีเหลืองใส
ลักษณะน้ำคาวปลาผิดปกติที่พบบอยคือ น้ำคาวปลาที่เปลี่ยนจากสีแดงมาเปนสีจางลงแลว กลับเปน
สีแดงใหม กรณีเชนนี้อาจเกิดจากมีเศษรกจากการคลอดคางในโพรงมดลูก หรือมีการอักเสบของเยื่อบุโพรง
มดลูก น้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็น ตามปกติน้ำคาวปลาจะมีกลิ่นคาว หากมีกลิ่นเหม็นแสดงวาอาจมีการติดเชื้อ
ในโพรงมดลูกเกิดขึ้นแลว หากพบอาการผิดปกติเหลานี้ ตองรีบพบแพทย
1.3.7 การคุมกำเนิด
1.3.7.1 การคุมกำเนิดที่ไมมีฮอรโมน
1) ถุงยางอนามัย เปนวีธีคุมกำเนิดที่สามารถหาซื้อไดงายและชวยปองกันโรคติดตอทางเพศสัมพันธได
แตตองอาศัยความรวมมือของสามีและตองใชทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ
2) หวงคุมกำเนิดที่มีทองแดง เปนการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูง คุมกำเนิดได 3-5 ป ขึ้นอยูกับ
ชนิดของหวง ไมมีผลขางเคียงจากฮอรโมน ประจำเดือนจึงมาสม่ำเสมอ แตในชวง 3-6 เดือนแรกหลังใสหวง
อาจมีประจำเดือนมามากขึ้นหรือปวดประจำเดือนมากขึ้นได
1.3.7.2 การคุมกำเนิดที่มีฮอรโมน
วิธีคุมกำเนิดที่ใชควรเปนชนิดที่มีฮอรโมนโปรเจสโตโรนชนิดเดียว เนื่องจากไมมีผลตอปริมาณ
หรือคุณภาพของน้ำนม ไมมีผลตอการเจริญเติบโตหรือพัฒนาการของทารก สามารถเริ่มใชไดตั้งแต 6 สัปดาห
หลังคลอด มีประสิทธิภาพปองกันการตั้งครรภดีกวาถุงยางอนามัย แตขณะที่ใชการคุมกำเนิดวิธีนี้ประจำเดือน
มักไมสม่ำเสมอ บางรายมาหางๆ บางรายไมมีประจำเดือน ซึ่งเปนผลขางเคียงปกติจากฮอรโมน ไมมีผลตอ
สุขภาพหรือความสามารถในการเจริญพันธุเมื่อหยุดใชยา ประจำเดือนจะกลับเปนปกติ
1) ยาฉีดคุมกำเนิดชนิด 3 เดือน สามารถฉีดไดที่สถานพยาบาลทั่วไป
2) ยาฝงคุมกำเนิด มีประสิทธิภาพคุมกำเนิดสูง สามารถคุมกำเนิดไดนาน 3-5 ป ขึ้นอยูกับชนิดยา
แพทยเปนผูฝงยาใหที่ใตผิวหนังบริเวณตนแขนดานใน หลังเอายาออก สามารถกลับมาตกไขไดเร็วกวา
ยาฉีดคุมกำเนิด
151
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
3) ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอรโมนโปรเจสโตโรนชนิดเดียว เปนยาที่สามารถหาซื้อไดงาย การกินยา
ชนิดนี้ควรกินใหตรงเวลาอยางสม่ำเสมอ ถาลืมกินยามีโอกาสตั้งครรภไดงายเนื่องจากฮอรโมนมีขนาดต่ำ
สวนการคุมกำเนิดชนิดฮอรโมนรวมเอสโตรเจนและโปรเจนโตโรน เชน ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอรโมนรวม
ยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอรโมนรวม แผนแปะคุมกำเนิด และวงแหวนคุมกำเนิด ควรเริ่มใชหลังคลอดบุตร 6 เดือน
ขึ้นไป เนื่องจากฮอรโมนเอสโตรเจนอาจทำใหปริมาณน้ำนมลดลง
1.3.8 การปฎิบัติกิจวัตรประจำวัน
ในระยะ 6 สัปดาหหลังคลอด สามารถทำกิจกรรมที่ไมใชแรงมากเชน ทำอาหาร กวาดบาน เปนตน
ไมควรยกของหนักหรือทำงานที่ตองใชกำลังของกลามเนื้อหนาทอง เพราะอาจเจ็บแผลผาตัดและมดลูก
เคลื่อนต่ำลงได เนื่องจากเสนเอ็นที่ยึดมดลูกมีการขยายตัว ในชวงนี้สามารถขึ้นลงบันไดได แตควรระมัดระวัง
การหกลมหรืออาการหนามืดเปนลม อาจทำใหเกิดอุบัติเหตุพลัดตกลงได
นอกจากนี้การขับรถยนตสามารถกระทำได ยกเวนในรายที่มีอาการเจ็บหรือเกร็งบริเวณแผลผาตัด
หรือแผลฝเย็บ ควรงดการขับรถจนกวาแผลจะหายดี ประมาณ 4 สัปดาหสัปดาหหลังคลอดปกติ
หรือ 6 สัปดาหหลังผาตัดคลอด และสามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันไดปกติ
1.3.9 การดูแลสุขภาพจิตสำหรับหญิงหลังคลอด
หญิงหลังคลอดบุตร อาจเกิดอาการซึมเศราหลังคลอดบุตรหรือที่เรียกวา Postpartum blue
มักเกิดขึ้นในชวงระยะสัปดาหแรกหลังคลอด พบวามักมีอาการมากที่สุดในวันที่ 4-5 หลังคลอด และกลับเปน
ปกติในวันที่ 10 หลังคลอด อาการซึมเศรานี้อาจมีอารมณที่ออนไหว ไมคงที่ ทำใหมีอาการผิดปกติ
ไดแก นอนไมหลับ เบื่อหนาย เหนื่อยลา ซึมเศรา วิตกกังวล ขาดสมาธิ หงุดหงิด
ดังนั้นหญิงหลังคลอดควรเตรียมใจรับมือกับภาวะเหลานี้เพื่อที่จะรับมือ ยับยั้งหรือแกไขอาการ
ไดโดยงาย ดังนั้นฝายสามีควรมีสวนชวยในเรื่องนี้ โดยพยายามเขาใจอารมณและสุขภาพรางกายของภรรยา
ใหความเอาใจใสและดูแลเปนพิเศษ รวมถึงชวยแบงเบาภาระในการดูแลบุตรก็จะชวยบรรเทาปญหาดังกลาวได
152
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
2. การดูแลเด็กหลังคลอด
2.1 หัตถการที่ใชในเด็ก
การจัดสมดุลรางกายดวยศาสตรมณีเวชในเด็กแรกเกิดและเด็กเล็ก
การจัดสมดุลโครงสรางรางกายในทารกหลังคลอด สามารถทำไดทันทีหลังคลอดออกมา ซึ่งใชไดทั้งทารกที่
โครงสรางปกติและผิดปกติ เชน เทาปุก เทาแป เขาแอน กระดูกสันหลังคด กลามเนื้อออนแรง ขอติดเคลื่อนไหวไมได
ภาวะตัวเหลือง ปญหาระบบขับถาย ระบบการหายใจ อัณฑะไมลงถุงหรือมีถุงน้ำ ปญหาทารกไมดูดนม น้ำลายไหล
เปนตน โดยเริ่มจากการตรวจสมดุลโครงสรางรางกายของทารกวามีสวนใดในรางกายที่ไมสมดุล
การตรวจสมดุลโครงสรางรางกายของทารก
1) รางกายสวนบนหรือตาชั่งบน (รยางคบน รวมสะบัก ไหปลารา)
1.1) มือกระดกคว่ำหงายไดเต็มที่ 90 องศา
1.2) องศานิ้วมือยืดไดตรงทุกขอนิ้ว
1.3) ขอศอก ยืดตรง
1.4) ขอไหลผึ่งผาย หมุนได 3 ทิศ 4 ทา ในทานอนหรือทานั่งลำตัวพิงผูใหญ
1.5) สะบักสองขางเทากัน
2) รางกายสวนลางหรือตาชั่งลาง (รยางคลาง รวมเชิงกราน)
2.1) สังเกตอวัยวะเพศวาบวม เฉ เทากันสองขางหรือไม ซึ่งอวัยวะเพศทั้งหญิงและชาย เปนอวัยวะแรกที่
บงบอกถึงสมดุลไดงายที่สุดในทารกหลังคลอด หากองคชาติ (Penis) เอียงหรือเบี้ยว หรือความนูน
ของแคม (Labia) ไมเทากัน แสดงวาจะมีสวนอื่นในรางกายที่ไมสมดุล
2.2) สังเกตกนแหลม การนั่ง กนยอย บวม เฉ หรือไม
2.3) ขอสะโพกหมุนไดเต็มที่ในทานอนหงาย
2.4) ขอเขา ยืดขาตรง เขาตรง
2.5) หมุนขอเทาไดเปนวงกลม
2.6) เทา กระดกไดเต็มที่ 90 องศา
2.7) นิ้วเทาเหยียดไดตรงทุกขอนิ้ว
3) แกนกลางลำตัวหรือแกนตาชั่ง (ศีรษะ ใบหนา กระดูกสันหลัง รวมซี่โครง)
3.1) สังเกตกระดูกสันหลังในแตละตำแหนงตั้งแต สวนคอ อก เอว บั้นเตา กนกบ มีโคง เอียงไป
ดานใดหรือไม สวนกระดูกสันหลังและสะบักทั้งสองขางนั้นโดยเฉพาะทารกที่ผาตัดคลอดหรือคลอดลำบาก
ที่ตองดึงออกมา อาจทำใหมีปญหากับกระดูกสันหลังไดงาย
3.2) สังเกตสมมาตรของ ศีรษะ ใบหนา สังเกตไดจากความสมดุลของ ตา หู จมูก แกม คาง ลิ้น หลอดลม
โดยเฉพาะบริเวณใตคางหากมีการแข็งเกร็งจะทำใหเกิดปญหาการดูดนมของเด็กได
หมายเหตุ : การรักษาดวยการปรับจัดกระดูกที่เสียระเบียบ สวนนี้ใชเฉพาะในกลุมบุคลากรทางการแพทยที่มี
ประสบการณผานการอบรมทักษะการจัดมณีเวชแลวเทานั้น
153
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
วิธีการจัดสมดุลรางกายดวยศาสตรมณีเวชในเด็กแรกเกิดและเด็กเล็ก
1) การจัดสมดุลตาชั่งบน (รยางคบน รวมสะบัก ไหปลารา)
ภาพ คำอธิบาย
จัดทีละนิ้ว จัดทีละขอเบา ๆ ทั้งสิบนิ้ว
โดยขยับและยืดแตละขอใหตรงแลว
แอนขึ้นตรงๆ ไมหักงอลง
ทาครุฑหรือนางรำละคร : จัดขอมือ
ปรับขอมือใหแอนขึ้นตั้งฉากกับแขน
ทอนลาง จัดขอศอก ปรับแขนให
เหยียดสุดขอศอกเหยียดตึง สามารถ
ปรับไดทั่งในทานั่งและทานอน
ทาโนราหรือดอกบัวบาน : ปรับแขน
ให ข อสอบเหยียดสุดเช นเดิม
ใหขอมือแอน แตบิดแขนใหปลาย
นิ้วชี้ลงไปทางเทาแบบทาโนรา
สามารถปรับไดทั่งในทานั่ง และทานอน
154
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
ภาพ คำอธิบาย
จังหวะที่ 1 จังหวะที่ 2
จังหวะที่ 3 จังหวะที่ 4
ทากรรเชียง : จับเด็กนอนตะแคงให
แขนขางที่จัดยกขึ้น หมุนแขน
ในทากรรเชียงไปดานหลังเทานั้น ทำ
ทีละขาง ใชแกปญหาเด็กแรกเกิดที่มี
ปญหาการหายใจ
จังหวะที่ 1 จังหวะที่ 2 จังหวะที่ 3
จังหวะที่ 4 จังหวะที่ 5
ทาไชโย : จับแขนเด็กทั้งสองขางชู
ขึ้นเหนือศีรษะแนบหู แลวคางไว
สักครู แลวหมุนแขนออกดานขาง
พรอมกัน พยายามเหยียดแขนใหตึง
ทำได ทั้งในท านอนและท านั่ง
ใชแกปญหาเด็กแรกเกิดที่มีปญหา
การหายใจ
ตารางที่ 5.12 แสดงภาพและคำอธิบายวิธีการจัดสมดุลรางกายดวยศาสตรมณีเวชในเด็กแรกเกิดและเด็กเล็ก:
การจัดสมดุลตาชั่งบน (รยางคบน รวมสะบัก ไหปลารา)
155
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
2) การจัดสมดุลตาชั่งลาง (รยางคลาง รวมเชิงกราน)
ภาพ คำอธิบาย
เริ่มจากปลายนิ้วเทาทีละนิ้ว ทำทั้ง
สิบนิ้ว จัดขยับยืดเหยียดแตละขอ
เบา ๆ และแอนขึ้น ไมหักลง ปรับ
ทีละขอ หากนิ้วเทางอ ซอนหรือเกย
กัน ปรับจัดใหเหยียดตรง ในเด็กที่มี
ปญหาสมดุลผิดปกติ จะมีการเกร็ง
ของรางกาย การปรับชวงลางจะ
ขยับไดยาก อาจเปลี่ยนจากขา
เหยียดเปนการงอเขาแลวจัดนิ้วเทา
ขอเทาจะจัดไดงายขึ้น ในเด็กที่มี
ปญหาโครงสรางตาชั่งลางผิดปกติ
ใหเริ่มจัดขางที่ปกติหรือมีปญหา
นอยกวากอน แลวจึงจัดขางที่มี
ปญหามากทีหลัง
จังหวะที่ 1 จังหวะที่ 2
จังหวะที่ 3 จังหวะที่ 4
เมื่อจัดนิ้วเทาเสร็จใหตรวจดูเทา
หากขอเทาปกติดีใหขยับขอเทา
โดยยืดขอเทาแล วหมุนไปทาง
นิ้วกอย 3 รอบ จัดขอเทาทั้งสองขาง
หากขอเทาบิดผิดปกติ ใหหมุนกลับ
ทางไปในทิศตรงขามเพื่อจัดให
ขอเทาตรง ในเด็กที่มีปญหาสมดุล
ผิดปกติ จะมีการเกร็งของรางกาย
การปรับชวงลางจะขยับไดยาก
อาจเปลี่ยนจากขาเหยียดเปน
การงอเขาแลวจัดนิ้วเทาขอเทาจะจัด
ไดงายขึ้น
156
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
ภาพ คำอธิบาย
จังหวะที่ 1 จังหวะที่ 2
จังหวะที่ 3 จังหวะที่ 4
จากนั้นจัดขาทีละขาง โดยงอเขาตั้ง
ฉากกับสะโพก กดเขาใหแนบกับอก
เทาที่ทำได หมุนขาโดยแบะเขาออก
ดานขางใหเขาแตะที่นอน แลวจับ
เหยียดนำกลับมาวางคูกับขาอีกขาง
หมุนขา 3 รอบ แลวจัดขาอีกขางทำ
เชนเดียวกัน
จังหวะที่ 1 จังหวะที่ 2
จังหวะที่ 3 จังหวะที่ 4
จัดขาทั้งสองขางพรอมกัน ใชมือจับ
เขาสองขาง ยกเขาตั้งฉากกับสะโพก
กดเขาชิดอก แลวแบะหมุนออก
ดานขาง ทำ 3 รอบเชนกัน ในเด็กที่
โครงสรางผิดปกติมาก เชน เทาปุก
เทาแป หรือภาวะเขาแอน หลังจาก
จัดมณีเวชแลวอาจจะบิดกลับมา
ดังเดิม เพราะฉะนั้นหลังจากจัด
เรียบรอยแลวอาจจัดทาใหเด็กนอน
แบะเขาไวกอนแลวนำผาหมมาทับ
เขาคางไว
ตารางที่ 5.13 แสดงภาพและคำอธิบายวิธีการจัดสมดุลรางกายดวยศาสตรมณีเวชในเด็กแรกเกิดและเด็กเล็ก:
การจัดสมดุลตาชั่งลาง (รยางคลาง รวมเชิงกราน)
157
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
3) การจัดสมดุลแกนตาชั่ง (ศีรษะ ใบหนา กระดูกสันหลัง)
3.1) การจัดกระดูกสันหลัง ใหเด็กนั่งขัดสมาธิ หันดานขางใหผูทำหัตถการ กอนจัดจะตองดูความสมดุลของ
กระดูกสันหลัง กลามเนื้อหลังสองขางเทากันหรือไม ไหลและสะบักทั้งสองขาง
ภาพ คำอธิบาย
ใชฝามือขางหนึ่งประคองหนาอก
นิ้วโปงและนิ้วชี้ประคองคอใตคาง
ใหคอตั้งตรงไมกมลงหรือเอียงซาย
ขวา โดยระวังอยากดหลอดลมเด็ก
มืออีกขางลูบหลังเด็กกอน ตรวจวามี
ความนูน งอ คด หรือ กระดูก สันหลัง
ไมเรียบจุดใดบาง
วางมือแนบกับหลังเด็ก ใชฝามือวาง
ตามแนวขนานกับหลัง นิ้วกลาง
วางตามแนวกระดูกสันหลัง มือที่
ประคองอกและคอยกขึ้นเล็กนอย
มือที่วางแนบหลังกดเบา ๆ เปนการ
เหยียดหลังเด็กใหตรงและยืดขึ้น
จากนั้นรูปลงเบา ๆ
ในกรณีที่มีปญหาไมสมบูรณและยัง
ปรับไดไมดี อาจจับเด็กทำทางู-แมว-
เตาก็ได เมื่อจัดเสร็จสังเกตสมดุล
ของอวัยวะเพศวาดีขึ้นหรือไม
ตารางที่ 5.14 แสดงภาพและคำอธิบายวิธีการจัดสมดุลรางกายดวยศาสตรมณีเวชในเด็กแรกเกิดและเด็กเล็ก:
การจัดสมดุลแกนตาชั่ง (การจัดกระดูกสันหลัง)
158
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
3.2) การจัดศีรษะและใบหนา ใหตรวจดูความสมดุลบนใบหนากอนจัด
ภาพ คำอธิบาย
ลูบเบา ๆ บริเวณคอดานขางวามีขางใด
เกร็งมากกวาหรือไม แลวเริ่มจัดบริเวณ
หนาผากกอน โดยใชหัวแมมือกดแลว
เลื่อนจากหัวคิ้วขึ้นไป +ไรผม แลวไล
จากกลางหน าผากไปจนถึงขมับ
ทำ 3 รอบ กดขอบกระดูกเบาตาจาก
หัวตาไปหางตา ทั้งบนและลางเบา ๆ
ทำ 3 รอบ
ปรับสันจมูกลงมาตรงๆ แลวปรับไล
จากจมูกมาหน าหูบริเวณร อง
โหนกแกม
กดใตจมูก คลึงเบาๆแลวยกขึ้น แลว
จัดรอบริมฝปากบนลางเปนวงกลม 3
ครั้ง
จัดกรามโดยกดลากจากใตคางไปหู
และคลึงจุดใตคางโดยใชนิ้วชี้กดใตคาง
คลึงเบาเบาใหกลามเนื้อใตคางคลาย
หากเด็กที่มีปญหาไมดูดนม หรือ
น้ำลายไหล ใหตรวจบริเวณจุดใตคางนี้
วามีแข็งเกร็งหรือไม ใหคลึงจนกวาจะ
คลายเกร็ง จะทำใหลิ้นขยับไดดีและดูด
นมไดดีขึ้น
ตารางที่ 5.15 แสดงภาพและคำอธิบายวิธีการจัดสมดุลรางกายดวยศาสตรมณีเวชในเด็กแรกเกิดและเด็กเล็ก:
การจัดสมดุลแกนตาชั่ง (การจัดศีรษะและใบหนา)
159
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
นอกจากนี้ พบการศึกษาเกี่ยวกับศาสตรมณีเวชในทารกอื่น ๆ เชน การศึกษาเปรียบเทียบคาบิลิรูบิน
และการเกิดตัวเหลืองในทารกคลอดครบกำหนดที่ไดรับการจัดสมดุลมณีเวชเทียบกับทารกที่ไมไดจัดมณีเวช
ในโรงพยาบาลเพชรบูรณ จำนวน 2,058 ราย ผลการศึกษาพบวาทารกที่ไดรับการจัดสมดุลดวยมณีเวช
มีคาเฉลี่ยบิลิรูบินและอัตราการเกิดตัวเหลืองในเด็กที่จัดมณีเวชต่ำกวากลุมที่ไมไดจัดอยางมีนัยสำคัญทางสถิติ
ในอนาคตอาจนำศาสตรมณีเวชใชในการปองกันการเกิดตัวเหลืองในทารกแรกเกิดหรืออาจปรับใชรวมกับ
การสองไฟในการรักษาเด็กตัวเหลืองในอนาคต
นอกจากนี้ยังพบกรณีศึกษา ทารกแรกคลอดเพศหญิง มีภาวะ Congenital Genu Recurvatum
โดยผูศึกษาไดประเมินและใหขอวินิจฉัยทางการพยาบาล โดยใชหลักการการพยาบาล ใหการดูแลปรับสมดุล
โครงสรางรางกายทารกดวยศาสตรมณีเวช ซึ่งเห็นผลการเปลี่ยนแปลงทันทีที่ทำครั้งแรก และเมื่ออายุ 9 วัน
ทารกสามารถยืดเหยียดขาและงอเขาไดเปนปกติ และบิดามารดามีความรูและทักษะในการดูแลทารกตอที่บานได
การจัดสมดุลรางกายดวยศาสตรมณีเวชในกรณีทารกแรกคลอด: เทาปุก (Clubfoot)
ทารกบางรายที่เกิดมาอาจมีลักษณะเทาผิดปกติที่เรียกวา เทาปุก (Clubfoot) ซึ่งเปนโรคที่เกิดจาก
ความผิดปกติของเทาที่เปนมาแตกำเนิดประเภทหนึ่ง โดยมีลักษณะผิดรูปไปจากเดิม ซึ่งขอเทาอาจเขยงปลาย
เทาลงลาง บิดเขาในและฝาเทาหงายขึ้น
โรคเทาปุก อาจเปนขางเดียวหรือสองขางก็ได พบพอ ๆ กัน วินิจฉัยไดจากการตรวจรางกาย สำหรับ
สาเหตุนั้นยังไมทราบแนชัด แตมีองคประกอบจากหลายปจจัย ไดแก สิ่งแวดลอมในครรภมารดาซึ่งมีผลตอ
ลักษณะของเทาในขณะที่อยูในมดลูก มีประวัติเครือญาติเปนโรคเทาปุก เกิดจากกลามเนื้อที่ควบคุมการ
เคลื่อนไหวของขอและเทาไมสมดุลกัน หรืออาจเกิดจากกระดูกเทาถูกสรางมาผิดรูป
การรักษาเด็กทารกที่เปนโรคเทาปุก สามารถรักษาใหดีขึ้นจนเดินไดดีมากจนเกือบปกติ แตเพื่อใหได
ผลการรักษาที่ดี จะตองทำการรักษาตั้งแตแรกคลอด โดยการดัดเทาใหกลับคืนสูรูปรางปกติและควบคุมดวย
เฝอก ทำการดัดและเปลี่ยนเฝอก ทุก ๆ 1-2 สัปดาห จนไดเทาที่มีรูปรางดีขึ้น ถาไมหาย อาจมีการผาตัด
ภาพที่ 5.31 แสดงลักษณะเทาผิดปกติ “เทาปุก” (Clubfoot)
ที่มา : นพ.อำนวย จิระสิริกุล. โรคเทาปุก (Clubfoot). เผยแพรวันที่ 12 เมษายน 2556. เขาถึงไดจาก
https://haamor.com สืบคน 23 มกราคม 2567
ในทารกแรกคลอด ที่มีลักษณะเทาผิดปกติ “เทาปุก” (Clubfoot) สามารถจัดสมดุลรางกาย
ดวยศาสตรมณีเวช ซึ่งตองทำโดยกลุมบุคลากรทางการแพทยที่มีประสบการณผานการอบรมความรูเรื่อง
160
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
มณีเวชเทานั้น ผูจัดสมดุลตองตรวจรางกายเด็กทั้งหนาและหลังกอนวามีสวนไหนบางที่ไมสมดุล โดยเฉพาะ
Penis หรือ Labia วิธีดังนี้
1) เริ่มจัดมณีเวชจากตาชั่งบนกอน แขนสองขาง ปรับสะบัก ตองสังเภตใหดี เพราะถาเด็กมีผิดปกติ
สะบักและหลังก็มักไมสมดุล และมักผิดปกติดานเดียวกับเทาปุก
2) ปรับศีรษะ หนา คอและหลัง จากนั้นปรับสะโพกทั้งสองขาง ทำทีละขางกอ เสร็จแลวจัดสองขาง
พรอมกัน เมื่อปรับเสร็จสังเกต Penis หรือ Labia วาอาการเบี้ยวดีขึ้นหรือไม
3) จัดขอเทาที่ไมเปนหรือเปนนอยกอน
4) จัดเทาขางที่ผิดปกติ
 มือหนึ่งตองจับงอเขาในทาปรับสะโพก มืออีกขางบิดขอเทาที่ผิดปกติใหเขาสูภาวะปกติ
ทำชา ๆ เบา ๆ ขอเทาจะคอย ๆ หลวมขึ้น และบิดออกมาได
 จับขอเทาที่ปรับไดบางแลวยืดกับหนาแขง แลวจับงอเขาเด็กไปซิดอก นับหนึ่งถึงหา
แลววาดออกดานขางจนติดที่นอน จากนั้นเหยียดเขาไปขนานคูกับอึกขางหนึ่ง ทำสาม
รอบ แลวดูวาปกติดีแลวหรือไม
โดยมากหลังรักษาขอเทาจะหมุนไดเปนปกติ แตเมื่อปลอยใหนอน ก็จะงอกลับทาเทาปุก
แตจะนอยกวาตอนแรกเกิด ใหจับยึดเขาในทาเหยียดขา แลวบิดขอเทากลับจากทาเดิมคางไวและนับหนึ่งถึงยี่สิบ
จึงปลอยออก
5) จัดขอเทาครั้งแรกตองงอเขากอน ถาเหยียดเขาขอเทาจะเกร็งมาก เวลาจัดเด็กจะรองมาก
เมื่อจัดเสร็จสังเกต Penis หรือ Labia วาเปนปกติแลวหรือไมอยางไร
2.2 การใชยาสมุนไพรในเด็ก
การใชยาสมุนไพรตำรับที่พบวามีการใชในเด็กสามารถแบงไดหลากหลายสรรพคุณ และตามชวงอายุ
เชน แกไข รอนใน หรือกระหายน้ำ แกทองผูก บรรเทาอาการทองอืด ทองเฟอ จุกเสียดได พบไดในยาในบัญชี
ยาหลักแหงชาติดานสมุนไพรและประกาศสมุนไพรขายทั่วไป หากบุคลากรผูตรวจประเมินและสั่งการรักษา
พิจารณาเห็นวามีความจำเปนที่จะจายยาสมุนไพร สามารถสั่งยาโดยแพทยแผนไทย แพทยแผนไทยประยุกต
หรือผูประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ผูอำนวยการหรือหัวหนาสถานพยาบาลมอบหมาย โดยแบงรายการยา ดังนี้
แกไข บรรเทา
อาการ
ทองอืด
ทองเฟอ
บรรเทา
อาการ
ทองผูก
บรรเทา
อาการ
ทองเสีย
บรรเทา
อาการเบื่อ
อาหาร
บรรเทา
อาการไอ
ขับเสมหะ
แกแผล
ในปาก
แกละออง
ยาตรีหอม  
ยาแสงหมึก   
ยาประสะเปราะใหญ   
ยาประสะกะเพรา 
ยาเหลืองปดสมุทร 
ตารางที่ 5.16 แสดงความสัมพันธตำรับยาสมุนไพรที่ใชในเด็กและสรรพคุณบรรเทาอาการตาง ๆ
ตำรับยา
สรรพคุณ
161
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
รายการสมุนไพรที่ใชในเด็กในการบรรเทาอาการตาง ๆ มีดังนี้
รายการยา สรรพคุณ ขนาดและวิธีใช ขอหาม/ขอควรระวัง
ยาตรีหอม แก เด็กท องผูก
ระบายพิษไข
ชนิดผง
เด็กอายุ 6-12 เดือน
กินครั้งละ 500 มิลลิกรัม - 1 กรัม
ละลายน้ำสุก (ควรใชขณะยังอุนอยู)
กอนอาหารเชา
ยาแสงหมึก แกตัวรอน แกทอง
ขึ้น ปวดทอง แกไอ
ขับเสมหะ แกแผล
ในปาก แกละออง
ชนิดผง
- กรณีแกตัวรอน
ใชกวาดคอ วันละ 1 ครั้ง หลังจากนั้น
รับประทานทุก ๓ ชั่วโมง
เด็กอายุ1-6 เดือน
รับประทานครั้งละ 400 มิลลิกรัม
ละลายน้ำดอกไมเทศ
เด็กอายุ 7-12 เดือน
รับประทานครั้งละ 600 มิลลิกรัม
ละลายน้ำดอกไมเทศ
- กรณีแกทองขึ้น ปวดทอง
ใชกวาดคอ วันละ 1 ครั้ง หลังจากนั้น
รับประทานทุก ๓ ชั่วโมง
เด็กอายุ1-6 เดือน
รับประทานครั้งละ 400 มิลลิกรัม
ละลายน้ำใบกะเพราตม
เด็กอายุ 7-12 เดือน
รับประทานครั้งละ 600 มิลลิกรัม
ละลายน้ำใบกะเพราตม
- กรณีแกไอ ขับเสมหะ
ใชกวาดคอ วันละ 1 ครั้ง หลังจากนั้น
รับประทานทุก 3 ชั่วโมง
เด็กอายุ1-6 เดือน
กินครั้งละ 400 มิลลิกรัม ละลายน้ำ
ลูกมะแวงเครือหรือลูกมะแวงตน
162
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
รายการยา สรรพคุณ ขนาดและวิธีใช ขอหาม/ขอควรระวัง
เด็กอายุ 7-12 เดือน
กินครั้งละ 600 มิลลิกรัม ละลายน้ำ
ลูกมะแวงเครือหรือลูกมะแวงตน
- กรณีแกแผลในปาก แกละออง
ละลายน้ำลูกเบญกานีฝนทาในปาก
วันละ 1 ครั้ง
เด็กอายุ 7-12 เดือน
กินครั้งละ 600 มิลลิกรัม ละลายน้ำ
ลูกมะแวงเครือหรือลูกมะแวงตน
- กรณีแกแผลในปาก แกละออง
ละลายน้ำลูกเบญกานีฝนทาในปาก
วันละ 1 ครั้ง
ยาประสะเปราะ
ใหญ
ถอนพิษไขตานซาง
สำหรับเด็กที่มี
อาการไข ต่ำ ๆ
อาการปวดท อง
ทองอืด ทองเฟอ
ถายเหลกระปริบ
กระปรอย เบื่อ
อาหาร
ชนิดผงและชนิดเม็ด (แบบอัดเปยก)
เด็กอายุ 1-5 ป
รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม –
1 กรัม ละลายน้ำกระสายยา ควร
ดื่มขณะยังอุนอยู วันละ 3 ครั้ง กอน
อาการเชา กลางวัน เย็น
น้ำกระสายยาที่ใช
น้ำดอกไมเทศหรือน้ำตมสุกที่ยังอุนอยู
- หามใชในเด็กที่มีไขสูง ที่มีไข 38.0
องศาเซลเซียสขึ้นไป
- ควรระวังการรับประทานรวมกับ
ยาในกลุ มสารกันเลือดเป นลิ่ม
(anticoagulants)และยาตานการจับตัว
ของเกล็ดเลือด (antiplatelets)
- ไมแนะนำใหใชในผูที่สงสัยวาเปน
ไขเลือดออก เนื่องจากอาจบดบัง
อาการของไขเลือดออก
- หากใชยาเปนเวลานานเกิน 3 วัน
แลวอาการไมดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย
ยาประสะกะเพรา บรรเทาอาการ
ทองอืด ทองเฟอ
จุกเสียด
ชนิดผงและชนิดเม็ด (แบบอัดเปยก)
เด็กอายุ 1-3 เดือน รับประทานครั้ง
ละ 100-200 มิลลิกรัม
เด็กอายุ 4-6 เดือน รับประทานครั้ง
ละ 200-300 มก.
เด็กอายุ 7-12 เดือน รับประทาน
ครั้งละ 400-600 มิลลิกรัม
โดยนำยาละลายน้ำกระสายยา
ควรดื่มขณะยังอุนอยู
หามใชในหญิงตั้งครรภ และผูที่มีไข
163
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
รายการยา สรรพคุณ ขนาดและวิธีใช ขอหาม/ขอควรระวัง
(ทิ้งไวใหตกตะกอนแลวใชหลอด
หยดดูดสวนน้ำใส) รับประทาน
วันละ 2 ครั้ง เช าและเย็น
เมื่อมีอาการ
น้ำกระสายยาที่ใช
- กรณีแกทองอืด ทองเฟอ ใชน้ำตม
สุกที่ยังอุนอยู หรือน้ำใบกะเพราตม
- กรณีแกจุกเสียด ใชไพลเผาไฟ
พอสุก ฝนกับน้ำตมสุกที่ยังอุนอยู
ยาเหลืองปดสมุทร บรรเทาอาการ
ทองเสียชนิดที่ไม
เกิดจากการติดเชื้อ
เชน อุจจาระไม
เปนมูกหรือมีเลือด
ปน ทองเสียชนิดที่
ไมมีไข เปนตน
ชนิดผงและชนิดเม็ด (แบบอัดเปยก)
ผูใหญ
รับประทานครั้งละ 1 กรัม ละลาย
น้ำกระสายยา หรือน้ำตมสุกที่ยังอุน
อยูทุก 3-5 ชั่วโมง เมื่อมีอาการ
เด็กอายุ 3-5 เดือน รับประทาน
ครั้งละ 200 มิลลิกรัม
เด็กอายุ 6-12 เดือน รับประทาน
ครั้งละ 300-400 มิลลิกรัม
เด็กอายุ 1-5 ขวบ รับประทาน
ครั้งละ 500-700 มิลลิกรัม
ละลายน้ำกระสายยา หรือน้ำตม
สุกที่ยังอุนอยูทุก 3-5 ชั่วโมง เมื่อมี
อาการ
น้ำกระสายยาที่ใช
ใชน้ำเปลือกลูกทับทิมหรือเปลือก
แคตม แทรกกับน้ำปูนใสเปนน้ำ
กระสายยา สำหรับเด็กเล็กใหบดผสม
กับน้ำกระสายยาใชรับประทาน
หรือกวาดก็ได
ไขไมเกิน 1 วัน หากอาการไมดีขึ้น
ควรปรึกษาแพทย
ตารางที่ 5.17 แสดงตำรับยาในบัญชีหลักแหงชาติสมุนไพร พ.ศ. 2566 และสมุนไพรขายทั่วไป พ.ศ.2564 ที่ใชในเด็ก
164
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
3.ประเพณีและพิธีกรรมที่เกี่ยวของกับการดูแลมารดาและเด็ก
พิธีกรรมของมารดา
ผลการวิจัยเรื่องวิวัฒนาการของการแพทยแผนไทยตั้งแตสมัยเริ่มตนถึงสิ้นสุดรัชกาลพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวไวในเรื่องสูติกรรมวา การคลอดบุตรของคนไทยนั้น ทำไดแตการคลอดธรรมดา
ถามีการคลอดผิดปกติแมจะอยูระหวางอันตรายมาก ในขณะที่คลอดจะมีการขมทองโดยใชกำลังกดที่หนาทอง
ใหเด็กออกเร็วขึ้น บางรายใชเทาเหยียบ หรือใชไมทำเปนรูปเทาอันเล็ก ๆ กด จึงนาจะเปนอันตรายมาก
โรคที่นากลัวสำหรับแพทยในสมัยนั้น ไดแก สันนิบาตหนาเพลิง คือระยะอยูไฟแลวมีไข เนื่องจากการติดเชื้อ
เวลาคลอด หลังคลอดแลวแมตองอยูไฟ คือนอนบนกระดาน ซึ่งลาลูแบรไดกลาวถึงการอยูไฟของหญิงไทย
และมอญในกรุงศรีอยุธยาไวดังนี้
“ชาวสยามจะใหแมลูกออนอยูไฟเปนเวลานานตั้งเดือน มีกองไฟติดอยูเสมอและคอนขางใหญเสียดวย
แลวคอยกลับตัวผิงทางโนนทางนี้ แตควันนั้นทำใหรำคาญอยูมาก ไมคอยลอยออกนอกเหยาไดรวดเร็วตามชอง
ที่เจาะไวตามหลังคา พวกมอญนั้นใหหญิงคลอดบุตรขึ้นนอนบนฝากไมไผคอนขางสูงสุมไฟไวขางลาง หากอยูไฟ
กันทำนองนี้เพียง 4 หรือ 5 วัน เทานั้น เมื่อออกไฟแลวตางบวงสรวงคุณแมพระเพลิงที่ไดกรุณาชำระลางผูหญิง
ของพวกตนระหวางอยูไฟนั้นผูอยูไฟจะกินหรือดื่มแตของที่รอนเทานั้น และขาพเจาทราบวาหมอตำแย
ของเราก็หามหญิงคลอดบุตรดื่มน้ำเย็นเชนเดียวกัน”
ดังนั้น โดยหลักการใหญ ๆ แลว การสูติกรรมและหลังคลอด คงเหมือนกันทุกสมัยจะตางกัน
แตสวนปลีกยอยเทานั้น ไดแก พิธีการไสยศาสตรกอนและหลังคลอด วิธีการรักษาพยาบาลใหคนเจ็บระหวาง
อยูไฟ เชน การทำมดลูกใหเขาอูเร็ว ใชเวลา 3-7 วัน การเขากระโจม การประคบตัว การนาบหมอเกลือ
การนั่งถาน การทำใหมารดามีน้ำนม เปนตน ในการอยูไฟนั้นไมไดทำเฉพาะชาวบานเทานั้นเพราะในประวัติ
ของพระมเหสีในกฎมณเฑียรบาลสมัยอยุธยาไดกำหนดไวเปนการแนนอนนับตั้งแตรูวาพระองคทรงพระครรภ
จะจัดพิธีทางไสยศาสตรเพื่อความปลอดภัยของพระราชโอรส ธิดาในครรภและพระมารดาเปนระยะ จนกระทั่ง
ประสูติ เมื่อประสูติจะมีพิธีสังเวยพระเสื้อเมือง 7 วัน สมโภช ปลูกเรือนไฟและพิธีสมภพสนานตามลำดับ
เมื่อคลอดบุตรแลว จำเปนตองใชความรอนทำใหทองอุนอยูเสมอ มิฉะนั้นจะมีอาการปวดตรงมดลูก
เพราะเหตุนี้จึงใชการอยูไฟเมื่อคลอดบุตรทุกคราว แบบไทยเราใชฟนไมสะแก เพราะเปนไมที่ติดคุดี มอดชา
ไมเปลือง หาไดงาย ฝรั่งโบราณเขาก็ใชอยูไฟดวยไมฟน แลวเปลี่ยนมาใชกอนหินเผาไฟ เพราะกอนหิน
เปนของแข็งชวยกดกับหนาทอง และไดความอุนใกลชิดดี ตอมาเปลี่ยนใชขวดดินเผาหรือขวดแกวใสน้ำรอน
บัดนี้เปลี่ยนใชถุงยางใสน้ำรอน ชาวญี่ปุนคิดทำอยูไฟเอาถานผงหอกระดาษเปนชุดติดคุเหมือนธูป บรรจุในกลัก
สังกะสี คอนขางสะดวกและราคาถูก ความอุนรอนสม่ำเสมอตลอดเวลา ชุดหนึ่งไดประมาณ 5-6 ชั่วโมง
ซึ่งดีกวาถุงน้ำรอน และปจจุบันเปนถุงไฟฟา กำหนดแลวใหใชเมื่อคลอดบุตรแลวเปน 7 วัน หรือ อาจถึง 15 วัน
165
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
กำหนดวันอยูไฟ มี 7, 9, 11, 13, 15, 14 และ 21 วัน หรืออยางมากถึง 29 วันก็มี จำนวนวันที่อยูไฟ
เปนจำนวนคี่ทั้งนั้น เพราะถือคติที่วาอยูไฟ “วันคูลูกถี่ วันคี่ลูกหาง” จะดวยเหตุผลอยางไรก็ไมทราบแนชัด
การอยูไฟจะอยูนานกี่วันตามกำหนดที่กลาวมาแลวขางตนแลวแตสมัครใจ ถาอยูไดนานยิ่งดี กลาววา
ถาอยูไดนานเมื่อออกไฟแลวผิวพรรณจะเปนน้ำเปนนวล ถาเปนทองสาวมักใหอยูนานวัน ผูอยูไฟตองนุงเตี่ยว
มีขมิ้นกับปูนแดงผสมเหลา เอาสำลีชุบเช็ดสะดือและทาทองทาหลังไวเสมอวาสำหรับดับพิษรอนและรักษา
รางกายดวย นอกจากนี้ยังมียาโรยบนถานไฟสำหรับรมตา กันตาแฉะ ตาเจ็บ และมีน้ำใสโองหรือไหตั้งไว
ขางเตา เมื่อไฟในเตาลุกลามมากไปหรือลุกแดงเกินความตองการจะไดเอากระบวยอันยาวเอื้อมตักน้ำในโอง
สำหรับราดดับไฟหรือจะตักน้ำใสภาชนะที่ตมกินก็สะดวกตามที่ตองการ
การอยูไฟ มีลัทธิหรือพิธีกรรมที่ตองทำหลายอยาง เชน ตองทำพิธีดับพิษไฟวงดายสายสิญจนปดยันต
แปดทิศ มีหนามพุทรา สะหรือสุมกองไวรอบหลุมใตถุนหองที่อยูไฟเพื่อกันผีที่จะมาทำอันตราย เมื่อจะอยูไฟ
จะมีการดับพิษไฟเสียกอนตองหาผูรูมาเสกขาวสารกับเกลือทำพิธีกรรมใหและกอนขึ้นนอนบนกระดาน
ตองทำการ “เขาขื่อ” (คือนอนตะแคงใหหมอตำแยเหยียบตะโพก เชื่อวาทำใหกระดูกเชิงกรานที่คราก
เพราะคลอดลูกกลับเขาที่) แลวจึงขึ้นนอนบนกระดานไฟได หมอจะเสกขมิ้นและปูนแดงทาทองและตำไพล
กับเกลือพอกแผลชองคลอดเพื่อกันหนองและใหแผลหายเร็ว ถามีเหลาจะใหเหลาลางเสียกอน ผูไปเยี่ยมคน
อยูไฟหามกลาวเรื่องหนาวรอน เปนผด เปนผื่น เจ็บไข ตาย หรือเรื่องอะไรที่ไมเปนมงคล เพราะกลัวผูอยูไฟ
จะเสียขวัญ เกิดเปนจริงอยางที่พูด จึงมีการทำสัญลักษณใหทราบวาบานนี้มีหญิงระหวางอยูไฟ โดยการปกเฉลว
ทางภาคอีสานจะทำตาเฉลว (ใชดายสีแดงและขาววางรอบ ๆ มุมเฉลว แตสลับสีกันผูกติดกับปลายไมไผ)
ปกไวเชนนั้นจนกวาจะออกไฟจึงถอนทิ้ง เพื่อเปนเครื่องหมายบอกผูมาเยือนใหระวังเรื่องการพูดจา
ในระหวาง 3 หรือ 7 วันเมื่อคลอดลูกแลว หมอตำแยจะมาฝนทองใหทุกวัน คือเอามือกดและดันตรง
หัวเหนา เพื่อชอนใหมดลูกเขาอู ที่ซึ่งมดลูกอยูจะเห็นเปนแอง จึงไดเรียกวาอยางนั้น เมื่อฝนขึ้นไปแลวจะเอามือ
กดคลึงหัวเหนา เรียกวา กลอมมดลูกใหมดลูกหดตัวกลับเขาทีเดิม ตอนที่กดกลอมมดลูกนี้ จะมีน้ำคาวปลา
ทะลักออกมา ทำใหรูสึกสบาย หญิงอยูไฟจะตองเขากระโจม ประคบตัว อาบน้ำสมุนไพร ทับหมอเกลือ
และนั่งถาน เพื่อใหผูปฏิบัติสามารถเลือกไดตามความเหมาะสม หากมีเวลาและความพรอมสามารถทำทุก
กิจกรรมได แตหากไมมีเวลาเพียงพอก็สามารถเลือกทำตามความสะดวกและเหมาะสม
พิธีกรรมของเด็ก
ในการดูแลทารกชวงหลังคลอดในสมัยโบราณมีประเพณีที่เกี่ยวของกับทารก ซึ่งเปนประเพณี
ที่ปฎิบัติตามความเชื่อ มีผลดานจิตใจโดยสืบทอดรุนสูรุนไมมีการบันทึกไวเปนลายลักษณอักษร แตกตางกันไป
ตามบริบท บางเรื่องก็ยังยึดถือปฎิบัติกันอยู
166
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
แมซื้อ
พิธีกรรมการทำแมซื้อ คือพิธีกรรมบูชาแมซื้อนั่นเอง เพื่อขอใหแมซื้อเอาใจใสดูแลทารกใหมากขึ้น
ใหหายจากอาการตกใจกลัวหรืออาการหวาดสะดุงผวา จนไมเปนอันกินอันนอน กระทั่งเจ็บไขไดปวยเมื่อเด็ก
ทารกมีอาการดังกลาว พอแมก็จะไปหาหมอเฒาประจำบานมา "ทำแมซื้อ" สิ่งของที่หามามีบายศรี และเครื่อง
สังเวยแมซื้อและตายายประจำบาน ไดมีการประกอบพิธีกรรมอยูเปนเวลานานพอสมควรแมวาแมซื้อจะเปน
พี่เลี้ยงทารกก็จริง แตบางครั้งก็ใหโทษดวยเชนกัน เพราะอาจหยอกลอเด็กทารกแรงเกินไป ดวยการแปลงกาย
เปนสัตวตาง ๆ เปนยักษเปนมาร ฯลฯ มาหลอกหลอนเด็กจนทำใหเด็กทารกตกใจกลัวปวยไขไป ดังความวา
"เปนชางเสือสีห เปนแรงเปนกาเปนครุฑเลียงผา เปนควายเปนวัว เปนนกเงือกรอง กึกกองพองหัว ตัวเปนตัว
วัว หัวเปนเลียงผา บางเปนงูเงือก หนาลาตาเหลือก ยักคิ้วหลิ่วตา บิดเนื้อบิดตัว นากลัวนักหนาตัวเปนมฤคา
เศียรากลับผัน เปนยักษขินี เติบโตพวงพี ขบเขี้ยวเคี้ยวฟน ทารกเห็นรอง ขนพองตัวสั่น ดิ้นดาวแดยัน กายสั่น
รัวรัว ใหรอนใหเย็น รางกายแข็งเข็ญ เปนไขรอนตัวทองขึ้นทองพอง เจ็บปวยปวดหัว แมซื้อประจำตัว
ทำโทษ” การทำแมซื้อเชื่อกันวาจะชวยใหความเปนไปของทารกเชนที่กลาวมานั้นหายเปนปกติได
และเพื่อความเปนสิริมงคลแกเด็กก็อาจจะทำแมซื้อขึ้นโดยที่เด็กไมไดมีอาการผิดปกติใด ๆ ก็ได ในแตละ
ทองถิ่นมีการทำแมซื้อแตกตางกัน บางแหงจะทำยันตแมซื้อแขวนไวที่เปลของเด็กก็มี
วันอาทิตยชื่อ วิจิตรนาวรรณ มีหัวเปนสิงห มีผิวกายสีแดง
วันจันทรชื่อ วรรณานงคราญ มีหัวเปนมา มีผิวสีขาวนวล
วันอังคารชื่อ ยักษบริสุทธิ์ มีหัวเปนควาย ผิวกายสีชมพู
วันพุธชื่อ สามลทัศ มีหัวเปนชาง ผิวกายสีเขียว
วันพฤหัสบดีชื่อวา กาโลทุก มีหัวเปนกวาง ผิวกายสีเหลืองออน
วันศุกรมีชื่อวา ยักษนงเยาว มีหัวเปนโค ผิวกายสีฟาออน
วันเสารชื่อวา เอกาไลย มีหัวเปนเสือ ผิวกายสีดำ
กลาวกันวาแมซื้อทั้งเจ็ดตนนี้ แตละตนจะสำแดงเดชใหทารกไดรับความเจ็บปวยแตกตาง ๆ กันไป
เชน ทำใหปวดทอง อาเจียน รองไมหยุด หรือบางครั้งก็มีอาการหวาดผวา
สวนในภาคเหนือ "แมซื้อ" หมายถึงเทวดาที่คุมครองเด็กแรกเกิดหรือเปนเทวดาประจำตัวทารก
ซึ่งก็จะมี 7 ตนเชนกัน แตละตนก็จะมีชื่อเรียกและการแตงกายคลายกับทางภาคกลาง
ทางภาคใต ชาวบานมีความเชื่อวา "แมซื้อ" เปนสิ่งเรนลับ จะมีฐานะเปนเทวดาหรือภูตผีก็ไมปรากฏชัด
ทำหนาที่เปนพี่เลี้ยงของทารกตั้งแตแรกเกิดจนอายุ 12 ขวบ มีดวยกัน 4 ตนเปนผูหญิงชื่อผุด ผัด พัดและผล
ทางภาคอีสาน ไดรับอิทธิพลเกี่ยวกับแมซื้อจากเขมร จึงมีความเชื่อวา แมซื้อคือแมคนเกา ที่มีหนาที่
สรางทารกในครรภขึ้นมา จากนั้นก็คอยเฝาเลี้ยงดูจนกระทั่งคลอด แลวก็ยังตามมาดูแลดวยความรัก แมผีพราย
167
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
เมื่อเห็นเด็กทารกมีแมใหมก็เกิดความหวงแหน อยากไดลูกกลับไปอยูเมืองผีกับตน จึงดลบันดาลใหเด็กเกิด
อาการเจ็บปวย เปนตน
ขณะที่สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ ไดมีการกลาวถึงความเชื่อเรื่องแมซื้อเอาไววา เปนสวนหนึ่ง
ของประเพณีการเกิดของคนไทย เมื่อเด็กเกิดมาแลวตองมีแมซื้อ โดยสมมติใหมีหญิงที่คุนเคยกับครอบครัว
ของเด็ก มาขอซื้อเด็กไปจากพอแม เพื่อเปนการแสดงใหผีรูวาพอแมไมอาลัยรักในลูก จึงใหคนอื่นซื้อไป
เพราะถาแสดงวารักลูกหวงลูกแลว ผีที่มีจิตใจริษยาอาจมาเอาชีวิตเด็กไปได
พิธีรับขวัญทารกในแตละภาค จากความเชื่อที่แตกตางกัน ทำใหในแตละภูมิภาคมีพิธี
เกี่ยวกับแมซื้อแตกตางกันออกไปดวย อยางไรก็ดีประเพณีดังกลาวไมอาจเรียกไดวาเปนประเพณีหรือ
วัฒนธรรมของคนไทย ทั้งประเทศ เนื่องจากบางทองที่อาจไมมีความเชื่อเกี่ยวกับประเพณีแมซื้อเลยก็เปนได
ในภาคกลาง จะมีการทำพิธีที่ชื่อวา "พิธีบำบัดพิษแมซื้อ" โดยผูทำพิธีจะทำบัตรขึ้นมาใบหนึ่ง ในบัตร
จะใสของกินตาง ๆ เชน ขาว น้ำ กุงพลา ปลา ฯลฯ และตุกตาดินรูปผูหญิงนั่งพับเพียบประคองเด็กอยูในตัก
เมื่อเจาพิธีกลาวคำในพิธีจบก็จะหักหัวตุกตาใหหลุดออก เสมือนใหแมซื้อเอาไปเลนแทนได เชื่อกันวาทารก
จะไมเจ็บปวยจากการรบกวนของแมซื้ออีก
สวนของภาคใต เด็กทารกเกิดใหมจะมีพิธีชื่อวา “ทำแมซื้อ” หรือ “เสียแมซื้อ” โดยเชื่อวาพิธีดังกลาว
เปนสิริมงคลแกตัวเด็ก และจะไดรับการดูแลรักษาดวยดีจากแมซื้อ การทำพิธีมักจะทำในวันเกิดของทารก
หากเปนวันขางขึ้นก็ใหใชวันคี่ ขางแรมใหใชวันคู
ภาคอีสาน จะมีพิธีรับขวัญเด็กออน ดวยการนำเด็กทารกมาใสกระดงรอน แลวกลาววา “สามวันลูกผี
สี่วันลูกคน ลูกของใคร ใครเอาไปเนอ” ฝายพอแมก็จะรับวาเปนลูกตน คนทำพิธีก็จะสงลูกให แมซื้อเดิมก็จะรู
วาทารกนั้นเปนลูกคนแลวและจะไมมารบกวนอีก
การอาบน้ำทารก ในการอาบน้ำทารก หมอจะนั่งกับพื้นเหยียดขาทั้ง 2 ขางออกไปดานหนา ใหทารก
นอนบนชองระหวางขา (หนาแขง) ที่เหยียดออก และหันหัวทารกไปทางปลายเทา แลวคอย ๆ วักน้ำอุนลางตัว
ระหวางหนาอกกับสายสะดือ ถาทารกมีไขหรือเมือกติดตัวอยูมากตองเอาน้ำมะพราวมาทาตัวทารกกอนแลว
เอาผาเช็ดไขออก แลวจึงใชน้ำอุนอาบน้ำใหสะอาดอีกครั้ง หากทารกที่คลอดออกมา แขน ขาคด ขาโกง
หรือบิดเบี้ยว หมอจะบีบขาใหชิดกันเพื่อดัดใหขาตรง ทำแบบนี้ทุกครั้งที่อาบน้ำ (ถาเปนผูมีอันจะกิน จะนำเอา
เงินทอง ของมีคา เชน แหวน สายสรอย กำไล หรือแลวแตจะสะดวกตามฐานะ แชลงในอางอาบน้ำ เพื่อเปน
เคล็ดวาเมื่อทารกเติบโตขึ้น จะสมบูรณดวยทรัพยเงินทอง) เมื่ออาบน้ำเสร็จ เอาผาสี่เหลี่ยมขนาดพอสมควร
หอตัวทารก ซึ่งเจาะหรือแหวะชองหรือตรงกลางบริเวณสะดือ แลวสอดสายสะดือขึ้นมาวางเปนวงบนผา
แลวเอาขมิ้นผงผสมดินสอพองโรย หรือขมิ้นชันตำพอก เพื่อทำใหสายสะดือแหงและหลุดโดยเร็ว แลวเอาผารัด
หนาทองไวปองกันสายสะดือเลื่อนออกจากที่ บางประเพณีเชนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อหอผาทารก
แลวจะนำทารกออกนอกเรือนไปที่พื้นดินหางจากบันไดบานประมาณวาเศษ ๆ แลวเอาเทาขวาของเด็กแตะ
พื้นดิน 3 ครั้ง เพื่อใหทารกเหยียบแผนดิน (คลายพิธีเหยียบดินของเด็กทางปกษใต)
168
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
พิธีนอนกระดงหรือรอนกระดง เมื่ออาบน้ำเสร็จแลวก็ใชผาออมหอตัวเด็กเพื่อนำลง“กระดง”และ
กอนที่จะนำเด็กวางลงกระดง ใหเอาเบาะปูลงที่ดานหลังกระดงกอน แลวเอาผาออมสีขาวปูบนเบาะอีกชั้นหนึ่ง
ภายในกระดงนอกจากจะมีผารองกระดงแลว ยังจัดสิ่งของเปนเคล็ดสำหรับทารกไวดวย ถาเปนเพศชาย
ใหนำสมุด กระดาษ ดินสอ วางในกระดงใตเบาะผารองกระดง หรือถาเปนเพศหญิงใหวางเข็มและดายเย็บผา
วางลงไปแทน เพื่อเมื่อทารกเติบโตขึ้นไดรูจักอานเขียนหนังสือเปนนักปราชญราชบัณฑิต และรูจักเย็บปก
เปนแมบาน แมเรือนที่ดี บางทองถิ่นก็นำผิวไมรวกที่ใชตัดสายสะดือ กอนดินหรือแงงไพลที่ใชรองตางเขียงวาง
ไวใตเบาะหรือผารองกระดงดวยจากนั้นจึงเอาเด็กวางบนเบาะเด็ก เมื่อวางเด็กเรียบรอยแลว หมอตำแย
หรือญาติผูใหญที่เปนหญิงจะนำกระดงไปที่“ประตูเฮือน”(ประตูบาน) เพื่อทำการ “ผอก” (บอกกลาว) ผีแม
เกาแมหลัง เพราะเชื่อวาบุตรที่มาเกิดใหมนั้นเดิมเขาเคยมีบิดามารดามากอนแลว และพอแมของเขาอาจจะ
เปนผีมาคอยวนเวียนตามดูบุตรเขาอยู ดังนั้นจึงมีการบอกกลาว “แมเกาแมหลัง”ของเด็กนั้นวา ตอไปนี้
อยาหวงอาลัยเด็กคนนี้อีกเลย เพราะเด็กไดมาเกิดเปนลูกของฝายนี้แลววิธีบอกผีแมเกาแมหลังทำโดยการ
“ฮอนกระดง” (รอนกระดง) โดยเอากระดงที่เด็กนอนอยูนั้นเคาะกับประตูเฮือน (ประตูบาน) เบา ๆ แลวรอน
กระดงเวียนรอบตัวเอง 3 รอบ แตละรอบใหพูดดัง ๆ วา
“กูหุกกูหุก กุกกู กุกกู คันแมนลูกสูใหมาเอาเสียเมื่อนี้วันนี้ กายมื้อนี้เมื่อหนาแมนลูกกู” (คำแปล
ถาเปนลูกของสูใหมาเอาคืนในวันนี้ ถาเลยวันนี้เปนลูกของกู) เหตุที่มีการรอนกระดง 3 รอบ ก็ดวยมีความเชื่อ
วา ทารกที่เกิดมาใหมนั้น “ถาสามวันยังเปนลูกผี พอถึงสี่วันเปนลูกคน”เมื่อบอกเสร็จก็นำกระดงไปวางไวขาง ๆ
มารดา นำดวยสายสิญจนที่ปลุกเสกคาถาแลวมาวนรอบกระดง เชื่อวา “จะกันผีไมใหมาเขาใกลตัวเด็กได”
เทากับเปนการปองกันไมใหผีแมเกาแมหลังมารับเด็กกลับคืนไปไดและเพื่อใหแนใจยิ่งขึ้นจะนำดายสายสิญจน
มาผูกขอมือขอเทาทั้งของมารดาและบุตรไวอีกชั้นหนึ่งดวย
ภาพที่ 5.32 แสดงภาพทารกในพิธีนอนกระดง
ที่มา 5.32: เพจสุขภาพดีชีวีมีสุข by หมอไทย. เผยแพรวันที่ 6 พฤศจิกายน 2562. เขาถึงไดจาก
https://www.facebook.com/SmartLifebyTTM สืบคน 23 มกราคม 2567
169
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
การบมผิวทารก เปนการทำใหทารกอบอุน และอบผิวใหมีผิวสวย ไมเปนโรคผิวหนัง ทารกไมงอแง
สบายตัว มารดาจะไดมีเวลาพักผอน ดวยการนำทารกไปนอนกระดง แลวนำผาผืนยาวหรือผาหม รวบผา
ตามยาวไปวางรอบขอบกระดง แลวใชผาโปรงคลุมกระดง เพื่อปดปองกัน แมลง มด มาไตตอมทารก
การบมผิวจะใชเวลาหลายวันโดยใหสังเกตผิวหนังทารก ที่มีสีแดง ๆ ที่ติดตัวมาตั้งแตเกิดจะเริ่มลอกออก
กลายเปนผิวหนังสีขาว ก็แสดงวาการบมผิวประสบความสำเร็จ ในการบมผิวทารกนี้บางภูมิภาคอาจใชสุม
ขนาดใหญมาครอบแลวนำผาขาวมาคลุมปองกันยุงและแมลงไว เรียกวา การครอบกระโจมเมื่อทารกอยูในสุม
ครบกำหนดประมาณ 3 – 7 วันแลว จึงยายทารกไปนอนเปลหรือนอนเบาะ หรือกรณีผูมีฐานะอาจจะทำ
พิธีนอนอูได
การประคบทารก ใชใบพลูลนไฟประคบ ถาเพศชายประคบลูกอัณฑะ ใชแตะ ๆ และกดขึ้นไปบนลูก
อัณฑะ เมื่อทารกเติบโตขึ้นจะไมเปนไสเลื่อน ถาเพศหญิงใหประคบที่อวัยวะเพศ เพื่อแกไขรูปทรงใหสวยงาม
รวมทั้งประคบที่เตานมและบีบน้ำนมออก เพราะเปนน้ำนมแตเกิด (สีใส ๆ) ถาไมบีบออกอาจเกิดเปนฝได
เนื่องจากเปนไต นอกจากนี้ใหบีบและดึงจมูกทารกเบา ๆ เพื่อใหจมูกโลง หายใจสะดวก รวมทำใหจมูกโดง
สวยงามดวย
การโกนผมไฟ เมื่อทารกมีอายุครบได 1 เดือน 1 วัน ซึ่งโบราณถือวาเปนวัยลวงพนอันตรายจากโรคภัย
ไขเจ็บ ซึ่งเขาใจวาผีเปนผูกระทำ จึงทำการโกนผมไฟ (การโกนผมไฟหากเปนผูมีอันจะกิน ตองทำบัตรพลี ตองมี
บายศรีปากชาม 3 ชั้น หรือ 5 ชั้น มีพิธีพระสงฆเจริญพระพุทธมนต สังเวยพระภูมิเจาที่) ผมจากการโกนผมไฟ
ใหใสลงในกระทงที่มีใบบัวหรือใบบอนรองกน บางภูมิภาคอาจมีดอกไมใสลงไปดวยแลวนำไปลอยน้ำ เวลานำไป
ลอยน้ำใหกลาวดวยวาขอใหอยูเย็นเปนสุขเหมือนแมพระคงคาหลังจากนั้นญาติพี่นองก็ทำขวัญผูกขอมืออวยพร
และใหของขวัญตามธรรมเนียมประเพณี
ภาพที่ 5.33 แสดงพิธีโกนผมไฟทารก
ที่มา : "โกนผมไฟ" พิธีโบราณของไทยที่คุณแมมือใหมตองทำความเขาใจ เสริมความเปนสิริมงคลใหลูกรัก.เผยแพร
วันที่ 13 กันยายน 2561. เขาถึงไดจาก https://happymom.in.th/th/ สืบคน 23 มกราคม 2567
170
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
การดูแลผาออมทารก ถือเปนเคล็ดลับอยางหนึ่งในการเลี้ยงดูทารกไมใหงอแง เลี้ยงงาย มารดามีเวลา
พักผอนเต็มที่ โดยมีแนวปฏิบัติเกี่ยวกับผาออมเปนพิเศษ ดังนี้
- กรณีซักผาออมหามบิดผาออม ใชบีบพอน้ำไหลออกเทานั้น เพราะถาบิดผาออม จะสงผลใหเด็กบิดตัว
- การเก็บดูแลผาออมหลังจากซักแลวหามทำผาออมหาย จะทำใหเด็กรองไหไมหยุดโดยหาเหตุผลไมได
- การเก็บผาออมหลังจากซักและตากแดดแลวใหรีบเก็บตั้งแตตอนบาย ๆ กอนแดดตก หามเก็บเวลา
มืดค่ำผาจะโดนน้ำคางทารกจะเปนหวัดไดงาย
171
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
เอกสารอางอิง
1. กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก, สถาบันการแพทยแผนไทย, กลุมงานพัฒนาวิชาการ
แพทยแผนไทยและสมุนไพร. เอกสารประกอบการประชุมครั้งที่12-5/2554; 22 มีนาคม 2554;
กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. หนา 146-171
2. กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. ตำราการแพทยแผนไทยสำหรับแพทย. พิมพครั้งที่ 1.
กรุงเทพฯ: สำนักงานกิจการโรงพิมพ องคการสงเคราะหทหารผานศึก; 2558
3. กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. ตำราภูมิปญญาการผดุงครรภไทย. พิมพครั้งที่ 1.
กรุงเทพฯ: จุฑาเจริญทรัพย; 2560
4. กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. รายการตำรับยาแผนไทยแหงชาติ ฉบับพ.ศ.2564.
พิมพครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: สามเจริญพาณิชย(กรุงเทพ); 2564
5. กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. ษีดัดตน ขยับกาย สบายชีวีดวยกายบริหาร
แบบไทย ษีดัดตนพื้นฐาน 15 ทา. กรุงเทพฯ: บริษัท โพสตพับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน); 2556
6. เกณิกา หังสพฤกษ. มณีเวช. แนวทางการบูรณาการใชมณีเวชในงานแมและเด็ก เขตสุขภาพที่ 12;
15-16 มิถุนายน 2560; โรงพยาบาลหาดใหญ.
7. โกนผมไฟ พิธีโบราณของไทยที่คุณแมมือใหมตองทำความเขาใจ เสริมความเปนสิริมงคลใหลูกรัก
[ออนไลน]. 13 กันยายน 2561 [เขาถึงเมื่อ 23 มกราคม 2567]. เขาถึงจาก
https://happymom.in.th/th/tips/baby-general/คุณแม-โกนผมไฟ-ลูก/911#google_vignette
8. ชวนัฐ เพ็งสลุด, ซารีนา สังขจันทร, พวงเพชร พุมเฉี่ยว, พุฒิรักษ รักษยอง, วันดี ศรีวิจารย, วันดี
ญาณไพศาล, และคณะ. ประสิทธิผลของยาประสะน้ำนมตอการเพิ่มปริมาณน้ำนมในมารดา
หลังคลอด.วารสารการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. 2567; 20: 181-187
9. ชวนัฐ เพ็งสลุด, ซารีนา สังขจันทร, พวงเพชร พุมเฉี่ยว, พุฒิรักษ รักษยอง, วันดี ศรีวิจารย, วันดี
ญาณไพศาล, และคณะ. ประสิทธิผลของยาประสะน้ำนมตอการเพิ่มปริมาณน้ำนมในมารดาหลัง
คลอด.วารสารการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. 2567; 20: 181-187
10. ฐานขอมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. ตะไครแกง. [ออนไลน]. [เขาถึงเมื่อ
2 กุมภาพันธ 2567]. เขาถึงจากhttps://apps.phar.ubu.ac.th/thaicrudedrug/
main.php?action =viewpage&pid=60
11. ณัฐนิภา ภารพบ; คณะแพทยศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม. ความผิดปกติทางจิตเวชในหญิงตั้งครรภ
(Psychiatric Disorders in pregnancy) [ออนไลน].2564 [เขาถึงเมื่อ 1 ธันวาคม 2566]. เขาถึงจาก
https://w1.med.cmu.ac.th/obgyn/lecturestopics/topic-review/38188/
172
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
12. ดิฐกานต บริบูรณหิรัญสาร, ทวี เลาหพันธ, ประวิทย อัครเสรีนนท, ปราโมทย เสถียรรัตน, ปารัณกุล
ตั้งสุขฤทัย, สุรางค วิเศษมณี, เอื้อมพร สุวรรณไตรย. การศึกษาประสิทธิผลการทับหมอเกลือใน
การดูแลหญิงหลังคลอด. วารสารการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก 2557; 2:144-158
13. ไทยเกษตรศาสตร. บุนนาค[ออนไลน]. [เขาถึงเมื่อ 2กุมภาพันธ 2567]. เขาถึงจาก
https://www.thaikasetsart.com/บุนนาค/
14. ธัญญารัตน สิงหแดง, อุษณีย สังคมกำแหง, ธนนิตย สังคมกำแหง. การใชที่รัดหนาทองเพื่อลดการปวด
แผลผาตัดหลังคลอดบุตร. ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทยแหงประเทศไทย 2563; 28: 52-59
15. นพ.อำนวย จิระสิริกุล. โรคเทาปุก (Clubfoot). [ออนไลน].2556 [เขาถึงเมื่อ 23 มกราคม 2567]
เขาถึงจากhttps://haamor.com.
16. นภดล นิงสานนท, อรวรรณ จิรชาญชัย. พลิกตำราวิชาแพทยดวยมณีเวช ศาสตรแหงความทาทาย.
พิมพครั้งที่ 1. เพชรบูรณ: ดีดีการพิมพ; 2560. หนา 1-88
17. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไขของผลิตภัณฑสมุนไพรขายทั่วไป.
(2564, 22 มกราคม) ราชกิจจานุเบกษา เลมที่ 138, ตอนพิเศษ 93 ง. หนา 1-6
18. ประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแหงชาติ เรื่องบัญชียาหลักแหงชาติดานสมุนไพร พ.ศ.2566.
(2566, 10 พฤษภาคม) ราชกิจจานุเบิกษา เลมที่ 140, ตอนพิเศษ 130ง. หนา 1-69
19. ประพต เศรษฐกานนท, ชมพร ไชยลอม. ประมวลตำรับยาไทย. พิมพครั้งที่ 2. นนทบุรี: โสภณการ
พิมพ; 2564
20. ผองใส ตันติวิชญวานิช. การมีสวนรวมของมารดา บิดาในการดูแลทารกที่มีภาวะ Congenital Genu
Recurvatum ดวยการจัดสมดุลโครงสรางรางกายแบบมณีเวช(Maneevej). วารสารวิชาการเขต 12
2566; 1.
21. เพจสุขภาพดีชีวีมีสุข by หมอไทย[ออนไลน]. 6 พฤศจิกายน 2562 [เขาถึงเมื่อ 23 มกราคม 2567].
เขาถึงจาก https://www.facebook.com/SmartLifebyTTM?locale=ar_AR
22. มหาวิทยาลัยเชียงใหม, คณะแพทยศาสตร. การดูแลสตรีระยะหลังคลอด (puerperium care)
[ออนไลน].2554 [เขาถึงเมื่อ 1กุมภาพันธ 2567]. เขาถึงจาก https://w1.med.cmu.ac.th/obgyn/
author/mis57/page/113/
23. มหาวิทยาลัยนเรศวร, คณะแพทยศาสตร. การคุมกำเนิดในระยะหลังคลอดและใหนมบุตร[ออนไลน].
[เขาถึงเมื่อ 15 มกราคม 2567]. เขาถึงจาก
http://www.med.nu.ac.th/dpMed/fileKnowledge/103_2017-07-18.pdf
173
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
24. มหาวิทยาลัยมหิดล, คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล, ศูนยการแพทยกาญจนาภิเษก, ประโยชน
ของการดูแลมารดาหลังคลอด [ออนไลน]. 15 เมษายน 2563. [เขาถึงเมื่อ 1 มีนาคม 2567]. เขาถึง
จาก https://www.gj.mahidol.ac.th/main/ttm/afterbirth/
25. มหาวิทยาลัยมหิดล, คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล, สถานการแพทยแผนไทยประยุกต. “กาวตา
กาวเตน” ออกกำลังกาย เพื่อหัวใจที่แข็งแรง[ออนไลน].2563 [เขาถึงเมื่อ 1 ธันวาคม 2566]. เขาถึง
จาก https://www.gj.mahidol.ac.th/main/ttm/kt/
26. มหาวิทยาลัยมหิดล, คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล, สถานการแพทยแผนไทยประยุกต. การนวด
และประคบเตานมดวยตนเอง[ออนไลน]. 2565. [เขาถึงเมื่อ 11 มกราคม 2567]. เขาถึงจาก
https://www.si.mahidol.ac.th/sirirajdoctor/Brochure_files/31_1EP2Uu.pdf
27. มหาวิทยาลัยมหิดล, คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล, สถานการแพทยแผนไทยประยุกต. การอยูไฟ
คืออะไร [ออนไลน]. [เขาถึงเมื่อ 25 กุมภาพันธ 2567]. เขาถึงจาก
https://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/sirirajonline2021/Article_files/1488_1.pdf
28. มหาวิทยาลัยมหิดล, คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล, สถานการแพทยแผนไทยประยุกต. ตำรา
การแพทยไทยเดิม(แพทยศาสตรสงเคราะห ฉบับอนุรักษ) เลมที่ 1 ฉบับชำระ พ.ศ.2550. พิมพครั้งที่ 4.
กรุงเทพฯ: ศุภวนิชการพิมพ; 2559
29. มหาวิทยาลัยมหิดล, คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล, สถานการแพทยแผนไทยประยุกต. เตานมคัด
อาการที่คุณแมมือใหมไมควรมองขาม[ออนไลน]. 18 ตุลาคม 2566. [เขาถึงเมื่อ 11 มกราคม 2567].
เขาถึงจาก https://pt.mahidol.ac.th/ptcenter/knowledge-article/breast-engorgement
30. มหาวิทยาลัยมหิดล, คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล. เทาปุกในเด็ก[ออนไลน].2549 [เขาถึงเมื่อ 15
มกราคม 2567]. เขาถึงจาก https://www.si.mahidol.ac.th.
31. มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร แมสอด, ศูนยการเรียนรูเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม.
คนทีสอ [ออนไลน]. [เขาถึงเมื่อ 2 กุมภาพันธ 2567]. เขาถึงจาก
https://maesot.kpru.ac.th/suffeco/?page_id=296
32. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร, คณะพยาบาลศาสตร. การพยาบาลมารดา ทารกและการผดุงครรภ 1
(เลม 2). 2563.
33. มหาวิทยาลัยสารคาม, คณะแพทยศาสตร. คูมือการปฏิบัติตัวหลังคลอดและการดูแลทารกเมื่อคุณแม
กลับบาน[ออนไลน].2566 [เขาถึงเมื่อ 1 ธันวาคม 2566]. เขาถึงจาก
https://med.msu.ac.th/suddhavej/wp-content/uploads/2023/03/manual-affter-
mom.pdf
174
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
34. มูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา(มสพ.). คูมือสรางเสริมฟนฟูสุขภาพแมกอนและหลังคลอดดวย
การแพทยแผนไทย. พิมพครั้งที่ 3.กรุงเทพฯ: อุษาการพิมพ; 2553
35. โรงพยาบาลกรุงเทพ. การเลี้ยงลูกดวยนมแม [ออนไลน]. 7 ตุลาคม 2564. [เขาถึงเมื่อ 1 ธันวาคม
2566]. เขาถึงจาก https://www.phukethospital.com/th/healthy-articles/breastfeeding/
36. โรงพยาบาลเปาโล. “ปวดหลังหลังคลอด” สัญญาณราย..ที่คุณแมไมควรมองขาม[ออนไลน]. 5
กันยายน 2561. [เขาถึงเมื่อ 1 ธันวาคม 2566]. เขาถึงจาก https://www.paolohospital.com/th-
TH/chokchai4/Article/Details/-ปวดหลังหลังคลอด--สัญญาณราย…ที่คุณแมไมควรมองขาม-
37. โรงพยาบาลพญาไท. อาการผิดปกติหลังคลอด...ปญหาที่คุณแมควรรู[ออนไลน].2560 [เขาถึงเมื่อ 1
ธันวาคม 2566]. เขาถึงจาก https://www.phyathai.com/th/article/2042-อาการผิดปกติหลัง
คลอด___ป
38. โรงพยาบาลพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา. การดูแลฝเย็บ. [ออนไลน]. 2553. [เขาถึงเมื่อ 25
กุมภาพันธ 2567]. เขาถึงจาก
https://www.phanomsarakhamhospital.com/edocument/e_doc/60.pdf
39. โรงพยาบาลยันฮี. สาว ๆ รูยังขมิบใหถูกวิธีตองทำแบบนี้ [ออนไลน]. [เขาถึงเมื่อ 1 ธันวาคม 2566].
เขาถึงจาก https://th.yanhee.net/เกร็ดความรู/สาว-ๆ-รูยังขมิบใหถูกวิธีตองทำแบบนี้/
40. โรงพยาบาลหาดใหญ. ตำรามณีเวช: Maneevej: New paradigm in healthcare เปลี่ยนกระบวน
ทัศน ปรับกระบวนคิด สรางสมดุลชีวิต. พิมพครั้งที่ 2. สงขลา: บริษัท นีโอพอยท (1995); 2561
41. วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช. แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลหญิงหลังคลอด[ออนไลน]. 6
กุมภาพันธ 2567.[เขาถึงเมื่อ 25 กุมภาพันธ 2567]. เขาถึงจาก
https://www.bcnb.ac.th/bcnb/uploads/documents/wg4/20190306_104820_118_3760.
pdf
42. วิริสา ทองสง. บทบาทและภูมิปญญาพื้นบานของหมอตำแยในจังหวัดพัทลุง [วิทยานิพนธปริญญา
การแพทยแผนไทยมหาบัณฑิต]. สงขลา: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร; 2559
43. ศูนยอนามัยที่ 2 พิษณุโลก. แนวทางการใชศาสตรมณีเวชระดับโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบล
พ.ศ.2561 [ออนไลน]. [เขาถึงเมื่อ 7 ธันวาคม 2566]. เขาถึงจาก
https://hpc2service.anamai.moph.go.th/kmhpc2/myfile/mhos1.pdf
44. ศูนยอนามัยที่ 2 พิษณุโลก. มณีเวช...ศาสตรแหงการจัดสมกุลรางกายในแมและเด็ก. ม.ป.ท.
175
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
45. สมุดภาพบันทึกเรื่องวันวาน.กายบริหารแบบไทย ทา ษีดัดตนพื้นฐาน 15 ทา ( ทาที่ 3 แกปวดทอง
และขอเทา และแกลมปวดศีรษะ) [ออนไลน]. 16 มกราคม 2558. [เขาถึงเมื่อ 2 กุมภาพันธ 2567].
เขาถึงจาก https://phatarapornstuff.blogspot.com/2015/01/15-3.html
46. สมุดภาพบันทึกเรื่องวันวาน.กายบริหารแบบไทย ทา ษีดัดตนพื้นฐาน 15 ทา (ทาที่ 10 แกไหล ขา
และแกเขา ขา). [ออนไลน]. 22 พฤษภาคม 2558. [เขาถึงเมื่อ 2 กุมภาพันธ 2567]. เขาถึงจาก
https://phatarapornstuff.blogspot.com/2015/05/15-10.html
47. สรอยศรี เอี่ยมพรชัย, สิริดานต ภูโปรง, สุภาวดี หนองบัวดี, ดอกไม วิวรรธมงคล, พัสวราภรณ
ศุภวงศวรรธนะ, สุรางค วิเศษมณี, และคณะ. การนวดไทยแบบราชสำนักรวมกับการประคบดวย
สมุนไพร: ประสิทธิผลในการลดอาการปวดหลังระยะหลังคลอด. วารสารการแพทยแผนไทยและ
การแพทยทางเลือก ป 2552; 7: 181-188
48. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสรางเสริมสุขภาพ (สสส.). ประโยชนสมุนไพรตามรอยบุพเพสันนิวาส
[ออนไลน]. [เขาถึงเมื่อ 29 มีนาคม 2561]. เขาถึงจาก https://www.thaihealth.or.th/ประโยชน
สมุนไพรตามรอยบ/
49. สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. พจนานุกรรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554. [ออนไลน]. [เขาถึงเมื่อ
2 กุมภาพันธ 2567]. เขาถึงจาก https://dictionary.orst.go.th/
50. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแหงชาติ. แนวเวชปฏิบัติดานการแพทยแผนไทย (วพท.) สำหรับการ
ฟนฟูสุขภาพหลังคลอด พ.ศ.2553 ในระบบหลักประกันสุขภาพถวนหนา. ม.ป.ท.: 2553.
51. สิริมนต คงถาวร; คณะแพทยศาสตรโรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. เทคนิค 3 ดูด เพิ่ม
ปริมาณน้ำนมใหลูกไดรับ อยางคาดไมถึง[ออนไลน]. 10 สิงหาคม 2564. [เขาถึงเมื่อ 1 ธันวาคม
2566]. เขาถึงจากhttps://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/infographic/เทคนิค-3-
ดูด-เพิ่มปริมาณน/
52. สุสัณหา ยิ้มแยม, สุจิตรา เทียนสวัสดิ์, ศิริพร ศรีสวัสดิ์, พิกุล ทรัพยพันแสน, และทองเหรียญ มูลชีพ;
คณะพยาบาลศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม. ผลของเครื่องดื่มสมุนไพรกระตุนน้ำนมแมตอการผลิต
น้ำนมในมารดาหลังคลอด. 2559:
53. สุสันหา ยิ้มแยม; คณะพยาบาลศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม.สมุนไพรที่กระตุนการผลิตน้ำนมแม
Galactagogue Herbs. พยาบาลสาร. 2561;45: 133-145
54. โสภิตบรรณลักษณ, ขุน(อำพัน กิตติขจร). คัมภีรแพทยไทยแผนโบราณ เลม 2. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ
อุตสาหกรรมการพิมพ; 2504.
176
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
55. อมรินทร ชะเนติยัง.ผลการนวดและประคบเตานมเพื่อกระตุนการไหลของน้ำนมในมารดาหลังคลอด
โรงพยาบาลภูสิงห จังหวัดศรีสะเกษ.วารสารหมอยาไทยวิจัย 2018; 4:41-52
56. อรณวรรณ จิรชาญชัย, อรวรรณ มาออน, กัลยา นิยมเพ็ง. การศึกษาเปรียบเทียบคาบิลิรูบินและการ
เกิดตัวเหลืองในทารกคลอดครบกำหนดที่ไดรับการจัดสมดุลมณีเวชเทียบกับทารกที่ไมไดจัดมณีเวชใน
โรงพยาบาลเพชรบูรณ. วารสารกุมารเวชศาสตร 2560; 2: 106-112
57. อัจฉรา ศรีสุวพันธ. (2556). ผลของน้ำขิงกับระยะเวลาการเริ่มไหลของน้ำนมมารดาหลังคลอด.
วารสารการแพทยโรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร บรีรัมย, 27(3): 244-250.
58. อาภารัศมี ณะมณี. การสรางเสริมสุขภาพมารดาและเด็ก: จากมุมมองจากศาสตรการแพทยแผนไทย
และศาสตรของการแพทยแผนปจจุบัน. ธรรมศาสตรเวชสาร 2556; 13:79-88
59. Azizah Mahmood, Muhammad Nor Omar, Nurziana Ngah. Galactagogue effect of Musa
x paradisiaca flower extract on lactating rats. Asian Pacific Journal of Tropical
Medicine, 2012; 5: 882-886.
60. Hnin Khine, Don Weiss, Nathan Graber, Robert S. Hoffman, Nora Esteban-Cruciani,
Jeffrey R. Avner. A Cluster of Children With Seizures Caused by Camphor Poisoning.
American Academy Pediatrics, 2009; 123.
61. Kaliyaperumal Ashokkumar, Muthusamy Murugan, M. K. Dhanya, Arjun Pandian &
Thomas D. Warkentin. Phytochemistry and therapeutic potential of black pepper
[Piper nigrum (L.)] essential oil and piperine: a review. Clinical Phytoscience
International Journal of Phytomedicine and Phytotherapy, 2021; 7.
62. Linsey Tanner. Doctors warn about camphor poisoning in children [Internet]. 2009
[cited 2024 March 1]. Available from https://medicalxpress.com/news/2009-04-
doctors-camphor-poisoning-children.html
63. Mohamad Hesam Shahrajabian, Wenli Sun, and Qi Cheng. Clinical aspects and health
benefits of ginger (Zingiber officinale) in both traditional Chinese medicine and
modern industry. Acta Agriculturae Scandinavica, Section B — Soil & Plant Science,
2019; 6: 546-556.
64. Priyabrata Pattanayak, Pritishova Behera, Debajyoti Das, and Sangram K. Panda.
Ocimum sanctum Linn. A reservoir plant for therapeutic applications: An overview.
PHARMACOGNOSY REVIEWS, 2010; 4:95-105.
177
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
65. Saejueng K, Nopsopon T, Wuttikonsammakit P, Khumbun W, Pongpirul K (2022)
Efficacy of Wang Nam Yen Herbal Tea on Human Milk Production: A Randomized
Controlled Trial. Plos One. 2022; 17: E0247637.
