ความหมายของฮาร์ดแวร์
ฮาร์ดแวร์ หมายถึง ส่วนที่ประกอบเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ รวมอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ที่เรา
สามารถมองเห็นและสัมผัสได้ เช่น ตัวเครื่อง จอภาพ คีย์บอร์ด และเมาส์ เป็นต้น เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลโดยทั่วไปจะมี
ฮาร์ดแวร์หลัก ๆ ได้แก่
1. ตัวเครื่อง (Case) ทาหน้าที่ในส่วนของการประมวลผลข้อมูลที่ได้รับมาจากอุปกรณ์นาเข้าต่างๆ ซึ่งภายในตัวเครื่อง
จะมีอุปกรณ์หลัก ได้แก่ แผงวงจรหลัก หม้อแปลงไฟฟ้ า ซีพียู ฮาร์ดดิสก์ หน่วยความจา การ์ดแสดงผล การ์ดเสียง เป็นต้น
2. จอภาพ (Monitor) ทาหน้าที่แสดงผลข้อความ รูปภาพ
3. ดิสก์ไดร์ฟ (Disk drive) เป็นอุปกรณ์อ่าน-เขียนข้อมูลบนดิสก์เก็ต
4. คีย์บอร์ด (Keyboard) ทาหน้าที่ป้ อนข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์
5. เม้าส์ (Mouse) เป็นส่วนที่ใช้สั่งงานด้วยการชี้และเลือกสิ่งต่างๆที่แสดงอยู่บนจอภาพ
6. ลาโพง (Speaker) เป็นส่วนที่ใช้แสดงผลที่เป็นเสียง
อุปกรณ์นาเข้า(Input Device) เป็นอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการนาข้อมูลหรือชุดคาสั่งเข้ามายังระบบเพื่อให้
คอมพิวเตอร์ประมวลผลต่อไปได้ ซึ่งอาจเป็นตัวเลข ตัวอักษร ภาพกราฟิก เสียง หรือวิดีโอ เป็นต้น อุปกรณ์นาข้อมูลเข้าที่พบ
เห็นได้ในปัจจุบันพอจะยกตัวอย่างได้ดังนี้
1. อุปกรณ์แบบกด (Keyed Device)
1.1 คีย์บอร์ด (Keyboard) เป็นอุปกรณ์นาข้อมูลเข้าที่นิยมใช้กันมากที่สุดและพบเห็นในการใช้งานทั่วไป โดยรับ
ข้อมูลป้ อนเข้าที่เป็นตัวอักษร อักขระพิเศษ ตัวเลข รวมถึงชุดคาสั่งต่าง ๆ ตัวอุปกรณ์จะมีกลุ่มของแป้ นพิมพ์วางเรียงต่อกัน
เหมือนกับเครื่องพิมพ์ดีด ผู้ใช้งานสามารถเลือกกดปุ่มใด ๆ ได้ทันที โดยข้อมูลทั้งหมดที่ป้ อนเข้ามาจะถูกส่งเข้าไปเก็บยัง
หน่วยความจาของระบบและแปลงให้เป็นรหัสที่คอมพิวเตอร์เข้าใจเสียก่อน จากนั้นจึงจะนาไปประมวลผลต่อไป ปัจจุบันอาจ
พบเห็นคีย์บอร์ดประเภทต่าง ๆ ได้ดังนี้
(1) คีย์บอร์ดมาตรฐาน ( Standard keyboard ) เป็นคีย์บอร์ดที่นิยมใช้กันโดยทั่วไป มีลักษณะคล้ายกับ
แป้ นพิมพ์บนเครื่องพิมพ์ดีด โดยปกติจะประกอบด้วยกลุ่มของแป้ นพิมพ์หลัก ๆ ดังต่อไปนี้
• แป้ นพิมพ์ตัวอักขระ ( alphabetic key ) เป็นกลุ่มของแป้ นพิมพ์ซึ่งมีบริเวณใหญ่ที่สุด ประกอบด้วยแผง
อักขระสาหรับการป้ อนข้อมูลที่มีทั้งตัวอักษร ตัวเลขและอักขระแบบพิเศษทั่วไป
• แป้ นสาหรับควบคุมทิศทาง ( cursor-movement key ) เป็นกลุ่มของแป้ นพิมพ์สาหรับควบคุมทิศ
ทางการเคลื่อนที่ของเคอร์เซอร์และเปลี่ยนจุดหรือบริเวณการทางาน
• แป้ นฟังก์ชัน ( function key ) เป็นกลุ่มของแป้ นพิมพ์สาหรับการเลือกคาสั่งลัดที่มีอยู่ในบางประเภท แป้ น
เหล่านี้จะอยู่บนแถวแรกสุดของคีย์บอร์ด
• แป้ นควบคุม ( control key ) เป็นกลุ่มของแป้ นพิมพ์สาหรับสั่งการบางอย่างร่วมกับปุ่มอื่น ๆ บางครั้งนิยม
เรียกว่า modifier keys เช่นCtrl , Alt , Shift เป็นต้น
• แป้ นป้ อนข้อมูลตัวเลข ( numeric keypad ) เป็นกลุ่มของแป้ นพิมพ์สาหรับการป้ อนค่าข้อมูลที่เป็นตัวเลขเพื่อ
ช่วยในการบันทึกข้อมูลเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น การป้ อนข้อมูลเพื่อคานวณหรือหาผลลัพธ์ทางบัญชี
(2) คีย์บอร์ดติดตั้งภายใน ( Built-in keyboard ) เป็นคีย์บอร์ดที่ปรับขนาดของแป้ นพิมพ์ให้เล็กลง พบเห็น
ในการใช้งานกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ประเภทพกพา เช่น โน๊ตบุ๊คหรือเดสก์โน๊ต ซึ่งมีพื้นที่ในการใช้งานค่อนข้างจากัด
แป้ นพิมพ์นี้จะถูกติดตั้งมาพร้อมกับการผลิตเครื่องอยู่แล้ว
(3)คีย์บอร์ดเออร์โกโนมิกส์ ( Ergonomic keyboard ) เป็นคีย์บอร์ดที่มีการออกแบบโดยคานึงถึงความ
สะดวกสบายและความปลอดภัยของผู้ใช้งานเป็นหลัก เนื่องจากการป้ อนข้อมูลเป็นเวลานาน ๆ อาจจะทาให้เกิดความเมื่อยล้า
จากการพิมพ์จนเกิดการบาดเจ็บเนื่องจากเส้นอักเสบได้ จึงมีการออกแบบแป้ นพิมพ์ใหม่ เช่น เพิ่มอุปกรณ์สาหรับการวางมือ
และออกแบบทิศทางสาหรับการจัดวางแป้ นพิมพ์ใหม่ให้สัมพันธ์กับสรีระของมนุษย์มากขึ้น ปัจจุบันจะพบเห็นคีย์บอร์ดชนิดนี้
เข้ามาแทนที่คีย์บอร์ดมาตรฐานกันมากขึ้น เนื่องจากช่วยลดปัญหาในเรื่องการบาดเจ็บของข้อมือได้เป็นอย่างดี
(4) คีย์บอร์ดไร้สาย ( Cordless keyboard ) คีย์บอร์ดแบบมาตรฐานที่ใช้กันทั่วไป อาจไม่มีความ
สะดวกสบายมากพอเมื่อต้องการใช้งานในระยะที่ไกลจากโต๊ะทางาน อีกทั้งการดึง ย้าย หรือเปลี่ยนที่ของอุปกรณ์ยังทาให้เกิด
ความยุ่งยาก เนื่องจากตัวสายของคีย์บอร์ดเชื่อมต่ออยู่กับตัวเครื่องตลอดเวลา เมื่อเกิดหลุดก็ไม่สามารถทางานต่อไปได้ ดังนั้น
จึงได้มีการคิดค้นเพื่อสร้างคีย์บอร์ดแบบใหม่ที่อาศัยการส่งผ่านข้อมูลโดยเทคโนโลยีไร้สายขึ้นและทางานโดยใช้พลังงาน
แบตเตอรี่แทน ทาให้สามารถย้ายคีย์บอร์ดไปวางยังตาแหน่งใด ๆ ที่อยู่ในรัศมีของสัญญาณนอกเหนือจากโต๊ะทางานได้
(5)คีย์บอร์ดพกพา ( Portable keyboard ) เมื่ออุปกรณ์ประเภทเครื่องพีดีเอได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น
การทางานบางอย่างที่ต้องอาศัยการป้ อนข้อมูลเข้าไป เช่น พิมพ์ข้อความรายงาน จดหมายหรือบันทึกการประชุม จะเกิดความ
ไม่สะดวก เพราะตัวเครื่องมีขนาดเล็ก หากใช้ปากกาช่วยเขียนก็จะทาได้ช้ากว่า จึงมีการสร้างคีย์บอร์ดที่สามารถพกพาไปยังที่
ต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น เพียงแค่กางออกมาก็สามารถใช้ได้เหมือนกับคีย์บอร์ดปกติ
(6) คีย์บอร์ดเสมือน ( Virtual keyboard ) เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นสาหรับใช้ร่วมกับเครื่องพีดีเอ
เช่นเดียวกันกับคีย์บอร์ดพกพา แต่ต่างกันตรงที่มีการจาลองภาพให้เป็นเสมือนคีย์บอร์ดจริง โดยอาศัยการทางานของแสง
เลเซอร์ยิงลงไปบนโต๊ะหรืออุปกรณ์รองรับสัญญาณที่เป็นพื้นผิวเรียบ เมื่อต้องการใช้งานก็สามารถพิมพ์หรือป้ อนข้อมูลที่เห็น
เป็นภาพเหมือนแผงแป้ นพิมพ์นั้นเข้าไปได้เลย ตัวรับแสงในอุปกรณ์จะตรวจจับได้เองว่าผู้ใช้วางนิ้วไหนไปกดตรงตัวอักษรใด
2.อุปกรณ์ชี้ตาแหน่ง (Pointing Device)
2.1 เมาส์ ( Mouse ) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ชี้ตาแหน่งการทางานรวมถึงสั่งการให้คอมพิวเตอร์ทางานบางคาสั่งที่มีการ
โต้ตอบกันระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์ โดยใช้มือเป็นตัวบังคับทิศทางและใช้นิ้วสาหรับการกดเลือกคาสั่งงาน สามารถพบเห็น
ได้ 2 ประเภท ดังนี้
เมาส์แบบทั่วไป ( Mechanical mouse ) เป็นเมาส์ที่ได้รับการออกแบบโดยใช้ลูกบอลเป็นตัวจับทิศทาง
ที่เมาส์เลื่อนไป ลูกบอลของเมาส์มีลักษณะเป็นลูกกลม ๆ ทาจากยางกลิ้งอยู่ด้านล่าง ซึ่งจะลากผ่านแผ่นรองเมาส์ ( mouse
pad ) และกลไกภายในจะจับได้ว่ามีการเลื่อนไปมากน้อยแค่ไหนและในทิศใด สาหรับส่วนบนจะมีปุ่มให้เลือกกด
ประมาณ 2-3 ปุ่ม ขึ้นอยู่กับบริษัทผู้ผลิต บางแบบอาจมีปุ่มล้อที่หมุน (scroll ) และกดได้เพื่อควบคุมการทางานขึ้นลง
ของสโครลบาร์ในหน้าต่างโปรแกรมบางประเภท
เมาส์แบบแสงหรือออปติคอลเมาส์ ( Optical mouse ) การใช้เมาส์แบบทั่วไปที่ใช้ลูกบอล มีข้อเสียคือ เมื่อใช้ไปนาน ๆ
ลูกบอลจะกลิ้งผ่านและเก็บเอาฝุ่นละอองเข้าไปด้วย ฝุ่นเหล่านี้จะจับตัวกันหนาขึ้น ส่งผลให้กลไกในการทางานผิดเพี้ยนไปมาก
จึงมีการสร้างเมาส์แบบใหม่ขึ้นมาเรียกว่า เมาส์แบบแสง หรือ ออปติคอลเมาส์ เพื่อใช้แก้ปัญหานี้เมาส์แบบใหม่นี้ทางานได้
โดยไม่ต้องใช้ล้อหมุนแต่ใช้แสงไปกระทบพื้นผิวด้านล่าง วงจรภายในจะวิเคราะห์แสงสะท้อนที่เปลี่ยนไปเมื่อเลื่อนเมาส์และ
แปลงทิศทางเป็นการชี้ตาแหน่ง ซึ่งปัจจุบันมีทั้งที่เป็นแบบต่อกับคอมพิวเตอร์โดยใช้สายและแบบไม่ใช้สาย
2.2 ลูกกลมควบคุม (Track ball) เป็นอุปกรณ์ที่มีหลักการทางานคล้ายกับเมาส์ โดยมีลูกบอลติดตั้งไว้ส่วนบนเพื่อ
ใช้สาหรับควบคุมทิศทาง เมื่อผู้ใช้หมุนลูกบอลก็คือการย้ายตาแหน่งตัวชี้นั่นเอง ลักษณะของลูกบอลมีขนาดใหญ่กว่าเมาส์มาก
ส่วนใหญ่จะนาไปใช้ติดตั้งแยกต่างหาก เพื่อช่วยให้การทางานกับคอมพิวเตอร์แบบพกพาสะดวกมากยิ่งขึ้น ในบางรุ่นอาจ
ติดตั้งแทรคบอลอยู่ไว้ภายในด้วย แต่ปัจจุบันไม่ค่อยนิยมใช้กันแล้ว
2.3 แท่งชี้ควบคุมหรือพอยติงสติ๊ก ( Pointing stick ) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สาหรับชี้ตาแหน่งข้อมูลเช่นเดียวกัน มีลักษณะ
เป็นก้อนเล็ก ๆ คล้ายกับยางลบดินสอ จะติดตั้งอยู่ตรงส่วนกลางของแป้ นพิมพ์ในคอมพิวเตอร์แบบพกพา การควบคุมทิศทาง
ของตัวชี้จะใช้นิ้วมือเป็นตัวบังคับเพื่อเลื่อนทางานเช่นเดียวกัน โดยเมื่อดันให้แท่งนี้โยกไปทิศทางใด ลูกศรบนจอก็จะเลื่อนไปใน
ทิศทางนั้น
2.4 จอยสติ๊ก ( Joystick ) เป็นอุปกรณ์ที่พบเห็นได้กับการทางานที่เกี่ยวข้องกับเกมคอมพิวเตอร์เป็นส่วนใหญ่
เนื่องจากการใช้เมาส์เพื่อบังคับทิศทางนั้นอาจไม่รองรับกับรูปแบบของบางเกมได้ จึงนาเอาจอยสติ๊กมาใช้แทน เช่น การบังคับ
ทิศทางซ้าย ขวา หน้า หลัง หรือบังคับทิศทางในระดับองศาที่แตกต่างกันในการควบคุมอากาศยานหรือท่าต่อสู้ของตัวละคร ซึ่ง
ทาให้เกมมีความสมจริงมากกว่าการใช้เมาส์นั่นเอง
2.5 แผ่นรองสัมผัสหรือทัชแพด ( Touch pad ) เป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมบาง ๆ ติดตั้งไว้อยู่
ในคอมพิวเตอร์แบบพกพา เพื่อใช้ทางานแทนเมาส์ เมื่อกดสัมผัสหรือใช้นิ้วลากผ่านบริเวณดังกล่าวก็สามารถทางานแทนกันได้
โดยมากจะติดตั้งไว้บริเวณด้านล่างของแป้ นพิมพ์
2.6 จอสัมผัสหรือทัชสกรีน ( Touch screen ) เป็นอุปกรณ์ที่สามารถใช้นิ้วมือแตะบังคับหรือสั่งการไปยัง
หน้าจอคอมพิวเตอร์ได้เลย โดยไม่จาเป็นต้องใช้เมาส์หรือแป้ นพิมพ์ มักพบเห็นได้ตามตู้ให้บริการข้อมูลนักท่องเที่ยว
ตู้ ATM บางธนาคาร เครื่องออกบัตรโดยสาร รถไฟฟ้ า หรือพบเห็นในตู้เกมบางประเภท เช่น เกมประเภทจับผิดภาพ เกม
ประเภททานายดวงชะตา เป็นต้น
