อุปกรณ์เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์
เสนอ
มิส เขมจิรา ปลงไสว
จัดทาโดย
ชื่อ นาย ปาณัสม์ คิดไชยเลขที่ 7 ชั้น ม.6/4
อุปกรณ์เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์
เนื้อหาประกอบไปด้วยอุปกรณ์ 3 ส่วน คือ
1. เครื่องพิมพ์ (Printer)
2. สแกนเนอร์ (Scanner)
3. โทรศัพท์เคลื่อนที่ (Smart Phone)
เครื่องพิมพ์ (Printer)
เครื่องพิมพ์ (Printer)
เครื่องพิมพ์ (Printer) เป็นอุปกรณ์ที่นิยมใช้กันมาก และมีให้
เลือกหลากหลายชนิดขึ้นกับคุณภาพและความละเอียดของการ
พิมพ์ ความเร็วในการพิมพ์ ขนาดกระดาษสูงสุดที่สามารถ
พิมพ์ได้ และเทคโนโลยีที่ใช้ในการพิมพ์
ประเภทของเครื่องพิมพ์ (Types of Printer)
เครื่องพิมพ์สามารถแบ่งประเภทได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ
1. เครื่องพิมพ์ชนิดตอก (Impact printer)
- เครื่องพิมพ์อักษร (Character printer)
- เครื่องพิมพ์บรรทัด (Line printer)
2. เครื่องพิมพ์ชนิดไม่ตอก (Non impact printer)
- เครื่องพิมพ์เลเซอร์ (Laser Printer)
- เครื่องพิมพ์ฉีดหมึก (Inkjet Printer)
- เครื่องพิมพ์เทอร์มอล (Thermal printer)
1. เครื่องพิมพ์ชนิดตอก (Impact printer)
เครื่องพิมพ์ชนิดตอก (Impact printer) ใช้การตอกให้คาร์บอนบนผ้าหมึกติดบน
กระดาษตามรูปแบบที่ต้องการ สามารถพิมพ์สาเนา (Copy) ครั้งละหลายชุดโดย
ใช้กระดาษคาร์บอนวางระหว่างกระดาษแต่ละแผ่น ความเร็วในการพิมพ์ของ
เครื่องพิมพ์ประเภทนี้จะมีหน่วยเป็นบรรทัดต่อวินาที (lpm-line per minute)
ข้อเสียของเครื่องพิมพ์ชนิดนี้ก็คือ มีเสียงดังและคุณภาพงานพิมพ์ที่ได้จะไม่ดีนัก
สามารถแบ่งเป็น 2 ชนิดย่อย คือ 1.) เครื่องพิมพ์อักษร (Character printer) 2.)
เครื่องพิมพ์บรรทัด (Line printer)
เครื่องพิมพ์อักษร (Character printer) และ
เครื่องพิมพ์บรรทัด (Line printer)
เครื่องพิมพ์อักษร (Character printer) หมายถึงเครื่องพิมพ์ดีดที่พิมพ์ครั้งละหนึ่งตัวอักษร
เท่านั้น ตัวอักษรแต่ละตัวจะถูกสร้างขึ้นจากจุดเล็ก ๆ จานวนมาก จึงสามารถเรียกอีกอย่างว่า
เครื่องพิมพ์แบบจุด (Dot matrix printer) นิยมใช้กับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์
เครื่องพิมพ์บรรทัด (Line printer) หมายถึงเครื่องพิมพ์ที่พิมพ์ครั้งละหนึ่งบรรทัด เป็น
เครื่องพิมพ์ที่ใช้งานได้รวดเร็ว แต่จะมีราคาสูง นิยมใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ หรือ
เครื่องพิมพ์ที่มีผู้ใช้หลายคน
เครื่องพิมพ์อักษร (Character printer) เครื่องพิมพ์บรรทัด (Line printer)
2. เครื่องพิมพ์ชนิดไม่ตอก (Non impact printer)
เครื่องพิมพ์ชนิดไม่ตอก (Non impact printer)ใช้เทคนิคการพิมพ์จากวิธีการทางเคมี ซึ่งทา
ให้พิมพ์ได้เร็วและคมชัดกว่าชนิดตอก พิมพ์ได้ทั้งตัวอักษรและกราฟฟิก รวมทั้งไม่มีเสียงขณะ
พิมพ์ แต่มีข้อจากัดคือไม่สามารถพิมพ์กระดาษสาเนา (Copy) ได้ ความเร็วในการพิมพ์ของ
เครื่องพิมพ์ประเภทนี้จะมีหน่วยเป็นหน้าต่อนาที (PPM-page per minute) และสามารถแบ่ง
ออกเป็นประเภทต่าง ๆ คือ 1.) เครื่องพิมพ์เลเซอร์ (Laser Printer)
