สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
หนังสือ : คัมภีร์ GIMP
ผู้เขียน : วสันต์ คุณดิลกเศวต, wasankds@gmail.com,
www.facebook.com/wasankds, 08-1459-8343
พิมพ์ครั้งที่ 1 : 20 เมษายน 2012
จัดทำาและเผยแพร่โดย : ชมรมสวรรค์บนดิน, www.poeclub.org
จัดทำาโดยใช้ซอฟต์แวร์ : Ubuntu Linux, LibreOffice, Inkscape,
Gimp, Shutter
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
หนังสือ “คัมภีร์ GIMP” ฉบับ e-book (ไฟล์ PDF) อนุญาตให้แจกจ่าย
ทำาสำาเนา โดยไม่คิดมูลค่า แต่ห้ามจำาหน่าย ห้ามตีพิมพ์เพื่อการพาณิชย์
ห้ามดัดแปลงหรือแก้ไขส่วนหนึ่งส่วนใด นอกจากจะได้รับอนุญาตเป็น
ลายลักษณ์อักษร
ชื่อและเครื่องหมายการค้าที่อ้างถึง เป็นของเจ้าของหรือบริษัทแต่ละ
ราย นายวสันต์ คุณดิลกเศวต มิได้อ้างความเป็นเจ้าของ ตัวแทน หรือมี
ส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด
หนังสือ e-book นี้ ถูกออกแบบให้พิมพ์บนกระดาษ A5 ทั้งด้านหน้า
และด้านหลัง “ลดใช้กระดาษ ลดโลกร้อน”
คำำนำำจำกผู้เขียน
Gimp เป็นซอฟต์แวร์ตกแต่งภาพ ในตระกูลเดียวกับ Adobe PhotoShop หรือ
Corel PhotoPaint ที่เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี แต่ Gimp เป็นซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สที่
สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรี ถูกกฎหมาย 100% ตามทัศนะของผู้เขียน Gimp
เป็นซอฟต์แวร์ตกแต่งภาพที่ดีที่สุด ในตระกูลโอเพ่นซอร์ส สามารถตอบโจทย์งานด้าน
กราฟฟิคได้อย่างลงตัว ไม่แพ้ซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ชื่อดังทั้งหลาย
ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส เป็นกลุ่มซอฟต์แวร์ที่เปิดเผยซอร์สโค้ด ตัวซอฟต์แวร์
และซอร์สโค้ด อนุญาตให้นำาไปใช้ ทำาสำาเนา แจกจ่าย และแก้ไขปรับปรุงได้ โดยจะมีค่าใช้
จ่ายหรือไม่มีก็ได้ แต่ประเด็นสำาคัญก็คือ ต้องเปิดเผยซอร์สโค้ด ที่ถือเป็นหัวใจสำาคัญด้าน
การพัฒนาซอฟต์แวร์ตัวนั้นๆ ด้วยเหตุที่ต้องเปิดเผยซอร์สโค้ดนี้เอง จึงเป็นจุดแข็งของ
ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส เพราะซอฟต์แวร์จะไม่ล้มหายตายจากไปง่ายๆ
ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สส่วนใหญ่เป็นของฟรี ตัวที่ใช้งานกันอย่างกว้างขวางที่เป็น
ของฟรี ก็เช่น Ubuntu เทียบเท่ากับ MS Windows, LibreOffice เทียบเท่ากับ MS
Office, Inkscape เทียบเท่ากับ Adobe Illustrator หรือ Corel Draw เป็นต้น
“ทำำไมเรำต้องให้ควำมสนใจกับซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส?” ประเด็นสำาคัญก็คือ
เพราะราคาซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ มีราคาสูงถึงสูงมาก ผู้คนจำานวนมาก จึงหันไปใช้
ซอฟต์แวร์เถื่อน ซื้อแผ่นก๊อป ดาวน์โหลดของผิดกฎหมายมาใช้ หรือก็คือ เลือกที่จะใช้
ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์
ตัวเลขการละเมิดลิขสิทธิ์ทั่วโลกที่ผู้เขียนทราบมา มีประเด็นบางอย่างสะกิดใจให้
ต้องคิด ประเทศ อเมริกำ ซึ่งเราทราบกันดีว่า เป็นผู้นำาด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์
หมายเลข 1 ของโลก ที่นี่มีอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ 20% ตำ่าที่สุดในโลก ญี่ปุ่น 21%
โซนยุโรปอยู่ที่ 25-50% ประเทศไทย 73% โซนแอฟริกาเกิน 75% แปลก ที่ตัวเลข
เหล่านี้ สัมพันธ์กับความเจริญของประเทศด้วย ประเทศใดที่ตัวเลขการละเมิดลิขสิทธิ์ตำ่า
เกือบจะฟันธงได้เลยว่า เป็นผู้นำาด้านความคิดด้วย ตัวเลขบ่งบอกลำาดับไล่ตามกันมาเลยที
เดียว ส่วนประเทศใดที่ตัวเลขสูงๆ คล้ายกับว่า ต้องรอให้ประเทศอื่นคิดก่อน แล้วค่อยทำา
ตาม
ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ รากมันฝังลึกมาก มองเผินๆ เหมือนเราได้ประโยชน์ ได้
ใช้ของฟรี ประหยัดเงิน แต่ทว่า หากมองในภาพรวม เราเสียเอกราชทางความคิดไปแล้ว ผู้
เขียนเชื่อว่าหลายๆท่าน ตั้งแต่เกิดมาก็อยู่กับมันเลย(รวมทั้งผู้เขียนด้วย) ถูกปลูกนิสัย ถูก
บ่มเพาะ ถูกสอนให้ใช้ของเถื่อนมาตั้งแต่เด็ก จนไม่มีจิตสำานึกว่า การใช้ของเถื่อนนั้นผิดอีก
แล้ว จริงๆแล้ว นี่เป็นโครงสร้างที่ทำาให้ประเทศไม่มีความคิดใหม่ๆ ต้องรอให้ต่างชาติคิด
ก่อนแล้วเราค่อยทำาตาม “ใครจะไปคิด ในเมื่อมีคนคิดให้ มีคนทำำให้ใช้ฟรีๆ” หรือ “ใครจะ
ไปคิด คิดไป ขำยไป ก็สู้ของเถื่อนไม่ได้”
แท้จริงแล้ว องค์กรหรือใครก็ตามที่ใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ ท่านเพียงรอวันถูก
พิพากษาเท่านั้น หากท่านยังเป็นองค์กรเล็ก ท่านก็เป็นเพียงปลาเล็กปลาน้อย แต่หากวัน
ใดท่านเติบโตเป็นปลาใหญ่ ท่านมีโอกาสสูงที่จะถูกจับไปขาย หรือมีโอกาสสูงที่จะถูกจับ
ละเมิดลิขสิทธิ์ ท่านจะไปรู้ได้อย่างไรว่า พนักงานในองค์กรไม่พอใจท่านอย่างไร? ท่าน
ทำาให้ใครไม่พอใจไว้หรือเปล่า? เขาร้อนเงินอยู่หรือเปล่า? เมื่อใดก็ตาม ที่มีการแจ้งละเมิด
ลิขสิทธิ์ไปยังองค์กรที่ตรวจจับโดยเฉพาะ ผู้แจ้งมีสิทธิ์ได้รับรางวัลสูงสุด 250,000 แต่
สำาหรับองค์กรของท่าน ต้องเสียเงินเป็นจำานวนมาก ต้องว่ากันเป็นหลักล้านหลักสิบล้านเลย
ทีเดียว กรรมการองค์กรทุกท่าน ต้องถูกดำาเนินคดี ฉะนั้น เตรียมทนายไว้ได้เลย
จากประสบการณ์ในการรณรงค์ การเป็นวิทยากรอบรม และการเป็นที่ปรึกษาให้
กับองค์กรต่างๆ ผู้เขียนพบรูปแบบที่น่าสนใจอยู่ สองสามประเด็นที่น่าสนใจ
องกรค์ใด ที่ให้ความสำาคัญกับลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ องกรค์นั้นมักมีระบบการทำางานที่
ดี และยังดูแลพนักงานได้ดีด้วย สังเกตุได้จากสวัสดิการต่างๆ หากใครทำางานในองค์กร
ลักษณะนี้ ผมเชื่อว่าคงมีความสุข และยังเป็นองค์กรที่มั่นคงด้วย แต่ในทางตรงกันข้าม อง
กรค์ใดที่ไม่สนใจเรื่องลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ การทำางานมักไม่เป็นระบบ เต็มไปด้วยปัญหา เน้น
รายรับ ประหยัดค่าใช้จ่าย โดยไม่สนใจคนรอบข้าง เฉพาะเรื่องคอมพิวเตอร์ ก็ต้องแก้
ปัญหาเช้ายันคำ่า ไวรัสบ้าง สปายแวร์บ้าง วันๆไม่ต้องทำาอะไรแก้ปัญหาภายในอย่างเดียว
การดูแลพนักงานก็ไม่ดีตามไปด้วย พนักงานลาออกบ่อย ทำางานไม่มีความสุข แห้งแล้ง
สวัสดิการ องกรค์ใดที่เถื่อนบ้าง แท้บ้าง ก็ครึ่งๆกลางๆไปด้วย นี่เป็นรูปแบบที่ผู้เขียนค้น
พบ ไม่ได้แต่งเรื่องประการใด หากท่านใดค้นพบว่าไม่ได้เป็นอย่างนี้ ก็ส่งความเห็นมาได้
อีกประเด็นก็คือ องค์กรที่ติดต่อมาหาผู้เขียนและเกิดการว่าจ้าง ในด้านการอบรม
ก็ดี ในด้านการเป็นที่ปรึกษาก็ดี มักเป็นองค์กรขนาดใหญ่ องค์กรเหล่านี้ ต้องการลด
ต้นทุนด้านซอฟต์แวร์ เฉพาะคอมพิวเตอร์พื้นฐานที่ทำางานด้านเอกสารอย่างเดียว ต้นทุน
ต่อเครื่องยังแพงกว่าตัวเครื่องเสียอีก บางองค์กรมีคอมพิวเตอร์เป็นพันเครื่อง ต้นทุนก็ปา
เข้าไปหลายสิบล้านบาท นี่ยังไม่รวมการปรับรุ่นในอนาคตอีก ซึ่งท่านจะบอกว่า “เรำจะ
ไม่ปรับรุ่นซอฟต์แวร์ตำมเขำ แม้เขำจะออกรุ่นใหม่มำก็ตำม” ผู้เขียนเชื่อว่า สักวันหนึ่ง
ในอีก 5 ปี 7 ปี หรือ 10 ปี ท่านจะต้องปรับรุ่นตามเขาแน่นอน และจะต้องจ่ายอีกไม่น้อย
เลยทีเดียว ฉะนั้นองค์กรเหล่านั้น จึงหันมาใช้ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สเพื่อลดต้นทุน
ประเด็นด้านการละเมิดลิขสิทธ์ ไม่ต้องพูดถึง ยิ่งองค์กรใหญ่ ยิ่งไม่สามารถใช้ของเถื่อนได้
เขาเป็นปลาใหญ่แล้ว โดยเฉพาะองค์กรที่ขึ้นต้นด้วย บมจ. หรือลงท้ายด้วย มหาชน ยิ่งใช้
ไม่ได้
หากหลักสูตรการศึกษาในประเทศไทย จะบรรจุหลักสูตรการเรียนการสอนด้าน
ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สไว้ เคียงคู่กับซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ที่เล่าเรียนกันอยู่ในปัจจุบันนี้
ก็ได้ หลายๆอย่างคงจะดีขึ้นอีกไม่น้อย ด้วยพื้นที่สั้นๆเพียงเท่านี้ คงไม่อาจหาคำาบรรยาย
สั้นๆ เพื่อจะบอกว่า อะไรจะดีขึ้นบ้าง เพราะมันเป็นลูกโซ่ ที่เริ่มต้นมาจากความคิด และมี
ผลไปยังการกระทำาอีกหลายต่อหลายต่อ
ประเทศของเรายังต้องการความคิดและจินตนาการอีกมากมายนัก หากเราเสีย
เอกราชทางความคิดไปแล้ว ประเทศจะพัฒนาไปได้อย่างไร โลกนี้จะน่าเบื่อเพียงใด หาก
มนุษย์ไม่ใช้จินตนาการ
เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์ส่งเสริมการใช้งานซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส ผู้เขียน
จึงเขียนคู่มือการใช้งานซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สบางตัวเพื่อแจกฟรี(ฉบับ e-book) ทั้งนี้หาก
มีข้อติชมประการใด กรุณาส่งมาความคิดเห็นมาที่ wasankds@gmail.com
อนำคตของคู่มือเล่มนี้
ธรรมชาติของซอฟต์แวร์ ต้องมีการพัฒนาปรับรุ่นอยู่เสมอๆ ส่งผลให้ คู่มือการใช้
งานต้องปรับตามไปด้วย หากไม่ปรับตาม จะกลายเป็นของเก่าและตายไปในที่สุด ต่างจาก
หนังสือนิยายหรือเรื่องเล่าที่เป็นอมตะ คนเก่าไปคนใหม่มาหนังสือเหล่านี้ก็ยังใช้ได้
แต่ในธรรมชาติของการปรับรุ่นซอฟต์แวร์ จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมาก จะปรับที
ละน้อย อาจมีเพิ่มเครื่องมือใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ เข้ามา แต่หลักการทำางานยังเหมือนเดิม
คู่มือการใช้งานก็แค่เพียง เพิ่มเติมและปรับแก้ในสิ่งที่เปลี่ยนหรือเพิ่มเติมเข้ามาเท่านั้น
ด้วยเหตุดังกล่าว ผู้เขียนจึงพยายามออกแบบให้คู่มือโอเพ่นซอร์สทุกเล่ม แก้ไขได้
ง่าย ออกแบบไว้เผื่ออนาคตด้วย
ผู้เขียน ตั้งใจจะให้หนังสือคู่มือโอเพ่นซอร์สทุกเล่มที่เขียน เป็นของฟรี(e-book)
เป็นของคนไทยตลอดไป เท่าที่กำาลังจะทำาไหว
หากท่านใดต้องการสนับสนุนความตั้งใจดังกล่าว สามารถติดต่อเพื่อสนับสนุนได้
ตามความต้องการ เพื่อผู้เขียนจะได้มีเวลาเขียนและปรับปรุงหนังสือให้ทันสมัยอยู่เสมอๆ
บางท่านก็ให้เครื่องคอมพิวเตอร์มา บางท่านก็เชิญไปเป็นที่ปรึกษา หรือเป็นวิทยากรอบรม
อย่างต่อเนื่อง
ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด ขอขอบคุณเป็นพิเศษสำาหรับ
อาจารย์สาทิศ เพิ่มสว่าง และมูลนิธิศักดิ์พรทรัพย์ ที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
วสันต์ คุณดิลกเศวต
ผู้เขียนและวิทยำกรอบรมกำรใช้งำน LibreOffice, Inkscape และ Gimp
วศ.บ. โยธำ มหำวิทยำลัยธรรมศำสตร์
วท.ม. ธุรกรรมอิเล็คทรอนิกส์ มหำวิทยำลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้ำธรบุรี
wasankds@gmail.com, www.facebook.com/wasankds, 08-1459-8343
สำรบัญ
คำำนำำจำกผู้เขียน 5
อนำคตของคู่มือเล่มนี้ 8
สำรบัญ 9
บทที่ 1: รู้จักกับ GIMP 17
1.1 : รู้จักกับ GIMP..................................................................................18
1.2 : ภาพ Vector และ ภาพ Bitmap คืออะไร?......................................19
บทที่ 2: มุมมองในกำรทำำงำน 21
2.1 : หน้าจอ GIMP (Interface)...............................................................22
2.2 : รู้จักกับ Main toolbox...................................................................24
ก. : Toolbox........................................................................................24
ข. : Tool options...............................................................................26
2.3 : รู้จักกับ Image window.................................................................27
2.4 : รู้จักกับ Docking และ ไดอะล็อก (Dialogs)....................................29
2.5 : การจัดการ Docking และ Dialogs (ไดอะล็อก)..............................30
2.6 : การซูมภาพ (Zoom).......................................................................33
2.7 : การเลื่อนมุมมองภาพ (Pan)............................................................34
2.8 : กริดและไกด์ (Grids and Guides)..................................................35
ก. : กริด (Grids)...................................................................................35
ข. : ไกด์ (Guides)................................................................................36
บทที่ 3: กำรทำำงำนกับไฟล์ 39
3.1 : ขนาดภาพ, Resolution และ Dot for Dot....................................40
3.2 : การสร้างไฟล์ใหม่.............................................................................43
3.3 : การบันทึกไฟล์.................................................................................45
3.4 : การแปลงภาพเป็น JPEG.................................................................46
3.5 : การแปลงภาพเป็น PNG..................................................................47
3.6 : การแปลงภาพเป็น GIF....................................................................49
3.7 : การแปลงภาพเป็น TIFF...................................................................50
3.8 : การเปิดไฟล์.....................................................................................51
3.9 : การสร้างภาพจากสคริปต์สำาเร็จรูป..................................................52
บทที่ 4: คำำสั่งพื้นฐำน 53
4.1 : การเปลี่ยนขนาดภาพ (Scaling Image)..........................................54
4.2 : การเปลี่ยนขนาดภาพเมื่อพิมพ์ (Print Size)....................................55
4.3 : การทำาซำ้าภาพ (Duplicating)..........................................................56
4.4 : การกลับภาพ (Flipping)..................................................................56
4.5 : การหมุนภาพ (Rotating).................................................................57
4.6 : การครอปภาพ (Cropping)..............................................................58
4.7 : การเพิ่มหรือลดพื้นที่ภาพ (Canvas Size)........................................59
4.8 : Undo และ Redo...........................................................................61
4.9 : การดูข้อมูลภาพ...............................................................................62
บทที่ 5: กำรเลือก 63
5.1 : กลุ่มเครื่องมือเลือก (Selection Tools)..........................................64
5.2 : คุณสมบัติพื้นฐานของเครื่องมือเลือก................................................65
5.3 : ไดอะล็อก Selection Editor..........................................................68
5.4 : การบันทึกการเลือก (Save selection)...........................................69
ก. : การบันทึกการเลือกเป็นหน้ากากการเลือก.....................................69
ข. : การบันทึกการเลือกเป็นเส้นพาธ.....................................................70
5.5 : Rectangle Select Tool................................................................72
5.6 : Ellipse Select Tool......................................................................76
5.7 : Free Select Tool..........................................................................80
5.8 : Fuzzy Select Tool........................................................................81
5.9 : Select by Color Tool..................................................................83
5.10 : Scissors Select Tool..................................................................85
5.11 : Foreground Select Tool...........................................................88
5.12 : การเลือกด้วยควิกมาสก์ (Quick Mask).........................................92
5.13 : การปรับแต่งการเลือก....................................................................94
บทที่ 6: เลเยอร์ 101
6.1 : รู้จักกับเลเยอร์ (Layers)................................................................102
6.2 : การสร้างเลเยอร์............................................................................103
6.3 : คุณสมบัติต่างๆในไดอะล็อก Layers..............................................105
6.4 : เลเยอร์กรุ๊ป (Layer Group)..........................................................108
6.5 : ขนาดและขอบเขตเลเยอร์.............................................................110
6.6 : เลเยอร์และแชนแนลอัลฟ่า............................................................112
6.7 : การรวมเลเยอร์ (Merge layers)...................................................114
6.8 : หน้ากากเลเยอร์ (Layer Masks)...................................................116
6.9 : ตัวอย่างการใช้งานหน้ากากเลเยอร์................................................119
6.10 : เลเยอร์โหมด (Layer Modes).....................................................121
บทที่ 7: เรื่องของสี 129
7.1 : โมเดลสี..........................................................................................130
ก. : โมเดล RGB (Red Green Blue)..................................................130
ข. : โมเดล CMY(K).............................................................................130
ค. : โมเดล HSV..................................................................................131
7.2 : โหมดภาพ......................................................................................132
7.3 : การเปลี่ยนโหมดภาพ.....................................................................134
7.4 : รู้จักกับแชนแนล (Channels)........................................................137
7.5 : ไดอะล็อก Channels....................................................................140
7.6 : ทฤษฎีสีและการใช้สีเบื้องต้น.........................................................144
ก. : ทฤษฎีสีเบื้องต้น...........................................................................145
ข. : การเลือกใช้สี................................................................................148
บทที่ 8: เกรเดี้ยนต์และแพทเทิร์น 153
8.1 : เกรเดี้ยนต์ (Gradients).................................................................154
8.2 : การสร้างเกรเดี้ยนต์ ( *.GGR)........................................................155
8.3 : แพทเทิร์น (Patterns)...................................................................159
8.4 : การสร้างแพทเทิร์น ( *.PAT)..........................................................160
บทที่ 9: กำรเลือกสีและหัวแปรง 163
9.1 : สีโฟร์กราวด์และสีแบ็คกราวด์........................................................164
9.2 : การเลือกสีที่ Toolbox..................................................................165
9.3 : การเลือกสีที่ไดอะล็อก FG/BG color............................................167
9.4 : การเลือกสีจากโหมดอื่นๆ...............................................................168
ก. : โหมด Wheel..............................................................................169
ข. : โหมด Watercolor......................................................................169
ค. : โหมด CMYK ..............................................................................170
ง. : โหมด Palette..............................................................................171
9.5 : การเลือกสีโดยใช้ Color Picker Tool (หลอดดูดสี)......................171
9.6 : การสร้างจานสี (Palettes) ...........................................................174
9.7 : หัวแปรง (Brushes).......................................................................176
9.8 : ไดอะล็อก Brushes ......................................................................177
9.9 : การสร้างหัวแปรงใหม่....................................................................179
9.10 : การเพิ่มหัวแปรงจากไฟล์หัวแปรงต่างๆ.......................................180
9.11 : ปรับขนาดหัวแปรงโดยใช้ลูกกลิ้งเมาส์.........................................181
9.12 : การสร้างหัวแปรงภาพสี ( *.GBR)................................................184
9.13 : การสร้างหัวแปรงแอนนิเมชั่นข้อความ.........................................186
บทที่ 10: เครื่องมือวำดและระบำยสี 189
10.1 : กลุ่มเครื่องมือวาดและระบายสี ..................................................190
10.2 : คุณสมบัติพื้นฐานของเครื่องมือวาดและระบายสี.........................190
10.3 : Brush Tools (Pencil, Paintbrush, Airbrush) ........................197
10.4 : Bucket Fill Tool.......................................................................200
10.5 : Blend Tool................................................................................202
10.6 : Eraser Tool ..............................................................................204
10.7 : Ink Tool ....................................................................................206
10.8 : Clone Tool ..............................................................................207
10.9 : Heal Tool .................................................................................210
10.10 : Perspective Clone Tool......................................................212
10.11 : Blur/Sharpen Tool...............................................................214
10.12 : Smudge Tool........................................................................216
10.13 : Dodge/Burn Tool..................................................................217
บทที่ 11: พำธและข้อควำม 221
11.1 : รู้จักกับพาธ (Paths)....................................................................222
11.2 : การวาดเส้นพาธด้วย Path tool.................................................223
11.3 : การปรับแต่งเส้นพาธ...................................................................226
11.4 : ไดอะล็อก Paths.........................................................................229
11.5 : รูปจักกับข้อความใน Gimp.........................................................232
11.6 : การสร้างข้อความโดยใช้ Text tool............................................234
11.7 : สร้างพาธจากข้อความ.................................................................238
11.8 : การวางข้อความตามแนวเส้นพาธ................................................238
บทที่ 12: กำรแปรรูป 241
12.1 : กลุ่มเครื่องมือแปรรูป (Transfrom Tools) ................................242
12.2 : คุณสมบัติพื้นฐานของเครื่องมือแปรรูป........................................242
12.3 : ย้ายด้วย Move Tool..................................................................246
12.4 : จัดเรียงด้วย Align Tool..............................................................247
12.5 : ตัดภาพด้วย Crop Tool..............................................................250
12.6 : หมุนด้วย Rotate Tool...............................................................253
12.7 : ย่อขยายด้วย Scale Tool...........................................................255
12.8 : เฉือนด้วย Shear Tool................................................................257
12.9 : บิดด้วย Perspective Tool........................................................259
12.10 : กลับด้านด้วย Flip Tool...........................................................260
12.11 : ดัดภาพด้วย Cage Transform Tool........................................262
บทที่ 13: เครื่องมือตกแต่งสี 265
13.1 : กลุ่มเครื่องมือตกแต่งสี (Color Tools) .......................................266
13.2 : คุณสมบัติพื้นฐานของเครื่องมือตกแต่งสี......................................267
13.3 : ขั้นตอนการใช้งานเครื่องมือตกแต่งสี...........................................268
13.4 : Color Balance Tool.................................................................270
13.5 : Hue-Saturation Tool...............................................................271
13.6 : Colorize Tool...........................................................................274
13.7 : Brightness-Contrast Tool.......................................................276
13.8 : Threshold Tool........................................................................277
13.9 : Levels Tool...............................................................................279
13.10 : Curves Tool............................................................................284
13.11 : Posterize Tool........................................................................289
13.12 : Desaturate Tool....................................................................290
บทที่ 14: ฟิลเตอร์ 293
14.1 : ฟิลเตอร์ และ การใช้งาน.............................................................294
14.2 : ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Blur...................................................................296
14.3 : ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Distorts.............................................................296
14.4 : ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Light and Shadow..........................................299
14.5 : ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Noise................................................................300
14.6 : ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Edge-Detect....................................................300
14.7 : ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Generic.............................................................301
14.8 : ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Combine..........................................................302
14.9 : ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Artistic..............................................................302
14.10 : ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Decor..............................................................303
14.11 : ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Map................................................................305
14.12 : ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Render...........................................................306
14.13 : ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Web................................................................307
14.14 : ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Animation......................................................308
14.15 : ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Alpha to Logo..............................................311
14.16 : ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Enhance.........................................................314
บทที่ 1 : รู้จักกับ GIMP
1.1 รู้จักกับ GIMP
GIMP (GNU Image Manipulation Program) เป็นซอฟต์แวร์ในตระกูลเดียว
กับ Adobe Photoshop หรือ Corel PhotoPaint ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการจัดการ
ภาพ สามารถใช้งานได้หลากหลายด้าน เช่น ตกแต่งภำพ, จัดองค์ประกอบภำพ, จัดหน้ำ
สิ่งพิมพ์, วำดภำพระบำยสี, สร้ำงภำพสำำหรับเว็ปไซต์ เป็นต้น
GIMP สามารถใช้ทำางานได้ตั้งแต่งานทั่วๆไป งานเล็กๆ ไปจนถึงงานระดับมืออาชีพ
ที่ต้องการความประณีตสูง
โลโก้ของ GIMP
GIMP เป็นซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส ที่เป็นของฟรี สามารถติดตั้งได้บนระบบปฏิบัติ
การหลายตัว ทั้งบน Windows, บน Mac OS หรือ บน Linux base ก็ได้
ในหนังสือเล่มนี้ อธิบายโดยใช้ GIMP ที่ทำางานบนระบบปฏิบัติ Ubuntu ซึ่งเป็น
Linux base (Ubuntu เป็นซอฟต์แวร์ฟรีเช่นเดียวกับ GIMP) ถึงอย่างไรก็ดี แม้จะต่าง
ระบบปฏิบัติการกัน การใช้งานมีลักษณะเหมือนกัน ต่างกันเพียงปุ่มกดหรือการใช้งานเล็กๆ
น้อยๆ เท่านั้น
ถึงแม้ GIMP จะเป็นซอฟต์แวร์ฟรี แต่ศักยภาพของ GIMP นั้นไม่ธรรมมดา ไม่แพ้
ซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ชื่อดัง ราคาแพงๆทั้งหลาย GIMP ได้รับการยอมรับจากผู้ใช้งานทั่ว
โลก ถูกพัฒนาโดยองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำาไร สำาหรับผู้เขียนแล้ว GIMP ถือเป็นซอฟต์แวร์
จัดการภาพ ที่ดีที่สุดในตระกูลโอเพ่นซอร์ส
[18] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
ดาวน์โหลดโปรแกรม GIMP ได้ฟรีที่ www.gimp.org/downloads
หน้าดาวน์โหลด ของ GIMP
*** GIMP ที่ใช้อธิบำยในหนังสือเล่มนี้เป็น GIMP บนระบบปฏิบัติกำร Ubuntu
1.2 ภำพ Vector และ ภำพ Bitmap คืออะไร?
ภาพดิจิตอล หรือภาพที่สร้างด้วยซอฟต์แวร์บนคอมพิวเตอร์ แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ
ก็คือ
1. Vector
2. Bitmap (หรือ Raster)
บทที่ 1: รู้จักกับ GIMP [19]
Vector
ภาพแบบ Vector เป็นภาพที่สร้างด้วยระบบการคำานวณทางคณิตศาสตร์ ข้อดีก็คือ
สามาถขยายมากเท่าไรก็ได้ โดยที่ภาพไม่แตก โปรแกรมวาดภาพแบบ Vector ยกตัวอย่าง
เช่น Adobe Illustrator, Corel Draw และ Inkscape เป็นต้น ไฟล์ภาพแบบ Vector ก็
อย่างเช่น SVG, EPS, PS, AI หรือ CDR เป็นต้น การนำาภาพ Vector ไปใช้งาน มักจะต้อง
แปลงไปเป็นภาพ Bitmap ก่อน
Inkscape เป็นซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส ที่เป็นของฟรี เช่นเดียวกับ GIMP
สามารถดาวน์โหลดคู่มือ e-book การใช้งาน Inkscape ได้ที่
www.poeclub.org
Bitmap (หรือ Raster)
ภาพแบบ Bitmap เป็นภาพที่ประกอบไปด้วยจุดเล็กๆเรียงตัวกัน จุดเหล่านี้เรียกว่า
พิกเซล(Pixels) โดย 1 พิกเซลจะเก็บสี 1 สี คุณภาพของภาพขึ้นอยู่กับจำานวนพิกเซล
ภาพที่ถ่ายด้วยกล้องดิจิตอล ล้วนเป็นภาพ Bitmap โปรแกรมที่ใช้จัดการภาพแบบ
Bitmap ยกตัวอย่างเช่น Adobe Photoshop, Corel PhotoPaint และ Gimp เป็นต้น
ไฟล์ภาพแบบฺ Bitmap ก็อย่างเช่น XCF, JPG, PNG, GIF, BMP, TIFF หรือ PSD เป็นต้น
ภาพ Vector สามารถขยายได้ไม่จำากัด
โดยที่ภาพไม่แตก
ภาพ Bitmap ประกอบไปด้วยจุด
เล็กๆ(พิกเซล) เรียงตัวกัน
เมื่อขยายภาพจะเห็นเป็นจุดๆ
[20] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
บทที่ 2 : มุมมองในกำรทำำงำน
2.1 หน้ำจอ GIMP (Interface)
หน้าจอของ GIMP ประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลักๆก็คือ
1. Main toolbox ศูนย์รวมเครื่องมือต่างๆ
2. Image window หน้าต่างภาพ
3. Docking หน้าต่างลอย ภายในประกอบไปด้วยไดอะล็อกจำานวนหนึ่ง แยก
เป็นแท็ปๆ สามารถดึงออกมาเพื่อจัดกลุ่มเป็น Docking กลุ่มใหม่ได้
ทั้ง 3 ส่วนนั้นอยู่แยกกัน สามารถจับย้ายได้อย่างอิสระต่อกัน
หน้าจอ GIMP
เนื่องจาก ทั้ง 3 ส่วนนั้นอยู่แยกกัน การย่อ ขยาย หรือปิดหน้าต่างใดๆ อาจไม่
สะดวกสำาหรับบางท่าน เพราะต้องคลิกหลายครั้ง
GIMP มีตัวเลือก เพื่อเปลี่ยนหน้าจอจากโหมด 3 ส่วน ให้เป็นหน้าต่างเดียว ก็คือ
ทุกหน้าต่างมารวมกันอยู่ในหน้าต่างเดียว (สำำหรับผู้เขียนแล้ว ชอบแบบแยก 3 ส่วน
มำกกว่ำ)
[22] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
การเปลี่ยนโหมดหน้าจอจาก 3 ส่วน ให้เป็นหน้าต่างเดียว
1.) ไปที่ Windows → Single-Window Mode
2.) จัดเรียงและปรับขนาดส่วนประกอบต่างๆ ที่อยู่ภายในหน้าต่าง จะได้หน้าจอของ
GIMP ดังนี้
หน้าจอ GIMP แบบ Single-Window Mode
เมื่อเปิดไฟล์ภาพภาพใหม่ขึ้นมาหลายๆภาพ ภาพจะแยกเป็นแท็ปๆ ปุ่มปิดภาพใน
มุมมองนี้จะไม่มี ฉะนั้น การปิดภาพในแต่ละแท็ป ให้ไปที่ File → Close หรือ File →
Close All เพื่อปิดไฟล์ภาพทั้งหมด
บทที่ 2: มุมมองในการทำางาน [23]
2.2 รู้จักกับ Main toolbox
Main toolbox ประกอบไปด้วย 2 ส่วน ก็คือ Toolbox และ Tool options
ก. Toolbox
Toolbox หรือ กล่องเครื่องมือ เป็นศูนย์รวมเครื่องมือต่างๆ
เมื่อนำาเมาส์ไปชี้บนไอค่อนรูปเครื่องมือต่างๆ
จะปรากฎชื่อและคีย์ลัด
Toolbox
Tool icons : ประกอบไปด้วยปุ่มเครื่องมือต่างๆ โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่ม ก็คือ
กลุ่ม Selection tools ใช้เลือกพื้นที่บางส่วนของภาพ
กลุ่ม Paint tool ใช้ในการวาดและระบายสี
กลุ่ม Tranform tools ใช้ในการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของภาพ
กลุ่ม Color tools ใช้ในการปรับเปลี่ยนหรือตกแต่งสีของภาพ
กลุ่ม Other tools เครื่องมืออื่นๆ
การลากภาพจากภายนอก มาวางไว้ในกรอบ Toolbox (บริเวณโซน )
เป็นการเปิดไฟล์ภาพนั้น
[24] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
Foreground/Background colors : แสดงสีโฟร์กราวด์
และสีแบ็คกราวด์ ที่กำาลังใช้งานอยู่ ณ ขณะนั้น หากต้องการ
เปลี่ยนสีโฟร์กราวด์หรือแบ็คกราวด์ คลิกที่พื้นที่สี จะ
ปรากฏหน้าต่างให้เลือกสีที่ต้องการ คลิกที่ เพื่อสลับระ
หว่างสีโฟร์กราวด์และสีแบ็คกราวด์ คลิกที่ เพื่อรีเซ็ตสี
แบ็คกราวด์(เป็นสีดำา) และโฟร์กราวด์(เป็นสีขาว)
Brush/Pattern/Gradient : สัญลักษณ์แบ่งเป็น 3 ส่วน แสดงสถานะของ
แปรง(Brush), ลวดลาย (Pattern) และ เฉดสี(Gradient) ที่กำาลังใช้งานอยู่ ตาม
ลำาดับ คลิกบนพื้นที่ในแต่ละส่วน เพื่อเปิดไดอะล็อกของเครื่องมือดังกล่าว เพื่อ
ทำาการปรับแต่ง
Active Image : แสดงภาพขนาดเล็กของภาพที่กำาลังทำางานอยู่ ณ ขณะนั้น
คลิกบนภาพขนาดเล็กดังกล่าวเพื่อเปิดไดอะล็อก Image
ไปที่ Edit → Preferences → Toolbox
เพื่อ ปิด/เปิด พื้นที่ในข้อ
(ปกติจะปิดไว้)
บทที่ 2: มุมมองในการทำางาน [25]
สีโฟร์กราวด์
และสีแบ็คกราวด์
ข. Tool options
กรอบ Tool options แสดงรายละเอียดของเครื่องมือที่กำาลังใช้งาน สามารถปรับ
แต่งค่าต่างๆของเครื่องมือได้ที่กรอบนี้ เมื่อปรับแต่งแล้ว สามารถบันทึกค่าเก็บไว้ใช้ในครั้ง
ต่อๆไปได้ โดยไม่ต้องมาตั้งค่าใหม่ทุกครั้ง
ไดอะล็อก Tool options ของ Paintbrush tool
แสดงรายละเอียดของเครื่องมือที่ใช้งานอยู่
Save options to ปุ่มบันทึกค่า Option
Restore options ปุ่มโหลดค่า Option (ที่ได้บันทึกไว้)
Delete options ปุ่มลบค่า Option (ที่ได้บันทึกไว้)
Reset options ปุ่มรีเซ็ต Option ให้กลับไปเป็นค่าเริ่มต้น
Tool Options เป็นไดอะล็อกชนิดหนึ่งสามารถดึงออกจาก Main Toolbox แล้ว
ย้ายไปไว้ที่ไหนก็ได้
[26] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
2.3 รู้จักกับ Image window
Image window แสดงภาพที่เปิดอยู่ ซึ่งหน้าต่างนี้มีรายละเอียดค่อนข้างมาก ดัง
ต่อไปนี้
หน้าต่าง Image window
Title bar : แสดงรายละเอียดเกียวกับไฟล์ แสดงชื่อไฟล์และข้อมูลอื่นๆเกี่ยวกับ
ไฟล์ (โหมดภาพ, จำานวนเลเยอร์, ขนาดภาพ)
Image menu : เมนูคำาสั่งต่างๆที่ใช้ในการทำางานกับภาพ สามารถใช้การคลิก
เมาส์ขวาบนภาพ เพื่อเปิดเมนูคำาสั่งขึ้นมาก็ได้
Menu button : ปุ่มเมนูคำาสั่ง เป็นอีกวิธีหนึ่งในการเปิดเมนูคำาสั่ง
Ruler : แถบไม้บรรทัด (Shift+Ctrl+R = ซ่อนหรือแสดงไม้บรรทัด) คลิกเมาส์
บนไม้บรรทัด แล้วลากมาที่บริเวณภาพจะปรากฏเส้นไกด์ ซึ่งเป็นเส้นที่ใช้ช่วยใน
การวางตำาแหน่งขององค์ประกอบต่างๆ
บทที่ 2: มุมมองในการทำางาน [27]
Quick Mask Toggle : (Shift+Q) สลับระหว่างโหมดการทำางานปกติกับโหมด
ควิกมาสก์( ดูเพิ่มเติมในหัวข้อ 5.12 : กำรเลือกด้วยควิกมำสก์ (Quick Mask))
Pointer Coordinates : แสดงพิกัด X,Y ของเมาส์ (มุมซ้ำยบน คือ พิกัด 0,0)
Units Menu : ตัวเลือกหน่วยวัดของไม้บรรทัด ปกติหน่วยวัดของไม้บรรทัดจะ
เป็น px (พิกเซล)
Zoom button : ตัวเลือกดูภาพขนาดต่างๆ ซูมเข้า-ภาพใหญ่ขึ้น (% กำรซูม
มำก) ซูมออก-ภาพเล็กลง (% กำรซูมน้อย)
Status area : ปกติจะแสดงเป็น ชื่อเลเยอร์และปริมาณหน่วยความจำาที่ใช้
ทำางานกับไฟล์(ไม่ใช่ขนาดไฟล์) แต่เมื่อมีการใช้เครื่องมือต่างๆทำางาน จะแสดง
ข้อมูลการทำางาน ณ ขณะนั้น
Cancel button : การทำางานบางอย่างเช่น การใช้งานปลั๊กอินหรือฟิลเตอร์บาง
ตัวจะใช้เวลาประมวลผลนาน ระหว่างประมวลผล ปุ่มยกเลิก จะปรากฎที่
ตำาแหน่งขวาล่าง ซึ่งสามารถกดเพื่อยกเลิกการประมวลผลนั้นได้
Navigation control : คลิกค้างที่ปุ่มนี้ จะปรากฎ
กรอบขนาดเล็กแสดงภาพรวมทั้งหมดของภาพ หาก
เลื่อนเมาส์ไปมา(ยังคงคลิกค้างอยู่) จะเป็นการเลื่อน
ตำาแหน่งไปยังบริเวณต่างๆของภาพ เหมาะใช้งานกับภาพขนาดใหญ่ หรือมีการซูม
ภาพมากๆแล้วต้องการเลื่อนไปยังบริเวณต่างๆของภาพ
Inactvie Padding Area : พื้นที่ว่างรอบๆภาพ
Image Display : พื้นที่ภาพ เป็นพื้นที่การทำางานหลัก
Image Window Resize Toggle : โดยปกติ เมื่อปรับขนาดของหน้าต่าง
Image window การซูมของภาพจะไม่เปลี่ยนแปลง หากเป็น 70% ก็จะเป็น
70% อยู่ หากปุ่มนี้ถูกกด เมื่อปรับขนาดของหน้าต่าง Image window ขนาด
การซูมจะปรับเปลี่ยนไปด้วยอย่างอัตโนมัติ
[28] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
2.4 รู้จักกับ Docking และ ไดอะล็อก (Dialogs)
ไดอะล็อก (Dialogs) เป็นหน้าต่างคุณสมบัติของเครื่องมือหรือคำาสั่งต่างๆ ซึ่งมีอยู่
หลายไดอะล็อก Docking (Dock=อู่จอดเรือ) เป็นหน้าต่างที่ใช้จัดหมวดหมู่ของไดอะล็อก
เข้าไว้ด้วยกัน โดยไดอะล็อกที่อยู่ใน Docking จะแยกเป็นแท็ปๆ
GIMP มี Docking เริ่มต้นมาให้ 1 Docking แบ่งเป็นชั้นบนและชั้นล่าง ชั้นบน
เก็บไดอะล็อก Layers, Channels, Paths และ Undo history ชั้นล่าง เก็บไดอะล็อก
Brushes, Patterns และ Gradients
Docking ที่ประกอบไปด้วย 4 ไดอะล็อก
Image Selection Menu : เมนูเลือกทำางานกับภาพ (ที่เปิดอยู่)
คลิกที่ (Tab Menu Button) → Show Image Selection เพื่อเปิดหรือ
ปิด Image Selection Menu (ปกติถูกปิดไว้)
Dialog Tabs : แท็ป หรือ ป้ายเลือกไดอะล็อกที่อยู่ใน Docking (ตามภาพด้าน
บนมีอยู่ 4 แท็ป สามารถเพิ่มลดได้) สามารถเปลี่ยนลำาดับของแท็ปได้โดยคลิกค้าง
ที่แท็ป แล้วลากไปไว้ที่ลำาดับก่อนหน้าหรือหลัง
บทที่ 2: มุมมองในการทำางาน [29]
Button Bar : แถบปุ่มคำาสั่งของไดอะล็อก แต่ละไดอะล็อกจะไม่เหมือนกัน
Tab Menu Button : ปุ่มเปิด Tab Menu คลิกเพื่อเปิด Tab Menu
Tab Menu : เมื่อคลิกที่ปุ่ม Tab Menu Button จะปรากฎ Tab Menu ซึ่งเป็น
เมนูคำาสั่งในการจัดการไดอะล็อก และเมนูคำาสั่งของแต่ละไดอะล็อก
2.5 กำรจัดกำร Docking และ Dialogs (ไดอะล็อก)
การเปิดปิดไดอะล็อก หรือ Docking
‣ การเปิดไดอะล็อก
เลือกไดอะล็อกที่ต้องการจะเปิด จาก Windows → Dockable Dialogs → (รำย
ชื่อไดอะล็อกต่ำงๆ)
‣ การปิดไดอะล็อก
คลิกที่ (Tab Menu Button) → Close Tab จะเป็นการปิดไดอะล็อกที่กำาลัง
ใช้งานอยู่ ณ ขณะนั้น
‣ การปิด Docking
คลิกที่ปุ่ม (Close window) ที่มุมขวาบนของหน้าต่าง Docking
การซ่อน Main toolbox และ Docking
ขณะทำางานกับภาพที่หน้าต่าง Image window สามารถซ่อนหน้าต่าง
Main toolbox และ หน้าต่าง Docking ทั้งหมดได้ โดยการกดปุ่ม TAB
การเปิด Docking หรือ ไดอะล็อกที่พึ่งปิดไปล่าสุด
หากปิดไดอะล็อกหรือ Docking ไปแล้ว แล้วต้องการเรียกกลับมา ให้ไปที่
Windows Recently Closed Docks (→ → รำยกำรไดอะล็อกที่พึ่งปิด)
จากนั้นเลือกไดอะล็อกที่ต้องการเรียกกลับมา
[30] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
การเพิ่มหรือถอดไดอะล็อกออกจาก Docking
‣ การเพิ่มไดอะล็อกลงในหน้าต่าง Docking
คลิกที่ (Tab Menu Button) → Add Tab → (รำยชื่อไดอะล็อกต่ำงๆ) จาก
นั้นเลือกไดอะล็อกที่ต้องการจะเพิ่มเข้ามาใน Docking
‣ การถอดไดอะล็อกออกจาก Docking
คลิกที่ (Tab Menu Button) → Detach Tab จะเป็นการถอดไดอะล็อกที่
กำาลังใช้งานอยู่ ณ ขณะนั้น
การย้ายและจัดกลุ่ม ไดอะล็อก โดยใช้เมาส์
‣ การย้ายไดอะล็อกออกจากหน้าต่าง Docking
คลิกเมาส์ค้างที่ป้ายแท็ป จากนั้นลากเมาส์ออกมา จะปรากฎกรอบสี่เหลี่ยมระบุชื่อ
ไดอะล็อกที่กำาลังจะย้ายออกจาก Docking (ตำมภำพคือ Undo History) เมื่อปล่อยเมาส์
จะปรากฎหน้าต่างไดอะล็อก ดังกล่าวแยกออกมา
คลิกค้างที่ป้ายแท็ป
จากนั้นลากเมาส์ออกมา
เมื่อปล่อยเมาส์จะปรากฎ
ไดอะล็อกแยกออกมา
บทที่ 2: มุมมองในการทำางาน [31]
‣ การย้ายไดอะล็อกเข้าไปไว้ใน Docking
ขั้นตอนเหมือนกับขั้นตอนก่อนหน้านี้ เพียงแต่ทำากลับกัน
คลิกค้างที่ป้ายแท็ป
จากนั้นลากเมาส์ไปวางยัง Docking อื่นๆ
(ที่หน้าต่าง Docking จะปรากฎขอบสีดำาเส้นหนา)
เมื่อปล่อยเมาส์จะปรากฎ
แท็ปของไดอะล็อกรวมกลุ่ม
อยู่กับไดอะล็อกอื่นๆ
การซ้อนไดอะล็อกใน Docking
การย้ายไดอะล็อกไปยัง Docking
อื่นๆ หากวางไดอะล็อกไว้ที่ด้านล่าง
สุดของ Docking จะเป็นการเพิ่มชั้น
ของไดอะล็อกไว้ที่ด้านล่าง (กรณี
วำงไว้ที่ด้ำนบนของ Docking ก็มี
ลักษณเดียวกัน )
จับไดอะล็อกไปวางที่ →
ด้านล่างของ Docking
[32] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
2.6 กำรซูมภำพ (Zoom)
การซูมภาพ ก็คือ การย่อหรือขยายมุมมองของภาพ(ในหน้าต่าง Image window)
เพื่ออำานวยความสะดวกในการตกแต่งภาพในมุมมองต่างๆ
การซูมภาพ ให้ไปที่ View → Zoom → (รำยกำรคำำสั่งเกี่ยวกับกำรซูม) จากนั้น
เลือกคำาสั่งการซูมที่ต้องการ
Revert Zoom : ย้อนกลับไปการซูมก่อนหน้านี้
Zoom Out : ซูมภาพออกทีละ 1 ขั้น ภาพจะ
เล็กลงเรื่อยๆ ในทุกครั้งที่ซูมออก
Zoom In : ซูมภาพเข้าทีละ 1 ขั้น ภาพจะใหญ่
ขึ้นเรื่อยๆ ในทุกครั้งที่ซูมเข้า
Fit Image in Window : ซูมภาพให้เต็ม
Image window
Fill Window : ซูมภาพโดยไม่ให้มีพื้นที่โดยรอบ
ภาพ(Padding)เหลืออยู่
เลข : เลข (เลข %) : เลือกระดับการซูมที่โปรแกรมตั้งค่าไว้ให้แล้ว
Other : เปิดหน้าต่าง Zoom Ratio เพื่อกำาหนดการซูมแบบอื่นๆที่เราต้องการ (ได้
ตั้งแต่ 0.39% - 25600%)
คีย์ลัดที่ใช้บ่อย
กด Ctrl + เลื่อนลูกกลิ้งเมาส์ไปข้างหน้า = ซูมเข้า
กด Ctrl + เลื่อนลูกกลิ้งเมาส์ไปข้างหลัง = ซูมออก
คีย์ลัด Shift+Ctrl+J = ซูมภาพให้พอดีกับขนาดของ Image window
คีย์ลัด Ctrl+J = ปรับขนาด Image window ให้พอดีกับขนาดภาพ
บทที่ 2: มุมมองในการทำางาน [33]
รายการคำาสั่งเกี่ยวกับการซูม
และคีย์ลัด
2.7 กำรเลื่อนมุมมองภำพ (Pan)
การเลื่อนมุมมองภาพ ก็คือ การขยับมุมมองภาพไปทางซ้ายหรือขวา บนหรือล่าง
ภายในหน้าต่าง Image window
การเลื่อนมุมมองภาพโดยใช้ไดอะล็อก Navigation
ที่ไดอะล็อก Navigation ( เปิดได้โดย ไปที่ Windows → Dockable Dialogs →
Navigation) แสดงภาพขนาดย่อของภาพที่กำาลังทำางานอยู่ นอกจากนี้ ก็มีสี่เหลี่ยมกรอบสี
ขาว ซึ่งหากกรอบนี้ครอบอยู่ที่ส่วนใดของภาพ ที่ Image window จะแสดงเฉพาะส่วนนั้น
ของภาพด้วย
การเลื่อนมุมมองภาพ ให้คลิกค้างที่สี่เหลี่ยมกรอบสีขาว จากนั้นเลื่อนเมาส์ไปยัง
ตำาแหน่งที่ต้องการ หรือใช้การคลิกครั้งเดียว กรอบสี่เหลี่ยมสีขาวจะย้ายไปยังตำาแหน่งที่
คลิกเมาส์ในทันที
ที่ไดอะล็อก Navigation ใช้เมาส์จับกรอบสี่เหลี่ยมสีขาว
เลื่อนไปยังตำาแหน่งต่างๆ เพื่อทำาการเลื่อนมุมมองภาพ
การเลื่อนมุมมองภาพโดยใช้ปุ่มกลางของเมาส์
คลิกเมาส์ปุ่มกลางค้างไว้ที่ภาพ (เมำส์จะเปลี่ยนเป็นรูปมือจับ ) จากนั้น
เลื่อนเมาส์ทางซ้ายหรือขวา ภาพจะเลื่อนตาม วิธีนี้นิยมใช้ที่สุด
[34] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
ไม่ว่าจะใช้เครื่องมือ(Tool) อะไรอยู่ก็ตาม หากกด Spacebar ค้างไว้ จะ
สลับมาที่โหมดการเลื่อนภาพเสมอ จากนั้น เพียงเลื่อนเมาส์ ก็จะเป็น การ
เลื่อนภาพ
2.8 กริดและไกด์ (Grids and Guides)
ก. กริด (Grids)
กริด คือเส้นตาราง หรือ จุดที่เรียงตัวกันเป็นตาราง มีไว้เพื่อช่วยจัดวางตำาแหน่ง
ขององค์ประกอบภายในหน้าต่าง Image window
การซ่อนหรือแสดงกริด
ไปที่ View → Show Grid
การปรับแต่งกริด
แต่ละภาพที่เปิดขึ้นมา (1 ภาพต่อ 1 Image window) สามารถปรับแต่งกริด
เฉพาะของภาพนั้นๆได้ ให้ไปที่ Image → Configure Grid... จะปรากฎหน้าต่างให้ปรับ
แต่งกริด ซึ่งสามารถปรับแต่งระยะห่างระหว่างกริด สีของกริด รูปแบบของกริด ได้
กริดแบบเส้นทึบ (Solid) กริดแบบจุด (Intersections(Dot))
ภาพแต่ละภาพ ที่อยู่คนละ Image window
สามารถปรับแต่งรูปแบบของกริดเฉพาะของภาพนั้นๆได้
บทที่ 2: มุมมองในการทำางาน [35]
กริด มีคุณสมบัติแรงดึงดูด เมื่อเปิดคุณสมบัติดังกล่าว กริดจะทำาตัวเหมือนกับแม่
เหล็ก คอยดูดองค์ประกอบต่างๆ ที่เคลื่อนเข้าใกล้กริด คุณสมบัตินี้ ช่วยให้การจัดองค์
ประกอบง่ายขึ้น
การเปิดหรือปิด คุณสมบัติแรงดึงดูด(Snapping)ของกริด
ไปที่ View → Snap to Grid
เมื่อเคลื่อนย้ายองค์ประกอบเข้า
ใกล้กริด องค์ประกอบจะโดด
เข้าหาแนวของกริด
ข. ไกด์ (Guides)
ไกด์ คือ เส้นในแนวราบ(Horizontal) หรือในแนวดิ่ง(Vertical) มีไว้เพื่อช่วยในการ
วางตำาแหน่งขององค์ประกอบภายในหน้าต่าง Image window
การสร้างเส้นไกด์โดยใช้ไม้บรรทัด
คลิกเมาส์ค้างที่แถบไม้บรรทัด จากนั้นลากเมาส์เข้ามาภายในภาพ จะปรากฎเส้น
ไกด์
คลิกค้างที่ไม้บรรทัด จากนั้นลาก
เมาส์เข้ามาภายในภาพ จะปรากฎเส้นไกด์
[36] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
การสร้างเส้นไกด์โดยใช้เมนู
ไปที่ Image → Guide → New Guide จะปรากฎ หน้ำต่ำง New Guide เพื่อให้
กำาหนดค่าต่างๆในการสร้างเส้นไกด์
หน้าต่าง New Guide
Direction : แนวของเส้นไกด์ (แนว ราบ/ดิ่ง)
Postion : พิกัดของเส้นไกด์
ข้อดีของวิธีนี้ ก็คือ สามารถกำาหนดตำาแหน่งของเส้นไกด์ได้อย่างแม่นยำา
การซ่อนหรือแสดงเส้นไกด์
ไปที่ View → Show Guides (Shift+Crl+T)
การลบเส้นไกด์
ลบทีละเส้น : ใช้เมาส์จับที่เส้นไกด์ แล้วลากกลับไปที่ไม้บรรทัด
ลบทุกเส้น : ไปที่ Image → Guide → Remove All Guides
การเปิดหรือปิด คุณสมบัติแรงดึงดูด(Snapping)ของเส้นไกด์
ไปที่ View → Snap to Guides
บทที่ 2: มุมมองในการทำางาน [37]
คำาสั่งอื่นๆที่เกี่ยวกับเส้นไกด์
Image → Guide → New Guide (by percent...)
สร้างเส้นไกด์แบบกำาหนดตำาแหน่ง
เป็นเปอร์เซ็นต์ของขนาดภาพ
(50%=สร้างเส้นไกด์ที่กลางภาพ)
Image → Guide → New Guides form Selection
คำาสั่งสร้างเส้นไกด์จากการเลือก ตามภาพด้านล่าง ได้ใช้ Selection
tool เลือกบางส่วนของภาพไว้เป็นวงรี เมื่อใช้คำาสั่ง New Guides form
Selection จะปรากฎเส้นไกด์ 4 เส้น สัมผัสที่แต่ละด้านของวงรี
Image → Guide → Remove All Guides ลบเส้นไกด์ทั้งหมด
[38] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
บทที่ 3 : การทำางานกับไฟล์
3.1 ขนำดภำพ, Resolution และ Dot for Dot
ขนาดภาพ Bitmap
ภาพ Bitmap เป็นภาพที่ประกอบไปด้วยจุดเล็กๆ เรียงตัวกัน จุดเหล่านี้เรียกว่า
“พิกเซล”(Pixels) หรือ “จุดสี”
ขนาดภาพ Bitmap ถูกระบุเป็นความกว้างและความสูงของจำานวนพิกเซลที่เรียง
ต่อกันในแนวตั้งและในแนวนอน เช่น กว้ำง 500 พิกเซล สูง 700 พิกเซล รวมจำานวน
พิกเซลทั้งหมดเท่ากับ 500x700=350,000 พิกเซล หรือ 350,000 จุดสี เป็นต้น
ภาพขนาด 4x4 พิกเซล ภาพขนาด 8x8 พิกเซล
แต่ทั้งนี้ ขนาดที่ระบุในข้างต้น ยังไม่ได้ระบุเป็นขนาดทางกายภาพ หรือระบุเป็น
ขนาดเมื่อพิมพ์ลงบนสื่อสิ่งพิมพ์ อย่างเช่น พิมพ์ลงบนกระดาษ
ภาพขนาด 500x700 พิกเซล สามารถพิมพ์เต็มหน้ากระดาษ A4 หรือเต็มหน้า
กระดาษ A0 (ซึ่งใหญ่กว่า A4 4 เท่า) ก็ได้ แต่คุณภาพหรือความคมชัดที่ออกมาจะต่างกัน
ภาพบนกระดาษ A0 ถึงจะใหญ่ก็จริง แต่ภาพจะแตกเป็นเม็ดๆ เห็นขอบเป็นหยักๆอย่าง
ชัดเจน ภาพบนกระดาษ A4 ถึงจะเล็กกว่า แต่เม็ดพิกเซลจะเล็กกว่าด้วย จึงมีความคมชัด
มากกว่า ดังนั้น การระบุขนาดของภาพ Bitmap สำาหรับการพิมพ์ จะต้องระบุ Resolution
ด้วย
[40] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
Resolution
Resolution มีหน่วยเป็น Pixels Per Inch (PPI) หรือ จำานวนพิกเซลต่อนิ้ว ใช้
ระบุจำานวนพิกเซลต่อนิ้ว เมื่อพิมพ์ลงบนสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ Resolution เป็นการระบุขนาด
ทางกายภาพ
ค่า Resolution ยิ่งมาก ภาพก็ยิ่งคมชัดมาก(เมื่อพิมพ์) แต่ทั้งนี้ ต้องแลกด้วยขนาด
ไฟล์ที่ใหญ่โต และหน่วยความจำาในการทำางานกับภาพดังกล่าวก็มากตามไปด้วย
ภาพ Bitmap ที่มี Resolution สูง ภาพ Bitmap ที่มี Resolution ตำ่า
เมื่อพิมพ์ทั้ง 2 ภาพให้มีขนาดเท่ากัน(บังคับให้ขนาดเท่ากัน) จะพบว่ามีความคมชัดต่างกัน
Dot for Dot
โดยปกติ GIMP แสดง 1 พิกเซลของภาพ เท่ากับ 1 พิกเซลบนหน้าจอคอมพิวเตอร์
(Screen pixel)
หมายความว่า ภำพขนำด 300x300 พิกเซล ที่ Resolution 72 PPI กับ ภำพ
ขนำด 300x300 พิกเซลที่ Resolution 300 PPI ที่มุมมองภาพ 100% ภาพทั้ง 2 จะใช้
พื้นที่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์เท่ากัน จึงดูไม่ออกว่ามี Resolution ต่างกัน แต่ขนาดเมื่อ
พิมพ์จะแตกต่างกัน
ลักษณะนี้ เป็นค่าปกติเมื่อเปิดตัวเลือก Dot for Dot ไว้
(อยู่ที่ View → Dot for Dot ซึ่งปกติจะเปิดไว้)
บทที่ 3: การทำางานกับไฟล์ [41]
ตัวอย่าง : ภาพ A และ B มีขนาดเท่ากัน แต่ Resolution ต่างกัน
ภาพ A มี Resolution 200 PPI ภาพ B มี Resolution 100 PPI
ภาพ A และ B มีขนาดเท่ากันบนจอคอมพิวเตอร์
ภาพ A มี Resolution 200 PPI ภาพ B มี Resolution 100 PPI
ภาพ A และ B มีขนาดเมื่อพิมพ์ไม่เท่ากัน
ตรวจสอบขนาดเมื่อพิมพ์ได้ที่ Image → Print Size...
สังเกตุว่าภาพ B ขนาดเมื่อพิมพ์ จะใหญ่กว่าภาพ A ถึง 4 เท่า
ภาพถ่ายจากกล้องดิจิตอล มีความละเอียดที่ 72 หรือ 96 PPI เท่าๆกับ ความ
ละเอียดของจอคอมพิวเตอร์
[42] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
เมื่อเปิดตัวเลือก Dot for Dot (View → Dot for Dot) และซูมภาพที่ 100%
1 พิกเซล ของภาพจะใช้พื้นที่เท่ากับ 1 พิกเซลของจอคอมพิวเตอร์ การปรับเปลี่ยน
Resolution ไม่มีผลต่อขนาดภาพ
หากปิดตัวเลือก Dot for Dot (ติ๊กออก) และซูมที่ 100% ขนาดภาพบนจอ
คอมพิวเตอร์จะแสดงขนาดเท่าๆกับขนาดเมื่อพิมพ์ การปรับเปลี่ยน Resolution มีผลต่อ
ขนาดภาพที่แสดงบนจอคอมพิวเตอร์ด้วย
หากทำางานที่ใช้ภาพเฉพาะบนจอคอมพิวเตอร์ แนะนำาให้เปิดตัวเลือก Dot for Dot
ไว้ แต่ถ้าต้องทำางานที่พิมพ์ลงบนสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ แนะนำาให้ ปิดตัวเลือก Dot for Dot
3.2 กำรสร้ำงไฟล์ใหม่
เริ่มต้นทำางานกับ GIMP ต้องสร้างไฟล์ใหม่ขึ้นมาก่อน ให้ไปที่ File → New
(Ctrl+N) จะปรากฎ หน้ำต่ำง Create a New Image เพื่อให้กำาหนดค่าต่างๆ ของไฟล์ที่
จะสร้างใหม่
หน้าต่าง Create a New Image รายการในช่อง Template ที่มีให้เลือก
บทที่ 3: การทำางานกับไฟล์ [43]
คุณสมบัติต่างๆที่หน้าต่าง Create a New Image
Template : ช่องเลือกขนาดที่ GIMP เตรียมไว้ให้ ขนาดในช่อง Template เป็น
ขนาดมาตราฐานที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง เช่น PAL 720x576 เป็นขนาดภาพของระบบการ
แสดงผลบนจอภาพในระบบ PAL , A4 (300ppi) เป็นขนาดภาพสำาหรับงานพิมพ์ลงบน
กระดาษ A4
Width และ Height : ขนาดความกว้างและความสูงตามลำาดับ หน่วยของภาพเริ่ม
ต้นจะเป็นพิกเซล สามารถเปลี่ยนหน่วยได้ โดยเลือกหน่วยที่ต้องการที่ช่องเปลี่ยนหน่วยวัด
X resolution และ Y resolution : กำาหนด Resolution ในแนวแกน X และ Y
ตามลำาดับ
ภาพที่ใช้งานเฉพาะบนจอคอมพิวเตอร์ ควรใช้ Resolution 72 หรือ 96
PPI
ภาพที่พิมพ์ออกทางเครื่องพิมพ์ ควรใช้ Resolution 150-200 PPI
ภาพที่ใช้ในงานสิ่งพิมพ์ เช่น โปสเตอร์, นิตยสาร ควรใช้ Resolution 300
PPI ขึ้นไป
*** กำรกำำหนดดังกล่ำวเพื่อให้สอดคล้องกับกำรใช้งำนและประสิทธิภำพ
ของเครื่องพิมพ์
*** ควำมละเอียดของเครื่องพิมพ์ กำำหนดด้วยค่ำ Resolution เช่นเดียวกับ
แต่มีหน่วยเป็น DPI (Dots per inch) หรือ จำำนวนจุดที่พิมพ์ต่อนิ้ว
Color space : กำาหนดโหมดสีของภาพ โหมดที่มีให้เลือก ก็คือ RGB color(สี
เสมือนจริง) และ Grayscale(โทนขำวดำำ)
Fill with : กำาหนดสีพื้นให้กับภาพ มีอยู่ 4 ตัวเลือก ก็คือ 1. Foreground Color
สีโฟร์กราวด์ใน Toolbox เป็นสีอะไร ก็ใช้สีนั้นมาทำาเป็นสีพื้น 2. Background Color สี
แบ็คกราวด์ใน Toolbox เป็นสีอะไร ก็ใช้สีนั้นมาทำาเป็นสีพื้น 3. White ใส่สีพื้นเป็นสีขาว
4. Transparent ใส่สีพื้นโปร่งใส (พื้นของ Image window จะเป็นตารางสลับสีเทา)
Comment : ใส่คำาบรรยายเกี่ยวกับภาพ
[44] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
3.3 กำรบันทึกไฟล์
GIMP สามารถเปิดและบันทึกไฟล์ได้หลายหลายประเภท เช่น JPEG, GIF, PNG,
TIFF, PSD, BMP เป็นต้น แต่ทั้งนี้ ไฟล์มาตราฐานในการทำางานกับ GIMP ก็คือ XCF
(นำมสกุล .XCF) โดย XCF จะเก็บข้อมูลเกือบทุกอย่างของภาพที่ทำาใน GIMP ไว้ เช่น
ขนาดภาพ, เลเยอร์, แชนแนล, โหมดสี เป็นต้น
การบันทึกไฟล์ (XCF)
เมื่อสร้างไฟล์ขึ้นมาแล้ว จากนั้นทำาการตกแต่งภาพ หากต้องการบันทึกไฟล์ ให้ไปที่
File → Save (กด Ctrl+S) หากบันทึกเป็นครั้งแรก จะปรากฎหน้าต่างให้ตั้งชื่อไฟล์และ
เลือกประเภทของไฟล์ที่ต้องการบันทึก
หน้าต่าง Save Image
บทที่ 3: การทำางานกับไฟล์ [45]
ไฟล์ XCF เหมาะสำาหรับการทำางานใน GIMP แต่ทั้งนี้ โปรแกรมดูภาพโดยทั่วไปๆ
จะไม่สามารถเปิดไฟล์ XCF ได้ ดังนั้น การจะนำาภาพที่ตกแต่งใน GIMP ไปใช้งาน จึงต้อง
แปลงไฟล์ ไปเป็นไฟล์ภาพประเภทอื่นๆ อย่างเช่น ไฟล์ JPEG, PNG, GIF หรือ TIFF
เป็นต้น ซึ่งเป็นไฟล์ภาพที่ใช้งานกันอย่างกว้างขวาง เหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละด้านที่
แตกต่างกันไป
3.4 กำรแปลงภำพเป็น JPEG
ภาพ JPEG หรือภาพที่มีนามสกุล .JPG หรือ .JPEG เป็นไฟล์ภาพที่ใช้งานกันอย่าง
กว้างขวาง มักใช้กับภาพเหมือนจริง เช่น ภาพถ่าย เป็นต้น ไฟล์ JPG เก็บค่าสีได้เหมือนกับ
ที่ตามองเห็น(True Color) แต่ไฟล์มีขนาดเล็ก ข้อจำากัดของ JPEG ก็คือ ไม่สนับสนุนสีพื้น
แบบโปร่งใส
การแปลงภาพเป็น JPEG
ไปที่ File → Export... จะปรากฎ หน้ำต่ำง
Export Image
หน้าต่าง Export Image หน้าตาจะเหมือน
กับหน้าต่าง Save Image ในข้อ 3.3 เพียงแต่ตัว
เลือกบางอย่างไม่เหมือนกัน
ให้เลือกประเภทของไฟล์เป็น JPEG image
(*.jpg, *jpeg, *jpe) จากนั้นคลิกที่ ปุ่ม Save จะ
ปรากฎ หน้ำต่ำง Export Image as JPEG เพื่อให้ตั้ง
ค่าภาพ JPEG ที่ต้องการบันทึก
แถบเลื่อน Quality : ใช้กำาหนดคุณภาพของภาพ มีค่า 0-100 0=คุณภาพตำ่าที่สุด
100=คุณภาพสูงสุด แต่โดยปกติ จะกำาหนดไม่เกิน 95 เกินกว่านี้ ไฟล์จะมีขนาดใหญ่แต่
คุณภาพไม่แตกต่างกัน มองด้วยตาแยกไม่ออกเลย
การใช้งานโดยทั่วๆไป กำาหนดเฉพาะ Quality ก็เพียงพอแล้ว Advaned Options
ไม่ต้องกำาหนด
[46] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
หน้าต่าง Export Image as JPEG
ตัวอย่างการแปลงไฟล์ภาพไปเป็น JPG โดยกำาหนด Quality แตกต่างกัน
Quality = 10, ขนาดไฟล์ = 9.0KB Quality = 50, ขนาดไฟล์ = 38.7KB
Quality=75, ขนาดไฟล์=50.8KB Quality=100, ขนาดไฟล์=128.9KB
ไฟล์ต้นฉบับมีขนาด 50.7KB
3.5 กำรแปลงภำพเป็น PNG
PNG (Portable Network Graphics) เป็นไฟล์ภาพที่นำาข้อดีของ GIF และ
JPEG มารวมกัน รองรับสีเสมือนจริงตามที่ตามองเห็น(True color) สนับสนุนพื้นหลัง
แบบโปร่งใส แต่ทั้งนี้ PNG ไม่รองรับการทำาแอนนิเมชั่น และไฟล์จะใหญ่กว่า JPEG
การแปลงภาพเป็น PNG
ไปที่ File → Export... จะปรากฎ หน้ำต่ำง Export Image
ที่หน้าต่าง Export Image เลือกประเภทของไฟล์เป็น PNG image (*.png)
จากนั้น คลิกที่ ปุ่ม Save จะปรากฎ หน้ำต่ำง Export Image as PNG เพื่อให้ตั้งค่าภาพ
PNG ที่ต้องการบันทึก
บทที่ 3: การทำางานกับไฟล์ [47]
Interlacing : ใช้กำาหนดคุณสมบัติ
การแสดงภาพบนเว็ปไซต์ ภาพจะไม่แสดง
ทีเดียวทั้งหมด แต่จะแสดงทีละน้อย เพื่อ
ให้เห็นว่าเว็ปไซต์ มีการโหลดภาพอยู่ ไม่
ได้เกิดปัญหากับภาพแต่อย่างใด ในอดีต ที่
การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตยังมีความเร็วตำ่า
Interlacing มีประโยชน์มาก
Save background color :
เป็นการแนะนำาสีพื้นให้กับโปรแกรมแสดง
ภาพ โดยแนะนำาสีแบ็คกราวด์ที่อยู่ใน
Toolbox ให้โปรแกรม
Web browser (หรือโปรแกรมเปิดเว็ปไซต์)บางตัวจะไม่แสดงสีพื้นแบบโปร่งใส
หากเลือกตัวเลือกนี้แต่จะใส่สีพื้นให้ Web browser บางตัวไม่ใช้ตัวเลือกนี้
Save gamma : จอคอมพิวเตอร์ต่างกัน จะแสดงสีของภาพต่างกันด้วย เช่น สว่าง
ไม่เท่ากัน จึงส่งผลให้สีของภาพที่ตาเรามองเห็นไม่เหมือนกันไปด้วย Save gamma จะ
ช่วยให้จอคอมพิวเตอร์ที่ต่างกัน แสดงสีของภาพเหมือนกัน ไม่สว่างหรือมืดเกินไป
Save layer offset : PNG สนับสนุนค่าหนึ่งที่เรียกว่า oFF chunck ซึ่งเป็นค่าที่
เกี่ยวกับตำาแหน่งของข้อมูล แต่ทว่า oFF chuck ของ PNG ใน GIMP มีปัญหา ฉะนั้นอย่า
เลือกตัวเลือกนี้ แล้วไฟล์จะไม่มีปัญหา
Save resolution : บันทึกค่า Resolution ไปกับภาพด้วย
Save creation time : บันทึกวันที่ที่บันทึกไฟล์ล่าสุดไปกับภาพด้วย
Save comment : บันทึก Comment ติดไปกับภาพด้วย Comment มีอะไร
บ้าง ดูได้ที่ Image → Image Properties → (แถบ) Comment (กด Alt+Enter)
Compression level : ระดับของการบีบอัดภาพ มีค่าระหว่าง 0-9 ค่า 9=บีบ
อัดมาก ไฟล์จะเล็กลง แต่ใช้เวลาบีบอัดนาน การบีบอัดของ PNG ไม่มีผลต่อคุณภาพของ
ภาพ ฉะนั้นไม่มีเหตุผลอะไรที่จะปรับให้ตำ่ากว่า 9 ยกเว้นในกรณีที่เครื่องคอมพิวเตอร์
ทำางานช้ามากๆ
[48] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
หน้าต่าง ExportImage as PNG
3.6 กำรแปลงภำพเป็น GIF
ไฟล์ GIF (Graphics Interchange Format) รองรับสีสูงสุด 256 สี รองรับพื้น
หลังแบบโปร่งใส และรองรับการทำาแอนนิเมชั่นด้วย(Bitmap แอนนิเมชั่น) ลักษณะของ
GIF Animation จะใช้การแสดงภาพทีละเฟรมเรียงต่อกัน
การแปลงภาพเป็น GIF
ไปที่ File → Export... จะปรากฎ หน้ำต่ำง Export Image
ที่หน้าต่าง Export Image เลือกประเภทของไฟล์เป็น GIF Image (*.gif) จากนั้น
คลิกที่ ปุ่ม Save จะปรากฎ หน้ำต่ำง Export Image as GIF เพื่อให้ตั้งค่าภาพ GIF ที่
ต้องการบันทึก
หน้าต่าง Export Image as GIF
Interlace : Interlace ของ GIF มีลักษณะเดียวกับ PNG ในข้อ 3.5
As animation : ตัวเลือกเพื่อแปลงภาพไปเป็นภาพ GIF Animation ตัวเลือกนี้
จะเลือกได้ ก็ต่อเมื่อภาพมีเลเยอร์มากกว่า 1 เพราะ GIF จะนำาเลเยอร์มาทำาเป็นเฟรม (ดู
กำรสร้ำง GIF Animation ในหัวข้อ 14.14 : ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Animation )
ส่วนของ Animated GIF Options :
Loop forever : แสดงแอนนิเมชั่นวนไปเรื่อยๆ
บทที่ 3: การทำางานกับไฟล์ [49]
Delay between frames if unspecified : ตั้งเวลาระหว่างเฟรมถึงเฟรมใน
การแสดงแอนนิเมชั่น หน่วยเป็น มิลลิวินาที (1000 มิลลิวินาที = 1 วินาที) การตั้งค่านี้
สามารถตั้งที่เลเยอร์ก็ได้ ซึ่งจะสามารถตั้งเวลาระหว่างเฟรมให้แตกต่างกันได้ด้วย
Frame disposal when unspecified : ใช้กำาหนดนการวางซ้อนกันของแต่ละ
เฟรม ตัวเลือกที่มีก็คือ I don't care : เฟรมที่มาทีหลังจะทับเฟรมที่มาก่อน (เหมาะกับ
ภาพที่ไม่มีส่วนที่โปร่งใส) Cumulative Layers (combine) : เมื่อเฟรมที่มาใหม่มาถึง
เฟรมที่มาก่อนจะไม่ถูกลบ One frame per layer (replace) : เมื่อเฟรมที่มาใหม่มาถึง
เฟรมที่มาก่อนจะถูกลบ
3.7 กำรแปลงภำพเป็น TIFF
TIFF (Taged Image File Format) เป็นไฟล์ที่ใช้ในงานสิ่งพิมพ์ รองรับสีเสมือน
จริง(True color) รองรับสีพื้นแบบโปร่งใส
การแปลงภาพเป็น TIFF
ไปที่ File → Export... จะปรากฎ หน้ำต่ำง Export Image
ที่หน้าต่าง Export Image เลือกประเภทของไฟล์เป็นเป็น TIFF Image (*.tif,
*.tiff) จากนั้นคลิกที่ ปุ่ม Save จะปรากฎ หน้ำต่ำง Export Image as TIFF เพื่อให้ตั้งค่า
ภาพ TIFF ที่ต้องการบันทึก
Compresssion : กำาหนดการบีบอัด
ไฟล์ ตัวเลือก None คือไม่บีบอัดเลย ข้อมูล
ภาพครบถ้วน แต่ไฟล์มีขนาดใหญ่มาก ตัวเลือก
อื่นๆ ก็คือ ขั้นตอนวิธีในการบีบอัดไฟล์ ซึ่งบาง
อย่างบีบแล้วข้อมูลยังครบถ้วน เช่น LZW บาง
อย่างบีบแล้วคุณภาพของภาพลดลง เช่น JPEG
เป็นต้น
[50] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
หน้าต่าง Export Image as TIFF
3.8 กำรเปิดไฟล์
GIMP สามารถเปิดไฟล์ได้หลากหลายประเภท เช่น PSD, JPEG, PNG, GIF, TIFF,
ICO, PDF, SVG, PS เป็นต้น (เปิดไฟล์อะไรได้บ้ำงให้ดูรำยกำรที่หน้ำต่ำง Open Image)
การเปิดไฟล์
ไปที่ File → Open... (กด Ctrl+O) จะปรากฏ หน้ำต่ำง Open Image เพื่อให้
เลือกไฟล์ที่ต้องการจะเปิด
หน้าต่าง Open Image
ลากไฟล์ภาพจากภายนอก(File browser) มาวางที่ Toolbox = เปิดไฟล์
ลากไฟล์ภาพจากภายนอก(File browser) มาวางที่ Image window ที่เปิด
ภาพไว้แล้ว = เปิดไฟล์เป็นเลเยอร์ (Open As Layer...)
บทที่ 3: การทำางานกับไฟล์ [51]
3.9 กำรสร้ำงภำพจำกสคริปต์สำำเร็จรูป
Gimp มีคำาสั่งหรือสคริปต์สำาเร็จรูป ที่ใช้สร้างไฟล์ภาพแบบต่างๆ เช่น ภาพปุ่มกด
สำาหรับเว็ปไซต์, ภาพโลโก้, ภาพลวดลาย เป็นต้น เพียงแต่เมื่อใช้คำาสั่ง ให้ไปกำาหนด
คุณลักษณะของภาพที่จะสร้างขึ้นมาเท่านั้น ก็จะได้ภาพมาใช้งานอย่างรวดเร็ว
กลุ่มคำาสั่งสร้างภาพดังกล่าวอยู่ที่เมนู File → Create → (เมนูย่อยต่ำงๆ)
ตัวอย่าง : การสร้างโลโก้กึ่งสำาเร็จรูป
1.) ไปที่ File → Create → Logo → 3D
Outline... จะปรากฎ หน้ำต่ำง Script-
Fu : 3D Outline เพื่อให้กำาหนดค่าต่างๆ
ในการสร้างโลโก้ เช่น แก้ไขข้อความของ
โลโก้ตามต้องการ เป็นต้น
2.) ที่ หน้ำต่ำง Script-Fu : 3D Outline
กำาหนดค่าตามต้องการ
3.) คลิกที่ปุ่ม OK จะได้ไฟล์ภาพ ตามภาพดัง
ต่อไปนี้
ผล
[52] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
หน้าต่าง Script-Fu : 3D Outline
บทที่ 4 : คำาสั่งพื้นฐาน
คำาสั่งพื้นฐานที่อธิบายไว้ในบทนี้ เป็นคำาสั่งที่มีผลต่อทั้งภาพ เพื่อทำาการทดสอบ
ให้เปิดไฟล์ภาพอะไรก็ได้ขึ้นมา แล้วใช้คำาสั่ง
4.1 กำรเปลี่ยนขนำดภำพ (Scaling Image)
ภาพที่มีหรือภาพที่ถ่ายด้วยกล้องดิจิตอล อาจมีขนาดใหญ่เกินความจำาเป็นที่จะนำา
ไปใช้ในด้านต่างๆ เช่น ใช้บนเว็ปไซต์, โหลดขึ้น Facebook เป็นต้น การปรับขนาดภาพให้
เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำาคัญ
การปรับขนาดในที่นี้ หมายถึงการเปลี่ยนจำานวนพิกเซลของภาพให้เล็กหรือใหญ่ขึ้น
โดยที่ภาพยังมีลักษณะเหมือนเดิม
การปรับขนาดภาพ
1.) คลิกที่ Image window เพื่อเลือกภาพที่ต้องการจะปรับขนาด
2.) ไปที่ Image → Scale Image... จะปรากฎ หน้ำต่ำง Scale Image เพื่อให้กำาหนด
ขนาดภาพที่ต้องการ
หน้าต่าง Scale Image
Image Size : ใช้กำาหนดขนาดภาพ การปรับขนาดภาพให้เล็กลง มักไม่กระทบต่อ
คุณภาพของภาพ แต่หากปรับขนาดให้ใหญ่ขึ้น ความคมชัดของภาพจะลดลง
Image Size ที่ช่อง Width, Height, X resolution และ Y-resolution คืออะไร
ให้ดูหัวข้อ 3.2 (กำรกำำหนดขนำดมีลักษณะคล้ำยกับกำรสร้ำงไฟล์ใหม่)
Quality : ใช้กำาหนดคุณภาพของภาพหลังปรับขนาดแล้ว ตัวเลือกที่มีก็คือ None
จะให้คุณภาพตำ่าสุด Linear ให้คุณภาพปานกลาง Cubic ให้คุณภาพดีที่สุด
[54] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
4.2 กำรเปลี่ยนขนำดภำพเมื่อพิมพ์ (Print Size)
การจะนำาภาพไปใช้ในงานพิมพ์ จะต้องกำาหนด Resolution ให้เหมาะสม (ตำมที่
ได้อธิบำยไว้ในหัวข้อ 3.1 : ขนำดภำพ, Resolution และ Dot for Dot )
ภาพที่ใช้งานบนจอคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์พกพา Resolution จะอยู่ที่ 72 PPI
ซึ่งภาพโดยทั่วๆไป ที่อยู่บนเว็ปไซต์หรือมาจากกล้องดิจิตอลมี Resolution เท่านี้
สอดคล้องกับคุณสมบัติของอุปกรณ์แสดงผลโดยทั่วๆไป
จริงๆแล้วภาพที่มี Resolution 72 PPI ก็พิมพ์ลงบนกระดาษได้ คุณภาพก็ดีระดับ
หนึ่ง แต่หากต้องการงานพิมพ์คุณภาพสูง เช่น ปกนิตยสาร, โปสเตอร์, แผ่นพับโบรชัวร์,
งานพิมพ์อิงค์เจ็ต เป็นต้น จะต้องกำาหนด Resolution มากกว่านั้น เพื่อให้สอดคล้องกับ
ประสิทธิภาพของเครื่องพิมพ์ต่างๆ และเพื่อให้ได้คุณภาพงานพิมพ์ที่ดีด้วย
การปรับขนาดภาพเมื่อพิมพ์
1.) คลิกที่ Image window เพื่อเลือกภาพที่ต้องการจะปรับขนาดเมื่อพิมพ์
2.) ไปที่ Image → Print Size... จะปรากฎ หน้ำต่ำง Set Image Print Resolution
จากนั้นปรับ Resolution ตามที่ต้องการ ขนาดเมื่อพิมพ์(Print Size) จะถูกคำานวณ
ให้อย่างอัตโนมัติ
ก่อนปรับมี Resolution 72 PPI
ขนาดบนหน้าจอ 1024x768 พิกเซล
ขนาดเมื่อพิมพ์ 36.124x27.093 ซม.
หลังปรับ Resolution เป็น 300 PPI
ขนาดบนหน้าจอ 1024x768 พิกเซล
ขนาดเมื่อพิมพ์ 8.669x6.502 ซม.