66. The Network of Care for Mental/Behavioral Health. Anatomy of the female breast
[ออนไลน]. [เขาถึงเมื่อ 12 ธันวาคม 2566]. เขาถึงจาก
https://sandiego.networkofcare.org/mh/library/article.aspx?hwid=hw139826
67. V.Y. Waisundara, M.I. Watawana, N. Jayawardena. Costus speciosus and Coccinia
grandis: Traditional medicinal remedies for diabetes. South African Journal of
Botany.2015; 98: 1-5
68. Yuni Sulistiawati, Ari Suwondo, Triana Sri Hardjanti, Ariawan Soejoenoes, M. Choiroel
Anwar, Kun Aristiati Susiloretni. Effect of Moringa oleifera on level of prolactin and
breast milk production in postpartum mothers. Belitung Nursing Journal. 2017;3(2):126-133
ภาคผนวก
179
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
ษีดัดตน
ษีดัดตน จัดเปนการทำทากายบริหารที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะของไทยในการฝกกายและใจใหเกิด
พลังชีวิต ซึ่งเปนการควบคุมใหสติเกิดสมาธิผานการเคลื่อนไหวสามารถชวยในการปรับสมดุลโครงสรางรางกาย
ในแตละอิริยาบถทั้งทายืน ทานอน ทานั่ง ซึ่งทางสถาบันการแพทยแผนไทย ไดคัดเลือกทา ษีจาก 127 ทา
จากจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) มาประยุกตใหเกิดความตอเนื่องของ
การเคลื่อนไหว เปนทาหลัก ๆ 15 ทา ตามรายละเอียดดังตอไปนี้
ชื่อทา คำอธิบาย QR Code VDO
ทาที่ 1 ทานวดกลามเนื้อ
บริเวณใบหนา
ประกอบดวย 7 ทา คือ
1.1 ทาเสยผม
1.2 ทาทาแปง
1.3 ทาเช็ดปาก
1.4 ทาเช็ดคาง
1.5 ทากดใตคาง
1.6 ทาถูหูและถูหลัง
1.7 ทาตบทายทอย
ประโยชน : ชวยในเรื่องของการ
สงเลือดไปเลี้ยงที่บริเวณใบหนา
รวมทั้งชวยบำรุงสายตา และสง
เลือดไปเลี้ยงสมอ
ทาที่ 2 ทาเทพพนม การทำทาบริหาร : เริ่มตนพนมมือ
หลังจากนั้นดันมือที่พนมไปทางซาย
แลวกลับมาที่จุดเดิมแลวดันมือไป
ทางขวาสงเลือดและลมไปตาม
แขน
ประโยชน : แกลมขอมือ และแก
ลมในลำลึงค
180 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
ชื่อทา คำอธิบาย QR Code VDO
ทาที่ 3 ชูหัตถวาดหลัง การทำทาบริหาร : เริ่มตนชูมือ
ทางขางขึ้นเหนือศีรษะ จากนั้น
ประสานมือโดยใหมือทั้งสอง
จับกัน ตอมากางมือทั้งสองขาง
ออกขางลำตัว และลดระดับมือลง
มาจับที่บริเวณเอว กำมือทั้งสอง
คอยเขาหากันและนำมาชนกัน
บริเวณดานหลังของเอว
ประโยชน : แกปวดทองและ
ขอเทา และแกลมปวดศีรษะ
ทาที่ 4 ทาแกเกียจ การทำท าบริหาร : เริ่มตน
ประสานมือทั้งสองขางเขาหากัน
จากนั้นเหยียดแขนทั้งสองขางให
ตรง โดยที่มือทั้งสองประสานกัน
ในลักษณะเหยียดออก จากนั้นยืด
แขนทั้งสองขางขึ้นเหนือศีรษะ
พรอมดวยมือที่ประสานกัน แลว
วางมือที่ประสานกันลงบนศีรษะ
ประโยชน : แกลมเจ็บศีรษะและ
ตามัว
ทาที่ 5 ทาดึงศอกไลคาง การทำทาบริหาร : เริ่มตนนำมือซายมา
แตะบริเวณปลายคาง และมือขวาจับที่
บริเวณขอศอก แลวลูบปลายคางจาก
ดานซายมาดานขวา หลังจากนั้นเปลี่ยน
ขางมาใชมือขวาจบบริเวณปลายคาง แลว
มือซายแตะที่ปลายศอกขวา แลวลูบปลาย
คางจากขวามาดานซาย จากนั้นเปลี่ยมมา
ใชบริเวณหลังมือแทนฝามือในการลูบ
ปลายคาง โดยทำในลักษณะเดียวกับการ
ใชฝามือในขั้นตอนแรก โดยการสลับมือ
ซายและมือขวา
ประโยชน : แกแขนขัด
181
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
ชื่อทา คำอธิบาย QR Code VDO
ทาที่ 6 ทานั่งนวดขา การทำทาบริหาร : เริ่มตนนั่ง
เหยียดขา แลวนำมือทั้งสองขาง
มาจับบริเวณหนาขา จากนั้นเลื่อน
ไปจับบริเวณปลายเทา แลวคอย ๆ
เลื่อนมาจับบริเวณหนาขา
ประโยชน : แกกรอน แกเขาขัด
ทาที่ 7 ทายิงธนู การทำทาบริหาร : เริ่มตนนั่งโดย
เหยียดขาขางซายออก สวนขา
ขางขวานั้นพับงอไว มือทั้งสอง
ข างทำท าเหมือนการยิงธนู
จากนั้นสลับเปลี่ยนขาและทำ
เชนเดียวกับที่กลาวมาขางตน
ประโยชน : แกกลอนปตคาดและ
แกเสนมหาสนุกระงับ
ทาที่ 8 ทาอวดแหวนเพชร การทำทาบริหาร : เริ่มตนนั่ง
ชันเขา จากนั้นเหยียดแขนทั้งสองขาง
ใหตรง และกางฝามือซายขึ้น แลว
ใชมือขวาดัดที่บริเวณฝามือซาย
จากนั้นกางมือซายออกแลวคอย ๆ
พับนิ้วทั้ง 5 ลงที่ละนิ้วจนครบ
จากนั้นสลัดขอมือขึ้นลงในขณะที่
กำลังกำมืออยู ทำสลับขางกัน
สามารถทำซ้ำ 5-10 ครั้ง
ประโยชน : แก ลมในแขน
ชวยปองกันในเรื่องของการเกิด
โรคนิ้วล็อกได
182 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
ชื่อทา คำอธิบาย QR Code VDO
ทาที่ 9 ทาดำรงกายอายุยืน การทำทาบริหาร : เริ่มตนลุกขึ้น
ยืนพรอมกับกำมือทั้งสองขาง โดย
ใหมือขางซายอยูบนมือขางขวา
จากนั้นยอเขาลง พรอม ๆ กับการ
ขมิบทองและแขมวกน จากนั้นจึง
คอย ๆ ผอนคลายลง สามารถ
ทำซ้ำ 5-10 ครั้ง
ประโยชน : ช วยปรับสมดุล
รางกายสงเสริมสุขภาพใหอายุยืน
ทาที่ 10 ทานางแบบ การทำทาบริหาร : เริ่มตนลุกขึ้น
ยืน จากนั้นใชมือขางขวาจับ
ดานหลัง มือขางซายจับที่ตนขา
แลวเอียงคอไปทางดานขวามือ
เชนเดียวกับมือที่จับขางหลัง
หลังจากนั้นหันคอกลับมาที่เดิม
ทำเชนนี้ไปเรื่อย ๆ แลวทำการ
เปลี่ยนสลับขาง สำหรับทานี้
เรียกไดวาเปนการบริหารรางกาย
ในแนวบิด
ประโยชน : แกไหล ขา และแก
เขา ขา ชวยในเรื่องของการปวด
เมื่อยบริเวณสะโพกไดเปนอยางดี
ทาที่ 11 ทานอนหงายผายปอด การทำทาบริหาร : เริ่มตนทานี้
ประกอบดวย 2 จังหวะ
จังหวะที่ 1 นั้น เริ่มจากนอน
หงายแลวยกแขนขึ้น จากนั้น
เหยียดแขนใหตรงและแนบกับ
ศีรษะ จากนั้นยกแขนกลับมาแนบ
บริเวณขางลำตัว
จังหวะที่ 2 นั้น เริ่มจากนอน
หงายใชมือขางขวาวางบริเวณ
183
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
ชื่อทา คำอธิบาย QR Code VDO
หนาทอง จากนั้นคอย ๆ ยกมือทั้ง
สองขางชูขึ้น แลวเหยียดไปแนบ
ขางศีรษะ จากนั้นประสานมือทั้ง
สองขางมาวางไวบนหนาผาก แลว
คอย ๆ เลื่อนมือที่ประสานกันไว
มาอยูที่บริเวณหนาทอง โดยที่มือ
ทั้งสองขางยกสูง จากนั้นดึงมือที่
ประสานกันทั้งสองขางกลับมาวาง
บนหนาทอง
ประโยชน : แกโรคในอก ชวยใน
เรื่องของการบริหารหัวใจ
ทาที่ 12 ทาเตนโขน การทำทาบริหาร : เริ่มตนยืนกาง
ขาทั้งสองขางออก แลวใชมือทั้ง
สองขางวางลงบนหนาขาทั้งสอง
ขาง จากนั้นยกขาซายขึ้น แลววาง
ขาซายลงกลับมาสูทาเดิม จากนั้น
ยกขาขวาขึ้น แลววางขาขวาลง
และกลับมาสูทาเดิม
ประโยชน : แกตะคริวมือ ตะคริว
เทา ชวยในเรื่องของการทรงตัว
ทาที่ 13 ทายืนนวดขา การทำทาบริหาร : เริ่มตนยืนตรง
จากนั้นกมตัวลง และใชมือทั้งสอง
ขางจับที่บริเวณหัวเขา แลวคอย ๆ
ไลลงมาถึงปลายเทา จากนั้นก็
เลื่อนมือทั้ง 2 ขางกลับไปที่หัวเขา
เชนเดียวกัน สำหรับทานี้ผูที่
ปวดหลัง หรือมีอาการเสียวแปลบ
ที่หลัง รวมถึงอาการปวดราวและ
ลงขาควรหลีกเหลี่ยงทานี้
184 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
ชื่อทา คำอธิบาย QR Code VDO
ประโยชน : แกตะโพกสลักเพชร
และแกไหล ตะโพกขัด
ทาที่ 14 ทานอนคว่ำทับหัตถ การทำทาบริหาร : เริ่มตนนอน
คว่ำ โดยมือทั้งสองขางวางทับกัน
อยูใตบริเวณคาง หลังจากนั้นยก
ศีรษะขึ้น แลวกระดกเขาทั้งสอง
ขางขึ้น และกระดกขาและงอเทา
เขามายังบริเวณดานหลังใหมากที่สุด
ประโยชน : แกลมเลือดนัยยตามัว
และแกลมอันรัดทั้งตัว ชวยขับลม
เพื่อใหไปเลี้ยงสวนตาง ๆ ของ
รางกายไดดีขึ้น
ทาที่ 15 ทาองคแอนแหงนพักตร การทำทาบริหาร : เริ่มตนนอน
ตะแคง จากนั้นยกขาขางขวาขึ้น
และใช มือจับบริเวณข อเทา
จากนั้นเปลี่ยนทำสลับขางกัน
สามารถทำซ้ำ 5-10 ครั้ง
ประโยชน : แกเมื่อยปลายมือ
ปลายเทา
ตาราง แสดงภาพการบริหาร ษีดัดตน 15 ทาพื้นฐาน
185
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
มณีเวช
มณีเวชเปนองคความรูที่ใชในการจัดสมดุลโครงสรางรางกาย ซึ่งผสมผสานมาจากศาสตรการแพทย
แผนไทย จีน และอินเดีย ซึ่งเปนภูมิปญญาไทยโดยอาจารยประสิทธิ์ มณีจิระปราการ สมดุลโครงสรางรางกาย
นั้นสัมพันธตอการทำงานของระบบตาง ๆ ทั้งการเคลื่อนไหวรางกาย การไหลเวียนของโลหิต น้ำเหลือง
น้ำไขสันหลัง กระแสคำสั่งระบบประสาทสวนกลาง สวนปลาย และประสาทอัตโนมัติ รวมถึงการไหลเวียน
พลังงานภายใน
หากสมดุลรางกายสวนบนเสียไปก็จะสงผลใหเกิดอาการเจ็บปวยที่เกิดกับระบบกระดูกกลามเนื้อ
สวนบนและการทำงานของอวัยวะสวนบนทั้งหมด หากสมดุลรางกายสวนลางเสียไปก็จะสงผลใหเกิดอาการ
เจ็บปวยที่เกิดกับระบบกระดูกกลามเนื้อสวนลางและการทำงานของอวัยวะสวนลางทั้งหมด การปรับสมดุล
โครงสรางดวยมณีเวชชวยใหเปดทางเลือดทางลมใหสามารถมีการไหลเวียนสิ่งตาง ๆ ไดอยางเปนปกติ สงผลให
รางกายสามารถเคลื่อนไหวไดและอวัยวะตาง ๆ ทำงานไดอยางเปนปกติ รวมไปถึงการทำงานของระบบ
ภูมิคุมกันและการหลั่งสารตาง ๆ ในรางกาย
หลักการจัดสมดุลรางกายดวยมณีเวช
1. ประเมินสมดุลโครงสรางรางกาย โดยใชตาดูและมือคลำ ดูความสมดุลของรางกายทั้ง 3 ระนาบ
(แกน X Y Z) วาเทากันอยางเปนปกติหรือไม ทั้งซายและขวา ความสูงต่ำสั้นยาว เอียงซายขวา ละเอียดลงไป
ถึงความเย็นรอน ออนนิ่ม แข็งหยาบ ความแหงความชื้นของผิวหนังสวนตาง ๆ รวมถึงการเคลื่อนไหวของขอ
ตอและสวนตาง ๆ ของรางกายวาเปนปกติและทำไดเทากันทั้งสองขางหรือไม
การดูความสมดุลของรางกาย 3 แกน ไดแก
 แกน X หมายถึง สมดุลรางกายในระนาบแนวนอน ทุกสวนของรางกายซีกซายและขวาควรมี
ระดับสูงต่ำเทากัน
 แกน Y หมายถึง สมดุลรางกายในระนาบแนวดิ่ง แกนตัวในแนวตั้งจะตองตั้งตรง ไมคด เบี้ยวเอียง
ไปดานหนึ่งดานใด
 แกน Z หมายถึง สมดุลรางกายในระนาบแนวตั้งหมุนบิดทิศทางแนวนอน รางกายซายขวาไมบิด
ไปดานหนาหรือดานหลัง
186 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
ภาพ สมดุลโครงสรางรางกาย 3 สวน 3 แกน
สวน บริเวณที่ทำการรักษา
รางกายสวนบน (ตาชั่งบน) นิ้วมือ ขอมือ แขน ขอศอก ไหล สะบัก
รางกายสวนบน (ตาชั่งลาง) นิ้วเทา ขอเทา ขา เขา สะโพก
รางกายสวนแกนกลาง (แกนตาชั่ง) หลัง คอ ศีรษะ ใบหนา ซี่โครง
ตาราง แสดงคำอธิบายวิธีการจัดสมดุลรางกายดวยศาสตรมณีเวช
2. ซักประวัติที่จำเปน เชน โรคประจำตัว ประวัติการคลอด อาการเจ็บปวยหรือผิดปกติ อิริยาบถ
ที่สงผลตอสมดุลรางกาย มีขอหามขอควรระวังหรือไม ประวัติอุบัติเหตุ ประวัติผาตัด
3. ใหการรักษาดวยมณีเวช หลักการรักษาของมณีเวช ประกอบดวย 3 สวนหลัก ๆ ไดแก
สวนที่ 1 การฝกใชอิริยาบถใหสมดุลเสมอ เพื่อไมใหรางกายเสียสมดุล ซึ่งถือเปนสิ่งที่สำคัญที่สุดของ
การรักษาดวยมณีเวช
สวนที่ 2 การจัดสมดุลโครงสรางรางกายเพื่อรักษาตนเองดวยทาบริหารมณีเวชและทาจัดกระดูกสวน
ตาง ๆ (รายละเอียดอยูในหัวขอการทำกายบริหารสำหรับหญิงหลังคลอด) การจัดสมดุลรางกายดวยตนเอง
อยางสม่ำเสมอจะชวยใหสมดุลที่เสียไปกลับเขาสูความปกติ
สวนที่ 3 การจัดสมดุลโครงสรางหรือจัดปรับกระดูกเพื่อการรักษาโดยการจัดสมดุลโครงสรางรางกาย
ตามหลักการของมณีเวช จะทำการรักษาตามผลการตรวจรางกาย โดยหลักการจัดมณีเวช คือ “ขยับ-ยืด-
ปรับ” ไดแก การขยับขอหรือหมุนขอ ยืดขอ แลวทำการจัดปรับกระดูกใหเขาที่ หากพบวาสมดุลสวนใด
มีปญหาก็จัดรักษาทั้งสวนนั้น โดยตองทำการจัดรักษาทั้งสองขางเสมอ
หมายเหตุ : การรักษาดวยการปรับจัดกระดูกที่เสียระเบียบ สวนนี้ใชเฉพาะในกลุมบุคลากรทางการแพทยที่มี
ประสบการณผานการอบรมทักษะการจัดมณีเวชแลวเทานั้น
187
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
การบริหารรางกายดวยทามณีเวช 8 ทา พื้นฐาน
เพื่อปรับสมดุลเตรียมโครงสรางใหพรอมสำหรับการตั้งครรภ ซึ่งแนะนำทำทาบริหารนี้ไดทั้งชายและ
หญิง โดยทาในการปรับสมดุลทั้งรางกาย ประกอบดวยทายืน 5 ทา เปนทาที่มีการเคลื่อนไหวของขอกระดูก
และยืดเหยียดเอ็นกลามเนื้อที่มีการทำงานสัมพันธกันอยางสมดุลของรางกายสวนบน เปนทาสำหรับจัดสมดุล
ตาชั่งบน และทานอน 3 ทา ไดแก ทางู ทาแมว ทาเตา เปนการเคลื่อนไหวของขอกระดูกสวนแกนกลางลำตัว
หรือแกนตาชั่ง (กระดูกสันหลัง กระดูกซี่โครง) โดยใชน้ำหนักรางกายในการปรับระนาบของแกน และมีการ
เคลื่อนไหวของขอกระดูกและยืดเหยียดเอ็นกลามเนื้อที่มีการทำงานสัมพันธกันอยางสมดุลของรางกายสวนลาง
ทางูแมวเตาจึงเปนทาสำหรับจัดกระดูกสันหลังและสมดุลตาชั่งลาง ทามณีเวชพื้นฐาน 8 ทา จึงใชเปนทาหลัก
ในการจัดสมดุลทั้งรางกายดวยตนเอง
ทาบริหารมณีเวชพื้นฐาน 8 ทา สำหรับใชในการผดุงครรภไทย เปนวิธีการหนึ่งในการปรับสมดุล
รางกายดวยตนเองเพื่อใชรักษาสมดุลของรางกายที่ผิดปกติและคงความปกติไวหากบริหารอยางสม่ำเสมอ
ทุกวัน ทาบริหารพื้นฐานของมณีเวช เปนทาที่ปลอดภัย ใชบริหารไดอยางงายในระยะเวลาอันสั้น ประกอบดวย
ทายืน 5 ทา และทางู-แมว-เตา ควรใหหญิงหลังคลอดทำมณีเวชเปนประจำทุกวัน วันละ 2 ครั้ง เชา-เย็น
จะชวยฟนฟูรางกาย ลดอาการปวดเมื่อย และเพิ่มการไหลของน้ำนมได
วิธีจัดสมดุลรางกายดวยทาบริหารพื้นฐานของมณีเวช ควรบริหารอยางสม่ำเสมอทุกวัน วันละ 2 ครั้ง
เชาและเย็น มีวิธีการดังนี้
ภาพ คำอธิบาย
ทาที่ 2 โมแปง (ทำซ้ำ 3 รอบ)
 กำมือชูนิ้วโปงขางอก
 เหยียดแขนไปขางหนา
 งอขอศอกแลวหมุนแขนไปดานหลัง
เปนวงกลมเหมือนหมุนโม
188 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
ภาพ คำอธิบาย
ทาที่ 3 ถอดเสื้อ (ทำซ้ำ 3 รอบ)
 กำมือวางแขนไวระดับอกกระดก
ขอมือขึ้น
 ยกแขนวางบนศีรษะ คว่ำทองแขนลง
 ชูแขนขึ้นหลังมือชนกัน กางแขนออก
ดานหลังปลายนิ้วชี้ลงพื้น (ทำซ้ำโดย
สลับแขนซาย-ขวา นับเปน 1 รอบ)
ทาที่ 4 กรรเชียง (ทำซ้ำ 3 รอบ)
 ชูแขนชิดหู
 หมุนแขนตึงไปดานหลังเปนวงกลม
(ทำซ้ำโดยสลับแขนซาย-ขวา นับเปน
1 รอบ)
ทาที่ 5 ปลอยพลัง (ทำซ้ำ 3 รอบ)
 ชูแขนสองขางชิดหูหันฝามือมา
ดานหนา
 ลากฝามือมาไวขางอก และผลัก
ขอศอกไปดานหลังออกแรงผลักฝามือ
ไปดานหนา
ทางู ทาที่ 6 งู-แมว-เตา (ทำซ้ำ 3 รอบ)
 นอนคว่ำวางฝามือสองขางใตหัวไหล
 ทางู : ยันตัวขึ้นแขนตั้งฉากกับพื้น
คางไวสักครู
189
คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
ภาพ คำอธิบาย
ทาแมว
ทาเตา
 ทาแมว : ยกสะโพกขึ้นโดยไมขยับฝา
มือ กดไหลลงต่ำสุด คางไวสักครู
 ทาเตา : เลื่อนมือเขามาขยับกนนั่ง
ทับสนเทา เหยียดแขนตึงมากที่สุด
กดไหลลงต่ำสุด คางไวสักครู
(งูแมวเตา ทำตอกัน นับเปน 1 รอบ)
**หากผูที่ผาคลอดทำทางู-แมว-เตา
แลวมีอาการเจ็บแผล อาจรอจนกวา
แผลจะติดและหายสนิทกอนแลวจึง
เริ่มทำ**
ตาราง แสดงภาพการบริหารพื้นฐานของมณีเวช
190 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย
ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด
เอกสารอางอิง
1. ศูนยเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกสและคอมพิวเตอรแหงชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีแหงชาติ.
ษีดัดตนฉบับดิจิทัล [ออนไลน]. [เขาถึงเมื่อ 21 มิถุนายน 2567]. เขาถึงจาก
http://www.rusiedotton.thai.net/main_page.html
2. ศูนยอนามัยที่ 2 พิษณุโลก. มณีเวช...ศาสตรแหงการจัดสมกุลรางกายในแมและเด็ก. ม.ป.ท.
3. winnews. 15 ทาหลัก ษีดัดตน [ออนไลน]. [เขาถึงเมื่อ 21 มิถุนายน 2567]. เขาถึงจาก
https://www.winnews.tv/news/24023?fbclid=IwZXh0bgNhZW0CMTAAAR1_ZB-N5WzPQ3tKRHs-
o84e-SL-Js02NExuGFH0v3d89Fzt87rM47Rpv5k_aem_p9TVT6Pq0RehYEPhDvLXlw
คู่มือแนวทางการดูแลสุขภาพ
มารดาและทารกด้วยการแพทย์แผนไทย
สถาบันการแพทย์แผนไทย
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
กระทรวงสาธารณสุข

คู่มือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกด้วยการแพทย์แผนไทย ในระยะก่อนตั้งครรภ์ ระยะตั้งครรภ์ ระยะคลอดและระยะหลังคลอด.pdf

  • 1.
  • 2.
    คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด สมศักดิ์ กรีชัย อัจฉรา เชียงทอง พรทิพย เทียนทองดี วัชราภรณ นิลเพ็ชร เธียรธรรม อภิจรรยาธรรม ภิญญดา เจิมศิริศักดิ์พงษ สถาบันการแพทยแผนไทย กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข
  • 3.
    คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด ที่ปรึกษา นายแพทยทวีศิลป วิษณุโยธิน อธิบดีกรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก นายแพทยขวัญชัย วิศิษฐานนท รองอธิบดีกรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก นายแพทยเทวัญ ธานีรัตน รองอธิบดีกรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก กองบรรณาธิการ สมศักดิ์ กรีชัย ผูอำนวยการสถาบันการแพทยแผนไทย อัจฉรา เชียงทอง รองผูอำนวยการดานวิชาการสถาบันการแพทยแผนไทย พรทิพย เทียนทองดี นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ วัชราภรณ นิลเพ็ชร แพทยแผนไทยชำนาญการ เธียรธรรม อภิจรรยาธรรม แพทยแผนไทยปฏิบัติการ ภิญญดา เจิมศิริศักดิ์พงษ แพทยแผนไทย พิสูจนอักษร วัชราภรณ นิลเพ็ชร ภิญญดา เจิมศิริศักดิ์พงษ จัดพิมพโดย สถาบันการแพทยแผนไทย กลุมงานวิชาการการผดุงครรภไทย กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข โทรศัพท 0 2149 5618 พิมพครั้งที่ 1 กันยายน 2567 จำนวน 100 เลม พิมพที่ บริษัท พีแอนดพี ไฮทสปด โซลูชั่น จำกัด คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด.-- นนทบุรี : สถาบันการแพทยแผนไทย กลุมงานวิชาการ การผดุงครรภไทย กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข, 2567. 190 หนา. 1. การตั้งครรภ. 2. การแพทยแผนไทย. 3. การคลอด. 4. การดูแลหลังคลอด. I. สมศักดิ์ กรีชัย. II. ชื่อเรื่อง. 618.2 ISBN 978-616-11-5307-6
  • 4.
    คำนำ การแพทยแผนไทย เปนภูมิปญญาซึ่งบรรพบุรุษของไทยไดสั่งสมสืบทอดกันมายาวนาน โดยมี 4แขนงวิชา คือ เวชกรรมไทย เภสัชกรรมไทย ผดุงครรภไทย การนวดไทย โดยการผดุงครรภไทยเปนศาสตร และศิลปที่เชื่อมโยงประเพณีและวัฒนธรรมของแตละทองถิ่นสืบตอกันมาเพื่อการบำรุงรักษา ฟนฟูและสงเสริมสุขภาพ ทั้งแมและเด็ก ซึ่งปจจุบันมีการปรับปรุงใหถูกหลักวิชาและเหมาะกับกาลสมัยยิ่งขึ้น จนไดรับความนิยมในปจจุบัน กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก เปนองคกรหลักดานการแพทยแผนไทย และการแพทยทางเลือก มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาวิชาการและการบริการการแพทยแผนไทยและการแพทย ทางเลือก เพื่อนําไปใชในระบบบริการสุขภาพ อยางมีคุณภาพ ปลอดภัย และเปนทางเลือกใหแกประชาชน ในการ ดูแลสุขภาพ จึงไดแตงตั้งคณะทำงานจัดทำแนวทางการดูแลดานการผดุงครรภดวยการแพทยแผนไทยในสถาน บริการสาธารณสุข ประกอบดวย แพทยแผนปจจุบัน แพทยแผนไทย เภสัชกร พยาบาลวิชาชีพ เพื่อจัดทำคูมือ แนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย โดยมีเปาหมายเพื่อใหเกิดการดูแลดานการ ผดุงครรภไทยที่มีคุณภาพ มาตรฐานในทุกมิติ ทั้งระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด และระยะหลังคลอด รวมทั้งสรางความเชื่อมั่นกับผูรับบริการ กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก ขอขอบคุณคณะทำงานทุกทาน ที่ไดอุทิศเวลา อันมีคา ทุมเทความรู ประสบการณ รวมกันจัดทำคูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด จนสำเร็จดวยดี และหวังเปนอยางยิ่งวาคูมือฯ ฉบับนี้ จะเกิดประโยชนสูงสุดตอบุคลากรสาธารณสุข ในการนำองคความรูไปพัฒนา ตอยอด และสงผลดีในการ ใหบริการการแพทยแผนไทยในระบบบริการสุขภาพของประเทศตอไป (นายแพทยทวีศิลป วิษณุโยธิน) อธิบดีกรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก
  • 5.
    รายนามคณะทำงาน นายสมศักดิ์ กรีชัย ผูอำนวยการสถาบันการแพทยแผนไทย กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก พญ.สุรภา หังสพฤกษ นายแพทยชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลหาดใหญจังหวัดสงขลา นางอัจฉรา เชียงทอง รองผูอำนวยการดานวิชาการสถาบันการแพทยแผนไทย กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก นพ.นภดล นิงสานนท ผูเชี่ยวชาญดานศาสตรมณีเวช ที่ปรึกษาสถาบันสุขภาพเด็กแหงชาติมหาราชินี นางเอี่ยมศิริ กิจประเสริฐ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบลปากดุก จังหวัดเพชรบูรณ นางพรทิพย เทียนทองดี นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ สถาบันการแพทยแผนไทย กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก นางสาวศรศิรี ประพฤติธรรม เภสัชกรชำนาญการ ศูนยอนามัยที่ 2จังหวัดพิษณุโลก นางวัชราภรณ นิลเพ็ชร แพทยแผนไทยชำนาญการ สถาบันการแพทยแผนไทย กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก นางสุธัญญา สมรักษ แพทยแผนไทยชำนาญการ โรงพยาบาลทาศาลาจังหวัดนครศรีธรรมราช นายเธียรธรรมอภิจรรยาธรรม แพทยแผนไทยปฏิบัติการ สถาบันการแพทยแผนไทย กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก นางสาวศรัณณัฏฐ แสนเสนาะ แพทยแผนไทยชำนาญการ โรงพยาบาลพระปกเกลาจังหวัดจันทบุรี นางสาวภิญญดา เจิมศิริศักดิ์พงษ แพทยแผนไทย สถาบันการแพทยแผนไทย กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก นางสาวปญจพร หงสะมัต แพทยแผนไทยปฏิบัติการ โรงพยาบาลราชพิพัฒน สำนักการแพทยกรุงเทพมหานคร นางสาวพิมพกานต จันทรกาวี แพทยแผนไทย สถาบันการแพทยแผนไทย กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก
  • 6.
    นางสาวอรสา โอภาสวัฒนา แพทยแผนไทยประยุกต คลินิกการแพทยแผนไทยประยุกต อ.เมืองจ.สุพรรณบุรี นางไปรมารัตนะพร แพทยแผนไทย สถาบันการแพทยแผนไทย กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก นายเอกรัตน สาคำ แพทยแผนไทยประยุกต บริษัทโมโมมัมเวลเนสโซลูชั่นจำกัด
  • 7.
    สารบัญ หนา คำนำ รายนามคณะทำงาน สารบัญ บทที่ 1 การผดุงครรภไทย 1.ประวัติการผดุงครรภไทย 2 2. การผดุงครรภไทยในปจจุบัน 4 บทที่ 2 การเตรียมตัวกอนตั้งครรภ 1. ทฤษฎีวาดวยการเกิดของมนุษยตามตำราการแพทยแผนไทย 15 2. องคประกอบของชีวิตทางการแพทยแผนไทย 17 3. การดูแลสุขภาพบุรุษและสตรี 3.1 สมดุลสุขภาพตามธาตุกำเนิด/เจาเรือน 17 3.2 ลักษณะสตรีที่แตกตางจากบุรุษ และลักษณะที่ดีของบุรุษและสตรี 20 3.3 โรคทางคัมภีรแพทยแผนไทยที่เกี่ยวของกับบุรุษและสตรี 21 3.4 หลักการดูแลสุขภาพเพื่อเตรียมความพรอมในการมีบุตร 25 4. การสงเสริมสุขภาพเพื่อปรับสมดุลรางกายดวยศาสตรการแพทยแผนไทย 4.1 การนวดกอนตั้งครรภ 29 4.2 ยาปรับโลหิตระดูสตรี 32 บทที่ 3 การดูแลสตรีระหวางตั้งครรภ 1. ทฤษฎีเกี่ยวกับการตั้งครรภในทางการแพทย 39 2. การทำนายวันคลอดและเพศของทารก (ครรภวาระกำเนิด) 42 3. ลักษณะอาการของหญิงมีครรภและวิธีการดูแลรักษาตามอายุครรภ (ครรภรักษา) 43 4. สาเหตุของการแทงบุตร (ครรภวิปลาส) 47 5. การรักษาอาการตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในระยะตั้งครรภจนถึงระยะคลอด (ครรภปริมณฑล) 5.1 กลุมอาการไขและอุจจาระเปนเลือด 49 5.2 กลุมอาการทองเสีย และอุจจาระเปนมูกเปนเลือดหรือปสสาวะเปนเลือด 49 5.3 กลุมอาการทองผูก 50 5.4 กลุมอาการผิดปกติที่อาจสงผลตอทารกในครรภ 51
  • 8.
    สารบัญ (ตอ) หนา 6. การเตรียมความพรอมเลี้ยงลูกดวยนมแม51 7. หัตถการทางการแพทยแผนไทยในสตรีตั้งครรภ 7.1 การนวดไทยในสตรีตั้งครรภ 55 7.2 การประคบสมุนไพรในสตรีตั้งครรภ 56 8. โภชนศาสตรทางการแพทยแผนไทยสำหรับสตรีระหวางตั้งครรภ 8.1 หลักการเลือกอาหารสำหรับการบำรุงครรภสตรี 57 8.2 อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหรือไมควรรับประทานในสตรีตั้งครรภ 58 9. การออกกำลังกายในสตรีตั้งครรภ 62 10. ประเพณีและความเชื่อในระหวางตั้งครรภ 67 บทที่ 4 การดูแลมารดาในระยะคลอดและทารกแรกคลอด 1. คำนิยาม 74 2. การเปลี่ยนแปลงของมารดาและทารกในครรภ ในระยะคลอด 2.1 อาการนำกอนการเขาสูระยะคลอด 75 2.1 การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา 77 2.2 การเปลี่ยนแปลงดานจิตใจ 80 2.3 การเปลี่ยนแปลงดานสังคม 81 2.4 การเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณ 82 3. อาการแสดง สัญญาณเตือนการเจ็บทองคลอดบุตร กระบวนการคลอดบุตร 3.1 องคความรูเกี่ยวกับอาการแสดง สัญญาณเตือนการเจ็บทองคลอดบุตร 83 กระบวนการคลอดบุตร ในทางการแพทยแผนไทย 3.2 องคความรูเกี่ยวกับอาการแสดง สัญญาณเตือนการเจ็บทองคลอดบุตร 84 กระบวนการคลอดบุตร ในทางการแพทยแผนปจจุบัน 4. เทคนิคการลดอาการเจ็บปวดขณะคลอด 4.1 เทคนิคการลดอาการเจ็บปวดขณะรอคลอดดวยการหายใจ 86 4.2 เทคนิคการลดอาการเจ็บปวดขณะรอคลอดดวยการลูบหนาทอง 86 4.3 เทคนิคการลดอาการเจ็บปวดขณะรอคลอดดวยการนวดไทย 87
  • 9.
    สารบัญ (ตอ) หนา 4.4 เทคนิคการลดอาการเจ็บปวดขณะรอคลอดดวยศาสตรมณีเวช88 5. การดูแลมารดาในระยะแรกคลอด 5.1 การชวยหญิงเมื่อคลอดลูกแลวในทางการแพทยแผนไทย 92 5.2 ภาวะที่ตองเฝาระวังในระยะแรกคลอดในทางแผนปจจุบัน 92 6. การดูแลทารกในระยะแรกคลอด 6.1 การทำธุระกับเด็กที่คลอดในทางการแพทยแผนไทย 93 6.2 การดูแลทารกแรกเกิดทันทีและใน 2 ชั่วโมงแรกหลังคลอด 95 ในทางการแพทยแผนปจจุบัน 7. ความเชื่อ พิธีกรรม เกี่ยวกับมารดาในระยะคลอดและทารกแรกคลอด 97 บทที่ 5 การดูแลมารดาในระยะหลังคลอดและการดูแลเด็กหลังคลอด 105 1. การดูแลมารดาหลังคลอด 107 1.1 หัตถการทางการแพทยแผนไทย 107 1.1.1 การอยูไฟ 108 1.1.2 การนวดไทย 110 1.1.3 การประคบสมุนไพร 114 1.1.4 การทับหมอเกลือ 115 1.1.5 การนาบไพล 116 1.1.6 การอบสมุนไพร/การเขากระโจม 117 1.1.7 หัตถการอื่น ๆ  การอาบน้ำสมุนไพร 118  การพอกผิวและขัดผิวดวยสมุนไพร 120  การรัดหนาทอง 121  การนั่งถาน 121  การใสกอนเสาหลังคลอด 122  การนึ่งยา 123  การทำหัตถการมณีเวช 124
  • 10.
    สารบัญ (ตอ) หนา 1.2 การใชยาสมุนไพร125 1.3 การใหคำแนะนำการปฏิบัติตัวหลังคลอด 1.3.1 การเลี้ยงบุตรดวยนมแม 132 1.3.2 การดูแลเรื่องอาหาร 137 1.3.3 การทำกายบริหารสำหรับหญิงหลังคลอด 142 1.3.4 มดลูกเขาอู 149 1.3.5 การมีประจำเดือนและการมีเพศสัมพันธ 149 1.3.6 น้ำคาวปลา 150 1.3.7 การคุมกำเนิด 150 1.3.8 การปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน 151 1.3.9 การดูแลสุขภาพจิตสำหรับหญิงหลังคลอด 151 2. การดูแลเด็กหลังคลอด 2.1 หัตถการที่ใชในเด็ก 152 2.2 การใชยาสมุนไพรในเด็ก 160 3. ประเพณีและพิธีกรรมที่เกี่ยวของกับการดูแลมารดาและทารก 164 ภาคผนวก ษีดัดตน 179 มณีเวช 185
  • 11.
  • 12.
    2 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด บทที่ 1 การผดุงครรภไทย 1.ประวัติการผดุงครรภไทย ความรูวิชาผดุงครรภมีในสังคมไทยมานานแลว ดังปรากฏในตำราแพทยแผนไทยมาตั้งแตสมัยอยุธยา ความรูเหลานี้มาจากการสังเกต ประสบการณ ผสมผสานกับศาสนาและความเชื่อ จนเกิดเปนประเพณีปฏิบัติ ตาง ๆ เชน การอยูไฟหลังคลอด การงดกินของแสลง เปนตน นอกจากนี้ มีการศึกษาเปรียบเทียบหนังสือเลมนี้กับคัมภีรประถมจินดาที่เปนคัมภีรครรภรักษา ของไทยแตเดิม โดยตั้งขอสังเกตวาคัมภีรประถมจินดาที่มีตนฉบับเหลืออยูในหอสมุดแหงชาติ เปนคัมภีรที่มีการ ในสมัยตนรัตนโกสินทรไดมีชาวตางชาติเขามาใน ประเทศสยาม โดยชวงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลา เจาอยูหัว รัชกาลที่ 3 วิชาผดุงครรภแผนตะวันตก เริ่มเผยแพรเขาสู สังคมไทย โดยผูที่มีบทบาทสำคัญ คือ นายแพทยแดน บีช บรัดเลย (Dr.Dan Beach Bradley) หรือหมอบรัดเลย มิชชันนารีชาวอเมริกัน เมื่อป จ.ศ. 1204 (พ.ศ. 2385) หมอบรัดเลย ไดแปล และเรียบเรียงตำราผดุงครรภแผนตะวันตกเปนภาษาไทยพรอม ภาพประกอบ ชื่อวา “คัมภีรครรภทรักษา (Treatiseon Midwifery) พิมพเผยแพรและแจกจายแกหมอหลวง ถือเปนตำราแพทยแผน ตะวันตกเลมแรก ๆ ของไทย อยางไรก็ตาม ราชสำนักสยามในครั้ง นั้นไมไดใหความสนใจกับความรูสมัยใหมนี้ ดังไมปรากฏวาเมื่อ หมอบรัดเลยเรียบเรียงคัมภีรขึ้นแลวไดเขาถวายการรักษาพยาบาล ผดุงครรภตามแบบตะวันตกในราชสำนัก วัตถุประสงคที่หมอบรัดเลย แปลและเรียบเรียงคำภีร ครรภทรักษา มี 3 ประการ คือ 1) เพื่อแสดงวิธีรักษาครรภ โดยงายและสะดวก เนื่องดวยผูหญิงในสยามคลอดบุตรยากและ ลำบาก 2) ทานเห็นวาทารกเมื่อแรกเกิดนั้นมีโรค และมักตายเร็ว เปนอันมาก เพราะการรักษาของหมอ ในสมัยนั้นเปนที่วิปลาส 3) ดวยเหตุที่ทานศึกษาและรวบรวมตำราจากตำราการแพทย ที่อเมริกาและอังกฤษ ที่ใชรักษาเปนผลดีเปนที่ยอมรับมาหลาย รูปที่ 1.2 หมอบรัดเลย ที่มา : สำนักวรรณกรรมเเละประวัติศาสตร. กรมศิลปากร. รูปที่ 1.1การอยูไฟในอดีตของสยาม ที่มา:สำนักวรรณกรรมเเละประวัติศาสตร. กรมศิลปากร.
  • 13.
    3 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด การชำระภายหลัง(ชำระในป พ.ศ.2413)จากการพิมพหนังสือครรภทรักษาของหมอบรัดเลยแลวและเนื้อหาบางสวนของคัมภีร ประถมจินดาฉบับชำระแลวอาจไดรับอิทธิพลจากคัมภีรครรภทรักษาของหมอบรัดเลย รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 4 เมื่อเจาจอมมารดาแพประสูติพระราชธิดาองคแรกคือ พระเจาบรมวงศเธอพระองคเจายิ่งเยาวลักษณ เมื่อ พ.ศ. 2394 และเกิดอาการไขสูงขณะอยูไฟ จึงโปรดเกลาฯ ใหหมอบรัดเลยไปรักษาเจาจอมมารดาแพในพระตำหนักฝายใน ซึ่งหมอบรัดเลยก็ใหเจาจอมมารดาแพเลิกอยูไฟทันที และรักษาตามวิชาผดุงครรภแผนตะวันตกจนเจาจอมมารดาแพมี อาการดีขึ้นเปนที่พอพระราชหฤทัย อยางไรก็ตาม ความสำเร็จของหมอบรัดเลยในการรักษาเจาจอมมารดาแพครั้งนั้นไมไดทำใหสตรี ในราชสำนักเปลี่ยนไปใชการผดุงครรภแผนตะวันตกแตอยางใด แมแตเจาจอมมารดาแพเองก็ยังคงใชวิธีอยูไฟ ในการประสูติพระราชโอรส ธิดาองคตอ ๆ มา จนกระทั่งถึงแกอสัญกรรมในคราวประสูติพระราชธิดาองคที่ 5 คือ พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาบรรจบเบญจมา เมื่อ พ.ศ. 2404 ดวยอาการเลือดออกในมดลูก เนื่องจากรก ติดคางอยู แมจะโปรดเกลาฯใหหมอบรัดเลยไปชวยรักษาจนสามารถดึงรกออกมาได แตก็ไมอาจรักษาชีวิตของเจาจอม มารดาแพเอาไวได ในระยะแรก การผดุงครรภแผนตะวันตกไมไดรับความนิยมในสยาม เนื่องจากไมสอดคลองกับความเชื่อเดิม โดยเฉพาะการปฏิเสธการอยูไฟซึ่งเปนประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติกันมาเปนเวลานานทำใหราษฎรเกรงกลัวผลรายที่จะ เกิดขึ้นหากไมไดอยูไฟ ในชวงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวรัชกาลที่ 4ไดเกิดเหตุการณอันเปนมูลเหตุใหการ ผดุงครรภแผนตะวันตกไดรับความนิยมมากขึ้นในสมัยตอมากลาวคือเมื่อครั้งที่พระวรวงศเธอกรมหมื่นปราบปรปกษ มีโอรสองคแรกกับหมอมเปยม เมื่อ พ.ศ. 2410 หมอมเปยมไดอยูไฟจนถึงแกกรรม นับแตนั้นมา พระวรวงศเธอ กรมหมื่นปราบปรปกษ ทรงหามไมใหหมอมอยูไฟเมื่อประสูติโอรส ธิดา และเปลี่ยนไปใชวิธีผดุงครรภแผนตะวันตกแทน ปรากฏวาปลอดภัยสบายดีทุกคราว รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 5 พระวรวงศเธอกรมหมื่นปราบปรปกษกราบบังคมทูลสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ(พระนามเดิม สมเด็จพระนางเจาเสาวภาผองศรี) ใหทรงเห็น คุณประโยชนของวิธีผดุงครรภแผนตะวันตก และทำใหมีพระราชดำริ จะเปลี่ยนแปลงวิธีการผดุงครรภในราชสำนัก ครั้นเมื่อพระองคมี พระประสูติการสมเด็จฯ เจาฟาอัษฎางคเดชาวุธ ในพ.ศ. 2432 พระองค ประชวรดวยพิษไข จึงทรงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเลิกอยูไฟ และใหนายแพทยปเตอร เกาแวน(PeterGowan)พยาบาลตามวิธีผดุงครรภ แผนตะวันตก ปรากฏผลเปนที่พอพระราชหฤทัย ตั้งแตนั้นมาจึงโปรดเกลาฯ ใหเลิกการอยูไฟในพระบรมมหาราชวังและพวกผูดีมีบรรดาศักดิ์นอกวัง ก็เริ่มทำตามมากขึ้นเรื่อย ๆถือเปนจุดเริ่มตนของการยอมรับการผดุงครรภ และการพยาบาลแผนใหมของสยาม รูปที่ 1.3พระบรมฉายาลักษณ พระวรวงศเธอกรมหมื่นปราบปรปกษ ที่มา:สำนักวรรณกรรมเเละ ประวัติศาสตร.กรมศิลปากร.
  • 14.
    4 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด ในป พ.ศ. 2439 สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ ไดพระราชทานทรัพยสวนพระองค ใหจัดตั้ง “โรงเรียนแพทยผดุงครรภและหญิงพยาบาล” นับเปนโรงเรียนพยาบาลแหงแรกของประเทศไทย ตามที่ พระบำบัดสรรพโรค (นายแพทยฮานส อดัมเซน) สูตินารีแพทย โรงพยาบาลศิริราชในขณะนั้นเสนอโครงการ พรอมโปรดเกลาฯ ใหเจาพระยาภาสกรวงศ (พร บุนนาค) เสนาบดีกระทรวงธรรมการ เปนผูดำเนินการ พระเจานองยาเธอ กรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชา อธิบดีกรมพยาบาล ดำเนินการจัดตั้ง และประกาศรับสมัครผูเขาเรียน และโปรดเกลาฯ ใหทานผูหญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ เปนผูอำนวยการ ทำใหมีผูเขารับการศึกษาวิชาผดุงครรภ แผนตะวันตกเพิ่มขึ้นทุกป และออกรักษาพยาบาลราษฎรอยูทั่วไป ทั้งยังมีการผลิตและเผยแพรตำราแพทยและผดุงครรภสำหรับคนทั่วไป ทำใหการแพทยและผดุงครรภ แผนตะวันตกแพรหลายในหมูราษฎรมากขึ้น จนกลายเปนวิธีหลักในการพยาบาลหญิงตั้งครรภในที่สุด สวน การผดุงครรภแผนไทยและการอยูไฟก็ไดรับการปรับปรุงใหถูกหลักวิชาและเหมาะกับกาลสมัยยิ่งขึ้น จนเปน การแพทยทางเลือกอยางหนึ่งที่ไดรับความนิยมในปจจุบัน รูปที่ 1.4 พระบรมฉายาลักษณสมเด็จพระศรีพัชรินทรา รูปที่ 1.5 พระบำบัดสรรโรค บรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปหลวง (นายแพทยฮานส อดัมเซน) ที่มา : สำนักวรรณกรรมเเละประวัติศาสตร. กรมศิลปากร. ที่มา : สำนักวรรณกรรมเเละประวัติศาสตร. กรมศิลปากร. 2. การผดุงครรภไทยในปจจุบัน การผดุงครรภไทยในปจจุบันเปนความรูที่สืบทอดและเปนศาสตรและศิลปที่เชื่อมโยงประเพณี และวัฒนธรรมของแตละทองถิ่นสืบตอกันมาเพื่อการบำรุงรักษา ฟนฟูและสงเสริมสุขภาพทั้งแมและเด็ก ผูทำหนาที่ผดุงครรภไทยแตโบราณ เรียกวา “หมอตำแย” (ตำแย มาจาก มหาเถรตำแย ผูเขียนตำราวาดวย วิชาทำคลอด) มีบทบาทดูแลสุขภาพของมารดาและทารก อยางครอบคลุม กลาวคือ ดูแลตั้งแตมารดาเริ่ม ตั้งครรภ การคลอด และการดูแลในระยะหลังคลอด รวมทั้งการดูแลดานจิตใจ สรางความอบอุนใจใหแกมารดา เปนการดูแลเหมือนเครือญาติ มีความเปนกันเอง จนกลายเปนสวนหนึ่งของวิถีชีวิต มีความเกี่ยวของกับความเชื่อ พิธีกรรม วัฒนธรรม ประเพณี สิ่งแวดลอม ที่คาดวาปฏิบัติตามแลวจะปลอดภัยตอตนเองและบุตร
  • 15.
    5 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด เมื่อการแพทยแผนปจจุบันเริ่มเขามาดูแลการคลอดความทันสมัยของการแพทยแผนปจจุบันทำให หญิงมีครรภมีความมั่นใจในความปลอดภัย และนิยมไปคลอดที่โรงพยาบาล บทบาทของหมอตำแยจึงลดลง เหลือเพียงการดูแลในระยะตั้งครรภ และการดูแลในระยะหลังคลอด ในทางการแพทยแผนไทย “การผดุงครรภไทย” ถือวาเปนรากฐานของการเกิดของ “มนุษย” ซึ่งเปนจุดเริ่มตนของชีวิตที่เกี่ยวของกับเรื่องอื่น ๆ ตอไป ทั้งทางเวชกรรมไทย เภสัชกรรมไทย และการนวดไทย ลวนแลวแตจะตองตั้งตนทำความเขาใจและวิเคราะหปญหาสุขภาพจากการเกิดทั้งสิ้น โดยเกี่ยวโยงกับปรัชญา พื้นฐานทางการแพทยแผนไทย เฉพาะเจาะจงไปที่แมและเด็ก มีองคประกอบสำคัญที่ตองศึกษาอยู 4 เรื่องใหญ ๆ ไดแก กอนตั้งครรภ ระหวางตั้งครรภ การคลอด และหลังคลอด โดยองคความรูการผดุงครรภไทย สามารถ สืบคนจากคัมภีรหรือตำราไดหลายเลม เชน 1) คัมภีรปฐมจินดา เปนคัมภีรหลักที่ไดกลาวถึงการเกิดของโลก การเกิดของมนุษย และอมนุษย โดยเฉพาะอยางยิ่ง คือ การเกิดของมนุษย เริ่มตั้งแต การตั้งครรภ การดูแลครรภ การคลอด การดูแลมารดา และทารกหลังคลอด 2) คัมภีรมหาโชตรัต กลาวถึงโลหิตระดูสตรีทั้งสตรีทั่วไป และสตรีหลังคลอด 3) คัมภีรฉันทศาสตร กลาวถึงเรื่องการดูน้ำนมดีและน้ำนมชั่ว 4) จารึกตำรายาวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กลาวถึงเรื่องโลหิตระดูสตรี แมซื้อ เรื่องครรภรักษา ยาที่ใชในหญิงหลังคลอด รวมทั้งเรื่องการดูแลเด็ก ปจจุบัน “การผดุงครรภไทย” เปนศาสตรแขนงหนึ่งในหลักวิชาการแพทยแผนไทยเกี่ยวกับการดูแล มารดาและทารก ตั้งแตระยะเริ่มตั้งครรภจนกระทั่งคลอด มีการจัดการเรียนการสอนในสถาบันหรือ สถานพยาบาล และสถาบันการศึกษา ซึ่งมีทั้งสาขาการแพทยแผนไทยและสาขาการแพทยแผนไทยประยุกต ดังนี้ 1. สถาบันหรือสถานพยาบาลซึ่งไดรับอนุญาตใหถายทอดความรูสำหรับการฝกอบรม ในวิชาชีพการแพทยแผนไทย ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทยแผนไทย พ.ศ. 2556 ตามมาตรา 12 (2) (ก) : ดานการผดุงครรภไทย มีจำนวน 56 แหง ดังนี้ 1. โรงเรียนแพทยแผนโบราณ วัดพระเชตุพน จ.กรุงเทพฯ 29. คลินิกการแพทยแผนไทยวัดทินกรนิมิต จ.นนทบุรี 2. คลินิกการแพทยแผนไทยเนตรดาว จ.กรุงเทพฯ 30. คลินิกหมอนภาการแพทยแผนไทย จ.นนทบุรี 3. สมาคมเภสัชและอายุรเวชโบราณแหงประเทศไทย จ.กรุงเทพฯ 31. โรงพยาบาลการแพทยแผนไทยและการแพทย ผสมผสาน กรมการแพทยแผนไทยฯ จ.นนทบุรี 4. คลินิกการแพทยแผนไทยหมอมราชวงศสอาด ทินกร จ.กรุงเทพฯ 32. กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก จ.นนทบุรี 5. มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา จ.กรุงเทพฯ 33. โรงเรียนเพ็ญแขแพทยแผนไทย จ.ปทุมธานี 6. โครงการอนุรักษภูมิปญญาเภสัชกรรมไทย เวชกรรมไทย คณะเภสัชศาสตร จ.ขอนแกน 34. คลินิกการแพทยแผนไทยบีกินอะเกน จ.ปทุมธานี 7. โรงเรียนขอนแกนชีวเวช จ.ขอนแกน 35. บานมณีรินทรคลินิกการแพทยแผนไทย จ.ปทุมธานี
  • 16.
    6 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 8. ศูนยศึกษาและพัฒนาการแพทยแผนไทย มหาวิทยาลัยขอนแกน 36. วิทยาลัยการแพทยแผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต จ.ปทุมธานี 9. สามัคคีคลินิกการแพทยแผนไทย จ.จันทบุรี 37. สถาบันเวชศาสตรการแพทยแผนไทย มหาวิทยาลัยปทุมธานี จ.ปทุมธานี 10. โกมารภัจจ สหคลินิก จ.ชัยภูมิ 38. วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จ.พิษณุโลก 11. โรงเรียนการแพทยแผนไทยจันทนี จ.เชียงราย 39. คลินิกการแพทยแผนไทย สมาคมแพทย แผนไทยเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ จ.เพชรบุรี 12. มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย จ.เชียงราย 40. วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร จ.มุกดาหาร 13. โรงเรียนจงรักษนวดแผนไทย จ.เชียงใหม 41. ภพอโรคยา คลินิกการแพทยแผนไทย จ.ราชบุรี 14. โรงเรียนพัฒนาปญญาไท จ.เชียงใหม 42. คลินิกประสาทแพทยแผนไทย จ.ลพบุรี 15. คลินิกเจดียแมครัวการแพทยแผนไทย จ.เชียงใหม 43. คลินิกพิพัฒนาภรณการแพทยแผนไทย จ.ลพบุรี 16. รวมโชคคลินิกการแพทยแผนไทย จ.เชียงใหม 44. คลินิกแพทยแผนไทยอโรคยาศาสตร จ.ศรีษะเกษ 17. โรงเรียนภัทรเวชสยามแผนไทย จ.เชียงใหม 45. คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร จ.สกลนคร 18. โรงเรียนไทยสปาบูรพา จ.ตราด 46. โรงเรียนเวชศาสตรแผนไทยสงขลา จ.สงขลา 19. วิทยาลัยชุมชนตาก จ.ตาก 47. โรงเรียนสงเสริมสุขภาพแผนไทย จ.สงขลา 20. คลินิกการแพทยแผนไทยปฐมเจดีย จ.นครปฐม 48. คลินิกแพทยแผนไทยสมบูรณเวชรัถการ จ.สงขลา 21. สิริภัจจสหคลินิก จ.นครปฐม 49. คลินิกการแพทยแผนไทยเมืองสิงขระ จ.สงขลา 22. วิทยาลัยนครราชสีมา จ.นครราชสีมา 50. สมานคุณคลินิกการแพทยแผนไทย จ.สงขลา 23. คลินิกรักษสุขภาพแผนไทย จ.นครศรีธรรมราช 51. ดวงจันทรคลินิกการแพทยแผนไทย จ.สุราษฎรธานี 24. สถานพยาบาลรวมแพทยแผนไทย จ.นครศรีธรรมราช 52. โรงเรียนแพทยแผนไทยอุดรธานี จ.อุดรธานี 25. คลินิกปญญาวุธการแพทยแผนไทย จ.นครศรีธรรมราช 53. สถานพยาบาลแผนโบราณหมอองอาจ จ.อุตรดิตถ 26. คลินิกการแพทยแผนไทยหมอลัดดา จ.นครสวรรค 54. คลินิกการแพทยแผนไทยชลิต จ.อุบลราชธานี 27. โรงเรียนภัทรเวชสยาม จ.นนทบุรี 55. สุดารัตนคลินิกการแพทยแผนไทย จ.อุบลราชธานี 28. คลินิกการแพทยแผนไทย แผนไทยโอสถ จ.นนทบุรี 56. โอเอ็มดีคลินิกการแพทยแผนไทย จ.ปทุมธานี ตารางที่ 1.1 สถาบันหรือสถานพยาบาลซึ่งไดรับอนุญาตใหถายทอดความรูสำหรับการฝกอบรม ในวิชาชีพการแพทยแผนไทย ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทยแผนไทย พ.ศ. 2556 ตามมาตรา 12 (2)(ก) ที่มา : สภาการแพทยแผนไทย, ขอมูล ณ วันที่ 23 พฤษภาคม 2567
  • 17.
    7 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 2. สถาบันที่จัดการศึกษาระดับปริญญาหรือประกาศนียบัตรเทียบเทาปริญญา สาขาการแพทยแผนไทย ที่สภาการแพทยแผนไทยรับรองตามพระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทยแผนไทย พ.ศ. 2556 ตามมาตรา 12 (2) (ข) มีจำนวน 25 แหง ดังนี้ ลำดับ สถาบัน 1 วิทยาลัยการแพทยพื้นบานและการแพทยทางเลือก มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย 2 คณะแพทยแผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต 3 คณะแพทยแผนไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร 4 คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร 5 คณะแพทยแผนไทยและแพทยทางเลือก มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี 6 คณะวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏบานสมเด็จเจาพระยา 7 คณะวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร 8 คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยรามคำแหง 9 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดยะลา สถาบันพระบรมราชชนก 10 วิทยาลัยมวยไทยศึกษาและการแพทยแผนไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏหมูบานจอมบึง 11 คณะพยาบาลศาสตรและวิทยาการสุขภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี 12 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี สถาบันพระบรมราชชนก สถาบันรวมผลิตมหาวิทยาลัยบูรพา 13 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดพิษณุโลก สถาบันพระบรมราชชนก 14 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทยและสาธารณสุขกาญจนาภิเษกจังหวัดนนทบุรี สถาบันพระบรมราชชนก 15 คณะวิทยาการสุขภาพและการกีฬา มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง 16 คณะวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย 17 สาขาวิทยาศาสตรสุขภาพ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 18 คณะสหเวชศาสตร มหาวิทยาลัยปทุมธานี 19 วิทยาลัยการแพทยบูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต 20 คณะสาธารณสุขศาสตร มหาวิทยาลัยเฉลิมกาญจนา 21 คณะสหเวชศาสตร วิทยาลัยนครราชสีมา 22 คณะสหเวชศาสตร วิทยาลัยนอรทเทิรน 23 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดตรัง สถาบันพระบรมราชชนก 24 คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 25 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี สถาบันพระบรมราชชนก ตารางที่ 1.2สถาบันที่จัดการศึกษาระดับปริญญาหรือประกาศนียบัตรเทียบเทาปริญญาสาขาการแพทยแผนไทย ที่มา : สภาการแพทยแผนไทย, ขอมูล ณ วันที่ 23 พฤษภาคม 2567
  • 18.
    8 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 3. สถาบันที่จัดการศึกษาระดับปริญญาหรือประกาศนียบัตรเทียบเทาปริญญา สาขาการแพทย แผนไทยประยุกต ที่สภาการแพทยแผนไทยรับรองตามพระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทยแผนไทย พ.ศ. 2556 มีจำนวน 12 แหง ดังนี้ ลำดับ สถาบัน 1 สถานการแพทยแผนไทยประยุกต คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล 2 สถานการแพทยแผนไทยประยุกต คณะแพทยศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร 3 คณะการแพทยบูรณาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 4 คณะสาธารณสุขศาสตรและสหเวชศาสตร สถาบันพระบรมราชชนก วิทยาลัยการแพทยแผนไทยอภัยภูเบศร 5 วิทยาลัยสหเวชศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา 6 สำนักวิชาการแพทยบูรณาการ มหาวิทยาลัยแมฟาหลวง 7 คณะแพทยศาสตร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 8 คณะสาธารณสุขศาสตร มหาวิทยาลัยนเรศวร 9 คณะแพทยศาสตร มหาวิทยาลัยพะเยา 10 คณะวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร 11 สำนักวิชาแพทยศาสตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ 12 คณะสหเวชศาสตร มหาวิทยาลัยบูรพา ตารางที่ 1.3 สถาบันที่จัดการศึกษาระดับปริญญาหรือประกาศนียบัตรเทียบเทาปริญญา สาขาการแพทยแผนไทยประยุกต ที่มา : สภาการแพทยแผนไทย, ขอมูล ณ วันที่ 23 พฤษภาคม 2567 ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ไดออกประกาศใหสอดคลองกับกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา แหงชาติ โดยกำหนดใหสถาบันอุดมศึกษาใดที่จัดการศึกษาหลักสูตรระดับปริญญาตรี สาขาการแพทยแผนไทย ตองมีมาตรฐานไมต่ำกวา “มาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรี สาขาการแพทยแผนไทย พ.ศ. 2560” โดยโครงสรางหลักสูตร กลุมวิชาการผดุงครรภไทย มีจำนวนหนวยกิตไมนอยกวา 7 หนวยกิต จะตองครอบคลุม เนื้อหาสาระ ดังนี้ ความหมายและความสำคัญของการผดุงครรภไทย กายวิภาคศาสตรและสรีรวิทยาการ ตั้งครรภ การสงเสริมสุขภาพและการดูแลมารดาและทารกระยะกอนคลอด ระหวางคลอดและหลังคลอดตาม แนวทางการแพทยแผนไทย ความผิดปกติของมารดาและทารก การสงตอผูปวย วิธีการทำคลอดในรายปกติ ที่ไมมีภาวะแทรกซอน โดยเนนการดูแลมารดาหลังคลอดดวยวิธีการแพทยแผนไทย ไดแก การอยูไฟ การทับ หมอเกลือ การอบ ประคบ และการนวดหลังคลอด ในสวนมาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรี สาขาการแพทยแผนไทยประยุกต ตามประกาศ “มาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรี สาขาการแพทยแผนไทยประยุกต พ.ศ. 2554” กำหนดโครงสรางหลักสูตร กลุมวิชาผดุงครรภ ไมนอยกวา 4 หนวยกิต ครอบคลุมเนื้อหาสาระ ดังนี้ กายวิภาคศาสตรและสรีรวิทยาของ การตั้งครรภ การวินิจฉัยการตั้งครรภ การดูแลหญิงในระยะตั้งครรภภาวะแทรกซอนที่มีผลตอการตั้งครรภ
  • 19.
    9 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด กลไกการคลอด หลักและวิธีการทำคลอดในรายปกติ หลักการและวิธีการดูแลหญิงตั้งครรภจนถึงหลังคลอด ดวยศาสตรการแพทยแผนไทย หลักการดูแลทารกแรกคลอด การใหนมบุตร และการวางแผนครอบครัว โดยผูที่ศึกษาในสาขาการแพทยแผนไทยและการแพทยแผนไทยประยุกต จากสถาบันหรือ สถานพยาบาล และสถาบันการศึกษา จะตองสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเสียกอน จึงสามารถปฏิบัติงานใน โรงพยาบาล หรือใหการรักษาแกผูปวยได โดยปจจุบันมีผูประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทย (เฉพาะดานการ ผดุงครรภไทย) และการแพทยแผนไทยประยุกต ตั้งแต ป 2540 - 2566จำแนกประเภท ดังนี้ ประเภท จำนวน (คน) ผูประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทย ตามมาตรา 12 (2) (ก) (เฉพาะดานการผดุงครรภไทย) 10,604 ผูประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทย ตามาตรา 12 (2) (ข) (เฉพาะดานการผดุงครรภไทย) 6,139 ผูประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทยประยุกต 4,729 ตารางที่ 1.4 จำนวนผูประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทย (ก) (ข) และการแพทยแผนไทยประยุกต ที่มา :สภาการแพทยแผนไทย, ขอมูล ณ วันที่ 12 มีนาคม 2566 นอกจากนี้ ผูชวยแพทยแผนไทย เปนบุคคลที่สามารถประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทย ดานการผดุงครรภไทยไดตามระเบียบ ดังนี้ 1) ตามระเบียบกระทรวงสาธารณสุขวาดวยบุคคลซึ่งกระทรวง ทบวง กรม เทศบาล องคการบริหาร สวนจังหวัด องคการบริหารสวนตําบล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องคกรปกครองสวนทองถิ่นรูปแบบพิเศษ อื่นตามที่มีกฎหมายกําหนด หรือสภากาชาดไทย มอบหมายใหประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทย ในความ ควบคุมของเจาหนาที่ ซึ่งเปนผูประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทยหรือผูประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทย ประยุกต หรือผูประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2560 2) ตามระเบียบกระทรวงสาธารณสุขวาดวยบุคคลซึ่งปฏิบัติงานในสถานพยาบาล ตามกฎหมาย วาดวยสถานพยาบาล กระทําการประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทยหรือการประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทย ประยุกต ในความควบคุมของผูประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทยหรือผูประกอบวิชาชีพการแพทย แผนไทยประยุกต พ.ศ. 2560
  • 20.
    10 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด จำนวนผูชวยแพทยแผนไทยในหนวยบริการสุขภาพของรัฐ ขอมูลจาก HDC Service กระทรวง สาธารณสุข ณ วันที่ 16 เม.ย. 2563 มี 5,204 คน ดังนี้ หนวยบริการ จำนวนผูชวยแพทยแผนไทย (คน) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด 4 สถานีอนามัย 3,732 สถานบริการสาธารณสุขชุมชน 4 โรงพยาบาลศูนย 68 โรงพยาบาลทั่วไป 139 โรงพยาบาลชุมชน 1,108 ศูนยสุขภาพชุมชน ของ รพ. 20 ศูนยสุขภาพชุมชน สธ. 8 โรงพยาบาล นอก สธ. 75 ศูนยบริการสาธารณสุข 12 ไมระบุ 34 รวม 5,204 ตารางที่ 1.5 จำนวนผูชวยแพทยแผนไทยในหนวยบริการสุขภาพของรัฐ ที่มา : HDC Service กระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 16 เม.ย. 2563 อางใน รายงานการสาธารณสุขไทย ดานการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก พ.ศ. 2560-2563. ในสวนผูชวยแพทยแผนไทยที่ปฏิบัติงานอยูในโรงพยาบาลเอกชนหรือคลินิกการแพทยแผนไทยยังไมมี การสำรวจวามีจำนวนเทาใด ที่ใดบาง ทั้งนี้ การบริการการแพทยแผนไทย ดานการผดุงครรภไทย สามารถเบิกคาบริการสำหรับฟนฟูสุขภาพ มารดาหลังคลอด จากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแหงชาติไดในป 2553 เปนตนมา โดย กรณีคลอดปกติ เริ่มใหบริการไดหลังจากคลอดแลว 2-7 วัน กรณีผาตัดคลอด ใหบริการได หลังจากวันที่ผาตัดคลอดแลว 1 เดือน ชุดบริการฟนฟูสุขภาพมารดาหลังคลอดดวยการแพทยแผนไทย (Postpartum care) ประกอบดวย การนวดไทย การอบไอน้ำสมุนไพร การประคบสมุนไพร การทับหมอเกลือ การใหคำแนะนำในการดูแลตนเอง หลังคลอด
  • 21.
    11 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด โดยมีเงื่อนไข/หลักเกณฑในการเขารับบริการ คือ เปนการใหบริการประเภทบริการผูปวยนอกทั่วไป มีรหัสโรคตาม ICD-10 หรือ ICD-10Thai med และรหัสหัตถการการแพทยแผนไทยครบ 5 กิจกรรม/ครั้ง ดังนี้ รหัส 9007712 : การบริบาลหญิงหลังคลอดดวยการทับหมอเกลือที่ทั่วรางกาย รหัส 9007713 : การบริบาลหญิงหลังคลอดดวยการนวดที่ทั่วรางกาย รหัส 9007714 : การบริบาลหญิงหลังคลอดดวยการประคบสมุนไพรที่ทั่วรางกาย รหัส 9007716 : การบริบาลหญิงหลังคลอดดวยการอบไอน้ำสมุนไพรที่ทั่วรางกาย รหัส 9007730 : การบริบาลหญิงหลังคลอดดวยการปฏิบัติตัวสำหรับหลังคลอดที่ทั่วรางกาย ซึ่งจะตองรับบริการรวมไมเกิน 5 ครั้ง/3 เดือน หลังจากวันที่คลอด และไมเกินวันละ 1 ครั้ง
  • 22.
    12 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด เอกสารอางอิง 1. กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข. ตำราภูมิปญญาการผดุงครรภไทย. พิมพครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: จุฑาเจริญทรัพย; 2560. 2. กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. รายงานการสาธารณสุขไทย ดานการแพทยแผนไทยและ การแพทยทางเลือก พ.ศ. 2560-2563. พิมพครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: บริษัท คอมมา ดีไซนแอนดพริ้น จำกัด; 2564. 3. นภนาท อนุพงศพัฒน. หอจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑสุขภาพไทย. คัมภีรครรภทรักษาของหมอบรัดเล การเขามาของความรูผดุงครรภตะวันตกในไทย. เผยแพรเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2566. เขาถึงไดจาก https://www.hfocus.org/content/2013/11/5314 สืบคน 11 มีนาคม 2567. 4. ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรี สาขาการแพทยแผนไทย พ.ศ. 2560 ลงวันที่ 18 กันยายน 2560. ราชกิจจานุเบกษา เลม 134 ตอนพิเศษ 271 ง วันที่ 6 พฤศจิกายน 2560. 5. ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรี สาขาการแพทยแผนไทยประยุกต พ.ศ. 2554 ลงวันที่ วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2554 ราชกิจจานุเบกษา เลม 129 ตอนพิเศษ 54 ง วันที่ 23 มีนาคม 2554. 6. มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงคในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร. การผดุงครรภไทย. เขาถึงไดจาก https://www.saranukromthai.or.th/sub/book/book.php?book=33&chap=8&page=t33-8- infodetail06.html สืบคน 19 มกราคม 2567. 7. วีริสา ทองสง. บทบาทและภูมิปญญาพื้นบานของหมอตำแยในจังหวัดพัทลุง. วิทยานิพนธ หลักสูตรปริญญา การแพทยแผนไทยมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร. 2559. 8. สภาการแพทยแผนไทย. รายชื่อสถาบันที่จัดการศึกษาระดับปริญญาหรือประกาศนียบัตรเทียบเทาปริญญา สาขาการแพทยแผนไทย ที่สภาการแพทยแผนไทยรับรองตามพระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทยแผนไทย พ.ศ. 2566. เขาถึงไดจาก https://thaimed.or.th สืบคน 23 พฤษภาคม 2567. 9. สภาการแพทยแผนไทย. รายชื่อสถาบันที่จัดการศึกษาระดับปริญญาหรือประกาศนียบัตรเทียบเทาปริญญา สาขาการแพทยแผนไทยประยุกต ที่สภาการแพทยแผนไทยรับรองตามพระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทย แผนไทย พ.ศ. 2566. เขาถึงไดจาก https://thaimed.or.th สืบคน 23 พฤษภาคม 2567. 10. สภาการแพทยแผนไทย. รายชื่อสถาบันหรือสถานพยาบาลซึ่งไดรับอนุญาตใหถายทอดความรูสำหรับการ ฝกอบรมในวิชาชีพการแพทยแผนไทย ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทยแผนไทย พ.ศ. 2556. เขาถึงได จาก https://thaimed.or.th สืบคน 23 พฤษภาคม 2567. 11. สภาการแพทยแผนไทย. เอกสารขอมูลจำนวนผูประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทย ตามมาตรา 12 (2) (ก) ป 2540 – 2566 จำนวนผูประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทย ตามาตรา 12 (2) (ข) ป 2540 – 2566 และ จำนวนผูประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทยประยุกต ป 2540 – 2566. 12 มีนาคม 2566.
  • 23.
    13 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 12. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแหงชาติ. งบบริการการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. เอกสารการ ประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินงานบริการปฐมภูมิและนวัตกรรมบริการ ปงบประมาณ 2567 สำนักงาน หลักประกันสุขภาพแหงชาติ เขต 6 ระยอง วันที่ 19 ธันวาคม 2566. เขาถึงไดจาก https://rayong.nhso.go.th/files/userfiles/file/661214_fund67/D19 สืบคน 23 พฤษภาคม 2567. 13. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแหงชาติ. แนวเวชปฏิบัติดานการแพทยแผนไทย (วพท.) สำหรับฟนฟูสุขภาพ แมหลังคลอด พ.ศ.2553 ในระบบหลักประกันสุขภาพถวนหนา. 17 มีนาคม 2553. 14. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแหงชาติ. เอกสารชี้แจงการบริหารจัดการบริการการแพทยแผนไทยในระบบ หลักประกันสุขภาพแหงชาติ ปงบประมาณ 2563. เขาถึงไดจาก http://pbhd.moph.go.th สืบคน 12 มีนาคม 2566. 15. สำนักงานอุทยานการเรียนรู สังกัดสำนักงานบริหารและพัฒนาองคความรู (องคการมหาชน). คำภีรครรภทรักษาหมอบรัดเล ด็อกเตอรแดน บีช บรัดเล (Dr. Dan Beach Bradley). เขาถึงไดจาก http://valuablebook2.tkpark.or.th/2015/1/book_index.html สืบคน 11 มีนาคม 2567. 16. สำนักวรรณกรรมเเละประวัติศาสตร. แรกรับวิชาผดุงครรภแผนตะวันตกในสยาม. เขาถึงไดจาก https://www.finearts.go.th/literatureandhistory สืบคน 11 มีนาคม 2567. 17. สุพรรณฉัตร หนูสวัสดิ์, อนุวัฒน วัฒนพิชญากุล. สภาพการดำเนินงานและปญหาการพัฒนางานดาน การผดุงครรภไทย ในโรงพยาบาลรัฐของประเทศไทย. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและ เทคโนโลยีอีสเทิรน. 2565. 18. อภิรัช อินทรางกูร ณ อยุธยา. ความรูเบื้องตนการพยาบาลผดุงครรภเลม 1. เชียงใหม: ครองชางพริ้นติ้ง จำกัด; 2554. 19. Pavinee Bunnag. History of Nursing and Midwifery in Siam from 1896 to 1935: The Colonial Context of Modernization. Faculty of Liberal Arts, Thammasat University. Thammasat Journal of History, Vol.8, No.1 (January - June 2021)
  • 24.
  • 25.
    15 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด บทที่ 2 การเตรียมตัวกอนตั้งครรภ 1. ทฤษฎีวาดวยการเกิดของมนุษยตามตำราการแพทยแผนไทย 2. องคประกอบของชีวิตทางการแพทยแผนไทย 3. การดูแลสุขภาพบุรุษและสตรี 3.1 สมดุลสุขภาพตามธาตุกำเนิด/เจาเรือน 3.2 ลักษณะสตรีที่แตกตางจากบุรุษ และลักษณะที่ดีของบุรุษและสตรี 3.3 โรคทางคัมภีรแพทยแผนไทยที่เกี่ยวของกับบุรุษและสตรี 3.4 หลักการดูแลสุขภาพเพื่อเตรียมความพรอมในการมีบุตร 4. การสงเสริมสุขภาพเพื่อปรับสมดุลรางกายดวยศาสตรการแพทยแผนไทย 4.1 การนวดกอนตั้งครรภ 4.2 ยาปรับโลหิตระดูสตรี
  • 26.
    16 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 1. ทฤษฎีวาดวยการเกิดของมนุษยตามตำราการแพทยแผนไทย การกำเนิดมนุษยโดยทรรศนะการแพทยแผนไทย มีความสอดคลองกับทรรศนะของพระพุทธศาสนา กลาวคือ ชีวิตทารกในครรภที่จะกำเนิดมานั้น ตองประกอบดวยรูปธรรม (มหาภูตรูป 4 หรือธาตุทั้ง 4 ไดแก ดิน น้ำ ลม และไฟ) กอนแลวนามธรรม (จิตวิญญาณ) จึงอาศัยเกิดขึ้นภายหลัง โดยการแปรปรวนของรูปของ เหลามนุษยจะผันแปรไปตามสมุฏฐานคือ อุตุสมุฏฐาน (เขตภูมิอากาศของประเทศที่ทารกถือกำเนิด) ประเทศ สมุฏฐาน (สภาพสิ่งแวดลอม ถิ่นที่อยูอาศัยของทารกนั้น) และไปตามราคะณัคคี (ไฟราคะ หรือสัญชาติญาณ ในการสืบเผาพันธุ) ของชายและหญิง ทั้งนี้ เมื่อเชื่อมโยงขอมูลสวนของคัมภีรแพทยแผนไทยซึ่งมีรากฐาน มาจากพระไตรปฎก โดยเฉพาะพระสูตรอัคคัญญสูตร ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาไดตรัสถึงเรื่องการกำเนิด จักรวาล โลก สรรพสิ่งตาง ๆ และกำเนิดแหงมนุษย จากตำราเวชศาสตรฉบับหลวง ฉบับรัชกาลที่ 5 ใน “พระคัมภีรปฐมจินดา” ผูกที่ 1 ปริเฉทที่ 1 ตอนที่ 3 วาดวยครรภปฏิสนธิ เปนลักษณะแหงการตั้งครรภ กลาวถึงการกำเนิดของทารกมนุษยวา เมื่อจะปฏิสนธิ จะตองมีองคประกอบพรอมทั้ง 3 ประการ ดังนี้ 1) ธาตุทั้ง 4 (มหาภูตรูป) ของบิดาและมารดา ครบบริบูรณ 2) ธาตุทั้ง 4 นั้น ระคนกันเขา (หมายถึงมีการรวมประเวณีกัน) ในการแพทยแผนไทย เรียกวา โลหิต ของบิดาระคนเขากับโลหิตของมารดา จึงบังเกิดขึ้นดวยธาตุนํ้า คือ ตอมเลือดของมารดา ทานกลาววา สุขุมัง ปรมาณู (หมายถึง อสุจิ) ของบิดานั้นละเอียดนัก ระคนกันเขากับเลือดของมารดาในครรภ (หมายถึง ไขสุก) 3) มี คันธัพพะ คือ ปฏิสนธิจิตมาเกิด หรือปฏิสนธิวิญญาณมาอาศัย ตามทฤษฎีทางการแพทยแผนไทย เมื่อเกิดการปฏิสนธิขึ้นในครรภของมารดา จะพบวา ภาวะรางกาย ของมารดาจะมี ปตตะ (หมายถึง พลังงานความรอน) เพิ่มขึ้น อุณหภูมิในรางกายของมารดาอาจสูงขึ้นเล็กนอย แตไมไดเปนไข (ตัวรุม ๆ) เพราะเกิดจากการสะสมของเลือดจนรวมเปนกายทารกมาฝงในรางกายของมารดา จากนั้นปตตะจะตองคอย ๆ หยอนลงตามระยะการพัฒนาการของทารก วาตะ (หมายถึง พลังงานลม) ที่เคยพัดแรงในชวงที่ปตตะเริ่มหยอน จะเริ่มนิ่งเพื่อไมใหเกิดการกระเทือนตอครรภและทารก จากนั้นเสมหะ (หมายถึง พลังงานนํ้า) ในกายมารดาจะพัดเพื่อหลอเลี้ยงครรภ และปองกันอันตรายใหกับทารก (เทียบไดกับ ถุงนํ้าครํ่า ในสูติศาสตรตะวันตก) ในที่สุดการตั้งครรภจะทำใหเกิดธาตุดิน คือ อวัยวะตาง ๆ ของทารกจนครบ บริบูรณทุกระบบ จนถึงวันที่ครบกำหนดแหงการคลอด การดูแลรักษาครรภมารดาจึงตองคอยประคอง ใหไฟรอนพอดี ใหลมนิ่งพอดี และนํ้าตองมาเลี้ยงมากพอเพื่อใหดินบวมและฉํ่า เพื่อที่จะเติบโตได จึงเห็นไดวา ในการกำเนิดมนุษยนั้น ดิน (ตัวทารก) จึงลอยอยูบนนํ้า (ถุงนํ้าครํ่า) นํ้าจึงลอยอยูบนลม (ชองวางในมดลูก) ที่คอยพัดประคองอยูในครรภ และลมก็จะอยูบนไฟทั้ง 4 กอง ของมารดา ไดแก สันตัปปคคี (ไฟอุนกาย), ปริทัยหัคคี (ไฟรอนระสํ่าระสาย), ปริณามัคคี (ไฟยอยอาหาร) และชิรณัคคี (ไฟเผาใหแกชรา) ไฟจะตองคอย ควบคุมใหพอดี ไมรอนไมเย็นเกินไปจนเกิดอันตรายตอครรภ แพทยแผนไทยจึงตองคอยสังเกตอาการ ของมารดา โดยเริ่มดูแลตั้งแตมารดาตั้งครรภเพื่อที่จะปรุงยาบำรุงครรภรักษาใหถูกกับอาการแตละชวง
  • 27.
    17 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 2. องคประกอบของชีวิตทางการแพทยแผนไทย ตามหลักทฤษฎีการแพทยแผนไทย กลาววา คนเราเกิดมาในรางกายประกอบดวยธาตุทั้ง 4 คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ซึ่งทฤษฎีการแพทยแผนไทย ใหความหมายของชีวิตวา ชีวิต คือ ขันธ 5 (อันไดแก รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ) รางกายประกอบดวยธาตุทั้ง 4 ไดแก ธาตุดิน (20 ประการ) ธาตุน้ำ (12 ประการ) ธาตุลม (6 ประการ) ธาตุไฟ (4 ประการ) ซึ่งในแตละบุคคลจะมีธาตุเดน เปนธาตุ ประจำตัว เรียกวา “ธาตุเจาเรือน” 3. การดูแลสุขภาพบุรุษและสตรี 3.1 สมดุลสุขภาพตามธาตุกำเนิด/เจาเรือน ธาตุเจาเรือน หมายถึง องคประกอบของธาตุทั้ง 4 ที่รวมกันอยางปกติแตจะมีธาตุอยางใดอยางหนึ่งเดน หรือมากกวาธาตุอื่น ๆ ซึ่งจะเปนบุคลิกลักษณะและอุปนิสัยติดตัวมาตั้งแตแรกเกิด หรือเรียกอีกอยางหนึ่งวา “ธาตุกำเนิด” ภายหลังอาจเปลี่ยนแปลงได เนื่องจากพฤติกรรมการเลี้ยงดูและสิ่งแวดลอม ความรูทางการแพทยแผนไทยเรื่อง “ธาตุกำเนิด” (ธาตุเจาเรือน) มีบันทึกรวบรวมในคัมภีรแพทย แผนไทย ในตำราตาง ๆ ดังนี้ พระคัมภีรปฐมจินดา ผูก 6 ลักษณะตานโจรวาดวยธาตุกำเนิด, ธาตุบรรจบ, ธาตุพิการ, ธาตุแตก, ธาตุอติสาร, บริบูรณโดยสังเขป ดังนี้ อยํ กาโย ธาตุเหตุโก อยํ กาโย ธาตุนิทาโน อยํ กาโย อาหารเหตุโก อยํ กาโย ธาตุนิทาโน ติณณํ อุตูนํ ทวา ทสาการํ อสิ อันวาลักษณะตานโจรอีก 7 จำพวก อันบังเกิดขึ้นดวยธาตุทั้ง 4 นั้น ตองดวยวาระพระบา ี ดังนี้ โดยอธิบายวาเมื่อแรกสัตวจะมาเอาปฏิสนธิในครรภแหงมารดานั้น เมื่อมารดามีครรภตั้งขึ้นในฤดูอันใด ในธาตุอันใด ก็เอาธาตุอันนั้นเปนที่ตั้งแหงกุมารกุมารีนั้นเปนอาทิ ถาแลสัตรีใดมีครรภในเดือน 5 เดือน 6 เดือน 7 ทั้ง 3 เดือนนี้เปนลักษณะแหงเตโชธาตุ อันวากุมารกุมารี ผูนั้นเมื่อตั้งเปนปญจสาขา แลมีอาการ 32 พรอมบริบูรณแลวเมื่อใด จึงตั้งธาตุไฟขึ้นกอนเปนตนแหงธาตุ บรรจบ ถาแลสัตรีใดมีครรภในเดือน 8 เดือน 9 เดือน 10 ทั้ง 3 เดือนนี้เปนลักษณะแหงวาโยธาตุ อันวากุมารกุมารี นั้นเมื่อตั้งมูลปฏิสนธิ พรอมดวยทวดึงษาการ บริบูรณแลวเมื่อใด จึงตั้งธาตุลมกอนเปนตน จึงบรรจบกับ ธาตุแหงมารดา ถาแลสัตรีใดมีครรภในเดือน 11 เดือน 12 เดือน 1 ทั้ง 3 เดือนนี้ เปนลักษณะแหงอาโปธาตุ เมื่อกุมารกุมารี ผูนั้นตั้งมูลปฏิสนธิพรอมดวยอาการ 32 แลว จึงตั้งธาตุน้ำกอนเปนตน จึงบรรจบเขากับธาตุแหงมารดานั้น
  • 28.
    18 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด ถาแลสัตรีใดมีครรภในเดือน 2 เดือน 3 เดือน 4 ทั้ง 3 เดือนนี้เปนลักษณะแหงปถวีธาตุ เมื่อกุมารกุมารี ผูนั้น ตั้งมูลปฏิสนธิพรอมดวยอาการ 32 แลว จึงตั้งธาตุดินกอนเปนตน จึงบรรจบเขากับธาตุแหงมารดานั้น สุดแตมารดานั้นเมื่อแรกมีครรภในฤดูอันใดในธาตุอันใด ธาตุอันนั้นแลฤดูอันนั้นก็เปนที่ตั้งแหงผูนั้น ติดตัวมาตราบเทาจนกุมารแลกุมารีผูนั้นคลอดจากครรภแหงมารดา จนอายุได 5 ขวบ 6 ขวบ ดังนี้ ในเมื่ออายุกุมารแลกุมารีผูนั้นได 5 ขวบ 6 ขวบ สิ้นกำหนดแหงตานทรางแลว จึงบังเกิดตานโจรขึ้นตาง ๆ ถาแพทยวางยาขนานใด ๆ มิฟง ทานใหดูในพระคัมภีรธาตุบรรจบนี้ ใหแกตามธาตุกำเนิดนั้นดวย พระอาจารยเจาทานผอนเปน 4 กองไวใหแพทยผูมีปญญาพึงพิจารณาดูเถิด ในพจนานุกรมศัพทแพทยและเภสัชกรรมแผนไทย “ธาตุกำเนิด” หมายถึง ธาตุที่มาพรอมกับกำเนิดของแตละคน แบงตามเดือนทางจันทรคติที่เริ่มปฏิสนธิใน ทองแมไดเปน 4 ประเภท คือ ผูที่ปฏิสนธิในเดือน 5, 6 และ 7 จะมีธาตุกำเนิดเปนธาตุไฟ ผูที่ปฏิสนธิในเดือน 8, 9 และ 10 จะมีธาตุกำเนิดเปนธาตุลม ผูที่ปฏิสนธิในเดือน 11, 12 และ 1 จะมีธาตุกำเนิดเปนธาตุน้ำ ผูที่ปฏิสนธิในเดือน 2, 3 และ 4 จะมีธาตุกำเนิดเปนธาตุดิน, “ธาตุเจาเรือน” ก็เรียก ในพระคัมภีรฉันทศาสตร กลาวถึงธาตุกำเนิดของกุมาร กุมารี สัมพันธกับวันเกิด ดังนี้ หนึ่งคลอดมาจากครรภ ระวีวัน เสารี เตโช มีเปนอาทิ ศะศิ ครูปถวี อังคารมีวาโย พุฒ อาโป ศุกร ดวยธาตุนี้มวยกับตน โรคระคนทั่วไป ปฤกษาไขจงมั่น ฤดูนั้นเขาจับ อายุกับเพลา เดือนวันมาประมวณ จึ่งใครครวญดวยโทษ ไนยหนึ่งโสดไขนั้น แซกซ้ำกันบางที วาโยดีเจือกัน เสมหะนั้นกับดี เสมหะมีกับลม ใครใหสมอยาเบา อยาฟงเขาผูอื่น คัมภีรยืนเปนแน กำหนดแกเจาเรือน อายุเดือนวันเพลา กำเริบมาเปน แซก ไขมาแขก อยากลัว ถึงมึนมัวซบเซา ถาไขเจาเรือนไป ไขแขกไมอาจอยู อนึ่งเล็งดูในไข พอยาไดจึ่งยา ไมรูอยาควรทำ จักเกิดกรรมเกิดโทษ กลาวโดยสรุป คือ ผูที่เกิดวัน อาทิตย และ เสาร จะมีธาตุกำเนิดเปน ธาตุไฟ ผูที่เกิดวัน จันทร และ พฤหัสบดี จะมีธาตุกำเนิดเปน ธาตุดิน ผูที่เกิดวัน อังคาร และ พุธ (กลางคืน) จะมีธาตุกำเนิดเปน ธาตุลม ผูที่เกิดวัน พุธ (กลางวัน) และ ศุกร จะมีธาตุกำเนิดเปน ธาตุน้ำ "ธาตุเจาเรือน" มี 2 ลักษณะ คือ ธาตุเจาเรือนเกิด ซึ่งจะเปนไปตาม วันเดือนปเกิด และธาตุเจาเรือน ปจจุบัน ที่พิจารณาจากบุคลิกลักษณะ อุปนิสัยและภาวะดานสุขภาพ เมื่อธาตุทั้งสี่ในรางกายสมดุล หมายเหตุ : ลักษณะธาตุเจาเรือนตามเดือนเกิดนั้น สิ้นสุดเมื่อผูคน อายุได 5-6 ขวบ
  • 29.
    19 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด บุคคลจะแข็งแรงไมเจ็บปวย แตหากขาดความสมดุลมักเกิดความเจ็บปวยดวยโรคที่เกิดจากจุดออนดานสุขภาพ ของแตละบุคคลตามเรือนธาตุที่ขาดความสมดุลนั้น ดังนั้นเพื่อเปนการปองกันปญหาความเจ็บปวยที่อาจเกิดขึ้น การปรับพฤติกรรมการบริโภคอาหารของแตละคนในชีวิตประจำวัน โดยใชรสของอาหารที่เปนยามาปรับสมดุล ของรางกายเพื่อปองกันความเจ็บปวย ทฤษฎีธาตุเจาเรือนกับการนำไปประยุกตใชในการดูแลสุขภาพ ธาตุเจาเรือนเกิดจากเดือนปฏิสนธิตามคัมภีรปฐมจินดา (คือนับเวลาเดือนเริ่มตนที่คุณแมเริ่มตั้งครรภ) เดือนปฏิสนธิ เดือนทางจันทรคติ (ฤดู 4) เดือนทางสุริยะคติ ธาตุ กำเนิด รสอาหาร ปรับสมดุล 5, 6 และ 7 แรม 1 ค่ำ เดือน 4 ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 ประมาณ มี.ค.-มิ.ย. ไฟ ขม เย็น จืด 8, 9 และ 10 แรม 1 ค่ำ เดือน 7 ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 ประมาณ มิ.ย.-ก.ย. ลม เผ็ดรอน 11, 12 และ 1 แรม 1 ค่ำ เดือน 10 ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 1 ประมาณ ก.ย.-ธ.ค. น้ำ เปรี้ยว ขม 2, 3 และ 4 แรม 1 ค่ำ เดือน 1 ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ประมาณ ธ.ค.-มี.ค. ดิน ฝาด หวาน มัน เค็ม ตารางที่ 2.1แสดงขอมูลสรุปธาตุกำเนิดจากเดือนปฏิสนธิตามคัมภีรปฐมจินดา ธาตุเจาเรือนปจจุบันที่พิจารณาจากบุคลิกลักษณะภาวะดานสุขภาพตามคัมภีรวรโยคสาร และตำราอายุรเวทศึกษา ธาตุ ลักษณะ ความเจ็บปวยที่ตองระวัง ตัวอยางอาหารแนะนำ ไฟ รางเล็ก ผิวแหง ผมนิ่ม เสียง เล็ก ความผิดปกติของฮอรโมน ตับอักเสบ อาการไข ผักบุง ตำลึง ยานาง บัวบก ลม รางผอม ผิวแหง ผมบาง เสียงต่ำ ความดันโลหิตสูง ทองอืด อัมพฤกษ อัมพาต ขิง ขา ตะไคร พริกไทย น้ำ รางทวม ผิวสดใส ผมหนา เสียงนุม ไขหวัด ระบบไหลเวียนโลหิต-ปสสาวะ ขี้เหล็ก สะเดา มะนาว สม ดิน รางใหญ ผิวคล้ำ ผมหนา เสียงใหญ หัวใจ ระบบทางเดินอาหาร-กลามเนื้อ- สืบพันธุ ถั่วตางๆ น้ำผึ้ง เกลือ ตารางที่ 2.2แสดงขอมูลสรุปธาตุเจาเรือนที่พิจารณาจากบุคลิกลักษณตามคัมภีรวรโยคสาร และตำราอายุรเวทศึกษา
  • 30.