2.7 พวงมาลัยพังคับทิศทาง (Wheel) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้กับการเล่นเกมเหมือนกับจอยสติ๊ก พบเห็นได้กับเกม
จาลองประเภทแข่งรถหรือควบคุมทิศทางของยานพาหนะ มีลักษณะเหมือนกับพวงมาลัยบังคับทิศทางในรถยนต์จริง เพื่อให้
เกมจาลองนั้น ๆ มีความสมจริงมากยิ่งขึ้น อาจมีการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์เหยียบเบรกจาลอง ( pedal ) และตัวเร่งความเร็ว
จาลอง ( accelerator ) ด้วย
3. ประเภทปากกา ( Pen-Based Device )
3.1 ปากกาแสง ( Light pen ) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สาหรับการกาหนดตาแหน่งบนจอภาพรวมถึงการป้ อนข้อมูลเข้าแทน
แป้ นพิมพ์ เอามาใช้เขียนหรือวางตาแหน่งบนจอภาพคอมพิวเตอร์ประเภทที่ใช้หลอดภาพหรือ CRT ได้เลย มักใช้ร่วมกับ
โปรแกรมประเภทช่วยการออกแบบหรือ CAD (computer aided design) เพื่อให้การทางานมีความสะดวกมาก
ยิ่งขึ้น เนื่องจากสามารถลากหรือวาดทิศทางได้ง่าย แต่มีความละเอียดแม่นยาไม่สูงนัก เพราะถูกจากัดด้วยความละเอียดของ
จอภาพ ปัจจุบันได้รับความนิยมน้อยลง
3.2 ดิจิไทเซอร์ ( Digitizer ) หรืออุปกรณ์อ่านพิกัด มักใช้ร่วมกับอุปกรณ์ประเภทปากกาหรือในงานความละเอียด
สูงจะใช้กับหัวอ่านที่เป็นกากบาทเส้นบาง ( crosshair ) เพื่อให้ชี้ตาแหน่งโดยละเอียด ทาหน้าที่เป็นเสมือนกระดานรองรับ
การเขียนข้อความ วาดภาพหรือออกแบบงานที่เกี่ยวกับกราฟิกเป็นหลัก ทาให้มีความคล่องตัวและสะดวกต่อการใช้งานมาก
ยิ่งขึ้น
3.3 สไตลัส ( Stylus ) เป็นอุปกรณ์ประเภทปากกาป้ อนข้อมูลชนิดหนึ่งที่นิยมใช้กันมากในคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก
เช่น พีดีเอ แท็บเล็ตพีซี หรืออาจพบเห็นในสมาร์ทโฟนบางรุ่น ผลิตมาเพื่อใช้เขียนหนังสือด้วยลายมือหรือวาดเส้นลงบนหน้าจอ
อุปกรณ์ได้โดยตรง ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่อานวยความสะดวกในการทางานมากยิ่งขึ้น โดยจะทาหน้าที่แปลงรหัส
ในการเขียน (ที่คล้ายจดชวเลขในสมัยก่อน) ไปเป็นตัวอักษรที่คอมพิวเตอร์สามารถประมวลผลและใช้งานต่อได้ทันที เช่น นาไป
จัดเก็บในสมุดรายชื่อ หรือเก็บบันทึกข้อความที่เขียนไว้เป็นไฟล์เพื่อเรียกใช้งานต่อไป
4. ประเภทข้อมูลมัลติมีเดีย ( Multimedia Input Device)
4.1 ไมโครโฟน ( Microphone ) เป็นอุปกรณ์รับข้อมูลประเภทเสียงพูด ( Voice ) เข้าสู่ระบบ ใช้บันทึกหรืออัด
ข้อมูลเสียงในสตูดิโอหรือตามบ้านทั่วไป การทางานจะใช้ร่วมกับซอฟต์แวร์ด้านมัลติมีเดีย นอกจากนี้ไมโครโฟนยังสามารถใช้
ร่วมกับระบบจดจาเสียงพูดหรือvoice recognition (แต่ในขณะนี้ยังไม่สนับสนุนเสียงภาษาไทย) เพื่อทางานบางอย่าง
ได้ เช่น ใช้เสียงพูดผ่านไมโครโฟนเข้าไปแทนการพิมพ์ข้อมูลรายงานได้เลย โดยที่คอมพิวเตอร์จะทาการแปลงความหมายและ
ประมวลผลผ่านเสียงที่ผ่านเข้ามาเป็นตัวอักษรโดยอัตโนมัติ เป็นต้น
4.2 กล้องถ่ายวิดีโอดิจิตอล ( Digital Video camera ) เรียกย่อ ๆ ว่ากล้องประเภท DV ซึ่งเป็นกล้องวิดีโอ
แบบดิจิตอลนั่นเอง กล้องประเภทนี้สามารถถ่ายภาพเคลื่อนไหวและบันทึกเก็บหรือโอนถ่ายลงคอมพิวเตอร์ได้เช่นเดียวกัน แต่
จาเป็นต้องใช้พื้นที่เก็บข้อมูลที่มีขนาดใหญ่พอสมควร โดยมากจะบันทึกลงเทปขนาดเล็กในรูปแบบดิจิตอลก่อน (บางรุ่นอาจลง
แผ่น CD-R หรือ DVD-R ที่บันทึกได้แทน) จากนั้นจะถ่ายโอนวิดีโอไปลงคอมพิวเตอร์ หรือจะเรียกดูภายหลังจากในกล้องก็
ได้
4.3 กล้องถ่ายรูปดิจิตอล ( Digital camera ) เป็นอุปกรณ์รับข้อมูลประเภทภาพถ่ายดิจิตอล ซึ่งปัจจุบันได้รับ
ความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากราคาของกล้องประเภทนี้ถูกลงและสามารถบันทึกเก็บหรือถ่ายโอนลงคอมพิวเตอร์ได้
โดยง่าย อีกทั้งภาพถ่ายที่ได้ในกล้องบางรุ่นยังมีความละเอียด ความคมชัดเทียบเคียงหรือมากกว่ากล้องธรรมดาบางรุ่น หรือ
หากจะนาไปอัดขยายต่อเป็นภาพถ่ายปกติก็สามารถทาได้เช่นเดียวกัน
4.4 เว็บแคม ( Web cam ) เป็นกล้องถ่ายวิดีโออีกประเภทหนึ่งที่ใช้สาหรับการถ่ายภาพเคลื่อนไหวเช่นเดียวกัน
แต่ภาพที่ได้จะหยาบและมีขนาดไฟล์เล็กกว่ากล้องแบบ DV มาก จึงนิยมใช้สาหรับการเผยแพร่ข้อมูลลงบนอินเทอร์เน็ตหรือ
นาไปใช้ประโยชน์กับโปรแกรมสนทนาบนเว็บบางประเภท เพื่อให้เห็นหน้าตาของคู่สนทนาระหว่างที่พิมพ์โต้ตอบกัน ปัจจุบัน
เว็บแคมมีราคาถูกลงอย่างมาก และยังสามารถบันทึกได้ทั้งภาพเคลื่อนไหวและภาพนิ่งด้วย
5. ประเภทสแกนและอ่านข้อมูลด้วยแสง(Scanner and Optical Reader)
5.1 สแกนเนอร์ ( Scanner ) เป็นอุปกรณ์อ่านข้อมูลประเภทภาพถ่าย โดยผู้ใช้เพียงแค่วางภาพถ่ายหรือเอกสารลง
ไปบนแท่นวางแล้วสั่งให้เครื่องอ่านหรือสแกน ก็สามารถเก็บรูปภาพหรือเอกสารสาคัญต่าง ๆ เหล่านั้นไว้ในคอมพิวเตอร์ได้
หลักการทางานจะเหมือนกับเครื่องถ่ายเอกสารคือ ใช้ลาแสงกวาดแผ่นกระดาษหรือเอกสารนั้น แล้วส่งภาพเข้าคอมพิวเตอร์
เพื่อแปลงเป็นสัญญาณดิจิตอลและเรียกใช้ต่อไป
5.2 โอเอ็มอาร์ ( OMR – Optical Mark Reader ) เป็นเครื่องที่นาไปใช้ประโยชน์ในการตรวจข้อสอบหรือ
คะแนนของกลุ่มบุคคลจานวนมาก เช่น การสอบเอ็นทรานซ์ การสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ การสอบเข้ารับราชการของ
สานักงาน ก.พ. โดยจะอ่านเครื่องหมาย (Mark ) ที่ผู้เข้าสอบได้ระบายไว้ในกระดาษคาตอบ ซึ่งโดยปกติจะต้องใช้ดินสอที่มี
ความเข้มมากพอที่จะให้เครื่องอ่านได้ (ปกติจะอยู่ที่ความเข้มระดับ 2 B ขึ้นไป) หากใช้ดินสอที่มีความเข้มต่ากว่าระดับที่
กาหนด อาจทาให้เครื่องไม่สามารถอ่านได้ชัดเจน
5.3 เครื่องอ่านบาร์โค้ด ( Bar code reader ) ตัวเลขของรหัสสินค้าที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูลของระบบสินค้า
คงคลังจะมีจานวนหลักค่อนข้างมาก เมื่อต้องการเรียกใช้หรือตรวจสอบโดยการป้ อนข้อมูลผ่านแป้ นพิมพ์จะทาให้เกิดความ
ผิดพลาดได้ง่าย (เช่น ป้ อนตัวเลขผิด) จึงเกิดแนวความคิดในการพิมพ์รหัสสินค้าออกมาเป็นรหัสแท่งสีดาและขาวต่อเนื่องกัน
ไปเรียกว่า บาร์โค้ด ( bar code ) ซึ่งนาไปใช้พิมพ์แทนรหัสตัวเลขของสินค้าอุปโภค บริโภคทั่วไป เพื่อสะดวกต่อการ
ตรวจเช็คข้อมูลสินค้าคงเหลือรวมไปถึงการคิดเงินนั่นเอง เครื่องที่อ่านรหัสนี้เราเรียกว่า เครื่องอ่านบาร์โค้ด ( bar code
reader ) มีหลายรูปแบบ เช่น หัวอ่านมีด้ามจับคล้ายปืน หรือบางแบบก็ฝังในแท่นของเครื่องเก็บเงินสดเลย พบเห็นได้ตาม
จุดบริการขาย ( POS – Point Of Sale ) ในร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ หรือห้างสรรพสินค้าทั่วไป
5.4 เอ็มไอซีอาร์ ( MICR – Magnetic-Ink Character Recognition ) เรียกย่อ ๆ ว่าเครื่อง เอ็ม
ไอซีอาร์ ( MICR – Magnetic-Ink Character Recognition ) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้อ่านตัวอักษรด้วยแสงของ
เอกสารสาคัญ เช่น เช็คธนาคาร ซึ่งมีการพิมพ์หมายเลขเช็คด้วยผงหมึกสารแม่เหล็ก ( magnetic ink ) เป็นแบบอักษร
เฉพาะ มีลักษณะเป็นลายเส้นเหลี่ยม (ดังรูป) พบเห็นได้ในการประมวลผลเช็คสาหรับธุรกิจด้านธนาคาร
6. ประเภทตรวจสอบข้อมูลทางกายภาพ ( Biometric Input Device )
ไบโอเมตริกส์ ( biometric ) เป็นลักษณะของการตรวจสอบข้อมูลส่วนตัวบุคคลเฉพาะอย่าง เช่น ลายนิ้วมือ รูปแบบ
ของม่านตา (เรตินา -ratina ) ฝ่ามือ หรือแม้กระทั่งเสียงพูด ซึ่งนามาใช้กับงานป้ องกันและรักษาความปลอดภัยใน
หน่วยงานที่ต้องการความปลอดภัยในระดับสูง เนื่องจากระบบการตรวจสอบประเภทนี้จะปลอมแปลงได้ยาก เครื่องที่ใช้อ่าน
ข้อมูลพวกนี้จะมีอยู่หลายประเภทขึ้นอยู่กับลักษณะการตรวจสอบ เช่น เครื่องอ่านลายนิ้วมือ เครื่องตรวจม่านตา เครื่อง
วิเคราะห์เสียงพูด เป็นต้น
อุปกรณ์ประมวลผล(Process Device)
ซีพียู (CPU) คือ อุปกรณ์ตัวหนึ่งที่มีความสาคัญและจาเป็นในการทางานของคอมพิวเตอร์ซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็นหัวใจของ
คอมพิวเตอร์เลยก็ได้ ซีพียู เป็นตัวควบคุมการทางานของอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์
ต่อพ่วงที่ต่อร่วมกับคอมพิวเตอร์ โดย จะเป็นตัวกาหนดความสาคัญของอุปกรณ์ว่าตัวใดมีความสาคัญมากกว่าซึ่งหากติดตั้ง
อุปกรณ์ 2 ตัวที่อินเทอรัพ, การแจ้งกับซีพียูว่าจะขอเฉพาะอุปกรณ์ที่มีความสาคัญมากกว่าเท่านั้น ส่วนตัวที่สาคัญน้อยกว่าจะ
ไม่สามารถใช้งานได้ เช่น ถ้าเราต่อการ์ดจอภาพกับการ์ดเสียงที่อินเทอรัพเดียวกัน ซีพียู จะเลือกให้ใช้ได้เฉพาะการ์ดจอภาพ
เท่านั้น
หน่วยประมวลผลกลางหรือซีพียู เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า โปรเซสเซอร์ (Processor) หรือ ชิป (chip) นับเป็นอุปกรณ์
ที่มีความสาคัญมากที่สุด ของฮาร์ดแวร์เพราะมีหน้าที่ในการประมวลผลข้อมูลที่ผู้ใช้ป้ อน เข้ามาทางอุปกรณ์อินพุต ตาม
ชุดคาสั่งหรือโปรแกรมที่ผู้ใช้ต้องการใช้งาน หน่วยประมวลผลกลาง ประกอบด้วย
หน่วยความจาหลัก(Primary Storage) แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. หน่วยความจาหลักแบบอ่านได้อย่างเดียว (Read Only Memory - ROM)
เป็นหน่วยความจาแบบสารกึ่งตัวนาชั่วคราวชนิดอ่านได้อย่างเดียว ใช้เป็นสื่อบันทึกในคอมพิวเตอร์ เพราะไม่สามารถ
บันทึกซ้าได้ (อย่างง่ายๆ) เป็นความจาที่ซอฟต์แวร์หรือข้อมูลอยู่แล้ว และพร้อมที่จะนามาต่อกับไมโครโพรเซสเซอร์ได้โดยตรง
หน่วยความจาประเภทนี้แม้ไม่มีไฟเลี้ยงต่ออยู่ ข้อมูลก็จะไม่หายไปจากน่วยความจา (nonvolatile) โดยทั่วไปจะใช้เก็บ
ข้อมูลที่ไม่ต้องมีการแก้ไขอีกแล้วเช่น เก็บโปรแกรมไบออส (Basic Input output System : BIOS) หรือเฟิร์มแวร์
ที่ควบคุมการทางานของคอมพิวเตอร์ใช้เก็บโปรแกรมการทางานสาหรับเครื่องคิดเลขใช้เก็บโปรแกรมของคอมพิวเตอร์ที่ทางาน
เฉพาะด้าน เช่น ในรถยนต์ที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมวงจร ควบคุมในเครื่องซักผ้า เป็นต้น
2. หน่วยความจาหลักแบบแก้ไขได้ (Random Access Memory - RAM)
เป็นหน่วยความจาหลักที่จาเป็น หน่วยความจา ชนิดนี้จะสามารถเก็บข้อมูลได้ เฉพาะเวลาที่มีกระแสไฟฟ้ าหล่อเลี้ยง