ขนาดเมื่อพิมพ์ใหญ่กว่า แต่ความคมชัดตำ่ากว่า ขนาดเมื่อพิมพ์เล็กกว่า แต่ความคมชัดสูงกว่า
บทที่ 4: คำาสั่งพื้นฐาน [55]
4.3 กำรทำำซำ้ำภำพ (Duplicating)
การทำาซำ้าภาพ ก็คือ การก๊อปปี้ภาพขึ้นมาอีกหน้าต่างหนึ่งในทันที โดยไม่ต้อง
บันทึกภาพแล้วตั้งชื่อใหม่
การทำาซำ้าภาพ
1.) คลิกที่ Image window เพื่อเลือกภาพที่ต้องการจะทำาซำ้า
2.) ไปที่ Image → Duplicate (กด Ctrl+D)
ที่ภาพ fish.xcf ไปที่ Image → Duplicate
จะปรากฏหน้าต่าง Image window อีกหน้าต่างหนึ่ง
โดยภายในเป็นภาพเดียวกับ fish.xcf
4.4 กำรกลับภำพ (Flipping)
การกลับภาพ
1.) คลิกที่ Image window เพื่อเลือกภาพที่ต้องการจะกลับภาพ
2.) กลับภาพในแนวราบ ไปที่ Image → Tramform → Flip Horizontally
กลับภาพในแนวดิ่ง ไปที่ Image → Tramform → Flip Vertically
[56] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
ตัวอย่างการกลับภาพ
ภาพต้นฉบับ กลับภาพในแนวราบ
กลับภาพในแนวดิ่ง กลับภาพในแนวราบและในแนวดิ่ง
4.5 กำรหมุนภำพ (Rotating)
การหมุนภาพ
1.) คลิกที่ Image window เพื่อเลือกภาพที่ต้องการจะหมุน
2.) หมุนภาพ 90o
ตามเข็มนาฬิกา
ไปที่ Image → Tramform → Rotate 90o
clockwise
หมุนภาพ 90o
ทวนเข็มนาฬิกา
ไปที่ Image → Tramform → Rotate 90o
counter-clockwise
หมุนภาพ 180o
ไปที่ Image → Tramform → Rotate 180o
บทที่ 4: คำาสั่งพื้นฐาน [57]
ตัวอย่างการหมุนภาพ
ภาพต้นฉบับ หมุนภาพ 180o
หมุนภาพ 90o
ทวนเข็มนาฬิกา หมุนภาพ 90o
ตามเข็มนาฬิกา
4.6 กำรครอปภำพ (Cropping)
การครอปภาพ คือ การตัดบางส่วนของภาพเก็บไว้ แล้วทิ้งส่วนอื่นๆไป โดยภาพจะ
ถูกปรับขนาดภาพให้พอดีกับส่วนที่ตัดเก็บไว้
การครอปภาพ จะพิเศษกว่าคำาสั่งอื่นๆ เพราะต้องใช้เครื่องมือในกลุ่มแปรรูปช่วย
ก็คือ Crop tool (ดูวิธีกำรใช้งำน Crop tool ในหัวข้อ 12.5)
ตัวอย่างการครอปภาพ
[58] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
4.7 กำรเพิ่มหรือลดพื้นที่ภำพ (Canvas Size)
ภาพมีขนาดกว้างยาว เมื่อเราวาดอะไรลงไป ทำาอะไรลงไป ก็จะปรากฎอยู่ในนั้น
ในบางกรณี เราอาจต้องการขยายพื้นที่ภาพออกไป โดยการสร้างพื้นที่ว่างรอบๆ
ภาพเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถแต่งเติมอะไรได้อีก หรือก็คือ การขยายขอบเขตภาพออกไป
คล้ายกับการขยายผืนผ้าใบ(Canvas) ที่ใช้วาดภาพออกไป แต่ภาพที่วาดไปแล้วยังคงมี
ขนาดเท่าเดิม
การเพิ่มหรือลดพื้นที่ภาพ
1.) คลิกที่ Image window เพื่อเลือกภาพที่ต้องการจะปรับขนาดพื้นที่(Canvas)
2.) ไปที่ Image → Canvas Size.. จะปรากฎ หน้ำต่ำง Set Image Canvas Size
ภาพต้นฉบับ
เปิดหน้าต่าง Set Image Canvas Size
หน้าต่าง Set Image Canvas Size
บทที่ 4: คำาสั่งพื้นฐาน [59]
คุณสมบัติต่างๆ ที่หน้าต่าง Set Image Canvas Size มีดังต่อไปนี้
Canvas size : ใช้กำาหนดขนาดใหม่ของภาพ
Offset : ใช้กำาหนดตำาแหน่งของภาพเดิมภายใน Canvas (ใช้เมาส์จับที่ภาพเล็ก
เลื่อนไปมา เพื่อปรับระยะ Offset ก็ได้ ) ปุ่ม Center ใช้ปรับให้อยู่ตรงกลางของ Canvas
Resize layers : ช่องเลือกผลกระทบที่จะมีต่อเลเยอร์ ตัวเลือกที่มีก็คือ
• None : ไม่มีการปรับขนาดเลเยอร์
• All layers : ปรับขนาดทุกเลเยอร์ให้เท่ากับ Canvas Size
• Image-sized layers : เฉพาะเลเยอร์ที่มีขนาดเท่ากับภาพให้ปรับขนาดเลเยอร์
ให้เท่ากับ Canvas Size
• All visible layers : เฉพาะเลเยอร์ที่มองเห็นเท่านั้น (มีรูป ที่ไดอะล็อก
Layers ) ให้ปรับขนาดเลเยอร์ให้เท่ากับ Canvas Size
• All visible layers : เฉพาะเลเยอร์ที่เชื่อมโยงกันเท่านั้น (มีรูป ที่ไดอะล็อก
Layers ) ให้ปรับขนาดเลเยอร์ให้เท่ากับ Canvas Size
3.) คลิกที่ปุ่ม Resize เพื่อปรับพื้นที่ภาพ
← ผล
มีพื้นที่ว่างอยู่โดยรอบภาพเดิม
ขนาดของภาพเปลี่ยนจาก
240x294 พิกเซล(ขนาดเดิม) เป็น
411x332 พิกเซล แต่ขนาดของ
ภาพเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
[60] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
4.8 Undo และ Redo
Undo คือ การยกเลิกการกระทำาล่าสุดที่ได้ทำาไป ไม่ว่าจะเป็นการทดลองเปลี่ยนสี
ลองวาด หรือทำาผิด ให้ไปที่ Edit → Undo ( กด Ctrl+Z) ใช้คำาสั่งไปเรื่อยๆ จะเป็นการ
ยกเลิกการกระทำาย้อนไปเรื่อยๆ หากเปลี่ยนใจต้องการทำาคำาสั่งที่ยกเลิกไปแล้ว ให้ใช้คำา
สั่ง Redo ซึ่งเป็นคำาสั่งตรงข้ามกับ Undo โดยให้ไปที่ Edit → Redo (กด Ctrl+Y)
ในกรณีที่ต้องการย้อนการกระทำาครั้งละหลายขั้นตอน ให้เปิด ไดอะล็อก Undo
History ( ไปที่ Windows → Dockable Dialogs → Undo History ) แล้วเลือกย้อน
การกระทำาไปมาได้ที่หน้าต่างนี้ โดยคลิกเลือกรายการที่อยู่ในไดอะล็อก การกระทำาต่างๆ ที่
ได้ทำาไป ได้ถูกบันทึกไว้ที่ไดอะล็อกนี้
การกระทำาต่างๆที่ได้ทำาไป
ถูกบันทึกไว้ที่ไดอะล็อก Undo History
คลิกที่ชื่อเพื่อย้อนการกระทำาไปมา
หากเลื่อนไปที่ด้านบนสุด
จะพบรายการ [ Base Image ]
หากเลือก จะเป็นการย้อนกลับไป
ที่จุดเริ่มต้น
บทที่ 4: คำาสั่งพื้นฐาน [61]
4.9 กำรดูข้อมูลภำพ
การดูข้อมูลภาพให้ไปที่ Image → Image Properties (กด Alt+Enter) จะปรา
กฎ หน้ำต่ำง Image Properties แสดงข้อมูลสรุปเกี่ยวกับภาพ เช่น โหมดสี, ขนาดภาพ,
คอมเม้นต์, จำานวนพิกเซล เป็นต้น
รายละเอียดทั่วไปเกี่ยวกับภาพ รายละเอียดเกี่ยวกับระบบสี
[62] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
บทที่ 5 : การเลือก
การทำางานกับภาพ บ่อยครั้ง ที่เราต้องการให้การกระทำาใดๆ มีผลเฉพาะ
บางส่วนของภาพเท่านั้น หรือบางครั้งต้องการตัดบางส่วนของภาพไปใช้
งาน เป็นต้น ฉะนั้น การเลือกเพียงบางส่วนของภาพจึงเป็น
ทุกการเลือก เมื่อเลือกแล้วจะปรากฏเส้นประสีขาวสลับดำาเคลื่อนที่คล้าย
ไฟวิ่ง แสดงขอบเขตพื้นที่ที่ถูกเลือก เส้นประนี้เรียกว่า “เส้นประมดเดิน”
5.1 กลุ่มเครื่องมือเลือก (Selection Tools)
การทำางานกับภาพ บ่อยครั้ง ที่เราต้องการให้การกระทำาใดๆ มีผลเฉพาะบางส่วน
ของภาพเท่านั้น หรือบางครั้งต้องการตัดบางส่วนของภาพไปใช้งาน เป็นต้น ฉะนั้น การ
เลือกเพียงบางส่วนของภาพจึงเป็น และ GIMP จะทำางานกับส่วนของภาพที่ถูกเลือกเท่านั้น
ภาพต้นฉบับ เปลี่ยนสีเฉพาะฉากหลังให้เป็นสีเทา
สีของลูกบอลด้านหน้ายังเหมือนเดิม
GIMP มีเครื่องมือสำาหรับเลือกพื้นที่บ้างส่วนของภาพอยู่หลายตัว ใช้ในสถานการณ์
ที่แตกต่างกันไป บางครั้งสิ่งที่เราต้องการเลือกอาจง่าย บางครั้งอาจซับซ้อน จึงต้องพิจรณา
เลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะสม
เครืองมือเลือก(Selection Tools) หลักๆมีอยู่ 7 ตัวด้วยกัน เหมาะกับการใช้งาน
แตกต่างกันไป (ยังมีวิธีอื่นๆในการเลือกอีก โดยไม่ใช้เครื่องมือในกลุ่มนี้)
กลุ่มเครื่องมือที่ใช้เลือกพื้นที่บางส่วนของภาพ (เลือกทีเมนู)
[64] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
กลุ่มเครื่องมือที่ใช้←
เลือกพื้นที่บางส่วนของภาพ
(เลือกที่ Toolbox)
5.2 คุณสมบัติพื้นฐำนของเครื่องมือเลือก
เมื่อใช้เครื่องมือเลือกเลือกบางส่วนของภาพ จะปรากฎเป็นเส้นประสีขาวสลับดำา
เคลื่อนที่เหมือนไฟวิ่ง เส้นประนี้เรียกว่า “เส้นประมดเดิน” (หรือบ่อยครั้งจะเรียกว่ำ
“กรอบกำรเลือก”) แสดงถึงขอบเขตการเลือก
*** กด Ctrl+T = ซ่อนหรือแสดงเส้นประมดเดิน
หากดูใน Tool Options ของเครื่องมือเลือก จะปรากฎคุณสมบัติของเครื่องมือ
เลือกแตกต่างกันไป แต่ทั้งนี้ มีคุณสมบัติอยู่ส่วนหนึ่งที่เครื่องมือเลือกมีเหมือนๆกัน ก็คือ
Mode, Antialiasing และ Feather edges
Tool Options ของเครื่องมือเลือก
เมื่อเลือกบางส่วนของภาพด้วยเครื่องมือเลือก
จะปรากฎเส้นประมดเดิน แสดงถึงขอบเขตการเลือก
บทที่ 5: การเลือก [65]
Mode : ใช้กำาหนดลักษณะการเชื่อมต่อพื้นที่การเลือก ในกรณีที่เลือกพื้นที่ไว้แล้ว
ส่วนหนึ่ง เมื่อมีการเลือกพื้นที่เพิ่มเติมอีก จะให้เชื่อมต่อกับส่วนที่เลือกไปก่อนหน้านี้
อย่างไร Mode มีอยู่ 4 ตัวเลือกด้วยกัน ดังนี้
• Normal : เลือกพื้นที่ใหม่ทุกครั้ง ยกเลิกการเลือกก่อนหน้านี้ทั้งหมด
• Add : เพิ่มพื้นที่การเลือกจากเดิม โดยเชื่อมพื้นที่การเลือกครั้งก่อนหน้า
กับพื้นที่การเลือกครั้งหลังเข้าด้วยกัน
• Subtract : ตัดพื้นที่การเลือกออก โดยใช้การเลือกครั้งหลังเป็นใบมีด ตัด
การเลือกก่อนหน้าออกบางส่วน
• Intersection : หากพื้นที่การเลือกครั้งหลังกับครั้งก่อนหน้าซ้อนทับกัน
ให้เก็บพื้นที่เฉพาะส่วนที่ซ้อนทับกันไว้
Antialiasing : (Alias=รอยหยัก) ใช้กำาหนดความราบเรียบของขอบการเลือก
Feather edges : ใช้กำาหนดความฟุ้งเบลอของขอบการเลือก เมื่อทำาการเปลี่ยน
แปลงใดๆกับส่วนที่ถูกเลือก บริเวณขอบจะมีการเปลี่ยนแปลงแบบไล่ระดับ โดยค่า Radius
ที่แถบสไลด์ ใช้กำาหนดความกว้างของขอบฟุ้งเบลอ ค่ายิ่งมาก ความกว้างของขอบฟุ้งเบลอ
ก็มากตาม *** ขอบฟุ้งเบลอ จะมองไม่เห็นที่ภำพ ต้องทดลองย้ำยภำพส่วนที่ถูกเลือกออก
มำดูจึงจะเห็น หรือ ให้ดูที่ไดอะล็อก Selection Editor
Radius=0 Radius=30
ภาพด้านบนกำาหนดค่า Radius ของ Feather edges ต่างกัน เมื่อย้ายภาพส่วนที่ถูกเลือกออกมา
ที่ภาพซ้าย จะเห็นขอบตัดอย่างชัดเจน ส่วนที่ภาพขวา ขอบจะฟุ้งเบลอ
[66] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
คีย์ร่วมในการใช้เครื่องมือเลือก
ขณะใช้เครื่องมือเลือก หากกดปุ่มบนคีย์บอร์ดต่อไปนี้ จะให้ผลดังนี้
กด Shift ก่อนเลือก (กดแล้วปล่อย) :
สลับโหมดการเลือกไปที่ Add
กด Shift ค้างระหว่างเลือก :
ล็อคขนาดการเลือก ซึ่งสามารถเลือกได้ว่าจะให้ล็อคส่วนไหน โดยต้อง
กำาหนดก่อนที่ Tool Options ของเครื่องมือเลือก ใช้ได้กับ Rectangle
และ Ellipse select tool เท่านั้น (หัวข้อ 5.5 และ 5.6)
กด Ctrl ก่อนเลือก (กดแล้วปล่อย) :
สลับโหมดการเลือกไปที่ Subtract
กด Ctrl ค้างระหว่างเลือก :
วาดขอบเขตการเลือกจากศูนย์กลางออกมา ใช้ได้กับ Rectangle และ
Ellipse select tool เท่านั้น (หัวข้อ 5.5 และ 5.6)
กด Shift+Ctrl ค้าง :
สลับโหมดการเลือกไปที่ Intersection
กด Alt ค้าง :
เปลี่ยนไปเป็นโหมดการย้ายพื้นที่การเลือก
(ย้ำยเฉพำะเส้นประมดเดินเท่ำนั้น )
กด Ctrl+Alt ค้าง :
เปลี่ยนไปเป็นโหมดการย้ายภาพ โดยย้ายภาพส่วนที่ถูกเลือกออกมา
(เสมือนเปลี่ยนไปใช้ Move tool ชั่วครำว)
บทที่ 5: การเลือก [67]
5.3 ไดอะล็อก Selection Editor
ไดอะล็อก Selection Editor ใช้บริหารจัดการพื้นที่การเลือกและแสดงพื้นที่การ
เลือก
ภาพที่แสดงในไดอะล็อก Selection Editor แสดงแทนพื้นที่การเลือก โดยภาพดัง
กล่าว มีลักษณะเป็นโทนขาว(Grayscale) โดย สีขาว หมายถึง พื้นที่นั้นถูกเลือก สีดำา
หมายถึง พื้นที่นั้นไม่ถูกเลือก สีเทาเฉดต่างๆ หมายถึง พื้นที่นั้นถูกเลือก แต่ระดับของเฉดสี
เทา แสดงถึงนำ้าหนักของผลกระทบจากการเลือก (บริเวณที่มีการเลือกแบบขอบฟุ้งเบลอ
จะเป็นเฉดสีเทา)
เลือกบางส่วนของภาพ ไดอะล็อก Selection Editor
แสดงพื้นที่ที่ถูกเลือกในลักษณะของโทนขาวดำา
ปุ่มต่างๆ ที่ด้านล่างของไดอะล็อก Selection Editor
Select all : เลือกพื้นที่ทั้งหมด (กด Ctrl+A)
Select none : ไม่เลือกอะไรเลย (กด Shift+Ctrl+A)
Select invert : สลับพื้นที่การเลือก (กด Ctrl+I)
Save to channel : บันทึกพื้นที่การเลือกไปเป็นแชนแนล แบบหน้ากาก
การเลือก (ดูเพิ่มเติมในหัวข้อ 5.4 : กำรบันทึกกำรเลือก (Save selection))
[68] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
Selection to path : แปลงเส้นประมดเดินไปเป็นเส้นพาธ หากกด Shift +
คลิกที่ปุ่มนี้ จะปรากฎหน้าต่าง Advance setting เพื่อให้กำาหนดรายละเอียดในการ
แปลงไปเป็นเส้นพาธ (ดูเพิ่มเติมในหัวข้อ 5.4 กำรบันทึกกำรเลือก (Save selection))
Stroke selection : ใช้วาดเส้นตามแนวเส้นประมดเดิน เมื่อคลิกที่ปุ่มนี้จะ
ปรากฎ หน้ำต่ำง Stroke Selection ให้กำาหนดรูปแบบของเส้น หากกด Shift + คลิกที่
ปุ่มนี้ จะเป็นการวาดเส้นตามแนวเส้นประมดเดินทันที โดยใช้ค่าที่กำาหนดไว้ล่าสุด
5.4 กำรบันทึกกำรเลือก (Save selection)
โดยปกติ เมื่อเลือกพื้นที่บางส่วนของภาพไว้ จากนั้นไปเลือกพื้นที่ส่วนอื่น เพื่อ
กระทำาอย่างอื่น การเลือกก่อนหน้าจะหายไป หรือในกรณีต้องการเลือกพื้นที่ตรงนั้นตรงนี้
กลับไปกลับมา ก็ไม่สามารถทำาได้ ต้องเริ่มต้นกระบวนการเลือกใหม่ เพราะการเลือกก่อน
หน้าหายไป
ด้วยเหตุดังกล่าว การบันทึกการเลือกและการโหลดการเลือกกลับมาใช้อีกครั้ง จึง
เป็นสิ่งจำาเป็น
การบันทึกการเลือก คำาสั่งตรงๆนั้นไม่มี ต้องอาศัยแปลงการเลือกไปเป็น หน้ำกำก
กำรเลือก(Selection Mask) หรือ บันทึกเป็นเส้นพำธ(Path) ก่อน จากนั้น หากต้องการ
โหลดการเลือกดังกล่าวกลับมา ให้แปลงจาก หน้ากากการเลือกหรือจากเส้นพาธ กลับมา
เป็นการเลือกอีกครั้ง
ก. กำรบันทึกกำรเลือกเป็นหน้ำกำกกำรเลือก
การบันทึกการเลือก เป็น หน้ากากการเลือก (Selection Mask)
1.) ใช้เครื่องมือเลือก เลือกพื้นที่ที่ต้องการ
2.) ที่ไดอะล็อก Selection Editor คลิกที่ปุ่ม Save to channel เมื่อคลิกแล้ว
จะเกิดหน้ากากการเลือกที่ไดอะล็อก Channels (ตำมภำพถัดไป หน้ำกำรกำรเลือก
มีชื่อว่ำ Selection mask copy ซึ่งเป็นชื่อเริ่มต้น)
บทที่ 5: การเลือก [69]
หลังจากเลือกพื้นที่ที่ต้องการแล้ว
ที่ไดอะล็อก Selection Editor คลิกที่
ปุ่ม Save to channel
ที่ไดอะล็อก Channels
จะปรากฎหน้ากกากการเลือกที่ชื่อว่า
Selection mask copy
การแปลงหน้ากากการเลือก เป็น การเลือก
1.) ที่ไดอะล็อก Channels คลิกเลือกหน้ากากการเลือก ที่ต้องการจะแปลงไปเป็นการ
เลือก
2.) คลิกที่ปุ่ม Channel to selection
*** ดูเรื่องแชนแนล(Channels) ในหัวข้อ 7.4 : รู้จักกับแชนแนล (Channels)
ข. กำรบันทึกกำรเลือกเป็นเส้นพำธ
การบันทึกการเลือก เป็น เส้นพาธ
1.) ใช้เครื่องมือเลือก เลือกพื้นที่ที่ต้องการ
2.) ที่ไดอะล็อก Selection Editor คลิกที่ปุ่ม Selection to path เมื่อคลิกแล้ว
จะเกิดเส้นพาธ ที่ไดอะล็อก Paths (ชื่อของเส้นพำธก็คือ Selection ซึ่งเป็นชื่อเริ่ม
ต้น)
[70] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
หลังจากเลือกพื้นที่ที่ต้องการแล้ว
ที่ไดอะล็อก Selection Editor
คลิกที่ปุ่ม Selection to path
ที่ไดอะล็อก Paths
จะปรากฎเส้นพาธที่ชื่อว่า Selection
เมื่อแปลงไปเป็นเส้นพาธแล้ว เส้นพาธสามารถปรับแต่งได้ โดยใช้ Paths tool
โดยหลังจากนั้นแล้ว สามารถแปลงเส้นพาธที่ปรับแต่งแล้ว กลับไปเป็นการเลือกได้
อีก
เส้นพาธสามารถปรับแต่งได้ แปลงเส้นพาธที่ปรับแต่งแล้วไปเป็นการเลือก
บทที่ 5: การเลือก [71]
การแปลงเส้นพาธเป็นการเลือก
1.) ที่ไดอะล็อก Paths คลิกเลือกเส้นพาธที่ต้องการจะแปลงไปเป็นการเลือก
2.) คลิกที่ปุ่ม Path to selection
*** ดูเรื่องพำธ ในหัวข้อ 11.1 : รู้จักกับพำธ (Paths)
5.5 Rectangle Select Tool
Retangle select tool เป็นเครื่องมือเลือก ที่ใช้เลือกเป็นกรอบสี่เหลี่ยม
การเลือกโดยใช้ Rectangle Select Tool
1.) เลือกเครื่องมือ Rectangle Select Tool ที่ Toolbox (กด R)
2.) กำาหนด Tool Options ตามที่ต้องการ (หรือกำาหนดภายหลังก็ได้)
3.) คลิกเม้าส์ค้างบนภาพ แล้วลากเป็นกรอบสี่เหลี่ยม
คลิกค้างบนภาพแล้วลากเป็นกรอบสี่เหลี่ยม
ปรากฎเส้นประมดเดินแสดงขอบเขตการเลือก
[72] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
4.) ปรับแต่งการเลือก
หลังจากเลือกพื้นที่เป็นกรอบสี่เหลี่ยมแล้ว บ่อยครั้งที่กรอบสี่เหลี่ยม มักไม่ได้ขนาด
หรือตำาแหน่งตามต้องการ จึงต้องมีการปรับแต่งเสมอ
เมื่อนำาเม้าส์ไปชี้ที่มุม 4 มุม(มุมใดก็ได้) หรือชี้ที่ด้าน 4 ด้าน(ด้านใดก็ได้) จะปรากฎ
มือจับ(Handles) ที่ใช้ในการปรับขนาด ให้คลิกค้างแล้วลากมือจับเพื่อปรับขนาด
ใช้เม้าส์ชี้ที่มุมของกรอบการเลือก ใช้เม้าส์ชี้ที่ด้านของกรอบการเลือก
คลิกค้างแล้วลากเพื่อปรับขนาด
หากนำาเม้าส์ไปชี้บริเวณกลางๆกรอบการเลือก เม้าส์จะเปลี่ยนเป็นรูป ให้
คลิกเม้าส์ค้าง แล้วลากเพื่อย้ายตำาแหน่งกรอบการเลือก
ใช้เม้าส์ชี้บริเวณกลางๆของกรอบการเลือก
จากนั้น คลิกค้างแล้วลากเพื่อย้ายตำาแหน่ง
5.) กด Enter หรือ คลิกภายในกรอบการเลือก เพื่อจบกระบวนการ
(หำกต้องกำรปรับแต่งกำรเลือกอีก ให้คลิกภำยในกรอบกำรเลือกอีกครั้ง จำกนั้นจึง
ทำำกำรปรับแต่งต่อไป )
บทที่ 5: การเลือก [73]
Tool Options ของ Retangle Select Tool
*** หำกต้องกำรปรับแต่งกรอบกำรเลือก ให้
คลิกภำยในกรอบก่อน จำกนั้นจึงปรับค่ำต่ำงๆใน Tool
Options จะมีผลให้กรอบกำรเลือกเปลี่ยนตำม
Mode, Antialiasing และ Feather edges :
อธิบายอยู่ในหัวข้อ 5.2 : คุณสมบัติพื้นฐานของเครื่อง
มือเลือก
Rounded corners : ใช้กำาหนดส่วนโค้งที่มุม
ให้กับกรอบการเลือก
กรอบการเลือกสี่เหลี่ยมโค้งมุม
Expand from center : ใช้สร้างกรอบสี่เหลี่ยมจากศูนย์กลางออกไป ปกติจะ
สร้างจากมุมใดไปมุมหนึ่ง
[74] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
ไดอะล็อก Tool Options
ของ Rectangle Select Tool
Fixed : ใช้ล็อคขนาดการวาดกรอบสี่เหลี่ยม ซึ่งมี
ตัวเลือก ก็คือ
• Aspect ratio ล็อคสัดส่วนความกว้างต่อ
ความสูง ปกติคือ 1:1 ซึ่งจะวาดเป็นสี่เหลี่ยม
จตุรัส
• Width ล็อคความกว้าง
• Height ล็อคความสูง
• Size วาดกรอบสี่เหลี่ยมตามขนาดที่ระบุ
(200x100)
ล็อคสัดส่วนการวาด
กรอบสี่เหลี่ยม
ล็อคขนาดการวาด
กรอบสี่เหลี่ยม
Position : ใช้กำาหนดพิกัดตำาแหน่งของกรอบการเลือก (พิกัด X,Y)
Size : ใช้กำาหนดขนาดของกรอบการเลือก (กว้าง x สูง)
Hightlight : หากเลือกตัวเลือกนี้ เมื่อวาดกรอบการเลือก ส่วนที่อยู่นอกกรอบ สี
จะมืดลง แสดงส่วนที่ไม่ถูกเลือก
Guides : ใช้เลือกรูปแบบเส้นไกด์ ที่แสดงอยู่ในกรอบการเลือก มีให้เลือกดังนั้
No Guides Center Lines
Rule of thirds Golden sections
Auto Shrink : ปุ่มหดตัวอัตโนมัติ เมื่อคลิกที่ปุ่มนี้ จะทำาการตัดพื้นที่ว่างที่อยู่ใน
กรอบการเลือกออกให้อย่างอัตโนมัติ เหมาะกับการเลือกข้อความ หรือภาพที่มีพื้นหลัง
โปร่งใส เพราะจะได้กรอบการเลือกที่พอดีกับส่วนที่ต้องการเลือก
บทที่ 5: การเลือก [75]
ในกรอบการเลือกมีสีขาวปนอยู่ หลังคลิกที่ Auto Shrink
จะตัดพื้นที่ว่างสีขาวออกไป
5.6 Ellipse Select Tool
Ellipse Select Tool เป็นเครื่องมือเลือก ที่ใช้เลือกเป็นวงกลมหรือวงรี
การเลือกโดยใช้ Ellipse Select Tool
1.) เลือกเครื่องมือ Ellipse Select Tool ที่ Toolbox (กด E)
2.) กำาหนด Tool Options ตามที่ต้องการ (หรือกำาหนดภายหลังก็ได้)
3.) คลิกเม้าส์ค้างบนภาพแล้วลากเป็นกรอบสี่เหลี่ยม (กรอบการเลือกที่เป็นวงรีหรือ
วงกลม จะอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมอีกทีหนึ่ง)
คลิกบนภาพแล้วลากเป็นกรอบสี่เหลี่ยม
ปรากฎเส้นประมดเดินแสดงขอบเขตการเลือก
[76] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
4.) ปรับแต่งการเลือก
หลังจากเลือกพื้นที่เป็นวงรีหรือวงกลมแล้ว บ่อยครั้งที่วงรีหรือวงกลม มักไม่ได้ขนาด
หรือตำาแหน่งตามต้องการ จึงต้องมีการปรับแต่งเสมอ
เมื่อนำาเม้าส์ไปชี้ที่มุม 4 มุม(มุมใดก็ได้) หรือชี้ที่ด้าน 4 ด้าน(ด้านใดก็ได้) ของกรอบ
สี่เหลี่ยมที่ครอบวงรีหรือวงกลมอยู่ จะปรากฎ มือจับ(Handles) ที่ใช้ในการปรับ
ขนาด ให้คลิกค้างที่มือจับแล้วลากเพื่อปรับขนาด
ใช้เม้าส์ชี้ที่มุมของกรอบการเลือก ใช้เม้าส์ชี้ที่ด้านของกรอบการเลือก
คลิกค้างแล้วลากเพื่อปรับขนาด
หากนำาเม้าส์ไปชี้บริเวณกลางๆ เม้าส์จะเปลี่ยนเป็นรูป ให้คลิกค้างแล้วลาก
เพื่อย้ายตำาแหน่งกรอบการเลือก
ใช้เม้าส์ชี้บริเวณกลางๆของกรอบการเลือก
จากนั้น คลิกค้างแล้วลากเพื่อย้ายตำาแหน่ง
5.) กด Enter หรือ คลิกภายในกรอบการเลือก เพื่อจบกระบวนการ
(หำกต้องกำรปรับแต่งกำรเลือกอีก ให้คลิกภำยในกรอบกำรเลือกอีกครั้ง จำกนั้นจึง
ทำำกำรปรับแต่งต่อไป)
บทที่ 5: การเลือก [77]
Tool Options ของ Ellipse Select Tool
*** หำกต้องกำรปรับแต่งกรอบกำรเลือก ให้
คลิกภำยในกรอบก่อน จำกนั้นจึงปรับค่ำต่ำงๆใน Tool
Options จะส่งผลให้กรอบกำรเลือกเปลี่ยนตำม
Mode, Antialiasing และ Feather edges :
อธิบายอยู่ในหัวข้อ 5.2 : คุณสมบัติพื้นฐำนของเครื่อง
มือเลือก
Expand from center : สร้างกรอบการเลือก
จากศูนย์กลางออกไป ปกติจะสร้างจากมุมใดไปมุมหนึ่ง
Fixed : ล็อคขนาดการวาดวงรีหรือวงกลม ซึ่งมี
ตัวเลือก ก็คือ
• Aspect ratio ล็อคสัดส่วนความกว้างต่อ
ความสูง ปกติคือ 1:1 ซึ่งจะวาดเป็นวงกลม
• Width ล็อคความกว้าง
• Height ล็อคความสูง
• Size วาดวงรีหรือวงกลมตามขนาดที่ระบุ
(200x100)
ล็อคสัดส่วนการวาด
วงรีหรือวงกลม
ล็อคขนาดการวาดวงรีหรือวงกลม
Position : ใช้กำาหนดพิกัดตำาแหน่งของกรอบการเลือก (พิกัด X,Y)
Size : ใช้กำาหนดขนาดของกรอบการเลือก (กว้าง x สูง)
Hightlight : หากเลือกตัวเลือกนี้ เมื่อวาดกรอบการเลือก ส่วนที่อยู่ภายนอก สีจะ
มืดลง แสดงส่วนที่ไม่ถูกเลือก
[78] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
ไดอะล็อก Tool Options ของ
Ellipse Select Tool
Guides : ใช้เลือกรูปแบบเส้นไกด์ ที่แสดงอยู่ในกรอบการเลือก มีให้เลือก 4 แบบ
ดังนั้
No Guides Center Lines
Rule of thirds Golden sections
Auto Shrink : ปุ่มหดตัวอัตโนมัติ เมื่อคลิกที่ปุ่มนี้ จะทำาการตัดพื้นที่ว่างที่อยู่ใน
กรอบการเลือกออกให้อย่างอัตโนมัติ เหมาะกับการเลือกข้อความ หรือภาพที่มีพื้นหลัง
โปร่งใส
เลือกครอบคำาว่า “ธรรมชาติ” หลังคลิกที่ Auto Shrink
บทที่ 5: การเลือก [79]
5.7 Free Select Tool
Free Select Tool เป็นเครื่องมือเลือก ที่ใช้เลือกรูปร่างอย่างอิสระ โดยใช้การ
คลิกเม้าส์แล้วลาก หรือคลิกเม้าส์เป็นจุดๆ เพื่อสร้างเป็นวงปิดขึ้นมา
Free Select Tool เหมาะกับการเลือกแบบหยาบๆ แต่ทั้งนี้ Free Select
Tool มักใช้คู่กับการเลือกแบบควิกมาสก์ เพื่อเก็บรายละเอียดต่อจาก Free Select Tool
อีกทีหนึ่ง (ดูเรื่องควิกมำสก์ในหัวข้อ 5.12 )
การเลือกโดยใช้ Free Select Tool
1.) เลือกเครื่องมือ Free Select Tool ที่ Toolbox (กด F)
2.) กำาหนด Tool Options ตามที่ต้องการ
(กำาหนดภายหลังได้)
Tool Options ของ Free Select Tool →
3.) กำรเลือกแบบที่ 1 : คลิกเม้าส์ค้างบนภาพแล้วลากเม้าส์อย่างอิสระ
กำรเลือกแบบที่ 2 : คลิกเม้าส์เพื่อกำาหนดจุดเริ่มต้น จากนั้นคลิกเพื่อกำาหนดจุดต่อๆ
ไป ไปเรื่อยๆ
กำรเลือกแบบที่ 3 : ใช้แบบที่ 1 ผสมกับแบบที่ 2 (คลิกเม้าส์ค้างแล้วลาก ผสมกับ
คลิกเม้าส์กำาหนดจุด)
คีย์ร่วม ระหว่างใช้ Free Select Tool
ขณะใช้ Free Select Tool หากกดปุ่มต่อไปนี้ จะให้ผลดังนี้
กด Backspace = ยกเลิกจุดที่คลิกล่าสุด
กด Ctrl = สแน็ปมุมทุก 15o
(กรณีใช้การคลิกเม้าส์เพื่อกำาหนดจุด)
[80] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
การเลือกแบบที่ 1 :
คลิกค้างบนภาพแล้วลากเม้าส์อย่างอิสระ
การเลือกแบบที่ 2 :
คลิกเพื่อกำาหนดจุดเริ่มต้น
จากนั้นคลิกจุดต่อๆไป ไปเรื่อยๆ
4.) กด Enter หรือ คลิกที่จุดเริ่มต้น เพื่อจบกระบวนการเลือก และสร้างการเลือกเป็น
วงปิดขึ้นมา
5.8 Fuzzy Select Tool
Fuzzy Select Tool เป็นเครื่องมือเลือก ที่ใช้เลือกพื้นที่ของภาพที่มีสีใกล้เคียง
และต่อเนื่องกัน
จุดสำาคัญของการใช้ Fuzzy Select Tool ก็คือ จุดเริ่มต้น เมื่อคลิกเลือกจุดเริ่มต้น
สี ณ จุดนั้น จะถูกนำามาเป็นต้นแบบในการเลือกพื้นที่ที่มีสีใกล้เคียงและต่อเนื่องกัน
Fuzzy Select Tool เหมาะกับการเลือกพื้นที่ ที่มีสีแตกต่างจากส่วนอื่นอย่าง
ชัดเจน หรือเลือกพื้นที่ที่มีสีเดียว มือใหม่จะชอบใช้ Fuzzy Select Tool แต่สำาหรับผู้ที่ใช้
งาน GIMP เป็นประจำา Fuzzy Select Tool เป็นเครื่องมือที่ควบคุมผลที่ต้องการได้ยาก
จึงหันไปใช้การเลือกด้วยพาธ, ควิกมาสก์ หรือ Foreground Select Tool เป็นต้น เพราะ
จะควบคุมการเลือกได้แม่นยำากว่า แต่ทั้งนี้ Fuzzy Select Tool ก็ใช้งานได้ง่าย เร็ว และก็
เหมาะกับการเลือกพื้นที่บางประเภท
บทที่ 5: การเลือก [81]
การเลือกโดยใช้ Fuzzy Select Tool
1.) เลือกเครื่องมือ Fuzzy Select Tool ที่ Toolbox (กด U)
2.) กำาหนด Tool Options ตามที่ต้องการ
Threshold เป็นคุณสมบัติที่สำาคัญที่สุด เป็นตัวกำาหนดระดับความแตกต่างของสี
ค่ายิ่งมาก ระดับความแตกต่างของสีก็ยิ่งมาก ส่งผลให้พื้นที่การเลือกมากตามไปด้วย
3.) กำรเลือกแบบที่ 1 : คลิกเม้าส์บนภาพ(ครั้งเดียว) ตำาแหน่งใกล้ๆสีที่ต้องการเลือก
กำรเลือกแบบที่ 2 : คลิกเม้าส์ค้างบนภาพแล้วลากขึ้นหรือลง เพื่อปรับค่า
Threshold ตามการลากเม้าส์ (หำกสังเกตุที่ Tool Options แถบเลื่อนของ
Threshold จะเลื่อนเองตำมกำรลำกเม้ำส์) ซึ่งมีผลให้พื้นที่การเลือกเปลี่ยนตาม
การลากเม้าส์ด้วย
การเลือกแบบที่ 1 :
คลิกบนภาพ(ครั้งเดียว)
Threshold=15
การเลือกแบบที่ 2 :
คลิกค้างแล้วลากทะแยงลง
เพื่อกำาหนดค่า Threshold
ตามภาพ ได้ลากเม้าส์จนหยุดที่
Threshold=110
[82] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
Tool Options ของ Fuzzy Select Tool
Mode, Antialiasing และ Feather : อธิบาย
อยู่ในหัวข้อ 5.2 : คุณสมบัติพื้นฐานของเครื่องมือเลือก
Select transparent areas : ใช้กำาหนดการ
เลือกพื้นที่โปร่งใส
Sample merged : ในกรณีที่มีหลายเลเยอร์
หากเลือกตัวเลือกนี้ จะทำาคำานวณพื้นที่การเลือกในทุกๆ
เลเยอร์ หากไม่เลือกตัวเลือกนี้ จะเลือกพื้นที่เฉพาะบน
เลเยอร์ที่กำาลังทำางานอยู่เท่านั้น
Threshold : ระดับความแตกต่างของสี ค่ายิ่ง
มาก ระดับความแตกต่างของสีก็ยิ่งมาก ส่งผลให้พื้นที่
การเลือกมากตามไปด้วย
Select by : องค์ประกอบสีที่จะนำามาใช้ในการเลือก ตัวเลือกก็มี Composite,
Red, Green, Blue, Hue, Saturation และ Value
5.9 Select by Color Tool
Select by Color Tool เป็นเครื่องมือเลือก ที่ใช้เลือกพื้นที่ที่มีสีใกล้เคียงกัน มีผล
ต่อทั้งภาพ แม้พื้นที่ที่มีสีใกล้เคียงไม่ได้อยู่ต่อเนื่องกัน ต่างจาก Fuzzy Select Tool ตรงที่
ความต่อเนื่อง
การเลือกโดยใช้ Select by Color Tool
1.) เลือกเครื่องมือ Select by Color Tool ที่ Toolbox (กด Shift+O)
2.) กำาหนด Tool Options ตามที่ต้องการ
Threshold เป็นคุณสมบัติที่สำาคัญที่สุด เป็นตัวกำาหนดระดับความแตกต่างของสี
ค่ายิ่งมาก ระดับความแตกต่างของสีก็ยิ่งมาก ส่งผลให้พื้นที่การเลือกมากตามไปด้วย
บทที่ 5: การเลือก [83]
Tool Options
ของ Fuzzy Select Tool
3.) กำรเลือกแบบที่ 1 : คลิกเม้าส์บนภาพ(ครั้งเดียว) ตำาแหน่งใกล้ๆสีที่ต้องการเลือก
กำรเลือกแบบที่ 2 : คลิกเม้าส์ค้างบนภาพแล้วลากขึ้นหรือลง เพื่อปรับค่า
Threshold ตามการลากเม้าส์ ซึ่งมีผลให้พื้นที่การเลือกเปลี่ยนตามการลากเม้าส์
ด้วย
การเลือกแบบที่ 1 : คลิกบนภาพ(บนพื้นสีขาว)
Threshold=15
การเลือกแบบที่ 2 : คลิกค้าง(บนพื้นสีขาว) แล้ว
ลากทะแยงลงเพื่อกำาหนดค่า Threshold
ตามภาพ ได้ลากเม้าส์จนหยุดที่ Threshold=70
Tool Options ของ Select by Color Tool
Mode, Antialiasing และ Feather edges :
อธิบายอยู่ในหัวข้อ 5.2 : คุณสมบัติพื้นฐานของเครื่อง
มือเลือก
Select transparent areas : ใช้กำาหนดการ
เลือกพื้นที่โปร่งใส
Sample merged : ในกรณีที่มีหลายเลเยอร์
หากเลือกตัวเลือกนี้ จะทำาคำานวณพื้นที่การเลือกในทุกๆ
เลเยอร์ หากไม่เลือกตัวเลือกนี้ จะเลือกพื้นที่เฉพาะบน
เลเยอร์ที่กำาลังทำางานอยู่เท่านั้น
Threshold : ระดับความแตกต่างของสี ค่ายิ่ง
มาก ระดับความแตกต่างของสีก็ยิ่งมาก ส่งผลให้พื้นที่
การเลือกมากตามไปด้วย
[84] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
Tool Options
ของ Select by Color Tool
Select by : องค์ประกอบสีที่จะนำามาใช้ในการเลือก ตัวเลือกก็มี Composite,
Red, Green, Blue, Hue, Saturation และ Value
5.10 Scissors Select Tool
Scissors Select Tool เป็นเครื่องมือเลือก ที่ใช้เลือกพื้นที่ที่มีสีของขอบแตกต่าง
กันอย่างชัดเจน Scissors Select Tool มีลักษณะการใช้งานคล้ายกับ Free Select Tool
ใช้การคลิกเป็นจุดเพื่อสร้างการเลือกวงปิดขึ้นมา
เมื่อใช้ Scissors Select Tool คลิกบนภาพ จะปรากฏโหนดที่มีลักษณะเป็น
วงกลม จากนั้น เมื่อคลิกเพื่อสร้างโหนดจุดต่อๆไป จะปรากฏเส้นเชื่อมระหว่างโหนด ซึ่ง
จะโค้งไปโค้งมาอย่างอัตโนมัติ โดยเส้นดังกล่าวพยายามจะลากให้ผ่านบริเวณขอบที่มีความ
แตกต่างของสี
เมื่อสร้างโหนดขึ้นมาแล้ว โหนดต่างๆที่กำากับเส้นกรอบการเลือก ยังสามารถขยับ
ได้ โดยใช้เม้าส์จับเลื่อน สำาหรับเส้นเชื่อมระหว่างโหนด จะทำาการปรับตัวเองอย่างอัตโนมัติ
เราไม่สามารถขยับเส้นดังกล่าวได้เอง
เมื่อใช้ Scissors Select Tool เลือกพื้นที่แล้ว มักจะต้องใช้การเลือกแบบควิก
มาสก์ปรับแต่งเพิ่มเติม เพื่อให้การเลือกสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพราะเส้นกรอบการเลือกที่สร้าง
อย่างอัตโนมัติมักไม่ค่อยสมบูรณ์
การเลือกโดยใช้ Scissors Select Tool
1.) เลือกเครื่องมือ Scissors Select Tool ที่ Toolbox (กด I)
2.) กำาหนด Tool Options ตามที่ต้องการ
3.) คลิกเม้าบนภาพ(บริเวณขอบของพื้นที่ที่ต้องการเลือก) เพื่อกำาหนดโหนดเริ่มต้น
จากนั้น คลิกเพื่อกำาหนดโหนดจุดต่อๆไป โดยให้พยายามคลิกตามขอบที่มีสีแตก
ต่างกัน
บทที่ 5: การเลือก [85]
คลิกบริเวณขอบของพื้นที่ที่ต้องการเลือก
เพื่อกำาหนดจุดโหนด
คลิกเพื่อกำาหนดโหนดจุดต่อๆไป
จากนั้น วกกลับมาคลิกที่โหนดเริ่มต้นอีกครั้ง
เป็นการจบการสร้างวงปิด
4.) ปรับแต่งโหนด เพื่อให้เลือกพื้นที่ที่ต้องการได้กระชับยิ่งขึ้น
หลังจากสร้างกรอบการเลือกเป็นเส้นวงปิดแล้ว โหนดจุดต่างๆ มักจะไม่ได้ตำาแหน่ง
ตามต้องการ จึงต้องปรับแต่งเสมอ ให้ใช้เม้าส์จับโหนดจุดต่างๆ แล้วเลื่อนเพื่อปรับ
ตำาแหน่ง เส้นเชื่อมระหว่างโหนดจะปรับตามอย่างอัตโนมัติ หากต้องการเพิ่มโหนด
ให้คลิกเม้าส์ที่เส้นเชื่อม เพื่อสร้างโหนดเพิ่มเติม ( *** โหนดลบไมได้)
โหนดสามารถใช้เม้าส์จับ
ขยับตำาแหน่งได้ หากใช้เม้าส์คลิกที่เส้น จะ
เป็นการสร้างโหนดเพิ่มเติม
หลังปรับแต่งโหนด
[86] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
5.) กด Enter หรือ คลิกภายในกรอบการเลือก จะเป็นการแปลงเส้น ไปเป็นเส้นประ
มดเดิน เป็นอันจบการเลือกด้วย Scissors Select Tool
*** เมื่อแปลงแล้ว จะไม่สำมำรถแปลงกลับไปแก้เส้นได้อีก และไม่สำมำรถทำำ
Undo ได้
Tool Options ของ Scissors Select Tool
Mode, Antialiasing และ Feather edges :
อธิบายอยู่ในหัวข้อ 5.2 : คุณสมบัติพื้นฐานของเครื่อง
มือเลือก
Interacive boundary : ใช้ในกรณีคลิกค้าง
แล้วลากเม้าส์ โดยจะปรากฎเส้นนำาทางก่อน ก่อนเป็น
เส้นจริง เมื่อปล่อยเม้าส์จะเป็นการกำาหนดตำาแหน่งของ
โหนด โดยปกติ เส้นนำาทางจะเป็นเส้นตรง หากตัว
เลือกนี้ถูกเลือก เส้นนำาทางจะมีลักษณะเหมือนกับเส้นที่
จะวาดจริง
*** เวอร์ชั่น 2.7 Interacive boundary ใช้งำนไม่ได้
บทที่ 5: การเลือก [87]
Tool Options ของ
Scissors Select Tool
5.11 Foreground Select Tool
Foreground Select Tool เป็นเครื่องมือเลือก ที่ใช้การระบายสีบนพื้นที่โฟร์
กราวด์(ฉำกหน้ำ-ส่วนที่ต้องกำรเลือก) และบนพื้นที่แบ็คกราวด์(ฉำกหลัง-ส่วนที่ไม่ต้องกำร
เลือก) เพื่อกำาหนดขอบเขตการเลือก ( โฟร์กรำวด์และแบ็คกรำวด์ในที่นี้ ไม่ใช่สีที่
Toolbox)
การเลือกโดยใช้ Foreground Select Tool
1.) เลือกเครื่องมือ Foreground Select Tool ที่ Toolbox
(ไม่มีคีย์ลัด แต่สำมำรถตั้งได้ที่ Edit → Preferences → Interface → Configure
Keyboard Shortcuts → Tools → Foreground Select )
2.) คลิกค้างแล้วลากเม้าส์รอบๆพื้นที่ที่ต้องการเลือกอย่างคร่าวๆไว้ก่อน ส่วนที่เลือกไว้
นี้ ก็คือ พื้นที่โฟร์กราวด์ เป็นส่วนที่ต้องการเลือก
การใช้งานในขั้นตอนนี้จะเหมือนกับการใช้งาน Free Select Tool (รูปร่ำงของตัวชี้
เม้ำส์ก็จะเปลี่ยนไปเป็นแบบ Free Select Tool)
หลังจากที่เลือกพื้นที่เป็นวงปิดแล้ว ทันใดนั้นเอง พื้นที่ส่วนถูกที่เลือก จะมีฟิล์ม
สีนำ้าเงินกึ่งโปร่งใสมาซ้อนทับ แสดงขอบเขตการเลือก
เลือกพื้นที่ที่ต้องการเลือกไว้อย่างคร่าวๆ ทันทีที่เลือกเป็นวงปิด พื้นที่ส่วนที่ถูกเลือก
จะมีฟิล์มสีนำ้าเงินกึ่งโปร่งใสมาซ้อนทับ
พื้นที่ส่วนนี้ ก็คือ พื้นที่โฟร์กราวด์
[88] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
3.) ใช้เม้าส์ระบายสีลงบนพื้นที่โฟร์กราวด์ โดยระบายให้ผ่านสีที่ต้องการเลือกคร่าวๆ
( ไม่ต้องเลือกเครื่องมืออื่นใด เพรำะจะเปลี่ยนเป็นโหมดกำรระบำยสีให้โดยอัตโนมัติ
อยู่แล้ว) ทันทีที่ปล่อยเม้าส์ โปรแกรมจะทำาการคำานวณความแตกต่างสี และจะ
กระชับพื้นที่โฟร์กราวด์ตามที่ได้ระบายสีไป
ระบายสีลงบนพื้นที่ที่ต้องการเลือก
(พื้นที่โฟร์กราวด์) สีแดงที่ระบายไม่มีผล
ทันทีที่ปล่อยเม้าส์พื้นที่ที่ถูกเลือก
จะกระชับเข้ามา
4.) ระบายสีบนพื้นที่โฟร์กราวด์เพิ่มเติม เพื่อกระชับพื้นที่ที่ต้องการเลือกให้มากขึ้น
หากต้องการตัดส่วนที่เลือกเกินทิ้ง ให้ระบายสีบนพื้นที่แบ็คกราวด์ โดยที่ไดอะล็อก
Tool Options ให้เลือก Mark Background (หรือ กด Ctrl ค้าง) หากต้องการ
กลับมาระบายพื้นที่โฟร์กราวด์ ให้เลือก Mark Foreground (หรือปล่อยปุ่ม Ctrl )
ระบายสีลงบนพื้นที่โฟร์กราวด์เพิ่มเติม
(กำาหนดส่วนที่ต้องการเลือกเพิ่มเติม)
ผล
ยังมีพื้นที่ส่วนเกินอยู่
บทที่ 5: การเลือก [89]
ระบายสีลงบนพื้นที่แบ็คกราวด์
(ตัดส่วนที่ไม่ต้องการเลือกออก)
ผล (วนระบายสีโฟร์กราวด์และ
สีแบ็คกราวด์ไปเรื่อยๆ
จนได้พื้นที่การเลือกที่พอใจ)
*** สีของหัวแปรงโฟร์กรำวด์และแบ็คกรำวด์จะเป็นไปตำมสีที่ Toolbox แต่ไม่มี
ผลอะไรต่อกำรเลือก
5.) กด Enter เพื่อจบกระบวนการ รอยต่อระหว่าง พื้นที่โฟร์กราวด์และพื้นที่แบ็ค
กราวด์จะแปลงเป็นเส้นประมดเดิน โดยพื้นที่โฟร์กราวด์(มีฟิล์มสีนำ้าเงิน) จะเป็นส่วน
ที่ถูกเลือก พื้นที่แบ็คกราวด์เป็นพื้นที่ส่วนที่ไม่ถูกเลือก
ผลสุดท้ายหลังกด Enter
ปรากฎเส้นประมดเดินระหว่างรอยต่อของพื้นที่โฟร์กราวด์และพื้นที่แบ็คกราวด์
[90] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
Tool Options ของ Foreground Select Tool
Mode,Antialiasing และ Feather edges :
อธิบายอยู่ในหัวข้อ 5.2 : คุณสมบัติพื้นฐานของเครื่อง
มือเลือก
Contiguous : หากตัวเลือกนี้ถูกเลือก เฉพาะ
พื้นที่ที่ต่อเนื่องกันเท่านั้นจะถูกเลือก
Interactive refinement (Ctrl)
• Mark foreground : เลือกระบายสีบนพื้น
ที่โฟร์กราวด์
• Mark background : เลือกระบายสีบนพื้น
ที่แบ็คกราวด์ ( กด Ctrl ค้าง เพื่อสลับมำที่
Mark background ชั่วครำว)
• Small brush / Large brush : แถบเลื่อน
เลือกขนาดของหัวแปลง
Smoothing : แถบเลือกความโค้งมนของเส้น
ประมดเดิน ค่าน้อยๆ จะให้ขอบการเลือกที่แม่นยำากว่า แต่อาจจะปรากฎเป็นรูเล็กๆบน
พื้นที่การเลือก แต่ทั้งนี้ สามารถใช้เครื่องมือเลือกตัวอื่นๆ เก็บรายละเอียดในภายหลังได้
Preview color : เลือกสีของฟิล์มหรือสีของหน้ากากที่ซ้อนทับพื้นที่โฟร์กราวด์
(ปกติเป็นสีนำ้ำเงินกึ่งโปร่งใส)
Color Sensitivity : ใช้ปรับความไวต่อสี ในระบบสี Lab ใช้ในกรณีที่ส่วนที่
ต้องการเลือก มีสีเดียวแต่เฉดต่างกัน
บทที่ 5: การเลือก [91]
Tool Options ของ
Foreground Select Tool
5.12 กำรเลือกด้วยควิกมำสก์ (Quick Mask)
ควิกมาสก์(Quick Mask) เป็นวิธีเลือกพื้นที่ที่ต้องการใช้ความประณีต หรือ
ต้องการความแม่นยำาสูง แต่ทั้งนี้ก็ต้องลงแรงมากสักหน่อย โดยปกติควิกมาสก์ จะใช้ต่อ
จากเครื่องมือการเลือกอื่นๆ เพื่อเก็บรายละเอียด
โดยปกติ เมื่อเลือกพื้นที่ใดๆ พื้นที่ส่วนที่ถูกเลือกจะอยู่ในกรอบของเส้นประมดเดิน
นั่นคือ มุมมองปกติ
เมื่อคลิกที่ปุ่ม Toggle Quick Mask (ที่มุมซ้ำยล่ำงของ Image window) หรือ
กด Shift+Q จะเป็นการสลับมุมมองไปที่ มุมมองควิกมาสก์ ที่มุมมองนี้ เส้นประมดเดิน
จะหายไป ส่วนที่ถูกเลือกจะยังมีสีปกติ แต่ส่วนที่ไม่ถูกเลือกจะมีฟิล์มสีแดงกึ่งโปร่งใสมา
ซ้อนทับ
มุมมองปกติ (มีการเลือกพื้นที่ไว้)
ปุ่ม Toggle Quick Mask
มุมมองควิกมาสก์ (หลังคลิกที่ปุ่ม Toggle Quick
Mask) ส่วนที่ถูกเลือกมีสีปกติ ส่วนที่ไม่ถูกเลือก
มีฟิล์มสีแดงกึ่งโปร่งใสมาซ้อนทับ
ที่มุมมองควิกมาสก์ เมื่อระบายสีต่างๆลงไป จะเป็นการเลือกพื้นที่เพิ่มเติมหรือ
ยกเลิกพื้นที่บางส่วน (ไม่มีผลใดๆต่อสีของภำพ)
หาก ระบายสีขาว จะเป็นการเลือกพื้นที่เพิ่มเติม (หรือ ลบพื้นที่ส่วนที่เป็นสีแดง
กึ่งโปร่งใส จะให้ผลเหมือนการระบายด้วยสีขาว) หาก ระบายสีดำา จะเป็นการตัดพื้นที่
การเลือกออกไป(เพิ่มพื้นที่สีแดง) ระบายสีอื่นๆ จะเป็นการเลือกพื้นที่เพิ่มเติม แต่นำ้าหนัก
การเลือก จะมีผลตามความเข้มความอ่อนสีที่ระบาย (คล้ายการเลือกแบบขอบฟุ้ง)
[92] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
ใช้ Eraser tool ลบพื้นที่ส่วนที่เป็นฟิล์มสี
แดงกึ่งโปร่งใสออก หรือใช้การระบายสีขาว
แทนก็ได้ จะเป็นการเลือกพื้นที่เพิ่มเติม
ใช้ Paintbrush tool ระบายสีดำาทับส่วนที่
ยังมีสีปกติ (ถึงแม้จะระบายสีดำา แต่ที่ออกมาคือ
ฟิล์มสีแดงกึ่งโปร่งใส) จะเป็นการตัดพื้นที่ส่วนที่
ถูกเลือกออก
หลังคลิกที่ปุ่ม Toggle Quick Mask กลับมาที่มุมมองปกติ เส้นประมดเดินจะกลับมา
บทที่ 5: การเลือก [93]
5.13 กำรปรับแต่งกำรเลือก
หลังจากใช้เครื่องมือเลือก เลือกพื้นที่ที่ต้องการไว้แล้ว สามารถปรับแต่งการเลือก
เพิ่มเติมได้อีก เช่น ขยายการเลือกออกไปเท่าๆกันรอบด้าน, การทำาขอบการเลือกให้ฟุ้ง
เบลอ เป็นต้น
เลือกพื้นที่ทั้งหมด
ไปที่ Selection → Select All (กด Ctrl+A)
ยกเลิกการเลือกทั้งหมด
ไปที่ Selection → None (กด Shift+Ctrl+A)
สลับพื้นที่การเลือก
ไปที่ Selection → Invert (กด Ctrl+I)
ภาพด้านล่าง เป็นภาพต้นฉบับที่จะใช้ในการอธิบายคำาสั่งต่อจากนี้ไป
ภาพต้นฉบับได้มีการเลือกพื้นที่ส่วนที่เป็นสีฟ้าไว้
(เลือกแทงค์นำ้าไว้)
[94] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
สร้างเลเยอร์ลอยจากพื้นที่ที่ถูกเลือก
ไปที่ Selection → Float (Shift+Ctrl+L)
ที่ไดอะล๊อก Layers
แสดงภาพรวมของเลเยอร์
Background
หลังใช้คำาสั่ง Float จะปรากฎ
เลเยอร์ลอย ที่ตัดส่วนที่ถูก
เลือกมาจากเลเยอร์
Background
คลิกที่ปุ่ม (Create a
new layer) เพื่อสร้างเลเยอร์
ใหม่จากเลเยอร์ลอย
ปรับขอบการเลือกให้ฟุ้งเบลอ
ไปที่ Selection → Feather... จะปรากฎ หน้ำต่ำง Feather Selection เพื่อให้
กำาหนดค่า
ที่ไดอะล๊อก Selection Editor แสดงพื้นที่ส่วนที่ถูกเลือก (ก่อนใช้คำาสั่ง)
ที่หน้าต่าง Feather Selection กำาหนดค่าขอบฟุ้งเบลอ
หลังใช้คำาสั่งขอบการเลือกมีการฟุ้งเบลอ
บทที่ 5: การเลือก [95]
ปรับขอบการเลือกให้คมชัด
ไปที่ Selection → Sharpen
คำาสั่งนี้เป็นคำาสั่งตรงข้ามกับ Feather จะทำาให้ขอบการเลือกที่ฟุ้งเบลอ กลายเป็น
ขอบที่คมชัด
ขอบการเลือกมีการฟุ้งเบลอ หลังใช้คำาสั่ง Sharpen
ขอบการเลือกไม่มีการฟุ้งเบลอ
หดพื้นที่การเลือกโดยรอบ
ไปที่ Selection → Shrink... จะปรากฎ หน้ำต่ำง Shrink Selection เพื่อให้
กำาหนดค่า
ที่หน้าต่าง Shrink Selection
กำาหนดให้พื้นที่การเลือก
หดเข้ามาโดยรอบ 10 pixels
หลังคลิกที่ปุ่ม OK พื้นที่การเลือกหดเข้ามาโดยรอบ
[96] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
ขยายพื้นที่การเลือกโดยรอบ
ไปที่ Selection → Grow... จะปรากฎ หน้ำต่ำง Grow Selection เพื่อให้กำาหนด
ค่า
ที่หน้าต่าง Grow Selection
กำาหนดพื้นที่การเลือกให้
ขยายออกไปโดยรอบ 12 pixels
หลังคลิกที่ปุ่ม OK
พื้นที่การเลือกขยายออกไปโดยรอบ
สร้างการเลือกใหม่รอบๆเส้นประมดเดินแบบมีความหนา
ไปที่ Selection → Border... จะปรากฎ หน้ำต่ำง Border Selection เพื่อให้
กำาหนดค่า
ที่หน้าต่าง Border Selection กำาหนดความหนา
ของขอบการเลือกเป็น 8 pixels
บทที่ 5: การเลือก [97]
หลังคลิกที่ปุ่ม OK จะได้ผลตามภาพ
บิดขอบการเลือกแบบสุ่ม
ไปที่ Selection → Distort... จะปรากฎ หน้ำต่ำง Distort Selection เพื่อให้
กำาหนดค่า
ที่หน้าต่าง Distort Selection
ค่าเริ่มต้นต่างๆ โปรแกรมได้กำาหนดไว้ให้ตามภาพ
[98] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
หลังคลิกที่ปุ่ม OK จะได้ผลตามภาพ ขอบการเลือกบิดไปบิดมา
บทที่ 5: การเลือก [99]
[100] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
บทที่ 6 : เลเยอร์
ภาพสามารถนำามาซ้อนกันเป็นชั้นๆ เพื่อสร้างเป็นภาพใหม่ขึ้นมาได้
คุณสมบัตินี้ ก็คือ เลเยอร์
6.1 รู้จักกับเลเยอร์ (Layers)
เลเยอร์ (Layers) ความหมายสั้นๆ ก็คือ ชั้นภาพ
GIMP สามารถนำาภาพมาวางซ้อนกันเป็นชั้นๆ เพื่อสร้างเป็นภาพใหม่ขั้นมา โดย
แต่ละชั้นจะมีบางส่วนที่โปร่งใส สามารถมองทะลุไปยังชั้นที่อยู่ด้านล่างได้
เลเยอร์ คล้ายกับแผ่นใส ที่นำามาวางซ้อนกันเป็นชั้นๆ
ภาพที่ประกอบไปด้วย 3 เลเยอร์ซ้อนกัน
การจัดการเลเยอร์จะใช้ ไดอะล็อก Layers
การเปิดไดอะล็อก Layers
ไปที่ Windows → Dockable Dialogs → Layers (กด Ctrl+L)
[102] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
6.2 กำรสร้ำงเลเยอร์
เมื่อสร้างไฟล์ใหม่หรือเปิดไฟล์ภาพ Bitmap อย่างเช่น JPG, PNG หรือ BMP ขึ้น
มา เริ่มต้นภาพจะมีเพียง 1 เลเยอร์เท่านั้น สามารถดูได้ที่ไดอะล็อก Layers
สร้างไฟล์ใหม่
มีเพียงเลเยอร์เดียว
ชื่อว่า Background
เปิดไฟล์ JPG
มีเพียงเลเยอร์เดียว
ชื่อเลเยอร์มีชื่อเดียวกับชื่อไฟล์
ไดอะล็อก Layers
เมื่อเปิดไฟล์ภาพ หรือสร้างไฟล์ภาพไว้แล้ว หากต้องการสร้างเลเยอร์ใหม่ สามารถ
ทำาได้ ดังนี้
การสร้างเลเยอร์ใหม่
1.) คลิกที่ Image window เพื่อเลือกภาพที่ต้องการจะสร้างเลเยอร์ใหม่เพิ่มเติม
2.) ไปที่ Layer → New layer (หรือที่ไดอะล็อก Layers คลิกที่ปุ่ม New Layer)
จะปรากฎ หน้ำต่ำง New Layer เพื่อให้กำาหนดค่าต่างๆ
3.) ที่ หน้ำต่ำง New Layer กำาหนดค่าต่างๆตามต้องการ เช่น สีพื้น เป็นต้น
4.) คลิกที่ปุ่ม OK ก็จะได้เลเยอร์ใหม่ (ที่เป็นเลเยอร์ว่างๆ)
บทที่ 6: เลเยอร์ [103]
หน้าต่าง New Layer
สร้าง Layer ใหม่ชื่อ “New Layer”
ขนาด 800x600 พิกเซล (เท่ากับขนาดภาพ)
พื้นหลังเป็นแบบโปร่งใส(Transparency)
หลังจากคลิกที่ปุ่ม OK
จะปรากฎเลเยอร์ใหม่ มีชื่อตามที่กำาหนด
การสร้างเลเยอร์ใหม่จากภาพที่มีอยู่แล้ว
1.) คลิกที่ Image window เพื่อเลือกภาพที่ต้องการจะสร้างเลเยอร์ใหม่เพิ่มเติม
2.) ไปที่ File → Open As Layer... (กด Ctrl+Alt+O) จะปรากฎ หน้ำต่ำง Open
เพื่อให้เลือกไฟล์ที่ต้องการจะเปิดมาเป็นเลเยอร์ หรืออีกวิธีหนึ่ง ลากไฟล์ภาพไปวาง
ใน Image window ที่เปิดภาพไว้แล้ว ไฟล์ภาพที่ลากไปวาง จะกลายเป็นเลเยอร์ให้
กับภาพที่เปิดไว้แล้ว โดยชื่อเลเยอร์จะมีชื่อเดียวกับชื่อไฟล์
ลากไฟล์ภาพ (Solar_cell_2_TEXT.png)
ไปวางใน Image window ที่เปิดภาพไว้แล้ว
ผล
[104] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
6.3 คุณสมบัติต่ำงๆในไดอะล็อก Layers
ไดอะล็อก Layers ของภาพที่ประกอบไปด้วย
3 เลเยอร์ซ้อนกัน
Mode : ตัวเลือกโหมดการซ้อนกันของเลเยอร์ ค่าปกติคือ Normal เป็นการซ้อน
กันอย่างปกติ เลเยอร์ด้านบนบังเลเยอร์ด้านล่าง (ดูเพิ่มเติมในหัวข้อ 6.10 : เลเยอร์โหมด
(Layer Modes) )
Opacity : แถบเลื่อนปรับความโปร่งใสของเลเยอร์ มีค่า 0-100% 100% คือทึบ
0% คือโปร่งใส(มองไม่เห็นเลเยอร์นี้) ค่า Opacity มีผลต่อทั้งเลเยอร์
Lock pixels : ใช้ล็อคการวาดหรือลบบนพื้นที่ของเลเยอร์ (แต่ยังสำมำรถ
ขยับเลเยอร์ได้)
Lock alpha channel : ใช้ล็อคการเขียนทับบนพื้นที่โปร่งใส ในกรณีที่
เลเยอร์มีพื้นที่บางส่วนที่โปร่งใส หากตัวเลือกนี้ถูกติ๊ก จะไม่สามารถระบายสีลงบนพื้นที่
โปร่งใสได้ (ดูเพิ่มเติมในหัวข้อ 6.6 : เลเยอร์และแชนแนลอัลฟ่ำ )
บทที่ 6: เลเยอร์ [105]
เลเยอร์ที่ประกอบไปด้วยส่วนทึบและส่วนที่โปร่งใส
กรณีไม่ได้ Lock alpha ahannel (ภาพซ้าย)
เมื่อใช้แปรงระบายสีแดงที่รอยต่อระหว่างส่วน
ทึบกับส่วนโปร่งใส สีแดงจะระบายทับบนพื้นที่
ส่วนที่โปร่งใสด้วย
กรณี Lock alpha ahannel (ภาพขวา)
สีแดงจะไม่ระบายเข้าไปในส่วนที่โปร่งใส
รายการเลเยอร์ : กรอบแสดงรายการ
เลเยอร์ที่มี โดยเลเยอร์ที่อยู่ด้านบน จะบังเลเยอร์ที่
อยู่ด้านล่าง แต่ทั้งนี้ สามารถเปลี่ยนลำาดับได้
หากกำาลังทำางานอยู่กับเลเยอร์ใด เลเยอร์
นั้นจะมีแถบสีคาดอยู่ โดยปกติเราสามารถทำางานกับเลเยอร์ได้ทีละ 1 เลเยอร์เท่านั้น
คลิกที่ชื่อเลเยอร์ = เลือกทำำงำนกับเลเยอร์นั้น
PgUp = เลือกเลเยอร์ที่อยู่ด้ำนบน PgDn = เลือกเลเยอร์ที่อยู่ด้ำนล่ำง
รูปตา : แสดงสถานะการมองเห็นของเลเยอร์ หากมีรูปตา แสดงว่าเลเยอร์นี้
มองเห็น หากต้องการซ่อนเลเยอร์นี้ ให้คลิกที่รูปตา รูปตาจะหายไป
คลิกบริเวณรูปตำ = ปิด/เปิดกำรแสดงเลเยอร์
Shift+คลิกบริเวณรูปตำ = ซ่อน/แสดงเลเยอร์อื่นๆทั้งหมด
[106] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
รูปโซ่ : แสดงสถานะการรวมกันกลุ่มของเลเยอร์ เลเยอร์ตัวใดที่มีรูปโซ่อยู่ด้าน
หน้า เลเยอร์นั้นรวมกลุ่มกันอยู่ การกระทำาใดๆที่กระทำาต่อเลเยอร์ที่อยู่ในกลุ่ม จะมีผลต่อ
เลเยอร์อื่นๆที่อยู่ในกลุ่มด้วย
คลิกบริเวณรูปโซ่ = เปิด/เปิดไอคอนรูปโซ่ เพื่อรวมกลุ่มเลเยอร์เข้ำด้วยกัน
ภาพเลเยอร์ขนาดเล็ก : แสดงภาพรวมของเลเยอร์
คลิกที่ภำพนี้ ภำพจะใหญ่ขึ้น จำกนั้นลำกไปวำง เพื่อย้ำยลำำดับของเลเยอร์
ชื่อเลเยอร์ : แสดงชื่อของเลเยอร์
ดับเบิ้ลคลิกที่ชื่อเลเยอร์(หรือ กด Enter) จำกนั้นพิมพ์ชื่อใหม่ที่ต้องกำรลงไป
ปุ่มบริหารจัดการเลเยอร์
New : ปุ่มสร้างเลเยอร์ใหม่ เมื่อคลิกจะปรากฎ หน้ำต่ำง New Layer เพื่อ
ให้กำาหนดค่าต่างๆของเลเยอร์ใหม่ที่ต้องการจะสร้าง
Layer group : ปุ่มสร้างโฟลเดอร์สำาหรับเก็บเลเยอร์หลายๆเลเยอร์
Raise : ปุ่มย้ายเลเยอร์ขึ้นไป 1 ขั้น (กด Shift + คลิก = ย้ายไปบนสุด)
หรือใช้เมาส์คลิกค้างแล้วลากไปวางยังลำาดับอื่นๆก็ได้
Lower : ปุ่มย้ายเลเยอร์ลงไป 1 ขั้น (กด Shift + คลิก = ย้ายไปล่าง
สุด) หรือใช้เมาส์คลิกค้างแล้วลากไปวางยังลำาดับอื่นๆก็ได้
Duplicate : ปุ่มทำาซำ้าเลเยอร์ (คัดลอกเลเยอร์แล้ววางในทันที)
Anchor : ในกรณีที่เกิดเลเยอร์ลอย
(Floating Selection Layer) จากการกระทำาใดๆ
ก็ตาม หากคลิกที่ปุ่ม เลเยอร์ลอย จะไปรวมกับ
เลเยอร์ที่ถูกใช้งานก่อนหน้า หากคลิกที่ปุ่ม
เลเยอร์ลอยจะกลายเป็นเลเยอร์ใหม่แยกออกมาต่าง
หาก
เมื่อเกิดเลเยอร์ลอย
จะไม่สามารถเลือกเลเยอร์อื่นได้
Delete : ปุ่มลบเลเยอร์
บทที่ 6: เลเยอร์ [107]
6.4 เลเยอร์กรุ๊ป (Layer Group)
เลเยอร์กรุ๊ป (Layer group) มีลักษณะคล้ายโฟลเดอร์หรือแฟ้มที่ใช้ในการจัดไฟล์
ให้เป็นหมวดหมู่
เลเยอร์กรุ๊ป ใช้จัดเลเยอร์ให้เป็นหมวดหมู่ เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการ
เลเยอร์ เช่น ซ่อนเลเยอร์ทั้งกลุ่มในคลิกเดียว, ย้ายเลเยอร์ทั้งกลุ่มในครั้งเดียว เป็นต้น
สะดวกและมีประโยชน์มาก สำาหรับภาพที่ซับซ้อนที่มักมีเลเยอร์เป็นจำานวนมาก
การสร้างเลเยอร์กรุ๊ป
1.) คลิกที่ Image window เพื่อเลือกภาพที่ต้องการจะสร้างเลเยอร์กรุ๊ป
2.) ที่ไดอะล็อก Layers คลิกที่ปุ่ม Layer group จะปรากฎเลเยอร์กรุ๊ปในทันที
คลิกที่ปุ่ม Layer group ปรากฎเลเยอร์กรุ๊ป ชื่อ “Layer Group”
การจัดการเลเยอร์กรุ๊ป
หากคลิกที่เลเยอร์กรุ๊ป แล้วสร้างเลเยอร์ใหม่ เลเยอร์ที่สร้างใหม่จะอยู่ภายใน
เลเยอร์กรุ๊ป (ดูภำพถัดไป)
หากมีเลเยอร์ที่อยู่ภายนอกเลเยอร์กรุ๊ป สามารถโยกย้ายเข้าไปอยู่ในเลเยอร์กรุ๊ปได้
ในทางกลับกัน เลเยอร์ที่อยู่ในเลเยอร์กรุ๊ป ก็สามารถย้ายออกมาจากเลเยอร์กรุ๊ปได้เช่นกัน
[108] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
คลิกที่เลเยอร์กรุ๊ป แล้วสร้างเลเยอร์ใหม่
เลเยอร์ต่างๆ จะอยู่ในเลเยอร์กรุ๊ป
คลิกที่สามเหลี่ยมเล็กๆด้านหน้าเลเยอร์กรุ๊ป
จะทำาการซ่อนรายการเลเยอร์ที่อยู่ด้านใน
ย้ายเลเยอร์ออกจากเลเยอร์กรุ๊ปได้
โดยใช้เมาส์คลิกค้างแล้วลากออกไปวางที่อื่น
ย้ายเลเยอร์เข้าไปในเลเยอร์กรุ๊ปได้
โดยใช้เมาส์คลิกค้างแล้วลากเข้ามาที่เลเยอร์กรุ๊ป
หากคลิกที่เลเยอร์กรุ๊ป เพื่อจะทำางานกับเลเยอร์กรุ๊ป จะไม่สามารถวาดหรือระบาย
อะไรลงไปได้ เพราะเลเยอร์กรุ๊ปเป็นเพียงตัวจัดกลุ่มเท่านั้น ต้องเข้าไปวาดบนเลเยอร์ที่อยู่
ด้านในเลเยอร์กรุ๊ปอีกที
บทที่ 6: เลเยอร์ [109]
การลบเลเยอร์กรุ๊ป จะเป็นการลบทุกเลเยอร์ที่อยู่ด้านใน
การซ่อน(คลิกที่รูปตา) การเคลื่อนย้าย(โดยใช้ Move Tool) หรือการปรับความ
โปร่งใส (Opacity) ของเลเยอร์กรุ๊ป จะส่งผลต่อเลเยอร์ที่อยู่ด้านในทั้งหมด
การซ่อน หรือ การปรับความโปร่งใสเลเยอร์ที่อยู่ด้านในเลเยอร์กรุ๊ป จะมีผลเฉพาะ
เลเยอร์นั้นๆ
การเคลื่อนย้ายเลเยอร์ที่อยู่ด้านในเลเยอร์กรุ๊ป จะเป็นการเคลื่อนย้ายทั้งเลเยอร์
กรุ๊ป หากต้องการย้ายเพียงเลเยอร์เดียว ให้ กด Shift ค้างไว้ เพื่อเลือกทำางานกับที่เลเยอร์
ที่ถูกเลือกเท่านั้น(Active layer) จากนั้นก็จะสามารถย้ายเฉพาะเลเยอร์นั้นๆได้
6.5 ขนำดและขอบเขตเลเยอร์
เลเยอร์ มีขนาดของแต่ละเลเยอร์เอง ซึ่งไม่จำาเป็นต้องเท่ากับขนาดภาพ (Image
size) จะเล็กกว่าหรือใหญ่กว่าขนาดภาพก็ได้
หากคลิกเลือกเลเยอร์ในไดอะล็อก Layers ชอบเขตของเลเยอร์จะแสดงแทนด้วย
เส้นประสีเหลืองสลับดำา นอกเหนือเส้นประนี้ไป ไม่สามารถวาด ระบายสี หรือทำาการ
เปลี่ยนแปลงใดๆในเลเยอร์นั้นได้ แม้จะอยู่ในขอบเขตของภาพก็ตาม
(ซ่อนหรือแสดงเส้นประสีเหลืองสลับดำำได้ที่ View → Show Layer Boundary)
เลเยอร์ “Background” มีขนาด 400x300
เท่ากับขนาดของภาพ
เส้นประสีเหลืองอยู่ที่ขอบภาพพอดี
เลเยอร์ “โซลาร์เซลล์” มีขนาด 302x203
เล็กกว่าขนาดของภาพ เส้นประสีเหลืองแสดง
ขนาดและตำาแหน่งของเลเยอร์
(หำกขนำดของเลเยอร์ใหญ่กว่ำขนำดภำพ เส้นประสีเหลืองสลับดำำจะแสดงอยู่ที่
นอกกรอบของภำพ )
[110] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
เหตุด้วยการกระทำาใดๆ ที่นอกกรอบเส้นประสีเหลือง(ขอบเขตเลเยอร์) จะไม่
สามารถทำาได้ ฉะนั้น การขยายขอบเขตของเลเยอร์ จึงเป็นสิ่งจำาเป็น
การปรับขอบเขตเลเยอร์
1.) ที่ไดอะล็อก Layers คลิกเลือกเลเยอร์ที่ต้องการปรับขอบเขต
2.) ไปที่ Layer → Layer Boundary Size... จะปรากฎ หน้ำต่ำง Set Layer
Boundary Size
3.) ที่ หน้ำต่ำง Set Layer Boundary Size ตั้งขอบเขตเลเยอร์ตามต้องการ
4.) คลิกที่ปุ่ม Resize เพื่อปรับขอบเขตเลเยอร์
หน้าต่าง
Set Layer Boundary Size
หลังกด Resize ขอบเขตของ
เลเยอร์ “โซลาร์เซลล์” มีขนาดใหญ่ขึ้น
*** กำรปรับขอบเขตเลเยอร์ คล้ำยกับปรับขนำด Canvas Size (ผืนผ้ำใบในกำร
ทำำงำน) เป็นกำรขยำยพื้นที่ออกไปหรือหดตัวลง ไม่ใช่กำรย่อหรือขยำยภำพ
การปรับขอบเขตของเลเยอร์ให้เท่ากับขอบเขตภาพในขั้นตอนเดียว
ไปที่ Layer → Layer to Image Size
*** เลเยอร์ที่มีขนำดใหญ่กว่ำภำพ หลังใช้คำำสั่งนี้ ส่วนของเลเยอร์ที่อยู่นอก
ขอบเขตภำพจะถูกตัดทิ้ง
บทที่ 6: เลเยอร์ [111]
6.6 เลเยอร์และแชนแนลอัลฟ่ำ
แชนแนลอัลฟ่า(Alpha channel) เป็นตัวบอกว่าพิกเซลใดโปร่งใส พิกเซลใดทึบ
(ต่ำงจำก Opacity ซึ่งหมำยถึงควำมโปร่งใสของทั้งเลเยอร์)
แชนแนลอัลฟ่า สามารถดูได้ที่ไดอะล็อก Channels โดยส่วนที่เป็น สีขาว หมายถึง
ทึบ สีดำา หมายถึงโปร่งใส สีเทาเฉดต่างๆ หมายถึงกึ่งโปร่งใส(ตามระดับของสีเทา)
ภาพที่มีแชนแนลอัลฟ่า
และมีการลบบางส่วนให้โปร่งใส
(ส่วนที่โปร่งใส คือ ส่วนที่เป็นตารางๆ)
ที่ไดอะล็อก Channels
แชนแนลอัลฟ่า(Alpha)
แสดงส่วนที่โปร่งใสและทึบ
โดยปกติ เมื่อสร้างไฟล์ภาพใหม่ (โดยแบ็คกรำวด์ไม่ใช่ Transparency หรือไม่
โปร่งใส) หรือ เปิดไฟล์ภาพ Bitmap อย่างเช่น JPG หรือ BMP ที่ไม่รองรับพื้นหลังแบบ
โปร่งใส เริ่มต้น ภาพจะมีเพียงเลเยอร์เดียว และไม่มีแชนแนลอัลฟ่า ภาพดังกล่าว
เมื่อใช้เครื่องมือยางลบ(Eraser tool) ลบบางส่วนของเลเยอร์ออก จะไม่สามารถลบทะลุจน
โปร่งใสได้ แต่จะเป็นการนำาสีแบ็คกราวด์มาใส่บริเวณที่ลบแทน สรุปก็คือ ไม่สามารถ
ทำาให้เลเยอร์ที่ไม่มีแชนแนลอัลฟ่าโปร่งใสได้นั่นเอง
[112] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
เลเยอร์ที่ไม่มีแชนแนลอัลฟ่า เมื่อลบบางส่วนของภาพ
จะไม่ทะลุจนมองเห็นพื้นหลัง (หรือมองไม่เห็นเลเยอร์ที่อยู่ด้านล่าง)
เลเยอร์ที่มีแชนแนลอัลฟ่า เมื่อลบบางส่วนของภาพ
จะทะลุจนมองเห็นพื้นหลัง (หรือมองเห็นเลเยอร์ที่อยู่ด้านล่าง)
เลเยอร์แต่ละเลเยอร์ มีคุณสมบัติแชนแนลอัลฟ่าเป็นของตนเอง แต่ทั้งนี้ เลเยอร์ที่
ไม่มีแชนแนลอัลฟ่าสามารถเพิ่มแชนแนลอัลฟ่าเข้ามาได้
บทที่ 6: เลเยอร์ [113]
การเพิ่มแชนแนลอัลฟ่าให้กับเลเยอร์ (ที่ไม่มีแชนแนลอัลฟ่า)
1.) คลิกเลือกเลเยอร์
2.) ไปที่ Layer → Transparency → Add Alpha Channel
(หรือ คลิกขวำที่ชื่อเลเยอร์ → Add Alpha Channel )
การถอดแชนแนลอัลฟ่าออกจากเลเยอร์ (ที่มีแชนแนลอัลฟ่า)
1.) คลิกเลือกเลเยอร์
2.) ไปที่ Layer → Transparency → Remove Alpha Channel
(หรือ คลิกขวำที่ชื่อเลเยอร์ → Remove Alpha Channel )
6.7 กำรรวมเลเยอร์ (Merge layers)
ในกรณีที่ต้องการยุบรวมเลเยอร์ ให้เหลือน้อยลง เพื่อความสะดวกก็ดี หรือเพื่อลด
ขนาดไฟล์ก็ดี สามารถทำาได้ดังนี้
การรวมเลเยอร์ที่อยู่ด้านล่างให้เป็นเลเยอร์เดียว
1.) คลิกเลือกเลเยอร์บน
2.) ไปที่ Layer → Merge Down (หรือ คลิกขวำที่เลเยอร์ → Merge Down )
ก่อนรวมเลเยอร์
(แบบ Merge Down)
ผล
รวมเลเยอร์ที่อยู่ด้านล่างเข้าด้วยกัน
*** ขนำดของเลเยอร์ที่รวมกัน จะเป็นขนำดของ 2 เลเยอร์รวมกัน
[114] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
การรวมเลเยอร์ที่มองเห็นให้เป็นเลเยอร์เดียว
(รวมเลเยอร์มีรูปตา อยู่ด้านหน้า)
1.) คลิกขวำที่เลเยอร์ใดก็ได้ → Merge Visible
Layers... ปรากฎ หน้ำต่ำง Merge Layers
เพื่อให้กำาหนดค่า
2.) ที่ หน้ำต่ำง Merge Layers กำาหนดค่าต่างๆ
ตามที่ต้องการ
ตัวเลือกชุดแรก (Final, Merged Layers
as should as) ใช้เลือกขนาดของเลเยอร์
เมื่อรวมกันแล้ว
หน้าต่าง Merge Layers
• Expanded as necessary : มีขนาดครอบคลุมเลเยอร์ทั้งหมด
• Clipped to image : มีขนาดเท่ากับขนาดภาพ
• Clipped to bottom layer : มีขนาดเท่ากับเลเยอร์ที่อยู่ล่างสุด
ตัวเลือกชุดที่สอง ก็คือ Discard invisible layers : .ใช้รวมเลเยอร์ที่มองไม่เห็นเข้า
มาด้วย (เลือกทุกๆเลเยอร์ จะมองเห็นหรือมองไม่เห็นก็ตาม)
ก่อนรวมเลเยอร์
(แบบ Merge Visible Layers)
ผล
รวมเลเยอร์ที่มีรูปตา เข้าด้วยกัน
บทที่ 6: เลเยอร์ [115]
การรวมเลเยอร์ทั้งหมดให้เป็นเลเยอร์เดียว
คลิกขวำที่เลเยอร์ใดก็ได้ → Flattern Image
ก่อนรวมเลเยอร์
(แบบ Flattern Image)
ผล
รวมทุกเลเยอร์เข้าด้วยกัน
6.8 หน้ำกำกเลเยอร์ (Layer Masks)
เลเยอร์แต่ละเลเยอร์ สามารถใส่หน้ากากเข้าไป โดยหน้ากากนี้ทำาหน้าที่กำาหนด
ความโปร่งใสของแต่ละพิกเซลในเลเยอร์ หน้ากากดังกล่าว ก็คือ หน้ากากเลเยอร์ (Layer
Masks)
หน้ากากเลเยอร์ มีขนาดเท่ากับขนาดเลเยอร์และอยู่ตำาแหน่งเดียวกัน ซ้อนทับกัน
พอดี หน้ากากเลเยอร์ จะแสดงอยู่ที่ด้านขวาของภาพเลเยอร์ขนาดเล็ก ในไดอะล็อก
Layers
หน้ากากเลเยอร์ มีลักษณะเป็นโทน
ขาวดำา ระดับสีไล่จาก 0 ถึง 255 โดย ค่า 0
หน้ากากเลเยอร์ จะเป็นสีดำา พิกเซล ณ จุด
นั้นจะโปร่งใส มองทะลุเห็นเลเยอร์ที่อยู่ด้าน
ล่าง ค่า 255 หน้ากากเลเยอร์จะเป็นสีขาว
พิกเซล ณ จุดนั้นจะทึบ 100%
เลเยอร์บน ใส่หน้ากากเลเยอร์ไว้
เลเยอร์ล่าง ไม่มีหน้ากากเลเยอร์
[116] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
การใส่หน้ากากเลเยอร์ให้กับเลเยอร์
1.) คลิกเลือกเลเยอร์
2.) ไปที่ Layer → Mask → Add Layer Mask...