    20 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 3.2 ลักษณะสตรีที่แตกตางจากบุรุษและลักษณะที่ดีของบุรุษและสตรี 3.2.1 ลักษณะที่แตกตางของสตรีกับบุรุษ องคความรูทางการแพทยแผนไทยที่เกี่ยวของกับการผดุงครรภไทย มีการกลาวถึงลักษณะสตรีที่แตกตาง จากบุรุษซึ่งสัมพันธตอการประเมินสุขภาพ โดยมีระบุอยูในคัมภีรปฐมจินดาและคัมภีรมหาโชตรัต ตามรายละเอียด ดังนี้ คัมภีรปฐมจินดา เปนตำราวาดวยโรคของมารดาและทารก ความผิดปกติของการมีระดู โรคโลหิตระดู ปกติโทษ ซึ่งวาดวยเรื่องราวกำเนิดชีวิตมนุษย (พรหมปุโรหิต) ตั้งแตแรกปฏิสนธิ การเจริญเติบโตของทารก ในครรภ การรักษาครรภ การคลอด การเกิดโรคของทารก การรักษาสุขภาพของมารดาและกลาวถึง ความแตกตางของสตรีเพศกับบุรุษเพศ ซึ่งมีความแตกตาง 2 ประการ คือ 1) ตอมเลือด (มดลูก) 2) น้ำนมสำหรับเลี้ยงบุตร คัมภีรมหาโชตรัต เปนตำราวาดวยโรคสตรีโดยเฉพาะ กลาวถึง ลักษณะสตรีที่มีความแตกตางจากบุรุษ โรคโลหิตระดูสตรีปกติโทษ ระดูทุจริตโทษ และสตรีชาติโทษ ซึ่งวาดวยปฐมสัตว มนุษยอันเกิดมาเปนรูปสตรีภาพ ตั้งแตคลอดจากครรภมารดา มีกายแตกตางจากชาย 4 ประการ คือ 1) ถันประโยธร (เตานม) 2) จริตกิริยา (การแสดงออกของรางกาย) 3) ที่ประเวณี (อวัยวะเพศ) 4) ตอมโลหิตระดู (มดลูก) 3.2.2 ลักษณะที่ดีของบุรุษและสตรี หลักธรรมสำหรับการครองเรือน ที่สอนใหคูครองมีความสมกันทั้งหลายก็ดี ใหรูจักปฏิบัติหนาที่ ถนอมรักษาน้ำใจกันดวยประการตาง ๆ ก็ดี รวมทั้งหมดนี้ ลวนมีความมุงหมายเพื่อใหการครองเรือนของคูสามีภรรยา เปนไปในทางที่สงเสริมคุณคาแหงชีวิตของกันและกัน และเปนเครื่องอุปถัมภสงเสริมเพิ่มพูนกำลังแกกัน เชน เมื่อมีคุณธรรมความดีอยูแลว ก็จักไดบำเพ็ญคุณธรรมความดีเหลานั้นใหเพิ่มพูนยิ่ง ๆ ขึ้นไป เมื่อกระทำ ประโยชนตนอยูก็จักไดกระทำประโยชนนั้นใหเขมแข็งหนักแนนยิ่ง ๆ ขึ้นไป เมื่อบำเพ็ญประโยชนผูอื่นอยู ก็จักไดมีกำลังชวยกันบำเพ็ญประโยชนนั้นใหกวางขวางไดผลดียิ่ง ๆ ขึ้นไป เปนการสรางเสริมความสุข ความเจริญกาวหนาทั้งแกชีวิตตนเอง ชีวิตคูครอง และชีวิตอื่นๆ ที่เกี่ยวของ ตลอดถึงสังคมสวนรวม ทำตนใหเปน ผูควรไดชื่อวาเปน สัตบุรุษ หรือ สัปปุรุษ สัตบุรุษ (อานวา สัดบุหรุด) แปลวา คนดี คนสงบ คนที่พรอมมูลดวยธรรม สัตบุรุษ หมายถึงคนที่มีคุณธรรม คนที่เปนสัมมาทิฐิ คนที่ประพฤติธรรมเปนปกติ สัตบุรุษ ในทางปฏิบัติคือคนที่ประกอบดวยสัปปุริสธรรม 7 ประการ ประกอบดวย 1) ธัมมัญ ุตา เปนผูรูจักเหตุ 2) อัตถัญ ุตา เปนผูรูจักผล 3) อัตตัญ ุตา เปนผูรูจักตน
  • 31.
    21 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 4) มัตตัญ ุตา เปนผูรูจักประมาณ 5) กาลัญ ุตา เปนผูรูจักกาล 6) ปริสัญ ุตา เปนผูรูจักหมูคน 7) ปุคคลัญ ุตา เปนผูรูจักบุคคล กลาวโดยสรุป คือ บุคคลที่จะเปนสัตบุรุษไดจะตองเปนผูอุดมดวยศีล สมาธิ ปญญา เปนผูมีจิตใจผองใส มีความคิดดี มีคุณธรรม ดำเนินชีวิตอยูดวยปญญา ฉลาดในการหาเหตุผล เปนผูคิดดีเปนปกติวิสัย และเปนผูทำดีเปนปกติวิสัย ดังนั้น ชีวิตครองเรือนที่มุงหมายสอดคลองตามหลักธรรมในพระศาสนา จึงไดแกชีวิตที่คู วิวาหมารวมอุปถัมภซึ่งกันและกัน เพิ่มพูนคุณคาแหงชีวิตทั้งสอง ทวีกำลังในการบำเพ็ญประโยชนสุขใหภิญโญ แผไพศาล คูสมรสใดดำเนินชีวิตครอบครัวของตนใหมีคุณลักษณะสมดังที่ไดพรรณนามา ก็จักไดชื่อวา เปนคูครองที่ควรยกยองสรรเสริญ ควรนับวาเปนชีวิตครองเรือนที่ประสบความสำเร็จดวยดี 3.3 โรคทางคัมภีรแพทยแผนไทยที่เกี่ยวของกับการผดุงครรภไทย ตามธรรมชาติเมื่อสตรีเขาสูวัยเจริญพันธุ ระบบสืบพันธุเพศหญิงจะมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากไดรับ การกระตุนจากฮอรโมนในรางกาย ทำใหเยื่อบุโพรงมดลูกหนาขึ้นและมีหลอดเลือดมาเลี้ยงเพื่อใหเปน ที่เหมาะสมแกการฝงตัวของตัวออน ซึ่งหากไขที่ตกไมไดรับการผสม ฮอรโมนที่มากระตุนก็จะคอย ๆ ลดลง สงผลใหเยื่อบุโพรงมดลูกหลุดลอกออกมาเปนเลือดประจำเดือน โดยปญหาสุขภาพเกี่ยวกับประจำเดือน ในสตรีที่พบบอย เชน อาการปวดประจำเดือน ประจำเดือนขาด ประจำเดือนมามากผิดปกติ เปนตน โดยอาจสงผลกระทบตอสุขภาพรางกายและการดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติ กลุมอาการเจ็บปวยดังกลาวสอดคลอง กับ “โรคโลหิตระดูสตรี” ตามตำราการแพทยแผนไทยที่ไดระบุไวในคัมภีรปฐมจินดา และคัมภีรมหาโชตรัต ซึ่งอธิบายรายละเอียดในการอางอิงหลักวิชาการทางการผดุงครรภไทยที่สัมพันธกับอาการผิดปกติตาง ๆ มูลเหตุเกิดโรค วิธีการรักษา และตำรับยารักษาในทางการแพทยแผนไทย ไดดังนี้ คัมภีรปฐมจินดา คือ ตำราวาดวยโรคของมารดาและทารก ความผิดปกติของการมีระดู โรคโลหิตระดู ปกติโทษ ซึ่งวาดวยเรื่องราวกำเนิดชีวิตมนุษย (พรหมปุโรหิต) ตั้งแตแรกปฏิสนธิ การเจริญเติบโตของทารก ในครรภ การรักษาครรภ การคลอด การเกิดโรคของทารก การรักษาสุขภาพของมารดา ในคัมภีรปฐมจินดา ไดใหความสำคัญของการมีโลหิตระดูดวยการบำรุงรักษาโลหิตระดูใหบริบูรณ ซึ่งถือเปนการกอเกิดของชีวิตมนุษย การที่จะเกิดการปฏิสนธิในทองของสตรีไดนั้น สตรีจะตองมีโลหิตระดู หรือระบบประจำเดือน ที่สมบูรณเมื่อมีความผิดปกติของระบบประจำเดือนดังกลาว จะตองรีบรักษาหรือแกไขใหเปนปกติโดยเร็ว เมื่อระบบประจำเดือนเปนปกติ มีเลือดสมบูรณดี รางกายแข็งแรง จึงจะมีโอกาสตั้งครรภมากขึ้น ทั้งนี้หากมี ภาวะผิดปกติ เชน ถามีอาการไขในชวงกอนและขณะมีประจำเดือนในลักษณะเดียวกันนี้ทุก ๆ เดือน หรือถามีอาการปวดทอง หรือปวดหลังปวดเอว ก็จะปวดเปนประจำทุก ๆ เดือน หรือกลุมอาการอยางใดอยางหนึ่ง เกิดขึ้นเปนประจำทุกเดือน เมื่อระดูมาแลว อาการก็จะหายไป เปนตน ลักษณะแบบนี้ทางคัมภีรแพทยแผนไทย เรียกวา “โลหิตระดูปกติโทษ” ซึ่งมีสาเหตุจากอวัยวะ 5 ประการ คือ
  • 32.
    22 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด ลักษณะโลหิตระดู บังเกิดแต อาการที่เกิดขึ้น หทัย (หัวใจ) เมื่อไขลง ระส่ำระสาย คลั่งไคล หลงใหล ริมฝปากเขียว ขอบตาเขียว ปตตัง (ดีและตับ) เชื่อมมึน นอนสะดุงหวาดไหว ขวัญกินเถื่อน (ขวัญไมอยูกับตัว) มังสัง (เนื้อ) รอนในผิวเนื้อ ผิวหนังแดงดังลูกตำลึงสุก ขึ้นเปนยอดผดใหคันทั้งตัว นหารู (เสนเอ็น) เจ็บไปทั่วตัว สะบัดรอนสะบัดหนาว ปวดศีรษะ อัฏฐิ (กระดูก) เมื่อยกระดูก เจ็บเอวเจ็บหลัง ตารางที่ 2.3แสดงขอมูลสรุปโลหิตระดูปกติโทษตามคัมภีรปฐมจินดา ในคัมภีรปฐมจินดามีแนวทางการรักษาดวยการประจุโลหิตเนา โลหิตรายกอน (ขับเลือดเสียทิ้งกอน) จากนั้นจึงใหยาบำรุงโลหิตและยาบำรุงธาตุใหธาตุปกติดีแลว โลหิตจึงงามบริบูรณ และเมื่อทารกคลอดออกมา โลหิตระดูยังเกี่ยวของกับการเลี้ยงดูทารก เนื่องจากโลหิตระดูจะสงผลตอน้ำนมที่ใชเลี้ยงทารก หากน้ำนมไมดี ตองทำใหเปนน้ำนมที่ดีกอน ดวยการให ยาประสะน้ำนม1 กอน คัมภีรมหาโชตรัต เปนตำราวาดวยโรคสตรีโดยเฉพาะ ไดแกโรคโลหิตระดูสตรีปกติโทษ ระดูทุจริตโทษ และสตรีชาติโทษ โดยโลหิตปกติโทษ ที่เกิดโลหิตระดูสตรี 5 ประการ คือ ลักษณะโลหิตระดู อันเกิดแก อาการเกิดตามฐานที่เกิดระดู 5 แหง หัวใจ อาการคลั่งเพอ เจรจาดวยผี นอนสะดุง หวาดผวา มักขึ้งโกรธไปตาง ๆ ขั้วดี อาการเปนไข ใหคลั่งไคล ละเมอเพอพก เจรจาดวยผี นอนสะดุงหวาดไป ผิวเนื้อ อาการรอนผิวเนื้อ ผิวหนังและแดงดังผลตำลึงสุก บางทีใหผุดขึ้นทั้งตัว ดังยอดหัดและฟกเปนดังไขรากสาด เปนอยู 2 วัน 3 วัน เสนเอ็น เปนดุจดังไขจับ สะบัดรอนสะบัดหนาว ปวดศีรษะมาก กระดูก ใหเมื่อยขบไปทุกขอ ดังจะขาดออกจากกัน ใหเจ็บเอว สันหลังมาก มักบิดเกียจครานบอย ๆ ตารางที่ 2.4แสดงขอมูลสรุปโลหิตระดูปกติโทษตามคัมภีรมหาโชตรัต โลหิตปกติโทษทั้ง 5 ประการนี้ อธิบายไวพอเปนที่สังเกตของแพทย กลาวคืออาจมีอาการที่เกิดขึ้น นอกเหนือจากอาการตามลักษณะขางตน เพราะโลหิตปกติโทษมีอยูทั่วไปทั้งอาการ 32 ซึ่งกระจายอยูทั่วไป ทั้งรางกายดวยลม 6 จำพวก และลมทั้งหลายพัดใหเดินไปมาระหวางเสนเอ็น เนื้อหนัง และอวัยวะทั้งหลาย ในรางกาย เปนธรรมดาของสัตวโลก เตโชธาตุทั้ง 4 นั้น ทำหนาที่ใหโลหิตในกายอบอุนแลว ถาเตโชธาตุกลา หรือรอนเกินปกติ โลหิตก็รอนทนไมได ก็จะผุดออกมานอกผิวหนัง แพทยจึงสมมุติวาเปนเม็ดกำเดา รากสาดปานดำปานแดงและกาฬทั้งปวงนั่นคือเหตุของโลหิตนั่นเองจึงกลาวไดวาดี กำเดา ก็คือเตโชสวนโลหิตเปน 1 ยาประสะน้ำนม : ยาที่มีฤทธิ์หรือมีสรรพคุณในการทำใหน้ำนมบริสุทธิ์ ปราศจากพิษหรือโทษแกทารก
  • 33.
    23 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด เจาสมุฏฐาน อันวาโลหิตนั้นเปนธรรมชาติของสตรีผูใด เคยมีระดูมานั้น หากลมกองใดเคยกำเริบ ลมกองนั้น จะกำเริบทุกเดือนทุกครั้ง จึงเรียกวา “ปกติโลหิต” หรือโลหิตประจำเดือน แตถาถึงกำหนดระดูมีมา อาการแปลก ไปเปนอยางอื่น และลมกองที่เคยพัดประจำเกิดไมพัด ลมกองอื่นจึงเขาพัดแทน อาการจึงแปลกไปจากทุกเดือน อยางนี้เรียกวา “โลหิตทุจริตโทษ” หญิงมีระดูมาแลวเกิดแหงไป เพราะเหตุ 5 ประการ คือ 1) มีกามระคะจัด อำนาจแหงไฟราคะเผาโลหิตใหแหงไป 2) บริโภคอาหารเผ็ดรอนเกินไป เปนเหตุใหระดูพิการได 3) มีโทสะเปนนิจ หรือทำงานหนักเกินไป เปนเหตุใหโลหิตนั้นแหงไป 4) มีโมหะอยูเปนนิจ หรือออกกำลังมากเกินไป เปนเหตุใหโลหิตนั้นแหงไป 5) เปนดวยกรรมพันธุ ติดตอมาจากบิดา มารดา ปู ยา ตา ยาย ของหญิงนั้น หญิงอายุได 14 –15 ปขึ้นไป สิ้นกำหนดตานซางแลว ตอมโลหิตระดู ก็บังเกิดมาตามประเวณีของสตรีภาพ โลหิตปกติโทษทั้ง 5 ประการนี้ หากมีความผิดปกติ ใหแพทยพิจารณาดูวาโลหิตนั้นเกิดจากที่ใด โดยมีแนวทาง การรักษาใหปรุงยาชื่อยาพรหมภักตร เปนยาประจุโลหิตรายเสียใหสิ้นแลวจึงแตงยาบำรุงไฟธาตุใหกินเพื่อปรับธาตุทั้ง 4 ใหเสมอกันแลวจึงแตงยาชื่อวา ยากำลังราชสีห ยากำลังแสงพระอาทิตย บำรุงโลหิตใหบริบูรณแลวเมื่อใด สัตวที่จะมา ปฏิสนธิก็จะเกิดขึ้นไดเมื่อนั้น นั่นหมายถึงการกำเนิดมนุษยจะเกิดขึ้นไดเมื่อโลหิตระดูมีความสมบูรณ ลักษณะโลหิตทุจริตโทษ 5 ประการ สตรีอายุ 14 -15 ป หลังยังไมมีระดูมา หรือ มีระดูมาแลวกลับแหงหายไป มีลักษณะอาการ ดังนี้ ประเภท อาการ โลหิตระดูราง ระดูไมมาตามปกติ มีสีดำและมีกลิ่นเหม็นเนา บางทีจาง ดุจน้ำชานหมาก บางทีใสดุจน้ำคาวปลา บางทีขาวดุจดังน้ำซาวขาว กระทำใหเจ็บปวด เปนไปตาง ๆ ครั้นเปนนานเขามักกลายเปน มานโลหิต โลหิตคลอดบุตร โลหิตคั่ง เขาเดินไมสะดวกแลว ตั้งขึ้นเปนลิ่มเปนกอน ใหแดกขึ้นแดกลง บางทีใหคั่ง ขบฟน ตาเหลือกตาชอน ขอบตาเขียวและริมฝปากเขียวเล็บมือเล็บ เทาเขียว สมมุติวา ปศาจเขาสิง โลหิตตองพิฆาต ตกตนไมและถูกทุบถอง โบยตี ไขถึงพิฆาต เพราะโลหิตที่ถูกกระทำนั้น กระทบช้ำ ระคนกับโลหิตระดูเกิด แหงกรังเขา ติดกระดูกสันหลังอยูจึงไดชื่อวาโลหิตแหงกรัง เพราะอาศัยโลหิต พิการ โลหิตเนา มีโลหิตระดูราง โลหิตคลอดบุตร โลหิตตองพิฆาต และโลหิตตกหมกช้ำเจือ มาเนาอยูจึงเรียกวา โลหิตเนา
  • 34.
    24 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด ประเภท อาการ โลหิตเนา มีพิษอันกลาแลนไปทุกขุมขน บางทีแลนเขาจับหัวใจ บางทีแลน ออกผิวเนื้อผุดเปนวงดำ แดง เขียว ขาวก็มี บางทีผุดขึ้นดังยอดผดทำพิษ ใหคัน เปนกำลัง ใหทุรนทุรายยิ่งนัก โลหิตตกหมกช้ำ โลหิตเนา เหตุเพราะแพทยใชยาประคบ ยาผาย ยาขับโลหิต ไมถึงกำลัง หมายถึงใหยานอยกวากำลังเลือด และโลหิตนั้น เกิดระส่ำระสายออกไมหมด สิ้นเชิงจึงตกหมกช้ำอยูไดชื่อวา โลหิตตกหมกช้ำ บางทีตกช้ำ อยูในเสนเอ็น หัวเหนา เมื่อจะใหโทษก็คุมกันเขา กระทำใหเปนฝมดลูก ฝปอดคว่ำ ฝเอ็น ฝอัคนีสันต ฝปลวก และมานโลหิต (มีเลือดหรือน้ำเหลืองขังอยูในทอง) ตารางที่ 2.5แสดงขอมูลสรุปลักษณะโลหิตทุจริตโทษ 5 ประการ ตามคัมภีรมหาโชตรัต ในคัมภีรมหาโชติรัตน กลาวถึงเรื่อง “ชาติโทษ”1 2 ประเภท ที่เปนปจจัยเสี่ยงที่ทำใหสตรีไมสามารถ ตั้งครรภได ดังนี้ 1) สตรีอายุ 14 -15 ป แตยังไมมีระดู หรือ มีแตครั้ง สองครั้ง ก็แหงไป แตเมื่อมีสามี ระดูก็กลับมา ปกติ บางทีก็มี ระดูลางหนา 2 แตก็ตั้งครรภ ลักษณะดังนี้เปน ชาติประเวณี 3 2) สตรีที่มีโลหิตบริบูรณดีเมื่อยังไมมีสามี แตเมื่อมีสามีได 1 เดือน 2 เดือน 1 ป 2 ป เกิดโลหิตซีด จางไป หรืออาจแหงติดกระดูกสันหลัง ในบางครั้ง มีอาการปวดหลัง ปวดเอว ปวดตามขอ จุกเสียดแนนทอง ทองขึ้นทองเฟอ หนาตาอิดโรย ผิวซีด ชา กินไมได นอนไมหลับ โลหิตแหงไปเพราะราคะกิเลส หลักการรักษาโรคโลหิตระดูสตรี 1) โลหิตปกติโทษ อาการเกิดตามฐานที่เกิดระดู 5 แหง โดยมีแนวทางการรักษา ดังนี้ ใหประจุโลหิต4 ทำใหเลือดลมเดินไดสะดวก กระจายลมกองละเอียด ปรับธาตุทั้ง 4 ใหสมดุลและบำรุงโลหิตใหมีความสมบูรณ ซึ่งในผูหญิงที่มีภาวะมีบุตรยาก ที่มีสาเหตุมาจากปญหาสุขภาพเกี่ยวกับประจำเดือน เมื่อปรับสมดุล ประจำเดือนใหดีขึ้น ก็มีโอกาสมีบุตรได 2) โลหิตทุจริตโทษ อาการของสตรีอายุ 14 – 15 ป แลวยังไมมีระดูมา หรือมีระดูมาแลวกลับแหงไป ซึ่งในกรณีนี้คือภาวะหมดประจำเดือนกอนวัย หากผูหญิงที่มีภาวะมีบุตรยากที่มีปญหาภาวะหมดประจำเดือน กอนวัย มีแนวทางการรักษา โดยใหปรับธาตุทั้ง 4 ใหสมดุลกอน จากนั้นจึงบำรุงโลหิต ใหมีโลหิตประจำเดือนมา แลวจึงประจุโลหิต ขับเลือดเสียที่คั่งคางอยูใหออกมา 1 ชาติโทษ : อาการไมมีประจำเดือนหรือมีมาแลว กลับแหงไป 2 ระดูลางหนา : มีเลือดออกจากชองคลอดปริมาณเล็กนอยในชวงเริ่มตั้งครรภเกิดจากการฝงตัวของตัวออนในเยื่อบุโพรงมดลูก 3 ชาติประเวณี : เปนแตกำเนิด กรรมพันธุของบรรพบุรุษ 4 ประจุโลหิต : ขับเลือดเสียออกจากรางกาย
  • 35.
    25 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 3) ชาติโทษ อาการไมมีประจำเดือนหรือมีมาแลว กลับแหงไป มีแนวทางการรักษา ดังนี้ 3.1) สตรีอายุ 14 -15 ป ไมมีประจำเดือนหรือมีมาแลว กลับแหงไป ใหบำรุงธาตุใหบริบูรณ โลหิตนั้นก็บริบูรณขึ้นเอง 3.2) สตรีที่มีโลหิตบริบูรณดีเมื่อยังไมมีสามี แตเมื่อมีสามีแลว โลหิตเกิดแหงไป ใหประจุโลหิต ทำใหเลือดลมเดินไดสะดวก กระจายลมกองละเอียด บำรุงธาตุใหสมดุลและบำรุงโลหิตใหบริบูรณ แลวเมื่อใด สัตวที่จะมาปฏิสนธิ ก็ตั้งขึ้นไดเมื่อนั้น การพิจารณาการเกิดโรคโลหิตระดูสตรี ตามสาเหตุ ตามธาตุ ตามอาการ โดยมีแนวทางการรักษา และพิจารณาการใหยาตามลำดับอาการ เปนสวนสำคัญตอการรักษาและบำรุงใหรางกายสตรีใหมีความสมบูรณ เพื่อสุขภาพโดยรวมที่ดีที่มีสวนสำคัญตอการวางแผนครอบครัวโดยเฉพาะการเตรียมพรอมมีบุตรไดตอไป 3.4 หลักการดูแลสุขภาพเพื่อเตรียมความพรอมในการมีบุตร การดูแลสุขภาพเพื่อเตรียมความพรอมในการมีบุตร เปนสวนสำคัญของการวางแผนครอบครัว ซึ่งครอบคลุมการดูแลทั้งสุขภาพผูหญิง สุขภาพผูชาย สุขภาพทารก และสุขภาพครอบครัว โดยมีวัตถุประสงค เพื่อการตั้งครรภที่ปลอดภัย ชวยลดภาวะเสี่ยงตอการตั้งครรภที่มีผลโดยตรงตอมารดาและทารก เกิดผลลัพธ ที่ดีตอการตั้งครรภที่มีคุณภาพและทารกมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณได โดยมีหลักปฏิบัติที่ควรพิจารณา ดังนี้ 3.4.1 การเตรียมความพรอมกอนการตั้งครรภที่ดี 1) ชวงอายุที่เหมาะสมตอการตั้งครรภ การมีบุตรเปนเปาหมายของครอบครัว ดังนั้นคูสมรสควรมีการวางแผนการมีบุตรและการตั้งครรภ รวมกัน เพื่อลดการตั้งครรภที่ไมไดวางแผน ควรมีบุตรในวัยที่เหมาะสม ซึ่งอายุที่เหมาะสมในการตั้งครรภ สำหรับสตรีคือในชวง 20-35 ป การตั้งครรภในสตรีที่มีอายุต่ำกวา 20 ป อาจยังไมมีความพรอมในการตั้งครรภ ทั้งดานรางกาย จิตใจ วุฒิภาวะ และดานเศรษฐกิจ สังคม ในสตรีที่ตั้งครรภอายุมากกวา 35 ปอาจมีผลตอ ภาวะแทรกซอนในระหวางการตั้งครรภ รวมทั้งความผิดปกติของโครโมโซมในบุตร โดยเฉพาะอยางยิ่ง กลุมอาการดาวน 1 (Down’s syndrome) 2) การตรวจสุขภาพกอนการตั้งครรภทั้งสามีและภรรยา สามีและภรรยาควรไปรับการตรวจสุขภาพกอนที่จะมีการตั้งครรภโดยสามารถไปรับบริการไดที่สถาน บริการสุขภาพทั้งของรัฐบาลและเอกชน เพื่อวัตถุประสงค ดังนี้ 2.1) ตรวจคัดกรองโรคที่ติดตอระหวางสามีและภรรยาและสงผลตอบุตร เชน ซิฟลิส และเชื้อ HIV 2.2) ตรวจคัดกรองโรคที่สามารถถายทอดทางกรรมพันธุไปสูลูก เชน โรคธาลัสซีเมีย 2.3) ตรวจหาภูมิคุมกันและโรคที่ปองกันไดดวยวัคซีน เชน ไวรัสตับอักเสบบี หัดเยอรมัน 1 กลุมอาการดาวน : สาเหตุทางพันธุศาสตรที่พบมากที่สุดของภาวะบกพรองทางสติปญญา สัมพันธกับความผิดปกติแตกำเนิดหลายอยาง และมีหนาตาที่มีลักษณะเฉพาะ
  • 36.
    26 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด การตรวจคัดกรอง ความสำคัญ หมูเลือด ไดแก ABO, Rh เพื่อคัดกรองการเกิดภาวะหมูเลือดเขากันไมได ซึ่งจะสงผลตอภาวะซีดในลูก และอาจมีปญหาหัวใจวายหรือตัวเหลือง โดยเฉพาะในรายที่มารดามีหมูเลือด Rh ลบ พาหะโรคธาลัสซีเมีย โรคธาลัสซีเมียสามารถถายทอดทางกรรมพันธุไปสูลูกได โดยเฉพาะถาทั้งพอ และแมเปนพาหะของโรคนี้ ทารกในครรภมีโอกาสเปนโรคนี้ชนิดที่รุนแรง และตายในครรภได ภูมิคุมกันและพาหะของเชื้อ ไวรัสตับอักเสบบี ทารกในครรภสามารถติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีจากแมที่เปนพาหะได ดังนั้นคูสมรสที่ยังไมมีภูมิคุมกันตอเชื้อนี้ ตองไดรับการฉีดวัคซีนปองกันไวรัสตับ อักเสบบี ซิฟลิส ซิฟลิสเปนโรคที่ติดตอระหวางสามีและภรรยา และสงผานไปยังทารก ทำใหทารกเกิดความพิการได จึงควรไดรับการรักษาใหหายกอนที่จะตั้งครรภ เชื้อ HIV ทารกอาจติดเชื้อเอช ไอ วีจากมารดาที่ติดเชื้อเอช ไอ วีได จึงควรปองกัน และลดการติดเชื้อจากแมสูลูกดวยการรับประทานยาตานไวรัส ภูมิคุมกันตอหัดเยอรมัน การติดเชื้อหัดเยอรมันในหญิงตั้งครรภกอใหเกิดความพิการแตกำเนิดในทารกได กอนตั้งครรภผูหญิงควรไดรับการตรวจหาภูมิคุมกันตอหัดเยอรมัน หากไมมีภูมิคุมกันควรไดรับการฉีดวัคซีนปองกันกอนที่จะตั้งครรภอยางนอย 3เดือน ตารางที่ 2.6 การตรวจคัดกรองพื้นฐานที่สำคัญสำหรับคูสมรสกอนที่จะตั้งครรภ ประวัติอาการเจ็บปวยและตรวจรางกาย ความสำคัญ โรคเบาหวานและระดับน้ำตาลในเลือดสูง ผู หญิงที่เป นโรคเบาหวานควรควบคุมระดับน้ำตาล ใหอยูในเกณฑปกติกอนที่จะมีการตั้งครรภ เพื่อชวยลดโอกาส การแทงบุตร ความพิการของทารก และภาวะแทรกซอน ในระยะตั้งครรภ การมีโรคประจำตัวที่สำคัญอื่น ๆ เชน ความดันโลหิตสูง ลมชัก หลอดเลือดดำ อุดตัน ออโตอิมมูน โรคของตอมธัยรอยด ฯลฯ ควรมีการประเมินและคัดกรองโรคกอนการตั้งครรภ เพื่อลดแทรกซอนที่เปนอันตรายตอตนเองและทารกในครรภ
  • 37.
    27 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด ประวัติอาการเจ็บปวยและตรวจรางกาย ความสำคัญ น้ำหนักไมไดสัดสวนกับสวนสูง (ดัชนีมวลกายผอมหรืออวนเกินไป) - ผูหญิงที่มีดัชนีมวลกายต่ำ (ต่ำกวา 19 กิโลกรัมตอตาราง เมตร) มีโอกาสเสี่ยงตอทารกในครรภเจริญเติบโตชา ทารกแรกคลอดน้ำหนักตัวนอย และทารกคลอดกอนกำหนด ควรไดรับการสงเสริมใหมีภาวะโภชนาการที่ดีกอนการตั้งครรภ - ดัชนีมวลกาย (มากกวา 25 กิโลกรัมตอตารางเมตร) มีโอกาส ตั้งครรภยาก เมื่อตั้งครรภแลวอาจมีโอกาสเสี่ยงตอการเกิด ภาวะความดันโลหิตสูงรวมกับการตั้งครรภ เบาหวานรวมกับ การตั้งครรภ ทารกตัวโตติดเชื้องาย และเสี่ยงตอการคลอด ยากควรควบคุมน้ำหนักใหเหมาะสมกอนการตั้งครรภ ลดน้ำหนัก อยางนอย 3-4 เดือนกอนที่จะวางแผนการตั้งครรภ ตารางที่ 2.7 สรุปขอมูลพื้นฐานในการซักประวัติอาการเจ็บปวย และตรวจรางกายทั่วไป 3) การเตรียมความพรอมดานรางกาย 3.1) การรับประทานอาหารที่มีประโยชน ชาย - หญิงวัยเจริญพันธุ ควรรับประทานอาหารใหครบ 5 หมู และควรทานอาหารเพื่อชวย ใหรางกาย มีความพรอมสำหรับการตั้งครรภ ดังนี้  รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ไดแก ตับ เลือด เนื้อสัตว เนื้อแดงตางๆ เครื่องในสัตว ไขแดง อาหารทะเล ผักใบเขียวเขม ถั่วดำ ถั่วแดง ขาวโอต เปนตน เพื่อชวยเสริมสรางเม็ดเลือด ชวยลดภาวะซีด  รับประทานอาหารที่ชวยเพิ่มความสมบูรณใหกับรังไข ไดแก ถั่วเหลือง อัลมอนด งาดำ เมล็ดฟกทอง โปรตีนจากสัตว เชน ไข เนื้อปลา นมแพะ อกไก ดื่มน้ำมะกรูด เพื่อการสรางและซอมแซมเซลล ชวยบำรุงรังไขใหผลิตไขที่โตสวยสมบูรณ ไขตกตามปกติ และผนังมดลูกแข็งแรง  ลดอาหารที่มีแปงและน้ำตาล เพราะน้ำตาลทำใหเสี่ยงตอการเกิดโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 และโรคอวน สามารถทำลายเซลลรวมไปถึงเซลลไขของผูหญิง ทำใหมีบุตรยาก  ในเพศชายควรรับประทานอาหารที่ชวยบำรุงอสุจิ ไดแก ไข ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วปากอา ถั่วพู วอลนัทซึ่งอุดมไปดวยโปรตีนวิตามินและธาตุเหล็กที่ชวยเสริมสมรรถภาพทางเพศไดดี ชวยการรักษาระดับฮอรโมน ของผูชาย ชวยเพิ่มความแข็งแรง และปริมาณอสุจิ ปกปองเซลลอสุจิไมใหเสื่อมงายไดอยาง ดีเยี่ยม และชวยกระตุน การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสวนตาง ๆ ไดอยางเต็มที่  ในเพศหญิง ควรลดเครื่องดื่มคาเฟอีน เนื่องจากการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนปริมาณสูงทุกวัน หรือมากกวา 200 มิลลิกรัมตอวันหรือเทียบเทาการดื่มกาแฟ1-2 แกว ทำใหโอกาสตั้งทองนอยลงและหากตั้งครรภ
  • 38.
    28 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด จะเพิ่มความเสี่ยงการแทง ภาวะตายคลอด ทารกแรกคลอดตัวเล็กและอาจพบทารกแรกคลอดเกิดอาการขาดคาเฟอีน เชน การนอนหลับผิดปกติ อาเจียนหัวใจเตนไมสม่ำเสมอ การหายใจ ไมสม่ำเสมอมีอาการตัวสั่น 3.2) สตรีควรรับประทานกรดโฟลิก (Folic acid) อยางนอย 3 เดือนกอนตั้งครรภ และตอเนื่องจนกระทั่ง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ กรดโฟลิก (Folic acid) เปนวิตามินชนิดหนึ่งที่พบในอาหารตามธรรมชาติ ซึ่งมีความสำคัญ ในการเจริญเติบโตและพัฒนาเซลลตางๆของรางกายของทารกโดยเฉพาะในชวง12สัปดาหแรกของการตั้งครรภที่ทารก กำลังสรางรางกายขึ้นมา กรดโฟลิกมีความจำเปนตอการชวยสรางเซลลสมองและชวยพัฒนาการของเซลลสมอง ของทารกในครรภ โฟลิกจะชวยปองกันความผิดปกติของทอระบบประสาท(Neuraltubedefect)ของทารกในครรภ ผลการวิจัย พบวาการทานโฟลิกจะชวยปองกันและลดปญหาความผิดปกติของระบบประสาทของทารกในครรภ นั่นคือ ภาวะไมมีเนื้อสมองภาวะไขสันหลังไมปดที่มีสาเหตุมาจากการที่รางกายของแมขาดหรือไมไดรับโฟลิกอยางเพียงพอ นอกจากนี้ ยังชวยปองกันภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภได โดยสอดคลองตามคำแนะนำขององคการอนามัยโลก ที่ระบุวาสตรีกอนที่จะมีการตั้งครรภ ควรเตรียมรางกายดวยการรับประทานอาหารที่อุดมไปดวยโฟลิกหรือโฟเลต โดยรับประทานใหไดอยางนอย0.4 มิลลิกรัมตอวันอาหารที่มีโฟลิกหรือโฟเลตสูง(คือวิตามินบี 9) ไดแก ไขแดง ตับ ผักใบเขียวเขมผักตำลึงผักบุงถั่ว แครอทดอกและใบกุยชายผักตระกูลกะหล่ำฟกทอง แคนตาลูปหรือรับประทาน วิตามินโฟลิก วันละ 1 เม็ด (0.5 มิลลิกรัมตอวัน) เปนเวลาอยางนอย 3 เดือนกอนตั้งครรภ ควรทานอยางตอเนื่อง ไปจนกระทั่งตั้งครรภได 3 เดือน วิตามินโฟลิกหาซื้อไดตามรานขายยาทั่วไป การกินวิตามินโฟลิกไมมีผลเสียตอรางกาย เพราะเปนวิตามินที่ละลายในน้ำไมสะสมในรางกายในแตละวันรางกายจะขับออกในปสสาวะ 4) ดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิตและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยง การตั้งครรภที่มีคุณภาพจำเปนจะตองมีการเตรียมความพรอมตั้งแตกอนการตั้งครรภ ทั้งในเรื่องของรางกาย และจิตใจ โดยเฉพาะในดานจิตใจเปนสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจิตใจจะมีผลตอรางกายโดยตรงการเตรียมความพรอม ดานจิตใจกอนการตั้งครรภ จำเปนจะตองเตรียมความพรอมใหทั้งสามีและภรรยาเนื่องจากการมีบุตรไมใชเรื่องของฝายใด ฝายหนึ่ง ความพรอมทางดานจิตใจของทั้ง สองฝายจะสงผลถึงการตั้งครรภที่มีคุณภาพและไมมีคุณภาพดวย ควรหลีกเลี่ยงความเครียด เนื่องจากความเครียดจะมีผลเสียตอการตั้งครรภทำใหตั้งครรภยาก คลอดกอนกำหนด และเด็กคลอดออกมามีน้ำหนักนอย นอกเหนือจากการรับการตรวจและดูแลจากแพทยทำจิตใจใหมีความสุข ไมเครียด ทั้งสามีภรรยาควรปฏิบัติกิจกรรมสงเสริมสุขภาพในกิจวัตรประจำวัน ดวยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน และครบถวน รับประทานวิตามินและอาหารเสริมออกกำลังกายและควบคุมน้ำหนักอยาใหน้ำหนักมากเกินไป หรือนอยเกินไป หลีกเลี่ยง/งดพฤติกรรมเสี่ยงที่สงผลตอทารก เชน การดื่มแอลกอฮอล การสูบบุหรี่ เปนตน
  • 39.
    29 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 4. การสงเสริมสุขภาพเพื่อปรับสมดุลรางกายดวยศาสตรการแพทยแผนไทย ตามศาสตรการแพทยแผนไทยกอนการตั้งครรภมีวิธีการดูแลสุขภาพเพื่อเปนการเตรียมความพรอม กอนการตั้งครรภหลากหลายวิธี เชน การใชยาสมุนไพร การนวดไทยการประคบสมุนไพร การใหคำแนะนำ ในเรื่องอาหารรวมถึงการทำพิธีกรรมตาง ๆ ซึ่งในที่นี้จะกลาวถึงการนวดไทยและการใชยากอนการตั้งครรภ เพื่อเปนการเตรียมความพรอมและสงเสริมสุขภาพรางกายและจิตใจ เพื่อกระตุนการไหลเวียนเลือด และปรับสมดุล ของรางกาย 4.1 การนวดกอนตั้งครรภ การนวดเปนหัตถการหนึ่งทางการแพทยแผนไทยที่สามารถชวยในการเตรียมความพรอมและสงเสริม สุขภาพรางกายและจิตใจในสตรีตั้งครรภ รวมถึงคูสมรสที่วางแผนครอบครัวในการเตรียมพรอมมีบุตรได โดยประโยชนภาพรวมของการนวดไทย สามารถชวยกระตุนใหเลือดลมไหลเวียนไดสะดวกและชวยปรับสมดุล ของรางกาย รวมทั้งสามารถชวยแกไขภาวะผิดปกติในเพศชายและเพศหญิงที่มีผลตอการมีบุตร เชน ในเพศชาย ที่มีภาวะหยอนสมรรถภาพทางเพศ ในเพศหญิงที่มีภาวะมดลูกด่ำ (มดลูกต่ำ) มดลูกตะแคง ประจำเดือน ไมปกติ เปนตน ซึ่งแพทยแผนไทยผูทำหัตถการนวดแกไขกลุมอาการโรคทางระบบสืบพันธุจะตองมีความรู และความเชี่ยวชาญที่มีประสบการณเฉพาะดาน โดยองคความรูที่เกี่ยวของกับการนวดในระยะกอนตั้งครรภ หรือการนวดสำหรับผูเตรียมพรอมวางแผนครอบครัว มีดังนี้ การนวดไทยเพื่อสงเสริมสุขภาพและปรับสมดุลรางกาย สงเสริมสุขภาพสตรีใหแข็งแรง พรอมรองรับการปฏิสนธิทารกในครรภ ชวยบำบัดอาการปวดเมื่อยกลามเนื้อดวยวิธีการนวดปรับสมดุลสวนตาง ๆ ของรางกาย โดยมีขั้นตอนการนวด ไดแก 1) นวดพื้นฐานขาและเปดประตูลม 2) นวดพื้นฐานหลัง 3) นวดพื้นฐานขาดานนอก 4) นวดพื้นฐานขาดานใน 5) นวดพื้นฐานแขนดานใน 6) นวดพื้นฐานแขนดานนอก 7) นวดพื้นฐานบา 8) นวดพื้นฐานโคงคอ 9) นวดพื้นฐานบา ศีรษะ 3 จุด 10) นวดพื้นฐานไหล
  • 40.
    30 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด ขอหาม 1) ผูที่มีไข 2) บริเวณที่มีกระดูกแตกหัก ปริราว ที่ยังติดไมดี 3) บริเวณที่เปนมะเร็ง 4) ความดันโลหิตสูง (Systolic สูงกวาหรือเทากับ 160 mm.Hg และ/หรือ Diastolic สูงกวาหรือ เทากับ 100 mm.Hg) ที่มีอาการหนามืด ใจสั่น ปวดศีรษะ หรือคลื่นไสอาเจียน 5) บริเวณที่เปนแผลเปด แผลเรื้อรัง หรือบริเวณที่มีรอยโรคผิวหนังที่สามารถติดตอได 6) บริเวณที่มีการบาดเจ็บภายใน 48 ชั่วโมง 7) บริเวณที่ผาตัดภายในระยะเวลา 1 เดือน 8) บริเวณที่มีหลอดเลือดดำอักเสบ (Deep Vein Thrombosis: DVT) 9) โรคติดเชื้อเฉียบพลัน 10) ผูที่มีภาวะโรคกระดูกพรุนรุนแรง ขอควรระวัง 1) โรคหลอดเลือด เชน หลอดเลือดแดงโปรง หลอดเลือดอักเสบ หลอดเลือดแข็ง (Atherosclerosis) 2) ความดันโลหิตสูง (Systolic สูงกวาหรือเทากับ 160 mm.Hg และหรือ Diastolic สูงกวาหรือ เทากับ 100 mm.Hg) ที่ไมมีอาการหนามืด ใจสั่น ปวดศีรษะหรือคลื่นไสอาเจียน 3) ผูปวยโรคเบาหวาน โรคกระดูกพรุน 4) ผูมีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด มีประวัติเลือดออกผิดปกติรวมทั้งกินยาละลายลิ่มเลือด 5) ผูที่มีภาวะขอกระดูกหลวม ขอเคลื่อน ขอหลุด 6) บริเวณที่มีการผาตัด ใสเหล็ก หรือขอเทียม 7) บริเวณที่แผลหายยังไมสนิทดี ผิวที่แตกงาย บริเวณที่ปลูกถายผิวหนัง การนวดไทยเพื่อบำบัดกลุมอาการโรคทางระบบสืบพันธุ สำหรับบุรุษ ปญหาเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ หรือโรค อี ดี (ED/ Erectile dysfunction) หมายถึง อาการที่อวัยวะ เพศชายไมสามารถแข็งตัวพอที่จะมีเพศสัมพันธได บางรายมีอาการหลั่งเร็ว หลั่งไว สาเหตุสวนใหญของอาการ เหลานี้เกิดจาก การที่เลือดไปเลี้ยงที่อวัยวะเพศไมเพียงพอ โดยพบมากในผูที่มีความเครียด ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศรา การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลมากเกิน หรือยาบางอยาง สำหรับสาเหตุทางกายที่พบ ไดแก ผูเปนโรคเบาหวาน ผูเปนโรคหัวใจและการไหลเวียนของเลือด และผูสูงอายุ ในการบำบัดดวยการนวดไทย แบบราชสำนักเรียกโรคนี้วา “นกเขาไมขัน” หรือ “นาคราชคืนชีพ” โดยมีขั้นตอนการนวดรักษา ไดแก
  • 41.
    31 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 1) นวดพื้นฐานขา เปดประตูลม 2) นวดพื้นฐานหลังและนวดสัญญาณ 1-5 หลัง นวดแนวเสนกระเบนเหน็บและขอบเชิงกรานดานหลัง 3) นวดสัญญาณ 1-5 ขาดานนอก 4) นวดสัญญาณ 1-5 ขาดานใน 5) นวดพื้นฐานทองทาแหวก ทานาบ ทาฝน 6) นวดสัญญาณ 1-5 ทอง 7) นวดพื้นฐานแขนดานในและดานนอก 8) นวดพื้นฐานบาและสัญญาณ 4 และ 5 หลัง 9) นวดพื้นฐานโคงคอ 10) นวดสัญญาณ 1,2 และ 5 ศีรษะดานหลัง 11) จุดจอมประสาท สำหรับสตรี ตามองคความรูทางการแพทยแผนไทยไดใหความสำคัญสาเหตุที่ทำใหมีบุตรยากเนื่องจากประจำเดือน มาไมปกติ หรืออาการเจ็บปวยอื่น ๆ ที่สัมพันธกับการทำงานของมดลูกที่พบผิดปกติในเพศหญิง ไดแก โรคมดลูก เคลื่อน แบงเปน 3 ชนิด คือ มดลูกตะแคง มดลูกด่ำ (มดลูกต่ำ) และมดลูกลอย มดลูกตะแคง เกิดไดทั้งผูหญิงที่แตงงานและไมแตงงาน มีอาการ คือ ปวดบริเวณทองนอยบริเวณ ตำแหนงมดลูกมาก เย็นปลายมือปลายเทา มีตกขาว ไมมีกลิ่น ไมมีสี ไมคันชองคลอด เกิดจากสาเหตุ ดังนี้ 1) อุบัติเหตุ 2) การยกของหนักในระหวางมีประจำเดือน 3) ความผิดปกติของความดันบริเวณทองนอย 4) การอักเสบของเสนสิกขิณี โดยมีขั้นตอนการนวดรักษา ไดแก 1) นวดพื้นฐานขา เปดประตูลม 2) นวดสัญญาณ 1-3 หลัง เนนสัญญาณ 1 3) นวดสัญญาณ 1-3 ขาดานนอก เนนสัญญาณ 3 4) นวดสัญญาณ 1 และ 2 ขาดานใน เนนสัญญาณ 2 5) นวดพื้นฐานทอง ทาแหวก ทานาบ และทาฝน 6) นวดสัญญาณ 5 ทอง มดลูกต่ำ (มดลูกด่ำ) อาการ คือ กลั้นปสสาวะไมอยูโดยไมมีการอักเสบของทางเดินปสสาวะ เมื่อมีการเกร็งกลามเนื้อบริเวณหนาทอง (นวดรักษาเหมือนการนวดมดลูกตะแคง) มีสาเหตุ ดังนี้ 1) ความเสื่อมของรางกาย
  • 42.
    32 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 2) โรคอวน 3) คลอดบุตรมาก 4) กลั้นปสสาวะบอย 5) ทำงานเกินกำลัง 6) อุบัติเหตุ มดลูกลอย อาการ คือ มีการผายลมทางชองคลอด ปวดหลังราวมาบริเวณทองนอย และไมทนรอน ทนหนาว (นวดรักษาเหมือนการนวดมดลูกตะแคง) มีสาเหตุ ดังนี้ 1) ผูหญิงหลังคลอด ไมไดอยูไฟ 2) สาเหตุคลายกับมดลูกตะแคงและมดลูกต่ำ 4.2 ยาปรับโลหิตระดูสตรี ในทางการแพทยแผนไทยไดใหความสำคัญของการมีประจำเดือนที่ปกติ ดังนั้นสตรีใดที่ประจำเดือน มาไมปกติจะสงผลตอการตั้งครรภไดยาก ในตำราไทยเดิม กลาวถึงตำรับยาที่ใชในการรักษา สตรีไมมีระดู หรือระดูมาไมปกติ ในคัมภีรมหาโชตรัตดังนี้ “ใหแพทยทั้งหลายพิจารณาดู ใหรูวาโลหิตนั้นเกิดแตที่ใด ๆ แลวใหประกอบยาอันชื่อวา พรหมภักตร ประจุโลหิตรายเสียใหสิ้นเชิง แลวจึงแตงยาบำรุงไฟธาตุ ใหกินใหธาตุทั้ง 4 เสมอกันแลว จึงแตงยาอันชื่อวา กำลังราชสีห กำลังแสงพระอาทิตย บำรุงโลหิตใหบริบูรณแลวเมื่อใด อันวาสัตวจะมาปฏิสนธินั้นจะตั้งขึ้นได เมื่อนั้นแล” จากการศึกษาขอมูลยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแหงชาติ พ.ศ. 2566 ตำรับยาที่สามารถนำมาใชชวย ปรับประจำเดือนใหเปนปกติ บำรุงรางกาย (บำรุงธาตุ) ดังนี้ ยาเลือดงาม รูปแบบยา ยาแคปซูล (รพ.) ยาผง (รพ.) สรรพคุณ/ขอบงใช บรรเทาอาการปวดประจำเดือน ชวยใหประจำเดือนมาเปนปกติ ยาประสะไพล รูปแบบยา ยาแคปซูล ยาผง ยาเม็ด ยาลูกกลอน ยาแคปซูล (รพ.) ยาผง (รพ.) ยาลูกกลอน (รพ.) สรรพคุณ/ขอบงใช ระดูมาไมสม่ำเสมอหรือมานอยกวาปกติ บรรเทาอาการปวดประจำเดือน ยาปลูกไฟธาตุ รูปแบบยา ยาแคปซูล (รพ.) ยาลูกกลอน (รพ.) สรรพคุณ/ขอบงใช บำรุงไฟธาตุ ขับโลหิตระดู ยาบำรุงโลหิต รูปแบบยา ยาแคปซูล ยาผง ยาเม็ด สรรพคุณ/ขอบงใช บำรุงโลหิต ยาเบญจกูล รูปแบบยา ยาแคปซูล ยาผง ยาเม็ด ยาลูกกลอนยาแคปซูล (รพ.) ยาชง (รพ.) ยาเม็ด (รพ.) สรรพคุณ/ขอบงใช บำรุงธาตุ แกธาตุใหปกติ
  • 43.
    33 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด การจัดสมดุลโครงสรางรางกายดวยมณีเวช ระยะเตรียมความพรอมกอนตั้งครรภ มณีเวชเปนองคความรูที่เกี่ยวกับการจัดสมดุลโครงสรางรางกายและกระดูกที่ผสมผสานจากวิชา การแพทยแผนไทย จีน อินเดีย โดยทานอาจารยประสิทธิ์ มณีจิระปราการ ไดพัฒนาและนำมาเผยแพร ใชในการรักษาซึ่งหลักการของมณีเวช คือ วิธีการจัดความสมดุลของโครงสรางกระดูกทั้งรางกายเพื่อใหระบบตาง ๆ ในรางกายทำงานไดอยางเปนปกติ การจัดสมดุลโครงสรางรางกายดวยมณีเวชเพื่อเตรียมรางกายใหพรอมตอการ ตั้งครรภทั้งฝายหญิงและฝายชาย จะชวยใหตั้งครรภไดงาย แกไขปญหาภาวะมีบุตรยาก เนื่องจาก เมื่อโครงสรางรางกายสมดุล จะสงผลใหการไหลเวียนของเลือดลมเปนปกติ สงผลตอการทำงานและโครงสราง ของอวัยวะสืบพันธุ รวมถึงการปรับการหลั่งฮอรโมนตาง ๆ ใหเปนปกติ ในผูที่มีบุตรยาก หรือมีปญหาเรื่องอวัยวะสืบพันธุ สวนใหญจะพบปญหาสมดุลบริเวณสะโพกและ กระดูกสันหลัง รวมไปถึงรางกายชวงลาง ซึ่งหากจัดสมดุลใหเปนปกติจะชวยทำใหตั้งครรภไดงายขึ้น สามารถ ตรวจความสมดุลของสะโพกและรางกายชวงลางไดงาย ๆ จากความไมสมดุลของขาในทานั่งผีเสื้อ ภาพที่ 2.1-2.2 ทาผีเสื้อ (ทาเตรียม) การประเมินสมดุลสะโพกและรางกายชวงลางดวยทาผีเสื้อ โดยการนั่งหลังตรง ฝาเทาประกบกัน ดึงเทาเขามาใกลตัว จัดฝาเทาใหตรงอยูตรงกลางลำตัวปลายนิ้วเทาเทากัน แลวสังเกตสมดุลของฝาเทา และเขาซายขวาวาสูงเทากันหรือไม หรือเขายื่นออกไปดานหนาเทากันหรือไม เขาลอยจากพื้นมากนอยแคไหน วิธีนี้ สามารถใชประเมินสมดุลไดดวยตัวเอง
  • 44.
    34 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด ปรับสมดุลรางกายดวยการฝกใชอิริยาบถที่สมดุล และจัดสมดุลรางกายตนเองเสมอ 1. การฝกใชอิริยาบถที่สมดุลในชีวิตประจำวัน เปนสิ่งที่จำเปนอยางยิ่ง ไมวาจะเปนทานั่ง นอน ยืน เดิน การทำงาน เพื่อแกตนเหตุของการเกิดภาวะผิดปกติตาง ๆ ที่เกิดจากความไมสมดุลของโครงสราง ควรหลีกเลี่ยง อิริยาบถที่ทำใหรางกายเสียสมดุลบิดเบี้ยว โดยเฉพาะทาที่ทำใหสะโพกเสียสมดุล เชน ทานั่งพับเพียบ ทานั่ง ไขวหาง ทานั่งหลังเอน ทานอนตะแคง ทานอนคว่ำ เปนตน 2. จัดสมดุลรางกายตนเองเสมอ ดวยการบริหารรางกายดวยทามณีเวช 8 ทาพื้นฐานทุกวันอยางสม่ำเสมอ เพื่อปรับสมดุลเตรียมโครงสรางใหพรอมสำหรับการตั้งครรภ ซึ่งแนะนำทำทาบริหารนี้ไดทั้งชายและหญิง โดยทาในการปรับสมดุลทั้งรางกาย ประกอบดวยทายืน 5 ทา เปนทาที่มีการเคลื่อนไหวของขอกระดูก และยืดเหยียดเอ็นกลามเนื้อที่มีการทำงานสัมพันธกันอยางสมดุลของรางกายสวนบน เปนทาสำหรับจัดสมดุล ตาชั่งบน และทานอน 3 ทา ไดแก ทางู ทาแมว ทาเตา เปนการเคลื่อนไหวของขอกระดูกสวนแกนกลางลำตัว หรือแกนตาชั่ง(กระดูกสันหลังกระดูกซี่โครง)โดยใชน้ำหนักรางกายในการปรับระนาบของแกนและมีการเคลื่อนไหว ของขอกระดูกและยืดเหยียดเอ็นกลามเนื้อที่มีการทำงานสัมพันธกันอยางสมดุลของรางกายสวนลาง ทางูแมวเตาจึงเปนทาสำหรับจัดกระดูกสันหลังและสมดุลตาชั่งลาง ทามณีเวชพื้นฐาน 8 ทา (รายละเอียดในภาคผนวก) จึงใชเปนทาหลักในการจัดสมดุลทั้งรางกายดวยตนเอง 3. จัดสมดุลรางกายตนเองเพื่อการรักษา ในผูหญิงหรือผูชายที่มีปญหาเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ เชน หญิงที่ประจำเดือนผิดปกติหรือมาไมสม่ำเสมอ ปวดประจำเดือน หญิงหรือชายที่มีโครงสรางหรือการทำงาน ของอวัยวะสืบพันธุผิดปกติ สามารถใชทาบริหารมณีเวชเพื่อปรับสมดุล ไดแก ทาผีเสื้อ และทาโขน ทำเพิ่มเติม จากทามณีเวช 8 ทาพื้นฐาน 3.1 ทาผีเสื้อมณีเวช เปนทาปรับสมดุลที่สามารถทำทุกวันได ใชสำหรับภาวะมีบุตรยาก และปญหาระบบสืบพันธุอื่น ๆ โดยการนั่งหลังตรง ฝาเทาประกบกัน ดึงเทาเขามาใกลตัว แขนเหยียดตรงใชมือ ทั้งสองขางกดเขาใหติดพื้นมากที่สุด คางไวประมาณ 10 วินาที ทำ 3-5 รอบ แตหากไมสามารถเหยียดแขนตรงได สามารถงอขอศอกไดเชนกัน ภาพที่ 2.3 ทาผีเสื้อมณีเวช
  • 45.
    35 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 3.2 ทาโขน เปนทาที่ใชในผูหญิงที่มีอาการปวดประจำเดือน ใชรักษาขณะที่มีอาการปวดประจำเดือนเทานั้น ไมตองทำทุกวัน โดยยืนฉีกขา ฝาเทาสองขางฉีกออกจากกันเปนเสนตรงเหมือนทาโขน หลังตรงแลว โยกตัวซายสลับขวา ทำซ้ำ 3-5 รอบ ภาพที่ 2.4 ทาโขน
  • 46.
    36 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 1. กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือกกระทรวงสาธารณสุข.พจนานุกรมศัพทแพทยและเภสัชกรรม แผนไทย ฉบับราชบัณฑิตยสภาพ.ศ.2559.นนทบุรี: โรงพิมพสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ; 2560. 2. กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข. คูมือการดูแลสุขภาพดวย การแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. นนทบุรี:กองทุนภูมิปญญาการแพทยแผนไทย; 2553. 3. กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางเวชปฏิบัติการแพทยแผน ไทย ในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ. กรุงเทพมหานคร :โรงพิมพองคการสงเคราะหทหารผานศึก, 2550. 4. กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. การเตรียมความพรอมกอนใชชีวิตคูและกอนตั้งครรภ เพื่อรองรับ สถานการณการแพรระบาดของโรคโควิด-19. นนทบุรี:สำนักอนามัยการเจริญพันธุ; 2564. 5. กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. คูมือการดำเนินงานลูกครบ 32 สมองดี เริ่มตนที่ 6 สัปดาหกอนตั้งครรภ. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพองคการสงเคราะหทหารผานศึก, 2553. 6. กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการจัดบริการเตรียมความพรอมกอนสมรสและกอนตั้งครรภ. นนทบุรี: สำนักอนามัยการเจริญพันธุ;2563. 7. ขุนนิทเทสสุขกิจ (ถมรัตน). อายุรเวทศึกษา (วิชาแพทยแผนโบราณ).[ม.ป.ท.]:โรงพิมพพิริยกิจ; 2496. 8. คมสัน ทินกร ณ อยุธยา. หลักการพื้นฐานของการแพทยแผนไทย ในราชสกุลทินกร. นนทบุรี: วิชั่นพรีเพรส;2562. 9. ณัฐรดา บุรุษเลี่ยม. การรักษาโรคโลหิตระดูสตรีกับภาวะมีบุตรยากในทางการแพทยแผนไทย. Chonburi HospitalJournal2021;3:271-76. 10. ธนิษฐา ทรรพนันทน และพระมหาสุขสันติ์ สุขวฑฺฒโน. กำเนิดมนุษยในทรรศนะของพระพุทธศาสนาและ การแพทยแผนไทยจากพระคัมภีรปฐมจินดา. การประชุมวิชาการระดับชาติ “วลัยลักษณวิจัย”ครั้งที่ 11;วันที่ 27-28 มีนาคม2562;มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ. 11. ประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแหงชาติ เรื่องบัญชียาหลักแหงชาติดานสมุนไพร พ.ศ.2566.ลงวันที่ 10พฤษภาคมพ.ศ.2566.ราชกิจจานุเบกษาเลม140ตอนพิเศษ130งลงวันที่ 2มิถุนายน2566. 12. พระธรรมกิตติวงศ (ทองดี สุรเตโช).พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน ชุดคำวัด.กรุงเทพฯ: วัดราชโอรสาราม; 2548. 13. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช.การนวดไทยแบบราชสำนักเพื่อบำบัดกลุมอาการของโรคทางระบบสืบพันธุ [ออนไลน]. [เขาถึงเมื่อ9มีนาคม 2567].เขาถึงจากhttps://be7herb.wordpress.com 14. มูลนิธิฟนฟูสงเสริมการแพทยไทยเดิม,โรงเรียนอายุรเวทธำรงสถานการแพทยแผนไทยประยุกต คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล.ตำราการแพทยไทยเดิม(แพทยศาสตรสงเคราะห ฉบับอนุรักษ)เลมที่1 ฉบับชำระพ.ศ.2550.กรุงเทพฯ: ศุภวนิชการพิมพ;2550. เอกสารอางอิง
  • 47.
    37 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 15. มูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา.คูมือสรางเสริมฟนฟูสุขภาพแม กอนและหลังคลอดดวยการแพทยแผนไทย. พิมพครั้งที่ 3.กรุงเทพฯ:อุษาการพิมพ.2553. 16. ศูนยอนามัยที่ 2 พิษณุโลก กรมอนามัย. ปรับสมดุลรางกายคลายโรค…ดวย “มณีเวช” [ออนไลน]. [เขาถึงเมื่อ 18 มิถุนายน 2567]. เขาถึงจาก https://multimedia.anamai.moph.go.th/infographics/02-maneewet-for-health/ 17. สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย (ป. อ. ปยุตฺโต). คูสรางคูสม ชีวิตคูในอุดมคติ [ออนไลน]. [เขาถึงเมื่อ 8 กุมภาพันธ 2567]. เขาถึงจาก https://www.watnyanaves.net/th/book-reading/107/8 18. Sinawat S. Mechanism of menstruation. Srinagarind Med J 2002; 17(2):105-112. 19. World Health Organization (WHO). 2013. Preconception care: Maximizing the gains for maternal and child health. Retrieved from http://www.who.int/maternal_child_ adolescent
  • 48.
  • 49.
    39 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด บทที่ 3 การดูแลสตรีระหวางตั้งครรภ 1. ทฤษฎีเกี่ยวกับการตั้งครรภในทางการแพทย 2. การทำนายวันคลอดและเพศของทารก (ครรภวาระกำเนิด) 3. ลักษณะอาการของหญิงมีครรภและวิธีการดูแลรักษาตามอายุครรภ (ครรภรักษา) 4. สาเหตุของการแทงบุตร (ครรภวิปลาส) 5. การรักษาอาการตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในระยะตั้งครรภจนถึงระยะคลอด (ครรภปริมณฑล) 5.1 กลุมอาการไขและอุจจาระเปนเลือด 5.2 กลุมอาการทองเสีย และอุจจาระเปนมูกเปนเลือดหรือปสสาวะเปนเลือด 5.3 กลุมอาการทองผูก 5.4 กลุมอาการผิดปกติที่อาจสงผลตอทารกในครรภ 6. การเตรียมความพรอมเลี้ยงลูกดวยนมแม 7. หัตถการทางการแพทยแผนไทยในสตรีตั้งครรภ 7.1 การนวดไทยในสตรีตั้งครรภ 7.2 การประคบสมุนไพรในสตรีตั้งครรภ 8. โภชนศาสตรทางการแพทยแผนไทยสำหรับสตรีระหวางตั้งครรภ 8.1 หลักการเลือกอาหารสำหรับการบำรุงครรภสตรี 8.2 อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหรือไมควรรับประทานในสตรีตั้งครรภ 9. การออกกำลังกายในสตรีตั้งครรภ 10. ประเพณีและความเชื่อในระหวางตั้งครรภ
  • 50.
    40 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภระยะคลอด ระยะหลังคลอด สตรีเมื่อตั้งครรภจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสรางรางกาย มดลูกขยายขนาด รวมทั้งมีการเปลี่ยนแปลง ทางสรีรวิทยาของระบบสืบพันธุ ระบบผิวหนัง ระบบตอมไรทอ ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบทางเดิน ปสสาวะ ระบบหายใจ ระบบทางเดินอาหาร ระบบกลามเนื้อ และกระดูก หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงของ ธาตุทั้ง 4 ตามแนวคิดของการแพทยแผนไทย ซึ่งสงผลใหเกิดความไมสุขสบาย ปรากฏเปนอาการทางรางกาย เชน คลื่นไส อาเจียน เหนื่อยลา ปวดหลังและปวดบริเวณ ขอตอตาง ๆ ทองผูก ริดสีดวงทวาร เทาบวม หายใจ ลำบาก สวนการเปลี่ยนแปลงดานจิตและอารมณที่พบบอยในสตรีตั้งครรภ ไดแก อารมณออนไหวงาย วิตกกังวล และเครียด ทั้งนี้ จากแนวคิดของการแพทยแผนไทย โดยเฉพาะองคความรูดานการผดุงครรภไทย สามารถนำมา ประยุกตใชในการดูแลสตรีตั้งครรภ โดยมีแนวทางการดูแลที่ครอบคลุมทั้งรางกาย จิตใจ สังคม และ จิตวิญญาณของสตรีตั้งครรภและทารกในครรภใหเกิดประสิทธิผลสูงสุดจากการบูรณาการองคความรูรวมกับ ทางการแพทยแผนปจจุบันได มีรายละเอียดการนำเสนอในลำดับตอไป 1. ทฤษฎีเกี่ยวกับการตั้งครรภในทางการแพทย การปฏิสนธิหรือการตั้งครรภในทางการแพทยแผนปจจุบัน หมายถึง กระบวนการที่อสุจิผสมกับไข และโครโมโซมจากพอและแมรวมตัวกัน โดยกระบวนการนี้มีขั้นตอนดังนี้ 1) การรวมเพศแตละครั้ง ฝายชายจะหลั่งน้ำอสุจิประมาณ 3-5 มล. ซึ่งมีอสุจิประมาณ 200-300 ลานตัว ผานเขาสูชองคลอดและโพรงมดลูก โดยมีอสุจิเพียงตัวเดียวที่แข็งแรงสามารถทะลุเปลือกไข (Zona pellucida) โดยใชเอนไซมไฮยาลูโรนิเดส (Hyaluronidase enzyme) ทำลายเปลือกไข จากนั้นจะ สลัดหางทิ้งและเปลี่ยนแปลง Permeability เพื่อปองกันอสุจิตัวอื่นเขามาผสม การปฏิสนธิมักเกิดที่บริเวณ ปลายทอนำไข (Ampulla) 2) เมื่อตัวอสุจิผสมกับไขแลว นิวเคลียสของไขและอสุจิจะรวมตัวกันและแบงตัวแบบไมโอซิส (Meiosis) ลดจำนวนโครโมโซมลงครึ่งหนึ่ง กอนรวมตัวกันของโครโมโซมเพศชาย (22xy) และหญิง (22xx) โดยได 46 โครโมโซม (23 คู) ซึ่งภายในโครโมโซมมียีน (Gene) ซึ่งประกอบดวย DNA และ RNA ที่ถายทอด พันธุกรรม การปฏิสนธิเสร็จสิ้นภายใน 24 ชั่วโมงและเริ่มเจริญเติบโตเปนโครงสรางที่จำเปนตอการมีชีวิต ในครรภ เชน รก เยื่อหุมรก น้ำคร่ำ และสายสะดือ องคประกอบทั้งหมดนี้เรียกวา "สิ่งปฏิสนธิ" (Conceptus) ซึ่งจะเจริญเติบโตตอไป ทั้งนี้ขนาดเฉลี่ยของอสุจิเพศชายมีเสนผานศูนยกลางประมาณ 5 ไมโครเมตร (1 ไมโครเมตร = 0.001 มิลลิเมตร) หลังจากผสมกับไขที่ปกมดลูก จะเริ่มแบงตัวและเดินทางมาที่มดลูกเพื่อ ฝงตัวใน 3-4 วัน ระยะนี้เรียกวา บลาสโตซีส (Blastocyst) ซึ่งใชเวลาประมาณ 7 วันหลังปฏิสนธิ เมื่อตัวออน เดินทางถึงมดลูก จะฝงตัวในเยื่อบุมดลูกที่เตรียมไว อาจมีเลือดหรือประจำเดือนออกมาเล็กนอยในชวงนี้
  • 51.
    41 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด การตั้งครรภในทางการแพทยแผนไทย ไดมีการอธิบายไวในหัวขอ “กุมารปฏิสนธิ” จากคัมภีร ปฐมจินดา กลาวไววา “อันวาสตรีทั้งหลายเมื่อจะตั้งอนุโลมปฏิสนธินั้น พรอมดวยบิดามารดากับธาตุทั้ง 4 ก็บริบูรณพรอม คือ ปถวีธาตุ 20 อาโปธาตุ 12 เตโชธาตุ 4 วาโยธาตุ 6 ระคนกันเขา” คือ เกิดเพราะโลหิตบิดา มารดาผสมรวมกันโดยสมบูรณพรอมดวยธาตุทั้ง 4 แพทยสามารถสังเกตโดย 1) เอ็นผานเสนหนาอกนั้นเขียว 2) หัวนมนั้นคล้ำดำเขา แลวตั้งขึ้นเปนเม็ดครอบหัวนม ซึ่งคนทองสวนมากจะมีอาการที่เกิดขึ้นกับ รางกายในแตละเดือนที่ตั้งครรภแตกตางกัน ทั้งนี้ เมื่อเกิดมูลปฏิสนธิขึ้นแลวลำดับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ คือ เมื่อธาตุทั้ง 4 นั้น ระคนกันเขา (หมายถึง มีการรวมประเวณีกัน) โลหิตของบิดาระคนเขากับโลหิตของมารดา จึงบังเกิดขึ้นดวย ธาตุนํ้า คือ ตอมเลือดของมารดา หรือตามคัมภีรปฐมจินดา ไดระบุวา สุขุมังปรมาณู (หมายถึง อสุจิ) ของบิดา นั้นละเอียดนัก ไดระคนกันเขากับเลือดของมารดาในครรภ (หมายถึง ไขสุก) มีลักษณะใสสะอาดเหมือนหยาด นํ้ามันงา มองดวยตาเปลาไมเห็นเพราะเล็กมาก ทานเปรียบไววาเหมือนเอาขนจามรีจุมนํ้ามันใสแลวสลัดออก เสีย 7 ครั้ง ที่เหลือติดอยูที่ขนจามรี คือ สุขุมังปรมาณู เมื่อผสมกับไขสุก (การแพทยแผนไทยใชคำวาเลือดของ มารดา) จะบังเกิดเปน ปฐมกลละ เรียกวา ไชยเภท รวมเวลาได 7 วัน หลังจากปฏิสนธิ ในชวงนี้มารดาจะเกิด ระดูลางหนาขึ้น 1 ครั้ง คือจะมีเลือดประจำเดือนออกมา หรือหากไมเกิดระดูลางหนา มารดาก็จะฝนวิปริต อยางใดอยางหนึ่งจนทำใหรูวาตั้งครรภ เมื่อตัวออนฝงตัวในมดลูกเรียบรอย หากไมมีอาการผิดปกติใด ๆ เกิดขึ้น สีตัวออนจะเขมขึ้น เรียกวา อัพพุทะ และมีลำดับการพัฒนา ดังนี้ ลำดับ การเจริญเติบโต หลังจากปฏิสนธิ 7 วัน กอนเลือดที่ผสมกันจะขนเขาเปนสีนํ้าลางเนื้อ เรียกวา เปสิ หลังจากนั้นอีก 7 วัน กอนเลือดจะมีรูปรางเปลี่ยนไป มีลักษณะเหมือนไขงู เรียกวา ฆนะ หลังจากนั้นอีก 7 วัน กอนเลือดมีการแตกออกเปน หัวและลำตัว มือ 2 ขาง และเทา 2 ขาง เรียกวา ปญจะสาขา หลังจากนั้นอีก 7 วัน เกิดมี ผม ขน เล็บ และ ฟน เมื่ออายุครรภครบ 1 เดือน กับ 12 วัน ตัวออนจะเริ่มรับโลหิตที่เวียนเขาเปน ตานกยูงที่หัวใจ เปนเครื่องรับดวงจิตวิญญาณ ถาเปนทารกเพศหญิง ตานกยูงจะเวียนซาย ถาเปนทารกเพศชาย ตานกยูงจะเวียนขวา เพียงแตไมไดปรากฏออกมาใหเห็น เมื่ออายุครรภครบ 3 เดือนแลวเลือดจะไหลเขาไปใน ปญจะสาขา เมื่ออายุครรภครบ 4 เดือน จะเกิดดวงตาและหนาผาก ตาดวงแรกที่เกิดคือ ตาที่สามกลางหนาผาก (เทียบกับแพทยแผนปจจุบัน คือ ตอมไพเนียล) แลวจึงหายไปภายหลังจากนั้น อวัยวะทั้งปวงจะเกิดเปนลำดับไปจนทารกมีอวัยวะครบ 32 ประการ เมื่ออายุครรภได 5 เดือน จึงมีจิต และเบญจขันธ เมื่อตั้งเปนรูปขันธแลว ก็ใหมีวิญญาณขันธ ทารกสามารถรับรูความรูสึกรอนและเย็น รูสึกหิวและอิ่ม รับรูถึงความสบาย และไมสบายของมารดา
  • 52.
    42 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภระยะคลอด ระยะหลังคลอด ลำดับ การเจริญเติบโต เมื่อครรภครบ กำหนด ซึ่งในการแพทยแผนไทย ถือวาอายุครรภที่ปกติ คือ 10 เดือน จึงจะคลอด จะเกิดลมชื่อ “กัมมัชชวาต” ทำใหทารกกลับเอาศีรษะลงเบื้องตํ่า และมีลมชื่อ สุนทรวาต พัดใหปากมดลูกเปด และเกิดลมเบง ทำใหทารกคลอดออกจากครรภมารดาเมื่อถึงฤกษงามยามดี ตารางที่ 3.1แสดงขอมูลลำดับการเจริญเติบโตของทารกในครรภตามคัมภีรปฐมจินดา 2. การทำนายวันคลอดและเพศของทารก (ครรภวาระกำเนิด) การคาดคะเนวันคลอดและเพศทารกในทางการแพทยแผนปจจุบัน โดยปกติทารกจะคลอดเมื่ออายุครรภครบกำหนด คือ 40 สัปดาห หรือ 280 วัน นับจากวันแรกของ ประจำเดือนครั้งสุดทาย (ไมใชเริ่มนับจากวันสุดทายของการมีประจำเดือน) ดังนั้น ในหญิงที่มีประจำเดือนมา ตรงและสม่ำเสมอทุก 28 วัน จะสามารถคะเนวันคลอดได ดังนี้ วิธีที่ 1 นับจากวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดทาย แลวบวกไปอีก 9 เดือน และนับบวกตอไปอีก 7 วัน เชน วันแรกที่ประจำเดือนมาครั้งสุดทาย คือ วันที่ 1 มกราคม ใหบวกไปอีก 9 เดือน ซึ่งจะตรงกับวันที่ 1 ตุลาคม จากนั้นนับบวกตอไปอีก 7 วัน ก็จะไดกำหนดคลอดตรงกับวันที่ 8 ตุลาคม วิธีที่ 2 นับจากวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดทายยอนหลังไป 3 เดือน และนับบวกตอไปอีก 7 วัน เชน วันแรกที่ประจำเดือนมาครั้งสุดทายของแมทอง คือ วันที่ 1 มีนาคม ก็ใหนับยอนหลังไปอีก 3 เดือน คือ กุมภาพันธ มกราคม และธันวาคม และนับบวกไปอีก 7 วัน กำหนดวันคลอดก็จะตรงกับวันที่ 8 ธันวาคม ในกรณีที่จำวันที่มีประจำเดือนครั้งสุดทายไมได อาจคะเนวันคลอดไดจากวันแรกที่แมเริ่มรูสึกวาเด็กดิ้น โดยทั่วไปแมจะเริ่มรูสึกวาเด็กดิ้นเมื่ออายุครรภประมาณ 18-20 สัปดาห ในครรภแรก และ 16-18 สัปดาห ในครรภหลัง นอกจากนี้ ยังสามารถคะเนวันคลอดและเพศจากการประมาณอายุครรภจากขนาดมดลูก ขนาดศีรษะ และลำตัวของทารกในครรภ โดยใชคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultra- sound) การคาดคะเนวันคลอดและเพศทารกในทางการแพทยแผนไทย ตามคัมภีรปฐมจินดา กลาวถึงครรภวาระกำเนิดหรือวันตั้งมูลปฏิสนธิ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเจ็บปวย ของมารดา ที่สัมพันธกับความเชื่อในเรื่องวันปฏิสนธิ วันคลอด และซางเจาเรือนประจำวันนั้น ๆ ถาแพทยใครรู วามารดาตั้งมูลปฏิสนธิวันใด จะมีวันคลอดวันใด และซางใด เปนซางเจาเรือน ใหแพทยพึงดูเมื่อมารดามีครรภ ได 3 เดือน โดยมารดาจะปรากฏอาการตาง ๆ สามารถบอกเพศ บอกซางเรือนซึ่งก็คือ จุดออนทางสุขภาพ ของเด็กได สามารถสรุปไดตามตาราง ดังนี้ อาการมารดา วันปฏิสนธิ/ วันเกิด ซางเจา เรือน ทองผูก ผอม ผิวเหลือง ปวดบริเวณหัวเหนาและทองนอย อยากรับประทาน อาหาร รสหวาน ฝาเทาขางซายแดง ทำนายวาเปนเพศหญิง ฝาเทาขางขวาแดง ทำนายวา เปนเพศชาย วันอาทิตย ซางเพลิง
  • 53.
    43 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด อาการมารดา วันปฏิสนธิ/ วันเกิด ซางเจา เรือน ปวดศีรษะ เจ็บเตานม อยากรับประทานอาหารรสหวาน ปวดเมื่อยแขนทั้งสองขาง ตาฟาง หูตึง เปนลม และอาเจียนเปนลมเปลา วันจันทร ซางน้ำ จุกเสียด วิงเวียนศีรษะ หลังมือและเทาบวม ปวดเมื่อยจนนอนไมหลับ มีตุมขึ้น บริเวณเพดานเหงือก วันอังคาร ซางแดง จุกเสียด อาเจียน เทาบวม ปากขม มีแผลเปอยขึ้นบริเวณทวารหนักและทวารเบา วันพุธ ซางสะกอ เปนตุมบริเวณปากและลิ้น เมื่อตุมนั้นแตกออกจะรับประทานของเผ็ดรอนไมไดจนถึง 6 เดือน บางครั้งจะลามบริเวณขางลิ้นและเพดานเหงือก ทองเสียเปนมูกเลือด วันพฤหัสบดี ซางโค มีผื่นคันขึ้นตามรางกาย มีแผลเปอยรอบทวารหนัก ปวดหัวเหนาและสะโพก ปสสาวะขัด จุดเสียด และบวมมือเทาทั้ง 2 ขางจนถึงคลอด วันศุกร ซางชาง ทองผูก 2-3 วัน แรก ๆ อยากรับประทานของคาว มีผื่นคันบริเวณศีรษะ ทองเสียเปนมูก เลือด ปวดบั้นเอว เมื่อตั้งครรภได 6 เดือน จะทำใหเกิดอาการอุจจาระบิดเปนมูกเลือด อยากรับประทานไข ทำใหอยากรับประทานผักพลาปลายำ วันเสาร ซางขโมย ตารางที่ 3.2แสดงขอมูลการเจ็บปวยของมารดา ที่สัมพันธกับความเชื่อในเรื่องวันปฏิสนธิ วันคลอด และซางเจา เรือนประจำวันตามคัมภีรปฐมจินดา 3. ลักษณะอาการของหญิงมีครรภและวิธีการดูแลรักษาตามอายุครรภ (ครรภรักษา) องคความรูทางการแพทยแผนไทยในคัมภีรปฐมจินดา กลาววา เมื่อหญิงตั้งครรภได 15 – 30 วัน จะแสดงอาการใหรูวาตั้งครรภขึ้นแลว คือ จะมีเอ็นเขียวผานหนาอก หัวนมนั้นคล้ำดำขึ้นและมีเม็ดรอบ หัวนม ซึ่งมีลักษณะสอดคลองกับขอมูลทางการแพทยแผนปจจุบัน ที่กลาวถึงผลตอการเปลี่ยนแปลงในหญิง ตั้งครรภนั้นมาจากสารฮอรโมนภายในรางกาย คือ Estrogen ที่ทำหนาที่กระตุนใหมีการสะสม Melanin pigment ในเนื้อเยื่อทำใหสีผิวบริเวณสวนตาง ๆ เชน ลานนม อวัยวะสืบพันธุภายนอก และบริเวณเสนกลาง ลำตัวจากลิ้นปถึงหัวเหนา (Linea nigra) รวมถึงกระตุนการทำงานของทอน้ำนม ตอมน้ำนมและหัวนม ทำให เตานมมีขนาดใหญขึ้นและคัดตึง เปนตน โดยการเปลี่ยนแปลงของรางกายในชวงตั้งครรภนี้ มีอาการความเจ็บปวยไมสบายตาง ๆ ซึ่งอาจ เกิดขึ้นได ในระหวางตั้งครรภเดือนแรก จนถึงเดือนสุดทาย ซึ่งองคความรูดานการแพทยแผนไทยไดบันทึก ขอมูลการดูแลรักษาเพื่อใหอาการบรรเทาลงไดตามรายละเอียดในคัมภีรปฐมจินดา ซึ่งเทียบเคียงกับอาการ ที่พบทางการแพทยแผนปจจุบัน ไดดังนี้
  • 54.
    44 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภระยะคลอด ระยะหลังคลอด อายุครรภ อาการตามตำรา การแพทย แผนไทย อาการทาง การแพทย แผนปจจุบัน ยาสมุนไพรที่ใชรักษาอาการ ตามตำราการแพทยแผนไทย 1 เดือน มีไข อาเจียน จุกเสียดในทอง ละเมอเพอพก มีอาการแพทอง เตานมจะใหญ ขึ้น มีอาการคัดและเจ็บเตานม อารมณจะเปลี่ยน หงุดหงิดงาย 1) จันทนหอม ดอกบัวเผื่อน รากบัวหลวง ขาวเหนียวกัญญา บดเปนแทง ละลายน้ำนม วัวรับประทาน 2) เนื้อโคยาง ขาวตอก ขาวเหนียวกัญญา บดละลายน้ำผึ้งรับประทาน 3) ใบไทรยอย ใบหญาแพรก ใบพรมมิ ใบตำลึง และดินประสิว บดละลายน้ำซาว ขาวชโลมหรือรับประทาน 2 เดือน มีไขจับวันเวน วันนอนไมหลับ รับประทานขาว ไมได ใหมีอาการเชื่อม มึน คัดเจ็บตึงเตานม เตานมขยายขึ้น มากถาสังเกตจะเห็นวาบริเวณ ฐานของหัวนมจะกวางและนุมขึ้น มีตกขาวมากขึ้นกวาปกติ มี อาการคลื่นไสอาเจียน อารมณ ยังคงแปรปรวน ออนไหว และ ซึมเศรา เหนื่อยลา 1) เกสรบัวหลวง ดอกจงกลนี หัวแหวหมู เทียนดำ กระจับบก บดละลายน้ำซาวขาว รับประทาน 2) ใบหนาด ใบโพกพาย รากผักไห เม็ดในขนุนละมุด ดินสอพอง บดดวยน้ำซาว ขาวชโลม 3 เดือน ไข ทองเสีย อาเจียน จุกเสียดในทอง เบื่ออาหาร นอนไมหลับ อาการทั้งหมดในเดือน นี้ระวังอาจทำใหเกิด การแทงได อาการแพทองยังคงมีอยูหรือ ดีขึ้น แตอารมณเริ่มคงเสนคงวา อาจตรวจพบเสียงหัวใจของเด็ก อาจพบการบวมของฝามือฝาเทา และเสนเลือดโปงได 1) ยางไขเนา ยางมะมวง กระดอม บดละลายน้ำรอนรับประทาน 2) ขาวตอก ขาวเหนียวกัญญาบดละลายน้ำ นมวัวรับประทาน 3) รากกระจับบกใบบัวหลวงออน มูลโคตกใหม จันทนหอม เปราะหอม หญาแพรก แฝกหอม เถาชิงชาชาลี บดละลายน้ำซาวขาวชโลม 4 เดือน ไขเพื่อเสมหะ คือ เปนลม เหงื่อออก มีเลือดออก ทางชองคลอด อาการแพทองจะเริ่มหายไป อารมณเริ่มเขาสูสภาพปกติ อาจ มีสภาพใจลอย อาจมีตกขาวมาก ขึ้น เสนเลือดขอดและริดสีดวง ทวารอาจเกิดขึ้นได 1) โกฐเขมา เกสรบัวหลวง รากขัดมอน ดอกจงกลนี บดแลวผสมดวยน้ำนมวัว รับประทาน 2) ดอกสัตตบงกช โกฐกระดูก รากบัวหลวง กระจับบก จันทนหอม รากขัดมอน หัวแหวหมู รากมะตูม ผลผักชี ขิงสด ยา 10 สิ่งนี้เอาเทากัน ตม 3 เอา 1 รับประทาน 3) รากสลอดน้ำ รากยานาง รากทองหลางหนาม รากพุมเรียงบาน
  • 55.
    45 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด อายุครรภ อาการตามตำรา การแพทย แผนไทย อาการทาง การแพทย แผนปจจุบัน ยาสมุนไพรที่ใชรักษาอาการ ตามตำราการแพทยแผนไทย พุมเรียงปา จันทนแดง จันทนขาว รากพุงดอ รากตำลึง รากฟกขาว เกสรบัวหลวง ดินประสิว ดินสอพอง รวมยา 12 สิ่งนี้เอาเทากัน บดทำแทงไวละลายน้ำ ซาวขาว รับประทานหรือชโลม 5 เดือน ไข ทองเสีย อาเจียน จุกเสียดในทอง มีการเปลี่ยนแปลงทางผิวหนัง อารมณคงที่มากขึ้น ทารก ในครรภเริ่มขยับตัว 1) ดอกบัวเผื่อน ดอกบุนนาค ยางมะมวง บดละลายกับน้ำนมวัว รับประทาน แกทองเสีย แกจุกเสียด 2) ใบบัวบก เทียนดำ ขมิ้นผง ปูนแดง บดละลายกับเหลารับประทานแกอุจจาระ เปนเลือดหรือปสสาวะเปนเลือด 3) เปลือกสมุนละแวงรากเปลานอย สะคาน สนเทศ เอาเทากัน บดละลายน้ำปูนใส ทา บริเวณที่มีอาการปวดเมื่อยยกเวนบริเวณทอง หามทาเพราะจะเปนอันตรายแกเด็ก 6 เดือน ไขปวดเมื่อยตั้งแตบั้น เอวลงไปถึงขา ใหคัน ทวารหนัก ทวารเบา เปนลมบอย ๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงของ ผนังหนาทอง เรียกหนาทองลาย อาจมีอาการคันตามมา อาจเกิดเบาหวานขณะตั้งครรภ อาการครรภเปนพิษ การอักเสบของการติดเชื้อราและ ติดเชื้อทางระบบปสสาวะ 1) เม็ดสมซา เปลือกสะแกจันทนแดง จันทน ขาว ดอกจงกลนี อยางละเทากัน บดแลว นำมาละลายกับน้ำนมวัวรับประทานแตถายัง ไมหายใหประกอบ ยาใหสุขุมขึ้น 2) ลูกคนทีสอคั่ว วานน้ำ เทียนดำ เทียนขาว มหาหิงค เปราะหอม หัวแหวหมู บอระเพ็ด เกสรบัวหลวง ดอกบุนนาค อบเชย เทศ ลูกเอ็น เปลือกเงาะ ชะเอมเทศ ลูกผักชี เอาสิ่งละสองสลึง พริกไทย 11 เม็ด ยา 16 สิ่ง บดทำแทงไว ละลายน้ำนมโครับประทาน หรือชโลม 3) ใบทองหลางหนาม ใบขนุน ละมุด ใบยานาง ใบหนาด ใบเพกา ใบวานน้ำ ใบหญาแพรก ขมิ้นออย รวม 8 สิ่ง เอาเทากันบดทำแทงไว ละลายน้ำซาว เขาชโลม
  • 56.