2.) เครื่องพิมพ์ฉีดหมึก (Inkjet Printer) 3.) เครื่องพิมพ์เทอร์มอล (Thermal printer)
เครื่องพิมพ์เลเซอร์ (Laser Printer)
เครื่องพิมพ์เลเซอร์ (Laser Printer) ทางานคล้ายเครื่องถ่ายเอกสาร คือใช้แสง
เลเซอร์สร้างประจุไฟฟ้า ซึ่งจะมีผลให้โทนเนอร์ (Toner) สร้างภาพที่ต้องการและ
พิมพ์ภาพนั้นลงบนกระดาษ เครื่องพิมพ์เลเซอร์แต่ละรุ่นจะแตกต่างกันในด้าน
ความเร็วและความละเอียดของ งานพิมพ์ โดยปัจจุบันสามารถพิมพ์ละเอียดสูงสุด
ถึง 1200 จุดต่อนิ้ว (dot per inch หรือ dpi)
เครื่องพิมพ์ฉีดหมึก (Inkjet Printer)
เครื่องพิมพ์ฉีดหมึก (Inkjet Printer) ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้กับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ เนื่องจากสามารถพิมพ์สีได้
ถึงแม้จะไม่คมชัดเท่าเครื่องพิมพ์ชนิดเลเซอร์ แต่ก็คมชัดกว่าเครื่องพิมพ์ตอก
สามารถพิมพ์รูปได้คุณภาพใกล้เคียงกับภาพถ่าย และมีราคาถูกกว่าเครื่องพิมพ์
ชนิดเลเซอร์ เครื่องพิมพ์แบบฉีดหมึกในปัจจุบันจะมีคุณภาพในการพิมพ์ต่างกันไป
ตาม เทคโนโลยีการฉีดหมึกและจานวนสีที่ใช้ โดยรุ่นที่มีราคาต่ามักใช้หมึกพิมพ์
สามสี คือ น้าเงิน (cyan) , ม่วงแดง (magenta) และเหลือง (yellow)
เครื่องพิมพ์ฉีดหมึก (Inkjet Printer)
ซึ่งสามารถผสมสีออกมาเป็นสีต่าง ๆ ได้ แต่จะให้คุณภาพของสีดาที่ไม่ดีนัก จึงมี
เครื่องพิมพ์ที่ให้คุณภาพสูงกว่าที่เพิ่มสีที่ 4 เข้าไปคือ สีดา (black) เครื่องพิมพ์ฉีด
หมึกในปัจจุบันโดย มากจะใช้สีนี้เป็นหลัก แต่จะมีเครื่องพิมพ์อีกระดับที่เรียกว่า
เครื่องพิมพ์สาหรับภาพถ่าย (Photo printer) ที่จะเพิ่มสีน้าเงินอ่อน (light cyan)
และม่วงแดงอ่อน (light magenta) เป็น 6 สีเพื่อเพิ่มความละเอียดในการไล่เฉดสี
ภาพถ่ายให้เหมือนจริงยิ่งขึ้น และบางรุ่นก็จะมีการเพิ่มสีที่ 7 คือสีดาจางเพื่อช่วย
ในการพิมพ์เฉดสีเทาเข้าไปอีก
เครื่องพิมพ์เทอร์มอล (Thermal printer)
เครื่องพิมพ์เทอร์มอล (Thermal printer) เป็นเครื่องพิมพ์ที่ให้คุณภาพในการพิมพ์สูงสุดจะมี 2
ประเภท คือ Thermal wax transfer ให้คุณภาพและราคาที่ต่ากว่า ทางานโดยการกลิ้งริบบอน
ที่เคลือบแวกซ์ไปบนกระดาษ แล้วเพิ่มความร้อนให้กับริบบอนจนแวกซ์นั้นละลายและเกาะติดอยู่
บนกระดาษ ส่วน Thermal dye transfer ใช้หลักการเดียวกับ thermal wax แต่ใช้สีย้อมแทน
wax จะเป็นเครื่องพิมพ์ที่ให้คุณภาพสูงสุด โดยสามารถพิมพ์ภาพสีได้ใกล้เคียงกับภาพถ่าย แต่
ราคาเครื่องและค่าใช้จ่ายในการพิมพ์จะสูงมาก
สแกนเนอร์ (Scanner)
สแกนเนอร์ (Scanner)
สแกนเนอร์ คืออุปกรณ์ซึ่งจับภาพและเปลี่ยนแปลงภาพจากรูปแบบของแอนาลอกเป็นดิจิตอลซึ่ง
คอมพิวเตอร์ สามารถแสดง, เรียบเรียง, เก็บรักษาและผลิตออกมาได้ ภาพนั้นอาจจะเป็นรูป
ถ่าย, ข้อความ, ภาพวาด หรือแม้แต่วัตถุสามมิติ สามารถใช้สแกนเนอร์ทางานต่างๆได้ดังนี้
- ในงานเกี่ยวกับงานศิลปะหรือภาพถ่ายในเอกสาร
- บันทึกข้อมูลลงในเวิร์ดโปรเซสเซอร์
- แฟ็กเอกสาร ภายใต้ดาต้าเบส และ เวิร์ดโปรเซสเซอร์
- เพิ่มเติมภาพและจินตนาการต่าง ๆ ลงไปในผลิตภัณฑ์สื่อโฆษณาต่าง ๆ
ชนิดของสแกนเนอร์ (Types of Scanner)
สแกนเนอร์สามารถจัดแบ่งตามลักษณะทั่วๆ ไป ได้ 2 ชนิด คือ