( หรือ คลิกขวำที่เลเยอร์ → Add Layer Mask... )
จากนั้นจะปรากฎ หน้ำต่ำง Add Layer Mask เพื่อให้กำาหนดค่า
3.) ที่ หน้ำต่ำง Add Layer Mask เลือกรูปแบบของหน้ากากเลเยอร์ที่ต้องการ
หน้าต่าง Add Layer Mask
White (full opacity) : หน้ากาก
เลเยอร์ จะเป็นสีขาวทั้งหมด ฉะนั้นเริ่ม
ต้น จะมองเห็นทุกส่วนของเลเยอร์
(เลเยอร์ยังทึบอยู่)
Black (full transparency) :
หน้ากากเลเยอร์ จะเป็นสีดำาทั้งหมด
ฉะนั้นเริ่มต้น เลเยอร์จะโปร่งใสทั้ง
เลเยอร์ (มองไม่เห็นเลเยอร์นี้)
Layer's alpha channel : หน้ากาก
เลเยอร์ จะมีลักษณะเหมือนกับ
แชนแนลอัลฟ่าของเลเยอร์
Transfer layer's alpha channel : หน้ากากเลเยอร์จะมีลักษณะคล้ายกับตัว
เลือก Layer's alpha channel เพียงแต่จะรีเซ็ตแชนแนลอัลฟ่า เป็นแบบทึบ
ทั้งหมด
Selection : หน้ากากเลเยอร์ จะมีลักษณะตามพื้นที่ที่ถูกเลือก(Selection) ส่วนที่
ถูกเลือกจะเป็นสีขาว ส่วนที่ไม่ได้ถูกเลือกจะเป็นสีดำา
Grayscale copy of layer : หน้ากากเลเยอร์ จะเป็นภาพเดียวกับเลเยอร์ แต่จะ
เป็นโทนขาวดำา
บทที่ 6: เลเยอร์ [117]
Channel : หน้ากากเลเยอร์ จะมีลักษณะตามแชนแนลแบบหน้ากากการเลือก
(Selection Mask) ตามที่ได้สร้างไว้ ซึ่งสามารถดูได้ในไดอะล็อก Channels ว่า
มีหน้ากากการเลือกอะไรบ้าง (ดูเพิ่มเติมในหัวข้อ 7.5 : ไดอะล็อก Channels)
Invert mask : กลับสีของหน้ากากเลเยอร์ เปลี่ยนจากดำาเป็นขาว จากขาวเป็นดำา
4.) คลิกที่ปุ่ม Add เพื่อสร้างหน้ากากเลเยอร์
5.) เมื่อสร้างหน้ากากเลเยอร์ขึ้นมาแล้ว หน้ากากเลเยอร์จะปรากฎอยู่ด้านขวาของ
ภาพเลเยอร์ขนาดเล็ก ในไดอะล็อก Layers
ก่อนใส่หน้ากากเลเยอร์
(ที่เลเยอร์ “ต้นไม้”)
หลังใส่หน้ากากเลเยอร์ (แบบ Transfer layer's
alpha channel) ให้กับเลเยอร์ “ต้นไม้”
จะปรากฎหน้ากากเลเยอร์อยู่ด้านขวา
ของภาพเลเยอร์ขนาดเล็ก
การลบหน้ากากเลเยอร์
1.) คลิกเลือกเลเยอร์
2.) ไปที่ Layer → Mask → Delete Layer Mask...
( หรือ คลิกขวำที่เลเยอร์ → Delete Layer Mask... )
[118] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
6.9 ตัวอย่ำงกำรใช้งำนหน้ำกำกเลเยอร์
ตัวอย่างการใช้งานหน้ากากเลเยอร์แบบ White (full opacity)
1.) ภาพที่จะใช้เป็นตัวอย่าง มี 2 เลเยอร์ ก็คือ Green leaf(บน) และ Sky(ล่าง)
เลเยอร์บน (Green leaf) เลเยอร์ล่าง (Sky)
2.) ใส่หน้ากากเลเยอร์ ให้กับ เลเยอร์ Green leaf โดย
คลิกขวำที่เลเยอร์ Green leaf → Add Layer Mask...
ที่ หน้ำต่ำง Add Layer Mask เลือก White (full opacity) จะได้หน้ากากเลเยอร์
ตามภาพ
หลังจากใช้คำาสั่ง Add Layer Mask
จะปรากฎหน้ากากเลเยอร์สีขาวล้วนอยู่ที่เลเยอร์ Green leaf
บทที่ 6: เลเยอร์ [119]
3.) คลิกเมาส์ที่หน้ากากเลเยอร์ เพื่อเลือกทำางานกับ หน้ากากเลเยอร์ ***
คลิกเมาส์ที่ หน้ากากเลเยอร์ ***
เพื่อเลือกทำางานกับ หน้ากากเลเยอร์
4.) ระบายสีลงบนภาพ
ตามภาพด้านล่าง ได้ระบายสีเป็นรูปใบไม้ขนาดใหญ่ โดยใช้ Paintbrush Tool
เมื่อระบายสีดำา จะทำาให้ส่วนของเลเยอร์ Green leaf บริเวณนั้นโปร่งใส
มองทะลุเห็นเลเยอร์ที่อยู่ด้านล่าง เมื่อระบายสีขาว จะทำาให้ส่วนของเลเยอร์
Green leaf บริเวณนั้นทึบ เมื่อระบายสีอื่นๆ เช่น สีแดง สีฟ้า สีเทา เป็นต้น
หน้ากากเลเยอร์ จะแปลงไปเป็นสีเทาตามระดับสี ซึ่งจะทำาให้ส่วนของเลเยอร์
Green leaf บริเวณนั้น กึ่งโปร่งใสตามระดับของสีเทา
ผล หน้ากากเลเยอร์ จะปรากฎเป็นสีเทา
ตามเฉด ตามที่ได้ระบายสีบนภาพ
(สีดำา=โปร่งใส, สีขาว=ทึบ)
[120] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
หากใช้ Gradient tool เทสี ไล่จากสีดำาไปสีขาว จะได้ผลตามภาพด้านล่าง
ผล หน้ากากเลเยอร์ไล่เฉดสีจากดำาไป
ขาว(สีดำา=โปร่งใส, สีขาว=ทึบ)
6.10 เลเยอร์โหมด (Layer Modes)
เลเยอร์โหมด (Layers modes) หรือบางครั้งจะเรียกว่า โหมดการผสมเลเยอร์
(Blending modes) เป็นคุณสมบัติการซ้อนกันของเลเยอร์
เมื่อนำา 2 เลเยอร์มาซ้อนกัน โดยปกติหรือในโหมดปกติ เลเยอร์ด้านบนจะบัง
เลเยอร์ด้านล่างจนมิด (หากไม่มีการเจาะช่องให้โปร่งใสที่เลเยอร์บน)
แต่ทั้งนี้ โหมดการซ้อนกันของเลเยอร์ มีถึง 21 โหมดให้เลือกใช้งาน แต่ละโหมดจะ
ซ้อนภาพกันอย่างซับซ้อน แต่ให้ผลที่สวยงามแปลกใหม่
การใช้งานเลเยอร์โหมด ต้องมีเลเยอร์อย่างน้อย 2 เลเยอร์ขึ้นไป หากมีเลเยอร์เดียว
จะไม่เกิดอะไรขึ้นเลย
บทที่ 6: เลเยอร์ [121]
ภาพต้นฉบับที่จะใช้อธิบายตัวอย่างเลเยอร์โหมด มี 2 เลเยอร์ ตามภาพด้านล่าง
เลเยอร์บน เลเยอร์ล่าง
การเลือกเลเยอร์โหมดสามารถเลือกได้ที่ไดอะล็อก Layers หัวข้อ Mode : …. โดย
ให้คลิกเลือกเลเยอร์บนไว้ก่อน จากนั้นจึงเลือกเลเยอร์โหมด (หำกเลือกเลเยอร์ล่ำง จะไม่
เห็นอะไรเลย)
Mode : Normal (ซ้อนกันอย่างปกติ) เลือกรูปแบบของเลเยอร์โหมด
ที่ไดอะล็อก Layers หัวข้อ Mode
[122] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
Dissolve (Opacity=50%) Multiply
Devide Screen
Overlay Dodge
Burn Hard light
บทที่ 6: เลเยอร์ [123]
Soft light Grain extract
Grain merge Difference
Addition Subtract
Darken only Lighten only
[124] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
Hue Saturation
Color Value
บทที่ 6: เลเยอร์ [125]
[126] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
บทที่ 7 : เรื่องของสี
7.1 โมเดลสี
โมเดลสี เป็นการอธิบายถึงระบบการสร้างหรือผสมสีเพื่อให้เกิดสีต่างๆ
ก. โมเดล RGB (Red Green Blue)
โมเดล RGB เป็นโมเดลการสร้างสีของจอ
คอมพิวเตอร์ จอคอมพิวเตอร์มีหน่วยที่คอยเปล่งแสง โดย
1 หน่วยประกอบไปด้วย 3 จุด แต่ละจุดเปล่งแสงสีเดียว
ก็คือสีแดง สีเขียว หรือสีนำ้า เงิน ตามลำา ดับ จอ
คอมพิวเตอร์มีจำานวนหน่วยแปล่งแสงนับล้านหน่วย สี
ต่างๆที่ปรากฎบนจอคอมพิวเตอร์นับล้านสี เกิดจากการ
เปล่งแสงไล่ระดับความเข้มแสงของจุดดังกล่าว
หน่วยเปล่งแสงของ
จอคอมพิวเตอร์
Gimp ทำางานกับโมเดลสี RGB เป็นหลัก โดยเก็บค่าสีในแต่ละสี 256 ระดับ สีแดง
256 ระดับสี สีเขียว 256 ระดับสี และสีนำ้าเงิน 256 ระดับสี ฉะนั้นจึงผสมสีได้ถึง
256x256x256=16,777,216 สี
แม่สี RGB และสีที่เกิดจาก
การผสมของแม่สีในโมเดล RGB
เมื่ออ้างอิงถึงสีในโมเดล RGB จะอ้างอิงถึงค่าของ
แม่สีทั้ง 3 สี เช่น RGB(0,0,0)=สีดำา(ไม่มีสีอะไรเลย)
RGB(255,255,255)=สีขาว RGB(x,x,x)=สีเทาตามระดับ
ของค่า x โดยค่า x น้อยๆจะได้สีเทาเข้ม ค่า x มากๆ จะ
ได้สีเท่าอ่อนๆ
ข. โมเดล CMY(K)
โมเดล CMY ประกอบไปด้วย แม่สี 3 สี ก็คือ สีฟ้า(Cyan) สีม่วงแดง(Magenta)
และ สีเหลือง(Yellow) เมื่อผสมสีทั้ง 3 เข้าด้วยกัน จะได้เป็นสีดำา โมเดล CMY เป็นโมเดลที่
ใช้ในงานสิ่งพิมพ์ แต่ด้วยเหตุผลด้านความประหยัดและความบริสุทธิ์ของสี จึงได้เพิ่มสี
ดำา(Black) เข้าไป แทนที่จะใช้การผสมสีทั้งสาม ฉะนั้น CMY จึงมักถูกเรียกในอีกชื่อหนึ่ง
ว่า CMYK ระบบพิมพ์สี่สี ก็มาจากจำานวนสีของ CMYK นั่นเอง
[128] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
หากสังเกตุดู เมื่อนำาแม่สีในโมเดล RGB ผสมกันจะได้เป็น แม่สีในโมเดล CMY
แดง+เขียว=เหลือง แดง+นำ้ำเงิน=ม่วงแดง เขียว+นำ้ำเงิน=ฟ้ำ
ในทำานองเดียวกัน เมื่อนำาแม่สีในโมเดล CMY มาผสมกัน จะได้เป็นแม่สีในโมเดล
RGB เหลือง+ฟ้ำ= เขียว เหลือง+ม่วงแดง=แดง ม่วงแดง+ฟ้ำ=นำ้ำเงิน
ดูเผินๆ ดูเหมือนว่าโมเดล RGB และ
CMYK สามารถผสมกลับไปกับมาเพื่อสร้างสีต่างๆได้
เหมือนกัน แต่ในทางปฏิบัติแล้ว CMYK สร้างสีได้
น้อยกว่า RGB นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ เมื่อเราทำางาน
บนจอคอมพิวเจอร์ จากนั้นนำางานไปพิมพ์ด้วยระบบ
พิมพ์สี่สี งานที่ออกมาสีจึงมักจะเพี้ยน เหตุเพราะ
CMYK ไม่สามารถสร้างสีสดๆได้
ค. โมเดล HSV
RGB เป็นระบบที่เหมาะกับการทำางานของจอคอมพิวเตอร์ แต่ไม่สอดคล้องกับการ
มองเห็นในชีวิตประจำาวัน เราคงไม่สามารถจำาแนกได้ว่า สีต่างๆที่มองเห็นผสมมาจากสี
อะไร? ปริมาณเท่าไร? เมื่อมองเห็นสีโดยทั่วไปจะเห็นว่าเป็นโทนสีอะไร? สีเขียวหรือสีฟ้า
เข้มหรืออ่อน? สดหรือหม่นเพียงใด? เช่น สีเขียวอ่อน สีเขียวขี้ม้า สีเขียวเข้ม เป็นต้น HSV
ถูกออกแบบตามการมองเห็นของสายตามนุษย์ ทำาให้เราเลือกสีที่ต้องการง่ายขึ้น
ถึงอย่างไรก็ดี HSV กับ RGB ไม่ได้แยกขาดจากกันเลย เมื่อเราเลือกสีในโมเดลใด
ก็ตาม ค่าสีในโมเดลอื่นๆก็จะเปลี่ยนให้สอดคล้องกันด้วย
โมเดล HSV ประกอบไปด้วย 3 ส่วนก็คือ
H (Hue) : Hue บางครั้งจะเรียกสีแท้ ก็คือ โทนสีที่เรามองเห็น เช่น สีแดง สี
เหลือง สีชมพู เป็นต้น ค่า Hue หรือค่าของโทนสี จะแสดงแทนด้วยวงล้อสี มีค่าตั้งแต่ 0-
360 (ตามจำานวนองศาในวงกลม)
บทที่ 7: เรื่องของสี [129]
แม่สี CMY และสีที่เกิดจากการ
ผสมของแม่สีในโมเดล CMY
S (Saturation) : ความสดหรือซีดของสี ซีดมากที่สุดคือเป็นขาว สดมากที่สุดสีนั้น
จะเด่น สามารถบอกได้ทันทีว่าเป็นสีแดงสด หรือสีเขียวสด เป็นต้น Saturation มีค่า
ตั้งแต่ 0-100 จากสีขาวไปจนถึงสีสด ( *** Saturation มีลักษณะคล้ำยกำรผสมสีขำวลง
ไปในสี Hue เพื่อปรับให้สีอ่อนลง)
V (Value) : อธิบายถึงความสว่างของสี คล้ายกับความสว่างของหน้าจอ
คอมพิวเตอร์ เมื่อปรับความสว่างให้หน้าจอมืดลง สีจะคลำ้าลง หากปรับหน้าจอให้สว่าง สีก็
จะสว่างไปด้วย เป็นต้น Value มีค่าตั้งแต่ 0-100 ( *** Value มีลักษณะคล้ำยกำรผสมสี
ดำำลงไปในสี Hue เพื่อปรับให้สีเข้มขึ้น)
วงล้อสี Hue, ลักษณะของ Value และ Saturation ของสีแดง
GIMP สามารถเลือกสีได้จากหลายโมเดล แต่ทั้งนี้ มาตราฐานการเลือกสีของ
GIMP คือ HSV
7.2 โหมดภำพ
ระบบไฟล์ภาพของ GIMP (.XCF) เก็บข้อมูลหลายอย่างเกี่ยวกับภาพ เช่น เลเยอร์,
หน้ากากการเลือก(Selection mask), แชนแนล(Channel), พาธ และ ประวัติการ
กระทำา(Undo history) เป็นต้น
ข้อมูลคุณสมบัติพื้นฐาน อีกประการที่ GIMP เก็บ ก็คือ “โหมด (Mode)” โหมด
ของภาพ แสดงถึงสถานะการใช้สี ซึ่งมีอยู่ 3 โหมดด้วยกัน ก็คือ RGB, Grayscale และ
Indexed
[130] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
โหมด RGB : Gimp ทำางานกับสี
ในโมเดล RGB เป็นหลักอยู่แล้ว ภาพที่ใช้
โหมด RGB จึงหมายถึง ภาพที่ใช้ทุกสีใน
โมเดล RGB อย่างเต็มระบบ ฉะนั้นจึง
รองรับสีสูงสุด 16.7 ล้านสี
โหมด RGB
RGBA
RGBA ก็คือ โมเดล RGB ที่เพิ่มแชนแนลอัลฟ่าเข้ามาเป็นแชนแนลที่ 4
(ปกติมี 3 ก็คือ แชนแนลสีแดง แชนแนลสีเขียว และแชนแนลสีนำ้ำเงิน)
แชนแนลอัลฟ่า เป็นตัวบอกว่าพิกเซลใดโปร่งใส พิกเซลใดทึบ หรือพิกเซลใด
กึ่งโปร่งใสมากน้อยเท่าไร
ภาพ RGB ที่ไม่มีแชนแนลอัลฟ่า จะไม่สามารถทำาให้พิกเซลใดโปร่งใส จน
ทะลุเห็นพื้นหลังได้
โหมด Grayscale
โหมด Grayscale มีลักษณะเป็น
โทนขาวดำา ภาพจะมีสีไล่เฉดจากสีขาวไป
เป็นสีเทาอ่อน เทาปานกลาง เทาเข้ม ไป
เรื่อยๆ จนถึงสีดำา โหมด Grayscale เก็บค่า
สีได้ 256 ระดับ 0 ถึง 255 0=สีดำา 255=สี
ขาว ฉะนั้นโหมดนี้ จะมีสีเพียง 256 สี ใน
โทนขาวดำาเท่านั้น
โหมด Grayscale
บทที่ 7: เรื่องของสี [131]
โหมด Indexed
Indexed เป็นโหมดที่สามารถกำาหนดจำานวนสีให้กับภาพได้ตั้งแต่ 2 จนถึง 256 สี
ภาพสี 16.7 ล้านสี กับภาพสี 256 สี ดูด้วยตาเปล่าจะต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น บาง
ภาพจะแยกไม่ออกเลยว่า ภาพใด 16.7 ล้านสี ภาพใด 256 สี แต่ขนาดไฟล์ภาพจะต่างกัน
นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่เราใช้ในการแปลงภาพจากโหมด RGB มาเป็น Indexed เพราะ
Indexed ขนาดไฟล์จะเล็กกว่า (มีประโยชน์มำกในอดีตที่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตยัง
มีประสิทธิภำพตำ่ำ) นอกจากนี้ การแปลงมาเป็น Indexed ภาพที่ออกมายังที่ดูแปลก มี
ลูกเล่น และยังเป็นการสร้างภาพใหม่ๆอีกด้วย
โหมด Indexed 16 สี โหมด Indexed 2 สี สีขาวและสีดำา
7.3 กำรเปลี่ยนโหมดภำพ
สีของภาพโดยทั่วๆไป จะเป็นโหมด RGB ซึ่งสอดคล้องกับการทำางานของจอ
คอมพิวเตอร์มากที่สุด แต่ทั้งนี้ ก็สามารถแปลงไปเป็นโหมด Grayscale หรือโหมด
Indexed ได้ หรือจะสลับแปลงกลับไปกลับมาก็ได้ แต่ทั้งนี้ การแปลงกลับไปกลับมา มีข้อ
ควรระวัง
เมื่อแปลงภาพสี จากโหมด RGB ไปเป็น Grayscale สีของภาพจะเปลี่ยนไปเป็น
โทนขาวดำา หากหลังจากนั้น ตกแต่งภาพจนเสร็จ แล้วแปลงภาพนี้ จาก Grayscale ย้อน
กลับไปเป็น RGB สีของภาพจะยังเป็นโทนขาวไปดำาอยู่ จะไม่กลับไปเป็นภาพสีเหมือนก่อน
เพียงแต่จะสามารถใช้สีในโหมด RGB กับภาพขาวดำานี้ได้เท่านั้น (กำรแปลงจำก Indexed
กลับไปเป็น RGB ก็มีลักษณะคล้ำยกัน)
[132] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
การเปลี่ยนโหมดภาพไปเป็น RGB
1.) คลิกที่ Image window เพื่อเลือกภาพที่ต้องการจะเปลี่ยนโหมด
2.) ไปที่ Image → Mode → RGB
(แปลงจำก RGB ไปเป็น RGB ไม่ได้ ต้องแปลงจำก Grayscale หรือ Indexed ไป
เป็น RGB เท่ำนั้น)
ภาพต้นฉบับ (Grayscale) หลังจากแปลงเป็นโหมด RGB
ภาพยังเป็นสีโทนขาวดำา แต่ต่อจากนั้น
สามารถใส่สีอะไรก็ได้
การเปลี่ยนโหมดภาพไปเป็น Grayscale
ไปที่ Image → Mode → Grayscale
ภาพต้นฉบับ (RGB) หลังจากแปลงเป็นโหมด Grayscale
วาดสีอะไรลงไปก็จะเป็นโทนขาวดำา
บทที่ 7: เรื่องของสี [133]
การเปลี่ยนโหมดภาพไปเป็น Indexed
ไปที่ Image → Mode → Indexed... จะปรากฎหน้าต่าง Indexed Color
Conversion เพื่อให้เลือกรูปแบบของภาพ Indexed ที่ต้องการจะเปลี่ยนไปเป็น
หน้าต่าง Indexed Color Conversion
Generate optimum palette : แปลงเป็นภาพสี โดยใช้สีที่ใกล้เคียงกับภาพ
ต้นฉบับมากที่สุด และสามารถตั้งจำานวนสีที่ต้องการได้ 2-256 สี (ตามแต่เราจะระบุ)
Use web-optimized palette : แปลงเป็นภาพสีโดยใช้สีที่เหมาะกับการใช้งาน
บนเว็ปไซต์
Use black and white (1-bit) palette : แปลงเป็นภาพขาวดำา (มีแต่ขาวกับ
ดำาเท่านั้น)
Use custom palette : เลือกใช้ชุดสีที่ต้องการ ซึ่งมีให้เลือกเกือบ 40 ชุดสี
Remove unused colors from final palette : ไม่ใช้สีในชุดสี หากภาพไม่มี
สีนั้น
Dithering Options : เนื่องจาก Indexed รองรับสีสูงสุดได้เพียง 256 สี หากนำา
สี 256 สีไปแทนสี 16.7 ล้านสี จะเกิดเป็นวงๆเป็นชั้นๆของสี เพราะ 1 สีในโหมด Indexed
ต้องแทนสีในโหมด RGB เป็นช่วงสีที่กว้างมาก Dithering Options เป็นตัวเลือกที่พยายาม
แทนที่สีที่ไม่มี โดยการสร้างจุดสีจากสี Indexed เพื่อให้มองภาพรวมแล้วได้สีที่ใกล้เคียงสี
เดิม
[134] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
ภาพต้นฉบับ (RGB) Indexed 4 สี
( ไม่ใช้ Dithering Options )
มี 4 สีแบ่งพื้นที่กันอย่างชัดเจน
Indexed 4 สี
( ใช้ Dithering Options
“Floyd-Steinberg (normal)” )
Enable dithering of transparency : คล้ายกับตัวเลือกด้านบน แต่ใช้สำาหรับ
ส่วนของภาพที่มีลักษณะกึ่งโปร่งใส่
7.4 รู้จักกับแชนแนล (Channels)
แชนแนล( Channels) ความหมายสั้นๆก็คือ ช่องแสดงสถานะของแม่สี
ให้นึกภาพตามดู 1 หน่วยแสดงผลของจอคอมพิวเตอร์ มี 3 จุดสี วางติดกัน ก็คือ
สีแดง เขียว และนำ้าเงิน เมื่อสีแดงดับ แต่สีเขียวและนำ้าเงินยังสว่าง หากมองในภาพ
รวม(หรือมองไกลๆ) สีที่ได้ออกมากจะเป็นสีฟ้า(เขียว+นำ้าเงิน) ต่อจากนั้น หากสีแดงค่อยๆ
สว่าง ผลที่ได้ก็คือ สีฟ้าก็จะค่อยๆสว่างตาม ทำาให้สีอ่อนลงๆจนเป็นสีขาว นี่เป็นลักษณะ
การแสดงสีของจอคอมพิวเตอร์ แม่สีแต่ละสีมีช่องเพื่อแสดงสถานะของตนเอง
ภาพในโหมด RGB ก็มีลักษณะคล้ายกัน หากมองทั้งภาพ ภาพประกอบไปด้วยแม่สี
สีอะไรบ้าง? มีปริมาณของแม่สีมากน้อยเท่าไร? จึงเกิดมาเป็นสีต่างๆ? แชนแนล เป็นตัว
อธิบายสถานะนั้น
ภาพในโหมด RGB มี 3 แชนแนล ก็คือ แชนแนล Red, Green, Blue ตามแม่สี
RGB โหมด Grayscale มีแชนแนลเดียว ก็คือ แชนแนล Gray โหมด Indexed ก็มี
แชนแนลเดียว คือ แชนแนล Indexed
*** CMYK ก็มีแชนแนล แต่ GIMP ไม่รองรับโหมด CMYK
บทที่ 7: เรื่องของสี [135]
ในบางครั้ง โหมดภาพทั้ง 3 โหมด จะมีแชนแนลเพิ่มเข้ามาอีก 1 ก็คือ แชนแนล
อัลฟ่า (ขึ้นอยู่กับว่ำได้สร้ำงแชนแนลอัลฟ่ำให้กับภำพหรือเปล่ำ ดูวิธีกำรสร้ำงแชนแนล
อัลฟ่ำในห้วข้อ 6.6 : เลเยอร์และแชนแนลอัลฟ่ำ ) แชนแนลอัลฟ่าเป็นแชนแนลที่กำาหนดว่า
พิกเซลใดทึบ พิกเซลใดโปร่งใส หรือพิกเซลใดกึ่งโปร่งใสมากน้อยเท่าไร
หากดูใน ไดอะล็อก Channels จะพบว่าภาพในแต่ละโหมดมีแชนแนลต่างกัน
โหมด RGB
มี 3 แชนแนล+แชนแนลอัลฟ่า
โหมด Grayscale
มี 1 แชนแนล+แชนแนลอัลฟ่า
โหมด Indexed
มี 1 แชนแนล+แชนแนลอัลฟ่า
หากขยายภาพแชนแนลในโหมด RGB ที่แสดงอยู่ใน ไดอะล็อก Channels ออก
มาดู จะพบว่าแต่ละแชลแนล ถูกแสดงแทนด้วยโทนสีขาวดำา ซึ่งมีสีได้ 256 ระดับ
แชนแนล Red แชนแนล Green แชนแนล Blue แชนแนล Alpha
[136] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
เมื่อเปิดหรือปิดแชนแนลต่างๆ สีของภาพจะเปลี่ยนไป
เปิด ทุกแชนแนล ปิด แชนแนลอัลฟ่า(Alpha)
(ไม่เห็นอะไรเลย)
ปิด แชนแนล Red
เปิด แชนแนล Green
เปิด แชนแนล Blue
เปิด แชนแนล Red
ปิด แชนแนล Green
เปิด แชนแนล Blue
เปิด แชนแนล Red
เปิด แชนแนล Green
ปิด แชนแนล Blue
ปิด แชนแนล Red
ปิด แชนแนล Green
เปิด แชนแนล Blue
ปิด แชนแนล Red
เปิด แชนแนล Green
ปิด แชนแนล Blue
เปิด แชนแนล Red
ปิด แชนแนล Green
ปิด แชนแนล Blue
บทที่ 7: เรื่องของสี [137]
7.5 ไดอะล็อก Channels
ไดอะล็อก Channels ใช้บริหารจัดการแชนแนลของภาพ ไดอะล็อก Channels
แบ่งเป็น 2 ส่วนตามวัตถุประสงค์การใช้งาน ส่วนบนคือ แชนแนลสถานะสี (Color
channels) ส่วนล่างคือ หน้ากากการเลือก (Selection masks)
ส่วนบน : แชนแนลสถานะสี
(Color channels)
ส่วนล่าง : หน้ากากการเลือก
(Selection masks)
แชนแนลสถานะสี (Color channels)
แสดงแชนแนลของภาพ รายละเอียดต่างๆอธิบายไว้ในหัวข้อ 7.4 รู้จักกับแชนแนล
(Channels)
หน้ากากการเลือก (Selection masks)
เมื่อแปลงการเลือก มาเป็นแชนแนล จะปรากฏเป็นหน้ากากการเลือก โดยหน้ากาก
การเลือก จะมีลักษณะเป็นภาพโทนขาวดำา แสดงพื้นที่ส่วนที่ถูกเลือกและไม่ถูกเลือก ส่วนที่
เป็น สีขาว หมายถึง ส่วนนั้นถูกเลือก ส่วนที่เป็น สีดำา หมายถึงส่วนนั้นไม่ถูกเลือก ส่วนที่
เป็น สีเทา หมายถึงส่วนนั้นถูกเลือกแต่นำ้าหนักในการเลือกหรือนำ้าหนักในการกระทำาต่างๆ
ต่อพื้นที่ตรงนี้ จะมีผลตามระดับของสีเทา
[138] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
คุณสมบัติต่างๆในไดอะล็อก Channels
รายการแชนแนล : แสดงแชนแนลต่างๆที่
มี รายการแชนแนลมี 2 ส่วน ส่วนบน คือ
แชนแนลสถานะสี (ลำาดับบนล่างไม่มีผลต่อการ
ผสมสี) ส่วนล่ำง คือ หน้ากากการเลือก
รูปตา : แสดงสถานะการเปิดปิดแชนแนล หากมีรูปตา แสดงว่าแชนแนลนี้
เปิดใช้งานอยู่ หากต้องการปิดแชนแนลใดๆ ให้คลิกที่รูปตา รูปตาจะหายไป
รูปโซ่ (มีเฉพำะหน้ำกำกกำรเลือก) : แสดงสถานะการรวมกลุ่มของแชนแนล
แชนแนลตัวใดที่มีรูปโซ่อยู่ด้านหน้า แชนแนลนั้นรวมกลุ่มกันอยู่
ภาพแชนแนลขนาดแล็ก : แสดงภาพรวมของแชนแนล คลิกที่ภาพนี้
ภาพจะใหญ่ขึ้น จากนั้นลากไปวาง เพื่อย้ายลำาดับของแชนแนล (ทำำได้เฉพำะหน้ำกำกกำร
เลือก)
ชื่อแชนแนล : แสดงชื่อของแชนแนล ดับเบิ้ลคลิกที่ชื่อแชนแนล (หรือ กด
Enter) จากนั้นพิมพ์ชื่อใหม่ที่ต้องการลงไป เพื่อทำาการเปลี่ยนชื่อ (ทำำได้เฉพำะหน้ำกำก
กำรเลือก)
ปุ่มที่ด้านล่างไดอะล็อก Channels
Edit : เมื่อคลิกจะปรากฎ
หน้ำต่ำง Channel Attributes เพื่อให้แก้ชื่อ
และความโปร่งใส (Opacity) ของแชนแนล
(ทำำงำนเฉพำะหน้ำกำกกำรเลือก)
หน้าต่าง Channel Attributes
บทที่ 7: เรื่องของสี [139]
New : ปุ่มสร้างแชนแนลใหม่
เมื่อคลิกจะปรากฎ หน้ำต่ำง New Channel
เพื่อให้กำาหนดค่าต่างๆของแชนแนลใหม่ที่
ต้องการจะสร้าง
(สร้ำงได้เฉพำะหน้ำกำกกำรเลือก
เท่ำนั้น) หน้าต่าง New Channel
Raise : ย้ายแชนแนลขึ้นไป 1 ขั้น
(ทำำงำนเฉพำะหน้ำกำกกำรเลือก)
(กด Shift + คลิก = ย้ายไปบนสุด)
Lower : ย้ายแชนแนลลงไป 1 ขั้น
(ทำำงำนเฉพำะหน้ำกำกกำรเลือก)
(กด Shift + คลิก = ย้ายไปล่างสุด)
Duplicate : ปุ่มทำาซำ้าแชนแนล (คัดลอกแชนแนลแล้ววางในทันที)
(ทำำงำนเฉพำะหน้ำกำกกำรเลือก)
Channel to Selection : สร้างเส้นประมดเดินจากแชนแนล (เลือกพื้นที่
จากแชนแนล)
คีย์ร่วม หากเลือกพื้นที่บางส่วนของภาพไว้ก่อน ก่อนสร้างเส้นประมดเดินจาก
แชนแนล กดปุ่มดังต่อไปนี้ร่วมด้วย จะให้ผลดังนี้
กด Shift + คลิก : เพิ่มการเลือกที่สร้างจากแชนแนลเข้าไปรวมกับของเดิม
กด Ctrl + คลิก : ตัดการเลือกของเดิมออก โดยใช้การเลือกที่สร้างจาก
แชนแนลเป็นใบมีด
กด Shift + Ctrl + คลิก : เก็บส่วนที่ซ้อนทับกันไว้
(ทำำงำนเฉพำะหน้ำกำกกำรเลือก)
Delete channel : ลบแชนแนล
(ทำำงำนเฉพำะหน้ำกำกกำรเลือก)
[140] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
เมื่อสลับเข้าสู่มุมมองควิกมาสก์ โดยการคลิกที่ปุ่ม Toggle Quick Mask (Shift+Q)
จะปรากฎหน้ากากการเลือกชื่อว่า Quick Mask ที่ไดอะล็อก Channels จากนั้น
เมื่อคลิกที่ปุ่ม Toggle Quick Mask อีกครั้ง เพื่อสลับเข้าสู่มุมมองปกติ หน้ากากการ
เลือกดังกล่าวจะหายไป (ดูเรื่องควิกส์มำสก์ ได้ที่หัวข้อ 5.12 : กำรเลือกด้วยควิกมำ
สก์ (Quick Mask) )
เมื่อเข้าสู่มุมมองควิกมาสก์ จะปรากฏหน้ากากการเลือกชื่อว่า Quick Mask
เมื่อสลับกลับเข้าสู่มุมมองปกติ หน้ากากการเลือกดังกล่าวจะหายไป
บทที่ 7: เรื่องของสี [141]
เมื่อหน้ากากการเลือกถูกเปิด (มีรูปตาอยู่ด้านหน้า) การกระทำาใดๆบนภาพ จะมีผล
ต่อหน้ากากการเลือกเท่านั้น ไม่มีผลต่อภาพ ( มีผลในลักษณะเดียวกับกำรใช้งำน
ควิกมำสก์ )
เมื่อหน้ากากการเลือกถูกเปิด(มีรูปตาอยู่ด้านหน้า)
การกระทำาใดๆต่อภาพ เช่น ระบายสี ลบ
จะมีผลกระทบต่อหน้ากากการเลือกเท่านั้น ไม่ใผลใดๆต่อภาพ
7.6 ทฤษฎีสีและกำรใช้สีเบื้องต้น
หากเข้าใจทฤษฎีสีและการเลือกใช้สี เราจะสามารถสร้างภาพที่สะท้อนความรู้สึก
ตามที่ต้องการได้ดียิ่งขึ้น เพราะสีมีความหมาย และสะท้อนความหมายนั้นออกไปผ่านการ
ใช้สี การเลือกใช้สี จึงมีผลต่ออารมณ์และความหมายของภาพเป็นอย่างยิ่ง
[142] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
ก. ทฤษฎีสีเบื้องต้น
ระบบสีหรือโมเดลสี RGB, CMYK หรือ HSV เป็นระบบที่ใช้ในงานคอมพิวเตอร์
แต่ทั้งนี้ ยังมีระบบสีอื่นๆอยู่อีก
มีระบบสีอีกระบบหนึ่ง ที่สมัยเด็กๆ ทุกคนคงเคยเรียน ก็คือ ระบบสีวัตถุธาตุ
(Pigment color) ซึ่งเป็นระบบสีที่เกิดจากการผสมกันของเนื้อสี เช่น สีนำ้า สีนำ้ามัน
เป็นต้น ทฤษฎีการใช้สีโดยทั่วๆไปก็มักอ้างอิงสีในระบบนี้
ในระบบสีวัตถุธาตุ แม่สี ก็คือ
- แดง
- เหลือง
- นำ้าเงิน
บางครั้งจะเรียกว่าแม่สีนี้ว่า สีขั้น
ที่ 1 (Primary colors)
เมื่อนำาสีขั้นที่ 1 มาผสมกัน จะได้
เป็น สีขั้นที่2 (Secondary colors) ก็
คือ
- เขียว (เหลือง+นำ้าเงิน),
- ส้ม (เหลือง+แดง)
- ม่วง (นำ้าเงิน+แดง)
บทที่ 7: เรื่องของสี [143]
เมื่อนำาสีขั้นที่ 1 มาผสมกับ
สีขั้นที่ 2 จะได้เป็น สีขั้นที่ 3
(Tertiary Colors) ซึ่งมีสีดังนี้
- ส้ม-แดง
- แดง-ม่วง
- ม่วง-นำ้าเงิน
- นำ้าเงิน-เขียว
- เขียว-เหลือง
- เหลือง-ส้ม
รวมทั้งหมด 6 สี
หากผสมต่อไป ก็จะได้ สีขั้นต่อ
ไป ไปเรื่อยๆ
จากการผสมนี้เอง ก็จะได้เป็น
วงล้อสี (Colors wheel) ขึ้นมา
สีแต่ละสีที่อยู่ในวงล้อสี ยังเป็นสีสดๆ ที่ยังไม่ได้ถูกทำาให้จางลงหรือทำาให้เข้มขึ้น เรา
จะเรียกสีแบบนี้ว่า Hue (สีแท้)
เมื่อนำาสี Hue มาทำาให้จางลง(Tint) โดยการผสมสีขำวลงไป นำ้าหนักของสีก็จะลด
ลง ในทางตรงกันข้ามเมื่อนำาสี Hue มาทำาให้เข้มขึ้น(Shade) โดยการผสมสีดำำลงไป นำ้า
หนักของสีจะมากขึ้น ค่าที่บอกถึงนำ้าหนักสี หรือบอกถึงความอ่อนเข้มของสี เราจะเรียกค่า
นี้ว่า Value (Value ในที่นี้กับ Value ในโมเดล HSV นั้นต่ำงกันนิดหน่อย)
[144] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
วงกลางคือสี Hue วงในคือสี Hue ที่ทำาให้จางลดโดยการลดค่า Value
วงนอกคือสี Hue ที่ทำาให้เข้มโดยเพิ่มค่า Value
*** บำงครั้งจะเรียกสีขั้นที่ 1,2 และ 3 ว่ำ Primary hues, Secondary hues
และ Tertiary hues ตำมลำำดับ เพรำะทั้งหมดเป็นสี Hue ที่ยังไม่ถูกทำำให้เข้มหรือจำง
ย้อนกลับไปที่สีขั้นที่ 1 หากนำาทั้งสามสีมาผสมกันจะได้เป็นสีเทากลาง(หรือสีโคลน)
และเมื่อนำาสีเทากลาง ไปผสมกับสี Hue ความสดของสี หรือค่า Saturation จะลดลง
ทำาให้สีดูหม่นๆ วิธีนี้ ก็จะได้สีมาให้เลือกใช้อีกชุดหนึ่ง
ผสมสีขั้นที่ 1 เข้าด้วยกัน
จะได้เป็นสีเทากลาง
วงนอกสุด คือสี Hue วงในคือสี Hue ที่ผสมกับ
สีเทากลาง ค่า Saturation จะลดลง สีจึงหม่นลง
บทที่ 7: เรื่องของสี [145]
ข. กำรเลือกใช้สี
การเลือกใช้สี มักจะอ้างอิงถึงวงล้อสีเสมอ ฉะนั้นก่อนเลือกใช้สี ควรจะทำาความ
เข้าใจกับทฤษฎีสีเบื้องต้นให้ดีก่อน
จากวงล้อสีนี้เอง มีวิธีการเลือกใช้สีมากมาย
สีโทนร้อน-โทนเย็น
สีโทนร้อน ให้ความรู้สึกร้อน กระชับ
กระเฉง อบอุน ทำาให้รู้สึกหิวและกระตุ้นให้มีชีวิต
ชีวา สีโทนเย็น ให้ความรู้สึกเยือกเย็น สงบ ผ่อน
คลาย สุภาพ สบายตา เหมาะกับคนที่เคร่งเครียด
สีโทนเย็นจะช่วยผ่อนคลาย
การใช้สีในภาพ ควรใช้สีโทนร้อนหรือเย็น
ทั้งหมด เพราะจะทำาให้ภาพดูกลมกลืน
*** สีเหลืองและสีม่วง เป็นทั้งสีโทนเย็นและโทนร้อน
ภาพที่ใช้สีโทนร้อน ภาพที่ใช้สีโทนเย็น
สีตรงข้าม (Complementary Colors)
เมื่อนำาคู่สีตรงข้ามมาใช้ในภาพ สีจะตัดกันอย่างรุนแรง สร้างความโดดเด่น แต่ทั้งนี้
หากใช้ในปริมาณที่ไม่เหมาะสมจะทำาให้ดูขัดแย้ง ลายตา ทั้งนี้ควรใช้คู่สีตรงข้ามใน
อัตราส่วน 20:80 หากจำาเป็นต้องใช้เท่าๆกัน ควรใช้สีขาวหรือสีดำาเข้ามาเสริม เพื่อลดความ
รุนแรงของสีลง
[146] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
สีตรงข้ามในวงล้อสี
ภาพที่มีลักษณะการใข้สีตรงข้าม
สีคล้ายคลึงกัน (Analogous Colors )
การใข้สีคล้ายคลึงกัน เป็นการใช้สีที่อยู่ติด
กัน เฉดสีจะใกล้เคียงกัน ภาพจึงโดดเด่นที่สีใดสี
หนึ่ง แต่ความแตกต่างของสีไม่เด่นชัด ภาพที่ใช้สีใน
ลักษณะนี้ สื่อความหมายชัดเจนและดูเรียบง่าย
สีคล้ายคลึงกันในวงล้อสี
บทที่ 7: เรื่องของสี [147]
ภาพที่มีลักษณะการใช้สีคล้ายคลึงกัน
สีเกือบตรงข้าม (Split Complementary Colors )
การใช้สีเกือบตรงข้าม หรือ การใช้สีแบบ
สามเหลี่ยมหน้าจั่ว คล้ายกับการใช้สีตรงกันข้าม
เพียงแต่อีกด้านหนึ่งเลี่ยงไปใช้สีข้างเคียงแทน
การใช้สีเกือบตรงข้าม ให้ความแตกต่างของ
สีได้ดี เช่นเดียวกับสีตรงข้าม เพียงแต่นำ้าหนักจะ
น้อยกว่า การใช้สีแบบนี้ ควบคุมจุดเด่นของภาพได้
ง่าย นิยมใช้กันมาก
สีเกือบตรงข้ามในวงล้อสี
ภาพที่มีลักษณะการใช้สีเกือบตรงข้าม
[148] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
สีสามเส้า (Triad Colors )
การใช้สีสามเส้า หรือ การใช้สีแบบ
สามเหลี่ยมด้านเท่า ก็คือ การนำาสีในขั้นที่ 1,2,3
หรือ 4... มาใช้ 3 สีหลักๆ
การใช้สีสามเส้า ควรให้สีใดสีหนึ่งโดดเด่น
ส่วนอีก 2 สีที่เหลือให้ใช้เป็นสีตาม โดยการลด
ปริมาณหรือทำาให้สีอ่อนลงหรือเข้มขึ้น ภาพจะดู
โดดเด่น
สีสามเส้าในวงล้อสี
ภาพที่มีลักษณะการใช้สีสามเส้า
สีตรงข้ามสองคู่ (Double Complementary Colors )
สีตรงข้ามสองคู่ เป็นการใข้สีตรงข้ามในวง
ล้อสี 2 คู่ การใช้สีในลักษณะนี้ ควรให้สีใดสีหนึ่ง
โดดเด่น ส่วนสีที่เหลือให้ใช้เป็นสีตาม ทั้งนี้ต้องให้
ความสนใจกับโทนร้อนหรือเย็นของภาพด้วย
เพราะสี ตรงข้ามสองคู่ จะมีทั้งสีโทนร้อนและเย็น
อยู่ด้วยกัน การใช้สีในลักษณะนี้ เหมาะกับการ
แบ่งภาพเป็น 2 ซีกด้วย
สีตรงข้ามสองคู่ในวงล้อสี
บทที่ 7: เรื่องของสี [149]
ภาพที่มีลักษณะการใช้สีตรงข้ามสองคู่
[150] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
บทที่ 8 : เกรเดี้ยนต์และแพทเทิร์น
8.1 เกรเดี้ยนต์ (Gradients)
เกรเดี้ยนต์ (Gradients) ก็คือ การไล่เฉดสีจากสีหนึ่งไปยังอีกสีหนึ่ง ต่อเนื่องกันไป
กี่สีก็ได้
เกรเดี้ยนต์แบบต่างๆ
เกรเดี้ยนต์ที่กำาลังใช้งานอยู่จะแสดงอยู่ที่ Toolbox
เกรเดี้ยนต์ ถูกระบายโดยใช้ Blend tool ในลักษณะเทเกรเดี้ยนต์ลงบนพื้นที่
นอกจากนี้เครื่องมือระบายสีอื่นๆยังมีตัวเลือก Brush dynamics แบบ Random color ที่
ใช้หัวแปรงระบาย โดยสุ่มสีจากเกรเดี้ยนต์ (ดูเพิ่มเติมในหัวข้อ 10.5 : Blend Tool)
เกรเดี้ยนต์บริหารจัดการโดยใช้ ไดอะล็อก Gradients การเปิดไดอะล็อก
Gradients ให้ไปที่ Windows → Dockable and Dialogs → Gradients
คลิกที่ → View Grid
เพื่อแสดงรายการ
เกรเดี้ยนต์แบบตาราง
ไดอะล็อก Gradients
[152] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
คุณสมบัติต่างๆในไดอะล็อก Gradients
รายการเกรเดี้ยนต์ : แสดงรายการเกรเดี้ยนต์ต่างๆที่มีให้เลือกใช้
Edit : ปุ่มแก้ไขเกรเดี้ยนต์ เมื่อคลิกจะปรากฎ ไดอะล็อก Gradient Editor
เพื่อให้แก้ไขเกรเดี้ยนต์
New : ปุ่มสร้างเกรเดี้ยนต์ใหม่ เมื่อคลิกจะปรากฎ ไดอะล็อก Gradient
Editor เพื่อให้สร้างเกรเดี้ยนต์ใหม่
Duplicate : ปุ่มทำาซำ้าเกรเดี้ยนต์ เมื่อคลิกจะคัดลอกเกรเดี้ยนต์แล้ววางทันที
Delete : ปุ่มลบเกรเดี้ยนต์
Refresh : ปุ่มรีเฟรซ คลิกเพื่อโหลดรายการเกรเดี้ยนต์อีกครั้ง ใช้ในกรณีมี
การเพิ่มเกรเดี้ยนต์เข้ามาใหม่
8.2 กำรสร้ำงเกรเดี้ยนต์ ( *.GGR)
การสร้างเกรเดี้ยนต์แบบ 1 ตอน ( 1 Segment)
เกรเดี้ยนต์แบบ 1 ตอน (1 Segment) ก็คือ เกรเดี้ยนต์ที่มีการไล่เฉดสีเพียง 2 สี
หลัก สีที่ด้านซ้าย 1 สี ไล่เฉดสีไปยัง สีที่ด้านขวา อีก 1 สี สีที่อยู่ภายในเป็นสีที่ผสมกัน
ระหว่างสีที่ด้านซ้ายและสีที่ด้านขวา ความเข้มจางขึ้นอยู่กับระยะทาง
เกรเดี้ยนต์แบบ 1 ตอน
1.) ที่ไดอะล็อก Gradients คลิกที่ปุ่ม (New) จะปรากฎไดอะล็อก Gradient
Editor
2.) ที่ไดอะล็อก Gradient Editor ตั้งชื่อของเกรเดี้ยนต์ตามต้องการ
รายละเอียดต่างๆในไดอะล็อก Gradient Editor อธิบายไว้ตามภาพถัดไป
บทที่ 8: เกรเดี้ยนต์และแพทเทิร์น [153]
3.) เลือกสีที่ด้านซ้าย โดย คลิกขวำที่เกรเดี้ยนต์ → Left Endpoint's color... จะ
ปรากฎ หน้ำต่ำง Left Endpoint Color เพื่อให้เลือกสี จากนั้นเลือกที่ตามต้องการ
4.) เลือกสีที่ด้านขวา โดย คลิกขวำที่เกรเดี้ยนต์ → Right Endpoint's color... จะ
ปรากฎหน้ำต่ำง Right Endpoint Color เพื่อให้เลือกสี จากนั้นเลือกที่ตามต้องการ
5.) เลื่อนตัวชี้แบ่งเกรเดี้ยนต์ตามต้องการ เพื่อกำาหนดความหนาแน่นของเฉดสีไปทาง
ซ้ายหรือทางขวา
เกรเดี้ยนแบบ 1 ตอน
ที่สร้างเสร็จแล้ว
ปรากฎรายชื่อเกรเดี้ยนต์ที่สร้างใหม่
ในไดอะล็อก Gradients
[154] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
การสร้างเกรเดี้ยนต์แบบหลายตอน
เกรเดี้ยนต์แบบหลายตอน ก็คือ เกรเดี้ยนต์แบบ 1 ตอนหลายๆตัว มาเรียงต่อกัน
เกรเดี้ยนต์แบบ 2 ตอน
1.) ที่ไดอะล็อก Gradients คลิกที่ปุ่ม (New) จะปรากฎไดอะล็อก Gradient
Editor
2.) ที่ไดอะล็อก Gradient Editor ตั้งชื่อของเกรเดี้ยนต์ตามต้องการ
3.) ตั้งจำานวนตอนของเกรเดี้ยนต์ที่ต้องการสร้าง
โดย คลิกขวำที่เกรเดี้ยนต์ → Replicate
Segment... จะปรากฎหน้ำต่ำง Replicate
Segment จากนั้นตั้งจำานวนตอนของเกร
เดี้ยนต์ตามต้องการ โดยใช้เมาส์จับแถบเลื่อน
4.) ที่ไดอะล็อก Gradient Editor เกรเดี้ยนต์จะ
ถูกแบ่งเป็นตอนๆตามที่ได้ตั้งค่าใน หน้ำต่ำง
Replicate Segment
5.) คลิกที่แถบตัวชี้ของเกรเดี้ยนตอนที่ 1 เพื่อ
จะเลือกสีให้กับสีที่ด้านซ้ายและสีที่ด้านขวา
ของเกรเดี้ยนต์ตอนที่ 1
6.) เลือกสีที่ด้านซ้ายให้กับเกรเดี้ยนต์ตอนที่ 1
โดย คลิกขวำที่เกรเดี้ยนต์ → Left
Endpoint's color... จะปรากฎหน้ำต่ำง
Left Endpoint Color เพื่อให้เลือกสี จาก
นั้นเลือกที่ตามต้องการ
บทที่ 8: เกรเดี้ยนต์และแพทเทิร์น [155]
3.) เลือกจำานวนตอนของเกรเดี้ยนต์ที่
หน้าต่าง Replicate Segment
4.) เกรเดี้ยนต์แบ่งเป็นตอนๆ
5.) คลิกที่แถบตัวชี้ของเกรเดี้ยนต์
ตอนที่ 1
7.) เลือกสีที่ด้านขวาให้กับเกรเดี้ยนต์ตอนที่ 1 โดย คลิกขวำที่เกรเดี้ยนต์ → Right
Endpoint's color... จะปรากฎหน้ำต่ำง Right Endpoint Color เพื่อให้เลือกสี
จากนั้นเลือกที่ตามต้องการ
8.) คลิกที่แถบตัวชี้ของเกรเดี้ยนต์ตอนที่ 2 เพื่อ
จะเลือกสีให้กับสีที่ด้านซ้ายและสีที่ขวาของเกร
เดี้ยนต์ตอนที่ 2
9.) ทำาซำ้าข้อ 6 และ 7 เพื่อเลือกสีให้กับสีที่ด้าน
ซ้ายและสีที่ด้านขวาของเกรเดี้ยนต์ตอนที่ 2
10.) ย้ายตัวชี้แบ่งเกรเดี้ยนต์ที่อยู่ตรงกลางได้
อย่างอิสระ เพื่อกำาหนดความหนาแน่นของเฉด
สีไปทางซ้ายหรือทางขวา
เกรเดี้ยนแบบ 2 ตอน
ที่สร้างเสร็จแล้ว
ปรากฎรายชื่อเกรเดี้ยนต์ที่สร้างใหม่
ในไดอะล็อก Gradients
เมื่อสร้างเกรเดี้ยนต์ จะถูกบันทึกเป็นไฟล์นามสกุล *.GGR เก็บอยู่ที่
/usr/share/gimp/2.0/gradients ในทำานองเดียวกัน สามารถไป
ดาวน์โหลดไฟล์ .GGR จากเว็ปต่างๆมาเก็บไว้ที่โฟลเดอร์ดังกล่าวได้ ซึ่งจะมี
เกรเดี้ยนต์มาให้ใช้งานเพิ่มเติมอย่างง่ายๆ
[156] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
8.) คลิกที่แถบตัวชี้ของเกรเดี้ยนต์
ตอนที่ 2
8.3 แพทเทิร์น (Patterns)
แพทเทิร์น (Patterns) ก็คือ ภาพที่สามารถนำามาเรียงต่อกันให้กลายเป็นภาพที่
ใหญ่ได้ไม่จำากัด โดยภาพเล็กๆที่นำามาเรียงต่อกันจะกลายเป็นลวดลายให้กับภาพใหญ่
แพทเทิร์นมีลักษณะเดียวกับการปูกระเบื้อง
ตัวอย่างการระบายด้วย
แพทเทิร์นแบบต่างๆ
แพทเทิร์นกำาลังใช้งานอยู่จะแสดงอยู่ที่ Toolbox
แพทเทิร์น ถูกระบายโดยใช้ Bucket Fill tool ในลักษณะของการเทแพทเทิร์นลง
บนพื้นที่ ส่วน Clone tool ใช้ระบายแพทเทิร์นในลักษณะของการระบายด้วยหัวแปรง
(ดูเพิ่มเติมในหัวข้อ 10.4 : Bucket Fill Tool และ 10.8 : Clone Tool )
แพทเทิร์น บริหารจัดการโดยใช้ ไดอะล็อก Patterns การเปิดไดอะล็อก Patterns
ให้ไปที่ Windows → Dockable and Dialogs → Patterns
คลิกที่ → View Grid
เพื่อแสดงรายการ
แพทเทิร์นแบบตาราง
บทที่ 8: เกรเดี้ยนต์และแพทเทิร์น [157]
คุณสมบัติต่างๆในไดอะล็อก Patterns
รายการแพทเทิร์น : แสดงรายการแพทเทิร์นต่างๆที่มีให้เลือกใช้
Delete : ปุ่มลบแพทเทิร์น
Refresh : ปุ่มรีเฟรซ คลิกเพื่อโหลดรายการแพทเทิร์นอีกครั้ง ใช้ในกรณีมี
การเพิ่มแพทเทิร์นเข้ามาใหม่
Open : ปุ่มเปิดเป็นไฟล์ เมื่อคลิกจะเปิดแพทเทิร์นมาเป็นไฟล์ภาพ
8.4 กำรสร้ำงแพทเทิร์น ( *.PAT)
การสร้างแพทเทิร์น
1.) สร้างภาพขนาดเล็ก ขนาดเท่ากับที่จะนำามาทำาเป็น
แพทเทิร์น
2.) บันทึกเป็นไฟล์ .PAT โดยไปที่ File → Export...
จะปรากฎ หน้ำต่ำง Export ให้ตั้งชื่อและเลือก
ประเภทของไฟล์ โดยประเภทของไฟล์ให้เลือกเป็น
GIMP pattern (*.pat) จากนั้นคลิกที่ ปุ่ม Save
จะปรากฏ หน้ำต่ำง Export Image as Pattern
ขึ้นมา
3.) ที่ หน้ำต่ำง Export Image as Pattern
ใส่คำาบรรยายแพทเทิร์น จากนั้นคลิกที่
ปุ่ม Export เพื่อจบการบันทึกไฟล์ .PAT
4.) เมื่อได้ไฟล์ .PAT มาแล้วให้ย้ายไฟล์ .PAT
ไปไว้ที่โฟล์เดอร์ patterns ที่ /usr/share/gimp/2.0/patterns ทั้งนี้ต้องเปลี่ยน
สิทธิการอ่านและเขียนโฟล์เดอร์ patterns ให้เป็น 777 ก่อน ก็คือ ทำาให้คัดลอก
ไฟล์มาที่โฟลเดอร์นี้ได้ เพราะโดยปกติไม่สามารถทำาได้(ติดเรื่องสิทธิ) ให้ไปที่
Terminal แล้วพิมพ์คำาสั่งดังนี้
[158] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
ภาพที่จะนำามาทำาเป็นแพทเทิร์น
หน้าต่าง Export Image as Pattern
ที่ Terminal พิมมพ์คำาสั่ง เพื่อทำาให้โฟล์เดอร์ patterns
สามารถคัดลอกไฟล์ .PAT ไปวางไว้ได้
5.) คัดลอกไฟล์ .PAT ไปไว้ที่ /usr/share/gimp/2.0/patterns
6.) ที่ไดอะล็อก Patterns คลิกที่ ปุ่ม Refresh เพื่อโหลดรายการแพทเทิร์น จาก
นั้นจะปรากฎแพทเทิร์นใหม่ที่โหลดเข้ามา
ที่ไดอะล็อก Patterns ปรากฎ
แพทเทิร์นที่โหลดเข้ามาใหม่
ทดสอบใช้งานแพทเทิร์นที่สร้างใหม่
กำรสร้ำงหั
บทที่ 8: เกรเดี้ยนต์และแพทเทิร์น [159]
Gimp มีคำาสั่งหรือสคริปต์สำาเร็จรูปที่ใช้สร้างภาพที่จะนำามาทำาเป็น
แพทเทิร์นโดยเฉพาะ ให้ไปที่ File → Create → Patterns → (รำยกำร
สร้ำงภำพแพทเทิร์น) แต่ละตัวมีลักษณะตามภาพด้านล่าง
เมื่อสร้างแล้ว ภาพเหล่านี้เมื่อนำามาเรียงต่อกัน จะต่อกันอย่างลงตัว
3d Truchet Flatland Land Rander Map
Swirl-Tile Swirly Truchet
[160] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
บทที่ 9 : กำรเลือกสีและหัวแปรง
เครื่องมือในการทำางานกับภาพหลายตัว ต้องเลือกใช้หัวแปรงแบบต่างๆ
และก็ต้องเลือกใช้สี
9.1 สีโฟร์กรำวด์และสีแบ็คกรำวด์
การระบายสีโดยใช้เครื่องมือระบายสีอย่างเช่น Pencil Tool, Paintbrush Tool,
Airbrush Tool หรือ Ink Tool สิ่งสำาคัญในลำาดับต้นๆ ที่ต้องกำาหนดให้กับเครื่องมือดัง
กล่าว ก็คือ สีของหัวแปรง
ระบายสีต่างๆ โดยใช้ Paint Tool
ที่ Toolbox แสดงสีที่กำาลังใช้งานอยู่ ตามภาพด้านล่าง
สีโฟร์กราวด์และสีแบ็คกราวด์ : สีโฟร์กราวด์ เป็นสีที่ใช้ในการระบาย สีแบ็ค
กราวด์เป็นสีพื้นหลังของภาพ เมื่อใช้ Eraser Tool(ยางลบ) ลบภาพ ส่วนที่ถูกลบจะได้เป็น
สีแบ็คกราวด์ (ในกรณีไม่มีแชนแนลอัลฟ่า)
ปุ่มสลับ : ปุ่มสลับระหว่างสีโฟร์กราวด์และสีแบ็คกราวด์ (กด X)
ปุ่มรีเซ็ต : ปุ่มรีเซ็ตสีโฟร์กราวด์(เป็นสีดำา)และสีแบ็คกราวด์(เป็นสีขาว)
[162] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
9.2 กำรเลือกสีที่ Toolbox
การเลือกสีให้กับสีโฟร์กราวด์และสีแบ็คกราวด์ มีหลายวิธีแต่ทั้งนี้ก็มีลักษณะคล้าย
กัน
การเลือกสีโฟร์กราวด์หรือสีแบ็คกราวด์ ที่ Toolbox
1.) คลิกที่สีโฟร์กราวด์ ที่ Toolbox จะปรากฏ หน้ำต่ำง Change
Foreground Color (คลิกที่สีแบ็คกรำวด์เพื่อเลือกสีให้กับสีแบ็คกรำวด์)
2.) ที่ หน้ำต่ำง Change Foreground Color เราสามารถเลือกสีได้หลายโหมด ทั้ง
แบบ CMYK, Watercolor, Wheel, Palette และ GIMP การเลือกสีโดยใช้โหมด
GIMP เป็นการเลือกสีจากโมเดล HSV ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้
2.1.) คลิกที่ป้ายแท็ป Gimp
2.2.) เลือกโทนสี ที่กรอบสี Hue (แถบสีแนวตั้ง)
ข้อสังเกตุ เมื่อเลือกโทนสี ค่า S (Saturation) และ V (Value) จะยังเต็มร้อย
ไม่เปลี่ยนแปลง
เลือกโทนสีที่กรอบสี Hue โดยการคลิก
( จากภาพเลือกเป็นสีนำ้าเงิน )
บทที่ 9: การเลือกสีและหัวแปรง [163]
2.3.) ปรับความอ่อนเข้มความสดของสี โดยคลิกในกรอบสี SV (กรอบสี่เหลี่ยม
ขนาดใหญ่) โดย แนวรำบปรับค่ำ V (ผสมสีดำำ) แนวดิ่งปรับค่ำ S (ผสมสีขำว)
ปรับความอ่อนเข้มความสดของสี ที่กรอบสี SV
กรอบแสดงค่าสี HSV(บน)
และ RGB (ล่าง) เมื่อเลือกสีที่กรอบ
สี ค่าต่างๆจะเปลี่ยนตามอัตโนมัติ
นอกจากนี้ ยังสามารถใส่ตัวเลขหรือ
เลื่อนแถบเลื่อนเพื่อเลือกสีที่ต้องการ
ก็ได้
Current : แสดงสีที่เลือก
Old : แสดงสีเดิม
แสดงรหัสสีในรูปแบบเลขฐาน 16
ซึ่งเป็นรหัสสีที่ใช้ในภาษา HTML
และ CSS
[164] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
2.4.) (ข้ำมไปได้) กด เพื่อบันทึกสี จะปรากฎปุ่มสีที่มีสีเดียวกับที่ได้ผสมไว้
ในตอนต้น ครั้งต่อไปหากต้องการย้อนกลับมาเลือกสีนี้อีก ให้คลิกปุ่มสีที่
ต้องการ โดยไม่ต้องผสมสีใหม่
ปุ่มสีต่างๆ ที่ได้บันทึกไว้
คลิกที่ปุ่มสีเหล่านี้เพื่อเลือกสีได้เลย
3.) คลิกที่ปุ่ม OK เพื่อจบการเลือกสี ก็จะได้สีโฟร์กราวด์ ตามที่ได้เลือกไว้
การเลือกสีจากหน้าจอคอมพิวเตอร์
ที่ หน้ำต่ำง Change Foreground Color คลิกที่ปุ่ม เคอร์เซอร์เมาส์
จะเปลี่ยนเป็นรูปหลอดดูดสี จากนั้นคลิกตรงไหนก็ได้บริเวณหน้าจอ
คอมพิวเตอร์ เพื่อดูดสี ณ จุดนั้น มาใช้เป็นสีที่ต้องการเลือก
9.3 กำรเลือกสีที่ไดอะล็อก FG/BG color
การเลือกสีโดยใช้ไดอะล็อก FG/BG color มีลักษณะเดียวกับการเลือกสีที่
Toolbox แต่จะสะดวกกว่า เพราะไม่ต้องคลิกเพื่อเปิดหน้าต่างกลับไปกลับมา
การเปิดไดอะล็อก FG/BG color
ไปที่ Windows → Dockable Dialogs → Colors (ปกติจะเปิดไว้แล้ว)
บทที่ 9: การเลือกสีและหัวแปรง [165]
การเลือกสีโดยใช้ ไดอะล็อก FG/BG color
1.) คลิกที่ปุ่ม GIMP เพื่อจะเลือกสี
จากโหมด GIMP
2.) คลิกที่สีโฟร์กราวด์ เพื่อจะเลือก
สีให้กับสีโฟร์กราวด์ (คลิกที่สี
แบ็คกรำวด์เพื่อจะเลือกสีให้กับ
สีแบ็คกรำวด์)
3.) เลือกโทนสี ที่กรอบสี Hue
(แถบสีแนวตั้ง)
4.) ปรับความอ่อนเข้มความสดของ
สี โดยคลิกในกรอบสี SV (กรอบ
สี่เหลี่ยมขนาดใหญ่) โดย แนว
รำบปรับค่ำ V (ผสมสีดำำ) แนวดิ่งปรับค่ำ S (ผสมสีขำว)
9.4 กำรเลือกสีจำกโหมดอื่นๆ
ข้อ 9.2 : กำรเลือกสีที่ Toolbox และ 9.3 : กำรเลือกสีที่ไดอะล็อก FG/BG color
เป็นการเลือกสีคนละวิธี แต่เลือกจากโหมดเดียวกัน ก็คือ โหมด GIMP
นอกเหนือจากโหมด GIMP แล้ว ยังมีโหมดอื่นๆที่ใช้ในการเลือกสี ก็คือ โหมด
Wheel, Watercolor, CMYK และ Palette ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกและก็เพื่อกำาหนดสี
ให้ได้ตามที่ต้องการยิ่งขึ้น
ถึงอย่างไรก็ดี เมื่อเลือกสีในโหมดใดก็ตาม โหมดอื่นๆ จะทำาการปรับค่าให้
สอดคล้องกันด้วย
[166] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
ขั้นตอนการเลือกสีไฟร์กราวด์
ที่ไดอะล็อก FG/BG Color
ก. โหมด Wheel
การเลือกสีในโหมด Wheel มีลักษณะคล้ายกับโหมด GIMP เป็นการเลือกจาก
โมเดล HSV เหมือนกัน เพียงแต่คนละรูปแบบเท่านั้น
การเลือกสี จากโหมด Wheel
1.) กดปุ่ม Wheel เพื่อจะเลือกสี
จากโหมด Wheel
2.) คลิกที่สีโฟร์กราวด์ เพื่อจะ
เลือกสีให้กับสีโฟร์กราวด์
(คลิกที่สีแบ็คกรำวด์เพื่อจะ
เลือกสีให้กับสีแบ็คกรำวด์)
3.) เลือกโทนสี จากวงล้อสี
4.) ปรับความอ่อนเข้มความสด
ของสี โดยคลิกในกรอบสีรูป
สามเหลี่ยม หรือใช้เมาส์จับวง
กลมเล็กๆ เลื่อนไปมา โดย
ด้ำนซ้ำยปรับค่ำ V (ผสมสีดำำ)
ด้ำนขวำปรับค่ำ S (ผสมสีขำว)
ข. โหมด Watercolor
การเลือกสีในโหมด Watercolor หรือ โหมดสีนำ้า แตกต่างจากโหมดอื่นๆโดยสิ้น
เชิง จะว่าไปในโหมดนี้ ไม่ใช่การเลือกสีเสียทีเดียว เรียกว่าเป็นการผสมสีเพิ่มเติมจะเหมาะ
กว่า
บทที่ 9: การเลือกสีและหัวแปรง [167]
ขั้นตอนการเลือกสีไฟร์กราวด์
ที่ไดอะล็อก FG/BG Color
ในโหมด Wheel
สมมุติเริ่มต้น มีสีโฟร์กราวด์เป็นสีขาว เมื่อคลิกสีเหลืองที่อยู่ในกรอบสี จะเป็นการ
ผสมสีเหลืองเข้าไป หากคลิกสีเหลืองอีกครั้ง ก็จะเพิ่มสีเหลืองเข้าไปอีก เป็นอย่างนี้ไป
เรื่อยๆ
เริ่มต้น
สีโฟร์กราวด์เป็นสีขาว
คลิกที่สีเหลือง 5 ครั้ง
สีโฟร์กราวด์เปลี่ยนเป็น
สีเหลืองอ่อนๆ
คลิกที่สีเหลือง 15 ครั้งสีโฟร์
กราวด์เปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้ม
ค. โหมด CMYK
การเลือกสีในโหมด CMYK ใช้การผสม
ระหว่างสีฟ้า(C) ม่วงแดง(M) เหลือง(Y) และ
ดำา(K) แต่ละสีมีค่า 0-100 การเลือกสีในโหมดนี้
เลือกสีที่ต้องการได้ยาก เพราะใช้การผสมสี ซึ่ง
ยากที่จะบอกว่า สีที่เราต้องการเกิดจากสีอะไร
ผสมสีอะไรบ้าง
แต่ทั้งนี้ ก็เหมาะกับการระบุสีใดสีหนึ่งไว้
อย่างชัดเจน
[168] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
ไดอะล็อก FG/BG Color โหมด CMYK
ง. โหมด Palette
โหมด Palette หรือ โหมดจานสี จะดึงจานสีที่กำาลังใช้งาน(หรือถูกเลือก) ใน
ไดอะล็อก Palettes มาแสดงในกรอบสี จานสีในไดอะล็อก Palettes เป็นจานสีที่ได้
ทำาการจัดเป็นชุดๆไว้แล้ว
การเปิดไดอะล็อก Palettes ให้ไปที่ Windows → Dockable Dialogs →
Palettes
ไดอะล็อก Palettes
เลือกจานสี Gold(256) ไว้
ที่ไดอะล็อก FG/BG color แสดงชุดสี
Gold(256) ที่มาจากไดอะล็อก Palettes
9.5 กำรเลือกสีโดยใช้ Color Picker Tool (หลอดดูดสี)
การเลือกสีโดยใช้ Color Picker Tool หรือ เครื่องมือหลอดดูดสี เป็นการเลือกสี
โดยใช้การคลิกบนภาพที่เปิดอยู่ โดย ณ ตำาแหน่งที่คลิก สีจะถูกดูดมาใช้
บทที่ 9: การเลือกสีและหัวแปรง [169]
การเลือกสีโดยใช้ Color Picker Tool
1.) เลือก Color Picker Tool ที่ Toolbox (กด O )
2.) คลิกที่ภาพ ณ ตำาแหน่งที่ต้องการจะดูดสี หรือ คลิกค้างแล้วเลื่อนเมาส์เพื่อเลือก
ตำาแหน่งที่ต้องการดูดสี สีที่ดูดมาจะเป็นสีโฟร์กราวด์ (กด Ctrl + คลิก = ดูดสีมา
เป็นสีแบ็คกราวด์ )
สีโฟร์กราวด์
เปลี่ยนเป็นสีที่ดูดมา
ใช้ Color Picker Tool คลิกที่ภาพ
ณ ตำาแหน่งที่ต้องการจะดูดสี
Tool Options ของ Color Picker Tool
Sample average : ดูดสีภายในรัศมีที่
กำาหนดในค่า Radius (ปกติจะดูดแบบพิกเซลต่อ
พิกเซล) สีที่ดูดมาจะเป็นสีเฉลี่ย
Sample merged : หากเลือกตัวเลือกนี้ จะ
ดูดสีจากทุกเลเยอร์ หากไม่เลือกจะดูดสีจากเลเยอร์ที่
ใช้งานอยู่เท่านั้น
[170] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
Tool Options ของ
Color Picker Tool
สีที่ได้
เป็นสีเฉลี่ย
ใช้ Color Picker Tool คลิกค้างที่ภาพ
จะปรากฎเป็นกรอบแสดงรัศมีที่ต้องการจะดูดสี
Pick Mode :
• Pick only : ดูดเฉพาะค่าสี ยังไม่ดูดสีมาใช้ โดยค่าสีจะแสดงอยู่ที่ หน้ำต่ำง
Color Picker
• Set foreground color : ดูดสีมาใช้เป็นสีโฟร์กราวด์
• Set background color : ดูดสีมาใช้เป็นสีแบ็คกราวด์
• Add to palette : ดูดสีแล้วบันทึกเก็บไว้ในจานสี (จะปรำกฎไดอะล็อก
Palette Editor แสดงจำนสีที่บันทึก
ลงไป)
Use info window : หากเลือกตัว
เลือกนี้ เมื่อคลิกเลือกสีจะปรากฎ หน้ำต่ำง
Color Picker ขึ้นมา แสดงข้อมูลของสีที่ดูดมา
บทที่ 9: การเลือกสีและหัวแปรง [171]
หน้าต่าง Color picker
9.6 กำรสร้ำงจำนสี (Palettes)
การสร้างจานสี (Palettes) ก็คือ การสร้างสีแล้วจัดไว้เป็นกลุ่มๆ เพื่อความสะดวก
ในการเลือกใช้ งานบางอย่างใช้จานสีแบบหนึ่ง งานบางอย่างใช้จานสีอีกแบบหนึ่ง เป็นต้น
การสร้างจานสีและการดูดสีมาใส่จานสี
1.) ที่ไดอะล็อก Palettes คลิกที่ปุ่ม (New) จะปรากฎไดอะล็อก Palette Editor
2.) ที่ไดอะล็อก Palette Editor ตั้งชื่อของจานสี
3.) ใช้ Color Picker Tool ดูดสีจากภาพ ณ ตำาแหน่งต่างๆ โดยที่ Tool Options ของ
Color Picker Tool ให้เลือก Pick Mode เป็น Add to Palette
4.) คลิกเพื่อดูดสีไปเรื่อยๆ
ที่ Tool Options ของ
Color Picker Tool
เลือกที่ Add to palette
ใช้ Color Piker Tool คลิกที่ภาพ
เพื่อดูดสี ณ จุดต่างๆ
มาใส่ในจานสี
ที่ Palette Editor จะปรากฎ
สีต่างๆที่ดูดเข้ามา
[172] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
รายละเอียดของไดอะล็อก Palette Editor มีดังต่อไปนี้
เมื่อสร้างจานสี จะปรากฏรายชื่อจานสีที่ไดอะล็อก Palettes
บทที่ 9: การเลือกสีและหัวแปรง [173]
9.7 หัวแปรง (Brushes)
ไดอะล็อก Brushes ใช้เลือกหัวแปรงสำาหรับเครื่องมือระบายสี เครื่องมือลบ อย่าง
เ ช่ น Pencil, Paintbrush, Eraser, Airbrush, Clone, Heal, Perspective Clone,
Blur/Sharpen และ Dodge/Burn Tools เป็นต้น เครื่องมือเหล่านี้ ล้วนต้องเลือกใช้หัว
แปรง
หัวแปรงที่ใช้อยู่ ณ ขณะนั้น จะแสดงอยู่ที่ Toolbox
หัวแปรงแบบต่างๆ ที่ Toolbox แสดงหัวแปรงทีใช้อยู่
เมื่อติดตั้ง GIMP จะมีรูปแบบของหัวแปรงมาให้
จำานวนหนึ่ง แต่ทั้งนี้เราสามารถสร้างเพิ่มเติมได้เอง หรือ
ดาวน์โหลดมาติดตั้งก็ได้ โดยหัวแปรงมีอยู่ 4 ชนิด ก็คือ
หัวแปรงธรรมดา
ที่ไดอะล็อก Brushes แสดงแทนด้วยภาพโทน
ขาวดำา แต่เมื่อระบายสีด้วยหัวแปรงนี้ สีจะออกเป็นสีโฟร์
กราวด์
หัวแปรงภาพสี
ที่ไดอะล็อก Brushes แสดงแทนด้วยภาพสี เมื่อ
ระบายสีด้วยหัวแปรงนี้ จะปรากฎภาพเดียวกับหัวแปรง
หัวแปรงแบบนี้ สีโฟร์กราวด์ไม่มีผล
[174] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
ไดอะล็อก Brushes
หัวแปรงแอนนิเมชั่น
หัวแปรงในลักษณะนี้ ที่ไดอะล็อก Brushes จะมีสามเหลี่ยมสีแดงเล็กๆ อยู่ที่มุม
ขวาล่าง หากคลิกค้าง จะแสดงภาพแอนนิเมชั่นของหัวแปรง เมื่อระบายสีด้วยหัวแปรงนี้
หัวแปรงจะเปลี่ยนรูปร่างเองอย่างอัตโนมัติ
หัวแปรงสร้างเอง
หัวแปรงในกลุ่มนี้ เป็นหัวแปรงที่สร้างด้วย Brush Editor
9.8 ไดอะล็อก Brushes
ไดอะล็อก Brushes ใช้เลือกรูปแบบของหัวแปรง ตามที่ได้อธิบายไว้ในข้อ 9.7 :
โหมด Wheel
การเปิดไดอะล็อก Brushes
ไปที่ Windows → Dockable Dialogs → Brushes (ปกติจะเปิดไว้แล้ว )
คลิกที่ → View List
เพื่อแสดงรายการหัวแปลงแบบ
เรียงต่อกันลงมา
ไดอะล็อก Brushes
บทที่ 9: การเลือกสีและหัวแปรง [175]
คุณสมบัติและปุ่มต่างๆในไดอะล็อก Brushes
ชื่อของหัวแปรงและขนาด ตามภาพก่อนหน้า ก็คือ Round Fuzzy ขนาด
101x101 พิกเซล
รายการหัวแปรง : แสดงรายการหัวแปรงต่างๆ ที่มีให้เลือกใช้ โดยสัญลักษณ์เล็กๆ
ที่มุมขวาล่างของหัวแปรง มีความหมายดังนี้
• สำมเหลี่ยมสีฟ้ำ : แสดงหัวแปรงขนาดปกติและสามารถคัดลอกได้
• เครื่องหมำยบวก : แสดงหัวแปรงขนาดย่อ (ดูขนาดจริง ให้คลิกค้างที่หัวแปรง)
• สำมเหลี่ยมสีแดง : เป็นหัวแปรงแบบแอนนิเมชั่น (คลิกค้าง จะแสดงภาพแอนนิ
เมชั่นของหัวแปรง)
Spacing : แถบสไลด์ตั้งระยะห่างการระบาย (ในกรณี
ที่คลิกค้างแล้วลากเมาส์)
Edit : ปุ่มแก้ไขหัวแปรง เมื่อคลิกจะเปิดหน้าต่าง
Brush Editor เพื่อทำาการแก้ไขหัวแปรงที่อยู่ในรายการ (แก้ได้
เฉพาะหัวแปรงที่สร้างเอง)
New : ปุ่มสร้างหัวแปรงใหม่ เมื่อคลิกจะเปิดหน้าต่าง Brush Editor ขึ้นมา
เพื่อทำาการสร้างหัวแปรงใหม่
Duplicate : ปุ่มทำาซำ้าหัวแปรง เมื่อคลิกจะทำาการคัดลอกหัวแปรงแล้ววาง
ทันที
Delete : ปุ่มลบหัวแปรง คลิกเพื่อลบหัวแปรง (ลบได้เฉพาะหัวแปรงที่สร้าง
เอง)
Refresh : ปุ่มรีเฟรซ โหลดรายการของหัวแปรงใหม่อีกครั้ง
[176] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
Spacing 25 ,50 และ 100
ตามลำาดับ
9.9 กำรสร้ำงหัวแปรงใหม่
การสร้างหัวแปรงใหม่
1.) ที่ไดอะล็อก Brushes กดปุ่ม New Brush จะปรากฎ หน้ำต่ำง Brush
Editor เพื่อให้กำาหนดค่าต่างๆ
2.) ที่ หน้ำต่ำง Brush Editor กำาหนดรูปแบบต่างๆของหัวแปรง ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
หัวแปรงแบบต่างๆ
(Untitled#1) ชื่อหัวแปรง ตั้งได้ตามต้องการ
Shape : รูปร่างหัวแปรง มี 3 รูปร่างให้เลือก ก็คือ วงกลม, สี่เหลี่ยม และ
สี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด
Raduis : รัศมีหัวแปรง หรือระยะจากศูนย์กลางถึงขอบ
Spikes : จำานวนแฉกของ
หัวแปรง
Spikes=5 Spikes=10
(ทั้งสองหัวแปรงมี
Aspect Ratio=20)
บทที่ 9: การเลือกสีและหัวแปรง [177]
Hardness : ความฟุ้งเบลอที่ขอบของหัวแปรง (ค่ำ 1 ขอบจะคมชัด)
Aspect Ratio : สัดส่วนต่อความกว้างต่อความ
สูงของหัวแปรง (ค่ำ 1 เป็น
วงกลม หรือ สี่เหลี่ยมจตุรัส) Aspect Ratio=2
Spikes=2
Aspect Ratio=10
Spikes=2
Angle : มุมของหัวแปรง
Spacing : ระยะห่างของการระบาย (ในกรณีที่คลิกค้ำงแล้วระบำย)
3.) ที่ไดอะล็อก Brushes จะปรากฏหัวแปรงที่สร้างใหม่
9.10 กำรเพิ่มหัวแปรงจำกไฟล์หัวแปรงต่ำงๆ
หัวแปรงที่สร้างไว้ สามารถบันทึกเก็บไว้ แล้วโยกย้ายไปใช้ยังเครื่องต่างๆได้
ไฟล์ *.VBR เป็นไฟล์หัวแปรงที่สร้างโดยใช้ Brush Editor ไฟล์ *.GBR เป็นไฟล์
หัวแปรงภาพสี ไฟล์ *.GIH เป็นไฟล์หัวแปรงแบบแอนนิเมชั่น ไฟล์ *.ABR เป็นไฟล์หัว
แปรงที่สร้างเองแต่มีหลายๆหัวแปรงอยู่ในไฟล์เดียว
การเพิ่มหัวแปรง
1.) คัดลอกไฟล์หัวแปรงไปวางไว้ยังตำาแหน่งเก็บไฟล์
หัวแปรงที่ /usr/share/gimp/2.0/brushes
( Gimp บน Ubuntu Linux )
2.) ที่ไดอะล็อก Brushes คลิกที่ปุ่ม Refresh
Brushes จากนั้นจะปรากฎรายการหัวแปรง
ที่เพิ่มเข้ามาใหม่อยู่ในไดอะล็อก Brushes