    46 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภระยะคลอด ระยะหลังคลอด อายุครรภ อาการตามตำรา การแพทย แผนไทย อาการทาง การแพทย แผนปจจุบัน ยาสมุนไพรที่ใชรักษาอาการ ตามตำราการแพทยแผนไทย 7 เดือน ไข ทองเสีย อาเจียน เปนเลือด รูสึกรอน ในรางกาย อาจมีอาการหายใจสั้น เนื่องจากมดลูกโตมาดันกระบัง ลม เคลื่อนไหวไมคลองแคลว นอนหลับไมเต็มที่ ไมพบยาที่ใชในการรักษา 8 เดือน ไขธรรมดา ไมรุนแรงมากนัก เนื่องจากทารกใน ครรภเจริญเติบโต แข็งแรงแลว เหนื่อยงาย หายใจเร็วและสั้น กระเพาะปสสาวะถูกกด มีอาการทองอืดทองเฟอ เรอบอย 1) เมล็ดผักกาด รากบัวหลวง ขาวเหนียวกัญญา บดแลวผสมน้ำซาวขาว หรือน้ำทาแลวรับประทานถายังไมหาย ใหนำรากชาพลู รากกระพังโหม รากกระจับบก รากบัวหลวง หัวแหวหมู บอระเพ็ด จันทนแดง จันทนขาว ลูกมะตูมออนขมิ้นออย กานสะเดา33 กาน อยางละเทา ๆ กันตม 3 สวนเอา 1 สวน รับประทาน 2) รากโมง รากลำดวน รากไทรยอย รากหญาแพรก รากตำลึง รากฟกขาว ดินประสิวขาว อยางละเทา ๆ กัน บดแลว ปนเปนแทง ละลายน้ำซาวขาวชโลมตามตัว 9 เดือน ไขธรรมดา ไมรุนแรง แตใหระวัง การเปนไขที่รุนแรง เชน ไขอหิวาตกโรค หรือถูกคุณไสยอาจ สงผลใหเสียชีวิตทั้ง แมและลูกได อาจจะปวดที่หัวเหนา โคนขา ปสสาวะบอย รูสึกหนวงชวง เชิงกรานมากขึ้น 1) รากละหุงแดง ยางงิ้ว ขิงสด บดแลว ละลายดวยน้ำแรมคืนรับประทาน 2) โกศเขมาโกฐเชียงโกฐหัวบัวโกฐพุงปลา เทียนดำ เทียนแดง เทียนขาว เทียนขาวเปลือก เทียนยาวพานี ดอกสัตตบุษย ดอกบัวขม ดอกบัวเผื่อน ดอกลินจง ดอกจงกลนี กระจับบก แกนขี้เหล็ก อยางละเทา ๆ กัน ตม 3 สวนเอา 1 สวน รับประทาน 3) ใบขี้เหล็ก ใบผักเค็ด ใบน้ำเตา ใบเงิน ใบทอง ใบยานาง ดินประสิวขาว ดินสอพอง อยางละเทากันบดแลวปนเปนแทงละลาย ดวยน้ำซาวขาวหรือน้ำดอกมะลิสดชโลม
  • 57.
    47 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด อายุครรภ อาการตามตำรา การแพทย แผนไทย อาการทาง การแพทย แผนปจจุบัน ยาสมุนไพรที่ใชรักษาอาการ ตามตำราการแพทยแผนไทย 10 เดือน ไมมีอาการใด ที่นาเปนหวง ซึ่งโบราณเชื่อวา สตรีผูนั้น เปนผูที่มีบุญบารมี เทพยดาลงมาเกิด ในครรภของผูนั้น - 1) ดอกบัวเผื่อน ชะเอมเทศ หมากสง ละลายดวยน้ำนมวัว หรือน้ำดอกไม รับประทาน 2) จันทนแดง จันทนขาว เถามวกแดง เถามวกขาว ชะลูด อบเชยเทศ ขอนดอก แกนสนสักขี กรักขี แกนประดู เปลือกไขเนา เปลือกมะซาง เปลือกสันพรานางแอ ดอกสัตตบุษย ดอกบัวเผื่อน ดอกบัวขม ดอกลินจง ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ดอกสารภี ดอกมะลิซอน ดอกมะลิลา อยางละเทา ๆ กัน บดปนเปนแทงละลาย ดวยน้ำดอกมะลิ ทั้งรับประทานและชโลม ตามรางกายแกสารพัดโรคในครรภรักษา ตารางที่ 3.3 แสดงขอมูลอาการความเจ็บปวยในชวงตั้งครรภตามคัมภีรปฐมจินดา เทียบเคียงกับอาการ ที่พบทางการแพทยแผนปจจุบัน 4. สาเหตุของการแทงบุตร (ครรภวิปลาส) การแทงบุตร ถือเปนภาวะแทรกซอนของการตั้งครรภที่พบบอยที่สุดซึ่งมีรายงานวารอยละ 50 ของการปฏิสนธิจะเกิดการแทงไปกอนที่จะขาดระดู รอยละ 31 ของการปฏิสนธิจะแทงไปหลังมีการฝงตัว ในเยื่อบุโพรงมดลูกแลว และรอยละ 15 ของการตั้งครรภที่อายุครรภตั้งแต 6 สัปดาห เปนตนไปจะเกิดการ แทงโดยอัตราการแทงจะลดลงเมื่ออายุครรภมากขึ้น ทางการแพทยแผนไทย “การแทงบุตร” จะเรียกวา “ครรภวิปลาส” หรือ การมีครรภแทงไปโดยมี สาเหตุการแทง ดังตอไปนี้ 1) กามวิตกนั้นหนาไปดวยไฟราคะ หมายถึง การมีความตองการทางเพศสูง ขณะที่ตั้งทองอยูแตยังมี ความตองการมีเพศอยูมาก หรือมีเพศสัมพันธที่รุนแรงในบางครั้งอาจจะทำใหทารกในครรภแทงไปได 2) การรับประทานซึ่งของอันเผ็ดรอนของเผ็ดรอนในที่นี้หมายถึงอาหารที่มีรสชาตเผ็ดรอนมาก ไมใช อาหารที่มีอุณหภูมิที่รอน เชน อาหารที่มีสวนผสมของพริก พริกไทย ดีปลี เจตมูลเพลิงในปริมาณมาก อยางเชน ยาขับ ประจำเดือน ยาบำรุงสตรีบางประเภท ซึ่งในยากลุมนี้สวนมากจะมีสมุนไพรรสเผ็ดรอนเปนสวนผสมหลักอยู อาหาร หรือเครื่องดื่มจำพวกยาดองเหลา เบียร เครื่องดื่มที่มีสวนผสมของแอลกอฮอล ดังนั้น ควรงดและหลีกเลี่ยงการ รับประทานอาหารเผ็ดรอน เพราะอาจจะทำใหเกิดอาการรอนในทองมากเกินไป การขับถายผิดปกติ เกิดอาการ ทองเดิน การฝงตัวของทารกในครรภก็ถูกรบกวน ถาเปนรุนแรงอาจทำใหเกิดการแทงได
  • 58.
    48 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภระยะคลอด ระยะหลังคลอด 3) จิตนั้นมากไปดวยความความโกรธ ก็วิ่งไปวิ่งมาขณะโกรธ บางทีก็ทอดทิ้งตัวเองลง อนึ่งหญิง อันวาหญิงปากราย ไมไดรูจักซึ่งโทษแหงตน ยอมดาพอเปนอันหยาบชาซึ่งผัวแหงตน ซึ่งบุคคลอื่นก็ดีเขากระทำ คือวา ถูกทำรายทุบถองโบยตีดวยกำลังแรงนั้นตาง ๆ สตรีผูนั้นก็เจ็บช้ำ ครรภก็ตกไป 4) ถูกภูติปศาจกระทำโทษตาง ๆ ครรภนั้นก็ไมตั้งตัวบางทีตองศาตราคมคุณไสย หมายถึง การถูก คุณไสยตาง ๆ ที่ทำใหไมสามารถตั้งครรภ ทางการแพทยแผนปจจุบัน “การแทง” (Abortion) หมายถึง การสิ้นสุดการตั้งครรภในระยะที่ ทารกในครรภยังไมสามารถมีชีวิตจนอยูรอดได โดยทั่วไปหมายถึงการสิ้นสุดการตั้งครรภกอนอายุครรภ 20 สัปดาห หรือทารกมีน้ำหนักนอยกวา 500 กรัม อยางไรก็ตาม นิยามของการแทงอาจแตกตางกันไปขึ้นกับ ความสามารถและความพรอมในการดูแลทารกแรกเกิดบางแหงอาจใหนิยามของการแทง คือ การสิ้นสุด การตั้งครรภกอนอายุครรภ 28 สัปดาห หรือทารกมีน้ำหนักนอยกวา 1,000 กรัม การแทงแบงออกไดเปน 2 ประเภทใหญ ๆ คือ การแทงที่เกิดขึ้นเอง (Spontaneous abortion) และ การชักนำใหเกิดการแทง (Induced abortion) การดำเนินโรคของการแทงที่เกิดขึ้นเองเกิดจากการมีเลือด หรือเนื้อเยื่อที่ตาย (necrosis tissue) อยูในชั้น decidua basalis จึงทำใหรกลอกตัวออกจาก decidua ซึ่งเปนผลทำใหมดลูกมีการหดรัดตัวแลวขับสิ่งแปลกปลอมออกจากรางกาย ถาสิ่งที่ขับออกมามีแตถุงน้ำ (sac) และไมมีทารกอยูในถุงน้ำ เรียกวา blighted ovum โดยจำแนกประเภทของการแทงที่เกิดขึ้นเองออกไดเปน 6 ประเภท คือ การแทงคุกคาม (threatened abortion) การแทงที่หลีกเลี่ยงไมได (inevitable abortion) การแทงไมครบ (incomplete abortion) การแทงครบ (complete abortion) การแทงคาง (missed abortion) และการแทงซ้ำซาก (recurrent abortion) ทั้งนี้ มีการศึกษาวิจัยพบวาประมาณรอยละ 50 ของจำนวนการแทงทั้งหมด มีสาเหตุจากความ ผิดปกติของโครโมโซม โดยปจจัยเสี่ยงของการแทงจะเพิ่มมากขึ้นสัมพันธกับจำนวนครั้งของการคลอด อายุของ สตรีตั้งครรภและสามี โดยพบวาสตรีตั้งครรภอายุนอยกวา 20 ป มีอัตราการแทงอยูรอยละ 12 สวนสตรี ตั้งครรภอายุมากกวา 40 ป มีอัตราแทงรอยละ 26 โดยสาเหตุจากอายุยังไมสามารถอธิบายพยาธิสภาพได ชัดเจน สวนอายุของสามีเพิ่มอัตราแทงไดประมาณ รอยละ 12-20 และการแทงจะเพิ่มมากขึ้นหากมีการ ตั้งครรภหลังการคลอดบุตรภายใน 3 เดือน ดังนั้น สตรีที่กำลังตั้งครรภควรใสใจระมัดระวังดูแลสมดุลสุขภาพทั้งทางรางกายและจิตใจ โดยรับประทานอาหารที่เปนประโยชนเพื่อบำรุงทารกในครรภ ทำจิตใจใหสบายสดชื่น แจมใส เพื่อใหทารก ในครรภมีพัฒนาการที่ดี
  • 59.
    49 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 5. การรักษาอาการตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในระยะตั้งครรภจนถึงระยะคลอด (ครรภปริมณฑล) องคความรูทางการแพทยแผนไทยจากคัมภีรปฐมจินดา กลาวถึงการดูแลรักษาอาการตาง ๆ ที่เกิดขึ้น ในหญิงระยะตั้งครรภจนถึงระยะคลอด หรือที่เรียกวา “ครรภปริมณฑล” ซึ่งเปนการดูแลสุขภาพภาพรวม ของมารดาและทารก โดยแบงเปนกลุมอาการที่พบมีรายละเอียด ดังนี้ 5.1 กลุมอาการไขและอุจจาระเปนเลือด เดือนที่ ตั้งครรภ อาการ ยาที่ใชรักษา 3-10 ไข โกฐสอ โกฐเขมา โกฐหัวบัว โกฐเชียง โกฐกานพราว เทียนดำ เทียนแดง เทียนขาว เทียนเยาวพาณี เทียนสัตตบุษย ดอกสัตตบุษย ดอกบัวเผื่อน ดอกบัวขม ดอกลินจง ดอกจงกลนี กฤษณา กระลำพัก ชะลูด ขอนดอก จันทนแดง จันทนขาว สน กรักขี เทพทาโร สมุลแวง อบเชยเทศ รากสามสิบ อยางละเทา ๆ กัน ตม 3 สวนเอา 1 สวน รับประทาน ไขมีอาการอาเจียน และอุจจาระเปนเลือดทำ ใหระส่ำระสายหนาว ๆ รอน ๆ แกนขี้เหล็ก แกนสะเดา แกนสน จันทนแดง จันทนขาว รากยานาง ผลมะขามป อม ผลกระดอม บอระเพ็ด ผลมะตูมอ อน หัวแห วหมู ฝกราชพฤกษ กานสะเดา อยางละเทาๆ กัน ตม 3 สวนเอา 1 สวน รับประทาน ตารางที่ 3.4แสดงขอมูลการดูแลรักษากลุมอาการไขและอุจจาระเปนเลือด ที่เกิดขึ้นในหญิงระยะตั้งครรภ 5.2 กลุมอาการทองเสีย และอุจจาระเปนมูกเปนเลือดหรือปสสาวะเปนเลือด เดือนที่ ตั้งครรภ อาการ ยาที่ใชรักษา 3-10 อุจจาระเปนเลือด 1. สารสม พริกไทย ฝาง ขัณฑสกร ตม 3 สวนเอา 1 สวน รับประทาน 2. กลวยไม ขาวติดหนาตะโพน สารสม พริกไทย บดละลายน้ำมะงั่วรับประทาน ปสสาวะและอุจจาระ เปนเลือด 1. ขิงแหง ชะเอม แกนสนเทศ บดละลายเหลารับประทาน 2. เปลือกมะเดื่อดิน รากชาพลู รากกลวยตีบ อยางละเทากัน ผสมน้ำผึ้ง 1 สวน บดรับประทาน 3. ขมิ้นออย ไพล ผลผักชีลอม บดละลายน้ำปสสาวะวัว รับประทาน 4. เปลือกมะมวงกะลอน เปลือกพะยอม สามใบตอ รากทุงเทง ตม 3 สวนเอา 1 สวน รับประทาน บิด 1. เกสรบัวหลวง ผลทับทิมออน เปลือกมะขาม ครั่ง บดละลายน้ำรับประทาน 2. ผลจันทนหอม 3 ผล ทะลายหมากดิบยา 3 คืบ บดละลายเหลารับประทาน 3. ลูก (ปอ) บิดเทาอายุ เหล็กบิดไชลงที่ไมสักสามรู แลวบิดคลายออกขุย 1ผล เบญกานี เมล็ดในมะกอก อยางละเทา ๆ กัน ตม 3 สวนเอา 1 สวน รับประทาน 4. เม็ดในมะมวงกะลอน 5 เม็ด สน สัก กรักขี กฤษณา ผลจันทนเกาะ ผลเบญกานี เปลือกปะโลง อยางละเทา ๆ กัน ตม 3 สวนเอา 1 สวน รับประทาน
  • 60.
    50 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภระยะคลอด ระยะหลังคลอด เดือนที่ ตั้งครรภ อาการ ยาที่ใชรักษา เอาน้ำปูนใสเปนกระสาย 5. ยาชื่อมหาอุดม ครั่ง ผลเบญกานี สีเสียดเทศ ชันไมตะเคียน ขมิ้นออย ผลจันทน อยางละเทา ๆ กัน ทำเปนจุณแลวเอาใสในผลทับทิมสุมไฟแกลบ ใหสุกแลวบดเปนแทงละลายน้ำปูนใส น้ำผึ้งรำหัด รับประทาน อุจจาระเปนหนอง เปนมูกเลือด รากเทายายมอม สน สิ่งละ 1 บาท ตมดวยเหลาและน้ำอยางละครึ่ง รับประทาน 3 บิด อุจจาระเปนมูกเลือด ผลในมะกอกตำใหแหลก คางปลาชอน ตมรับประทานหาย 4 บิด อุจจาระเปนมูกเลือด 1. จันทนแดง จันทนขาว วานกีบแรด วานรอนทอง สังกรณี เนระพูสี ผลจันทน ดอกจันทน ผลเบญกานี อยางละเทา ๆ กัน ผลตะบูนเทายาทั้งหลาย ทำ เปนจุณ บดเปนแทงละลายน้ำผลพลับจีน รับประทาน 2. ยาชื่อกุมารรักษา เทียนทั้ง 5 ผลเบญกานี ผลจันทน ดอกจันทน เนระพูสี ผลสารพัดพิษ ว านกีบแรด ว านร อนทอง จันทน ทั้ง 2 กระถินแดง รากไครเครือ ผลตะบูน สันพรานางแอ 3 สวน ผลตะลุมพุก 4 สวน ตูมกาแดง 5 สวน ทำใหเปนจุณบดเปนแทงไวละลายน้ำจันทน รับประทาน ตารางที่ 3.5แสดงขอมูลการดูแลรักษากลุมอาการทองเสีย และอุจจาระเปนมูกเปนเลือดหรือปสสาวะเปนเลือด ที่ เกิดขึ้นในหญิงระยะตั้งครรภ 5.3 กลุมอาการทองผูก เดือนที่ ตั้งครรภ อาการ ยาที่ใชรักษา 1-3 ทองผูก อุจจาระเปนกอน แข็ง คลายขี้แมวหรือขี้แพะ เบญจกระดอม แกนขี้เหล็ก ตม 3 สวนเอา 1 สวน รับประทาน 4-5 บิด ทองผูก อุจจาระเปน กอนแข็ง คลายขี้แมวหรือ ขี้แพะ เถาคันที่สุก ล างเอาเนื้อออก เอาแต เมล็ดในห อผ าทุบให แหลก แลวแชน้ำไว หนึ่งคืน แลวเอาหอยโขงสดทั้งเปลือกมาตมกับเถาคันใหสุก แลวรับประทาน 6-7 ทองอืด จุกเสียดทองผูก อุจจาระเปนกอนแข็ง คลายขี้แมวหรือขี้แพะ ไพล ใบสลอด สิ่งละ 1 บาท ขิงสด 2 สลึง ตม 3 สวนเอา 1 สวน แลวเมื่อ รับประทานเอาพริกไทย 9 เม็ด กระเทียม 3 กลีบ เกลือ 3 เม็ด จันทนหอม ปรุงลง รับประทานครูหนึ่งจึงบดใบพลูแกทา 8-10 บิด ทองผูก อุจจาระเปน กอนแข็ง คลายขี้แมวหรือ ขี้แพะ ดอกบัวน้ำทั้ง 5 ดอกจำปา ดอกกระดังงา ตรีก ก มหาหิงคุ ชะเอมเทศ สิ่งละ 1 บาท ตำเปนจุณบดเปนแทง ละลายน้ำผึ้งหรือน้ำรอนหรือน้ำออย เอา พิมเสนรำหัดแทรก รับประทาน ตารางที่ 3.6แสดงขอมูลการดูแลรักษากลุมอาการทองผูกที่เกิดขึ้นในหญิงระยะตั้งครรภ
  • 61.
    51 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 5.4 กลุมอาการผิดปกติที่อาจสงผลตอทารกในครรภ เดือนที่ ตั้งครรภ อาการ ยาที่ใชรักษา 1-10 ปองกันครรภเปนอันตราย ไดแก สัตวมีพิษกัด แมเปนฝดาษ หรือฝ ภายใน 5 ประการ ยาชื่อกลอมกุมาร เทียนทั้ง 5 โกฐทั้ง 9 เกสรบัวทั้ง 5 รากไครเครือ สังกรณี ชะลูด ขอนดอก ชะเอมเทศ น้ำประสานทอง จันทนทั้ง 2 กฤษณา กระลำพัก ผิวมะตูมออน ชะมด พิมเสน อยางละ 2 สลึง ทำเปนจุณ เอาน้ำดอกไม เปนกระสายบดเปนแทงไว ถาจะแกกระสับกระสาย ละลาย น้ำดอกไม ชะมด พิมเสนรำหัดรับประทาน ถาจะแกเชื่อม ละลายน้ำ กฤษณารับประทาน ถาจะแกมูกเลือด ละลายน้ำเปลือกแคแดงแทรกฝน รับประทาน ถาลงหนักละลายน้ำกลวยตีบรับประทาน ถาจะแกเสมหะ ติดลำคอ ละลายน้ำมะแวงเครือรับประทาน ถาจะแกรอนละลายน้ำดอกไม ทั้งรับประทานและทา แกในกุมารรักษาไดทุกประการ 7-8 ทารกในครรภไมดิ้น 1. แหวสด กระจับสด เกสรบัวหลวง ดอกจงกลนี รากรักซ อน รากสามสิบ เทียนขาวเปลือก ขัณฑสกรอยางละเทา ๆ กันทำเปนจุณ บดเปนแทงไวละลายน้ำนมวัว รับประทาน 2. แหวสด กระจับสด ชะเอมเทศ หญาเกล็ดหอยใหญ เปลือกสะเดา อยางละเทา ๆ กัน บดละลายน้ำนมวัว รับประทาน 3. ดอกจงกลนี ดอกบัวหลวง รากขนาก ชะเอมเทศ ขัณฑสกร อยางละ เทา ๆ กัน บดละลายน้ำนมวัว รับประทาน ครรภแก กุมารดิ้นกระสับกระสาย รอนในทองมาก เปลือกมะตูมฝนดวยน้ำปูนใส ทาใหทั่วทอง ตารางที่ 3.7แสดงขอมูลการดูแลรักษากลุมอาการผิดปกติที่อาจสงผลตอทารกในครรภที่เกิดขึ้นในหญิงระยะ ตั้งครรภ 6. การเตรียมความพรอมเลี้ยงลูกดวยนมแม นมแม ถือวาเปนอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก ซึ่งสำคัญตอการเจริญเติบโตของทารก ตั้งแตแรกเกิด ในการพัฒนาทั้งทางดานสมอง รางกายและจิตใจ และจะเปนการสรางรากฐานที่ดีและที่สำคัญสำหรับทารก จนถึงวัยเด็กเล็ก จึงควรใหความสำคัญตอการเตรียมพรอมการเลี้ยงลูกดวยนมแม ทั้งนี้ ในทางการแพทยแผนไทย ไดกลาวถึง ลักษณะแมนมที่ดี (แมนมเบญจกัลยาณี) ดังปรากฏในตำราการแพทยไทยเดิม คัมภีรปฐมจินดา ดังขอความตอไปนี้
  • 62.
    52 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภระยะคลอด ระยะหลังคลอด “ลักษณะแมนมที่ดี (แมนมเบญจกัลยาณี) ทีนี้ จะวาดวยลักษณะแหงแมนมอันดี ซึ่งกุมารรับประทาน มิไดเปนโทษนั้น มีอยู 4 ประการ ตอไปดังนี้ หญิงจำพวกหนึ่งมีกลิ่นตัวหอมดังกลวยไม ไหลผาย สะเอวรัด หลังราบ สัณฐานตัวดำแลเล็ก แกมใส มือแลเทาเรียว เตานมดังอุบลพึ่งแยม ผิวเนื้อนั้นแดง เสียงดังเสียงสังข รสน้ำนมนั้นหวานมันเจือกัน ลักษณะ หญิงอยางนี้ทานจัดเปนหญิงเบญจกัลยาณี ใหเลือกเอาไวใหกุมารบริโภคเถิดดีนัก หญิงจำพวกหนึ่งมีกลิ่นตัวดังดอกอุบล เสียงดังเสียงแตร ไหลผาย ตะโพกรัด แกมพอง นิ้วมือแลนิ้วเทา เรียวแฉลม เตานมดังบัวบาน ผิวเนื้อเหลือง น้ำนมขนมีรสอันหวาน ลักษณะหญิงอยางนี้ ทานจัดเปนหญิง เบญจกัลยาณี ใหเลือกเอาไวใหกุมารบริโภคเถิดดีนัก หญิงจำพวกหนึ่งมีกลิ่นตัวไมปรากฏหอมหรือเหม็น เอวกลม ขนตางอน จมูกสูง เตานมกลมหัวนมงอน ดังดอกอุบลพึงจะแยม รสน้ำนมนั้นหวานมันสักหนอย ลักษณะหญิงอยางนี้ทานวาเปนหญิงเบญจกัลยาณี ใหเลือกเอาไวใหกุมารบริโภคเถิด น้ำนมดีนัก หญิงจำพวกหนึ่งมีกลิ่นตัวหอมเผ็ด เสียงดังเสียงจักจั่น ปากดังปากเอื้อน ตาดังตาทราย ผมแข็งชัน ไหลผาย ตะโพกผาย หนาผากสวย ทองดังกาบกลวย นมพวง น้ำนมขาวดังสังข รสน้ำนมนั้นมันเขมสักหนอย เลี้ยงลูกงาย ลักษณะหญิงจำพวกนี้ทานจัดเปนหญิงเบญจกัลยาณี ใหเลือกเอาไวกุมารบริโภคเถิด น้ำนมดีนัก ลักษณะแมนม 4 จำพวกนี้ เปนแมนมเบญจกัลยาณี ทานจัดสรรเอาไวถวายพระมหาบุรุษราชเจาให เสวยครั้งนั้น เรียกวา ทิพโอสถประโยธรดุจน้ำสุราอมฤต ถาแลกุมารกุมารีผูใดไดบริโภค ดุจดื่มรับประทานซึ่ง โอสถอันเปนทิพย น้ำนมที่กลาวมาทั้ง 4 จำพวก ถึงวากุมารผูนั้นจะมีโรคก็อาจบำบัดเสียไดซึ่งโรควินาศฉิบหาย ทุกประการ เพราะน้ำนมมีคุณดังโอสถ แลมิไดแสลงโรคดีนัก” สวนประกอบของถันประโยธร ประกอบดวย อากาศธาตุ (รูเปดหัวนม) ปกคลุมดวยตโจ (ผิวหนัง) ภายในเตานมประกอบไปดวยมังสัง (กลามเนื้อรอบตอมน้ำนม) ตอมน้ำนม ทอน้ำนมที่มีผนังเปน “มังสัง” ชวย หดคลายตัวบีบใหน้ำนมเคลื่อนออกมาไดจากลมกุจฉิสยาวาตาจากการกำกับของ “สัตถกวาตะ” ดานในผนัง ทอเปนเยื่อผุผิวหรือหนังเปยก (ตะโจ) ผลิตสารหลอลื่นเปน “อุระเสมหะ” มีเมโทร (ไขมัน) เปนสวนประกอบ ของเตานม มีการผลิต “อพัทธปตตะ” (ฮอรโมน) มี “บุปโพ (น้ำเหลือง)” เขาไปหลอเลี้ยงพรอม “โลหิตัง” ตัวเตานมแขวนอยูบนผนังทรวงอกที่มี “อัฏฐิ (กระดูกซี่โครง)” และ “มังสัง (กลามเนื้อทรวงอก)” ในทางการแพทยแผนไทย จะเนนตรวจเพื่อพิจารณาวา เตานมนั้นจะผลิตน้ำนมที่เหมาะตอการเลี้ยงดู บุตรหรือไม (น้ำนมดี) หรือไมเหมาะ (น้ำนมชั่ว) ตองมีแนวทางการใหคำแนะนำในการแกไขใหหญิงตั้งครรภ มีความพรอมตอการเลี้ยงดูบุตรดวยนมแมกอนที่จะถึงระยะคลอดตอไป ทั้งนี้ การเตรียมพรอมการเลี้ยงลูกดวยนมแมควรเริ่มจากซักประวัติเกี่ยวกับความรูความเขาใจและ ทัศนคติการเลี้ยงลูกดวยนมแม ประวัติเลี้ยงลูกดวยนมแมในครรภกอน ประวัติสุขภาพประเมินความเสี่ยงขณะ ตั้งครรภ ตรวจลักษณะหัวนมและเตานมในการฝากครรภครั้งแรกและอีกครั้งเมื่อใกลคลอดแนะนำใหสตรี ฝกตรวจเตานมดวยตัวเอง และใหผูเชี่ยวชาญประเมินซ้ำหากสงสัยวามีความผิดปกติของเตานมหรือหัวนม
  • 63.
    53 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด วิธีการตรวจประเมินเบื้องตนของลักษณะหัวนม 1) การสังเกตลักษณะของเตานมและหัวนม คือ การดูแลวัดความยาวของหัวนม จากฐานลานนม  หัวนมปกติ - หัวนมยาว 0.7 - 1 ซม.  หัวนมสั้น - หัวนมยาวนอยกวา 0.7 ซม.  หัวนมบอด - หัวนมจะไมยื่นออกมา หรือบุมลงไป 2) Pinch Test คือ การวางหัวแมมือและนิ้วชี้ไวที่ฐานของหัวนม ใกลกับขอบลานนม จากนั้นคอย ๆ กดนิ้วหัวแมมือและนิ้วชี้เขาหากัน เพื่อบีบหัวนมเบา ๆ ใหหัวนมยื่นออกมาจากลานนม  หัวนมปกติ - หัวนมจะยื่นออกมา จากลานนมปกติ ประมาณ 1 ซม.  หัวนมสั้น - หัวนมจะอยูกับที่ หรือเคลื่อนเล็กนอย  หัวนมบอด - หัวนมของคุณแม จะหดตัวกลับและจมลงไป 3) Waller’s Test คือ การวางมือบนเตานมใหนิ้วหัวแมมือและนิ้วชี้ วางราบไปกับผิวหนัง ใหนิ้ว ทั้งสองนั้นอยูชิดหัวนมตรงรอยตอระหวางหัวนม และลานหัวนม จากนั้นกดนิ้วทั้งสองเขาหากัน เปนการเลียนแบบ การดูดนมตามธรรมชาติของลูก ซึ่งหากคุณแมจับหัวนมได แสดงวาลูกนอยสามารถดูดนมแมได แตถาหัวนมผลุบลงไปจับไมติด แสดงวาหัวนมแบนราบเกินไปหรือหัวนมบุม จะทำใหลูกดูดนมแมไมได ความผิดปกติของหัวนมที่พบบอย หัวนมสั้น โดยทั่วไปหัวนมไมควรสั้นกวา 1 ซม. ถาหัวนมสั้นมากเด็กจะดูดนมไมได ยกเวนลาน หัวนมและเตานมนุมมาก ซึ่งสามารถทดสอบไดโดยใชนิ้วชี้และนิ้วหัวแมมือวางที่ขอบลานหัวนมเล็กนอยแลวรูด ไปที่หัวนม ถาหัวนมยาวได 1 ซม. แสดงวาหัวนมปกติ หัวนมบอด อาจเกิดจากมีพื้นที่ฐานหัวนมนอยเกินไป ทอนมสั้นกวาปกติรั้งหรือหดเขาไป หรือมี พังผืดดึงรั้งหัวนมไว ภาพที่ 3.1 หัวนมปกติ ภาพที่ 3.2 หัวนมสั้น ภาพที่ 3.3 หัวนมแบน ภาพที่ 3.4 หัวนมบุม ภาพที่ 3.5 หัวนมยาว ภาพที่ 3.6 หัวนมบอด ภาพ 3.1 – 3.6 แสดงลักษณะของหัวนมที่พบในรูปแบบตาง ๆ
  • 64.
    54 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภระยะคลอด ระยะหลังคลอด วิธีการแกไขความผิดปกติของหัวนม กรณีหัวนมไมสั้นมากสามารถให Nipple rolling หรือ Hoffmann's maneuver ได แตถาหากมีการ หดรัดตัวของมดลูกใหหยุดการแกไข ไมแนะนำในแมมีประวัติ Preterm หรือมีความเสี่ยง Preterm labor  Nipple rolling โดยใชนิ้วหัวแมมือและนิ้วชี้จับดานขางของหัวนมที่ติดกับลานนมยืดขึ้นและคาง ไวหรือนวดคลึงเบา ๆ ทำซ้ำ 10 ครั้ง วันละ 2 ครั้ง  Hoffmann's maneuver โดยใหวางหัวแมมือชิดโคนหัวนมกดนิ้วพรอมรูดจากฐานหัวนม ในทิศทางซายขวาออกเบา ๆ เปลี่ยนเปนวางในทิศบนลางและดึงออกเบา ๆ นับเปน 1 ครั้ง ควรบริหารขางละ 30 ครั้ง หลังอาบน้ำ จะใหผลดีในรายหัวนมบุมเล็กนอย  Breast shells/Breast cups หรือการใชปทุมแกวโดยจะใสไวใตยกทรงในไตรมาสสุดทายของการ ตั้งครรภ เริ่มตนดวยใสวันละ 2-3 ชั่วโมง เมื่อคุนเคยแลวใหใสเฉพาะกลางวัน เมื่อคลอดลูกแลว ใหใสกอน ใหนมบุตร 30 นาทีกอนใหลูกดูดนม  Syringe puller โดยดึงลูกสูบขึ้นประมาณ 1/3 ของกระบอก แลวนำดานที่มีปกมาครอบหัวนม ใหสนิท ดึงลูกสูบชา ๆ จนเห็นหัวนมยื่นยาวออกมา  Nipple puller ใชนิ้วมือบีบกระเปาะยางแลวไปครอบหัวนม ปลอยนิ้วที่บีบกระเปาะเบา ๆ ภาพที่ 3.7 Breast shells ภาพที่ 3.8 Syringe puller ภาพที่ 3.9 Nipple puller กลาวโดยสรุป การดูแลเตานมสำหรับหญิงตั้งครรภเปนการเตรียมพรอมเตานม เพื่อใหหลังคลอด มารดาสามารถเลี้ยงทารกดวยนมมารดาได และยังชวยกระตุนการไหลเวียนโลหิต ลดอาการตึงหรือปวดเตานม ในขณะที่เตานมยืดขยายอีกทางหนึ่ง ขอควรระวัง : ไมควรกระตุนดวยการนวดจับหรือสัมผัสเตานมและหัวนมนานเกินไป ควรเริ่มเมื่ออายุ ครรภ 14 สัปดาหขึ้นไป เนื่องจากการกระตุนเตานม รางกายจะสงสัญญาณไปที่สมอง อาจทำใหมดลูกบีบรัดตัว จนแทงหรือคลอดกอนกำหนดได
  • 65.
    55 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 7. หัตถการทางการแพทยแผนไทยในสตรีตั้งครรภ 7.1 การนวดไทยในสตรีตั้งครรภ การนวดไทยมีสวนชวยเตรียมความพรอมใหสตรีตั้งครรภที่จะเขาสูกระบวนการคลอด ดวยเตรียม กลามเนื้อที่ใชในการคลอด ไดแก กลามเนื้อบริเวณฝเย็บ หลัง ขา หนาทอง บา และไหล จึงมีสวนใหลมเบงดี คลอดงาย ลดความปวดและการเสียเลือด ประโยชนโดยรวมที่เกิดขึ้น คือ บรรเทาอาการปวดบริเวณคอ หลัง บา ไหล เอว แขน และขา ชวยใหรางกายผอนคลายจิตใจสบายขึ้น ลดความเครียด และความวิตกกังวล เนื่องจากการนวดทำใหการไหลเวียนของเลือดดี จึงเพิ่มออกซิเจนใหกลามเนื้อ ลดอาการตึงเกร็งของกลามเนื้อ ขอตอ กลามเนื้อ และเอ็นสวนที่รับน้ำหนัก การนวดไทยในสตรีตั้งครรภ ควรหลีกเลี่ยงการนวดในชวงไตรมาสแรก (อายุครรภ 1-3 เดือน) เนื่องจากอาจกระตุนใหเกิดการแทง การคลอดกอนกำหนด ขอเคลื่อน ชวงเวลาที่เหมาะสมตอการนวด คือ อายุครรภ 4 เดือนขึ้นไป ซึ่งระยะนี้สตรีตั้งครรภมักมีอาการไมสุขสบาย เชน ออนเพลีย นอนไมหลับ คลื่นไส อาเจียน ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดเมื่อยหลัง บั้นเอว สะโพก ตนขา ขาบวม ถวงทอง ตะคริวที่นอง เดินไมสะดวก ซึ่งตองมีเทคนิคและการลงน้ำหนักในการนวดที่เหมาะสม จึงตองไดรับการนวดโดยผูประกอบ วิชาชีพแพทยแผนไทยดานการนวดไทยที่มีความรูและทักษะการนวดในสตรีตั้งครรภเพื่อความปลอดภัย การนวดไทยสำหรับสตรีตั้งครรภใหนวดครั้งละ 1-2 ชั่วโมง วันละ 1 ครั้ง เมื่อมีอาการ ไมสุขสบาย โดยทาทางที่เหมาะสม ดังนี้ 1) ทานอนหงาย (หากสตรีตั้งครรภหายใจไมสะดวก ใหใชหมอนหนุนศีรษะ ยกแผนหลังใหสูง) เหมาะสำหรับนวดเทา ขา แขน และมือ 2) ทานอนตะแคง เหมาะสำหรับนวดเทา นอง สะโพก หลัง สะบัก 3) ทานั่ง ใหสตรีตั้งครรภนั่งกับพื้นหรือนั่งเกาอี้ นวดบริเวณหลัง โคงคอ ศีรษะ ขอควรระวัง  หากมีภาวะแทงคุกคาม เสนเลือดขอดหรือภาวะแทรกซอนอื่น ๆ ควรหลีกเลี่ยงการนวดหรือ ปรึกษาแพทยกอน  สตรีตั้งครรภในชวงอายุครรภ 9 เดือนขึ้นไป ตองระมัดระวังในการนวด เนื่องจากมีสวนชวย กระตุนใหมดลูกหดรัดตัว ปากมดลูกเปด เกิดการคลอดกอนกำหนดได  สตรีตั้งครรภที่มีภาวะความดันโลหิตสูง (>140/90 mmHg) ตองประเมินอาการและความ ปลอดภัยวานวดไดหรือไม นวดไดระดับใด และการนวดตองไมนวดจุดที่กระตนใหความดันโลหิตสูงขึ้น  หลีกเลี่ยงการนวดบริเวณทอง เพราะอาจจะกระทบตอเด็กในครรภได ขอหาม  หามนวดในสตรีที่มีอายุครรภนอยกวา 4 เดือน  หามกดจุดที่ฝาเทา บั้นเอว
  • 66.
    56 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภระยะคลอด ระยะหลังคลอด  หามเหยียบ หรือดัด หามปด-เปด ประตูลมที่ขาหนีบ  หามนวดในทานอนคว่ำ  หามนวดในสตรีตั้งครรภที่มีภาวะแทรกซอน เชน โรคหัวใจ เบาหวาน ทั้งนี้ มีขอมูลการศึกษาวิจัยสนับสนุนเกี่ยวกับการนวดไทยในสตรีตั้งครรภ พบวา มีสวนชวยกระตุน การหลั่งสารออกซีโตซิน ซึ่งเปนฮอรโมนที่ชวยใหมดลูกหดรัดตัวดีขึ้น โดยชวยลดความปวด และลดระยะเวลา คลอดในระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ได 7.2 การประคบสมุนไพรในสตรีตั้งครรภ การประคบสมุนไพรไทยเปนการรักษาแบบดั้งเดิมของไทยที่ใชควบคูกับการนวดไทยเพื่อบำบัดรักษา อาการปวดเมื่อย เนื่องจากสตรีตั้งครรภสวนใหญมีอาการปวดตามรางกายบริเวณไหล หลัง เอว แขน และขา การประคบเปนการใชความรอนตื้นอุณหภูมิระหวาง 40-45 องศาเซลเซียส ดวยการนำลูกประคบไปนึ่งจนรอน หรือนึ่งดวยหมอนึ่งไฟฟาขนาดกำลังไฟ 1,000 วัตต นาน 10 นาที หรือใชอุนในไมโครเวฟ จากนั้นนำมาประคบ บริเวณที่ปวดเมื่อยหลังการนวด หรือประคบสลับกับการนวดตามสวนตาง ๆ ของรางกายสตรีตั้งครรภ การประคบแตละครั้งนาน 15-30 นาที ประโยชนโดยรวมสามารถชวยลดอาการเกร็งของกลามเนื้อ และเพิ่ม การไหลเวียนของเลือด ความรอนจะกระตุนการไหลเวียนโลหิตและน้ำเหลือง เมื่อหลอดเลือดขยายสงผลให ออกซิเจนไปเลี้ยงเซลลรางกายเพิ่มขึ้น และความรอนชวยกระตุนการสงกระแสประสาทจากใยประสาทขนาด ใหญ ทำใหมีการปดกั้นกระแสประสาทความเจ็บปวด ไมใหสงไปสมอง ซึ่งเปนสวนที่แปลความรูสึกเจ็บปวด จึงลดอาการปวด ทั้งยังชวยใหกลามเนื้อ เสนเอ็น และพังผืดออนตัว กลามเนื้อยืดหยุนดีขึ้น และสมุนไพรที่ถูก ความรอนจะมีกลิ่นหอมระเหยออก จึงชวยใหระบบประสาทผอนคลาย และรูสึกสดชื่น ขอหามและขอควรระวัง  หามใชการประคบสมุนไพรในกรณีที่มีการอักเสบ (ปวด บวม แดง รอน) ในชวง 24 ชั่วโมงแรก เพราะจะทำใหบวมมากขึ้น และเลือดออกมากขึ้นได  ระวังการใชลูกประคบที่รอนเกินไป โดยเฉพาะกับบริเวณผิวหนังที่ออน บริเวณที่มีกระดูกยื่น หรือบริเวณที่เคยเปนแผลมากอน โดยควรมีการทดสอบความรอนบริเวณทองแขนกอนการประคบทุกครั้ง หากลูกประคบรอนมากใหใชผาขนหนูหอลูกประคบกอน  ระวังในกรณีที่เปนผูปวยโรคเบาหวาน เพราะมักมีความรูตอบสนองชา อาจทำใหผิวหนังไหมพอง ไดงาย ควรใชลูกประคบที่ไมรอนจัด  หลังการประคบสมุนไพรไมควรอาบน้ำทันที เพราะจะไปชะลางตัวยาออกจากผิวหนัง และอุณภูมิ ของรางกายปรับเปลี่ยนไมทันอาจจะทำใหธาตุในรางกายเสียสมดุลได
  • 67.
    57 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 8.โภชนศาสตรทางการแพทยแผนไทยสำหรับสตรีระหวางตั้งครรภ องคความรูทางการแพทยแผนไทยเกี่ยวกับการรับประทานอาหารในสตรีตั้งครรภ เปนไปเพื่อปรับสมดุล ธาตุรางกาย บำรุงโลหิต บำรุงกำลัง ทำใหเจริญอาหาร แกออนเพลีย และบำรุงหัวใจ โดยจะใชพืชสมุนไพร ตามสรรพคุณตาง ๆ ประกอบเปนเมนูอาหาร โดยสมุนไพรรสเปรี้ยว ชวยลดอาการคลื่นไส อาเจียน ผะอืดผะอม สมุนไพรรสหวาน รสหอม รสมัน รสเย็น ลดอาการออนเพลีย เปนลมงาย ชวยใหสตรีตั้งครรภสดชื่น สมุนไพรรสเผ็ดรอน รสขม ชวยลดอาการทองอืด ทองเฟอ อาหารไมยอย แนนอึดอัดทอง ทองผูก สมุนไพรรสขม ชวยใหนอนหลับดี สมุนไพรรสจืด รสหวาน ชวยลดอาการแสบยอดอก รายละเอียดดังนี้ 8.1 หลักการเลือกอาหารสำหรับการบำรุงครรภสตรี 1) อาหารในชวงของการตั้งครรภ 12 สัปดาหแรก (1-3 เดือน) การดูแลสตรีตั้งครรภดวยอาหารบำรุงครรภในชวงระยะเวลานี้นับวาเปนสิ่งที่สำคัญอยางยิ่งเนื่องจาก รางกายตองการอาหารที่มีปริมาณและคุณคาทางโภชนาการสูง สำหรับทารกในครรภและสำหรับผลิตน้ำนม ซึ่งจะชวยใหแมมีน้ำนมใหบุตรเพียงพอ และชวยบำรุงซอมแชมความทรุดโทรมของรางกายแม ชวงนี้มักมี อาการแพทอง คลื่นไส อาเจียน เหม็นอาหารที่มีกลิ่นฉุน ซึ่งอาการเหลานี้จะแตกตางกันในแตละคน สตรีตั้งครรภบางคนอาจไมมีอาการเลย 2) ชวงอายุครรภ 12 สัปดาหขึ้นไปจนถึงคลอด เปนชวงที่อาการแพทองจะลดลง สารอาหาร ที่ลูกไดรับจากแมสำคัญอยางยิ่งตอการเจริญเติบโตโดยตองเนนความครบถวนทางโภชนาการหรือคุณภาพ ของอาหาร เพื่อชวยในการเติบโตทางรางกายและสมองของลูก โดยเฉพาะธาตุเหล็ก วิตามินตาง ๆ แคลเซียม และโปรตีน เพราะแทบทุกสวนของรางกายลูกสรางขึ้นมาจากโปรตีน ตามตัวอยางรายการอาหาร และสมุนไพร ดังตอไปนี้ องคความรูการแพทยแผนไทยในการใชสมุนไพรสำหรับสตรีระหวางตั้งครรภ อาการที่พบบอย สมุนไพรแนะนำ ตัวอยางรายการอาหาร คำแนะนำ คลื่นไส อาเจียน ขิง กะเพรา มะดัน มะเขือเทศ มะกรูด มะขาม ถั่ว มันเทศ เผือก สมอเทศ สมอไทย มะตูม มะขามปอม ปลาผัดขิง ไกผัดขิง ขาวตม ยำวุนเสน ตมปลาทูมะดัน ขาวยำ ผัดเปรี้ยวหวาน ซุปไกมะเขือเทศ น้ำพริกมะขาม บัวลอยน้ำขิง ขาวตมทรงเครื่อง ปลาผัดขิง เตาหูผัดขิง ตมรากบัวใส กระดูกหมู ถั่วลิสง ถั่วตม น้ำขิง น้ำสมุนไพรตรีผลา น้ำมะตูม - หากมีอาการรุนแรง ควรปรึกษาแพทย - รับประทานอาหารที่ยอยงาย - หลีกเลี่ยงอาหารมัน หรือน้ำอัดลม - รับประทานอาหาร ครั้งละนอย ๆ แตบอยมื้อ ทองอืด ทองเฟอ กะเพรา เรว ขมิ้น ขิง ขา พริกไทย มะกรูด ผักชี กระชาย กะเพรากุง ตมยำปลา ปลาตมขมิ้น ตมขาไก ทอดมันปลากราย แกงจืดเตาหูหมูสับ ผัดฉาปลา น้ำขิง - รับประทานอาหารที่ยอยงาย - หลีกเลี่ยงอาหารมัน หรือน้ำอัดลม - รับประทานอาหาร ครั้งละนอย ๆ แตบอยมื้อ
  • 68.
    58 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภระยะคลอด ระยะหลังคลอด อาการที่พบบอย สมุนไพรแนะนำ ตัวอยางรายการอาหาร คำแนะนำ ทองผูก สะเดา ใบเหลียง ตำลึง มะละกอ มะขาม ขี้เหล็ก มะกอก สะเดาน้ำปลาหวาน ผัดใบเหลียง แกงจืดตำลึง แกงสมมะละกอ แกงขี้เหล็ก ตมปลาใบมะขาม น้ำมะขาม -รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เชน ผัก ผลไม ขาวกลอง - หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสฝาด - ดื่มน้ำอุนตอนเชา - ไมกลั้นอุจจาระ ควรขับถาย ใหตรงเวลา ริดสีดวงทวาร สะเดา มะละกอ แมงลัก ขี้เหล็ก มะเขือเทศ มะขาม สะเดาน้ำปลาหวาน มะละกอผัดไข แกงเลียงผักรวม แกงขี้เหล็ก ตมปลาใบมะขาม น้ำพริกออง น้ำเตาหูทรงเครื่อง - อุจจาระใหเปนเวลา - ดื่มน้ำใหมากเพียงพอ - รับประทานอาหารที่มีกากใย - ออกกำลังกายสม่ำเสมอ - แชกนในน้ำอุนเพื่อบรรเทา อาการริดสีดวงทวาร - ถามีอาการปวดหรือมี เลือดออกควรพบแพทย ตะคริว งาดำ ใบชะพลู ใบยอ ผักกะเฉด ขมิ้นขาว ใบแตว กุยชาย แค ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ขาวยำ เมียงคำ ยำรวมมิตร ผัดผักกะเฉด ผัดตับใสกุยชาย หอหมกปลาซิว ขมิ้นขาว ใบแตว และยอดแคลวกจิ้มน้ำพริก งาคั่ว ยำเบญจสลัดสมุนไพร ยำมะมวง ปลากรอบ ปลาเล็กปลานอยทอด น้ำงาดำ น้ำเตาหูนมสด - ไมนั่ง นอน หรือเดินเปน เวลานาน ๆ - หลีกเลี่ยงการอยูในที่ที่มี อากาศเย็นมาก ๆ - ออกกำลังกายสม่ำเสมอ - รับประทานอาหารที่มี ประโยชนใหครบ 5 หมู - รับประทานอาหารประเภท ปลาและไขในมื้อเย็น หรือดื่มนมกอนเขานอน - ดื่มน้ำอยางนอยวันละ 8 แกว ตารางที่ 3.8แสดงขอมูลการใชสมุนไพรในรายการอาหารสำหรับสตรีระหวางตั้งครรภ 8.2 อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหรือไมควรรับประทานในสตรีตั้งครรภ อาหารสำหรับสตรีตั้งครรภเปนเรื่องสำคัญเพราะเปนประโยชนตอรางกายและการเจริญเติบโต ของทารกในครรภ สตรีตั้งครรภควรหลีกเลี่ยงอาหารที่รับประทานแลวทำใหเกิดอาการผิดปกติ ทางการแพทย แผนไทยเรียกวา “อาหารแสลง” คำวา “แสลง” ตามพจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน หมายถึง “ไมถูกกับ โรค”อาหารแสลงในทางการแพทยแผนไทย คือ อาหารที่เชื่อวาเมื่อรับประทานเขาไปแลวทำใหเกิดอาการ ไมสุขสบาย หรือเรียกวา “ผิดสำแดง” ซึ่งอาการผิดสำแดงแตละคนจะแตกตางกันออกไป เชน อาการลมตีขึ้น ปวดศีรษะ คลื่นไส อาเจียน หนามืด เปนลม ทองเสีย มีไข ปวดตามเนื้อตามตัว เปนตน โดยสามารถสรุปขอมูลไดดังนี้
  • 69.
    59 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด รายการอาหารที่ไมควรรับประทาน ในสตรีตั้งครรภ (อาหารแสลง) อาการผิดปกติที่อาจพบเมื่อรับประทาน อาหารรสจัด เชน อาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัดหรือ อาหารเครื่องปรุงแตงหรือมีผงชูรส ทำใหมีอาการปวดทอง หรือทองเสีย อาหารจำพวกแปง น้ำตาล หรืออาหารที่ทอดน้ำมันซ้ำ ๆ หากรับประทานในปริมาณมากจะทำใหเกิดโรคอวน หรือน้ำหนักเรับประทานเกณฑมาตรฐานในระหวาง ตั้งครรภ เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เชน น้ำอัดลม ซา กาแฟ กระตุนการทำงานของหัวใจ ทำใหหัวใจเตนผิดปกติ หรือบางรายนอนไมหลับเกิดการพักผอนไมเพียงพอ อาหารหมักดองหรืออาหารกระปอง เสี่ยงตอการรับสารเคมีที่เปนพิษตอรางกาย เชน สวนผสมของสารกันบูดหรือวัตถุกันเสียในอาหาร อาหารคางคืน อาหารแชแข็งและอาหารที่เก็บรักษาไดนาน อาจทำใหเกิดการบูด เนา หรืออาหารขึ้นรา ทองเสีย เนื่องจากอาหารเปนพิษ อาหารที่ปรุงไมสุกหรืออาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ เชน ลาบดิบ กุงแชน้ำปลา ยำหอยนางรม สมตำปูมา สมตำปูปลารา ซูซิ เสี่ยงตอการเกิดโรคพยาธิตาง ๆ ที่มากับเนื้อดิบ อาหารที่หวานจัดหรือผลไมที่มีรสหวาน เชน ทุเรียน เงาะ ลำไย เมื่อรับประทานในปริมาณมากอาจทำใหเกิดภาวะ น้ำตาลรับประทานในระหวางตั้งครรภ สมุนไพรหรือยาสมุนไพรที่มีรสรอนมาก เชน ยามีสวนผสม ของรากเจตมูลเพลิง ทำใหเสี่ยงตอการแทงได สมุนไพรหรือผลไมที่มีรสฝาด เชน เพกา ฝรั่งดิบ กลวยดิบ มะขามปอม ลูกหวา เปนกลุมสมุนไพรที่มีรสฝาดแสลงกับโรคทองผูกจะ ทำใหถายอุจจาระลำบาก และเสี่ยงตอภาวะโรค ริดสีดวงทวารได ตารางที่ 3.9แสดงขอมูลรายการอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหรือไมควรรับประทานในสตรีตั้งครรภ ทั้งนี้ เมื่อบูรณาการความรูรวมกับทางการแพทยแผนปจจุบัน ภาวะโภชนาการในสตรีตั้งครรภมีผลตอ สุขภาพของสตรีตั้งครรภ ตลอดจนการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกในครรภ เนื่องจากทารกในครรภได สารอาหารจากมารดาผานทางรก หากสตรีตั้งครรภรายใดมีภาวะทุพโภชนาการ จะสงผลใหทารกในครรภ เจริญเติบโตชา ทารกน้ำหนักนอย คลอดกอนกำหนด หรือภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ ดังนั้น ปริมาณ สารอาหารที่เพียงพอสำหรับสตรีตั้งครรภ ถือเปนสิ่งสำคัญโดยสตรีขณะตั้งครรภตองการปริมาณแคลอรี่เพิ่มขึ้น ประมาณ 300 กิโลแคลอรี่ตอวัน การตั้งครรภตองการพลังงานเพิ่มมากขึ้นทั้งหมด 68,000-80,000 กิโลแคลอรี่ ถาหากไมเพียงพอรางกายจะดึงเอาโปรตีนมาใชเปนพลังงานแทน แคลอรรี่ที่ไดรับมีผลโดยตรงตอน้ำหนักแรก คลอดของทารก
  • 70.
    60 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภระยะคลอด ระยะหลังคลอด ในชวงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ สตรียังไมมีความตองการพลังงานเพิ่มขึ้น แตความตองการพลังงาน ตองการสูงขึ้น ในไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภควรไดรับพลังงานเพิ่มขึ้น 340 กิโลแคลอรี่ โดยเฉพาะสตรีตั้งครรภ วัยรุนและวัยผูใหญ และเมื่อเขาสูไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ สตรีควรไดรับพลังงานเพิ่มขึ้นอีก 452 กิโลแคลอรี่ ปริมาณที่เพิ่มขึ้นเล็กนอยในแตละไตรมาส ทำใหสตรีตั้งครรภสามารถปรับเลือกชนิดและปริมาณที่เคยรับประทาน กอนการตั้งครรภไดงายขึ้น พลังงานสวนใหญที่สตรีตั้งครรภไดรับมาจากอาหารประเภท คารโบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน ซึ่งคารโบไฮเดรต และโปรตีน จะใหพลังงาน 4 กิโลแคลอรี่ตอน้ำหนัก 1 กรัม สวนไขมันใหพลังงาน 9 กิโลแคลอรี่ตอนาหนัก 1 กรัม ดังตอไปนี้ ขอมูลการใหพลังงานของสารอาหารแตละประเภท สารอาหาร ขณะไมตั้งครรภ ขณะตั้งครรภ ระยะใหนมบุตร กิโลแคลอรี่ 2,200 2,500 2,600 โปรตีน (กรัม) 55 71 71 คารโบไฮเดรต (กรัม) - 175 210 กากใย (กรัม) - 28 29 วิตามิน A (ไมโครกรัม) 800 750-770 1200-1300 วิตามิน D (ไมโครกรัม) 5 5 5 วิตามิน E (มก.) 8 15 19 วิตามิน K (ไมโครกรัม) - 75-90 75-90 วิตามิน C (มก.) 60 80-85 115-120 กรดโฟลิค (ไมโครกรัม) 180 600 500 ไนอาซิน (มก.) 15 18 17 ไรโบฟลาวิน (มก.) 1.3 1.4 1.6 ไธอามีน (มก.) 1.1 1.4 1.4 วิตาบิน B6 (มก.) 1.6 1.9 2.0 วิตามินB12(ไมโครกรัม) 2.0 2.6 2.8 แคลเซียม (มก.) 1200 1300 1300 โซเดียม (กรัม) - 1.2 1.5 โปแตสเซียม (กรัม) - 4.7 5.1 ฟอสฟอรัส (มก.) 1200 1200 1200 ไอโอดีน (ไมโครกรัม) 150 220 290 ธาตุเหล็ก (มก.) 15 27 10 แมกนีเซียม (มก.) 280 320 355 สังกะสี (มก.) 12 11-12 12-13 ตารางที่ 3.10 แสดงขอมูลปริมาณสารอาหารที่เพียงพอสำหรับสตรีขณะไมตั้งครรภ ขณะตั้งครรภและระยะใหนมบุตร
  • 71.
    61 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด ประเภทสารอาหารที่มีความจำเปนของสตรีตั้งครรภสามารถจัดหมวดหมู ไดดังนี้ คารโบไฮเดรต (Carbohydrates) เปนแหลงอาหารที่ใหพลังงานแกสตรีตั้งครรภและทารก ซึ่งอาจ อยูในรูปคารโบไฮเดรตเชิงเดี่ยวหรือคารโบไฮเดรตเชิงซอน  คารโบไฮเดรตเชิงเดี่ยว พบในผักและผลไม ประกอบดวย ไดแซคคาไรด ไดแก แลคโตส ซูโคส มอลโตส และโมโมแซคคาไรด ไดแก กลูโคส ฟรุกโตส และกาแลคโตส  คารโบไฮเดรตเชิงซอน พบในขาว แปง พืชที่มีเสนใย กลุมที่เปนเสนใยจะชวยในการดูดซึมน้ำ และการขับถาย กระตุนการเคลื่อนไหวของลำไส สำหรับสตรีตั้งครรภไมจำเปนตองรับประทานอาหารประเภทแปงเพิ่มขึ้น ควรรับประทานขาวเปน หลักวันละประมาณ 9 ทัพพี โดยเฉพาะขาวกลอง หรือขาวซอมมือเพราะมีสวนประกอบของ โปรตีน เกลือแร วิตามินบี และเสนใยอาหาร หรือสามารถทดแทนกับ กวยเตี๋ยว ขนมจีบ และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูง ไขมัน (Fat) ใหรับประทานตามปกติ ไมควรเพิ่มปริมาณ เลือกรับประทานไขมันจากพืช ซึ่งมีกรด ไขมันไมอิ่มตัวสูงนอยกวากรดไขมันที่มาจากสัตว การรับประทานไขมันมีความสำคัญสาหรับสตรีตั้งครรภและ ทารก เพราะรางกายจะไดกรดไขมันที่จำเปนที่รางกายไมสามารถสังเคราะหได เชน โอเมกา 3 (Omega-3 acids) พบมากในปลาแซลมอน และปลาเฮริง มีสวนชวยในการสรางระบบประสาท และพัฒนาการ การมองเห็นของทารกในครรภ โปรตีน (Protein) ขณะตั้งครรภรางกายตองการโปรตีนเพิ่มขึ้นเพื่อสรางเนื้อเยื่อของมารดาและทารก ในครรภ และเพิ่มปริมาณเลือดระหวางตั้งครรภ ในคนภาวะปกติตองการโปรตีนวันละ 55 กรัม ระหวาง ตั้งครรภตองการโปรตีนเพิ่มขึ้น 76 กรัมตอวัน สตรีควรรับประทานไขวันละ 1-2 ฟอง นมวันละ 2 แกว และรับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว ถั่วตาง ๆ ธัญพืช รวมดวย หากสตรีตั้งครรภแพโปรตีนจากสัตวสามารถ ทดแทนโดยรับประทานโปรตีนจากพืช เชน เตาหูหรือนมถั่วเหลือง วิตามิน (Vitamins) ควรรับประทานวิตามินและแหลงอาหารที่เพียงพอแกสตรีตั้งครรภ วิตามิน ที่ละลายในไขมัน ไดแก วิตามินเอ ดี อี และเค โดยจะถูกเก็บสะสมไวที่ตับ หากรับประทานมากไปจะเปนพิษตอตับ เชน ไดรับวิตามินเอ หากไดรับมากไปจะสงผลใหทารกพิการหรือมีความผิดปกติแตกำเนิด (Fetal defect) วิตามินที่ละลายน้ำได เชน วิตามินบี 6 บี 12 กรดโฟลิค วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และวิตามินบี 3 โดยวิตามิน ดังกลาวจะไมถูกเก็บสะสมไวในรางกายเหมือนวิตามินที่ละลายในไขมัน ดังนั้น การรับประทานอาหาร ประจำวันควรคำนึงถึงวิตามินที่ละลายน้ำดวย เพราะถาไดรับปริมาณที่มากไปจะถูกขับออกทางปสสาวะ จึงไม เปนอันตราย แตจะโดนทำลายในขั้นตอนการปรุงอาหาร เชน การลาง หรือการอุนอาหาร  กรดโฟลิค (Folic Acid) ชวยปองกันการเกิดความผิดปกติของทอระบบประสาท (Neural tube defects) ของทารกแรกเกิด และปองกันการเกิดภาวะปากแหวง (Cleft lip) และเพดานโหว (Cleft palate) จึงควรไดรับวันละ 400 ไมโครกรัมในขณะตั้งครรภ สำหรับสตรีตั้งครรภที่เคยมีประวัติคลอดบุตร มีความผิดปกติของทอระบบประสาทควรรับประทานโฟลิค อยางนอย 4 มิลลิกรัม กอนตั้งครรภ 4 สัปดาห
  • 72.
    62 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภระยะคลอด ระยะหลังคลอด จนถึงไตรมาสที่ 1 ของการตั้งครรภ ซึ่งสามารถชวยลดความเสี่ยงตอการความผิดปกติของทอระบบประสาทได รอยละ 80 และเมื่อตั้งครรภควรรับประทานโฟลิค วันละ 600 ไมโครกรัม  ไอโอดีน (Iodine) สตรีตั้งครรภสามารถสูญเสียไอโอดีนทางไตมากขึ้น แตโดยทั่วไปการ รับประทานเกลืออนามัยที่มีไอโอดีนก็เพียงพอกับความตองการขณะตั้งครรภ อยางไรก็ตาม ควรไดรับ 200- 500 ไมโครกรัม/วัน สำหรับรายที่ขาดไอโอดีนรุนแรงก็สงผลใหทารกในครรภเกิดความผิดปกติของรางกาย ทำใหมีรูปรางเล็กแคระ และสติปญญาบกพรองหรือเจริญเติบโตชา (Cretinism) ซึ่งจะมีความผิดปกติ ของระบบประสาทหลาย ๆ อยาง เกลือแร (Mineral) ที่รางกายสตรีตั้งครรภมีความจำเปนตองนำมาใชในระหวางตั้งครรภและสามารถ พบไดในอาหารที่รับประทานในชีวิตประจำวัน ไดแก ธาตุเหล็ก แคลเซียม โซเดียม  ธาตุเหล็ก (Iron) ขณะตั้งครรภรางกายตองการธาตุเหล็กประมาณ 1,000 มิลลิกรัม เพื่อใช ในการสรางเม็ดเลือดแดงของมารดา และเก็บสะสมไวในทารกโดยเก็บสะสมไวที่ตับเพื่อสรางเม็ดเลือดแดง ใหเพียงพอ ในระยะ 2-3 เดือนแรกที่ตั้งครรภ สตรีตั้งครรภตองการธาตุเหล็กเสริมวันละ 30 มิลลิกรัม แตถามี ภาวะโลหิตจางอาจจะเพิ่มเปนวันละ 60-120 มิลลิกรัม โดยจะเริ่มใหยาธาตุเหล็กเมื่อตั้งครรภเขาสูไตรมาสที่ 2 เพื่อปองกันการคลื่นไสอาเจียน ธาตุเหล็กดูดซึมดีเมื่อกระเพาะอาหารวาง แตสตรีตั้งครรภจะรูสึกไมสุขสบาย อาจมีอาการคลื่นไส อาเจียน จุกเสียดยอดอก ทองผูก ทองเสีย ดังนั้น ควรแนะนำใหสตรีตั้งครรภรับประทาน กอนนอน และเพื่อใหประสิทธิภาพการดูดซึมดีขึ้นควรดื่มพรอมน้ำ หรือน้ำผลไม ไมควรรับประทานพรอมกับ ชา กาแฟ หรือนม อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เชน เครื่องในสัตว ไขแดง ผักใบเขียวตาง ๆ  แคลเซียม สตรีตั้งครรภตองการแคลเซียมวันละประมาณ 1,200 กรัม เพื่อชวยในการสราง กระดูก ฟน การแข็งตัวของเลือด และการทำหนาที่ของระบบประสาทและกลามเนื้อ อาหารที่มีแคลเซียมสูง ไดแก นม กุงแหง ปลาเล็กปลานอย ปลาไสตัน ควรรับประทานแคลเซียมพรอมอาหาร และพรอมกับวิตามินดี เพื่อชวยในการดูดซึม ไมควรรับประทานพรอมกับธาตุเหล็ก  โซเดียม ความตองการโซเดียมในขณะตั้งครรภจะเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มปริมาตรเลือดและความ ตองการของทารกในครรภ โดยทั่วไปอาหารที่มีรสเค็มมีปริมาณโซเดียมเพียงพอกับความตองการในขณะ ตั้งครรภ น้ำ (Water) ชวยเพิ่มปริมาตรเลือด และเปนสวนประกอบในการเพิ่มเนื้อเยื่อของสตรีและทารก ในครรภ สตรีในระยะตั้งครรภควรดื่มน้ำวันละ 240 มิลลิลิตร หรือประมาณ 8 แกว 9. การออกกำลังกายในหญิงตั้งครรภ การออกกำลังกายจะชวยใหหญิงตั้งครรภรูสึกปลอดโปรงและสดชื่น ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น ลดอาการปวดเมื่อยที่หลัง ลดอาการเปนตะคริว เพิ่มความแข็งแรงใหกลามเนื้อใหสามารถรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น ขณะตั้งครรภได ระบบยอยอาหารทำงานดีขึ้น การขับถายปกติไมมีปญหาทองผูก เผาผลาญไขมัน ชวยควบคุม น้ำหนักระหวางตั้งครรภ ปองกันภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ
  • 73.
    63 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด หลักการออกกำลังกายในแตละชวงของการตั้งครรภ คือ 1. ตั้งครรภไตรมาสแรก (1-3 เดือน) ใหออกกำลังกายเบา ๆ ชา ๆ เชน การยืดเหยียดกลามเนื้อ การเดิน 2. ตั้งครรภไตรมาสที่สอง (4-6 เดือน) สามารถเพิ่มความหนักของการออกลังกายได เชน การเดินเร็ว เลนเวทเบา ๆ การปนจักรยานอยูกับที่ 3. ตั้งครรภไตรมาสสุดทาย (7-9 เดือน) ในชวงนี้คุณแมจะเริ่มมีทองใหญขึ้นแนะนำใหกลับมาออกกำลังกาย เบา ๆ เหมือนไตรมาสแรก โดยคุณแมที่มีอายุครรภตั้งแต 4 เดือนขึ้นไป ไมควรออกกำลังกายในทานอนหงายเพราะอาจทำให มดลูกไปกดทับเสนเลือดจนทำใหเลือดไปเลี้ยงมดลูกนอยลง อาจทำใหเกิดอันตรายตอทารกในครรภ อาการ ปวดหลังในขณะตั้งครรภ เกิดจากรางกายจะมีการเปลี่ยนแปลงทางฮอรโมน ทำใหขอตอออนตัวและมีการ ขยายตัวเพิ่มขึ้น เพื่อเตรียมตัวในการคลอดบุตรและเมื่ออายุครรภเพิ่มมากขึ้น รางกายจะมีการปรับตัวโดยมี การหดตัวของกลามเนื้อหลังและขอตอเพื่อรักษาสมดุลรางกายไวใหไมลม ทำใหเกิดภาวะหลังแอนมากขึ้น สงผลใหหญิงตั้งครรภมีอาการปวดหลังสวนลางมากขึ้น การบริหารรางกายในระยะตั้งครรภจะชวยลดอาการ ปวดหลัง เพิ่มความแข็งแรงของกลามเนื้อหลังและหนาทอง ทำใหสามารถทำกิจกรรมตาง ๆ ไดดีขึ้น ซึ่งสามารถปองกันอาการปวดหลังขณะตั้งครรภ โดยการรักษาทาทางใหอยูในอิริยาบถที่ถูกตอง และบริหาร รางกายและการยืดกลามเนื้อ รูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสม เปนการออกกำลังกายที่ไมมีแรงกระแทก หรือแรงปะทะ เชน 1. การยืดกลามเนื้อดวยทาบริหาร ษีดัดตน มณีเวช 2. การเดิน การวายน้ำ การปนจักรยานอยูกับที่ 3. การเตนแอโรบิกบนบกหรือในน้ำ 4. โยคะสำหรับคุณแมตั้งครรภ 5. การบริหารกลามเนื้ออุงเชิงกราน ขอปฏิบัติในการออกกำลังกาย ดังนี้ 1. ควรออกกำลังกายในระดับปานกลาง (อัตราการเตนของหัวใจไมเกิน 140 ครั้งตอนาที) สามารถพูดคุย ไดโดยไมมีอาการหอบเหนื่อยโดยใหเริ่มที่ 15 นาที กอนแลวคอย ๆ เพิ่มระยะเวลาจนได 20-30 นาที 3-5 ครั้ง ตอสัปดาห 2. มีการ warm up และ cool down ดวยทุกครั้งที่มีการออกกำลังกาย 3. ควรดื่มน้ำเพื่อชดเชยการเสียน้ำจากการออกกำลังกาย 4. ไมกลั้นหายใจขณะออกกำลังกาย 5. คุณแมตั้งครรภที่มีความเสี่ยง เชน ตั้งครรภแฝดหลายคน เคยมีประวัติแทงบุตร หรือคลอดกอน กำหนด เปนโรคหัวใจ แนะนำปรึกษาแพทยกอนการออกกำลังกายเพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้ ควรปองกันอาการปวดหลังขณะตั้งครรภ โดยการรักษาทาทางใหอยูในอิริยาบถที่ถูกตอง ดังนี้
  • 74.
    64 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภระยะคลอด ระยะหลังคลอด ทานอน ในชวงไตรมาสแรก การนอนหงายใหเอาหมอนหรือ ผารองใตเขา เพื่อลดความตึงตัวของหลังและขา ในชวงไตรมาสที่ 2 -3 ขนาดทองเริ่มใหญขึ้น แนะนำให นอนตะแคงซาย จะชวยใหเลือดไหลเวียนไดดีขึ้น โดยสามารถหาหมอนมารองดานหนาและดานหลัง เพื่อใหคุณแมผอนคลายหลับสบายไดดีขึ้น การจัดทานั่ง นั่งเกาอี้ที่มีพนังพิง นั่งเกาอี้ที่มีที่รองขาใหขาไดเหยียด ผอนคลาย ปองกันเทาบวมในกรณีนั่งนาน ๆ ในขณะที่มี การนั่งใหกระดกขอเทาขึ้นลง เพื่อกระตุนการไหลเวียน จากสวนปลายไปสวนตน ลักษณะเกาอี้ตองไมต่ำจนเกินไป (ระดับสะโพกไมต่ำกวาเขา) ทาทางการยกของ หากตองหยิบของจากพื้น ไมกมลงไปตรง ๆ ใหใชวิธีกาว ขาและยอเขา พยายามรักษาแนวกระดูกสันหลังใหอยูใน ระดับแนวตรง ไมยกสิ่งของที่น้ำหนักมากอาจทำใหเกิด การบาดเจ็บของกลามเนื้อหลังและกระดูกสันหลังได ไมควรนั่งเกาอี้ที่ไมมั่นคงเชน เกาอี้ลอเลื่อน ไมควรนั่งหลังงอ ภาพที่ 3.10 ทานอนที่เหมาะสมสำหรับสตรีตั้งครรภ ภาพที่ 3.11 ทานั่งที่เหมาะสมสำหรับสตรีตั้งครรภ ภาพที่ 3.12 ทานั่งที่ไมเหมาะสมสำหรับสตรีตั้งครรภ ภาพที่ 3.13-14 ทายกของที่เหมาะสมและ ไมเหมาะสมสำหรับสตรีตั้งครรภ
  • 75.
    65 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด การทำกายบริหารดวยทา ษีดัดตน ษีดัดตนเปนการบริหารรางกาย จิต และลมหายใจไปพรอม ๆ กัน ซึ่งสถาบันการแพทยแผนไทย กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ไดคัดเลือกจากทาจำนวนมาก จนไดทา พื้นฐานรวมทั้งหมด 15 ทา โดยแตละทามาจากการอิริยาบถในชีวิตประจำวัน ประกอบดวย ทายืนนอน และนั่ง บางทามีการกดหรือบีบนวดรวมไปดวย จึงทำใหโลหิตหมุนเวียนดี เพิ่มความยืดหยุนของขอสะโพก และลำตัว เพิ่มความแข็งแรงของกลามเนื้อสวนตาง ๆ ทั่วรางกาย รวมทั้งกลุมกลามเนื้อที่ชวยในการหายใจ ลดความตึง ของเสนเอ็น ทำใหรางกายแข็งแรง ษีดัดตนจึงเปนการบริหารรางกายที่ออนโยน เกิดการ เคลื่อนไหว ตามธรรมชาติของแขนขา ขอตอ จึงเหมาะกับสภาวะตั้งครรภ ขณะฝกจิตจะจดจอกับการ เคลื่อนไหว ของรางกาย และลมหายใจ เปนการเจริญสติ กอใหเกิดความสงบ ผอนคลาย ลดอารมณที่ไมพึง ประสงค ชวยเพิ่มประสิทธิภาพของการหายใจหากไดฝกควบคุมลมหายใจควบคูไปดวยขณะปฏิบัติ ชวงตั้งครรภหากใหสตรีฝก ษีดัดตน สตรีตั้งครรภจะดำรงความแข็งแรงของรางกาย และมีจิตใจสงบ ลดอาการไมสุขสบายตาง ๆ ไมวาจะเปนอาการปวด เหนื่อยลา หายใจลำบาก ทองอืด ทองผูก หงุดหงิด วิตกกังวล เปนตน ซึ่งสตรีตั้งครรภไมจำเปนตองทำครบ 15 ทาพื้นฐาน แตใหเลือกทาที่เหมาะสมกับตนเอง ซึ่งหลักการฝกทา ษีดัดตนอยางถูกตอง คือ ทำแบบคอยเปนคอยไป เนนทานั่งเปนหลัก เมื่อทำทายืน ตองระมัดระวัง รักษาการทรงตัวไว สวนทานอนไมเลือกทาคว่ำหรือทานอนหงายเมื่ออายุครรภมาก เนื่องจาก ขนาดครรภที่โตจะกดทับเสนเลือดทำใหการไหลเวียนเลือดไมดี ใหประสานการเคลื่อนของรางกายกับจิต และลมหายใจไปดวยกันขณะฝก ษีดัดตน เพราะจะเกิดประโยชนสูงสุด (รายละเอียดการฝก ษีดัดตน 15 ทา พื้นฐานแสดงอยูในภาคผนวก) การจัดสมดุลโครงสรางรางกายดวยมณีเวช ระยะตั้งครรภ การปรับสมดุลโครงสรางรางกายในหญิงตั้งครรภนั้นมีความสำคัญอยางมากทั้งแมและลูก เนื่องจาก หากคุณแมมีโครงสรางรางกายที่สมดุลก็จะชวยใหเลือดลมไหลเวียนไดดี ลดความเสี่ยงของการเกิดอาการตาง ๆ ในระยะตั้งครรภ เชน อาการแพทอง เหนื่อยงาย ความดันโลหิตสูงหรือบวม ปวดหลัง ปวดเมื่อยกลามเนื้อ ตะคริว ทองผูก นอกจากนี้ยังมีผลตอเด็กในขณะที่อยูในครรภมารดาและมีผลตอการคลอดอีกดวย การใชมณีเวชปรับสมดุลโครงสรางรางกายในระยะตั้งครรภ ดังนี้ 1. หญิงตั้งครรภควรฝกบริหารมณีเวชทายืน 5 ทา (รายละเอียดในภาคผนวก) ทุกวันอยางสม่ำเสมอ 2. เมื่ออายุครรภตั้งแต 26 สัปดาห ใหเริ่มบริหารทางูแมวเตาเพิ่มเติมจากทายืน 5 ทา เพื่อปรับ โครงสรางทั้งรางกายใหเหมาะสมกับการขยายของอุงเชิงกราน ในกรณีผูที่ฝกทามณีเวช 8 ทาพื้นฐาน (รายละเอียดในภาคผนวก) มาตั้งแตกอนตั้งครรภอยางสม่ำเสมอทุกวัน สามารถทำทั้ง 8 ทาไดตั้งแตเริ่ม ตั้งครรภในกรณีที่ครรภใหญมากขึ้นไมสามารถทำทาเตาไดเนื่องจากติดทอง ก็สามารถทำเพียงทางูและแมวได
  • 76.
    66 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภระยะคลอด ระยะหลังคลอด 3. เมื่ออายุครรภ 38-39 สัปดาหหรือใกลคลอด ใหเตรียมความพรอมของการคลอด โดยเรียนรู ทาผีเสื้อมณีเวชไวเพื่อนำไปใชในระยะคลอด อาจลองฝกนั่งทาผีเสื้อ (รายละเอียดกลาวในบทที่ 2 การเตรียมตัว กอนตั้งครรภ) โดยการนั่งหลังตรง ฝาเทาประกบกัน ดึงเทาเขามาใกลตัว แขนเหยียดตรงใชมือทั้งสองขางกด เขาใหติดพื้นมากที่สุด การฝกนั่งทานี้เพื่อเพิ่มความยืดหยุนใหกับกลามเนื้อตนขาดานใน เมื่อถึงเวลาใกลคลอด จะสามารถนั่งทาผีเสื้อมณีเวชเพื่อเตรียมคลอดไดงายขึ้น ยกเวนในกรณีที่มีภาวะรกเกาะต่ำและมีเลือดออกมาก ทางชองคลอด 4. ในกรณีที่คุณแมมีโครงสรางที่ไมสมดุลและเกิดอาการผิดปกติ ควรทำการจัดสมดุลโครงสราง รางกายดวยวิธีการรักษาแบบมณีเวชโดยบุคลากรทางการแพทยที่มีประสบการณผานการอบรมทักษะการ จัดมณีเวชแลวเทานั้นในการทำหัตถการจัดปรับกระดูกใหเขาที่ตามสมดุลโครงสรางรางกายที่ตรวจพบ ตัวอยาง การจัดสมดุลมณีเวชเพื่อรักษาอาการผิดปกติในหญิงตั้งครรภ เชน อาการแพทอง ปวดเมื่อย ภาพที่ 3.15 สมดุลโครงสรางรางกาย กอนการรักษา (ดานหนา) ภาพที่ 3.16 สมดุลโครงสรางรางกาย หลังการรักษา (ดานหนา) ภาพที่ 3.17 สมดุลโครงสรางรางกาย กอนการรักษา (ดานหลัง) ภาพที่ 3.18 สมดุลโครงสรางรางกาย หลังการรักษา (ดานหลัง)
  • 77.
    67 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 10. ประเพณีและความเชื่อ ประเพณีและความเชื่อเกี่ยวกับการตั้งครรภมีสวนสำคัญที่ชวยปรับสมดุลทางใจใหสตรีตั้งครรภได โดยนอกจากการดูแลสุขภาพของสตรีขณะตั้งครรภสิ่งที่เปนคำแนะนำผานรูปแบบความเชื่อที่เปนภูมิปญญา ทองถิ่นหรือวิถีชาวบานตามวัฒนธรรมของแตละภูมิภาคนี้ หากไมขัดกับการรักษาทางการแพทยแลว สามารถ นำมาประยุกตใชรวมในการดูแลสุขภาพของสตรีไดตลอดชวงของการตั้งครรภจนถึงระยะหลังคลอด รวมถึง ทารกได ทั้งนี้วัตถุประสงคสำคัญคือเมื่อปฏิบัติแลวทั้งตัวมารดาและสมาชิกในครอบครัวรูสึกสบายใจ ถือเปน การชวยดูแลดานจิตใจ สังคม จิตวิญญาณและเปนการใหครอบครัวมีสวนรวมในการดูแลสุขภาพมารดาและ ทารกดวยได ทั้งนี้ มีขอมูลการศึกษาวิจัยเรื่องประเพณี ความเชื่อเกี่ยวกับ การตั้งครรภใน 4 พื้นที่ศึกษา 4 ภาค ของประเทศไทย มีขอมูลดังนี้ ในชวงระหวางการตั้งครรภ ความเชื่อ เรื่องการฝนและการทำนายเพศบุตรยังคงปรากฏอยูในกลุม มารดาชาวไทยโดยเมื่อฝนวาไดของมีคาพวก แกวแหวน สรอยคอ กำไล มักจะทำนายวาไดลูกสาว ในขณะที่ฝน วาไดพระ ไดทอง ไดอาวุไดปน ไดรบราฆาพัน เชื่อวาจะไดลูกชาย สวนความเชื่อในเรื่องอาหารการรับประทาน พบวา หญิงตั้งครรภมีทั้งความเชื่อในเรื่องอาหารที่ควรงด คือ เปนอาหารที่เชื่อวาทำใหคลอดลูกยากและเปนอันตรายตอสุขภาพลูก และอาหารที่สงเสริมใหรับประทาน ในทุกพื้นที่ศึกษา คือ น้ำมะพราว เพราะเชื่อวาทำใหลูกมีผิวพรรณดี นอกจากนั้นหญิงตั้งครรภสวนใหญเชื่อวา อาหารที่ตองการบริโภคขณะตั้งครรภ คือ ผลไมรสเปรี้ยว เปนตน สวนความเชื่อในเรื่องขอหามเกี่ยวกับประเพณีและการทำงานระหวางตั้งครรภ พบวาหญิงตั้งครรภ ในทุกพื้นที่ศึกษามักถูกหามไปรวมประเพณีงานศพ เพราะเชื่อวาจะทำใหรูสึกหดหูใจซึ่งอาจเปนอันตรายตอ สุขภาพเด็ก รวมถึงหามไปรวมงานประเพณีแตงงาน งานบวชนาค เพราะเชื่อวาจะเปนมารปดขวางไมใหพิธี ดังกลาวสำเร็จตามจุดมุงหมาย สำหรับขอหามในการทำงาน พบวา หามทำงานหนักโดยเฉพาะในชวงใกล คลอด เพราะเชื่อวาจะทำใหแทง และมักจะแนะนำหญิงตั้งครรภใหออกกำลังกายแบบเบา ๆ ตามปกติ เพราะเชื่อวาจะทำใหคลอดลูกไดงาย นอกจากนั้น ยังมีขอหามในเรื่องการมีเพศสัมพันธเมื่ออายุครรภประมาณ 5 - 6 เดือน และขอหามในเรื่องการเตรียมเสื้อผาและของใชไวใหเด็ก ซึ่งมารดารุนใหมจะปฏิบัติตามขอหาม ดังกลาวนอยลง
  • 78.
    68 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภระยะคลอด ระยะหลังคลอด เอกสารอางอิง 1. กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือกกระทรวงสาธารณสุข.พจนานุกรมศัพทแพทยและเภสัชกรรม แผนไทยฉบับราชบัณฑิตยสภาพ.ศ.2559.นนทบุรี: โรงพิมพสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ; 2560.MurrayS,McKinney E,HolubKS,Jones R.Foundationsofmaternal-newbornandwomen’s healthnursing.St.Louis:Elsevier;2019. 2. กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก.ตำราภูมิปญญาการผดุงครรภไทย.กรุงเทพฯ: จุฑาเจริญทรัพย;2560. 3. กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก.แนวทางการสงเสริมสุขภาพและปองกันโรคตามกลุมวัยดวย การแพทยแผนไทยกลุมแมและเด็ก(แรกเกิด-5ป).นนทบุรี:สถาบันการแพทยแผนไทย;2561. 4. คณะการแพทยแผนไทยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร.แพทยแผนไทยกับสาเหตุการณแทงบุตร [ออนไลน]. [เขาถึงเมื่อ13กุมภาพันธ 2567].เขาถึงจากhttps://www.ttmed.psu.ac.th/th/blog/202 5. คณะพยาบาลศาสตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร.การพยาบาลมารดาทารกและการผดุงครรภ 1.ม.ป.ท.:2563. 6. ชฎาภรณวัฒนวิไล.การพยาบาลสตรีที่มีภาวะฉุกเฉินในระยะตั้งครรภและคลอด.กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย; 2558. 7. ชลรสเจริญรัตน.Breastfeeding(การเลี้ยงลูกดวยนมแม)[อินเตอรเน็ต]2557.[เขาถึงเมื่อ18กุมภาพันธ 2567]. เขาถึงจากhttps://w1.med.cmu.ac.th/obgyn/lecturestopics/topic-review/2969/. 8. ชิดชนกพันธปอม.การพยาบาลหญิงตั้งครรภที่มีภาวะแทงคุกคาม: กรณีศึกษา.วารสารการแพทยโรงพยาบาล อุดรธานี 2566;31(1):106-15. 9. ทวี เลาหพันธ,เอื้อพงศ จตุรธำรงค,ชัชภามจันทบุตร,เทียมจิตทองลือ,ประมวลคำแกว,ประสพพร พันธเพ็ง และคณะ.การแทยแผนไทยในคณะแพทยศาสตร ศิริราชพยาบาล.ศุภวนิชการพิมพ:กรุงเทพฯ;2552. 10. ธนิษฐาทรรพนันทน และพระมหาสุขสันติ์ สุขวฑฺฒโน.กำเนิดมนุษยในทรรศนะของพระพุทธศาสนาและ การแพทยแผนไทยจากพระคัมภีรปฐมจินดา.การประชุมวิชาการระดับชาติ “วลัยลักษณวิจัย”ครั้งที่ 11; วันที่ 27-28มีนาคม2562;มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ. 11. ธีระทองสง.สูติศาสตร.ฉบับเรียบเรียงครั้งที่ 6. เชียงใหม:ภาควิชาสูติศาสตรและนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตรมหาวิทยาลัยเชียงใหม;2564. 12. นพเมศฐ ศรีจารุสิทธิ์.เตรียมความพรอมเตานมคุณแม กอนคลอดสำคัญอยางไร?[ออนไลน].[เขาถึงเมื่อ 19มิถุนายน2567.เขาถึงจาก https://www.princsuvarnabhumi.com/articles/เตรียมความพรอมเตานม คุณแม-กอนคลอด-สำคัญอยางไร- 13. มูลนิธิฟนฟูสงเสริมการแพทยไทยเดิม,โรงเรียนอายุรเวทธำรงสถานการแพทยแผนไทยประยุกต คณะ แพทยศาสตรศิริราชพยาบาล.ตำราการแพทยไทยเดิม(แพทยศาสตรสงเคราะห ฉบับอนุรักษ)เลมที่1 ฉบับชำระพ.ศ.2550.กรุงเทพฯ: ศุภวนิชการพิมพ;2550.
  • 79.