เท่านั้นเมื่อใดก็ตามที่ไม่มีกระแสไฟฟ้ า มาเลี้ยง ข็อมูลที่อยู่ภายในหน่วยความจาชนิดจะหายไปทันที หน่วยควมจาแรม ทา
หน้าที่เก็บชุดคาสั่งและข้อมูลที่ระบบคอมพิวเตอร์กาลังทางานอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการนาเข้าข้อมูล (Input) หรือ การนา
ออกข้อมูล (Output) โดยที่เนื้อที่ของหน่วยความจาหลักแบบแรมนี้ถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ
1. Input Storage Area เป็นส่วนที่เก็บข้อมูลนาเข้าที่ได้รับมาจากหน่วยรับข้อมูลเข้าโดย ข้อมูลนี้จะถูกนาไปใช้ใน
การประมวลผลต่อไป
2. Working Storage Area เป็นส่วนที่เก็บข้อมูลที่อยู่ในระหว่างการประมวลผล
3. Output Storage Area เป็นส่วนที่เก็บผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผล ตามความต้องการของผู้ใช้ เพื่อรอที่จะ
ถูกส่งไปแสดงออก ยังหน่วยแสดงผลอื่นที่ผู้ใช้ต้องการ
4. Program Storage Area เป็นส่วนที่ใช้เก็บชุดคาสั่ง หรือโปรแกรมที่ผู้ใช้ต้องการจะส่งเข้ามา เพื่อใช้
คอมพิวเตอร์ปฏิบัติตามคาสั่ง ชุดดังกล่าว หน่วยควบคุมจะทาหน้าที่ดึงคาสั่งจากส่วน นี้ไปที่ละคาสั่งเพื่อทาการแปล
ความหมาย ว่าคาสั่งนั้นสังให้ทาอะไร จากนั้นหน่วยควบคุม จะไปควบคุมฮาร์ดแวร์ที่ต้องการทางานดังกล่าวให้ทางานตาม
คาสั่งนั้นๆ
เมนบอร์ด (Mainboard, mother board)
เมนบอร์ด (Mainboard, mother board) หรือ แผงวงจรหลัก เป็นหัวใจสาคัญที่สุดที่อยู่ภายในเครื่อง
เมื่อเปิดฝาเครื่องออกมาจะเป็นแผงวงจรขนาดใหญ่วางนอนอยู่ นั่นคือส่วนที่เรียกว่า "เมนบอร์ด" ส่วนประกอบหลักที่สาคัญบน
เมนบอร์ดคือ
ซ็อคเก็ตสาหรับซีพียู
ชิปเซ็ต (Chip set)
ซ็อคเก็ตสาหรับหน่วยความจา
ระบบบัสและสล็อต
Bios
สัญญาณนาฬิกาของระบบ
ถ่านหรือแบตเตอรี่
ขั้วต่อสายแหล่งจ่ายไฟ
ขั้วต่อสวิทช์และไฟหน้าเครื่อง
จัมเปอร์สาหรับกาหนดการทางานของเมนบอร์ด
ขั้วต่อ IDE
ขั้วต่อ Floppy disk drive
พอร์ตอนุกรมและพอร์ตขนาน
พอร์ตคีย์บอร์ดและเมาส์
พอร์ต USB
หน่วยเก็บข้อมูลสารอง(Secondary Storage Device)
การทางานร่วมกับคอมพิวเตอร์นั้น เมื่อต้องการเก็บบันทึกข้อมูล หรือกลุ่มคาสั่งต่าง ๆ ไว้ใช้ในอนาคตจะไม่สามารถ
เก็บไว้ในหน่วยความจาหลักได้ เนื่องจากไม่มีพื้นที่เพียงพอ อีกทั้งข้อมูลที่เก็บจะหายไปเมื่อปิดเครื่อง หากต้องการเก็บข้อมูลที่
มากขึ้นและเอาไว้ใช้ประโยชน์ในภายหลัง ก็จาเป็นต้องหาอุปกรณ์เก็บข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เช่น หน่วยเก็บข้อมูลสารอง หรือ
ที่เรียกว่า secondary storage
ปัจจุบันมีสื่อที่ผลิตมาสาหรับใช้เก็บข้อมูลสารองหลากหลายชนิด ซึ่งพอจะแบ่งตามรูปแบบของสื่อที่เก็บข้อมูลออกได้
เป็น 4 ประเภท
1. สื่อเก็บข้อมูลแบบจานแม่เหล็ก ( Magnetic Disk device ) เป็นอุปกรณ์บันทึกข้อมูลประเภทที่ใช้งานเป็นลักษณะ
ของจานบันทึก ( disk )ซึ่งมีหลายประเภท ดังนี้
1.1 ฟล็อปปี้ดิสก์ ( Floppy disks ) สื่อเก็บบันทึกข้อมูลที่ได้รับความนิยมและใช้งานอย่างแพร่หลาย สามารถหา
ซื้อใช้ได้ตามร้านขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทั่วไป นิยมเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ดิสเก็ตต์ ( diskette ) หรือแผ่นดิสก์ การเก็บข้อมูล
จะมีจานบันทึก ซึ่งเป็นวัสดุอ่อนจาพวกพลาสติกที่เคลือบสารแม่เหล็กอยู่ด้านใน และห่อหุ้มด้วยกรอบพลาสติกแข็งอีก
ชั้นหนึ่ง แผ่นดิสก์ในอดีตจะมีขนาดจานบันทึกที่ใหญ่มากถึง 5.25 นิ้ว ปัจจุบันไม่ได้รับความนิยมและเลิกใช้งานแล้ว จะเห็น
ได้เฉพาะขนาด 3.5 นิ้วแทน ซึ่งมีขนาดเล็กและพกพาสะดวกกว่า โครงสร้างการทางานของแผ่นดิสก์จะต้องมีการจัดข้อมูล
โดยการ ฟอร์แมต ( format ) เมื่อใช้ครั้งแรกก่อนทุกครั้ง (ปัจจุบันบริษัทผู้ผลิตมักจะมีการฟอร์แมตแผ่นมาตั้งแต่อยู่ใน
กระบวนการผลิตแล้ว (ผู้ใช้ไม่จาเป็นต้องทาการฟอร์แมตก่อนใช้งานซ้าอีก) การฟอร์แมตเป็นกระบวนการจัดพื้นที่เก็บ
ไฟล์ข้อมูลก่อนใช้งาน หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ เป็นการเตรียมพื้นที่สาหรับเก็บบันทึกข้อมูลนั่นเอง โครงสร้างของแผ่นจานแม่เหล็ก
เมื่อทาการฟอร์แมตแล้วจะมีลักษณะดังนี้
โครงสร้างของดิสก์เมื่อทาการฟอร์แมตแล้ว
แทรค ( Track ) เป็นการแบ่งพื้นที่เก็บข้อมูลออกเป็นส่วนตามแนววงกลมรอบแผ่นจานแม่เหล็ก จะมีมากหรือ
น้อยวงก็ขึ้นอยู่กับชนิดและประเภทของจานแม่เหล็กนั้น ซึ่งแผ่นแต่ละชนิดจะมีความหนาแน่นของสารแม่เหล็กแตกต่างกันทา
ให้ปริมาณความจุข้อมูลที่จะจัดเก็บต่างกันตามไปด้วย
เซกเตอร์ ( Sector ) เป็นการแบ่งแทรคออกเป็นส่วน ๆ สาหรับเก็บข้อมูล ซึ่งแต่ละเซกเตอร์สามารถเก็บ
ข้อมูลได้มากถึง 512 ไบต์ หากเปรียบเทียบแผ่นจานแม่เหล็กเป็นคอนโดมิเนียมหลังหนึ่งแล้ว เซกเตอร์ก็เปรียบได้เหมือนกับ
ห้องพักต่าง ๆ ที่แบ่งให้คนอยู่กันเป็นห้อง ๆ นั่นเอง แผ่นดิสเก็ตต์ที่พบทั่วไปในปัจจุบันจะเป็นแบบความจุสูงหรือ high
density สามารถเก็บข้อมูลได้ถึง 1.44 MB ซึ่งเราอาจคานวณหาความจุข้อมูลของแผ่นดิสก์ได้โดยการเอาจานวนด้าน
ของแผ่นจานแม่เหล็ก ( side ) จานวนของแทรค ( track ) จานวนของเซคเตอร์ในแต่ละแทรค ( sector/track ) และ
ความจุข้อมูลต่อ 1 เซกเตอร์ ( byte/sector ) ว่ามีค่าเป็นเท่าไหร่ แล้วเอาตัวเลขทั้งหมดมาคูณกันก็จะได้ปริมาณความจุ
ข้อมูลในแผ่นชนิดนั้น ๆ เมื่อเก็บหรือบันทึกข้อมูลแล้วสามารถที่จะป้ องกันการเขียนทับใหม่ หรือป้ องกันการลบข้อมูลที่อาจ
เกิดขึ้น โดยเลือกใช้ปุ่มเปิด – ปิดการบันทึกที่อยู่ข้าง ๆ แผ่นได้ ซึ่งหากเลื่อนขึ้น (เปิดช่องทะลุ) จะหมายถึงการป้ องกัน
( write-protected ) แต่หากเลื่อนปุ่มลงจะหมายถึง ไม่ต้องป้ องกันการเขียนทับข้อมูล ( not write-protected
) นั่นเอง
1.2 ฮาร์ดดิสก์ ( Hard disks ) เป็นอุปกรณ์เก็บบันทึกข้อมูลที่มีโครงสร้างคล้ายกับดิสเก็ตต์ แต่จุข้อมูลมากกว่าและมี
ความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลสูงกว่า ส่วนใหญ่จะถูกติดตั้งอยู่ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อใช้สาหรับเก็บตัวโปรแกรม
ระบบปฏิบัติการ ( operating system ) รวมถึงโปรแกรมประยุกต์อื่น ๆ ฮาร์ดดิสก์ผลิตมาจากวัสดุแบบแข็งจานวน
หลายแผ่นวางเรียงต่อกันเป็นชั้น จานแม่เหล็กแต่ละจาน เรียกว่า แพลตเตอร์ ( platter ) ซึ่งอาจจะมีจานวนต่างกันได้ใน
ฮาร์ดดิสก์แต่ละรุ่น
2. สื่อเก็บข้อมูลแสง ( Optical Storage Device )
เป็นสื่อเก็บข้อมูลสารองที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน ซึ่งใช้หลักการทางานของแสงเข้ามาช่วย การจัดเก็บข้อมูลจะคล้าย
กับแผ่นจานแม่เหล็ก แต่ต่างกันที่การแบ่งวงของแทรคจะแบ่งเป็นลักษณะคล้ายรูปก้นหอยและเริ่มเก็บบันทึกข้อมูลจากส่วน
ด้านในออกมาด้านนอก และแบ่งส่วนย่อยของแทรคออกเป็นเซกเตอร์เช่นเดียวกันกับแผ่นจานแม่เหล็ก
2.1 CD (Compact Disc) เป็นสื่อเก็บข้อมูลด้วยแสงแบบแรกที่ไดรับความนิยมอย่างแพร่หลายและ
ปัจจุบันก็ยังเป็นที่นิยมอยู่ เนื่องจากมีราคาถูกลงกว่าสมัยก่อนมาก ซึ่งแยกออกได้ดังนี้
CD-ROM (Compact disc read only memory) เป็นสื่อเก็บบันทึกข้อมูลที่นิยมใช้สาหรับการเก็บบันทึก
ข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ เช่น ระบบปฏิบัติการหรือโปรแกรมประยุกต์เพื่อใช้สาหรับติดตั้งในคอมพิวเตอร์รวมถึงเก็บผลงานไฟล์
มัลติมีเดีย โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ( CAI – computer assisted instruction ) หรือ CD-
Training ผู้ใช้สามารถอ่านข้อมูลได้อย่างเดียวแต่ไม่สามารถเขียนหรือบันทึกข้อมูลซ้าได้ สามารถจุข้อมูลได้ถึง 650-
750 MB โดยมากแล้วจะเป็นแผ่นที่ปั๊มมาจากโรงงานหรือบริษัทผู้ผลิตมาแล้ว
CD-R (Compact disc recordable) พบเห็นได้ตามร้านจาหน่ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทั่วไป มีราคาถูกลงอย่าง
มาก แผ่นแบบนี้สามารถใช้ไดรซ์เขียนแผ่น ( CD Write ) บันทึกข้อมูลได้และหากเขียนข้อมูลลงไปแล้วยังไม่เต็มแผ่นก็
สามารถเขียนเพิ่มเติมได้ แต่ไม่สามารถลบข้อมูลที่เขียนไว้แล้วได้ เนื่องจากเนื้อที่บนแผ่นแต่ละจุดจะเขียนข้อมูลได้ครั้งเดียว
เขียนแล้วเขียนเลยจะลบทิ้งอีกไม่ได้ เหมาะสาหรับผู้ที่ต้องการบันทึกไฟล์ข้อมูลเพื่อเก็บรักษาทั่วไป เช่น ภาพถ่ายจากกล้อง
ดิจิตอล เพลง mp3 หรือไฟล์งานข้อมูลซึ่งในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัว
CD-RW (Compact disc rewritable) แผ่นชนิดนี้มีลักษณะหน้าตาเหมือนกับแผ่น CD-R ทุกประการแต่มีข้อ
ดีกว่าคือ นอกจากเขียนบันทึกข้อมูลได้หลายครั้งแล้ว ยังสามารถลบข้อมูลและเขียนซ้าใหม่ได้เรื่อย ๆ เหมือนกับการบันทึกและ
เขียนซ้าของดิสเก็ตต์ อย่างไรก็ตามแผ่น CD-RW ขณะนี้ยังมีราคาสูงกว่า CD-R อยู่พอสมควร จึงเหมาะสาหรับผู้ที่
ต้องการบันทึกข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยและเก็บข้อมูลไว้ในระยะเวลาอันสั้น ไม่ถาวร ซึ่งจะช่วยทาให้ประหยัดค่าใช้จ่าย
ไปได้มาก เพราะสามารถลบทิ้งแล้วเขียนใหม่อีกได้ถึงกว่าพันครั้ง
2.2 DVD (Digital Versatile Disc/Digital Video Disc) ผลิตมาเพื่อตอบสนองกับงานเก็บข้อมูล
ความจุสูง เช่น เพลงหรืองานมัลติมีเดียเพื่อให้เกิดความสมจริงและคมชัดมากที่สุด การเก็บข้อมูลจะมีการแบ่งออกเป็นชั้น ๆ
เรียกว่า เลเยอร์ (Layer ) และสามารถเก็บข้อมูลได้ทั้งสองด้าน (sides ) ความจุของ DVD จะมี
มากกว่า CD หลายเท่าตัว โดยมีตั้งแต่ 4.7 GB - 17 GB
การใช้งาน DVD มีแนวโน้มว่าจะได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นและคาดว่าจะเข้ามาแทน CD ในอนาคต เนื่องจาก
ราคาของ DVD มีราคาถูกลงอย่างมาก ซึ่งในปัจจุบันมีการนาแผ่น DVD มาประยุกต์ใช้กันอย่างแพร่หลายและมีมาตรฐาน
ที่ค่อนข้างแตกต่างกันไม่เหมือนกับแผ่น CD ซึ่งพอจะแยกออกได้ดังนี้
DVD-ROM เป็นแผ่น DVD ที่ผลิตจากบริษัทหรือโรงงานโดยตรง มักใช้สาหรับเก็บข้อมูลขนาดใหญ่มาก เช่น ภาพยนตร์