*** หัวแปรงแบบต่ำงๆ มีให้โหลดมำกมำยบน
อินเตอร์เน็ต
[178] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
รายการหัวแปรงที่เพิ่มเข้ามาใหม่
9.11 ปรับขนำดหัวแปรงโดยใช้ลูกกลิ้งเมำส์
หัวแปรงมีขนาดตามที่ระบุอยู่ในไดอะล็อก Brushes แต่ทั้งนี้ ก็ยังปรับให้เล็กลง
หรือใหญ่ขึ้นได้ โดยที่ไม่ต้องสร้างหัวแปรงใหม่
เครื่องมือระบายหรือลบอย่างเช่น Pencil, Paintbrush, Eraser, Airbrush,
Clone, Heal, Perspective Clone, Blur/Sharpen หรือ Dodge/Burn Tools ที่ Tool
Options จะมีแถบเลื่อนที่ใช้ปรับขนาดหัวแปรง
แถบเลื่อนที่ใช้ปรับขนาดหัวแปรง
แต่ทั้งนี้ การใช้งานแถบเลื่อนดังกล่าว อาจไม่สะดวกนัก และถึงแม้มี คีย์ลัด ก็คือ
กด [ = ย่อขนาดหัวแปรง กด ] = ขยายหัวแปรง ก็ต้องใช้มืออีกข้างหนึ่งในการกด ทั้งนี้
หากสามารถใช้ลูกกลิ้งเมาส์ในการย่อหรือขยายขนาดหัวแปรงได้ จะสะดวกแก่การใช้งาน
มาก
ตั้งการย่อหรือขยายขนาดหัวแปรงโดยใช้ลูกกลิ้งเมาส์
1.) ไปที่ Edit → Preferences จะปรากฎ หน้ำต่ำง Preferences
2.) ที่ หน้ำต่ำง Preferences
2.1.) กรอบด้านซ้ายเลือก Input Devices → Input Controllers
2.2.) ที่กรอบด้านขวา (Active Controllers) ดับเบิ้ลคลิกที่ Main Mouse
Wheel จะปรากฎ หน้ำต่ำง Configure Input Controller
3.) ที่ หน้ำต่ำง Configure Input Controlle
3.1.) ที่ คอลัมน์ Event เลือก Scroll Up
3.2.) คลิกที่ปุ่ม Edit จะปรากฎ หน้ำต่ำง Select Controller Event Action
บทที่ 9: การเลือกสีและหัวแปรง [179]
ขั้นตอนตั้งแต่ข้อ 2-3
4.) ที่ หน้ำต่ำง Select Controller Event Action
4.1.) ที่ กรอบ Action เลือก Tool
4.2.) ที่ เมนูย่อยของ Tool เลือก Increase Brush Size
4.3.) คลิกที่ ปุ่ม OK กลับไปที่ หน้ำต่ำง Configure Input Controlle
5.) ที่ หน้ำต่ำง Configure Input Controlle
5.1.) ที่ คอลัมน์ Event ที่ Scroll Up จะเห็นข้อความ Tools-paint-brush-size-
increase
5.2.) คลิกที่ ปุ่ม Close เพื่อปิดหน้าต่าง
ถือเป็นอันจบการตั้งค่า สำาหรับการเลื่อนลูกกลิ้งเมาส์ไปข้างหน้า แล้วทำาให้ขนาดหัว
แปรงใหญ่ขึ้น
[180] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
ขั้นตอนตั้งแต่ข้อ 4-5
6.) ที่ หน้ำต่ำง Configure Input Controlle ในทำานองเดียวกันที่ Scroll down ให้
เลือก Decrease Brush Scale (เมื่อเลือกแล้วจะขึ้นว่า Tools-paint-brush-size-
decrease) เพื่อตั้งค่าการเลื่อนลูกกลิ้งเมาส์มาข้างหลัง แล้วทำาให้ขนาดของหัวแปรง
เล็กลง
7.) คลิกที่ ปุ่ม Close เพื่อกลับไปที่ หน้ำต่ำง Preferences
8.) ที่ หน้ำต่ำง Preferences คลิกที่ปุ่ม OK เพื่อจบการตั้งค่า
เมื่อตั้งค่าจบแล้ว ให้ทดสอบการตั้งค่า โดยเลือกที่เครื่องมือระบายสี อย่างเช่น
Paintbrush Tool แล้วเลือกหัวแปรง จากนั้น เลื่อนลูกกลิ้งเมาส์ไปข้างหน้าหรือมาข้างหลัง
บทที่ 9: การเลือกสีและหัวแปรง [181]
9.12 กำรสร้ำงหัวแปรงภำพสี ( *.GBR)
การสร้างหัวแปรงภาพสี
1.) สร้างภาพขนาดเล็ก ขนาดเท่ากับที่จะนำามาทำาเป็น
หัวแปรง โดยใช้โหมด RGBA (มีแชนแนลอัลฟ่า)
2.) บันทึกเป็นไฟล์ .XCF (ไฟล์มาตราฐานของ GIMP)
3.) แปลงไฟล์ภาพไปเป็น ไฟล์ .GBR โดยไปที่
File → Export... จะปรากฎ หน้ำต่ำง Export ให้
ตั้งชื่อและเลือกประเภทของไฟล์ โดยประเภทของ
ไฟล์ให้เลือกเป็น GIMP brush (*.gbr) จากนั้นคลิก
ที่ ปุ่ม Save จะปรากฏ หน้ำต่ำง Save as Brush
ขึ้นมา
ภาพที่จะนำามาทำาเป็น
หัวแปรงแบบภาพสี
4.) ที่ หน้ำต่ำง Save as Brush กำาหนดรายละเอียดเพิ่มเติม จากนั้นคลิกที่ ปุ่ม Save
เพื่อจบการบันทึกไฟล์ .GBR
หน้าต่าง Save as Brush
กำาหนดระยะ Spacing และ คำาอธิบายแปรง
5.) เมื่อได้ไฟล์ .GBR มาแล้วให้คัดลอกไฟล์ .GBR ไปไว้ที่
/usr/share/gimp/2.0/brushes ทั้งนี้ต้องเปลี่ยนสิทธิการอ่านและเขียน
โฟลเดอร์ brushes ให้เป็น 777 ก่อน ก็คือ ทำาให้คัดลอกไฟล์มาที่โฟลเดอร์นี้ได้
เพราะโดยปกติไม่สามารถทำาได้(ติดเรื่องสิทธิ) ให้ไปที่ Terminal แล้วพิมพ์คำาสั่ง
ดังนี้
[182] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
ที่ Terminal พิมพ์คำาสั่ง เพื่อทำาให้โฟล์เดอร์ Brushes
สามารถคัดลอกไฟล์ .GBR ไปวางไว้ได้
6.) คัดลอกไฟล์ .GBR ไปไว้ที่ /usr/share/gimp/2.0/brushes
7.) ที่ไดอะล็อก Brushes คลิกที่ ปุ่ม Refresh brushes เพื่อโหลดรายการแปรง
อีกครั้งหนึ่ง จะปรากฎหัวแปรงใหม่ที่โหลดเข้ามา
ที่ไดอะล็อก Brushes ปรากฎ
หัวแปรงที่โหลดเข้ามาใหม่
ทดสอบใช้งานหัวแปรงภาพสีที่สร้างใหม่
กำรสร้ำงหั
บทที่ 9: การเลือกสีและหัวแปรง [183]
9.13 กำรสร้ำงหัวแปรงแอนนิเมชั่นข้อควำม
Gimp มีคำาสั่งกึ่งสำาเร็จรูปในการสร้างหัวแปรงแอนนิเมชั่นข้อความ เมื่อใช้คำาสั่ง
แล้ว เข้าไปกำาหนดข้อความที่ต้องการ ก็จะได้เป็นหัวแปรงแอนนิเมชั่นข้อความ
การสร้างหัวแปรงแอนนิเมชั่นข้อความ
1.) ไปที่ File → Create → New Brush from Text... จะปรากฎ
หน้ำต่ำง ptyhon-fu-brushes-from-text
2.) ที่หน้ำต่ำง ptyhon-fu-brushes-from-text กำาหนดค่าต่างๆที่ต้องการ
Font : ช่องเลือกลักษณะของตัวอักษร
Pixel Size : ความสูงของตัวอักษร
Text : ข้อความที่จะนำามาทำาเป็นหัวแปรงแอนนิเมชั่น
หน้าต่าง ptyhon-fu-brushes-from-text
3.) คลิกที่ปุ่ม OK เป็นการจบการสร้างหัวแปรง
4.) ดูที่ไดอะล็อก Brushes จะปรากฎหัวแปรง
แอนนิเมชั่นที่ได้สร้างไป
หัวแปรงแอนนิเมชั่นข้อความ
ที่เพิ่มเข้ามาใหม่
[184] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
5.) ทดสอบการใช้งาน โดยเลือกหัวแปรงแอนนิเมชั่นที่ไดอะล็อก Brushes จากนั้นใช้
Paintbrush Tool ระบายสี
ตัวอย่างการระบายสีโดยใช้หัวแปรงแอนนิเมชั่นข้อความ
บทที่ 9: การเลือกสีและหัวแปรง [185]
[186] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
บทที่ 10 : เครื่องมือวาดและระบายสี
10.1 กลุ่มเครื่องมือวำดและระบำยสี
เครื่องมือวาดและระบายสีมีอยู่หลายตัวด้วยกัน ดังต่อไปนี้
เครื่องมือวาดและระบายสี
(เลือกจาก Toolbox)เครื่องมือวาดและระบายสี
(เลือกจากเมนู Tool → Paint tools)
กลุ่มเครื่องมือวาดและระบายสีในข้างต้น ยังแบ่งเป็นกลุ่มย่อยอีก 2 กลุ่มใหญ่ๆ
ด้วยกัน ก็คือ
1. กลุ่มเครื่องมือพื้นฐาน เป็นกลุ่มเครื่องมือที่ใช้วาดเส้นหรือระบายสี เมื่อใช้งาน
ต้องใช้คู่กับไดอะล็อก Brushes เพื่อเลือกรูปแบบของหัวแปรง
เครื่องมือในกลุ่มนี้ได้แก่ Pencil, Paintbrush, Airbrush และ Ink tool
2. กลุ่มเครื่องมืออื่นๆ กลุ่มนี้มีการใช้งานหลากหลาย แตกต่างกันไป
เครื่องมือในกลุ่มนี้ได้แก่ Bucket Fill, Gradient, Eraser, Clone, Perspective
Clone, Heal , Blur/Sharpen, Smudge และ Dodge/Burn tool
10.2 คุณสมบัติพื้นฐำนของเครื่องมือวำดและระบำยสี
เครื่องมือในกลุ่มวาดและระบายสี มีคุณสมบัติพื้นฐานใน Tool Options เหมือนๆ
กันอยู่กลุ่มหนึ่ง ซึ่งจะได้อธิบายไว้ในหัวข้อนี้
[188] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
Mode : .ใช้เลือกโหมดการระบาย หรือโหมดการซ้อนทับกับภาพด้านล่าง โดย
ปกติเมื่อระบายอะไรลงบนภาพ จะเป็นการระบายทับ (Mode : Normal) ตัวเลือก
Mode ใช้เลือกโหมดการซ้อนทับกับภาพด้านล่าง เช่น ระบายแล้วสีมืดลง, ระบายแล้วสี
สว่างขึ้น เป็นต้น Mode ของเครื่องมือวาดและระบายสี มีลักษณะเดียวกับ Mode ของ
เลเยอร์ (ดูเรื่อง Layer Modes ได้ในหัวข้อ 6.10 : เลเยอร์โหมด (Layer Modes) )
Tool Options ของ Paintbrush tool
ระบายสีแดงบนภาพ
ด้วยโหมดต่างๆ
Opacity : แถบเลื่อนเพื่อเลือกความโปร่งใสใน
การระบายสี 100% คือทึบ มองไม่เห็นด้านล่าง 0% คือ
โปร่งใส มองเห็นภาพด้านล่างชัดเจน เหมือนไม่ได้ระบาย
อะไรลงไป
ระบายสีแดงบนภาพ
ด้วย Opacity ต่างๆ
Brush : ปุ่มเลือกรูปแบบของหัวแปรง เมื่อคลิกจะปรากฎรายการหัวแปรงให้เลือก
ซึ่งมีลักษณะเดียวกับในไดอะล็อก Brushes
บทที่ 10: เครื่องมือวาดและระบายสี [189]
Size : แถบเลื่อนเพื่อเลือกขนาดของหัวแปรง โดยปกติเมื่อเลือกใช้หัวแปรงที่
ไดอะล็อก Brushes หัวแปรงมีขนาดอยู่แล้ว ตัวเลือกที่ Tool Options ใช้เพื่อปรับเปลี่ยน
ขนาดหัวแปรงเพิ่มเติมจากค่าปกติ
คีย์ลัด กด [ = ลดขนาดหัวแปรง กด ] = เพิ่มขนาดหัวแปรง
*** สำมำรถตั้งกำรใช้ลูกกลิ้งเม้ำส์เพื่อลดหรือเพิ่มขนำดหัวแปรงได้
ดูในหัวข้อ 9.11 : ปรับขนำดหัวแปรงโดยใช้ลูกกลิ้งเมำส์
Aspect ratio : แถบเลื่อนเพื่อปรับสัดส่วนของหัวแปรง ซึ่งเป็นสัดส่วนความกว้าง
ต่อความสูง มีผลทำาให้หัวแปรงกลมหรือรี แบนหรือเป็นสี่เหลี่ยมจัสตุรัส
โดยปกติเมื่อเลือกใช้หัวแปรงที่ไดอะล็อก Brushes หัวแปรงมีสัดส่วนอยู่แล้ว ตัว
เลือกที่ Tool Options ใช้เพื่อปรับเปลี่ยนสัดส่วนของหัวแปรงเพิ่มเติมจากค่าปกติ
Angle : แถบเลื่อนเพื่อปรับมุมของหัวแปรง โดยปกติเมื่อเลือกใช้หัวแปรงที่
ไดอะล็อก Brushes หัวแปรงมีมุมอยู่แล้ว ตัวเลือกที่ Tool Options ใช้เพื่อปรับเปลี่ยนมุม
ของหัวแปรงเพิ่มเติมจากค่าปกติ
[190] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
Dynamics หรือ Brush Dynamics : โดยปกติเมื่อระบายสี เช่น ระบายสีด้วย
Paintbrush tool เส้นจะหนาเท่ากันหมด (Brush dynamics=Dynamics Off) Brush
dynamics เป็นตัวเลือกเพื่อกำาหนดการแปรเปลี่ยนขนาดของเส้นตามการลากเม้าส์ เช่น
เมื่อลากเร็วๆ เส้นจะลีบลง เป็นต้น บางตัวเลือกต้องใช้คู่กับ Tablet (เม้าส์ปากกา) จึงจะ
เห็นผล
ตัวอย่าง Brush dynamics เช่น Basic Dynamics เมื่อใช้ Paintbrush tool
ลากเม้าส์เร็วๆ เส้นจะค่อยๆลีบลง, Random Color เมื่อลากเม้าส์ จะทำาการสุ่มสีจากเกร
เดี้ยนต์ที่กำาลังใช้งานอยู่มาระบาย เป็นต้น
ลากเส้นสีดำาโดยใช้ Paintbrush Tool
โดยเลือก Brush dynamics แบบต่างๆ
เกรเดี้ยนต์ที่กำาลังใช้งาน
รายการ Brush dynamics
Dyanamics Options : ตัวเลือกเพิ่มเติมของ Brush dynamics
• Fade Option : กำาหนดการจางลงๆของเส้นเมื่อลากเม้าส์ (มีค่า Opacity ลด
ลง) สามารถตั้งความยาวได้ว่าจะให้จางลงเป็นระยะยาวเท่าไร โดยตั้งได้ที่ช่อง
Fade lenght ตัวเลือกนี้ใช้ได้กับ Brush dynamics บางตัวที่ลากแล้วเส้นลีบลง
บทที่ 10: เครื่องมือวาดและระบายสี [191]
ระบายสีดำาด้วย Paintbrush tool ความหนา
เดียวกัน โดยตั้งค่า Fade Option เหมือนกันหมด
ที่ Fade length 30% ต่างกันที่ Brush dynamics
ตามภาพด้านบน ได้ใช้ Paintbrush tool วาดเส้น โดยตั้ง Fade length ไว้ที่
30% เมื่อลากเส้นปรากฏว่า Dynamics Off ไม่เกิดอะไรเลย เส้นยังหนาและ
ทึบเท่ากันตลอด Fade Tapering เริ่มต้นเส้นจะบางและโปร่งใสด้วย เมื่อลาก
ต่อ เส้นจะหนาขึ้นและทึบขึ้น จนกระทั่งทึบและกว้างเท่ากันหมด Basic
Dynamics เส้นโปร่งใสเฉพาะเริ่มต้นต่อจากนั้นทึบหมด แต่ความหนาเส้นจะไม่
เท่ากันขึ้นอยู่กับความเร็วการลากเม้าส์ Velocity Tapering ความหนาของเส้น
อยู่ที่การลากเม้าส์ รวมทั้งความโปร่งใสด้วย ยิ่งเร็วยิ่งบางและยิ่งโปร่งใส
• Repeat : เมื่อจบการระบายสีหรือวาดเส้นใน 1 รอบ เช่น ลากแล้วหยุด(โดยไม่
ปล่อยเม้าส์) หรือลากแล้วเส้นจางหายไปหมด ถือเป็นการจบ 1 รอบ ต่อจาก
นั้นจะให้มีการซำ้ารูปแบบอย่างไร เมื่อมีการลากเม้าส์ต่อไป
Repeat แบบต่างๆ โดยระบายสีดำาด้วย Paintbrush tool ความหนาเดียวกัน
โดยตั้งค่า Fade length ที่ 20% เหมือนกันหมด ต่างกันที่ Repeat
[192] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
• Color Options : ปุ่มเลือกเกรเดี้ยนต์สำา หรับ Brush dynamics แบบ
Ramdom Color เมื่อคลิกจะปรากฏรายการเกรเดี้ยนต์มาให้เลือก ซึ่งมี
ลักษณะเดียวกับในไดอะล็อก Gradients
ระบายสีด้วย Paintbrush tool
โดยเลือก Brush dynamics เป็น Random Color
และเลือก Color Options แบบต่างๆ
ตัวเลือกของ Color Options
ที่ด้านขวาของ Color Options มีกล่องตัวเลือก Reverse ซึ่งใช้ในการกลับด้าน
เกรเดี้ยนต์
Apply Jitter : โดยปกติเมื่อระบายสีหรือลากเส้นจะมีเพียงเส้นเดียว ความต่อ
เนื่องของเส้นขึ้นอยู่กับค่า Spacing ของหัวแปรง Jitter เป็นตัวเลือกที่ใช้กระจายการ
ระบายออกไปแบบสุ่ม ค่า Jitter ยิ่งมากยิ่งกระจายมาก
ระบายสีดำาด้วย Paintbrush tool
โดยใช้ Brush dynamics เป็น
Velocity Tapering และใช้ Jiiter ที่
5.39
บทที่ 10: เครื่องมือวาดและระบายสี [193]
Smooth stroke : โดยปกติ เมื่อระบายหรือวาดเส้น ระยะการระบายจะห่างเท่า
กันอย่างคงที่ (ระยะกำรระบำย หรือ Spacing คล้ำยกำรจรดปำกกำแล้วยก แล้วจรด
ปำกกำใหม่ จุดที่มีกำรจรดปำกกำจะมีสี จุดที่ยกจะไม่มีสี ตั้งระยะ Spacing ได้ที่
ไดอะล็อก Brushes) หากตัวเลือกนี้ถูกติ๊ก ระยะการระบายจะแปรตามความเร็วในการ
ลากเม้าส์ ช่วงที่มีการเปลี่ยนความเร็วมากๆ(ช่วงเร่งความเร็ว) ระยะห่างการระบายจะมาก
ตาม ในทางตรงกันข้าม หากลากเม้าส์ช้าๆ ระยะห่างในการระบายจะติดๆกัน
Smooth stroke ไม่ถูกติ๊ก Smooth stroke ถูกติ๊ก
ระบายสีดำาโดยใช้ Spacing เท่ากัน
Smooth stroke หากใช้กับ Jitter จะให้ผลที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว
ตัวเลือก Smooth stroke ไม่ถูกติ๊ก
ตัวเลือก Apply Jitter ถูกติ๊ก
ตัวเลือก Smooth stroke ถูกติ๊ก
ตัวเลือก Apply Jitter ถูกติ๊ก
Incremental : เมื่อตั้งระยะ Spacing ของหัวแปรงให้ห่างกัน และมีการตั้งค่า
Opacity ตำ่ากว่า 100% เพื่อให้การระบายสีดูโปร่งใส
หำกตัวเลือกนี้ไม่ถูกติ๊ก(ปกติเป็นอย่างนั้น) เมื่อลากเส้น หากจุดที่มีการจรดปากกา
ซ้อนทับกัน ส่วนที่ซ้อนทับและไม่ซ่อนทับจะโปร่งใสเท่ากัน หำกตัวเลือกนี้ถูกติ๊ก เมื่อลาก
เส้น ส่วนที่ซ้อนทับกันจะมีความทึบมากขึ้น (ใช้ในกรณีลำกเม้ำส์ครั้งเดียว โดยไม่ปล่อย
เม้ำส์)
← ตัวเลือก Incremental ไม่ถูกติ๊ก
← ตัวเลือก Incremental ถูกติ๊ก
วาดเส้นสีดำาด้วย Paintbrush โดยใช้ Opacity=25% และใช้ Spacing ของหัวแปรง = 75
[194] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
Hard edge : .ใช้เพื่อระบุให้หัวแปรงเป็นแบบขอบคมชัด ไม่ว่าจะเลือกใช้หัวแปรง
แบบไหนก็ตาม แบบขอบฟุ้งหรือแบบขอบคมชัด เมื่อทำาการระบายหรือลบ จะกระทำาด้วย
ขอบแบบคมชัดอย่างเดียว(มี Opacity 100% ทั้งหัวแปรง) ฉะนั้น จึงไม่มีส่วนใดที่ระบาย
หรือลบไปแล้ว มีส่วนที่โปร่งใสหรือมีขอบฟุ้งเบลอ
ใช้หัวแปรงแบบขอบฟุ้งเบลอเหมือนกัน ลบพื้นที่บางส่วนของภาพ
Hard edge ไม่ถูกติ๊ก Hard edge ถูกติ๊ก
10.3 Brush Tools (Pencil, Paintbrush, Airbrush)
Brush tools เป็นกลุ่มเครื่องมือพื้นฐานในการวาดเส้นและระบายสี เป็นกลุ่มที่มี
ลักษณะการใช้งานคล้ายกัน เครื่องมือในกลุ่มนี้ก็คือ Pencil(ดินสอ), Paintbrush(พู่กัน)
และ Airbrush(สเปรย์พ่นสี) tool
Pencil, Paintbrush และ Airbrush tool มีวิธีการใช้งานเหมือนกัน ต่างกันที่ผล
โดย Pencil tool จะให้ขอบของเส้นที่คมและแข็งกว่า ส่วน Paintbrush tool จะให้เส้นที่
นุ่มกว่า ส่วน Airbrush tool มีลักษณะเหมือนการพ่นสี สามารถควบคุมปริมาณสีที่ออกมา
ได้
บทที่ 10: เครื่องมือวาดและระบายสี [195]
การใช้งาน Pencil , Paintbrush และ Airbrush tool
1.) เลือก Pencil tool (กด N) หรือ
Paintbrush tool (กด P) หรือ
Airbrush tool (กด A) ที่ Toolbox
2.) เลือกหัวแปรงที่ไดอะล็อก Brushes และกำาหนดคุณสมบัติของเครื่องมือที่ Tool
Options ตามต้องการ
3.) คลิกค้างแล้วลากเม้าส์อย่างอิสระเพื่อวาดเส้นหรือระบายสี
วาดด้วย Pencil tool วาดด้วย Paintbrush tool วาดด้วย Airbrush tool
บริเวณที่ลากเม้าส์ช้าๆสีจะพ่น
ออกมาซ้อนทับกัน
จนดูทึบกว่าส่วนอื่น
คีย์ร่วมในการวาด
กด Shift = วาดเส้นตรง
กด Shift + Ctrl = วาดเส้นตรงโดยล็อคมุมทุก 15O
กด Ctrl = สลับไปที่ Color Picker tool ชั่วคราวเพื่อเลือกสีใหม่
← วาดเส้นตรง
[196] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
Tool Options ของ Pencil, Paintbrush และ Airbrush tool
คุณสมบัติต่างๆของเครื่องมือ อธิบายไว้ในหัวข้อ 10.2 แต่ Airbrush tool มี
คุณสมบัติที่ไม่ได้อธิบายไว้ในหัวข้อ 10.2 ก็คือ
Motion only : โดยปกติเมื่อระบายสีด้วย
Airbrush tool จุดที่คลิกเม้าส์ค้างไว้ สีจะพ่นออกมา
ซ้อนทับกันเรื่อยๆ ทำาให้ทึบขึ้นๆ หากตัวเลือกนี้ถูกติ๊ก สี
จะถูกพ่นออกมาเฉพาะตอนที่ลากเม้าส์เท่านั้น
Rate : แถบเลื่อนปรับอัตราการไหลออกของสี ค่าน้อยสีจะออกช้า สีจะค่อยๆซ้อน
ทับกันอย่างช้าๆ ค่ามากสีจะออกเร็ว สีจะซ้อนทับกันอย่างรวดเร็ว
Flow : แถบเลื่อนปรับปริมาณสีที่พ่นออกมา คล้ายกับการปรับขนาดของรูหัวพ่น
ค่ามากสีจะพ่นออกมาก ดูหนาแน่น ค่าน้อยสีจะออกน้อย ดูบางตา
วาดด้วย Airbrush tool โดยตั้งค่า Rate และ Flow แบบต่างๆ
ตัวอย่างการใช้ Brush tools ในการทำากรอบภาพ
ตัวอย่างการทำากรอบภาพด้วย Brush tools
บทที่ 10: เครื่องมือวาดและระบายสี [197]
คุณสมบัติของ Airbrush tool
10.4 Bucket Fill Tool
Bucket Fill tool หรือ เครื่องมือถังเทสี เป็นเครื่องมือที่ใช้เทสีในบริเวณกว้าง
ตรงที่มีสีต่อเนื่องกัน
การใช้งาน Bucket Fill tool
1.) เลือก Bucket Fill tool ที่ Toolbox (กด Shift + B)
2.) กำาหนดคุณสมบัติของเครื่องมือที่ Tool Options ตามต้องการ
3.) คลิกที่ภาพ บริเวณที่ต้องการจะเทสีลงไป โดยสีที่เทลงไปจะเป็นสีโฟร์กราวด์
คีย์ร่วมในการเทสี
กด Ctrl + คลิก = เทสีแบ็คกราวด์
กด Shift + คลิก = เทสีโฟร์กราวด์ทับทั้งภาพ โดยไม่สนใจว่าคลิกตรงไหน
ใช้ Bucket Fill tool คลิกบริเวณสีขาว ผล
(เทสีเหลืองแทนที่สีขาว)
Tool Options ของ Bucket Fill tool
คุณสมบัติต่างๆของเครื่องมือ ส่วนหนึ่งอธิบายไว้ในหัวข้อ 10.2 ที่มีเพิ่มเติมก็คือ
[198] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
Fill Type : ชนิดของการเทสี มีอยู่ 3 ตัวเลือก ก็คือ
• FG color fill : เทสีด้วยสีโฟร์กราวด์
• BG color fill : เทสีด้วยสีแบ็คกราวด์
• Pattern fill : เทสีด้วยแพทเทิร์น สามารถเลือกแพทเทิร์นได้โดยคลิกที่ปุ่ม
แพทเทิร์น จะปรากฎรายการแพทเทิร์นให้เลือก ซึ่งมี
ลักษณะเดียวกับในไดอะล็อก Patterns (หรือจะเลือกในไดอะล็อก Patterns
ก็ได้)
Tool Options ของ
Bucket Fill tool
Affected Area : ผลกระทบต่อพื้นที่ที่จะเทสี
มีอยู่ 2 ตัวเลือกก็คือ
• Fill whole selection : เทสีลงทับทั้งภาพ
โดยไม่สนใจว่าจะคลิกตรงไหน
• Fill similar colors : (ค่าปกติ) เทสีเฉพาะตรง
ที่มีสีต่อเนื่องกัน
Finding Similar Colors : การค้นหาพื้นที่
เหมือนกันที่จะเทสี ตัวเลือกที่มีก็คือ
• Fill tranparent areas : เมื่อตัวเลือกนี้ถูกติ๊ก
จะสามารถเทสีลงบนพื้นที่โปร่งใสได้
• Sample merged : หากตัวเลือกนี้ถูกติ๊ก จะ
ทำาการคำานวณพื้นที่ต่อเนื่องที่จะเทสีในทุกๆ
เลเยอร์
• Threshold : แถบเลื่อนเพื่อเลือกความแตก
ต่างของสีที่จะนำามาคำานวณพื้นที่เทสี ค่าน้อย
พื้นที่ที่จะเทสีก็น้อยด้วย ค่ามากพื้นที่ที่จะเทสี
ก็มากด้วย
• Fill by : ใช้ลือกสีที่นำามาใช้ค้นหาพื้นที่ที่จะเทสีลงไป เป็นตัวเลือกที่เข้าใจยาก
ต้องลองเปลี่ยนค่าแล้วทดสอบการเทสี จะเห็นความแตกต่าง
บทที่ 10: เครื่องมือวาดและระบายสี [199]
10.5 Blend Tool
Blend tool เป็นเครื่องมือที่ใช้เทสี โดยสีที่เทลงไปจะเป็นสีเกรเดี้ยนต์ หรือการไล่
เฉดสีจากสีหนึ่งไปอีกสีหนึ่ง
การใช้งาน Blend tool
1.) เลือก Blend tool ที่ Toolbox (กด L )
2.) เลือกรูปแบบของเกรเดี้ยนต์ที่ต้องการ และกำาหนดคุณสมบัติอื่นๆที่ Tool Options
3.) คลิกค้างเพื่อกำาหนดจุดเริ่มต้น จากนั้นลากเม้าส์เป็นแนว เพื่อกำาหนดระยะการกระ
จายของเกรเดี้ยนต์ เมื่อได้ระยะแล้วให้ปล่อยเม้าส์ เป็นการกำาหนดจุดจบของเกร
เดี้ยนต์ (ก่อนจุดเริ่มต้นและหลังจุดจบจะใส่เป็นสีเดียว)
ใช้ Blend tool
คลิกค้างแล้วลาก
ผล
ปรากฎเกรเดี้ยนต์ทับภาพทั้งหมด
Tool Options ของ Bucket Fill tool
คุณสมบัติต่างๆของเครื่องมือ ส่วนหนึ่งอธิบายไว้ในหัวข้อ 10.2 ที่มีเพิ่มเติมก็คือ
Gradient : ปุ่มเลือกเกรเดี้ยนต์ เมื่อคลิกจะ
ปรากฏรายการเกรเดี้ยนต์มาให้เลือก ซึ่งมีลักษณะเดียวกับ
ในไดอะล็อก Gradients ด้านหลังปุ่มเลือกเกรเดี้ยนต์ มีกล่องตัวเลือก Reverse เมื่อติ๊ก
จะเป็นการกลับด้านเกรเดี้ยนต์
[200] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
Shape : รูปร่างการไล่เฉด ปกติเป็น Linear
จะไล่เฉดเป็นเส้นตรง อื่นๆก็เช่น Radial จะไล่เฉดเป็น
วงกลม เป็นต้น
Linear Bi-Linear Radial Square
Conical
(sym)
Conical
(assym)
Shaped
(angluar)
Shaped
(spherical)
Shaped
(dimpled)
Spiral(cw) Spiral(ccw)
Repeat : โดยปกติเมื่อวาดเกรเดี้ยนต์ ก่อนจุดเริ่มต้นและหลังจุดจบจะมีสีทึบเป็น
สีเดียว(ตามสีแรกและสีสุดท้ายของเกรเดี้ยนต์ ) ตรงกลางจะมีการไล่เฉด Repeat เป็น
กำาหนดรูปแบบการซำ้าของเกรเดี้ยนต์ โดยจะทำาการวาดเกรเดี้ยนต์ซำ้าก่อนจุดเริ่มต้นและ
หลังจุดจบ
None Sawtooth wave
(ซำ้าแบบฟันเลื่อย)
Triangular Wave
(ซำ้าแบบหลังชนกัน)
การเรียงซำ้าเกรเดี้ยนต์แบบต่างๆ
จุดเริ่มต้นและจุดจบเกรเดี้ยนต์
บทที่ 10: เครื่องมือวาดและระบายสี [201]
Tool Options ของ
Blend tool
Offset : แถบเลื่อนเพื่อเลื่อนจุดเริ่มต้นของเกรเดี้ยนต์ออกไป ซึ่งเมื่อเลื่อนแล้ว จะ
ทำาให้ความกว้างของเกรเดี้ยนแคบลงด้วย
← Offset = 0
← Offset = 25
← Offset = 50
Dithering : กำาหนดความกลมกลืนในการไล่เฉดสี ตัวเลือกนี้ แยกความแตกต่าง
ไม่ออกด้วยตาเปล่า
Adaptive supersampling : กำาหนดความคมชัดเพิ่มเติมให้กับการไล่เฉดสี
การไล่เฉดที่มีรูปร่างเป็นส่วนโค้งอย่างเช่น Radial หรือ Spiral โดยปกติบริเวณโค้งจะเห็น
เป็นขอบตัดขรุขระ ตัวเลือกนี้จะช่วยให้การไล่เฉดบริเวณส่วนโค้งดูเรียบสวยงามยิ่งขึ้น
10.6 Eraser Tool
Eraser tool หรือ เครื่องมือยางลบ เป็นเครื่องมือที่ใช้หัวแปรงลบสีหรือพื้นที่ บน
เลเยอร์ที่กำาลังใช้งานอยู่ ลักษณะการใช้งานก็คล้ายกับยางลบจริงๆ
การใช้งาน Eraser tool
1.) เลือก Eraser tool ที่ Toolbox (กด Shift + E)
2.) กำาหนดคุณสมบัติของเครื่องมือที่ Tool Options ตามต้องการ
3.) คลิกค้างแล้วลากเม้าส์ เพื่อลบพื้นที่ตามต้องการ
คีย์ร่วม
กด Alt = สลับไปที่โหมด Anti-Erase (อธิบายไว้ที่ Tool Options )
กด Ctrl = สลับไปที่ Color Picker tool ชั่วคราว เพื่อเลือกสีแบ็คกราวน์
ใหม่ มีประโยชน์สำาหรับภาพที่ไม่มีแชนแนลอัลฟ่า เพราะเมื่อลบจะเป็นการ
นำาสีแบ็คกราวด์ไปใส่แทนบริเวณที่ถูกลบ
[202] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
ภาพที่มีแชนแนลอัลฟ่า เมื่อลบ จะทะลุจนมองเห็นเลเยอร์ที่อยู่ด้านล่าง(หรือเห็น
พื้นหลัง) ภาพที่ไม่มีแชนแนลอัลฟ่า เมื่อลบ จะเป็นการนำาสีแบ็คกราวด์ไปใส่แทนบริเวณที่
ถูกลบ
ภาพที่ไม่มีแชนแนลอัลฟ่า ภาพที่มีแชนแนลอัลฟ่า
Tool Option ของ Eraser tool
Tool Options ของ Eraser tool
คุณสมบัติต่างๆของเครื่องมือ ส่วนหนึ่งอธิบายไว้
ในหัวข้อ 10.2 ที่มีเพิ่มเติมก็คือ
Anti-Erase : เมื่อตัวเลือกตัวนี้ถูกติ๊ก (หรือ กด
Alt ค้างไว้) เมื่อใช้เม้าส์ระบายกลับไปยังบริเวณที่ลบไป
แล้ว จะเป็นการนำาส่วนที่ถูกลบไปแล้วนั้นกลับมา
บทที่ 10: เครื่องมือวาดและระบายสี [203]
10.7 Ink Tool
Ink tool หรือ เครื่องมือวาดปากกาหมึกซึม เหมาะสำาหรับการวาดเส้น เช่น วาด
เส้นตัดขอบภาพ เป็นต้น เพราะจะแปรเปลี่ยนขนาดเส้นได้ตามการลากเม้าส์ ดูเป็น
ธรรมชาติมากกว่าการใช้เครื่องมืออื่นๆ แต่ในทางตรงข้ามก็ไม่เหมาะกับการระบายสีลง
บนพื้นที่ เพราะเหตุผลเดียวกัน Ink tool เหมาะสำาหรับใช้งานกับ Tablet (เม้าส์ปากกา)
มากกว่า
Ink tool มีวิธีใช้งานเหมือนกับ Brush tools เพียงแต่คุณสมบัติที่ Tool Options
ต่างกัน
การใช้งาน Ink tool
1.) เลือก Ink tool ที่ Toolbox (กด K)
2.) กำาหนดคุณสมบัติของเครื่องมือที่ Tool Options ตามต้องการ
3.) คลิกค้างแล้วลากเม้าส์อย่างอิสระเพื่อวาดเส้น
บริเวณที่ลากเม้าส์ช้าเส้นจะหนา บริเวณที่ลากเม้าส์เร็วเส้นจะบาง
คีย์ร่วม
กด Ctrl = สลับไปที่ Color Picker tool ชั่วคราวเพื่อเลือกสีใหม่
วาดเส้นด้วย Ink tool
*** Ink tool ไม่ต้องเลือกหัวแปรงใดๆที่ไดอะล็อก Brushes เพรำะไม่มีผล
[204] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
Tool Options ของ Ink tool
คุณสมบัติต่างๆของเครื่องมือ ส่วนหนึ่งอธิบายไว้
ในหัวข้อ 10.2 ที่มีเพิ่มเติมก็คือ
Adjustment : Size ควบคุมขนาดหลักของ
ปากกา Angle ควบคุมมุมของปากกา
Sensivity : Size ควบคุมขนาดของปลาย
ปากกา คล้ายการเปลี่ยนหัวปากกา ค่าน้อยเส้นจะเล็ก
ค่ามากเส้นจะหนา Tilt ควบคุมความเอียงของปากกา
Speed เป็นตัวควบคุมขนาดของเส้นอีกวิธีหนึ่ง ค่ามาก
เส้นจะบาง ค่าน้อยเส้นจะหนา
Shape : รูปร่างของหัวปากกา มีให้เลือก 3
แบบก็คือ วงกลม, สี่เหลี่ยม และ สี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด
*** Tool Options ของ Ink tool แต่ละตัว
ทำำควำมเข้ำใจได้ค่อยข้ำงยำก กำรทดสอบเป็นวิธีที่จะ
เข้ำใจได้ดีที่สุด
10.8 Clone Tool
Clone tool เป็นเครื่องมือที่ใช้คัดลอกบางส่วนของภาพ โดยใช้การระบายของหัว
แปรงเป็นตัวกำาหนดว่า จะคัดลอกบริเวณไหน ไปที่ไหน
Clone tool เป็นเครื่องมือที่ใช้บ่อยในการซ่อมแซมจุดบกพร่องของภาพ เช่น ใช้
ลบริ้วรอย ใช้ซ่อมส่วนที่ขาดหายไป เป็นต้น
นอกจากนี้ Clone tool ยังสามารถใช้ระบายเป็นแพทเทิร์น(ลวดลาย) ด้วยหัว
แปรงได้ด้วย
บทที่ 10: เครื่องมือวาดและระบายสี [205]
Tool Options ของ Ink tool
การใช้งาน Clone tool เพื่อคัดลอกบางส่วนของภาพ
1.) เลือก Clone tool ที่ Toolbox (กด C)
2.) กำาหนดคุณสมบัติของเครื่องมือที่ Tool Options สำาคัญที่ Source ให้เลือกเป็น
Image (ดู Tool Options ในหน้ำถัดไป)
3.) เริ่มต้น ตัวชี้เม้าส์จะเป็นรูป ซึ่งจะยังไม่สามารถทำาอะไรได้เลย เพราะต้อง
กำาหนดต้นทางที่จะทำาการคัดลอกเสียก่อน
4.) กด Ctrl ค้างไว้ แล้วคลิกบริเวณที่จะทำาการคัดลอก เมื่อคลิกแล้ว ณ จุดที่คลิก จะ
มีตัวชี้เม้าส์รูปเครื่องหมายบวก เพิ่มเข้ามา ซึ่งก็คือตัวชี้ต้นทางที่จะคัดลอก
กด Ctrl+คลิกที่ต้นทาง
ที่จะทำาการคัดลอก
จะปรากฎตัวชี้เม้าส์ 2 ตัว
ตัวหนึ่งชี้ต้นทาง ตัวหนึ่งชี้ปลายทาง
5.) ใช้เม้าส์ระบายบริเวณปลายทางที่จะคัดลอกภาพมาวาง โดยตัวชี้เม้าส์ทั้ง 2 ตัว จะ
เคลื่อนไปพร้อมๆกัน ตัวหนึ่งชี้ที่ต้นทาง ตัวหนึ่งชี้ที่ปลายทาง ภาพจะถูกคัดลอก
จากต้นทางมาไว้ยังปลายทาง ตามที่เม้าส์ระบายผ่าน
ใช้เม้าส์ระบายไปเรื่อยๆ
เพื่อคัดลอกภาพจากต้นทางไปปลายทาง
ผล
[206] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
Tool Options ของ Clone tool
คุณสมบัติต่างๆของเครื่องมือ ส่วนหนึ่งอธิบายไว้ในหัวข้อ 10.2 ที่มีเพิ่มเติมก็คือ
Source : แหล่งที่มาของต้นทางที่จะทำาการคัด
ลอก ตัวเลือกก็คือ
• Image คัดลอกต้นทางจากภาพ (ตำมขั้นตอนที่
ได้อธิบำยไปก่อนหน้ำ) และหากติ๊กที่กล่องตัว
เลือก Sample merged ต้นทางที่คัดลอกจะคัด
ลอกจากทุกๆเลเยอร์
• Pattern คัดลอกจากแพทเทิร์น หรือก็คือ การ
ระบายแพทเทิร์นลงไป เมื่อคลิกที่ปุ่มแพทเทิร์น
จะปรากฎรายการแพทเทิร์นให้เลือกซึ่งมีลักษณะ
เดียวกับในไดอะล็อก Patterns
Alignment : เป็นความสัมพันธ์ระหว่างต้นทาง
กับปลายทาง ตัวเลือกที่มีก็คือ
• None : เป็นโหมดปกติ เมื่อระบายเพื่อคัดลอก
ต้นทางไปยังปลายทาง ตัวชี้เม้าส์ต้นทางและ
ปลายทางจะเคลื่อนไปพร้อมๆกัน แต่เมื่อปล่อย
เม้าส์ ตัวชี้เม้าส์ต้นทางจะโดดกลับไป ณ จุดเดิม
ที่กด Ctrl+คลิก
• Aligned : คล้ายกับโหมด None เพียงแต่เมื่อ
ปล่อยเม้าส์ ตัวชี้เม้าส์ต้นทางจะไม่กลับไปที่จุด
เริ่มต้น จะคงระยะห่างระหว่างตัวชี้เม้าส์ปลาย
ทางเท่าเดิมไปตลอด
• Registered : โหมดนี้ต่างจากโหมดอื่นโดยสิ้นเชิง มักจะใช้เพื่อคัดลอกบางส่วน
จากภาพหนึ่งไปยังอีกภาพหนึ่ง วิธีการใช้งานเหมือนกับโหมดอื่นๆ ก็คือ กด
Ctrl+คลิก เพื่อกำาหนดต้นทาง แต่ปลายทางให้ไประบายที่ภาพอื่นๆ(ภาพที่อยู่ใน
Image window อื่นๆ)
• Fixed : ตัวชี้เม้าส์ต้นทางจะอยู่ที่เดิมไปตลอด
บทที่ 10: เครื่องมือวาดและระบายสี [207]
Tool Options ของ Clone tool
การใช้งาน Clone tool เพื่อระบายแพทเทิร์น
1.) เลือก Clone tool ที่ Toolbox (กด C)
2.) กำาหนดคุณสมบัติที่ Tool Options ตาม
ต้องการ สำาคัญที่ Source ให้เลือกเป็น
Pattern
3.) คลิกที่ปุ่มแพทเทิร์น จะปรากฎรายการ
แพทเทิร์นมาให้เลือก จากนั้นเลือกแพทเทิร์น
ตามต้องการ
4.) ใช้เม้าส์ระบายเพื่อวาดแพทเทิร์นลงบนภาพ
ภาพต้นฉบับ ใช้ Clone tool
ระบายแพทเทิร์น
ผล
10.9 Heal Tool
Heal tool มีลักษณะการใช้งานเหมือนกับ Clone tool แต่ Heal tool ถูกทำาให้
มีจุดเด่นในด้านการแก้ไขจุดบกพร่องของภาพที่ใช้งานง่ายขึ้น
การใช้งาน Heal tool เพื่อแก้ไขจุดบกพร่องของภาพ เช่น การลบรอยย่น การลบ
ริ้วรอยต่างๆ เป็นต้น หลักๆก็คือ คัดลอกส่วนที่ดี ไปปะส่วนที่บกพร่อง ซึ่งหากใช้ Clone
tool กระทำาดังกล่าว จะต้องใช้ฝีมือและการลองผิดลองถูกพอสมควร แต่ Heal tool
ทำาให้เรื่องนี้ง่ายขึ้น
[208] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
ที่ Tool Options เลือก Pattern
จากนั้นกดปุ่มแพทเทิร์นเพื่อเลือก
แพทเทิ์นที่ต้องการ
หากใช้ Clone tool คัดลอกภาพ ต้นทางเป็นอย่างไร ปลายทางก็เป็นอย่างนั้น แต่
Heal tool ปลายทางจะถูกนำามาคำานวณด้วย ทำาให้ปลายทางและต้นทางดูกลมกลืนกัน ไม่
แตกต่างกันมากเกินไป ฉะนั้น แท้จริงแล้ว Heal tool จึงไม่ใช่เครื่องมือคัดลอก แต่เป็น
เครื่องมือซ่อมแซม
การใช้งาน Heal tool เพื่อแก้ไชริ้วรอย
1.) เลือก Heal tool ที่ Toolbox (กด H)
2.) กำาหนดคุณสมบัติที่ Tool Options ตามต้องการ
3.) เริ่มต้น ตัวชี้เม้าส์จะเป็นรูป ซึ่งจะยังไม่สามารถทำาอะไรได้เลย เพราะต้อง
กำาหนดต้นทางที่จะนำาไปปะเสียก่อน
4.) กด Ctrl ค้างไว้ แล้วคลิกบริเวณที่ไม่มีตำาหนิ ที่มีสีใกล้เคียงกับปลายทางที่จะ
ทำาการซ่อมแซม เมื่อคลิกแล้ว ณ จุดที่คลิก จะมีตัวชี้เม้าส์รูปเครื่องหมายบวก
เพิ่มเข้ามา ซึ่งก็คือตัวชี้ต้นทางที่จะนำาไปปะ
กด Ctrl+คลิกที่ต้นทาง
ที่จะนำาไปปะส่วนที่ต้องการซ่อมแซม
จะปรากฎตัวชี้เม้าส์ 2 ตัว
ตัวหนึ่งชี้ต้นทาง ตัวหนึ่งชี้ปลายทาง
บทที่ 10: เครื่องมือวาดและระบายสี [209]
5.) ใช้เม้าส์ระบายบริเวณปลายทางที่ต้องการจะซ่อมแซม โดยตัวชี้เม้าส์ทั้ง 2 จะ
เคลื่อนไปพร้อมๆกัน ตัวหนึ่งชี้ที่ต้นทาง ตัวหนึ่งชี้ที่ปลายทาง ภาพจากต้นทางจะ
ถูกนำาไปปะให้กับปลายทาง ตามที่เม้าส์ระบายผ่าน (ทำาซำ้าๆ เพื่อแก้ไขจุดบกพร่อง
จนพอใจ หากระบายผิดให้กด Ctrl+Z ยกเลิกแล้วระบายใหม่ หรือกด Ctrl+คลิก
เพื่อเลือกต้นทางใหม่ )
ใช้เม้าส์ระบายไปเรื่อยๆ เพื่อนำาภาพจากต้นทางไปปะให้กับภาพปลายทาง
หากทำาผิด ให้กด Ctrl+Z ยกเลิก แล้วระบายใหม่ ทำาซำ้าๆ วนไปเรื่อยๆ
*** Tool Options ของ Heal tool เหมือนกับ Clone tool
10.10 Perspective Clone Tool
Perspective Clone tool เป็นเครื่องมือคัดลอกภาพ จากต้นทางไปปลายทาง
โดยใช้การระบายของหัวแปรงเช่นเดียวกับ Clone tool เพียงแต่ Perspective Clone
tool จะคัดลอกต้นทางในลักษณะของภาพเพอร์สเป็คทีฟ
การใช้งาน Perspective Clone tool
1.) เลือก Perspective Clone tool ที่ Toolbox
2.) ที่ Tool Options เลือก Modify Perspective (ปกติเลือกไว้แล้ว)
3.) คลิกที่ภาพ จะปรากฎมือจับ 4 ตัวอยู่ที่มุมของภาพ จากนั้นใช้เม้าส์ย้ายมือจับให้อยู่
ในมิติเดียวกับมุมมองเพอร์สเป็คทีฟ (ให้เส้นขนาบข้างผ่านจุดสุดสายตา)
[210] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
ใช้ Perspective Clone tool คลิกที่ภาพ
จะปรากฎมือจับ 4 ตัวอยู่ที่มุมภาพ
ใช้เม้าส์จับมือจับแล้วย้ายให้อยู่ในมิติเดียว
กับมุมมองเพอร์สเป็คทีฟ
(ให้เส้นขนาบข้างผ่านจุดสุดสายตา)
4.) ที่ Tool Options เลือก Perspective clone
5.) กด Ctrl ค้างไว้ แล้วคลิกภายในกรอบของมือจับ เมื่อคลิกแล้ว ณ จุดที่คลิก จะมีตัว
ชี้เม้าส์รูปเครื่องหมายบวก เพิ่มเข้ามา ซึ่งก็คือตัวชี้ต้นทางที่จะทำาการคัดลอก
6.) ใช้เม้าส์ระบายบริเวณปลายทาง โดยตัวชี้เม้าส์ทั้ง 2 จะเคลื่อนไปพร้อมๆกัน ตัวหนึ่ง
ชี้ที่ต้นทาง ตัวหนึ่งชี้ที่ปลายทาง ภาพจากต้นทางจะถูกคัดลอกไปที่ปลายทางแบบ
เพอร์สเป็คทีฟ
ใช้เม้าส์ระบายบริเวณปลายทาง ผล
(ภาพจะคัดลอกมาวางแบบเพอร์สเป็คทีฟ)
บทที่ 10: เครื่องมือวาดและระบายสี [211]
Tool Options ของ Perspective Clone tool
Tool Options ของ Perspective Clone tool เหมือนกับ Clone tool ที่ต่างกัน
ก็คือ
Perspective Clone : ซึ่งมี 2 ตัวเลือกก็คือ
• Modify Perspective : หากตัวเลือกนี้ถูกติ๊ก จะเป็น
โหมดปรับแต่งมือจับ เพื่อปรับมิติของต้นทางที่จะ
ทำาการคัดลอก
• Perspective Clone : หากตัวเลือกนี้ถูกติ๊ก จะเป็น
โหมดคัดลอก ไม่สามารถปรับแต่งมือจับได้
10.11 Blur/Sharpen Tool
Blur/Sharpen tool เป็นเครื่องมือที่ใช้การระบายของหัวแปรงเพื่อทำาให้ภาพ ณ
จุดที่ถูกระบาย มีความเบลอ(Blur) หรือมีความคมชัด (Sharpen) มากขึ้น
Blur กับ Sharpen เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกัน Blur จะทำาให้ดูนุ่มลง หรือทำาให้ไม่ชัด
คล้ายภาพเหมือนฝัน แต่ Sharpen จะทำาให้ความแตกต่างระหว่างสีชัดเจนมากขึ้น สีโทน
มืดก็จะยิ่งมืดลง สีโทนสว่างก็จะยิ่งสว่างขึ้น จึงเห็นความแตกต่างระหว่างสีชัดเจนยิ่งขึ้น
Blur มักจะใช้เก็บงานต่อจาก Clone tool หรือ Heal tool ในการแก้ไขจุด
บกพร่องของภาพ ซึ่งจะทำาให้ภาพดูเนียนยิ่งขึ้น
การใช้งาน Blur/Sharpen tool
1.) เลือก Blur/Sharpen tool ที่ Toolbox (กด Shift + U)
2.) กำาหนดคุณสมบัติที่ Tool Options ตามต้องการ
3.) ใช้เม้าส์ระบายที่ภาพ การระบายโดยปกติจะเป็นโหมด Blur
หากต้องการระบายด้วยโหมด Sharpen ให้ กด Ctrl ค้างไว้แล้วระบาย
[212] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
ใช้เม้าส์ระบายด้วยโหมด Blur ผล (ส่วนที่ถูกระบายจะเบลอมากขึ้น)
ใช้เม้าส์ระบายด้วยโหมด Sharpen
(กด Ctrl + ระบาย )
ผล (ส่วนที่ถูกระบายมีความ
แตกต่างของสีมากขึ้น ดูคมชัดยิ่งขึ้น)
ภาพหลังจากใช้ Heal tool ลบริ้วรอยต่างๆ ใช้ Blur tool เก็บงานต่อ
บทที่ 10: เครื่องมือวาดและระบายสี [213]
Tool Options ของ Blur/Sharpen tool
คุณสมบัติต่างๆของเครื่องมือ ส่วนหนึ่งอธิบายไว้ในหัวข้อ 10.2 ที่มีเพิ่มเติมก็คือ
Convolve Type : โหมดการใช้งานเครื่องมือ
มี 2 โหมด ก็คือ Blur และ Sharpen
Rate : แถบเลื่อนเพื่อปรับนำ้าหนักของเครื่องมือ
ค่าน้อยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทีละน้อยๆ ค่ามากเกิด
การเปลี่ยนแปลงทีละมากๆ
10.12 Smudge Tool
Smudge tool (Smude=รอยเปื้อน) เป็นเครื่องมือที่มีลักษณะการใช้งาน คล้าย
การเอานิ้วไปถูสีที่ยังไม่แห้ง สีบริเวณที่ถูกถูก็จะลื่นไถลไปตามทิศทางการถู และจะเกิดการ
ผสมกัน ทำาให้ดูกลมกลืน
Smudge tool เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่มักถูกใช้ในการแก้ไขริ้วรอยของภาพ และใช้
ในการเกลี่ยสีให้ดูเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น
การใช้งาน Smudge tool
1.) เลือก Smudge tool ที่ Toolbox (กด S)
2.) กำาหนดคุณสมบัติที่ Tool Options ตามต้องการ
3.) ใช้เม้าส์ถูที่ภาพ บริเวณที่ต้องการเกลี่ยสี ถูปัดไปทางซ้ายหรือขวา บนหรือล่างบ้าง
แล้วแต่ต้องการ สีก็จะถูกเกลี่ยไปตามทิศทางนั้น
ภาพต้นฉบับ ใช้ Smudge tool ถู
บริเวณที่ต้องการเกลี่ยสี
ผล
[214] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
ภาพหลังจากใช้ Heal tool และ
Blur tool ตกแต่งแล้ว
ใช้ Smudge tool ตกแต่งภาพต่อ
ทำาให้สีดูกลมกลืนกันยิ่งขึ้น
Tool Options ของ Smudge tool
คุณสมบัติต่างๆของเครื่องมือ ส่วนหนึ่งอธิบายไว้ในหัวข้อ 10.2 ที่มีเพิ่มเติมก็คือ
Rate : แถบเลื่อนเพื่อปรับนำ้าหนักของเครื่องมือ ค่าน้อยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที
ละน้อยๆ ค่ามากจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทีละมากๆ
10.13 Dodge/Burn Tool
Dodge/Burn tool เป็นเครื่องมือที่ใช้การระบายของหัวแปรงเพื่อทำาให้ส่วนที่ถูก
ระบายมีสีสว่างขึ้น(Dodge) หรือมืดลง(Burn) แล้วแต่โหมดที่เลือกใช้งาน
Dodge/Burn tool ใช้บ่อย ในการระบายบางส่วนของภาพ แล้วทำาให้เปลี่ยนเฉดสี
ไป โดยไม่ต้องเลือกสีแล้วระบายใหม่ เช่น การระบายส่วนที่โดนแสง หรือส่วนที่โดนบังแสง
เป็นต้น
Dodge/Burn tool เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่มักถูกใช้เพื่อเก็บงานต่อจาก Clone
tool หรือ Heal tool เพื่อแก้ไขริ้วรอยของภาพ
บทที่ 10: เครื่องมือวาดและระบายสี [215]
การใช้งาน Dodge/Burn tool
1.) เลือก Dodge/Burn tool ที่ Toolbox (กด Shift + D)
2.) กำาหนดคุณสมบัติที่ Tool Options ตามต้องการ
3.) ใช้เม้าส์ระบายที่ภาพ การระบายโดยปกติจะเป็นโหมด Dodge
หากต้องการระบายด้วยโหมด Burn ให้ กด Ctrl ค้างไว้แล้วระบาย
ใช้เม้าส์ระบายด้วยโหมด Dodge ผล (สีสว่างขึ้น)
ใช้เม้าส์ระบายด้วยโหมด Dodge ที่ตาขาว
ระบายด้วยโหมด Burn ที่ตาดำา
ผล (สีที่ตาขาวสว่างขึ้น ที่ตาดำาเข้มขึ้น)
ภาพหลังจากใช้ Heal tool, Blur tool และ
Smudge tool ตกแต่งแล้ว
ใช้ Dodge/Burn Tool ตกแต่งภาพต่อ
โดยทำาให้สีตาและสีฟันขาวขึ้น
ทำาให้ริมฝีปากมีสีสดขึ้น คิ้วเข้มขึ้น
[216] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
ต้นฉบับใช้ Paint tool ระบาย ใช้ Dodge/Burn tool และ Smudge tool
ระบายเพื่อทำาให้ภาพดูมีมิติ
Tool Options ของ Dodge/Burn tool
คุณสมบัติต่างๆของเครื่องมือ ส่วนหนึ่งอธิบายไว้ในหัวข้อ 10.2 ที่มีเพิ่มเติมก็คือ
Type : โหมดการใช้งานเครื่องมือ มี 2 โหมด ก็คือ Dodge และ Burn
Range : มีอยู่ 3 ตัวเลือกก็คือ Shadows มีผล
ต่อพิกเซลที่มีสีโทนมืด Midtones มีผลต่อพิกเซลที่มีสี
โทนกลางๆ Highlights มีผลต่อพิกเซลที่มีสีโทนสว่าง
Exposure : แถบเลื่อนเพื่อปรับผลกระทบจาก
เครื่องมือ ค่าน้อยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทีละน้อยๆ ค่า
มากจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทีละมากๆ
บทที่ 10: เครื่องมือวาดและระบายสี [217]
[218] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
บทที่ 11 : พาธและข้อความ
11.1 รู้จักกับพำธ (Paths)
พาธ (Paths) ก็คือ เส้นที่มีรูปร่างอิสระ โดยจะเป็นเส้นตรงหรือเส้นโค้งก็ได้ พาธมี
โครงสร้างแบบ Vector เมื่อวาดแล้วจึงสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างอิสระโดยที่เส้นไม่แตก
พาธ มีโครงสร้างพื้นฐานมาจากเส้นที่เรียกว่า “Bezier curve” (ตั้งชื่อตำม
Pierre Bezier ผู้คิดค้น) ซึ่งถูกใช้ในโปรแกรมด้านงานกราฟฟิคหลายๆตัว
Bezier curve “1 ท่อน” (1 Segment) มีจุดปลายอยู่ 2 ด้านเรียกว่า “โหนด”
(Node หรือ End Point) โหนดเป็นตัวกำาหนดตำาแหน่งของเส้น โดยแต่ละโหนดจะมี
“มือจับ” (Handle หรือ Control Point) ไว้ใช้ปรับความโค้งของเส้น เส้นเชื่อมระหว่าง
โหนดถึงมือจับเรียกว่า “แขนปรับความโค้ง”
Bezier curve 1 ท่อน สามารถนำามาต่อกันได้ไม่จำากัด โดยแต่ละท่อนสามารถปรับ
ความโค้ง ย้ายตำาแหน่งโหนดได้อย่างอิสระ
เมื่อนำา Bezier curve มาต่อกัน จะต่อกันที่โหนด โดยมีลักษณะการต่ออยู่ 2 รูป
แบบใหญ่ๆ ก็คือ
1. ต่อแบบโค้งราบเรียบ (Smooth node) แขนปรับความโค้งจะอยู่ในแนว
เดียวกัน เส้นจะต่อกันอย่างราบเรียบ
การต่อ Bezier curve
แบบโค้งราบเรียบ
(แขนปรับความโค้งอยู่แนวเดียวกัน)
2. ต่อแบบมุมแหลม (Corner node หรือ Cusp node) การต่อแบบมุมแหลมยัง
แบ่งย่อยได้อีก 3 รูปแบบ ก็คือ โค้งต่อกับโค้งเป็นมุมหัก (มีแขนปรับความโค้ง 2 เส้น แต่
อยู่คนละแนว), เส้นตรงต่อเส้นตรง (ไม่มีแขนปรับความโค้ง) และ เส้นตรงต่อกับเส้นโค้ง
(มีแขนปรับความโค้งข้างเดียว)
[220] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
การต่อ Bezier curve
แบบมุมแหลม(โค้งต่อโค้ง)
การต่อ Bezier curve
แบบมุมแหลม(เส้นตรงต่อเส้นตรง)
การต่อ Bezier curve
แบบมุมแหลม(เส้นตรงต่อโค้ง)
พาธ ก็คือเส้น Bezier curve ที่ถูกวาดโดยใช้ Path tool วาดต่อกันไปเรื่อยๆ
พาธ ที่เกิดจากเส้น Bezier curve ต่อกัน มีลักษณะโดยรวมของเส้นพาธอยู่ 3 แบบ
ก็คือ
1. แบบมีปลาย 2 ด้าน ซึ่งจะเรียกว่า พาธเปิด (Open Path)
2. แบบวงปิด ซึ่งจะเรียกว่า พาธปิด (Close Path)
3. แบบผสม พาธแบบนี้มีเส้นพาธมากกว่า 1 เส้น แต่เป็นพาธเดียว หากดูที่
ไดอะล็อก Paths จะเป็นชื่อเดียวแต่มีเส้นพาธมากกว่า 1 เส้น เส้นพาธแต่ละเส้นจะถูก
เรียกว่า พาธย่อย (Sub-Path)
พาธเปิด พาธปิด พาธผสม
พาธ เมื่อถูกวาดแล้ว สามารถบันทึกเก็บไว้เพื่อนำามาแก้ไขดัดแปลงในภายหลังได้
นอกจากนี้ ยังสามารถแปลงไปเป็นการเลือก(เส้นประมดเดิน) หรือสั่งให้ระบายสีตามแนว
เส้นพาธได้ด้วย ด้วยความยืดหยุ่นของพาธ พาธจึงเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ถูกใช้บ่อยมาก
11.2 กำรวำดเส้นพำธด้วย Path tool
การวาดเส้นพาธ
1.) เลือก Path tool ที่ Toolbox (กด B)
2.) ที่ Tool Options เลือกที่ Design ซึ่งเป็นโหมดสำาหรับการวาดเส้นพาธ (เริ่มต้น
เป็นโหมดนี้อยู่แล้ว) ตัวชี้เม้าส์จะเปลี่ยนเป็นรูป
บทที่ 11: พาธและข้อความ [221]
3.) คลิกเม้าส์เพื่อกำาหนดโหนดเริ่มต้น จากนั้นตัวชี้เม้าส์จะเปลี่ยนเป็นรูป บ่ง
บอกว่า จากนี้จะเป็นการสร้างโหนดต่อไป
4.) เลื่อนเม้าส์ไปที่จุดต่อไป จากนั้นคลิกเพื่อสร้างโหนดต่อไป จะได้เส้นพาธมา 1 ท่อน
คลิกต่อไปเรื่อยๆ เพื่อสร้างโหนดต่อๆไป ซึ่งจะได้เส้นพาธท่อนต่อๆไปตามมาด้วย
คลิกเม้าส์เฉยๆ จะสร้างโหนด มุมแหลม (สร้างเส้นตรง)
คลิกค้างแล้วลากเม้าส์ จะสร้างโหนด โค้งราบเรียบ (สร้างเส้นโค้ง) โดยจุด
ที่คลิกจะเป็นตำาแหน่งของโหนด และเมื่อลากเม้าส์ออกไป(ยังคงคลิกค้างอยู่)
จะปรากฎมือจับที่ตำาแหน่งตัวชี้เม้าส์ ซึ่งสามารถลากเม้าส์เพื่อปรับความโค้ง
ของเส้นได้เลย
คลิกเพื่อสร้างโหนด
จะเป็นการสร้างเส้นตรง
คลิกค้างเพื่อสร้างโหนด
จะเป็นการสร้างเส้นโค้ง
5.) หากต้องการทำาเป็นพาธปิด ให้นำาเม้าส์ไปชี้ที่โหนดเริ่มต้น จากนั้น กด Ctrl ค้างไว้
ตัวชี้เม้าส์จะเปลี่ยนเป็นรูป ให้คลิกที่โหนดเริ่มต้น พาธจะกลายเป็นพาธปิด
Tool Options ของ Path tool
Edit Mode : มีตัวเลือกก็คือ Design เป็นโหมด
สำาหรับสร้างเส้นพาธ Edit เป็นโหมดสำาหรับแก้ไขเส้น
พาธ Move เป็นโหมดสำาหรับเคลื่อนย้ายเส้นพาธ ( *** ดู
วิธีกำรใช้งำนโหมดต่ำงๆในหัวข้อถัดไป จะเข้ำใจง่ำยกว่ำ)
Polygonal : หากตัวเลือกนี้ถูกติ๊ก จะเป็นการ
สร้างเส้นพาธแบบเส้นตรงเพียงอย่างเดียว
[222] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
Tool Options ของ Path tool
Selection from Path : ปุ่มสร้างเส้นประมดเดินตามแนวเส้นพาธ(เลือกพื้นที่
ตามแนวเส้นพาธ)
เส้นพาธ ที่วาดเป็น
กรอบสี่เหลี่ยมรอบรูปส้ม
หลังคลิกที่ปุ่ม Selection from Path
จะปรากฎเส้นประมดเดินตามแนวเส้นพาธ
Stroke Path : ปุ่มเพื่อระบายสีตามแนวเส้นพาธ เมื่อคลิกจะปรากฎ หน้ำต่ำง
Stroke Path เพื่อให้กำาหนดรูปแบบของเส้นที่จะระบาย
ที่หน้าต่าง Stroke path แบ่งเป็น 2
ส่วนก็คือ
Stroke line : เป็นการกำาหนดให้
ระบายด้วยเส้นทึบหรือเส้นประ (กำำหนดที่
Line Style) โดยใช้สีโฟร์กราวด์ (Solid
color) หรือใช้แพทเทิร์น(Pattern) ที่กำาลัง
ใช้งานอยู่ ณ ขณะนั้น
Stroke with a paint tool :
เป็นการกำาหนดให้ระบาย โดยใช้เครื่องมือใน
กลุ่ม Paint tool
หากใช้ตัวเลือกนี้ จะเป็นการระบาย
ด้วยค่าตั้งไว้ใน Tool Options ของเครื่อง
มือแต่ละชนิดที่เลือกใช้ โดยระหว่างที่เปิด
หน้าต่าง Stroke path อยู่ สามารถสลับไป
ตั้งค่า Tool Options ของเครื่องมือต่างๆได้
หน้าต่าง Stroke Path
*** เมื่อระบำยสีตำมแนวเส้นพำธแล้ว เส้นพำธยังคงอยู่และยังปรับเปลี่ยนได้
บทที่ 11: พาธและข้อความ [223]
ตัวอย่างการระบาย ตามแนวเส้นพาธ
ระบายตามแนวเส้นพาธ
ด้วยเส้นประโดยใช้สีโฟรกราวด์
ระบายตามแนวเส้นพาธ
โดยใช้ Ink tool
ระบายตามแนวเส้นพาธโดยใช้
Clone tool ระบายเป็นแพทเทิร์น
ระบายตามแนวเส้นพาธโดยใช้ Paintbrush
tool ระบายแบบ Brush dynamics
11.3 กำรปรับแต่งเส้นพำธ
เมื่อวาดเส้นพาธเสร็จแล้ว (หรือยังไม่เสร็จก็ได้) สามารถปรับแต่งเส้นพาธได้หลาก
หลายประการ โดยทั้งหมดนี้จะใช้ Path tool
• เลือกหลายโหนด : กด Shift ค้างไว้ จากนั้นใช้เม้าส์คลิกโหนดต่างๆที่ต้องการ
การเลือกหลายโหนด จะทำาให้สามารถย้ายไปพร้อมๆกันได้ทีเดียว
• ย้ายโหนด : คลิกเม้าส์ค้างที่โหนด แล้วลากไปยังตำาแหน่งที่ต้องการ
• เพิ่มโหนด : กด Ctrl ค้างไว้ แล้วคลิกที่เส้นพาธ จะปรากฎโหนด ณ ตำาแหน่งที่
คลิกเม้าส์
[224] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
• ลบโหนด : กด Shift + Ctrl ค้างไว้ จากนั้นนำาเม้าส์ไปชี้ที่โหนด ตัวชี้เม้าส์จะ
เปลี่ยนเป็นรูป ให้คลิกที่โหนดเพื่อลบ หรืออีกวิธีหนึ่ง คลิกเลือกโหนดที่
ต้องการลบ จากนั้น กดปุ่ม Delete หรือ Backspace
• ย้ายมือจับ : คลิกที่โหนด จะปรากฎมือจับ จากนั้นใช้เม้าส์ลากมือจับเพื่อย้าย
ตำาแหน่ง (กำรย้ำยมือจับ เป็นกำรปรับควำมโค้งของเส้น)
• ลบมือจับ : คลิกเลือกโหนด จะปรากฎมือจับ จากนั้น กด Ctrl+Shift ค้างไว้ ตัว
ชี้เม้าส์จะเปลี่ยนเป็นรูป ให้คลิกที่มือจับเพื่อลบ (เมื่อลบมือจับ แขนปรับ
ควำมโค้งจะหำยไปด้วย กลำยเป็นโหนดมุมแหลมแบบเส้นตรงต่อเส้นตรง)
• ปรับความโค้งของเส้น : ใช้เม้าส์จับที่เส้นพาธแล้วลาก หรืออีกวิธีหนึ่ง ใช้เม้าส์จับ
ที่มือจับแล้วย้ายตำาแหน่ง
• ใส่แขนปรับความโค้งให้กับโหนดแบบเส้นตรงต่อเส้นตรง : กด Ctrl ค้างไว้ จาก
นั้นนำาเม้าส์ไปชี้ที่โหนด ตัวชี้เม้าส์จะเปลี่ยนเป็นรูป (สังเกตุที่ตัวชี้เม้ำส์ แขน
ปรับควำมโค้งจะมีสีเข้ม หมำยควำมว่ำ จะเป็นโหมดกำรทำำงำนกับมือจับ) ให้คลิก
ค้างแล้วลากเม้าส์ออกมา จะปรากฏมือจับ ณ ตำาแหน่งตัวชี้เม้าส์ 1 ตัว กลับไป
คลิกค้างที่โหนดเดิมอีกครั้ง แล้วลากเม้าส์ออกมาเหมือนเดิม จะปรากฏมือจับ ณ
ตำาแหน่งตัวชี้เม้าส์อีก 1 ตัว
คลิกเลือกโหนด(ตรงต่อตรง)
กด Ctrl + คลิกค้างที่มือจับ
แล้วลากเม้าส์
ผล → ได้มือจับ 1 ตัว
บทที่ 11: พาธและข้อความ [225]
• เปลี่ยนจากโหนดแบบโค้งต่อโค้งมุมหัก เป็นโหนดโค้งราบเรียบ : คลิกเลือก
โหนด(แบบโค้งต่อโค้งมุมหัก) จะปรากฎมือจับ จากนั้น กด Shift ค้างไว้ แล้วใช้
เม้าส์ลากมือจับออกมานิดหน่อย แขนปรับความโค้งทั้งสองเส้นจะปรับตัวเองให้อยู่
ในแนวเดียวกันทันที
กด Shift+คลิกค้างที่มือจับ
แล้วย้ายตำาแหน่งตามต้องการ
ผล → แขนปรับความโค้งอยู่ในแนวเดียวกัน
(กลายเป็นโหนดแบบโค้งราบเรียบ)
• ย้ายพาธทั้งเส้น : กด Alt ค้างไว้ จากนั้นคลิกค้างที่เส้นพาธแล้วลากเพื่อย้าย
ตำาแหน่ง (หำกเป็นพำธผสม จะมีผลเฉพำะพำธย่อยเท่ำนั้น)
• ลบเส้นพาธท่อนที่อยู่ระหว่างโหนด : กด Shift + Ctrl ค้างไว้ ตัวชี้เม้าส์จะ
เปลี่ยนเป็นรูป จากนั้นคลิกเส้นพาธท่อนที่อยู่ระหว่างโหนดที่ต้องการลบ
• แปลงพาธปิด เป็น พาธเปิด : ลบเส้นพาธระหว่างโหนดออก
• วาดเส้นพาธต่อจากเส้นเดิม : คลิกที่โหนดปลายเส้นก่อน จากนั้นคลิกที่พื้นที่ว่าง
เพื่อสร้างโหนดต่อจากโหนดปลายเส้น
• วาดพาธผสม : ขณะที่ทำางานอยู่กับพาธใดๆ ให้คลิกโหนดที่อยู่ภายในเส้น (เพื่อบ่ง
บอกว่ำไม่ได้สร้ำงเส้นพำธต่อจำกเส้นเดิม) จากนั้นคลิกบนพื้นที่ว่าง เพื่อสร้างโหนด
เริ่มต้นให้กับพาธย่อยเส้นต่อไป หรืออีกวิธีหนึ่ง กด Shift ค้างไว้แล้ว คลิกบน
พื้นที่ว่าง จะเป็นการเริ่มต้นสร้างพาธย่อยเส้นใหม่ในทันที
• สร้างพาธเส้นใหม่ (ไม่ใช่พาธย่อย) : ที่ไดอะล็อก Paths คลิกที่ปุ่ม (New)
เพื่อเริ่มต้นสร้างพาธใหม่ จากนั้นสร้างเส้นพาธได้ตามกระบวนการปกติ (ดูเพิ่มเติม
ในหัวข้อถัดไป)
[226] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
11.4 ไดอะล็อก Paths
ไดอะล็อก Paths ใช้บริหารจัดการเส้นพาธ
การเปิดไดอะล็อก Paths
ไปที่ Windows → Dockable Dialogs → Paths
หน้าต่าง Stroke Path
คุณสมบัติต่างๆในไดอะล็อก Paths
Lock : ปุ่มล็อคพาธ เมื่อคลิกที่ปุ่ม จะทำาการล็อคพาธ ป้องกันการแก้ไข
พาธแต่ละพาธที่อยู่ในรายการเส้นพาธ มีคุณสมบัติการล็อคเป็นของตนเอง
รายการเส้นพาธ : กรอบแสดงรายการเส้นพาธที่ได้สร้างไว้ หากกำาลังทำางานอยู่กับ
พาธใด พาธนั้นจะมีแถบสีคาดอยู่ เราสามารถทำางานกับพาธได้ทีละ 1 พาธเท่านั้น
( PgUp = เลือกพำธที่อยู่ด้ำนบน PgDn = เลือกพำธที่อยู่ด้ำนล่ำง )
รูปตา : แสดงสถานะการมองเห็นของพาธ หากมีรูปตา แสดงว่าพาธนี้มองเห็น
หากต้องการซ่อนพาธให้คลิกที่รูปตา รูปตาจะหายไป
( คลิกบริเวณรูปตำ = ปิด/เปิดกำรแสดงพำธ )
( กด Shift + คลิกบริเวณรูปตำ = ซ่อน/แสดงพำธอื่นๆทั้งหมด )
เมื่อทำาให้พาธมองเห็น พาธจะเป็นเส้นทึบมีสี (เป็นสีแดงหำกกำำลังทำำงำนกับพำธ
นั้น เป็นสีนำ้ำเงินหำกไม่ได้ทำำงำนกับพำธนั้น) โดยปกติเมื่อวาดพาธจะเป็นเส้นคู่สีดำา ซึ่งเป็น
เพียงเส้นโครงร่างเท่านั้น เมื่อหันไปเลือกเครื่องมืออื่นๆ เส้นโครงร่างนี้จะหายไป แต่จะ
ปรากฎเป็นเส้นพาธขึ้นในไดอะล็อก Paths
บทที่ 11: พาธและข้อความ [227]
โครงร่างเส้นพาธ(เส้นคู่สีดำา) เมื่อเปิดสถานะการมองเห็นเส้นพาธ(เส้นสีแดง)
รูปโซ่ : แสดงสถานะการรวมกลุ่มของพาธ เมื่อทำาการเปลี่ยนแปลงพาธ เช่น
หมุน,ย่อหรือขยายขนาด เป็นต้น จะมีผลต่อพาธทั้งกลุ่ม
( คลิกรูปโซ่ = เปิดหรือเปิดไอคอนรูปโซ่ เพื่อรวมกลุ่มพำธเข้ำด้วยกัน )
ภาพพาธขนาดเล็ก : แสดงภาพรวมของเส้นพาธ
( คลิกที่ภำพนี้ ภำพจะใหญ่ขึ้น จำกนั้นลำกไปวำง เพื่อย้ำยลำำดับของพำธ )
ชื่อพาธ : แสดงชื่อพาธ
( ดับเบิ้ลคลิกที่ชื่อพำธ จำกนั้นพิมพ์ชื่อใหม่ที่ต้องกำรลงไป )
ปุ่มบริหารจัดการพาธ
New : ปุ่มสร้างพาธใหม่ เมื่อคลิกจะปรากฎ หน้ำต่ำง New Path เพื่อให้ตั้ง
ชื่อพาธใหม่ที่ต้องการจะสร้าง จากนั้นสามารถวาดพาธใหม่ได้ตามปกติ
Raise : ปุ่มย้ายพาธขึ้นไป 1 ขั้น (กด Shift + คลิก = ย้ำยไปบนสุด)
หรือใช้เม้าส์คลิกค้างแล้วลากไปวางยังลำาดับอื่นๆก็ได้
Lower : ปุ่มย้ายพาธลงไป 1 ขั้น (กด Shift + คลิก = ย้ำยไปล่ำงสุด)
หรือใช้เม้าส์คลิกค้างแล้วลากไปวางยังลำาดับอื่นๆก็ได้
[228] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
Path to Selection : สร้างเส้นประมดเดินจากเส้นพาธ (เลือกพื้นที่ตามแนว
เส้นพาธ)
คีย์ร่วม หากเลือกพื้นที่บางส่วนของภาพไว้ก่อน ก่อนสร้างเส้นประมดเดินจากเส้น
พาธ กดปุ่มดังต่อไปนี้ร่วมด้วย จะให้ผลดังนี้
• กด Shift + คลิก : เพิ่มการเลือกที่สร้างจากพาธเข้าไปรวมกับของเดิม
• กด Ctrl + คลิก : ตัดการเลือกของเดิมออก โดยใช้การเลือกที่สร้างจาก
พาธเป็นใบมีด
• กด Shift + Ctrl + คลิก : เก็บส่วนที่ซ้อนทับกันไว้
Selection to path : ปุ่มสร้างเส้นพาธจากเส้นประมดเดิน หากเลือกพื้นที่
ไว้ แล้วคลิกที่ปุ่มนี้ จะปรากฎรายการเส้นพาธเพิ่มเข้าไปในไดอะล็อก Paths โดยจะมีรูป
ร่างเดียวกับเส้นประมดเดิน
Paint along the path : ปุ่มเพื่อระบายสีตามแนวเส้นพาธ เมื่อคลิกจะ
ปรากฎ หน้ำต่ำง Stroke Path เพื่อให้กำาหนดรูปแบบของเส้นที่จะระบาย ปุ่มนี้มีลักษณะ
เดียวกับ ปุ่ม Stroke Path ที่ Tool Options ของ Path tool
Duplicate : ปุ่มทำาซำ้าพาธ (คัดลอกพาธแล้ววางในทันที)
Delete : ปุ่มลบพาธ
การรวมเส้นพาธที่มีรูปตาอยู่ด้านหน้า
คลิกที่ปุ่ม (Tab Menu) → Paths Menu → Merge Visible Path...