    69 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 14. เยาวเรศสมทรัพย.การแพทยแผนไทย:การประยุกตใชในการดูแลสตรีตั้งครรภ.วารสารศูนยอนามัยที่ 9 2566;17:507-20. 15. เยาวเรศสมทรัพย.ศาสตรทางเลือกในการพยาบาลสตรีตั้งครรภ.สงขลา:บี เอสเอสดิจิทัลออฟเซท;2553. 16. โรงพยาบาลการแพทยแผนไทยและการแพทยผสมผสานกรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. การประคบสมุนไพร[ออนไลน].[เขาถึงเมื่อ16กุมภาพันธ 2567]. เขาถึงจาก https://ttcmh.dtam.moph.go.th/index.php/knowledge/research/27-herbal01.html 17. โรงพยาบาลคามิลเลียล.การออกกำลังกายในหญิงตั้งครรภ.[ออนไลน].[เขาถึงเมื่อ27มีนาคา2567]. เขาถึงจากhttps://camillianhospital.org 18. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ สภากาชาดไทย.คนทองนวดไดไหม[ออนไลน].[เขาถึงเมื่อ22กุมภาพันธ 2567]. เขาถึงจากhttps://chulalongkornhospital.go.th/kcmh/line/คนทองนวดไดมั๊ย/ 19. โรงพยาบาลเปาโล.นับอายุครรภอยางไรใหแมน.[ออนไลน].เผยแพรวันที่ 2ธันวาคม2563. [เขาถึงเมื่อ27มีนาคา 2567]. 20. ศูนยการแพทยกาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยมหิดล. อาหารสำหรับมารดาตั้งครรภตามศาสตร การแพทยแผนไทย [ออนไลน]. [เขาถึงเมื่อ 13 กุมภาพันธ 2567]. เขาถึงจาก https://www.gj.mahidol.ac.th/main/ttm/preg-food/ 21. สุธรรมนันทมงคลชัย.ประเพณี ความเชื่อเกี่ยวกับ การตั้งครรภการคลอดและการปฏิบัติตัวของมารดา หลังคลอดใน4พื้นที่ศึกษา4ภาคของประเทศไทย.นนทบุรี:กรมการแพทย;2546. 22. อาลี แซเจียว, พยุงศรี อุทัยรัตน.การพัฒนาการดูแลแบบผสมผสานดวยศาสตรมณีเวชในหญิงครรภแรก. วารสารวิชาการแพทยเขต11ปที่ 31ฉบับที่ 2เม.ย.- มิ.ย.2560.หนา325–337. 23. ChaichanA,PumdoungS.EffectsofThaitraditionalmassageononsetanddurationoffirststage oflabor:Arandomizedcontrolledtrial.PRIJNR.2021; 25(2):285-97. 24. CunninghamFG,LevenoKJ,BloomSL,DasheJS,HofmanBL,CaseyBM,etal.Chapter18: Abortion. Williams’sobstetrics.25thed.NewYork:McGraw-Hill;2018. 25. DhippayomT,KongkaewC,ChaiyakunaprukN,DilokthornsakulP,SruamsiriR,SaokaewS,etal. ClinicaleffectsofThaiherbalcompress:Asystematicreviewandmeta-analysis.EvidBased Complement Alternat Med.2015:ArticleID942378;1-14. 26. HendeeWR.Physicsofthermaltherapy,fundamentals,andclinicalapplications,USA: Taylorand Francisgroup;2013. 27. MurrayS,McKinneyE,HolubKS,JonesR.Foundationsofmaternal-newbornandwomen’s healthnursing.St.Louis:Elsevier;2019.
  • 80.
  • 81.
    71 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด บทที่ 4 การดูแลมารดาในระยะคลอด และทารกแรกคลอด 1. คำนิยาม 2. การเปลี่ยนแปลงของมารดาและทารกในครรภ ในระยะคลอด 2.1 อาการนำกอนการเขาสูระยะคลอด 2.1 การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา 2.2 การเปลี่ยนแปลงดานจิตใจ 2.3 การเปลี่ยนแปลงดานสังคม 2.4 การเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณ 3. อาการแสดง สัญญาณเตือนการเจ็บทองคลอดบุตร กระบวนการคลอดบุตร 3.1 องคความรูเกี่ยวกับอาการแสดง สัญญาณเตือนการเจ็บทองคลอดบุตร กระบวนการคลอดบุตร ในทางการแพทยแผนไทย 3.2 องคความรูเกี่ยวกับอาการแสดง สัญญาณเตือนการเจ็บทองคลอดบุตร กระบวนการคลอดบุตร ในทางการแพทยแผนปจจุบัน 4. เทคนิคการลดอาการเจ็บปวดขณะคลอด 4.1 เทคนิคการลดอาการเจ็บปวดขณะรอคลอดดวยการหายใจ 4.2 เทคนิคการลดอาการเจ็บปวดขณะรอคลอดดวยการลูบหนาทอง 4.3 เทคนิคการลดอาการเจ็บปวดขณะรอคลอดดวยการนวดไทย 4.4 เทคนิคการลดอาการเจ็บปวดขณะรอคลอดดวยศาสตรมณีเวช 5. การดูแลมารดาในระยะแรกคลอ 5.1 การชวยหญิงเมื่อคลอดลูกแลวในทางการแพทยแผนไทย 5.2 ภาวะที่ตองเฝาระวังในระยะแรกคลอดในทางแผนปจจุบัน 6. การดูแลทารกในระยะแรกคลอด 6.1 การทำธุระกับเด็กที่คลอดในทางการแพทยแผนไทย 6.2 การดูแลทารกแรกเกิดทันทีและใน 2 ชั่วโมงแรกหลังคลอดในทางการแพทยแผนปจจุบัน 7. ความเชื่อ พิธีกรรม เกี่ยวกับมารดาในระยะคลอดและทารกแรกคลอด
  • 82.
    72 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด การดูแลมารดาในระยะคลอดและทารกแรกคลอด การตั้งครรภและการคลอดเปนปรากฏการณธรรมชาติถือไดวาเปนภาวะวิกฤติในชวงชีวิตหนึ่งของสตรี เพราะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางดานรางกาย จิตใจ และสังคม ตองเผชิญกับความไมสุขสบายหลายประการ บางรายมีภาวะแทรกซอนรวมดวย ผูคลอดสวนใหญจึงวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องการคลอด โดยเฉพาะในครรภแรก และครรภหลังที่มีประสบการณไมดีเกี่ยวกับการตั้งครรภและการคลอด องคความรูการแพทยแผนไทย ในคัมภีร1ประถมจินดา2 กลาวไววา “การคลอดบุตร” เรียกวา “ครรภประสูติ” คือ เมื่อทารกอยูในครรภครบ 10 เดือน จะเกิดลมเบงที่เรียกวา “ลมกัมมัชวาต” พัดเสนและเอ็นที่รัดรึงตัวทารก ใหกลับเอาศีรษะลงเบื้องต่ำ เมื่อไดฤกษงามยามดีที่จะคลอดออกจากครรภ ซึ่งหมายถึงกำลังหรือแรงผลักดันในการคลอด นั่นเอง เมื่อเวลาเด็กคลอดจะเรียกวา “ตกฟาก” หมายถึง เวลาที่เด็กออกพนครรภมารดา เพราะพื้นเรือนโบราณ โดยมากเปนฟาก ในอดีตหมอตำแยมีบทบาทสำคัญมากในการดูแลสตรีตั้งครรภ ซึ่งการทำคลอดบุตร หมอตำแยเปนผูทำคลอด ใหที่บาน แตบางกรณีตองพึ่งความรูความสามารถของหมอยา ในระยะเจ็บครรภจะใชยาสมุนไพร ยากลางบาน เชนน้ำขิง น้ำใบกระเพรา เปนตน บางรายมีการปฏิบัติตามความเชื่อเขามาเกี่ยวของเพื่อใหบรรเทาอาการเจ็บปวด เมื่อเขาระยะ เบงคลอด จะนั่งพิงฝาผนังหรือนั่งพิงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สองมือของมารดาจะโหนเชือกหรือผาขาวมาซึ่งผูกไวบนเพดาน ผูชวยหมอตำแยจะชวยขยมหนาทองเมื่อถึงเวลารกคลอดจะใชการคาดคะเนระยะเวลาของรกลอกตัวแลวจะแนะนำให มารดาใชสำลีหรือใบพลูแหยจมูกเพื่อใหไอหรือจาม พรอม ๆ กับขยมทองของมารดาโดยหมอตำแยเพื่อใหรกคลอด แตปจจุบันการดูแลถูกผองถายจากหมอตำแย สูสูติแพทยและพยาบาลผดุงครรภ ซึ่งผานการเรียนตามแบบแผน ตะวันตกในสถาบันการศึกษา ซึ่งการดูแลมารดาขณะคลอด ในปจจุบันนั้นเปนบทบาทของแพทยแผนปจจุบัน ที่ทำคลอดเปนหลักทั้งการคลอดปกติและการคลอดไมปกติ แตในขณะเดียวกันการคลอดบุตรนั้นมารดาจะตองผาน ขั้นตอนมากมายกวาจะคลอดบุตรไดสำเร็จ 1 คัมภีร: 1.หนังสือ ตำรา หรือจารึกที่มีมานานแลว ชานาน และมีคุณคาทางการแพทยแผนไทย หรือทางศาสนา โหราศาสตร เปนตน 2.ลักษณนามเรียก หนังสือ ตำรา หรือจารึกเหลานี้ เชน ตำราเวชศาสตรฉบับหลวง รัชกาลที่ 5 เลม 1 มีคัมภีรแพทย แผนไทย 5 คัมภีร 2 คัมภีรประถมจินดา, คัมภีรประถมจินดาร, คัมภีรปฐมจินดา, คัมภีรปฐมจินดาร, คัมภีรปถมจินดา, คัมภีรปถมจินดาร: ตำราการแพทยแผนไทยฉบับหนึ่ง ผูแตงตำราคือ หมอชีวกโกมารภัจจ มีเนื้อหาสำคัญ ไดแก การเกิดขึ้นของโลกและมนุษย การตั้งครรภ การดูแลครรภ การแทง การคลอดบุตร วิธีการฝงรก โรคที่เกิดขึ้นขณะอยูไฟ การดูแลเด็ก โรคในวัยเด็ก และ ตำรับยาที่ใชในโรคแมและเด็ก เปนตน
  • 83.
    73 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทยแผนไทย พ.ศ. 2556 ผูประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทยและ ผูประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทยประยุกต สามารถบริบาลมารดาระยะตั้งครรภและระยะกอนคลอด บริบาลระยะคลอด โดยทําหัตถการทำคลอดปกติ (ในกรณีที่จำเปนและฉุกเฉิน) นวดมารดาระหวางคลอด และดูแลทารกแรกคลอดบริบาลมารดาระยะหลังคลอดบริบาลทารกระยะแรกเกิดถึง2ป ดวยกรรมวิธีการแพทยแผนไทย โดยในการทำหัตถการดังกลาวขางตนสามารถใชเครื่องมือวิทยาศาสตรการแพทยในการทำหัตถการ ไดแก เครื่องมือที่ใช ในการทำคลอดปกติ เครื่องมือแตงแผล อุปกรณปฐมพยาบาลเบื้องตน อุปกรณสวนอุจจาระ เครื่องมือฆาเชื้อสำหรับวัตถุ อุปกรณและยาที่เกี่ยวของกับการรักษา
  • 84.
    74 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 1. คำนิยาม การคลอด (Labour) คือ ปรากฏการณทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเพื่อขับทารกและน้ำคร่ำออกจากโพรง มดลูกมาสูภายนอก การคลอดอาจเกิดขึ้นโดยทารกคลอดผานออกมาทางชองคลอด หรือโดยการผาตัดเอาทารก ออกทางหนาทอง การคลอดแบงเปน 2 ชนิด การคลอดปกติ และการคลอดไมปกติ การคลอดปกติ (Normal labour or Eutocia) คือ การคลอดทางชองคลอด ซึ่งประกอบไปดวย ลักษณะตาง ๆ ดังนี้ 1) อายุครรภครบกำหนด (อายุครรภตั้งแต 37 สัปดาหถึง 42 สัปดาห) ถาการคลอดเกิดขึ้นกอนอายุ ครรภ 37 สัปดาห ถือวาเปนการคลอดกอนกำหนด (Premature labour or Preterm labour) หากอายุ ครรภมากกวา 42 สัปดาหถือวาเปนการคลอดเกินกำหนด (Postterm labour) 2) ทารกมียอดศีรษะเปนสวนนำ (Vertex presentation) และขณะที่ศีรษะคลอดออกมาทายทอย ตองอยูดานหนาของชองเชิงกราน (Occiput anterior) หรืออยูใตกระดูกหัวเหนา 3) ขบวนการคลอดเปนไปตามธรรมชาติ (Spontaneous labour) ไมตองใชเครื่องมือหรือวิธีพิเศษใด ๆ ชวยในการทำคลอด 4) ระยะเวลาตั้งแตเริ่มเจ็บครรภจริงจนกระทั่งคลอดรวมกันไมเกิน 24 ชั่วโมง 5) ไมมีภาวะแทรกซอนใด ๆ เกิดขึ้นในระยะคลอด เชน การตกเลือดในระยะคลอด รกคาง และมดลูก ปลิ้น การคลอดไมปกติ (Abnormal labor หรือ Dystocia) คือ การชวยเหลือการคลอดโดยการผาตัด คลอดทางหนาทอง (Cesarean section) การชวยคลอดดวยคีม (Forceps extraction) และการชวยคลอด ดวยเครื่องดูดสุญญากาศ (Vacuum extraction) การใหยาชาทางไขสันหลัง การดมยาสลบ และการคลอดที่ ทาของทารกในครรภผิดปกติ ทารกแรกเกิด (New born) หมายถึง ทารกที่มีอายุตั้งแตแรกเกิดจนถึงอายุ 28 วัน
  • 85.
    75 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 2. การเปลี่ยนแปลงของมารดาและทารกในครรภ ในระยะคลอด ระยะคลอดมีการเปลี่ยนแปลงหลายอยาง ซึ่งจะมีอาการนำกอนเขาสูระยะคลอด ทั้งการเปลี่ยนแปลง ทางสรีรวิทยาของมารดาและทารกในครรภ การเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และการ เปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณ ดังนี้ การเปลี่ยงแปลงดานตาง ๆ ลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น 2.1 อาการนำกอนการเขาสู ระยะคลอด 1.ทองลด (Lightening) อาการทองลดมักเกิดกอนคลอด 10-14 วัน และมักเกิดในมารดาครรภแรก เกิดเมื่อสวนนำของทารกเคลื่อนเขามา ในชองเขาของเชิงกรานจากการซอมการหดรัดตัวของมดลูก ซึ่งทำให ชองอกของมารดากวางขึ้นมารดาหายใจสะดวกขึ้น ซึ่งหลังทองลด มารดาอาจมีอาการเหลานี้ 1.1 เปนตะคริวและปวดขา เนื่องจากการกดทับเสนประสาทในชอง เชิงกรานที่มาเลี้ยงบริเวณขา 1.2 ความดันในชองเชิงกรานเพิ่มขึ้น ทำใหมารดารูสึกถวง ๆ เหมือนเด็กจะหลุดออกมาหรือปวดถายอุจจาระ นอกจากนี้ มีการคั่ง ของเลือดสวนลาง (Venous stasis) ทำใหขาบวม 1.3 ปสสาวะบอย เนื่องจากมีการคั่งของน้ำ (Congestion) บริเวณ อุงเชิงกราน และการยืดของกลามเนื้ออุงเชิงกรานอาจทำใหหูรูดของ กระเพาะปสสาวะและทอปสสาวะทำงานไดไมดีและอาจมีอาการ ปสสาวะเล็ดได และอาการปสสาวะบอยเกิดจากการที่กระเพาะ ปสสาวะถูกกดจากการเคลื่อนต่ำของสวนนำ 1.4 สารคัดหลั่งจากชองคลอดเพิ่มขึ้น 2. ปวดหลัง จากการที่มีการยึดขยายของเอ็นที่ยึดอุงเชิงกราน (Pelvic joint) จากผลของฮอรโมนรีแล็กซิน เมื่อมีการเดินจะมีอาการ ปวดหลังได เนื่องจากการเคลื่อนและการกดทับของขอตอซาโครไอลิแอก (Sacroiliac joint) ซึ่งยึดกระดูกซาครัมและไอเลียม อาการปวดหลัง อาจเปนผลตอเนื่องจากทาทางของมารดาในระยะตั้งครรภ 3. น้ำหนักลด 0.5-1.5 กก. ในชวง 1 เดือนกอนคลอด เนื่องจากการ สูญเสียสารน้ำ และการเคลื่อนที่ของสารเกลือแรจากการเปลี่ยนแปลง ของฮอรโมนเอสโตรเจนและฮอรโมนโปรเจสเตอโรน
  • 86.
    76 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด การเปลี่ยงแปลงดานตาง ๆ ลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น 4. การซอมการหดรัดตัวของมดลูกที่รุนแรงมากขึ้น (Stronger Braxton Hicks contractions) เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของฮอรโมน เอสโตรเจนและความตึงตัวของมดลูกที่มากขึ้น (Uterine distension) โดยทั่วไประยะเวลาของการหดรัดตัวของมดลูก (Duration) นาน 30 วินาที และบางรายอาจนานถึง 2 นาที แตการหดรัดตัวของมดลูก ไมสม่ำเสมอ มารดาจะรูสึกเหมือนมดลูกถูกบีบ สวนใหญไมมีความ ปวด แตอาจมีอาการคลายกับการปวดประจำเดือนหรืออาจมีอาการ ปวดทองนอยและปวดหลังรวมดวยได ซึ่งสวนใหญมารดาอาจรูสึกวา มดลูกหดรัดตัวสม่ำเสมอ จึงมักทำใหการวินิจฉัยการเจ็บครรภจริง ผิดพลาด เมื่อมารดาเดินหรือเปลี่ยนทา การหดรัดตัวของมดลูกจะลดลง การซอมการหดรัดตัวของมดลูกชวยทำใหปากมดลูกสุกหรือนุม และทำใหตำแหนงของปากมดลูกเคลื่อนจากดานหลังมาดานหนา 5. มีการเพิ่มของพลังงานอยางมาก (Surge of energ) ในชวง 24- 48 ชั่วโมงกอนคลอด มารดาจะมีพลังงานมาก สาเหตุยังไมทราบ แนชัด เชื่อวาอาจเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของอีพิเนปพริน เนื่องจากการ ลดระดับของฮอรโมนโปรเจสเตอโรน 6. มีมูกเหนียว (Mucous plug) หรืออาจมีสารคัดหลั่งเปนมูกสีชมพู ทางชองคลอด ซึ่งเกิดจากการหลุดลอกของมูกบริเวณปากมดลูก จากการบางและการขยายของปากมดลูกหรือจากการนุมของปาก มดลูก และแรงจากการกดของสวนนำของทารก นอกจากนี้มารดาที่ไดรับการตรวจภายในกอนคลอด 2-3 สัปดาห ก็อาจมีเลือดออกทางชองคลอดได 7. ปากมดลูกสุก (Ripening) หรือปากมดลูกนุมเกิดกอนเจ็บครรภจริง 4 สัปดาห เนื่องจากเอ็นไซมคอลลาจิเนส (Enzyme collagenase) และเอ็นไชมอีลาสเตส (Enzymeelastase) บางกลาววาเปนผลจาก การเพิ่มขึ้นของฮอรโมนโพรสตาแกลนดินและแรงกดจากการซอมการ หดรัดตัวของมดลูก 8. มีการแตกของถุงน้ำคร่ำ การแตกของถุงน้ำคร่ำกอนเจ็บครรภจริง พบ 12-25% 9. ทองเดิน มารดาอาจมีอาการทองเดินซึ่งอาจเนื่องจากการเพิ่มขึ้น ของฮอรโมนโพรสตาแกลนดิน
  • 87.
    77 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด การเปลี่ยงแปลงดานตาง ๆ ลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น 2.2 การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา ในระยะคลอดมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาระบบตาง ๆ ของ มารดา รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของทารกในครรภ ดังนี้ 1. การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับมดลูกและปากมดลูก มดลูกจะมีการ หดรัดตัวสลับกับการคลายตัวเพิ่มขึ้นอยางสม่ำเสมอ ทั้งความถี่ ระยะเวลาของการหดรัดตัวแตละครั้ง (Duration) และความรุนแรง ของการหดรัดตัว (Intensity) การหดรัดตัวของมดลูกเริ่มตนที่ยอดมดลูกและขยายลงมาที่ปาก มดลูก เพื่อใหเกิดการขับทารก ชวงที่มดลูกคลายตัวเลือดจะไปเลี้ยง มดลูกและรกไดดี การหดรัดตัวของมดลูกถูกควบคุมโดยระบบ ประสาทอัตโนมัติ อยางไรก็ตาม การเดินจะชวยทำใหมดลูกหดรัดตัว มากขึ้น สวนความวิตกกังวลและความเครียดจะทำใหมดลูกหดรัดตัว ลดลง มีปจจัยที่เกี่ยวของตอการรับรูความปวด ดังนี้ อายุ การศึกษา จำนวนครั้งของการตั้งครรภ ประวัติการปวดประจำเดือน ความกลัว และความวิตกกังวล วัฒนธรรม การไดรับการเตรียมการคลอดและ การไดรับการสนับสนุนทางสังคมของมารดา 4. การเปลี่ยนแปลงของระบบหัวใจและไหลเวียน ในระยะคลอด ระบบหัวใจและไหลเวียนทำงานหนัก เนื่องจากการหดรัดตัวของ มดลูก ความปวด และความวิตกกังวล เปนตน ทำใหปริมาณเลือด ที่ออกจากหัวใจ (Cardiac output) เพิ่มขึ้น ทานอนตะแคงของมารดาจะทำใหเลือดที่ออกจากหัวใจเพิ่มขึ้น 22% สวนชีพจรจะลดลง 6 ครั้ง/นาที ถานอนหงายเลือดที่ออกจาก หัวใจจะเพิ่มขึ้น 25% ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นมาก แตชีพจรลดลง 5. การเปลี่ยนแปลงของความดันโลหิตและอุณหภูมิ ในระยะที่ 1 ของการคลอดความดัน Systolic/Diastolic เพิ่ม 35/25 มม.ปรอท และอาจเพิ่มมากขึ้นในระยะเบงคลอด ≥35 มม.ปรอท สำหรับความ ดัน systolic สวนความดัน diastolic เพิ่ม 65 มม.ปรอท ความดัน โลหิตเพิ่มสูงเมื่อมดลูกหดรัดตัว และอาจลดต่ำไดถามารดานอนหงาย เนื่องจากหลอดเลือดแดงใหญ (Aorta) ที่มาเลี้ยงชองทองถูกกด (Aortocaval compression) สวนอุณหภูมิรางกายของหญิงระยะ คลอดจะเพิ่มขึ้นเล็กนอยจากการที่กลามเนื้อมีความตึงตัว
  • 88.
    78 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด การเปลี่ยงแปลงดานตาง ๆ ลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น 6. การเปลี่ยนแปลงของสารน้ำและแร ในระยะคลอดมารดาจะมีภาวะ หายใจเร็ว (Hyperventilation) ทำใหมีการเสียสมดุลยของเกลือแรและ น้ำ และการที่กลามเนื้อมีการเผาผลาญสูงยังทำใหเหงื่อออกมาก (Perspiration หรือ Diaphoresis) จึงทำใหสูญเสียน้ำในรางกายเพิ่มขึ้น 7. การเปลี่ยนแปลงของระบบหายใจ มารดาจะมีความตองการ ออกซิเจนสูงขึ้น โดยเริ่มสูงขึ้นในชวงตนของระยะที่ 1 ของการคลอด เนื่องจากการหดรัดตัวของมดลูก สวนความวิตกกังวลและความปวด ทำใหเกิดภาวะหายใจเร็วและทำใหคาความดันบางสวนของ คารบอนไดออกไซดในหลอดเลือดแดง (PaCO2) ต่ำลง จึงทำใหเกิด ภาวะหายใจเปนดาง (Respiratory alkalosis) เมื่อการคลอดกาวหนา จะทำใหเกิดการหายใจเร็วมากขึ้น ในตอนปลายของระยะที่ 1 ของ การคลอด จะมีภาวะเปนกรดจากการเผาผลาญในระดับปานกลาง (Mild metabolic acidosis แตจะถูกชดเชยโดยภาวะหายใจเปนดาง ในขณะเบงคลอดระดับความดันบางสวนของคารบอนไดออกไซด ในหลอดเลือดแดงสูงขึ้นและเกิดภาวะหายใจเปนกรด (Respiratory acidosis) เมื่อระยะคลอดเสร็จสิ้นยังคงมีภาวะเปนกรดจากการเผา ผลาญ (Metabolic acidosis) แตไมมีการชดเชยโดยการหายใจเร็ว และกลับสูปกติหลังคลอด 24 ชั่วโมง โดยในระยะที่ 2 ของการคลอดมารดาที่ไมไดรับยาลดปวดจะมีการ ใชออกซิเจนสูงถึง 2 เทา และความวิตกกังวลก็เปนปจจัยเสริมใหมี การใชออกซิเจนมากขึ้น ซึ่งมีผลทำใหการหายใจเร็วขึ้น 8. การเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินปสสาวะ ในระยะคลอด ฐานของกระเพาะปสสาวะจะถูกดันไปดานหนาและสูงขึ้น กระเพาะ ปสสาวะจะถูกกดทำใหการไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลืองไมดี จึงเกิดการบวมของเนื้อเยื่อ มารดาอาจปสสาวะลำบากเนื่องจากการ กดของสวนนำและจากความไมสุขสบาย รวมทั้งจากการไดยาลดปวด อาจมีโปรตีนในปสสาวะ +1 ไดจัดเปนภาวะปกติ ซึ่งเกิดจากการ ฉีกขาดของเนื้อเยื่อกลามเนื้อ นอกจากนี้ ในระยะคลอดยังมีการเพิ่มของเรนนิน (Rennin) และ แองจิโอเทนซิน (Angiotensin) ทำใหมีน้ำและเกลือเพิ่มขึ้นในระบบ ไหลเวียน ซึ่งเชื่อวามีผลตอการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงรกมากขึ้น
  • 89.
    79 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด การเปลี่ยงแปลงดานตาง ๆ ลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยในระยะที่ 2 ของการคลอดมารดาที่ไมไดรับยาลดปวดจะมีการ ใชออกซิเจนสูงถึง 2 เทา และความวิตกกังวลก็เปนปจจัยเสริมใหมี การใชออกซิเจนมากขึ้น ซึ่งมีผลทำใหการหายใจเร็วขึ้น 8. การเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินปสสาวะ ในระยะคลอด ฐานของกระเพาะปสสาวะจะถูกดันไปดานหนาและสูงขึ้น กระเพาะ ปสสาวะจะถูกกดทำใหการไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลืองไมดี จึงเกิดการบวมของเนื้อเยื่อ มารดาอาจปสสาวะลำบากเนื่องจากการ กดของสวนนำและจากความไมสุขสบาย รวมทั้งจากการไดยาลดปวด อาจมีโปรตีนในปสสาวะ +1 ไดจัดเปนภาวะปกติ ซึ่งเกิดจากการ ฉีกขาดของเนื้อเยื่อกลามเนื้อ นอกจากนี้ ในระยะคลอดยังมีการเพิ่มของเรนนิน (Rennin) และ แองจิโอเทนซิน (Angiotensin) ทำใหมีน้ำและเกลือเพิ่มขึ้นในระบบ ไหลเวียน ซึ่งเชื่อวามีผลตอการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงรกมากขึ้น และจะพบการคั่งของปสสาวะไดบอยในระยะนี้ เปนปจจัยที่ทำให มดลูกหดรัดตัวไมดี 9. การเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินอาหาร การทำงานของ กระเพาะอาหารลดลง ทำใหอาหารอยูในกระเพาะอาหารนานขึ้น ปริมาณน้ำยอยมากกวา 25 มล. ทำใหมีความเปนกรดมากขึ้น (PH < 2.5) การดูดซึมอาหารลดลง การที่อาหารอยูในกระเพาะอาหารนานทำให มารดาเสี่ยงตอการเกิดการสูดสำลักไดงายในระยะคลอด และถา มารดาไดรับยาลดปวดก็มีโอกาสสูดสำลักอาหารไดมากขึ้น 10. การเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิตานทานและเม็ดเลือด ในระยะ คลอดเม็ดเลือดขาวสูงถึง 25,000-30,000 เซลล/ลบ.มล. โดยเฉพาะ อยางยิ่งเม็ดเลือดขาวนิวโทรฟล (Neutrophil) 11. การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับทารกในครรภ เมื่อการคลอดกาวหนา มากขึ้นลำตัวทารกจะถูกยืดตามการหดรัดตัวของมดลูกทำใหเกิด แนวแกนแรงของตัวทารก (Fetal axis pressure) ซึ่งทำใหศีรษะ ทารกกม และศีรษะทารกสวน Sub occipitomental bregma: SOB จะกดมดลูกสวนลางทำใหเกิดการแบงน้ำคร่ำเปนสองสวน ทารกที่มีหนาผากเปนสวนนำ (Brow presentation) อาจกม หรือเงยมากขึ้น ดังนั้น ทารกอาจเปลี่ยนทรงจากหนาผาก (Brow)
  • 90.
    80 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด การเปลี่ยงแปลงดานตาง ๆ ลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เปนกระหมอมหนา (Bregma) โดยการกม และเปนหนา (Face) โดยการเงย สาเหตุเนื่องจากแนวแกนแรงของตัวทารก (Fetal axis pressure) ตกลงระหวางสวนหนาและสวนหลังของศีรษะทารก เทากัน ทารกที่มีหนาเปนสวนนำ (Face presentation) หนาจะยิ่งแหงน มากขึ้น การกม (Flexion) ของทารกนอกจากขึ้นอยูกับแนวแกนแรง ของตัวทารกแลว ยังขึ้นอยูกับลักษณะเชิงกรานซึ่งโคงลาด แรงบีบ จากผนังทางคลอดและแรงเสียดทานของชองเชิงกรานและฐาน เชิงกราน (Pelvic floor) แนวแกนแรงของตัวทารก (Fetal axis pressure) จะไมเกิดในรายที่ ทารกทากนหรือทาขวาง ทารกไมครบกำหนด ครรภแฝดหรือแฝดน้ำ การไหลเวียนโลหิตของทารกในครรภมีการเปลี่ยนแปลงในระยะ คลอดโดยเฉพาะอยางยิ่งผลจากการหดรัดตัวของมดลูก ซึ่งทำใหรก และทารกมีเลือดไปเลี้ยงนอยหรือขาดเลือด อยางไรก็ตาม โดยทั่วไป ทารกจะทนตอภาวะนี้ได เมื่อความดันในมดลูกเพิ่มขึ้นเปน 40-55 มม.ปรอท ศีรษะทารก จะถูกกด ทำใหอัตราการเตนของหัวใจลดลงแบบ (Early deceleration) ซึ่งจัดเปนภาวะปกติ เนื่องจากทางคลอดสวนกระดูกเชิงกรานจะไมมีการยืดหยุนและ เปนทางโคง ดังนั้น ทารกจะถูกเปลี่ยนแปลงดวยกลไกการคลอด สำหรับรูปรางของศีรษะทารกนอกจากมีการหมุนแลวยังมีการเคลื่อน ขบกัน (Molding) ของกระดูกศีรษะทำให Biparietal diameter ลดขนาดได 1 ซม. สวนเสนผาศูนยกลางกระดูกทายทอยถึงคาง (Occipito-menturn) จะยาวขึ้น ซึ่งภาวะเหลานี้จะหายไปเองหลัง คลอด นอกจากนี้จากการกดของศีรษะทารกตอทางคลอดทำใหเกิด การบวมของหนังหุมศีรษะ (Caput succedaneum) จัดเปนภาวะ ปกติจะหายภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด 2.3 การเปลี่ยนแปลงดานจิตใจ ในระยะเริ่มตนของการเจ็บครรภ (Early labor) มารดาจะตื่นเตน และพูดคุยมาก และมีความกังวล เมื่อเขาสูระยะกาวหนาของการ คลอดจะมีความปวดมากอาจรองเมื่อปวดและตึงเครียดมาก สวนระยะเปลี่ยนผานจะปวดมากที่สุดควบคุมตนเองไมได
  • 91.
    81 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด การเปลี่ยงแปลงดานตาง ๆ ลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น การสนับสนุนใหแรงเสริมทางบวก เมื่อเขาสูระยะที่ 2 ของการคลอด จะมีการตอบสนองหลากหลายจะตื่นเตนที่จะไดเห็นหนาทารก อาจวิตกกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของทารก กลาวไดวา การคลอดกอใหเกิดความเครียดแกมารดาเปนสวน ใหญ ในมารดาที่มีความปวด กลัว และวิตกกังวล ยิ่งทำใหเกิดภาวะ เครียดไดสูง ซึ่งจะขัดขวางความกาวหนาของการคลอด เนื่องจาก รางกายตองใชน้ำตาลมากขึ้น ทำใหการนำน้ำตาลไปใชในการหดรัด ตัวของมดลูกไดไมดี มีการหลั่งของ Catecholanines มาก ทำให ตัวรับเบตา (Beta receptor) ของมดลูกถูกกระตุน จึงยับยั้งการหด รัดตัวของมดลูก สารจากตอมหมวกไตทำใหเลือดไปเลี้ยงมดลูกลดลง นอกจากนี้ มารดาทนตอความปวดไดนอยสิ่งเหลานี้ยิ่งทำใหมารดา เครียดมากขึ้นเปนลูกโซ มารดาในระยะคลอดจะมีความกลัวตาย กลัวทารกไมปลอดภัย กลัว ปวด กลัวทุกขทรมาน และกลัวการสูญเสียความรูสึกมีคุณคา โดยเฉพาะอยางยิ่งในครรภแรกจะมีความกลัวมาก กลัวเวลาในระยะ คลอดนาน และกลัวทุกขทรมานจากการปวด นอกจากนี้ มารดาจะมีการเปลี่ยนแปลงการรับรูเกี่ยวกับเวลา โดยมารดาจะรูสึกวาเวลาในปลายระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ของการ คลอดนานมากเหมือนจะไมสิ้นสุดและความสามารถในการคิด ไมชัดเจน 2.4 การเปลี่ยนแปลงดานสังคม ในระยะคลอดมารดาต องมานอนโรงพยาบาล ทำใหมีการ เปลี่ยนแปลงทางสังคมของมารดา เชน มารดาตองลางาน สามีตอง ลางานมาเฝามารดาหรือดูแลบุตรที่อยูที่บาน หรือตองใหบิดา มารดา มาชวยเลี้ยงดูบุตรที่บานหรือเฝาบานให ครอบครัวมีการสูญเสียรายได และมีรายจายเพิ่มขึ้น บางครอบครัวอาจมีภาวะเครียดทางดาน เศรษฐกิจได นอกจากนี้ ครอบครัวมีการเปลี่ยนแปลง คือ สมาชิกในครอบครัว มีความรูสึกเปนเจาของทารก จัดหาสิ่งตาง ๆ ไวรองรับมารดาและ ทารก มีหนาที่เลี้ยงดูทารกและใหการชวยเหลือมารดา มีการ เปลี่ยนแปลงของความสัมพันธในครอบครัว และการคลอดของมารดา อาจทำใหครอบครัวของมารดาอยูในภาวะวิกฤติ สามีที่ไมไดรับการ
  • 92.
    82 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด การเปลี่ยงแปลงดานตาง ๆ ลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เตรียมตัวจะมีความเครียดไดสูง อยางไรก็ตาม ในสามีบางรายอาจมี ความตื่นเตนยินดีที่จะไดเห็นหนาบุตร 2.5 การเปลี่ยนแปลงทาง จิตวิญญาณ การเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณเปนสิ่งที่วัดไดยาก ในระยะคลอด มารดามีประสบการณไดหลากหลาย เชน มารดาที่ไดรับการใหสารน้ำ ทางเสนเลือดดำ บางรายมักจะคิดวาตนเองอยูในภาวะเจ็บปวยและ รูสึกวาตนเองสูญเสียการควบคุมสถานการณ หรือสูญเสียพลังอำนาจ มีการศึกษาในมารดาชาวยิว พบวา ในระยะคลอดมารดา มีประสบการณวาการคลอดมีทั้งความทุกขและความสุข มีความรูสึก วาตนเองมีพลัง การคลอดมีคุณคา และการคลอดเปนประสบการณ ดานจิตวิญญาณ มารดาที่การคลอดเปนไปตามความคาดหวังจะทำให มารดารูสึกมีคุณคา ความรูสึกมีคุณคาของบุคคลเปนมิติทางจิต วิญญาณ สวนมารดาที่การคลอดไมเปนไปตามความคาดหวัง เชน ควบคุมตัวเองไมไดอาจมีความรูสึกละอายผิดหวัง และความรูสึก มีคุณคาลดลง ตารางที่ 3.1 แสดงการเปลี่ยนแปลงของมารดาและทารกในครรภ ในระยะคลอด สรุปไดวา ในระยะคลอดมีการเปลี่ยนแปลงหลายอยาง โดยมีการเปลี่ยนแปลงนำกอนเขาสูระยะ คลอด การเปลี่ยนแปลงประกอบดวยการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของมารดาและทารกในครรภ การเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และการเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณ ดังนั้น การดูแล มารดาแบบองครวมจึงมีความสำคัญ
  • 93.
    83 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 3. อาการแสดง สัญญาณเตือนการเจ็บทองคลอดบุตร กระบวนการคลอดบุตร 3.1 องคความรูเกี่ยวกับอาการแสดง สัญญาณเตือนการเจ็บทองคลอดบุตร กระบวนการคลอดบุตร ในทางการแพทยแผนไทย ในตำราแพทยตำบลเลม 1 กลาวไววา กอนหนาจะถึงกำหนดคลอด 2-3 วัน รางกายไดรูสึกตัวกอน จึงทำการเตรียมตัวไวสำหรับการคลอดบุตร คือ นมคัดแข็ง โยนี1บวม ลำหลอดสังวาส2 หดสั้นเขา ทองลด ต่ำลงทุกที เพราะมดลูกไมไดทำการขยับขยายตัวเด็กต่ำลงมาทางลาง เพื่อนำทางใหเด็กรูทางออก มักมีอาการ เทาเปนเหน็บและชา บางทีก็ทำใหบวมอยางที่เรียกวาลมคั่ง เพราะมดลูกไดกดทับเสนโลหิตใหญ ตอไปมดลูก ก็ทำหนาที่ดังเกา คือขยับใหเอาศีรษะเด็กมาที่ปากมดลูก เพื่อจะดันใหปากมดลูกขยายออกในวันคลอดหรือ กอนหนาสัก 1 วัน เมื่อปากมดลูกแยมออก จะมีกอนเสมหะที่จุกอยูตรงปากมดลูกนั้นหลุดมา บางทีมีโลหิต สักเล็กนอยดวย” เมื่อปากมดลูกแยมออกบางแลว ศีรษะเด็กจะดันเรงใหปากมดลูกเปด ตอนนี้รูสึกมีอาการปวดทอง เพราะปากมดลูกถูกเด็กบังคับใหเปด คนเจามารยาหรือใจเสาะ มักเรงเราใหหมอชวยทำการฝนทองและคัด มดลูก ที่มือหนักหรืออวดดี อาจจะทำใหเปนเหตุติดขัดก็เปนได เชนอาการปวดมีมากขึ้น เห็นหนาคนไขปลาด ขึ้นเลยชวยขมสง ในตอนนี้จะขมใหแรงสักเทาใด ปากมดลูกยังไมเปดกวางพอแลว เด็กจะคลอดไมไดเปนอัน ขาด เมื่อขมกอนเวลาที่ควรเชนนี้หัวเด็กมักกดลงกับกระดูกขื่อจนเปนรอยยุบ พอมดลูกเรงเด็กใหระเบิดปาก มดลูก หัวเด็กจึงมักจะเลื่อนลงรอยเดิม เพราะกดเปนแองเสียแลว เด็กจะขยับใหเหมาะทาออกเปนการยาก จึงบังเกิดการคลอดบุตรติดขัด เหตุเชนนี้เปนความโงเขลาของหมอที่ไมรูเทาทันการงานทำใหเกิดความ ยากลำบาก มักจะมีกันบอยๆ บางคนทำกันถึงแกความตายก็มี” เมื่อปากมดลูกขยายกวางออก กระเพาะน้ำคร่ำก็เลื่อนออกมาจุกอยูเปนถุงเล็กตรงหัวเด็ก ถาปาก มดลูกเปดกวางเกือบจะถึงกำหนดคลอด ถุงเล็กนี้ก็ขาดออก เรียกกันวาน้ำทูนหัว3ออก เปนที่สังเกตวาจวนเวลา คลอด ตอนนี้มดลูกเรงเด็กใหระเบิดปากมดลูกหนักขึ้น จึงรูสึกปวดดังจะออกลูก แมหมอเห็นเขาปวดมาก ก็เลย ขมสงแตเปนการขมตามแรงเบง เพราะถาปากมดลูกเปดไมพอแลวจะขมออกไมได ปากมดลูกเปนประตูสำคัญ ของการคลอดบุตร” 1โยนี: อวัยวะเพศหญิง 2 สังวาส: การอยูดวยกัน, การอยูรวมกัน, การรวมประเวณี, การรวมประเวณี 3 น้ำทูนหัว: นํ้าที่อยูในถุงนํ้าครํ่าซึ่งอยูรอบลูกในทอง ชวยหลอลื่นในการคลอด
  • 94.
    84 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 3.2 องคความรูเกี่ยวกับอาการแสดง สัญญาณเตือนการเจ็บทองคลอดบุตร กระบวนการคลอดบุตร ในทางการแพทยแผนปจจุบัน 3.2.1 อาการแสดงและสัญญาณการเจ็บทองคลอดบุตร เมื่อใกลถึงกำหนดวันคลอด จะมีอาการเจ็บทองเตือน (Braxton Hicks contraction) ซึ่งถานอนพักหรือไดพักเพียงพอ อาการเจ็บทองก็จะหายไปเอง การเริ่มตนของการคลอด (Onset of labor) หมายถึง การเริ่มมีการหดรัดตัวของมดลูก อยางนอย 20 นาที/ครั้ง และมดลูกหดรัดตัวสม่ำเสมอ หรือมีการหดรัดตัวของมดลูก 2-3 ครั้ง/ชั่วโมง แสดงถึง การเริ่มตนเจ็บครรภจริง ความแตกตางของอาการเจ็บครรภจริงและการเจ็บครรภเตือน ปจจัยกำหนด การเจ็บครรภเตือน (Braxton Hicks contraction หรือ False labor pain) การเจ็บครรภจริง (True labor pain) ระยะเวลาในการหด รัดตัวของมดลูก 1. หดรัดตัวไมสม่ำเสมอ ชวงการหดรัดตัวจะหาง 2. ความถี่ของการหดรัดตัวของมดลูก ไมเปลี่ยนแปลง 1.การหดรัดตัวของมดลูกเปนระยะๆคอยๆ สม่ำเสมอ ถี่มากขึ้นจนกระทั่ง ปวดทุก 4-6 นาที (Interval) โดยชวงที่มดลูกบีบตัว จะนาน ประมาณ 30-60 วินาที (Duration) จากนั้นจึงคลายตัว อีก 4-5 นาที ก็จะเริ่ม ปวดอีก 2. ความถี่ของการหดรัดตัวของมดลูกเพิ่มขึ้น ความแรงของมดลูก ในการหดรัดตัว 1. หดรัดตัวไมคอยแรง มีลักษณะแรง สลับเบา 2. การเดินไมมีผลตอการเพิ่มหรือลด ของการหดรัดตัวของมดลูก 1. หดรัดตัวแรงและนานขึ้น คลายกับมี แรงดันที่ปากมดลูก 2. การหดรัดนตัวของมดลูดเพิ่มขึ้นเมื่อเดิน ปากมดลูก ไมมีการเปลี่ยนแปลงของปากมดลูก ปากมดลูกถางขยายเพิ่มขึ้นและบางลง สารคัดหลั่ง ไมมีสารคัดหลั่งออกทางชองคลอด มีสารคัดหลั่งออกทางชองคลอด ความไมสุขสบาย จากการหดรัดตัว ของมดลูก หดรัดตัวของมดลูกแตละครั้ง มักรูสึก ที่บริเวณดานหนาของชวงทอง หดรัดตัวของมดลูกแตละครั้งจะมีอาการ เริ่มปวดจากดานหลังแลวราวมายัง ดานหนาของชวงทอง ตารางที่ 3.2 แสดงความแตกตางของอาการเจ็บครรภจริงและการเจ็บครรภเตือน Interval: ระยะหางการหดรัดตัวของมดลูก Duration: ระยะเวลาที่มดลูกหดรัดตัวครั้งหนึ่ง
  • 95.
    85 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด นอกจากนี้ อาการแสดงและสัญญาณการเจ็บทองคลอดบุตรอื่น ๆ ไดแก 1. มีเลือดไหลออกทางชองคลอด จะเริ่มดวยเมือกเหนียว ๆ (Mucous plug) มูกปนเลือด (Mucous show) และเลือด (Bloody show) แตถาเปนเลือดสด ๆ และปริมาณมากอาจเปนภาวะแทรกซอน 2. มีน้ำหรือของเหลวใสไหลออกจากชองคลอดในปริมาณมาก เชน เปยกชุม กระโปรง หรือผาถุง ไมวาจะในทานั่ง หรือนอน น้ำใส ๆ ที่ไหลออกมาปริมาณมากนั้นก็คือน้ำคร่ำรอบตัวเด็ก ซึ่งเกิดจาก การที่ถุงน้ำคร่ำแตกหรือรั่ว ดังนั้นมารดาควรรีบไปโรงพยาบาลเพื่อพบแพทยทันที 3.2.2 กระบวนการของการคลอดบุตร แบงไดเปน 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ของการคลอด (First stage of labor) นับตั้งแตสตรีตั้งครรภเริ่มมีการเจ็บครรภ จริง (True labour pain) จนถึงมีการเปดขยายของปากมดลูก จนหมด 10 เซนติเมตร (Fully dilatation of cervix) เรียกไดวาระยะนี้เปนชวงที่อยูในระหวางการรอคลอด จะใชเวลาประมาณ 10 – 12 ชั่วโมงในครรภ แรก และประมาณ 6 – 8 ชั่วโมงในครรภหลัง ระยะที่ 2 ของการคลอด (Second stage of labor) เริ่มนับตั้งแตมีการเปดขยายของปาก มดลูก 10 เซนติเมตร จนมารดาเริ่มเบงจนทารกออกจากปากมดลูกมาทั้งตัว หรือพนรางกายของมารดา (พนชองคลอดแลว) เรียกวา “ตกฟาก” ใชเวลาประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง ระยะที่ 3 ของการคลอด (Third stage of labor) หลังจากทารกคลอดออกมาแลวจนกระทั่ง รกออก ใชเวลาประมาณ 20 นาที ระยะนี้เปนระยะอันตราย ถารกไมออกหรือฉีกขาด เศษรกติดอยูภายใน จะทำใหเกิดผลเสียตามมา ระยะที่ 4 ของการคลอด เปนระยะ 2 ชั่วโมงหลังคลอด หรือ 1 - 4 ชั่วโมงหลังคลอด เปนระยะ การฟนตัวดานรางกายของมารดา การคลอดบุตร: ในทางการแพทยแผนไทย ตามคัมภีรปฐมจินดา เรียกวา ครรภประสูติ จะเกิดลมเบงที่เรียกวา “ลมกัมมัชวาต” พัดเสนและเอ็นที่รัดรึงตัวทารกใหกลับเอาศีรษะลงเบื้องต่ำ โดยทาของทารกที่ออกจากชองทวารของมารดา การรอง และความยากงายในการคลอดจะทำนายไดวาทารกเลี้ยงงายหรือยาก ดังนี้ • ถาทารกคลอดในทาคว่ำแลวรองขึ้น ทำนายวาทารกนั้นเลี้ยงงาย • ถาหงายออกมาแลวรองขั้น ทำนายวาเลี้ยงยาก • ถาตะแคงออกมา ทำนายวาเลี้ยงไมงายไมยาก ระยะการคลอด:บางตำราแบงเปน 3 ระยะ ไดแก  ระยะเจ็บครรภ เริ่มตั้งแตปากมดลูกเปดจนถึงปากมดลูกเปดเต็มที่ (ประมาณ 10 เซนติเมตร)  ระยะคลอด ตั้งแตเริ่มเบงจนทารกคลอดออกมาทั้งตัว  ระยะรกคลอด คือ ระยะที่รางกายขับเอารกและเยื่อหุมเด็กออกมา
  • 96.
    86 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 4. เทคนิคการลดอาการเจ็บปวดขณะคลอด ขณะรอคลอดมารดาอาจมีความกลัว ความวิตกกังวลในการคลอดลูกเกิดขึ้นไดเปนธรรมดา ทั้งความไมรูวาจะเกิดอะไรขึ้นขณะคลอด การเจ็บครรภคลอด กรณีที่ผูคลอดมีความเจ็บปวดมาก ไมสามารถ ทนความเจ็บปวดได แพทยอาจให Analgesic และ Sedatives drug นอกจากนี้ ยังมีเทคนิคตาง ๆ ที่ชวยลด การเจ็บครรภคลอดได ดังนี้ 4.1 เทคนิคการลดอาการเจ็บปวดขณะรอคลอดดวยการหายใจ (Breathing) การหายใจเพื่อผอนคลายและลดความเจ็บปวดขณะรอคลอด เปนการฝกที่สงบ สะดวกสบายและ ผอนคลาย สามารถปฏิบัติไดตั้งแตตั้งครรภ ทั้งนี้ ควรฝกการหายใจใหเคยชินเพื่อใหปฏิบัติไดคลองแคลว ในระหวางเจ็บครรภ วิธีการดังนี้ ระยะเริ่มเจ็บครรภ เมื่อมดลูกหดรัดตัวใหหายใจเขาทางจมูกชา ๆ ลึก ๆ แลวหายใจออกทางปากยาว ๆ เปนจังหวะสม่ำเสมอตลอดการหดรัดตัวของมดลูก ระยะการเจ็บครรภถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น เมื่อปากมดลูกเปดประมาณ 8-10 เซนติเมตร ใหหายใจ เขาออกทางปาก หายใจสั้น ๆ ตื้น ๆ เบา ๆ ประมาณ 4 ครั้งติดตอกันแลวเปาลมออก 1 ครั้ง หายใจแบบนี้ไป เรื่อย ๆ ขณะมดลูกหดรัดตัว เมื่อมดลูกเริ่มคลายตัวจึงหายใจเขา-ออกลึก ๆ ยาวเปนปกติ (การเปาออกเพื่อลด แรงดันจากมดลูกและเพื่อไมไหเกิดการเบง) ระยะเบงคลอด ใหสูดลมหายใจเขาทางจมูกใหเต็มที่ กลั้นหายใจ ปดปาก กัมหนาคางชิดอก เบงลม เหมือนถายอุจจาระ ขณะเบงควรอยูในทาศีรษะสูงกวาตัว นานครั้งละ 6-8 วินาที หรือนับ 1-10 (ในใจ) แลวผอนคลายลมหายใจออกทางปาก และสูดลมหายใจเขาแลวเบงซ้ำอีก จนกระทั่งมดลูกคลายตัว จึงหายใจแบบชา ๆ เพื่อรอการเจ็บครั้งตอไป จนกวาลูกจะคลอด (มดลูกหดรัดตัวครั้งหนึ่งสามารถเบงได 2-3 ครั้ง) 4.2 เทคนิคการลดอาการเจ็บปวดขณะรอคลอดดวยการลูบหนาทอง (Effleurage) การลูบหนาทองเปนการเบี่ยงเบนความสนใจจากบริเวณที่เจ็บปวดไปยังที่อื่น และในขณะเดียวกันยัง เปนการกระตุนพลังประสาทบริเวณผิวหนังทําใหไมมีการสั่งสัญญาณประสาทความเจ็บปวดไปยังสมอง จึงสงผลใหแมตั้งครรภในระยะเจ็บครรภไมเกิดการรับรูตอความเจ็บปวด ดังนั้น การลูบหนาทองจึงเปนการ บรรเทาความเจ็บปวดในระยะคลอดไดอยางมีประสิทธิภาพ วิธีการลูบหนาทอง  นั่งหรือนอนในทาผอนคลาย  ทํามือทั้งสองขางใหมีลักษณะเปนอุงมือซึ่งเหมือนกับพนมมือ  วางมือทั้งสองขางเหนือหัวหนาวแลวลูบขึ้นไปทางมดลูกโดยให สัมพันธกับการหายใจเขา ลูบมือทั้ง สองขางผานลงมาที่จุดเริ่มตนใหม อาจลูบเปนวงกลม หรือเลขแปดก็ได โดยใหสัมพันธกับการหายใจออก สําหรับการลูบหนาทอง ใหทําทุกครั้งที่มดลูกเริ่มหดรัดตัว โดยปฏิบัติอยางสม่ำเสมอ จะชวยบรรเทาความ เจ็บปวดในระยะคลอดได
  • 97.
    87 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 4.3 เทคนิคการลดอาการเจ็บปวดขณะรอคลอดดวยการนวดไทย1 ในระยะรอคลอด หญิงตั้งครรภจะมีอาการปวดบริเวณหลัง กระเบนเหน็บ และหนาขา เนื่องจาก มีเสนประสาทรับความรูสึกผานกนกบและหลังสวนลาง ซึ่งสามารถนำศาสตรการแพทยแผนไทย (ดานการ นวดไทย) มาใชเพื่อลดความเจ็บปวดขณะคลอดได การนวดเปนการกระตุนเนื้อเยื่อภายในรางกาย และกระตุนการหมุนเวียนของโลหิตไปตาม บริเวณที่มีการนวด ทําใหกลามเนื้อเกิดการคลายตัว ลดการปวดเมื่อย โดยใชการนวดพื้นฐานทานอน น้ำหนักเบา ในกรณีที่พบวามีอาการปวดมากจะนวดเฉพาะพื้นฐานหลัง พื้นฐานขาดานนอก พื้นฐานขาดานใน ทานวด “พื้นฐานขา” ทานวด “พื้นฐานหลัง” ทานวด “พื้นฐานขาดานนอก” ทานวด “พื้นฐานขาดานใน” 1เทคนิคการลดอาการเจ็บปวดขณะรอคลอดดวยการนวดไทย: คทง.จัดทำแนวทางการดูแลดานการผดุงครรภ ดวยการแพทยแผนไทยในสถานบริการสาธารณสุข แนะนำวาสามารถทำไดในทุกระยะที่มีความปวด ขณะรอคลอด
  • 98.
    88 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 4.4 เทคนิคการลดอาการเจ็บปวดขณะรอคลอดดวยศาสตรมณีเวช1 สามารถทำไดในมารดา รอคลอดที่ไมมีความเสี่ยงสูง เมื่อปากมดลูกเปด 3 เซนติเมตร (เขาสูระยะ Active phase) โดยใหคุณแม นั่งทานั่งรอคลอดมณีเวช (ทาผีเสื้อ) ดังนี้  นั่งตัวตรง ฝาเทาทั้งสองขางประกบกัน พยายามดึงเทาทั้งสองขางใหชิดตัวเทาที่ทำได มือสองขางกดเขาใหติดเตียง แบะหนาขาออก เหยียดแขนและใชฝามือกดเขาทั้งสองขางของคุณแมลงใหติดพื้น มากที่สุด อาจใหคุณแมกดเองหรือเจาหนาที่ชวยกดก็ได กดคางไวนานประมาณ 10-20 วินาที หรือนับ 1-20 แลวปลอยเขาใหคลายพักสักครู กดซ้ำเชนนี้ทั้งหมด 3 ครั้ง นับเปน 1 รอบ แลวนั่งพัก ในระหวางนั้นใหนั่งเทา ประกบกันไว หากเมื่อยสามารถเอนนอนไดบางแตพยายามใชเทาประกบไว ใหทำซ้ำทุก ๆ 15-20 นาที โดยกดซ้ำ 3 ครั้งตอรอบ  ในระหวางนั่งรอหากมีอาการเจ็บครรภขณะมดลูกหดรัดตัว ใหคุณแมหายใจเขาใหเต็มปอด กลั้นลมหายใจแลวงอขอศอกโนมตัวไปขางหนากดเขาใหติดพื้นคางไวสักครูแลวหายใจออก สามารถทำทุกครั้ง ที่มีอาการขณะมดลูกหดรัดตัวจนกวาจะคลอด การนั่งทาผีเสื้อแบบมณีเวชจะชวยลดระยะเวลาการคลอด ชวยใหปากมดลูกเปดเร็ว ลดความเจ็บปวดและลดปริมาณการสูญเสียเลือดและอัตราการตกเลือด ทาผีเสื้อจะชวยยืดกลามเนื้อหนาขาใหหายเกร็ง ชวยปรับสมดุลบริเวณอุงเชิงกรานใหอุงเชิงกราน ขยาย มีปริมาตรมากขึ้น และลดการกดเบียดของมดลูกตอเสนประสาท เสนเลือด ทอน้ำเหลือง รวมทั้งอวัยวะ ตางๆในชองทอง ชวยลดระยะเวลาการคลอด ชวยใหปากมดลูกเปดเร็ว ลดความเจ็บปวดและลดปริมาณการ สูญเสียเลือดและอัตราการตกเลือด ภาพที่ 3.1-3.2 แสดงมณีเวช (ทาผีเสื้อ) สำหรับมารดารอคลอด (แบบมีเจาหนาที่ชวย) 1เทคนิคการลดอาการเจ็บปวดขณะรอคลอดดวยศาสตรมณีเวช: คทง.จัดทำแนวทางการดูแลดานการผดุงครรภดวย การแพทยแผนไทยในสถานบริการสาธารณสุข แนะนำวาไมควรทำรวมในสตรีตั้งครรภที่มีการใชยาเรงคลอด (Oxytocin หรือ Syntocinon) เพื่อกระตุนการเจ็บครรภ (Induction of labour) หรือชวยเพิ่มการหดรัดตัวของมดลูก เพราะจะทำให ไมไดผล
  • 99.
    89 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด ภาพที่ 3.3-3.6 แสดงมณีเวช (ทาผีเสื้อ) สำหรับมารดารอคลอด (ทำดวยตนเอง) การศึกษา พบวา การนั่งทาผีเสื้อแบบมณีเวชในขณะรอคลอดชวยใหปากมดลูกเปดเร็วกวาการนอน รอคลอดแบบปกติไดอยางมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การทำมณีเวชในขณะรอคลอดยังชวยลดอาการปวดทอง ลงรอยละ 23 และลดอาการปวดหลังลงรอยละ 33 โดยไมพบความผิดปกติการเตนของหัวใจทารกและไมพบ การหดรัดตัวที่มากผิดปกติของมดลูก นอกจากนี้ ยังพบการศึกษาเกี่ยวกับศาสตรมณีเวชขณะรอคลอด ดังนี้ 1. ผลของการจัดทาผีเสื้อประยุกตตอความปวด และเวลาในระยะปากมดลูกเปดเร็วในหญิงระยะคลอด เปนงานวิจัยกึ่งทดลอง ศึกษาในหญิงตั้งครรภปกติ จำนวน 60 ราย (กลุมทดลอง 30 ราย กลุมควบคุม30 ราย) โดยกลุมทดลองทำมณีเวชทานั่งผีเสื้อ กลุมควบคุมนอนรอคลอดปกติ ผลการศึกษาพบวา คาเฉลี่ยเวลาเปดปาก มดลูกกลุมทดลองนอยกวากลุมควบคุม (กลุมทดลอง = 155.17 นาที กลุมควบคุม = 207.50 นาที) 2. การนั่งทาผีเสื้อตอการเปดปากมดลูกในขณะรอคลอด เปนงานวิจัยแบบ RCT ศึกษาในหญิง คลอดธรรมชาติ ปากมดลูกเปด >3 ซม. และไดรับยาเรงคลอด จำนวน 48 ราย (กลุมทดลอง 24 ราย, กลุมควบคุม 24 ราย) โดยกลุมทดลองทำมณีเวชทานั่งผีเสื้อ กลุมควบคุมนอนรอคลอดปกติ ผลการศึกษาพบวา คาเฉลี่ยเวลาเปดปากมดลูกกลุมทดลองนอยกวากลุมควบคุม (กลุมทดลอง = 19.6 นาที/ซม. กลุมควบคุม = 29.4 นาที/ซม.)
  • 100.
    90 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 3. การนั่งรอคลอดทาผีเสื้อแบบมณีเวชตอการเจ็บครรภในระยะปากมดลูกเปดเร็วเปนงานวิจัย แบบ Cross Over Design ศึกษาในหญิงที่ตั้งครรภแรก คลอดธรรมชาติ ปากมดลูกเปด >3 ซม. จำนวน 60 ราย โดยทำมณีเวชทานั่งผีเสื้อกอนและหลังการนอนรอคลอดปกติ ผลการศึกษาพบวา ชวยลดอาการปวดการเจ็บ ครรภคลอด (โดยคาเฉลี่ยระดับคะแนนปวดหลังลดลงรอยละ 33 และปวดทองลดลงรอยละ 23) ทั้งนี้ ไมพบ ความผิดปกติการเตนหัวใจทารกและไมพบการหดรัดตัวที่มากผิดปกติของมดลูก 4. ผลของโปรแกรมการจัดทาโดยใชศาสตรมณีเวชตอระยะเวลาปากมดลูกเปดเร็วและความ พึงพอใจตอการคลอดในผูคลอดครรภแรก เปนงานวิจัยแบบ Comparative Experimental Design (Two group postest-only design) ศึกษาในหญิงที่ตั้งครรภแรก คลอดธรรมชาติ ปากมดลูกเปด <4 ซม. เมื่อเขาโปรแกรม และไมไดยาเรงคลอด จำนวน 50 ราย (กลุมทดลอง 25 ราย, กลุมควบคุม 25 ราย) โดยกลุม ทดลองไดรับการดูแลปกติและทำมณีเวช (ระยะปากมดลูกเปดชาใชทายืน 4 ทา, ระยะปากมดลูกเปดเร็วใช (ทานั่งขัดสมาธิและทาผีเสื้อ) กลุมควบคุมไดรับการดูแลปกติ ผลการศึกษาพบวา กลุมทดลองมีคาเฉลี่ย ระยะเวลาปากมดลูกเปดเร็วสั้นกวากลุมควบคุม 144 นาที (กลุมทดลอง =226.40 นาที กลุมควบคุม =370.40 นาที) และมีความพึงพอใจตอการคลอดมากกวากลุมควบคุม (กลุมควบคุม =103.44 คะแนน กลุมทดลอง =127.16 คะแนน) 5. การพัฒนาการดูแลแบบผสมผสานดวยศาสตรมณีเวชในหญิงครรภแรก เปนงานวิจัยแบบ R&D ในระยะที่ 1 กลุมที่ 1 ไดรับการดูแลปกติรวมกับทำมณีเวช (N=16) กลุมที่ 2 ดูแลปกติ (N=16) กลุมที่ 3 ใชยา เรงคลอด (N=31) ระยะที่ 2 กลุมทดลองไดรับการดูแลปกติรวมกับทำมณีเวช (N=30) กลุมควบคุมไดรับการ ดูแลปกติ (N=30) โดยมณีเวชจะทำทายืน ทาเดิน ทาขัดสมาธิ ทาผีเสื้อ ผลการศึกษาพบวา ระยะที่ 1 กลุมที่ใช มณีเวชลดเวลาในระยะคลอดไดมากกวากลุมที่ไดรับการดูแลปกติและกลุมที่ไดยาเรงคลอด (3 ชม. 48 นาที, 5 ชม.22 นาที และ 4 ชม.37 นาที ตามลำดับ) ระยะที่ 2 กลุมทดลองมีคะแนนความเจ็บปวดลดลง กวากลุมควบคุม (ทั้งระยะปากมดลูกเปดนอยกวา 3 ซม. และ 6-8 ซม.) และมีระยะเวลาคลอดนอยกวา กลุมควบคุม (กลุมควบคุม = 292.73 นาที, กลุมทดลอง = 227.17 นาที) และมีความพึงพอใจมากกวา กลุมควบคุม (กลุมควบคุม =รอยละ 86 กลุมทดลอง =รอยละ 88) 6. ผลของโปรแกรมการบริหารรางกายแบบมณีเวชรวมกับการหายใจแบบปราณายามะตอการเจ็บ ครรภคลอดและระยะเวลาคลอดของหญิงตั้งครรภแรก เปนงานวิจัยแบบกึ่งทดลอง ศึกษาในหญิงที่คลอด ธรรมชาติครรภแรก จำนวน 52 ราย (กลุมทดลอง 26 ราย กลุมควบคุม 26 ราย) โดยกลุมทดลองในระยะปาก มดลูกเปดชาใชทางูแมวเตา ทาผีเสื้อ รวมกับการหายใจแบบปรารายามะ และระยะปากมดลูกเปดเร็ว ใชทาผีเสื้อ สวนกลุมควบคุมไดรับการดูแลปกติ ผลการศึกษาพบวา กลุมทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการเจ็บครรภ (ระยะที่ 1 และ 2 ของการคลอด) นอยกวากลุมควบคุม และระยะเวลาการคลอดในระยะปากมดลูกเปดชา สั้นกวากลุมควบคุม 7. ผลการใชทานั่งมณีเวชตอระดับความทุกขทรมานและระยะเวลาการคลอดในผูคลอดปกติ เปนงานวิจัยแบบกึ่งทดลอง ศึกษาในหญิงคลอดธรรมชาติ ปากมดลูกเปด 3 ซม. จำนวน 60 ราย (กลุมทดลอง 30 ราย กลุมควบคุม 30 ราย โดยกลุมทดลองทำมณีเวชทาผีเสื้อ กลุมควบคุมไดรับการดูแลปกติ ผลการศึกษา
  • 101.
    91 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด พบวา กลุมทดลองมีระดับความทุกขทรมานจากการเจ็บครรภคลอดนอยกวากลุมควบคุม (กลุมทดลอง =5.74 กลุมควบคุม =6.81) และระยะเวลาในการคลอดทั้งระยะที่ 1 และระยะเวลาคลอดทั้งหมดนอยกวากลุม ควบคุม (กลุมทดลอง =350.6 นาที กลุมควบคุม =396.6 นาที) 8. ประสิทธิผลของการใชแผนการจัดทานั่งแบบมณีเวชในหญิงระยะคลอดตอระดับความเจ็บปวด เวลาในระยะปากมดลูกเปดเร็วและระดับการรับรูตอประสบการณการคลอดของหญิงในระยะคลอด เปนงานวิจัยแบบกึ่งทดลอง ศึกษาในหญิงที่คลอดธรรมชาติ ปากมดลูกเปด 4 ซม. และไมใชยาเรงคลอด จำนวน 57 ราย (กลุมทดลอง 29 ราย กลุมควบคุม 28ราย) โดยกลุมทดลองทำมณีเวชทาผีเสื้อรวมกับการดูแล ปกติ กลุมควบคุมไดรับการดูแลปกติ ผลการศึกษาพบวา กลุมทดลองระยะเวลาการคลอดรวมระยะ Active phase ของการคลอดนอยกวากลุมควบคุม (กลุมทดลอง = 78.45 นาที กลุมควบคุม =207.14 นาที) และกลุม ทดลองมีคะแนนการรับรูประสบการณการคลอดมากกวากลุมควบคุม (กลุมทดลอง =44.38 กลุมควบคุม =35.29) และกลุมทดลองและกลุมควบคุมมีระดับความเจ็บปวดบริเวณทองและหลังสวนลาง ในระยะปากมดลูกเปดเร็วไมแตกตางกัน 9. ผลการใชทานั่งมณีเวชตอระดับความเจ็บปวด ระยะเวลาการคลอดและปริมาณการสูญเสีย เลือดในผูคลอดปกติ เปนงานวิจัยแบบกึ่งทดลอง, Multicenter study ศึกษาในหญิงที่คลอดธรรมชาติ ปากมดลูกเปด 4 ซม. และไมใชยาเรงคลอด จำนวน 620 ราย (กลุมควบคุม 310 ราย กลุมทดลอง 310 ราย) โดยกลุมทดลองทำมณีเวชทาผีเสื้อ กลุมควบคุมนอนรอคลอดปกติ ผลการศึกษาพบวา กลุมทดลองมีระดับ ความเจ็บปวดที่ระยะปากมดลูกเปดมากกวา 3 ซม. ต่ำกวากลุมควบคุม และระยะเวลาการคลอดในระยะ ที่ 1-3 นอยกวากลุมควบคุม และปริมาณการสูญเสียเลือดนอยกวากลุมควบคุม (กลุมทดลอง =270.5 มล. กลุมควบคุม =341.9 มล.) และอัตราการใชเครื่องสูญญากาศนอยกวากลุมควบคุม (กลุมทดลอง =รอยละ 5.5 กลุมควบคุม =รอยละ 12.6) และการตกเลือดหลังคลอดนอยกวากลุมควบคุม (กลุมทดลอง =รอยละ 4.8 กลุมควบคุม =รอยละ 12.9) มณีเวชชวยลดโอกาสการตกเลือดได รอยละ 68.5 10. ผลของการใชทามณีเวชตอการเผชิญความเจ็บปวดและระยะเวลาคลอดในหญิงครรภแรก เปนงานวิจัยแบบกึ่งทดลอง ศึกษาในหญิงครรภแรก จำนวน 60 ราย (กลุมควบคุม 30 ราย กลุมทดลอง 30 ราย) โดยกลุมทดลองทำมณีเวช (ทายืน ทาเดิน ทาขัดสมาธิ ทาผีเสื้อ) รวมกับไดรับการดูแลปกติ สวนกลุม ควบคุมนอนรอคลอดปกติ ผลการศึกษาพบวา กลุมทดลองมีระดับความเจ็บปวดขณะมดลูกหดตัวในระยะปาก มดลูกเปด 6-8 ซม.ต่ำกวากลุมควบคุม และระยะเวลาคลอดระยะปากมดลูกเปดเร็วนอยกวากลุมควบคุม (กลุมทดลอง =194.60 นาที, กลุมควบคุม =261.17 นาที) 11.ผลของการใชศาสตรมณีเวชลดระยะเวลาเจ็บครรภคลอด เปนงานวิจัยแบบกึ่งทดลอง ศึกษาใน หญิงครรภแรก จำนวน 60 ราย (กลุมควบคุม 30 ราย กลุมทดลอง 30 ราย) โดยกลุมทดลองทำมณีเวชทาผีเสื้อ กลุมควบคุมนอนรอคลอดปกติ ผลการศึกษาพบวา กลุมทดลองใชระยะเวลาในการคลอดในระยะที่ 1 และระยะที่ 2 นอยกวากลุมควบคุม (ระยะที่ 1 กลุมควบคุม =11 ชม.56นาที, กลุมทดลอง =9 ชม. 25 นาที และระยะที่ 2 กลุมควบคุม =23 นาที, กลุมทดลอง =18 นาที)
  • 102.
    92 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 5. การดูแลมารดาในระยะแรกคลอด 5.1 การชวยหญิงเมื่อคลอดลูกแลวในทางการแพทยแผนไทย ดังนี้ ทำใหมดลูกเขาอู เมื่อเด็กคลอดออกแลว เอามือกดคลึงมดลูกเตือนใหยุบตัว แลวเอามือกดไวใหตึงตัว เปนการชวยให มดลูกเขาอูไดดี เมื่อเด็กออกทันใดนั้นควรใหกินยาฟลูอิด เอกสะแตรกเออกัต 1 ชอนกาแฟ เพื่อเปนยาเรง มดลูกใหหดตัว ยานี้ตอไปกิน 4 ชั่วนา ิกา ครั้ง 1 สัก 2 วัน แลวกินวันละ 1-2 ครั้ง อีก 2-3 วันก็พอ เพราะการใชเออกัตมากนัก มักทำใหน้ำนมแหง ถามดลูกเขาอูดีแลว ก็มิไดตองการยานี้มากนัก จึงใชใหคุณดี ราว 2-3 วัน เทานั้น ชำระโสโครก จงเอาน้ำยาใสสูบลางชำระชองสังวาสใหสะอาด เช็ดลางเลือดที่เปอนแลวจึงผลัดผา การชำระชองสังวาสนี้ ตอไปลางทุกชั่วนา ิกาไดยิ่งดี ถาโลหิตหยุดแลว ควรลางวันละ 3-4 ครั้ง จนน้ำคาวปลา หยุด เปนการปองกันพิษโสโครก และเนาเปนมุตกิจ สวนแผลถาขาดมากควรเย็บบางก็ไดธรรมดาใชใสยาและ หมั่นชะลางใหสะอาดไวแลวแผลก็จะหายไดสนิท เวนแตจะทำใหโสโครกเทานั้น การดูแลมารดา หามลุกยืนตั้งแตเด็กออกแลวเปนตนไป หามมิใหยืน ถาจะผลัดเปลี่ยนผานุง นอนผลัดก็ได เพราะถา ยืนมักจะเปนลมหนามืดลมลงทันที ถึงจะคอยพยุงอยูมิใหลมไดก็ไมควร เพราะทำใหแพแรงมากนัก ตอไปก็หาม มิใหยืนหรือนั่ง เมื่อครบ 5 วัน แลวนั่งได (ในปจจุบัน เมื่อครบ 2 ชั่วโมงหลังคลอด สังเกตอาการถาไมมี ภาวะแทรกซอน ไมเสียโลหิตมาก ก็ใหลุกนั่งได) ครบ 7-8 วัน มดลูกยุบตัวดีแลว จึงยืนได ที่หามเชนนี้กัน โรคมดลูกซุดเคลื่อนหรือตะแคงเพราะขั้วมดลูกยืดยานออกมาก เมื่อยืนตัวมดลูกถวงลงมา จึงทำใหชองสังวาส พับซน บังเกิดเปนโรคนี้ขึ้น เปนการลำบากภายหลัง แมเปนอยางนอยที่ตะแคง อาจจะทำใหเกิดบุตรยาก ภายหลังก็เปนได การรัดทอง เมื่อผลัดผาเรียบรอยดี จงเอาผาทำเปนวงพวงมาลัย โดยขนาด 1 นิ้วกวา ๆ วงกวางสัก 4-5 นิ้ว วางที่หนาทองครอมมดลูกพอรอบตัว แลวเอาผาผืนยาว ขนาดกวาง 6-7 นิ้ว รัดรอบสะเอว ทับผาที่ วงไวใหกดมดลูกพอตึงตัว เพื่อกันมดลูกตะแคง เมื่อทำกับมารดาเรียบรอยแลว จงรีบทำการชวยเด็กตอไปทันที 5.2 ภาวะที่ตองเฝาระวังในระยะแรกคลอด ในทางแผนปจจุบัน การแพทยแผนปจุบันนั้น ในชวง 24 ชั่วโมงแรกหลังมารดาคลอด จำเปนตองเฝาระวัง ภาวะตกเลือด หลังคลอด ซึ่งเปนสาเหตุอันดับตน ๆ ของการเสียชีวิตของสตรีทั่วโลก ทั้งในประเทศที่พัฒนาแลวและประเทศ กำลังพัฒนา ซึ่งการตกเลือดหลังคลอดเปนสาเหตุการเสียชีวิตของสตรี รอยละ 25 โดยมีอัตราการตกเลือดหลังคลอด ประมาณรอยละ 5-8 ของการคลอดทั้งหมด สำหรับประเทศไทย มีอัตราการตกเลือดหลังคลอดรอยละ 4.35 ภาวะตกเลือดหลังคลอด หมายถึง ภาวะที่มีการเสียเลือดหลังจากทารกคลอดทางชองคลอดตั้งแต 500 มิลลิลิตรขึ้นไป หรือมากกว่ำ 1,000 มิลลิลิตร ในกรณีผาตัดคลอดทางหนาทอง หรือเมื่อมีการลดลงของ ความเขมขนของเลือด (Hematocrit) ตั้งแตรอยละ 10 หรือเสียเลือดตั้งแตรอยละ 1 ของน้ำหนักตัวมารดา
  • 103.
    93 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด ชนิดของภาวะตกเลือดหลังคลอด จำแนกเปน 2 ชนิด ไดแก 1. การตกเลือดระยะแรก (Early postpartum hemorrhage หรือ Immediate postpartum hemorrhage) เปนการตกเลือดภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอด 2. การตกเลือดระยะหลัง (Late postpartum hemorrhage) เปนการตกเลือดที่เกิดขึ้นภายหลัง 24 ชั่วโมงหลังคลอด ไปจนถึง 6 สัปดาหหลังคลอด สาเหตุของภาวะตกเลือด ไดแก มดลูกหดรัดตัวไมดี (Uterine atony) พบประมาณรอยละ 70 การบาดเจ็บของชองทางคลอด (Lacerations of lower Genital tract) พบประมาณรอยละ 20 สวนของรก คางในโพรงมดลูก (Retained placenta tissue) พบไดประมาณ รอยละ 10 ภาวะความผิดปกติในกลไกการ แข็งตัวของเลือด (Abnormal of coagulation) พบประมาณรอยละ 1 อาการแสดงภาวะตกเลือด เริ่มแรกจะมีอาการเจ็บปวดอยางรุนแรงทันทีทันใดดานหนึ่งดานใดของ มดลูก มดลูกโตและแข็ง เมื่อสัมผัสจะเจ็บ หนาทองตึงและเจ็บมาก เลือดออกมาก การรักษาภาวะตกเลือดหลังคลอด มีแนวทาง 3 ประการ ไดแก 1. ดูแลรักษาทั่วไป 2. รักษาตามสาเหตุ เชน มดลูกหดตัวไมดี ใหยากระตุนเขาทางหลอดเลือดดำรวมกันการคลึงนวด หากไมไดผลตองผาตัด ชองทางคลอดฉีกขาด เย็บแผลใหครอบคลุมไปถึงหลอดเลือดที่ฉีกขาดและหดรั้งพน ขอบแผลเขาไป รกคาง ทำการลวงรกหรือขูดมดลูก มดลูกปลิ้น ตองรีบใหสารน้ำทางหลอดเลือดดำ ใหยาสลบ แลวทำการพลิกมดลูกในอยูในสภาพปกติ น้ำคร่ำเขาไปในกระแสเลือด คือ ชวยพยุงระบบหายใจดวย เครื่องชวยหายใจ แกไขภาวะความดันโลหิตต่ำโดยใหสารน้ำทางหลอดเลือด รวมทั้งแกไขภาวะเลือดไมแข็งตัว 3. ดูแลรักษาเพื่อชวยฟนคืนชีพในภาวะฉุกเฉิน ซึ่งการรักษาอยางทันทวงทีจะชวยใหมารดาหลังคลอดปลอดภัย แตหากการประเมินและการดูแลรักษาลาชา อาจนำไปสูภาวะตกเลือดรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต 6. การดูแลทารกในระยะแรกคลอด 6.1 การทำธุระกับเด็กที่คลอด ในทางการแพทยแผนไทย มีดังนี้ การรับทารกเมื่อแรกคลอด เมื่อเด็กออก จงเอามือรับศีรษะเด็กไว อยาปลอยใหศีรษะถูกับพื้น เมื่อเด็กออกพนแลว จงวางเด็กไว กับพื้นก็ได ใหนอนตะแคงขางขวา เพื่อชวยใหโลหิตในหัวใจที่หองบนขางขวาไปทะลุเขาหองดานซายนั้นเดิน ออนลง ลิ้นขั้นตรงนี้จะไดเปดโดยสะดวก แลวจึงทำการควักเมือกในปากเด็กออกใหหมด เพื่อเด็กจะหายใจได สะดวก การเอาเมือกหรือเลือดในปากออก หมอตำแยจะอุมเด็กใหคว่ำหนา แลวเอานิ้วมือลวงปากเด็กเพื่อควักเอาเมือกหรือเลือดในปากออก เมือกนี้ถาไมควักออกทันที เด็กจะหายใจไมสะดวกเรียกวา “สำลักน้ำคร่ำ” เมื่อควักเมือกออกจากปากเด็กแลว
  • 104.
    94 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด เด็กยังไมรองอุแว ตองตีกนเด็กใหแรงพอสมควรเพื่อใหเด็กรอง ถายังไมรองตองรอไวใหรกออกเสียกอน แลวเอาหัวเสียมหรือเหล็กอะไรก็ไดเผาไฟใหแดง นาบที่รกใหความรอนแลนตามสายสะดือไปถึงหัวเด็ก เมื่อเด็ก รูสึกรอนจะรองออกมา ถาทำอยางนี้แลวเด็กยังไมรอง ก็แสดงวาจะไมรอด ที่ไมรองเขาวาอาจมีกอนเลือดจุกคอ อยูก็เปนได เพราะเผลอไปไมไดควักออกเมื่อเด็กรองออกมาไดแลว เอาผาหอตัวเด็กและทิ้งเด็กไวกอน ถาไมรีบ เอาผาหอไว เด็กจะเปนสะพั้นหนาเขียวตายได เพราะผิดอากาศเย็นเกินไป ลางรายในตอนนี้เอาน้ำผึ้งและ ทองคำเปลว ซึ่งเตรียมหาไวกวาดที่โคนลิ้นเด็กวาเปนทางกันโรคตานซาง วิธีกวาดเด็กดวยน้ำผึ้งและ ทองคำเปลวจะมีทำกันบางแตชาวบานที่เขาใจ และมักใชน้ำผึ้งออกเดือน 5 ซึ่งถือวาเปนน้ำผึ้งดี ทางภาคภายัพ ถือวาถาควักเอาเลือดในปากออกไมหมดและไมกวาดดวยน้ำผึ้งคำ คือน้ำผึ้งกับทองคำเด็กอาจเปนขางหรือเปน ชาง แลวกลายเปนขี้คู คือเปนหืดได การตัดสายสะดือ เขาใชเชือกหรือดายดิบ (ลางทียอมครามเสียดวย) ผูกสายสะดือเปนสองเปลาะรัดใหแนน ทิ้งใหมีระยะ วางหวางกลางตอนที่จะตัด ลางทีหักผูกคอกระตายเปน 3 เปลาะ และวาคาถา นโมพุทธายะทั้ง 3 เปลาะ ที่ผูก แนนเพื่อไมใหเลือดลมเดินไดสะดวกเด็กจะไดรูสึกชา วาเวลาตัดสายสะดือเด็กจะไดไมรูสึกเจ็บมาก และให เหลือสายสะดือ (หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งเปนคำสูงวาสายอุทร) สวนที่ติดตอกับสะดือเด็ก มีขนาดยาวเสมอเขาเด็ก แลวเอาผิวไมรวกตัด หามตัดดวยเหล็กมีคม (ชาติตาง ๆ ในแหลมอินโดจีน เทาที่อานพบในหนังสือตาง ๆ ใชตัด สายสะดือดวยผิวไมไผแทบทั้งนั้น) ที่เหลือสายสะดือติดตอกับสะดือเด็กไวยาว ถาวาเหลือไวมีขนาดสั้นเกินไป เมื่อตัดแลวเลือดจะออกมาก ถาเปนเชนนี้ตองรีบแกเชือกหรือดายที่ผูกรัดเอาไวแลวผูกใหม รนขึ้นไปผูกใหแนน เพื่อหามเลือด มิฉะนั้นถาเลือดออกไมหยุดเด็กจะเปนอันตรายได ตองเอาขมิ้นชันสด ๆ ฝนหรือตำพอก ถาพอก แลวเลือดออกไมหยุด เปนอันหมดหนทางแก เด็กตองตายแน วิธีตัด ใชกอนดินรองรับสายสะดือตางเขียง หรือใชแงงไพลแทนกอนดินก็มีแลวเอาผิวไมรวกตัด คือ ถูสายสะดือตอนระหวางกลางตรงที่รัดไวใหขาดออกจากกัน ประเพณีภาคอีสานใชดายดำรัดสายสะดือ เอากอน ถานรองรับสายสะดือ และใชกาบหอยที่มีคมตัด เรื่องวิธีตัดสายสะดือเหลานี้ เปนความรูเรื่องโบราณคดีได ชิ้นหนึ่ง ทานผูใหญมีเมตตาเลาใหฟงวา ถาเปนเจานายชั้นพระองคเจาใชลิ่มทองรองเปนเขียง คงเปนประเพณี ซึ่งเปลี่ยนไปทีหลังเมื่อมั่งมีแลว อนึ่ง สายสะดือนั้นมีเปนเสนดำ ๆ อยูขางในเปนปลอง ๆ เรียกวา “เสนถานไฟ” ถามีเสนถานไฟถี่ ถือกันวาหญิงคนที่คลอดลูกคนนั้นตอไปจะมีลูกถี่ถามีเสนถานไฟหางก็จะมีลูกหาง การลางไขเด็ก จงเอาผาชุบน้ำมันมะพราวหรือน้ำมันสลัด เช็ดไขเด็กใหหลุดออกจนหมด เปดผาหมเช็ดแหงละนอย เพื่อกันมิใหเด็กถูกอากาศเย็นมากนัก เมื่อเช็ดไขออกทั่วแลว จงเอาน้ำอุนจัด ๆ ใชน้ำที่สะอาด เอาเด็กลงแช น้ำอุน ใชสบู ฟอกลางเอาน้ำมันที่ติดตามตัวออกจนสิ้น จงระวังสบูจะเขาตาเด็ก เมื่อลางสะอาดดีแลวเอาขึ้นมา เช็ดตัว ผาหมใหหนา กกไวใหอุนสักประเดี๋ยว แลวทำการหอสะดือตอไป
  • 105.
    95 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด การทำใหเด็กอุน จงทำใหเด็กอุน เมื่อตัดสายสะดือแลว จงเอาผาหุมหอตัวเด็กไวใหอุน ควรมอบใหใครกกกอดไว เพื่อจะ ไดไอตัว เด็กจึงจะรูสึกอุนดี การที่จะใหเด็กถูกอากาศเย็นนาน ๆ ยอมเปนโทษได เชน บังเกิดลมสะพาน เปนตน เพราะเด็กอยูในทอง ไดรับความอบอุนดีอยู เมื่อออกมาขางนอก กระทบอากาศเย็นกวา จึงมักจะทำใหเปนโรค ไดงาย และการที่เอาเด็กไปกกพักเสียเชนนี้ แพทยจะไดมีเวลาทำธุระแกมารดาอีกตอไป การชวยเด็กไมหายใจ ถาเด็กไมหายใจ ใหเอามือกดลงที่ทอง กระตุนใหแรง ๆ สัก 2-3 นาที ถายังไมหายใจ จงเอามือวักน้ำ รอนประลงบนอกแลวเอามือกระตุนทองอีก แลวประน้ำเย็นกับน้ำรอนสลับกันและเอามือกระตุนทอง ถาไม หายใจ จงหิ้วเทาทั้ง 2 ยกใหหัวหอยลงแลวเอามือผลักหนาอกเขยาใหหายใจ ถายังไมหายใจ จงทำการสูบลม หายใจ คือจับแขนทั้ง 2 เหยียดตรงขึ้นทางศีรษะ แลวหกกลับลงมากอดอกเอามือกดแขนแนบกับสีขางบีบลม ออกจากปอด แลวเหยียดแขนไปอยางเดิมอีกเพื่อใหลมเขาในปอด ในเวลาการสูบลมหายใจเชนนี้ ควรเอาน้ำอุน รดตัวเด็กเอาไวบอย ๆ เพื่อทำใหตัวอุน ใชน้ำอุนจัด ๆ จึงจะดี ในที่สุดถาเด็กยังไมฟน จงเอาปากจุบลงที่จมูก และปากเด็ก จุบโดยแรงเพื่อกอนเมือกที่อุดปากหลอดลมจะไดหลุดออก หรือบางทีเยื่อบางที่ปดปากหลอดลม ยังไมขาด จะตองเพียรจุบไปหลาย ๆ ครั้งจนขาด ถาจุบไมออก จงเปาลมลงไปใหแรง แลวจึงจุบออก ถาหัวใจ เด็กยังเตนอยูแลว จงจุบใหแรง ๆ จนกวาจะหายใจได ถาหัวใจหยุดเสียแลวจะแกไมฟนโดยมาก เด็กที่ออก มาแลวก็รองทันที หรือพอควักเมือกในปากออกแลวก็รอง แตบางคนหายใจเปนปกติมิไดรองเลย อยูตอไป 3-4 ชั่วนา ิกา หรือบางคนถึง 12 ชั่วนา ิกา จึงรองก็มี ถาเด็กหายใจไดแลว ถึงจะไมรองก็ไมเปนไร ปจจุบันใช อุปกรณในการดูดเสมหะ นอกจากนี้ ศาสตรมณีเวช มีวิธีการชวยเด็กแรกเกิดที่ไมหายใจ โดยใหจับแขนเด็นทั้งสองขางชูขึ้น เหนือศรีษะแนบหู คางไวสักครู (เรียกวา ทาไชโย) แลวหมุนออกดานขางพรอมกัน ซึ่งตองทำกอน 1 นาที (APGAR Score นาที ที่ 1) เนื่องจากเวลาชูแขนขึ้น 2 ขาง ซี่โครงจะกางออก ทำใหสามารถดึงอากาศเขาปอด ไดเอง หากเลยระยะเวลา 1 นาที ตองไดรับการชวยเหลือตามแนวทางเวชปฏิบัติของแพทยแผนปจจุบัน และไมควรหอตัวทารกแนนมากจนเกินไป เพราะจะทำใหคาออกซิเจนในเลือด (Oxygen Saturation หรือ (O2 Sat) ต่ำลงได 6.2 การดูแลทารกแรกเกิดทันทีและใน 2 ชั่วโมงแรกหลังคลอด ในทางการแพทยแผนปจจุบัน ทารกแรกเกิด มีความเสี่ยงมากมายตอภาวะความเจ็บปวยตั้งแตแรกเกิด เพราะเมื่อทารกอยูในครรภ มารดานั้นมีเกราะปองกันอยางดียิ่ง แตเมื่อคลอดออกมาแลวทารกจะมีการเปลี่ยนแปลงมากมายเกิดขึ้น เพื่อการอยูรอดและดำรงชีวิตของตนเอง ระบบตาง ๆ ของรางกายทารกมีการทำงานดวยตนเอง และคอย ๆ พัฒนาจนสมบูรณของชีวิตทารกแตละคน วิธีการชวยเด็กแรกเกิดที่ไมหายใจ (ทาไชโย) ตองทำในชวง APGAR Score นาที ที่ 1 : ที่มาจาก คทง.จัดทำแนวทางการ ดูแลดานการผดุงครรภดวยการแพทยแผนไทยในสถานบริการสาธารณสุข
  • 106.