1.) Flatbed scanners, ซึ่งใช้สแกนภาพถ่ายหรือภาพพิมพ์ต่าง ๆ สแกนเนอร์ ชนิด
นี้มีพื้นผิวแก้วบนโลหะที่เป็นตัวสแกน เช่น ScanMaker III Transparency
2.) slide scanners, ซึ่งถูกใช้สแกนโลหะโปร่ง เช่น ฟิล์มและ สไลด์
Flatbed scanners slide scanners
การทางานของสแกนเนอร์ (Process of Scanner)
การจับภาพของสแกนเนอร์ ทาโดยฉายแสงบนเอกสารที่จะสแกน แสงจะผ่าน
กลับไปมาและภาพ จะถูกจับโดยเซลล์ที่ไวต่อแสง เรียกว่า charge-couple
device หรือ CCD ซึ่งโดยปกติพื้นที่มืดบน กระดาษจะสะท้อนแสงได้น้อยและ
พื้นที่ที่สว่างบนกระดาษจะสะท้อนแสงได้มากกว่า CCD จะสืบหาปริมาณแสงที่
สะท้อนกลับ
จากแต่ละพื้นที่ของภาพนั้น และเปลี่ยนคลื่นของแสงที่สะท้อน กลับมาเป็นข้อมูล
ดิจิตอล หลังจากนั้นซอฟต์แวร์ที่ใช้สาหรับการสแกนภาพก็จะแปลงเอาสัญญาณ
เหล่านั้นกลับมาเป็นภาพ บนคอมพิวเตอร์อีกทีหนึ่ง
สิ่งที่จาเป็นสาหรับการสแกนภาพมีดังนี้ (Somethings’re
needed for scanning photo)
- สแกนเนอร์
- สาย SCSI สาหรับต่อจากสแกนเนอร์ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์
- ซอฟต์แวร์สาหรับการสแกนภาพ ซึ่งทาหน้าที่ควบคุมการทางานของสแกนเนอร์ให้
สแกนภาพตามที่กาหนด
- สแกนเอกสารเก็บไว้เป็นไฟล์ที่นากลับมาแก้ไขได้อาจต้องมีซอฟต์แวร์ที่สนับสนุนด้าน
OCR
- จอภาพที่เหมาะสมสาหรับการแสดงภาพที่สแกนมาจากสแกนเนอร์
- เครื่องมือสาหรับแสดงพิมพ์ภาพที่สแกน เช่น เครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์หรือสไลด์
โปรเจคเตอร์
ประเภทของภาพที่เกิดจากการสแกน
1. ภาพ (Single Bit)
2. ภาพ (Gray Scale)
3. ภาพสี (Colored Photo)
4. ตัวหนังสือ (character word)
ภาพ (Single Bit)
ภาพ Single Bit เป็นภาพที่มีความหยาบมากที่สุดใช้พื้นที่ในการเก็บข้อมูล
น้อยที่สุดและ นามาใช้ประโยชน์อะไรไ่ม่ค่อยได้ แต่ข้อดีของภาพประเภทนี้
คือ ใช้ทรัพยากรของเครื่องน้อยที่สุดใช้พื้นที่ ในการเก็บข้อมูลน้อยที่สุด ใช้
ระยะเวลาในการสแกนภาพน้อยที่สุด Single-bit แบ่งออกได้สองประเภท
คือ
- Line Art ได้แก่ภาพที่มีส่วนประกอบเป็นภาพขาวดา ตัวอย่างของภาพ
พวกนี้ ได้แก่ ภาพที่ได้จากการสเก็ต
- Halftone ภาพพวกนี้จะให้สีที่เป็นโทนสีเทามากกว่า แต่โดยทั่วไปยังถูก
จัดว่าเป็นภาพประเภท Single-bit เนื่องจากเป็นภาพหยาบๆ
ภาพ (Gray Scale) และ ภาพสี (Color Scale)
2.. ภาพ Gray Scale
พวกนี้จะมีส่วนประกอบมากกว่าภาพขาวดา โดยจะประกอบด้วยเฉดสี
เทาเป็นลาดับขั้น ทาให้เห็นรายละเอียดด้านแสง-เงา ความชัดลึกมาก
ขึ้นกว่าเดิมภาพพวกนี้แต่ละพิกเซลหรือแต่ละจุดของภาพอาจ
ประกอบด้วยจานวนบิตมากกว่า
ต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลมากขึ้น
3. ภาพสี
หนึ่งพิกเซลของภาพสีนั้นประกอบด้วยจานวนบิตมหาศาล และใช้พื้นที่
เก็บข้อมูลมาก ควาามสามารถในการสแกนภาพออกมาได้ละเอียด
ขนาดไหนนั้นขึ้นอยู่กับว่าใช้สแกนเนอร์ขนาดความละเอียดเท่าไร
ตัวหนังสือ (Character Word)
ตัวหนังสือในที่นี้ ได้แก่ เอกสารต่างๆ เช่น ต้องการเก็บเอกสารโดยไม่
ต้อง พิมพ์ลงในแฟ้มเอกสารของเวิร์ดโปรเซสเซอร์ ก็สามารถใช้
สแกนเนอร์สแกนเอกสาร ดังกล่าว และเก็บไว้เป็นแฟ้มเอกสารได้ นอก