ความคมชัดสูงและต้องการเสียงที่สมจริง รวมถึงการสารองข้อมูลขนาดใหญ่ที่ CD-ROM ทั่วไปไม่สามารถจัดเก็บหรือ
บันทึกได้
DVD-R และ DVD-RW เป็นแผ่น DVD ประเภทเขียนข้อมูลได้ตามมาตรฐานขององค์กร DVD Forum
(www.dvdforum.org) มีความจุข้อมูลสูงสุดขณะนี้4.7 GB เท่านั้น การเขียนข้อมูลสาหรับ DVD-R สามารถ
เขียนและบันทึกข้อมูลได้เพียงครั้งเดียวเหมือนกับการเขียนแผ่น CD-R ส่วน DVD-RW จะเขียนและบันทึกข้อมูลซ้าหลาย
ๆ ครั้ง วิธีการเขียนข้อมูลอาจเติมเฉพาะข้อมูลใหม่ลงไปโดยลบอันเก่าทิ้งทั้งแผ่นหรือจะ import ข้อมูลอันเก่ามารวมกับ
ของใหม่แล้วเขียนไปพร้อม ๆ กันก็ได้
DVD+R และ DVD+RW เป็นกลุ่มของ DVD ที่เขียนข้อมูลได้เช่นเดียวกันแต่เป็นมาตรฐานขององค์กร DVD+RW
Alliance (www.dvdrw.com) ซึ่งเกิดขึ้นภายหลัง มีความจุสูงสุดคือ 4.7 GB และอาจเพิ่มอีกในอนาคต การ
เขียนข้อมูลของ DVD+Rและ DVD+RW จะคล้าย ๆ กันกับกลุ่มมาตรฐานเดิมแต่ความเร็วในการเขียนแผ่นจะมีมากกว่า
ไดรว์เขียนแผ่น DVD ปัจจุบันมักเขียนได้ทั้งแบบ +RW และ – RW เรียกกันว่าแบบ Dual
format นอกจากนี้ยังมีไดรว์และแผ่นรุ่นใหม่ที่บันทึกข้อมูลได้มากถึงเกือบสองเท่าของแบบธรรมดา คือจุได้ 8.5 GB
(เทียบเท่า DVD-9 ) โดยบันทึกข้อมูลสองชั้นซ้อนกันในด้านเดียว เรียกว่าแผ่นและไดรว์แบบ Double Layer ( บางทีก็
เรียก Dual Layer)
3. สื่อเก็บข้อมูลอื่น ๆ ( Other Storage Device )
อุปกรณ์หน่วนความจาแบบแฟรช ( Flash memory device ) ปัจจุบันนามาใช้บันทึกแทนสื่อเก็บข้อมูลแบบดิสเก็ตต์
มากขึ้น เพราะจุข้อมูลได้มากกว่า นิยมใช้กับเครื่องพีซีและคอมพิวเตอร์แบบพกพาทั่วไป มีชื่อเรียกแตกต่างกัน เช่น flash
drive, thumb drive หรือ handy drive โดยสามารถต่อพ่วงเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์และอ่านค่าข้อมูลนั้นได้
โดยตรง
อุปกรณ์หน่วยความจาแบบแฟรชนี้อาจอยู่ในรูปแบบของ memory card ที่ใช้สาหรับจัดเก็บข้อมูลประเภทภาพถ่ายหรือ
ข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ในอุปกรณ์ดิจิตอลแบบพกพาทั้งหลาย เช่น กล้องถ่ายรูปดิจิตอลหรือพีดีเอ ซึ่งมีหลายฟอร์แมต (ดังรูป)
เช่นอ Compact Flash (CF), SmartMedia ( เลิกผลิตแล้ว), Secure Digital และ Multimedia
Memory Card (SD/MMC ซึ่งมีขนาดเท่ากัน) และ Memory Stick โดยการอ่านข้อมูลอาจใช้อุปกรณ์ดิจิตอล
นั้นต่อพ่วงเข้ากับคอมพิวเตอร์โดยตรงหรือใช้อุปกรณ์พิเศษที่เรียกว่า card reader ช่วยอ่านข้อมูลที่เก็บอยู่ภายในได้
เช่นเดียวกัน
1. อุปกรณ์แสดงผลหน้าจอ ( Display device ) เป็นอุปกรณ์สาหรับการแสดงผลในรูปแบบกราฟิกและผู้ใช้สามารถ
เห็นผลลัพธ์ได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น เมื่อไฟดับหรือปิดการทางานของเครื่องคอมพิวเตอร์ลงไปจะไม่สามารถเห็นได้อีก บางครั้ง
นิยมเรียกอุปกรณ์ประเภทนี้ว่าsoft copy นั่นเอง เช่น
เทอร์มินอล ( Terminal ) มักพบเห็นได้กับจุดบริการขาย ( POS-Point Of Sale ) ตามห้างสรรพสินค้า ร้าน
สะดวกซื้อ หรือจุดให้บริการลูกค้าเพื่อทารายการบางประเภท เช่น ตู้รายการฝากถอน ATM อัตโนมัติ จอภาพของเทอร์มินอล
จะมีขนาดเล็กกว่าจอภาพที่ใช้กับคอมพิวเตอร์
จอซีอาร์ที ( CRT Monitor ) เป็นอุปกรณ์แสดงผลที่นิยมใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ประเภทพีซี การทางานจะอาศัย
หลอดแก้วแสดงผลขนาดใหญ่ที่เรียกว่าหลอดรังสีคาโธด ( cathode ray tube ) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับหลอดภาพ
ของโทรทัศน์ และตัวจอภาพก็มีลักษณะเหมือนกับจอภาพของโทรทัศน์ มีหลายขนาด
ตั้งแต่ 14,15,16,17,19,20 และ 21 นิ้ว เป็นต้น (แนวโน้มการใช้งานปัจจุบันจะเลือกใช้จอภาพที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อ
ช่วยในการทางานได้ดีกว่าจอภาพขนาดเล็ก โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้พื้นที่สาหรับทางานบนจอภาพมาก ๆ เช่น การสร้าง
ภาพกราฟิกหรือการออกแบบงาน 3 มิติ เป็นต้น)
จอแอลซีดี ( LCD Monitor ) เป็นอุปกรณ์แสดงผลอีกแบบหนึ่ง อาศัยการทางานของโมเลกุลชนิดพิเศษ
เรียกว่า “ ผลึกเหลว” หรือliquid crystal ในการแสดงผล (LCD = Liquid Crystal Display ) ซึ่งเมื่อมี
สัญญาณไฟฟ้ าส่งไปยังแต่ละจุดบนจอ ผลึกเหลว ณ จุดนั้นจะมีการบิดตัวของโมเลกุลเป็นองศาที่แตกต่างกัน ทาให้แสงที่ส่อง
จากด้านหลังจอผ่านได้มากน้อยต่างกัน และเกิดภาพสีต่าง ๆ ขึ้น แต่เดิมนิยมใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์แบบโน๊ตบุ๊ค ปัจจุบันได้
นามาใช้กับเครื่องพีซีทั่วไปบ้างแล้ว เนื่องจากมีขนาดบาง เบาและสะดวกในการเคลื่อนย้ายมากกว่า อีกทั้งยังไม่เปลืองพื้นที่
สาหรับการทางานด้วย แต่ปัจจุบันยังมีราคาที่แพงกว่าจอแบบซีอาร์ทีพอสมควร
โปรเจคเตอร์ ( Projector ) นิยมใช้สาหรับการจัดประชุม สัมมนา หรือการนาเสนอผลงาน ( presentation
) ที่ต้องการให้ผู้เข้าชมจานวนมากได้เห็นข้อมูลภาพกราฟิกต่าง ๆ ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทาหน้าที่เป็นเหมือนอุปกรณ์ช่วยขยาย
ภาพขนาดเล็กจากจอภาพธรรมดาให้ไปแสดงผลลัพธ์เป็นภาพขนาดใหญ่ที่บริเวณฉากรับภาพ
2. อุปกรณ์สาหรับพิมพ์งาน ( Print Device )
เป็นอุปกรณ์การแสดงผลที่แสดงออกมาให้อยู่ในรูปแบบข้อมูล รายงาน รูปภาพ หรือแผนที่ซึ่งสามารถจับต้องหรือเก็บรักษาไว้
ได้อย่างถาวร นิยมเรียกอุปกรณ์เหล่านี้Hard copy อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องสาหรับการพิมพ์งานมีดังนี้
เครื่องพิมพ์แบบดอทเมตริกซ์( Dot matrix Printer ) เป็นเครื่องพิมพ์ที่ใช้กันในองค์กรธุรกิจทั่วไป เนื่องจากมี
คุณสมบัติในการทางานพิมพ์โดยอาศัยหัวเข็มพิมพ์กระทบลงไปที่ผ้าหมึก( ribbon ) และตัวกระดาษโดยตรงจึงเหมาะสม
กับการพิมพ์เอกสารประเภทใบเสร็จรับเงิน ใบกากับภาษี ใบส่งของ หรือรายการสั่งซื้อที่จาเป็นต้องมีสาเนาเอกสาร
(copy)เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานทางการบัญชี นิยมเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เครื่องพิมพ์แบบกระทบ(impact printer ) แต่มี
ข้อจากัดในเรื่องการทางานที่เป็นสี นอกจากนี้คุณภาพของงาน ความคมชัด และความเร็วยังต่ากว่าเครื่องพิมพ์แบบอื่นๆ จึงมี
ความนิยมใช้ลดลง ถึงแม้มีราคาไม่สูงนักก็ตาม
เครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์( Laser Printer ) ผลลัพธ์ที่ได้จากการพิมพ์เอกสารด้วยเครื่องพิมพ์แบบดอทเมตริกซ์ซึ่ง
อาศัยหัวพิมพ์กระทบลงไปในกระดาษเหมือหลักการของเครื่องพิมพ์ดีดนั้น ทาให้คุณภาพงานพิมพ์ที่ได้ไม่ชัดเจน จึงนิยมใช้
เครื่องพิมพ์ประเภทเลเซอร์เข้ามาแทนเนื่องจากมีความคมชัดมากกว่าเครื่องพิมพ์แบบนี้อาศัยการทางานของแสงเลเซอร์ฉาย
ลงไปยังหลอดสร้าง( drum ) ภาพที่ได้รับการกระตุ้นของแสง แล้วฉีดผงหมึกเข้าไปยังบริเวณที่มีประจุอยู่(ซึ่งเป็นหลักการ
เดียวกับเครื่องถ่ายเอกสารนั่นเอง) จากนั้นให้กระดาษวิ่งมารับผงหมึก แล้วไปผ่านความร้อนเพื่อให้ภาพติดแน่น ข้อดีคือภาพที่
ได้มีความละเอียดสูงมาก และความเร็วก็สูง แต่มีข้อเสียคือไม่สามารถพิมพ์เอกสารที่เป็นแบบสาเนา (copy) เหมือนกับ
เครื่องพิมพ์แบบดอทเมตริกซ์ได้ นอกจากนี้ปัจจุบันเริ่มมีเครื่องพิมพ์งานสีได้แล้ว โดยใช้ผงหมึก 4 สีผสมกัน ซึ่งราคาเครื่องเริ่ม
ลดลงมากแล้ว แต่ผงหมึกก็ยังแพงอยู่
เครื่องพิมพ์แบบอิงค์เจ็ต ( Ink-jet Printer ) เป็นเครื่องพิมพ์ที่มีการทางานโดยอาศัยน้าหมึกพ่นลงไปบน
กระดาษตรงจุดที่ต้องการ และสามารถเลือกใช้ได้ทั้งหมึกสีและขาวดา เครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึกอาจมีทั้งแบบราคาถูกที่ใช้งาน
ตามบ้านทั่วไปสาหรับพิมพ์เอกสารที่ต้องการความสวยงาม เช่น ภาพถ่าย โปสการ์ด ปฏิทิน หรือพิมพ์บนกระดาษแบบพิเศษ
แล้วนาไปติดกับเสื้อผ้าหรือแก้วกาแฟ หรืออาจพบเห็นได้กับเครื่องพิมพ์ในบางรุ่นที่นิยมใช้กันในงานธุรกิจ เช่น งานพิมพ์
โปสเตอร์หรือภาพสีขนาดใหญ่ แต่ก็มีราคาที่แพงตามไปด้วย
พลอตเตอร์ ( Plotter ) เป็นเครื่องพิมพ์เพื่อแสดงผลลัพธ์อีกประเภทหนึ่ง มักใช้กับการพิมพ์เอกสารที่มีขนาด
ค่อนข้างใหญ่มากและไม่สามารถพิมพ์ด้วยเครื่องขนาดเล็กได้ การทางานใช้กลไกบังคับปากกาให้ขีดลงบนกระดาษโดยตรง
ส่วนใหญ่เป็นเอกสารที่ต้องการความละเอียดสูง เช่น ภาพโฆษณา แผนที่ แผนผัง แบบแปลน เป็นต้น อย่างไรก็ดีอาจพบเห็น
เครื่องพลอตเตอร์นี้ค่อนข้างน้อยในปัจจุบัน เนื่องจากเครื่องพิมพ์แบบอิงค์เจ็ตได้เข้ามาแทนที่เกือบหมดแล้ว
3. อุปกรณ์ขับเสียง ( Audio Device )
ลาโพง ( Speaker ) ข้อมูลที่เป็นแบบเสียงจะไม่สามารถแสดงผลลัพธ์ไปยังจอภาพของคอมพิวเตอร์ได้ แต่จะ
อาศัยอุปกรณ์แสดงผลเฉพาะที่เรียกว่า ลาโพง ( speaker ) เพื่อช่วยขับเสียงออก ปัจจุบันมีราคาถูกมากตั้งแต่ร้อยกว่าบาท
จนถึงหลักพัน นิยมใช้สาหรับการแสดงผลในรูปของเสียงเพลงหรือเสียงประกอบในภาพยนตร์รวมถึงเสียงที่ได้จากการพูดผ่าน
ไมโครโฟน
หูฟัง ( Headphone ) เป็นอุปกรณ์สาหรับรับฟังข้อมูลประเภทเสียงเช่นเดียวกัน นิยมใช้สาหรับการฟังเสียง เช่น
ฟังเพลง หรือเสียงประกอบภาพยนตร์ที่เป็นแบบส่วนตัว ในบางรุ่นอาจพบได้ทั้งหูฟังและไมโครโฟนอยู่ในตัวเดียวกัน มีให้เลือก
หลายชนิดทั้งแบบที่มีสายเชื่อมต่อและแบบไร้สาย ราคาของหูฟังอาจจะมีตั้งแต่ราคาไม่กี่ร้อยบาทจนถึงหลักพัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ
คุณภาพและยี่ห้อของบริษัทผู้ผลิตด้วย
โดยปกติทั้งหูฟังและลาโพงจะต่อสัญญาณเสียงแบบอนาล็อก ( analog ) คือสัญญาณเสียงทั่ว ๆ ไปเหมือนในวิทยุ
หรือโทรทัศน์ จากช่องเสียบสัญญาณที่ซาวด์การ์ดในเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่มีลาโพงและหูฟังบางแบบอาจใช้การต่อ
สัญญาณเสียงในแบบดิจิตอลจากพอร์ตUSB ของเครื่องออกมาแทน แล้วแปลงกลับเป็นเสียงแบบที่เราได้ยินกัน โดยใช้วงจร
ภายในตัวเอง ซึ่งจะลดเสียงรบกวนจากอุปกรณ์อื่น ๆ ในคอมพิวเตอร์ แต่หูฟังหรือลาโพงแบบนี้ก็จะมีราคาแพงกว่า

Work3-12

  • 1.