    96 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด การดูแลทารกแรกเกิดทันทีและใน 2 ชั่วโมงแรกหลังคลอด มีดังนี้ ดูดเสมหะ ทันทีที่ศีรษะเกิดในทางเดินหายใจจะมีสิ่งอุดกั้น เชน น้ำคร่ำ เลือด เปนตน ถูกชองคลอด บีบไลออกมา พยาบาลผดุงครรภ ตองดูดออกโดยใชลูกสูบยางแดง ดูดเสมหะในปากจมูกใหหมด หลังจาก ทารกเกิดทั้งตัวเรียบรอยแลวจัดทาใหหายใจสะดวก เสมหะไหลออกไดงาย เชน นอนตะแคงดานใดดานหนึ่ง หรือนอนศีรษะต่ำเล็กนอย และดูดเสมหะอีกครั้งใหหมด พรอมทั้งสังเกตสีหนาวามีหนาเบ หรือรองเสียงดัง ซึ่งบงบอกวา ทารกไดรับออกซิเจนจากการขยายของปอดอยางเต็มที่ เช็ดตัว ทารกแรกเกิดรางกายเปยกชุมดวยน้ำคร่ำ ตองเช็ดตัวดวยผาอุนใหแหงโดยเร็ว โดยเฉพาะ ศีรษะเพื่อปองกันการสูญเสียความรอนจากการระเหยของน้ำคร่ำ หอตัวทารกดวยผาอุนเพื่อปองกัน การนำ ความรอน หลังจากอุณหภูมิรางกายคงที่อาจอาบน้ำเพื่อลางคราบสกปรกอีกครั้ง อบอุนรางกาย โดยใหนอนบนหนาอกมารดา โดนเนื้อแนบเนื้อ เพื่อรับไออุนจากมารดา เพื่อความรัก ความอบอุน และเพื่อสัมพันธภาพมารดาทรกที่แนบแนน หลังจากนั้นเมื่อตองแยกทารก ตองจัดใหนอนใต แสงไฟใหความอบอุน (warmer) อยางตอเนื่อง วัดสัญญาณชีพ วัดสัญญาณชีพทารก ทุก 15-30 นาที ใน 1 ชั่วโมงแรก หลังจากนั้น ทุก 1-2 ชั่วโมง จนคงที่ (อุณหภูมิรางกายควรอยูที่ 36.5-37.6 องศาเซนเซียส) ควรวัดทางรักแร หลังจากนั้นประเมิน ทุก 4 ชั่วโมง จนทารกกลับบาน ใหนม ทารกที่ปลอดภัยไมมีปญหาใด ๆ สามารถใหดูดนมมารดาจากเตาไดเลยตั้งแตแรกเกิด และให ดูดนมมารดา ทุก 2-3 ชั่วโมง รวมทั้งสงเสริมใหมารดาเลี้ยงลูกดวนนมตนเองจนอายุทารก 6 เดือน เช็ดตาเช็ดสะดือ การทำความสะอาดรางกายทารกแรกเกิด สวนใหญใชวิธีเช็ดตัว มักอาบน้ำหลัง คลอดแลว 24 ชั่วโมง แตตองเช็ดตาดวยน้ำตมสุก น้ำเกลือ หรือน้ำยาเช็ดตา หลังเช็ดตาตองปายตาเพื่อฆาเชื้อ โรคที่อาจไดรับจากการคลอด สวนของสะดือใหเช็ดดวยเช็ดสะดือดวย 70% แอลกอฮอล น้ำยาทริปเปลดาย (Tripple dye) หรือน้ำเกลือ ชั่งน้ำหนักและวัดความยาวของรางกาย ทารกแรกเกิดทุกรายตองไดรับการชั่งน้ำหนัก ซึ่งควรใช เครื่องชั่งน้ำหนักเปนตัวเลข (Digital) และควรชั่งทุกวันในเวลาเติม สวนใหญจะชั่งในชวงเชาของทุกวัน เพื่อเปรียบเทียบการเพิ่มขึ้นและลดลงของน้ำหนักทารก สวนการวัดสวนตาง ๆ ของรางกายที่สำคัญ คือ การวัดรอบศีรษะ รอบอกและตัวยาวมักวัดเมื่อแรกเกิด เพราะมีการเปลี่ยนแปลงนอยในชวงเดือนแรก นอกจากทารกที่วัดรอบศีรษะที่โตมากกวาปกติ อาจตองวัดช้ำทุกวันเพื่อประเมินภาวะน้ำคั่งในสมอง (Hydrocephalus)
  • 107.
    97 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 7. ความเชื่อ พิธีกรรม 7.1 ความเชื่อ พิธีกรรม เกี่ยวกับการฝกรกตามทิศ คัมภีรปฐมจินดาร ผูก 1 บริเฉท 3 วาดวยลักษณะกุมาร กุมารีคลอดจากครรภ การฝงรก กุมารอยูในเรือนไฟ ในตำราแพทยแผนโบราณ เลม 2 กลาวดังนี้ กลาวดวยลักษณะฝงรกสืบไป เมื่อสตรีคลอดบุตรแลว 1,2,3 วัน ทานหามวายังมิใหฝงรก เพราะวาพรายกุมภัณฑจะหอมกลิ่นแลจะมากิน เมื่อกินแลวจะลามเขาเอาตัวมารดา จะใหเปนอันตรายตาง ๆ ตอไปใหกำหนดใหฝงรกตั้งแตคลอดแลวได 7 วันขึ้นไปจนถึง 1 เดือน เมื่อฝงรกนั้นทานใหเอาแปงหอมน้ำมัน หอม ขางตอกดอกไมกฤษณา จวงจันทร ธูปเทียนบูชา บวงสรวงแกเทพยดาเดินหน แลบูชาพฤกษเทวดา ภูมิเทวดา เทวดาทั้งนี้ใหนมัสการเสียกอน แลวจึงฝงรก ถาจะฝงรกกุมารในเดือน 4 เดือน 5 เดือน 6 ใน 3 เดือนนี้ ใหฝงทางทิศหรด1 กุมารนั้นจึงจะมี อำนาจ หามมิใหฝงทางทิศทักษิณ กุมารจะเปนอันตราย ถาจะฝงรกกุมารในเดือน 7 เดือน 8 เดือน 9 ใน 3 เดือนนี้ ใหฝงทางทิศบูรพา แลพายัพกุมาร ผูนั้นจะเจริญยิ่งนัก หามมิใหฝงทางทิศอาคเนยแลหรดี กุมารนั้นจะเปนอันตราย ถาจะฝงรกกุมารในเดือน 10 เดือน 11 เดือน 12 ใน 3 เดือนนี้ ทานใหฝงทางทิศอิสาณแลทักษิณ กุมารนั้นจะไดเปนใหญกวาคนทั้งหลาย ทานหามมิใหฝงทางทิศพายัพ กุมารนั้นจะเปนอันตราย ถาจะฝงรกกุมารในเดือน 1 เดือน 2 เดือน 3 ใน 3 เดือนนี้ ทานใหฝงทางทิศอาคเนยแลประจิม7 กุมารนั้นจะอยูดีมีสุข หาอันตรายมิได ทานหามมิใหฝงทางทิศพายัพแลอิสาณ กุมารนั้นจะเปนอันตราย ผูใดฝงรกในทิศที่ทานหามไวนั้น อันตรายจะมีแกมารดาแลทารกนั้น ทิศหรดี: ทิศตะวันตกเฉียงใต ทิศทักษิณ: ทิศใต ทิศบูรพา: ทิศตะวันออก ทิศพายัพ: ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ทิศอาคเนย: ทิศตะวันออกเฉียงใต ทิศอิสาณ: ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ประจิม: ทิศตะวันตก
  • 108.
    98 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 7.2 ความเชื่อ พิธีกรรม เกี่ยวกับรกพันคอกุมารกุมารีเมื่อออกจากครรภมารดา คัมภีรปฐมจินดาร ผูก 1 บริเฉท 3 วาดวยลักษณะกุมาร กุมารีคลอดจากครรภ การฝงรก กุมารอยูในเรือนไฟ ในตำราแพทยแผนโบราณ เลม 2 กลาวดังนี้ ถากุมารกุมารีผูใดคลอดจากครรภมารดา รกเปนสังวาลยพันตัวกุมารออกมา 2,3,4,5 รอบ ทานใหเอารกนั้นยางไฟไวใหแหงจนกรอบ แลวเอาบดโรยลงในขาวใหกุมารนั้นกิน กุมารนั้นจะไมรูออน แลรองไหเลยทั้งหาอันตรายมิได แลปราศจากโรคทั้งปวงจนใหญโต แลจะมีบุญกวาคนทั้งหลายดวย ถากุมารกุมารีผูใดรกพันคอออกมาก็ดี พันตัวออกมาก็ดี ทานใหเอารกนั้นใสในหมอทนน แลวเอาเหล็กแทงกลางยางไฟไวใหแหง แลวเอามาบดโรยในขาวใหกุมารกิน กุมารผูนั้นไมรูรองไหเลย ทั้งจะมี ปญญากวางขวางกวาคนทั้งหลาย รูปรางกุมารนั้นจะงดงามดวย ถาจะใหเปนเสนหแกกุมาร ใหเอาชันผนึกปาก หมอรกแลวเอาไปฝงที่โคนตนไมใหญซึ่งอยูกลางที่ตำบลที่คนเดินชุกชุม แลวเอาสรรพนามหมกไวใหคน ทั้งหลายเห็น กุมารนั้นจะเปนที่พิศวาสแกคนทั้งหลาย เปนมหาเสนหวิเศษนัก อนึ่งถากุมารกุมารีผูใดคลอดจากครรภมารดาออกมา รกพันคอออกมาก็ดี ไมพันคอก็ดี ทานใหทำตามบุราณ1 ถาเปนหญิงจะใหเปนสิ่งอันใดก็ตามแตใจบิดามารดาจะปารถนา ก็ใหเอาสิ่งอันนั้นวางลง ในหมอรกกุมารนั้น แลวเอาไปฝงไวตามทิศดังกลาวแลวนั้น กุมารกุมารีผูนั้นก็จะประพฤติตามที่บิดามารดา กระทำนั้น ถากุมารนั้นเปนชาย ถาจะใหรูไตรแพทยสิ่งใด ก็เอาสิ่งนั้นวางลงในหมอรกของกุมารนั้น แลวเอาไป ฝงไวตามทิศที่กลาวมาแลวนั้น กุมารผูนั้นก็จะประพฤติตามที่บิดามารดากระทำนั้น เมื่อจะฝงรกจะมีพิธีเศกน้ำ ดวยพระคาถา2 แลวเอาน้ำที่เศกนั้นมารดหมอรกในหลุมพรอมสวดพระคาถา3 แลวเอาดินกลบหลุมฝงหมอรก นั้น แลวเอาตนเอากิ่งไมที่มีอยูในตำราพรหมชาติ ตามชนมพรรษากุมารที่เกิดนั้นปกลงไวที่ปากหลุมฝงรกนั้น แลวใหเศกน้ำรดไมที่ปกดวยพระคาถา4 เมื่อรดน้ำแลวใหสวดพระคาถา5 เสร็จแลวกลับบานได 7.3 ความเชื่อ พิธีกรรม เกี่ยวกับกำเนิดแมซื้อของกุมารกุมารี กับการฝงรก คัมภีรปฐมจินดาร ผูก 1 บริเฉท 3 วาดวยลักษณะกุมาร กุมารีคลอดจากครรภ การฝงรก กุมารอยูในเรือนไฟ ในตำราแพทยแผนโบราณ เลม 2 กลาวดังนี้  กุมารกุมารีผูใดเกิดวันอาทิตย กำเนิดแมซื้อของกุมารผูนั้นสถิตอยูบนจอมปลวก ถาจะฝกรกใหไปฝงที่จอมปลวกจึงจะดี  กุมารกุมารีผูใดเกิดวันจันทร กำเนิดแมซื้อของกุมารผูนั้นสถิตอยูที่บอน้ำ ถาจะฝกรก ใหไปฝงที่ใกลบอน้ำจึงจะดี 1 บุราณ: เกา กอน 2,3,4,5 พระคาถา: ในคัมภีรปฐมจินดาร ผูก 1 บริเฉท 3 ระบุบทสวดพระคาถาที่อยูในพิธีกรรม จำนวน 4 พระคาถา แตในแนวทางการดูแลดานการผดุงครรภไทยฯ นี้ ขอไมระบุถึง
  • 109.
    99 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด  กุมารกุมารีผูใดเกิดวันอังคาร กำเนิดแมซื้อของกุมารผูนั้นสถิตอยูที่ศาลเทพารักษ ถาจะฝกรกใหไปฝงที่ที่ใกลศาลเทพารักษจึงจะดี  กุมารกุมารีผูใดเกิดวันพุธ กำเนิดแมซื้อของกุมารผูนั้นสถิตอยูที่ตนพระศรีมหาโพธิ์ ถาจะฝกรกใหไปฝงที่ใกลตนพระศรีมหาโพธจึงจะดี  กุมารกุมารีผูใดเกิดวันพฤหัสบดี กำเนิดแมซื้อของกุมารผูนั้นสถิตอยูที่สระน้ำหรือบอ น้ำใหญ ถาจะฝกรกใหไปฝงที่ใกลสระน้ำแลบอน้ำใหญนั้นจึงจะดี  กุมารกุมารีผูใดเกิดวันศุกร กำเนิดแมซื้อของกุมารผูนั้นสถิตอยูที่ตนไทรใหญ ถาจะฝง รกใหไปฝงที่ใกลตนไทรใหญนั้นจึงจะดี  กุมารกุมารีผูใดเกิดวันเสาร กำเนิดแมซื้อของกุมารผูนั้นสถิตอยูที่ศาลพระภูม ถาจะฝง รกใหไปฝงที่ใกลศาลพระภูมิจึงจะดี การฝงรกกุมารนั้น ใหกระทำดังกลาวมานี้ กุมารกุมารีนั้นจะอยูเปนสุขทุกประการแล 7.4 ความเชื่อ พิธีกรรม เกี่ยวกับแมซื้อของกุมารกุมารีกับอาการเจ็บปวย คัมภีรปฐมจินดาร ผูก 1 บริเฉท 3 วาดวยลักษณะกุมาร กุมารีคลอดจากครรภ การฝงรก กุมารอยูในเรือนไฟ ในตำราแพทยแผนโบราณ เลม 2 กลาวดังนี้ กุมารผูใดอยูในเรือนไฟ ตั้งแตคลอดจากครรภมารดาตั้งแต 7 วันไปถึง 1 เดือน ถาเปนไขสิ่ง ใด ๆ ใหบิดตัว ใหหลังรอน ใหนอนสดุง แลรองไหมิหยุด ใหละเมอรองไหแลหัวเราะ อาการดังนี้ทานวา กุมารกุมารีนั้นตองแมซื้อ ถาจะแกใหทำบัตร 4 มุม1 ใบหนึ่ง กับเครื่องมัจฉะมังษาทั้งปวงเหลาขาว แลวใหบูชา ดวยพระคาถา2 แลวเอาบัตรไปวางบวงสรวงที่หลุมฝงรกนั้นจึงจะหาย ถายังไมหายทานใหทำยาทากระดูก สันหลัง เพื่อกันสรรพตานซางทั้งปวงไมใหตั้งขึ้นได กุมารกุมารีที่ยังอยูในเรือนเพลิงทองขึ้นมิรูวาย หนาเขียว มือเทาเย็น ตาชอนดูสูงแลวชักเทากำ มือกำ อาการดังนี้ ทานวากุมารนั้นตองผีรกของกุมารนั้นเอง ถาจะแก ทานใหทำบัตรกลม 3 อันหนึ่ง เอาขาวสารตกตีนครกตามแตจะไดตำเปนแปง เอาแปงนั้นปนเปนอึ่งยางตัว 1 กบตัว 1 ผักตบ 7 ดอก กับมัจฉะมังษาเหลาขาวใสในบัตรนั้น แลวเอาไปเสียใหขางตีนครกดวยมนต4 ถายังไมหายทานใหทำยากินแล ทาตอไป กินบางทาทองบาง ทากระดูดสันหลังบาง ทากระหมอน ทาฝามือฝาเทา ทารักรักแร ทาขาหนีบ นองแลขาคูบาง 1 บัตร 4 มุม, 3บัตรกลม:(บัตรพลี) ภาชนะทำดัวยกาบกลวยเปนรูปกระบะสำหรับใสอาหารคาว หวาน ที่จะกระทำการใหถวายเซน แดเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 2พระคาถา: ในคัมภีรปฐมจินดาร ผูก 1 บริเฉท 3 ระบุบทสวดพระคาถาที่อยูในพิธีกรรม แตในแนวทางการดูแลดานการผดุงครรภไทยฯ นี้ ขอไมระบุถึง 4มนต: ในคัมภีรปฐมจินดาร ผูก 1 บริเฉท 3 ระบุบทสวดมนตที่อยูในพิธีกรรม แตในแนวทางการดูแลดานการผดุงครรภไทยฯ นี้ ขอไมระบุถึง
  • 110.
    100 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 7.5 ความเชื่อเรื่องไมมงคล ตามปเกิดของกุมารกุมารี คัมภีรปฐมจินดาร ผูก 1 บริเฉท 3 วาดวยลักษณะกุมาร กุมารีคลอดจากครรภ การฝงรก กุมารอยูในเรือนไฟ ในตำราแพทยแผนโบราณ เลม 2 กลาวดังนี้  กุมารกุมารีเกิดปชวด เปนเทพดาผูหญิง ไมมิ่งนั้น คือไมมะพราว  กุมารกุมารีเกิดปฉลู เปนมนุษยผูชาย ไมมิ่งนั้น คือไมตาล  กุมารกุมารีเกิดปขาล เปนผูเสื้อผูชาย ไมมิ่งนั้น คือไมรัง  กุมารกุมารีเกิดปเถาะ เปนมนุษยผูหญิง ไมมิ่งนั้น คือไมงิ้ว  กุมารกุมารีเกิดปมะโรง เปนเทพดาผูชาย ไมมิ่งนั้น คือไมกัลปพฤกษ  กุมารกุมารีเกิดปมะเส็ง เปนมนุษยผูชาย ไมมิ่งนั้น คือไมโพบาย  กุมารกุมารีเกิดปมะเมีย เปนเทพดาผูหญิง ไมมิ่งนั้น คือไมกลวย (ตนกลวย)  กุมารกุมารีเกิดปมะแม เปนเทพดาผูหญิง ไมมิ่งนั้น คือไมทองหลาง  กุมารกุมารีเกิดปวอก เปนผีเสื้อผูชาย ไมมิ่งนั้น คือไมขนุน  กุมารกุมารีเกิดประกา เปนผีเสื้อผูชาย ไมมิ่งนั้น คือไมเวฬุ (ไมไผ)  กุมารกุมารีเกิดปจอ เปนผีเสื้อผูหญิง ไมมิ่งนั้น คือไมบัวบก  กุมารกุมารีเกิดปกุน เปนมนุษยผูชาย ไมมิ่งนั้น คือไมบัวหลวง 7.6 ความเชื่อ เกี่ยวกับการคลอดไมใหติดขัด ใหคลอดงาย  ตองเปดประตูหนาตาง ไขสลักไขกุญแจตูลิ้นชัก หรืออะไรอื่นที่ลั่นเอาไวออกใหหมด ตลอดจนซีกไมหรือสิ่งใด ๆ ที่เหน็บที่ขัดหรือเสียบไวใตรอดใตหลังคาก็ตองเอาออก ทาง ภาคอีสานพระเครื่องซึ่งเปนพระปดทวารก็ตองนิมนตเอาออกไปไวเสียที่อื่น ตอเมื่อ คลอดแลวจึงจะเอามาเก็บไวในที่เดิมได  หามมิใหนั่งหรือยืนคาประตูคากระได หรือพูดมีคำวา ติด ขัด คาง คา คลอดยาก หรือ คำอื่นที่มีความหมายในทำนองเดียวกันพูดไมไดทั้งนั้น ถือกันวาอาจเปนจริงขึ้นได  หามหญิงมีครรภเยี่ยมกรายเขามา เพราะเด็กในทองจะอาย ไมยอมคลอดออกมา  ปลอยสัตวเลี้ยงที่ขังไวในคอกในเลาในโรง เชน มา วัว เปด ไก หรือลามไวเชน สุนัข ใหเปนอิสระชั่วคราว  ปลดผมเผาที่เกลาขมวดไวออก  เวลาจะคลอด ตองเลือกหาทิศ ตามธรรมดาหันหนาไปทางตะวันออกไดเปนดี หรือจะ หันศีรษะไปทิศเหนือก็ได ลูกจะไดเลื่อนลงใตไดสะดวก
  • 111.
    101 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด เอกสารอางอิง 1. กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข. ตำราภูมิปญญาการผดุงครรภไทย. พิมพครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: จุฑาเจริญทรัพย; 2560. 2. กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข. พจนานุกรมศัพทแพทยและเภสัช กรรมแผนไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2559 เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ครบ 70 ป 9 มิถุนายน 2559. นนทบุรี: โรงพิมพสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ; 2560. 3. กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข. สังคายนาองคความรู ดานการแพทยแผนไทย: กรณีศึกษาพระคัมภีรปฐมจินดาร. กรุงเทพฯ: โรงพิมพองคการรับสงสินคาและ พัสดุภัณฑ (ร.ส.พ.) ; 2548. 4. กองอนามัยการเจริญพันธุ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. คูมือการมีสวนรวมของสามีหรือญาติ ในการเฝาคลอด. 5. กิตติมา ดวงมณี, เยาวเรศ สมทรัพย, ฐิติพร อิงคถาวรวงศ, ศศิกานต กาละ. ผลของการจัดทาผีเสื้อ ประยุกตตอความปวดและเวลาในระยะปากมดลูกเปดเร็วในหญิงระยะคลอด. วารสารมหาวิทยาลัย นราธิวาสราชนครินทร ปที่ 9 ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน 2560. 6. กุลรัตน บริรักษวาณิชย และคณะ. ผลการใชทานั่งมณีเวชตอระดับความเจ็บปวด ระยะเวลาการคลอด และปริมาณการสูญเสียเลือดในผูคลอดปกติ. วารสารวิชาการสาธารณสุข ปที่ 28 ฉบับที่ 3 พฤษภาคม- มิถุนายน 2562. หนา 455-465. 7. คณะพยาบาลศาสตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร. การพยาบาลมารดา ทารกและการผดุงครรภ 1 (เลม 1). 2563. 8. คณะพยาบาลศาสตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร. การพยาบาลมารดา ทารกและการผดุงครรภ 1 (เลม 2). 2563. 9. คณะพยาบาลศาสตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร. การพยาบาลมารดา ทารกและการผดุงครรภ 2 (เลม 2). 2562 10. จงสฤษฎ มั่นศิล. ผลของโปรแกรมการจัดทาโดยใชศาสตรมณีเวชตอระยะเวลาปากมดลูกเปดเร็วและความ พึงพอใจตอการคลอดในผูคลอดครรภแรก. วิทยานิพนธ หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา การผดุงครรภ คณะพยาบาลศาสตร มหาวิทยาลัยบูรพา. 2561. 11. นูรไลลา มาเละ. ผลของการใชศาสตรมณีเวชลดระยะเวลาเจ็บครรภคลอด. วิจัย R2R : Routine To Research 2558.
  • 112.
    102 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 12. ปณัชชฐิตา ขุนบุญยัง, เกษร สุวิทยะศิร, ลักขณา บัวสมบูรณ, วรรณดี ศรีสวาง, นงลักษณ เกิดทาไม. ประสิทธิผลของการใชแผนการจัดทานั่งแบบมณีเวชในหญิงระยะคลอดตอระดับความเจ็บปวด เวลาในระยะ ปากมดลูกเปดเร็วและระดับการรับรูตอประสบการณการคลอดของหญิงในระยะคลอด. วารสารวิจัยสุขภาพ และการพยาบาล ปที่ 37 ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน 2564. หนา 294-310. 13. ประกาศคณะอนุกรรมการการประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทยประยุกต เรื่อง เกณฑมาตรฐานผูประกอบ วิชาชีพการแพทยแผนไทยประยุกต พ.ศ. 2560 ลงวันที่ 22 กันยายน 2560. ราชกิจจานุเบกษา เลม 134 ตอนพิเศษ 284 ง วันที่ 21 พฤศจิกายน 2560 14. ประกาศสภาการแพทยแผนไทย เรื่อง เกณฑมาตรฐานและกรรมวิธีการแพทยแผนไทยผูประกอบวิชาชีพ การแพทยแผนไทย ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทยแผนไทย พ.ศ. 2556 ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ 2563. ราชกิจจานุเบกษา เลม 137 ตอนพิเศษ 162 ง วันที่ 15 กรกฎาคม 2563 15. พยุงศรี อุทัยรัตน, อาลี แซเจียว. ผลของการใชทามณีเวชตอการเผชิญความเจ็บปวดและระยะเวลาคลอดใน หญิงครรภแรก. วารสารวิชาการแพทยเขต 11 ปที่ 32 ฉบับที่ 1 ม.ค.- มี.ค. 2561. หนา 791-804. 16. มนตรี ศิริเศรษฐ. การนั่งรอคลอดทาผีเสื้อแบบมณีเวชตอการเจ็บครรภในระยะปากมดลูกเปดเร็ว. วารสารวิชาการเขต 12 ปที่ 26 เลมที่ 3 เดือนกันยายน - ธันวาคม 2558. หนา 13-17. 17. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช. ผดุงครรภแผนไทย: การดูแลมารดาและทารกหลังคลอด. เขาถึงไดจาก https://be7herb.wordpress.com สืบคน 13 กุมภาพันธ 2567. 18. มหาวิทยาสุโขทัยธรรมธิราช. ผดุงครรภแผนไทย: การดูแลสตรีตั้งครรภในระยะคลอด. เขาถึงไดจาก https://be7herb.wordpress.com สืบคน 13 กุมภาพันธ 2567. 19. เยาวเรศ สมทรัพย. การแพทยแผนไทย: การประยุกตใชในการดูแลสตรีตั้งครรภ. วารสารศูนยอนามัยที่ 9 ป ที่ 17 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2566. 20. รีนา มะโน, โสเพ็ญ ชูนวล และวิไลพร สมานกสิกรณ. ผลของโปรแกรมการบริหารรางกายแบบมณีเวช รวมกับการหายใจแบบปราณายามะตอการเจ็บครรภคลอดและระยะเวลาคลอดของหญิงตั้งครรภแรก. วารสารเครือขายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต ปที่ 8 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2564. หนา 69-84. 21. โรงพยาบาลบี เอ็ช เอ็น. การคลอด: กระบวนการคลอดบุตรตามธรรมชาติ. เขาถึงไดจาก https://mbrace.bnhhospital.com สืบคน 13 กุมภาพันธ 2567. 22. โรงพยาบาลเปาโล. สัญญาณเตือนกอนการคลอด. เผยแพรวันที่ 19 มิถุนายน 2556. เขาถึงไดจาก https://www.paolohospital.com สืบคน 13 กุมภาพันธ 2567. 23. โรงพยาบาลเพชรบูรณ. พลิกตำราวิชาแพทย ดวยมณีเวช ศาสตรแหงความทาทาย. พิมพครั้งที่ 1. เพชรบูรณ: ดีดีการพิมพ; 2560.
  • 113.
    103 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 24. โรงพยาบาลสุทธาเวช คณะแพทยศาสตร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. วิธีปฏิบัติงาน เรื่อง การพยาบาล เพื่อลดความปวดในระยะเจ็บครรภคลอด. 2564. 25. โรงพยาบาลสุทธาเวช คณะแพทยศาสตร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. วิธีปฏิบัติงาน เรื่อง การพยาบาลระยะ คลอด(ทางชองคลอด). 2564. 26. โรงพยาบาลหาดใหญ. ตำรามณีเวช เปลี่ยนกระบวนทัศน ปรับกระบวนคิด สรางสมดุลชีวิต. พิมพครั้งที่ 2. สงขลา: บริษัท นีโอพอยท; 2561. 27. วนิดา วงศมุนีวรณ. การนั่งทาผีเสื้อตอการเปดปากมดลูกในขณะรอคลอด. วารสารวิชาการเขต 12 ปที่ 26 เลมที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2558. หนา 51-54. 28. ศิริลักษณ นิธิธารากูล. ผลการใชทานั่งมณีเวชตอระดับความทุกขทรมานและระยะเวลาการคลอดในผูคลอด ปกติ. ประชุมวิชาการสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 2 ปงบประมาณ 2564. วันที่ 24 – 25 มีนาคม 2564. 29. สมาคมเภสัชกรรมไทยโบราณแหงประเทศไทย. คัมภีรแพทยไทยแผนโบราณ เลม 2 ขุนโสภิตบรรณลักษณ (อำพัน กิตติขจร). พระนคร: อุตสาหกรรมการพิมพ; 2504. 30. สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554. เขาถึงไดจาก https://dictionary.orst.go.th สืบคน 15 กุมภาพันธ 2567. 31. อาลี แซเจียว, พยุงศรี อุทัยรัตน. การพัฒนาการดูแลแบบผสมผสานดวยศาสตรมณีเวชในหญิงครรภแรก. วารสารวิชาการแพทยเขต 11 ปที่ 31 ฉบับที่ 2 เม.ย.- มิ.ย. 2560. หนา 325 – 337.
  • 115.
    105 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด บทที่ 5 การดูแลมารดาในระยะหลังคลอด และการดูแลเด็กหลังคลอด 1. การดูแลมารดาหลังคลอด 1.1 หัตถการทางการแพทยแผนไทย 1.1.1 การอยูไฟ 1.1.2 การนวดไทย 1.1.3 การประคบสมุนไพร 1.1.4 การทับหมอเกลือ 1.1.5 การนาบไพล 1.1.6 การอบสมุนไพร / การเขากระโจม 1.1.7 หัตถการอื่น ๆ  การอาบน้ำสมุนไพร  การพอกผิวและขัดผิวดวยสมุนไพร  การรัดหนาทอง  การนั่งถาน  การใสกอนเสาหลังคลอด  การนึ่งยา  การทำหัตถการมณีเวช 1.2 การใชยาสมุนไพร 1.3 การใหคำแนะนำการปฏิบัติตัวหลังคลอด 1.3.1 การเลี้ยงบุตรดวยนมแม 1.3.2 การดูแลเรื่องอาหาร 1.3.3 การทำกายบริหารสำหรับหญิงหลังคลอด 1.3.4 มดลูกเขาอู 1.3.5 การมีประจำเดือนและการมีเพศสัมพันธ 1.3.6 น้ำคาวปลา 1.3.7 การคุมกำเนิด
  • 116.
    106 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 1.3.8 การปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน 1.3.9 การดูแลสุขภาพจิตสำหรับหญิงหลังคลอด 2. การดูแลเด็กหลังคลอด 2.1 หัตถการที่ใชในเด็ก 2.2 การใชยาสมุนไพรในเด็ก 3. ประเพณีและพิธีกรรมที่เกี่ยวของกับการดูแลมารดาและทารก
  • 117.
    107 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 1.การดูแลมารดาหลังคลอด องคความรูที่เปนอัตลักษณการผดุงครรภไทย เปนทั้งศาสตรและศิลปที่สามารถใหบริการครอบคลุม ทั้งการตรวจ วินิจฉัย การบำบัดรักษา และสงเสริมฟนฟูสภาพหญิงหลังคลอด สามารถเชื่อมโยงบูรณาการ ความรูรวมกับการบริการผดุงครรภในระบบบริการสุขภาพของแพทยแผนปจจุบัน ในชวงระยะหลังคลอด หญิงหลังคลอดจะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางดานรางกายและจิตใจ รางกายจะขับน้ำคาวปลา มีการคัดตึงของเตานม และน้ำนมไหล การดูแลหญิงหลังคลอดดวยศาสตรการแพทย แผนไทยชวยฟนฟูสมรรถภาพหญิงหลังคลอดในชวงพักฟนรางกายใหคืนสูสภาพปกติ ชวยใหมดลูกเขาอูเร็วขึ้น ขับน้ำคาวปลา ทำใหหนาทองยุบ ลดการปวดทองนอย ลดการปวดกลามเนื้อตามสวนตาง ๆ ของรางกาย ชวยกระตุนการไหลเวียนโลหิต ชวยเพิ่มน้ำนมและทำใหน้ำนมไหลสะดวกขึ้น กระชับกลามเนื้อ ปองกันอาการ ทองผูก ปองกันหรือลดการเกิดตะคริว นอนหลับสบาย ลดปญหาการเกิดผดผื่นหลังคลอด เมื่อฟนฟูสภาพ รางกายไดเร็วจะเดินหรือเคลื่อนไหวไดสะดวก สงผลใหกลามเนื้อแข็งแรง นอกจากนี้การรับประทานอาหาร ใหครบ 5 หมู จึงเปนสิ่งจำเปนเพื่อใหมีน้ำนมที่มีคุณภาพ การออกกำลังกาย รวมทั้งดูแลสภาพจิตใจ ในชวงหลังคลอดยังเปนองคประกอบสำคัญเชนกัน แนวทางการฟนฟูสุขภาพของหญิงหลังคลอด การดูแลสุขภาพหญิงหลังคลอด หมายถึง การปฏิบัติตอหญิงในระยะหลังคลอดทั้งทางดานรางกาย และจิตใจ เพื่อใหมีสุขภาพกายและจิตใจที่ดี มีความสมบูรณ กลับสูภาวะปกติอยางเหมาะสม ระยะหลังคลอด ในทางการแพทยแผนปจจุบันเริ่มตั้งแตคลอดรกเสร็จจนกระทั่งรางกายกลับสูภาวะปกติกอนการตั้งครรภ ใชเวลาประมาณ 6 สัปดาห แตในทางการแพทยแผนไทยจะสำคัญมากในชวง 1 เดือนหลังคลอดเรียกวา ระยะ เรือนไฟ ซึ่งจะมีการดูแลสุขภาพในลักษณะองครวม ในกระบวนการที่เรียกวา “อยูไฟ” เปนองคความรูทาง การแพทยแผนไทยที่ใชในการฟนฟูสุขภาพของหญิงตั้งครรภหลังคลอดบุตรดวยการปรับสมดุลธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ภายในรางกายโดยเฉพาะ “ธาตุไฟ” ใหกลับมาทำงานไดตามปกติ โดยหญิงหลังคลอดที่จะรับหัตถการแบงเปน กรณีคลอดปกติ สามารถใหหัตถการการดูแล หญิงหลังคลอดเมื่อคลอดไปแลว 2-7 วัน และกรณีผาคลอดสามารถใหหัตถการการดูแลหญิงหลังคลอด เมื่อคลอดไปแลว 1 เดือน โดยใหแผลบริเวณหนาทองทั้งภายในและภายนอกสมานกันดีเสียกอน ทั้งนี้ระยะเวลาที่สามารถใหบริการขึ้นอยูกับดุลยพินิจของแพทยแผนไทยผูดูแล แนวทางการฟนฟูสุขภาพ ของหญิงหลังคลอดมี 3 วิธี ไดแก หัตถการทางการแพทยแผนไทย การใชยาสมุนไพร และการใหคำแนะนำ การปฏิบัติตัวหลังคลอด 1.1 หัตถการทางการแพทยแผนไทย 1.1.1 การอยูไฟ 1.1.2 การนวดไทย 1.1.3 การประคบสมุนไพร
  • 118.
    108 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 1.1.4 การทับหมอเกลือ 1.1.5 การนาบไพล 1.1.6 การอบสมุนไพร / การเขากระโจม 1.1.7 หัตถการอื่น ๆ  การอาบน้ำสมุนไพร  การพอกผิวและขัดผิวดวยสมุนไพร  การรัดหนาทอง  การนั่งถาน  การใสกอนเสาหลังคลอด  การนึ่งยา  การทำหัตถการมณีเวช 1.1.1 การอยูไฟ การอยูไฟ มี 2 ลักษณะใหญ ๆ คือ การอยูไฟแบบใชกองไฟ (ไฟฟน) และอยูไฟชุด 1.1.1.1 การอยูไฟแบบใชกองไฟ เปนการอยูไฟแบบเดิมที่ชาวบานทุกภูมิภาคปฏิบัติกันมา ในปจจุบันยังสามารถพบเห็นในพื้นที่ชนบท แตอาจมีการปรับรูปแบบการอยูไฟใหสอดคลองกับปจจุบัน รวมถึงปรับความเชื่อเกี่ยวกับการปฏิบัติที่จะทำให เกิดอันตราย เชน การกอไฟไมรอนมาก การพักผอนกลางคืน การรับประทานอาหารที่ไมใชเฉพาะขาวกับเกลือ เปนตน ดังนั้นในที่นี้จะกลาวถึงรูปแบบการอยูไฟที่ควรสงเสริมเพื่อใหเกิดความปลอดภัย และเกิดประโยชน ตอสุขภาพหญิงหลังคลอด มีแนวทางดังนี้ ภาพที่ 5.1 แสดงลักษณะการอยูไฟแบบใชกองไฟ
  • 119.
    109 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด สมุนไพรสำหรับตมอาบ ใบเปลา ใบสมปอย หรือสมุนไพรอื่น ๆ ที่มีกลิ่นหอม เพื่อใหโลงจมูกเวลานำมาอาบ และใสสมุนไพร ที่มีรสเปรี้ยวเพื่อชวยทำความสะอาดผิวพรรณ หรือสูตรตำรับสมุนไพรสำหรับตมอาบ ทั้งนี้ขึ้นอยูกับความเชื่อ และสมุนไพรที่มีในแตละทองถิ่น สมุนไพรสำหรับตมดื่ม ในแตละภูมิภาคจะใชสมุนไพรตางกันไป เชน ภาคอีสานจะใชแกนมะขาม แกนไมแดง หรือผูมีเชื้อสายจีน อาจจะใหตมน้ำขิงดื่ม ซึ่งสามารถใชไดตามความเชื่อแตละทองถิ่น สถานที่ ควรเปนหองที่อากาศถายเทดี ไมอุดอู หากมีหนาตางใหเปดหนาตางมีแสงสวางเพียงพอ หรืออาจใช ใตถุนบานที่เปนที่โลง โปรง ไมมีวัตถุที่ไวไฟอยูใกล วิธีการ 1.นำตนกลวย 2 ตนมาตัดเปนทอนอยางละเทา ๆ กันแลวผาครึ่งวางบนแผนสังกะสีและวางรองพื้น อีกชั้นหนึ่ง โดยวางเปนรูปสี่เหลี่ยมทำเปนเตา แลวกอกองไฟบนสังกะสี เพื่อใหหญิงหลังคลอดนอนผิงไฟ ซึ่งมี 2 ลักษณะ คือ -นอนผิงไฟบนไมกระดานหรือแครเตี้ย ๆ ขางกองไฟใหไดระดับพอที่จะนั่งและไดรับความรอน ที่พอเหมาะจากเตา -นอนเหนือกองไฟ โดยนอนบนแครสูงกวา 50 ซม. วางครอมกองไฟไว และใหหญิงหลังคลอดนอน บนแครโดยมีผารองพื้นสวนใหญใชผาถุง 2. ตมน้ำสมุนไพรในหมอสำหรับอาบ เมื่อเดือดแลวยกมาผสมน้ำเย็นพออาบได ใหหญิงหลังคลอด อาบวันละหลาย ๆ ครั้ง และตองตมใหมทุกครั้งที่อาบ และขณะที่อาบใหลางทำความสะอาดชองคลอดทุกครั้ง 3. หลังอาบน้ำเสร็จ ใชอิฐเผาไฟใหรอนแลวราดน้ำ นำมาหอผาแลวประคบหนาทอง เมื่อเย็นแลวนำไปเผา แลวนำมาประคบใหม ทำซ้ำหลาย ๆ ครั้งในแตละวัน โดยทำหลังจากอาบน้ำสมุนไพร อาจใชกระเปาน้ำรอนแทนได 4. ตมน้ำสมุนไพรสำหรับดื่ม โดยตมใหเดือดแลวรินดื่มเรื่อย ๆ เมื่อน้ำแหงแลวใหเติมน้ำใหม หากยาเริ่มจืดใหเปลี่ยนยาใหม สามารถดื่มไดบอยตามที่ตองการ แตการตมไมควรเคี่ยวจนเขมขน เพราะอาจไดรับยามากเกินไปอาจเปนอันตรายได 1.1.1.2 การอยูไฟชุด กลองไฟชุดอะลูมิเนียม กลองแบน ๆ ซึ่งในชนบทยังนิยมพอสมควรเชื้อไฟทำดวยสมุนไพรบดหยาบ หอดวยกระดาษทำเปนแทงสำหรับใสกลองอะลูมิเนียมได และแทงยานี้เมื่อใชหมดแลวสามารถซื้อมาเปลี่ยนได วิธีใช จุดไฟที่เชื้อไฟแลวใสกลองอะลูมิเนียม จะทำใหกลองรอนใชประมาณ 2-3 กลอง แลวนำผามาพันรอบ หนาทอง ผาที่พันตองหนาพอสมควรเพื่อปองกันความรอนจากกลองไฟชุดไมใหกระทบกับหนาทองมากเกินไป
  • 120.
    110 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด เพราะจะทำใหผิวหนาพองได วิธีนี้ทำไดวันละหลาย ๆ รอบ ในขณะที่ใชไฟชุดสามารถทำกิจกรรมอื่น ไดตามปกติ และมีการดื่มน้ำสมุนไพรตม อาบน้ำตม เหมือนการอยูไฟฟน ประโยชน ความรอนจากหนาทองกระตุนใหอวัยวะภายในเกิดการเคลื่อนไหว มดลูกหดรัดตัว ทำใหน้ำคาวปลาไหลไดดี ภาพที่ 5.2 แสดงอุปกรณการอยูไฟชุด ประโยชนของการอยูไฟ การอยูไฟยังชวยใหมดลูกเขาอูเร็ว น้ำนมไหลดี เปนการพักฟนเพื่อสะสมกำลังใหมีสุขภาพรางกาย ที่แข็งแรง ไมมีอาการสะทานรอนสะทานหนาวเมื่อถูกลมฝน ซึ่งผลกระทบตาง ๆ อาจจะปรากฏเมื่ออายุมากขึ้น 1.1.2 การนวดไทย การนวดไทย หมายถึง การตรวจ การวินิจฉัย การบำบัด การรักษา การปองกันโรคการสงเสริม และการฟนฟูสุขภาพ โดยใชองคความรูเกี่ยวกับศิลปะการนวดไทย ดวยกรรมวิธีการแพทยแผนไทย โดยในระยะระหวางตั้งครรภสวนใหญเกิดอาการปวดตามสวนตาง ๆ ของรางกาย เชน หลัง นอง สะโพก บา ตนคอ หรือปวดเมื่อยทั้งรางกาย หลังการคลอดบุตรแลว หญิงหลังคลอดบางรายอาการปวดจะหายไป แตมีบางรายที่ยังมีอาการปวดอยูจึงตองใชการนวดเพื่อการบรรเทาอาการปวด การนวดหลังคลอด จะเปนนวดตามรางกายและการนวดเตานม โดยสามารถใชการนวดตามรางกาย ตามทาพื้นฐานของการนวดแบบราชสำนัก หรือแบบเชลยศักดิ์ และเปนการนวดที่ประยุกตทานวดแบบพื้นฐาน นอกจากนี้ในสวนการนวดเตานมในหญิงหลังคลอดที่เพิ่มเติมขึ้นมานั้น เพื่อชวยใหน้ำนมไหลไดดี ลดอาการ เจ็บปวด คัดตึงเตานมซึ่งเปนอุปสรรคในการใหนมบุตร โดยมีวิธีการนวด ดังนี้ 1) การนวดตามรางกายเพื่อชวยกระตุนระบบไหลเวียนโลหิต เนนเฉพาะบริเวณที่มีอาการปวด เชน บริเวณหลัง สะโพก นอง ไหล ศีรษะ ซึ่งวิธีการนวดประกอบดวย การนวดพื้นฐาน (แบบราชสำนัก) เปนการนวดกระตุนระบบไหลเวียนโลหิต ชวยคลายอาการปวด เกร็งของกลามเนื้อ ลดอาการบวม โดยใหหญิงหลังคลอดใสเสื้อผาที่หลวมสบาย นอนหนุนหมอนที่ไมสูง สถานที่ใหมีอากาศถายเทไดสะดวก มีวิธีนวด ดังนี้
  • 121.
    111 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 1.1) การนวดพื้นฐานขาและเปดประตูลม - หญิงหลังคลอดนอนหงาย แขนวางขางลำตัว ผูนวดนั่งทาพับเพียบ - เริ่มนวดดานขางขาทอนลางใตหัวเขา จากหนาแขงถึงขอเทา - นวดจากเหนือเขาขึ้นไปถึงตนขา นวดจากตนขาลงไปจนถึงขอเทา - หันปลายเทาออกดานขาง เปดประตูลม สลับนวดอีกขางเหมือนกันตามลำดับ 1.2) การนวดพื้นฐานหลัง - หญิงหลังคลอดนอนตะแคงคูเขาขางหนึ่ง ผูนวดนั่งดานหลังในทานั่งคุกเขาทั้งสองขาง ไมทับสนเทา - เริ่มนวดโดยวางนิ้วหัวแมมือชิดกระดูกสันหลังในลักษณะคว่ำมือลง นวดตั้งแตชวงเอวถึงบริเวณ กระดูกตนคอ จากนั้นนวดกลับลงจากกระดูกตนคอเปนแนวเดียวจนถึงเอวเปน 1 รอบ - การนวดบริเวณหลังนี้หากมีบริเวณใดที่หญิงหลังคลอดปวดมาก ใหเนนบริเวณนั้นเปนพิเศษ 1.3) การนวดพื้นฐานแขนดานในและแขนดานนอก - หญิงหลังคลอดนอนหงายผูนวดนั่งคุกเขาทั้งสองขาง ไมทับสนเทา หันหนาเขาหาหญิงหลังคลอด - ใชสนมือกดกึ่งกลางตนแขนดานในใตกลามเนื้อตนแขน (Biceps brachii muscle) - วางนิ้วหัวแมมือทั้ง2ขางนวดกึ่งกลางแขนทอนลางจากใตพับศอก ลงมาถึงเสนสรอยขอมือ - ใชนิ้วหัวแมมือนวดตามแนวเสนแขนทอนบนดานนอก - วางนิ้วหัวแมมือทั้ง 2 ขางนวดากึ่งกลางแขนทอนขางลางดานนอก จนถึงบริเวณกระดูกขอมือ 1.4) การนวดพื้นฐานขาดานนอกและขาดานใน - หญิงหลังคลอดนอนตะแคงคูเขาขางหนึ่ง ผูนวดนั่งดานหลังในทานั่งคุกเขาทั้งสองขาง ไมทับสนเทา - นวดบริเวณสะโพกลงดานขางขาดานนอก จากขาทอนบนลงมาขาทอนลาง ไปจนถึงหนาตาตุมนอก - นวดขาดานใน จากตนขาดานในทอนบนลงมาขาทอนลาง ไปจนถึงขอบบนตาตุมดานใน โดยใหหญิงหลังคลอดพลิกตะแคงอีกดาน นวดขาดานนอกและขาดานในเหมือนขางที่ผานมา 1.5) การนวดพื้นฐานบา - หญิงหลังคลอดนั่งทาขัดสมาธิหรือหอยเทา ผูนวดยืนอยูดานหลังในทาหกสูงหกกลางและหกต่ำ - การนวดเริ่มจากปลายบาขางหัวดุมไหลนวดเขาหาตนคอ เปนรอบที่ 1 แลวนวดกลับจากตนคอ ถึงปลายบาเปนรอบที่ 2 นวดกลับจากปลายบาถึงตนคอเปนรอบที่ 3 นวดบาซายและขวาเหมือนกัน 1.6) การนวดโคงคอ - หญิงหลังคลอดนั่งทาขัดสมาธิหรือหอยเทา ผูนวดยืนอยูดานหลังในทาพรหมสี่หนา - ใชนิ้วหัวแมมือขางหนึ่ง กดบริเวณแนวกลามเนื้อตนคอทั้งสองขางโดยสลับมือ (กดตนคอขวาใชมือซาย กดขางซายใชมือขวา) จากกระดูกสันหลังสวนคอชิ้นที่ 7 ไปจนทายทอย หรือ กำดน
  • 122.
    112 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด ภาพที่ 5.3 แสดงการนวดพื้นฐานขา ภาพที่ 5.4 แสดงการนวดพื้นฐานหลัง f ภาพที่ 5.5 แสดงการนวดพื้นฐานขาดานนอก ภาพที่ 5.6 แสดงการนวดโคงคอ 2) การนวดและประคบเตานม 2.1) การนวดและประคบเตานมดวยตนเอง การนวดเตานมดวยตนเอง ทำโดยใชปลายนิ้วมือทั้ง 4 ในการกดนวด เริ่มจากฐานของเตานมดานบน เขาหาลานนมประมาณ 3 จุด กดวนรอบเตานมไปทางเดียวกัน ทิศทางแรงกดจะเขาหาลานนม ทำขางละ 5-10 นาที การประคบรอนที่เตานมดวยตนเอง ตองทดสอบความรูที่ทองแขนกอนการประคบทุกครั้ง ใชมือขางหนึ่ง ประคองเตานมดานลาง มืออีกขางจับลูกประคบหรือผาชุบน้ำอุนวางที่ฐานเตานมดานบน กดนาบทิศทางของ แรงกดเขาหาหัวนม โดยวนรอบเตานม ทำขางละ 10-15 นาที ภาพที่ 5.7-5.8 แสดงการนวดและประคบเตานมดวยตนเอง
  • 123.
    113 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 2.2) การนวดและประคบเตานมกรณีมีผูอื่นทำให การนวดเตานมกรณีมีผูอื่นทำให จะแบงแนวนวดเปน 8 แนว เริ่มจากฐานของเตานมดานบน เขาหาลานนมประมาณ 3 จุด กดวนรอบเตานมไปทางเดียวกัน ทิศทางแรงกดจะเขาหาลานนม การประคบรอนที่เตานมกรณีมีผูอื่นทำให ตองทดสอบความรูที่ทองแขนกอนการประคบทุกครั้ง วางนาบลูกประคบสมุนไพรหรือผาชุบน้ำอุน โดยกดนาบทิศทางของแรงกดเขาหาหัวนม โดยวนรอบเตานม ภาพที่ 5.9-5.10 แสดงการนวดและประคบเตานมกรณีมีผูอื่นทำให ที่มา : สถานการแพทยแผนไทยประยุกต คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล. การนวดและ ประคบเตานมดวยตนเอง. เผยแพรเมื่อ 2565. เขาถึงไดจาก https://www.si.mahidol.ac.th/ สืบคน 11 มกราคม 2567 2) ประโยชนของการนวดรางกายหญิงหลังคลอด 2.1) ชวยผอนคลายความตึงเครียดของกลามเนื้อและขอตอ 2.2) บรรเทาอาการปวดลาของกลามเนื้อ 2.3) บรรเทาการบวม ตึงของกลามเนื้อและเสนเอ็น 2.4) กระตุนการไหลเวียนโลหิต 3) ประโยชนของการนวดและประคบเตานม 3.1) กระตุนการไหลเวียนโลหิตและน้ำเหลืองบริเวณเตานม 3.2) บรรเทาอาการปวดและคัดตึงเตานม 3.3) ชวยใหน้ำนมไหลสะดวกขึ้น 3.4) ชวยใหหญิงหลังคลอดรูสึกผอนคลาย 4) ขอหามเพิ่มเติมเฉพาะการนวด 4.1) ผูที่มีภาวะกระดูกพรุนรุนแรง 4.2) หญิงหลังคลอดที่มีประวัติครรภเปนพิษ 4.3) บริเวณที่ผานตัดภายในระยะเวลา 1 เดือน
  • 124.
    114 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 5) ขอควรระวังในการนวด การนวดหลังคลอดตองคำนึงถึงความปลอดภัยเปนสำคัญโดยตระหนักเสมอวาหญิงหลังคลอด มีแผลที่บริเวณทองทั้งภายในและภายนอก ควรนวดโดยใชแรงกดไมแรงมาก ในหญิงหลังคลอดที่มีปญหา เรื่องโรคความดันโลหิตสูง ไมควรกดนวดบริเวณบา ศีรษะ การศึกษาผลของผลการนวดและประคบเตานมเพื่อกระตุนการไหลของน้ำนมในมารดาหลังคลอด โรงพยาบาลภูสิงห จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 60 คน พบวากลุมที่ไดรับการนวดและประคบเตานม มีน้ำนมเริ่มไหล ภายใน 6 ชั่วโมงหลังคลอดอยางมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นควรสนับสนุนใหมีการจัดการนวดและประเคานม สำหรับมารดาหลังคลอดเพื่อกระตุนการไหลของน้ำนม และขยายเครือขายสูสถานบริการทางสุขภาพอื่น ๆ ตอไป 1.1.3 การประคบสมุนไพร การประคบ หมายถึง การเอาลูกประคบที่นึ่งใหรอนนาบและกดคลึงตามสวนตาง ๆ ของรางกาย โดยเนนแนวกลามเนื้อหรือตามแนวเสนประธานสิบ เริ่มประคบจากทานอนหงายประคบเตานมทั้งสองขาง ประคบแขนทั้งสองขาง ขาสองขาง พลิกตะแคงประคบ จากตนคอหลัง สะโพก และขาถึงขอเทา ทำเหมือนกันทั้งขางซายและขวา จากนั้นอาจจะประคบบาตนคอในทานั่ง ลูกประคบที่ใชมักหอและรัดใหแนนขางในประกอบดวยสมุนไพรหลายชนิด แตมักจะใชไพลเปนหลัก นอกนั้นจะเปน สมุนไพรที่ใชเปนตัวชวยเสริม เชนขมิ้นชันผิวมะกรูดตะไคร ใบมะขาม ใบสมปอยการบูร เปนตน ภาพที่ 5.11 แสดงอุปกรณ “ลูกประคบ” ภาพที่ 5.12แสดงลักษณะการประคบหญิงหลังคลอด 1) ประโยชนของการประคบหลังคลอด บรรเทาอาการเกร็งของกลามเนื้อ ปวดเมื่อยตามรางกาย ทำใหรูสึกผอนคลายและชวยกระตุน การไหลเวียนโลหิต 2) ขอหามเพิ่มเติมเฉพาะการประคบสมุนไพร 2.1) ผูที่ประวัติการแพสมุนไพร หรือมีอาการไมพึงประสงคจากสมุนไพร 2.2) ผูที่มีแผลผิวหนังพุพอง 2.3) โรคติดเชื้อทางผิวหนัง
  • 125.
    115 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 3) ขอควรระวังในการประคบสมุนไพร ลูกประคบที่รอนมาก หรือการประคบบริเวณผิวหนังออนๆ หรือบริเวณที่เคยเปนแผลมากอน ควรมีผาขนหนูรองบนผิวกอนการประคบ และควรระวังเปนพิเศษในผูปวยเบาหวาน ควรใชลูกประคบที่อุน ไมควรประคบในกรณีที่มีการอักเสบ ปวด บวม แดง รอน นอกจากนี้ ยังพบการศึกษาประสิทธิผลของการนวดไทยแบบราชสำนักรวมกับการประคบดวย สมุนไพรเพื่อลดอาการปวดหลังที่เกิดขึ้นหลังคลอดชวงแรก (24 ชั่วโมง หลังคลอด) และการดูแลรักษาตาม มาตรฐานการพยาบาลปกติ พบวาการนวดไทยแบบราชสำนักรวมกับการประคบดวยสมุนไพรชวยบรรเทา อาการปวดหลังระดับปานกลางที่เกิดขึ้นในระยะหลังคลอดชวงแรกไดอยางมีนัยสำคัญทางสถิติอีกดวย 1.1.4 การทับหมอเกลือ การทับหมอเกลือ หรือการนาบหมอเกลือ หมายถึง การนำเกลือเม็ดใสหมอดินนำไปตั้งไฟใหเกลือสุก นำวางบนใบพลับพลึงซึ่งวางทับสมุนไพร เชน ไพล วานชักมดลูก มีวิธีการดังนี้ 1) วิธีการ 1.1) นำไพลสด 1 สวน วานนางคำ 1/2 สวน วานชักมดลูก 1/2 สวน ตำใหละเอียด หรือหั่นเปน ชิ้นเล็ก ๆ คลุกใหเขากันวางบนผาและผสมการบูรเพิ่มลงไป 1.2) นำใบพลับพลึงกรีดเอาเสนกลางใบออกแลวเอาดานหนาวางบนตัวยา 2 ใบ อีก 2 ใบ วางทับ ตั้งฉากกันเปนรูปเครื่องหมายบวก ถายาแหงใหพรมน้ำเพื่อใหน้ำจากตัวยาซึมลงบนผิวหนังของหญิงหลังคลอด 1.3) นำเกลือเม็ดใสหมอทะนนตั้งไฟ 15 นาทีหรือเกลือรอนไดที่จนไดยินเสียงแตกของเกลือ ยกหมอเกลือลงวางทับบนใบพลับพลึงที่เตรียมไว หอผามัดใหแนน 1.4) นำหมอที่หอผามัดแนน รวบชายผาหอทำเปนจุกสำหรับทับบริเวณหนาทองหญิงหลังคลอด หัวเหนา บริเวณสะโพก โคนขา ดานนอกดานใน จนถึงปลายเทา รวมถึงบริเวณแนวไหลตนคอดวย 1.5) ลักษณะการใชหมอเกลือใหใชสลับกัน โดยใชใบที่ 1 นาบ ใบที่ 2 ตั้งไฟ เมื่อใชไปแลวเย็น ใหนำใบที่ตั้งไฟรอนมาใชอยางตอเนื่อง สำหรับหมอเกลือที่ใชแลวไมควรนำมาใชอีกเพราะเกลือที่ใชแลว ไมสามารถเก็บความรอนไดนาน ภาพที่ 5.13 แสดงสมุนไพรที่ใชทับหมอเกลือ ภาพที่ 5.14 แสดงการหอหมอเกลือดวยใบพับพลึง
  • 126.
    116 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด ภาพที่ 5.15 แสดงหัตถการการนวดโกยทอง ภาพที่ 5.16 แสดงหัตถการการทับหมอเกลือ 2) ประโยชนของการทับหมอเกลือ ทำใหขับน้ำคาวปลาไดดี กระตุนการไหลเวียนโลหิต ลดอาการเมื่อยลา ทำใหหนาทองยุบ รางกายเกิดความสมดุล 3) ขอหามเพิ่มเติมเฉพาะการประคบสมุนไพร หญิงหลังคลอดที่แพสมุนไพร หรือมีอาการไมพึงประสงคจากสมุนไพร 4) ขอควรระวังในการทับหมอเกลือ หมอเกลือตองไมรอนเกินไป เพราะจะทำใหผิวหนังไหม ระคายเคือง และระวังการทับหมอเกลือ บริเวณใตอก หากทำรุนแรงทำใหเกิดอาการการจุกเสียดชวงอกได การศึกษาประสิทธิผลการทับหมอเกลือในการดูแลหญิงหลังคลอด จำนวน 60 ราย แบงเปนกลุม ทดลองทับหมอเกลือแบบปกติ 30 ราย และกลุมควบคุมทับหมอเกลือแบบหลอก 30 ราย ผลการศึกษา พบวาคาเฉลี่ยระดับความปวดกลามเนื้อหลังการทดลองและระยะเวลาในการหายปวดกลามเนื้อระหวางกลุม แตกตางกันอยางมีนัยสำคัญทางสถิติ ไมพบความแตกตางในทางสถิติของคาเฉลี่ยระดับความปวดมดลูก และระยะเวลาในการหายปวดมดลูกระหวางกลุมผลการเปรียบเทียบความแตกตางของสัดสวนของรางกาย กอนและหลังคลอดทั้งสองกลุมลดลงอยางมีนัยสำคัญทางสถิติ กลุมทดลองมีสีของน้ำคาวปลาหลังการทดลอง วันที่ 5 แตกตางจากของกลุมควบคุมอยางมีนัยสำคัญทางสถิติ กลาวโดยสรุป การทับหมอเกลือมีประสิทธิผล ชวยลดระดับความปวดกลามเนื้อและปวดมดลูก มีผลตอสีของน้ำคาวปลา ใหความพึงพอใจสูงและไมพบอาการ แทรกซอน จึงควรสงเสริมใหมีการบริการทับหมอเกลือในทุกโรงพยาบาลเพื่อฟนฟูสุขภาพใหหญิงหลังคลอด 1.1.5 การนาบไพล 1) วิธีการ นำเหงาไพลมาตำละเอียด ผสมเกลือ เอาผาหอ แลวนำไปนึ่งใหรอนหรือใชลูกประคบนึ่ง ใหรอนแลววางลงกับพื้น ใหหญิงหลังคลอดนั่งลงบนหอผาหรือลูกประคบโดยใหฝเย็บตรงกับหอไพล หรือลูกประคบ หากยังรอนอยูใหรองผานั่งอีกหนึ่งชั้น นั่งทับไปจนกวาหอไพลหรือลูกประคบจะเย็นลง
  • 127.
    117 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 2) ประโยชนของการนาบไพล ไพล มีคุณสมบัติลดการอักเสบและความรอนจะชวยกระตุนการหดรัดตัวของมดลูก ชวยใหน้ำคาวปลา ไหลไดดี ในปจจุบันไมนิยมแลวเนื่องจากกังวลเรื่องการติดเชื้อ 3) ขอควรระวังในการนาบไพล ในหญิงที่คลอดปกติที่มีการเย็บฝเย็บดวยไหมละลาย ใหระวังการนาบไพลหรือการสัมผัสความรอน โดยตรง เพราะความรอนอาจทำใหแผลแยกได จากการที่ไหมละลายไดเร็วกวาปกติ ควรรอใหแผลฝเย็บติดกัน ดีกอนเริ่มทำหัตถการชนิดนี้ 1.1.6 การอบไอน้ำสมุนไพร/การเขากระโจม การอบไอน้ำสมุนไพรหรือการเขากระโจม หมายถึง การตมสมุนไพรใหรอนแลวเอาไอรมตามตัว ใบหนา การอบไอน้ำสมุนไพรผานตูอบไอน้ำสมุนไพร เรียกวา “อบไอน้ำสมุนไพร” แตถาผานกระโจมเรียกวา “เขากระโจม” หลักการทั่วไปสำหรับหญิงหลังคลอดสามารถทำไดตอเนื่องกันประมาณ 5-7 วัน วันละ 1 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที 1) วิธีการ นำสมุนไพรมาตมใหเดือดแลวตอทอเขาในกระโจมหรือตูอบ ใหหญิงหลังคลอดใสกระโจมอก หรือเสื้อผาที่ไมหนา ราดน้ำอุนใหตัวเปยกแลวเขาอยูในกระโจม ระหวางที่นั่งอยูในกระโจม อาจใชลูกประคบอุน นวดคลึงที่เตานมดวย เวลาในการเขากระโจมนาน ครั้งละ 10-15 นาที แลวออกมาพัก 5-10 นาที ดื่มน้ำอุน จากนั้นเขากระโจมตออีกครั้ง 10-15 นาที แลวออกมาพัก ประมาณ 10 นาที แลวจึงชำระลางรางกายดวยน้ำอุน สมุนไพรที่ใช สามารถเลือกใชไดตามแตที่จะหาไดในละพื้นที่ นิยมใชอยู 3 กลุม คือ กลุมที่ 1 เปนสมุนไพรที่มีน้ำมันหอมระเหย มีกลิ่นหอม เชน เปลือกสมโอ ใบตะไคร ขมิ้นออย ขมิ้นชัน ไพล ผิวมะกรูด เปราะหอม วานน้ำ ใบหนาด กลุมที่ 2 เปนสมุนไพรที่มีรสเปรี้ยว เชน ใบมะขาม ผลมะกรูดผาซีก ใบและฝกสมปอย กลุมที่ 3 เปนสารที่ระเหิดงายใหกลิ่นหอม ไดแก พิมเสน การบูร จะชวยใหรูสึกสดชื่น ชวยบำรุงหัวใจ แตไมควรใสมากเพราะปจจุบันมักเปนสารสังเคราะห ภาพที่ 5.17-5.18 แสดงหัตถการการเขากระโจมสมุนไพร
  • 128.
    118 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 2) ประโยชนของการอบไอน้ำสมุนไพร/การเขากระโจม กระตุนการไหลเวียนโลหิต ชวยลดการอักเสบ บวม บรรเทาอาการปวดกลามเนื้อทั่วรางกาย ทำใหรูขุมขนเปด สิ่งสกปรกถูกขับออกมาพรอมกับเหงื่อ สมุนไพรที่มีรสเปรี้ยวชวยกำจัดของเสียและสิ่งสกปรก ออกจากรางกาย ทำใหเหงื่อถูกขับออกมา และชวยลดน้ำหนักไดบาง กลิ่นหอมของสมุนไพร ชวยใหรูสึกสดชื่น แจมใส คลายความเครียด และบรรเทาอาการหวัดคัดจมูก 3) ขอหามเพิ่มเติมเฉพาะการอบไอน้ำสมุนไพร/การเขากระโจม 3.1) หลังฟนไขหรือทองเสียใหม ๆ หรือออนเพลีย อดนอน อดอาหาร 3.2) มีความดันโลหิตต่ำ หรือวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส อาเจียน 3.3) โรคหอบหืดขณะมีอาการ 3.4) ระดูทับไขหรือไขทับระดู 3.5) มีการอักเสบจากบาดแผลตาง ๆ 3.6) หญิงหลังคลอดที่มีแผลผาคลอดที่ยังไมหายสนิท 3.7) หญิงหลังคลอดที่แพยาสมุนไพร หรือมีอาการไมพึงประสงคจากสมุนไพร 3.8) หญิงหลังคลอดที่เปนโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคหอบหืด โรคลมชัก โรคไต โรคเบาหวาน 3.9) หากเกิดอาการแนนหนาอกหายใจไมออกควรหยุดทำทันที 4) ขอควรระวังการอบไอน้ำสมุนไพร/การเขากระโจม 4.1) ไมควรอบไอน้ำสมุนไพรเปนเวลานานทำใหรางกายสูญเสียน้ำมากเกินไปทำใหเกิดหนามืด วิงเวียน ศีรษะได 4.2) กรณีหญิงหลังคลอดที่นำบุตรอายุต่ำกวา 1.5 ป มาอยูในบริเวณที่ทำหัตถการดวย ใหระวังการใช สมุนไพรการบูร เกล็ดสะระแหนและน้ำมันยูคาลิปตัสระหวางการทำหัตถการ จากการศึกษาในงานวิจัย พบวา หากบุตรสูดดมและสัมผัสสมุนไพรเหลานี้โดยตรงอาจทำใหเกิดพิษ เชน คลื่นไส อาเจียน ระคายเคือง หรือชัก ซึ่งเปนอันตรายกับบุตร 1.1.7 หัตถการอื่น ๆ หัตถการทางการแพทยแผนไทยที่กลาวมาแลว เปนหัตถการที่นิยมใชในการดูแลสุขภาพ หญิงหลังคลอด ประกอบดวยการนวดไทย การประคบสมุนไพร การทับหมอเกลือ การอบสมุนไพร หรือการเขากระโจม นอกจากนี้ยังมีหัตถการอื่น ๆ ทางการแพทยแผนไทยที่ยังคงมีใหบริการตามความเหมาะสม ของบริบทและพื้นที่หนวยบริการสุขภาพ ทั้งนี้การใชหัตถการและระยะเวลาที่เหมาะสมในการใหบริการ หญิงหลังคลอด ตองดำเนินการภายใตดุลยพินิจของแพทยแผนไทยผูดูแล มีรายละเอียดดังนี้ 1.1.7.1 การอาบน้ำสมุนไพร การอาบน้ำสมุนไพร หมายถึง การอาบน้ำตมสมุนไพรในระหวางการกระบวนการอยูไฟ มักอาบกอน การอยูไฟในแตละวัน และอาบหลังจากที่อยูไฟเสร็จแลว โดยการอาบกอนการอยูไฟนั้นตามประเพณีดั้งเดิม มีวัตถุประสงคเพื่อดับกลิ่นน้ำคาวปลาซึ่งจะมีมากเมื่อหลังคลอดใหม ๆ รวมทั้งเปนการลางแผลฝเย็บ
  • 129.
    119 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด และชองคลอด สมุนไพรที่ใชจึงมักใชที่มีกลิ่นหอม เชน ตะไคร ใบเปลาใหญ ผลมะกรูด สมปอย ขมิ้นชัน ดอกบุนนาค ใบคนทีสอตามแตละทองถิ่นใชกันนำมาตมพอเดือด ยกลงรินเอาแตน้ำมาผสมน้ำธรรมดาใหอุนขึ้น แลวใหหญิงหลังคลอดอาบชำระลางรางกายแผลฝเย็บ ภาพที่ 5.19แสดงสมุนไพร“ตะไคร” ภาพที่ 5.20แสดงสมุนไพร“เปลาใหญ” ภาพที่ 5.21แสดงสมุนไพร“ขมิ้นชัน” ภาพที่ 5.22แสดงสมุนไพร“มะกรูด” ภาพที่ 5.23แสดงสมุนไพร“สมปอย” ที่มาภาพที่ 5.19: ฐานขอมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. ตะไครแกง. เขาถึงไดจาก https://apps.phar.ubu.ac.th/ สืบคน 2 กุมภาพันธ 2567 ที่มาภาพที่ 5.20-5.23: กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. ตำราภูมิปญญาการผดุงครรภไทย. 2560 ภาพที่ 5.24 แสดงสมุนไพร “บุนนาค” ภาพที่ 5.25 แสดงสมุนไพร “คนทีสอ” ที่มาภาพที่ 5.24: ไทยเกษตรศาสตร. บุนนาค. เขาถึงไดจาก https://www.thaikasetsart.com/บุนนาค/ สืบคน 2 กุมภาพันธ 2567 ที่มาภาพที่ 5.25: ศูนยการเรียนรูเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร แมสอด. คนทีสอ. เขาถึงไดจาก https://maesot.kpru.ac.th/ สืบคน 2 กุมภาพันธ 2567
  • 130.
    120 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 1) ประโยชนของการอาบน้ำสมุนไพร ชวยดับกลิ่นน้ำคาวปลา 2) ขอควรระวัง กอนอาบน้ำสมุนไพร ตองใหหญิงหลังคลอดจุมมือเพื่อทดสอบความรอนของน้ำกอน ระวังไมใหรอนเกินไป สมุนไพรที่มีน้ำมันหอมระเหยอาจจะเปนฝาลอยที่ผิวน้ำ เมื่ออาบน้ำสมุนไพรจะติดผิวหนัง จึงไมควรปลอยใหน้ำตมเย็นมากจนเกินไป 1.1.7.2 การพอกผิวและขัดผิวดวยสมุนไพร การดูแลผิวพรรณเปนองคประกอบที่สำคัญสำหรับหญิงหลังคลอด เนื่องจากหญิงในระยะหลังคลอด มักจะมีสีผิวคล้ำ ดางดำ ไมสดใส หญิงหลังคลอดสามารถใชวิธีการพอกผิวและขัดผิวเพื่อใหผิวพรรณกระจางใสได ซึ่งสมุนไพรที่ใชเปนเครื่องประทินผิวสามารถซื้อสำเร็จรูปตามทองตลาดทั่วไป หากตองการผสมเอง มีสวนผสม ดังนี้ 1) ขมิ้นชัน สมานผิว บำรุงผิวพรรณ รักษาสิว 2) ไพล ลบเลือนจุดดางดำ แกฝา 3) วานนางคำ ลบเลือนจุดดางดำ 4) กระดองปลาหมึก (ลิ้นทะเล) ลบเลือนจุดดางดำ แกฝา 5) ดินสอพอง นำมาผสมขมิ้น ไพล เพื่อชวยลดความรอน 6) ฝกสมปอย(ผง) ทำใหผิวสะอาด 7) มะขามเปยก ทำความสะอาดผิวเมื่อขัดผิว และทาดวยขมิ้น สูตรพอกผิว มีสวนประกอบดังนี้ 1) ดินสอพอง 5 ชอนชา 2) ขมิ้นชันผง 1 ชอนชา 3) น้ำ/นมสด/น้ำมะขามเปยก/น้ำผึ้ง 1 ถวย สูตรขัดผิวและหนาทองลาย มีสวนประกอบดังนี้ 1) นมสด 2 ชอนโตะ 2) ขมิ้นสดบด 1 ชอนโตะ 3) ไพลสดบด 1 ชอนโตะ 4) พิมเสน 1 ชอนโตะ 5) น้ำมะขามเปยก 2 ชอนโตะ 1) ประโยชนของการพอกผิวและขัดผิว ชวยใหผิวชุมชื่น ขจัดคราบไคลและเซลลที่เสื่อมสภาพและรอยแตกลาย ทำใหผิวกระจางใส 2) ขอหามเพิ่มเติมเฉพาะของการพอกผิว หญิงหลังคลอดที่แพสมุนไพร หรือมีอาการไมพึงประสงคจากสมุนไพร 3) ขอควรระวัง กรณีพอกบริเวณผิวหนา ควรระวังอยาใหเขาตา หากเขาตาใหรีบลางออกดวยน้ำสะอาด
  • 131.
    121 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 1.1.7.3 การรัดหนาทอง การรัดหนาทองหลังคลอดบุตรเพื่อกระชับหนาทองที่พึ่งยืดขยายมาเปนเวลา 9 เดือน ใหกลับคืน สูรูปรางเดิม เปนการกระชับหนาทอง ชวยใหมดลูกกลับเขาอูไดเร็วขึ้น มีสวนชวยใหระบบไหลเวียนโลหิต ในชองทองไหลเวียนไดดีขึ้น ทั้งยังชวยบรรเทาอาการปวดหลังที่สะสมมาตั้งแตตั้งครรภจนกระทั่งชวงใหนมบุตร และเลี้ยงดูบุตร มารดาที่คลอดบุตรโดยวิธีธรรมชาติ เมื่อคลอดได 3 วันแลว ควรใชผาพันรัดหนาทองไว ตลอดเวลา ทำตอเนื่องกัน 10 วัน สวนมารดาที่คลอดโดยวิธีการผาตัด ควรใหแผลหายดีกอนแลวจึงใชผารัด หนาทอง เพื่อลดอาการบวมของมดลูกและบรรเทาอาการเจ็บปวดหลังผาตัดคลอด 1) ประโยชนการรัดหนาทอง 1.1) ชวยใหมดลูกเขาอูเร็วขึ้น 1.2) ชวยพยุงหนาทองและมดลูกใหกระชับ 2) ขอควรระวัง 2.1) การพันผาตองไมแนนหรือหลวมเกินไป หากรัดแนนจะทำใหอึดอัด และน้ำคาวปลาไหลไมสะดวก 2.2) หญิงหลังคลอดที่มีการอาการหนามืด วิงเวียนศีรษะ หากรูสึกอึดอัดใหคลายผาออกหรือ หยุดทำการรัดหนาทอง ในปจจุบันนี้มีการพัฒนาผารัดหนาทองใหมีความทันสมัย สอดรับกับเทคโนโลยีในยุคปจจุบันมากขึ้น ในหญิงหลังคลอดจึงมีการใชแผนรัดหนาทองสำเร็จรูปเพื่อชวยลดการอาการเจ็บปวดหลังคลอด ตัวอยางการศึกษาวิจัยการใชที่รัดหนาทองเพื่อลดการปวดแผลผาตัดหลังคลอดบุตร โรงพยาบาลขอนแกน ทำการศึกษาในหญิงหลังคลอดที่คลอดดวยการผาตัดระหวางเดือนมกราคม ถึงเดือนเมษายน พ.ศ.2561 จำนวน 50 ราย ไดรับการสุมเปนกลุมที่ไดใชที่แผนรัดหนาทองหลังผาตัดคลอด และกลุมที่ไดรับการดูแล ตามมาตรฐานตามปกติ ผลการศึกษาพบวา กลุมที่มีการใชแผนรัดหนาทองมีการปวดแผลหลังผาตัดที่ 6, 24 และ 48 ชั่วโมง นอยกวากลุมที่ไดรับการดูแลตามมาตรฐาน และมีการใชปริมาณยาลดปวดกลุมนอยกวา อยางมีนัยสำคัญทางสถิติ จึงสามารถสรุปไดวา การใชแผนรัดหนาทองสามารถลดการปวดแผลผาตัด และลดปริมาณการใชยาลดปวดหลังผาตัดคลอดบุตรได 1.1.7.4 การนั่งถาน การนั่งถาน เปนการชวยใหฝเย็บและชองคลอดแหง มักจะทำหลังจากอาบน้ำ โดยนั่งบนเกาอี้เจาะรู ใหฝเย็บอยูตรงรูที่เจาะไว ใตเกาอี้วางเตาไฟที่กอไฟแลวโรยสมุนไพรเปนระยะ ตัวยาสมุนไพรนั่งถาน ที่นิยมมีดังนี้ ผิวมะกรูด วานน้ำ วานนางคำ ไพล ขมิ้นออย ชานหมาก เปลือกชะลูด ขมิ้นผง ใบหนาด การบูร 1) วิธีการนั่งถาน 1. ลางสมุนไพรใหสะอาด หั่นใหละเอียดตากแดดใหแหงสนิท แลวบดพอหยาบ ๆ
  • 132.
    122 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 2. กอเตาใหถานติดสม่ำเสมอดีแลวนำไปวางไวใตเกาอี้ที่จะใชสำหรับนั่งโดยไฟในเตาไมตองแรงมาก และตองไมปะทุไฟ (ระยะหางระหวางเตาไฟกับรูที่เจาะไวควรหางพอประมาณ หากใกลมากจะทำให รอนเกินไป หรือทำใหเปลวไฟลุกไหม หรือเกิดสะเก็ดไฟถูกผิวหนังชองคลอด) 3. นำตัวยาที่เตรียมไวคอย ๆ โรยลงบนเตาไฟ ใหควันพลุงขึ้นมาแลวใหหญิงหลังคลอดนั่งบนเกาอี้ ที่เตรียมไว ควันจากเตาจะรมบริเวณชองคลอดและฝเย็บ 4. เมื่อควันไฟจางลงโรยสมุนไพรลงไปใหม ทำซ้ำประมาณ 7-10 ครั้ง ใชเวลาประมาณ 10-15 นาที ภาพที่ 5.26 แสดงรูปภาพแสดงอุปกรณการนั่งถาน ภาพที่ 5.27 แสดงรูปภาพหัตถการการนั่งถาน ที่มาภาพที่ 5.26: ธรรมศาสตรเวชสาร. การสรางเสริมสุขภาพมารดาและเด็ก: จากมุมมองจากศาสตร การแพทยแผนไทยและศาสตรของการแพทยแผนปจจุบัน. 2556 ที่มาภาพที่ 5.27: กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. ตำราภูมิปญญาการผดุงครรภไทย. 2560 2) ประโยชนของการนั่งถาน ชวยใหฝเย็บ ชองคลอดแหงเร็ว สมุนไพรที่ใชจะมีสารสำคัญที่มีน้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์ เปนยาปฏิชีวนะเล็กนอยจึงชวยลดการอักเสบ การติดเชื้อในชองคลอดไดนิดหนอย และความรอนจะชวย ใหมดลูกหดรัดตัว น้ำคาวปลาไหลไดดี 3) ขอควรระวัง 3.1) หญิงหลังคลอดที่มีอาการออนเพลีย วิงเวียนศีรษะ 3.2) ไมใชความรอนที่มากเกินไปในการนั่งถาน และไมนั่งใกลเตาจนเกินไป ในหญิงที่คลอดปกติ ที่มีการเย็บฝเย็บดวยไหมละลาย ใหระวังการสัมผัสความรอนโดยตรง เพราะความรอนอาจทำใหแผลแยกได จากการที่ไหมละลายไดเร็วกวาปกติ 3.3) ในระหวางการนั่งไมควรใหมีเปลวไฟ 1.1.7.5 การใชกอนเสาในหญิงหลังคลอด หัตถการกอนเสาในหญิงหลังคลอด เปนหัตถการที่นิยมในภาคใตของประเทศไทย ซึ่งเปนหัตถการ ที่ชวยใหมดลูกเขาอูเร็วขึ้น ชวยขับน้ำคาวปลาไดดวย โดยนิยมหัตถการนี้แทนการนั่งถาน กอนเสา หมายถึง กอนหินที่มีขนาตพอเหมาะในการจับ น้ำหนักประมาณ 1-2 กิโลกรัม นิยมใชหิน ที่พบบริเวณน้ำตก มีเนื้อหยาบ เนื่องจากทนตอความรอนมากกวาหินเนื้อละเอียด ผิวเกลี้ยง รูปไข
  • 133.
    123 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 1) วิธีการใสกอนเสาหลังคลอด เตรียมโดย นำกอนเสา กอนใชจะนำกอนเสาวางบนถานรอน ๆ ประมาณ 20 นาที แลวราดน้ำ จากนั้นรอ จนไอความรอนลดลงแลวหอดวยผาใหเรียบรอย มักทับกอนเสาวันละ 3 ครั้ง ๆ ละ 1 ชั่วโมง เปนเวลา 5 - 7 วัน เปนการทำตอเนื่องจากการนวด/ประคบ มีขั้นตอนดังนี้ 1.1) ทานอนหงาย จัดทาใหหญิงหลังคลอดนอนหงายในทาที่สบาย วางกอนเสาบริเวณขอบกระดูก หัวเหนา ตั้งไวจนหญิงหลังคลอดรูสึกน้ำหนักไปถึงหลังและรูสึกรอน ใหเลื่อนขึ้นดานบนกระดูกเชิงกราน ชอนทองนอยขึ้นเพื่อวางกอนเสาบนรองกระดูกเชิงกรานทั้งสองขาง หากหญิงหลังคลอดรูสึกปวดหลังปวดเอว ใหวางกอนหินตั้งตรงกลางสะดือโดยใหหญิงหลังคลอดจับกอนเสาไวเอง เมื่อรูสึกน้ำหนักไปถึงหลังและรูสึกรอน ใหเลื่อนไปบริเวณตาง ๆ รอบทอง เลื่อนไปเรื่อย ๆ วนรอบสะดือดานขางทั้งสองดาน 1.2) ทานอนตะแคง ชอนทองขึ้นเล็กนอยและสอดกอนเสาเขาไปหนุนทองดานขางไว เมื่อรูสึกรอน ใหเลื่อนลงหรือขึ้นไปในบริเวณถัดไป 1.3) ทานั่งชันเขา ใหหญิงหลังคลอดนั่งชันเขาขึ้นขางหนึ่ง นำกอนเสาหนุนไวที่บริเวณขาชวงบน หรือใตแกมกน ใหฝาเทาประกบกับกอนเสาในลักษณะประคองไว ใหหญิงหลังคลอดนั่งทับกอนเสาไวสักครู แลวนำกอนเสาไปวางใตขาอีกดานหนึ่ง ทำเชนเดียวกันทั้ง 2 ขาง ภาพที่ 5.28 แสดงภาพกอนเสา ที่มา : กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. ตำราภูมิปญญาการผดุงครรภไทย. 2560 2) ประโยชนการใสกอนเสาหลังคลอด เพื่อชวยใหมดลูกเขาอู ขับน้ำคาวปลา ลดอาการปวดเมื่อยกลามเนื้อและชวยใหฝเย็บแหงเร็ว 3) ขอหามเพิ่มเติมเฉพาะในการใสกอนเสาหลังคลอด หามในกรณีหญิงผาคลอดบุตร 1.1.7.6 การนึ่งยา 1) วิธีการนึ่งยา ใหนำไพล 2 บาท ดีปลี 1 บาท กระเทียม 1 บาท พริกไทย 1 บาท สารสม 1 บาท ดินประสิว 1 บาท และใบมะกาเทายาทั้งหลาย มาบดใหเปนผง แลวผสมกับสุราหรือน้ำสมสายชู ทาบริเวณหนาทองตำแหนง มดลูก จากนั้นนำผาทำเปนพวงมาลัยครอบยาไว แลวนำหมอเกลือที่ตั้งไฟรอนแลว วางทับลงบนยา นาบทอง ใหรอน ใหทำวันละ 2 ครั้ง
  • 134.
    124 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 2) ประโยชนของการนึ่งยา สรรพคุณชวยขับเลือดลม ทำใหทองยุบแหงดี ใชเมื่ออยูไฟแลวทองไมยุบแหง 1.1.7.7 การทำหัตถการมณีเวช สำหรับหญิงหลังคลอดจำเปนตองไดรับการฟนฟูสุขภาพโดยรวมของรางกาย การจัดสมดุลรางกาย ดวยมณีเวชจึงเปนวิธีการหนึ่งที่มีความสำคัญตอการดูแลหญิงหลังคลอด เพื่อลดอาการเจ็บปวยตาง ๆ ที่เกิดจาก สมดุลโครงสรางรางกาย และฟนฟูรางกายของหญิงหลังคลอด เชน ชวยใหมดลูกเขาอูเร็วขึ้น แกไขปญหาสมดุล โครงสราง ลดอาการปวดเมื่อยโดยเฉพาะอาการปวดบริเวณขอมือคอบาไหลจากการใหนมบุตร ปรับการไหลเวียน เลือดลมชวยขับของเสียและเพิ่มการไหลของน้ำนม1 รายละเอียดในภาคผนวก 1 ที่มาจาก ความเห็นคทง.แนวทางการดูแลดานการผดุงครรภดวยการแพทยแผนไทยในสถานบริการสาธารณสุข
  • 135.
    125 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 1.2 การใชยาสมุนไพร การใชยาสมุนไพรในระยะหลังคลอดมีหลายประเภท มีวัตถุประสงคที่แตกตางกัน เชน เพื่อขับ น้ำคาวปลา ชวยใหมดลูกเขาอู บำรุงรางกาย บำรุงน้ำนม และยารักษาตามอาการ เชน แกลมวิงเวียน ออนเพลีย หรือนอนไมหลับ เพื่อใหรางกายหญิงหลังคลอดเขาสูสภาวะปกติกอนการตั้งครรภ ยาในบัญชียาหลักแหงชาติดานสมุนไพร พ.ศ. 2566 หากบุคลากรผูตรวจประเมินและสั่งการรักษาพิจารณา เห็นวามีความจำเปนที่จะจายยาสมุนไพร สามารถสั่งยาโดยแพทยแผนไทย แพทยแผนไทยประยุกต หรือผูประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ผูอำนวยการหรือหัวหนาสถานพยาบาลมอบหมาย โดยแบงรายการยา ตามสรรพคุณ ดังนี้ 1) ขับน้ำคาวปลา ชวยใหมดลูกเขาอู รายการยา สรรพคุณ ขนาดและวิธีใช ขอหาม/ขอควรระวัง ยาไฟประลัยกัลป ขับน้ำคาวปลาใน เรือนไฟ ช วยให มดลูกเขาอู ชนิดผง รับประทานครั้งละ 1 กรัม ละลายน้ำตม สุกที่ยังอุนอยู วันละ 3 ครั้ง กอนอาหาร เชา กลางวัน เย็นใหรับประทานจนกวา น้ำคาวปลาจะหมด แตไมควรเกิน 15 วัน ชนิดแคปซูลและชนิดเม็ด รับประทานครั้งละ 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง ก อนอาหารเช า กลางวัน เย็น ใหรับประทานจนกวาน้ำคาวปลา จะหมด แตไมควรเกิน 15 วัน -หามใชในผูที่มีไข หญิงตั้งครรภ หญิงที่ผาคลอด และหญิงที่มี เลือดออกมากผิดปกติหลังคลอด -ควรระวังการใชยาอยางตอเนื่อง โดยเฉพาะอยางยิ่งในผูปวยที่มี ความผิดปกติของตับ ไต เนื่องจาก อาจเกิดการสะสมของการบูรและ เกิดพิษได ไฟหากอง ขับน้ำคาวปลาใน เรือนไฟ ช วยให มดลูกเขาอู ชนิดผง รับประทานครั้งละ 1 – 1.5 กรัมละลาย น้ำต มสุกที่ยังอุ น วันละ 3 ครั้ง กอนอาหาร เชา กลางวัน เย็น ให รับประทานจนกวาน้ำคาวปลาจะหมด แตไมควรเกิน 15 วัน ชนิดแคปซูลและชนิดเม็ด รับประทานครั้งละ 1 – 1.5 กรัมวันละ 3 ครั้ง กอนอาหาร เชา กลางวัน เย็น ใหรับประทานจนกวาน้ำคาวปลา จะหมด แตไมควรเกิน 15 วัน - หามใชในผูที่มีไข หญิงตั้งครรภ หญิงผ าคลอด และหญิงที่มี เลือดออกมากผิดปกติหลังคลอด
  • 136.