จากนี้ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันสามารถใช้ โปรแกรมที่สนับสนุน OCR
(Optical Characters Reconize) มาแปลงแฟ้มภาพเป็น เอกสาร
ดังกล่าวออกมาเป็นแฟ้มข้อมูลที่สามารถแก้ไขได้
ลาโพง (Speaker)
ลาโพง (Speaker)
ทาหน้าที่ถ่ายทอดและขยายสัญญาณเสียงจากอุปกรณ์กาเนิดเสียง
ภายในคอมพิวเตอร์เช่น ซาวด์การ์ดและชิปเสียงบนเมนบอร์ดไปยังผู้รับ
หรือผู้ใช้งาน (ในที่นี้จะขอพูดถึงแต่กับลาโพงแบบมัลติมีเดียที่ใช้กับ
คอมพิวเตอร์เท่านั้น) โดยถือเป็นอีกส่วนประกอบหนึ่งสาคัญในระบบเสียง
สาหรับชุดลาโพงแบบมัลติมีเดียที่ใช่กับคอมพิวเตอร์โดยทั่วไปในปัจจุบัน
สามารถแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆได้ดังนี้
ประเภทของลาโพง (Types of Speaker)
1.ชุดลาโพงมัลติมีเดียสาหรับคอมพิวเตอร์ทั่วไป
- ชุดลาโพงพร้อมซัปวุฟเฟอร์
- ชุดลาโพงมิลติมีเดียแบบดิจิตอล
2.ชุดลาโพงระบบเสียงรอบทิศทาง
- ประเภทที่ตัวถอดรหัส
- ประเภทที่ไม่มีตัวถอดรหัส
ชุดลาโพงมัลติมีเดียสาหรับคอมพิวเตอร์ทั่วไป
รุ่นธรรดาจะเป็นสเตอริโอที่มีแค่ลาโพงซ้าย-ขวาตัวเล็ก 2 ข้าง หรือดีขึ้นมา
หน่อยก็จะเป็นแบบที่มีเครื่องขยายเสียงหรือแอมป์(Amplifier) ในตัว พอเสียบ
สายต่อเข้ากับการ์ดเสียงก็ใช้ได้เลย (ถ้ามีแอมป์ในตัวอาจต้องเสียบปลั๊กไฟ
ด้วย)
ชุดลาโพงพร้อมซัปวุฟเฟอร์
ชุดลาโพงพร้อมซัปวุฟเฟอร์
เป็นชุดลาโพงแบบ 3 จุด หรือเรียกกันกว่า 2.1 Channel ประกอบด้วย
ลาโพงแยกเสียงซ้ายขวา 2 จุด และลาโพงเสียงทุ้มหรือซัปวูฟเฟอร์
(Sudwoofer) ที่ช่วยเพิ่มเสียงทุ้มให้หนักแแน่นขึ้นอีก 1 จุด บางรุ่นอาจมีปุ่ม
เพิ่ม/ลดเสียงทุ้ม-แหลมให้คุณปรับเสียงได้ตามใจชอบมาให้ด้วย
ชุดลาโพงมิลติมีเดียแบบดิจิตอล
ชุดลาโพงมิลติมีเดียแบบดิจิตอล
เป็นชุดลาโพงที่รับเอาสัญญาญเสียงแบบดิจิตอลจากพอร์ต USB ของ
คอมพิวเตอร์ และขนายเสียงให้ดังออกลาโพงโดยตรง ซึ่งไม่จาเป็นต้องผ่าน
การ์ดเสียงเหมือนกับลาโพงมัลติมีเดียแบบอนาล็อกหรือแบบธรรมดาทั่วๆไป
ชุดลาโพงระบบเสียงรอบทิศทาง
เป็นชุดลาโพงชุดใหญ่ที่ประกอบไปด้วยลาโพงตั้งแต่ 5-8 จุด (มีทั้งระบบ 4.1,
5.1, 6.1, และ 7.1 Channel ) แบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ
1. ประเภทที่ตัวถอดรหัส
2. ประเภทที่ไม่มีตัวถอดรหัส
ประเภทที่ตัวถอดรหัส ประเภทที่ไม่มีตัวถอดรหัส
ประเภทที่ตัวถอดรหัส
ประเภทที่ตัวถอดรหัส ประกอบด้วยตัวถอดรหัสสัญาณเซอร์ราวดิ์ทั้งระบบ
Dolby Digtal และ DTS หรือ Dolby Pro-Logic+แอมป์ขยายเสียง+ชุด
ลาโพงเซอร์ราวด์ เวลาใชช้งานเพียงต่อช่อง S/PDIF หรือ Digital Out จาก
การ์ดเสียงที่ให้สัญญาณเซอร์ราวด์ในระบบ 5.1 CH ขึ้นไปเข้าตัวรหัส เพียง
ดื้านี้ก็จะได้ชุดโฮมเธียเตอร์ขนาดย่อมๆไว้ใช้งานแล้ว
ประเภทที่ไม่มีตัวถอดรหัส
ประกอบด้วยแอมป์ขยายเสียง รวมกับ ชุดลาโพงเซอร์ราวด์ เวลาใช้งานเพียง
ต่อช่อง Lin Out จากการ์ดเสียงที่ให้สัญญาณเซอร์ราวด์ในระบบ 5.1 CH
ขึ้นไปเข้าที่ภาคขยายเสียงถายในชุดลาโพง เพียงเท่านี้เท่านี้ก็จะได้ระบบเสียง
แบบเซอร์ราวด์รอบทิศทางในราคาย่อมเยา

อุปกรณ์เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์

  • 1.