บทที่ 11: พาธและข้อความ [229]
11.5 รูปจักกับข้อควำมใน Gimp
การพิมพ์ข้อความลงในภาพจะใช้ Text tool โดยเมื่อใช้ Text tool คลิกที่ภาพ
เพื่อเริ่มต้นพิมพ์ข้อความ โปรแกรมจะสร้างเลเยอร์ขึ้นมาเลเยอร์หนึ่ง ก็คือ เลเยอร์
ข้อความ(Text layer) โดยเลเยอร์ชนิดนี้ จะเก็บข้อมูลที่ต่างจากเลเยอร์ทั่วไป
เลเยอร์ข้อความ 1 เลเยอร์ เก็บข้อความได้ 1 กรอบข้อความ โดยสามารถแก้ไข
เปลี่ยนฟอนต์ ทำาตัวเอียง ทำาตัวทึบ ใส่สี ปรับระยะห่างระหว่างตัวอักษร หรือปรับระหว่าง
บรรทัด ได้เหมือนกับการพิมพ์ข้อความในโปรแกรมพิมพ์เอกสาร
หลังจากพิมพ์ข้อความแล้ว จากนั้น หากมีการแปรรูปข้อความโดยวิธีต่างๆ เช่น
หมุน ย่อหรือขยำย ลบบำงส่วนของข้อควำม เป็นต้น เลเยอร์ข้อความจะแปลงไปเป็น
เลเยอร์ธรรมดา
[230] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
ต่อมาอีก หากเปลี่ยนใจอยากจะแก้ไขข้อความ จึงใช้ Text tool คลิกข้อความที่ถูก
แปรรูปไปแล้ว จะปรากฎ หน้ำต่ำง Confrim Text Editing มาถามความต้องการให้แน่ชัด
เพราะโครงสร้างเลเยอร์เปลี่ยนไปแล้ว
หน้าต่าง Confrim Text Editing
หากคลิกที่ปุ่ม Edit การแปรรูปข้อความที่ได้ทำาไปก่อนหน้านี้ จะถูกยกเลิกทั้งหมด
และกลับมาเป็นเหมือนตอนเริ่มต้น ก็คือ มีเพียงข้อความอยู่ในกรอบเท่านั้น ซึ่งสามารถ
แก้ไขความได้ตามปกติ
หากคลิกที่ปุ่ม Create New Layer จะสร้างเลเยอร์ข้อความขึ้นมาใหม่ และมี
ข้อความอยู่ในกรอบเหมือนตอนที่เริ่มต้นพิมพ์ ของเก่าที่ถูกแปรรูปไปแล้วจะยังคงอยู่
เหมือนเดิม
หลักคลิกที่ปุ่ม Create New Layer จะทำาการสร้างเลเยอร์ข้อความขึ้นมาใหม่
โดยมีข้อความอยู่ในกรอบเหมือนตอนที่เริ่มต้นพิมพ์
บทที่ 11: พาธและข้อความ [231]
11.6 กำรสร้ำงข้อควำมโดยใช้ Text tool
การสร้างข้อความโดยใช้ Text tool
1.) เลือก Text tool ที่ Toolbox (กด T)
2.) คลิกเม้าส์ค้างไว้ แล้วลากเป็นกรอบสี่เหลี่ยม จะปรากฏ กรอบข้อควำม และ กรอบ
จัดรูปแบบข้อควำม(กรอบสีนำ้ำตำล)
3.) คลิกภายในกรอบข้อความ จากนั้นพิมพ์ข้อความที่ต้องการ
กด Ctrl + คลิกที่มือจับ = ปรับกรอบข้อความให้พอดีกับข้อความ
ใช้ Text tool คลิกค้าง
แล้วลากเป็นกรอบสี่เหลี่ยม
จะปรากฎกรอบ 2 กรอบ
สำาหรับพิมพ์ข้อความและ
จัดรูปแบบข้อความ
4.) จัดรูปแบบข้อความ
การจัดรูปแบบข้อความสามารถทำาได้ 2 ที่ ก็คือ ที่ Tool Options ซึ่งจะมีผลต่อ
ข้อความทั้งหมดในกรอบข้อความ และ ที่กรอบจัดรูปแบบข้อควำม(กรอบสีนำ้ำตำล)
ซึ่งจะมีผลกับข้อความที่ถูกเลือกเท่านั้น
การจัดรูปแบบข้อความด้วย กรอบจัดรูปแบบข้อควำม จะต้องเลือกข้อความก่อน
เลือกข้อความก่อน จากนั้นจัดรูปแบบ
ข้อความ โดยใส่ค่าต่างๆลงใน
กรอบจัดรูปแบบข้อความ
[232] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
คุณสมบัติต่างๆในกรอบจัดรูปแบบข้อความ มีดังต่อไปนี้
*** กำรเลือกฟอนต์ต้องพิมพ์ชื่อขึ้นต้นก่อน แล้วจะปรำกฎรำยกำรให้เลือก
คีย์ลัด
กด Alt + กดปุ่มลูกศร = ปรับระยะ Kerning และ ระยะ Baseline
ตัวอย่างข้อความที่ถูกตกแต่งโดยใช้กรอบจัดรูปแบบข้อความ
Tool Options ของ Text tool
Tool Options ของ Text tool ใช้ตั้งค่าเริ่มต้นให้กับการสร้างข้อความ เมื่อเริ่มต้น
สร้างข้อความจะใช้ค่าจาก Tool Options นี้ก่อน
บทที่ 11: พาธและข้อความ [233]
Font (ปุ่มเลือกฟอนต์) : คลิกที่ปุ่มนี้จะปรากฎ
รายการฟอนต์มาให้เลือก
Size : ใช้กำาหนดขนาดของฟอนต์
Use editor : เมื่อติ๊กที่ตัวเลือกนี้ จะปรากฎ
หน้ำต่ำง Gimp Text Editor ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งในการ
พิมพ์ข้อความลงในกรอบข้อความ
Gimp เวอร์ชั่นเก่าๆใช้วิธีนี้ กรอบจัดรูปแบบ
ข้อความ พึ่งจะมีใช้ในเวอร์ชั่น 2.7
Tool Options ของ Text tool
Antialiasing : ใช้กำาหนดให้ขอบของข้อความดูราบเรียบขึ้น
Antialiasing ถูกติ๊ก Antialiasing ไม่ถูกติ๊ก
Hinting : ตัวเลือกเพื่อทำาให้ข้อความดูชัดเจนขึ้น เหมาะกับข้อความที่มีขนาดเล็ก
Color : ใช้เลือกสีให้กับข้อความ
Justify : จัดข้อความชิดซ้าย,ชิดขวา,จัดเข้ากลางกรอบ และ จัดชิด
ซ้ายและขวากรอบ ตามลำาดับ
ระยะย่อหน้า : กำาหนดระยะเริ่มต้นให้ห่างจากกรอบข้อความ
ระยะห่างระหว่างบรรทัด : กำาหนดระยะห่างระหว่างบรรทัด
ระยะห่างระหว่างตัวอักษร : กำาหนดระยะห่างระหว่างตัวอักษร
[234] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
Box : ใช้กำาหนดลักษณะความสัมพันธ์ ระหว่างกรอบข้อความกับข้อความ ตัวเลือก
ที่มีก็คือ
• Fixed กรอบข้อความมีขนาดคงที่ หากพิมพ์ข้อความล้นกรอบ ข้อความที่ล้นจะ
ไม่แสดง
• Dynamics กรอบข้อความปรับขนาดตามการพิมพ์ข้อความ
กด Ctrl + คลิกที่มือจับ = สลับระหว่ำง Fixed และ Dynamics
การเลือกฟอนต์ด้วย ปุ่มเลือกฟอนต์ การใช้
งานไม่ค่อยจะสะดวกเท่าไรนัก เพราะต้องคลิก
แล้วเลื่อนรายการเพื่อค้นหา หากต้องการเลือก
ใหม่ก็ต้องคลิก แล้วเลือกใหม่อีก
วิธีที่สะดวกกว่า ก็คือให้เปิด ไดอะล็อก Fonts
ไว้ (Windows → Dockable Dialogs →
Fonts) แล้วเลือกฟอนต์จากที่นี้ ไดอะล็อกฟอนต์
Gimp มีคำาสั่งหรือสคริปต์ที่ใช้สร้างโลโก้จากข้อความได้ง่ายๆ
ให้ไปที่ File → Create → Logo → (รำยกำรสร้ำงโลโก้)
ตัวอย่างโลโก้ที่สร้างโดยใช้สคริปต์ (สำมำรถเลือกข้อควำมเองได้)
บทที่ 11: พาธและข้อความ [235]
11.7 สร้ำงพำธจำกข้อควำม
เราสามารถสร้างเส้นพาธ จากข้อความที่พิมพ์ด้วย Text tool ได้ ซึ่งจะสามารถ
ตกแต่งได้อย่างอิสระ ตามสไตล์ของพาธ เช่น ดัดเส้น, ย่อขยาย, ใส่เพอร์สเป็คทีฟ หรือ
หมุน ได้อย่างอิระโดยที่เส้นไม่แตก ซึ่งจากนั้นสามารถระบายสี ใส่ฟิลเตอร์ เทสีเกรเดี้ยนต์
เพื่อตกแต่งข้อความได้ แต่ทั้งนี้ข้อความจะไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว เพราะไม่ได้มีโครงสร้าง
เป็นเลเยอร์ข้อความแล้ว
สร้างพาธจากข้อความ
1.) ใช้ Text tool สร้างข้อความ เมื่อสร้างแล้วจะได้เลเยอร์ข้อความมาเลเยอร์หนึ่ง
2.) ที่ไดอะล็อก Layers คลิกเม้ำส์ขวำที่เลเยอร์ข้อควำม → Text to Path จากนั้นที่
ไดอะล็อก Paths จะปรากฎเส้นพาธขึ้นมาเส้นหนึ่ง มีลักษณะเดียวกับข้อความ
3.) จากเส้นพาธที่ได้มานี้ สามารถดัดเส้น ปรับแต่งโหนด แปลงไปเป็นการเลือก ซึ่งจะ
ทำาให้ตกแต่งได้อย่างอิสระมากขึ้น
ข้อความที่สร้างด้วย Text tool เส้นพาธที่สร้างจากข้อความ
ทำาการปรับแต่งโหนด
จากนั้นสร้างเส้นประมดเดินจากเส้นพาธ
ตกแต่งโดยการระบายสีต่างๆ
11.8 กำรวำงข้อควำมตำมแนวเส้นพำธ
เมื่อสร้างข้อความด้วย Text tool โดยปกติตัวอักษรจะเรียงเป็นแนวเส้นตรง แต่
ทั้งนี้เมื่อสร้างเสร็จแล้ว สามารถนำาข้อความดังกล่าวไปวางไว้บนเส้นพาธที่มีความโค้งได้ ตัว
อักษรก็จะวางแนวไปตามความโค้งของเส้นพาธด้วย
[236] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
แต่ทว่า ข้อความที่วางแนวบนเส้นโค้ง จะเป็นพาธผสมที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ ซึ่งไม่
สามารถแก้ไขข้อความ หรือปรับฟอนต์ได้
การวางข้อความตามแนวเส้นพาธ
1.) สร้างเส้นพาธด้วย Path tool
2.) สร้างข้อความด้วย Text tool
เส้นพาธที่สร้างไว้ ข้อความที่สร้างไว้
3.) ที่ไดอะล็อก Paths เลือกเส้นพาธที่ต้องการจะนำาข้อความไปวาง โดยคลิกเม้าส์
เลือกที่ชื่อเส้นพาธ
4.) ที่ไดอะล็อก Layers คลิกเม้ำส์ขวำที่เลเยอร์ข้อควำม → Text along Path
จากนั้น สิ่งที่ได้คือ พาธผสมเส้นหนึ่ง ที่มีลักษณะเดียวกับข้อความ และเรียงตัวกัน
บนแนวของเส้นพาธแรก
เมื่อใช้ Path tool คลิกและซูมเข้าไปดู
เมื่อดูที่ไดอะล็อก Paths จะปรากฎเส้นพาธอีกเส้นหนึ่ง
มีลักษณะเดียวกับข้อความ แต่วางแนวบนพาธแรก
บทที่ 11: พาธและข้อความ [237]
[238] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
บทที่ 12 : การแปรรูป
12.1 กลุ่มเครื่องมือแปรรูป (Transfrom Tools)
เครื่องมือแปรรูป (Transfrom tools) เป็นเครื่องมือที่ใช้เปลี่ยนแปลงรูปร่างของ
องค์ประกอบต่างๆ เช่น ย้ายตำาแหน่ง ทำาให้บิดเบี้ยว เป็นต้น สามารถใช้ได้กับเลเยอร์ , เส้น
พาธ หรือ เส้นประมดเดิน(การเลือก) ก็ได้ เครื่องมือในกลุ่มนี้มีดังต่อไปนี้
เครื่องมื่อแปรรูป
(เลือกจาก Toolbox)
เครื่องมื่อแปรรูป
(เลือกจากเมนู Tool → Tranform tools)
12.2 คุณสมบัติพื้นฐำนของเครื่องมือแปรรูป
กลุ่มเครื่องมือแปรรูป มีคุณสมบัติพื้นฐานใน Tool Options ที่เหมือนๆกันอยู่กลุ่ม
หนึ่ง ซึ่งจะได้อธิบายไว้ในหัวข้อนี้
ปุ่มเลือกองค์ประกอบที่จะทำาการแปรรูป (Transform) : มีอยู่ 3 ปุ่มก็คือ (ดู
ตำมภำพถัดไป)
• เลเยอร์ : เมื่อทำาการแปรรูปจะมีผลต่อเลเยอร์เท่านั้น
• เส้นประมดเดิน(การเลือก) : เมื่อทำาการแปรรูปจะมีผลต่อเส้นประมด
เดิน(การเลือก) เท่านั้น
(กด Alt ค้าง ระหว่างใช้เครื่องมือ = สลับมำที่ปุ่มนี้ )
• พาธ : เมื่อทำาการแปรรูปจะมีผลต่อเส้นพาธเท่านั้น
(กด Ctrl ค้าง ระหว่างใช้เครื่องมือ = สลับมำที่ปุ่มนี้)
[240] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
Direction : ใช้ทิศทางในการแปรรูป ตัวเลือกที่
มีก็คือ
• Normal (Forward) : เป็นทิศทางปกติ เช่น
เมื่อหมุนเลเยอร์โดยการลากเมาส์ตามเข็ม
นาฬิกา เลเยอร์ก็จะหมุนตามเข็มนาฬิกา
• Corrective (Backward) : เป็นทิศทางที่
กลับกับการกระทำา คล้ายๆเลี้ยวซ้ายไปขวา
เลี้ยวขวาไปซ้าย
Interpolation : ใช้เลือกวิธีคำานวณผลลัพย์ ซึ่ง
จะมีผลต่อคุณภาพขององค์ประกอบที่ถูกแปรรูป
• None : ให้คุณภาพตำ่าสุด แต่เร็วที่สุด
• Linear : คุณภาพดี ความเร็วปานกลาง
• Cubic : ให้คุณภาพที่ดีที่สุด แต่ก็ใช้เวลานาน
• Sinc (Lanczos3) : ให้คุณภาพสูง
Clipping : ในกรณีที่ทำาการแปรรูปองค์ประกอบ แล้วเกิดกรณีที่ผลลัพย์มีขนาด
ใหญ่กว่าขอบเขตเลเยอร์ ตัวเลือกที่มีก็คือ
• Adjust : ขยายขนาดเลเยอร์ออกไป ให้พอดีกับผลลัพย์ (แม้แปรรูปแล้วขนาด
จะเล็กกว่า ก็จะปรับขนาดเลเยอร์ให้เล็กตามไปด้วย)
• Clip : ตัดส่วนที่ใหญ่เกินขอบเขตเลเยอร์ทิ้งไป
• Crop to result : ตัดส่วนที่เป็นพื้นที่โปร่งใสที่อยู่รอบๆเลเยอร์(ขณะแปรรูป)
ทิ้งไปทั้งหมด
• Crop with aspect : ตัดส่วนที่เป็นพื้นที่โปร่งใสทิ้งทั้งหมด โดยคงสัดส่วนความ
สูงต่อความกว้างไว้
ตัวอย่าง Clipping แบบต่างๆ ตามภาพดังต่อไปนี้
บทที่ 12: การแปรรูป [241]
Tool Options ของ Shear tool
ภาพต้นฉบับ หมุนเลเยอร์ด้วย Clipping แบบ Adjust
ขอบเขตเลเยอร์ขยายออกไป(ใหญ่กว่าภาพ)
หมุนเลเยอร์ด้วย Clipping แบบ Clip
ส่วนที่เกินขอบเขตเลเยอร์จะถูกตัดทิ้ง
(สังเกตุเส้นประสีเหลืองสลับดำา
แสดงขอบเขตเลเยอร์)
หมุนเลเยอร์ด้วย Clipping แบบ Crop to Result
ส่วนที่เป็นพื้นที่ว่าง(ขณะหมุน) จะถูกตัดทิ้งไปทั้งหมด
หมุนเลเยอร์ด้วย Clipping แบบ Crop to Aspect
ส่วนที่เป็นพื้นที่ว่าง(ขณะหมุน) จะถูกตัดทิ้งไป
โดยจะคงสัดส่วนของขนาดเลเยอร์เดิมไว้
โดยการตัดซ้ายและขวาออกอีกนิดหน่อย
[242] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
Preview : ขณะทำาการแปรรูป สามารถเลือกดูภาพ Preview (ภำพผลลัพย์ที่จะ
เกิด) ได้ 4 รูปแบบดังนี้
• Outline : ดูเฉพาะเส้นกรอบ
• Grid : ดูเป็นตารางกริด
โดยสามารถกำาหนดความถี่ของตารางกริด ได้ 2 วิธี ก็คือ กำำหนดจำำนวนกริด
(กำาหนดที่ Number of Grid Lines) หรือ กำำหนดเป็นระยะห่ำงระหว่ำงกริด
ซึ่งจะคำานวนจำานวนกริดให้อย่างอัตโนมัติ (กำาหนดที่ Grid line spacing)
• Image : ดูเป็นภาพ เหมือนผลลัพย์ที่จะเกิดมากที่สุด
• Grid+Image : ดูเป็นตารางกริดและภาพ
Preview : Outline Preview : Grid
(Number of Grid Lines=10)
Preview : Image Preview : Image+Grid
Opacity : กำาหนดความโปร่งใสของภาพ Preview
บทที่ 12: การแปรรูป [243]
12.3 ย้ำยด้วย Move Tool
Move tool เป็นเครื่องมือที่ใช้เคลื่อนย้ายองค์ประกอบ อย่างเช่น เลเยอร์, พาธ,
เส้นประมดเดิน ข้อความ หรือ เส้นไกด์ เป็นต้น
การใช้งาน Move tool
1.) เลือก Move tool ที่ Toolbox (กด M)
2.) กำาหนด Tool Options ตามต้องการ (กำรใช้คีย์ร่วมเพื่อเลือกค่ำที่ Tool Options
จะสะดวกกว่ำมำก ดู NOTE ที่ด้ำนท้ำยของหัวข้อนี้)
3.) คลิกค้างที่องค์ประกอบ จากนั้นลากไปวางยังตำาแหน่งที่ต้องการ
Tool Options ของ Move tool
Tool Option ของ Move tool
Move (ปุ่มเลือกองค์ประกอบที่จะทำาการแปรรูป) : อธิบายอยู่ในหัวข้อ
12.2:คุณสมบัติพื้นฐานของเครื่องมือแปรรูป
Tool Toggle (Shift) : การย้าย สามารถเลือกกระทำากับองค์ประกอบได้ทีละ
ประเภทเท่านั้น เลเยอร์ก็เลเยอร์ พาธก็พาธ หากในกรณีที่มีองค์ประกอบประเภทเดียวกัน
หลายตัว เช่น มีหลายเลเยอร์ หรือมีหลายเส้นพาธ
• Pick a… ใช้เมาส์คลิกโดนตัวไหนก็ย้ายตัวนั้น เช่น ในกรณีเลือกย้ายเส้นพาธ
เมื่อคลิกโดนพาธเส้นไหน ก็ย้ายพาธเส้นนั้น
• Move the active... ไม่ว่าจะใช้เมาส์คลิกที่ไหนก็ตาม จะเคลื่อนย้ายตัวที่ถูก
เลือกในไดอะล็อกเท่านั้น เช่น มี 3 เลเยอร์ เลเยอร์ที่จะถูกเคลื่อนย้ายก็คือ
เลเยอร์ที่ถูกเลือกในไดอะล็อก Layers ไม่ว่าจะคลิกที่ตรงไหนก็ตาม
[244] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
คีย์ร่วมในการใช้ Move tool
เมื่อใช้ Move tool ย้ายองค์ประกอบ ค่าเริ่มต้นจะเป็นการย้ายเลเยอร์ โดย
คลิกโดนที่เลเยอร์ใดก็ย้ายเลเยอร์นั้น
ขณะใช้ Move tool หากกดปุ่มบนต่อไปนี้ร่วมด้วย จะให้ผลดังนี้
กด Alt ค้าง + ใช้ Move tool :
เมื่อทำาการแปรรูปจะมีผลต่อเส้นประมดเดินเท่านั้น เท่ากับคลิกปุ่ม
กด Ctrl ค้าง + ใช้ Move tool :
เมื่อทำาการแปรรูปจะมีผลต่อเส้นพาธเท่านั้น เท่ากับคลิกปุ่ม
กด Shift แล้วปล่อย :
ที่ Tool Toggle เลือกเป็น Move the active.....
กด Ctrl แล้วปล่อย :
ที่ Tool Toggle เลือกเป็น Pick a .....
12.4 จัดเรียงด้วย Align Tool
Align tool เป็นเครื่องมือที่ใช้จัดเรียงองค์ประกอบให้เป็นระเบียบ โดยสามารถ
เลือกองค์ประกอบที่จะทำาการจัดเรียงทุกประเภทได้พร้อมๆกัน
การใช้งาน Align tool
1.) เลือก Align tool ที่ Toolbox (กด Q)
2.) เลือกองค์ประกอบที่จะทำาการจัดเรียง เช่น เลือกเลเยอร์ต่างๆ
การเลือกหลายๆองค์ประกอบ ให้ กด Shift ค้างไว้ แล้วใช้เมาส์คลิกเลือกองค์
ประกอบทีละตัวจนครบ หรืออีกวิธีหนึ่ง ใช้เมาส์ลากเป็นกรอบสี่เหลี่ยมให้ครอบคลุม
องค์ประกอบต่างๆ
บทที่ 12: การแปรรูป [245]
3.) ที่ Tool Options เลือกตัวอ้างอิงการจัดเรียงตามต้องการ ( ตั้ง Ralation to : … )
4.) ที่ Tool Options คลิกปุ่มคำาสั่งที่ต้องการ เพื่อจัดเรียงองค์ประกอบ
Tool Options ของ Align tool
Tool Options ของ Align tool แบ่งเป็น 2
ส่วน ก็คือ Align และ Distribute
(Align : ใช้จัดเรียง)
Relative to : ใช้เลือกตัวอ้างอิงที่จะใช้ในการ
จัดเรียง ตัวเลือกที่มี ก็คือ
• First item : ตัวแรกที่ถูกเลือก (ใช้ได้เฉพำะ
กำรกด Shift+ใช้เมำส์คลิกเพื่อเลือกองค์
ประกอบ กำรลำกเมำส์ครอบ จะไม่มีตัวแรกที่
ถูกเลือก)
• Image : ภาพ
• Active layers : เลเยอร์ที่ถูกเลือก
• Active Channel : แชนแนลที่ถูกเลือก
• Active Path : พาธที่ถูกเลือก
ปุ่มจัดเรียง : ชิดซ้าย, กลางแนวดิ่ง, ชิดขวา, ชิดบน, กลาง
แนวราบ, ชิดล่าง ตามลำาดับ
(Distribute : ใช้กระจำยระยะห่ำง)
ปุ่มกระจายระยะห่าง : มีอยู่ 6 ปุ่มหมือนปุ่มจัดเรียง เพียงแต่คนละหน้าที่
Offset : กำาหนดระยะห่างที่จะกระจายให้เท่าๆกัน
[246] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
Tool Options ของ Align tool
ตัวอย่างการใช้ Align tool
1. ภาพต้นฉบับมี 7 เลเยอร์
และเลือก Relation to เป็น First Item
2. กด Shift + ใช้ Align tool คลิกทีละตัว
จนครบ (ตัวแรกที่เลือกคือตัวสีเขียวบนสุด)
3. ที่ Align คลิก
เลเยอร์ทั้งหมดจะจัดชิดซ้าย โดยอ้างอิง
ตำาแหน่งด้านซ้ายของเลเยอร์แรกที่ถูกเลือก
4. ที่ Distribute ตั้ง Offset=45
จากนั้นคลิก
กระจายระยะห่างจากบนลงมาให้ห่างเท่ากัน
5. ที่ Distribute ยังตั้ง Offset =45
จากนั้นคลิก
กระจายระยะห่างไปทางขวาให้ห่างเท่ากัน
6. เลือก Relation to เป็น Image
และที่ Distribute ตั้ง Offset=0
จากนั้นคลิก และ อีกครั้ง
(ทุกเลเยอร์มาซ้อนกันอยู่ตรงกลาง)
บทที่ 12: การแปรรูป [247]
12.5 ตัดภำพด้วย Crop Tool
Crop tool ใช้ในการครอปภาพ ซึ่งการครอปภาพ ก็คือ การตัดบางส่วนของภาพ
เก็บไว้ แล้วทิ้งส่วนอื่นๆไป และจะทำาการปรับขนาดภาพให้พอดีกับส่วนที่ตัดเก็บไว้
การใช้ Crop tool ครอปภาพ
1.) เลือก Crop tool (Shift+C) ที่ Toolbox
2.) กำาหนด Tool Options ตามต้องการ (อธิบำยไว้ด้ำนท้ำยของหัวข้อนี้)
3.) คลิกค้างบนภาพ แล้วลากเป็นกรอบสี่เหลี่ยม พื้นที่ในกรอบ(กรอบครอป) คือส่วนที่
ต้องการตัดเก็บไว้
ภาพต้นฉบับ คลืกค้างแล้วลากเมาส์เป็นกรอบสี่เหลี่ยม
จะปรากฎกรอบครอป
4.) ปรับขนาดและตำาแหน่งกรอบครอป
เมื่อลากเมาส์เป็นกรอบสี่เหลี่ยมแล้ว กรอบครอปมักจะไม่ได้ขนาดหรือตำาแหน่ง
ตามต้องการ จึงต้องปรับเสมอ การปรับขนาดและตำาแหน่งกรอบครอป สามารถใช้
Tool options หรือ ใช้เมำส์ ก็ได้ ใช้ Tool Options จะได้ค่าที่แม่นยำา โดยการ
กรอกตัวเลข แต่ใช้เมาส์จะเร็วกว่า
ใช้เมาส์จับมือจับเล็กๆภายในกรอบครอป
เลื่อนไปมา เพื่อปรับขนาดกรอบครอป
( มือจับเล็กๆภายในกรอบครอปมี 8 อัน
อยู่ที่แต่ละมุมและแต่ละด้าน )
หากต้องการเลื่อนทั้งกรอบให้ใช้เมาส์จับแถวๆ
กลางกรอบครอปแล้วเลื่อน
[248] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
5.) กด Enter เพื่อจบการครอป (กด Esc เพื่อยกเลิกการครอป)
ผลที่ได้หลังจากครอปภาพ
เหลือเฉพาะภาพที่อยู่ในกรอบครอป
พร้อมกับปรับขนาดภาพใหม่ใหพอดีด้วย
Tool Options ของ Crop tool
Current layer only : ครอปเฉพาะเลเยอร์ที่
เลือกเท่านั้น ขนาดภาพจะไม่เปลี่ยนตามกรอบครอป
เมื่อตัวเลือก Current layer only ถูกติ๊ก จะครอปเฉพาะ
เลเยอร์ที่ถูกเลือกเท่านั้น ขนาดภาพจะไม่เปลี่ยนตาม
Allow growing : หากตัวเลือกนี้ถูกติ๊ก จะสา
มารถครอปนอกเหนือขอบเขตเลเยอร์(หรือภาพ)ได้
กรอบครอปอยู่
นอกขอบเขตเลเยอร์
หลังจากครอปภาพ
บทที่ 12: การแปรรูป [249]
Tool Options ของ Crop tool
Expand from center : สร้างกรอบครอปจากศูนย์กลางออกไป ปกติจะสร้าง
จากมุมใดไปมุมหนึ่ง
Fixed : ล็อคขนาดการวาดกรอบครอปซึ่งมีตัวเลือก
ก็คือ
• Aspect ratio ล็อคสัดส่วนความกว้างต่อความสูง
ปกติคือ 1:1 ซึ่งจะวาดเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส
• Width ล็อคความกว้าง
• Height ล็อคความสูง
• Size วาดกรอบสี่เหลี่ยมตามขนาดที่ระบุ (200x100)
ล็อคสัดส่วนการวาดกรอบครอป
ล็อคขนาดการวาดกรอบครอป
Position : ใช้กำาหนดพิกัดตำาแหน่งของกรอบครอป (พิกัด X,Y)
Size : ใช้กำาหนดขนาดของกรอบครอป (กว้าง x สูง)
Hightlight : หากเลือกตัวเลือกนี้ เมื่อวาดกรอบครอป ส่วนที่อยู่นอกกรอบ สีจะ
มืดลง เพื่อความชัดเจนว่าส่วนไหนเป็นส่วนไหน
Guides : กรอบเลือกรูปแบบเส้นไกด์ ที่แสดงอยู่ในกรอบครอป ดังนั้
No Guides Center Lines
Rule of thirds Golden sections
Auto Shrink : เมื่อคลิกที่ปุ่มนี้ จะทำาการปรับกรอบครอป โดยพยายามค้นหา
ส่วนที่เป็นขอบภาพ (ส่วนที่มีภาพกับส่วนที่เป็นที่ว่างต่อกัน) แล้วย้ายกรอบครอปไปที่นั่น
ทั้งนี้ พื้นที่ว่างต้องอยู่ในขอบเขตเลเยอร์จึงจะเห็นผล
Shrink merged : หากตัวเลือกนี้ถูกติ๊ก จะทำาการคำานวณการครอปในทุกเลเยอร์
[250] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
คำาสั่งต่างๆที่ใช้ครอปภาพ
Image → Crop to Selection
ครอปภาพตามพื้นที่ที่ถูกเลือก(ตามแนวเส้นประมดเดิน)
Image → AutoCrop Image
ครอปภาพ โดยตัดขอบที่เป็นพื้นที่ว่างรอบนอก(หรือมีสีเดียว)ทิ้ง
Image → Zealous Crop
ครอปภาพ โดยตัดขอบภาพและตัดบริเวณกลางภาพ ที่เป็นพื้นที่ว่าง(หรือมีสี
เดียว) ทิ้ง
ภาพต้นฉบับ AutoCrop Image Zealous Crop
12.6 หมุนด้วย Rotate Tool
Rotate tool เป็นเครื่องมือที่ใช้หมุนองค์ประกอบ ใช้ได้กับเลเยอร์, เส้นพาธ และ
เส้นประมดเดิน(การเลือก)
การใช้งาน Rotate tool
1.) เลือก Rotate tool ที่ Toolbox (กด Shift+R)
2.) ที่ Tool Options เลือกประเภทองค์ประกอบที่ต้องการจะหมุน (ปกติเป็นเลเยอร์)
3.) ใช้ Rotate tool คลิกที่องค์ประกอบ เพื่อจะทำาการหมุน ซึ่งมีอยู่ 2 วิธีก็คือ
บทที่ 12: การแปรรูป [251]
วิธีที่ 1 (ใช้เมำส์หมุน) : คลิกค้างที่องค์ประกอบ แล้วลากเมาส์ขึ้นหรือลง เพื่อหมุน
ทวนเข็มหรือตามเข็มนาฬิกา ตามลำาดับ (กด Ctrl ค้ำงไว้ ระหว่ำงหมุน จะหมุนที
ละ 15o
)
คลิกค้างที่เลเยอร์ ลากเมาส์ลงเพื่อหมุนเลเยอร์
ตามเข็มนาฬิกา
วิธีที่ 2 : ที่ หน้ำต่ำง Ratate ใส่ค่าตัว
เลขลงไปที่นี่ ก็จะได้การหมุนแม่นยำา
(หน้ำต่ำง Rotate จะปรำกฎเมื่อใช้
Rotate tool คลิกที่องค์ประกอบ)
หน้าต่าง Rotate Angle : มุมการหมุน
Center X และ Y : พิกัดจุดหมุน
4.) ปรับตำาแหน่งจุดหมุน (จะทำำก่อนหรือหลังกำรหมุนก็ได้) จุดหมุนแสดงแทนด้วยรูป
เริ่มต้น จุดหมุนจะอยู่ที่กึ่งกลางองค์ประกอบ สามารถปรับจุดหมุนได้โดยการ
ใช้เมาส์จับเลื่อน หรือใส่ค่าที่หน้าต่าง Rotate
5.) กด Enter หรือคลิกที่ ปุ่ม Rotate เพื่อจบ
การหมุน
ผล (ตั้ง Clipping=Adjust) →
[252] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
Tool Options ของ Rotate tool
Transform (ปุ่มเลือกองค์ประกอบที่จะทำาการ
แปรรูป), Interpolation, Clipping, Preview อธิบาย
อยู่ในข้อ 12.2 : คุณสมบัติพื้นฐานของเครื่องมือแปรรูป
15 degrees (Ctrl) : หากตัวเลือกนี้ถูกติ๊ก จะ
หมุนทีละ 15o
(หรือใช้การ กด Ctrl ค้างไว้ แล้วหมุนก็ได้)
12.7 ย่อขยำยด้วย Scale Tool
Scale tool เป็นเครื่องมือที่ใช้ย่อหรือขยายขนาดขององค์ประกอบ ใช้ได้กับ
เลเยอร์, เส้นพาธ และ เส้นประมดเดิน(การเลือก)
การใช้งาน Scale tool
1.) เลือก Scale tool ที่ Toolbox (กด Shift+T)
2.) ที่ Tool Options เลือกประเภทองค์ประกอบที่ต้องการจะย่อหรือขยายขนาด
(ค่าปกติคือเลเยอร์)
3.) ใช้ Scale tool คลิกที่องค์ประกอบ จะปรากฎกรอบแปรรูป แสดงส่วนที่จะทำาการ
ย่อหรือขยาย ซึ่งมีวิธีย่อหรือขยายอยู่ 2 วิธีก็คือ
บทที่ 12: การแปรรูป [253]
Tool Options ของ Rotate tool
วิธีที่ 1 (ใช้เมำส์) : ใช้เมาส์จับที่มือจับภายในกรอบแปรรูปเลื่อนไปมา เพื่อทำาการ
ย่อหรือขยายขนาด (กด Ctrl ค้ำงไว้ = ล็อคสัดส่วนของกรอบ)
ใช้ Scale tool คลิกที่เลเยอร์ ใช้เมาส์จับที่มือจับเลื่อนไปมา
เพื่อย่อหรือขยายขนาดเลเยอร์
วิธีที่ 2 : ที่ หน้ำต่ำง Scale ใส่ค่าตัว
เลขลงไปที่นี่ ก็จะได้การหมุนแม่นยำา
(หน้ำต่ำง Rotate จะปรำกฎเมื่อใช้
Rotate tool คลิกที่องค์ประกอบ)
หน้าต่าง Scale
Width : ความกว้าง Height : ความสูง
คลิกที่รูปโซ่เพื่อล็อคสัดส่วนความกว้างต่อความสูง
4.) กด Enter หรือคลิกที่ ปุ่ม Scale เพื่อจบ
การย่อหรือขยายขนาด
(กำรขยำยขนำดเลเยอร์จะทำำให้คุณภำพของ
ภำพลดลง)
ผล
(ตั้ง Clipping=Adjust)
[254] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
Tool Options ของ Scale tool
Transform (ปุ่มเลือกองค์ประกอบที่จะทำาการ
แปรรูป), Interpolation, Clipping, Preview อธิบาย
อยู่ในข้อ 12.2 : คุณสมบัติพื้นฐานของเครื่องมือแปรรูป
Keep aspect : หากตัวเลือกนี้ถูกติ๊ก เมื่อ
ทำาการย่อหรือขยายองค์ประกอบ จะล็อคสัดส่วนภาพไว้
ให้เท่ากับของเดิม(หรือใช้การ กด Ctrl ค้างไว้ )
12.8 เฉือนด้วย Shear Tool
Shear tool เป็นเครื่องมือที่ใช้แปรรูปในลักษณะของการเฉือน เช่น ดันด้านบนไป
ทางหนึ่ง ดันด้านล่างไปอีกทางหนึ่ง
Shear tool ใช้ได้กับเลเยอร์, เส้นพาธ และ เส้นประมดเดิน(การเลือก)
การใช้งาน Shear tool
1.) เลือก Shear tool ที่ Toolbox (กด Shift+S)
2.) ที่ Tool Options เลือกประเภทองค์ประกอบที่ต้องการจะแปรรูป
(ค่าปกติคือเลเยอร์)
3.) ใช้ Shear tool คลิกที่องค์ประกอบ เพื่อจะทำาการเฉือน ซึ่งมีอยู่ 2 วิธีก็คือ
บทที่ 12: การแปรรูป [255]
Tool Options ของ Scale tool
วิธีที่ 1 (ใช้เมำส์) : คลิกค้างที่องค์ประกอบ แล้ว...
- ลำกเมำส์ขึ้นหรือลง หากต้องการเฉือนในแนวดิ่ง
- ลำกเมำส์ไปซ้ำยหรือขวำ หากต้องการเฉือนในแนวราบ
*** ไม่สำมำรถเฉือนแนวดิ่งและแนวรำบพร้อมกันได้ในครั้งเดียว
ใช้ Shear tool คลิกที่เลเยอร์
(ยังไม่เกิดอะไรให้เห็นชัดเจน)
คลิกค้างแล้วลากเมาส์ไปทางซ้าย
เพื่อเฉือนในแนวราบ
วิธีที่ 2 : ที่ หน้ำต่ำง Shear ใส่ค่าตัว
เลขลงไปที่นี่ ก็จะได้การเฉือนแม่นยำา
(หน้ำต่ำง Shear จะปรำกฎเมื่อใช้
Shear tool คลิกที่องค์ประกอบ)
หน้าต่าง Shear Shear magnitude X และ Y
ปริมาณการเฉือนในราบและแนวดิ่งตามลำาดับ
4.) กด Enter หรือคลิกที่ ปุ่ม Shear เพื่อจบ
การย่อหรือขยายขนาด
ผล (ตั้ง Clipping=Adjust)
Tool Options ของ Shaer tool
คุณสมบัติของ Shear tool ใน Tool Options มีอธิบายไว้ที่หัวข้อ 12.2 :
คุณสมบัติพื้นฐานของเครื่องมือแปรรูป ทุกประการ
[256] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
12.9 บิดด้วย Perspective Tool
หากอธิบายความหมายของ Perspective tool ตามชื่อ ต้องอธิบายว่า เป็นเครื่อง
มือที่ใช้แปลงองค์ประกอบจากมุมมองธรรมดา ให้เป็นมุมมองเพอร์สเป็คทีฟ
แต่ทั้งนี้ Perspective tool ทำาได้มากกว่านั้น Perspective tool บางครั้งจะเรียก
ว่า Distort tool เพราะสามารถใช้บิดองค์ประกอบให้เป็นรูปร่างอื่นๆได้ด้วย เช่น ภาพใน
เลเยอร์ที่เป็นสี่เหลี่ยม สามารถบิดให้เป็นรูปคางหมู หรือรูปสามเหลี่ยมก็ได้
Perspective tool ใช้ได้กับเลเยอร์, เส้นพาธ และเส้นประมดเดิน(การเลือก)
การใช้งาน Perspective tool
1.) เลือก Perspective tool ที่ Toolbox (กด Shift+P)
2.) ที่ Tool Options เลือกประเภทองค์ประกอบที่ต้องการจะแปรรูป
(ค่าปกติคือเลเยอร์)
3.) ใช้ Perspective tool คลิกที่องค์ประกอบ จะปรากฎกรอบแปรรูป แสดงส่วนที่จะ
ทำาการบิด
4.) ใช้เมาส์จับที่มือจับ ที่อยู่ภายในกรอบแปรรูป ย้ายไปยังตำาแหน่งต่างๆเพื่อบิดองค์
ประกอบ
ใช้ Perspective tool คลิกที่เลเยอร์
จะปรากฎกรอบแปรรูป
ใช้เมาส์จับที่มือจับภายในกรอบแปรรูป
แล้วย้ายตำาแหน่ง เพื่อบิดภาพในเลเยอร์
บทที่ 12: การแปรรูป [257]
ขณะใช้เมาส์ย้ายตำาแหน่งมือจับ จะปรากฎ หน้ำต่ำง Perspective แสดงราย
ละเอียดต่างๆ (ตัวเลขต่างๆ เข้าใจได้ยากมาก)
หน้าต่าง Perspective
กด Reset เพื่อกลับไปที่ค่าเริ่มต้น
5.) กด Enter หรือคลิกที่ ปุ่ม Transform
เพื่อจบการบิด
ผล (ตั้ง Clipping=Adjust) →
Tool Options ของ Perspective tool
คุณสมบัติของ Perspective tool ใน Tool Options เหมือนกับ Shear tool ซึ่ง
มีอธิบายไว้ที่หัวข้อ 12.2 : คุณสมบัติพื้นฐานของเครื่องมือแปรรูป
12.10 กลับด้ำนด้วย Flip Tool
Flip tool เป็นเครื่องมือที่ใช้กลับด้านองค์ประกอบ Flip tool ใช้ได้กับเลเยอร์,
เส้นพาธ และเส้นประมดเดิน(การเลือก)
การใช้งาน Flip tool
1.) เลือก Flip tool ที่ Toolbox (กด Shift+F)
2.) ที่ Tool Options เลือกประเภทองค์ประกอบที่ต้องการจะแปรรูป
(ปกติเป็นเลเยอร์)
*** กำรกลับด้ำนเลเยอร์ ให้เลือกเลเยอร์ที่ต้องกำร ที่ไดอะล็อก Layers ก่อน
[258] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
*** กำรกลับด้ำนเส้นพำธ ให้เลือกเส้นพำธที่ต้องกำร ที่ไดอะล็อก Paths ก่อน
3.) กลับด้านองค์ประกอบโดย
คลิก(ที่องค์ประกอบ) = กลับด้านในแนวราบ
กด Ctrl + คลิก(ที่องค์ประกอบ) = กลับด้านในแนวดิ่ง
ต้นฉบับ หลังใช้ Flip tool คลิกที่เลเยอร์
กด Ctrl + คลิกที่เลเยอร์ ตัวอย่างการสร้างเงาสะท้อนในนำ้า
Tool Options ของ Flip tool
Affect (ปุ่มเลือกองค์ประกอบที่จะทำาการ
แปรรูป) อธิบายอยู่ในข้อ 12.2 : คุณสมบัติพื้นฐานของ
เครื่องมือแปรรูป
Flip type : ตัวเลือกแนวที่จะกลับด้าน
• Horizontal = กลับด้านแนวราบ
• Vertical = กลับด้านแนวดิ่ง
บทที่ 12: การแปรรูป [259]
Tool Options ของ Flip tool
12.11 ดัดภำพด้วย Cage Transform Tool
Cage transform tool เป็นเครื่องมือที่ใช้ดัดภาพให้บิดเบี้ยว มีลักษณะการใช้
งานคล้าย Perspective tool แต่ทั้งนี้ Cage transform tool สามารถสร้างกรอบ
แปรรูปได้อย่างอิสระ โดยกรอบดังกล่าวจะเป็นรูปทรงอะไรก็ได้ คล้ายกับการสร้างกรงรูป
ร่างอิสระขึ้นมาครอบภาพ แล้วดัดกรง ก็จะทำาให้พื้นที่ภายในกรงเปลี่ยนรูปร่างตาม
Cage transform tool ใช้ได้กับเลเยอร์เท่านั้น
การใช้งาน Cage transform tool
1.) เลือก Cage transfrom tooll ที่ Toolbox (กด Shift+G)
2.) สร้างกรอบแปรรูป
คลิกเมาส์เพื่อสร้างโหนดและเส้นรอบๆพื้นที่ที่ต้องการจะแปรรูป
สุดท้าย ให้วกกลับมาคลิกที่โหนดเริ่มต้น เพื่อสร้างเป็นวงปิด โหนดและเส้นที่สร้าง
ขึ้นมาก็คือกรอบแปรรูป
คลิกเมาส์เพื่อสร้างโหนดและเส้นรอบๆ
พื้นที่ที่ต้องการแปรรูป
กลับมาคลิกที่โหนดเริ่มต้นอีกครั้ง
เพื่อสร้างเป็นกรอบวงปิด
3.) ใช้เมาส์จับโหนดของกรอบแปรรูปย้ายตำาแหน่ง เพื่อดัดภาพอย่างอิสระ
[260] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
ใช้เมาส์จับที่โหนดแล้วย้ายตำาแหน่งเพื่อ
ทำาการดัดภาพ
ผล
(ใช้เครื่องมือต่างๆเก็บงานอีกนิดหน่อย)
Tool Options ของ Cage transform tool
Create or adjust the cage : เป็นโหมด
สำาหรับสร้างโหนดและเส้นของกรอปแปรรูป (โหมดสร้าง
กรงครอบภาพ)
Deform the cage to deform : เป็นโหมด
ดัดกรง หรือย้ายโหนดของกรอบแปรรูป เพื่อดัดภาพ
บทที่ 12: การแปรรูป [261]
Tool Options ของ
Cage transform tool
[262] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
บทที่ 13 : เครื่องมือตกแต่งสี
หากเข้าใจทฤษฎีสีเบื้องต้น ในบทที่ 7 : เรื่องของสี จะเข้าใจการใช้งาน
เครื่องมือตกแต่งสีได้ง่าย
13.1 กลุ่มเครื่องมือตกแต่งสี (Color Tools)
เครื่องมือตกแต่งสี (Color Tools) เป็นเครื่องมีที่ใช้ปรับแต่งหรือตกแต่งสีภาพ
เช่น เปลี่ยนภาพสีให้เป็นขาวดำา, ทำาสีให้สดขึ้น, ปรับความสว่าง, เปลี่ยนสีภาพ, ปรับความ
แตกต่างสี เป็นต้น
เครื่องมือในกลุ่มตกแต่งสีมีดังต่อไปนี้
เครื่องมื่อตกแต่งสี
(เลือกจากเมนู Colors)
เครื่องมือตกแต่งสี
(เลือกจาก Toolbox)
*** หำกเข้ำใจทฤษฎีสีเบื้องต้นในบทที่ 7: เรื่องของสี จะเข้ำใจกำรใช้งำนเครื่อง
มือตกแต่งสีได้ง่ำย
โดยปกติที่ Toolbox จะไม่มีปุ่มเครื่องมือตกแต่งสีมาให้ แต่ทั้งนี้ สามารถใส่เพิ่ม
เติมเข้ามาเองได้
การแสดงปุ่มเครื่องมือตกแต่งสีใน Toolbox
1.) ไปที่ Edit → Preferences... เพื่อเปิดหน้าต่าง Preferences
2.) ที่หน้าต่าง Preferences (ตำมภำพถัดไป)
กรอบซ้ำย เลือก Toolbox
กรอบขวำ ในส่วนของ Tools configuration ติ๊กเพื่อเปิดรูปตาที่ด้านหน้าของ
เครื่องมือตกแต่งสีทั้งหมด
[264] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
ที่หน้าต่าง Preferences คลิกเปิดรูปตาที่ด้านหน้าของเครื่องมือในกลุ่ม Colors tool
3.) คลิกที่ปุ่ม OK ก็จะปรากฎปุ่มเครื่องมือในกลุ่มตกแต่งสีใน Toolbox
13.2 คุณสมบัติพื้นฐำนของเครื่องมือตกแต่งสี
กลุ่มเครื่องมือตกแต่งสี มีคุณสมบัติ
พื้นฐานที่เหมือนกันอยู่กลุ่มหนึ่ง ซึ่งจะได้
อธิบายไว้ในหัวข้อนี้
บทที่ 13: เครื่องมือตกแต่งสี [265]
หน้าต่างของเครื่องมือตกแต่งสี
(Colorize tool)
Presets : ใช้เลือกรายการที่ได้บันทึกการตั้งค่าไว้
ขณะตั้งค่าการใช้เครื่องมือตกแต่งสี เราสามารถบันทึกการตั้งค่าที่ตั้ง ณ ขณะนั้น
เก็บไว้ใช้ในภายหลังได้ โดยคลิกที่เครื่องหมาย + จะปรากฎหน้าต่างมาให้ตั้งชื่อ
หลังคลิกที่เครื่องหมาย +
จะปรากฎหน้าต่างนี้
ให้ตั้งชื่อที่ต้องการบันทึกการตั้งค่านั้นไว้
Preview : หากตัวเลือกนี้ถูกติ๊ก เมื่อทำาการเปลี่ยนแปลงค่าในหน้าต่างของเครื่อง
มือตกแต่งสี ภาพที่ Image window จะเปลี่ยนแปลงตามด้วย เมื่อเปลี่ยนค่าอีก ภาพก็จะ
เปลี่ยนแปลงตามไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องคลิกที่ปุ่ม OK เพื่อทำาการยืนยันการตั้งค่า
13.3 ขั้นตอนกำรใช้งำนเครื่องมือตกแต่งสี
เครื่องมือตกแต่งสี ทุกตัวมีขั้นตอนการใช้งานเหมือนกันหมด ดังต่อไปนี้
การใช้งานเครื่องมือตกแต่งสี
1.) คลิกเลือกเลเยอร์ที่ต้องการจะปรับแต่งสี ที่ไดอะล็อก Layers
(และ/หรือ ใช้เครื่องมือเลือกเลือกพื้นที่บางส่วนของภาพไว้)
2.) เลือกเครื่องมือตกแต่งสีที่ต้องการ โดยคลิกที่ปุ่มเครื่องมือตกแต่งสีที่ Toolbox
3.) ใช้เครื่องมือตกแต่งสี คลิกที่ภาพหรือคลิกส่วนที่เลือกไว้
(หรือเลือกใช้คำาสั่งจากเมนู โดยไปที่ Colors → เครื่องมือตกแต่งสีที่ต้องกำร....)
จะปรากฎ หน้ำต่ำงเครื่องมือตกแต่งสี (ของแต่ละตัว)
4.) ที่ หน้ำต่ำงเครื่องมือตกแต่งสี ปรับค่าต่างๆ ตามต้องการ
5.) คลิกที่ปุ่ม OK เพื่อจบการทำางาน
[266] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
เทคนิคเล็กๆน้อยๆก่อนปรับแต่งสี
การเปลี่ยนสีหรือแก้ไขสีให้ภาพ เป็นเรื่องของความพึงพอใจ ไม่มีอะไร
ตายตัว ไม่มีอะไรถูกผิด 100% ฉะนั้น จึงต้องมีการลองผิดลองถูกอยู่บ่อยๆ
เพื่อจะให้ได้ผลสุดท้ายที่พอใจที่สุด
มีเทคนิคง่ายๆที่ใช้เปรียบเทียบภาพก่อนและหลังได้เป็นอย่างดี ก็คือ ให้ทำา
ซำ้าเลเยอร์ ที่ต้องการจะปรับแต่งสีขึ้นมาอีกเลเยอร์หนึ่ง แล้ววางไว้ด้านบน
จากนั้น ให้ปรับแต่งสีที่เลเยอร์บน เมื่อปรับแต่งแล้ว ให้เปิดปิดเลเยอร์บน
สลับไปมา เพื่อเปรียบเทียบกับเลเยอร์ที่อยู่ด้านล่าง
บทที่ 13: เครื่องมือตกแต่งสี [267]
13.4 Color Balance Tool
Color Balance tool ใช้ปรับความสมดุลระหว่างสีตรงข้าม เหมาะกับการทำาให้สี
ใดสีหนึ่งโดดเด่นขึ้นมา หรือทำาให้สีดูสดขึ้น การเปลี่ยนแปลงค่าสีในภาพ จะมุ่งตรงไปที่การ
เปลี่ยนแปลงสี Hue(สีแท้) โดยจะไม่มีผลต่อค่าความสว่างของสี (ไม่มีผลต่อ Saturation
และ Value)
เลือก Color Balance tool ได้โดย
1. คลิกที่ปุ่ม ที่ Toolbox
2. ไปที่ Colors → Color Balance...
คุณสมบัติต่างๆในหน้าต่าง Color Balance
Select Range to Adjust :
กำาหนดช่วงของสีที่จะตกแต่ง
• Shadows พิกเซลในโทนมืด
• Modtones พิกเซลในโทนกลางๆ
• Highlights พิกเซลในโทนสว่าง
Adjust Color Levels : แถบเลื่อน
เพื่อปรับสี มีอยู่ 3 แถบด้วยกัน โดยสีที่แถบ
เลื่อน ก็คือ แม่สี RGB และ สีตรงข้าม(CMY)
เริ่มต้นค่าของแถบเลื่อนจะเป็น 0
หากต้องการทำาให้สีใดโดดเด่น ก็ปรับแถบ
เลื่อนไปยังสีด้านนั้น ซึ่งสีตรงข้ามกันก็จะลด
ปริมาณลงด้วย เช่น เมื่อปรับแถบเลื่อนไปทางสีแดง สีแดงในภาพจะมีมากขึ้น แต่สี
ฟ้า(Cyan)ก็จะลดลงพร้อมๆกัน
Preserve Luminosity : หากตัวเลือกนี้ถูกติ๊ก จะเป็นการยืนยันว่า ความสว่าง
ของภาพ(ค่า Saturation และ Value )จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง
[268] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
หน้าต่าง Color Balance
ตัวอย่างการตกแต่งสีภาพด้วย Color Balance tool
1. ภาพต้นฉบับ
2. ใช้ Color Balance tool ตกแต่งสี
โดยตั้งค่าดังนี้
ทำาให้สีเขียวดูเด่นขึ้น และลดส่วนของสีแดงลง(เพิ่มสีฟ้าไปในตัว)
สีของนำ้ามีส่วนผสมของสีแดงมากเกินไป จึงทำาให้ดูคลำ้า
13.5 Hue-Saturation Tool
Hue-Saturation tool ใช้เพื่อปรับสี Hue, ค่า Saturation และ ค่า Lightness
ของภาพ
Hue-Saturation tool มีความยืดหยุ่นมาก จึงสามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย
ประการ เช่น เปลี่ยนสีภาพ, เพิ่มความสว่าง, ทำาให้บางสีดูเด่น, ทำาให้บางสีจางลง เป็นต้น
เลือก Hue-Saturation tool ได้โดย
1. คลิกที่ปุ่ม ที่ Toolbox
2. ไปที่ Colors → Hue-Saturation..
บทที่ 13: เครื่องมือตกแต่งสี [269]
คุณสมบัติต่างๆในหน้าต่าง Hue-Saturation
Select Primary Color to Adjust :
ตัวเลือกเพื่อเลือกโทนสีที่ต้องการจะปรับแต่ง
ซึ่งมีอยู่ 7 ตัวเลือก ก็คือ สี RGB และสีตรง
ข้าม (CMY) รวมเป็น 6 อีกตัวเลือกก็คือ
MASTER (เลือกทุกโทนสี)
Overlap : ตัวเลื่อนเพื่อปรับสีที่
เปลี่ยนอีกเล็กน้อย จะเห็นผลก็ต่อเมื่อเปลี่ยน
สีภาพ(ให้ปรับค่ำที่ Adjust Selected Color
ก่อน แล้วมำปรับที่ Overlap จะได้ผลที่น่ำ
พอใจกว่ำ)
Adjust Selected Color : แถบเลื่อน
เพื่อเปลี่ยนค่า H,S,L ให้กับโทนสีที่ถูกเลือกใน
Select Primary Color to Adjust
• Hue : ( Hue มีค่ำ -180 ถึง 180
ตำมวงล้อสี RGB) แถบเลื่อนเพื่อเปลี่ยนสี Hue (สี
แท้) มีผลทำาให้สีภาพเปลี่ยนไป เช่น หากเลือกสีแดง
ที่ Select Primary Color to Adjust ไว้ โทนสีแดง
ในภาพก็จะถูกแทนที่ด้วย Hue สีใหม่ โดยเมื่อเลื่อน
แถบเลื่อนไปทางขวา(ค่า +) สีแดงก็จะถูกแทนที่ด้วย
สีแดง-ม่วง → สีม่วง → นำ้าเงิน → สีฟ้า ตามลำาดับ
(วนขวำตำมวงล้อสี RGB ) แล้วแต่จะหยุดที่ค่าใด
• Lightness : ( มีค่ำ -100 ถึง 100) แถบเลื่อนเพื่อเปลี่ยนค่าความมืดหรือสว่าง
คล้ายการผสมสีดำา(ค่า -) หรือสีขาว(ค่า +)ลงไป
• Saturation : (มีค่ำ -100 ถึง 100) แถบเลื่อนเพื่อเปลี่ยนค่าความสดของสี เมื่อ
เพิ่ม Saturation สีที่หม่นๆก็จะสดขึ้น คล้ายการผสมสีเทากลาง(ค่า -) หรือ ผสมสี
Hue(ค่า +) ลงไป
[270] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
หน้าต่าง Hue-Saturation
วงล้อสี RGB
ตัวอย่างการตกแต่งสีภาพด้วย Hue-Saturation tool
1. ภาพต้นฉบับ
(มีโทนสีแดง ให้อารมณ์น่ากลัว)
2. ใช้ Hue-Saturation tool ตกแต่งสี
โดยตั้งค่าดังนี้
Adjust Selected Color : Red
Hue = 40, Lightness = 0,
Saturation = 0, Overlap = 0
แทนที่สีแดงด้วยสีโทนเหลือง แต่ภาพเป็นจำ้าๆ
3. (ต่อจากข้อ 2 ยังไม่คลิก OK)
ปรับ Overlap เป็น 100 จะได้
Adjust Selected Color : Red
Hue = 40, Lightness = 0,
Saturation = 0, Overlap = 100
สีดูกลมกลืน ไม่เป็นวงจำ้าๆอีกแล้ว
บทที่ 13: เครื่องมือตกแต่งสี [271]
13.6 Colorize Tool
Colorize tool ใช้เปลี่ยนสีของภาพ ในลักษณะของการวางแผ่นฟิล์มสีต่างๆ ซ้อน
ทับที่ด้านหน้าของภาพ
เลือก Colorize tool ได้โดย
1. คลิกที่ปุ่ม Colorize tool ที่ Toolbox
2. ไปที่ Colors → Colorize..
คุณสมบัติต่างๆในหน้าต่าง Colorize
Select Color : รูปแบบของฟิล์มสี ที่จะนำามาซ้อนทับภาพ
หน้าต่าง Colorize
• Hue : ( Hue มีค่ำ 0 ถึง 360 ตำมวงล้อสี RGB) แถบเลื่อนเพื่อเลือกสี Hue (สี
แท้) ของฟิล์มที่จะนำามาซ้อนทับภาพ ค่าเริ่มต้นคือ 180 (สีฟ้า)
• Saturation : (มีค่ำ 0 ถึง 100) แถบเลื่อนเพื่อเลือกความสดให้กับสีฟิล์ม ค่า
น้อยๆ จะผสมสีเทากลางลงไป ค่ามากๆจะผสมสี Hue ลงไป
• Lightness : ( มีค่ำ -100 ถึง 100) แถบเลื่อนเพื่อเลือกความทึบหรือสว่างให้กับ
ฟิล์ม คล้ายการผสมสีดำาหรือขาวลงไป ค่า - ภาพจะมืดลง ค่า + ภาพจะขาวขึ้น
[272] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
ตัวอย่างการตกแต่งภาพโดยใช้ Colorize tool
1. ภาพต้นฉบับ ได้เลือกบางส่วนของภาพไว้
(ตามแนวเส้นประมดเดิน)
2. ใช้ Colorize tool ตกแต่งสีโดยตั้งค่าดังนี้
Hue = 360 (ใส่ฟิล์มสีแดง)
Lightness = 0
Saturation = 0
คลิกที่ OK เพื่อจบการตกแต่ง
3. ภาพจากข้อ 2 ที่ตกแต่งไปแล้ว นำามาตกแต่ง
อีกครั้งด้วย Colorize tool โดยตั้งค่าดังนี้
Hue = 360
Lightness = 0
Saturation = 0
สีแดงดูสดขึ้นอีก คล้ายการซ้อนฟิล์มสีแดงลงไป 2
ชั้น บนส่วนที่เลือกไว้
บทที่ 13: เครื่องมือตกแต่งสี [273]
13.7 Brightness-Contrast Tool
Brightness-Contrast tool (BC tool) ใช้สำาหรับปรับความสว่าง (Brightness)
และ ปรับความแต่งต่างสี (Contrast) Brightness-Contrast tool เป็นเครื่องมือที่ใช้งาน
ง่ายๆ เหมาะสำาหรับงานด่วน หรือไม่ต้องการความละเอียกมากนัก เพราะ Brightness-
Contrast tool จะกระทำากับทุกพิกเซลในภาพหรือในส่วนที่เลือกไว้เท่าๆกันหมด
เลือก Brightness-Contrast tool ได้โดย
1. คลิกที่ปุ่ม Brightness-Contrast tool ที่ Toolbox
2. ไปที่ Colors → Brightness-Contrast....
คุณสมบัติต่างๆในหน้าต่าง Brightness-Contrast
หน้าต่าง Brightness-Contrast
Brightness : (มีค่ำ -127 ถึง 127) แถบเลื่อนเพื่อปรับความสว่าง ค่าเริ่มต้นคือ
0 หำกปรับไปทำงขวำ(+) จะมีลักษณะคล้ายการผสมสีขาวลงไป ภาพจะขาวขึ้น ปรับไป
ทำงซ้ำย(-) คล้ายการผสมสีดำาลงไป ภาพจะมืดลง
Contrast : (มีค่ำ -127 ถึง 127) แถบเลื่อนเพื่อปรับความแตกต่างของสี ค่าเริ่ม
ต้นคือ 0 หำกปรับไปทำงขวำ(+) ส่วนที่เป็นสีหม่นก็จะสดขึ้น เห็นได้ชัดขึ้นว่าสีใดเป็นสีใด
แต่ก็จะเป็นจำ้าๆหรือเป็นวงๆหากปรับมากไป หำกปรับไปทำงซ้ำย(–) สีจะหม่นลง คล้าย
ผสมสีเทาลงไป สีจะมีความใกล้เคียงกัน แยกเฉดสีได้ค่อนข้างยาก
Edit these settings as Levels : เมื่อคลิกที่ปุ่มนี้ จะสลับไปใช้ Levels tool
Brightness-Contrast tool เป็นเครื่องมือที่ใช้งานง่ายๆ ค่าต่างๆ จึงมีให้กำาหนดได้น้อย
Levels tool เป็นเครื่องมือที่ทำางานแบบเดียวกัน แต่มีคุณสมบัติให้กำาหนดมากกว่า
[274] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
การใช้เม้าส์คลิกที่ภาพเพื่อปรับแถบเลื่อน Brightness และ Contrast
คลิกเม้าส์ + ลากเม้าส์ขึ้น = เลื่อนตัวเลื่อน Brightness ไปทางขวา (+)
คลิกเม้าส์ + ลากเม้าส์ลง = เลื่อนตัวเลื่อน Brightness ไปทางซ้าย (- )
คลิกเม้าส์ + ลากเม้าส์ไปขวา = เลื่อนตัวเลื่อน Contrast ไปทางขวา (+)
คลิกเม้าส์ + ลากเม้าส์ไปซ้าย = เลื่อนตัวเลื่อน Contrast ไปทางซ้าย (- )
ตัวอย่างการตกแต่งภาพโดยใช้ Colorize tool
ภาพต้นฉบับ ใช้ Brightness-Contrast ตกแต่งสีโดย
ตั้งค่า Brightness = 30 Contrast = 40
13.8 Threshold Tool
Thershold tool ใช้เปลี่ยนสีของพิกเซลในภาพให้เป็นสีขาวหรือสีดำา (ไม่ใช่โทน
ขาวดำา แต่เป็นสีขาวหรือสีดำาไปเลย )
เลือก Threshold tool ได้โดย
1. คลิกที่ปุ่ม Threshold tool ที่ Toolbox
2. ไปที่ Colors → Threshold....
บทที่ 13: เครื่องมือตกแต่งสี [275]
คุณสมบัติต่างๆในหน้าต่าง Threshold
ปุ่มเลือกชนิดของกราฟ Histogram : สลับไปมาระหว่างรูปกราฟแบบ
Linear แล ะ Logarithmic
กราฟ Histogram : กราฟ Histogram
แบ่งเป็น 2 ส่วน ก็คือ ส่วนสีขำว และ ส่วน
สีนำ้ำเงิน แบ่งด้วยตัวชี้รูปสามเหลี่ยม 2 ตัว
(สีดำำ และสีขำว )
ใช้เม้าส์จับตัวชี้นี้เลื่อน เพื่อแบ่งโซน
ใหม่ ซึ่งเป็นการปรับว่า พิกเซลใดจะเป็นสี
ขาว พิกเซลใดจะเป็นสีดำา โดยพิกเซลที่มีโทน
สีอยู่ระหว่างตัวชี้สามเหลี่ยม 2 ตัว (อยู่ใน
โซนสีนำ้ำเงิน) พิกเซลนั้นจะเป็นสีขาว
ปุ่ม Auto : คลิกที่ปุ่มนี้ จะปรับตัวชี้สีดำาและสีขาวให้อย่างอัตโนมัติ
ตัวอย่างการตกแต่งภาพโดยใช้ Threshold tool
ภาพต้นฉบับ ใช้ Thershold tool ตกแต่งสี โดยปรับ
ตัวชี้สามเหลี่ยมที่กราฟ Histogram ดังนี้
[276] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
หน้าต่าง Threshold
13.9 Levels Tool
Levels tool ใช้ทำาให้ภาพสว่างขึ้นหรือมืดลง เปลี่ยนความแตกต่างสี แก้ไขบางสี
ที่บกพร่อง ทำาให้บางสีดูโดดเด่น เสมือนเป็นเครื่องมือที่ผสมการใช้งานระหว่าง Color
Balance tool และ Brightness-Contrast tool
การควบคุม Levels tool จะใช้กราฟ Histogram ในลักษณะเดียวกับ Threshold
tool แต่จะมีตัวควบคุมมากกว่า จึงกำาหนดรายละเอียดได้ละเอียดกว่า
เลือก Levels tool ได้โดย
1. คลิกที่ปุ่ม Levels tool ที่ Toolbox
2. ไปที่ Colors → Levels....
คุณสมบัติต่างๆในหน้าต่าง Levels
Channel : เลือกแชนแนลที่ต้องการ
จะปรับแต่ง ตัวเลือกที่มีก็คือ
• Value : มีผลต่อค่า Value ของทุก
แชนแนล RGB ซึ่งจะทำาให้สว่างขึ้น
หรือมืดลง
• Red, Green หรือ Blue : มีผลต่อ
แชนแนล Red, Green หรือ Blue
ตามลำาดับ การเพิ่มหรือลดค่าสีใน
แชนแนลดังกล่าว จะเป็นการลดหรือ
เพิ่มสีตรงกันข้ามด้วย
• Alpha : มีผลต่อส่วนที่เป็นกึ่ง
โปร่งใส เมื่อมีการปรับค่า จะทำาให้
ส่วนดังกล่าวเป็นสีขาว หรือโปร่งใส
มากขึ้น
• ปุ่ม Reset Channel : ยกเลิกการ
ปรับแต่งแล้วกลับมาที่ค่าเริ่มต้น
บทที่ 13: เครื่องมือตกแต่งสี [277]
หน้าต่าง Levels
Input Levels :
กราฟ Histogram จำาแนกพิกเซลของพื้นที่ถูกเลือกหรือเลเยอร์ที่เป็น 3 ส่วน ก็คือ
โทนมืด(Shadow), โทนสว่ำง(Highlight) และ โทนปำนกลำง (Midtone) ซึ่งถูกแบ่งโดยตัว
ชี้ 3 ตัว
แกนแนวนอน มีค่าตั้งแต่ 0 (ดำา) ถึง 255(ขาว) รูปกราฟใน Histogram แสดงแนว
โน้มของพิกเซลในแต่ละแชนแนล ว่ากระจายอยู่ใน 3 ส่วนอย่างไร หนักไปทางไหน ภาพมี
พิกเซลโทนมืดเท่าไร โทนสว่างเท่าไร โทนปานกลางเท่าไร ภาพที่มีความสมดุลของสี ฐาน
ของเส้นกราฟจะกระจายจนทั่ว ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น ก็ปรับแต่งได้โดยจับตัวชี้ทั้ง 3 เลื่อน
ตัวชี้สีดำำ (Shadow) :
(ในกรณีของ Value) ชี้ว่า หากพิกเซลใดมีค่าตำ่ากว่า ตัวชี้สีดำา พิกเซลนั้นจะเป็นสี
ดำา
(ในกรณีของแชนแนล R,G หรือ B) ชี้ว่า หากพิกเซลใดมีค่าตำ่ากว่า ตัวชี้สีดำา พิกเซล
นั้นจะเป็นสีตรงข้าม
ตัวชี้สีขำว (Highlight) :
(ในกรณีของ Value) ชี้ว่า หากพิกเซลใดมีค่ามากกว่า ตัวชี้สีขาว พิกเซลนั้นจะเป็น
สีขาว
(ในกรณีของแชนแนล R,G หรือ B) ชี้ว่า หากพิกเซลใดมีค่ามากกว่า ตัวชี้สีขาว
พิกเซลนั้นจะเป็นสีสดตามสีของแขนแนลนั้นๆ
ตัวชี้สีเทำ (Midtone) : เป็นตัวชี้จุดกึ่งกลางระหว่างตัวชี้สีดำาและสีขาว พิกเซลที่
อยู่ระหว่าง ตัวชี้สีดำาและสีขาวจะยังมีสีปกติ (ไม่ถูกปรับแต่ง) แต่หากเลื่อนตัวชี้สีเทาไปทาง
ซ้าย จะสว่างขึ้น เลื่อนไปทางขวา จะมืดลง
ที่ด้านล่างของ Histogram มีหลอดดูดสี 2 อันที่ด้านซ้าย (หลอดดูดสีดำำ) และ
ด้านขวา (หลอดูดสีขำว) หลอดดูดพวกนี้ เป็นอีกวิธีหนึ่งในการปรับตัวชี้
ใช้หลอดดูดสีดำา คลิกส่วนที่เป็นสีดำาในภาพ(หำสีดำำในภำพ) ตัวชี้สีดำา( ) จะย้าย
ตำาแหน่งอย่างอัตโนมัติ ใช้หลอดดูดสีขาว คลิกส่วนที่เป็นสีขาว(หำสีขำวในภำพ) ตัวชี้สี
ขาว( ) จะปรับให้อย่างอัตโนมัติ ทั้งนี้เพื่อจะทำาให้ภาพเกิดความสมดุล รูปกราฟยังคง
เหมือนเดิม แต่ตัวชี้จะเปลี่ยนตำาแหน่ง ฐานของ Histogram จึงอยู่ชิดที่ตัวชี้สีดำาและสีขาว
หรือเรียกอีกอย่างว่า ฐานของ Histogram แผ่อย่างทั่วถึงไปที่ตัวชี้สีดำาและสีขาว
[278] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
ตัวอย่างการตกแต่งภาพโดยใช้ Levels tool
1. ภาพต้นฉบับ ที่ Channel : Value
มีลักษณะของ Histogram ดังนี้
2. ใช้หลอดดูดสีดำาและสีขาว คลิกส่วนที่เป็นสีดำา
และสีขาวในภาพตามลำาดับ ทำาให้ตัวชี้เลื่อน
ตำาแหน่งเป็นดังนี้
ภาพดูมีความแตกต่างสีมากขึ้น ดูสดขึ้น ชัดขึ้น
3. ใช้เม้าส์จับตัวชี้ทั้ง 3 เลื่อน ปรับตำาแหน่งใหม่
ปรับตัวชี้สีดำาและขาวให้พอดีกับฐานของกราฟ
และปรับตัวชี้สีเทาอีกเล็กน้อย เพื่อทำาให้ภาพ
สว่างขึ้น เปลี่ยนจากกลางคืนเป็นกลางวัน
4. ที่ Channel : Blue ใช้เม้าส์จับตัวชี้ทั้ง 3
เลื่อน ปรับตำาแหน่งใหม่ จุดประสงค์เพื่อลด
สีนำ้าเงินลง ซึ่งจะเร่งสีเหลืองขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
เพราะสีเหลืองเป็นสีตรงข้ามของสีนำ้าเงิน
บทที่ 13: เครื่องมือตกแต่งสี [279]
Output Levels : ใช้ปรับความกว้างของโทนต่างๆใหม่ ทุกแชนแนล ความกว้าง
ปกติของโทน ก็คือ 0-255 ซึ่งมี 256 ระดับ Output levels ใช้ปรับความกว้างนี้ใหม่ โดย
ปรับให้ลดลงได้อย่างเดียว (ทำาให้น้อยกว่าหรือเท่ากับ 256 ระดับได้อย่างเดียว)
(ในกรณีของ Value) จะทำาให้ความแตกต่างระหว่างส่วนมืดและสว่างลดลง
(Contrast ลดลง) ส่วนมืดจะสว่างขึ้น หรือส่วนสว่างจะมืดลง
(ในกรณีของแชนแนล R,G หรือ B) ความกว้างของช่วงสีจะลดลง ส่งผลหลาย
ประการเพราะมีสีให้ใช้น้อยลง ขึ้นอยู่กับการปรับตัวชี้ของ Output Levels เช่น หาก
เลือกที่ Channel : Red จะทำาให้สีแดงเด่นขึ้น หรืออ่อนลง(สีอื่นจึงเด่นกว่า) หรือทำาให้
ความแตกต่างของสีแดงลดลง
ภาพต้นฉบับ ที่ Channel : Value
มี Input Levels และ Output Levels ดังนี้
ปรับ Output Levels ดังต่อไปนี้ (0-170)
จากค่า Output Levels ที่ลดลง ทำาให้ใช้สี
โทนสว่างได้น้อยลง สีของภาพที่เป็นโทน
สว่างจึงกลายเป็นสีเทา
คลิกปุ่ม OK ที่หน้าต่าง Levels
จากนั้นใช้ Levels tool คลิกเข้าไปดูที่ภาพอีกครั้ง
ภาพที่ตกแต่งไปแล้ว
ไม่มีพิกเซลช่วงที่เป็นโทนสว่างเลย
[280] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
All Channel : ทุกแชลแนล มีตัวชี้สีดำา สีขาว และสีเทา เพียงแต่ลักษณะของรูป
กราฟ Histogram จะแตกต่างกันในแต่ละแชนแนล
ที่ All channel มีปุ่ม Auto และ หลอดดูดสี 3 อัน ก็คือ (หลอดดูดสีดำำ),
(หลอดดูดสีขำว) และ (หลอดดูดสีเทำ)
การใช้งานหลอดดูดสี เหมือนกับใน Input Levels ก็คือใช้ (หลอดดูดสีดำำ)
คลิกสีดำาบนภาพ ใช้ (หลอดดูดสีขำว) คลิกสีขาวบนภาพ และใช้ (หลอดดูดสีเทำ)
คลิกสีที่มีโทนปานกลางบนภาพ เพื่อปรับตัวชี้ทั้ง 3 อย่างอัตโนมัติตามลำาดับ โดยจะมีผล
ต่อทุกแชนแนล (ไม่จำำเป็นต้องใช้ทั้ง 3 ตัว ใช้เพียงตัวใดตัวหนึ่งก็ได้)
ปุ่ม Auto : เมื่อคลิก จะทำาการปรับตัวชี้ทั้ง 3 ใน Input Levels ให้อย่างอัตโนมัติ
ซึ่งจะมีผลในทุกๆแชนแนล โดยพยายามจะทำาให้ ตัวชี้สีดำาและสีขาวอยู่ชิดฐานของรูปกราฟ
Histogram ก็คือ พยายามจะทำาให้ภาพมีความสมดุลของสี
ภาพต้นฉบับ ที่ All Channel คลิกที่ปุ่ม Auto
ที่ All Channel ใช้หลอดดูดสี
ทั้งสามตัว ดูดสีที่ภาพ
ปรับแต่งตัวชี้ทุกๆแชนแนลอย่างอิสระ
Edit these settings as Curves : สลับไปใช้ Curves tool ด้วยค่าที่ตั้งไว้แล้ว
บทที่ 13: เครื่องมือตกแต่งสี [281]
13.10 Curves Tool
Curves tool เป็นเครื่องมือที่ซับซ้อน แต่ใช้งานได้อย่างกว้างขวาง เช่น ใช้เปลี่ยน
สีภาพ, ปรับความสว่าง, ปรับความแตกต่างสี เป็นต้น
Levels tool ทำางานกับโทนสี 3 ระดับ แต่ Curves tool ทำางานกับโทนสีทุก
ระดับ (256 ระดับ)
เลือก Curves tool ได้โดย
1. คลิกที่ปุ่ม Curves tool ที่ Toolbox
2. ไปที่ Colors → Curves....
คุณสมบัติต่างๆในหน้าต่าง Curves
Channel : เลือกแชนแนลที่ต้องการจะปรับแต่ง ตัวเลือกที่มีก็คือ
• Value : มีผลต่อค่า Value ของทุก
แชนแนล RGB ซึ่งจะทำาให้สว่างขึ้น
หรือมืดลง
• Red, Green หรือ Blue : มีผลต่อ
แชนแนล Red, Green หรือ Blue
ตามลำาดับ การเพิ่มหรือลดค่าสีใน
แชนแนลดังกล่าว จะเป็นการลดหรือ
เพิ่มสีตรงกันข้ามด้วย
• Alpha : มีผลต่อส่วนที่เป็นกึ่ง
โปร่งใส เมื่อมีการปรับค่า จะทำาให้
ส่วนดังกล่าวเป็นสีขาว หรือโปร่งใส
มากขึ้น
• ปุ่ม Reset Channel : ยกเลิกการ
ปรับแต่งแล้วกลับมาที่ค่าเริ่มต้น
[282] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
หน้าต่าง Curves
กราฟเส้น Curves : แต่ละแชนแนลมีเส้น Curve ของตนเอง แต่คุณลักษณะของ
เส้น Curves เหมือนกันหมด
ภาพดังต่อไปนี้ เป็นกราฟเส้น Curves ของ Channel : Value
เกรเดี้ยนต์แนวตั้ง : แทนโทนของ Input 256 ระดับจาก 0(ดำา)-255(ขาว)
โดย Input ก็คือ ค่าที่จะนำาไปเพิ่มให้กับต้นฉบับ เช่น ในกรณีของ Channel : Value ก็คือ
เพิ่มสีขาวหรือเพิ่มสีดำาลงไป เป็นต้น
เกรเดี้ยนต์แนวแนว : แทนโทนของ Output 256 ระดับจาก 0(ดำา)-255(ขาว)
Output ก็คือ ผลหลังจากใส่ค่า Input เข้าไปแล้ว
กรำฟ Histogram : จำาแนกโทนของพิกเซลในภาพหรือส่วนที่ถูกเลือก ให้อยู่ในโทน
มืดไปสว่าง 256 ระดับ จำาแนกว่าพิกเซลกระจายอยู่ในโทนใดบ้าง Histogram ของ
Curves tool มีลักษณะเดียวกับ ใน Levels tool
เส้น Curves แทนความสัมพันธ์ระหว่าง Input และ Output การปรับเส้น
Curves ก็คือ การใส่ Input เข้าไป เพื่อให้ Output เปลี่ยนไป ค่าเริ่มต้นของเส้น Curve
จะเป็นเส้นตรง ก็คื Input และ Output เท่ากัน (ยังไม่ได้ปรับแต่งอะไร)
การปรับแต่งสีโดยใช้ Curves tool หลักๆ ก็คือ ปรับเส้น Curve ให้โค้งไปมา โดย
การสร้างโหนด บนเส้น Curve เพิ่มเติมแล้วทำาการดัดเส้น
บทที่ 13: เครื่องมือตกแต่งสี [283]
• กำรสร้ำงโหนด : คลิกบนเส้น Curve จะปรากฏโหนดเพิ่มเติม ณ จุดที่คลิก
• กำรลบโหนด : จับโหนด แล้วลากไปไว้ก่อนโหนดที่อยู่ด้านหน้า หรือลากไปไว้หลัง
โหนดที่อยู่ด้านหลัง โหนดนั้นจะหายไป
• ลบทุกโหนด : กดปุ่ม Reset Channel
• ย้ำยโหนด : ใช้เม้าส์จับโหนดเลื่อนไปมา หรือใช้ปุ่มลูกศรบนหรือล่าง
รูป Curve แบบต่างๆ
ดันโหนดขึ้น : ในกรณีเป็นแชนแนล Value เมื่อดันโหนดขึ้น จะทำาให้พิกเซล ใน
ส่วนนั้นสว่างขึ้น คล้ายการผสมสีขาวลงไป ในกรณีเป็นแชนแนล R, G หรือ B หากดัน
โหนดขึ้น คล้ายการผสมสีในแชนแนลนั้นลงไป สีในแชนแนลนั้นจะมากขึ้น
ดันโหนดขึ้น ที่แชนแนล Value ดันโหนดขึ้น ที่แชนแนล Red
ชันน้อย : ในกรณีเป็นแชนแนล Value ภาพจะมีความแตกต่างของสีตำ่าลง คล้าย
พิกเซลโทนมืดผสมสีขาวลงไป พิกเซลโทนสว่างผสมสีดำาลงไป พิกเซลทั้งโทนมืดและสว่างก็
เลยมีสีวิ่งเข้าหากัน ในกรณีเป็นแชนแนล R,G หรือ B ส่วนมืดผสมสีในแชนแนลนั้นลงไป
ส่วนสว่างให้ผสมสีตรงกันข้ามลงไป
ดันโหนดขึ้น ที่แชนแนล Value ดันโหนดขึ้น ที่แชนแนล Red
[284] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
ชันมำก : หากย้ายโหนดปลายและโหนดต้นให้ชันขึ้น โดยให้อยู่ชิดกับขอบฐานด้าน
ขวาและด้านซ้ายของกราฟ Histogram ตามลำาดับ จะมีลักษณะเดียวกับการเลื่อนตัวชี้สีดำา
และสีขาวไปชิดขอบฐานของกราฟ Histogram ใน Levels tool
ในกรณีที่เป็นแชนแนล Value พิกเซลที่อยู่ในส่วนของเส้นแนวรำบทำงซ้ำย ซึ่งส่วน
ใหญ่เป็นโทนมืด จะกลายเป็นสีดำา พิกเซลที่อยู่ในส่วนของเส้นแนวรำบทำงขวำ ซึ่งส่วน
ใหญ่เป็นโทนสว่าง จะกลายเป็นสีขาว พิกเซลในส่วนกลำงๆ ทำงซ้ำย จะมืดลงอีก คล้าย
การผสมสีดำาลงไป พิกเซลที่อยู่ในส่วนกลำงๆทำงขวำ จะสว่างขึ้นอีก คล้ายการผสมสีขาว
ลงไป ผลโดยรวมก็คือ ภาพมีความแตกต่างสีมากขึ้น
ภาพต้นฉบับ
ภาพมีความแตกต่างสีชัดเจน
ปรับเส้น Curve อีกเล็กน้อย
เพื่อลดความแตกต่างสีลง
ในกรณีที่เป็นแชนแนล R, G หรือ B พิกเซลโทนสว่าง จะมีสีของแชนแนลนั้นๆ
มากขึ้น ส่วนพิกเซลโทนมืด สีตรงกันข้ามของแชนแนลนั้นๆจะมากขึ้น
บทที่ 13: เครื่องมือตกแต่งสี [285]
กลับด้ำน : กลับด้านเส้น Curve จะกลับดำา
เป็นขาว กลับขาวเป็นดำา พิกเซลทั้งภาพจะกลาย
เป็นสีตรงกันข้าม คล้ายกับฟิล์มเนกกาทีฟภาพ
กลับด้านเส้น Curve
(Channel : Value)
ต้นฉบับ
S-curve : เส้น Curve รูปตัว S ใช้บ่อยใน
การเพิ่มความแตกต่างของสี พิกเซลโทนมืดจะมืด
มากขึ้น พิกเซลโทนสว่างจะสว่างมากขึ้น แต่จะเป็น
ไปอย่างขึ้นบันได สีจะสดขึ้นด้วย
S-Curve
(Channel : Value)
ต้นฉบับ
[286] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
ต้นฉบับ
ปรับให้ชันขึ้นทุกแชนแนล : ย้ายโหนด
ปลายและโหนดต้น เพื่อปรับให้เส้น Curves ชันขึ้น
ในทุกๆแชนแนล โดยย้ายโหนดทั้ง 2 ให้ชิดขอบ
ฐานด้านขวาและด้านซ้ายของกราฟ Histogram
เร่งให้สีสดขึ้น และมีความแตกต่างสีชัดเจน
รูปแบบนี้ เหมะกับภาพที่มีสีสรรค์หลากหลาย
ปรับให้ชันขึ้นทุกๆแชนแนล
Curves type : ใช้เลือกโหมดการปรับแต่งเส้น Curves ซึ่งมีอยู่ 2 โหมด ก็คือ
• Smooth : เป็นโหมดปกติ ใช้การสร้างโหนดแล้วขยับโหนด
• Freehand : ใช้ปากกาวาดเส้น Curves อย่างอิสระ
13.11 Posterize Tool
Posterize tool เป็นเครื่องมือที่ใช้ลดจำานวนของสีลง โดยยังคงโครงร่างของภาพ
ไว้ คล้ายการแปลงโหมดภาพไปเป็น Indexed ที่ใช้สีได้ตั้งแต่ 2-256 ระดับ แต่ทั้งนี้
Posterize tool จะยังคงเป็นโหมด RGB อยู่ โดยสามารถเลือกแปลงโดยใช้สีได้ตั้งแต่ 8 สี
ถึง 16.7 ล้านสี
เลือก Posterize tool ได้โดย
1. คลิกที่ปุ่ม ที่ Toolbox
2. ไปที่ Colors → Posterize...
บทที่ 13: เครื่องมือตกแต่งสี [287]
คุณสมบัติต่างๆในหน้าต่าง Posterize
Posterize levels : แถบเลื่อน เพื่อ
เลือกจำานวนสี ซึ่งจะคำานวนจาก จำานวนค่าใน
Posterize Levels ยกกำาลัง 3 เช่น 23
=8 สี
หรือ 33
=27 สี เป็นต้น
ตัวอย่างการตกแต่งภาพโดยใช้ Posterize tool
ภาพต้นฉบับ Posterize levels =8
ภาพต้นฉบับ Posterize levels =8
13.12 Desaturate Tool
Desaturate tool ใช้แปลงจากภาพสีเป็นภาพโทนขาวดำา โดยยังคงเป็นโหมด
RGB อยู่
เลือก Desaturate tool ได้โดย
1. คลิกที่ปุ่ม ที่ Toolbox
2. ไปที่ Colors → Desaturate ..
[288] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
หน้าต่าง Posterize
คุณสมบัติต่างๆในหน้าต่าง Desaturate
Choose shade of gray based on : ใช้เลือกรูปแบบของภาพขาวดำา ซึ่งมีอยู่
3 ตัวเลือก ก็คือ Lightness, Luminosity และ Average ตัวเลือกทั้งหมดจะสร้างภาพ
โทนขาวดำาเหมือนกัน แต่มิติของภาพและความแตกต่างของสีจะต่างกัน
หน้าต่าง Desaturate
ตัวอย่างการตกแต่งภาพโดยใช้ Desaturate tool
ภาพต้นฉบับ Lightness
Luminosity Average
บทที่ 13: เครื่องมือตกแต่งสี [289]
[290] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
บทที่ 14 : ฟิลเตอร์
14.1 ฟิลเตอร์ และ กำรใช้งำน
ฟิลเตอร์ (Filter) เป็นเครื่องมือพิเศษ ที่ใช้ใส่เอฟเฟ็คให้กับเลเยอร์หรือพื้นที่ที่ถูก
เลือก เพื่อให้เกิดผลลัพย์ต่างๆ ที่น่าสนใจ แปลกใหม่ที่เครื่องมือตกแต่งภาพโดยทั่วๆไป ต้อง
ใช้เวลานานหรือต้องใช้ความพยายามมาก กว่าจะได้ผลเหมือนกับฟิลเตอร์
ฟิลเตอร์ใน GIMP มีมากมาย แต่ละตัวมีวิธีกำาหนดค่าเป็นของตนเอง
การใช้งาน Filter
ฟิลเตอร์ใน GIMP มีมากมาย แต่ทั้งนี้ฟิลเตอร์ทุกตัว มีขั้นตอนการใช้งานเหมือน
กันหมด ดังนี้
1.) คลิกเลือกเลเยอร์ที่ต้องการจะใส่ฟิลเตอร์ ที่ไดอะล็อก Layers
(และ/หรือ ใช้เครื่องมือเลือกเลือกพื้นที่บางส่วนของภาพไว้)
2.) ใช้คำาสั่งฟิลเตอร์ โดยไปที่เมนู Filter → ฟิลเตอร์ต่ำงๆ...