    ความหมายของฮาร์ดแวร์ ฮาร์ดแวร์ หมายถึง ส่วนที่ประกอบเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์รวมอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ที่เรา สามารถมองเห็นและสัมผัสได้ เช่น ตัวเครื่อง จอภาพ คีย์บอร์ด และเมาส์ เป็นต้น เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลโดยทั่วไปจะมี ฮาร์ดแวร์หลัก ๆ ได้แก่ 1. ตัวเครื่อง (Case) ทาหน้าที่ในส่วนของการประมวลผลข้อมูลที่ได้รับมาจากอุปกรณ์นาเข้าต่างๆ ซึ่งภายในตัวเครื่อง จะมีอุปกรณ์หลัก ได้แก่ แผงวงจรหลัก หม้อแปลงไฟฟ้ า ซีพียู ฮาร์ดดิสก์ หน่วยความจา การ์ดแสดงผล การ์ดเสียง เป็นต้น 2. จอภาพ (Monitor) ทาหน้าที่แสดงผลข้อความ รูปภาพ 3. ดิสก์ไดร์ฟ (Disk drive) เป็นอุปกรณ์อ่าน-เขียนข้อมูลบนดิสก์เก็ต 4. คีย์บอร์ด (Keyboard) ทาหน้าที่ป้ อนข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ 5. เม้าส์ (Mouse) เป็นส่วนที่ใช้สั่งงานด้วยการชี้และเลือกสิ่งต่างๆที่แสดงอยู่บนจอภาพ 6. ลาโพง (Speaker) เป็นส่วนที่ใช้แสดงผลที่เป็นเสียง อุปกรณ์นาเข้า(Input Device) เป็นอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการนาข้อมูลหรือชุดคาสั่งเข้ามายังระบบเพื่อให้ คอมพิวเตอร์ประมวลผลต่อไปได้ ซึ่งอาจเป็นตัวเลข ตัวอักษร ภาพกราฟิก เสียง หรือวิดีโอ เป็นต้น อุปกรณ์นาข้อมูลเข้าที่พบ เห็นได้ในปัจจุบันพอจะยกตัวอย่างได้ดังนี้ 1. อุปกรณ์แบบกด (Keyed Device) 1.1 คีย์บอร์ด (Keyboard) เป็นอุปกรณ์นาข้อมูลเข้าที่นิยมใช้กันมากที่สุดและพบเห็นในการใช้งานทั่วไป โดยรับ ข้อมูลป้ อนเข้าที่เป็นตัวอักษร อักขระพิเศษ ตัวเลข รวมถึงชุดคาสั่งต่าง ๆ ตัวอุปกรณ์จะมีกลุ่มของแป้ นพิมพ์วางเรียงต่อกัน เหมือนกับเครื่องพิมพ์ดีด ผู้ใช้งานสามารถเลือกกดปุ่มใด ๆ ได้ทันที โดยข้อมูลทั้งหมดที่ป้ อนเข้ามาจะถูกส่งเข้าไปเก็บยัง หน่วยความจาของระบบและแปลงให้เป็นรหัสที่คอมพิวเตอร์เข้าใจเสียก่อน จากนั้นจึงจะนาไปประมวลผลต่อไป ปัจจุบันอาจ พบเห็นคีย์บอร์ดประเภทต่าง ๆ ได้ดังนี้ (1) คีย์บอร์ดมาตรฐาน ( Standard keyboard ) เป็นคีย์บอร์ดที่นิยมใช้กันโดยทั่วไป มีลักษณะคล้ายกับ แป้ นพิมพ์บนเครื่องพิมพ์ดีด โดยปกติจะประกอบด้วยกลุ่มของแป้ นพิมพ์หลัก ๆ ดังต่อไปนี้
  • 2.
    • แป้ นพิมพ์ตัวอักขระ( alphabetic key ) เป็นกลุ่มของแป้ นพิมพ์ซึ่งมีบริเวณใหญ่ที่สุด ประกอบด้วยแผง อักขระสาหรับการป้ อนข้อมูลที่มีทั้งตัวอักษร ตัวเลขและอักขระแบบพิเศษทั่วไป • แป้ นสาหรับควบคุมทิศทาง ( cursor-movement key ) เป็นกลุ่มของแป้ นพิมพ์สาหรับควบคุมทิศ ทางการเคลื่อนที่ของเคอร์เซอร์และเปลี่ยนจุดหรือบริเวณการทางาน • แป้ นฟังก์ชัน ( function key ) เป็นกลุ่มของแป้ นพิมพ์สาหรับการเลือกคาสั่งลัดที่มีอยู่ในบางประเภท แป้ น เหล่านี้จะอยู่บนแถวแรกสุดของคีย์บอร์ด • แป้ นควบคุม ( control key ) เป็นกลุ่มของแป้ นพิมพ์สาหรับสั่งการบางอย่างร่วมกับปุ่มอื่น ๆ บางครั้งนิยม เรียกว่า modifier keys เช่นCtrl , Alt , Shift เป็นต้น • แป้ นป้ อนข้อมูลตัวเลข ( numeric keypad ) เป็นกลุ่มของแป้ นพิมพ์สาหรับการป้ อนค่าข้อมูลที่เป็นตัวเลขเพื่อ ช่วยในการบันทึกข้อมูลเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น การป้ อนข้อมูลเพื่อคานวณหรือหาผลลัพธ์ทางบัญชี (2) คีย์บอร์ดติดตั้งภายใน ( Built-in keyboard ) เป็นคีย์บอร์ดที่ปรับขนาดของแป้ นพิมพ์ให้เล็กลง พบเห็น ในการใช้งานกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ประเภทพกพา เช่น โน๊ตบุ๊คหรือเดสก์โน๊ต ซึ่งมีพื้นที่ในการใช้งานค่อนข้างจากัด แป้ นพิมพ์นี้จะถูกติดตั้งมาพร้อมกับการผลิตเครื่องอยู่แล้ว (3)คีย์บอร์ดเออร์โกโนมิกส์ ( Ergonomic keyboard ) เป็นคีย์บอร์ดที่มีการออกแบบโดยคานึงถึงความ สะดวกสบายและความปลอดภัยของผู้ใช้งานเป็นหลัก เนื่องจากการป้ อนข้อมูลเป็นเวลานาน ๆ อาจจะทาให้เกิดความเมื่อยล้า จากการพิมพ์จนเกิดการบาดเจ็บเนื่องจากเส้นอักเสบได้ จึงมีการออกแบบแป้ นพิมพ์ใหม่ เช่น เพิ่มอุปกรณ์สาหรับการวางมือ และออกแบบทิศทางสาหรับการจัดวางแป้ นพิมพ์ใหม่ให้สัมพันธ์กับสรีระของมนุษย์มากขึ้น ปัจจุบันจะพบเห็นคีย์บอร์ดชนิดนี้ เข้ามาแทนที่คีย์บอร์ดมาตรฐานกันมากขึ้น เนื่องจากช่วยลดปัญหาในเรื่องการบาดเจ็บของข้อมือได้เป็นอย่างดี
  • 3.
    (4) คีย์บอร์ดไร้สาย (Cordless keyboard ) คีย์บอร์ดแบบมาตรฐานที่ใช้กันทั่วไป อาจไม่มีความ สะดวกสบายมากพอเมื่อต้องการใช้งานในระยะที่ไกลจากโต๊ะทางาน อีกทั้งการดึง ย้าย หรือเปลี่ยนที่ของอุปกรณ์ยังทาให้เกิด ความยุ่งยาก เนื่องจากตัวสายของคีย์บอร์ดเชื่อมต่ออยู่กับตัวเครื่องตลอดเวลา เมื่อเกิดหลุดก็ไม่สามารถทางานต่อไปได้ ดังนั้น จึงได้มีการคิดค้นเพื่อสร้างคีย์บอร์ดแบบใหม่ที่อาศัยการส่งผ่านข้อมูลโดยเทคโนโลยีไร้สายขึ้นและทางานโดยใช้พลังงาน แบตเตอรี่แทน ทาให้สามารถย้ายคีย์บอร์ดไปวางยังตาแหน่งใด ๆ ที่อยู่ในรัศมีของสัญญาณนอกเหนือจากโต๊ะทางานได้ (5)คีย์บอร์ดพกพา ( Portable keyboard ) เมื่ออุปกรณ์ประเภทเครื่องพีดีเอได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น การทางานบางอย่างที่ต้องอาศัยการป้ อนข้อมูลเข้าไป เช่น พิมพ์ข้อความรายงาน จดหมายหรือบันทึกการประชุม จะเกิดความ ไม่สะดวก เพราะตัวเครื่องมีขนาดเล็ก หากใช้ปากกาช่วยเขียนก็จะทาได้ช้ากว่า จึงมีการสร้างคีย์บอร์ดที่สามารถพกพาไปยังที่ ต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น เพียงแค่กางออกมาก็สามารถใช้ได้เหมือนกับคีย์บอร์ดปกติ
  • 4.
    (6) คีย์บอร์ดเสมือน (Virtual keyboard ) เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นสาหรับใช้ร่วมกับเครื่องพีดีเอ เช่นเดียวกันกับคีย์บอร์ดพกพา แต่ต่างกันตรงที่มีการจาลองภาพให้เป็นเสมือนคีย์บอร์ดจริง โดยอาศัยการทางานของแสง เลเซอร์ยิงลงไปบนโต๊ะหรืออุปกรณ์รองรับสัญญาณที่เป็นพื้นผิวเรียบ เมื่อต้องการใช้งานก็สามารถพิมพ์หรือป้ อนข้อมูลที่เห็น เป็นภาพเหมือนแผงแป้ นพิมพ์นั้นเข้าไปได้เลย ตัวรับแสงในอุปกรณ์จะตรวจจับได้เองว่าผู้ใช้วางนิ้วไหนไปกดตรงตัวอักษรใด 2.อุปกรณ์ชี้ตาแหน่ง (Pointing Device) 2.1 เมาส์ ( Mouse ) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ชี้ตาแหน่งการทางานรวมถึงสั่งการให้คอมพิวเตอร์ทางานบางคาสั่งที่มีการ โต้ตอบกันระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์ โดยใช้มือเป็นตัวบังคับทิศทางและใช้นิ้วสาหรับการกดเลือกคาสั่งงาน สามารถพบเห็น ได้ 2 ประเภท ดังนี้ เมาส์แบบทั่วไป ( Mechanical mouse ) เป็นเมาส์ที่ได้รับการออกแบบโดยใช้ลูกบอลเป็นตัวจับทิศทาง ที่เมาส์เลื่อนไป ลูกบอลของเมาส์มีลักษณะเป็นลูกกลม ๆ ทาจากยางกลิ้งอยู่ด้านล่าง ซึ่งจะลากผ่านแผ่นรองเมาส์ ( mouse pad ) และกลไกภายในจะจับได้ว่ามีการเลื่อนไปมากน้อยแค่ไหนและในทิศใด สาหรับส่วนบนจะมีปุ่มให้เลือกกด ประมาณ 2-3 ปุ่ม ขึ้นอยู่กับบริษัทผู้ผลิต บางแบบอาจมีปุ่มล้อที่หมุน (scroll ) และกดได้เพื่อควบคุมการทางานขึ้นลง ของสโครลบาร์ในหน้าต่างโปรแกรมบางประเภท
  • 5.
    เมาส์แบบแสงหรือออปติคอลเมาส์ ( Opticalmouse ) การใช้เมาส์แบบทั่วไปที่ใช้ลูกบอล มีข้อเสียคือ เมื่อใช้ไปนาน ๆ ลูกบอลจะกลิ้งผ่านและเก็บเอาฝุ่นละอองเข้าไปด้วย ฝุ่นเหล่านี้จะจับตัวกันหนาขึ้น ส่งผลให้กลไกในการทางานผิดเพี้ยนไปมาก จึงมีการสร้างเมาส์แบบใหม่ขึ้นมาเรียกว่า เมาส์แบบแสง หรือ ออปติคอลเมาส์ เพื่อใช้แก้ปัญหานี้เมาส์แบบใหม่นี้ทางานได้ โดยไม่ต้องใช้ล้อหมุนแต่ใช้แสงไปกระทบพื้นผิวด้านล่าง วงจรภายในจะวิเคราะห์แสงสะท้อนที่เปลี่ยนไปเมื่อเลื่อนเมาส์และ แปลงทิศทางเป็นการชี้ตาแหน่ง ซึ่งปัจจุบันมีทั้งที่เป็นแบบต่อกับคอมพิวเตอร์โดยใช้สายและแบบไม่ใช้สาย 2.2 ลูกกลมควบคุม (Track ball) เป็นอุปกรณ์ที่มีหลักการทางานคล้ายกับเมาส์ โดยมีลูกบอลติดตั้งไว้ส่วนบนเพื่อ ใช้สาหรับควบคุมทิศทาง เมื่อผู้ใช้หมุนลูกบอลก็คือการย้ายตาแหน่งตัวชี้นั่นเอง ลักษณะของลูกบอลมีขนาดใหญ่กว่าเมาส์มาก ส่วนใหญ่จะนาไปใช้ติดตั้งแยกต่างหาก เพื่อช่วยให้การทางานกับคอมพิวเตอร์แบบพกพาสะดวกมากยิ่งขึ้น ในบางรุ่นอาจ ติดตั้งแทรคบอลอยู่ไว้ภายในด้วย แต่ปัจจุบันไม่ค่อยนิยมใช้กันแล้ว 2.3 แท่งชี้ควบคุมหรือพอยติงสติ๊ก ( Pointing stick ) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สาหรับชี้ตาแหน่งข้อมูลเช่นเดียวกัน มีลักษณะ เป็นก้อนเล็ก ๆ คล้ายกับยางลบดินสอ จะติดตั้งอยู่ตรงส่วนกลางของแป้ นพิมพ์ในคอมพิวเตอร์แบบพกพา การควบคุมทิศทาง ของตัวชี้จะใช้นิ้วมือเป็นตัวบังคับเพื่อเลื่อนทางานเช่นเดียวกัน โดยเมื่อดันให้แท่งนี้โยกไปทิศทางใด ลูกศรบนจอก็จะเลื่อนไปใน ทิศทางนั้น
  • 6.
    2.4 จอยสติ๊ก (Joystick ) เป็นอุปกรณ์ที่พบเห็นได้กับการทางานที่เกี่ยวข้องกับเกมคอมพิวเตอร์เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากการใช้เมาส์เพื่อบังคับทิศทางนั้นอาจไม่รองรับกับรูปแบบของบางเกมได้ จึงนาเอาจอยสติ๊กมาใช้แทน เช่น การบังคับ ทิศทางซ้าย ขวา หน้า หลัง หรือบังคับทิศทางในระดับองศาที่แตกต่างกันในการควบคุมอากาศยานหรือท่าต่อสู้ของตัวละคร ซึ่ง ทาให้เกมมีความสมจริงมากกว่าการใช้เมาส์นั่นเอง 2.5 แผ่นรองสัมผัสหรือทัชแพด ( Touch pad ) เป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมบาง ๆ ติดตั้งไว้อยู่ ในคอมพิวเตอร์แบบพกพา เพื่อใช้ทางานแทนเมาส์ เมื่อกดสัมผัสหรือใช้นิ้วลากผ่านบริเวณดังกล่าวก็สามารถทางานแทนกันได้ โดยมากจะติดตั้งไว้บริเวณด้านล่างของแป้ นพิมพ์ 2.6 จอสัมผัสหรือทัชสกรีน ( Touch screen ) เป็นอุปกรณ์ที่สามารถใช้นิ้วมือแตะบังคับหรือสั่งการไปยัง หน้าจอคอมพิวเตอร์ได้เลย โดยไม่จาเป็นต้องใช้เมาส์หรือแป้ นพิมพ์ มักพบเห็นได้ตามตู้ให้บริการข้อมูลนักท่องเที่ยว ตู้ ATM บางธนาคาร เครื่องออกบัตรโดยสาร รถไฟฟ้ า หรือพบเห็นในตู้เกมบางประเภท เช่น เกมประเภทจับผิดภาพ เกม ประเภททานายดวงชะตา เป็นต้น
  • 7.