  • 2.
    อุปกรณ์เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ เนื้อหาประกอบไปด้วยอุปกรณ์ 3 ส่วนคือ 1. เครื่องพิมพ์ (Printer) 2. สแกนเนอร์ (Scanner) 3. โทรศัพท์เคลื่อนที่ (Smart Phone)
  • 3.
  • 4.
    เครื่องพิมพ์ (Printer) เครื่องพิมพ์ (Printer)เป็นอุปกรณ์ที่นิยมใช้กันมาก และมีให้ เลือกหลากหลายชนิดขึ้นกับคุณภาพและความละเอียดของการ พิมพ์ ความเร็วในการพิมพ์ ขนาดกระดาษสูงสุดที่สามารถ พิมพ์ได้ และเทคโนโลยีที่ใช้ในการพิมพ์
  • 5.
    ประเภทของเครื่องพิมพ์ (Types ofPrinter) เครื่องพิมพ์สามารถแบ่งประเภทได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ 1. เครื่องพิมพ์ชนิดตอก (Impact printer) - เครื่องพิมพ์อักษร (Character printer) - เครื่องพิมพ์บรรทัด (Line printer) 2. เครื่องพิมพ์ชนิดไม่ตอก (Non impact printer) - เครื่องพิมพ์เลเซอร์ (Laser Printer) - เครื่องพิมพ์ฉีดหมึก (Inkjet Printer) - เครื่องพิมพ์เทอร์มอล (Thermal printer)
  • 6.
    1. เครื่องพิมพ์ชนิดตอก (Impactprinter) เครื่องพิมพ์ชนิดตอก (Impact printer) ใช้การตอกให้คาร์บอนบนผ้าหมึกติดบน กระดาษตามรูปแบบที่ต้องการ สามารถพิมพ์สาเนา (Copy) ครั้งละหลายชุดโดย ใช้กระดาษคาร์บอนวางระหว่างกระดาษแต่ละแผ่น ความเร็วในการพิมพ์ของ เครื่องพิมพ์ประเภทนี้จะมีหน่วยเป็นบรรทัดต่อวินาที (lpm-line per minute) ข้อเสียของเครื่องพิมพ์ชนิดนี้ก็คือ มีเสียงดังและคุณภาพงานพิมพ์ที่ได้จะไม่ดีนัก สามารถแบ่งเป็น 2 ชนิดย่อย คือ 1.) เครื่องพิมพ์อักษร (Character printer) 2.) เครื่องพิมพ์บรรทัด (Line printer)
  • 7.
    เครื่องพิมพ์อักษร (Character printer)และ เครื่องพิมพ์บรรทัด (Line printer) เครื่องพิมพ์อักษร (Character printer) หมายถึงเครื่องพิมพ์ดีดที่พิมพ์ครั้งละหนึ่งตัวอักษร เท่านั้น ตัวอักษรแต่ละตัวจะถูกสร้างขึ้นจากจุดเล็ก ๆ จานวนมาก จึงสามารถเรียกอีกอย่างว่า เครื่องพิมพ์แบบจุด (Dot matrix printer) นิยมใช้กับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์บรรทัด (Line printer) หมายถึงเครื่องพิมพ์ที่พิมพ์ครั้งละหนึ่งบรรทัด เป็น เครื่องพิมพ์ที่ใช้งานได้รวดเร็ว แต่จะมีราคาสูง นิยมใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ หรือ เครื่องพิมพ์ที่มีผู้ใช้หลายคน เครื่องพิมพ์อักษร (Character printer) เครื่องพิมพ์บรรทัด (Line printer)
  • 8.
    2. เครื่องพิมพ์ชนิดไม่ตอก (Nonimpact printer) เครื่องพิมพ์ชนิดไม่ตอก (Non impact printer)ใช้เทคนิคการพิมพ์จากวิธีการทางเคมี ซึ่งทา ให้พิมพ์ได้เร็วและคมชัดกว่าชนิดตอก พิมพ์ได้ทั้งตัวอักษรและกราฟฟิก รวมทั้งไม่มีเสียงขณะ พิมพ์ แต่มีข้อจากัดคือไม่สามารถพิมพ์กระดาษสาเนา (Copy) ได้ ความเร็วในการพิมพ์ของ เครื่องพิมพ์ประเภทนี้จะมีหน่วยเป็นหน้าต่อนาที (PPM-page per minute) และสามารถแบ่ง ออกเป็นประเภทต่าง ๆ คือ 1.) เครื่องพิมพ์เลเซอร์ (Laser Printer) 2.) เครื่องพิมพ์ฉีดหมึก (Inkjet Printer) 3.) เครื่องพิมพ์เทอร์มอล (Thermal printer)
  • 9.
    เครื่องพิมพ์เลเซอร์ (Laser Printer) เครื่องพิมพ์เลเซอร์(Laser Printer) ทางานคล้ายเครื่องถ่ายเอกสาร คือใช้แสง เลเซอร์สร้างประจุไฟฟ้า ซึ่งจะมีผลให้โทนเนอร์ (Toner) สร้างภาพที่ต้องการและ พิมพ์ภาพนั้นลงบนกระดาษ เครื่องพิมพ์เลเซอร์แต่ละรุ่นจะแตกต่างกันในด้าน ความเร็วและความละเอียดของ งานพิมพ์ โดยปัจจุบันสามารถพิมพ์ละเอียดสูงสุด ถึง 1200 จุดต่อนิ้ว (dot per inch หรือ dpi)
  • 10.