จากนั้นจะปรากฎ หน้ำต่ำงฟิลเตอร์ (ของแต่ละตัว)
3.) ที่ หน้ำต่ำงฟิลเตอร์ ปรับค่าต่างๆ ตามต้องการ
4.) คลิกที่ปุ่ม OK เพื่อจบการทำางาน
[292] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
การยกเลิกการประมวลผลฟิลเตอร์
ฟิลเตอร์บางฟิลเตอร์ใช้เวลาประมวลผลนานมาก โดยระหว่างที่ประมวล
ผลอยู่นั้น ที่แถบบอกสถานะที่ด้านล่างของ Image window จะปรากฎ
เครื่องหมาย หากคลิกที่ปุ่มนี้ จะเป็นการยกเลิกการประมวลผลในทันที
คีย์ลัด
กด Ctrl + F = ใส่ฟิลเตอร์เดิมอีกครั้ง ด้วยค่าที่ตั้งไว้เดียวกัน
กด Shift + Ctrl + F = เปิดหน้าต่างฟิลเตอร์ล่าสุดที่พึ่งใช้ไป
บทที่ 14: ฟิลเตอร์ [293]
14.2 ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Blur
ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Blur ใช้ทำาให้ภาพเบลอ มีความนุ่น
นวล คล้ายภาพเหมือนฝัน หรือทำาให้มองไม่ชัด คล้ายกับถูก
เซ็นเซอร์ เป็นต้น
ภาพต้นฉบับ
Blur Gaussian Blur Motion Blur
Pixellize Selective Gaussian Blur Tileable Blur
14.3 ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Distorts
ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Distorts ใช้แปรรูปภาพในหลาย
หลายแบบ ขึ้นอยู่กับชนิดของฟิลเตอร์
ภาพต้นฉบับ
[294] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
Blinds Curve Bend Emboss
Engrave Erase Every Other Row IWarp
Lens Distortion Mosaic Newsprint
Pagecurl Polar Cooradinates Ripple
Shift Value Propagate Video
บทที่ 14: ฟิลเตอร์ [295]
Waves Whirl and Pinch Wind
14.4 ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Light and Shadow
ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Light and Shadow แบ่งเป็น 3
กลุ่มใหญ่ๆ ก็คือ
1. เอฟเฟ็คแสง
2. ใส่เงา
3. ใส่เลนส์แก้ว
ภาพต้นฉบับ
Gradient Flare Lens Flare Lighting Effects
Spakle Supernova Drop Shadow
[296] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
Perspective Xach-Effect Apply Lens
Glass Tile
14.5 ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Noise
ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Noise ใช้ใส่จุดเล็กๆ ใส่จุดรบกวน
หรือทำาให้ภาพแตกเป็นเม็ดเล็กๆ
ภาพต้นฉบับ
HSV Noise Hurl Pick
บทที่ 14: ฟิลเตอร์ [297]
RGB Noise Slur Spread
14.6 ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Edge-Detect
ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Edge-Detect ใช้ค้นหาส่วนขอบ
บริเวณที่มีความแตกต่างสีมากๆ
ภาพต้นฉบับ
Difference of Gaussians Edge Laplace
Neon Sobel
[298] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
14.7 ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Generic
ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Generic เป็นกลุ่มที่ไม่เข้ากลุ่มใด
เลย ก็เลยแยกออกมาต่างหาก เรียกว่าฟิลเตอร์อื่นๆ ก็คง
ไม่ผิด
ภาพต้นฉบับ →
Convolution Matrix Dilate Erode
14.8 ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Combine
ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Combine ใช้รวมภาพตั้งแต่ 2 ภาพขึ้นไปให้เป็นภาพเดียว ฟิล
เตอร์ Depth merge จะใช้ 2 ภาพหรือใช้ 2 เลเยอร์มารวมกันก็ได้ แต่จะต้องมีขนาดเท่า
กัน ส่วนฟิลเตอร์ Film Strip จะใช้เลเยอร์ในภาพเดียวกัน
ภาพต้นฉบับ 1 ภาพต้นฉบับ 2
Depth merge Film Strip
บทที่ 14: ฟิลเตอร์ [299]
14.9 ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Artistic
ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Artistic ใช้เปลี่ยนภาพให้เป็นงาน
ศิลปะ เช่น ภาพวาดสีนำ้ามัน, ภาพวาดบนผ้าใบ, ภาพงาน
ปฏิมากรรม เป็นต้น
ภาพต้นฉบับ →
Apply Canvas Cartoon Clothify
Cubism GIMPressionist Oillify
Photocopy Predator Softglow
Van gogh (LIC) Weave
[300] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
14.10 ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Decor
ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Decor ใช้ตกแต่งขอบภาพ บาง
อย่างใช้สร้างเอฟเฟ็คที่น่าสนใจ
ภาพต้นฉบับ
Add Bevel Add Border Coffee Stain
Fuzzy Border Old Photo Round Corners
Slide Stencil Carve Stencil Chrome
Stencil Carve และ Stencil Chrome
ภาพจะต้องเป็นโหมด Graycale และ ไม่มีอัลฟ่าแชนแนล
บทที่ 14: ฟิลเตอร์ [301]
14.11 ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Map
ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Map จะใช้ภาพภาพหนึ่ง ซึ่งจะเรียกว่า Map object (จะเป็นภาพ
ในเลเยอร์หรือภาพอื่นๆก็ได้) เพื่อสร้างเอฟเฟ็คต่างๆ ขึ้นมา เช่นสร้างภาพนูน, สร้างเงา
เป็นต้น นอกจากนี้ ก็ยังใช้จัดเรียงภาพได้ด้วย
ภาพต้นฉบับ Map object Bump Map
Displace Fractal Trace Illusion
Make Seamless Map Object Paper Tile
Small tiles : แบ่งภาพให้เล็กลง
แล้ววางภาพเดิมลงไปเป็นช่องๆ
Tile : นำาภาพเดิมวางเรียงต่อกัน
ภาพจะใหญ่ขึ้นตามการเรียง
Small Tiles Tile
(ให้ผลคล้าย Small Tile)
Warp
[302] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
14.12 ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Render
ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Render ใช้สร้างพื้นผิวแล้วซ้อนลง
ไปบนภาพ เช่น สร้างหมอก, สร้างเมฆ เป็นต้น หรือสร้าง
แพทเทิร์นแบบต่างๆ ขึ้นมา โดยไม่มีส่วนกับภาพเดิมเลย
ภาพต้นฉบับ →
Difference Clouds Fog Plasma
Solid Noise Flame IFS Fratal
Checkboard CMLExplorer Difference Patterns
Grid Jigsaw Maze
บทที่ 14: ฟิลเตอร์ [303]
Qbist Sinus Circuit
Fractal Explorer Gfig Lava
Line Nova Sphere Designer Spyrogimp
14.13 ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Web
Image map : ภาพที่ใช้งานบนเว็ปไซต์ สามารถทำาให้คลิก ณ ตำาแหน่งต่างๆ แล้ว
ลิงค์ไปยังเว็ปไซต์ต่างๆได้ ฟิลเตอร์ Image map ใช้ออกแบบลักษณะดังกล่าว สิ่งที่ได้จาก
ฟิลเตอร์ Image map ก็คือ โค้ด HTML ที่ระบุพิกัดของภาพว่า บริเวณนี้สามารถคลิกเป็น
ลิงค์ ได้
Semi-Flattern : เนื่องจากภาพ GIF รองรับพื้นที่โปร่งใสและทึบ 100% เท่านั้น
(อัลฟ่ำ 0 หรือ 255 เท่ำนั้น) แต่ไม่รองรับพื้นที่กึ่งโปร่งใส (อัลฟ่ำระหว่ำง 1 ถึง 254) ฉะนั้น
การแปลงภาพที่มีพื้นที่กึ่งโปร่งใสไปเป็นภาพ GIF พื้นที่ดังกล่าว จะถูกแปลงเป็นทึบหรือใส
ไปเลย บางสีก็เปลี่ยนไปเลย จึงทำาให้ส่วนขอบๆสีมักจะเพี้ยน
[304] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
ก่อนใช้ฟิลเตอร์นี้ จะต้องรู้สีแบ็คกราวด์ของเว็ป ที่จะนำาภาพไปวางก่อน (โดยกำร
ใช้หลอดดูดสีมำเป็นสีโฟร์กรำวด์ และสลับให้เป็นสีแบ็คกรำวด์) เพราะ Semi-flattern จะ
แปลงพื้นที่กึ่งโปร่งใสให้เป็นสีแบ็คกราวด์เฉดต่างๆตามค่าแอลฟ่า และเมื่อแปลงแล้ว พื้นที่
กึ่งโปร่งใสจะทึบทั้งหมด ส่วนที่ใสก็ยังใสอยู่ สีของขอบภาพจะกลมกลืนกับสีแบ็คกราวด์
ของเว็ปที่จะนำาไปวาง
Slice : ฟิลเตอร์ Slice ใช้หั่นภาพออกแบ่งชิ้นๆ ตามแนวของเส้นไกด์ ฉะนั้นก่อน
ใช้ฟิลเตอร์นี้ ให้ลากเส้นไกด์มาวาางยังตำาแหน่งที่ต้องการจะหั่นภาพก่อน หลังใช้ฟิลเตอร์
แล้ว จะได้ไฟล์ภาพตามจำานวนชิ้นที่หั่น
14.14 ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Animation
Gimp สามารถนำาเลเยอร์(หรือภาพต่างๆ) มาสร้างเป็นภาพแอนนิเมชั่นได้ โดยการ
แปลงไปเป็นไฟล์ GIF ซึ่งรองรับภาพแอนนิเมชั่น โดยเฟรมต่างที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นภาพ
เคลื่อนไหว จะมาจากเลเยอร์ต่างๆ (ดูต่อในหัวข้อนี้ เรื่องฟิลเตอร์ Playback )
Blend : ใช้สร้างเลเยอร์เพิ่มเติมจากของเดิม เพื่อทำาให้ภาพแอนนิเมชั่น เห็นการ
เปลี่ยนแปลงจากเฟรมหนึ่งไปอีกเฟรมหนึ่งอย่างนุ่มนวล
ภาพต้นฉบับมี 4 เลเยอร์
หลังใช้ฟิลเตอร์ Blend จะกลายเป็น 6 เลเยอร์ (แล้วแต่จะกำาหนด)
บทที่ 14: ฟิลเตอร์ [305]
Burn-In : ใช้สร้างเลเยอร์จำานวนหนึ่ง จากเลเยอร์ต้นฉบับ 2 เลเยอร์ ซึ่งเมื่อเล่น
ภาพเคลื่อนไหวจากเลเยอร์กลุ่มดังกล่าว จะมีเป็นการเลื่อนเลเยอร์บนออก เพื่อเปิดให้เห็น
เลเยอร์ล่าง (คล้ายการเปิดม่านเวที)
ตัวอย่างเลเยอร์ที่สร้างโดยใช้ฟิลเตอร์ Burn-In
Spining globe : ใช้สร้างเลเยอร์จำานวนหนึ่ง โดยนำาภาพมาห่อเข้ากับรูปทรงกลม
ซึ่งเมื่อเล่นภาพเคลื่อนไหวจากเลเยอร์กลุ่มดังกล่าว จะมีลักษณะเป็นทรงกลมกำาลังหมุน
โดยมีภาพต้นฉบับห่อทรงกลมนั้นไว้
ตัวอย่างเลเยอร์ที่สร้างโดยใช้ฟิลเตอร์ Spining globe
Wave : ใช้สร้างเลเยอร์จำานวนหนึ่ง ซึ่งเมื่อเล่นภาพเคลื่อนไหวจากเลเยอร์กลุ่มดัง
กล่าว จะมีลักษณะเป็นการเคลื่อนไหวของคลื่นนำ้า
ตัวอย่างเลเยอร์ที่สร้างโดยใช้ฟิลเตอร์ Wave
[306] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
Optimize : ฟิลเตอร์ Optimize(Difference), Optimize(for GIF) ใช้ลดขนาด
ไฟล์ลง เพราะไฟล์แอนนิเมชั่นมักมีเลเยอร์เป็นจำานวนมาก ไฟล์จึงมีขนาดใหญ่
Playback : ฟิลเตอร์ Playback ใช้
เล่นภาพเคลื่อนไหวจากเลเยอร์ต่างๆ เมื่อเรียก
ใช้ฟิลเตอร์นี้จะปรากฎ หน้ำต่ำง Animation
Playback ให้คลิกที่ปุ่ม (Play) เพื่อ
ทดสอบเล่นภาพเคลื่อนไหว
หน้าต่าง Animation Playback
เมื่อทดสอบเล่นภาพเคลื่อนไหวจนพอใจแล้ว หากต้องการจะนำาไปใช้งานให้
แปลงไปเป็นภาพ GIF Animation ซึ่งเป็นไฟล์ที่รองรับภาพเคลื่อนไหว
ไปที่ File → Export... จะปรากฎหน้าต่างให้บึนทึกไฟล์ ให้เลือกประเภท
ของไฟล์ที่ต้องการบันทึกเป็น GIF คลิกที่ OK จะปรากฎ หน้ำต่ำง
ExportImage as GIF ที่หน้าต่างนี้ สำาคัญที่ต้องติ๊กที่กล่องตัวเลือก
As animation (ดูเพิ่มเติมในหัวข้อ 3.6 : กำรแปลงภำพเป็น GIF )
บทที่ 14: ฟิลเตอร์ [307]
การกำาหนดเวลาในเลเยอร์
เมื่อเล่นภาพเคลื่อนไหวจากเลเยอร์ โดนปกติทุกเลเยอร์จะมีระยะเวลาใน
การเล่นเท่ากันหมด ที่ 100 ms (100 มิลลิวินาที หรือ 0.1 วินาทีต่อ
เลเยอร์) หากต้องการกำาหนดให้เลเยอร์ใดเล่นนานกว่านี้ หรือน้อยกว่านี้
ให้แก้ชื่อเลเยอร์โดยพิมพ์เวลาที่ต้องการลงไปต่อจากชื่อเลเยอร์
ไม่ใส่เวลา ใส่เวลา
14.15 ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Alpha to Logo
ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Alpha to Logo ใช้ใส่
เอฟเฟ็คให้กับส่วนที่โปร่งใสและส่วนกึ่งใปร่ง
ภาพต้นฉบับ →
[308] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
3D Outline Alien Glow Alien Neon
Basic I Basci II Blended
Bovination Chalk Chip Away
Chrome Comic Book
Cool Metal
Frosty Glossy
บทที่ 14: ฟิลเตอร์ [309]
Glowing Hot Gradient Bevel Neon
Particle trace Textures
14.16 ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Enhance
ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Enhance ใช้แก้ไขภาพที่ไม่สมบูรณ์ เช่น ภาพแตกเป็นเม็ด, ภาพ
ไม่คมชัด, ภาพเป็นขอบหยัก เป็นต้น
Alising : ใช้ลดขอบหยักของภาพ
Deintelace : ภาพที่ถูกจับหน้าจอมาจากวิดีโอมักจะมีรอยหยักเป็นเส้นแนวนอน
ซึ่งเป็นวิธีในการแสดงภาพเคลื่อนไหวของวิดีโอ ที่เรียกว่า Interace ฟิลเตอร์ Deintelace
ใช้แก้รอยหยักดังกล่าว
ภาพต้นฉบับ หลังใช้ฟิลเตอร์ Deinterlace
Destripe : ใช้ลดรอยตำาหนิที่เป็นแถบแนวตั้ง ที่มาจากการสแกนภาพที่ไม่ดี ซึ่ง
ต้องใช้การลองผิดลองถูกพอสมควร ไม่เช่นนั้น จะเป็นการสร้างแถบเพิ่มให้กับภาพ
[310] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
Despeckle : ใช้ลดรอยตำาหนิของภาพ เช่น เม็ดฝุ่นเล็กๆ รอยข่วน เป็นต้น
ภาพต้นฉบับ หลังใช้ฟิลเตอร์ Despeckle
Red Eye Removal : ใช้แก้ตาแดง ที่มักจะเกิดขึ้นกับภาพถ่าย ก่อนใช้ฟิลเตอร์จะ
ต้องใช้เครื่องมือเลือกเลือกลูกตาดำาไว้ก่อน
ภาพต้นฉบับ หลังใช้ฟิลเตอร์ Red Eye Removal
NL filter, Sharpen, Unsharp mask : ใช้ทำาให้ภาพคมชัดขึ้น โดย
Unsharpen mask เป็นฟิลเตอร์ที่ให้คุณภาพดีที่สุด
ภาพต้นฉบับ หลังใช้ฟิลเตอร์ NL filter
หลังใช้ฟิลเตอร์ Sharpen หลังใช้ฟิลเตอร์ Unsharp Mask
บทที่ 14: ฟิลเตอร์ [311]
[312] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
Gimp2.7 manual by_wk_r12
Gimp2.7 manual by_wk_r12

Gimp2.7 manual by_wk_r12

  • 2.
  • 3.
    หนังสือ : คัมภีร์GIMP ผู้เขียน : วสันต์ คุณดิลกเศวต, wasankds@gmail.com, www.facebook.com/wasankds, 08-1459-8343 พิมพ์ครั้งที่ 1 : 20 เมษายน 2012 จัดทำาและเผยแพร่โดย : ชมรมสวรรค์บนดิน, www.poeclub.org จัดทำาโดยใช้ซอฟต์แวร์ : Ubuntu Linux, LibreOffice, Inkscape, Gimp, Shutter สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 หนังสือ “คัมภีร์ GIMP” ฉบับ e-book (ไฟล์ PDF) อนุญาตให้แจกจ่าย ทำาสำาเนา โดยไม่คิดมูลค่า แต่ห้ามจำาหน่าย ห้ามตีพิมพ์เพื่อการพาณิชย์ ห้ามดัดแปลงหรือแก้ไขส่วนหนึ่งส่วนใด นอกจากจะได้รับอนุญาตเป็น ลายลักษณ์อักษร ชื่อและเครื่องหมายการค้าที่อ้างถึง เป็นของเจ้าของหรือบริษัทแต่ละ ราย นายวสันต์ คุณดิลกเศวต มิได้อ้างความเป็นเจ้าของ ตัวแทน หรือมี ส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด หนังสือ e-book นี้ ถูกออกแบบให้พิมพ์บนกระดาษ A5 ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง “ลดใช้กระดาษ ลดโลกร้อน”
  • 5.
    คำำนำำจำกผู้เขียน Gimp เป็นซอฟต์แวร์ตกแต่งภาพ ในตระกูลเดียวกับAdobe PhotoShop หรือ Corel PhotoPaint ที่เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี แต่ Gimp เป็นซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สที่ สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรี ถูกกฎหมาย 100% ตามทัศนะของผู้เขียน Gimp เป็นซอฟต์แวร์ตกแต่งภาพที่ดีที่สุด ในตระกูลโอเพ่นซอร์ส สามารถตอบโจทย์งานด้าน กราฟฟิคได้อย่างลงตัว ไม่แพ้ซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ชื่อดังทั้งหลาย ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส เป็นกลุ่มซอฟต์แวร์ที่เปิดเผยซอร์สโค้ด ตัวซอฟต์แวร์ และซอร์สโค้ด อนุญาตให้นำาไปใช้ ทำาสำาเนา แจกจ่าย และแก้ไขปรับปรุงได้ โดยจะมีค่าใช้ จ่ายหรือไม่มีก็ได้ แต่ประเด็นสำาคัญก็คือ ต้องเปิดเผยซอร์สโค้ด ที่ถือเป็นหัวใจสำาคัญด้าน การพัฒนาซอฟต์แวร์ตัวนั้นๆ ด้วยเหตุที่ต้องเปิดเผยซอร์สโค้ดนี้เอง จึงเป็นจุดแข็งของ ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส เพราะซอฟต์แวร์จะไม่ล้มหายตายจากไปง่ายๆ ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สส่วนใหญ่เป็นของฟรี ตัวที่ใช้งานกันอย่างกว้างขวางที่เป็น ของฟรี ก็เช่น Ubuntu เทียบเท่ากับ MS Windows, LibreOffice เทียบเท่ากับ MS Office, Inkscape เทียบเท่ากับ Adobe Illustrator หรือ Corel Draw เป็นต้น “ทำำไมเรำต้องให้ควำมสนใจกับซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส?” ประเด็นสำาคัญก็คือ เพราะราคาซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ มีราคาสูงถึงสูงมาก ผู้คนจำานวนมาก จึงหันไปใช้ ซอฟต์แวร์เถื่อน ซื้อแผ่นก๊อป ดาวน์โหลดของผิดกฎหมายมาใช้ หรือก็คือ เลือกที่จะใช้ ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ ตัวเลขการละเมิดลิขสิทธิ์ทั่วโลกที่ผู้เขียนทราบมา มีประเด็นบางอย่างสะกิดใจให้ ต้องคิด ประเทศ อเมริกำ ซึ่งเราทราบกันดีว่า เป็นผู้นำาด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ หมายเลข 1 ของโลก ที่นี่มีอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ 20% ตำ่าที่สุดในโลก ญี่ปุ่น 21% โซนยุโรปอยู่ที่ 25-50% ประเทศไทย 73% โซนแอฟริกาเกิน 75% แปลก ที่ตัวเลข เหล่านี้ สัมพันธ์กับความเจริญของประเทศด้วย ประเทศใดที่ตัวเลขการละเมิดลิขสิทธิ์ตำ่า เกือบจะฟันธงได้เลยว่า เป็นผู้นำาด้านความคิดด้วย ตัวเลขบ่งบอกลำาดับไล่ตามกันมาเลยที เดียว ส่วนประเทศใดที่ตัวเลขสูงๆ คล้ายกับว่า ต้องรอให้ประเทศอื่นคิดก่อน แล้วค่อยทำา ตาม
  • 6.
    ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ รากมันฝังลึกมาก มองเผินๆเหมือนเราได้ประโยชน์ ได้ ใช้ของฟรี ประหยัดเงิน แต่ทว่า หากมองในภาพรวม เราเสียเอกราชทางความคิดไปแล้ว ผู้ เขียนเชื่อว่าหลายๆท่าน ตั้งแต่เกิดมาก็อยู่กับมันเลย(รวมทั้งผู้เขียนด้วย) ถูกปลูกนิสัย ถูก บ่มเพาะ ถูกสอนให้ใช้ของเถื่อนมาตั้งแต่เด็ก จนไม่มีจิตสำานึกว่า การใช้ของเถื่อนนั้นผิดอีก แล้ว จริงๆแล้ว นี่เป็นโครงสร้างที่ทำาให้ประเทศไม่มีความคิดใหม่ๆ ต้องรอให้ต่างชาติคิด ก่อนแล้วเราค่อยทำาตาม “ใครจะไปคิด ในเมื่อมีคนคิดให้ มีคนทำำให้ใช้ฟรีๆ” หรือ “ใครจะ ไปคิด คิดไป ขำยไป ก็สู้ของเถื่อนไม่ได้” แท้จริงแล้ว องค์กรหรือใครก็ตามที่ใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ ท่านเพียงรอวันถูก พิพากษาเท่านั้น หากท่านยังเป็นองค์กรเล็ก ท่านก็เป็นเพียงปลาเล็กปลาน้อย แต่หากวัน ใดท่านเติบโตเป็นปลาใหญ่ ท่านมีโอกาสสูงที่จะถูกจับไปขาย หรือมีโอกาสสูงที่จะถูกจับ ละเมิดลิขสิทธิ์ ท่านจะไปรู้ได้อย่างไรว่า พนักงานในองค์กรไม่พอใจท่านอย่างไร? ท่าน ทำาให้ใครไม่พอใจไว้หรือเปล่า? เขาร้อนเงินอยู่หรือเปล่า? เมื่อใดก็ตาม ที่มีการแจ้งละเมิด ลิขสิทธิ์ไปยังองค์กรที่ตรวจจับโดยเฉพาะ ผู้แจ้งมีสิทธิ์ได้รับรางวัลสูงสุด 250,000 แต่ สำาหรับองค์กรของท่าน ต้องเสียเงินเป็นจำานวนมาก ต้องว่ากันเป็นหลักล้านหลักสิบล้านเลย ทีเดียว กรรมการองค์กรทุกท่าน ต้องถูกดำาเนินคดี ฉะนั้น เตรียมทนายไว้ได้เลย จากประสบการณ์ในการรณรงค์ การเป็นวิทยากรอบรม และการเป็นที่ปรึกษาให้ กับองค์กรต่างๆ ผู้เขียนพบรูปแบบที่น่าสนใจอยู่ สองสามประเด็นที่น่าสนใจ องกรค์ใด ที่ให้ความสำาคัญกับลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ องกรค์นั้นมักมีระบบการทำางานที่ ดี และยังดูแลพนักงานได้ดีด้วย สังเกตุได้จากสวัสดิการต่างๆ หากใครทำางานในองค์กร ลักษณะนี้ ผมเชื่อว่าคงมีความสุข และยังเป็นองค์กรที่มั่นคงด้วย แต่ในทางตรงกันข้าม อง กรค์ใดที่ไม่สนใจเรื่องลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ การทำางานมักไม่เป็นระบบ เต็มไปด้วยปัญหา เน้น รายรับ ประหยัดค่าใช้จ่าย โดยไม่สนใจคนรอบข้าง เฉพาะเรื่องคอมพิวเตอร์ ก็ต้องแก้ ปัญหาเช้ายันคำ่า ไวรัสบ้าง สปายแวร์บ้าง วันๆไม่ต้องทำาอะไรแก้ปัญหาภายในอย่างเดียว การดูแลพนักงานก็ไม่ดีตามไปด้วย พนักงานลาออกบ่อย ทำางานไม่มีความสุข แห้งแล้ง สวัสดิการ องกรค์ใดที่เถื่อนบ้าง แท้บ้าง ก็ครึ่งๆกลางๆไปด้วย นี่เป็นรูปแบบที่ผู้เขียนค้น พบ ไม่ได้แต่งเรื่องประการใด หากท่านใดค้นพบว่าไม่ได้เป็นอย่างนี้ ก็ส่งความเห็นมาได้
  • 7.
    อีกประเด็นก็คือ องค์กรที่ติดต่อมาหาผู้เขียนและเกิดการว่าจ้าง ในด้านการอบรม ก็ดีในด้านการเป็นที่ปรึกษาก็ดี มักเป็นองค์กรขนาดใหญ่ องค์กรเหล่านี้ ต้องการลด ต้นทุนด้านซอฟต์แวร์ เฉพาะคอมพิวเตอร์พื้นฐานที่ทำางานด้านเอกสารอย่างเดียว ต้นทุน ต่อเครื่องยังแพงกว่าตัวเครื่องเสียอีก บางองค์กรมีคอมพิวเตอร์เป็นพันเครื่อง ต้นทุนก็ปา เข้าไปหลายสิบล้านบาท นี่ยังไม่รวมการปรับรุ่นในอนาคตอีก ซึ่งท่านจะบอกว่า “เรำจะ ไม่ปรับรุ่นซอฟต์แวร์ตำมเขำ แม้เขำจะออกรุ่นใหม่มำก็ตำม” ผู้เขียนเชื่อว่า สักวันหนึ่ง ในอีก 5 ปี 7 ปี หรือ 10 ปี ท่านจะต้องปรับรุ่นตามเขาแน่นอน และจะต้องจ่ายอีกไม่น้อย เลยทีเดียว ฉะนั้นองค์กรเหล่านั้น จึงหันมาใช้ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สเพื่อลดต้นทุน ประเด็นด้านการละเมิดลิขสิทธ์ ไม่ต้องพูดถึง ยิ่งองค์กรใหญ่ ยิ่งไม่สามารถใช้ของเถื่อนได้ เขาเป็นปลาใหญ่แล้ว โดยเฉพาะองค์กรที่ขึ้นต้นด้วย บมจ. หรือลงท้ายด้วย มหาชน ยิ่งใช้ ไม่ได้ หากหลักสูตรการศึกษาในประเทศไทย จะบรรจุหลักสูตรการเรียนการสอนด้าน ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สไว้ เคียงคู่กับซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ที่เล่าเรียนกันอยู่ในปัจจุบันนี้ ก็ได้ หลายๆอย่างคงจะดีขึ้นอีกไม่น้อย ด้วยพื้นที่สั้นๆเพียงเท่านี้ คงไม่อาจหาคำาบรรยาย สั้นๆ เพื่อจะบอกว่า อะไรจะดีขึ้นบ้าง เพราะมันเป็นลูกโซ่ ที่เริ่มต้นมาจากความคิด และมี ผลไปยังการกระทำาอีกหลายต่อหลายต่อ ประเทศของเรายังต้องการความคิดและจินตนาการอีกมากมายนัก หากเราเสีย เอกราชทางความคิดไปแล้ว ประเทศจะพัฒนาไปได้อย่างไร โลกนี้จะน่าเบื่อเพียงใด หาก มนุษย์ไม่ใช้จินตนาการ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์ส่งเสริมการใช้งานซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส ผู้เขียน จึงเขียนคู่มือการใช้งานซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สบางตัวเพื่อแจกฟรี(ฉบับ e-book) ทั้งนี้หาก มีข้อติชมประการใด กรุณาส่งมาความคิดเห็นมาที่ wasankds@gmail.com
  • 8.
    อนำคตของคู่มือเล่มนี้ ธรรมชาติของซอฟต์แวร์ ต้องมีการพัฒนาปรับรุ่นอยู่เสมอๆ ส่งผลให้คู่มือการใช้ งานต้องปรับตามไปด้วย หากไม่ปรับตาม จะกลายเป็นของเก่าและตายไปในที่สุด ต่างจาก หนังสือนิยายหรือเรื่องเล่าที่เป็นอมตะ คนเก่าไปคนใหม่มาหนังสือเหล่านี้ก็ยังใช้ได้ แต่ในธรรมชาติของการปรับรุ่นซอฟต์แวร์ จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมาก จะปรับที ละน้อย อาจมีเพิ่มเครื่องมือใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ เข้ามา แต่หลักการทำางานยังเหมือนเดิม คู่มือการใช้งานก็แค่เพียง เพิ่มเติมและปรับแก้ในสิ่งที่เปลี่ยนหรือเพิ่มเติมเข้ามาเท่านั้น ด้วยเหตุดังกล่าว ผู้เขียนจึงพยายามออกแบบให้คู่มือโอเพ่นซอร์สทุกเล่ม แก้ไขได้ ง่าย ออกแบบไว้เผื่ออนาคตด้วย ผู้เขียน ตั้งใจจะให้หนังสือคู่มือโอเพ่นซอร์สทุกเล่มที่เขียน เป็นของฟรี(e-book) เป็นของคนไทยตลอดไป เท่าที่กำาลังจะทำาไหว หากท่านใดต้องการสนับสนุนความตั้งใจดังกล่าว สามารถติดต่อเพื่อสนับสนุนได้ ตามความต้องการ เพื่อผู้เขียนจะได้มีเวลาเขียนและปรับปรุงหนังสือให้ทันสมัยอยู่เสมอๆ บางท่านก็ให้เครื่องคอมพิวเตอร์มา บางท่านก็เชิญไปเป็นที่ปรึกษา หรือเป็นวิทยากรอบรม อย่างต่อเนื่อง ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด ขอขอบคุณเป็นพิเศษสำาหรับ อาจารย์สาทิศ เพิ่มสว่าง และมูลนิธิศักดิ์พรทรัพย์ ที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง วสันต์ คุณดิลกเศวต ผู้เขียนและวิทยำกรอบรมกำรใช้งำน LibreOffice, Inkscape และ Gimp วศ.บ. โยธำ มหำวิทยำลัยธรรมศำสตร์ วท.ม. ธุรกรรมอิเล็คทรอนิกส์ มหำวิทยำลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้ำธรบุรี wasankds@gmail.com, www.facebook.com/wasankds, 08-1459-8343
  • 9.
    สำรบัญ คำำนำำจำกผู้เขียน 5 อนำคตของคู่มือเล่มนี้ 8 สำรบัญ9 บทที่ 1: รู้จักกับ GIMP 17 1.1 : รู้จักกับ GIMP..................................................................................18 1.2 : ภาพ Vector และ ภาพ Bitmap คืออะไร?......................................19 บทที่ 2: มุมมองในกำรทำำงำน 21 2.1 : หน้าจอ GIMP (Interface)...............................................................22 2.2 : รู้จักกับ Main toolbox...................................................................24 ก. : Toolbox........................................................................................24 ข. : Tool options...............................................................................26 2.3 : รู้จักกับ Image window.................................................................27 2.4 : รู้จักกับ Docking และ ไดอะล็อก (Dialogs)....................................29 2.5 : การจัดการ Docking และ Dialogs (ไดอะล็อก)..............................30 2.6 : การซูมภาพ (Zoom).......................................................................33 2.7 : การเลื่อนมุมมองภาพ (Pan)............................................................34 2.8 : กริดและไกด์ (Grids and Guides)..................................................35 ก. : กริด (Grids)...................................................................................35 ข. : ไกด์ (Guides)................................................................................36
  • 10.
    บทที่ 3: กำรทำำงำนกับไฟล์39 3.1 : ขนาดภาพ, Resolution และ Dot for Dot....................................40 3.2 : การสร้างไฟล์ใหม่.............................................................................43 3.3 : การบันทึกไฟล์.................................................................................45 3.4 : การแปลงภาพเป็น JPEG.................................................................46 3.5 : การแปลงภาพเป็น PNG..................................................................47 3.6 : การแปลงภาพเป็น GIF....................................................................49 3.7 : การแปลงภาพเป็น TIFF...................................................................50 3.8 : การเปิดไฟล์.....................................................................................51 3.9 : การสร้างภาพจากสคริปต์สำาเร็จรูป..................................................52 บทที่ 4: คำำสั่งพื้นฐำน 53 4.1 : การเปลี่ยนขนาดภาพ (Scaling Image)..........................................54 4.2 : การเปลี่ยนขนาดภาพเมื่อพิมพ์ (Print Size)....................................55 4.3 : การทำาซำ้าภาพ (Duplicating)..........................................................56 4.4 : การกลับภาพ (Flipping)..................................................................56 4.5 : การหมุนภาพ (Rotating).................................................................57 4.6 : การครอปภาพ (Cropping)..............................................................58 4.7 : การเพิ่มหรือลดพื้นที่ภาพ (Canvas Size)........................................59 4.8 : Undo และ Redo...........................................................................61 4.9 : การดูข้อมูลภาพ...............................................................................62 บทที่ 5: กำรเลือก 63 5.1 : กลุ่มเครื่องมือเลือก (Selection Tools)..........................................64 5.2 : คุณสมบัติพื้นฐานของเครื่องมือเลือก................................................65 5.3 : ไดอะล็อก Selection Editor..........................................................68 5.4 : การบันทึกการเลือก (Save selection)...........................................69 ก. : การบันทึกการเลือกเป็นหน้ากากการเลือก.....................................69 ข. : การบันทึกการเลือกเป็นเส้นพาธ.....................................................70
  • 11.
    5.5 : RectangleSelect Tool................................................................72 5.6 : Ellipse Select Tool......................................................................76 5.7 : Free Select Tool..........................................................................80 5.8 : Fuzzy Select Tool........................................................................81 5.9 : Select by Color Tool..................................................................83 5.10 : Scissors Select Tool..................................................................85 5.11 : Foreground Select Tool...........................................................88 5.12 : การเลือกด้วยควิกมาสก์ (Quick Mask).........................................92 5.13 : การปรับแต่งการเลือก....................................................................94 บทที่ 6: เลเยอร์ 101 6.1 : รู้จักกับเลเยอร์ (Layers)................................................................102 6.2 : การสร้างเลเยอร์............................................................................103 6.3 : คุณสมบัติต่างๆในไดอะล็อก Layers..............................................105 6.4 : เลเยอร์กรุ๊ป (Layer Group)..........................................................108 6.5 : ขนาดและขอบเขตเลเยอร์.............................................................110 6.6 : เลเยอร์และแชนแนลอัลฟ่า............................................................112 6.7 : การรวมเลเยอร์ (Merge layers)...................................................114 6.8 : หน้ากากเลเยอร์ (Layer Masks)...................................................116 6.9 : ตัวอย่างการใช้งานหน้ากากเลเยอร์................................................119 6.10 : เลเยอร์โหมด (Layer Modes).....................................................121 บทที่ 7: เรื่องของสี 129 7.1 : โมเดลสี..........................................................................................130 ก. : โมเดล RGB (Red Green Blue)..................................................130 ข. : โมเดล CMY(K).............................................................................130 ค. : โมเดล HSV..................................................................................131 7.2 : โหมดภาพ......................................................................................132
  • 12.
    7.3 : การเปลี่ยนโหมดภาพ.....................................................................134 7.4: รู้จักกับแชนแนล (Channels)........................................................137 7.5 : ไดอะล็อก Channels....................................................................140 7.6 : ทฤษฎีสีและการใช้สีเบื้องต้น.........................................................144 ก. : ทฤษฎีสีเบื้องต้น...........................................................................145 ข. : การเลือกใช้สี................................................................................148 บทที่ 8: เกรเดี้ยนต์และแพทเทิร์น 153 8.1 : เกรเดี้ยนต์ (Gradients).................................................................154 8.2 : การสร้างเกรเดี้ยนต์ ( *.GGR)........................................................155 8.3 : แพทเทิร์น (Patterns)...................................................................159 8.4 : การสร้างแพทเทิร์น ( *.PAT)..........................................................160 บทที่ 9: กำรเลือกสีและหัวแปรง 163 9.1 : สีโฟร์กราวด์และสีแบ็คกราวด์........................................................164 9.2 : การเลือกสีที่ Toolbox..................................................................165 9.3 : การเลือกสีที่ไดอะล็อก FG/BG color............................................167 9.4 : การเลือกสีจากโหมดอื่นๆ...............................................................168 ก. : โหมด Wheel..............................................................................169 ข. : โหมด Watercolor......................................................................169 ค. : โหมด CMYK ..............................................................................170 ง. : โหมด Palette..............................................................................171 9.5 : การเลือกสีโดยใช้ Color Picker Tool (หลอดดูดสี)......................171 9.6 : การสร้างจานสี (Palettes) ...........................................................174 9.7 : หัวแปรง (Brushes).......................................................................176 9.8 : ไดอะล็อก Brushes ......................................................................177 9.9 : การสร้างหัวแปรงใหม่....................................................................179 9.10 : การเพิ่มหัวแปรงจากไฟล์หัวแปรงต่างๆ.......................................180
  • 13.
    9.11 : ปรับขนาดหัวแปรงโดยใช้ลูกกลิ้งเมาส์.........................................181 9.12: การสร้างหัวแปรงภาพสี ( *.GBR)................................................184 9.13 : การสร้างหัวแปรงแอนนิเมชั่นข้อความ.........................................186 บทที่ 10: เครื่องมือวำดและระบำยสี 189 10.1 : กลุ่มเครื่องมือวาดและระบายสี ..................................................190 10.2 : คุณสมบัติพื้นฐานของเครื่องมือวาดและระบายสี.........................190 10.3 : Brush Tools (Pencil, Paintbrush, Airbrush) ........................197 10.4 : Bucket Fill Tool.......................................................................200 10.5 : Blend Tool................................................................................202 10.6 : Eraser Tool ..............................................................................204 10.7 : Ink Tool ....................................................................................206 10.8 : Clone Tool ..............................................................................207 10.9 : Heal Tool .................................................................................210 10.10 : Perspective Clone Tool......................................................212 10.11 : Blur/Sharpen Tool...............................................................214 10.12 : Smudge Tool........................................................................216 10.13 : Dodge/Burn Tool..................................................................217 บทที่ 11: พำธและข้อควำม 221 11.1 : รู้จักกับพาธ (Paths)....................................................................222 11.2 : การวาดเส้นพาธด้วย Path tool.................................................223 11.3 : การปรับแต่งเส้นพาธ...................................................................226 11.4 : ไดอะล็อก Paths.........................................................................229 11.5 : รูปจักกับข้อความใน Gimp.........................................................232 11.6 : การสร้างข้อความโดยใช้ Text tool............................................234 11.7 : สร้างพาธจากข้อความ.................................................................238 11.8 : การวางข้อความตามแนวเส้นพาธ................................................238
  • 14.
    บทที่ 12: กำรแปรรูป241 12.1 : กลุ่มเครื่องมือแปรรูป (Transfrom Tools) ................................242 12.2 : คุณสมบัติพื้นฐานของเครื่องมือแปรรูป........................................242 12.3 : ย้ายด้วย Move Tool..................................................................246 12.4 : จัดเรียงด้วย Align Tool..............................................................247 12.5 : ตัดภาพด้วย Crop Tool..............................................................250 12.6 : หมุนด้วย Rotate Tool...............................................................253 12.7 : ย่อขยายด้วย Scale Tool...........................................................255 12.8 : เฉือนด้วย Shear Tool................................................................257 12.9 : บิดด้วย Perspective Tool........................................................259 12.10 : กลับด้านด้วย Flip Tool...........................................................260 12.11 : ดัดภาพด้วย Cage Transform Tool........................................262 บทที่ 13: เครื่องมือตกแต่งสี 265 13.1 : กลุ่มเครื่องมือตกแต่งสี (Color Tools) .......................................266 13.2 : คุณสมบัติพื้นฐานของเครื่องมือตกแต่งสี......................................267 13.3 : ขั้นตอนการใช้งานเครื่องมือตกแต่งสี...........................................268 13.4 : Color Balance Tool.................................................................270 13.5 : Hue-Saturation Tool...............................................................271 13.6 : Colorize Tool...........................................................................274 13.7 : Brightness-Contrast Tool.......................................................276 13.8 : Threshold Tool........................................................................277 13.9 : Levels Tool...............................................................................279 13.10 : Curves Tool............................................................................284 13.11 : Posterize Tool........................................................................289 13.12 : Desaturate Tool....................................................................290
  • 15.
    บทที่ 14: ฟิลเตอร์293 14.1 : ฟิลเตอร์ และ การใช้งาน.............................................................294 14.2 : ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Blur...................................................................296 14.3 : ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Distorts.............................................................296 14.4 : ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Light and Shadow..........................................299 14.5 : ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Noise................................................................300 14.6 : ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Edge-Detect....................................................300 14.7 : ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Generic.............................................................301 14.8 : ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Combine..........................................................302 14.9 : ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Artistic..............................................................302 14.10 : ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Decor..............................................................303 14.11 : ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Map................................................................305 14.12 : ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Render...........................................................306 14.13 : ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Web................................................................307 14.14 : ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Animation......................................................308 14.15 : ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Alpha to Logo..............................................311 14.16 : ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Enhance.........................................................314
  • 17.
    บทที่ 1 :รู้จักกับ GIMP
  • 18.
    1.1 รู้จักกับ GIMP GIMP(GNU Image Manipulation Program) เป็นซอฟต์แวร์ในตระกูลเดียว กับ Adobe Photoshop หรือ Corel PhotoPaint ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการจัดการ ภาพ สามารถใช้งานได้หลากหลายด้าน เช่น ตกแต่งภำพ, จัดองค์ประกอบภำพ, จัดหน้ำ สิ่งพิมพ์, วำดภำพระบำยสี, สร้ำงภำพสำำหรับเว็ปไซต์ เป็นต้น GIMP สามารถใช้ทำางานได้ตั้งแต่งานทั่วๆไป งานเล็กๆ ไปจนถึงงานระดับมืออาชีพ ที่ต้องการความประณีตสูง โลโก้ของ GIMP GIMP เป็นซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส ที่เป็นของฟรี สามารถติดตั้งได้บนระบบปฏิบัติ การหลายตัว ทั้งบน Windows, บน Mac OS หรือ บน Linux base ก็ได้ ในหนังสือเล่มนี้ อธิบายโดยใช้ GIMP ที่ทำางานบนระบบปฏิบัติ Ubuntu ซึ่งเป็น Linux base (Ubuntu เป็นซอฟต์แวร์ฟรีเช่นเดียวกับ GIMP) ถึงอย่างไรก็ดี แม้จะต่าง ระบบปฏิบัติการกัน การใช้งานมีลักษณะเหมือนกัน ต่างกันเพียงปุ่มกดหรือการใช้งานเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ถึงแม้ GIMP จะเป็นซอฟต์แวร์ฟรี แต่ศักยภาพของ GIMP นั้นไม่ธรรมมดา ไม่แพ้ ซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ชื่อดัง ราคาแพงๆทั้งหลาย GIMP ได้รับการยอมรับจากผู้ใช้งานทั่ว โลก ถูกพัฒนาโดยองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำาไร สำาหรับผู้เขียนแล้ว GIMP ถือเป็นซอฟต์แวร์ จัดการภาพ ที่ดีที่สุดในตระกูลโอเพ่นซอร์ส [18] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 19.
    ดาวน์โหลดโปรแกรม GIMP ได้ฟรีที่www.gimp.org/downloads หน้าดาวน์โหลด ของ GIMP *** GIMP ที่ใช้อธิบำยในหนังสือเล่มนี้เป็น GIMP บนระบบปฏิบัติกำร Ubuntu 1.2 ภำพ Vector และ ภำพ Bitmap คืออะไร? ภาพดิจิตอล หรือภาพที่สร้างด้วยซอฟต์แวร์บนคอมพิวเตอร์ แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ก็คือ 1. Vector 2. Bitmap (หรือ Raster) บทที่ 1: รู้จักกับ GIMP [19]
  • 20.
    Vector ภาพแบบ Vector เป็นภาพที่สร้างด้วยระบบการคำานวณทางคณิตศาสตร์ข้อดีก็คือ สามาถขยายมากเท่าไรก็ได้ โดยที่ภาพไม่แตก โปรแกรมวาดภาพแบบ Vector ยกตัวอย่าง เช่น Adobe Illustrator, Corel Draw และ Inkscape เป็นต้น ไฟล์ภาพแบบ Vector ก็ อย่างเช่น SVG, EPS, PS, AI หรือ CDR เป็นต้น การนำาภาพ Vector ไปใช้งาน มักจะต้อง แปลงไปเป็นภาพ Bitmap ก่อน Inkscape เป็นซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส ที่เป็นของฟรี เช่นเดียวกับ GIMP สามารถดาวน์โหลดคู่มือ e-book การใช้งาน Inkscape ได้ที่ www.poeclub.org Bitmap (หรือ Raster) ภาพแบบ Bitmap เป็นภาพที่ประกอบไปด้วยจุดเล็กๆเรียงตัวกัน จุดเหล่านี้เรียกว่า พิกเซล(Pixels) โดย 1 พิกเซลจะเก็บสี 1 สี คุณภาพของภาพขึ้นอยู่กับจำานวนพิกเซล ภาพที่ถ่ายด้วยกล้องดิจิตอล ล้วนเป็นภาพ Bitmap โปรแกรมที่ใช้จัดการภาพแบบ Bitmap ยกตัวอย่างเช่น Adobe Photoshop, Corel PhotoPaint และ Gimp เป็นต้น ไฟล์ภาพแบบฺ Bitmap ก็อย่างเช่น XCF, JPG, PNG, GIF, BMP, TIFF หรือ PSD เป็นต้น ภาพ Vector สามารถขยายได้ไม่จำากัด โดยที่ภาพไม่แตก ภาพ Bitmap ประกอบไปด้วยจุด เล็กๆ(พิกเซล) เรียงตัวกัน เมื่อขยายภาพจะเห็นเป็นจุดๆ [20] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 21.
    บทที่ 2 :มุมมองในกำรทำำงำน
  • 22.
    2.1 หน้ำจอ GIMP(Interface) หน้าจอของ GIMP ประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลักๆก็คือ 1. Main toolbox ศูนย์รวมเครื่องมือต่างๆ 2. Image window หน้าต่างภาพ 3. Docking หน้าต่างลอย ภายในประกอบไปด้วยไดอะล็อกจำานวนหนึ่ง แยก เป็นแท็ปๆ สามารถดึงออกมาเพื่อจัดกลุ่มเป็น Docking กลุ่มใหม่ได้ ทั้ง 3 ส่วนนั้นอยู่แยกกัน สามารถจับย้ายได้อย่างอิสระต่อกัน หน้าจอ GIMP เนื่องจาก ทั้ง 3 ส่วนนั้นอยู่แยกกัน การย่อ ขยาย หรือปิดหน้าต่างใดๆ อาจไม่ สะดวกสำาหรับบางท่าน เพราะต้องคลิกหลายครั้ง GIMP มีตัวเลือก เพื่อเปลี่ยนหน้าจอจากโหมด 3 ส่วน ให้เป็นหน้าต่างเดียว ก็คือ ทุกหน้าต่างมารวมกันอยู่ในหน้าต่างเดียว (สำำหรับผู้เขียนแล้ว ชอบแบบแยก 3 ส่วน มำกกว่ำ) [22] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 23.
    การเปลี่ยนโหมดหน้าจอจาก 3 ส่วนให้เป็นหน้าต่างเดียว 1.) ไปที่ Windows → Single-Window Mode 2.) จัดเรียงและปรับขนาดส่วนประกอบต่างๆ ที่อยู่ภายในหน้าต่าง จะได้หน้าจอของ GIMP ดังนี้ หน้าจอ GIMP แบบ Single-Window Mode เมื่อเปิดไฟล์ภาพภาพใหม่ขึ้นมาหลายๆภาพ ภาพจะแยกเป็นแท็ปๆ ปุ่มปิดภาพใน มุมมองนี้จะไม่มี ฉะนั้น การปิดภาพในแต่ละแท็ป ให้ไปที่ File → Close หรือ File → Close All เพื่อปิดไฟล์ภาพทั้งหมด บทที่ 2: มุมมองในการทำางาน [23]
  • 24.
    2.2 รู้จักกับ Maintoolbox Main toolbox ประกอบไปด้วย 2 ส่วน ก็คือ Toolbox และ Tool options ก. Toolbox Toolbox หรือ กล่องเครื่องมือ เป็นศูนย์รวมเครื่องมือต่างๆ เมื่อนำาเมาส์ไปชี้บนไอค่อนรูปเครื่องมือต่างๆ จะปรากฎชื่อและคีย์ลัด Toolbox Tool icons : ประกอบไปด้วยปุ่มเครื่องมือต่างๆ โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่ม ก็คือ กลุ่ม Selection tools ใช้เลือกพื้นที่บางส่วนของภาพ กลุ่ม Paint tool ใช้ในการวาดและระบายสี กลุ่ม Tranform tools ใช้ในการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของภาพ กลุ่ม Color tools ใช้ในการปรับเปลี่ยนหรือตกแต่งสีของภาพ กลุ่ม Other tools เครื่องมืออื่นๆ การลากภาพจากภายนอก มาวางไว้ในกรอบ Toolbox (บริเวณโซน ) เป็นการเปิดไฟล์ภาพนั้น [24] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 25.
    Foreground/Background colors :แสดงสีโฟร์กราวด์ และสีแบ็คกราวด์ ที่กำาลังใช้งานอยู่ ณ ขณะนั้น หากต้องการ เปลี่ยนสีโฟร์กราวด์หรือแบ็คกราวด์ คลิกที่พื้นที่สี จะ ปรากฏหน้าต่างให้เลือกสีที่ต้องการ คลิกที่ เพื่อสลับระ หว่างสีโฟร์กราวด์และสีแบ็คกราวด์ คลิกที่ เพื่อรีเซ็ตสี แบ็คกราวด์(เป็นสีดำา) และโฟร์กราวด์(เป็นสีขาว) Brush/Pattern/Gradient : สัญลักษณ์แบ่งเป็น 3 ส่วน แสดงสถานะของ แปรง(Brush), ลวดลาย (Pattern) และ เฉดสี(Gradient) ที่กำาลังใช้งานอยู่ ตาม ลำาดับ คลิกบนพื้นที่ในแต่ละส่วน เพื่อเปิดไดอะล็อกของเครื่องมือดังกล่าว เพื่อ ทำาการปรับแต่ง Active Image : แสดงภาพขนาดเล็กของภาพที่กำาลังทำางานอยู่ ณ ขณะนั้น คลิกบนภาพขนาดเล็กดังกล่าวเพื่อเปิดไดอะล็อก Image ไปที่ Edit → Preferences → Toolbox เพื่อ ปิด/เปิด พื้นที่ในข้อ (ปกติจะปิดไว้) บทที่ 2: มุมมองในการทำางาน [25] สีโฟร์กราวด์ และสีแบ็คกราวด์
  • 26.
    ข. Tool options กรอบTool options แสดงรายละเอียดของเครื่องมือที่กำาลังใช้งาน สามารถปรับ แต่งค่าต่างๆของเครื่องมือได้ที่กรอบนี้ เมื่อปรับแต่งแล้ว สามารถบันทึกค่าเก็บไว้ใช้ในครั้ง ต่อๆไปได้ โดยไม่ต้องมาตั้งค่าใหม่ทุกครั้ง ไดอะล็อก Tool options ของ Paintbrush tool แสดงรายละเอียดของเครื่องมือที่ใช้งานอยู่ Save options to ปุ่มบันทึกค่า Option Restore options ปุ่มโหลดค่า Option (ที่ได้บันทึกไว้) Delete options ปุ่มลบค่า Option (ที่ได้บันทึกไว้) Reset options ปุ่มรีเซ็ต Option ให้กลับไปเป็นค่าเริ่มต้น Tool Options เป็นไดอะล็อกชนิดหนึ่งสามารถดึงออกจาก Main Toolbox แล้ว ย้ายไปไว้ที่ไหนก็ได้ [26] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 27.
    2.3 รู้จักกับ Imagewindow Image window แสดงภาพที่เปิดอยู่ ซึ่งหน้าต่างนี้มีรายละเอียดค่อนข้างมาก ดัง ต่อไปนี้ หน้าต่าง Image window Title bar : แสดงรายละเอียดเกียวกับไฟล์ แสดงชื่อไฟล์และข้อมูลอื่นๆเกี่ยวกับ ไฟล์ (โหมดภาพ, จำานวนเลเยอร์, ขนาดภาพ) Image menu : เมนูคำาสั่งต่างๆที่ใช้ในการทำางานกับภาพ สามารถใช้การคลิก เมาส์ขวาบนภาพ เพื่อเปิดเมนูคำาสั่งขึ้นมาก็ได้ Menu button : ปุ่มเมนูคำาสั่ง เป็นอีกวิธีหนึ่งในการเปิดเมนูคำาสั่ง Ruler : แถบไม้บรรทัด (Shift+Ctrl+R = ซ่อนหรือแสดงไม้บรรทัด) คลิกเมาส์ บนไม้บรรทัด แล้วลากมาที่บริเวณภาพจะปรากฏเส้นไกด์ ซึ่งเป็นเส้นที่ใช้ช่วยใน การวางตำาแหน่งขององค์ประกอบต่างๆ บทที่ 2: มุมมองในการทำางาน [27]
  • 28.
    Quick Mask Toggle: (Shift+Q) สลับระหว่างโหมดการทำางานปกติกับโหมด ควิกมาสก์( ดูเพิ่มเติมในหัวข้อ 5.12 : กำรเลือกด้วยควิกมำสก์ (Quick Mask)) Pointer Coordinates : แสดงพิกัด X,Y ของเมาส์ (มุมซ้ำยบน คือ พิกัด 0,0) Units Menu : ตัวเลือกหน่วยวัดของไม้บรรทัด ปกติหน่วยวัดของไม้บรรทัดจะ เป็น px (พิกเซล) Zoom button : ตัวเลือกดูภาพขนาดต่างๆ ซูมเข้า-ภาพใหญ่ขึ้น (% กำรซูม มำก) ซูมออก-ภาพเล็กลง (% กำรซูมน้อย) Status area : ปกติจะแสดงเป็น ชื่อเลเยอร์และปริมาณหน่วยความจำาที่ใช้ ทำางานกับไฟล์(ไม่ใช่ขนาดไฟล์) แต่เมื่อมีการใช้เครื่องมือต่างๆทำางาน จะแสดง ข้อมูลการทำางาน ณ ขณะนั้น Cancel button : การทำางานบางอย่างเช่น การใช้งานปลั๊กอินหรือฟิลเตอร์บาง ตัวจะใช้เวลาประมวลผลนาน ระหว่างประมวลผล ปุ่มยกเลิก จะปรากฎที่ ตำาแหน่งขวาล่าง ซึ่งสามารถกดเพื่อยกเลิกการประมวลผลนั้นได้ Navigation control : คลิกค้างที่ปุ่มนี้ จะปรากฎ กรอบขนาดเล็กแสดงภาพรวมทั้งหมดของภาพ หาก เลื่อนเมาส์ไปมา(ยังคงคลิกค้างอยู่) จะเป็นการเลื่อน ตำาแหน่งไปยังบริเวณต่างๆของภาพ เหมาะใช้งานกับภาพขนาดใหญ่ หรือมีการซูม ภาพมากๆแล้วต้องการเลื่อนไปยังบริเวณต่างๆของภาพ Inactvie Padding Area : พื้นที่ว่างรอบๆภาพ Image Display : พื้นที่ภาพ เป็นพื้นที่การทำางานหลัก Image Window Resize Toggle : โดยปกติ เมื่อปรับขนาดของหน้าต่าง Image window การซูมของภาพจะไม่เปลี่ยนแปลง หากเป็น 70% ก็จะเป็น 70% อยู่ หากปุ่มนี้ถูกกด เมื่อปรับขนาดของหน้าต่าง Image window ขนาด การซูมจะปรับเปลี่ยนไปด้วยอย่างอัตโนมัติ [28] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 29.
    2.4 รู้จักกับ Dockingและ ไดอะล็อก (Dialogs) ไดอะล็อก (Dialogs) เป็นหน้าต่างคุณสมบัติของเครื่องมือหรือคำาสั่งต่างๆ ซึ่งมีอยู่ หลายไดอะล็อก Docking (Dock=อู่จอดเรือ) เป็นหน้าต่างที่ใช้จัดหมวดหมู่ของไดอะล็อก เข้าไว้ด้วยกัน โดยไดอะล็อกที่อยู่ใน Docking จะแยกเป็นแท็ปๆ GIMP มี Docking เริ่มต้นมาให้ 1 Docking แบ่งเป็นชั้นบนและชั้นล่าง ชั้นบน เก็บไดอะล็อก Layers, Channels, Paths และ Undo history ชั้นล่าง เก็บไดอะล็อก Brushes, Patterns และ Gradients Docking ที่ประกอบไปด้วย 4 ไดอะล็อก Image Selection Menu : เมนูเลือกทำางานกับภาพ (ที่เปิดอยู่) คลิกที่ (Tab Menu Button) → Show Image Selection เพื่อเปิดหรือ ปิด Image Selection Menu (ปกติถูกปิดไว้) Dialog Tabs : แท็ป หรือ ป้ายเลือกไดอะล็อกที่อยู่ใน Docking (ตามภาพด้าน บนมีอยู่ 4 แท็ป สามารถเพิ่มลดได้) สามารถเปลี่ยนลำาดับของแท็ปได้โดยคลิกค้าง ที่แท็ป แล้วลากไปไว้ที่ลำาดับก่อนหน้าหรือหลัง บทที่ 2: มุมมองในการทำางาน [29]
  • 30.
    Button Bar :แถบปุ่มคำาสั่งของไดอะล็อก แต่ละไดอะล็อกจะไม่เหมือนกัน Tab Menu Button : ปุ่มเปิด Tab Menu คลิกเพื่อเปิด Tab Menu Tab Menu : เมื่อคลิกที่ปุ่ม Tab Menu Button จะปรากฎ Tab Menu ซึ่งเป็น เมนูคำาสั่งในการจัดการไดอะล็อก และเมนูคำาสั่งของแต่ละไดอะล็อก 2.5 กำรจัดกำร Docking และ Dialogs (ไดอะล็อก) การเปิดปิดไดอะล็อก หรือ Docking ‣ การเปิดไดอะล็อก เลือกไดอะล็อกที่ต้องการจะเปิด จาก Windows → Dockable Dialogs → (รำย ชื่อไดอะล็อกต่ำงๆ) ‣ การปิดไดอะล็อก คลิกที่ (Tab Menu Button) → Close Tab จะเป็นการปิดไดอะล็อกที่กำาลัง ใช้งานอยู่ ณ ขณะนั้น ‣ การปิด Docking คลิกที่ปุ่ม (Close window) ที่มุมขวาบนของหน้าต่าง Docking การซ่อน Main toolbox และ Docking ขณะทำางานกับภาพที่หน้าต่าง Image window สามารถซ่อนหน้าต่าง Main toolbox และ หน้าต่าง Docking ทั้งหมดได้ โดยการกดปุ่ม TAB การเปิด Docking หรือ ไดอะล็อกที่พึ่งปิดไปล่าสุด หากปิดไดอะล็อกหรือ Docking ไปแล้ว แล้วต้องการเรียกกลับมา ให้ไปที่ Windows Recently Closed Docks (→ → รำยกำรไดอะล็อกที่พึ่งปิด) จากนั้นเลือกไดอะล็อกที่ต้องการเรียกกลับมา [30] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 31.
    การเพิ่มหรือถอดไดอะล็อกออกจาก Docking ‣ การเพิ่มไดอะล็อกลงในหน้าต่างDocking คลิกที่ (Tab Menu Button) → Add Tab → (รำยชื่อไดอะล็อกต่ำงๆ) จาก นั้นเลือกไดอะล็อกที่ต้องการจะเพิ่มเข้ามาใน Docking ‣ การถอดไดอะล็อกออกจาก Docking คลิกที่ (Tab Menu Button) → Detach Tab จะเป็นการถอดไดอะล็อกที่ กำาลังใช้งานอยู่ ณ ขณะนั้น การย้ายและจัดกลุ่ม ไดอะล็อก โดยใช้เมาส์ ‣ การย้ายไดอะล็อกออกจากหน้าต่าง Docking คลิกเมาส์ค้างที่ป้ายแท็ป จากนั้นลากเมาส์ออกมา จะปรากฎกรอบสี่เหลี่ยมระบุชื่อ ไดอะล็อกที่กำาลังจะย้ายออกจาก Docking (ตำมภำพคือ Undo History) เมื่อปล่อยเมาส์ จะปรากฎหน้าต่างไดอะล็อก ดังกล่าวแยกออกมา คลิกค้างที่ป้ายแท็ป จากนั้นลากเมาส์ออกมา เมื่อปล่อยเมาส์จะปรากฎ ไดอะล็อกแยกออกมา บทที่ 2: มุมมองในการทำางาน [31]
  • 32.
    ‣ การย้ายไดอะล็อกเข้าไปไว้ใน Docking ขั้นตอนเหมือนกับขั้นตอนก่อนหน้านี้เพียงแต่ทำากลับกัน คลิกค้างที่ป้ายแท็ป จากนั้นลากเมาส์ไปวางยัง Docking อื่นๆ (ที่หน้าต่าง Docking จะปรากฎขอบสีดำาเส้นหนา) เมื่อปล่อยเมาส์จะปรากฎ แท็ปของไดอะล็อกรวมกลุ่ม อยู่กับไดอะล็อกอื่นๆ การซ้อนไดอะล็อกใน Docking การย้ายไดอะล็อกไปยัง Docking อื่นๆ หากวางไดอะล็อกไว้ที่ด้านล่าง สุดของ Docking จะเป็นการเพิ่มชั้น ของไดอะล็อกไว้ที่ด้านล่าง (กรณี วำงไว้ที่ด้ำนบนของ Docking ก็มี ลักษณเดียวกัน ) จับไดอะล็อกไปวางที่ → ด้านล่างของ Docking [32] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 33.
    2.6 กำรซูมภำพ (Zoom) การซูมภาพก็คือ การย่อหรือขยายมุมมองของภาพ(ในหน้าต่าง Image window) เพื่ออำานวยความสะดวกในการตกแต่งภาพในมุมมองต่างๆ การซูมภาพ ให้ไปที่ View → Zoom → (รำยกำรคำำสั่งเกี่ยวกับกำรซูม) จากนั้น เลือกคำาสั่งการซูมที่ต้องการ Revert Zoom : ย้อนกลับไปการซูมก่อนหน้านี้ Zoom Out : ซูมภาพออกทีละ 1 ขั้น ภาพจะ เล็กลงเรื่อยๆ ในทุกครั้งที่ซูมออก Zoom In : ซูมภาพเข้าทีละ 1 ขั้น ภาพจะใหญ่ ขึ้นเรื่อยๆ ในทุกครั้งที่ซูมเข้า Fit Image in Window : ซูมภาพให้เต็ม Image window Fill Window : ซูมภาพโดยไม่ให้มีพื้นที่โดยรอบ ภาพ(Padding)เหลืออยู่ เลข : เลข (เลข %) : เลือกระดับการซูมที่โปรแกรมตั้งค่าไว้ให้แล้ว Other : เปิดหน้าต่าง Zoom Ratio เพื่อกำาหนดการซูมแบบอื่นๆที่เราต้องการ (ได้ ตั้งแต่ 0.39% - 25600%) คีย์ลัดที่ใช้บ่อย กด Ctrl + เลื่อนลูกกลิ้งเมาส์ไปข้างหน้า = ซูมเข้า กด Ctrl + เลื่อนลูกกลิ้งเมาส์ไปข้างหลัง = ซูมออก คีย์ลัด Shift+Ctrl+J = ซูมภาพให้พอดีกับขนาดของ Image window คีย์ลัด Ctrl+J = ปรับขนาด Image window ให้พอดีกับขนาดภาพ บทที่ 2: มุมมองในการทำางาน [33] รายการคำาสั่งเกี่ยวกับการซูม และคีย์ลัด
  • 34.
    2.7 กำรเลื่อนมุมมองภำพ (Pan) การเลื่อนมุมมองภาพก็คือ การขยับมุมมองภาพไปทางซ้ายหรือขวา บนหรือล่าง ภายในหน้าต่าง Image window การเลื่อนมุมมองภาพโดยใช้ไดอะล็อก Navigation ที่ไดอะล็อก Navigation ( เปิดได้โดย ไปที่ Windows → Dockable Dialogs → Navigation) แสดงภาพขนาดย่อของภาพที่กำาลังทำางานอยู่ นอกจากนี้ ก็มีสี่เหลี่ยมกรอบสี ขาว ซึ่งหากกรอบนี้ครอบอยู่ที่ส่วนใดของภาพ ที่ Image window จะแสดงเฉพาะส่วนนั้น ของภาพด้วย การเลื่อนมุมมองภาพ ให้คลิกค้างที่สี่เหลี่ยมกรอบสีขาว จากนั้นเลื่อนเมาส์ไปยัง ตำาแหน่งที่ต้องการ หรือใช้การคลิกครั้งเดียว กรอบสี่เหลี่ยมสีขาวจะย้ายไปยังตำาแหน่งที่ คลิกเมาส์ในทันที ที่ไดอะล็อก Navigation ใช้เมาส์จับกรอบสี่เหลี่ยมสีขาว เลื่อนไปยังตำาแหน่งต่างๆ เพื่อทำาการเลื่อนมุมมองภาพ การเลื่อนมุมมองภาพโดยใช้ปุ่มกลางของเมาส์ คลิกเมาส์ปุ่มกลางค้างไว้ที่ภาพ (เมำส์จะเปลี่ยนเป็นรูปมือจับ ) จากนั้น เลื่อนเมาส์ทางซ้ายหรือขวา ภาพจะเลื่อนตาม วิธีนี้นิยมใช้ที่สุด [34] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 35.
    ไม่ว่าจะใช้เครื่องมือ(Tool) อะไรอยู่ก็ตาม หากกดSpacebar ค้างไว้ จะ สลับมาที่โหมดการเลื่อนภาพเสมอ จากนั้น เพียงเลื่อนเมาส์ ก็จะเป็น การ เลื่อนภาพ 2.8 กริดและไกด์ (Grids and Guides) ก. กริด (Grids) กริด คือเส้นตาราง หรือ จุดที่เรียงตัวกันเป็นตาราง มีไว้เพื่อช่วยจัดวางตำาแหน่ง ขององค์ประกอบภายในหน้าต่าง Image window การซ่อนหรือแสดงกริด ไปที่ View → Show Grid การปรับแต่งกริด แต่ละภาพที่เปิดขึ้นมา (1 ภาพต่อ 1 Image window) สามารถปรับแต่งกริด เฉพาะของภาพนั้นๆได้ ให้ไปที่ Image → Configure Grid... จะปรากฎหน้าต่างให้ปรับ แต่งกริด ซึ่งสามารถปรับแต่งระยะห่างระหว่างกริด สีของกริด รูปแบบของกริด ได้ กริดแบบเส้นทึบ (Solid) กริดแบบจุด (Intersections(Dot)) ภาพแต่ละภาพ ที่อยู่คนละ Image window สามารถปรับแต่งรูปแบบของกริดเฉพาะของภาพนั้นๆได้ บทที่ 2: มุมมองในการทำางาน [35]
  • 36.
    กริด มีคุณสมบัติแรงดึงดูด เมื่อเปิดคุณสมบัติดังกล่าวกริดจะทำาตัวเหมือนกับแม่ เหล็ก คอยดูดองค์ประกอบต่างๆ ที่เคลื่อนเข้าใกล้กริด คุณสมบัตินี้ ช่วยให้การจัดองค์ ประกอบง่ายขึ้น การเปิดหรือปิด คุณสมบัติแรงดึงดูด(Snapping)ของกริด ไปที่ View → Snap to Grid เมื่อเคลื่อนย้ายองค์ประกอบเข้า ใกล้กริด องค์ประกอบจะโดด เข้าหาแนวของกริด ข. ไกด์ (Guides) ไกด์ คือ เส้นในแนวราบ(Horizontal) หรือในแนวดิ่ง(Vertical) มีไว้เพื่อช่วยในการ วางตำาแหน่งขององค์ประกอบภายในหน้าต่าง Image window การสร้างเส้นไกด์โดยใช้ไม้บรรทัด คลิกเมาส์ค้างที่แถบไม้บรรทัด จากนั้นลากเมาส์เข้ามาภายในภาพ จะปรากฎเส้น ไกด์ คลิกค้างที่ไม้บรรทัด จากนั้นลาก เมาส์เข้ามาภายในภาพ จะปรากฎเส้นไกด์ [36] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 37.
    การสร้างเส้นไกด์โดยใช้เมนู ไปที่ Image →Guide → New Guide จะปรากฎ หน้ำต่ำง New Guide เพื่อให้ กำาหนดค่าต่างๆในการสร้างเส้นไกด์ หน้าต่าง New Guide Direction : แนวของเส้นไกด์ (แนว ราบ/ดิ่ง) Postion : พิกัดของเส้นไกด์ ข้อดีของวิธีนี้ ก็คือ สามารถกำาหนดตำาแหน่งของเส้นไกด์ได้อย่างแม่นยำา การซ่อนหรือแสดงเส้นไกด์ ไปที่ View → Show Guides (Shift+Crl+T) การลบเส้นไกด์ ลบทีละเส้น : ใช้เมาส์จับที่เส้นไกด์ แล้วลากกลับไปที่ไม้บรรทัด ลบทุกเส้น : ไปที่ Image → Guide → Remove All Guides การเปิดหรือปิด คุณสมบัติแรงดึงดูด(Snapping)ของเส้นไกด์ ไปที่ View → Snap to Guides บทที่ 2: มุมมองในการทำางาน [37]
  • 38.
    คำาสั่งอื่นๆที่เกี่ยวกับเส้นไกด์ Image → Guide→ New Guide (by percent...) สร้างเส้นไกด์แบบกำาหนดตำาแหน่ง เป็นเปอร์เซ็นต์ของขนาดภาพ (50%=สร้างเส้นไกด์ที่กลางภาพ) Image → Guide → New Guides form Selection คำาสั่งสร้างเส้นไกด์จากการเลือก ตามภาพด้านล่าง ได้ใช้ Selection tool เลือกบางส่วนของภาพไว้เป็นวงรี เมื่อใช้คำาสั่ง New Guides form Selection จะปรากฎเส้นไกด์ 4 เส้น สัมผัสที่แต่ละด้านของวงรี Image → Guide → Remove All Guides ลบเส้นไกด์ทั้งหมด [38] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 39.
    บทที่ 3 :การทำางานกับไฟล์
  • 40.
    3.1 ขนำดภำพ, Resolutionและ Dot for Dot ขนาดภาพ Bitmap ภาพ Bitmap เป็นภาพที่ประกอบไปด้วยจุดเล็กๆ เรียงตัวกัน จุดเหล่านี้เรียกว่า “พิกเซล”(Pixels) หรือ “จุดสี” ขนาดภาพ Bitmap ถูกระบุเป็นความกว้างและความสูงของจำานวนพิกเซลที่เรียง ต่อกันในแนวตั้งและในแนวนอน เช่น กว้ำง 500 พิกเซล สูง 700 พิกเซล รวมจำานวน พิกเซลทั้งหมดเท่ากับ 500x700=350,000 พิกเซล หรือ 350,000 จุดสี เป็นต้น ภาพขนาด 4x4 พิกเซล ภาพขนาด 8x8 พิกเซล แต่ทั้งนี้ ขนาดที่ระบุในข้างต้น ยังไม่ได้ระบุเป็นขนาดทางกายภาพ หรือระบุเป็น ขนาดเมื่อพิมพ์ลงบนสื่อสิ่งพิมพ์ อย่างเช่น พิมพ์ลงบนกระดาษ ภาพขนาด 500x700 พิกเซล สามารถพิมพ์เต็มหน้ากระดาษ A4 หรือเต็มหน้า กระดาษ A0 (ซึ่งใหญ่กว่า A4 4 เท่า) ก็ได้ แต่คุณภาพหรือความคมชัดที่ออกมาจะต่างกัน ภาพบนกระดาษ A0 ถึงจะใหญ่ก็จริง แต่ภาพจะแตกเป็นเม็ดๆ เห็นขอบเป็นหยักๆอย่าง ชัดเจน ภาพบนกระดาษ A4 ถึงจะเล็กกว่า แต่เม็ดพิกเซลจะเล็กกว่าด้วย จึงมีความคมชัด มากกว่า ดังนั้น การระบุขนาดของภาพ Bitmap สำาหรับการพิมพ์ จะต้องระบุ Resolution ด้วย [40] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 41.
    Resolution Resolution มีหน่วยเป็น PixelsPer Inch (PPI) หรือ จำานวนพิกเซลต่อนิ้ว ใช้ ระบุจำานวนพิกเซลต่อนิ้ว เมื่อพิมพ์ลงบนสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ Resolution เป็นการระบุขนาด ทางกายภาพ ค่า Resolution ยิ่งมาก ภาพก็ยิ่งคมชัดมาก(เมื่อพิมพ์) แต่ทั้งนี้ ต้องแลกด้วยขนาด ไฟล์ที่ใหญ่โต และหน่วยความจำาในการทำางานกับภาพดังกล่าวก็มากตามไปด้วย ภาพ Bitmap ที่มี Resolution สูง ภาพ Bitmap ที่มี Resolution ตำ่า เมื่อพิมพ์ทั้ง 2 ภาพให้มีขนาดเท่ากัน(บังคับให้ขนาดเท่ากัน) จะพบว่ามีความคมชัดต่างกัน Dot for Dot โดยปกติ GIMP แสดง 1 พิกเซลของภาพ เท่ากับ 1 พิกเซลบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ (Screen pixel) หมายความว่า ภำพขนำด 300x300 พิกเซล ที่ Resolution 72 PPI กับ ภำพ ขนำด 300x300 พิกเซลที่ Resolution 300 PPI ที่มุมมองภาพ 100% ภาพทั้ง 2 จะใช้ พื้นที่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์เท่ากัน จึงดูไม่ออกว่ามี Resolution ต่างกัน แต่ขนาดเมื่อ พิมพ์จะแตกต่างกัน ลักษณะนี้ เป็นค่าปกติเมื่อเปิดตัวเลือก Dot for Dot ไว้ (อยู่ที่ View → Dot for Dot ซึ่งปกติจะเปิดไว้) บทที่ 3: การทำางานกับไฟล์ [41]
  • 42.
    ตัวอย่าง : ภาพA และ B มีขนาดเท่ากัน แต่ Resolution ต่างกัน ภาพ A มี Resolution 200 PPI ภาพ B มี Resolution 100 PPI ภาพ A และ B มีขนาดเท่ากันบนจอคอมพิวเตอร์ ภาพ A มี Resolution 200 PPI ภาพ B มี Resolution 100 PPI ภาพ A และ B มีขนาดเมื่อพิมพ์ไม่เท่ากัน ตรวจสอบขนาดเมื่อพิมพ์ได้ที่ Image → Print Size... สังเกตุว่าภาพ B ขนาดเมื่อพิมพ์ จะใหญ่กว่าภาพ A ถึง 4 เท่า ภาพถ่ายจากกล้องดิจิตอล มีความละเอียดที่ 72 หรือ 96 PPI เท่าๆกับ ความ ละเอียดของจอคอมพิวเตอร์ [42] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 43.
    เมื่อเปิดตัวเลือก Dot forDot (View → Dot for Dot) และซูมภาพที่ 100% 1 พิกเซล ของภาพจะใช้พื้นที่เท่ากับ 1 พิกเซลของจอคอมพิวเตอร์ การปรับเปลี่ยน Resolution ไม่มีผลต่อขนาดภาพ หากปิดตัวเลือก Dot for Dot (ติ๊กออก) และซูมที่ 100% ขนาดภาพบนจอ คอมพิวเตอร์จะแสดงขนาดเท่าๆกับขนาดเมื่อพิมพ์ การปรับเปลี่ยน Resolution มีผลต่อ ขนาดภาพที่แสดงบนจอคอมพิวเตอร์ด้วย หากทำางานที่ใช้ภาพเฉพาะบนจอคอมพิวเตอร์ แนะนำาให้เปิดตัวเลือก Dot for Dot ไว้ แต่ถ้าต้องทำางานที่พิมพ์ลงบนสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ แนะนำาให้ ปิดตัวเลือก Dot for Dot 3.2 กำรสร้ำงไฟล์ใหม่ เริ่มต้นทำางานกับ GIMP ต้องสร้างไฟล์ใหม่ขึ้นมาก่อน ให้ไปที่ File → New (Ctrl+N) จะปรากฎ หน้ำต่ำง Create a New Image เพื่อให้กำาหนดค่าต่างๆ ของไฟล์ที่ จะสร้างใหม่ หน้าต่าง Create a New Image รายการในช่อง Template ที่มีให้เลือก บทที่ 3: การทำางานกับไฟล์ [43]
  • 44.
    คุณสมบัติต่างๆที่หน้าต่าง Create aNew Image Template : ช่องเลือกขนาดที่ GIMP เตรียมไว้ให้ ขนาดในช่อง Template เป็น ขนาดมาตราฐานที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง เช่น PAL 720x576 เป็นขนาดภาพของระบบการ แสดงผลบนจอภาพในระบบ PAL , A4 (300ppi) เป็นขนาดภาพสำาหรับงานพิมพ์ลงบน กระดาษ A4 Width และ Height : ขนาดความกว้างและความสูงตามลำาดับ หน่วยของภาพเริ่ม ต้นจะเป็นพิกเซล สามารถเปลี่ยนหน่วยได้ โดยเลือกหน่วยที่ต้องการที่ช่องเปลี่ยนหน่วยวัด X resolution และ Y resolution : กำาหนด Resolution ในแนวแกน X และ Y ตามลำาดับ ภาพที่ใช้งานเฉพาะบนจอคอมพิวเตอร์ ควรใช้ Resolution 72 หรือ 96 PPI ภาพที่พิมพ์ออกทางเครื่องพิมพ์ ควรใช้ Resolution 150-200 PPI ภาพที่ใช้ในงานสิ่งพิมพ์ เช่น โปสเตอร์, นิตยสาร ควรใช้ Resolution 300 PPI ขึ้นไป *** กำรกำำหนดดังกล่ำวเพื่อให้สอดคล้องกับกำรใช้งำนและประสิทธิภำพ ของเครื่องพิมพ์ *** ควำมละเอียดของเครื่องพิมพ์ กำำหนดด้วยค่ำ Resolution เช่นเดียวกับ แต่มีหน่วยเป็น DPI (Dots per inch) หรือ จำำนวนจุดที่พิมพ์ต่อนิ้ว Color space : กำาหนดโหมดสีของภาพ โหมดที่มีให้เลือก ก็คือ RGB color(สี เสมือนจริง) และ Grayscale(โทนขำวดำำ) Fill with : กำาหนดสีพื้นให้กับภาพ มีอยู่ 4 ตัวเลือก ก็คือ 1. Foreground Color สีโฟร์กราวด์ใน Toolbox เป็นสีอะไร ก็ใช้สีนั้นมาทำาเป็นสีพื้น 2. Background Color สี แบ็คกราวด์ใน Toolbox เป็นสีอะไร ก็ใช้สีนั้นมาทำาเป็นสีพื้น 3. White ใส่สีพื้นเป็นสีขาว 4. Transparent ใส่สีพื้นโปร่งใส (พื้นของ Image window จะเป็นตารางสลับสีเทา) Comment : ใส่คำาบรรยายเกี่ยวกับภาพ [44] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 45.
    3.3 กำรบันทึกไฟล์ GIMP สามารถเปิดและบันทึกไฟล์ได้หลายหลายประเภทเช่น JPEG, GIF, PNG, TIFF, PSD, BMP เป็นต้น แต่ทั้งนี้ ไฟล์มาตราฐานในการทำางานกับ GIMP ก็คือ XCF (นำมสกุล .XCF) โดย XCF จะเก็บข้อมูลเกือบทุกอย่างของภาพที่ทำาใน GIMP ไว้ เช่น ขนาดภาพ, เลเยอร์, แชนแนล, โหมดสี เป็นต้น การบันทึกไฟล์ (XCF) เมื่อสร้างไฟล์ขึ้นมาแล้ว จากนั้นทำาการตกแต่งภาพ หากต้องการบันทึกไฟล์ ให้ไปที่ File → Save (กด Ctrl+S) หากบันทึกเป็นครั้งแรก จะปรากฎหน้าต่างให้ตั้งชื่อไฟล์และ เลือกประเภทของไฟล์ที่ต้องการบันทึก หน้าต่าง Save Image บทที่ 3: การทำางานกับไฟล์ [45]
  • 46.
    ไฟล์ XCF เหมาะสำาหรับการทำางานในGIMP แต่ทั้งนี้ โปรแกรมดูภาพโดยทั่วไปๆ จะไม่สามารถเปิดไฟล์ XCF ได้ ดังนั้น การจะนำาภาพที่ตกแต่งใน GIMP ไปใช้งาน จึงต้อง แปลงไฟล์ ไปเป็นไฟล์ภาพประเภทอื่นๆ อย่างเช่น ไฟล์ JPEG, PNG, GIF หรือ TIFF เป็นต้น ซึ่งเป็นไฟล์ภาพที่ใช้งานกันอย่างกว้างขวาง เหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละด้านที่ แตกต่างกันไป 3.4 กำรแปลงภำพเป็น JPEG ภาพ JPEG หรือภาพที่มีนามสกุล .JPG หรือ .JPEG เป็นไฟล์ภาพที่ใช้งานกันอย่าง กว้างขวาง มักใช้กับภาพเหมือนจริง เช่น ภาพถ่าย เป็นต้น ไฟล์ JPG เก็บค่าสีได้เหมือนกับ ที่ตามองเห็น(True Color) แต่ไฟล์มีขนาดเล็ก ข้อจำากัดของ JPEG ก็คือ ไม่สนับสนุนสีพื้น แบบโปร่งใส การแปลงภาพเป็น JPEG ไปที่ File → Export... จะปรากฎ หน้ำต่ำง Export Image หน้าต่าง Export Image หน้าตาจะเหมือน กับหน้าต่าง Save Image ในข้อ 3.3 เพียงแต่ตัว เลือกบางอย่างไม่เหมือนกัน ให้เลือกประเภทของไฟล์เป็น JPEG image (*.jpg, *jpeg, *jpe) จากนั้นคลิกที่ ปุ่ม Save จะ ปรากฎ หน้ำต่ำง Export Image as JPEG เพื่อให้ตั้ง ค่าภาพ JPEG ที่ต้องการบันทึก แถบเลื่อน Quality : ใช้กำาหนดคุณภาพของภาพ มีค่า 0-100 0=คุณภาพตำ่าที่สุด 100=คุณภาพสูงสุด แต่โดยปกติ จะกำาหนดไม่เกิน 95 เกินกว่านี้ ไฟล์จะมีขนาดใหญ่แต่ คุณภาพไม่แตกต่างกัน มองด้วยตาแยกไม่ออกเลย การใช้งานโดยทั่วๆไป กำาหนดเฉพาะ Quality ก็เพียงพอแล้ว Advaned Options ไม่ต้องกำาหนด [46] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org หน้าต่าง Export Image as JPEG
  • 47.