    126 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด รายการยา สรรพคุณ ขนาดและวิธีใช ขอหาม/ขอควรระวัง ยาสตรีหลังคลอด (ยาตม) ขับน้ำคาวปลา บำรุง เลือด ชวยใหมดลูก เขาอูเร็วในหญิงหลัง คลอด 1. วิธีการเตรียมยาตม 1) นำถุงผาขาวบางที่บรรจุสมุนไพรใส ในหมอตม 2) เติมน้ำพอทวม (โดยใชมือกดบนยา เบา ๆ ใหตัวยาจมอยูใตน้ำ และใหน้ำ ทวมหลังมือ) นำไปตั้งบนเตา ตมจน เดือด แลวหรี่ไฟลง ตมตออีก 10-15 นาที แลวยกลงจากเตา 2. วิธีใช รินเอาน้ำดื่มครั้งละ 250 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง กอนอาหารเชา กลางวัน และเย็น กินติดตอกัน 1 สัปดาห หรือจนกวาน้ำคาวปลาจะ หมด แตไมควรเกิน 15 วัน โดยควรดื่ม ขณะยังอุนอยู ยา 1 หอ ใชติดตอกันได 5-7 วัน โดยเติมน้ำ แลวนำมาตมกิน ทุกวัน - หามใชในผูที่มีไข หญิงตั้งครรภ หญิงผ าคลอด และหญิงที่มี เลือดออกมากผิดปกติหลังคลอด - ควรระวังในการรับประทาน รวมกับยาในกลุมสารกันเลือด เปนลิ่ม (anticoagulants) และ ยาตานการจับตัวของเกล็ดเลือด (antiplatelets) - ควรระวังการใชยาในผูปวยที่แพ ละอองเกสรดอกไม ตารางที่ 5.1 แสดงตำรับยาในบัญชีหลักแหงชาติสมุนไพร พ.ศ. 2566 สรรพคุณ ขับน้ำคาวปลา ชวยใหมดลูกเขาอู
  • 137.
    127 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 2) บรรเทาอาการปวดประจำเดือน รายการยา สรรพคุณ ขนาดและวิธีใช ขอหาม/ขอควรระวัง ยาประสะไพล - ระดูมาไมสม่ำเสมอ หรือมานอยกวาปกติ - บรรเทาอากาปวด ประจำเดือน - ขับน้ำคาวปลาใน หญิงหลังคลอดบุตร - กรณีระดูมาไมสม่ำเสมอหรือมานอย กวาปกติ ชนิดผง รับประทานครั้งละ1กรัมละลายน้ำตมสุก ที่ยังอุนอยู วันละ 3 ครั้ง กอนอาหาร เชา กลางวัน เย็น เปนเวลา 3 - 5 วัน เมื่อระดูมาใหหยุดรับประทาน ชนิดแคปซูล ชนิดเม็ด และชนิดลูกกลอน รับประทานครั้งละ 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง กอนอาหาร เชา กลางวัน เย็น เปนเวลา 3 -5วัน เมื่อระดูมาใหหยุดรับประทาน - กรณีปวดประจำเดือน ในกรณีที่มี อาการปวดประจำเดือนเปนประจำ ใหรับประทาน ยากอนมีประจำเดือน 2 - 3 วันไปจนถึงวันแรกและวันที่สอง ที่มีประจำเดือน ชนิดผง รับประทานครั้งละ 1 กรัม ละลายน้ำ ตมสุกที่ยังอุนอยู วันละ 3 ครั้ง กอนอาหาร เชา กลางวัน เย็น ชนิดแคปซูล ชนิดเม็ด และชนิด ลูกกลอน รับประทานครั้งละ 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง กอนอาหารเชา กลางวัน เย็น - กรณีขับน้ำคาวปลาในหญิง หลังคลอดบุตร ชนิดผง รับประทานครั้งละ 1 กรัม ละลายน้ำ ตมสุกที่ยังอุนอยู วันละ 3 ครั้งกอน อาหาร เชา กลางวัน เย็น ใหรับประทาน จนกวาน้ำคาวปลาจะหมดแตไมเกิน15วัน - หามใชในผูที่มีไข หญิงตั้งครรภ หญิงผ าคลอด และหญิงที่มี เลือดออกมากผิดปกติหลังคลอด - หามรับประทานในหญิงที่มีระดู มากกวาปกติเพราะจะทำใหมีการ ขับระดูออกมามากขึ้น - ควรระวังการใชยาอยางตอเนื่อง โดยเฉพาะอยางยิ่งในผูปวยที่มี ความผิดปกติของตับ ไต เนื่องจาก อาจเกิดการสะสมของการบูรและ เกิดพิษได - กรณีระดูมาไมสม่ำเสมอหรือมา นอยกวาปกติ ไมควรใชติดตอกัน นานเกิน 1 เดือน - กรณีขับน้ำคาวปลาในหญิงหลัง คลอดบุตร ไมควรใชติดตอกันนาน เกิน 15 วัน
  • 138.
    128 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด รายการยา สรรพคุณ ขนาดและวิธีใช ขอหาม/ขอควรระวัง ชนิดแคปซูล ชนิดเม็ด และชนิดลูกกลอน รับประทานครั้งละ 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง กอนอาหาร เชา กลางวัน เย็น ใหรับประทานจนกวาน้ำคาวปลา จะหมด แตไมเกิน 15 วัน ยาเลือดงาม - บรรเทาอาการ ปวดประจำเดือน ชวยใหประจำเดือน มาเปนปกติ - แกมุตกิด ชนิดผง รับประทานครั้งละ 1 – 2 กรัม ละลาย น้ำตมสุกที่ยังอุนอยู วันละ 3 ครั้ง กอนอาหารเชา กลางวัน เย็น ชนิดแคปซูล รับประทานครั้งละ 1 – 2 กรัม วันละ 3 ครั้ง กอนอาหาร เชา กลางวัน เย็น -ห ามใช ในผูที่มีไข และหญิง ตั้งครรภ หญิงที่ผาคลอด และ หญิงที่มีเลือดออกมากผิดปกติหลัง คลอด -ควรระวังการใชยาอยางตอเนื่อง โดยเฉพาะอยางยิ่งในผูปวยที่มี ความผิดปกติของตับ ไต เนื่องจาก อาจเกิดการสะสมของการบูรและ เกิดพิษได ตารางที่ 5.2 แสดงตำรับยาในบัญชีหลักแหงชาติสมุนไพร พ.ศ. 2566 สรรพคุณ บรรเทาอาการปวดประจำเดือน 3) บำรุงน้ำนม รายการยา สรรพคุณ ขนาดและวิธีใช ขอหาม/ขอควรระวัง ยาปลูกไฟธาตุ บำรุงไฟธาตุ ขับโลหิตระดู บำรุงน้ำนม รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม – 1.5 กรัม วันละ 3 ครั้ง กอนอาหาร เชา กลางวัน เย็น - หามใชในผูที่มีไข หญิงตั้งครรภ หญิงผ าคลอด และหญิงที่มี เลือดออกมากผิดปกติหลังคลอด - ควรระวังการใชยานี้ รวมกับยา phenytoin, propranolol, theophylline และ rifampicin เนื่องจากตํารับนี้มีพริกไทย ในปริมาณสูง ตารางที่ 5.3 แสดงตำรับยาในบัญชีหลักแหงชาติสมุนไพร พ.ศ. 2566 สรรพคุณ บำรุงน้ำนม
  • 139.
    129 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 4) แกลมวิงเวียน รายการยา สรรพคุณ ขนาดและวิธีใช ขอหาม/ขอควรระวัง ยาหอมเทพจิตร แกลมกองละเอียด ไดแก อาการหนามืด ตาลาย สวิงสวาย (อาการที่รูสึกใจหวิว วิงเวียน คลื่นไส ตาพราจะเปนลม) ใจสั่น และบำรุงดวง จิตใหชุมชื่น ชนิดผง รับประทานครั้งละ 1-1.4 กรัม ละลาย น้ำตมสุกที่ยังอุนอยู เมื่อมีอาการทุก 3 - 4 ชั่วโมง ไมควรเกินวันละ 3 ครั้ง ชนิดเม็ด รับประทานครั้งละ 1-1.4 กรัม เมื่อมี อาการ ทุก 3-4 ชั่วโมง ไมควรเกิน วันละ 3 ครั้ง - ควรระวังการรับประทานรวมกับ ยาในกลุมสารกันเลือดเปนลิ่ม (anticoagulants) และยาตาน การจับตัวของเกล็ดเลือด (antiplatelets) - ควรระวังการใชยาอยางตอเนื่อง โดยเฉพาะอยางยิ่งในผูปวยที่มี ความผิดปกติของตับ ไต เนื่องจาก อาจเกิดการสะสมของการบูรและ เกิดพิษได - ควรระวังการใชยาในผูปวยที่แพ ละอองเกสรดอกไม ยาหอมแก ลม วิงเวียน แก ลมวิงเว ีย น ออนเพลีย นอนไม หลับ ชนิดผง รับประทานครั้งละ 600 มิลลิกรัม – 1 กรัม ละลายน้ำตมสุกที่ยังอุนอยู เมื่อมี อาการ ทุก 3–4 ชั่วโมง ไมควรเกิน วันละ 3 ครั้ง ชนิดเม็ด รับประทานครั้งละ600มิลลิกรัม–1กรัม เมื่อมีอาการ ทุก 3–4 ชั่วโมง ไมควร เกินวันละ 3 ครั้ง - ควรระวังการรับประทานรวมกับ ยาในกลุมสารกันเลือดเปนลิ่ม (anticoagulants) และยาตาน การจับตัวของเกล็ดเลือด (antiplatelets) - ควรระวังการใชกับผูปวยที่มี ประวัติแพเกสรดอกไม ยาหอมทิพยโอสถ แกลมวิงเวียน ชนิดผง รับประทานครั้งละ1–1.4กรัมละลายน้ำ กระสายยา ควรดื่มขณะยังอุนอยู เมื่อ มีอาการ ทุก 3-4 ชั่วโมง ไมควรเกินวัน ละ 3 ครั้ง น้ำกระสายยาที่ใช น้ำดอกไมหรือน้ำตมสุกที่ยังอุนอยู ชนิดเม็ด รับประทานครั้งละ 1–1.4 กรัม เมื่อมี อาการ ทุก 3-4 ชั่วโมง ไมควรเกิน วันละ 3 ครั้ง - ควรระวังการรับประทานรวมกับ ยาในกลุมสารกันเลือดเปนลิ่ม (anticoagulants) และยาตาน การจับตัวของเกล็ดเลือด (antiplatelets) - ควรระวังการใชยาอยางตอเนื่อง โดยเฉพาะอยางยิ่งในผูปวยที่มี ความผิดปกติของตับ ไต เนื่องจาก อาจเกิดการสะสมของการบูรและ เกิดพิษได - ควรระวังการใชยาในผูปวยที่แพ ละอองเกสรดอกไม
  • 140.
    130 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด รายการยา สรรพคุณ ขนาดและวิธีใช ขอหาม/ขอควรระวัง ยาหอมนวโกฐ - แก ลมวิงเวียน คลื่นเหียน อาเจียน (ลมจุกแนนในอก) ในผูสูงอายุ - แก ลมปลายไข (หลังจากฟนไขแลว ยังมีอาการ เชน คลื่นเหียน วิงเวียน เบื่ออาหาร ทองอืด และออนเพลีย) ชนิดผง รับประทานครั้งละ 1-2 กรัม ละลาย น้ำกระสาย หรือน้ำตมสุกที่ยังอุนอยู เมื่อมีอาการ ทุก 3 - 4 ชั่วโมง ไมควร เกินวันละ 3 ครั้ง น้ำกระสายยาที่ใช - กรณีแกลมวิงเวียน คลื่นเหียน อาเจียน (ลมจุกแนนในอก) ในผูสูงอายุ ใชน้ำ ลูกผักชี (15 กรัม) หรือเทียนดำ (15 กรัม) ตมเปนน้ำกระสายยา - กรณีแกลมปลายไข ใชกานสะเดา (33 กาน หรือ 15 กรัม) ลูกกระดอม (7 ลูก หรือ 15 กรัม) และเถาบอระเพ็ด (7 องคุลี หรือ 15 กรัม) ตมเปนน้ำ กระสายยา ชนิดเม็ด รับประทานครั้งละ 1-2 กรัม หรือน้ำ ตมสุกที่ยังอุนอยู ทุก 3-4 ชั่วโมง เมื่อมี อาการ ไมควรเกินวันละ 3 ครั้ง - หามใชในหญิงตั้งครรภและผูที่มีไข - ควรระวังการรับประทานรวมกับ ยาในกลุมสารกันเลือดเปนลิ่ม (anticoagulants) และยาตาน การจับตัวของเกล็ดเลือด (antiplatelets) - ควรระวังการใชยาในผูปวยที่แพ ละอองเกสรดอกไม ยาหอมอินทจักร - แกลมบาดทะจิต - แก คลื่นเหียน อาเจียน - แกลมจุกเสียด ชนิดผง รับประทานครั้งละ 1–2 กรัม ละลาย น้ำกระสายยา ควรดื่มขณะยังอุนอยู หรือละลาย น้ำตมสุกที่ยังอุนอยู เมื่อมี อาการ ทุก 3–4 ชั่วโมง ไมควรเกินวัน ละ 3 ครั้ง น้ำกระสายยาที่ใช - กรณีแกลมบาดทะจิต ใชน้ำดอกมะลิ - กรณีแกคลื่นเหียนอาเจียน ใชน้ำ ลูกผักชี เทียนดำตม - กรณีแกลมจุกเสียด ใชน้ำขิงตม ชนิดเม็ด รับประทานครั้งละ 1-2 กรัม ทุก 3-4 ชั่วโมง ไมควรเกินวันละ 3 ครั้ง - หามใชในหญิงตั้งครรภและผูที่มีไข - ควรระวังการรับประทานรวมกับ ยาในกลุมสารกันเลือดเปนลิ่ม (anticoagulants) และยาตาน การจับตัวของเกล็ดเลือด (antiplatelets) - ควรระวังการใชยาในผูปวยที่แพ ละอองเกสรดอกไม ตารางที่ 5.4 แสดงตำรับยาในบัญชีหลักแหงชาติสมุนไพร พ.ศ. 2566 สรรพคุณ แกลมวิงเวียน
  • 141.
    131 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 5) ยาเภสัชตำรับตาง ๆ ที่มีการใชในหญิงหลังคลอด รายการยา สวนประกอบ สรรพคุณ ขนาดและวิธีใช ขอหาม/ขอควรระวัง ยาประสะน้ำนม1 โกฐ 5 1 สวน เทียน 5 1 สวน กรุงเขมา 1 สวน ขิงแหง 1 สวน รากกระพังโหม 1 ส วน ชะมดตน 1 สวน ทำใหน้ำนมเพิ่มมาก ขึ้น และแก อาการ น้ำนมไมไหล ยาตม รับประทานครั้งละ 100 มิลลิลิตร ดื่มวันละ 3 ครั้ง กอนอาหารเชา กลางวันและเย็น ยาแกช้ำรั่ว สูตร 12 โคกกระสุน โคกกระออม ดินประสิว เทียนขาว เทียน ขาวเปลือก เทียนดำ เทียนแดง เทียนตาตั๊กแตน ไทรยอย บัวหลวงทั้ง 5 ผักเบี้ยใหญ ตาไมไผปา ฝางเสน ฟางขาว เหนียว รากมะกล่ำเครือ รากมะกล่ำตน สารสม อุตพิต อยางละ 1 สวน แกช้ำรั่ว4 ยาตม รับประทานครั้งละ 2-4 ชอนโตะ (30- 60 มิลลิลิตร) ดื่มวันละ 2 ครั้ง กอน อาหารเชาและเย็น ขณะยายังอุน ยาแกช้ำรั่ว สูตร 23 ข า ข าวเย็นเหนือ มะกา มะขาม ใบมะนาว สมปอย หอม อย างละ 75 กรัม ดินประสิว และสารสม อยางละ 7.5 กรัม แกช้ำรั่ว ขับปสสาวะ ยาตม รับประทานครั้งละ 2-4 ชอนโตะ (30-60 มิลลิลิตร) ดื่มวันละ 2 ครั้ง กอนอาหารเชาและเย็นขณะยายังอุน ยาแกอยูไฟ ไมได 5 กระเทียม เกลือ พริกไทย ไพล เมล็ดพรรณผักกาด วานน้ำ หอมแดง อยางละ 1 สวน ขับน้ำคาวปลา ชวยใหมดลูกเขาอู ยาผง ครั้งละ 1 ชอนชา ละลายน้ำตมสุก รับประทานวันละ 3 ครั้ง กอนอาหาร เชา กลางวัน และเย็น หามใชในหญิงตก เลือดหลังคลอด หญิงตั้งครรภ และผู ที่มีไข ยาตมประสะ น้ำนม สมอไทย แห วหมู ขิงแหง อยางละ 1 สวน แปรน้ำนมรายเปนดี ยาตม ตมเคี่ยว 3 สวนเอา 1 สวนแลวนำมา รับประทาน ชาสมุนไพร ตำรับวังน้ำเย็น6 ฝาง ชะเอมเทศ มะตูม ขิง เถาวัลยเปรียง อยางละ 50 มิลลิกรัม เพิ่มปริมาณน้ำนม ยาตม รับประทานครั้งละ 200 มิลลิลิตร ดื่มวันละ 3 ครั้ง หลังอาหารเชา กลางวันและเย็น ตารางที่ 5.5 แสดงเภสัชตำรับสรรพคุณตาง ๆ ที่มีการใชในหญิงหลังคลอด หมายเหตุ ตำรับยาดังกลาว เปนยาปรุงเฉพาะราย ผูปรุงยาจะตองกระทำภายใตใบประกอบโรคศิลปะ โดยแพทยแผนไทย แพทยแผนไทยประยุกต 1ยาประสะน้ำนม: เปนเภสัชตำรับ อางอิงจากคัมภีรปฐมจินดา 2ยาแกช้ำรั่วสูตร1: เปนเภสัชตำรับอางอิงจากรายการตำรับยาแผนไทยแหงชาติ 3ยาแกช้ำรั่ว สูตร 2: เปนเภสัชตำรับอางอิงจากรายการตำรับยาแผนไทยแหงชาติ 4ช้ำรั่ว: น. ชื่ออาการของโรคอยางหนึ่ง เกิดจากความผิดปรกติของกระเพาะปสสาวะหรือทอปสสาวะเปนตน ทำใหไมสามารถกลั้นปสสาวะไดเหมือนคนปรกติ นํ้าปสสาวะอาจไหลออกเปนครั้งคราวหรือตลอดเวลาก็ได 5ยาแกอยูไฟไมได: เปนเภสัชตำรับอางอิงจากรายการตำรับยาแผนไทยแหงชาติ 6ชาสมุนไพร ตำรับวังน้ำเย็น: เปนเภสัชตำรับอางอิงงานวิจัย Efficacy of Wang Nam Yen Herbal Tea on Human Milk Production
  • 142.
    132 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 1.3 การใหคำแนะนำการปฏิบัติตัวหลังคลอด 1.3.1 การเลี้ยงบุตรดวยนมแม ลักษณะและการตรวจน้ำนมในทางการแพทยแผนไทย น้ำนมเปนสิ่งสำคัญมากในการเลี้ยงทารกดั่งที่พระ ษีฤทธิยาธรกลาวไวใน คัมภีรปฐมจินดาวา สัตวเกิดมาในภพสงสารนี้ซึ่งเกิดมาในวันดีไมมีสิ่งใดขวาง พนแผนซางที่รายแลว แตวาเลี้ยงยากนั้น เหตุทั้งนี้ เพราะ น้ำนมมารดานั้นใหโทษแกกุมาร อนึ่งกุมารที่เกิดในวันที่รายแลวตองแผนซางที่รายแตวาเลี้ยงงายนั้น อาศัยน้ำนมแหงมารดานั้นดี กุมารไดบริโภคจึงวัฒนาการเจริญขึ้น ทั้งนี้เพราะน้ำนมมารดาดีและราย มีอยู 6 จำพวก ซึ่งมีน้ำนมอันชั่วซึ่งกุมารบริโภคแลวเปนโทษมี 2 ประการ คือ ลักษณะน้ำนมชั่ว เมื่อกุมารบริโภคลงไปจะเปนโทษ เกิดจากแมนมที่มีลักษณะ 2 จำพวก ดังนี้ 1. หญิงยักขินี หญิงจำพวกหนึ่งมีกลิ่นตัวคาวดังน้ำลางเนื้อ ลูกตาแดง เนื้อขาวเหลือง นมยาน หัวนมเล็ก เสียงพูดแหบเครือดังเสียงการอง ฝามือและเทายาว หองตัวยาว จมูกยาว หนังริมตาหยอน สะดือลึก ไมพี (อวน) ไมผอม สันทัดคน กินของมาก ลักษณะหญิงอยางนี้ชื่อวา หญิงยักขินี เปนหญิงมีกามแรง ถาใหกุมาร บริโภคน้ำนมเขาไปมักบังเกิดโรคตาง ๆ แมนมอยานี้ทานใหยกเสีย 2. หญิงหัศดี หญิงจำพวกหนึ่งมีกลิ่นตัวดังบุรุษ ตาแดง ผิวเนื้อขาวนมดังคอน้ำเตา ริมฝปากกลม เสียงแข็งดัง เสียงแพะ ฝาเทาใหญขางหนึ่งเล็กขางหนึ่ง เจรจาปากไมมิดกัน เดินไปมามักสะดุด ลักษณะหญิงอยางนี้ชื่อวา หญิงหัศดี เปนหญิงกามราคะแรงถาใหกุมารบริโภคน้ำนมเขาไป ดุจดังเอายาพิษใหบริโภค ลักษณะแมนม 2 จำพวกนี้ ทานวากามราคะนั้นแรงนักซาบซานไปทั่วทุกขุมขน ถาใหกุมารบริโภคเขาไปถึง กุมารจะไมมีโรคจะทำใหมีโรคเปนไปตาง ๆ เพราะน้ำนมชั่วเปนนมแสลงโรค ลักษณะแมนมที่ดี (หญิงเบญจกัลยานี) 4 จำพวก น้ำนมที่ดี เมื่อกุมารบริโภคลงไปจะทำใหสุขภาพดี ไมคอยเจ็บปวย เกิดจากแมนมที่มีลักษณะ 4 จำพวก ดังนี้ 1. หญิงมีกลิ่นตัวหอมดังกลวยไม ไหลผาย สะเอวรัด หลังราบ สัณฐานตัวดำและเล็ก แกมใส มือและเทาเรียว เตานมดังอุบลพึ่งแยม ผิวเนื้อแดง เสียงดังเสียงสังข รสน้ำนมหวานมันเจือกัน 2. หญิงที่มีกลิ่นตัวดังดอกอุบล ไหลผาย ตะโพกรัด แกมพองนิ้วมือเทาเรียว เตานมดังบัวบาน ผิวเนื้อเหลือง เสียงดังแตร น้ำนมมีรสหวาน 3. หญิงที่กลิ่นตัวไมหอมไมเหม็น เอวกลม ขนตางอน จมูกสูง เตานมกลม หัวนมงอนดังอุบลพึ่งจะแยม รสน้ำนมหวานมัน 4. หญิงมีกลิ่นตัวหอมเผ็ด เสียงดังจักจั่น ปากดังปากเอื้อน ตาดังตาทราย ผมแข็งชัน ไหลผาย ตะโพกผาย หนาผากสวย ทองดังกาบกลวย นมพวงน้ำนมขาวดังสังข รสมันเขม
  • 143.
    133 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด ลักษณะแมนม 4 จำพวกนี้ ทานจัดใหเปน หญิงเบญจกัลยาณี จัดสรรเอาไวถวายพระมาบุรุษราชเจา ไดเสวยครั้งนั้นเรียกวา ทิพโอสถประโยธร ดุจน้ำสุรามฤต ถากุมารกุมารีใดไดบริโภค ดุจดื่มกินซึ่งโอสถทิพย น้ำนมที่กลาวมาทั้ง 4 จำพวกถึงวากุมารนั้นจะมีโรค ก็อาจบำบัดเสียไดซึ่งโรคทุกประการ เพราะน้ำนมมีคุณ ดังโอสถและมิไดแสลงโรค วิธีตรวจดูน้ำนม ลักษณะของน้ำนมของแมจะดีหรือเลว ตามคัมภีรปฐมจินดา อธิบายวิธีทดสอบคุณภาพน้ำนม โดยหยดลงในขันหรือแกวที่ใสน้ำแลวพิจารณาลักษณะการจม รวมถึงการกระจายตัวของหยดน้ำนม ดังนี้ 1. น้ำนมอยางเอก หรือน้ำนมชั้นดี คือน้ำนมที่มีสีขาวขน หยดแลวจมถึงกนขันหรือแกว แตยังคงเกาะ กันสัณฐานเหมือนเม็ดบัวเกราะ 2. น้ำนมอยางโท หรือน้ำนมชั้นรอง คือน้ำนมที่มีสีขาวขน หยดแลวกระจายตัว แตขนจมถึงกนขันหรือ แกว แตไมกลมเขา หากมีสีเหลือง เมื่อหยดลงไปแลวกระจายตัว มีเลือดและหนองปะปน คือน้ำนมที่เรียกวา มลทิน ซึ่งสวนมาก เกิดขึ้นกับแมที่เปนระดูขัดเปนประจำ ไมสามารถใชเลี้ยงทารกได และเปนอันตรายอยางมาก เปนน้ำนมชั้นเลว ลักษณะน้ำนมเปนโทษมี 3 จำพวก คือ มารดาอยูไฟมิได ทองเขียวดังทองคาง ครั้นมารดาออกจากเรือนไฟแลวใหกุมารดื่มน้ำนมเขาไป ก็อาจใหเปนโรคตางๆ ดวยน้ำนมเปนโทษ 3 ประการ ดังนี้ 1. น้ำนมจาง สีเขียวดังตมหอยแมลงภู 2. น้ำนมจาง มีรสเปรี้ยว 3. น้ำนมเปนฟองลอย น้ำนมทั้ง 3 ประการนี้ยอมเบียดเบียนกุมารกุมารีทั้งหลาย ซึ่งไดบริโภคนั้นกระทำใหเกิดโทษตาง ๆ บางทีกระทำใหลงทอง บางทีกระทำใหทองขึ้น บางทีกระทำใหตัวรอน บางทีกระทำใหปวดมวนทอง ทั้งนี้เปนมลทินโทษแหงน้ำนม เพราะน้ำนมดิบใหโทษ 3 ประการดังที่กลาวมานี้
  • 144.
    134 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด นมแมในทางการแพทยแผนปจจุบัน ภาพที่ 5.29 แสดงภาพโครงสรางตอมน้ำนมในหญิงหลังคลอด ที่มา : The Network of Care for Mental/Behavioral Health. Anatomy of the female breast. เขาถึงไดจาก https://sandiego.networkofcare.org/ สืบคน 12 ธันวาคม 2566 การใหนมแมในหญิงหลังคลอดมีความสำคัญกับบุตรมาก จำเปนตองรับประทานอาหารใหครบ 5 หมู ดื่มน้ำใหเพียงพอ อยางนอย 3 ลิตรตอวัน ควรทำจิตใจใหแจมใส ไมเครียดเกินไป ทำใหรูสึกผอนคลาย เวลาใหนมบุตร สิ่งสำคัญในการใหนมแม คือ “ ใหบุตรดูดเร็ว ดูดบอย ดูดถูกวิธี ดูดเกลี้ยงเตา” จึงทำให น้ำนมมาเร็ว และมากเพียงพอ ดูดเร็ว ใหนมแมทันทีในชวง 1 ชั่วโมงแรกหลังคลอด ดูดบอย ใหบุตรดูดนม อยางสม่ำเสมอ ทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง ดูดถูกวิธี คางแนบเตา บุตรจะตองปากอากวาง ทำปากบานออก คลายปากปลา อมไดลึกถึงลานนม ดูดเกลี้ยงเตา น้ำนมมีสวนหนาและหลัง ตองดูดใหไดทั้งหมด โดยสังเกตวา ถาเกลี้ยงเตาแลว เตาจะนิ่มทั้ง 2 ขาง ไมเจ็บเตา บีบออกเปนหยด ไมพุง ทาการใหนมบุตร มี 6 ทาดังตารางที่แสดง ไดแก ภาพ คำอธิบาย ทาอุมนอนขวางบนตักมารดา (Cradle Hold) อุมบุตรวางขวางไวบนตัก ใหทายทอยอยูที่แขนของมารดา ปลายแขนชอนไป ที่สวนหลังและกนของบุตร ตะแคงตัวบุตรเขาหาเตานม ใหหนาอกบุตรและ มารดาชิดกัน มืออีกขางพยุงเตานม ทานอนขวางบนตักแบบประยุกต (Modified/Cross Cradle Hold) อุมบุตรวางไวบนตักคลายทาแรกแตเปลี่ยนการวางมือมารดา โดยใชมือ ดานตรงขามกับเตานมชอนระหวางทายทอยและคอของบุตรแทนมืออีกขางพยุง เตานม
  • 145.
    135 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด ภาพ คำอธิบาย ทาอุมลูกฟุตบอล (Clutch Hold/Football Hold) วางหมอนหนา ๆ ไวขางลำตัว จัดตำแหนงบุตรใหอยูบนหมอน ใหลำตัวของบุตร อยูใตแขนของมารดา ใชมือประคองที่ทายทอยคอ และสวนหลังของบุตร เหมือนอุมลูกฟุตบอลที่เหน็บไวขางลำตัว ทานอนตะแคง (Side Lying Position) มารดาและบุตรนอนตะแคงเขาหากัน ศีรษะมารดาสูงเล็กนอย วางบุตร ใหตำแหนงปากอยูตรงกับหัวนมของมารดา มือที่อยูดานบนประคองเตานม เพื่อนำหัวนมเขาปากบุตร เมื่อบุตรดูดไดดี สามารถขยับออก ประคองตนคอและหลังได ทาเอนตัว (Laid-back Hold) มารดานอนเอนตัวแลววางบุตรไวบนหนาอก ใชมือโอบบุตรไวใหศีรษะบุตรเอียง เล็กนอย เพื่อปองกันการปดกั้นทางเดินหายใจ ทาตั้งตรง (Upright or Standing Baby) อุมบุตรตั้งตรง ขาบุตรครอมตนขามารดา ศีรษะและลำตัวของบุตรเอนเล็กนอย ใชมือประคองศีรษะของบุตรและเตานม ตารางที่ 5.6 แสดงทาทางในการใหนมบุตร ที่มา: โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต. การเลี้ยงลูกดวยนมแม. เผยแพรวันที่ 7 ตุลาคม 2564. เขาถึงไดจาก https://www.phukethospital.com สืบคน 1 ธันวาคม 2566 หมายเหตุ: มารดาควรระมัดระวังทาทางการใหนมบุตร หากใหนมบุตรผิดทาทางหรืออุมบุตรผิดวิธี อาจทำให เกิดอาการปวดเมื่อยรางกายตามมาได
  • 146.
    136 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด ประโยชนสำหรับบุตร 1) มีสารอาหารครบถวน มีสัดสวนเหมาะสมกับความตองการของบุตร 2) มีภูมิตานทานโรคติดเชื้อ ที่ไดรับนมมักมีสุขภาพแข็งแรง 3) ลดโอกาสการเกิดโรคภูมิแพ 4) ลดโอกาสการเกิดโรคเบาหวานในเด็ก 5) ลดอัตราเสี่ยงเรื่องฟนซอน ฟนผุกรอน 6) ชวยใหระบบขับถายเปนปกติ ทองไมผูก 7) ชวยเสริมสรางพัฒนาการทางสมอง 8) ผลดีดานจิตใจ บุตรจะไดรับความอบอุนทั้งรางกายและจิตใจ อันเปนรากฐานการพัฒนาอุปนิสัยการเรียนรู และการปรับตัว 9) มีสารอาหารอื่น ๆ ที่เปนประโยชนตอรางกาย เชนสารที่ควบคุมการเจริญเติบโตของอวัยวะและฮอรโมน ประโยชนสำหรับหญิงหลังคลอด 1) ทำใหรูปรางกลับคืนสูสภาพเดิมเร็วขึ้น 2) มดลูกหดรัดตัวดี เขาอูเร็ว ขับน้ำคาวปลาปองกันการตกเลือดหลังคลอด 3) ผลดีทางดานจิตใจ ทำใหเกิดความรักความผูกพันกับบุตร 4) สะดวกเพราะใหบุตรดื่มนมไดทุกที่ทุกเวลา 5) ลดภาวะโลหิตจาง 6) ลดความเสี่ยงตอการเปนมะเร็งเตานมและมะเร็งรังไข ภาวะเตานมคัดตึง (Breast engorgement ) ภาวะเตานมคัดตึง เกิดไดจากสาเหตุ เชน รางกายสรางน้ำนมไดมากกวาปริมาณที่บุตรตองการ หรือเวนระยะการใหนมนานเกินไป บุตรดูดนมแมไมบอยพอ มารดาจำกัดเวลาดูดนมของบุตร หรือไมไดระบาย น้ำนมออกในชวงที่ไมไดใหนม ทำใหมีปริมาณน้ำนมสะสมในเตานมมาก หรือมารดาใหบุตรดูดนมไมถูกวิธี จึงทำใหการระบายน้ำนมไมดีเทาที่ควร จึงทำใหเตานมมีอาการอักเสบ ปวด แดงรอนตามมา การแกไขเบื้องตน 1) การประคบรอนดวยลูกประคบหรือผาชุบน้ำอุน พันโดยรอบเตานมกอนใหนมบุตร จะชวยใหน้ำนมจะ ไหลดีขึ้น โดยใชเวลาในการประคบประมาณ 5 -10 นาที 2) การประคบเย็นหลังการใหนมบุตร จะชวยลดอาการปวดและบวมของเตานม โดยใชเวลา ในการประคบประมาณ 10 นาที หลีกเลี่ยงบริเวณหัวนม
  • 147.
    137 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 3) ใชเทคนิคกด-บีบ-ปลอย (press-compress-relax technique) เตานมชวยในขณะที่บุตรดูดนม จะทำใหมารดารูสึกผอนคลาย และชวยกระตุนทำใหน้ำนมไหลไดดีขึ้น หรือปมนมเพื่อชวยระบายน้ำนมออกให เกลี้ยงเตา โดยปมทุก 3 ชั่วโมงใหเกลี้ยงเตา 4) หากิจกรรมที่ทำใหเกิดความเพลิดเพลิน ผอนคลาย ลดความวิตกกังวล เชน ดูหนัง ฟงเพลง เปนตน 1.3.2 การดูแลเรื่องอาหาร การบำรุงสุขภาพดวยอาหารสำหรับหญิงหลังคลอดเปนสิ่งสำคัญ เพราะมีเปาหมายในการบำรุง รางกายที่ออนแอลงจากการคลอดบุตรใหกลับมาแข็งแรงเปนปกติโดยเร็ว หญิงหลังคลอดในสมัยกอน จะมีกฎเกณฑในการรับประทานอาหาร ไดแก การงดอาหารแสลง เพราะจะทำใหแผลหายชา น้ำนมไมไหล และจะมีผลทำใหรางกายไมแข็งแรง และควรเลือกอาหารที่เปนประโยชนในการบำรุงรางกายของหญิงหลังคลอด นอกจากนี้หญิงหลังคลอดจะตองรับประทานอาหารบำรุงน้ำนมดวย เพื่อใหมีน้ำนมเพียงพอที่จะเลี้ยงดูบุตร ซึ่งตามคัมภีรไดกลาวไววา น้ำนมแมประดุจดังทิพยโอสถ นั่นคือน้ำนมแมนอกจากจะเปนอาหารเลี้ยงบุตร ใหเติบโตแลวยังมีสรรพคุณเปนยาดวย 1) อาหารบำรุงน้ำนมและบำรุงสุขภาพหลังคลอด ในระยะหลังคลอดทางการแพยแผนปจจุบันนั้น หญิงหลังคลอดควรไดรับสารอาหารหลายชนิด โดยทั่วไปสารอาหารที่มีความสำคัญและจำเปน มีดังนี้ - ธาตุเหล็ก เนื่องจากในชวงคลอดจะมีการเสียเลือดมากจึงตองเสริมธาตุเหล็กดวยอาหาร ที่มีธาตุเหล็กที่มีมาก เชน ในตับหมู เลือดหมู ผักกูด ใบแมงลัก ใบกะเพรา ขมิ้นขาว ผักแวน เห็ดฟาง เปนตน เพื่อทดแทนธาตุเหล็กที่ไดสูญเสียไปในการคลอด - โปรตีน เพื่อชวยซอมแซมสวนที่สึกหรอและชวยสรางน้ำนม เชน ไข นม เนื้อสัตวโดยเฉพาะเนื้อปลา เพราะเปนโปรตีนที่ยอยงายและมีไขมันนอย และโปรตีนจากพืชไดแกถั่วตาง ๆ และธัญพืช - แคลเซียม โดยเฉพาะอยางยิ่งหญิงที่ใหนมบุตรจะตองการมากพอ ๆ กับชวงที่ตั้งครรภ เพื่อใหเพียงพอตอความตองการของรางกายและบุตรไดดื่มนมที่อุดมไปดวยแคลเซียม จึงควรรับประทานอาหาร ที่มีแคลเซียมสูง ไดแก นม ปลาเล็กปลานอย งาดำ งาขาว ใบชะพลู ใบยอ เปนตน การรับประทานอาหารใหครบ 5 หมูมีความสำคัญเชนกัน เชน กลุม แปง ไขมัน เพื่อใหมีพลังงาน ในการดูแลบุตร นอกจากนี้อาหารที่มีลักษณะเสนใยมาก ไดแก ผักสด ผลไม ควรจะไดรับทุกมื้อเพราะนอกจาก จะไดรับเกลือแรแลวยังปองกันการทองผูกอีกดวย อีกทั้งควรดื่มน้ำใหมากขึ้นเพื่อชวยใหน้ำนมมาเพียงพอ อยางนอย 2-3 ลิตรตอวัน พืชสมุนไพรถือเปนตัวชวยสำคัญที่ทำใหหญิงหลังคลอดกลับสูภาวะปกติและมีสุขภาพแข็งแรง กลาวคือสมุนไพรที่มีรสรอน เพิ่มการไหลเวียนโลหิต ทำใหอวัยวะตางๆ ทำงานไดดีขึ้น รวมถึงการหลั่ง ของน้ำนมเพิ่มขึ้นดวย จึงขอยกตัวอยางสมุนไพรไทย ดังนี้
  • 148.
    138 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด ชื่อสมุนไพร สรรพคุณ 1. ใบกะเพรา รสรอน กระตุนการไหลเวียนโลหิต ชวยใหมีน้ำนมมากขึ้น แกทองอืด ทองเฟอ หวัด คลื่นไส อาเจียน ถาบุตรไดรับจากน้ำนม จะชวยลดอาการทองอืดทองเฟอ มีธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส เสนใยอาหารสูง อาหารที่มีกะเพรา เปนสวนประกอบไดแก แกงเลียง ผัดกะเพรา แกงปา เปนตน การศึกษาพบวา กะเพรามีสารตานอนุมูลอิสระ ลดแผลในกระเพาะอาหารได 2. ขิง รสรอน มีสรรพคุณชวยขับลม แกอาเจียน ชวยยอยไขมันไดดี บรรเทาอาการ ปวดทองเกร็ง ขับเหงื่อ กระตุนการไหลเวียนโลหิต ทำใหน้ำนมไหลไดดี มีโปรตีน ไขมัน แคลเซียม วิตามินเอ บีหนึ่ง บีสอง คารโบไฮเดรต อาหารที่มีขิง เปนสวนประกอบไดแก ไกผัดขิง โจกใสขิง เปนตน จากการศึกษาพบวา ขิงมีสรรพคุณแกอาเจียน สามารถตานการอักเสบ และมีสารตานอนุมูลอิสระได และการศึกษาผลของน้ำขิงกับระยะเวลาการเริ่มไหล ของน้ำนมแมที่ผานมาในมารดาไทยหลังคลอดพบวา ระยะเวลาการเริ่มไหล ของกลุมทดลองและกลุมควบคุมไมแตกตางอยางมีนัยสำคัญทางสถิติ และเมื่อพิจารณาจากจำนวนมารดาที่มีน้ำนมไหลพบวาในชั่วโมงที่ 36 กลุมทดลอง ที่เริ่มมีน้ำนมไหลคิดเปนรอยละ 46.70 ขณะที่กลุมควบคุมที่เริ่มมีน้ำนมไหล มีเพียงรอยละ 26.60 3. ใบแมงลัก รสหอมรอน มีสรรพคุณทำใหน้ำนมไหลไดดี ขับลม ขับเหงื่อ มีธาตุเหล็ก แคลเซียม วิตามินบี และวิตามินซีสูง อาหารที่มีใบแมงลัก ขิงเปนสวนประกอบไดแกแกงเลียง แกงปา 4. พริกไทย รสรอน มีสรรพคุณทำใหน้ำนมไหลไดดี ขับลมขับเหงื่อ มีโปรตีน คารโบไฮเดรต จากการศึกษาพบวาสารPiperineในพริกไทยมีฤทธิ์ในการักษาทั้งการทำงานสมอง ในสวนcerebral และยังสามารถทำใหรางกายเพิ่มการดูดซึมสารอาหารไดดวย 5. หัวปลี รสฝาดมัน สรรพคุณแกโรคกระเพาะอาหาร ลำไส บำรุงเลือด ในสมัยโบราณกลาว วาหญิงหลังคลอดควรกินหัวปลีมากๆ เพื่อใหมีน้ำนมใหเลี้ยงบุตรไดนาน มีแคลเซียม โปรตีน ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส วิตามินซี บีตาแคโรทีน อาหารที่มีหัวปลีเปน สวนประกอบ ไดแก แกงเลียงหัวปลี ยำหัวปลี ลวกจิ้มน้ำพริก จากการศึกษาในหนู พบวา หนูที่ไดรับสารสกัดปลีกลวยในน้ำมีการสรางน้ำนม เพิ่มขึ้นอยางมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับกลุมควบคุมที่ไดรับน้ำเปลา คณะผูวิจัยไดสรุปวา ผลการศึกษานี้สนับสนุนการปฏิบัติตามความเชื่อที่แนะนำ ใหหญิงหลังคลอดใชปลีกลวยเพื่อกระตุนการสรางและหลั่งน้ำนมแม
  • 149.
    139 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด ชื่อสมุนไพร สรรพคุณ สำหรับการศึกษาประสิทธิผลของเครื่องดื่มชาปลีกลวยตอการผลิตน้ำนม ในหญิงหลังคลอดปกติ พบวาในวันที่ 2และวันที่ 3แรกหลังคลอดมารดาที่ใชสมุนไพร กระตุนการผลิตน้ำนมกลุมที่ไดรับเครื่องดื่มสมุนไพรชาปลีกลวยมีปริมาณน้ำนม แมมากกวามารดากลุมที่ไดรับน้ำเปลา 6. ฟกทอง รสมัน สรรพคุณชวยขับน้ำนม เสริมสรางคอลลาเจนใตผิวหนัง ทำใหผิวพรรณสดใส มีวิตามินเอ บี ซี ฟอสฟอรัส บีตาแคโรทีน อาหารที่มีฟกทองเปนสวนประกอบ ไดแก ฟกทองผัดไข แกงเลียง ฟกทองนึ่ง แกงบวดฟกทอง ไขเจียวฟกทอง 7. ใบและดอกมะรุม รสหวานมัน มีสรรพคุณในการขับน้ำนม ใบมะรุมมีวิตามินซีสูงกวาสม 7 เทา มีแคลเซียมสูงกวานม 4 เทา มีวิตามินเอสูงกวาแครอต 4 เทา มีโพแทสเซียมสูง กวากลวย 3 เทา มีโปรตีนสูงกวานม 2 เทาอีกทั้งยังชวยเพิ่มแคลเซียมเขาไป เสริมกระดูกมารดาไดเปนอยางดี อาหารที่มีมะรุม เปนสวนประกอบ ไดแก แกงสมใบหรือดอกมะรุม จากการศึกษาประสิทธิผลของมะรุมตอการสรางฮอรโมนโปรแลกติน และการสรางน้ำนมในหญิงหลังคลอด พบวา มีการเพิ่มของฮอรโมนโปรแลกติน อยางมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้น การศึกษานี้สนับสนุนวามะรุมสามารถใชเปน ทางเลือกเสริมในการเพิ่มน้ำนม และเพิ่มฮอรโมนโปรแลกตินในหญิงหลังคลอด 8. ตำลึง รสเย็นจืด มีเสนใยอาหารในปริมาณมาก ชวยบำรุงน้ำนม ทำใหน้ำนมมีมาก บำรุงเลือด บำรุงกระดูก บำรุงสายตา บำรุงผม บำรุงประสาท มีโปรตีน วิตามินเอ วิตามินบีหนึ่ง วิตามินบีสอง วิตามินบีสาม วิตามินซี แคลเซียม เหล็ก อาหาร ที่มีตำลึงเปนสวนประกอบไดแก แกงเลียงตำลึงหรือแกงกะทิลูกตำลึง เปนตน จากการศึกษาระบุวาสารสำคัญในตำลึงสามารถตานการอักเสบ ตานสารอนุมูลอิสระ และสามารถตานเบาหวานไดอีกดวย ตารางที่ 5.7 แสดงสมุนไพรเดี่ยวที่เปนอาหารบำรุงสุขภาพในหญิงหลังคลอด 2) ตัวอยางรายการอาหารที่มีสรรพคุณชวยบำรุงน้ำนม หรือขับน้ำนมตามภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ดานการผดุงครรภไทย ลักษณะรสอาหารโดยสวนใหญที่สงเสริมใหรับประทานหลังคลอดมักจะมีรสรอน เชน ผัดขิง เตาฮวย แกงเลียง ฯลฯ ซึ่งสรรพคุณจากสมุนไพรนั้นชวยกระตุนการไหลเวียนโลหิต รูสึกกระปรี้กระเปรา ชวยใหน้ำนมไหลดี และผักหลากหลายชนิดเปนอาหารบำรุงรางกายอยางดี หากตองการ กระตุนการหลั่งน้ำนม ใหนำมะรุมสดตมเปนน้ำแกง อาจเติมปลายางผสมลงไป รับประทานเปนอาหาร โดยอาจเพิ่มหัวปลี ขิง หรือเม็ดขนุนลงไปดวยได ในที่นี้จะยกตัวอยางอาหารที่นิยมรับประทานหลังคลอด ดังนี้
  • 150.
    140 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 2.1) แกงเลียง หัวปลี เปนอาหารที่ชวยประสะน้ำนมสำหรับหญิงหลังคลอด ทำใหนมบริบูรณ และแกไขหวัดไดเปนอยางดี สรรพคุณทางยาไทยของเครื่องปรุง 1) พริกไทย รสเผ็ดรอน ขับลม ขับเหงื่อ ชวยเจริญอาหาร 2) หอมแดง รสเผ็ดรอน แกไข ขับเสมหะ แกโรคในปาก บำรุงธาตุ แกไขหวัด 3) ผักตาง ๆ เชน ฟกทอง รสมันหวาน บำรุงรางกาย บำรุงสายตา 4) บวบ รสเย็นจืดออกหวานมีแคลเซียม เหล็ก และฟอสฟอรัสมาก ผลออน ใชเปนผักประกอบอาหารตาง ๆ เชน แกงเลียง ผัดใสไข แกงจืด เสนใยจากผล นำมาถูตัวตางฟองน้ำ เมล็ดแก รสขม เจริญอาหาร น้ำมันจากเมล็ด แกโรคผิวหนัง 5) น้ำเตา ผลออน ใชปรุงเปนอาหาร เมล็ด ประเทศจีนนำมาตมกับเกลือกินเพื่อเจริญอาหาร เถา, ใบออน, เนื้อหุมรอบ ๆ เมล็ดประเทศอินเดียใชเปนยาทำใหอาเจียนและยาระบาย เมล็ด เปนยาถายพยาธิและแกอาการบวมน้ำ 6) ตำลึง รสเย็น ดับพิษรอน ถอนพิษ แกเจ็บตา ยอดออนและใบ ใชเปนอาหารตาง ๆ เชน แกงจืด แกงเลียง เถาและใบ ใชรักษาโรคผิวหนัง การอักเสบของหลอดลม ผลออน นำมาดองเปนผักจิ้ม 7) ขาวโพด รสมันหวาน ฝอยขาวโพด ใชเปนยาขับปสสาวะ 8) ใบแมงลัก มีกลิ่นหอม รสเผ็ดเล็กนอย ใบและชอดอกออน ใชแตงกลิ่นอาหาร เชน แกงเลียง เมล็ดแก แชน้ำใหพองเต็มที่เปนยาระบาย 9) หัวปลี มียางสีขาว มีเสนใยสูง ชาวบานเชื่อวาหัวปลีเปนตัวที่จะทำใหน้ำนมมาก สารอาหารใน หัวปลีประกอบดวย โปรตีน แคลเชียม ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส วิตามินซี และเบตาแคโรทีนนอก จากนี้แลวก็สามารถนำหัวปลีไปปรุงเปนอาหารอื่น ๆ อีกได เชน ยำ ตมขาไก ตมจิ้มน้ำพริก คุณคาทางโภชนาการ แกงเลียง 1 ชุด ประกอบดวย น้ำ โปรตีน ไขมัน คารโบไฮเดรต กาก ใยอาหาร แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก เรตินอล วิตามินเอ วิตามินบีหนึ่ง วิตามินบีสอง ไนอาซิน และวิตามินซี
  • 151.
    141 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 2.2) ไกผัดขิง เปนอาหารที่บำรุงรางกายบำรุงโลหิต เนื่องจากตับจะมีธาตุเหล็กมาก มีเนื้อไกและเห็ดหูหนูที่มีโปรตีน นอกจากนี้ ยังมีผักที่มีสรรพคุณทางยา เพราะผักที่ใชจะมีรสรอน สรรพคุณทางยาไทยของเครื่องปรุง 1) ขิง รสเผ็ดรอน ขับลม ขับเหงื่อ ชวยเจริญอาหาร 2) ตนหอม รสเผ็ดรอน แกไข ขับเสมหะ แกโรคในปาก บำรุงธาตุ แกไขหวัด 3) พริกชี้ฟา รสเผ็ดรอน ชวยเจริญอาหารและมีสารตนอนุมูลอิสระ คุณคาทางโภชนาการ ไกผัดขิง 1 จาน ประกอบดวย สารอาหารที่สำคัญ ไดแก โปรตีน ไขมัน เหล็ก กาก ใยอาหาร จากงานวิจัยที่ศึกษาในมารดาทำงานในเขตจังหวัดเชียงใหม จำนวน 300 คน ซึ่งผลการวิจัยพบวา มารดาประมาณครึ่งหนึ่งระบุวารับประทานอาหารที่มีสวนประกอบของขิง โดยเฉพาะไกผัดขิงในชวงหลังคลอด ชวยใหน้ำนมไหลดีและมีปริมาณมากเพียงพอสำหรับบุตร 2.3) เตาฮวย เปนอาหารวางระหวางมื้อ ประกอบดวย เตาหูออนที่ทำจากถั่วเหลือง น้ำตมขิง ใสน้ำตาลทรายแดง เล็กนอยพอมีรสหวาน สรรพคุณทางยาไทยของเครื่องปรุง 1) ขิง รสเผ็ดรอน ขับลม ขับเหงื่อ ชวยเจริญอาหาร 2) น้ำตาลทรายแดง รสหวานบำรุงกำลัง คุณคาทางโภชนาการ เตาฮวย 1 ชุด ประกอบดวย สารอาหารที่สำคัญ ไดแก โปรตีนจากถั่วเหลืองที่ทำเปนเตาหูออน คารโบไฮเดรต ไขมัน 3) น้ำสมุนไพร น้ำสมุนไพรในระยะหลังคลอดควรใชสมุนไพรที่มีรสเผ็ดรอน เชน น้ำขิง น้ำตะไคร น้ำกะเพรา หรือรสเปรี้ยว เพื่อชวยใหฟอกเลือด ทำใหผิวพรรณดี สดชื่น ชวยระบบขับถายระบายของเสีย แตไมควรเปรี้ยว เกินไปเพราะอาจทำใหทองเสียได น้ำสมุนไพรที่ใชควรใชสด ๆ คั้นน้ำ หรือตม ไมควรเติมน้ำตาล ตัวอยางน้ำสมุนไพร ที่มีรสเปรี้ยว เชน น้ำมะเขือเทศ น้ำมะนาว น้ำสม น้ำมะขาม น้ำสับปะรด น้ำกระเจี๊ยบ นอกจากนี้น้ำสมุนไพร ที่มีสรรพคุณอยางอื่นก็นำมาใชได เชน น้ำมะตูมบำรุงธาตุ น้ำใบเตยกลิ่นหอมบำรุงหัวใจ เปนตน น้ำสมุนไพรบางชนิดอาจไมเหมาะสมกับหญิงหลังคลอด เพราะรสเย็นอาจจะทำใหรางกายเย็น ซึ่งขัดกับหลักการที่ตองเปนยารสรอน ไดแก น้ำใบบัวบก น้ำแตงโม น้ำแตงไทย เปนตน นอกจากนี้ ยังมีเครื่องดื่มที่ควรงดในระยะหลังคลอดอื่น ๆ เชน น้ำอัดลม ชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง เปนตน
  • 152.
    142 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 4) อาหารแสลง อาหารแสลงในกรณีหญิงหลังคลอด หมายถึง อาหารที่รับประทานเขาไปแลวทำใหหญิงหลังคลอด รูสึกไมสบาย เกิดการผิดสำแดง น้ำคาวปลาไมไหล น้ำนมไมมี หยุดไหล มีไข ชัก ปวดศีรษะ คลื่นไส อาเจียน หนามืด เปนลม ทองเสีย ปวดเมื่อยตามรางกาย เปนตน หรืออาจจะมีผลทำใหบุตรที่ดื่มนมแมเกิดการทองเสีย ดังนั้นจึงตองมีขอหามใหงดอาหารแสลง และความเชื่อเรื่องอาหารแสลงของหญิงหลังคลอดทุกภาค ในประเทศไทย มีลักษณะคลายกัน เชน - ภาคใต หามกินมะละกอ ขนุน ฟกทอง ฟกเขียว ปลา หอย และเห็ดเพราะเชื่อวาจะทำใหหนาวเย็น หามกินหนอไม หัวหอม ของดอง กลวยหอม ขนุน ขาวเหนียวยอดชะอม เนื้อวัว สัตวปา เพราะจะทำใหแสลง เลือด มีอาการปวดหัวตาลาย หามกินปลาที่ไมมีเกล็ด จะทำใหแสลงมดลูก ถากินปลาตองนำเอามาปงกอน จึงจะนำไปแกง ไมเชนนั้นจะทำใหผอมแหงลงไปเรื่อย ๆ - ภาคเหนือ หามกิน ไข ปลา แกงทุกชนิด ของดอง พริก เปนตน - ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หามกินผักที่มีมือเกาะ (เชน ตำลึง ฟกทอง ชะอม) กระถิน ผักที่ซื้อจาก ตลาด (เนื่องจากกังวลเรื่องยาฆาแมลง) อาหารทะเล สัตวปา เนื้อวัวดำ ควายดำ ปลาชะโด ปลาหางแดง ขาวเหนียวดำ อาหารหมักดอง ปลารา น้ำปลา สมตำ ขาวเบือ ถั่วลิสงคั่ว เมี่ยง ฯลฯ ซึ่งแตละบุคคลจะมีอาการ ผิดสำแดงไมเหมือนกัน - ภาคกลาง หามกินอาหารทะเล ปลามีเกล็ด ชะอม เตา อีเกง ปลาไหล ปลาดุก ถากินจะผิดสำแดง ทำใหปวดหัว มีไข และอาจชักได ชาวบานมีความเชื่อวาอาหารที่แสลงรุนแรงตองงดนาน เชน ชะอมหรืออาหารหมักดอง ตองงดเปนป แตถาเปนอาหารที่ไมมีฤทธิ์แสลงมากนักก็อาจจะรับประมานไดเมื่อออกเรือนไฟไปแลว เชน ผลไมสุก เปนตน ขอควรปฏิบัติเกี่ยวกับอาหารแสลง ในปจจุบันการงดอาหารแสลง เชน อาหารหมักดอง อาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด อาหารรสเย็น อาหารที่มีกลิ่นฉุนรุนแรง ซึ่งเปนอาหารที่เมื่อรับประทานแลวอาจจะทำใหเกิดผลกระทบตอรางกาย ตามองคความรูทางการแพทยแผนไทย ทำใหไมสบายได ในกรณีนี้ก็ถือวาเหมาะสมหากจะงดอาหารดังกลาว แตสำหรับอาหารทั่ว ๆ ไปที่จำเปนตอการบำรุงรางกายนั้นในการจะงดก็ควรพิจารณาดวยวา เมื่องดแลว จะทำใหรางกายขาดสารอาหารที่จำเปนหรือไม และการขาดสารอาหารนั้นจะสงผลอยางตอรางกาย หากจำเปนตองงดจริง ๆ ก็ควรจะคำนึงวาหากไมรับประทานอาหารชนิดหนึ่งชนิดใดก็ควรจะรับประทาน ชนิดอื่นที่มีสารอาหารที่จำเปนทดแทนเพื่อไมใหมีผลกระทบตอรางกายมารดาและสงผลตอการผลิตน้ำนม 1.3.3 การทำกายบริหารสำหรับหญิงหลังคลอด การทำกายบริหารในหญิงหลังคลอด ตามองคความรูทางการแพทยแผนไทยเปนการออกกำลังกาย ที่ชวยฟนฟูรางกายของหญิงหลังคลอดใหกลับมาแข็งแรง ชวยกลามเนื้อใหกระชับคืนสูสมดุลเดิม โดยเนนการยืดเหยียดกลามเนื้อ เสริมสรางความแข็งแรงของกลามเนื้อ กระตุนการไหลเวียนโลหิต
  • 153.
    143 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด และขับน้ำคาวปลา โดยทาบริหารสามารถเริ่มทำไดตั้งแตหลังคลอด 7 วัน เริ่มแบบเบา ๆ คอยเปนคอยไป เชน ทาขมิบ ทำเพื่อฝกกระชับกลามเนื้ออุงเชิงกรานรอบ ๆ ปากชองคลอด ชองทางเดินปสสาวะ และทวารหนัก โดยเนนที่การหดกระชับกลามเนื้อรอบปากชองคลอดเปนหลัก สามารถทำไดทุกที่ ทุกเวลา และทำไดทั้งทานั่ง นอน หรือยืน วิธีการคือ ขมิบกลามเนื้อรอบ ๆ ชองคลอด โดยไมเกร็งหนาทองและหลัง หายใจเขา-ออกลึก ๆ นับ 1-10 แลวคลายออกนับเปน 1 ชุด ทำเรื่อย ๆ จนครบ 45 ชุดตอวัน หรือใชการจับ เวลา ขมิบกลามเนื้อชองคลอด หายใจเขา-ออก นับ 1-10 แลวคลายออกเชนกันวันละ 3 ชุด ๆ ละ 15-20 นาที ทั้งสองอยางนี้ควรทำติดตอกันอยางนอย 6 สัปดาห นอกจากนี้ยังสามารถทำกายบริหารที่ทำใหกลามเนื้อ แข็งแรงสำหรับหญิงหลังคลอดวิธีตาง ๆ ที่แนะนำ ยกตัวอยางไดตอไปนี้ 1.3.3.1 มณีเวช ทาบริหารแบบมณีเวช เปนวิธีการหนึ่งในการปรับสมดุลรางกายดวยตนเองเพื่อใชรักษาสมดุล ของรางกายที่ผิดปกติและคงความปกติไวหากบริหารอยางสม่ำเสมอทุกวัน ทาบริหารพื้นฐานของมณีเวช เปนทาที่ปลอดภัย ใชบริหารไดอยางงาย ๆ ในระยะเวลาอันสั้น ประกอบดวยทายืน 5 ทา และทางู-แมว-เตา วัตถุประสงค  เพื่อใหหญิงหลังคลอดลดอาการออนเพลียและลดอาการปวดมดลูก  ชวยเพิ่มการไหลของน้ำนมและลดอาการคัดตึงเตานม  เพื่อใหทารกหลังคลอดทุกรายดูดนมไดดีขึ้น  เพื่อปองกันและแกไขทารกหลังคลอดที่มีความผิดปกติดานโครงสรางรางกาย ขอบงชี้การบริหารรางกายในหญิงหลังคลอดดวยศาสตรมณีเวช  ขอบงชี้ : ในหญิงหลังคลอดที่รางกายปกติทุกราย วิธีจัดสมดุลรางกายดวยทาบริหารพื้นฐานของมณีเวช ควรบริหารอยางสม่ำเสมอทุกวัน วันละ 2 ครั้ง เชาและเย็น รายละเอียดในภาคผนวก 1.3.3.2 ษีดัดตน ษีดัดตนพื้นฐาน 15 ทานั้น คือ การพักผอนอิริยาบถ แกเมื่อย แกขบ ระบบตามรางกาย ของเหลา ษีชีไพร ผูไดบำเพ็ญพรต เจริญภาวนามานานวันละหลายชั่วโมง มาประยุกตเปนทาบริหารรางกาย ซึ่งหญิงหลังคลอดสามารถบริหารรางกายตาม ษีดัดตนได โดยยกตัวอยาง 2 ทา ไดแก
  • 154.
    144 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 1) ทา ษีดัดตนแกปวดทองและขอเทา และแกลมปวดศีรษะ ภาพ คำอธิบาย นั่งขัดสมาธิ มือทั้งสองขางประสานกันประมาณระดับลิ้นป สูดลมหายใจเขาใหลึกที่สุด พรอมกับคอย ๆ ชูมือขึ้นแขนทั้งสองขางเหยียดตรง แนบชิดใบหู กลั้นลมหายใจไวสักครู พรอมกับดัดมือ ที่ประสานกันเหนือศีรษะใหหงายขึ้น ผอนลมหายใจออกพรอมกับคอย ๆ วาดมือทั้งสอง ขางออกจากกันไปทางดาน หลัง คอย ๆ งอแขน กำมือมาวางที่บั้นเอว ทั้งสองขาง ใชกำปนกดบริเวณเอวทั้ง 2 ขางขณะกดสูดลมหายใจเขาใหลึกที่สุด กลั้นลมหายใจไวสักครูพรอมกับกดเนน ผอนลมหายใจออก พรอมกับคลายการ กำกำปน เลื่อนตำแหนงที่กดไปทางกลางหลังทีละนอย จนกำปนชิดกันที่บริเวณ กลางบั้นเอว ทำซ้ำ 5-10 ครั้ง ตารางที่ 5.8 แสดงภาพและคำอธิบายทา ษีดัดตนแกปวดทองและขอเทา และแกลมปวดศีรษะ ที่มา: สมุดภาพบันทึกเรื่องวันวาน.กายบริหารแบบไทย ทา ษีดัดตนพื้นฐาน 15 ทา ( ทาที่ 3 แกปวดทองและขอเทา และแกลมปวดศีรษะ ). เผยแพรวันที่ 16 มกราคม 2558. เขาถึงไดจาก https://phatarapornstuff.blogspot.com/ สืบคน 2 กุมภาพันธ 2567
  • 155.
    145 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 2) ทา ษีดัดตนแกไหล ขา และแกเขา ขา เปนทาบริหารแกอาการปวดหลัง ภาพ คำอธิบาย ยืนกาวขาขางซายเฉียงออกไปทางซาย มือขางเดียวกันวางแนบหนาขา มือขวาทาวอยูบนสะโพกในลักษณะคว่ำมือ สนมือดันสะโพก ปลายมือ ทแยงไปทางดานหลัง สูดลมหายเขาลึก ๆ พรอมกับคอย ๆ ยอตัว โดยทิ้งน้ำหนักบนขาซาย ที่กาวออกไป ขณะยอตัว คอย ๆ บิดลำตัว หันหนาไปทางดานขวาชา ๆ โดยขาซาย จะยอ ขาขวาจะตึง กลั้นลมหายใจสักครู พรอมกับลงน้ำหนักบนมือ ที่ทาวสะโพก ผอนลมหายใจออก พรอมกับคอย ๆ คืนสูทาเตรียม ทำซ้ำเชนเดิม แตเปลี่ยนเปนกาวขางขวา โดยทำสลับกันซายและขวานับเปน 1 ครั้ง ทำซ้ำ 5 ครั้ง ตารางที่ 5.9 แสดงภาพและคำอธิบายทา ษีดัดตนแกไหล ขา และแกเขา ขา เปนทาบริหารแกอาการปวดหลัง ที่มา: สมุดภาพบันทึกเรื่องวันวาน.กายบริหารแบบไทย ทา ษีดัดตนพื้นฐาน 15 ทา (ทาที่ 10 แกไหล ขา และ แกเขา ขา). เผยแพรวันที่ 22 พฤษภาคม 2558. เขาถึงไดจาก https://phatarapornstuff.blogspot.com/ สืบคน 2 กุมภาพันธ 2567
  • 156.
    146 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 1.3.3.3 กาวตา กาวเตน กาวตา-กาวเตน เปนวิธีการออกกำลังกายแบบแอโรบิคที่ศาสตราจารยนายแพทย อวย เกตุสิงห คิดคนขึ้น โดยการกาวเทาในตารางสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 90×90 หรือ 120×120 หรือ 150×150 โดยแบงเปน 9 ชอง ขนาดเทา ๆ กัน ซึ่งจะชวยฝกหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิตใหมีความแข็งแรง ภาพที่ 5.30 แสดงตารางเกาชองที่ใชทำกายบริหารกาวตา-กาวเตน กาวตา หรือ อวยเทสต เปนวิธีการออกกำลังกายที่ใชแทนการทดสอบความไวดวยวิธี “วิ่งเก็บของ” มีวิธีการดังนี้ ภาพ คำอธิบาย ทาเตรียม เทาทั้งสองขางยืน อยูในตารางมุมซายใกลตัว กาวเทาขวา ไปยังตารางมุม ขวาใกลตัว พรอมชักเทาซาย ตามมา ใหเทาทั้งสองยืนอยูใน ตารางเดียวกัน
  • 157.
    147 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด ภาพ คำอธิบาย กาวเทาขวา ไปยังตารางมุม ขวาไกลตัว พรอมชักเทาซาย ตามมา ใหเทาทั้งสองยืนอยูใน ตารางเดียวกัน กาวเทาซาย ไปยังตาราง มุมซายไกลตัว พรอมชักเทา ขวาตามมา ใหเทาทั้งสองยืน อยูในตารางเดียวกัน กาวเทาซาย ไปยังตาราง มุมซายใกลตัว พรอมชักเทา ขวาตามมา ใหเทาทั้งสองยืน อยูในตารางเดียวกัน ซึ่งเปน ทาเดียวกับทาเตรียม ทำซ้ำ อยางนอย 5 รอบ หรือทำ ติดตอกันนาน 5 นาที แลวเปลี่ยนไปยืนตารางมุมขวา ใกล ตัวเป นท าเตรียม แลวกาวเวียนไปดานตรงขาม ในระยะรอบหรือเวลาที่เทากัน โดยมีหลักการใหกาวเร็วที่สุด ตารางที่ 5.10 แสดงภาพและคำอธิบายกาวตา
  • 158.
    148 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด กาวเตน ภาพ คำอธิบาย ทาเตรียม เทาซายอยูใน ตารางมุมซายใกลตัวและ เทาขวาอยูในตารางมุมขวา ใกลตัว กาวเทาซาย ทะแยงไปยัง ตารางมุมขวาไกลตัว กาวเทาขวา ขามเทาซาย ทะแยงไปยังตารางมุมซาย ไกลตัว กาวเทาซาย ทะแยงกลับไป ยังตารางมุมซายใกลตัว
  • 159.
    149 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด ภาพ คำอธิบาย กาวเทาขวา ทะแยงกลับไป ยังตารางมุมขวาใกล ตัว ทำเวียนซ้ำเชนนี้ไปเรื่อย ๆ หรือเปลี่ยนไปเวียนดานตรง ขามโดยใชเทาขวาเริ่ม โดยมี หลักการกาวใหเร็วที่สุด หาก ก าวด วยความเร็วสูง (ประมาณ 120-130 กาวตอ นาที) โดยใชเวลา 7-8 นาที ติดตอกัน ตารางที่ 5.11 แสดงภาพและคำอธิบายกาวเตน ที่มา : สถานการแพทยแผนไทยประยุกต คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล มหาวิทยาวิทยาลัยมหิดล. “กาวตา กาวเตน” ออกกำลังกาย เพื่อหัวใจที่แข็งแรง. เผยแพรวันที่ 9 เมษายน 2563. เขาถึงไดจาก https://www.gj.mahidol.ac.th/ สืบคน 1 ธันวาคม 2566 1.3.4 มดลูกเขาอู ในระยะตั้งครรภ ขนาดมดลูกจะขยายใหญขึ้น โดยชวงใกลคลอดจะน้ำหนักเพิ่มขึ้นถึง 1 กิโลกรัม ภายหลังการคลอดบุตรและรกแลว มดลูกจะลงขนาดลงทันที จากที่ใหญถึงระดับลิ้นป จะลดระดับมาอยู ที่สะดือ จนกระทั่งกลับสูอุงเชิงกรานและไมสามารถคลำทางหนาทองได เรียกวา “มดลูกเขาอู” ซึ่งใชเวลา ประมาณ 2 สัปดาหหลังการคลอดบุตร หากมีอาการผิดปกติเชน หลัง 2 สัปดาหแลวยังคลำมดลูกทางหนาทองได หรือสัปดาหที่ 6 แลวมดลูกยังมีขนาดใหญนั้น อาจมีสาเหตุการการอักเสบติดเชื้อ หรือมีเศษรกจากการคลอดคางอยู หรือมดลูก มีเนื้องอก หากพบอาการผิดปกติเหลานี้ ตองรีบพบแพทย 1.3.5 การมีประจำเดือนและการมีเพศสัมพันธ โดยปกติหญิงหลังคลอด จะมีประจำเดือนภายใน 6-8 สัปดาห ในชวงที่เลี้ยงบุตรดวยนมแม จะไมมีประจำเดือน แตถามีในระหวางใหนมบุตร ก็ไมจัดวาผิดปกติ แตอยางใด การเลี้ยงบุตรดวยนมแมไมถือวา เปนการปองกันการตั้งครรภ หากเกิน 3 เดือนจะมีการตกไขเมื่อใดก็ได ในสวนการมีเพศสัมพันธ ควรงดการมี เพศสัมพันธภายใน 4-6 สัปดาห หลังคลอด เนื่องจากในระยะนี้มีน้ำคาวปลาและปากมดลูกยังปดไมสนิท อาจทำใหเกิดการติดเชื้อไดงาย
  • 160.
    150 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 1.3.6 น้ำคาวปลา น้ำคาวปลาคือ สารคัดหลั่งที่หลั่งออกมาจากโพรงมดลูกหลังคลอด ประกอบไปดวย เยื่อบุโพรงมดลูก ที่หลุดลอก เม็ดเลือดแดงและแบคทีเรีย โดยทั่วไปน้ำคาวปลามักจะมีปริมาณ 240-480 ชีซี และจะคอย ๆ จางลงและหมดไป ภายใน 7-21 วันหลังคลอด แบงลักษณะน้ำคาวปลาตามระยะเวลา ดังนี้ 1) ระยะ lochia rubra จะเกิดขึ้นในระยะแรกภายใน 3 วันหลังคลอดน้ำคาวปลาจะมีสีแดงสด หรือน้ำตาลเขม 2) ระยะ lochia serosa จะเกิดขึ้นในวันที่ 3 – 10 หลังคลอดน้ำคาวปลาจะจางลง สีคอนขางน้ำตาลจาง 3) ระยะ lochia alba จะเกิดขึ้นหลังวันที่ 10 น้ำคาวปลาจะลดนอยลงมีสีใสหรือสีเหลืองใส ลักษณะน้ำคาวปลาผิดปกติที่พบบอยคือ น้ำคาวปลาที่เปลี่ยนจากสีแดงมาเปนสีจางลงแลว กลับเปน สีแดงใหม กรณีเชนนี้อาจเกิดจากมีเศษรกจากการคลอดคางในโพรงมดลูก หรือมีการอักเสบของเยื่อบุโพรง มดลูก น้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็น ตามปกติน้ำคาวปลาจะมีกลิ่นคาว หากมีกลิ่นเหม็นแสดงวาอาจมีการติดเชื้อ ในโพรงมดลูกเกิดขึ้นแลว หากพบอาการผิดปกติเหลานี้ ตองรีบพบแพทย 1.3.7 การคุมกำเนิด 1.3.7.1 การคุมกำเนิดที่ไมมีฮอรโมน 1) ถุงยางอนามัย เปนวีธีคุมกำเนิดที่สามารถหาซื้อไดงายและชวยปองกันโรคติดตอทางเพศสัมพันธได แตตองอาศัยความรวมมือของสามีและตองใชทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ 2) หวงคุมกำเนิดที่มีทองแดง เปนการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูง คุมกำเนิดได 3-5 ป ขึ้นอยูกับ ชนิดของหวง ไมมีผลขางเคียงจากฮอรโมน ประจำเดือนจึงมาสม่ำเสมอ แตในชวง 3-6 เดือนแรกหลังใสหวง อาจมีประจำเดือนมามากขึ้นหรือปวดประจำเดือนมากขึ้นได 1.3.7.2 การคุมกำเนิดที่มีฮอรโมน วิธีคุมกำเนิดที่ใชควรเปนชนิดที่มีฮอรโมนโปรเจสโตโรนชนิดเดียว เนื่องจากไมมีผลตอปริมาณ หรือคุณภาพของน้ำนม ไมมีผลตอการเจริญเติบโตหรือพัฒนาการของทารก สามารถเริ่มใชไดตั้งแต 6 สัปดาห หลังคลอด มีประสิทธิภาพปองกันการตั้งครรภดีกวาถุงยางอนามัย แตขณะที่ใชการคุมกำเนิดวิธีนี้ประจำเดือน มักไมสม่ำเสมอ บางรายมาหางๆ บางรายไมมีประจำเดือน ซึ่งเปนผลขางเคียงปกติจากฮอรโมน ไมมีผลตอ สุขภาพหรือความสามารถในการเจริญพันธุเมื่อหยุดใชยา ประจำเดือนจะกลับเปนปกติ 1) ยาฉีดคุมกำเนิดชนิด 3 เดือน สามารถฉีดไดที่สถานพยาบาลทั่วไป 2) ยาฝงคุมกำเนิด มีประสิทธิภาพคุมกำเนิดสูง สามารถคุมกำเนิดไดนาน 3-5 ป ขึ้นอยูกับชนิดยา แพทยเปนผูฝงยาใหที่ใตผิวหนังบริเวณตนแขนดานใน หลังเอายาออก สามารถกลับมาตกไขไดเร็วกวา ยาฉีดคุมกำเนิด
  • 161.
    151 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 3) ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอรโมนโปรเจสโตโรนชนิดเดียว เปนยาที่สามารถหาซื้อไดงาย การกินยา ชนิดนี้ควรกินใหตรงเวลาอยางสม่ำเสมอ ถาลืมกินยามีโอกาสตั้งครรภไดงายเนื่องจากฮอรโมนมีขนาดต่ำ สวนการคุมกำเนิดชนิดฮอรโมนรวมเอสโตรเจนและโปรเจนโตโรน เชน ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอรโมนรวม ยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอรโมนรวม แผนแปะคุมกำเนิด และวงแหวนคุมกำเนิด ควรเริ่มใชหลังคลอดบุตร 6 เดือน ขึ้นไป เนื่องจากฮอรโมนเอสโตรเจนอาจทำใหปริมาณน้ำนมลดลง 1.3.8 การปฎิบัติกิจวัตรประจำวัน ในระยะ 6 สัปดาหหลังคลอด สามารถทำกิจกรรมที่ไมใชแรงมากเชน ทำอาหาร กวาดบาน เปนตน ไมควรยกของหนักหรือทำงานที่ตองใชกำลังของกลามเนื้อหนาทอง เพราะอาจเจ็บแผลผาตัดและมดลูก เคลื่อนต่ำลงได เนื่องจากเสนเอ็นที่ยึดมดลูกมีการขยายตัว ในชวงนี้สามารถขึ้นลงบันไดได แตควรระมัดระวัง การหกลมหรืออาการหนามืดเปนลม อาจทำใหเกิดอุบัติเหตุพลัดตกลงได นอกจากนี้การขับรถยนตสามารถกระทำได ยกเวนในรายที่มีอาการเจ็บหรือเกร็งบริเวณแผลผาตัด หรือแผลฝเย็บ ควรงดการขับรถจนกวาแผลจะหายดี ประมาณ 4 สัปดาหสัปดาหหลังคลอดปกติ หรือ 6 สัปดาหหลังผาตัดคลอด และสามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันไดปกติ 1.3.9 การดูแลสุขภาพจิตสำหรับหญิงหลังคลอด หญิงหลังคลอดบุตร อาจเกิดอาการซึมเศราหลังคลอดบุตรหรือที่เรียกวา Postpartum blue มักเกิดขึ้นในชวงระยะสัปดาหแรกหลังคลอด พบวามักมีอาการมากที่สุดในวันที่ 4-5 หลังคลอด และกลับเปน ปกติในวันที่ 10 หลังคลอด อาการซึมเศรานี้อาจมีอารมณที่ออนไหว ไมคงที่ ทำใหมีอาการผิดปกติ ไดแก นอนไมหลับ เบื่อหนาย เหนื่อยลา ซึมเศรา วิตกกังวล ขาดสมาธิ หงุดหงิด ดังนั้นหญิงหลังคลอดควรเตรียมใจรับมือกับภาวะเหลานี้เพื่อที่จะรับมือ ยับยั้งหรือแกไขอาการ ไดโดยงาย ดังนั้นฝายสามีควรมีสวนชวยในเรื่องนี้ โดยพยายามเขาใจอารมณและสุขภาพรางกายของภรรยา ใหความเอาใจใสและดูแลเปนพิเศษ รวมถึงชวยแบงเบาภาระในการดูแลบุตรก็จะชวยบรรเทาปญหาดังกลาวได
  • 162.
    152 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 2. การดูแลเด็กหลังคลอด 2.1 หัตถการที่ใชในเด็ก การจัดสมดุลรางกายดวยศาสตรมณีเวชในเด็กแรกเกิดและเด็กเล็ก การจัดสมดุลโครงสรางรางกายในทารกหลังคลอด สามารถทำไดทันทีหลังคลอดออกมา ซึ่งใชไดทั้งทารกที่ โครงสรางปกติและผิดปกติ เชน เทาปุก เทาแป เขาแอน กระดูกสันหลังคด กลามเนื้อออนแรง ขอติดเคลื่อนไหวไมได ภาวะตัวเหลือง ปญหาระบบขับถาย ระบบการหายใจ อัณฑะไมลงถุงหรือมีถุงน้ำ ปญหาทารกไมดูดนม น้ำลายไหล เปนตน โดยเริ่มจากการตรวจสมดุลโครงสรางรางกายของทารกวามีสวนใดในรางกายที่ไมสมดุล การตรวจสมดุลโครงสรางรางกายของทารก 1) รางกายสวนบนหรือตาชั่งบน (รยางคบน รวมสะบัก ไหปลารา) 1.1) มือกระดกคว่ำหงายไดเต็มที่ 90 องศา 1.2) องศานิ้วมือยืดไดตรงทุกขอนิ้ว 1.3) ขอศอก ยืดตรง 1.4) ขอไหลผึ่งผาย หมุนได 3 ทิศ 4 ทา ในทานอนหรือทานั่งลำตัวพิงผูใหญ 1.5) สะบักสองขางเทากัน 2) รางกายสวนลางหรือตาชั่งลาง (รยางคลาง รวมเชิงกราน) 2.1) สังเกตอวัยวะเพศวาบวม เฉ เทากันสองขางหรือไม ซึ่งอวัยวะเพศทั้งหญิงและชาย เปนอวัยวะแรกที่ บงบอกถึงสมดุลไดงายที่สุดในทารกหลังคลอด หากองคชาติ (Penis) เอียงหรือเบี้ยว หรือความนูน ของแคม (Labia) ไมเทากัน แสดงวาจะมีสวนอื่นในรางกายที่ไมสมดุล 2.2) สังเกตกนแหลม การนั่ง กนยอย บวม เฉ หรือไม 2.3) ขอสะโพกหมุนไดเต็มที่ในทานอนหงาย 2.4) ขอเขา ยืดขาตรง เขาตรง 2.5) หมุนขอเทาไดเปนวงกลม 2.6) เทา กระดกไดเต็มที่ 90 องศา 2.7) นิ้วเทาเหยียดไดตรงทุกขอนิ้ว 3) แกนกลางลำตัวหรือแกนตาชั่ง (ศีรษะ ใบหนา กระดูกสันหลัง รวมซี่โครง) 3.1) สังเกตกระดูกสันหลังในแตละตำแหนงตั้งแต สวนคอ อก เอว บั้นเตา กนกบ มีโคง เอียงไป ดานใดหรือไม สวนกระดูกสันหลังและสะบักทั้งสองขางนั้นโดยเฉพาะทารกที่ผาตัดคลอดหรือคลอดลำบาก ที่ตองดึงออกมา อาจทำใหมีปญหากับกระดูกสันหลังไดงาย 3.2) สังเกตสมมาตรของ ศีรษะ ใบหนา สังเกตไดจากความสมดุลของ ตา หู จมูก แกม คาง ลิ้น หลอดลม โดยเฉพาะบริเวณใตคางหากมีการแข็งเกร็งจะทำใหเกิดปญหาการดูดนมของเด็กได หมายเหตุ : การรักษาดวยการปรับจัดกระดูกที่เสียระเบียบ สวนนี้ใชเฉพาะในกลุมบุคลากรทางการแพทยที่มี ประสบการณผานการอบรมทักษะการจัดมณีเวชแลวเทานั้น
  • 163.
    153 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด วิธีการจัดสมดุลรางกายดวยศาสตรมณีเวชในเด็กแรกเกิดและเด็กเล็ก 1) การจัดสมดุลตาชั่งบน (รยางคบน รวมสะบัก ไหปลารา) ภาพ คำอธิบาย จัดทีละนิ้ว จัดทีละขอเบา ๆ ทั้งสิบนิ้ว โดยขยับและยืดแตละขอใหตรงแลว แอนขึ้นตรงๆ ไมหักงอลง ทาครุฑหรือนางรำละคร : จัดขอมือ ปรับขอมือใหแอนขึ้นตั้งฉากกับแขน ทอนลาง จัดขอศอก ปรับแขนให เหยียดสุดขอศอกเหยียดตึง สามารถ ปรับไดทั่งในทานั่งและทานอน ทาโนราหรือดอกบัวบาน : ปรับแขน ให ข อสอบเหยียดสุดเช นเดิม ใหขอมือแอน แตบิดแขนใหปลาย นิ้วชี้ลงไปทางเทาแบบทาโนรา สามารถปรับไดทั่งในทานั่ง และทานอน
  • 164.
    154 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด ภาพ คำอธิบาย จังหวะที่ 1 จังหวะที่ 2 จังหวะที่ 3 จังหวะที่ 4 ทากรรเชียง : จับเด็กนอนตะแคงให แขนขางที่จัดยกขึ้น หมุนแขน ในทากรรเชียงไปดานหลังเทานั้น ทำ ทีละขาง ใชแกปญหาเด็กแรกเกิดที่มี ปญหาการหายใจ จังหวะที่ 1 จังหวะที่ 2 จังหวะที่ 3 จังหวะที่ 4 จังหวะที่ 5 ทาไชโย : จับแขนเด็กทั้งสองขางชู ขึ้นเหนือศีรษะแนบหู แลวคางไว สักครู แลวหมุนแขนออกดานขาง พรอมกัน พยายามเหยียดแขนใหตึง ทำได ทั้งในท านอนและท านั่ง ใชแกปญหาเด็กแรกเกิดที่มีปญหา การหายใจ ตารางที่ 5.12 แสดงภาพและคำอธิบายวิธีการจัดสมดุลรางกายดวยศาสตรมณีเวชในเด็กแรกเกิดและเด็กเล็ก: การจัดสมดุลตาชั่งบน (รยางคบน รวมสะบัก ไหปลารา)
  • 165.
    155 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 2) การจัดสมดุลตาชั่งลาง (รยางคลาง รวมเชิงกราน) ภาพ คำอธิบาย เริ่มจากปลายนิ้วเทาทีละนิ้ว ทำทั้ง สิบนิ้ว จัดขยับยืดเหยียดแตละขอ เบา ๆ และแอนขึ้น ไมหักลง ปรับ ทีละขอ หากนิ้วเทางอ ซอนหรือเกย กัน ปรับจัดใหเหยียดตรง ในเด็กที่มี ปญหาสมดุลผิดปกติ จะมีการเกร็ง ของรางกาย การปรับชวงลางจะ ขยับไดยาก อาจเปลี่ยนจากขา เหยียดเปนการงอเขาแลวจัดนิ้วเทา ขอเทาจะจัดไดงายขึ้น ในเด็กที่มี ปญหาโครงสรางตาชั่งลางผิดปกติ ใหเริ่มจัดขางที่ปกติหรือมีปญหา นอยกวากอน แลวจึงจัดขางที่มี ปญหามากทีหลัง จังหวะที่ 1 จังหวะที่ 2 จังหวะที่ 3 จังหวะที่ 4 เมื่อจัดนิ้วเทาเสร็จใหตรวจดูเทา หากขอเทาปกติดีใหขยับขอเทา โดยยืดขอเทาแล วหมุนไปทาง นิ้วกอย 3 รอบ จัดขอเทาทั้งสองขาง หากขอเทาบิดผิดปกติ ใหหมุนกลับ ทางไปในทิศตรงขามเพื่อจัดให ขอเทาตรง ในเด็กที่มีปญหาสมดุล ผิดปกติ จะมีการเกร็งของรางกาย การปรับชวงลางจะขยับไดยาก อาจเปลี่ยนจากขาเหยียดเปน การงอเขาแลวจัดนิ้วเทาขอเทาจะจัด ไดงายขึ้น
  • 166.
    156 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด ภาพ คำอธิบาย จังหวะที่ 1 จังหวะที่ 2 จังหวะที่ 3 จังหวะที่ 4 จากนั้นจัดขาทีละขาง โดยงอเขาตั้ง ฉากกับสะโพก กดเขาใหแนบกับอก เทาที่ทำได หมุนขาโดยแบะเขาออก ดานขางใหเขาแตะที่นอน แลวจับ เหยียดนำกลับมาวางคูกับขาอีกขาง หมุนขา 3 รอบ แลวจัดขาอีกขางทำ เชนเดียวกัน จังหวะที่ 1 จังหวะที่ 2 จังหวะที่ 3 จังหวะที่ 4 จัดขาทั้งสองขางพรอมกัน ใชมือจับ เขาสองขาง ยกเขาตั้งฉากกับสะโพก กดเขาชิดอก แลวแบะหมุนออก ดานขาง ทำ 3 รอบเชนกัน ในเด็กที่ โครงสรางผิดปกติมาก เชน เทาปุก เทาแป หรือภาวะเขาแอน หลังจาก จัดมณีเวชแลวอาจจะบิดกลับมา ดังเดิม เพราะฉะนั้นหลังจากจัด เรียบรอยแลวอาจจัดทาใหเด็กนอน แบะเขาไวกอนแลวนำผาหมมาทับ เขาคางไว ตารางที่ 5.13 แสดงภาพและคำอธิบายวิธีการจัดสมดุลรางกายดวยศาสตรมณีเวชในเด็กแรกเกิดและเด็กเล็ก: การจัดสมดุลตาชั่งลาง (รยางคลาง รวมเชิงกราน)
  • 167.
    157 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 3) การจัดสมดุลแกนตาชั่ง (ศีรษะ ใบหนา กระดูกสันหลัง) 3.1) การจัดกระดูกสันหลัง ใหเด็กนั่งขัดสมาธิ หันดานขางใหผูทำหัตถการ กอนจัดจะตองดูความสมดุลของ กระดูกสันหลัง กลามเนื้อหลังสองขางเทากันหรือไม ไหลและสะบักทั้งสองขาง ภาพ คำอธิบาย ใชฝามือขางหนึ่งประคองหนาอก นิ้วโปงและนิ้วชี้ประคองคอใตคาง ใหคอตั้งตรงไมกมลงหรือเอียงซาย ขวา โดยระวังอยากดหลอดลมเด็ก มืออีกขางลูบหลังเด็กกอน ตรวจวามี ความนูน งอ คด หรือ กระดูก สันหลัง ไมเรียบจุดใดบาง วางมือแนบกับหลังเด็ก ใชฝามือวาง ตามแนวขนานกับหลัง นิ้วกลาง วางตามแนวกระดูกสันหลัง มือที่ ประคองอกและคอยกขึ้นเล็กนอย มือที่วางแนบหลังกดเบา ๆ เปนการ เหยียดหลังเด็กใหตรงและยืดขึ้น จากนั้นรูปลงเบา ๆ ในกรณีที่มีปญหาไมสมบูรณและยัง ปรับไดไมดี อาจจับเด็กทำทางู-แมว- เตาก็ได เมื่อจัดเสร็จสังเกตสมดุล ของอวัยวะเพศวาดีขึ้นหรือไม ตารางที่ 5.14 แสดงภาพและคำอธิบายวิธีการจัดสมดุลรางกายดวยศาสตรมณีเวชในเด็กแรกเกิดและเด็กเล็ก: การจัดสมดุลแกนตาชั่ง (การจัดกระดูกสันหลัง)
  • 168.