    เครื่องพิมพ์ฉีดหมึก (Inkjet Printer) เครื่องพิมพ์ฉีดหมึก(Inkjet Printer) ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้กับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ เนื่องจากสามารถพิมพ์สีได้ ถึงแม้จะไม่คมชัดเท่าเครื่องพิมพ์ชนิดเลเซอร์ แต่ก็คมชัดกว่าเครื่องพิมพ์ตอก สามารถพิมพ์รูปได้คุณภาพใกล้เคียงกับภาพถ่าย และมีราคาถูกกว่าเครื่องพิมพ์ ชนิดเลเซอร์ เครื่องพิมพ์แบบฉีดหมึกในปัจจุบันจะมีคุณภาพในการพิมพ์ต่างกันไป ตาม เทคโนโลยีการฉีดหมึกและจานวนสีที่ใช้ โดยรุ่นที่มีราคาต่ามักใช้หมึกพิมพ์ สามสี คือ น้าเงิน (cyan) , ม่วงแดง (magenta) และเหลือง (yellow)
  • 11.
    เครื่องพิมพ์ฉีดหมึก (Inkjet Printer) ซึ่งสามารถผสมสีออกมาเป็นสีต่างๆ ได้ แต่จะให้คุณภาพของสีดาที่ไม่ดีนัก จึงมี เครื่องพิมพ์ที่ให้คุณภาพสูงกว่าที่เพิ่มสีที่ 4 เข้าไปคือ สีดา (black) เครื่องพิมพ์ฉีด หมึกในปัจจุบันโดย มากจะใช้สีนี้เป็นหลัก แต่จะมีเครื่องพิมพ์อีกระดับที่เรียกว่า เครื่องพิมพ์สาหรับภาพถ่าย (Photo printer) ที่จะเพิ่มสีน้าเงินอ่อน (light cyan) และม่วงแดงอ่อน (light magenta) เป็น 6 สีเพื่อเพิ่มความละเอียดในการไล่เฉดสี ภาพถ่ายให้เหมือนจริงยิ่งขึ้น และบางรุ่นก็จะมีการเพิ่มสีที่ 7 คือสีดาจางเพื่อช่วย ในการพิมพ์เฉดสีเทาเข้าไปอีก
  • 12.
    เครื่องพิมพ์เทอร์มอล (Thermal printer) เครื่องพิมพ์เทอร์มอล(Thermal printer) เป็นเครื่องพิมพ์ที่ให้คุณภาพในการพิมพ์สูงสุดจะมี 2 ประเภท คือ Thermal wax transfer ให้คุณภาพและราคาที่ต่ากว่า ทางานโดยการกลิ้งริบบอน ที่เคลือบแวกซ์ไปบนกระดาษ แล้วเพิ่มความร้อนให้กับริบบอนจนแวกซ์นั้นละลายและเกาะติดอยู่ บนกระดาษ ส่วน Thermal dye transfer ใช้หลักการเดียวกับ thermal wax แต่ใช้สีย้อมแทน wax จะเป็นเครื่องพิมพ์ที่ให้คุณภาพสูงสุด โดยสามารถพิมพ์ภาพสีได้ใกล้เคียงกับภาพถ่าย แต่ ราคาเครื่องและค่าใช้จ่ายในการพิมพ์จะสูงมาก
  • 13.
  • 14.
    สแกนเนอร์ (Scanner) สแกนเนอร์ คืออุปกรณ์ซึ่งจับภาพและเปลี่ยนแปลงภาพจากรูปแบบของแอนาลอกเป็นดิจิตอลซึ่ง คอมพิวเตอร์สามารถแสดง, เรียบเรียง, เก็บรักษาและผลิตออกมาได้ ภาพนั้นอาจจะเป็นรูป ถ่าย, ข้อความ, ภาพวาด หรือแม้แต่วัตถุสามมิติ สามารถใช้สแกนเนอร์ทางานต่างๆได้ดังนี้ - ในงานเกี่ยวกับงานศิลปะหรือภาพถ่ายในเอกสาร - บันทึกข้อมูลลงในเวิร์ดโปรเซสเซอร์ - แฟ็กเอกสาร ภายใต้ดาต้าเบส และ เวิร์ดโปรเซสเซอร์ - เพิ่มเติมภาพและจินตนาการต่าง ๆ ลงไปในผลิตภัณฑ์สื่อโฆษณาต่าง ๆ
  • 15.
    ชนิดของสแกนเนอร์ (Types ofScanner) สแกนเนอร์สามารถจัดแบ่งตามลักษณะทั่วๆ ไป ได้ 2 ชนิด คือ 1.) Flatbed scanners, ซึ่งใช้สแกนภาพถ่ายหรือภาพพิมพ์ต่าง ๆ สแกนเนอร์ ชนิด นี้มีพื้นผิวแก้วบนโลหะที่เป็นตัวสแกน เช่น ScanMaker III Transparency 2.) slide scanners, ซึ่งถูกใช้สแกนโลหะโปร่ง เช่น ฟิล์มและ สไลด์ Flatbed scanners slide scanners
  • 16.