    ตัวอย่างการแปลงไฟล์ภาพไปเป็น JPG โดยกำาหนดQuality แตกต่างกัน Quality = 10, ขนาดไฟล์ = 9.0KB Quality = 50, ขนาดไฟล์ = 38.7KB Quality=75, ขนาดไฟล์=50.8KB Quality=100, ขนาดไฟล์=128.9KB ไฟล์ต้นฉบับมีขนาด 50.7KB 3.5 กำรแปลงภำพเป็น PNG PNG (Portable Network Graphics) เป็นไฟล์ภาพที่นำาข้อดีของ GIF และ JPEG มารวมกัน รองรับสีเสมือนจริงตามที่ตามองเห็น(True color) สนับสนุนพื้นหลัง แบบโปร่งใส แต่ทั้งนี้ PNG ไม่รองรับการทำาแอนนิเมชั่น และไฟล์จะใหญ่กว่า JPEG การแปลงภาพเป็น PNG ไปที่ File → Export... จะปรากฎ หน้ำต่ำง Export Image ที่หน้าต่าง Export Image เลือกประเภทของไฟล์เป็น PNG image (*.png) จากนั้น คลิกที่ ปุ่ม Save จะปรากฎ หน้ำต่ำง Export Image as PNG เพื่อให้ตั้งค่าภาพ PNG ที่ต้องการบันทึก บทที่ 3: การทำางานกับไฟล์ [47]
  • 48.
    Interlacing : ใช้กำาหนดคุณสมบัติ การแสดงภาพบนเว็ปไซต์ภาพจะไม่แสดง ทีเดียวทั้งหมด แต่จะแสดงทีละน้อย เพื่อ ให้เห็นว่าเว็ปไซต์ มีการโหลดภาพอยู่ ไม่ ได้เกิดปัญหากับภาพแต่อย่างใด ในอดีต ที่ การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตยังมีความเร็วตำ่า Interlacing มีประโยชน์มาก Save background color : เป็นการแนะนำาสีพื้นให้กับโปรแกรมแสดง ภาพ โดยแนะนำาสีแบ็คกราวด์ที่อยู่ใน Toolbox ให้โปรแกรม Web browser (หรือโปรแกรมเปิดเว็ปไซต์)บางตัวจะไม่แสดงสีพื้นแบบโปร่งใส หากเลือกตัวเลือกนี้แต่จะใส่สีพื้นให้ Web browser บางตัวไม่ใช้ตัวเลือกนี้ Save gamma : จอคอมพิวเตอร์ต่างกัน จะแสดงสีของภาพต่างกันด้วย เช่น สว่าง ไม่เท่ากัน จึงส่งผลให้สีของภาพที่ตาเรามองเห็นไม่เหมือนกันไปด้วย Save gamma จะ ช่วยให้จอคอมพิวเตอร์ที่ต่างกัน แสดงสีของภาพเหมือนกัน ไม่สว่างหรือมืดเกินไป Save layer offset : PNG สนับสนุนค่าหนึ่งที่เรียกว่า oFF chunck ซึ่งเป็นค่าที่ เกี่ยวกับตำาแหน่งของข้อมูล แต่ทว่า oFF chuck ของ PNG ใน GIMP มีปัญหา ฉะนั้นอย่า เลือกตัวเลือกนี้ แล้วไฟล์จะไม่มีปัญหา Save resolution : บันทึกค่า Resolution ไปกับภาพด้วย Save creation time : บันทึกวันที่ที่บันทึกไฟล์ล่าสุดไปกับภาพด้วย Save comment : บันทึก Comment ติดไปกับภาพด้วย Comment มีอะไร บ้าง ดูได้ที่ Image → Image Properties → (แถบ) Comment (กด Alt+Enter) Compression level : ระดับของการบีบอัดภาพ มีค่าระหว่าง 0-9 ค่า 9=บีบ อัดมาก ไฟล์จะเล็กลง แต่ใช้เวลาบีบอัดนาน การบีบอัดของ PNG ไม่มีผลต่อคุณภาพของ ภาพ ฉะนั้นไม่มีเหตุผลอะไรที่จะปรับให้ตำ่ากว่า 9 ยกเว้นในกรณีที่เครื่องคอมพิวเตอร์ ทำางานช้ามากๆ [48] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org หน้าต่าง ExportImage as PNG
  • 49.
    3.6 กำรแปลงภำพเป็น GIF ไฟล์GIF (Graphics Interchange Format) รองรับสีสูงสุด 256 สี รองรับพื้น หลังแบบโปร่งใส และรองรับการทำาแอนนิเมชั่นด้วย(Bitmap แอนนิเมชั่น) ลักษณะของ GIF Animation จะใช้การแสดงภาพทีละเฟรมเรียงต่อกัน การแปลงภาพเป็น GIF ไปที่ File → Export... จะปรากฎ หน้ำต่ำง Export Image ที่หน้าต่าง Export Image เลือกประเภทของไฟล์เป็น GIF Image (*.gif) จากนั้น คลิกที่ ปุ่ม Save จะปรากฎ หน้ำต่ำง Export Image as GIF เพื่อให้ตั้งค่าภาพ GIF ที่ ต้องการบันทึก หน้าต่าง Export Image as GIF Interlace : Interlace ของ GIF มีลักษณะเดียวกับ PNG ในข้อ 3.5 As animation : ตัวเลือกเพื่อแปลงภาพไปเป็นภาพ GIF Animation ตัวเลือกนี้ จะเลือกได้ ก็ต่อเมื่อภาพมีเลเยอร์มากกว่า 1 เพราะ GIF จะนำาเลเยอร์มาทำาเป็นเฟรม (ดู กำรสร้ำง GIF Animation ในหัวข้อ 14.14 : ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Animation ) ส่วนของ Animated GIF Options : Loop forever : แสดงแอนนิเมชั่นวนไปเรื่อยๆ บทที่ 3: การทำางานกับไฟล์ [49]
  • 50.
    Delay between framesif unspecified : ตั้งเวลาระหว่างเฟรมถึงเฟรมใน การแสดงแอนนิเมชั่น หน่วยเป็น มิลลิวินาที (1000 มิลลิวินาที = 1 วินาที) การตั้งค่านี้ สามารถตั้งที่เลเยอร์ก็ได้ ซึ่งจะสามารถตั้งเวลาระหว่างเฟรมให้แตกต่างกันได้ด้วย Frame disposal when unspecified : ใช้กำาหนดนการวางซ้อนกันของแต่ละ เฟรม ตัวเลือกที่มีก็คือ I don't care : เฟรมที่มาทีหลังจะทับเฟรมที่มาก่อน (เหมาะกับ ภาพที่ไม่มีส่วนที่โปร่งใส) Cumulative Layers (combine) : เมื่อเฟรมที่มาใหม่มาถึง เฟรมที่มาก่อนจะไม่ถูกลบ One frame per layer (replace) : เมื่อเฟรมที่มาใหม่มาถึง เฟรมที่มาก่อนจะถูกลบ 3.7 กำรแปลงภำพเป็น TIFF TIFF (Taged Image File Format) เป็นไฟล์ที่ใช้ในงานสิ่งพิมพ์ รองรับสีเสมือน จริง(True color) รองรับสีพื้นแบบโปร่งใส การแปลงภาพเป็น TIFF ไปที่ File → Export... จะปรากฎ หน้ำต่ำง Export Image ที่หน้าต่าง Export Image เลือกประเภทของไฟล์เป็นเป็น TIFF Image (*.tif, *.tiff) จากนั้นคลิกที่ ปุ่ม Save จะปรากฎ หน้ำต่ำง Export Image as TIFF เพื่อให้ตั้งค่า ภาพ TIFF ที่ต้องการบันทึก Compresssion : กำาหนดการบีบอัด ไฟล์ ตัวเลือก None คือไม่บีบอัดเลย ข้อมูล ภาพครบถ้วน แต่ไฟล์มีขนาดใหญ่มาก ตัวเลือก อื่นๆ ก็คือ ขั้นตอนวิธีในการบีบอัดไฟล์ ซึ่งบาง อย่างบีบแล้วข้อมูลยังครบถ้วน เช่น LZW บาง อย่างบีบแล้วคุณภาพของภาพลดลง เช่น JPEG เป็นต้น [50] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org หน้าต่าง Export Image as TIFF
  • 51.
    3.8 กำรเปิดไฟล์ GIMP สามารถเปิดไฟล์ได้หลากหลายประเภทเช่น PSD, JPEG, PNG, GIF, TIFF, ICO, PDF, SVG, PS เป็นต้น (เปิดไฟล์อะไรได้บ้ำงให้ดูรำยกำรที่หน้ำต่ำง Open Image) การเปิดไฟล์ ไปที่ File → Open... (กด Ctrl+O) จะปรากฏ หน้ำต่ำง Open Image เพื่อให้ เลือกไฟล์ที่ต้องการจะเปิด หน้าต่าง Open Image ลากไฟล์ภาพจากภายนอก(File browser) มาวางที่ Toolbox = เปิดไฟล์ ลากไฟล์ภาพจากภายนอก(File browser) มาวางที่ Image window ที่เปิด ภาพไว้แล้ว = เปิดไฟล์เป็นเลเยอร์ (Open As Layer...) บทที่ 3: การทำางานกับไฟล์ [51]
  • 52.
    3.9 กำรสร้ำงภำพจำกสคริปต์สำำเร็จรูป Gimp มีคำาสั่งหรือสคริปต์สำาเร็จรูปที่ใช้สร้างไฟล์ภาพแบบต่างๆ เช่น ภาพปุ่มกด สำาหรับเว็ปไซต์, ภาพโลโก้, ภาพลวดลาย เป็นต้น เพียงแต่เมื่อใช้คำาสั่ง ให้ไปกำาหนด คุณลักษณะของภาพที่จะสร้างขึ้นมาเท่านั้น ก็จะได้ภาพมาใช้งานอย่างรวดเร็ว กลุ่มคำาสั่งสร้างภาพดังกล่าวอยู่ที่เมนู File → Create → (เมนูย่อยต่ำงๆ) ตัวอย่าง : การสร้างโลโก้กึ่งสำาเร็จรูป 1.) ไปที่ File → Create → Logo → 3D Outline... จะปรากฎ หน้ำต่ำง Script- Fu : 3D Outline เพื่อให้กำาหนดค่าต่างๆ ในการสร้างโลโก้ เช่น แก้ไขข้อความของ โลโก้ตามต้องการ เป็นต้น 2.) ที่ หน้ำต่ำง Script-Fu : 3D Outline กำาหนดค่าตามต้องการ 3.) คลิกที่ปุ่ม OK จะได้ไฟล์ภาพ ตามภาพดัง ต่อไปนี้ ผล [52] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org หน้าต่าง Script-Fu : 3D Outline
  • 53.
    บทที่ 4 :คำาสั่งพื้นฐาน คำาสั่งพื้นฐานที่อธิบายไว้ในบทนี้ เป็นคำาสั่งที่มีผลต่อทั้งภาพ เพื่อทำาการทดสอบ ให้เปิดไฟล์ภาพอะไรก็ได้ขึ้นมา แล้วใช้คำาสั่ง
  • 54.
    4.1 กำรเปลี่ยนขนำดภำพ (ScalingImage) ภาพที่มีหรือภาพที่ถ่ายด้วยกล้องดิจิตอล อาจมีขนาดใหญ่เกินความจำาเป็นที่จะนำา ไปใช้ในด้านต่างๆ เช่น ใช้บนเว็ปไซต์, โหลดขึ้น Facebook เป็นต้น การปรับขนาดภาพให้ เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำาคัญ การปรับขนาดในที่นี้ หมายถึงการเปลี่ยนจำานวนพิกเซลของภาพให้เล็กหรือใหญ่ขึ้น โดยที่ภาพยังมีลักษณะเหมือนเดิม การปรับขนาดภาพ 1.) คลิกที่ Image window เพื่อเลือกภาพที่ต้องการจะปรับขนาด 2.) ไปที่ Image → Scale Image... จะปรากฎ หน้ำต่ำง Scale Image เพื่อให้กำาหนด ขนาดภาพที่ต้องการ หน้าต่าง Scale Image Image Size : ใช้กำาหนดขนาดภาพ การปรับขนาดภาพให้เล็กลง มักไม่กระทบต่อ คุณภาพของภาพ แต่หากปรับขนาดให้ใหญ่ขึ้น ความคมชัดของภาพจะลดลง Image Size ที่ช่อง Width, Height, X resolution และ Y-resolution คืออะไร ให้ดูหัวข้อ 3.2 (กำรกำำหนดขนำดมีลักษณะคล้ำยกับกำรสร้ำงไฟล์ใหม่) Quality : ใช้กำาหนดคุณภาพของภาพหลังปรับขนาดแล้ว ตัวเลือกที่มีก็คือ None จะให้คุณภาพตำ่าสุด Linear ให้คุณภาพปานกลาง Cubic ให้คุณภาพดีที่สุด [54] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 55.
    4.2 กำรเปลี่ยนขนำดภำพเมื่อพิมพ์ (PrintSize) การจะนำาภาพไปใช้ในงานพิมพ์ จะต้องกำาหนด Resolution ให้เหมาะสม (ตำมที่ ได้อธิบำยไว้ในหัวข้อ 3.1 : ขนำดภำพ, Resolution และ Dot for Dot ) ภาพที่ใช้งานบนจอคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์พกพา Resolution จะอยู่ที่ 72 PPI ซึ่งภาพโดยทั่วๆไป ที่อยู่บนเว็ปไซต์หรือมาจากกล้องดิจิตอลมี Resolution เท่านี้ สอดคล้องกับคุณสมบัติของอุปกรณ์แสดงผลโดยทั่วๆไป จริงๆแล้วภาพที่มี Resolution 72 PPI ก็พิมพ์ลงบนกระดาษได้ คุณภาพก็ดีระดับ หนึ่ง แต่หากต้องการงานพิมพ์คุณภาพสูง เช่น ปกนิตยสาร, โปสเตอร์, แผ่นพับโบรชัวร์, งานพิมพ์อิงค์เจ็ต เป็นต้น จะต้องกำาหนด Resolution มากกว่านั้น เพื่อให้สอดคล้องกับ ประสิทธิภาพของเครื่องพิมพ์ต่างๆ และเพื่อให้ได้คุณภาพงานพิมพ์ที่ดีด้วย การปรับขนาดภาพเมื่อพิมพ์ 1.) คลิกที่ Image window เพื่อเลือกภาพที่ต้องการจะปรับขนาดเมื่อพิมพ์ 2.) ไปที่ Image → Print Size... จะปรากฎ หน้ำต่ำง Set Image Print Resolution จากนั้นปรับ Resolution ตามที่ต้องการ ขนาดเมื่อพิมพ์(Print Size) จะถูกคำานวณ ให้อย่างอัตโนมัติ ก่อนปรับมี Resolution 72 PPI ขนาดบนหน้าจอ 1024x768 พิกเซล ขนาดเมื่อพิมพ์ 36.124x27.093 ซม. หลังปรับ Resolution เป็น 300 PPI ขนาดบนหน้าจอ 1024x768 พิกเซล ขนาดเมื่อพิมพ์ 8.669x6.502 ซม. ขนาดเมื่อพิมพ์ใหญ่กว่า แต่ความคมชัดตำ่ากว่า ขนาดเมื่อพิมพ์เล็กกว่า แต่ความคมชัดสูงกว่า บทที่ 4: คำาสั่งพื้นฐาน [55]
  • 56.
    4.3 กำรทำำซำ้ำภำพ (Duplicating) การทำาซำ้าภาพก็คือ การก๊อปปี้ภาพขึ้นมาอีกหน้าต่างหนึ่งในทันที โดยไม่ต้อง บันทึกภาพแล้วตั้งชื่อใหม่ การทำาซำ้าภาพ 1.) คลิกที่ Image window เพื่อเลือกภาพที่ต้องการจะทำาซำ้า 2.) ไปที่ Image → Duplicate (กด Ctrl+D) ที่ภาพ fish.xcf ไปที่ Image → Duplicate จะปรากฏหน้าต่าง Image window อีกหน้าต่างหนึ่ง โดยภายในเป็นภาพเดียวกับ fish.xcf 4.4 กำรกลับภำพ (Flipping) การกลับภาพ 1.) คลิกที่ Image window เพื่อเลือกภาพที่ต้องการจะกลับภาพ 2.) กลับภาพในแนวราบ ไปที่ Image → Tramform → Flip Horizontally กลับภาพในแนวดิ่ง ไปที่ Image → Tramform → Flip Vertically [56] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 57.
    ตัวอย่างการกลับภาพ ภาพต้นฉบับ กลับภาพในแนวราบ กลับภาพในแนวดิ่ง กลับภาพในแนวราบและในแนวดิ่ง 4.5กำรหมุนภำพ (Rotating) การหมุนภาพ 1.) คลิกที่ Image window เพื่อเลือกภาพที่ต้องการจะหมุน 2.) หมุนภาพ 90o ตามเข็มนาฬิกา ไปที่ Image → Tramform → Rotate 90o clockwise หมุนภาพ 90o ทวนเข็มนาฬิกา ไปที่ Image → Tramform → Rotate 90o counter-clockwise หมุนภาพ 180o ไปที่ Image → Tramform → Rotate 180o บทที่ 4: คำาสั่งพื้นฐาน [57]
  • 58.
    ตัวอย่างการหมุนภาพ ภาพต้นฉบับ หมุนภาพ 180o หมุนภาพ90o ทวนเข็มนาฬิกา หมุนภาพ 90o ตามเข็มนาฬิกา 4.6 กำรครอปภำพ (Cropping) การครอปภาพ คือ การตัดบางส่วนของภาพเก็บไว้ แล้วทิ้งส่วนอื่นๆไป โดยภาพจะ ถูกปรับขนาดภาพให้พอดีกับส่วนที่ตัดเก็บไว้ การครอปภาพ จะพิเศษกว่าคำาสั่งอื่นๆ เพราะต้องใช้เครื่องมือในกลุ่มแปรรูปช่วย ก็คือ Crop tool (ดูวิธีกำรใช้งำน Crop tool ในหัวข้อ 12.5) ตัวอย่างการครอปภาพ [58] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 59.
    4.7 กำรเพิ่มหรือลดพื้นที่ภำพ (CanvasSize) ภาพมีขนาดกว้างยาว เมื่อเราวาดอะไรลงไป ทำาอะไรลงไป ก็จะปรากฎอยู่ในนั้น ในบางกรณี เราอาจต้องการขยายพื้นที่ภาพออกไป โดยการสร้างพื้นที่ว่างรอบๆ ภาพเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถแต่งเติมอะไรได้อีก หรือก็คือ การขยายขอบเขตภาพออกไป คล้ายกับการขยายผืนผ้าใบ(Canvas) ที่ใช้วาดภาพออกไป แต่ภาพที่วาดไปแล้วยังคงมี ขนาดเท่าเดิม การเพิ่มหรือลดพื้นที่ภาพ 1.) คลิกที่ Image window เพื่อเลือกภาพที่ต้องการจะปรับขนาดพื้นที่(Canvas) 2.) ไปที่ Image → Canvas Size.. จะปรากฎ หน้ำต่ำง Set Image Canvas Size ภาพต้นฉบับ เปิดหน้าต่าง Set Image Canvas Size หน้าต่าง Set Image Canvas Size บทที่ 4: คำาสั่งพื้นฐาน [59]
  • 60.
    คุณสมบัติต่างๆ ที่หน้าต่าง SetImage Canvas Size มีดังต่อไปนี้ Canvas size : ใช้กำาหนดขนาดใหม่ของภาพ Offset : ใช้กำาหนดตำาแหน่งของภาพเดิมภายใน Canvas (ใช้เมาส์จับที่ภาพเล็ก เลื่อนไปมา เพื่อปรับระยะ Offset ก็ได้ ) ปุ่ม Center ใช้ปรับให้อยู่ตรงกลางของ Canvas Resize layers : ช่องเลือกผลกระทบที่จะมีต่อเลเยอร์ ตัวเลือกที่มีก็คือ • None : ไม่มีการปรับขนาดเลเยอร์ • All layers : ปรับขนาดทุกเลเยอร์ให้เท่ากับ Canvas Size • Image-sized layers : เฉพาะเลเยอร์ที่มีขนาดเท่ากับภาพให้ปรับขนาดเลเยอร์ ให้เท่ากับ Canvas Size • All visible layers : เฉพาะเลเยอร์ที่มองเห็นเท่านั้น (มีรูป ที่ไดอะล็อก Layers ) ให้ปรับขนาดเลเยอร์ให้เท่ากับ Canvas Size • All visible layers : เฉพาะเลเยอร์ที่เชื่อมโยงกันเท่านั้น (มีรูป ที่ไดอะล็อก Layers ) ให้ปรับขนาดเลเยอร์ให้เท่ากับ Canvas Size 3.) คลิกที่ปุ่ม Resize เพื่อปรับพื้นที่ภาพ ← ผล มีพื้นที่ว่างอยู่โดยรอบภาพเดิม ขนาดของภาพเปลี่ยนจาก 240x294 พิกเซล(ขนาดเดิม) เป็น 411x332 พิกเซล แต่ขนาดของ ภาพเดิมไม่เปลี่ยนแปลง [60] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 61.
    4.8 Undo และRedo Undo คือ การยกเลิกการกระทำาล่าสุดที่ได้ทำาไป ไม่ว่าจะเป็นการทดลองเปลี่ยนสี ลองวาด หรือทำาผิด ให้ไปที่ Edit → Undo ( กด Ctrl+Z) ใช้คำาสั่งไปเรื่อยๆ จะเป็นการ ยกเลิกการกระทำาย้อนไปเรื่อยๆ หากเปลี่ยนใจต้องการทำาคำาสั่งที่ยกเลิกไปแล้ว ให้ใช้คำา สั่ง Redo ซึ่งเป็นคำาสั่งตรงข้ามกับ Undo โดยให้ไปที่ Edit → Redo (กด Ctrl+Y) ในกรณีที่ต้องการย้อนการกระทำาครั้งละหลายขั้นตอน ให้เปิด ไดอะล็อก Undo History ( ไปที่ Windows → Dockable Dialogs → Undo History ) แล้วเลือกย้อน การกระทำาไปมาได้ที่หน้าต่างนี้ โดยคลิกเลือกรายการที่อยู่ในไดอะล็อก การกระทำาต่างๆ ที่ ได้ทำาไป ได้ถูกบันทึกไว้ที่ไดอะล็อกนี้ การกระทำาต่างๆที่ได้ทำาไป ถูกบันทึกไว้ที่ไดอะล็อก Undo History คลิกที่ชื่อเพื่อย้อนการกระทำาไปมา หากเลื่อนไปที่ด้านบนสุด จะพบรายการ [ Base Image ] หากเลือก จะเป็นการย้อนกลับไป ที่จุดเริ่มต้น บทที่ 4: คำาสั่งพื้นฐาน [61]
  • 62.
    4.9 กำรดูข้อมูลภำพ การดูข้อมูลภาพให้ไปที่ Image→ Image Properties (กด Alt+Enter) จะปรา กฎ หน้ำต่ำง Image Properties แสดงข้อมูลสรุปเกี่ยวกับภาพ เช่น โหมดสี, ขนาดภาพ, คอมเม้นต์, จำานวนพิกเซล เป็นต้น รายละเอียดทั่วไปเกี่ยวกับภาพ รายละเอียดเกี่ยวกับระบบสี [62] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 63.
    บทที่ 5 :การเลือก การทำางานกับภาพ บ่อยครั้ง ที่เราต้องการให้การกระทำาใดๆ มีผลเฉพาะ บางส่วนของภาพเท่านั้น หรือบางครั้งต้องการตัดบางส่วนของภาพไปใช้ งาน เป็นต้น ฉะนั้น การเลือกเพียงบางส่วนของภาพจึงเป็น ทุกการเลือก เมื่อเลือกแล้วจะปรากฏเส้นประสีขาวสลับดำาเคลื่อนที่คล้าย ไฟวิ่ง แสดงขอบเขตพื้นที่ที่ถูกเลือก เส้นประนี้เรียกว่า “เส้นประมดเดิน”
  • 64.
    5.1 กลุ่มเครื่องมือเลือก (SelectionTools) การทำางานกับภาพ บ่อยครั้ง ที่เราต้องการให้การกระทำาใดๆ มีผลเฉพาะบางส่วน ของภาพเท่านั้น หรือบางครั้งต้องการตัดบางส่วนของภาพไปใช้งาน เป็นต้น ฉะนั้น การ เลือกเพียงบางส่วนของภาพจึงเป็น และ GIMP จะทำางานกับส่วนของภาพที่ถูกเลือกเท่านั้น ภาพต้นฉบับ เปลี่ยนสีเฉพาะฉากหลังให้เป็นสีเทา สีของลูกบอลด้านหน้ายังเหมือนเดิม GIMP มีเครื่องมือสำาหรับเลือกพื้นที่บ้างส่วนของภาพอยู่หลายตัว ใช้ในสถานการณ์ ที่แตกต่างกันไป บางครั้งสิ่งที่เราต้องการเลือกอาจง่าย บางครั้งอาจซับซ้อน จึงต้องพิจรณา เลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะสม เครืองมือเลือก(Selection Tools) หลักๆมีอยู่ 7 ตัวด้วยกัน เหมาะกับการใช้งาน แตกต่างกันไป (ยังมีวิธีอื่นๆในการเลือกอีก โดยไม่ใช้เครื่องมือในกลุ่มนี้) กลุ่มเครื่องมือที่ใช้เลือกพื้นที่บางส่วนของภาพ (เลือกทีเมนู) [64] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 65.
    กลุ่มเครื่องมือที่ใช้← เลือกพื้นที่บางส่วนของภาพ (เลือกที่ Toolbox) 5.2 คุณสมบัติพื้นฐำนของเครื่องมือเลือก เมื่อใช้เครื่องมือเลือกเลือกบางส่วนของภาพจะปรากฎเป็นเส้นประสีขาวสลับดำา เคลื่อนที่เหมือนไฟวิ่ง เส้นประนี้เรียกว่า “เส้นประมดเดิน” (หรือบ่อยครั้งจะเรียกว่ำ “กรอบกำรเลือก”) แสดงถึงขอบเขตการเลือก *** กด Ctrl+T = ซ่อนหรือแสดงเส้นประมดเดิน หากดูใน Tool Options ของเครื่องมือเลือก จะปรากฎคุณสมบัติของเครื่องมือ เลือกแตกต่างกันไป แต่ทั้งนี้ มีคุณสมบัติอยู่ส่วนหนึ่งที่เครื่องมือเลือกมีเหมือนๆกัน ก็คือ Mode, Antialiasing และ Feather edges Tool Options ของเครื่องมือเลือก เมื่อเลือกบางส่วนของภาพด้วยเครื่องมือเลือก จะปรากฎเส้นประมดเดิน แสดงถึงขอบเขตการเลือก บทที่ 5: การเลือก [65]
  • 66.
    Mode : ใช้กำาหนดลักษณะการเชื่อมต่อพื้นที่การเลือกในกรณีที่เลือกพื้นที่ไว้แล้ว ส่วนหนึ่ง เมื่อมีการเลือกพื้นที่เพิ่มเติมอีก จะให้เชื่อมต่อกับส่วนที่เลือกไปก่อนหน้านี้ อย่างไร Mode มีอยู่ 4 ตัวเลือกด้วยกัน ดังนี้ • Normal : เลือกพื้นที่ใหม่ทุกครั้ง ยกเลิกการเลือกก่อนหน้านี้ทั้งหมด • Add : เพิ่มพื้นที่การเลือกจากเดิม โดยเชื่อมพื้นที่การเลือกครั้งก่อนหน้า กับพื้นที่การเลือกครั้งหลังเข้าด้วยกัน • Subtract : ตัดพื้นที่การเลือกออก โดยใช้การเลือกครั้งหลังเป็นใบมีด ตัด การเลือกก่อนหน้าออกบางส่วน • Intersection : หากพื้นที่การเลือกครั้งหลังกับครั้งก่อนหน้าซ้อนทับกัน ให้เก็บพื้นที่เฉพาะส่วนที่ซ้อนทับกันไว้ Antialiasing : (Alias=รอยหยัก) ใช้กำาหนดความราบเรียบของขอบการเลือก Feather edges : ใช้กำาหนดความฟุ้งเบลอของขอบการเลือก เมื่อทำาการเปลี่ยน แปลงใดๆกับส่วนที่ถูกเลือก บริเวณขอบจะมีการเปลี่ยนแปลงแบบไล่ระดับ โดยค่า Radius ที่แถบสไลด์ ใช้กำาหนดความกว้างของขอบฟุ้งเบลอ ค่ายิ่งมาก ความกว้างของขอบฟุ้งเบลอ ก็มากตาม *** ขอบฟุ้งเบลอ จะมองไม่เห็นที่ภำพ ต้องทดลองย้ำยภำพส่วนที่ถูกเลือกออก มำดูจึงจะเห็น หรือ ให้ดูที่ไดอะล็อก Selection Editor Radius=0 Radius=30 ภาพด้านบนกำาหนดค่า Radius ของ Feather edges ต่างกัน เมื่อย้ายภาพส่วนที่ถูกเลือกออกมา ที่ภาพซ้าย จะเห็นขอบตัดอย่างชัดเจน ส่วนที่ภาพขวา ขอบจะฟุ้งเบลอ [66] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 67.
    คีย์ร่วมในการใช้เครื่องมือเลือก ขณะใช้เครื่องมือเลือก หากกดปุ่มบนคีย์บอร์ดต่อไปนี้ จะให้ผลดังนี้ กดShift ก่อนเลือก (กดแล้วปล่อย) : สลับโหมดการเลือกไปที่ Add กด Shift ค้างระหว่างเลือก : ล็อคขนาดการเลือก ซึ่งสามารถเลือกได้ว่าจะให้ล็อคส่วนไหน โดยต้อง กำาหนดก่อนที่ Tool Options ของเครื่องมือเลือก ใช้ได้กับ Rectangle และ Ellipse select tool เท่านั้น (หัวข้อ 5.5 และ 5.6) กด Ctrl ก่อนเลือก (กดแล้วปล่อย) : สลับโหมดการเลือกไปที่ Subtract กด Ctrl ค้างระหว่างเลือก : วาดขอบเขตการเลือกจากศูนย์กลางออกมา ใช้ได้กับ Rectangle และ Ellipse select tool เท่านั้น (หัวข้อ 5.5 และ 5.6) กด Shift+Ctrl ค้าง : สลับโหมดการเลือกไปที่ Intersection กด Alt ค้าง : เปลี่ยนไปเป็นโหมดการย้ายพื้นที่การเลือก (ย้ำยเฉพำะเส้นประมดเดินเท่ำนั้น ) กด Ctrl+Alt ค้าง : เปลี่ยนไปเป็นโหมดการย้ายภาพ โดยย้ายภาพส่วนที่ถูกเลือกออกมา (เสมือนเปลี่ยนไปใช้ Move tool ชั่วครำว) บทที่ 5: การเลือก [67]
  • 68.
    5.3 ไดอะล็อก SelectionEditor ไดอะล็อก Selection Editor ใช้บริหารจัดการพื้นที่การเลือกและแสดงพื้นที่การ เลือก ภาพที่แสดงในไดอะล็อก Selection Editor แสดงแทนพื้นที่การเลือก โดยภาพดัง กล่าว มีลักษณะเป็นโทนขาว(Grayscale) โดย สีขาว หมายถึง พื้นที่นั้นถูกเลือก สีดำา หมายถึง พื้นที่นั้นไม่ถูกเลือก สีเทาเฉดต่างๆ หมายถึง พื้นที่นั้นถูกเลือก แต่ระดับของเฉดสี เทา แสดงถึงนำ้าหนักของผลกระทบจากการเลือก (บริเวณที่มีการเลือกแบบขอบฟุ้งเบลอ จะเป็นเฉดสีเทา) เลือกบางส่วนของภาพ ไดอะล็อก Selection Editor แสดงพื้นที่ที่ถูกเลือกในลักษณะของโทนขาวดำา ปุ่มต่างๆ ที่ด้านล่างของไดอะล็อก Selection Editor Select all : เลือกพื้นที่ทั้งหมด (กด Ctrl+A) Select none : ไม่เลือกอะไรเลย (กด Shift+Ctrl+A) Select invert : สลับพื้นที่การเลือก (กด Ctrl+I) Save to channel : บันทึกพื้นที่การเลือกไปเป็นแชนแนล แบบหน้ากาก การเลือก (ดูเพิ่มเติมในหัวข้อ 5.4 : กำรบันทึกกำรเลือก (Save selection)) [68] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 69.
    Selection to path: แปลงเส้นประมดเดินไปเป็นเส้นพาธ หากกด Shift + คลิกที่ปุ่มนี้ จะปรากฎหน้าต่าง Advance setting เพื่อให้กำาหนดรายละเอียดในการ แปลงไปเป็นเส้นพาธ (ดูเพิ่มเติมในหัวข้อ 5.4 กำรบันทึกกำรเลือก (Save selection)) Stroke selection : ใช้วาดเส้นตามแนวเส้นประมดเดิน เมื่อคลิกที่ปุ่มนี้จะ ปรากฎ หน้ำต่ำง Stroke Selection ให้กำาหนดรูปแบบของเส้น หากกด Shift + คลิกที่ ปุ่มนี้ จะเป็นการวาดเส้นตามแนวเส้นประมดเดินทันที โดยใช้ค่าที่กำาหนดไว้ล่าสุด 5.4 กำรบันทึกกำรเลือก (Save selection) โดยปกติ เมื่อเลือกพื้นที่บางส่วนของภาพไว้ จากนั้นไปเลือกพื้นที่ส่วนอื่น เพื่อ กระทำาอย่างอื่น การเลือกก่อนหน้าจะหายไป หรือในกรณีต้องการเลือกพื้นที่ตรงนั้นตรงนี้ กลับไปกลับมา ก็ไม่สามารถทำาได้ ต้องเริ่มต้นกระบวนการเลือกใหม่ เพราะการเลือกก่อน หน้าหายไป ด้วยเหตุดังกล่าว การบันทึกการเลือกและการโหลดการเลือกกลับมาใช้อีกครั้ง จึง เป็นสิ่งจำาเป็น การบันทึกการเลือก คำาสั่งตรงๆนั้นไม่มี ต้องอาศัยแปลงการเลือกไปเป็น หน้ำกำก กำรเลือก(Selection Mask) หรือ บันทึกเป็นเส้นพำธ(Path) ก่อน จากนั้น หากต้องการ โหลดการเลือกดังกล่าวกลับมา ให้แปลงจาก หน้ากากการเลือกหรือจากเส้นพาธ กลับมา เป็นการเลือกอีกครั้ง ก. กำรบันทึกกำรเลือกเป็นหน้ำกำกกำรเลือก การบันทึกการเลือก เป็น หน้ากากการเลือก (Selection Mask) 1.) ใช้เครื่องมือเลือก เลือกพื้นที่ที่ต้องการ 2.) ที่ไดอะล็อก Selection Editor คลิกที่ปุ่ม Save to channel เมื่อคลิกแล้ว จะเกิดหน้ากากการเลือกที่ไดอะล็อก Channels (ตำมภำพถัดไป หน้ำกำรกำรเลือก มีชื่อว่ำ Selection mask copy ซึ่งเป็นชื่อเริ่มต้น) บทที่ 5: การเลือก [69]
  • 70.
    หลังจากเลือกพื้นที่ที่ต้องการแล้ว ที่ไดอะล็อก Selection Editorคลิกที่ ปุ่ม Save to channel ที่ไดอะล็อก Channels จะปรากฎหน้ากกากการเลือกที่ชื่อว่า Selection mask copy การแปลงหน้ากากการเลือก เป็น การเลือก 1.) ที่ไดอะล็อก Channels คลิกเลือกหน้ากากการเลือก ที่ต้องการจะแปลงไปเป็นการ เลือก 2.) คลิกที่ปุ่ม Channel to selection *** ดูเรื่องแชนแนล(Channels) ในหัวข้อ 7.4 : รู้จักกับแชนแนล (Channels) ข. กำรบันทึกกำรเลือกเป็นเส้นพำธ การบันทึกการเลือก เป็น เส้นพาธ 1.) ใช้เครื่องมือเลือก เลือกพื้นที่ที่ต้องการ 2.) ที่ไดอะล็อก Selection Editor คลิกที่ปุ่ม Selection to path เมื่อคลิกแล้ว จะเกิดเส้นพาธ ที่ไดอะล็อก Paths (ชื่อของเส้นพำธก็คือ Selection ซึ่งเป็นชื่อเริ่ม ต้น) [70] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 71.
    หลังจากเลือกพื้นที่ที่ต้องการแล้ว ที่ไดอะล็อก Selection Editor คลิกที่ปุ่มSelection to path ที่ไดอะล็อก Paths จะปรากฎเส้นพาธที่ชื่อว่า Selection เมื่อแปลงไปเป็นเส้นพาธแล้ว เส้นพาธสามารถปรับแต่งได้ โดยใช้ Paths tool โดยหลังจากนั้นแล้ว สามารถแปลงเส้นพาธที่ปรับแต่งแล้ว กลับไปเป็นการเลือกได้ อีก เส้นพาธสามารถปรับแต่งได้ แปลงเส้นพาธที่ปรับแต่งแล้วไปเป็นการเลือก บทที่ 5: การเลือก [71]
  • 72.
    การแปลงเส้นพาธเป็นการเลือก 1.) ที่ไดอะล็อก Pathsคลิกเลือกเส้นพาธที่ต้องการจะแปลงไปเป็นการเลือก 2.) คลิกที่ปุ่ม Path to selection *** ดูเรื่องพำธ ในหัวข้อ 11.1 : รู้จักกับพำธ (Paths) 5.5 Rectangle Select Tool Retangle select tool เป็นเครื่องมือเลือก ที่ใช้เลือกเป็นกรอบสี่เหลี่ยม การเลือกโดยใช้ Rectangle Select Tool 1.) เลือกเครื่องมือ Rectangle Select Tool ที่ Toolbox (กด R) 2.) กำาหนด Tool Options ตามที่ต้องการ (หรือกำาหนดภายหลังก็ได้) 3.) คลิกเม้าส์ค้างบนภาพ แล้วลากเป็นกรอบสี่เหลี่ยม คลิกค้างบนภาพแล้วลากเป็นกรอบสี่เหลี่ยม ปรากฎเส้นประมดเดินแสดงขอบเขตการเลือก [72] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 73.
    4.) ปรับแต่งการเลือก หลังจากเลือกพื้นที่เป็นกรอบสี่เหลี่ยมแล้ว บ่อยครั้งที่กรอบสี่เหลี่ยมมักไม่ได้ขนาด หรือตำาแหน่งตามต้องการ จึงต้องมีการปรับแต่งเสมอ เมื่อนำาเม้าส์ไปชี้ที่มุม 4 มุม(มุมใดก็ได้) หรือชี้ที่ด้าน 4 ด้าน(ด้านใดก็ได้) จะปรากฎ มือจับ(Handles) ที่ใช้ในการปรับขนาด ให้คลิกค้างแล้วลากมือจับเพื่อปรับขนาด ใช้เม้าส์ชี้ที่มุมของกรอบการเลือก ใช้เม้าส์ชี้ที่ด้านของกรอบการเลือก คลิกค้างแล้วลากเพื่อปรับขนาด หากนำาเม้าส์ไปชี้บริเวณกลางๆกรอบการเลือก เม้าส์จะเปลี่ยนเป็นรูป ให้ คลิกเม้าส์ค้าง แล้วลากเพื่อย้ายตำาแหน่งกรอบการเลือก ใช้เม้าส์ชี้บริเวณกลางๆของกรอบการเลือก จากนั้น คลิกค้างแล้วลากเพื่อย้ายตำาแหน่ง 5.) กด Enter หรือ คลิกภายในกรอบการเลือก เพื่อจบกระบวนการ (หำกต้องกำรปรับแต่งกำรเลือกอีก ให้คลิกภำยในกรอบกำรเลือกอีกครั้ง จำกนั้นจึง ทำำกำรปรับแต่งต่อไป ) บทที่ 5: การเลือก [73]
  • 74.
    Tool Options ของRetangle Select Tool *** หำกต้องกำรปรับแต่งกรอบกำรเลือก ให้ คลิกภำยในกรอบก่อน จำกนั้นจึงปรับค่ำต่ำงๆใน Tool Options จะมีผลให้กรอบกำรเลือกเปลี่ยนตำม Mode, Antialiasing และ Feather edges : อธิบายอยู่ในหัวข้อ 5.2 : คุณสมบัติพื้นฐานของเครื่อง มือเลือก Rounded corners : ใช้กำาหนดส่วนโค้งที่มุม ให้กับกรอบการเลือก กรอบการเลือกสี่เหลี่ยมโค้งมุม Expand from center : ใช้สร้างกรอบสี่เหลี่ยมจากศูนย์กลางออกไป ปกติจะ สร้างจากมุมใดไปมุมหนึ่ง [74] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org ไดอะล็อก Tool Options ของ Rectangle Select Tool
  • 75.
    Fixed : ใช้ล็อคขนาดการวาดกรอบสี่เหลี่ยมซึ่งมี ตัวเลือก ก็คือ • Aspect ratio ล็อคสัดส่วนความกว้างต่อ ความสูง ปกติคือ 1:1 ซึ่งจะวาดเป็นสี่เหลี่ยม จตุรัส • Width ล็อคความกว้าง • Height ล็อคความสูง • Size วาดกรอบสี่เหลี่ยมตามขนาดที่ระบุ (200x100) ล็อคสัดส่วนการวาด กรอบสี่เหลี่ยม ล็อคขนาดการวาด กรอบสี่เหลี่ยม Position : ใช้กำาหนดพิกัดตำาแหน่งของกรอบการเลือก (พิกัด X,Y) Size : ใช้กำาหนดขนาดของกรอบการเลือก (กว้าง x สูง) Hightlight : หากเลือกตัวเลือกนี้ เมื่อวาดกรอบการเลือก ส่วนที่อยู่นอกกรอบ สี จะมืดลง แสดงส่วนที่ไม่ถูกเลือก Guides : ใช้เลือกรูปแบบเส้นไกด์ ที่แสดงอยู่ในกรอบการเลือก มีให้เลือกดังนั้ No Guides Center Lines Rule of thirds Golden sections Auto Shrink : ปุ่มหดตัวอัตโนมัติ เมื่อคลิกที่ปุ่มนี้ จะทำาการตัดพื้นที่ว่างที่อยู่ใน กรอบการเลือกออกให้อย่างอัตโนมัติ เหมาะกับการเลือกข้อความ หรือภาพที่มีพื้นหลัง โปร่งใส เพราะจะได้กรอบการเลือกที่พอดีกับส่วนที่ต้องการเลือก บทที่ 5: การเลือก [75]
  • 76.
    ในกรอบการเลือกมีสีขาวปนอยู่ หลังคลิกที่ AutoShrink จะตัดพื้นที่ว่างสีขาวออกไป 5.6 Ellipse Select Tool Ellipse Select Tool เป็นเครื่องมือเลือก ที่ใช้เลือกเป็นวงกลมหรือวงรี การเลือกโดยใช้ Ellipse Select Tool 1.) เลือกเครื่องมือ Ellipse Select Tool ที่ Toolbox (กด E) 2.) กำาหนด Tool Options ตามที่ต้องการ (หรือกำาหนดภายหลังก็ได้) 3.) คลิกเม้าส์ค้างบนภาพแล้วลากเป็นกรอบสี่เหลี่ยม (กรอบการเลือกที่เป็นวงรีหรือ วงกลม จะอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมอีกทีหนึ่ง) คลิกบนภาพแล้วลากเป็นกรอบสี่เหลี่ยม ปรากฎเส้นประมดเดินแสดงขอบเขตการเลือก [76] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 77.
    4.) ปรับแต่งการเลือก หลังจากเลือกพื้นที่เป็นวงรีหรือวงกลมแล้ว บ่อยครั้งที่วงรีหรือวงกลมมักไม่ได้ขนาด หรือตำาแหน่งตามต้องการ จึงต้องมีการปรับแต่งเสมอ เมื่อนำาเม้าส์ไปชี้ที่มุม 4 มุม(มุมใดก็ได้) หรือชี้ที่ด้าน 4 ด้าน(ด้านใดก็ได้) ของกรอบ สี่เหลี่ยมที่ครอบวงรีหรือวงกลมอยู่ จะปรากฎ มือจับ(Handles) ที่ใช้ในการปรับ ขนาด ให้คลิกค้างที่มือจับแล้วลากเพื่อปรับขนาด ใช้เม้าส์ชี้ที่มุมของกรอบการเลือก ใช้เม้าส์ชี้ที่ด้านของกรอบการเลือก คลิกค้างแล้วลากเพื่อปรับขนาด หากนำาเม้าส์ไปชี้บริเวณกลางๆ เม้าส์จะเปลี่ยนเป็นรูป ให้คลิกค้างแล้วลาก เพื่อย้ายตำาแหน่งกรอบการเลือก ใช้เม้าส์ชี้บริเวณกลางๆของกรอบการเลือก จากนั้น คลิกค้างแล้วลากเพื่อย้ายตำาแหน่ง 5.) กด Enter หรือ คลิกภายในกรอบการเลือก เพื่อจบกระบวนการ (หำกต้องกำรปรับแต่งกำรเลือกอีก ให้คลิกภำยในกรอบกำรเลือกอีกครั้ง จำกนั้นจึง ทำำกำรปรับแต่งต่อไป) บทที่ 5: การเลือก [77]
  • 78.
    Tool Options ของEllipse Select Tool *** หำกต้องกำรปรับแต่งกรอบกำรเลือก ให้ คลิกภำยในกรอบก่อน จำกนั้นจึงปรับค่ำต่ำงๆใน Tool Options จะส่งผลให้กรอบกำรเลือกเปลี่ยนตำม Mode, Antialiasing และ Feather edges : อธิบายอยู่ในหัวข้อ 5.2 : คุณสมบัติพื้นฐำนของเครื่อง มือเลือก Expand from center : สร้างกรอบการเลือก จากศูนย์กลางออกไป ปกติจะสร้างจากมุมใดไปมุมหนึ่ง Fixed : ล็อคขนาดการวาดวงรีหรือวงกลม ซึ่งมี ตัวเลือก ก็คือ • Aspect ratio ล็อคสัดส่วนความกว้างต่อ ความสูง ปกติคือ 1:1 ซึ่งจะวาดเป็นวงกลม • Width ล็อคความกว้าง • Height ล็อคความสูง • Size วาดวงรีหรือวงกลมตามขนาดที่ระบุ (200x100) ล็อคสัดส่วนการวาด วงรีหรือวงกลม ล็อคขนาดการวาดวงรีหรือวงกลม Position : ใช้กำาหนดพิกัดตำาแหน่งของกรอบการเลือก (พิกัด X,Y) Size : ใช้กำาหนดขนาดของกรอบการเลือก (กว้าง x สูง) Hightlight : หากเลือกตัวเลือกนี้ เมื่อวาดกรอบการเลือก ส่วนที่อยู่ภายนอก สีจะ มืดลง แสดงส่วนที่ไม่ถูกเลือก [78] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org ไดอะล็อก Tool Options ของ Ellipse Select Tool
  • 79.
    Guides : ใช้เลือกรูปแบบเส้นไกด์ที่แสดงอยู่ในกรอบการเลือก มีให้เลือก 4 แบบ ดังนั้ No Guides Center Lines Rule of thirds Golden sections Auto Shrink : ปุ่มหดตัวอัตโนมัติ เมื่อคลิกที่ปุ่มนี้ จะทำาการตัดพื้นที่ว่างที่อยู่ใน กรอบการเลือกออกให้อย่างอัตโนมัติ เหมาะกับการเลือกข้อความ หรือภาพที่มีพื้นหลัง โปร่งใส เลือกครอบคำาว่า “ธรรมชาติ” หลังคลิกที่ Auto Shrink บทที่ 5: การเลือก [79]
  • 80.
    5.7 Free SelectTool Free Select Tool เป็นเครื่องมือเลือก ที่ใช้เลือกรูปร่างอย่างอิสระ โดยใช้การ คลิกเม้าส์แล้วลาก หรือคลิกเม้าส์เป็นจุดๆ เพื่อสร้างเป็นวงปิดขึ้นมา Free Select Tool เหมาะกับการเลือกแบบหยาบๆ แต่ทั้งนี้ Free Select Tool มักใช้คู่กับการเลือกแบบควิกมาสก์ เพื่อเก็บรายละเอียดต่อจาก Free Select Tool อีกทีหนึ่ง (ดูเรื่องควิกมำสก์ในหัวข้อ 5.12 ) การเลือกโดยใช้ Free Select Tool 1.) เลือกเครื่องมือ Free Select Tool ที่ Toolbox (กด F) 2.) กำาหนด Tool Options ตามที่ต้องการ (กำาหนดภายหลังได้) Tool Options ของ Free Select Tool → 3.) กำรเลือกแบบที่ 1 : คลิกเม้าส์ค้างบนภาพแล้วลากเม้าส์อย่างอิสระ กำรเลือกแบบที่ 2 : คลิกเม้าส์เพื่อกำาหนดจุดเริ่มต้น จากนั้นคลิกเพื่อกำาหนดจุดต่อๆ ไป ไปเรื่อยๆ กำรเลือกแบบที่ 3 : ใช้แบบที่ 1 ผสมกับแบบที่ 2 (คลิกเม้าส์ค้างแล้วลาก ผสมกับ คลิกเม้าส์กำาหนดจุด) คีย์ร่วม ระหว่างใช้ Free Select Tool ขณะใช้ Free Select Tool หากกดปุ่มต่อไปนี้ จะให้ผลดังนี้ กด Backspace = ยกเลิกจุดที่คลิกล่าสุด กด Ctrl = สแน็ปมุมทุก 15o (กรณีใช้การคลิกเม้าส์เพื่อกำาหนดจุด) [80] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 81.
    การเลือกแบบที่ 1 : คลิกค้างบนภาพแล้วลากเม้าส์อย่างอิสระ การเลือกแบบที่2 : คลิกเพื่อกำาหนดจุดเริ่มต้น จากนั้นคลิกจุดต่อๆไป ไปเรื่อยๆ 4.) กด Enter หรือ คลิกที่จุดเริ่มต้น เพื่อจบกระบวนการเลือก และสร้างการเลือกเป็น วงปิดขึ้นมา 5.8 Fuzzy Select Tool Fuzzy Select Tool เป็นเครื่องมือเลือก ที่ใช้เลือกพื้นที่ของภาพที่มีสีใกล้เคียง และต่อเนื่องกัน จุดสำาคัญของการใช้ Fuzzy Select Tool ก็คือ จุดเริ่มต้น เมื่อคลิกเลือกจุดเริ่มต้น สี ณ จุดนั้น จะถูกนำามาเป็นต้นแบบในการเลือกพื้นที่ที่มีสีใกล้เคียงและต่อเนื่องกัน Fuzzy Select Tool เหมาะกับการเลือกพื้นที่ ที่มีสีแตกต่างจากส่วนอื่นอย่าง ชัดเจน หรือเลือกพื้นที่ที่มีสีเดียว มือใหม่จะชอบใช้ Fuzzy Select Tool แต่สำาหรับผู้ที่ใช้ งาน GIMP เป็นประจำา Fuzzy Select Tool เป็นเครื่องมือที่ควบคุมผลที่ต้องการได้ยาก จึงหันไปใช้การเลือกด้วยพาธ, ควิกมาสก์ หรือ Foreground Select Tool เป็นต้น เพราะ จะควบคุมการเลือกได้แม่นยำากว่า แต่ทั้งนี้ Fuzzy Select Tool ก็ใช้งานได้ง่าย เร็ว และก็ เหมาะกับการเลือกพื้นที่บางประเภท บทที่ 5: การเลือก [81]
  • 82.
    การเลือกโดยใช้ Fuzzy SelectTool 1.) เลือกเครื่องมือ Fuzzy Select Tool ที่ Toolbox (กด U) 2.) กำาหนด Tool Options ตามที่ต้องการ Threshold เป็นคุณสมบัติที่สำาคัญที่สุด เป็นตัวกำาหนดระดับความแตกต่างของสี ค่ายิ่งมาก ระดับความแตกต่างของสีก็ยิ่งมาก ส่งผลให้พื้นที่การเลือกมากตามไปด้วย 3.) กำรเลือกแบบที่ 1 : คลิกเม้าส์บนภาพ(ครั้งเดียว) ตำาแหน่งใกล้ๆสีที่ต้องการเลือก กำรเลือกแบบที่ 2 : คลิกเม้าส์ค้างบนภาพแล้วลากขึ้นหรือลง เพื่อปรับค่า Threshold ตามการลากเม้าส์ (หำกสังเกตุที่ Tool Options แถบเลื่อนของ Threshold จะเลื่อนเองตำมกำรลำกเม้ำส์) ซึ่งมีผลให้พื้นที่การเลือกเปลี่ยนตาม การลากเม้าส์ด้วย การเลือกแบบที่ 1 : คลิกบนภาพ(ครั้งเดียว) Threshold=15 การเลือกแบบที่ 2 : คลิกค้างแล้วลากทะแยงลง เพื่อกำาหนดค่า Threshold ตามภาพ ได้ลากเม้าส์จนหยุดที่ Threshold=110 [82] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 83.
    Tool Options ของFuzzy Select Tool Mode, Antialiasing และ Feather : อธิบาย อยู่ในหัวข้อ 5.2 : คุณสมบัติพื้นฐานของเครื่องมือเลือก Select transparent areas : ใช้กำาหนดการ เลือกพื้นที่โปร่งใส Sample merged : ในกรณีที่มีหลายเลเยอร์ หากเลือกตัวเลือกนี้ จะทำาคำานวณพื้นที่การเลือกในทุกๆ เลเยอร์ หากไม่เลือกตัวเลือกนี้ จะเลือกพื้นที่เฉพาะบน เลเยอร์ที่กำาลังทำางานอยู่เท่านั้น Threshold : ระดับความแตกต่างของสี ค่ายิ่ง มาก ระดับความแตกต่างของสีก็ยิ่งมาก ส่งผลให้พื้นที่ การเลือกมากตามไปด้วย Select by : องค์ประกอบสีที่จะนำามาใช้ในการเลือก ตัวเลือกก็มี Composite, Red, Green, Blue, Hue, Saturation และ Value 5.9 Select by Color Tool Select by Color Tool เป็นเครื่องมือเลือก ที่ใช้เลือกพื้นที่ที่มีสีใกล้เคียงกัน มีผล ต่อทั้งภาพ แม้พื้นที่ที่มีสีใกล้เคียงไม่ได้อยู่ต่อเนื่องกัน ต่างจาก Fuzzy Select Tool ตรงที่ ความต่อเนื่อง การเลือกโดยใช้ Select by Color Tool 1.) เลือกเครื่องมือ Select by Color Tool ที่ Toolbox (กด Shift+O) 2.) กำาหนด Tool Options ตามที่ต้องการ Threshold เป็นคุณสมบัติที่สำาคัญที่สุด เป็นตัวกำาหนดระดับความแตกต่างของสี ค่ายิ่งมาก ระดับความแตกต่างของสีก็ยิ่งมาก ส่งผลให้พื้นที่การเลือกมากตามไปด้วย บทที่ 5: การเลือก [83] Tool Options ของ Fuzzy Select Tool
  • 84.
    3.) กำรเลือกแบบที่ 1: คลิกเม้าส์บนภาพ(ครั้งเดียว) ตำาแหน่งใกล้ๆสีที่ต้องการเลือก กำรเลือกแบบที่ 2 : คลิกเม้าส์ค้างบนภาพแล้วลากขึ้นหรือลง เพื่อปรับค่า Threshold ตามการลากเม้าส์ ซึ่งมีผลให้พื้นที่การเลือกเปลี่ยนตามการลากเม้าส์ ด้วย การเลือกแบบที่ 1 : คลิกบนภาพ(บนพื้นสีขาว) Threshold=15 การเลือกแบบที่ 2 : คลิกค้าง(บนพื้นสีขาว) แล้ว ลากทะแยงลงเพื่อกำาหนดค่า Threshold ตามภาพ ได้ลากเม้าส์จนหยุดที่ Threshold=70 Tool Options ของ Select by Color Tool Mode, Antialiasing และ Feather edges : อธิบายอยู่ในหัวข้อ 5.2 : คุณสมบัติพื้นฐานของเครื่อง มือเลือก Select transparent areas : ใช้กำาหนดการ เลือกพื้นที่โปร่งใส Sample merged : ในกรณีที่มีหลายเลเยอร์ หากเลือกตัวเลือกนี้ จะทำาคำานวณพื้นที่การเลือกในทุกๆ เลเยอร์ หากไม่เลือกตัวเลือกนี้ จะเลือกพื้นที่เฉพาะบน เลเยอร์ที่กำาลังทำางานอยู่เท่านั้น Threshold : ระดับความแตกต่างของสี ค่ายิ่ง มาก ระดับความแตกต่างของสีก็ยิ่งมาก ส่งผลให้พื้นที่ การเลือกมากตามไปด้วย [84] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org Tool Options ของ Select by Color Tool
  • 85.
    Select by :องค์ประกอบสีที่จะนำามาใช้ในการเลือก ตัวเลือกก็มี Composite, Red, Green, Blue, Hue, Saturation และ Value 5.10 Scissors Select Tool Scissors Select Tool เป็นเครื่องมือเลือก ที่ใช้เลือกพื้นที่ที่มีสีของขอบแตกต่าง กันอย่างชัดเจน Scissors Select Tool มีลักษณะการใช้งานคล้ายกับ Free Select Tool ใช้การคลิกเป็นจุดเพื่อสร้างการเลือกวงปิดขึ้นมา เมื่อใช้ Scissors Select Tool คลิกบนภาพ จะปรากฏโหนดที่มีลักษณะเป็น วงกลม จากนั้น เมื่อคลิกเพื่อสร้างโหนดจุดต่อๆไป จะปรากฏเส้นเชื่อมระหว่างโหนด ซึ่ง จะโค้งไปโค้งมาอย่างอัตโนมัติ โดยเส้นดังกล่าวพยายามจะลากให้ผ่านบริเวณขอบที่มีความ แตกต่างของสี เมื่อสร้างโหนดขึ้นมาแล้ว โหนดต่างๆที่กำากับเส้นกรอบการเลือก ยังสามารถขยับ ได้ โดยใช้เม้าส์จับเลื่อน สำาหรับเส้นเชื่อมระหว่างโหนด จะทำาการปรับตัวเองอย่างอัตโนมัติ เราไม่สามารถขยับเส้นดังกล่าวได้เอง เมื่อใช้ Scissors Select Tool เลือกพื้นที่แล้ว มักจะต้องใช้การเลือกแบบควิก มาสก์ปรับแต่งเพิ่มเติม เพื่อให้การเลือกสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพราะเส้นกรอบการเลือกที่สร้าง อย่างอัตโนมัติมักไม่ค่อยสมบูรณ์ การเลือกโดยใช้ Scissors Select Tool 1.) เลือกเครื่องมือ Scissors Select Tool ที่ Toolbox (กด I) 2.) กำาหนด Tool Options ตามที่ต้องการ 3.) คลิกเม้าบนภาพ(บริเวณขอบของพื้นที่ที่ต้องการเลือก) เพื่อกำาหนดโหนดเริ่มต้น จากนั้น คลิกเพื่อกำาหนดโหนดจุดต่อๆไป โดยให้พยายามคลิกตามขอบที่มีสีแตก ต่างกัน บทที่ 5: การเลือก [85]
  • 86.
    คลิกบริเวณขอบของพื้นที่ที่ต้องการเลือก เพื่อกำาหนดจุดโหนด คลิกเพื่อกำาหนดโหนดจุดต่อๆไป จากนั้น วกกลับมาคลิกที่โหนดเริ่มต้นอีกครั้ง เป็นการจบการสร้างวงปิด 4.) ปรับแต่งโหนดเพื่อให้เลือกพื้นที่ที่ต้องการได้กระชับยิ่งขึ้น หลังจากสร้างกรอบการเลือกเป็นเส้นวงปิดแล้ว โหนดจุดต่างๆ มักจะไม่ได้ตำาแหน่ง ตามต้องการ จึงต้องปรับแต่งเสมอ ให้ใช้เม้าส์จับโหนดจุดต่างๆ แล้วเลื่อนเพื่อปรับ ตำาแหน่ง เส้นเชื่อมระหว่างโหนดจะปรับตามอย่างอัตโนมัติ หากต้องการเพิ่มโหนด ให้คลิกเม้าส์ที่เส้นเชื่อม เพื่อสร้างโหนดเพิ่มเติม ( *** โหนดลบไมได้) โหนดสามารถใช้เม้าส์จับ ขยับตำาแหน่งได้ หากใช้เม้าส์คลิกที่เส้น จะ เป็นการสร้างโหนดเพิ่มเติม หลังปรับแต่งโหนด [86] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 87.
    5.) กด Enterหรือ คลิกภายในกรอบการเลือก จะเป็นการแปลงเส้น ไปเป็นเส้นประ มดเดิน เป็นอันจบการเลือกด้วย Scissors Select Tool *** เมื่อแปลงแล้ว จะไม่สำมำรถแปลงกลับไปแก้เส้นได้อีก และไม่สำมำรถทำำ Undo ได้ Tool Options ของ Scissors Select Tool Mode, Antialiasing และ Feather edges : อธิบายอยู่ในหัวข้อ 5.2 : คุณสมบัติพื้นฐานของเครื่อง มือเลือก Interacive boundary : ใช้ในกรณีคลิกค้าง แล้วลากเม้าส์ โดยจะปรากฎเส้นนำาทางก่อน ก่อนเป็น เส้นจริง เมื่อปล่อยเม้าส์จะเป็นการกำาหนดตำาแหน่งของ โหนด โดยปกติ เส้นนำาทางจะเป็นเส้นตรง หากตัว เลือกนี้ถูกเลือก เส้นนำาทางจะมีลักษณะเหมือนกับเส้นที่ จะวาดจริง *** เวอร์ชั่น 2.7 Interacive boundary ใช้งำนไม่ได้ บทที่ 5: การเลือก [87] Tool Options ของ Scissors Select Tool
  • 88.
    5.11 Foreground SelectTool Foreground Select Tool เป็นเครื่องมือเลือก ที่ใช้การระบายสีบนพื้นที่โฟร์ กราวด์(ฉำกหน้ำ-ส่วนที่ต้องกำรเลือก) และบนพื้นที่แบ็คกราวด์(ฉำกหลัง-ส่วนที่ไม่ต้องกำร เลือก) เพื่อกำาหนดขอบเขตการเลือก ( โฟร์กรำวด์และแบ็คกรำวด์ในที่นี้ ไม่ใช่สีที่ Toolbox) การเลือกโดยใช้ Foreground Select Tool 1.) เลือกเครื่องมือ Foreground Select Tool ที่ Toolbox (ไม่มีคีย์ลัด แต่สำมำรถตั้งได้ที่ Edit → Preferences → Interface → Configure Keyboard Shortcuts → Tools → Foreground Select ) 2.) คลิกค้างแล้วลากเม้าส์รอบๆพื้นที่ที่ต้องการเลือกอย่างคร่าวๆไว้ก่อน ส่วนที่เลือกไว้ นี้ ก็คือ พื้นที่โฟร์กราวด์ เป็นส่วนที่ต้องการเลือก การใช้งานในขั้นตอนนี้จะเหมือนกับการใช้งาน Free Select Tool (รูปร่ำงของตัวชี้ เม้ำส์ก็จะเปลี่ยนไปเป็นแบบ Free Select Tool) หลังจากที่เลือกพื้นที่เป็นวงปิดแล้ว ทันใดนั้นเอง พื้นที่ส่วนถูกที่เลือก จะมีฟิล์ม สีนำ้าเงินกึ่งโปร่งใสมาซ้อนทับ แสดงขอบเขตการเลือก เลือกพื้นที่ที่ต้องการเลือกไว้อย่างคร่าวๆ ทันทีที่เลือกเป็นวงปิด พื้นที่ส่วนที่ถูกเลือก จะมีฟิล์มสีนำ้าเงินกึ่งโปร่งใสมาซ้อนทับ พื้นที่ส่วนนี้ ก็คือ พื้นที่โฟร์กราวด์ [88] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 89.
    3.) ใช้เม้าส์ระบายสีลงบนพื้นที่โฟร์กราวด์ โดยระบายให้ผ่านสีที่ต้องการเลือกคร่าวๆ (ไม่ต้องเลือกเครื่องมืออื่นใด เพรำะจะเปลี่ยนเป็นโหมดกำรระบำยสีให้โดยอัตโนมัติ อยู่แล้ว) ทันทีที่ปล่อยเม้าส์ โปรแกรมจะทำาการคำานวณความแตกต่างสี และจะ กระชับพื้นที่โฟร์กราวด์ตามที่ได้ระบายสีไป ระบายสีลงบนพื้นที่ที่ต้องการเลือก (พื้นที่โฟร์กราวด์) สีแดงที่ระบายไม่มีผล ทันทีที่ปล่อยเม้าส์พื้นที่ที่ถูกเลือก จะกระชับเข้ามา 4.) ระบายสีบนพื้นที่โฟร์กราวด์เพิ่มเติม เพื่อกระชับพื้นที่ที่ต้องการเลือกให้มากขึ้น หากต้องการตัดส่วนที่เลือกเกินทิ้ง ให้ระบายสีบนพื้นที่แบ็คกราวด์ โดยที่ไดอะล็อก Tool Options ให้เลือก Mark Background (หรือ กด Ctrl ค้าง) หากต้องการ กลับมาระบายพื้นที่โฟร์กราวด์ ให้เลือก Mark Foreground (หรือปล่อยปุ่ม Ctrl ) ระบายสีลงบนพื้นที่โฟร์กราวด์เพิ่มเติม (กำาหนดส่วนที่ต้องการเลือกเพิ่มเติม) ผล ยังมีพื้นที่ส่วนเกินอยู่ บทที่ 5: การเลือก [89]
  • 90.
    ระบายสีลงบนพื้นที่แบ็คกราวด์ (ตัดส่วนที่ไม่ต้องการเลือกออก) ผล (วนระบายสีโฟร์กราวด์และ สีแบ็คกราวด์ไปเรื่อยๆ จนได้พื้นที่การเลือกที่พอใจ) *** สีของหัวแปรงโฟร์กรำวด์และแบ็คกรำวด์จะเป็นไปตำมสีที่Toolbox แต่ไม่มี ผลอะไรต่อกำรเลือก 5.) กด Enter เพื่อจบกระบวนการ รอยต่อระหว่าง พื้นที่โฟร์กราวด์และพื้นที่แบ็ค กราวด์จะแปลงเป็นเส้นประมดเดิน โดยพื้นที่โฟร์กราวด์(มีฟิล์มสีนำ้าเงิน) จะเป็นส่วน ที่ถูกเลือก พื้นที่แบ็คกราวด์เป็นพื้นที่ส่วนที่ไม่ถูกเลือก ผลสุดท้ายหลังกด Enter ปรากฎเส้นประมดเดินระหว่างรอยต่อของพื้นที่โฟร์กราวด์และพื้นที่แบ็คกราวด์ [90] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 91.
    Tool Options ของForeground Select Tool Mode,Antialiasing และ Feather edges : อธิบายอยู่ในหัวข้อ 5.2 : คุณสมบัติพื้นฐานของเครื่อง มือเลือก Contiguous : หากตัวเลือกนี้ถูกเลือก เฉพาะ พื้นที่ที่ต่อเนื่องกันเท่านั้นจะถูกเลือก Interactive refinement (Ctrl) • Mark foreground : เลือกระบายสีบนพื้น ที่โฟร์กราวด์ • Mark background : เลือกระบายสีบนพื้น ที่แบ็คกราวด์ ( กด Ctrl ค้าง เพื่อสลับมำที่ Mark background ชั่วครำว) • Small brush / Large brush : แถบเลื่อน เลือกขนาดของหัวแปลง Smoothing : แถบเลือกความโค้งมนของเส้น ประมดเดิน ค่าน้อยๆ จะให้ขอบการเลือกที่แม่นยำากว่า แต่อาจจะปรากฎเป็นรูเล็กๆบน พื้นที่การเลือก แต่ทั้งนี้ สามารถใช้เครื่องมือเลือกตัวอื่นๆ เก็บรายละเอียดในภายหลังได้ Preview color : เลือกสีของฟิล์มหรือสีของหน้ากากที่ซ้อนทับพื้นที่โฟร์กราวด์ (ปกติเป็นสีนำ้ำเงินกึ่งโปร่งใส) Color Sensitivity : ใช้ปรับความไวต่อสี ในระบบสี Lab ใช้ในกรณีที่ส่วนที่ ต้องการเลือก มีสีเดียวแต่เฉดต่างกัน บทที่ 5: การเลือก [91] Tool Options ของ Foreground Select Tool
  • 92.
    5.12 กำรเลือกด้วยควิกมำสก์ (QuickMask) ควิกมาสก์(Quick Mask) เป็นวิธีเลือกพื้นที่ที่ต้องการใช้ความประณีต หรือ ต้องการความแม่นยำาสูง แต่ทั้งนี้ก็ต้องลงแรงมากสักหน่อย โดยปกติควิกมาสก์ จะใช้ต่อ จากเครื่องมือการเลือกอื่นๆ เพื่อเก็บรายละเอียด โดยปกติ เมื่อเลือกพื้นที่ใดๆ พื้นที่ส่วนที่ถูกเลือกจะอยู่ในกรอบของเส้นประมดเดิน นั่นคือ มุมมองปกติ เมื่อคลิกที่ปุ่ม Toggle Quick Mask (ที่มุมซ้ำยล่ำงของ Image window) หรือ กด Shift+Q จะเป็นการสลับมุมมองไปที่ มุมมองควิกมาสก์ ที่มุมมองนี้ เส้นประมดเดิน จะหายไป ส่วนที่ถูกเลือกจะยังมีสีปกติ แต่ส่วนที่ไม่ถูกเลือกจะมีฟิล์มสีแดงกึ่งโปร่งใสมา ซ้อนทับ มุมมองปกติ (มีการเลือกพื้นที่ไว้) ปุ่ม Toggle Quick Mask มุมมองควิกมาสก์ (หลังคลิกที่ปุ่ม Toggle Quick Mask) ส่วนที่ถูกเลือกมีสีปกติ ส่วนที่ไม่ถูกเลือก มีฟิล์มสีแดงกึ่งโปร่งใสมาซ้อนทับ ที่มุมมองควิกมาสก์ เมื่อระบายสีต่างๆลงไป จะเป็นการเลือกพื้นที่เพิ่มเติมหรือ ยกเลิกพื้นที่บางส่วน (ไม่มีผลใดๆต่อสีของภำพ) หาก ระบายสีขาว จะเป็นการเลือกพื้นที่เพิ่มเติม (หรือ ลบพื้นที่ส่วนที่เป็นสีแดง กึ่งโปร่งใส จะให้ผลเหมือนการระบายด้วยสีขาว) หาก ระบายสีดำา จะเป็นการตัดพื้นที่ การเลือกออกไป(เพิ่มพื้นที่สีแดง) ระบายสีอื่นๆ จะเป็นการเลือกพื้นที่เพิ่มเติม แต่นำ้าหนัก การเลือก จะมีผลตามความเข้มความอ่อนสีที่ระบาย (คล้ายการเลือกแบบขอบฟุ้ง) [92] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 93.
    ใช้ Eraser toolลบพื้นที่ส่วนที่เป็นฟิล์มสี แดงกึ่งโปร่งใสออก หรือใช้การระบายสีขาว แทนก็ได้ จะเป็นการเลือกพื้นที่เพิ่มเติม ใช้ Paintbrush tool ระบายสีดำาทับส่วนที่ ยังมีสีปกติ (ถึงแม้จะระบายสีดำา แต่ที่ออกมาคือ ฟิล์มสีแดงกึ่งโปร่งใส) จะเป็นการตัดพื้นที่ส่วนที่ ถูกเลือกออก หลังคลิกที่ปุ่ม Toggle Quick Mask กลับมาที่มุมมองปกติ เส้นประมดเดินจะกลับมา บทที่ 5: การเลือก [93]
  • 94.
    5.13 กำรปรับแต่งกำรเลือก หลังจากใช้เครื่องมือเลือก เลือกพื้นที่ที่ต้องการไว้แล้วสามารถปรับแต่งการเลือก เพิ่มเติมได้อีก เช่น ขยายการเลือกออกไปเท่าๆกันรอบด้าน, การทำาขอบการเลือกให้ฟุ้ง เบลอ เป็นต้น เลือกพื้นที่ทั้งหมด ไปที่ Selection → Select All (กด Ctrl+A) ยกเลิกการเลือกทั้งหมด ไปที่ Selection → None (กด Shift+Ctrl+A) สลับพื้นที่การเลือก ไปที่ Selection → Invert (กด Ctrl+I) ภาพด้านล่าง เป็นภาพต้นฉบับที่จะใช้ในการอธิบายคำาสั่งต่อจากนี้ไป ภาพต้นฉบับได้มีการเลือกพื้นที่ส่วนที่เป็นสีฟ้าไว้ (เลือกแทงค์นำ้าไว้) [94] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 95.
    สร้างเลเยอร์ลอยจากพื้นที่ที่ถูกเลือก ไปที่ Selection →Float (Shift+Ctrl+L) ที่ไดอะล๊อก Layers แสดงภาพรวมของเลเยอร์ Background หลังใช้คำาสั่ง Float จะปรากฎ เลเยอร์ลอย ที่ตัดส่วนที่ถูก เลือกมาจากเลเยอร์ Background คลิกที่ปุ่ม (Create a new layer) เพื่อสร้างเลเยอร์ ใหม่จากเลเยอร์ลอย ปรับขอบการเลือกให้ฟุ้งเบลอ ไปที่ Selection → Feather... จะปรากฎ หน้ำต่ำง Feather Selection เพื่อให้ กำาหนดค่า ที่ไดอะล๊อก Selection Editor แสดงพื้นที่ส่วนที่ถูกเลือก (ก่อนใช้คำาสั่ง) ที่หน้าต่าง Feather Selection กำาหนดค่าขอบฟุ้งเบลอ หลังใช้คำาสั่งขอบการเลือกมีการฟุ้งเบลอ บทที่ 5: การเลือก [95]
  • 96.
    ปรับขอบการเลือกให้คมชัด ไปที่ Selection →Sharpen คำาสั่งนี้เป็นคำาสั่งตรงข้ามกับ Feather จะทำาให้ขอบการเลือกที่ฟุ้งเบลอ กลายเป็น ขอบที่คมชัด ขอบการเลือกมีการฟุ้งเบลอ หลังใช้คำาสั่ง Sharpen ขอบการเลือกไม่มีการฟุ้งเบลอ หดพื้นที่การเลือกโดยรอบ ไปที่ Selection → Shrink... จะปรากฎ หน้ำต่ำง Shrink Selection เพื่อให้ กำาหนดค่า ที่หน้าต่าง Shrink Selection กำาหนดให้พื้นที่การเลือก หดเข้ามาโดยรอบ 10 pixels หลังคลิกที่ปุ่ม OK พื้นที่การเลือกหดเข้ามาโดยรอบ [96] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 97.
    ขยายพื้นที่การเลือกโดยรอบ ไปที่ Selection →Grow... จะปรากฎ หน้ำต่ำง Grow Selection เพื่อให้กำาหนด ค่า ที่หน้าต่าง Grow Selection กำาหนดพื้นที่การเลือกให้ ขยายออกไปโดยรอบ 12 pixels หลังคลิกที่ปุ่ม OK พื้นที่การเลือกขยายออกไปโดยรอบ สร้างการเลือกใหม่รอบๆเส้นประมดเดินแบบมีความหนา ไปที่ Selection → Border... จะปรากฎ หน้ำต่ำง Border Selection เพื่อให้ กำาหนดค่า ที่หน้าต่าง Border Selection กำาหนดความหนา ของขอบการเลือกเป็น 8 pixels บทที่ 5: การเลือก [97]
  • 98.
    หลังคลิกที่ปุ่ม OK จะได้ผลตามภาพ บิดขอบการเลือกแบบสุ่ม ไปที่Selection → Distort... จะปรากฎ หน้ำต่ำง Distort Selection เพื่อให้ กำาหนดค่า ที่หน้าต่าง Distort Selection ค่าเริ่มต้นต่างๆ โปรแกรมได้กำาหนดไว้ให้ตามภาพ [98] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 99.
    หลังคลิกที่ปุ่ม OK จะได้ผลตามภาพขอบการเลือกบิดไปบิดมา บทที่ 5: การเลือก [99]
  • 100.
  • 101.
    บทที่ 6 :เลเยอร์ ภาพสามารถนำามาซ้อนกันเป็นชั้นๆ เพื่อสร้างเป็นภาพใหม่ขึ้นมาได้ คุณสมบัตินี้ ก็คือ เลเยอร์
  • 102.
    6.1 รู้จักกับเลเยอร์ (Layers) เลเยอร์(Layers) ความหมายสั้นๆ ก็คือ ชั้นภาพ GIMP สามารถนำาภาพมาวางซ้อนกันเป็นชั้นๆ เพื่อสร้างเป็นภาพใหม่ขั้นมา โดย แต่ละชั้นจะมีบางส่วนที่โปร่งใส สามารถมองทะลุไปยังชั้นที่อยู่ด้านล่างได้ เลเยอร์ คล้ายกับแผ่นใส ที่นำามาวางซ้อนกันเป็นชั้นๆ ภาพที่ประกอบไปด้วย 3 เลเยอร์ซ้อนกัน การจัดการเลเยอร์จะใช้ ไดอะล็อก Layers การเปิดไดอะล็อก Layers ไปที่ Windows → Dockable Dialogs → Layers (กด Ctrl+L) [102] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 103.
    6.2 กำรสร้ำงเลเยอร์ เมื่อสร้างไฟล์ใหม่หรือเปิดไฟล์ภาพ Bitmapอย่างเช่น JPG, PNG หรือ BMP ขึ้น มา เริ่มต้นภาพจะมีเพียง 1 เลเยอร์เท่านั้น สามารถดูได้ที่ไดอะล็อก Layers สร้างไฟล์ใหม่ มีเพียงเลเยอร์เดียว ชื่อว่า Background เปิดไฟล์ JPG มีเพียงเลเยอร์เดียว ชื่อเลเยอร์มีชื่อเดียวกับชื่อไฟล์ ไดอะล็อก Layers เมื่อเปิดไฟล์ภาพ หรือสร้างไฟล์ภาพไว้แล้ว หากต้องการสร้างเลเยอร์ใหม่ สามารถ ทำาได้ ดังนี้ การสร้างเลเยอร์ใหม่ 1.) คลิกที่ Image window เพื่อเลือกภาพที่ต้องการจะสร้างเลเยอร์ใหม่เพิ่มเติม 2.) ไปที่ Layer → New layer (หรือที่ไดอะล็อก Layers คลิกที่ปุ่ม New Layer) จะปรากฎ หน้ำต่ำง New Layer เพื่อให้กำาหนดค่าต่างๆ 3.) ที่ หน้ำต่ำง New Layer กำาหนดค่าต่างๆตามต้องการ เช่น สีพื้น เป็นต้น 4.) คลิกที่ปุ่ม OK ก็จะได้เลเยอร์ใหม่ (ที่เป็นเลเยอร์ว่างๆ) บทที่ 6: เลเยอร์ [103]
  • 104.
    หน้าต่าง New Layer สร้างLayer ใหม่ชื่อ “New Layer” ขนาด 800x600 พิกเซล (เท่ากับขนาดภาพ) พื้นหลังเป็นแบบโปร่งใส(Transparency) หลังจากคลิกที่ปุ่ม OK จะปรากฎเลเยอร์ใหม่ มีชื่อตามที่กำาหนด การสร้างเลเยอร์ใหม่จากภาพที่มีอยู่แล้ว 1.) คลิกที่ Image window เพื่อเลือกภาพที่ต้องการจะสร้างเลเยอร์ใหม่เพิ่มเติม 2.) ไปที่ File → Open As Layer... (กด Ctrl+Alt+O) จะปรากฎ หน้ำต่ำง Open เพื่อให้เลือกไฟล์ที่ต้องการจะเปิดมาเป็นเลเยอร์ หรืออีกวิธีหนึ่ง ลากไฟล์ภาพไปวาง ใน Image window ที่เปิดภาพไว้แล้ว ไฟล์ภาพที่ลากไปวาง จะกลายเป็นเลเยอร์ให้ กับภาพที่เปิดไว้แล้ว โดยชื่อเลเยอร์จะมีชื่อเดียวกับชื่อไฟล์ ลากไฟล์ภาพ (Solar_cell_2_TEXT.png) ไปวางใน Image window ที่เปิดภาพไว้แล้ว ผล [104] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 105.
    6.3 คุณสมบัติต่ำงๆในไดอะล็อก Layers ไดอะล็อกLayers ของภาพที่ประกอบไปด้วย 3 เลเยอร์ซ้อนกัน Mode : ตัวเลือกโหมดการซ้อนกันของเลเยอร์ ค่าปกติคือ Normal เป็นการซ้อน กันอย่างปกติ เลเยอร์ด้านบนบังเลเยอร์ด้านล่าง (ดูเพิ่มเติมในหัวข้อ 6.10 : เลเยอร์โหมด (Layer Modes) ) Opacity : แถบเลื่อนปรับความโปร่งใสของเลเยอร์ มีค่า 0-100% 100% คือทึบ 0% คือโปร่งใส(มองไม่เห็นเลเยอร์นี้) ค่า Opacity มีผลต่อทั้งเลเยอร์ Lock pixels : ใช้ล็อคการวาดหรือลบบนพื้นที่ของเลเยอร์ (แต่ยังสำมำรถ ขยับเลเยอร์ได้) Lock alpha channel : ใช้ล็อคการเขียนทับบนพื้นที่โปร่งใส ในกรณีที่ เลเยอร์มีพื้นที่บางส่วนที่โปร่งใส หากตัวเลือกนี้ถูกติ๊ก จะไม่สามารถระบายสีลงบนพื้นที่ โปร่งใสได้ (ดูเพิ่มเติมในหัวข้อ 6.6 : เลเยอร์และแชนแนลอัลฟ่ำ ) บทที่ 6: เลเยอร์ [105]
  • 106.
    เลเยอร์ที่ประกอบไปด้วยส่วนทึบและส่วนที่โปร่งใส กรณีไม่ได้ Lock alphaahannel (ภาพซ้าย) เมื่อใช้แปรงระบายสีแดงที่รอยต่อระหว่างส่วน ทึบกับส่วนโปร่งใส สีแดงจะระบายทับบนพื้นที่ ส่วนที่โปร่งใสด้วย กรณี Lock alpha ahannel (ภาพขวา) สีแดงจะไม่ระบายเข้าไปในส่วนที่โปร่งใส รายการเลเยอร์ : กรอบแสดงรายการ เลเยอร์ที่มี โดยเลเยอร์ที่อยู่ด้านบน จะบังเลเยอร์ที่ อยู่ด้านล่าง แต่ทั้งนี้ สามารถเปลี่ยนลำาดับได้ หากกำาลังทำางานอยู่กับเลเยอร์ใด เลเยอร์ นั้นจะมีแถบสีคาดอยู่ โดยปกติเราสามารถทำางานกับเลเยอร์ได้ทีละ 1 เลเยอร์เท่านั้น คลิกที่ชื่อเลเยอร์ = เลือกทำำงำนกับเลเยอร์นั้น PgUp = เลือกเลเยอร์ที่อยู่ด้ำนบน PgDn = เลือกเลเยอร์ที่อยู่ด้ำนล่ำง รูปตา : แสดงสถานะการมองเห็นของเลเยอร์ หากมีรูปตา แสดงว่าเลเยอร์นี้ มองเห็น หากต้องการซ่อนเลเยอร์นี้ ให้คลิกที่รูปตา รูปตาจะหายไป คลิกบริเวณรูปตำ = ปิด/เปิดกำรแสดงเลเยอร์ Shift+คลิกบริเวณรูปตำ = ซ่อน/แสดงเลเยอร์อื่นๆทั้งหมด [106] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 107.