    2.7 พวงมาลัยพังคับทิศทาง (Wheel)เป็นอุปกรณ์ที่ใช้กับการเล่นเกมเหมือนกับจอยสติ๊ก พบเห็นได้กับเกม จาลองประเภทแข่งรถหรือควบคุมทิศทางของยานพาหนะ มีลักษณะเหมือนกับพวงมาลัยบังคับทิศทางในรถยนต์จริง เพื่อให้ เกมจาลองนั้น ๆ มีความสมจริงมากยิ่งขึ้น อาจมีการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์เหยียบเบรกจาลอง ( pedal ) และตัวเร่งความเร็ว จาลอง ( accelerator ) ด้วย 3. ประเภทปากกา ( Pen-Based Device ) 3.1 ปากกาแสง ( Light pen ) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สาหรับการกาหนดตาแหน่งบนจอภาพรวมถึงการป้ อนข้อมูลเข้าแทน แป้ นพิมพ์ เอามาใช้เขียนหรือวางตาแหน่งบนจอภาพคอมพิวเตอร์ประเภทที่ใช้หลอดภาพหรือ CRT ได้เลย มักใช้ร่วมกับ โปรแกรมประเภทช่วยการออกแบบหรือ CAD (computer aided design) เพื่อให้การทางานมีความสะดวกมาก ยิ่งขึ้น เนื่องจากสามารถลากหรือวาดทิศทางได้ง่าย แต่มีความละเอียดแม่นยาไม่สูงนัก เพราะถูกจากัดด้วยความละเอียดของ จอภาพ ปัจจุบันได้รับความนิยมน้อยลง 3.2 ดิจิไทเซอร์ ( Digitizer ) หรืออุปกรณ์อ่านพิกัด มักใช้ร่วมกับอุปกรณ์ประเภทปากกาหรือในงานความละเอียด สูงจะใช้กับหัวอ่านที่เป็นกากบาทเส้นบาง ( crosshair ) เพื่อให้ชี้ตาแหน่งโดยละเอียด ทาหน้าที่เป็นเสมือนกระดานรองรับ การเขียนข้อความ วาดภาพหรือออกแบบงานที่เกี่ยวกับกราฟิกเป็นหลัก ทาให้มีความคล่องตัวและสะดวกต่อการใช้งานมาก ยิ่งขึ้น
  • 8.
    3.3 สไตลัส (Stylus ) เป็นอุปกรณ์ประเภทปากกาป้ อนข้อมูลชนิดหนึ่งที่นิยมใช้กันมากในคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก เช่น พีดีเอ แท็บเล็ตพีซี หรืออาจพบเห็นในสมาร์ทโฟนบางรุ่น ผลิตมาเพื่อใช้เขียนหนังสือด้วยลายมือหรือวาดเส้นลงบนหน้าจอ อุปกรณ์ได้โดยตรง ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่อานวยความสะดวกในการทางานมากยิ่งขึ้น โดยจะทาหน้าที่แปลงรหัส ในการเขียน (ที่คล้ายจดชวเลขในสมัยก่อน) ไปเป็นตัวอักษรที่คอมพิวเตอร์สามารถประมวลผลและใช้งานต่อได้ทันที เช่น นาไป จัดเก็บในสมุดรายชื่อ หรือเก็บบันทึกข้อความที่เขียนไว้เป็นไฟล์เพื่อเรียกใช้งานต่อไป 4. ประเภทข้อมูลมัลติมีเดีย ( Multimedia Input Device) 4.1 ไมโครโฟน ( Microphone ) เป็นอุปกรณ์รับข้อมูลประเภทเสียงพูด ( Voice ) เข้าสู่ระบบ ใช้บันทึกหรืออัด ข้อมูลเสียงในสตูดิโอหรือตามบ้านทั่วไป การทางานจะใช้ร่วมกับซอฟต์แวร์ด้านมัลติมีเดีย นอกจากนี้ไมโครโฟนยังสามารถใช้ ร่วมกับระบบจดจาเสียงพูดหรือvoice recognition (แต่ในขณะนี้ยังไม่สนับสนุนเสียงภาษาไทย) เพื่อทางานบางอย่าง ได้ เช่น ใช้เสียงพูดผ่านไมโครโฟนเข้าไปแทนการพิมพ์ข้อมูลรายงานได้เลย โดยที่คอมพิวเตอร์จะทาการแปลงความหมายและ ประมวลผลผ่านเสียงที่ผ่านเข้ามาเป็นตัวอักษรโดยอัตโนมัติ เป็นต้น 4.2 กล้องถ่ายวิดีโอดิจิตอล ( Digital Video camera ) เรียกย่อ ๆ ว่ากล้องประเภท DV ซึ่งเป็นกล้องวิดีโอ แบบดิจิตอลนั่นเอง กล้องประเภทนี้สามารถถ่ายภาพเคลื่อนไหวและบันทึกเก็บหรือโอนถ่ายลงคอมพิวเตอร์ได้เช่นเดียวกัน แต่ จาเป็นต้องใช้พื้นที่เก็บข้อมูลที่มีขนาดใหญ่พอสมควร โดยมากจะบันทึกลงเทปขนาดเล็กในรูปแบบดิจิตอลก่อน (บางรุ่นอาจลง แผ่น CD-R หรือ DVD-R ที่บันทึกได้แทน) จากนั้นจะถ่ายโอนวิดีโอไปลงคอมพิวเตอร์ หรือจะเรียกดูภายหลังจากในกล้องก็ ได้
  • 9.
    4.3 กล้องถ่ายรูปดิจิตอล (Digital camera ) เป็นอุปกรณ์รับข้อมูลประเภทภาพถ่ายดิจิตอล ซึ่งปัจจุบันได้รับ ความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากราคาของกล้องประเภทนี้ถูกลงและสามารถบันทึกเก็บหรือถ่ายโอนลงคอมพิวเตอร์ได้ โดยง่าย อีกทั้งภาพถ่ายที่ได้ในกล้องบางรุ่นยังมีความละเอียด ความคมชัดเทียบเคียงหรือมากกว่ากล้องธรรมดาบางรุ่น หรือ หากจะนาไปอัดขยายต่อเป็นภาพถ่ายปกติก็สามารถทาได้เช่นเดียวกัน 4.4 เว็บแคม ( Web cam ) เป็นกล้องถ่ายวิดีโออีกประเภทหนึ่งที่ใช้สาหรับการถ่ายภาพเคลื่อนไหวเช่นเดียวกัน แต่ภาพที่ได้จะหยาบและมีขนาดไฟล์เล็กกว่ากล้องแบบ DV มาก จึงนิยมใช้สาหรับการเผยแพร่ข้อมูลลงบนอินเทอร์เน็ตหรือ นาไปใช้ประโยชน์กับโปรแกรมสนทนาบนเว็บบางประเภท เพื่อให้เห็นหน้าตาของคู่สนทนาระหว่างที่พิมพ์โต้ตอบกัน ปัจจุบัน เว็บแคมมีราคาถูกลงอย่างมาก และยังสามารถบันทึกได้ทั้งภาพเคลื่อนไหวและภาพนิ่งด้วย
  • 10.
    5. ประเภทสแกนและอ่านข้อมูลด้วยแสง(Scanner andOptical Reader) 5.1 สแกนเนอร์ ( Scanner ) เป็นอุปกรณ์อ่านข้อมูลประเภทภาพถ่าย โดยผู้ใช้เพียงแค่วางภาพถ่ายหรือเอกสารลง ไปบนแท่นวางแล้วสั่งให้เครื่องอ่านหรือสแกน ก็สามารถเก็บรูปภาพหรือเอกสารสาคัญต่าง ๆ เหล่านั้นไว้ในคอมพิวเตอร์ได้ หลักการทางานจะเหมือนกับเครื่องถ่ายเอกสารคือ ใช้ลาแสงกวาดแผ่นกระดาษหรือเอกสารนั้น แล้วส่งภาพเข้าคอมพิวเตอร์ เพื่อแปลงเป็นสัญญาณดิจิตอลและเรียกใช้ต่อไป 5.2 โอเอ็มอาร์ ( OMR – Optical Mark Reader ) เป็นเครื่องที่นาไปใช้ประโยชน์ในการตรวจข้อสอบหรือ คะแนนของกลุ่มบุคคลจานวนมาก เช่น การสอบเอ็นทรานซ์ การสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ การสอบเข้ารับราชการของ สานักงาน ก.พ. โดยจะอ่านเครื่องหมาย (Mark ) ที่ผู้เข้าสอบได้ระบายไว้ในกระดาษคาตอบ ซึ่งโดยปกติจะต้องใช้ดินสอที่มี ความเข้มมากพอที่จะให้เครื่องอ่านได้ (ปกติจะอยู่ที่ความเข้มระดับ 2 B ขึ้นไป) หากใช้ดินสอที่มีความเข้มต่ากว่าระดับที่ กาหนด อาจทาให้เครื่องไม่สามารถอ่านได้ชัดเจน 5.3 เครื่องอ่านบาร์โค้ด ( Bar code reader ) ตัวเลขของรหัสสินค้าที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูลของระบบสินค้า คงคลังจะมีจานวนหลักค่อนข้างมาก เมื่อต้องการเรียกใช้หรือตรวจสอบโดยการป้ อนข้อมูลผ่านแป้ นพิมพ์จะทาให้เกิดความ ผิดพลาดได้ง่าย (เช่น ป้ อนตัวเลขผิด) จึงเกิดแนวความคิดในการพิมพ์รหัสสินค้าออกมาเป็นรหัสแท่งสีดาและขาวต่อเนื่องกัน ไปเรียกว่า บาร์โค้ด ( bar code ) ซึ่งนาไปใช้พิมพ์แทนรหัสตัวเลขของสินค้าอุปโภค บริโภคทั่วไป เพื่อสะดวกต่อการ ตรวจเช็คข้อมูลสินค้าคงเหลือรวมไปถึงการคิดเงินนั่นเอง เครื่องที่อ่านรหัสนี้เราเรียกว่า เครื่องอ่านบาร์โค้ด ( bar code reader ) มีหลายรูปแบบ เช่น หัวอ่านมีด้ามจับคล้ายปืน หรือบางแบบก็ฝังในแท่นของเครื่องเก็บเงินสดเลย พบเห็นได้ตาม จุดบริการขาย ( POS – Point Of Sale ) ในร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ หรือห้างสรรพสินค้าทั่วไป
  • 11.
    5.4 เอ็มไอซีอาร์ (MICR – Magnetic-Ink Character Recognition ) เรียกย่อ ๆ ว่าเครื่อง เอ็ม ไอซีอาร์ ( MICR – Magnetic-Ink Character Recognition ) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้อ่านตัวอักษรด้วยแสงของ เอกสารสาคัญ เช่น เช็คธนาคาร ซึ่งมีการพิมพ์หมายเลขเช็คด้วยผงหมึกสารแม่เหล็ก ( magnetic ink ) เป็นแบบอักษร เฉพาะ มีลักษณะเป็นลายเส้นเหลี่ยม (ดังรูป) พบเห็นได้ในการประมวลผลเช็คสาหรับธุรกิจด้านธนาคาร 6. ประเภทตรวจสอบข้อมูลทางกายภาพ ( Biometric Input Device ) ไบโอเมตริกส์ ( biometric ) เป็นลักษณะของการตรวจสอบข้อมูลส่วนตัวบุคคลเฉพาะอย่าง เช่น ลายนิ้วมือ รูปแบบ ของม่านตา (เรตินา -ratina ) ฝ่ามือ หรือแม้กระทั่งเสียงพูด ซึ่งนามาใช้กับงานป้ องกันและรักษาความปลอดภัยใน หน่วยงานที่ต้องการความปลอดภัยในระดับสูง เนื่องจากระบบการตรวจสอบประเภทนี้จะปลอมแปลงได้ยาก เครื่องที่ใช้อ่าน ข้อมูลพวกนี้จะมีอยู่หลายประเภทขึ้นอยู่กับลักษณะการตรวจสอบ เช่น เครื่องอ่านลายนิ้วมือ เครื่องตรวจม่านตา เครื่อง วิเคราะห์เสียงพูด เป็นต้น
  • 12.
    อุปกรณ์ประมวลผล(Process Device) ซีพียู (CPU)คือ อุปกรณ์ตัวหนึ่งที่มีความสาคัญและจาเป็นในการทางานของคอมพิวเตอร์ซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็นหัวใจของ คอมพิวเตอร์เลยก็ได้ ซีพียู เป็นตัวควบคุมการทางานของอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ ต่อพ่วงที่ต่อร่วมกับคอมพิวเตอร์ โดย จะเป็นตัวกาหนดความสาคัญของอุปกรณ์ว่าตัวใดมีความสาคัญมากกว่าซึ่งหากติดตั้ง อุปกรณ์ 2 ตัวที่อินเทอรัพ, การแจ้งกับซีพียูว่าจะขอเฉพาะอุปกรณ์ที่มีความสาคัญมากกว่าเท่านั้น ส่วนตัวที่สาคัญน้อยกว่าจะ ไม่สามารถใช้งานได้ เช่น ถ้าเราต่อการ์ดจอภาพกับการ์ดเสียงที่อินเทอรัพเดียวกัน ซีพียู จะเลือกให้ใช้ได้เฉพาะการ์ดจอภาพ เท่านั้น หน่วยประมวลผลกลางหรือซีพียู เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า โปรเซสเซอร์ (Processor) หรือ ชิป (chip) นับเป็นอุปกรณ์ ที่มีความสาคัญมากที่สุด ของฮาร์ดแวร์เพราะมีหน้าที่ในการประมวลผลข้อมูลที่ผู้ใช้ป้ อน เข้ามาทางอุปกรณ์อินพุต ตาม ชุดคาสั่งหรือโปรแกรมที่ผู้ใช้ต้องการใช้งาน หน่วยประมวลผลกลาง ประกอบด้วย หน่วยความจาหลัก(Primary Storage) แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ 1. หน่วยความจาหลักแบบอ่านได้อย่างเดียว (Read Only Memory - ROM) เป็นหน่วยความจาแบบสารกึ่งตัวนาชั่วคราวชนิดอ่านได้อย่างเดียว ใช้เป็นสื่อบันทึกในคอมพิวเตอร์ เพราะไม่สามารถ บันทึกซ้าได้ (อย่างง่ายๆ) เป็นความจาที่ซอฟต์แวร์หรือข้อมูลอยู่แล้ว และพร้อมที่จะนามาต่อกับไมโครโพรเซสเซอร์ได้โดยตรง หน่วยความจาประเภทนี้แม้ไม่มีไฟเลี้ยงต่ออยู่ ข้อมูลก็จะไม่หายไปจากน่วยความจา (nonvolatile) โดยทั่วไปจะใช้เก็บ ข้อมูลที่ไม่ต้องมีการแก้ไขอีกแล้วเช่น เก็บโปรแกรมไบออส (Basic Input output System : BIOS) หรือเฟิร์มแวร์ ที่ควบคุมการทางานของคอมพิวเตอร์ใช้เก็บโปรแกรมการทางานสาหรับเครื่องคิดเลขใช้เก็บโปรแกรมของคอมพิวเตอร์ที่ทางาน เฉพาะด้าน เช่น ในรถยนต์ที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมวงจร ควบคุมในเครื่องซักผ้า เป็นต้น
  • 13.