    การทางานของสแกนเนอร์ (Process ofScanner) การจับภาพของสแกนเนอร์ ทาโดยฉายแสงบนเอกสารที่จะสแกน แสงจะผ่าน กลับไปมาและภาพ จะถูกจับโดยเซลล์ที่ไวต่อแสง เรียกว่า charge-couple device หรือ CCD ซึ่งโดยปกติพื้นที่มืดบน กระดาษจะสะท้อนแสงได้น้อยและ พื้นที่ที่สว่างบนกระดาษจะสะท้อนแสงได้มากกว่า CCD จะสืบหาปริมาณแสงที่ สะท้อนกลับ จากแต่ละพื้นที่ของภาพนั้น และเปลี่ยนคลื่นของแสงที่สะท้อน กลับมาเป็นข้อมูล ดิจิตอล หลังจากนั้นซอฟต์แวร์ที่ใช้สาหรับการสแกนภาพก็จะแปลงเอาสัญญาณ เหล่านั้นกลับมาเป็นภาพ บนคอมพิวเตอร์อีกทีหนึ่ง
  • 17.
    สิ่งที่จาเป็นสาหรับการสแกนภาพมีดังนี้ (Somethings’re needed forscanning photo) - สแกนเนอร์ - สาย SCSI สาหรับต่อจากสแกนเนอร์ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ - ซอฟต์แวร์สาหรับการสแกนภาพ ซึ่งทาหน้าที่ควบคุมการทางานของสแกนเนอร์ให้ สแกนภาพตามที่กาหนด - สแกนเอกสารเก็บไว้เป็นไฟล์ที่นากลับมาแก้ไขได้อาจต้องมีซอฟต์แวร์ที่สนับสนุนด้าน OCR - จอภาพที่เหมาะสมสาหรับการแสดงภาพที่สแกนมาจากสแกนเนอร์ - เครื่องมือสาหรับแสดงพิมพ์ภาพที่สแกน เช่น เครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์หรือสไลด์ โปรเจคเตอร์
  • 18.
    ประเภทของภาพที่เกิดจากการสแกน 1. ภาพ (SingleBit) 2. ภาพ (Gray Scale) 3. ภาพสี (Colored Photo) 4. ตัวหนังสือ (character word)
  • 19.
    ภาพ (Single Bit) ภาพSingle Bit เป็นภาพที่มีความหยาบมากที่สุดใช้พื้นที่ในการเก็บข้อมูล น้อยที่สุดและ นามาใช้ประโยชน์อะไรไ่ม่ค่อยได้ แต่ข้อดีของภาพประเภทนี้ คือ ใช้ทรัพยากรของเครื่องน้อยที่สุดใช้พื้นที่ ในการเก็บข้อมูลน้อยที่สุด ใช้ ระยะเวลาในการสแกนภาพน้อยที่สุด Single-bit แบ่งออกได้สองประเภท คือ - Line Art ได้แก่ภาพที่มีส่วนประกอบเป็นภาพขาวดา ตัวอย่างของภาพ พวกนี้ ได้แก่ ภาพที่ได้จากการสเก็ต - Halftone ภาพพวกนี้จะให้สีที่เป็นโทนสีเทามากกว่า แต่โดยทั่วไปยังถูก จัดว่าเป็นภาพประเภท Single-bit เนื่องจากเป็นภาพหยาบๆ
  • 20.
    ภาพ (Gray Scale)และ ภาพสี (Color Scale) 2.. ภาพ Gray Scale พวกนี้จะมีส่วนประกอบมากกว่าภาพขาวดา โดยจะประกอบด้วยเฉดสี เทาเป็นลาดับขั้น ทาให้เห็นรายละเอียดด้านแสง-เงา ความชัดลึกมาก ขึ้นกว่าเดิมภาพพวกนี้แต่ละพิกเซลหรือแต่ละจุดของภาพอาจ ประกอบด้วยจานวนบิตมากกว่า ต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลมากขึ้น 3. ภาพสี หนึ่งพิกเซลของภาพสีนั้นประกอบด้วยจานวนบิตมหาศาล และใช้พื้นที่ เก็บข้อมูลมาก ควาามสามารถในการสแกนภาพออกมาได้ละเอียด ขนาดไหนนั้นขึ้นอยู่กับว่าใช้สแกนเนอร์ขนาดความละเอียดเท่าไร
  • 21.
    ตัวหนังสือ (Character Word) ตัวหนังสือในที่นี้ได้แก่ เอกสารต่างๆ เช่น ต้องการเก็บเอกสารโดยไม่ ต้อง พิมพ์ลงในแฟ้มเอกสารของเวิร์ดโปรเซสเซอร์ ก็สามารถใช้ สแกนเนอร์สแกนเอกสาร ดังกล่าว และเก็บไว้เป็นแฟ้มเอกสารได้ นอก จากนี้ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันสามารถใช้ โปรแกรมที่สนับสนุน OCR (Optical Characters Reconize) มาแปลงแฟ้มภาพเป็น เอกสาร ดังกล่าวออกมาเป็นแฟ้มข้อมูลที่สามารถแก้ไขได้
  • 22.
  • 23.