    158 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 3.2) การจัดศีรษะและใบหนา ใหตรวจดูความสมดุลบนใบหนากอนจัด ภาพ คำอธิบาย ลูบเบา ๆ บริเวณคอดานขางวามีขางใด เกร็งมากกวาหรือไม แลวเริ่มจัดบริเวณ หนาผากกอน โดยใชหัวแมมือกดแลว เลื่อนจากหัวคิ้วขึ้นไป +ไรผม แลวไล จากกลางหน าผากไปจนถึงขมับ ทำ 3 รอบ กดขอบกระดูกเบาตาจาก หัวตาไปหางตา ทั้งบนและลางเบา ๆ ทำ 3 รอบ ปรับสันจมูกลงมาตรงๆ แลวปรับไล จากจมูกมาหน าหูบริเวณร อง โหนกแกม กดใตจมูก คลึงเบาๆแลวยกขึ้น แลว จัดรอบริมฝปากบนลางเปนวงกลม 3 ครั้ง จัดกรามโดยกดลากจากใตคางไปหู และคลึงจุดใตคางโดยใชนิ้วชี้กดใตคาง คลึงเบาเบาใหกลามเนื้อใตคางคลาย หากเด็กที่มีปญหาไมดูดนม หรือ น้ำลายไหล ใหตรวจบริเวณจุดใตคางนี้ วามีแข็งเกร็งหรือไม ใหคลึงจนกวาจะ คลายเกร็ง จะทำใหลิ้นขยับไดดีและดูด นมไดดีขึ้น ตารางที่ 5.15 แสดงภาพและคำอธิบายวิธีการจัดสมดุลรางกายดวยศาสตรมณีเวชในเด็กแรกเกิดและเด็กเล็ก: การจัดสมดุลแกนตาชั่ง (การจัดศีรษะและใบหนา)
  • 169.
    159 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด นอกจากนี้ พบการศึกษาเกี่ยวกับศาสตรมณีเวชในทารกอื่น ๆ เชน การศึกษาเปรียบเทียบคาบิลิรูบิน และการเกิดตัวเหลืองในทารกคลอดครบกำหนดที่ไดรับการจัดสมดุลมณีเวชเทียบกับทารกที่ไมไดจัดมณีเวช ในโรงพยาบาลเพชรบูรณ จำนวน 2,058 ราย ผลการศึกษาพบวาทารกที่ไดรับการจัดสมดุลดวยมณีเวช มีคาเฉลี่ยบิลิรูบินและอัตราการเกิดตัวเหลืองในเด็กที่จัดมณีเวชต่ำกวากลุมที่ไมไดจัดอยางมีนัยสำคัญทางสถิติ ในอนาคตอาจนำศาสตรมณีเวชใชในการปองกันการเกิดตัวเหลืองในทารกแรกเกิดหรืออาจปรับใชรวมกับ การสองไฟในการรักษาเด็กตัวเหลืองในอนาคต นอกจากนี้ยังพบกรณีศึกษา ทารกแรกคลอดเพศหญิง มีภาวะ Congenital Genu Recurvatum โดยผูศึกษาไดประเมินและใหขอวินิจฉัยทางการพยาบาล โดยใชหลักการการพยาบาล ใหการดูแลปรับสมดุล โครงสรางรางกายทารกดวยศาสตรมณีเวช ซึ่งเห็นผลการเปลี่ยนแปลงทันทีที่ทำครั้งแรก และเมื่ออายุ 9 วัน ทารกสามารถยืดเหยียดขาและงอเขาไดเปนปกติ และบิดามารดามีความรูและทักษะในการดูแลทารกตอที่บานได การจัดสมดุลรางกายดวยศาสตรมณีเวชในกรณีทารกแรกคลอด: เทาปุก (Clubfoot) ทารกบางรายที่เกิดมาอาจมีลักษณะเทาผิดปกติที่เรียกวา เทาปุก (Clubfoot) ซึ่งเปนโรคที่เกิดจาก ความผิดปกติของเทาที่เปนมาแตกำเนิดประเภทหนึ่ง โดยมีลักษณะผิดรูปไปจากเดิม ซึ่งขอเทาอาจเขยงปลาย เทาลงลาง บิดเขาในและฝาเทาหงายขึ้น โรคเทาปุก อาจเปนขางเดียวหรือสองขางก็ได พบพอ ๆ กัน วินิจฉัยไดจากการตรวจรางกาย สำหรับ สาเหตุนั้นยังไมทราบแนชัด แตมีองคประกอบจากหลายปจจัย ไดแก สิ่งแวดลอมในครรภมารดาซึ่งมีผลตอ ลักษณะของเทาในขณะที่อยูในมดลูก มีประวัติเครือญาติเปนโรคเทาปุก เกิดจากกลามเนื้อที่ควบคุมการ เคลื่อนไหวของขอและเทาไมสมดุลกัน หรืออาจเกิดจากกระดูกเทาถูกสรางมาผิดรูป การรักษาเด็กทารกที่เปนโรคเทาปุก สามารถรักษาใหดีขึ้นจนเดินไดดีมากจนเกือบปกติ แตเพื่อใหได ผลการรักษาที่ดี จะตองทำการรักษาตั้งแตแรกคลอด โดยการดัดเทาใหกลับคืนสูรูปรางปกติและควบคุมดวย เฝอก ทำการดัดและเปลี่ยนเฝอก ทุก ๆ 1-2 สัปดาห จนไดเทาที่มีรูปรางดีขึ้น ถาไมหาย อาจมีการผาตัด ภาพที่ 5.31 แสดงลักษณะเทาผิดปกติ “เทาปุก” (Clubfoot) ที่มา : นพ.อำนวย จิระสิริกุล. โรคเทาปุก (Clubfoot). เผยแพรวันที่ 12 เมษายน 2556. เขาถึงไดจาก https://haamor.com สืบคน 23 มกราคม 2567 ในทารกแรกคลอด ที่มีลักษณะเทาผิดปกติ “เทาปุก” (Clubfoot) สามารถจัดสมดุลรางกาย ดวยศาสตรมณีเวช ซึ่งตองทำโดยกลุมบุคลากรทางการแพทยที่มีประสบการณผานการอบรมความรูเรื่อง
  • 170.
    160 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด มณีเวชเทานั้น ผูจัดสมดุลตองตรวจรางกายเด็กทั้งหนาและหลังกอนวามีสวนไหนบางที่ไมสมดุล โดยเฉพาะ Penis หรือ Labia วิธีดังนี้ 1) เริ่มจัดมณีเวชจากตาชั่งบนกอน แขนสองขาง ปรับสะบัก ตองสังเภตใหดี เพราะถาเด็กมีผิดปกติ สะบักและหลังก็มักไมสมดุล และมักผิดปกติดานเดียวกับเทาปุก 2) ปรับศีรษะ หนา คอและหลัง จากนั้นปรับสะโพกทั้งสองขาง ทำทีละขางกอ เสร็จแลวจัดสองขาง พรอมกัน เมื่อปรับเสร็จสังเกต Penis หรือ Labia วาอาการเบี้ยวดีขึ้นหรือไม 3) จัดขอเทาที่ไมเปนหรือเปนนอยกอน 4) จัดเทาขางที่ผิดปกติ  มือหนึ่งตองจับงอเขาในทาปรับสะโพก มืออีกขางบิดขอเทาที่ผิดปกติใหเขาสูภาวะปกติ ทำชา ๆ เบา ๆ ขอเทาจะคอย ๆ หลวมขึ้น และบิดออกมาได  จับขอเทาที่ปรับไดบางแลวยืดกับหนาแขง แลวจับงอเขาเด็กไปซิดอก นับหนึ่งถึงหา แลววาดออกดานขางจนติดที่นอน จากนั้นเหยียดเขาไปขนานคูกับอึกขางหนึ่ง ทำสาม รอบ แลวดูวาปกติดีแลวหรือไม โดยมากหลังรักษาขอเทาจะหมุนไดเปนปกติ แตเมื่อปลอยใหนอน ก็จะงอกลับทาเทาปุก แตจะนอยกวาตอนแรกเกิด ใหจับยึดเขาในทาเหยียดขา แลวบิดขอเทากลับจากทาเดิมคางไวและนับหนึ่งถึงยี่สิบ จึงปลอยออก 5) จัดขอเทาครั้งแรกตองงอเขากอน ถาเหยียดเขาขอเทาจะเกร็งมาก เวลาจัดเด็กจะรองมาก เมื่อจัดเสร็จสังเกต Penis หรือ Labia วาเปนปกติแลวหรือไมอยางไร 2.2 การใชยาสมุนไพรในเด็ก การใชยาสมุนไพรตำรับที่พบวามีการใชในเด็กสามารถแบงไดหลากหลายสรรพคุณ และตามชวงอายุ เชน แกไข รอนใน หรือกระหายน้ำ แกทองผูก บรรเทาอาการทองอืด ทองเฟอ จุกเสียดได พบไดในยาในบัญชี ยาหลักแหงชาติดานสมุนไพรและประกาศสมุนไพรขายทั่วไป หากบุคลากรผูตรวจประเมินและสั่งการรักษา พิจารณาเห็นวามีความจำเปนที่จะจายยาสมุนไพร สามารถสั่งยาโดยแพทยแผนไทย แพทยแผนไทยประยุกต หรือผูประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ผูอำนวยการหรือหัวหนาสถานพยาบาลมอบหมาย โดยแบงรายการยา ดังนี้ แกไข บรรเทา อาการ ทองอืด ทองเฟอ บรรเทา อาการ ทองผูก บรรเทา อาการ ทองเสีย บรรเทา อาการเบื่อ อาหาร บรรเทา อาการไอ ขับเสมหะ แกแผล ในปาก แกละออง ยาตรีหอม   ยาแสงหมึก    ยาประสะเปราะใหญ    ยาประสะกะเพรา  ยาเหลืองปดสมุทร  ตารางที่ 5.16 แสดงความสัมพันธตำรับยาสมุนไพรที่ใชในเด็กและสรรพคุณบรรเทาอาการตาง ๆ ตำรับยา สรรพคุณ
  • 171.
    161 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด รายการสมุนไพรที่ใชในเด็กในการบรรเทาอาการตาง ๆ มีดังนี้ รายการยา สรรพคุณ ขนาดและวิธีใช ขอหาม/ขอควรระวัง ยาตรีหอม แก เด็กท องผูก ระบายพิษไข ชนิดผง เด็กอายุ 6-12 เดือน กินครั้งละ 500 มิลลิกรัม - 1 กรัม ละลายน้ำสุก (ควรใชขณะยังอุนอยู) กอนอาหารเชา ยาแสงหมึก แกตัวรอน แกทอง ขึ้น ปวดทอง แกไอ ขับเสมหะ แกแผล ในปาก แกละออง ชนิดผง - กรณีแกตัวรอน ใชกวาดคอ วันละ 1 ครั้ง หลังจากนั้น รับประทานทุก ๓ ชั่วโมง เด็กอายุ1-6 เดือน รับประทานครั้งละ 400 มิลลิกรัม ละลายน้ำดอกไมเทศ เด็กอายุ 7-12 เดือน รับประทานครั้งละ 600 มิลลิกรัม ละลายน้ำดอกไมเทศ - กรณีแกทองขึ้น ปวดทอง ใชกวาดคอ วันละ 1 ครั้ง หลังจากนั้น รับประทานทุก ๓ ชั่วโมง เด็กอายุ1-6 เดือน รับประทานครั้งละ 400 มิลลิกรัม ละลายน้ำใบกะเพราตม เด็กอายุ 7-12 เดือน รับประทานครั้งละ 600 มิลลิกรัม ละลายน้ำใบกะเพราตม - กรณีแกไอ ขับเสมหะ ใชกวาดคอ วันละ 1 ครั้ง หลังจากนั้น รับประทานทุก 3 ชั่วโมง เด็กอายุ1-6 เดือน กินครั้งละ 400 มิลลิกรัม ละลายน้ำ ลูกมะแวงเครือหรือลูกมะแวงตน
  • 172.
    162 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด รายการยา สรรพคุณ ขนาดและวิธีใช ขอหาม/ขอควรระวัง เด็กอายุ 7-12 เดือน กินครั้งละ 600 มิลลิกรัม ละลายน้ำ ลูกมะแวงเครือหรือลูกมะแวงตน - กรณีแกแผลในปาก แกละออง ละลายน้ำลูกเบญกานีฝนทาในปาก วันละ 1 ครั้ง เด็กอายุ 7-12 เดือน กินครั้งละ 600 มิลลิกรัม ละลายน้ำ ลูกมะแวงเครือหรือลูกมะแวงตน - กรณีแกแผลในปาก แกละออง ละลายน้ำลูกเบญกานีฝนทาในปาก วันละ 1 ครั้ง ยาประสะเปราะ ใหญ ถอนพิษไขตานซาง สำหรับเด็กที่มี อาการไข ต่ำ ๆ อาการปวดท อง ทองอืด ทองเฟอ ถายเหลกระปริบ กระปรอย เบื่อ อาหาร ชนิดผงและชนิดเม็ด (แบบอัดเปยก) เด็กอายุ 1-5 ป รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม – 1 กรัม ละลายน้ำกระสายยา ควร ดื่มขณะยังอุนอยู วันละ 3 ครั้ง กอน อาการเชา กลางวัน เย็น น้ำกระสายยาที่ใช น้ำดอกไมเทศหรือน้ำตมสุกที่ยังอุนอยู - หามใชในเด็กที่มีไขสูง ที่มีไข 38.0 องศาเซลเซียสขึ้นไป - ควรระวังการรับประทานรวมกับ ยาในกลุ มสารกันเลือดเป นลิ่ม (anticoagulants)และยาตานการจับตัว ของเกล็ดเลือด (antiplatelets) - ไมแนะนำใหใชในผูที่สงสัยวาเปน ไขเลือดออก เนื่องจากอาจบดบัง อาการของไขเลือดออก - หากใชยาเปนเวลานานเกิน 3 วัน แลวอาการไมดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย ยาประสะกะเพรา บรรเทาอาการ ทองอืด ทองเฟอ จุกเสียด ชนิดผงและชนิดเม็ด (แบบอัดเปยก) เด็กอายุ 1-3 เดือน รับประทานครั้ง ละ 100-200 มิลลิกรัม เด็กอายุ 4-6 เดือน รับประทานครั้ง ละ 200-300 มก. เด็กอายุ 7-12 เดือน รับประทาน ครั้งละ 400-600 มิลลิกรัม โดยนำยาละลายน้ำกระสายยา ควรดื่มขณะยังอุนอยู หามใชในหญิงตั้งครรภ และผูที่มีไข
  • 173.
    163 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด รายการยา สรรพคุณ ขนาดและวิธีใช ขอหาม/ขอควรระวัง (ทิ้งไวใหตกตะกอนแลวใชหลอด หยดดูดสวนน้ำใส) รับประทาน วันละ 2 ครั้ง เช าและเย็น เมื่อมีอาการ น้ำกระสายยาที่ใช - กรณีแกทองอืด ทองเฟอ ใชน้ำตม สุกที่ยังอุนอยู หรือน้ำใบกะเพราตม - กรณีแกจุกเสียด ใชไพลเผาไฟ พอสุก ฝนกับน้ำตมสุกที่ยังอุนอยู ยาเหลืองปดสมุทร บรรเทาอาการ ทองเสียชนิดที่ไม เกิดจากการติดเชื้อ เชน อุจจาระไม เปนมูกหรือมีเลือด ปน ทองเสียชนิดที่ ไมมีไข เปนตน ชนิดผงและชนิดเม็ด (แบบอัดเปยก) ผูใหญ รับประทานครั้งละ 1 กรัม ละลาย น้ำกระสายยา หรือน้ำตมสุกที่ยังอุน อยูทุก 3-5 ชั่วโมง เมื่อมีอาการ เด็กอายุ 3-5 เดือน รับประทาน ครั้งละ 200 มิลลิกรัม เด็กอายุ 6-12 เดือน รับประทาน ครั้งละ 300-400 มิลลิกรัม เด็กอายุ 1-5 ขวบ รับประทาน ครั้งละ 500-700 มิลลิกรัม ละลายน้ำกระสายยา หรือน้ำตม สุกที่ยังอุนอยูทุก 3-5 ชั่วโมง เมื่อมี อาการ น้ำกระสายยาที่ใช ใชน้ำเปลือกลูกทับทิมหรือเปลือก แคตม แทรกกับน้ำปูนใสเปนน้ำ กระสายยา สำหรับเด็กเล็กใหบดผสม กับน้ำกระสายยาใชรับประทาน หรือกวาดก็ได ไขไมเกิน 1 วัน หากอาการไมดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย ตารางที่ 5.17 แสดงตำรับยาในบัญชีหลักแหงชาติสมุนไพร พ.ศ. 2566 และสมุนไพรขายทั่วไป พ.ศ.2564 ที่ใชในเด็ก
  • 174.
    164 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 3.ประเพณีและพิธีกรรมที่เกี่ยวของกับการดูแลมารดาและเด็ก พิธีกรรมของมารดา ผลการวิจัยเรื่องวิวัฒนาการของการแพทยแผนไทยตั้งแตสมัยเริ่มตนถึงสิ้นสุดรัชกาลพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวไวในเรื่องสูติกรรมวา การคลอดบุตรของคนไทยนั้น ทำไดแตการคลอดธรรมดา ถามีการคลอดผิดปกติแมจะอยูระหวางอันตรายมาก ในขณะที่คลอดจะมีการขมทองโดยใชกำลังกดที่หนาทอง ใหเด็กออกเร็วขึ้น บางรายใชเทาเหยียบ หรือใชไมทำเปนรูปเทาอันเล็ก ๆ กด จึงนาจะเปนอันตรายมาก โรคที่นากลัวสำหรับแพทยในสมัยนั้น ไดแก สันนิบาตหนาเพลิง คือระยะอยูไฟแลวมีไข เนื่องจากการติดเชื้อ เวลาคลอด หลังคลอดแลวแมตองอยูไฟ คือนอนบนกระดาน ซึ่งลาลูแบรไดกลาวถึงการอยูไฟของหญิงไทย และมอญในกรุงศรีอยุธยาไวดังนี้ “ชาวสยามจะใหแมลูกออนอยูไฟเปนเวลานานตั้งเดือน มีกองไฟติดอยูเสมอและคอนขางใหญเสียดวย แลวคอยกลับตัวผิงทางโนนทางนี้ แตควันนั้นทำใหรำคาญอยูมาก ไมคอยลอยออกนอกเหยาไดรวดเร็วตามชอง ที่เจาะไวตามหลังคา พวกมอญนั้นใหหญิงคลอดบุตรขึ้นนอนบนฝากไมไผคอนขางสูงสุมไฟไวขางลาง หากอยูไฟ กันทำนองนี้เพียง 4 หรือ 5 วัน เทานั้น เมื่อออกไฟแลวตางบวงสรวงคุณแมพระเพลิงที่ไดกรุณาชำระลางผูหญิง ของพวกตนระหวางอยูไฟนั้นผูอยูไฟจะกินหรือดื่มแตของที่รอนเทานั้น และขาพเจาทราบวาหมอตำแย ของเราก็หามหญิงคลอดบุตรดื่มน้ำเย็นเชนเดียวกัน” ดังนั้น โดยหลักการใหญ ๆ แลว การสูติกรรมและหลังคลอด คงเหมือนกันทุกสมัยจะตางกัน แตสวนปลีกยอยเทานั้น ไดแก พิธีการไสยศาสตรกอนและหลังคลอด วิธีการรักษาพยาบาลใหคนเจ็บระหวาง อยูไฟ เชน การทำมดลูกใหเขาอูเร็ว ใชเวลา 3-7 วัน การเขากระโจม การประคบตัว การนาบหมอเกลือ การนั่งถาน การทำใหมารดามีน้ำนม เปนตน ในการอยูไฟนั้นไมไดทำเฉพาะชาวบานเทานั้นเพราะในประวัติ ของพระมเหสีในกฎมณเฑียรบาลสมัยอยุธยาไดกำหนดไวเปนการแนนอนนับตั้งแตรูวาพระองคทรงพระครรภ จะจัดพิธีทางไสยศาสตรเพื่อความปลอดภัยของพระราชโอรส ธิดาในครรภและพระมารดาเปนระยะ จนกระทั่ง ประสูติ เมื่อประสูติจะมีพิธีสังเวยพระเสื้อเมือง 7 วัน สมโภช ปลูกเรือนไฟและพิธีสมภพสนานตามลำดับ เมื่อคลอดบุตรแลว จำเปนตองใชความรอนทำใหทองอุนอยูเสมอ มิฉะนั้นจะมีอาการปวดตรงมดลูก เพราะเหตุนี้จึงใชการอยูไฟเมื่อคลอดบุตรทุกคราว แบบไทยเราใชฟนไมสะแก เพราะเปนไมที่ติดคุดี มอดชา ไมเปลือง หาไดงาย ฝรั่งโบราณเขาก็ใชอยูไฟดวยไมฟน แลวเปลี่ยนมาใชกอนหินเผาไฟ เพราะกอนหิน เปนของแข็งชวยกดกับหนาทอง และไดความอุนใกลชิดดี ตอมาเปลี่ยนใชขวดดินเผาหรือขวดแกวใสน้ำรอน บัดนี้เปลี่ยนใชถุงยางใสน้ำรอน ชาวญี่ปุนคิดทำอยูไฟเอาถานผงหอกระดาษเปนชุดติดคุเหมือนธูป บรรจุในกลัก สังกะสี คอนขางสะดวกและราคาถูก ความอุนรอนสม่ำเสมอตลอดเวลา ชุดหนึ่งไดประมาณ 5-6 ชั่วโมง ซึ่งดีกวาถุงน้ำรอน และปจจุบันเปนถุงไฟฟา กำหนดแลวใหใชเมื่อคลอดบุตรแลวเปน 7 วัน หรือ อาจถึง 15 วัน
  • 175.
    165 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด กำหนดวันอยูไฟ มี 7, 9, 11, 13, 15, 14 และ 21 วัน หรืออยางมากถึง 29 วันก็มี จำนวนวันที่อยูไฟ เปนจำนวนคี่ทั้งนั้น เพราะถือคติที่วาอยูไฟ “วันคูลูกถี่ วันคี่ลูกหาง” จะดวยเหตุผลอยางไรก็ไมทราบแนชัด การอยูไฟจะอยูนานกี่วันตามกำหนดที่กลาวมาแลวขางตนแลวแตสมัครใจ ถาอยูไดนานยิ่งดี กลาววา ถาอยูไดนานเมื่อออกไฟแลวผิวพรรณจะเปนน้ำเปนนวล ถาเปนทองสาวมักใหอยูนานวัน ผูอยูไฟตองนุงเตี่ยว มีขมิ้นกับปูนแดงผสมเหลา เอาสำลีชุบเช็ดสะดือและทาทองทาหลังไวเสมอวาสำหรับดับพิษรอนและรักษา รางกายดวย นอกจากนี้ยังมียาโรยบนถานไฟสำหรับรมตา กันตาแฉะ ตาเจ็บ และมีน้ำใสโองหรือไหตั้งไว ขางเตา เมื่อไฟในเตาลุกลามมากไปหรือลุกแดงเกินความตองการจะไดเอากระบวยอันยาวเอื้อมตักน้ำในโอง สำหรับราดดับไฟหรือจะตักน้ำใสภาชนะที่ตมกินก็สะดวกตามที่ตองการ การอยูไฟ มีลัทธิหรือพิธีกรรมที่ตองทำหลายอยาง เชน ตองทำพิธีดับพิษไฟวงดายสายสิญจนปดยันต แปดทิศ มีหนามพุทรา สะหรือสุมกองไวรอบหลุมใตถุนหองที่อยูไฟเพื่อกันผีที่จะมาทำอันตราย เมื่อจะอยูไฟ จะมีการดับพิษไฟเสียกอนตองหาผูรูมาเสกขาวสารกับเกลือทำพิธีกรรมใหและกอนขึ้นนอนบนกระดาน ตองทำการ “เขาขื่อ” (คือนอนตะแคงใหหมอตำแยเหยียบตะโพก เชื่อวาทำใหกระดูกเชิงกรานที่คราก เพราะคลอดลูกกลับเขาที่) แลวจึงขึ้นนอนบนกระดานไฟได หมอจะเสกขมิ้นและปูนแดงทาทองและตำไพล กับเกลือพอกแผลชองคลอดเพื่อกันหนองและใหแผลหายเร็ว ถามีเหลาจะใหเหลาลางเสียกอน ผูไปเยี่ยมคน อยูไฟหามกลาวเรื่องหนาวรอน เปนผด เปนผื่น เจ็บไข ตาย หรือเรื่องอะไรที่ไมเปนมงคล เพราะกลัวผูอยูไฟ จะเสียขวัญ เกิดเปนจริงอยางที่พูด จึงมีการทำสัญลักษณใหทราบวาบานนี้มีหญิงระหวางอยูไฟ โดยการปกเฉลว ทางภาคอีสานจะทำตาเฉลว (ใชดายสีแดงและขาววางรอบ ๆ มุมเฉลว แตสลับสีกันผูกติดกับปลายไมไผ) ปกไวเชนนั้นจนกวาจะออกไฟจึงถอนทิ้ง เพื่อเปนเครื่องหมายบอกผูมาเยือนใหระวังเรื่องการพูดจา ในระหวาง 3 หรือ 7 วันเมื่อคลอดลูกแลว หมอตำแยจะมาฝนทองใหทุกวัน คือเอามือกดและดันตรง หัวเหนา เพื่อชอนใหมดลูกเขาอู ที่ซึ่งมดลูกอยูจะเห็นเปนแอง จึงไดเรียกวาอยางนั้น เมื่อฝนขึ้นไปแลวจะเอามือ กดคลึงหัวเหนา เรียกวา กลอมมดลูกใหมดลูกหดตัวกลับเขาทีเดิม ตอนที่กดกลอมมดลูกนี้ จะมีน้ำคาวปลา ทะลักออกมา ทำใหรูสึกสบาย หญิงอยูไฟจะตองเขากระโจม ประคบตัว อาบน้ำสมุนไพร ทับหมอเกลือ และนั่งถาน เพื่อใหผูปฏิบัติสามารถเลือกไดตามความเหมาะสม หากมีเวลาและความพรอมสามารถทำทุก กิจกรรมได แตหากไมมีเวลาเพียงพอก็สามารถเลือกทำตามความสะดวกและเหมาะสม พิธีกรรมของเด็ก ในการดูแลทารกชวงหลังคลอดในสมัยโบราณมีประเพณีที่เกี่ยวของกับทารก ซึ่งเปนประเพณี ที่ปฎิบัติตามความเชื่อ มีผลดานจิตใจโดยสืบทอดรุนสูรุนไมมีการบันทึกไวเปนลายลักษณอักษร แตกตางกันไป ตามบริบท บางเรื่องก็ยังยึดถือปฎิบัติกันอยู
  • 176.
    166 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด แมซื้อ พิธีกรรมการทำแมซื้อ คือพิธีกรรมบูชาแมซื้อนั่นเอง เพื่อขอใหแมซื้อเอาใจใสดูแลทารกใหมากขึ้น ใหหายจากอาการตกใจกลัวหรืออาการหวาดสะดุงผวา จนไมเปนอันกินอันนอน กระทั่งเจ็บไขไดปวยเมื่อเด็ก ทารกมีอาการดังกลาว พอแมก็จะไปหาหมอเฒาประจำบานมา "ทำแมซื้อ" สิ่งของที่หามามีบายศรี และเครื่อง สังเวยแมซื้อและตายายประจำบาน ไดมีการประกอบพิธีกรรมอยูเปนเวลานานพอสมควรแมวาแมซื้อจะเปน พี่เลี้ยงทารกก็จริง แตบางครั้งก็ใหโทษดวยเชนกัน เพราะอาจหยอกลอเด็กทารกแรงเกินไป ดวยการแปลงกาย เปนสัตวตาง ๆ เปนยักษเปนมาร ฯลฯ มาหลอกหลอนเด็กจนทำใหเด็กทารกตกใจกลัวปวยไขไป ดังความวา "เปนชางเสือสีห เปนแรงเปนกาเปนครุฑเลียงผา เปนควายเปนวัว เปนนกเงือกรอง กึกกองพองหัว ตัวเปนตัว วัว หัวเปนเลียงผา บางเปนงูเงือก หนาลาตาเหลือก ยักคิ้วหลิ่วตา บิดเนื้อบิดตัว นากลัวนักหนาตัวเปนมฤคา เศียรากลับผัน เปนยักษขินี เติบโตพวงพี ขบเขี้ยวเคี้ยวฟน ทารกเห็นรอง ขนพองตัวสั่น ดิ้นดาวแดยัน กายสั่น รัวรัว ใหรอนใหเย็น รางกายแข็งเข็ญ เปนไขรอนตัวทองขึ้นทองพอง เจ็บปวยปวดหัว แมซื้อประจำตัว ทำโทษ” การทำแมซื้อเชื่อกันวาจะชวยใหความเปนไปของทารกเชนที่กลาวมานั้นหายเปนปกติได และเพื่อความเปนสิริมงคลแกเด็กก็อาจจะทำแมซื้อขึ้นโดยที่เด็กไมไดมีอาการผิดปกติใด ๆ ก็ได ในแตละ ทองถิ่นมีการทำแมซื้อแตกตางกัน บางแหงจะทำยันตแมซื้อแขวนไวที่เปลของเด็กก็มี วันอาทิตยชื่อ วิจิตรนาวรรณ มีหัวเปนสิงห มีผิวกายสีแดง วันจันทรชื่อ วรรณานงคราญ มีหัวเปนมา มีผิวสีขาวนวล วันอังคารชื่อ ยักษบริสุทธิ์ มีหัวเปนควาย ผิวกายสีชมพู วันพุธชื่อ สามลทัศ มีหัวเปนชาง ผิวกายสีเขียว วันพฤหัสบดีชื่อวา กาโลทุก มีหัวเปนกวาง ผิวกายสีเหลืองออน วันศุกรมีชื่อวา ยักษนงเยาว มีหัวเปนโค ผิวกายสีฟาออน วันเสารชื่อวา เอกาไลย มีหัวเปนเสือ ผิวกายสีดำ กลาวกันวาแมซื้อทั้งเจ็ดตนนี้ แตละตนจะสำแดงเดชใหทารกไดรับความเจ็บปวยแตกตาง ๆ กันไป เชน ทำใหปวดทอง อาเจียน รองไมหยุด หรือบางครั้งก็มีอาการหวาดผวา สวนในภาคเหนือ "แมซื้อ" หมายถึงเทวดาที่คุมครองเด็กแรกเกิดหรือเปนเทวดาประจำตัวทารก ซึ่งก็จะมี 7 ตนเชนกัน แตละตนก็จะมีชื่อเรียกและการแตงกายคลายกับทางภาคกลาง ทางภาคใต ชาวบานมีความเชื่อวา "แมซื้อ" เปนสิ่งเรนลับ จะมีฐานะเปนเทวดาหรือภูตผีก็ไมปรากฏชัด ทำหนาที่เปนพี่เลี้ยงของทารกตั้งแตแรกเกิดจนอายุ 12 ขวบ มีดวยกัน 4 ตนเปนผูหญิงชื่อผุด ผัด พัดและผล ทางภาคอีสาน ไดรับอิทธิพลเกี่ยวกับแมซื้อจากเขมร จึงมีความเชื่อวา แมซื้อคือแมคนเกา ที่มีหนาที่ สรางทารกในครรภขึ้นมา จากนั้นก็คอยเฝาเลี้ยงดูจนกระทั่งคลอด แลวก็ยังตามมาดูแลดวยความรัก แมผีพราย
  • 177.
    167 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด เมื่อเห็นเด็กทารกมีแมใหมก็เกิดความหวงแหน อยากไดลูกกลับไปอยูเมืองผีกับตน จึงดลบันดาลใหเด็กเกิด อาการเจ็บปวย เปนตน ขณะที่สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ ไดมีการกลาวถึงความเชื่อเรื่องแมซื้อเอาไววา เปนสวนหนึ่ง ของประเพณีการเกิดของคนไทย เมื่อเด็กเกิดมาแลวตองมีแมซื้อ โดยสมมติใหมีหญิงที่คุนเคยกับครอบครัว ของเด็ก มาขอซื้อเด็กไปจากพอแม เพื่อเปนการแสดงใหผีรูวาพอแมไมอาลัยรักในลูก จึงใหคนอื่นซื้อไป เพราะถาแสดงวารักลูกหวงลูกแลว ผีที่มีจิตใจริษยาอาจมาเอาชีวิตเด็กไปได พิธีรับขวัญทารกในแตละภาค จากความเชื่อที่แตกตางกัน ทำใหในแตละภูมิภาคมีพิธี เกี่ยวกับแมซื้อแตกตางกันออกไปดวย อยางไรก็ดีประเพณีดังกลาวไมอาจเรียกไดวาเปนประเพณีหรือ วัฒนธรรมของคนไทย ทั้งประเทศ เนื่องจากบางทองที่อาจไมมีความเชื่อเกี่ยวกับประเพณีแมซื้อเลยก็เปนได ในภาคกลาง จะมีการทำพิธีที่ชื่อวา "พิธีบำบัดพิษแมซื้อ" โดยผูทำพิธีจะทำบัตรขึ้นมาใบหนึ่ง ในบัตร จะใสของกินตาง ๆ เชน ขาว น้ำ กุงพลา ปลา ฯลฯ และตุกตาดินรูปผูหญิงนั่งพับเพียบประคองเด็กอยูในตัก เมื่อเจาพิธีกลาวคำในพิธีจบก็จะหักหัวตุกตาใหหลุดออก เสมือนใหแมซื้อเอาไปเลนแทนได เชื่อกันวาทารก จะไมเจ็บปวยจากการรบกวนของแมซื้ออีก สวนของภาคใต เด็กทารกเกิดใหมจะมีพิธีชื่อวา “ทำแมซื้อ” หรือ “เสียแมซื้อ” โดยเชื่อวาพิธีดังกลาว เปนสิริมงคลแกตัวเด็ก และจะไดรับการดูแลรักษาดวยดีจากแมซื้อ การทำพิธีมักจะทำในวันเกิดของทารก หากเปนวันขางขึ้นก็ใหใชวันคี่ ขางแรมใหใชวันคู ภาคอีสาน จะมีพิธีรับขวัญเด็กออน ดวยการนำเด็กทารกมาใสกระดงรอน แลวกลาววา “สามวันลูกผี สี่วันลูกคน ลูกของใคร ใครเอาไปเนอ” ฝายพอแมก็จะรับวาเปนลูกตน คนทำพิธีก็จะสงลูกให แมซื้อเดิมก็จะรู วาทารกนั้นเปนลูกคนแลวและจะไมมารบกวนอีก การอาบน้ำทารก ในการอาบน้ำทารก หมอจะนั่งกับพื้นเหยียดขาทั้ง 2 ขางออกไปดานหนา ใหทารก นอนบนชองระหวางขา (หนาแขง) ที่เหยียดออก และหันหัวทารกไปทางปลายเทา แลวคอย ๆ วักน้ำอุนลางตัว ระหวางหนาอกกับสายสะดือ ถาทารกมีไขหรือเมือกติดตัวอยูมากตองเอาน้ำมะพราวมาทาตัวทารกกอนแลว เอาผาเช็ดไขออก แลวจึงใชน้ำอุนอาบน้ำใหสะอาดอีกครั้ง หากทารกที่คลอดออกมา แขน ขาคด ขาโกง หรือบิดเบี้ยว หมอจะบีบขาใหชิดกันเพื่อดัดใหขาตรง ทำแบบนี้ทุกครั้งที่อาบน้ำ (ถาเปนผูมีอันจะกิน จะนำเอา เงินทอง ของมีคา เชน แหวน สายสรอย กำไล หรือแลวแตจะสะดวกตามฐานะ แชลงในอางอาบน้ำ เพื่อเปน เคล็ดวาเมื่อทารกเติบโตขึ้น จะสมบูรณดวยทรัพยเงินทอง) เมื่ออาบน้ำเสร็จ เอาผาสี่เหลี่ยมขนาดพอสมควร หอตัวทารก ซึ่งเจาะหรือแหวะชองหรือตรงกลางบริเวณสะดือ แลวสอดสายสะดือขึ้นมาวางเปนวงบนผา แลวเอาขมิ้นผงผสมดินสอพองโรย หรือขมิ้นชันตำพอก เพื่อทำใหสายสะดือแหงและหลุดโดยเร็ว แลวเอาผารัด หนาทองไวปองกันสายสะดือเลื่อนออกจากที่ บางประเพณีเชนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อหอผาทารก แลวจะนำทารกออกนอกเรือนไปที่พื้นดินหางจากบันไดบานประมาณวาเศษ ๆ แลวเอาเทาขวาของเด็กแตะ พื้นดิน 3 ครั้ง เพื่อใหทารกเหยียบแผนดิน (คลายพิธีเหยียบดินของเด็กทางปกษใต)
  • 178.
    168 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด พิธีนอนกระดงหรือรอนกระดง เมื่ออาบน้ำเสร็จแลวก็ใชผาออมหอตัวเด็กเพื่อนำลง“กระดง”และ กอนที่จะนำเด็กวางลงกระดง ใหเอาเบาะปูลงที่ดานหลังกระดงกอน แลวเอาผาออมสีขาวปูบนเบาะอีกชั้นหนึ่ง ภายในกระดงนอกจากจะมีผารองกระดงแลว ยังจัดสิ่งของเปนเคล็ดสำหรับทารกไวดวย ถาเปนเพศชาย ใหนำสมุด กระดาษ ดินสอ วางในกระดงใตเบาะผารองกระดง หรือถาเปนเพศหญิงใหวางเข็มและดายเย็บผา วางลงไปแทน เพื่อเมื่อทารกเติบโตขึ้นไดรูจักอานเขียนหนังสือเปนนักปราชญราชบัณฑิต และรูจักเย็บปก เปนแมบาน แมเรือนที่ดี บางทองถิ่นก็นำผิวไมรวกที่ใชตัดสายสะดือ กอนดินหรือแงงไพลที่ใชรองตางเขียงวาง ไวใตเบาะหรือผารองกระดงดวยจากนั้นจึงเอาเด็กวางบนเบาะเด็ก เมื่อวางเด็กเรียบรอยแลว หมอตำแย หรือญาติผูใหญที่เปนหญิงจะนำกระดงไปที่“ประตูเฮือน”(ประตูบาน) เพื่อทำการ “ผอก” (บอกกลาว) ผีแม เกาแมหลัง เพราะเชื่อวาบุตรที่มาเกิดใหมนั้นเดิมเขาเคยมีบิดามารดามากอนแลว และพอแมของเขาอาจจะ เปนผีมาคอยวนเวียนตามดูบุตรเขาอยู ดังนั้นจึงมีการบอกกลาว “แมเกาแมหลัง”ของเด็กนั้นวา ตอไปนี้ อยาหวงอาลัยเด็กคนนี้อีกเลย เพราะเด็กไดมาเกิดเปนลูกของฝายนี้แลววิธีบอกผีแมเกาแมหลังทำโดยการ “ฮอนกระดง” (รอนกระดง) โดยเอากระดงที่เด็กนอนอยูนั้นเคาะกับประตูเฮือน (ประตูบาน) เบา ๆ แลวรอน กระดงเวียนรอบตัวเอง 3 รอบ แตละรอบใหพูดดัง ๆ วา “กูหุกกูหุก กุกกู กุกกู คันแมนลูกสูใหมาเอาเสียเมื่อนี้วันนี้ กายมื้อนี้เมื่อหนาแมนลูกกู” (คำแปล ถาเปนลูกของสูใหมาเอาคืนในวันนี้ ถาเลยวันนี้เปนลูกของกู) เหตุที่มีการรอนกระดง 3 รอบ ก็ดวยมีความเชื่อ วา ทารกที่เกิดมาใหมนั้น “ถาสามวันยังเปนลูกผี พอถึงสี่วันเปนลูกคน”เมื่อบอกเสร็จก็นำกระดงไปวางไวขาง ๆ มารดา นำดวยสายสิญจนที่ปลุกเสกคาถาแลวมาวนรอบกระดง เชื่อวา “จะกันผีไมใหมาเขาใกลตัวเด็กได” เทากับเปนการปองกันไมใหผีแมเกาแมหลังมารับเด็กกลับคืนไปไดและเพื่อใหแนใจยิ่งขึ้นจะนำดายสายสิญจน มาผูกขอมือขอเทาทั้งของมารดาและบุตรไวอีกชั้นหนึ่งดวย ภาพที่ 5.32 แสดงภาพทารกในพิธีนอนกระดง ที่มา 5.32: เพจสุขภาพดีชีวีมีสุข by หมอไทย. เผยแพรวันที่ 6 พฤศจิกายน 2562. เขาถึงไดจาก https://www.facebook.com/SmartLifebyTTM สืบคน 23 มกราคม 2567
  • 179.
    169 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด การบมผิวทารก เปนการทำใหทารกอบอุน และอบผิวใหมีผิวสวย ไมเปนโรคผิวหนัง ทารกไมงอแง สบายตัว มารดาจะไดมีเวลาพักผอน ดวยการนำทารกไปนอนกระดง แลวนำผาผืนยาวหรือผาหม รวบผา ตามยาวไปวางรอบขอบกระดง แลวใชผาโปรงคลุมกระดง เพื่อปดปองกัน แมลง มด มาไตตอมทารก การบมผิวจะใชเวลาหลายวันโดยใหสังเกตผิวหนังทารก ที่มีสีแดง ๆ ที่ติดตัวมาตั้งแตเกิดจะเริ่มลอกออก กลายเปนผิวหนังสีขาว ก็แสดงวาการบมผิวประสบความสำเร็จ ในการบมผิวทารกนี้บางภูมิภาคอาจใชสุม ขนาดใหญมาครอบแลวนำผาขาวมาคลุมปองกันยุงและแมลงไว เรียกวา การครอบกระโจมเมื่อทารกอยูในสุม ครบกำหนดประมาณ 3 – 7 วันแลว จึงยายทารกไปนอนเปลหรือนอนเบาะ หรือกรณีผูมีฐานะอาจจะทำ พิธีนอนอูได การประคบทารก ใชใบพลูลนไฟประคบ ถาเพศชายประคบลูกอัณฑะ ใชแตะ ๆ และกดขึ้นไปบนลูก อัณฑะ เมื่อทารกเติบโตขึ้นจะไมเปนไสเลื่อน ถาเพศหญิงใหประคบที่อวัยวะเพศ เพื่อแกไขรูปทรงใหสวยงาม รวมทั้งประคบที่เตานมและบีบน้ำนมออก เพราะเปนน้ำนมแตเกิด (สีใส ๆ) ถาไมบีบออกอาจเกิดเปนฝได เนื่องจากเปนไต นอกจากนี้ใหบีบและดึงจมูกทารกเบา ๆ เพื่อใหจมูกโลง หายใจสะดวก รวมทำใหจมูกโดง สวยงามดวย การโกนผมไฟ เมื่อทารกมีอายุครบได 1 เดือน 1 วัน ซึ่งโบราณถือวาเปนวัยลวงพนอันตรายจากโรคภัย ไขเจ็บ ซึ่งเขาใจวาผีเปนผูกระทำ จึงทำการโกนผมไฟ (การโกนผมไฟหากเปนผูมีอันจะกิน ตองทำบัตรพลี ตองมี บายศรีปากชาม 3 ชั้น หรือ 5 ชั้น มีพิธีพระสงฆเจริญพระพุทธมนต สังเวยพระภูมิเจาที่) ผมจากการโกนผมไฟ ใหใสลงในกระทงที่มีใบบัวหรือใบบอนรองกน บางภูมิภาคอาจมีดอกไมใสลงไปดวยแลวนำไปลอยน้ำ เวลานำไป ลอยน้ำใหกลาวดวยวาขอใหอยูเย็นเปนสุขเหมือนแมพระคงคาหลังจากนั้นญาติพี่นองก็ทำขวัญผูกขอมืออวยพร และใหของขวัญตามธรรมเนียมประเพณี ภาพที่ 5.33 แสดงพิธีโกนผมไฟทารก ที่มา : "โกนผมไฟ" พิธีโบราณของไทยที่คุณแมมือใหมตองทำความเขาใจ เสริมความเปนสิริมงคลใหลูกรัก.เผยแพร วันที่ 13 กันยายน 2561. เขาถึงไดจาก https://happymom.in.th/th/ สืบคน 23 มกราคม 2567
  • 180.
    170 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด การดูแลผาออมทารก ถือเปนเคล็ดลับอยางหนึ่งในการเลี้ยงดูทารกไมใหงอแง เลี้ยงงาย มารดามีเวลา พักผอนเต็มที่ โดยมีแนวปฏิบัติเกี่ยวกับผาออมเปนพิเศษ ดังนี้ - กรณีซักผาออมหามบิดผาออม ใชบีบพอน้ำไหลออกเทานั้น เพราะถาบิดผาออม จะสงผลใหเด็กบิดตัว - การเก็บดูแลผาออมหลังจากซักแลวหามทำผาออมหาย จะทำใหเด็กรองไหไมหยุดโดยหาเหตุผลไมได - การเก็บผาออมหลังจากซักและตากแดดแลวใหรีบเก็บตั้งแตตอนบาย ๆ กอนแดดตก หามเก็บเวลา มืดค่ำผาจะโดนน้ำคางทารกจะเปนหวัดไดงาย
  • 181.
    171 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด เอกสารอางอิง 1. กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก, สถาบันการแพทยแผนไทย, กลุมงานพัฒนาวิชาการ แพทยแผนไทยและสมุนไพร. เอกสารประกอบการประชุมครั้งที่12-5/2554; 22 มีนาคม 2554; กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. หนา 146-171 2. กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. ตำราการแพทยแผนไทยสำหรับแพทย. พิมพครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: สำนักงานกิจการโรงพิมพ องคการสงเคราะหทหารผานศึก; 2558 3. กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. ตำราภูมิปญญาการผดุงครรภไทย. พิมพครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: จุฑาเจริญทรัพย; 2560 4. กรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. รายการตำรับยาแผนไทยแหงชาติ ฉบับพ.ศ.2564. พิมพครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: สามเจริญพาณิชย(กรุงเทพ); 2564 5. กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. ษีดัดตน ขยับกาย สบายชีวีดวยกายบริหาร แบบไทย ษีดัดตนพื้นฐาน 15 ทา. กรุงเทพฯ: บริษัท โพสตพับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน); 2556 6. เกณิกา หังสพฤกษ. มณีเวช. แนวทางการบูรณาการใชมณีเวชในงานแมและเด็ก เขตสุขภาพที่ 12; 15-16 มิถุนายน 2560; โรงพยาบาลหาดใหญ. 7. โกนผมไฟ พิธีโบราณของไทยที่คุณแมมือใหมตองทำความเขาใจ เสริมความเปนสิริมงคลใหลูกรัก [ออนไลน]. 13 กันยายน 2561 [เขาถึงเมื่อ 23 มกราคม 2567]. เขาถึงจาก https://happymom.in.th/th/tips/baby-general/คุณแม-โกนผมไฟ-ลูก/911#google_vignette 8. ชวนัฐ เพ็งสลุด, ซารีนา สังขจันทร, พวงเพชร พุมเฉี่ยว, พุฒิรักษ รักษยอง, วันดี ศรีวิจารย, วันดี ญาณไพศาล, และคณะ. ประสิทธิผลของยาประสะน้ำนมตอการเพิ่มปริมาณน้ำนมในมารดา หลังคลอด.วารสารการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. 2567; 20: 181-187 9. ชวนัฐ เพ็งสลุด, ซารีนา สังขจันทร, พวงเพชร พุมเฉี่ยว, พุฒิรักษ รักษยอง, วันดี ศรีวิจารย, วันดี ญาณไพศาล, และคณะ. ประสิทธิผลของยาประสะน้ำนมตอการเพิ่มปริมาณน้ำนมในมารดาหลัง คลอด.วารสารการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. 2567; 20: 181-187 10. ฐานขอมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. ตะไครแกง. [ออนไลน]. [เขาถึงเมื่อ 2 กุมภาพันธ 2567]. เขาถึงจากhttps://apps.phar.ubu.ac.th/thaicrudedrug/ main.php?action =viewpage&pid=60 11. ณัฐนิภา ภารพบ; คณะแพทยศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม. ความผิดปกติทางจิตเวชในหญิงตั้งครรภ (Psychiatric Disorders in pregnancy) [ออนไลน].2564 [เขาถึงเมื่อ 1 ธันวาคม 2566]. เขาถึงจาก https://w1.med.cmu.ac.th/obgyn/lecturestopics/topic-review/38188/
  • 182.
    172 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 12. ดิฐกานต บริบูรณหิรัญสาร, ทวี เลาหพันธ, ประวิทย อัครเสรีนนท, ปราโมทย เสถียรรัตน, ปารัณกุล ตั้งสุขฤทัย, สุรางค วิเศษมณี, เอื้อมพร สุวรรณไตรย. การศึกษาประสิทธิผลการทับหมอเกลือใน การดูแลหญิงหลังคลอด. วารสารการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก 2557; 2:144-158 13. ไทยเกษตรศาสตร. บุนนาค[ออนไลน]. [เขาถึงเมื่อ 2กุมภาพันธ 2567]. เขาถึงจาก https://www.thaikasetsart.com/บุนนาค/ 14. ธัญญารัตน สิงหแดง, อุษณีย สังคมกำแหง, ธนนิตย สังคมกำแหง. การใชที่รัดหนาทองเพื่อลดการปวด แผลผาตัดหลังคลอดบุตร. ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทยแหงประเทศไทย 2563; 28: 52-59 15. นพ.อำนวย จิระสิริกุล. โรคเทาปุก (Clubfoot). [ออนไลน].2556 [เขาถึงเมื่อ 23 มกราคม 2567] เขาถึงจากhttps://haamor.com. 16. นภดล นิงสานนท, อรวรรณ จิรชาญชัย. พลิกตำราวิชาแพทยดวยมณีเวช ศาสตรแหงความทาทาย. พิมพครั้งที่ 1. เพชรบูรณ: ดีดีการพิมพ; 2560. หนา 1-88 17. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไขของผลิตภัณฑสมุนไพรขายทั่วไป. (2564, 22 มกราคม) ราชกิจจานุเบกษา เลมที่ 138, ตอนพิเศษ 93 ง. หนา 1-6 18. ประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแหงชาติ เรื่องบัญชียาหลักแหงชาติดานสมุนไพร พ.ศ.2566. (2566, 10 พฤษภาคม) ราชกิจจานุเบิกษา เลมที่ 140, ตอนพิเศษ 130ง. หนา 1-69 19. ประพต เศรษฐกานนท, ชมพร ไชยลอม. ประมวลตำรับยาไทย. พิมพครั้งที่ 2. นนทบุรี: โสภณการ พิมพ; 2564 20. ผองใส ตันติวิชญวานิช. การมีสวนรวมของมารดา บิดาในการดูแลทารกที่มีภาวะ Congenital Genu Recurvatum ดวยการจัดสมดุลโครงสรางรางกายแบบมณีเวช(Maneevej). วารสารวิชาการเขต 12 2566; 1. 21. เพจสุขภาพดีชีวีมีสุข by หมอไทย[ออนไลน]. 6 พฤศจิกายน 2562 [เขาถึงเมื่อ 23 มกราคม 2567]. เขาถึงจาก https://www.facebook.com/SmartLifebyTTM?locale=ar_AR 22. มหาวิทยาลัยเชียงใหม, คณะแพทยศาสตร. การดูแลสตรีระยะหลังคลอด (puerperium care) [ออนไลน].2554 [เขาถึงเมื่อ 1กุมภาพันธ 2567]. เขาถึงจาก https://w1.med.cmu.ac.th/obgyn/ author/mis57/page/113/ 23. มหาวิทยาลัยนเรศวร, คณะแพทยศาสตร. การคุมกำเนิดในระยะหลังคลอดและใหนมบุตร[ออนไลน]. [เขาถึงเมื่อ 15 มกราคม 2567]. เขาถึงจาก http://www.med.nu.ac.th/dpMed/fileKnowledge/103_2017-07-18.pdf
  • 183.
    173 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 24. มหาวิทยาลัยมหิดล, คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล, ศูนยการแพทยกาญจนาภิเษก, ประโยชน ของการดูแลมารดาหลังคลอด [ออนไลน]. 15 เมษายน 2563. [เขาถึงเมื่อ 1 มีนาคม 2567]. เขาถึง จาก https://www.gj.mahidol.ac.th/main/ttm/afterbirth/ 25. มหาวิทยาลัยมหิดล, คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล, สถานการแพทยแผนไทยประยุกต. “กาวตา กาวเตน” ออกกำลังกาย เพื่อหัวใจที่แข็งแรง[ออนไลน].2563 [เขาถึงเมื่อ 1 ธันวาคม 2566]. เขาถึง จาก https://www.gj.mahidol.ac.th/main/ttm/kt/ 26. มหาวิทยาลัยมหิดล, คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล, สถานการแพทยแผนไทยประยุกต. การนวด และประคบเตานมดวยตนเอง[ออนไลน]. 2565. [เขาถึงเมื่อ 11 มกราคม 2567]. เขาถึงจาก https://www.si.mahidol.ac.th/sirirajdoctor/Brochure_files/31_1EP2Uu.pdf 27. มหาวิทยาลัยมหิดล, คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล, สถานการแพทยแผนไทยประยุกต. การอยูไฟ คืออะไร [ออนไลน]. [เขาถึงเมื่อ 25 กุมภาพันธ 2567]. เขาถึงจาก https://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/sirirajonline2021/Article_files/1488_1.pdf 28. มหาวิทยาลัยมหิดล, คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล, สถานการแพทยแผนไทยประยุกต. ตำรา การแพทยไทยเดิม(แพทยศาสตรสงเคราะห ฉบับอนุรักษ) เลมที่ 1 ฉบับชำระ พ.ศ.2550. พิมพครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: ศุภวนิชการพิมพ; 2559 29. มหาวิทยาลัยมหิดล, คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล, สถานการแพทยแผนไทยประยุกต. เตานมคัด อาการที่คุณแมมือใหมไมควรมองขาม[ออนไลน]. 18 ตุลาคม 2566. [เขาถึงเมื่อ 11 มกราคม 2567]. เขาถึงจาก https://pt.mahidol.ac.th/ptcenter/knowledge-article/breast-engorgement 30. มหาวิทยาลัยมหิดล, คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล. เทาปุกในเด็ก[ออนไลน].2549 [เขาถึงเมื่อ 15 มกราคม 2567]. เขาถึงจาก https://www.si.mahidol.ac.th. 31. มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร แมสอด, ศูนยการเรียนรูเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม. คนทีสอ [ออนไลน]. [เขาถึงเมื่อ 2 กุมภาพันธ 2567]. เขาถึงจาก https://maesot.kpru.ac.th/suffeco/?page_id=296 32. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร, คณะพยาบาลศาสตร. การพยาบาลมารดา ทารกและการผดุงครรภ 1 (เลม 2). 2563. 33. มหาวิทยาลัยสารคาม, คณะแพทยศาสตร. คูมือการปฏิบัติตัวหลังคลอดและการดูแลทารกเมื่อคุณแม กลับบาน[ออนไลน].2566 [เขาถึงเมื่อ 1 ธันวาคม 2566]. เขาถึงจาก https://med.msu.ac.th/suddhavej/wp-content/uploads/2023/03/manual-affter- mom.pdf
  • 184.
    174 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 34. มูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา(มสพ.). คูมือสรางเสริมฟนฟูสุขภาพแมกอนและหลังคลอดดวย การแพทยแผนไทย. พิมพครั้งที่ 3.กรุงเทพฯ: อุษาการพิมพ; 2553 35. โรงพยาบาลกรุงเทพ. การเลี้ยงลูกดวยนมแม [ออนไลน]. 7 ตุลาคม 2564. [เขาถึงเมื่อ 1 ธันวาคม 2566]. เขาถึงจาก https://www.phukethospital.com/th/healthy-articles/breastfeeding/ 36. โรงพยาบาลเปาโล. “ปวดหลังหลังคลอด” สัญญาณราย..ที่คุณแมไมควรมองขาม[ออนไลน]. 5 กันยายน 2561. [เขาถึงเมื่อ 1 ธันวาคม 2566]. เขาถึงจาก https://www.paolohospital.com/th- TH/chokchai4/Article/Details/-ปวดหลังหลังคลอด--สัญญาณราย…ที่คุณแมไมควรมองขาม- 37. โรงพยาบาลพญาไท. อาการผิดปกติหลังคลอด...ปญหาที่คุณแมควรรู[ออนไลน].2560 [เขาถึงเมื่อ 1 ธันวาคม 2566]. เขาถึงจาก https://www.phyathai.com/th/article/2042-อาการผิดปกติหลัง คลอด___ป 38. โรงพยาบาลพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา. การดูแลฝเย็บ. [ออนไลน]. 2553. [เขาถึงเมื่อ 25 กุมภาพันธ 2567]. เขาถึงจาก https://www.phanomsarakhamhospital.com/edocument/e_doc/60.pdf 39. โรงพยาบาลยันฮี. สาว ๆ รูยังขมิบใหถูกวิธีตองทำแบบนี้ [ออนไลน]. [เขาถึงเมื่อ 1 ธันวาคม 2566]. เขาถึงจาก https://th.yanhee.net/เกร็ดความรู/สาว-ๆ-รูยังขมิบใหถูกวิธีตองทำแบบนี้/ 40. โรงพยาบาลหาดใหญ. ตำรามณีเวช: Maneevej: New paradigm in healthcare เปลี่ยนกระบวน ทัศน ปรับกระบวนคิด สรางสมดุลชีวิต. พิมพครั้งที่ 2. สงขลา: บริษัท นีโอพอยท (1995); 2561 41. วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช. แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลหญิงหลังคลอด[ออนไลน]. 6 กุมภาพันธ 2567.[เขาถึงเมื่อ 25 กุมภาพันธ 2567]. เขาถึงจาก https://www.bcnb.ac.th/bcnb/uploads/documents/wg4/20190306_104820_118_3760. pdf 42. วิริสา ทองสง. บทบาทและภูมิปญญาพื้นบานของหมอตำแยในจังหวัดพัทลุง [วิทยานิพนธปริญญา การแพทยแผนไทยมหาบัณฑิต]. สงขลา: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร; 2559 43. ศูนยอนามัยที่ 2 พิษณุโลก. แนวทางการใชศาสตรมณีเวชระดับโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตำบล พ.ศ.2561 [ออนไลน]. [เขาถึงเมื่อ 7 ธันวาคม 2566]. เขาถึงจาก https://hpc2service.anamai.moph.go.th/kmhpc2/myfile/mhos1.pdf 44. ศูนยอนามัยที่ 2 พิษณุโลก. มณีเวช...ศาสตรแหงการจัดสมกุลรางกายในแมและเด็ก. ม.ป.ท.
  • 185.
    175 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 45. สมุดภาพบันทึกเรื่องวันวาน.กายบริหารแบบไทย ทา ษีดัดตนพื้นฐาน 15 ทา ( ทาที่ 3 แกปวดทอง และขอเทา และแกลมปวดศีรษะ) [ออนไลน]. 16 มกราคม 2558. [เขาถึงเมื่อ 2 กุมภาพันธ 2567]. เขาถึงจาก https://phatarapornstuff.blogspot.com/2015/01/15-3.html 46. สมุดภาพบันทึกเรื่องวันวาน.กายบริหารแบบไทย ทา ษีดัดตนพื้นฐาน 15 ทา (ทาที่ 10 แกไหล ขา และแกเขา ขา). [ออนไลน]. 22 พฤษภาคม 2558. [เขาถึงเมื่อ 2 กุมภาพันธ 2567]. เขาถึงจาก https://phatarapornstuff.blogspot.com/2015/05/15-10.html 47. สรอยศรี เอี่ยมพรชัย, สิริดานต ภูโปรง, สุภาวดี หนองบัวดี, ดอกไม วิวรรธมงคล, พัสวราภรณ ศุภวงศวรรธนะ, สุรางค วิเศษมณี, และคณะ. การนวดไทยแบบราชสำนักรวมกับการประคบดวย สมุนไพร: ประสิทธิผลในการลดอาการปวดหลังระยะหลังคลอด. วารสารการแพทยแผนไทยและ การแพทยทางเลือก ป 2552; 7: 181-188 48. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสรางเสริมสุขภาพ (สสส.). ประโยชนสมุนไพรตามรอยบุพเพสันนิวาส [ออนไลน]. [เขาถึงเมื่อ 29 มีนาคม 2561]. เขาถึงจาก https://www.thaihealth.or.th/ประโยชน สมุนไพรตามรอยบ/ 49. สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. พจนานุกรรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554. [ออนไลน]. [เขาถึงเมื่อ 2 กุมภาพันธ 2567]. เขาถึงจาก https://dictionary.orst.go.th/ 50. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแหงชาติ. แนวเวชปฏิบัติดานการแพทยแผนไทย (วพท.) สำหรับการ ฟนฟูสุขภาพหลังคลอด พ.ศ.2553 ในระบบหลักประกันสุขภาพถวนหนา. ม.ป.ท.: 2553. 51. สิริมนต คงถาวร; คณะแพทยศาสตรโรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. เทคนิค 3 ดูด เพิ่ม ปริมาณน้ำนมใหลูกไดรับ อยางคาดไมถึง[ออนไลน]. 10 สิงหาคม 2564. [เขาถึงเมื่อ 1 ธันวาคม 2566]. เขาถึงจากhttps://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/infographic/เทคนิค-3- ดูด-เพิ่มปริมาณน/ 52. สุสัณหา ยิ้มแยม, สุจิตรา เทียนสวัสดิ์, ศิริพร ศรีสวัสดิ์, พิกุล ทรัพยพันแสน, และทองเหรียญ มูลชีพ; คณะพยาบาลศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม. ผลของเครื่องดื่มสมุนไพรกระตุนน้ำนมแมตอการผลิต น้ำนมในมารดาหลังคลอด. 2559: 53. สุสันหา ยิ้มแยม; คณะพยาบาลศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม.สมุนไพรที่กระตุนการผลิตน้ำนมแม Galactagogue Herbs. พยาบาลสาร. 2561;45: 133-145 54. โสภิตบรรณลักษณ, ขุน(อำพัน กิตติขจร). คัมภีรแพทยไทยแผนโบราณ เลม 2. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ อุตสาหกรรมการพิมพ; 2504.
  • 186.
    176 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 55. อมรินทร ชะเนติยัง.ผลการนวดและประคบเตานมเพื่อกระตุนการไหลของน้ำนมในมารดาหลังคลอด โรงพยาบาลภูสิงห จังหวัดศรีสะเกษ.วารสารหมอยาไทยวิจัย 2018; 4:41-52 56. อรณวรรณ จิรชาญชัย, อรวรรณ มาออน, กัลยา นิยมเพ็ง. การศึกษาเปรียบเทียบคาบิลิรูบินและการ เกิดตัวเหลืองในทารกคลอดครบกำหนดที่ไดรับการจัดสมดุลมณีเวชเทียบกับทารกที่ไมไดจัดมณีเวชใน โรงพยาบาลเพชรบูรณ. วารสารกุมารเวชศาสตร 2560; 2: 106-112 57. อัจฉรา ศรีสุวพันธ. (2556). ผลของน้ำขิงกับระยะเวลาการเริ่มไหลของน้ำนมมารดาหลังคลอด. วารสารการแพทยโรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร บรีรัมย, 27(3): 244-250. 58. อาภารัศมี ณะมณี. การสรางเสริมสุขภาพมารดาและเด็ก: จากมุมมองจากศาสตรการแพทยแผนไทย และศาสตรของการแพทยแผนปจจุบัน. ธรรมศาสตรเวชสาร 2556; 13:79-88 59. Azizah Mahmood, Muhammad Nor Omar, Nurziana Ngah. Galactagogue effect of Musa x paradisiaca flower extract on lactating rats. Asian Pacific Journal of Tropical Medicine, 2012; 5: 882-886. 60. Hnin Khine, Don Weiss, Nathan Graber, Robert S. Hoffman, Nora Esteban-Cruciani, Jeffrey R. Avner. A Cluster of Children With Seizures Caused by Camphor Poisoning. American Academy Pediatrics, 2009; 123. 61. Kaliyaperumal Ashokkumar, Muthusamy Murugan, M. K. Dhanya, Arjun Pandian & Thomas D. Warkentin. Phytochemistry and therapeutic potential of black pepper [Piper nigrum (L.)] essential oil and piperine: a review. Clinical Phytoscience International Journal of Phytomedicine and Phytotherapy, 2021; 7. 62. Linsey Tanner. Doctors warn about camphor poisoning in children [Internet]. 2009 [cited 2024 March 1]. Available from https://medicalxpress.com/news/2009-04- doctors-camphor-poisoning-children.html 63. Mohamad Hesam Shahrajabian, Wenli Sun, and Qi Cheng. Clinical aspects and health benefits of ginger (Zingiber officinale) in both traditional Chinese medicine and modern industry. Acta Agriculturae Scandinavica, Section B — Soil & Plant Science, 2019; 6: 546-556. 64. Priyabrata Pattanayak, Pritishova Behera, Debajyoti Das, and Sangram K. Panda. Ocimum sanctum Linn. A reservoir plant for therapeutic applications: An overview. PHARMACOGNOSY REVIEWS, 2010; 4:95-105.
  • 187.
    177 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด 65. Saejueng K, Nopsopon T, Wuttikonsammakit P, Khumbun W, Pongpirul K (2022) Efficacy of Wang Nam Yen Herbal Tea on Human Milk Production: A Randomized Controlled Trial. Plos One. 2022; 17: E0247637. 66. The Network of Care for Mental/Behavioral Health. Anatomy of the female breast [ออนไลน]. [เขาถึงเมื่อ 12 ธันวาคม 2566]. เขาถึงจาก https://sandiego.networkofcare.org/mh/library/article.aspx?hwid=hw139826 67. V.Y. Waisundara, M.I. Watawana, N. Jayawardena. Costus speciosus and Coccinia grandis: Traditional medicinal remedies for diabetes. South African Journal of Botany.2015; 98: 1-5 68. Yuni Sulistiawati, Ari Suwondo, Triana Sri Hardjanti, Ariawan Soejoenoes, M. Choiroel Anwar, Kun Aristiati Susiloretni. Effect of Moringa oleifera on level of prolactin and breast milk production in postpartum mothers. Belitung Nursing Journal. 2017;3(2):126-133
  • 188.
  • 189.
    179 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด ษีดัดตน ษีดัดตน จัดเปนการทำทากายบริหารที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะของไทยในการฝกกายและใจใหเกิด พลังชีวิต ซึ่งเปนการควบคุมใหสติเกิดสมาธิผานการเคลื่อนไหวสามารถชวยในการปรับสมดุลโครงสรางรางกาย ในแตละอิริยาบถทั้งทายืน ทานอน ทานั่ง ซึ่งทางสถาบันการแพทยแผนไทย ไดคัดเลือกทา ษีจาก 127 ทา จากจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) มาประยุกตใหเกิดความตอเนื่องของ การเคลื่อนไหว เปนทาหลัก ๆ 15 ทา ตามรายละเอียดดังตอไปนี้ ชื่อทา คำอธิบาย QR Code VDO ทาที่ 1 ทานวดกลามเนื้อ บริเวณใบหนา ประกอบดวย 7 ทา คือ 1.1 ทาเสยผม 1.2 ทาทาแปง 1.3 ทาเช็ดปาก 1.4 ทาเช็ดคาง 1.5 ทากดใตคาง 1.6 ทาถูหูและถูหลัง 1.7 ทาตบทายทอย ประโยชน : ชวยในเรื่องของการ สงเลือดไปเลี้ยงที่บริเวณใบหนา รวมทั้งชวยบำรุงสายตา และสง เลือดไปเลี้ยงสมอ ทาที่ 2 ทาเทพพนม การทำทาบริหาร : เริ่มตนพนมมือ หลังจากนั้นดันมือที่พนมไปทางซาย แลวกลับมาที่จุดเดิมแลวดันมือไป ทางขวาสงเลือดและลมไปตาม แขน ประโยชน : แกลมขอมือ และแก ลมในลำลึงค
  • 190.
    180 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภระยะคลอด ระยะหลังคลอด ชื่อทา คำอธิบาย QR Code VDO ทาที่ 3 ชูหัตถวาดหลัง การทำทาบริหาร : เริ่มตนชูมือ ทางขางขึ้นเหนือศีรษะ จากนั้น ประสานมือโดยใหมือทั้งสอง จับกัน ตอมากางมือทั้งสองขาง ออกขางลำตัว และลดระดับมือลง มาจับที่บริเวณเอว กำมือทั้งสอง คอยเขาหากันและนำมาชนกัน บริเวณดานหลังของเอว ประโยชน : แกปวดทองและ ขอเทา และแกลมปวดศีรษะ ทาที่ 4 ทาแกเกียจ การทำท าบริหาร : เริ่มตน ประสานมือทั้งสองขางเขาหากัน จากนั้นเหยียดแขนทั้งสองขางให ตรง โดยที่มือทั้งสองประสานกัน ในลักษณะเหยียดออก จากนั้นยืด แขนทั้งสองขางขึ้นเหนือศีรษะ พรอมดวยมือที่ประสานกัน แลว วางมือที่ประสานกันลงบนศีรษะ ประโยชน : แกลมเจ็บศีรษะและ ตามัว ทาที่ 5 ทาดึงศอกไลคาง การทำทาบริหาร : เริ่มตนนำมือซายมา แตะบริเวณปลายคาง และมือขวาจับที่ บริเวณขอศอก แลวลูบปลายคางจาก ดานซายมาดานขวา หลังจากนั้นเปลี่ยน ขางมาใชมือขวาจบบริเวณปลายคาง แลว มือซายแตะที่ปลายศอกขวา แลวลูบปลาย คางจากขวามาดานซาย จากนั้นเปลี่ยมมา ใชบริเวณหลังมือแทนฝามือในการลูบ ปลายคาง โดยทำในลักษณะเดียวกับการ ใชฝามือในขั้นตอนแรก โดยการสลับมือ ซายและมือขวา ประโยชน : แกแขนขัด
  • 191.
    181 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด ชื่อทา คำอธิบาย QR Code VDO ทาที่ 6 ทานั่งนวดขา การทำทาบริหาร : เริ่มตนนั่ง เหยียดขา แลวนำมือทั้งสองขาง มาจับบริเวณหนาขา จากนั้นเลื่อน ไปจับบริเวณปลายเทา แลวคอย ๆ เลื่อนมาจับบริเวณหนาขา ประโยชน : แกกรอน แกเขาขัด ทาที่ 7 ทายิงธนู การทำทาบริหาร : เริ่มตนนั่งโดย เหยียดขาขางซายออก สวนขา ขางขวานั้นพับงอไว มือทั้งสอง ข างทำท าเหมือนการยิงธนู จากนั้นสลับเปลี่ยนขาและทำ เชนเดียวกับที่กลาวมาขางตน ประโยชน : แกกลอนปตคาดและ แกเสนมหาสนุกระงับ ทาที่ 8 ทาอวดแหวนเพชร การทำทาบริหาร : เริ่มตนนั่ง ชันเขา จากนั้นเหยียดแขนทั้งสองขาง ใหตรง และกางฝามือซายขึ้น แลว ใชมือขวาดัดที่บริเวณฝามือซาย จากนั้นกางมือซายออกแลวคอย ๆ พับนิ้วทั้ง 5 ลงที่ละนิ้วจนครบ จากนั้นสลัดขอมือขึ้นลงในขณะที่ กำลังกำมืออยู ทำสลับขางกัน สามารถทำซ้ำ 5-10 ครั้ง ประโยชน : แก ลมในแขน ชวยปองกันในเรื่องของการเกิด โรคนิ้วล็อกได
  • 192.
    182 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภระยะคลอด ระยะหลังคลอด ชื่อทา คำอธิบาย QR Code VDO ทาที่ 9 ทาดำรงกายอายุยืน การทำทาบริหาร : เริ่มตนลุกขึ้น ยืนพรอมกับกำมือทั้งสองขาง โดย ใหมือขางซายอยูบนมือขางขวา จากนั้นยอเขาลง พรอม ๆ กับการ ขมิบทองและแขมวกน จากนั้นจึง คอย ๆ ผอนคลายลง สามารถ ทำซ้ำ 5-10 ครั้ง ประโยชน : ช วยปรับสมดุล รางกายสงเสริมสุขภาพใหอายุยืน ทาที่ 10 ทานางแบบ การทำทาบริหาร : เริ่มตนลุกขึ้น ยืน จากนั้นใชมือขางขวาจับ ดานหลัง มือขางซายจับที่ตนขา แลวเอียงคอไปทางดานขวามือ เชนเดียวกับมือที่จับขางหลัง หลังจากนั้นหันคอกลับมาที่เดิม ทำเชนนี้ไปเรื่อย ๆ แลวทำการ เปลี่ยนสลับขาง สำหรับทานี้ เรียกไดวาเปนการบริหารรางกาย ในแนวบิด ประโยชน : แกไหล ขา และแก เขา ขา ชวยในเรื่องของการปวด เมื่อยบริเวณสะโพกไดเปนอยางดี ทาที่ 11 ทานอนหงายผายปอด การทำทาบริหาร : เริ่มตนทานี้ ประกอบดวย 2 จังหวะ จังหวะที่ 1 นั้น เริ่มจากนอน หงายแลวยกแขนขึ้น จากนั้น เหยียดแขนใหตรงและแนบกับ ศีรษะ จากนั้นยกแขนกลับมาแนบ บริเวณขางลำตัว จังหวะที่ 2 นั้น เริ่มจากนอน หงายใชมือขางขวาวางบริเวณ
  • 193.
    183 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด ชื่อทา คำอธิบาย QR Code VDO หนาทอง จากนั้นคอย ๆ ยกมือทั้ง สองขางชูขึ้น แลวเหยียดไปแนบ ขางศีรษะ จากนั้นประสานมือทั้ง สองขางมาวางไวบนหนาผาก แลว คอย ๆ เลื่อนมือที่ประสานกันไว มาอยูที่บริเวณหนาทอง โดยที่มือ ทั้งสองขางยกสูง จากนั้นดึงมือที่ ประสานกันทั้งสองขางกลับมาวาง บนหนาทอง ประโยชน : แกโรคในอก ชวยใน เรื่องของการบริหารหัวใจ ทาที่ 12 ทาเตนโขน การทำทาบริหาร : เริ่มตนยืนกาง ขาทั้งสองขางออก แลวใชมือทั้ง สองขางวางลงบนหนาขาทั้งสอง ขาง จากนั้นยกขาซายขึ้น แลววาง ขาซายลงกลับมาสูทาเดิม จากนั้น ยกขาขวาขึ้น แลววางขาขวาลง และกลับมาสูทาเดิม ประโยชน : แกตะคริวมือ ตะคริว เทา ชวยในเรื่องของการทรงตัว ทาที่ 13 ทายืนนวดขา การทำทาบริหาร : เริ่มตนยืนตรง จากนั้นกมตัวลง และใชมือทั้งสอง ขางจับที่บริเวณหัวเขา แลวคอย ๆ ไลลงมาถึงปลายเทา จากนั้นก็ เลื่อนมือทั้ง 2 ขางกลับไปที่หัวเขา เชนเดียวกัน สำหรับทานี้ผูที่ ปวดหลัง หรือมีอาการเสียวแปลบ ที่หลัง รวมถึงอาการปวดราวและ ลงขาควรหลีกเหลี่ยงทานี้
  • 194.
    184 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภระยะคลอด ระยะหลังคลอด ชื่อทา คำอธิบาย QR Code VDO ประโยชน : แกตะโพกสลักเพชร และแกไหล ตะโพกขัด ทาที่ 14 ทานอนคว่ำทับหัตถ การทำทาบริหาร : เริ่มตนนอน คว่ำ โดยมือทั้งสองขางวางทับกัน อยูใตบริเวณคาง หลังจากนั้นยก ศีรษะขึ้น แลวกระดกเขาทั้งสอง ขางขึ้น และกระดกขาและงอเทา เขามายังบริเวณดานหลังใหมากที่สุด ประโยชน : แกลมเลือดนัยยตามัว และแกลมอันรัดทั้งตัว ชวยขับลม เพื่อใหไปเลี้ยงสวนตาง ๆ ของ รางกายไดดีขึ้น ทาที่ 15 ทาองคแอนแหงนพักตร การทำทาบริหาร : เริ่มตนนอน ตะแคง จากนั้นยกขาขางขวาขึ้น และใช มือจับบริเวณข อเทา จากนั้นเปลี่ยนทำสลับขางกัน สามารถทำซ้ำ 5-10 ครั้ง ประโยชน : แกเมื่อยปลายมือ ปลายเทา ตาราง แสดงภาพการบริหาร ษีดัดตน 15 ทาพื้นฐาน
  • 195.
    185 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด มณีเวช มณีเวชเปนองคความรูที่ใชในการจัดสมดุลโครงสรางรางกาย ซึ่งผสมผสานมาจากศาสตรการแพทย แผนไทย จีน และอินเดีย ซึ่งเปนภูมิปญญาไทยโดยอาจารยประสิทธิ์ มณีจิระปราการ สมดุลโครงสรางรางกาย นั้นสัมพันธตอการทำงานของระบบตาง ๆ ทั้งการเคลื่อนไหวรางกาย การไหลเวียนของโลหิต น้ำเหลือง น้ำไขสันหลัง กระแสคำสั่งระบบประสาทสวนกลาง สวนปลาย และประสาทอัตโนมัติ รวมถึงการไหลเวียน พลังงานภายใน หากสมดุลรางกายสวนบนเสียไปก็จะสงผลใหเกิดอาการเจ็บปวยที่เกิดกับระบบกระดูกกลามเนื้อ สวนบนและการทำงานของอวัยวะสวนบนทั้งหมด หากสมดุลรางกายสวนลางเสียไปก็จะสงผลใหเกิดอาการ เจ็บปวยที่เกิดกับระบบกระดูกกลามเนื้อสวนลางและการทำงานของอวัยวะสวนลางทั้งหมด การปรับสมดุล โครงสรางดวยมณีเวชชวยใหเปดทางเลือดทางลมใหสามารถมีการไหลเวียนสิ่งตาง ๆ ไดอยางเปนปกติ สงผลให รางกายสามารถเคลื่อนไหวไดและอวัยวะตาง ๆ ทำงานไดอยางเปนปกติ รวมไปถึงการทำงานของระบบ ภูมิคุมกันและการหลั่งสารตาง ๆ ในรางกาย หลักการจัดสมดุลรางกายดวยมณีเวช 1. ประเมินสมดุลโครงสรางรางกาย โดยใชตาดูและมือคลำ ดูความสมดุลของรางกายทั้ง 3 ระนาบ (แกน X Y Z) วาเทากันอยางเปนปกติหรือไม ทั้งซายและขวา ความสูงต่ำสั้นยาว เอียงซายขวา ละเอียดลงไป ถึงความเย็นรอน ออนนิ่ม แข็งหยาบ ความแหงความชื้นของผิวหนังสวนตาง ๆ รวมถึงการเคลื่อนไหวของขอ ตอและสวนตาง ๆ ของรางกายวาเปนปกติและทำไดเทากันทั้งสองขางหรือไม การดูความสมดุลของรางกาย 3 แกน ไดแก  แกน X หมายถึง สมดุลรางกายในระนาบแนวนอน ทุกสวนของรางกายซีกซายและขวาควรมี ระดับสูงต่ำเทากัน  แกน Y หมายถึง สมดุลรางกายในระนาบแนวดิ่ง แกนตัวในแนวตั้งจะตองตั้งตรง ไมคด เบี้ยวเอียง ไปดานหนึ่งดานใด  แกน Z หมายถึง สมดุลรางกายในระนาบแนวตั้งหมุนบิดทิศทางแนวนอน รางกายซายขวาไมบิด ไปดานหนาหรือดานหลัง
  • 196.
    186 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภระยะคลอด ระยะหลังคลอด ภาพ สมดุลโครงสรางรางกาย 3 สวน 3 แกน สวน บริเวณที่ทำการรักษา รางกายสวนบน (ตาชั่งบน) นิ้วมือ ขอมือ แขน ขอศอก ไหล สะบัก รางกายสวนบน (ตาชั่งลาง) นิ้วเทา ขอเทา ขา เขา สะโพก รางกายสวนแกนกลาง (แกนตาชั่ง) หลัง คอ ศีรษะ ใบหนา ซี่โครง ตาราง แสดงคำอธิบายวิธีการจัดสมดุลรางกายดวยศาสตรมณีเวช 2. ซักประวัติที่จำเปน เชน โรคประจำตัว ประวัติการคลอด อาการเจ็บปวยหรือผิดปกติ อิริยาบถ ที่สงผลตอสมดุลรางกาย มีขอหามขอควรระวังหรือไม ประวัติอุบัติเหตุ ประวัติผาตัด 3. ใหการรักษาดวยมณีเวช หลักการรักษาของมณีเวช ประกอบดวย 3 สวนหลัก ๆ ไดแก สวนที่ 1 การฝกใชอิริยาบถใหสมดุลเสมอ เพื่อไมใหรางกายเสียสมดุล ซึ่งถือเปนสิ่งที่สำคัญที่สุดของ การรักษาดวยมณีเวช สวนที่ 2 การจัดสมดุลโครงสรางรางกายเพื่อรักษาตนเองดวยทาบริหารมณีเวชและทาจัดกระดูกสวน ตาง ๆ (รายละเอียดอยูในหัวขอการทำกายบริหารสำหรับหญิงหลังคลอด) การจัดสมดุลรางกายดวยตนเอง อยางสม่ำเสมอจะชวยใหสมดุลที่เสียไปกลับเขาสูความปกติ สวนที่ 3 การจัดสมดุลโครงสรางหรือจัดปรับกระดูกเพื่อการรักษาโดยการจัดสมดุลโครงสรางรางกาย ตามหลักการของมณีเวช จะทำการรักษาตามผลการตรวจรางกาย โดยหลักการจัดมณีเวช คือ “ขยับ-ยืด- ปรับ” ไดแก การขยับขอหรือหมุนขอ ยืดขอ แลวทำการจัดปรับกระดูกใหเขาที่ หากพบวาสมดุลสวนใด มีปญหาก็จัดรักษาทั้งสวนนั้น โดยตองทำการจัดรักษาทั้งสองขางเสมอ หมายเหตุ : การรักษาดวยการปรับจัดกระดูกที่เสียระเบียบ สวนนี้ใชเฉพาะในกลุมบุคลากรทางการแพทยที่มี ประสบการณผานการอบรมทักษะการจัดมณีเวชแลวเทานั้น
  • 197.
    187 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด การบริหารรางกายดวยทามณีเวช 8 ทา พื้นฐาน เพื่อปรับสมดุลเตรียมโครงสรางใหพรอมสำหรับการตั้งครรภ ซึ่งแนะนำทำทาบริหารนี้ไดทั้งชายและ หญิง โดยทาในการปรับสมดุลทั้งรางกาย ประกอบดวยทายืน 5 ทา เปนทาที่มีการเคลื่อนไหวของขอกระดูก และยืดเหยียดเอ็นกลามเนื้อที่มีการทำงานสัมพันธกันอยางสมดุลของรางกายสวนบน เปนทาสำหรับจัดสมดุล ตาชั่งบน และทานอน 3 ทา ไดแก ทางู ทาแมว ทาเตา เปนการเคลื่อนไหวของขอกระดูกสวนแกนกลางลำตัว หรือแกนตาชั่ง (กระดูกสันหลัง กระดูกซี่โครง) โดยใชน้ำหนักรางกายในการปรับระนาบของแกน และมีการ เคลื่อนไหวของขอกระดูกและยืดเหยียดเอ็นกลามเนื้อที่มีการทำงานสัมพันธกันอยางสมดุลของรางกายสวนลาง ทางูแมวเตาจึงเปนทาสำหรับจัดกระดูกสันหลังและสมดุลตาชั่งลาง ทามณีเวชพื้นฐาน 8 ทา จึงใชเปนทาหลัก ในการจัดสมดุลทั้งรางกายดวยตนเอง ทาบริหารมณีเวชพื้นฐาน 8 ทา สำหรับใชในการผดุงครรภไทย เปนวิธีการหนึ่งในการปรับสมดุล รางกายดวยตนเองเพื่อใชรักษาสมดุลของรางกายที่ผิดปกติและคงความปกติไวหากบริหารอยางสม่ำเสมอ ทุกวัน ทาบริหารพื้นฐานของมณีเวช เปนทาที่ปลอดภัย ใชบริหารไดอยางงายในระยะเวลาอันสั้น ประกอบดวย ทายืน 5 ทา และทางู-แมว-เตา ควรใหหญิงหลังคลอดทำมณีเวชเปนประจำทุกวัน วันละ 2 ครั้ง เชา-เย็น จะชวยฟนฟูรางกาย ลดอาการปวดเมื่อย และเพิ่มการไหลของน้ำนมได วิธีจัดสมดุลรางกายดวยทาบริหารพื้นฐานของมณีเวช ควรบริหารอยางสม่ำเสมอทุกวัน วันละ 2 ครั้ง เชาและเย็น มีวิธีการดังนี้ ภาพ คำอธิบาย ทาที่ 2 โมแปง (ทำซ้ำ 3 รอบ)  กำมือชูนิ้วโปงขางอก  เหยียดแขนไปขางหนา  งอขอศอกแลวหมุนแขนไปดานหลัง เปนวงกลมเหมือนหมุนโม
  • 198.
    188 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภระยะคลอด ระยะหลังคลอด ภาพ คำอธิบาย ทาที่ 3 ถอดเสื้อ (ทำซ้ำ 3 รอบ)  กำมือวางแขนไวระดับอกกระดก ขอมือขึ้น  ยกแขนวางบนศีรษะ คว่ำทองแขนลง  ชูแขนขึ้นหลังมือชนกัน กางแขนออก ดานหลังปลายนิ้วชี้ลงพื้น (ทำซ้ำโดย สลับแขนซาย-ขวา นับเปน 1 รอบ) ทาที่ 4 กรรเชียง (ทำซ้ำ 3 รอบ)  ชูแขนชิดหู  หมุนแขนตึงไปดานหลังเปนวงกลม (ทำซ้ำโดยสลับแขนซาย-ขวา นับเปน 1 รอบ) ทาที่ 5 ปลอยพลัง (ทำซ้ำ 3 รอบ)  ชูแขนสองขางชิดหูหันฝามือมา ดานหนา  ลากฝามือมาไวขางอก และผลัก ขอศอกไปดานหลังออกแรงผลักฝามือ ไปดานหนา ทางู ทาที่ 6 งู-แมว-เตา (ทำซ้ำ 3 รอบ)  นอนคว่ำวางฝามือสองขางใตหัวไหล  ทางู : ยันตัวขึ้นแขนตั้งฉากกับพื้น คางไวสักครู
  • 199.
    189 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภ ระยะคลอดระยะหลังคลอด ภาพ คำอธิบาย ทาแมว ทาเตา  ทาแมว : ยกสะโพกขึ้นโดยไมขยับฝา มือ กดไหลลงต่ำสุด คางไวสักครู  ทาเตา : เลื่อนมือเขามาขยับกนนั่ง ทับสนเทา เหยียดแขนตึงมากที่สุด กดไหลลงต่ำสุด คางไวสักครู (งูแมวเตา ทำตอกัน นับเปน 1 รอบ) **หากผูที่ผาคลอดทำทางู-แมว-เตา แลวมีอาการเจ็บแผล อาจรอจนกวา แผลจะติดและหายสนิทกอนแลวจึง เริ่มทำ** ตาราง แสดงภาพการบริหารพื้นฐานของมณีเวช
  • 200.
    190 คูมือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกดวยการแพทยแผนไทย ในระยะกอนตั้งครรภ ระยะตั้งครรภระยะคลอด ระยะหลังคลอด เอกสารอางอิง 1. ศูนยเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกสและคอมพิวเตอรแหงชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีแหงชาติ. ษีดัดตนฉบับดิจิทัล [ออนไลน]. [เขาถึงเมื่อ 21 มิถุนายน 2567]. เขาถึงจาก http://www.rusiedotton.thai.net/main_page.html 2. ศูนยอนามัยที่ 2 พิษณุโลก. มณีเวช...ศาสตรแหงการจัดสมกุลรางกายในแมและเด็ก. ม.ป.ท. 3. winnews. 15 ทาหลัก ษีดัดตน [ออนไลน]. [เขาถึงเมื่อ 21 มิถุนายน 2567]. เขาถึงจาก https://www.winnews.tv/news/24023?fbclid=IwZXh0bgNhZW0CMTAAAR1_ZB-N5WzPQ3tKRHs- o84e-SL-Js02NExuGFH0v3d89Fzt87rM47Rpv5k_aem_p9TVT6Pq0RehYEPhDvLXlw
  • 201.