    2. หน่วยความจาหลักแบบแก้ไขได้ (RandomAccess Memory - RAM) เป็นหน่วยความจาหลักที่จาเป็น หน่วยความจา ชนิดนี้จะสามารถเก็บข้อมูลได้ เฉพาะเวลาที่มีกระแสไฟฟ้ าหล่อเลี้ยง เท่านั้นเมื่อใดก็ตามที่ไม่มีกระแสไฟฟ้ า มาเลี้ยง ข็อมูลที่อยู่ภายในหน่วยความจาชนิดจะหายไปทันที หน่วยควมจาแรม ทา หน้าที่เก็บชุดคาสั่งและข้อมูลที่ระบบคอมพิวเตอร์กาลังทางานอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการนาเข้าข้อมูล (Input) หรือ การนา ออกข้อมูล (Output) โดยที่เนื้อที่ของหน่วยความจาหลักแบบแรมนี้ถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ 1. Input Storage Area เป็นส่วนที่เก็บข้อมูลนาเข้าที่ได้รับมาจากหน่วยรับข้อมูลเข้าโดย ข้อมูลนี้จะถูกนาไปใช้ใน การประมวลผลต่อไป 2. Working Storage Area เป็นส่วนที่เก็บข้อมูลที่อยู่ในระหว่างการประมวลผล 3. Output Storage Area เป็นส่วนที่เก็บผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผล ตามความต้องการของผู้ใช้ เพื่อรอที่จะ ถูกส่งไปแสดงออก ยังหน่วยแสดงผลอื่นที่ผู้ใช้ต้องการ 4. Program Storage Area เป็นส่วนที่ใช้เก็บชุดคาสั่ง หรือโปรแกรมที่ผู้ใช้ต้องการจะส่งเข้ามา เพื่อใช้ คอมพิวเตอร์ปฏิบัติตามคาสั่ง ชุดดังกล่าว หน่วยควบคุมจะทาหน้าที่ดึงคาสั่งจากส่วน นี้ไปที่ละคาสั่งเพื่อทาการแปล ความหมาย ว่าคาสั่งนั้นสังให้ทาอะไร จากนั้นหน่วยควบคุม จะไปควบคุมฮาร์ดแวร์ที่ต้องการทางานดังกล่าวให้ทางานตาม คาสั่งนั้นๆ เมนบอร์ด (Mainboard, mother board)
  • 14.
    เมนบอร์ด (Mainboard, motherboard) หรือ แผงวงจรหลัก เป็นหัวใจสาคัญที่สุดที่อยู่ภายในเครื่อง เมื่อเปิดฝาเครื่องออกมาจะเป็นแผงวงจรขนาดใหญ่วางนอนอยู่ นั่นคือส่วนที่เรียกว่า "เมนบอร์ด" ส่วนประกอบหลักที่สาคัญบน เมนบอร์ดคือ ซ็อคเก็ตสาหรับซีพียู ชิปเซ็ต (Chip set) ซ็อคเก็ตสาหรับหน่วยความจา ระบบบัสและสล็อต Bios สัญญาณนาฬิกาของระบบ ถ่านหรือแบตเตอรี่ ขั้วต่อสายแหล่งจ่ายไฟ ขั้วต่อสวิทช์และไฟหน้าเครื่อง จัมเปอร์สาหรับกาหนดการทางานของเมนบอร์ด ขั้วต่อ IDE ขั้วต่อ Floppy disk drive พอร์ตอนุกรมและพอร์ตขนาน พอร์ตคีย์บอร์ดและเมาส์ พอร์ต USB หน่วยเก็บข้อมูลสารอง(Secondary Storage Device) การทางานร่วมกับคอมพิวเตอร์นั้น เมื่อต้องการเก็บบันทึกข้อมูล หรือกลุ่มคาสั่งต่าง ๆ ไว้ใช้ในอนาคตจะไม่สามารถ เก็บไว้ในหน่วยความจาหลักได้ เนื่องจากไม่มีพื้นที่เพียงพอ อีกทั้งข้อมูลที่เก็บจะหายไปเมื่อปิดเครื่อง หากต้องการเก็บข้อมูลที่ มากขึ้นและเอาไว้ใช้ประโยชน์ในภายหลัง ก็จาเป็นต้องหาอุปกรณ์เก็บข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เช่น หน่วยเก็บข้อมูลสารอง หรือ ที่เรียกว่า secondary storage ปัจจุบันมีสื่อที่ผลิตมาสาหรับใช้เก็บข้อมูลสารองหลากหลายชนิด ซึ่งพอจะแบ่งตามรูปแบบของสื่อที่เก็บข้อมูลออกได้ เป็น 4 ประเภท 1. สื่อเก็บข้อมูลแบบจานแม่เหล็ก ( Magnetic Disk device ) เป็นอุปกรณ์บันทึกข้อมูลประเภทที่ใช้งานเป็นลักษณะ ของจานบันทึก ( disk )ซึ่งมีหลายประเภท ดังนี้
  • 15.
    1.1 ฟล็อปปี้ดิสก์ (Floppy disks ) สื่อเก็บบันทึกข้อมูลที่ได้รับความนิยมและใช้งานอย่างแพร่หลาย สามารถหา ซื้อใช้ได้ตามร้านขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทั่วไป นิยมเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ดิสเก็ตต์ ( diskette ) หรือแผ่นดิสก์ การเก็บข้อมูล จะมีจานบันทึก ซึ่งเป็นวัสดุอ่อนจาพวกพลาสติกที่เคลือบสารแม่เหล็กอยู่ด้านใน และห่อหุ้มด้วยกรอบพลาสติกแข็งอีก ชั้นหนึ่ง แผ่นดิสก์ในอดีตจะมีขนาดจานบันทึกที่ใหญ่มากถึง 5.25 นิ้ว ปัจจุบันไม่ได้รับความนิยมและเลิกใช้งานแล้ว จะเห็น ได้เฉพาะขนาด 3.5 นิ้วแทน ซึ่งมีขนาดเล็กและพกพาสะดวกกว่า โครงสร้างการทางานของแผ่นดิสก์จะต้องมีการจัดข้อมูล โดยการ ฟอร์แมต ( format ) เมื่อใช้ครั้งแรกก่อนทุกครั้ง (ปัจจุบันบริษัทผู้ผลิตมักจะมีการฟอร์แมตแผ่นมาตั้งแต่อยู่ใน กระบวนการผลิตแล้ว (ผู้ใช้ไม่จาเป็นต้องทาการฟอร์แมตก่อนใช้งานซ้าอีก) การฟอร์แมตเป็นกระบวนการจัดพื้นที่เก็บ ไฟล์ข้อมูลก่อนใช้งาน หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ เป็นการเตรียมพื้นที่สาหรับเก็บบันทึกข้อมูลนั่นเอง โครงสร้างของแผ่นจานแม่เหล็ก เมื่อทาการฟอร์แมตแล้วจะมีลักษณะดังนี้ โครงสร้างของดิสก์เมื่อทาการฟอร์แมตแล้ว แทรค ( Track ) เป็นการแบ่งพื้นที่เก็บข้อมูลออกเป็นส่วนตามแนววงกลมรอบแผ่นจานแม่เหล็ก จะมีมากหรือ น้อยวงก็ขึ้นอยู่กับชนิดและประเภทของจานแม่เหล็กนั้น ซึ่งแผ่นแต่ละชนิดจะมีความหนาแน่นของสารแม่เหล็กแตกต่างกันทา ให้ปริมาณความจุข้อมูลที่จะจัดเก็บต่างกันตามไปด้วย เซกเตอร์ ( Sector ) เป็นการแบ่งแทรคออกเป็นส่วน ๆ สาหรับเก็บข้อมูล ซึ่งแต่ละเซกเตอร์สามารถเก็บ ข้อมูลได้มากถึง 512 ไบต์ หากเปรียบเทียบแผ่นจานแม่เหล็กเป็นคอนโดมิเนียมหลังหนึ่งแล้ว เซกเตอร์ก็เปรียบได้เหมือนกับ ห้องพักต่าง ๆ ที่แบ่งให้คนอยู่กันเป็นห้อง ๆ นั่นเอง แผ่นดิสเก็ตต์ที่พบทั่วไปในปัจจุบันจะเป็นแบบความจุสูงหรือ high density สามารถเก็บข้อมูลได้ถึง 1.44 MB ซึ่งเราอาจคานวณหาความจุข้อมูลของแผ่นดิสก์ได้โดยการเอาจานวนด้าน ของแผ่นจานแม่เหล็ก ( side ) จานวนของแทรค ( track ) จานวนของเซคเตอร์ในแต่ละแทรค ( sector/track ) และ ความจุข้อมูลต่อ 1 เซกเตอร์ ( byte/sector ) ว่ามีค่าเป็นเท่าไหร่ แล้วเอาตัวเลขทั้งหมดมาคูณกันก็จะได้ปริมาณความจุ
  • 16.
    ข้อมูลในแผ่นชนิดนั้น ๆ เมื่อเก็บหรือบันทึกข้อมูลแล้วสามารถที่จะป้องกันการเขียนทับใหม่ หรือป้ องกันการลบข้อมูลที่อาจ เกิดขึ้น โดยเลือกใช้ปุ่มเปิด – ปิดการบันทึกที่อยู่ข้าง ๆ แผ่นได้ ซึ่งหากเลื่อนขึ้น (เปิดช่องทะลุ) จะหมายถึงการป้ องกัน ( write-protected ) แต่หากเลื่อนปุ่มลงจะหมายถึง ไม่ต้องป้ องกันการเขียนทับข้อมูล ( not write-protected ) นั่นเอง 1.2 ฮาร์ดดิสก์ ( Hard disks ) เป็นอุปกรณ์เก็บบันทึกข้อมูลที่มีโครงสร้างคล้ายกับดิสเก็ตต์ แต่จุข้อมูลมากกว่าและมี ความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลสูงกว่า ส่วนใหญ่จะถูกติดตั้งอยู่ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อใช้สาหรับเก็บตัวโปรแกรม ระบบปฏิบัติการ ( operating system ) รวมถึงโปรแกรมประยุกต์อื่น ๆ ฮาร์ดดิสก์ผลิตมาจากวัสดุแบบแข็งจานวน หลายแผ่นวางเรียงต่อกันเป็นชั้น จานแม่เหล็กแต่ละจาน เรียกว่า แพลตเตอร์ ( platter ) ซึ่งอาจจะมีจานวนต่างกันได้ใน ฮาร์ดดิสก์แต่ละรุ่น 2. สื่อเก็บข้อมูลแสง ( Optical Storage Device ) เป็นสื่อเก็บข้อมูลสารองที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน ซึ่งใช้หลักการทางานของแสงเข้ามาช่วย การจัดเก็บข้อมูลจะคล้าย กับแผ่นจานแม่เหล็ก แต่ต่างกันที่การแบ่งวงของแทรคจะแบ่งเป็นลักษณะคล้ายรูปก้นหอยและเริ่มเก็บบันทึกข้อมูลจากส่วน ด้านในออกมาด้านนอก และแบ่งส่วนย่อยของแทรคออกเป็นเซกเตอร์เช่นเดียวกันกับแผ่นจานแม่เหล็ก 2.1 CD (Compact Disc) เป็นสื่อเก็บข้อมูลด้วยแสงแบบแรกที่ไดรับความนิยมอย่างแพร่หลายและ ปัจจุบันก็ยังเป็นที่นิยมอยู่ เนื่องจากมีราคาถูกลงกว่าสมัยก่อนมาก ซึ่งแยกออกได้ดังนี้ CD-ROM (Compact disc read only memory) เป็นสื่อเก็บบันทึกข้อมูลที่นิยมใช้สาหรับการเก็บบันทึก ข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ เช่น ระบบปฏิบัติการหรือโปรแกรมประยุกต์เพื่อใช้สาหรับติดตั้งในคอมพิวเตอร์รวมถึงเก็บผลงานไฟล์
  • 17.
    มัลติมีเดีย โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI – computer assisted instruction ) หรือ CD- Training ผู้ใช้สามารถอ่านข้อมูลได้อย่างเดียวแต่ไม่สามารถเขียนหรือบันทึกข้อมูลซ้าได้ สามารถจุข้อมูลได้ถึง 650- 750 MB โดยมากแล้วจะเป็นแผ่นที่ปั๊มมาจากโรงงานหรือบริษัทผู้ผลิตมาแล้ว CD-R (Compact disc recordable) พบเห็นได้ตามร้านจาหน่ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทั่วไป มีราคาถูกลงอย่าง มาก แผ่นแบบนี้สามารถใช้ไดรซ์เขียนแผ่น ( CD Write ) บันทึกข้อมูลได้และหากเขียนข้อมูลลงไปแล้วยังไม่เต็มแผ่นก็ สามารถเขียนเพิ่มเติมได้ แต่ไม่สามารถลบข้อมูลที่เขียนไว้แล้วได้ เนื่องจากเนื้อที่บนแผ่นแต่ละจุดจะเขียนข้อมูลได้ครั้งเดียว เขียนแล้วเขียนเลยจะลบทิ้งอีกไม่ได้ เหมาะสาหรับผู้ที่ต้องการบันทึกไฟล์ข้อมูลเพื่อเก็บรักษาทั่วไป เช่น ภาพถ่ายจากกล้อง ดิจิตอล เพลง mp3 หรือไฟล์งานข้อมูลซึ่งในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัว CD-RW (Compact disc rewritable) แผ่นชนิดนี้มีลักษณะหน้าตาเหมือนกับแผ่น CD-R ทุกประการแต่มีข้อ ดีกว่าคือ นอกจากเขียนบันทึกข้อมูลได้หลายครั้งแล้ว ยังสามารถลบข้อมูลและเขียนซ้าใหม่ได้เรื่อย ๆ เหมือนกับการบันทึกและ เขียนซ้าของดิสเก็ตต์ อย่างไรก็ตามแผ่น CD-RW ขณะนี้ยังมีราคาสูงกว่า CD-R อยู่พอสมควร จึงเหมาะสาหรับผู้ที่ ต้องการบันทึกข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยและเก็บข้อมูลไว้ในระยะเวลาอันสั้น ไม่ถาวร ซึ่งจะช่วยทาให้ประหยัดค่าใช้จ่าย ไปได้มาก เพราะสามารถลบทิ้งแล้วเขียนใหม่อีกได้ถึงกว่าพันครั้ง 2.2 DVD (Digital Versatile Disc/Digital Video Disc) ผลิตมาเพื่อตอบสนองกับงานเก็บข้อมูล ความจุสูง เช่น เพลงหรืองานมัลติมีเดียเพื่อให้เกิดความสมจริงและคมชัดมากที่สุด การเก็บข้อมูลจะมีการแบ่งออกเป็นชั้น ๆ เรียกว่า เลเยอร์ (Layer ) และสามารถเก็บข้อมูลได้ทั้งสองด้าน (sides ) ความจุของ DVD จะมี มากกว่า CD หลายเท่าตัว โดยมีตั้งแต่ 4.7 GB - 17 GB การใช้งาน DVD มีแนวโน้มว่าจะได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นและคาดว่าจะเข้ามาแทน CD ในอนาคต เนื่องจาก ราคาของ DVD มีราคาถูกลงอย่างมาก ซึ่งในปัจจุบันมีการนาแผ่น DVD มาประยุกต์ใช้กันอย่างแพร่หลายและมีมาตรฐาน ที่ค่อนข้างแตกต่างกันไม่เหมือนกับแผ่น CD ซึ่งพอจะแยกออกได้ดังนี้
  • 18.