    ลาโพง (Speaker) ทาหน้าที่ถ่ายทอดและขยายสัญญาณเสียงจากอุปกรณ์กาเนิดเสียง ภายในคอมพิวเตอร์เช่น ซาวด์การ์ดและชิปเสียงบนเมนบอร์ดไปยังผู้รับ หรือผู้ใช้งาน(ในที่นี้จะขอพูดถึงแต่กับลาโพงแบบมัลติมีเดียที่ใช้กับ คอมพิวเตอร์เท่านั้น) โดยถือเป็นอีกส่วนประกอบหนึ่งสาคัญในระบบเสียง สาหรับชุดลาโพงแบบมัลติมีเดียที่ใช่กับคอมพิวเตอร์โดยทั่วไปในปัจจุบัน สามารถแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆได้ดังนี้
  • 24.
    ประเภทของลาโพง (Types ofSpeaker) 1.ชุดลาโพงมัลติมีเดียสาหรับคอมพิวเตอร์ทั่วไป - ชุดลาโพงพร้อมซัปวุฟเฟอร์ - ชุดลาโพงมิลติมีเดียแบบดิจิตอล 2.ชุดลาโพงระบบเสียงรอบทิศทาง - ประเภทที่ตัวถอดรหัส - ประเภทที่ไม่มีตัวถอดรหัส
  • 25.
    ชุดลาโพงมัลติมีเดียสาหรับคอมพิวเตอร์ทั่วไป รุ่นธรรดาจะเป็นสเตอริโอที่มีแค่ลาโพงซ้าย-ขวาตัวเล็ก 2 ข้างหรือดีขึ้นมา หน่อยก็จะเป็นแบบที่มีเครื่องขยายเสียงหรือแอมป์(Amplifier) ในตัว พอเสียบ สายต่อเข้ากับการ์ดเสียงก็ใช้ได้เลย (ถ้ามีแอมป์ในตัวอาจต้องเสียบปลั๊กไฟ ด้วย)
  • 26.
    ชุดลาโพงพร้อมซัปวุฟเฟอร์ ชุดลาโพงพร้อมซัปวุฟเฟอร์ เป็นชุดลาโพงแบบ 3 จุดหรือเรียกกันกว่า 2.1 Channel ประกอบด้วย ลาโพงแยกเสียงซ้ายขวา 2 จุด และลาโพงเสียงทุ้มหรือซัปวูฟเฟอร์ (Sudwoofer) ที่ช่วยเพิ่มเสียงทุ้มให้หนักแแน่นขึ้นอีก 1 จุด บางรุ่นอาจมีปุ่ม เพิ่ม/ลดเสียงทุ้ม-แหลมให้คุณปรับเสียงได้ตามใจชอบมาให้ด้วย
  • 27.
    ชุดลาโพงมิลติมีเดียแบบดิจิตอล ชุดลาโพงมิลติมีเดียแบบดิจิตอล เป็นชุดลาโพงที่รับเอาสัญญาญเสียงแบบดิจิตอลจากพอร์ต USB ของ คอมพิวเตอร์และขนายเสียงให้ดังออกลาโพงโดยตรง ซึ่งไม่จาเป็นต้องผ่าน การ์ดเสียงเหมือนกับลาโพงมัลติมีเดียแบบอนาล็อกหรือแบบธรรมดาทั่วๆไป
  • 28.
    ชุดลาโพงระบบเสียงรอบทิศทาง เป็นชุดลาโพงชุดใหญ่ที่ประกอบไปด้วยลาโพงตั้งแต่ 5-8 จุด(มีทั้งระบบ 4.1, 5.1, 6.1, และ 7.1 Channel ) แบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ 1. ประเภทที่ตัวถอดรหัส 2. ประเภทที่ไม่มีตัวถอดรหัส ประเภทที่ตัวถอดรหัส ประเภทที่ไม่มีตัวถอดรหัส
  • 29.
    ประเภทที่ตัวถอดรหัส ประเภทที่ตัวถอดรหัส ประกอบด้วยตัวถอดรหัสสัญาณเซอร์ราวดิ์ทั้งระบบ Dolby Digtalและ DTS หรือ Dolby Pro-Logic+แอมป์ขยายเสียง+ชุด ลาโพงเซอร์ราวด์ เวลาใชช้งานเพียงต่อช่อง S/PDIF หรือ Digital Out จาก การ์ดเสียงที่ให้สัญญาณเซอร์ราวด์ในระบบ 5.1 CH ขึ้นไปเข้าตัวรหัส เพียง ดื้านี้ก็จะได้ชุดโฮมเธียเตอร์ขนาดย่อมๆไว้ใช้งานแล้ว
  • 30.
    ประเภทที่ไม่มีตัวถอดรหัส ประกอบด้วยแอมป์ขยายเสียง รวมกับ ชุดลาโพงเซอร์ราวด์เวลาใช้งานเพียง ต่อช่อง Lin Out จากการ์ดเสียงที่ให้สัญญาณเซอร์ราวด์ในระบบ 5.1 CH ขึ้นไปเข้าที่ภาคขยายเสียงถายในชุดลาโพง เพียงเท่านี้เท่านี้ก็จะได้ระบบเสียง แบบเซอร์ราวด์รอบทิศทางในราคาย่อมเยา