    DVD-ROM เป็นแผ่น DVDที่ผลิตจากบริษัทหรือโรงงานโดยตรง มักใช้สาหรับเก็บข้อมูลขนาดใหญ่มาก เช่น ภาพยนตร์ ความคมชัดสูงและต้องการเสียงที่สมจริง รวมถึงการสารองข้อมูลขนาดใหญ่ที่ CD-ROM ทั่วไปไม่สามารถจัดเก็บหรือ บันทึกได้ DVD-R และ DVD-RW เป็นแผ่น DVD ประเภทเขียนข้อมูลได้ตามมาตรฐานขององค์กร DVD Forum (www.dvdforum.org) มีความจุข้อมูลสูงสุดขณะนี้4.7 GB เท่านั้น การเขียนข้อมูลสาหรับ DVD-R สามารถ เขียนและบันทึกข้อมูลได้เพียงครั้งเดียวเหมือนกับการเขียนแผ่น CD-R ส่วน DVD-RW จะเขียนและบันทึกข้อมูลซ้าหลาย ๆ ครั้ง วิธีการเขียนข้อมูลอาจเติมเฉพาะข้อมูลใหม่ลงไปโดยลบอันเก่าทิ้งทั้งแผ่นหรือจะ import ข้อมูลอันเก่ามารวมกับ ของใหม่แล้วเขียนไปพร้อม ๆ กันก็ได้ DVD+R และ DVD+RW เป็นกลุ่มของ DVD ที่เขียนข้อมูลได้เช่นเดียวกันแต่เป็นมาตรฐานขององค์กร DVD+RW Alliance (www.dvdrw.com) ซึ่งเกิดขึ้นภายหลัง มีความจุสูงสุดคือ 4.7 GB และอาจเพิ่มอีกในอนาคต การ เขียนข้อมูลของ DVD+Rและ DVD+RW จะคล้าย ๆ กันกับกลุ่มมาตรฐานเดิมแต่ความเร็วในการเขียนแผ่นจะมีมากกว่า ไดรว์เขียนแผ่น DVD ปัจจุบันมักเขียนได้ทั้งแบบ +RW และ – RW เรียกกันว่าแบบ Dual format นอกจากนี้ยังมีไดรว์และแผ่นรุ่นใหม่ที่บันทึกข้อมูลได้มากถึงเกือบสองเท่าของแบบธรรมดา คือจุได้ 8.5 GB (เทียบเท่า DVD-9 ) โดยบันทึกข้อมูลสองชั้นซ้อนกันในด้านเดียว เรียกว่าแผ่นและไดรว์แบบ Double Layer ( บางทีก็ เรียก Dual Layer) 3. สื่อเก็บข้อมูลอื่น ๆ ( Other Storage Device ) อุปกรณ์หน่วนความจาแบบแฟรช ( Flash memory device ) ปัจจุบันนามาใช้บันทึกแทนสื่อเก็บข้อมูลแบบดิสเก็ตต์ มากขึ้น เพราะจุข้อมูลได้มากกว่า นิยมใช้กับเครื่องพีซีและคอมพิวเตอร์แบบพกพาทั่วไป มีชื่อเรียกแตกต่างกัน เช่น flash drive, thumb drive หรือ handy drive โดยสามารถต่อพ่วงเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์และอ่านค่าข้อมูลนั้นได้ โดยตรง
  • 19.
    อุปกรณ์หน่วยความจาแบบแฟรชนี้อาจอยู่ในรูปแบบของ memory cardที่ใช้สาหรับจัดเก็บข้อมูลประเภทภาพถ่ายหรือ ข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ในอุปกรณ์ดิจิตอลแบบพกพาทั้งหลาย เช่น กล้องถ่ายรูปดิจิตอลหรือพีดีเอ ซึ่งมีหลายฟอร์แมต (ดังรูป) เช่นอ Compact Flash (CF), SmartMedia ( เลิกผลิตแล้ว), Secure Digital และ Multimedia Memory Card (SD/MMC ซึ่งมีขนาดเท่ากัน) และ Memory Stick โดยการอ่านข้อมูลอาจใช้อุปกรณ์ดิจิตอล นั้นต่อพ่วงเข้ากับคอมพิวเตอร์โดยตรงหรือใช้อุปกรณ์พิเศษที่เรียกว่า card reader ช่วยอ่านข้อมูลที่เก็บอยู่ภายในได้ เช่นเดียวกัน 1. อุปกรณ์แสดงผลหน้าจอ ( Display device ) เป็นอุปกรณ์สาหรับการแสดงผลในรูปแบบกราฟิกและผู้ใช้สามารถ เห็นผลลัพธ์ได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น เมื่อไฟดับหรือปิดการทางานของเครื่องคอมพิวเตอร์ลงไปจะไม่สามารถเห็นได้อีก บางครั้ง นิยมเรียกอุปกรณ์ประเภทนี้ว่าsoft copy นั่นเอง เช่น เทอร์มินอล ( Terminal ) มักพบเห็นได้กับจุดบริการขาย ( POS-Point Of Sale ) ตามห้างสรรพสินค้า ร้าน สะดวกซื้อ หรือจุดให้บริการลูกค้าเพื่อทารายการบางประเภท เช่น ตู้รายการฝากถอน ATM อัตโนมัติ จอภาพของเทอร์มินอล จะมีขนาดเล็กกว่าจอภาพที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ จอซีอาร์ที ( CRT Monitor ) เป็นอุปกรณ์แสดงผลที่นิยมใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ประเภทพีซี การทางานจะอาศัย หลอดแก้วแสดงผลขนาดใหญ่ที่เรียกว่าหลอดรังสีคาโธด ( cathode ray tube ) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับหลอดภาพ ของโทรทัศน์ และตัวจอภาพก็มีลักษณะเหมือนกับจอภาพของโทรทัศน์ มีหลายขนาด ตั้งแต่ 14,15,16,17,19,20 และ 21 นิ้ว เป็นต้น (แนวโน้มการใช้งานปัจจุบันจะเลือกใช้จอภาพที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อ ช่วยในการทางานได้ดีกว่าจอภาพขนาดเล็ก โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้พื้นที่สาหรับทางานบนจอภาพมาก ๆ เช่น การสร้าง ภาพกราฟิกหรือการออกแบบงาน 3 มิติ เป็นต้น)
  • 20.
    จอแอลซีดี ( LCDMonitor ) เป็นอุปกรณ์แสดงผลอีกแบบหนึ่ง อาศัยการทางานของโมเลกุลชนิดพิเศษ เรียกว่า “ ผลึกเหลว” หรือliquid crystal ในการแสดงผล (LCD = Liquid Crystal Display ) ซึ่งเมื่อมี สัญญาณไฟฟ้ าส่งไปยังแต่ละจุดบนจอ ผลึกเหลว ณ จุดนั้นจะมีการบิดตัวของโมเลกุลเป็นองศาที่แตกต่างกัน ทาให้แสงที่ส่อง จากด้านหลังจอผ่านได้มากน้อยต่างกัน และเกิดภาพสีต่าง ๆ ขึ้น แต่เดิมนิยมใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์แบบโน๊ตบุ๊ค ปัจจุบันได้ นามาใช้กับเครื่องพีซีทั่วไปบ้างแล้ว เนื่องจากมีขนาดบาง เบาและสะดวกในการเคลื่อนย้ายมากกว่า อีกทั้งยังไม่เปลืองพื้นที่ สาหรับการทางานด้วย แต่ปัจจุบันยังมีราคาที่แพงกว่าจอแบบซีอาร์ทีพอสมควร โปรเจคเตอร์ ( Projector ) นิยมใช้สาหรับการจัดประชุม สัมมนา หรือการนาเสนอผลงาน ( presentation ) ที่ต้องการให้ผู้เข้าชมจานวนมากได้เห็นข้อมูลภาพกราฟิกต่าง ๆ ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทาหน้าที่เป็นเหมือนอุปกรณ์ช่วยขยาย ภาพขนาดเล็กจากจอภาพธรรมดาให้ไปแสดงผลลัพธ์เป็นภาพขนาดใหญ่ที่บริเวณฉากรับภาพ 2. อุปกรณ์สาหรับพิมพ์งาน ( Print Device ) เป็นอุปกรณ์การแสดงผลที่แสดงออกมาให้อยู่ในรูปแบบข้อมูล รายงาน รูปภาพ หรือแผนที่ซึ่งสามารถจับต้องหรือเก็บรักษาไว้ ได้อย่างถาวร นิยมเรียกอุปกรณ์เหล่านี้Hard copy อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องสาหรับการพิมพ์งานมีดังนี้ เครื่องพิมพ์แบบดอทเมตริกซ์( Dot matrix Printer ) เป็นเครื่องพิมพ์ที่ใช้กันในองค์กรธุรกิจทั่วไป เนื่องจากมี คุณสมบัติในการทางานพิมพ์โดยอาศัยหัวเข็มพิมพ์กระทบลงไปที่ผ้าหมึก( ribbon ) และตัวกระดาษโดยตรงจึงเหมาะสม กับการพิมพ์เอกสารประเภทใบเสร็จรับเงิน ใบกากับภาษี ใบส่งของ หรือรายการสั่งซื้อที่จาเป็นต้องมีสาเนาเอกสาร (copy)เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานทางการบัญชี นิยมเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เครื่องพิมพ์แบบกระทบ(impact printer ) แต่มี ข้อจากัดในเรื่องการทางานที่เป็นสี นอกจากนี้คุณภาพของงาน ความคมชัด และความเร็วยังต่ากว่าเครื่องพิมพ์แบบอื่นๆ จึงมี ความนิยมใช้ลดลง ถึงแม้มีราคาไม่สูงนักก็ตาม
  • 21.
    เครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์( Laser Printer) ผลลัพธ์ที่ได้จากการพิมพ์เอกสารด้วยเครื่องพิมพ์แบบดอทเมตริกซ์ซึ่ง อาศัยหัวพิมพ์กระทบลงไปในกระดาษเหมือหลักการของเครื่องพิมพ์ดีดนั้น ทาให้คุณภาพงานพิมพ์ที่ได้ไม่ชัดเจน จึงนิยมใช้ เครื่องพิมพ์ประเภทเลเซอร์เข้ามาแทนเนื่องจากมีความคมชัดมากกว่าเครื่องพิมพ์แบบนี้อาศัยการทางานของแสงเลเซอร์ฉาย ลงไปยังหลอดสร้าง( drum ) ภาพที่ได้รับการกระตุ้นของแสง แล้วฉีดผงหมึกเข้าไปยังบริเวณที่มีประจุอยู่(ซึ่งเป็นหลักการ เดียวกับเครื่องถ่ายเอกสารนั่นเอง) จากนั้นให้กระดาษวิ่งมารับผงหมึก แล้วไปผ่านความร้อนเพื่อให้ภาพติดแน่น ข้อดีคือภาพที่ ได้มีความละเอียดสูงมาก และความเร็วก็สูง แต่มีข้อเสียคือไม่สามารถพิมพ์เอกสารที่เป็นแบบสาเนา (copy) เหมือนกับ เครื่องพิมพ์แบบดอทเมตริกซ์ได้ นอกจากนี้ปัจจุบันเริ่มมีเครื่องพิมพ์งานสีได้แล้ว โดยใช้ผงหมึก 4 สีผสมกัน ซึ่งราคาเครื่องเริ่ม ลดลงมากแล้ว แต่ผงหมึกก็ยังแพงอยู่ เครื่องพิมพ์แบบอิงค์เจ็ต ( Ink-jet Printer ) เป็นเครื่องพิมพ์ที่มีการทางานโดยอาศัยน้าหมึกพ่นลงไปบน กระดาษตรงจุดที่ต้องการ และสามารถเลือกใช้ได้ทั้งหมึกสีและขาวดา เครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึกอาจมีทั้งแบบราคาถูกที่ใช้งาน ตามบ้านทั่วไปสาหรับพิมพ์เอกสารที่ต้องการความสวยงาม เช่น ภาพถ่าย โปสการ์ด ปฏิทิน หรือพิมพ์บนกระดาษแบบพิเศษ แล้วนาไปติดกับเสื้อผ้าหรือแก้วกาแฟ หรืออาจพบเห็นได้กับเครื่องพิมพ์ในบางรุ่นที่นิยมใช้กันในงานธุรกิจ เช่น งานพิมพ์ โปสเตอร์หรือภาพสีขนาดใหญ่ แต่ก็มีราคาที่แพงตามไปด้วย พลอตเตอร์ ( Plotter ) เป็นเครื่องพิมพ์เพื่อแสดงผลลัพธ์อีกประเภทหนึ่ง มักใช้กับการพิมพ์เอกสารที่มีขนาด ค่อนข้างใหญ่มากและไม่สามารถพิมพ์ด้วยเครื่องขนาดเล็กได้ การทางานใช้กลไกบังคับปากกาให้ขีดลงบนกระดาษโดยตรง
  • 22.
    ส่วนใหญ่เป็นเอกสารที่ต้องการความละเอียดสูง เช่น ภาพโฆษณาแผนที่ แผนผัง แบบแปลน เป็นต้น อย่างไรก็ดีอาจพบเห็น เครื่องพลอตเตอร์นี้ค่อนข้างน้อยในปัจจุบัน เนื่องจากเครื่องพิมพ์แบบอิงค์เจ็ตได้เข้ามาแทนที่เกือบหมดแล้ว 3. อุปกรณ์ขับเสียง ( Audio Device ) ลาโพง ( Speaker ) ข้อมูลที่เป็นแบบเสียงจะไม่สามารถแสดงผลลัพธ์ไปยังจอภาพของคอมพิวเตอร์ได้ แต่จะ อาศัยอุปกรณ์แสดงผลเฉพาะที่เรียกว่า ลาโพง ( speaker ) เพื่อช่วยขับเสียงออก ปัจจุบันมีราคาถูกมากตั้งแต่ร้อยกว่าบาท จนถึงหลักพัน นิยมใช้สาหรับการแสดงผลในรูปของเสียงเพลงหรือเสียงประกอบในภาพยนตร์รวมถึงเสียงที่ได้จากการพูดผ่าน ไมโครโฟน หูฟัง ( Headphone ) เป็นอุปกรณ์สาหรับรับฟังข้อมูลประเภทเสียงเช่นเดียวกัน นิยมใช้สาหรับการฟังเสียง เช่น ฟังเพลง หรือเสียงประกอบภาพยนตร์ที่เป็นแบบส่วนตัว ในบางรุ่นอาจพบได้ทั้งหูฟังและไมโครโฟนอยู่ในตัวเดียวกัน มีให้เลือก หลายชนิดทั้งแบบที่มีสายเชื่อมต่อและแบบไร้สาย ราคาของหูฟังอาจจะมีตั้งแต่ราคาไม่กี่ร้อยบาทจนถึงหลักพัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ คุณภาพและยี่ห้อของบริษัทผู้ผลิตด้วย โดยปกติทั้งหูฟังและลาโพงจะต่อสัญญาณเสียงแบบอนาล็อก ( analog ) คือสัญญาณเสียงทั่ว ๆ ไปเหมือนในวิทยุ หรือโทรทัศน์ จากช่องเสียบสัญญาณที่ซาวด์การ์ดในเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่มีลาโพงและหูฟังบางแบบอาจใช้การต่อ สัญญาณเสียงในแบบดิจิตอลจากพอร์ตUSB ของเครื่องออกมาแทน แล้วแปลงกลับเป็นเสียงแบบที่เราได้ยินกัน โดยใช้วงจร ภายในตัวเอง ซึ่งจะลดเสียงรบกวนจากอุปกรณ์อื่น ๆ ในคอมพิวเตอร์ แต่หูฟังหรือลาโพงแบบนี้ก็จะมีราคาแพงกว่า