    รูปโซ่ : แสดงสถานะการรวมกันกลุ่มของเลเยอร์เลเยอร์ตัวใดที่มีรูปโซ่อยู่ด้าน หน้า เลเยอร์นั้นรวมกลุ่มกันอยู่ การกระทำาใดๆที่กระทำาต่อเลเยอร์ที่อยู่ในกลุ่ม จะมีผลต่อ เลเยอร์อื่นๆที่อยู่ในกลุ่มด้วย คลิกบริเวณรูปโซ่ = เปิด/เปิดไอคอนรูปโซ่ เพื่อรวมกลุ่มเลเยอร์เข้ำด้วยกัน ภาพเลเยอร์ขนาดเล็ก : แสดงภาพรวมของเลเยอร์ คลิกที่ภำพนี้ ภำพจะใหญ่ขึ้น จำกนั้นลำกไปวำง เพื่อย้ำยลำำดับของเลเยอร์ ชื่อเลเยอร์ : แสดงชื่อของเลเยอร์ ดับเบิ้ลคลิกที่ชื่อเลเยอร์(หรือ กด Enter) จำกนั้นพิมพ์ชื่อใหม่ที่ต้องกำรลงไป ปุ่มบริหารจัดการเลเยอร์ New : ปุ่มสร้างเลเยอร์ใหม่ เมื่อคลิกจะปรากฎ หน้ำต่ำง New Layer เพื่อ ให้กำาหนดค่าต่างๆของเลเยอร์ใหม่ที่ต้องการจะสร้าง Layer group : ปุ่มสร้างโฟลเดอร์สำาหรับเก็บเลเยอร์หลายๆเลเยอร์ Raise : ปุ่มย้ายเลเยอร์ขึ้นไป 1 ขั้น (กด Shift + คลิก = ย้ายไปบนสุด) หรือใช้เมาส์คลิกค้างแล้วลากไปวางยังลำาดับอื่นๆก็ได้ Lower : ปุ่มย้ายเลเยอร์ลงไป 1 ขั้น (กด Shift + คลิก = ย้ายไปล่าง สุด) หรือใช้เมาส์คลิกค้างแล้วลากไปวางยังลำาดับอื่นๆก็ได้ Duplicate : ปุ่มทำาซำ้าเลเยอร์ (คัดลอกเลเยอร์แล้ววางในทันที) Anchor : ในกรณีที่เกิดเลเยอร์ลอย (Floating Selection Layer) จากการกระทำาใดๆ ก็ตาม หากคลิกที่ปุ่ม เลเยอร์ลอย จะไปรวมกับ เลเยอร์ที่ถูกใช้งานก่อนหน้า หากคลิกที่ปุ่ม เลเยอร์ลอยจะกลายเป็นเลเยอร์ใหม่แยกออกมาต่าง หาก เมื่อเกิดเลเยอร์ลอย จะไม่สามารถเลือกเลเยอร์อื่นได้ Delete : ปุ่มลบเลเยอร์ บทที่ 6: เลเยอร์ [107]
  • 108.
    6.4 เลเยอร์กรุ๊ป (LayerGroup) เลเยอร์กรุ๊ป (Layer group) มีลักษณะคล้ายโฟลเดอร์หรือแฟ้มที่ใช้ในการจัดไฟล์ ให้เป็นหมวดหมู่ เลเยอร์กรุ๊ป ใช้จัดเลเยอร์ให้เป็นหมวดหมู่ เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการ เลเยอร์ เช่น ซ่อนเลเยอร์ทั้งกลุ่มในคลิกเดียว, ย้ายเลเยอร์ทั้งกลุ่มในครั้งเดียว เป็นต้น สะดวกและมีประโยชน์มาก สำาหรับภาพที่ซับซ้อนที่มักมีเลเยอร์เป็นจำานวนมาก การสร้างเลเยอร์กรุ๊ป 1.) คลิกที่ Image window เพื่อเลือกภาพที่ต้องการจะสร้างเลเยอร์กรุ๊ป 2.) ที่ไดอะล็อก Layers คลิกที่ปุ่ม Layer group จะปรากฎเลเยอร์กรุ๊ปในทันที คลิกที่ปุ่ม Layer group ปรากฎเลเยอร์กรุ๊ป ชื่อ “Layer Group” การจัดการเลเยอร์กรุ๊ป หากคลิกที่เลเยอร์กรุ๊ป แล้วสร้างเลเยอร์ใหม่ เลเยอร์ที่สร้างใหม่จะอยู่ภายใน เลเยอร์กรุ๊ป (ดูภำพถัดไป) หากมีเลเยอร์ที่อยู่ภายนอกเลเยอร์กรุ๊ป สามารถโยกย้ายเข้าไปอยู่ในเลเยอร์กรุ๊ปได้ ในทางกลับกัน เลเยอร์ที่อยู่ในเลเยอร์กรุ๊ป ก็สามารถย้ายออกมาจากเลเยอร์กรุ๊ปได้เช่นกัน [108] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 109.
    คลิกที่เลเยอร์กรุ๊ป แล้วสร้างเลเยอร์ใหม่ เลเยอร์ต่างๆ จะอยู่ในเลเยอร์กรุ๊ป คลิกที่สามเหลี่ยมเล็กๆด้านหน้าเลเยอร์กรุ๊ป จะทำาการซ่อนรายการเลเยอร์ที่อยู่ด้านใน ย้ายเลเยอร์ออกจากเลเยอร์กรุ๊ปได้ โดยใช้เมาส์คลิกค้างแล้วลากออกไปวางที่อื่น ย้ายเลเยอร์เข้าไปในเลเยอร์กรุ๊ปได้ โดยใช้เมาส์คลิกค้างแล้วลากเข้ามาที่เลเยอร์กรุ๊ป หากคลิกที่เลเยอร์กรุ๊ปเพื่อจะทำางานกับเลเยอร์กรุ๊ป จะไม่สามารถวาดหรือระบาย อะไรลงไปได้ เพราะเลเยอร์กรุ๊ปเป็นเพียงตัวจัดกลุ่มเท่านั้น ต้องเข้าไปวาดบนเลเยอร์ที่อยู่ ด้านในเลเยอร์กรุ๊ปอีกที บทที่ 6: เลเยอร์ [109]
  • 110.
    การลบเลเยอร์กรุ๊ป จะเป็นการลบทุกเลเยอร์ที่อยู่ด้านใน การซ่อน(คลิกที่รูปตา) การเคลื่อนย้าย(โดยใช้Move Tool) หรือการปรับความ โปร่งใส (Opacity) ของเลเยอร์กรุ๊ป จะส่งผลต่อเลเยอร์ที่อยู่ด้านในทั้งหมด การซ่อน หรือ การปรับความโปร่งใสเลเยอร์ที่อยู่ด้านในเลเยอร์กรุ๊ป จะมีผลเฉพาะ เลเยอร์นั้นๆ การเคลื่อนย้ายเลเยอร์ที่อยู่ด้านในเลเยอร์กรุ๊ป จะเป็นการเคลื่อนย้ายทั้งเลเยอร์ กรุ๊ป หากต้องการย้ายเพียงเลเยอร์เดียว ให้ กด Shift ค้างไว้ เพื่อเลือกทำางานกับที่เลเยอร์ ที่ถูกเลือกเท่านั้น(Active layer) จากนั้นก็จะสามารถย้ายเฉพาะเลเยอร์นั้นๆได้ 6.5 ขนำดและขอบเขตเลเยอร์ เลเยอร์ มีขนาดของแต่ละเลเยอร์เอง ซึ่งไม่จำาเป็นต้องเท่ากับขนาดภาพ (Image size) จะเล็กกว่าหรือใหญ่กว่าขนาดภาพก็ได้ หากคลิกเลือกเลเยอร์ในไดอะล็อก Layers ชอบเขตของเลเยอร์จะแสดงแทนด้วย เส้นประสีเหลืองสลับดำา นอกเหนือเส้นประนี้ไป ไม่สามารถวาด ระบายสี หรือทำาการ เปลี่ยนแปลงใดๆในเลเยอร์นั้นได้ แม้จะอยู่ในขอบเขตของภาพก็ตาม (ซ่อนหรือแสดงเส้นประสีเหลืองสลับดำำได้ที่ View → Show Layer Boundary) เลเยอร์ “Background” มีขนาด 400x300 เท่ากับขนาดของภาพ เส้นประสีเหลืองอยู่ที่ขอบภาพพอดี เลเยอร์ “โซลาร์เซลล์” มีขนาด 302x203 เล็กกว่าขนาดของภาพ เส้นประสีเหลืองแสดง ขนาดและตำาแหน่งของเลเยอร์ (หำกขนำดของเลเยอร์ใหญ่กว่ำขนำดภำพ เส้นประสีเหลืองสลับดำำจะแสดงอยู่ที่ นอกกรอบของภำพ ) [110] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 111.
    เหตุด้วยการกระทำาใดๆ ที่นอกกรอบเส้นประสีเหลือง(ขอบเขตเลเยอร์) จะไม่ สามารถทำาได้ฉะนั้น การขยายขอบเขตของเลเยอร์ จึงเป็นสิ่งจำาเป็น การปรับขอบเขตเลเยอร์ 1.) ที่ไดอะล็อก Layers คลิกเลือกเลเยอร์ที่ต้องการปรับขอบเขต 2.) ไปที่ Layer → Layer Boundary Size... จะปรากฎ หน้ำต่ำง Set Layer Boundary Size 3.) ที่ หน้ำต่ำง Set Layer Boundary Size ตั้งขอบเขตเลเยอร์ตามต้องการ 4.) คลิกที่ปุ่ม Resize เพื่อปรับขอบเขตเลเยอร์ หน้าต่าง Set Layer Boundary Size หลังกด Resize ขอบเขตของ เลเยอร์ “โซลาร์เซลล์” มีขนาดใหญ่ขึ้น *** กำรปรับขอบเขตเลเยอร์ คล้ำยกับปรับขนำด Canvas Size (ผืนผ้ำใบในกำร ทำำงำน) เป็นกำรขยำยพื้นที่ออกไปหรือหดตัวลง ไม่ใช่กำรย่อหรือขยำยภำพ การปรับขอบเขตของเลเยอร์ให้เท่ากับขอบเขตภาพในขั้นตอนเดียว ไปที่ Layer → Layer to Image Size *** เลเยอร์ที่มีขนำดใหญ่กว่ำภำพ หลังใช้คำำสั่งนี้ ส่วนของเลเยอร์ที่อยู่นอก ขอบเขตภำพจะถูกตัดทิ้ง บทที่ 6: เลเยอร์ [111]
  • 112.
    6.6 เลเยอร์และแชนแนลอัลฟ่ำ แชนแนลอัลฟ่า(Alpha channel)เป็นตัวบอกว่าพิกเซลใดโปร่งใส พิกเซลใดทึบ (ต่ำงจำก Opacity ซึ่งหมำยถึงควำมโปร่งใสของทั้งเลเยอร์) แชนแนลอัลฟ่า สามารถดูได้ที่ไดอะล็อก Channels โดยส่วนที่เป็น สีขาว หมายถึง ทึบ สีดำา หมายถึงโปร่งใส สีเทาเฉดต่างๆ หมายถึงกึ่งโปร่งใส(ตามระดับของสีเทา) ภาพที่มีแชนแนลอัลฟ่า และมีการลบบางส่วนให้โปร่งใส (ส่วนที่โปร่งใส คือ ส่วนที่เป็นตารางๆ) ที่ไดอะล็อก Channels แชนแนลอัลฟ่า(Alpha) แสดงส่วนที่โปร่งใสและทึบ โดยปกติ เมื่อสร้างไฟล์ภาพใหม่ (โดยแบ็คกรำวด์ไม่ใช่ Transparency หรือไม่ โปร่งใส) หรือ เปิดไฟล์ภาพ Bitmap อย่างเช่น JPG หรือ BMP ที่ไม่รองรับพื้นหลังแบบ โปร่งใส เริ่มต้น ภาพจะมีเพียงเลเยอร์เดียว และไม่มีแชนแนลอัลฟ่า ภาพดังกล่าว เมื่อใช้เครื่องมือยางลบ(Eraser tool) ลบบางส่วนของเลเยอร์ออก จะไม่สามารถลบทะลุจน โปร่งใสได้ แต่จะเป็นการนำาสีแบ็คกราวด์มาใส่บริเวณที่ลบแทน สรุปก็คือ ไม่สามารถ ทำาให้เลเยอร์ที่ไม่มีแชนแนลอัลฟ่าโปร่งใสได้นั่นเอง [112] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 113.
    เลเยอร์ที่ไม่มีแชนแนลอัลฟ่า เมื่อลบบางส่วนของภาพ จะไม่ทะลุจนมองเห็นพื้นหลัง (หรือมองไม่เห็นเลเยอร์ที่อยู่ด้านล่าง) เลเยอร์ที่มีแชนแนลอัลฟ่าเมื่อลบบางส่วนของภาพ จะทะลุจนมองเห็นพื้นหลัง (หรือมองเห็นเลเยอร์ที่อยู่ด้านล่าง) เลเยอร์แต่ละเลเยอร์ มีคุณสมบัติแชนแนลอัลฟ่าเป็นของตนเอง แต่ทั้งนี้ เลเยอร์ที่ ไม่มีแชนแนลอัลฟ่าสามารถเพิ่มแชนแนลอัลฟ่าเข้ามาได้ บทที่ 6: เลเยอร์ [113]
  • 114.
    การเพิ่มแชนแนลอัลฟ่าให้กับเลเยอร์ (ที่ไม่มีแชนแนลอัลฟ่า) 1.) คลิกเลือกเลเยอร์ 2.)ไปที่ Layer → Transparency → Add Alpha Channel (หรือ คลิกขวำที่ชื่อเลเยอร์ → Add Alpha Channel ) การถอดแชนแนลอัลฟ่าออกจากเลเยอร์ (ที่มีแชนแนลอัลฟ่า) 1.) คลิกเลือกเลเยอร์ 2.) ไปที่ Layer → Transparency → Remove Alpha Channel (หรือ คลิกขวำที่ชื่อเลเยอร์ → Remove Alpha Channel ) 6.7 กำรรวมเลเยอร์ (Merge layers) ในกรณีที่ต้องการยุบรวมเลเยอร์ ให้เหลือน้อยลง เพื่อความสะดวกก็ดี หรือเพื่อลด ขนาดไฟล์ก็ดี สามารถทำาได้ดังนี้ การรวมเลเยอร์ที่อยู่ด้านล่างให้เป็นเลเยอร์เดียว 1.) คลิกเลือกเลเยอร์บน 2.) ไปที่ Layer → Merge Down (หรือ คลิกขวำที่เลเยอร์ → Merge Down ) ก่อนรวมเลเยอร์ (แบบ Merge Down) ผล รวมเลเยอร์ที่อยู่ด้านล่างเข้าด้วยกัน *** ขนำดของเลเยอร์ที่รวมกัน จะเป็นขนำดของ 2 เลเยอร์รวมกัน [114] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 115.
    การรวมเลเยอร์ที่มองเห็นให้เป็นเลเยอร์เดียว (รวมเลเยอร์มีรูปตา อยู่ด้านหน้า) 1.) คลิกขวำที่เลเยอร์ใดก็ได้→ Merge Visible Layers... ปรากฎ หน้ำต่ำง Merge Layers เพื่อให้กำาหนดค่า 2.) ที่ หน้ำต่ำง Merge Layers กำาหนดค่าต่างๆ ตามที่ต้องการ ตัวเลือกชุดแรก (Final, Merged Layers as should as) ใช้เลือกขนาดของเลเยอร์ เมื่อรวมกันแล้ว หน้าต่าง Merge Layers • Expanded as necessary : มีขนาดครอบคลุมเลเยอร์ทั้งหมด • Clipped to image : มีขนาดเท่ากับขนาดภาพ • Clipped to bottom layer : มีขนาดเท่ากับเลเยอร์ที่อยู่ล่างสุด ตัวเลือกชุดที่สอง ก็คือ Discard invisible layers : .ใช้รวมเลเยอร์ที่มองไม่เห็นเข้า มาด้วย (เลือกทุกๆเลเยอร์ จะมองเห็นหรือมองไม่เห็นก็ตาม) ก่อนรวมเลเยอร์ (แบบ Merge Visible Layers) ผล รวมเลเยอร์ที่มีรูปตา เข้าด้วยกัน บทที่ 6: เลเยอร์ [115]
  • 116.
    การรวมเลเยอร์ทั้งหมดให้เป็นเลเยอร์เดียว คลิกขวำที่เลเยอร์ใดก็ได้ → FlatternImage ก่อนรวมเลเยอร์ (แบบ Flattern Image) ผล รวมทุกเลเยอร์เข้าด้วยกัน 6.8 หน้ำกำกเลเยอร์ (Layer Masks) เลเยอร์แต่ละเลเยอร์ สามารถใส่หน้ากากเข้าไป โดยหน้ากากนี้ทำาหน้าที่กำาหนด ความโปร่งใสของแต่ละพิกเซลในเลเยอร์ หน้ากากดังกล่าว ก็คือ หน้ากากเลเยอร์ (Layer Masks) หน้ากากเลเยอร์ มีขนาดเท่ากับขนาดเลเยอร์และอยู่ตำาแหน่งเดียวกัน ซ้อนทับกัน พอดี หน้ากากเลเยอร์ จะแสดงอยู่ที่ด้านขวาของภาพเลเยอร์ขนาดเล็ก ในไดอะล็อก Layers หน้ากากเลเยอร์ มีลักษณะเป็นโทน ขาวดำา ระดับสีไล่จาก 0 ถึง 255 โดย ค่า 0 หน้ากากเลเยอร์ จะเป็นสีดำา พิกเซล ณ จุด นั้นจะโปร่งใส มองทะลุเห็นเลเยอร์ที่อยู่ด้าน ล่าง ค่า 255 หน้ากากเลเยอร์จะเป็นสีขาว พิกเซล ณ จุดนั้นจะทึบ 100% เลเยอร์บน ใส่หน้ากากเลเยอร์ไว้ เลเยอร์ล่าง ไม่มีหน้ากากเลเยอร์ [116] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 117.
    การใส่หน้ากากเลเยอร์ให้กับเลเยอร์ 1.) คลิกเลือกเลเยอร์ 2.) ไปที่Layer → Mask → Add Layer Mask... ( หรือ คลิกขวำที่เลเยอร์ → Add Layer Mask... ) จากนั้นจะปรากฎ หน้ำต่ำง Add Layer Mask เพื่อให้กำาหนดค่า 3.) ที่ หน้ำต่ำง Add Layer Mask เลือกรูปแบบของหน้ากากเลเยอร์ที่ต้องการ หน้าต่าง Add Layer Mask White (full opacity) : หน้ากาก เลเยอร์ จะเป็นสีขาวทั้งหมด ฉะนั้นเริ่ม ต้น จะมองเห็นทุกส่วนของเลเยอร์ (เลเยอร์ยังทึบอยู่) Black (full transparency) : หน้ากากเลเยอร์ จะเป็นสีดำาทั้งหมด ฉะนั้นเริ่มต้น เลเยอร์จะโปร่งใสทั้ง เลเยอร์ (มองไม่เห็นเลเยอร์นี้) Layer's alpha channel : หน้ากาก เลเยอร์ จะมีลักษณะเหมือนกับ แชนแนลอัลฟ่าของเลเยอร์ Transfer layer's alpha channel : หน้ากากเลเยอร์จะมีลักษณะคล้ายกับตัว เลือก Layer's alpha channel เพียงแต่จะรีเซ็ตแชนแนลอัลฟ่า เป็นแบบทึบ ทั้งหมด Selection : หน้ากากเลเยอร์ จะมีลักษณะตามพื้นที่ที่ถูกเลือก(Selection) ส่วนที่ ถูกเลือกจะเป็นสีขาว ส่วนที่ไม่ได้ถูกเลือกจะเป็นสีดำา Grayscale copy of layer : หน้ากากเลเยอร์ จะเป็นภาพเดียวกับเลเยอร์ แต่จะ เป็นโทนขาวดำา บทที่ 6: เลเยอร์ [117]
  • 118.
    Channel : หน้ากากเลเยอร์จะมีลักษณะตามแชนแนลแบบหน้ากากการเลือก (Selection Mask) ตามที่ได้สร้างไว้ ซึ่งสามารถดูได้ในไดอะล็อก Channels ว่า มีหน้ากากการเลือกอะไรบ้าง (ดูเพิ่มเติมในหัวข้อ 7.5 : ไดอะล็อก Channels) Invert mask : กลับสีของหน้ากากเลเยอร์ เปลี่ยนจากดำาเป็นขาว จากขาวเป็นดำา 4.) คลิกที่ปุ่ม Add เพื่อสร้างหน้ากากเลเยอร์ 5.) เมื่อสร้างหน้ากากเลเยอร์ขึ้นมาแล้ว หน้ากากเลเยอร์จะปรากฎอยู่ด้านขวาของ ภาพเลเยอร์ขนาดเล็ก ในไดอะล็อก Layers ก่อนใส่หน้ากากเลเยอร์ (ที่เลเยอร์ “ต้นไม้”) หลังใส่หน้ากากเลเยอร์ (แบบ Transfer layer's alpha channel) ให้กับเลเยอร์ “ต้นไม้” จะปรากฎหน้ากากเลเยอร์อยู่ด้านขวา ของภาพเลเยอร์ขนาดเล็ก การลบหน้ากากเลเยอร์ 1.) คลิกเลือกเลเยอร์ 2.) ไปที่ Layer → Mask → Delete Layer Mask... ( หรือ คลิกขวำที่เลเยอร์ → Delete Layer Mask... ) [118] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 119.
    6.9 ตัวอย่ำงกำรใช้งำนหน้ำกำกเลเยอร์ ตัวอย่างการใช้งานหน้ากากเลเยอร์แบบ White(full opacity) 1.) ภาพที่จะใช้เป็นตัวอย่าง มี 2 เลเยอร์ ก็คือ Green leaf(บน) และ Sky(ล่าง) เลเยอร์บน (Green leaf) เลเยอร์ล่าง (Sky) 2.) ใส่หน้ากากเลเยอร์ ให้กับ เลเยอร์ Green leaf โดย คลิกขวำที่เลเยอร์ Green leaf → Add Layer Mask... ที่ หน้ำต่ำง Add Layer Mask เลือก White (full opacity) จะได้หน้ากากเลเยอร์ ตามภาพ หลังจากใช้คำาสั่ง Add Layer Mask จะปรากฎหน้ากากเลเยอร์สีขาวล้วนอยู่ที่เลเยอร์ Green leaf บทที่ 6: เลเยอร์ [119]
  • 120.
    3.) คลิกเมาส์ที่หน้ากากเลเยอร์ เพื่อเลือกทำางานกับหน้ากากเลเยอร์ *** คลิกเมาส์ที่ หน้ากากเลเยอร์ *** เพื่อเลือกทำางานกับ หน้ากากเลเยอร์ 4.) ระบายสีลงบนภาพ ตามภาพด้านล่าง ได้ระบายสีเป็นรูปใบไม้ขนาดใหญ่ โดยใช้ Paintbrush Tool เมื่อระบายสีดำา จะทำาให้ส่วนของเลเยอร์ Green leaf บริเวณนั้นโปร่งใส มองทะลุเห็นเลเยอร์ที่อยู่ด้านล่าง เมื่อระบายสีขาว จะทำาให้ส่วนของเลเยอร์ Green leaf บริเวณนั้นทึบ เมื่อระบายสีอื่นๆ เช่น สีแดง สีฟ้า สีเทา เป็นต้น หน้ากากเลเยอร์ จะแปลงไปเป็นสีเทาตามระดับสี ซึ่งจะทำาให้ส่วนของเลเยอร์ Green leaf บริเวณนั้น กึ่งโปร่งใสตามระดับของสีเทา ผล หน้ากากเลเยอร์ จะปรากฎเป็นสีเทา ตามเฉด ตามที่ได้ระบายสีบนภาพ (สีดำา=โปร่งใส, สีขาว=ทึบ) [120] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 121.
    หากใช้ Gradient toolเทสี ไล่จากสีดำาไปสีขาว จะได้ผลตามภาพด้านล่าง ผล หน้ากากเลเยอร์ไล่เฉดสีจากดำาไป ขาว(สีดำา=โปร่งใส, สีขาว=ทึบ) 6.10 เลเยอร์โหมด (Layer Modes) เลเยอร์โหมด (Layers modes) หรือบางครั้งจะเรียกว่า โหมดการผสมเลเยอร์ (Blending modes) เป็นคุณสมบัติการซ้อนกันของเลเยอร์ เมื่อนำา 2 เลเยอร์มาซ้อนกัน โดยปกติหรือในโหมดปกติ เลเยอร์ด้านบนจะบัง เลเยอร์ด้านล่างจนมิด (หากไม่มีการเจาะช่องให้โปร่งใสที่เลเยอร์บน) แต่ทั้งนี้ โหมดการซ้อนกันของเลเยอร์ มีถึง 21 โหมดให้เลือกใช้งาน แต่ละโหมดจะ ซ้อนภาพกันอย่างซับซ้อน แต่ให้ผลที่สวยงามแปลกใหม่ การใช้งานเลเยอร์โหมด ต้องมีเลเยอร์อย่างน้อย 2 เลเยอร์ขึ้นไป หากมีเลเยอร์เดียว จะไม่เกิดอะไรขึ้นเลย บทที่ 6: เลเยอร์ [121]
  • 122.
    ภาพต้นฉบับที่จะใช้อธิบายตัวอย่างเลเยอร์โหมด มี 2เลเยอร์ ตามภาพด้านล่าง เลเยอร์บน เลเยอร์ล่าง การเลือกเลเยอร์โหมดสามารถเลือกได้ที่ไดอะล็อก Layers หัวข้อ Mode : …. โดย ให้คลิกเลือกเลเยอร์บนไว้ก่อน จากนั้นจึงเลือกเลเยอร์โหมด (หำกเลือกเลเยอร์ล่ำง จะไม่ เห็นอะไรเลย) Mode : Normal (ซ้อนกันอย่างปกติ) เลือกรูปแบบของเลเยอร์โหมด ที่ไดอะล็อก Layers หัวข้อ Mode [122] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 123.
    Dissolve (Opacity=50%) Multiply DevideScreen Overlay Dodge Burn Hard light บทที่ 6: เลเยอร์ [123]
  • 124.
    Soft light Grainextract Grain merge Difference Addition Subtract Darken only Lighten only [124] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 125.
    Hue Saturation Color Value บทที่6: เลเยอร์ [125]
  • 126.
  • 127.
    บทที่ 7 :เรื่องของสี
  • 128.
    7.1 โมเดลสี โมเดลสี เป็นการอธิบายถึงระบบการสร้างหรือผสมสีเพื่อให้เกิดสีต่างๆ ก.โมเดล RGB (Red Green Blue) โมเดล RGB เป็นโมเดลการสร้างสีของจอ คอมพิวเตอร์ จอคอมพิวเตอร์มีหน่วยที่คอยเปล่งแสง โดย 1 หน่วยประกอบไปด้วย 3 จุด แต่ละจุดเปล่งแสงสีเดียว ก็คือสีแดง สีเขียว หรือสีนำ้า เงิน ตามลำา ดับ จอ คอมพิวเตอร์มีจำานวนหน่วยแปล่งแสงนับล้านหน่วย สี ต่างๆที่ปรากฎบนจอคอมพิวเตอร์นับล้านสี เกิดจากการ เปล่งแสงไล่ระดับความเข้มแสงของจุดดังกล่าว หน่วยเปล่งแสงของ จอคอมพิวเตอร์ Gimp ทำางานกับโมเดลสี RGB เป็นหลัก โดยเก็บค่าสีในแต่ละสี 256 ระดับ สีแดง 256 ระดับสี สีเขียว 256 ระดับสี และสีนำ้าเงิน 256 ระดับสี ฉะนั้นจึงผสมสีได้ถึง 256x256x256=16,777,216 สี แม่สี RGB และสีที่เกิดจาก การผสมของแม่สีในโมเดล RGB เมื่ออ้างอิงถึงสีในโมเดล RGB จะอ้างอิงถึงค่าของ แม่สีทั้ง 3 สี เช่น RGB(0,0,0)=สีดำา(ไม่มีสีอะไรเลย) RGB(255,255,255)=สีขาว RGB(x,x,x)=สีเทาตามระดับ ของค่า x โดยค่า x น้อยๆจะได้สีเทาเข้ม ค่า x มากๆ จะ ได้สีเท่าอ่อนๆ ข. โมเดล CMY(K) โมเดล CMY ประกอบไปด้วย แม่สี 3 สี ก็คือ สีฟ้า(Cyan) สีม่วงแดง(Magenta) และ สีเหลือง(Yellow) เมื่อผสมสีทั้ง 3 เข้าด้วยกัน จะได้เป็นสีดำา โมเดล CMY เป็นโมเดลที่ ใช้ในงานสิ่งพิมพ์ แต่ด้วยเหตุผลด้านความประหยัดและความบริสุทธิ์ของสี จึงได้เพิ่มสี ดำา(Black) เข้าไป แทนที่จะใช้การผสมสีทั้งสาม ฉะนั้น CMY จึงมักถูกเรียกในอีกชื่อหนึ่ง ว่า CMYK ระบบพิมพ์สี่สี ก็มาจากจำานวนสีของ CMYK นั่นเอง [128] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 129.
    หากสังเกตุดู เมื่อนำาแม่สีในโมเดล RGBผสมกันจะได้เป็น แม่สีในโมเดล CMY แดง+เขียว=เหลือง แดง+นำ้ำเงิน=ม่วงแดง เขียว+นำ้ำเงิน=ฟ้ำ ในทำานองเดียวกัน เมื่อนำาแม่สีในโมเดล CMY มาผสมกัน จะได้เป็นแม่สีในโมเดล RGB เหลือง+ฟ้ำ= เขียว เหลือง+ม่วงแดง=แดง ม่วงแดง+ฟ้ำ=นำ้ำเงิน ดูเผินๆ ดูเหมือนว่าโมเดล RGB และ CMYK สามารถผสมกลับไปกับมาเพื่อสร้างสีต่างๆได้ เหมือนกัน แต่ในทางปฏิบัติแล้ว CMYK สร้างสีได้ น้อยกว่า RGB นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ เมื่อเราทำางาน บนจอคอมพิวเจอร์ จากนั้นนำางานไปพิมพ์ด้วยระบบ พิมพ์สี่สี งานที่ออกมาสีจึงมักจะเพี้ยน เหตุเพราะ CMYK ไม่สามารถสร้างสีสดๆได้ ค. โมเดล HSV RGB เป็นระบบที่เหมาะกับการทำางานของจอคอมพิวเตอร์ แต่ไม่สอดคล้องกับการ มองเห็นในชีวิตประจำาวัน เราคงไม่สามารถจำาแนกได้ว่า สีต่างๆที่มองเห็นผสมมาจากสี อะไร? ปริมาณเท่าไร? เมื่อมองเห็นสีโดยทั่วไปจะเห็นว่าเป็นโทนสีอะไร? สีเขียวหรือสีฟ้า เข้มหรืออ่อน? สดหรือหม่นเพียงใด? เช่น สีเขียวอ่อน สีเขียวขี้ม้า สีเขียวเข้ม เป็นต้น HSV ถูกออกแบบตามการมองเห็นของสายตามนุษย์ ทำาให้เราเลือกสีที่ต้องการง่ายขึ้น ถึงอย่างไรก็ดี HSV กับ RGB ไม่ได้แยกขาดจากกันเลย เมื่อเราเลือกสีในโมเดลใด ก็ตาม ค่าสีในโมเดลอื่นๆก็จะเปลี่ยนให้สอดคล้องกันด้วย โมเดล HSV ประกอบไปด้วย 3 ส่วนก็คือ H (Hue) : Hue บางครั้งจะเรียกสีแท้ ก็คือ โทนสีที่เรามองเห็น เช่น สีแดง สี เหลือง สีชมพู เป็นต้น ค่า Hue หรือค่าของโทนสี จะแสดงแทนด้วยวงล้อสี มีค่าตั้งแต่ 0- 360 (ตามจำานวนองศาในวงกลม) บทที่ 7: เรื่องของสี [129] แม่สี CMY และสีที่เกิดจากการ ผสมของแม่สีในโมเดล CMY
  • 130.
    S (Saturation) :ความสดหรือซีดของสี ซีดมากที่สุดคือเป็นขาว สดมากที่สุดสีนั้น จะเด่น สามารถบอกได้ทันทีว่าเป็นสีแดงสด หรือสีเขียวสด เป็นต้น Saturation มีค่า ตั้งแต่ 0-100 จากสีขาวไปจนถึงสีสด ( *** Saturation มีลักษณะคล้ำยกำรผสมสีขำวลง ไปในสี Hue เพื่อปรับให้สีอ่อนลง) V (Value) : อธิบายถึงความสว่างของสี คล้ายกับความสว่างของหน้าจอ คอมพิวเตอร์ เมื่อปรับความสว่างให้หน้าจอมืดลง สีจะคลำ้าลง หากปรับหน้าจอให้สว่าง สีก็ จะสว่างไปด้วย เป็นต้น Value มีค่าตั้งแต่ 0-100 ( *** Value มีลักษณะคล้ำยกำรผสมสี ดำำลงไปในสี Hue เพื่อปรับให้สีเข้มขึ้น) วงล้อสี Hue, ลักษณะของ Value และ Saturation ของสีแดง GIMP สามารถเลือกสีได้จากหลายโมเดล แต่ทั้งนี้ มาตราฐานการเลือกสีของ GIMP คือ HSV 7.2 โหมดภำพ ระบบไฟล์ภาพของ GIMP (.XCF) เก็บข้อมูลหลายอย่างเกี่ยวกับภาพ เช่น เลเยอร์, หน้ากากการเลือก(Selection mask), แชนแนล(Channel), พาธ และ ประวัติการ กระทำา(Undo history) เป็นต้น ข้อมูลคุณสมบัติพื้นฐาน อีกประการที่ GIMP เก็บ ก็คือ “โหมด (Mode)” โหมด ของภาพ แสดงถึงสถานะการใช้สี ซึ่งมีอยู่ 3 โหมดด้วยกัน ก็คือ RGB, Grayscale และ Indexed [130] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 131.
    โหมด RGB :Gimp ทำางานกับสี ในโมเดล RGB เป็นหลักอยู่แล้ว ภาพที่ใช้ โหมด RGB จึงหมายถึง ภาพที่ใช้ทุกสีใน โมเดล RGB อย่างเต็มระบบ ฉะนั้นจึง รองรับสีสูงสุด 16.7 ล้านสี โหมด RGB RGBA RGBA ก็คือ โมเดล RGB ที่เพิ่มแชนแนลอัลฟ่าเข้ามาเป็นแชนแนลที่ 4 (ปกติมี 3 ก็คือ แชนแนลสีแดง แชนแนลสีเขียว และแชนแนลสีนำ้ำเงิน) แชนแนลอัลฟ่า เป็นตัวบอกว่าพิกเซลใดโปร่งใส พิกเซลใดทึบ หรือพิกเซลใด กึ่งโปร่งใสมากน้อยเท่าไร ภาพ RGB ที่ไม่มีแชนแนลอัลฟ่า จะไม่สามารถทำาให้พิกเซลใดโปร่งใส จน ทะลุเห็นพื้นหลังได้ โหมด Grayscale โหมด Grayscale มีลักษณะเป็น โทนขาวดำา ภาพจะมีสีไล่เฉดจากสีขาวไป เป็นสีเทาอ่อน เทาปานกลาง เทาเข้ม ไป เรื่อยๆ จนถึงสีดำา โหมด Grayscale เก็บค่า สีได้ 256 ระดับ 0 ถึง 255 0=สีดำา 255=สี ขาว ฉะนั้นโหมดนี้ จะมีสีเพียง 256 สี ใน โทนขาวดำาเท่านั้น โหมด Grayscale บทที่ 7: เรื่องของสี [131]
  • 132.
    โหมด Indexed Indexed เป็นโหมดที่สามารถกำาหนดจำานวนสีให้กับภาพได้ตั้งแต่2 จนถึง 256 สี ภาพสี 16.7 ล้านสี กับภาพสี 256 สี ดูด้วยตาเปล่าจะต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น บาง ภาพจะแยกไม่ออกเลยว่า ภาพใด 16.7 ล้านสี ภาพใด 256 สี แต่ขนาดไฟล์ภาพจะต่างกัน นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่เราใช้ในการแปลงภาพจากโหมด RGB มาเป็น Indexed เพราะ Indexed ขนาดไฟล์จะเล็กกว่า (มีประโยชน์มำกในอดีตที่คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตยัง มีประสิทธิภำพตำ่ำ) นอกจากนี้ การแปลงมาเป็น Indexed ภาพที่ออกมายังที่ดูแปลก มี ลูกเล่น และยังเป็นการสร้างภาพใหม่ๆอีกด้วย โหมด Indexed 16 สี โหมด Indexed 2 สี สีขาวและสีดำา 7.3 กำรเปลี่ยนโหมดภำพ สีของภาพโดยทั่วๆไป จะเป็นโหมด RGB ซึ่งสอดคล้องกับการทำางานของจอ คอมพิวเตอร์มากที่สุด แต่ทั้งนี้ ก็สามารถแปลงไปเป็นโหมด Grayscale หรือโหมด Indexed ได้ หรือจะสลับแปลงกลับไปกลับมาก็ได้ แต่ทั้งนี้ การแปลงกลับไปกลับมา มีข้อ ควรระวัง เมื่อแปลงภาพสี จากโหมด RGB ไปเป็น Grayscale สีของภาพจะเปลี่ยนไปเป็น โทนขาวดำา หากหลังจากนั้น ตกแต่งภาพจนเสร็จ แล้วแปลงภาพนี้ จาก Grayscale ย้อน กลับไปเป็น RGB สีของภาพจะยังเป็นโทนขาวไปดำาอยู่ จะไม่กลับไปเป็นภาพสีเหมือนก่อน เพียงแต่จะสามารถใช้สีในโหมด RGB กับภาพขาวดำานี้ได้เท่านั้น (กำรแปลงจำก Indexed กลับไปเป็น RGB ก็มีลักษณะคล้ำยกัน) [132] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 133.
    การเปลี่ยนโหมดภาพไปเป็น RGB 1.) คลิกที่Image window เพื่อเลือกภาพที่ต้องการจะเปลี่ยนโหมด 2.) ไปที่ Image → Mode → RGB (แปลงจำก RGB ไปเป็น RGB ไม่ได้ ต้องแปลงจำก Grayscale หรือ Indexed ไป เป็น RGB เท่ำนั้น) ภาพต้นฉบับ (Grayscale) หลังจากแปลงเป็นโหมด RGB ภาพยังเป็นสีโทนขาวดำา แต่ต่อจากนั้น สามารถใส่สีอะไรก็ได้ การเปลี่ยนโหมดภาพไปเป็น Grayscale ไปที่ Image → Mode → Grayscale ภาพต้นฉบับ (RGB) หลังจากแปลงเป็นโหมด Grayscale วาดสีอะไรลงไปก็จะเป็นโทนขาวดำา บทที่ 7: เรื่องของสี [133]
  • 134.
    การเปลี่ยนโหมดภาพไปเป็น Indexed ไปที่ Image→ Mode → Indexed... จะปรากฎหน้าต่าง Indexed Color Conversion เพื่อให้เลือกรูปแบบของภาพ Indexed ที่ต้องการจะเปลี่ยนไปเป็น หน้าต่าง Indexed Color Conversion Generate optimum palette : แปลงเป็นภาพสี โดยใช้สีที่ใกล้เคียงกับภาพ ต้นฉบับมากที่สุด และสามารถตั้งจำานวนสีที่ต้องการได้ 2-256 สี (ตามแต่เราจะระบุ) Use web-optimized palette : แปลงเป็นภาพสีโดยใช้สีที่เหมาะกับการใช้งาน บนเว็ปไซต์ Use black and white (1-bit) palette : แปลงเป็นภาพขาวดำา (มีแต่ขาวกับ ดำาเท่านั้น) Use custom palette : เลือกใช้ชุดสีที่ต้องการ ซึ่งมีให้เลือกเกือบ 40 ชุดสี Remove unused colors from final palette : ไม่ใช้สีในชุดสี หากภาพไม่มี สีนั้น Dithering Options : เนื่องจาก Indexed รองรับสีสูงสุดได้เพียง 256 สี หากนำา สี 256 สีไปแทนสี 16.7 ล้านสี จะเกิดเป็นวงๆเป็นชั้นๆของสี เพราะ 1 สีในโหมด Indexed ต้องแทนสีในโหมด RGB เป็นช่วงสีที่กว้างมาก Dithering Options เป็นตัวเลือกที่พยายาม แทนที่สีที่ไม่มี โดยการสร้างจุดสีจากสี Indexed เพื่อให้มองภาพรวมแล้วได้สีที่ใกล้เคียงสี เดิม [134] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 135.
    ภาพต้นฉบับ (RGB) Indexed4 สี ( ไม่ใช้ Dithering Options ) มี 4 สีแบ่งพื้นที่กันอย่างชัดเจน Indexed 4 สี ( ใช้ Dithering Options “Floyd-Steinberg (normal)” ) Enable dithering of transparency : คล้ายกับตัวเลือกด้านบน แต่ใช้สำาหรับ ส่วนของภาพที่มีลักษณะกึ่งโปร่งใส่ 7.4 รู้จักกับแชนแนล (Channels) แชนแนล( Channels) ความหมายสั้นๆก็คือ ช่องแสดงสถานะของแม่สี ให้นึกภาพตามดู 1 หน่วยแสดงผลของจอคอมพิวเตอร์ มี 3 จุดสี วางติดกัน ก็คือ สีแดง เขียว และนำ้าเงิน เมื่อสีแดงดับ แต่สีเขียวและนำ้าเงินยังสว่าง หากมองในภาพ รวม(หรือมองไกลๆ) สีที่ได้ออกมากจะเป็นสีฟ้า(เขียว+นำ้าเงิน) ต่อจากนั้น หากสีแดงค่อยๆ สว่าง ผลที่ได้ก็คือ สีฟ้าก็จะค่อยๆสว่างตาม ทำาให้สีอ่อนลงๆจนเป็นสีขาว นี่เป็นลักษณะ การแสดงสีของจอคอมพิวเตอร์ แม่สีแต่ละสีมีช่องเพื่อแสดงสถานะของตนเอง ภาพในโหมด RGB ก็มีลักษณะคล้ายกัน หากมองทั้งภาพ ภาพประกอบไปด้วยแม่สี สีอะไรบ้าง? มีปริมาณของแม่สีมากน้อยเท่าไร? จึงเกิดมาเป็นสีต่างๆ? แชนแนล เป็นตัว อธิบายสถานะนั้น ภาพในโหมด RGB มี 3 แชนแนล ก็คือ แชนแนล Red, Green, Blue ตามแม่สี RGB โหมด Grayscale มีแชนแนลเดียว ก็คือ แชนแนล Gray โหมด Indexed ก็มี แชนแนลเดียว คือ แชนแนล Indexed *** CMYK ก็มีแชนแนล แต่ GIMP ไม่รองรับโหมด CMYK บทที่ 7: เรื่องของสี [135]
  • 136.
    ในบางครั้ง โหมดภาพทั้ง 3โหมด จะมีแชนแนลเพิ่มเข้ามาอีก 1 ก็คือ แชนแนล อัลฟ่า (ขึ้นอยู่กับว่ำได้สร้ำงแชนแนลอัลฟ่ำให้กับภำพหรือเปล่ำ ดูวิธีกำรสร้ำงแชนแนล อัลฟ่ำในห้วข้อ 6.6 : เลเยอร์และแชนแนลอัลฟ่ำ ) แชนแนลอัลฟ่าเป็นแชนแนลที่กำาหนดว่า พิกเซลใดทึบ พิกเซลใดโปร่งใส หรือพิกเซลใดกึ่งโปร่งใสมากน้อยเท่าไร หากดูใน ไดอะล็อก Channels จะพบว่าภาพในแต่ละโหมดมีแชนแนลต่างกัน โหมด RGB มี 3 แชนแนล+แชนแนลอัลฟ่า โหมด Grayscale มี 1 แชนแนล+แชนแนลอัลฟ่า โหมด Indexed มี 1 แชนแนล+แชนแนลอัลฟ่า หากขยายภาพแชนแนลในโหมด RGB ที่แสดงอยู่ใน ไดอะล็อก Channels ออก มาดู จะพบว่าแต่ละแชลแนล ถูกแสดงแทนด้วยโทนสีขาวดำา ซึ่งมีสีได้ 256 ระดับ แชนแนล Red แชนแนล Green แชนแนล Blue แชนแนล Alpha [136] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 137.
    เมื่อเปิดหรือปิดแชนแนลต่างๆ สีของภาพจะเปลี่ยนไป เปิด ทุกแชนแนลปิด แชนแนลอัลฟ่า(Alpha) (ไม่เห็นอะไรเลย) ปิด แชนแนล Red เปิด แชนแนล Green เปิด แชนแนล Blue เปิด แชนแนล Red ปิด แชนแนล Green เปิด แชนแนล Blue เปิด แชนแนล Red เปิด แชนแนล Green ปิด แชนแนล Blue ปิด แชนแนล Red ปิด แชนแนล Green เปิด แชนแนล Blue ปิด แชนแนล Red เปิด แชนแนล Green ปิด แชนแนล Blue เปิด แชนแนล Red ปิด แชนแนล Green ปิด แชนแนล Blue บทที่ 7: เรื่องของสี [137]
  • 138.
    7.5 ไดอะล็อก Channels ไดอะล็อกChannels ใช้บริหารจัดการแชนแนลของภาพ ไดอะล็อก Channels แบ่งเป็น 2 ส่วนตามวัตถุประสงค์การใช้งาน ส่วนบนคือ แชนแนลสถานะสี (Color channels) ส่วนล่างคือ หน้ากากการเลือก (Selection masks) ส่วนบน : แชนแนลสถานะสี (Color channels) ส่วนล่าง : หน้ากากการเลือก (Selection masks) แชนแนลสถานะสี (Color channels) แสดงแชนแนลของภาพ รายละเอียดต่างๆอธิบายไว้ในหัวข้อ 7.4 รู้จักกับแชนแนล (Channels) หน้ากากการเลือก (Selection masks) เมื่อแปลงการเลือก มาเป็นแชนแนล จะปรากฏเป็นหน้ากากการเลือก โดยหน้ากาก การเลือก จะมีลักษณะเป็นภาพโทนขาวดำา แสดงพื้นที่ส่วนที่ถูกเลือกและไม่ถูกเลือก ส่วนที่ เป็น สีขาว หมายถึง ส่วนนั้นถูกเลือก ส่วนที่เป็น สีดำา หมายถึงส่วนนั้นไม่ถูกเลือก ส่วนที่ เป็น สีเทา หมายถึงส่วนนั้นถูกเลือกแต่นำ้าหนักในการเลือกหรือนำ้าหนักในการกระทำาต่างๆ ต่อพื้นที่ตรงนี้ จะมีผลตามระดับของสีเทา [138] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 139.
    คุณสมบัติต่างๆในไดอะล็อก Channels รายการแชนแนล :แสดงแชนแนลต่างๆที่ มี รายการแชนแนลมี 2 ส่วน ส่วนบน คือ แชนแนลสถานะสี (ลำาดับบนล่างไม่มีผลต่อการ ผสมสี) ส่วนล่ำง คือ หน้ากากการเลือก รูปตา : แสดงสถานะการเปิดปิดแชนแนล หากมีรูปตา แสดงว่าแชนแนลนี้ เปิดใช้งานอยู่ หากต้องการปิดแชนแนลใดๆ ให้คลิกที่รูปตา รูปตาจะหายไป รูปโซ่ (มีเฉพำะหน้ำกำกกำรเลือก) : แสดงสถานะการรวมกลุ่มของแชนแนล แชนแนลตัวใดที่มีรูปโซ่อยู่ด้านหน้า แชนแนลนั้นรวมกลุ่มกันอยู่ ภาพแชนแนลขนาดแล็ก : แสดงภาพรวมของแชนแนล คลิกที่ภาพนี้ ภาพจะใหญ่ขึ้น จากนั้นลากไปวาง เพื่อย้ายลำาดับของแชนแนล (ทำำได้เฉพำะหน้ำกำกกำร เลือก) ชื่อแชนแนล : แสดงชื่อของแชนแนล ดับเบิ้ลคลิกที่ชื่อแชนแนล (หรือ กด Enter) จากนั้นพิมพ์ชื่อใหม่ที่ต้องการลงไป เพื่อทำาการเปลี่ยนชื่อ (ทำำได้เฉพำะหน้ำกำก กำรเลือก) ปุ่มที่ด้านล่างไดอะล็อก Channels Edit : เมื่อคลิกจะปรากฎ หน้ำต่ำง Channel Attributes เพื่อให้แก้ชื่อ และความโปร่งใส (Opacity) ของแชนแนล (ทำำงำนเฉพำะหน้ำกำกกำรเลือก) หน้าต่าง Channel Attributes บทที่ 7: เรื่องของสี [139]
  • 140.
    New : ปุ่มสร้างแชนแนลใหม่ เมื่อคลิกจะปรากฎหน้ำต่ำง New Channel เพื่อให้กำาหนดค่าต่างๆของแชนแนลใหม่ที่ ต้องการจะสร้าง (สร้ำงได้เฉพำะหน้ำกำกกำรเลือก เท่ำนั้น) หน้าต่าง New Channel Raise : ย้ายแชนแนลขึ้นไป 1 ขั้น (ทำำงำนเฉพำะหน้ำกำกกำรเลือก) (กด Shift + คลิก = ย้ายไปบนสุด) Lower : ย้ายแชนแนลลงไป 1 ขั้น (ทำำงำนเฉพำะหน้ำกำกกำรเลือก) (กด Shift + คลิก = ย้ายไปล่างสุด) Duplicate : ปุ่มทำาซำ้าแชนแนล (คัดลอกแชนแนลแล้ววางในทันที) (ทำำงำนเฉพำะหน้ำกำกกำรเลือก) Channel to Selection : สร้างเส้นประมดเดินจากแชนแนล (เลือกพื้นที่ จากแชนแนล) คีย์ร่วม หากเลือกพื้นที่บางส่วนของภาพไว้ก่อน ก่อนสร้างเส้นประมดเดินจาก แชนแนล กดปุ่มดังต่อไปนี้ร่วมด้วย จะให้ผลดังนี้ กด Shift + คลิก : เพิ่มการเลือกที่สร้างจากแชนแนลเข้าไปรวมกับของเดิม กด Ctrl + คลิก : ตัดการเลือกของเดิมออก โดยใช้การเลือกที่สร้างจาก แชนแนลเป็นใบมีด กด Shift + Ctrl + คลิก : เก็บส่วนที่ซ้อนทับกันไว้ (ทำำงำนเฉพำะหน้ำกำกกำรเลือก) Delete channel : ลบแชนแนล (ทำำงำนเฉพำะหน้ำกำกกำรเลือก) [140] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 141.
    เมื่อสลับเข้าสู่มุมมองควิกมาสก์ โดยการคลิกที่ปุ่ม ToggleQuick Mask (Shift+Q) จะปรากฎหน้ากากการเลือกชื่อว่า Quick Mask ที่ไดอะล็อก Channels จากนั้น เมื่อคลิกที่ปุ่ม Toggle Quick Mask อีกครั้ง เพื่อสลับเข้าสู่มุมมองปกติ หน้ากากการ เลือกดังกล่าวจะหายไป (ดูเรื่องควิกส์มำสก์ ได้ที่หัวข้อ 5.12 : กำรเลือกด้วยควิกมำ สก์ (Quick Mask) ) เมื่อเข้าสู่มุมมองควิกมาสก์ จะปรากฏหน้ากากการเลือกชื่อว่า Quick Mask เมื่อสลับกลับเข้าสู่มุมมองปกติ หน้ากากการเลือกดังกล่าวจะหายไป บทที่ 7: เรื่องของสี [141]
  • 142.
    เมื่อหน้ากากการเลือกถูกเปิด (มีรูปตาอยู่ด้านหน้า) การกระทำาใดๆบนภาพจะมีผล ต่อหน้ากากการเลือกเท่านั้น ไม่มีผลต่อภาพ ( มีผลในลักษณะเดียวกับกำรใช้งำน ควิกมำสก์ ) เมื่อหน้ากากการเลือกถูกเปิด(มีรูปตาอยู่ด้านหน้า) การกระทำาใดๆต่อภาพ เช่น ระบายสี ลบ จะมีผลกระทบต่อหน้ากากการเลือกเท่านั้น ไม่ใผลใดๆต่อภาพ 7.6 ทฤษฎีสีและกำรใช้สีเบื้องต้น หากเข้าใจทฤษฎีสีและการเลือกใช้สี เราจะสามารถสร้างภาพที่สะท้อนความรู้สึก ตามที่ต้องการได้ดียิ่งขึ้น เพราะสีมีความหมาย และสะท้อนความหมายนั้นออกไปผ่านการ ใช้สี การเลือกใช้สี จึงมีผลต่ออารมณ์และความหมายของภาพเป็นอย่างยิ่ง [142] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 143.
    ก. ทฤษฎีสีเบื้องต้น ระบบสีหรือโมเดลสี RGB,CMYK หรือ HSV เป็นระบบที่ใช้ในงานคอมพิวเตอร์ แต่ทั้งนี้ ยังมีระบบสีอื่นๆอยู่อีก มีระบบสีอีกระบบหนึ่ง ที่สมัยเด็กๆ ทุกคนคงเคยเรียน ก็คือ ระบบสีวัตถุธาตุ (Pigment color) ซึ่งเป็นระบบสีที่เกิดจากการผสมกันของเนื้อสี เช่น สีนำ้า สีนำ้ามัน เป็นต้น ทฤษฎีการใช้สีโดยทั่วๆไปก็มักอ้างอิงสีในระบบนี้ ในระบบสีวัตถุธาตุ แม่สี ก็คือ - แดง - เหลือง - นำ้าเงิน บางครั้งจะเรียกว่าแม่สีนี้ว่า สีขั้น ที่ 1 (Primary colors) เมื่อนำาสีขั้นที่ 1 มาผสมกัน จะได้ เป็น สีขั้นที่2 (Secondary colors) ก็ คือ - เขียว (เหลือง+นำ้าเงิน), - ส้ม (เหลือง+แดง) - ม่วง (นำ้าเงิน+แดง) บทที่ 7: เรื่องของสี [143]
  • 144.
    เมื่อนำาสีขั้นที่ 1 มาผสมกับ สีขั้นที่2 จะได้เป็น สีขั้นที่ 3 (Tertiary Colors) ซึ่งมีสีดังนี้ - ส้ม-แดง - แดง-ม่วง - ม่วง-นำ้าเงิน - นำ้าเงิน-เขียว - เขียว-เหลือง - เหลือง-ส้ม รวมทั้งหมด 6 สี หากผสมต่อไป ก็จะได้ สีขั้นต่อ ไป ไปเรื่อยๆ จากการผสมนี้เอง ก็จะได้เป็น วงล้อสี (Colors wheel) ขึ้นมา สีแต่ละสีที่อยู่ในวงล้อสี ยังเป็นสีสดๆ ที่ยังไม่ได้ถูกทำาให้จางลงหรือทำาให้เข้มขึ้น เรา จะเรียกสีแบบนี้ว่า Hue (สีแท้) เมื่อนำาสี Hue มาทำาให้จางลง(Tint) โดยการผสมสีขำวลงไป นำ้าหนักของสีก็จะลด ลง ในทางตรงกันข้ามเมื่อนำาสี Hue มาทำาให้เข้มขึ้น(Shade) โดยการผสมสีดำำลงไป นำ้า หนักของสีจะมากขึ้น ค่าที่บอกถึงนำ้าหนักสี หรือบอกถึงความอ่อนเข้มของสี เราจะเรียกค่า นี้ว่า Value (Value ในที่นี้กับ Value ในโมเดล HSV นั้นต่ำงกันนิดหน่อย) [144] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 145.
    วงกลางคือสี Hue วงในคือสีHue ที่ทำาให้จางลดโดยการลดค่า Value วงนอกคือสี Hue ที่ทำาให้เข้มโดยเพิ่มค่า Value *** บำงครั้งจะเรียกสีขั้นที่ 1,2 และ 3 ว่ำ Primary hues, Secondary hues และ Tertiary hues ตำมลำำดับ เพรำะทั้งหมดเป็นสี Hue ที่ยังไม่ถูกทำำให้เข้มหรือจำง ย้อนกลับไปที่สีขั้นที่ 1 หากนำาทั้งสามสีมาผสมกันจะได้เป็นสีเทากลาง(หรือสีโคลน) และเมื่อนำาสีเทากลาง ไปผสมกับสี Hue ความสดของสี หรือค่า Saturation จะลดลง ทำาให้สีดูหม่นๆ วิธีนี้ ก็จะได้สีมาให้เลือกใช้อีกชุดหนึ่ง ผสมสีขั้นที่ 1 เข้าด้วยกัน จะได้เป็นสีเทากลาง วงนอกสุด คือสี Hue วงในคือสี Hue ที่ผสมกับ สีเทากลาง ค่า Saturation จะลดลง สีจึงหม่นลง บทที่ 7: เรื่องของสี [145]
  • 146.
    ข. กำรเลือกใช้สี การเลือกใช้สี มักจะอ้างอิงถึงวงล้อสีเสมอฉะนั้นก่อนเลือกใช้สี ควรจะทำาความ เข้าใจกับทฤษฎีสีเบื้องต้นให้ดีก่อน จากวงล้อสีนี้เอง มีวิธีการเลือกใช้สีมากมาย สีโทนร้อน-โทนเย็น สีโทนร้อน ให้ความรู้สึกร้อน กระชับ กระเฉง อบอุน ทำาให้รู้สึกหิวและกระตุ้นให้มีชีวิต ชีวา สีโทนเย็น ให้ความรู้สึกเยือกเย็น สงบ ผ่อน คลาย สุภาพ สบายตา เหมาะกับคนที่เคร่งเครียด สีโทนเย็นจะช่วยผ่อนคลาย การใช้สีในภาพ ควรใช้สีโทนร้อนหรือเย็น ทั้งหมด เพราะจะทำาให้ภาพดูกลมกลืน *** สีเหลืองและสีม่วง เป็นทั้งสีโทนเย็นและโทนร้อน ภาพที่ใช้สีโทนร้อน ภาพที่ใช้สีโทนเย็น สีตรงข้าม (Complementary Colors) เมื่อนำาคู่สีตรงข้ามมาใช้ในภาพ สีจะตัดกันอย่างรุนแรง สร้างความโดดเด่น แต่ทั้งนี้ หากใช้ในปริมาณที่ไม่เหมาะสมจะทำาให้ดูขัดแย้ง ลายตา ทั้งนี้ควรใช้คู่สีตรงข้ามใน อัตราส่วน 20:80 หากจำาเป็นต้องใช้เท่าๆกัน ควรใช้สีขาวหรือสีดำาเข้ามาเสริม เพื่อลดความ รุนแรงของสีลง [146] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 147.
    สีตรงข้ามในวงล้อสี ภาพที่มีลักษณะการใข้สีตรงข้าม สีคล้ายคลึงกัน (Analogous Colors) การใข้สีคล้ายคลึงกัน เป็นการใช้สีที่อยู่ติด กัน เฉดสีจะใกล้เคียงกัน ภาพจึงโดดเด่นที่สีใดสี หนึ่ง แต่ความแตกต่างของสีไม่เด่นชัด ภาพที่ใช้สีใน ลักษณะนี้ สื่อความหมายชัดเจนและดูเรียบง่าย สีคล้ายคลึงกันในวงล้อสี บทที่ 7: เรื่องของสี [147]
  • 148.
    ภาพที่มีลักษณะการใช้สีคล้ายคลึงกัน สีเกือบตรงข้าม (Split ComplementaryColors ) การใช้สีเกือบตรงข้าม หรือ การใช้สีแบบ สามเหลี่ยมหน้าจั่ว คล้ายกับการใช้สีตรงกันข้าม เพียงแต่อีกด้านหนึ่งเลี่ยงไปใช้สีข้างเคียงแทน การใช้สีเกือบตรงข้าม ให้ความแตกต่างของ สีได้ดี เช่นเดียวกับสีตรงข้าม เพียงแต่นำ้าหนักจะ น้อยกว่า การใช้สีแบบนี้ ควบคุมจุดเด่นของภาพได้ ง่าย นิยมใช้กันมาก สีเกือบตรงข้ามในวงล้อสี ภาพที่มีลักษณะการใช้สีเกือบตรงข้าม [148] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 149.
    สีสามเส้า (Triad Colors) การใช้สีสามเส้า หรือ การใช้สีแบบ สามเหลี่ยมด้านเท่า ก็คือ การนำาสีในขั้นที่ 1,2,3 หรือ 4... มาใช้ 3 สีหลักๆ การใช้สีสามเส้า ควรให้สีใดสีหนึ่งโดดเด่น ส่วนอีก 2 สีที่เหลือให้ใช้เป็นสีตาม โดยการลด ปริมาณหรือทำาให้สีอ่อนลงหรือเข้มขึ้น ภาพจะดู โดดเด่น สีสามเส้าในวงล้อสี ภาพที่มีลักษณะการใช้สีสามเส้า สีตรงข้ามสองคู่ (Double Complementary Colors ) สีตรงข้ามสองคู่ เป็นการใข้สีตรงข้ามในวง ล้อสี 2 คู่ การใช้สีในลักษณะนี้ ควรให้สีใดสีหนึ่ง โดดเด่น ส่วนสีที่เหลือให้ใช้เป็นสีตาม ทั้งนี้ต้องให้ ความสนใจกับโทนร้อนหรือเย็นของภาพด้วย เพราะสี ตรงข้ามสองคู่ จะมีทั้งสีโทนร้อนและเย็น อยู่ด้วยกัน การใช้สีในลักษณะนี้ เหมาะกับการ แบ่งภาพเป็น 2 ซีกด้วย สีตรงข้ามสองคู่ในวงล้อสี บทที่ 7: เรื่องของสี [149]
  • 150.
  • 151.
    บทที่ 8 :เกรเดี้ยนต์และแพทเทิร์น
  • 152.
    8.1 เกรเดี้ยนต์ (Gradients) เกรเดี้ยนต์(Gradients) ก็คือ การไล่เฉดสีจากสีหนึ่งไปยังอีกสีหนึ่ง ต่อเนื่องกันไป กี่สีก็ได้ เกรเดี้ยนต์แบบต่างๆ เกรเดี้ยนต์ที่กำาลังใช้งานอยู่จะแสดงอยู่ที่ Toolbox เกรเดี้ยนต์ ถูกระบายโดยใช้ Blend tool ในลักษณะเทเกรเดี้ยนต์ลงบนพื้นที่ นอกจากนี้เครื่องมือระบายสีอื่นๆยังมีตัวเลือก Brush dynamics แบบ Random color ที่ ใช้หัวแปรงระบาย โดยสุ่มสีจากเกรเดี้ยนต์ (ดูเพิ่มเติมในหัวข้อ 10.5 : Blend Tool) เกรเดี้ยนต์บริหารจัดการโดยใช้ ไดอะล็อก Gradients การเปิดไดอะล็อก Gradients ให้ไปที่ Windows → Dockable and Dialogs → Gradients คลิกที่ → View Grid เพื่อแสดงรายการ เกรเดี้ยนต์แบบตาราง ไดอะล็อก Gradients [152] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 153.
    คุณสมบัติต่างๆในไดอะล็อก Gradients รายการเกรเดี้ยนต์ :แสดงรายการเกรเดี้ยนต์ต่างๆที่มีให้เลือกใช้ Edit : ปุ่มแก้ไขเกรเดี้ยนต์ เมื่อคลิกจะปรากฎ ไดอะล็อก Gradient Editor เพื่อให้แก้ไขเกรเดี้ยนต์ New : ปุ่มสร้างเกรเดี้ยนต์ใหม่ เมื่อคลิกจะปรากฎ ไดอะล็อก Gradient Editor เพื่อให้สร้างเกรเดี้ยนต์ใหม่ Duplicate : ปุ่มทำาซำ้าเกรเดี้ยนต์ เมื่อคลิกจะคัดลอกเกรเดี้ยนต์แล้ววางทันที Delete : ปุ่มลบเกรเดี้ยนต์ Refresh : ปุ่มรีเฟรซ คลิกเพื่อโหลดรายการเกรเดี้ยนต์อีกครั้ง ใช้ในกรณีมี การเพิ่มเกรเดี้ยนต์เข้ามาใหม่ 8.2 กำรสร้ำงเกรเดี้ยนต์ ( *.GGR) การสร้างเกรเดี้ยนต์แบบ 1 ตอน ( 1 Segment) เกรเดี้ยนต์แบบ 1 ตอน (1 Segment) ก็คือ เกรเดี้ยนต์ที่มีการไล่เฉดสีเพียง 2 สี หลัก สีที่ด้านซ้าย 1 สี ไล่เฉดสีไปยัง สีที่ด้านขวา อีก 1 สี สีที่อยู่ภายในเป็นสีที่ผสมกัน ระหว่างสีที่ด้านซ้ายและสีที่ด้านขวา ความเข้มจางขึ้นอยู่กับระยะทาง เกรเดี้ยนต์แบบ 1 ตอน 1.) ที่ไดอะล็อก Gradients คลิกที่ปุ่ม (New) จะปรากฎไดอะล็อก Gradient Editor 2.) ที่ไดอะล็อก Gradient Editor ตั้งชื่อของเกรเดี้ยนต์ตามต้องการ รายละเอียดต่างๆในไดอะล็อก Gradient Editor อธิบายไว้ตามภาพถัดไป บทที่ 8: เกรเดี้ยนต์และแพทเทิร์น [153]
  • 154.
    3.) เลือกสีที่ด้านซ้าย โดยคลิกขวำที่เกรเดี้ยนต์ → Left Endpoint's color... จะ ปรากฎ หน้ำต่ำง Left Endpoint Color เพื่อให้เลือกสี จากนั้นเลือกที่ตามต้องการ 4.) เลือกสีที่ด้านขวา โดย คลิกขวำที่เกรเดี้ยนต์ → Right Endpoint's color... จะ ปรากฎหน้ำต่ำง Right Endpoint Color เพื่อให้เลือกสี จากนั้นเลือกที่ตามต้องการ 5.) เลื่อนตัวชี้แบ่งเกรเดี้ยนต์ตามต้องการ เพื่อกำาหนดความหนาแน่นของเฉดสีไปทาง ซ้ายหรือทางขวา เกรเดี้ยนแบบ 1 ตอน ที่สร้างเสร็จแล้ว ปรากฎรายชื่อเกรเดี้ยนต์ที่สร้างใหม่ ในไดอะล็อก Gradients [154] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 155.
    การสร้างเกรเดี้ยนต์แบบหลายตอน เกรเดี้ยนต์แบบหลายตอน ก็คือ เกรเดี้ยนต์แบบ1 ตอนหลายๆตัว มาเรียงต่อกัน เกรเดี้ยนต์แบบ 2 ตอน 1.) ที่ไดอะล็อก Gradients คลิกที่ปุ่ม (New) จะปรากฎไดอะล็อก Gradient Editor 2.) ที่ไดอะล็อก Gradient Editor ตั้งชื่อของเกรเดี้ยนต์ตามต้องการ 3.) ตั้งจำานวนตอนของเกรเดี้ยนต์ที่ต้องการสร้าง โดย คลิกขวำที่เกรเดี้ยนต์ → Replicate Segment... จะปรากฎหน้ำต่ำง Replicate Segment จากนั้นตั้งจำานวนตอนของเกร เดี้ยนต์ตามต้องการ โดยใช้เมาส์จับแถบเลื่อน 4.) ที่ไดอะล็อก Gradient Editor เกรเดี้ยนต์จะ ถูกแบ่งเป็นตอนๆตามที่ได้ตั้งค่าใน หน้ำต่ำง Replicate Segment 5.) คลิกที่แถบตัวชี้ของเกรเดี้ยนตอนที่ 1 เพื่อ จะเลือกสีให้กับสีที่ด้านซ้ายและสีที่ด้านขวา ของเกรเดี้ยนต์ตอนที่ 1 6.) เลือกสีที่ด้านซ้ายให้กับเกรเดี้ยนต์ตอนที่ 1 โดย คลิกขวำที่เกรเดี้ยนต์ → Left Endpoint's color... จะปรากฎหน้ำต่ำง Left Endpoint Color เพื่อให้เลือกสี จาก นั้นเลือกที่ตามต้องการ บทที่ 8: เกรเดี้ยนต์และแพทเทิร์น [155] 3.) เลือกจำานวนตอนของเกรเดี้ยนต์ที่ หน้าต่าง Replicate Segment 4.) เกรเดี้ยนต์แบ่งเป็นตอนๆ 5.) คลิกที่แถบตัวชี้ของเกรเดี้ยนต์ ตอนที่ 1
  • 156.
    7.) เลือกสีที่ด้านขวาให้กับเกรเดี้ยนต์ตอนที่ 1โดย คลิกขวำที่เกรเดี้ยนต์ → Right Endpoint's color... จะปรากฎหน้ำต่ำง Right Endpoint Color เพื่อให้เลือกสี จากนั้นเลือกที่ตามต้องการ 8.) คลิกที่แถบตัวชี้ของเกรเดี้ยนต์ตอนที่ 2 เพื่อ จะเลือกสีให้กับสีที่ด้านซ้ายและสีที่ขวาของเกร เดี้ยนต์ตอนที่ 2 9.) ทำาซำ้าข้อ 6 และ 7 เพื่อเลือกสีให้กับสีที่ด้าน ซ้ายและสีที่ด้านขวาของเกรเดี้ยนต์ตอนที่ 2 10.) ย้ายตัวชี้แบ่งเกรเดี้ยนต์ที่อยู่ตรงกลางได้ อย่างอิสระ เพื่อกำาหนดความหนาแน่นของเฉด สีไปทางซ้ายหรือทางขวา เกรเดี้ยนแบบ 2 ตอน ที่สร้างเสร็จแล้ว ปรากฎรายชื่อเกรเดี้ยนต์ที่สร้างใหม่ ในไดอะล็อก Gradients เมื่อสร้างเกรเดี้ยนต์ จะถูกบันทึกเป็นไฟล์นามสกุล *.GGR เก็บอยู่ที่ /usr/share/gimp/2.0/gradients ในทำานองเดียวกัน สามารถไป ดาวน์โหลดไฟล์ .GGR จากเว็ปต่างๆมาเก็บไว้ที่โฟลเดอร์ดังกล่าวได้ ซึ่งจะมี เกรเดี้ยนต์มาให้ใช้งานเพิ่มเติมอย่างง่ายๆ [156] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org 8.) คลิกที่แถบตัวชี้ของเกรเดี้ยนต์ ตอนที่ 2
  • 157.
    8.3 แพทเทิร์น (Patterns) แพทเทิร์น(Patterns) ก็คือ ภาพที่สามารถนำามาเรียงต่อกันให้กลายเป็นภาพที่ ใหญ่ได้ไม่จำากัด โดยภาพเล็กๆที่นำามาเรียงต่อกันจะกลายเป็นลวดลายให้กับภาพใหญ่ แพทเทิร์นมีลักษณะเดียวกับการปูกระเบื้อง ตัวอย่างการระบายด้วย แพทเทิร์นแบบต่างๆ แพทเทิร์นกำาลังใช้งานอยู่จะแสดงอยู่ที่ Toolbox แพทเทิร์น ถูกระบายโดยใช้ Bucket Fill tool ในลักษณะของการเทแพทเทิร์นลง บนพื้นที่ ส่วน Clone tool ใช้ระบายแพทเทิร์นในลักษณะของการระบายด้วยหัวแปรง (ดูเพิ่มเติมในหัวข้อ 10.4 : Bucket Fill Tool และ 10.8 : Clone Tool ) แพทเทิร์น บริหารจัดการโดยใช้ ไดอะล็อก Patterns การเปิดไดอะล็อก Patterns ให้ไปที่ Windows → Dockable and Dialogs → Patterns คลิกที่ → View Grid เพื่อแสดงรายการ แพทเทิร์นแบบตาราง บทที่ 8: เกรเดี้ยนต์และแพทเทิร์น [157]
  • 158.
    คุณสมบัติต่างๆในไดอะล็อก Patterns รายการแพทเทิร์น :แสดงรายการแพทเทิร์นต่างๆที่มีให้เลือกใช้ Delete : ปุ่มลบแพทเทิร์น Refresh : ปุ่มรีเฟรซ คลิกเพื่อโหลดรายการแพทเทิร์นอีกครั้ง ใช้ในกรณีมี การเพิ่มแพทเทิร์นเข้ามาใหม่ Open : ปุ่มเปิดเป็นไฟล์ เมื่อคลิกจะเปิดแพทเทิร์นมาเป็นไฟล์ภาพ 8.4 กำรสร้ำงแพทเทิร์น ( *.PAT) การสร้างแพทเทิร์น 1.) สร้างภาพขนาดเล็ก ขนาดเท่ากับที่จะนำามาทำาเป็น แพทเทิร์น 2.) บันทึกเป็นไฟล์ .PAT โดยไปที่ File → Export... จะปรากฎ หน้ำต่ำง Export ให้ตั้งชื่อและเลือก ประเภทของไฟล์ โดยประเภทของไฟล์ให้เลือกเป็น GIMP pattern (*.pat) จากนั้นคลิกที่ ปุ่ม Save จะปรากฏ หน้ำต่ำง Export Image as Pattern ขึ้นมา 3.) ที่ หน้ำต่ำง Export Image as Pattern ใส่คำาบรรยายแพทเทิร์น จากนั้นคลิกที่ ปุ่ม Export เพื่อจบการบันทึกไฟล์ .PAT 4.) เมื่อได้ไฟล์ .PAT มาแล้วให้ย้ายไฟล์ .PAT ไปไว้ที่โฟล์เดอร์ patterns ที่ /usr/share/gimp/2.0/patterns ทั้งนี้ต้องเปลี่ยน สิทธิการอ่านและเขียนโฟล์เดอร์ patterns ให้เป็น 777 ก่อน ก็คือ ทำาให้คัดลอก ไฟล์มาที่โฟลเดอร์นี้ได้ เพราะโดยปกติไม่สามารถทำาได้(ติดเรื่องสิทธิ) ให้ไปที่ Terminal แล้วพิมพ์คำาสั่งดังนี้ [158] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org ภาพที่จะนำามาทำาเป็นแพทเทิร์น หน้าต่าง Export Image as Pattern
  • 159.
    ที่ Terminal พิมมพ์คำาสั่งเพื่อทำาให้โฟล์เดอร์ patterns สามารถคัดลอกไฟล์ .PAT ไปวางไว้ได้ 5.) คัดลอกไฟล์ .PAT ไปไว้ที่ /usr/share/gimp/2.0/patterns 6.) ที่ไดอะล็อก Patterns คลิกที่ ปุ่ม Refresh เพื่อโหลดรายการแพทเทิร์น จาก นั้นจะปรากฎแพทเทิร์นใหม่ที่โหลดเข้ามา ที่ไดอะล็อก Patterns ปรากฎ แพทเทิร์นที่โหลดเข้ามาใหม่ ทดสอบใช้งานแพทเทิร์นที่สร้างใหม่ กำรสร้ำงหั บทที่ 8: เกรเดี้ยนต์และแพทเทิร์น [159]
  • 160.
    Gimp มีคำาสั่งหรือสคริปต์สำาเร็จรูปที่ใช้สร้างภาพที่จะนำามาทำาเป็น แพทเทิร์นโดยเฉพาะ ให้ไปที่File → Create → Patterns → (รำยกำร สร้ำงภำพแพทเทิร์น) แต่ละตัวมีลักษณะตามภาพด้านล่าง เมื่อสร้างแล้ว ภาพเหล่านี้เมื่อนำามาเรียงต่อกัน จะต่อกันอย่างลงตัว 3d Truchet Flatland Land Rander Map Swirl-Tile Swirly Truchet [160] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 161.
    บทที่ 9 :กำรเลือกสีและหัวแปรง เครื่องมือในการทำางานกับภาพหลายตัว ต้องเลือกใช้หัวแปรงแบบต่างๆ และก็ต้องเลือกใช้สี
  • 162.
    9.1 สีโฟร์กรำวด์และสีแบ็คกรำวด์ การระบายสีโดยใช้เครื่องมือระบายสีอย่างเช่น PencilTool, Paintbrush Tool, Airbrush Tool หรือ Ink Tool สิ่งสำาคัญในลำาดับต้นๆ ที่ต้องกำาหนดให้กับเครื่องมือดัง กล่าว ก็คือ สีของหัวแปรง ระบายสีต่างๆ โดยใช้ Paint Tool ที่ Toolbox แสดงสีที่กำาลังใช้งานอยู่ ตามภาพด้านล่าง สีโฟร์กราวด์และสีแบ็คกราวด์ : สีโฟร์กราวด์ เป็นสีที่ใช้ในการระบาย สีแบ็ค กราวด์เป็นสีพื้นหลังของภาพ เมื่อใช้ Eraser Tool(ยางลบ) ลบภาพ ส่วนที่ถูกลบจะได้เป็น สีแบ็คกราวด์ (ในกรณีไม่มีแชนแนลอัลฟ่า) ปุ่มสลับ : ปุ่มสลับระหว่างสีโฟร์กราวด์และสีแบ็คกราวด์ (กด X) ปุ่มรีเซ็ต : ปุ่มรีเซ็ตสีโฟร์กราวด์(เป็นสีดำา)และสีแบ็คกราวด์(เป็นสีขาว) [162] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 163.
    9.2 กำรเลือกสีที่ Toolbox การเลือกสีให้กับสีโฟร์กราวด์และสีแบ็คกราวด์มีหลายวิธีแต่ทั้งนี้ก็มีลักษณะคล้าย กัน การเลือกสีโฟร์กราวด์หรือสีแบ็คกราวด์ ที่ Toolbox 1.) คลิกที่สีโฟร์กราวด์ ที่ Toolbox จะปรากฏ หน้ำต่ำง Change Foreground Color (คลิกที่สีแบ็คกรำวด์เพื่อเลือกสีให้กับสีแบ็คกรำวด์) 2.) ที่ หน้ำต่ำง Change Foreground Color เราสามารถเลือกสีได้หลายโหมด ทั้ง แบบ CMYK, Watercolor, Wheel, Palette และ GIMP การเลือกสีโดยใช้โหมด GIMP เป็นการเลือกสีจากโมเดล HSV ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ 2.1.) คลิกที่ป้ายแท็ป Gimp 2.2.) เลือกโทนสี ที่กรอบสี Hue (แถบสีแนวตั้ง) ข้อสังเกตุ เมื่อเลือกโทนสี ค่า S (Saturation) และ V (Value) จะยังเต็มร้อย ไม่เปลี่ยนแปลง เลือกโทนสีที่กรอบสี Hue โดยการคลิก ( จากภาพเลือกเป็นสีนำ้าเงิน ) บทที่ 9: การเลือกสีและหัวแปรง [163]
  • 164.
    2.3.) ปรับความอ่อนเข้มความสดของสี โดยคลิกในกรอบสีSV (กรอบสี่เหลี่ยม ขนาดใหญ่) โดย แนวรำบปรับค่ำ V (ผสมสีดำำ) แนวดิ่งปรับค่ำ S (ผสมสีขำว) ปรับความอ่อนเข้มความสดของสี ที่กรอบสี SV กรอบแสดงค่าสี HSV(บน) และ RGB (ล่าง) เมื่อเลือกสีที่กรอบ สี ค่าต่างๆจะเปลี่ยนตามอัตโนมัติ นอกจากนี้ ยังสามารถใส่ตัวเลขหรือ เลื่อนแถบเลื่อนเพื่อเลือกสีที่ต้องการ ก็ได้ Current : แสดงสีที่เลือก Old : แสดงสีเดิม แสดงรหัสสีในรูปแบบเลขฐาน 16 ซึ่งเป็นรหัสสีที่ใช้ในภาษา HTML และ CSS [164] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 165.
    2.4.) (ข้ำมไปได้) กดเพื่อบันทึกสี จะปรากฎปุ่มสีที่มีสีเดียวกับที่ได้ผสมไว้ ในตอนต้น ครั้งต่อไปหากต้องการย้อนกลับมาเลือกสีนี้อีก ให้คลิกปุ่มสีที่ ต้องการ โดยไม่ต้องผสมสีใหม่ ปุ่มสีต่างๆ ที่ได้บันทึกไว้ คลิกที่ปุ่มสีเหล่านี้เพื่อเลือกสีได้เลย 3.) คลิกที่ปุ่ม OK เพื่อจบการเลือกสี ก็จะได้สีโฟร์กราวด์ ตามที่ได้เลือกไว้ การเลือกสีจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ที่ หน้ำต่ำง Change Foreground Color คลิกที่ปุ่ม เคอร์เซอร์เมาส์ จะเปลี่ยนเป็นรูปหลอดดูดสี จากนั้นคลิกตรงไหนก็ได้บริเวณหน้าจอ คอมพิวเตอร์ เพื่อดูดสี ณ จุดนั้น มาใช้เป็นสีที่ต้องการเลือก 9.3 กำรเลือกสีที่ไดอะล็อก FG/BG color การเลือกสีโดยใช้ไดอะล็อก FG/BG color มีลักษณะเดียวกับการเลือกสีที่ Toolbox แต่จะสะดวกกว่า เพราะไม่ต้องคลิกเพื่อเปิดหน้าต่างกลับไปกลับมา การเปิดไดอะล็อก FG/BG color ไปที่ Windows → Dockable Dialogs → Colors (ปกติจะเปิดไว้แล้ว) บทที่ 9: การเลือกสีและหัวแปรง [165]
  • 166.
    การเลือกสีโดยใช้ ไดอะล็อก FG/BGcolor 1.) คลิกที่ปุ่ม GIMP เพื่อจะเลือกสี จากโหมด GIMP 2.) คลิกที่สีโฟร์กราวด์ เพื่อจะเลือก สีให้กับสีโฟร์กราวด์ (คลิกที่สี แบ็คกรำวด์เพื่อจะเลือกสีให้กับ สีแบ็คกรำวด์) 3.) เลือกโทนสี ที่กรอบสี Hue (แถบสีแนวตั้ง) 4.) ปรับความอ่อนเข้มความสดของ สี โดยคลิกในกรอบสี SV (กรอบ สี่เหลี่ยมขนาดใหญ่) โดย แนว รำบปรับค่ำ V (ผสมสีดำำ) แนวดิ่งปรับค่ำ S (ผสมสีขำว) 9.4 กำรเลือกสีจำกโหมดอื่นๆ ข้อ 9.2 : กำรเลือกสีที่ Toolbox และ 9.3 : กำรเลือกสีที่ไดอะล็อก FG/BG color เป็นการเลือกสีคนละวิธี แต่เลือกจากโหมดเดียวกัน ก็คือ โหมด GIMP นอกเหนือจากโหมด GIMP แล้ว ยังมีโหมดอื่นๆที่ใช้ในการเลือกสี ก็คือ โหมด Wheel, Watercolor, CMYK และ Palette ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกและก็เพื่อกำาหนดสี ให้ได้ตามที่ต้องการยิ่งขึ้น ถึงอย่างไรก็ดี เมื่อเลือกสีในโหมดใดก็ตาม โหมดอื่นๆ จะทำาการปรับค่าให้ สอดคล้องกันด้วย [166] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org ขั้นตอนการเลือกสีไฟร์กราวด์ ที่ไดอะล็อก FG/BG Color
  • 167.
    ก. โหมด Wheel การเลือกสีในโหมดWheel มีลักษณะคล้ายกับโหมด GIMP เป็นการเลือกจาก โมเดล HSV เหมือนกัน เพียงแต่คนละรูปแบบเท่านั้น การเลือกสี จากโหมด Wheel 1.) กดปุ่ม Wheel เพื่อจะเลือกสี จากโหมด Wheel 2.) คลิกที่สีโฟร์กราวด์ เพื่อจะ เลือกสีให้กับสีโฟร์กราวด์ (คลิกที่สีแบ็คกรำวด์เพื่อจะ เลือกสีให้กับสีแบ็คกรำวด์) 3.) เลือกโทนสี จากวงล้อสี 4.) ปรับความอ่อนเข้มความสด ของสี โดยคลิกในกรอบสีรูป สามเหลี่ยม หรือใช้เมาส์จับวง กลมเล็กๆ เลื่อนไปมา โดย ด้ำนซ้ำยปรับค่ำ V (ผสมสีดำำ) ด้ำนขวำปรับค่ำ S (ผสมสีขำว) ข. โหมด Watercolor การเลือกสีในโหมด Watercolor หรือ โหมดสีนำ้า แตกต่างจากโหมดอื่นๆโดยสิ้น เชิง จะว่าไปในโหมดนี้ ไม่ใช่การเลือกสีเสียทีเดียว เรียกว่าเป็นการผสมสีเพิ่มเติมจะเหมาะ กว่า บทที่ 9: การเลือกสีและหัวแปรง [167] ขั้นตอนการเลือกสีไฟร์กราวด์ ที่ไดอะล็อก FG/BG Color ในโหมด Wheel
  • 168.
    สมมุติเริ่มต้น มีสีโฟร์กราวด์เป็นสีขาว เมื่อคลิกสีเหลืองที่อยู่ในกรอบสีจะเป็นการ ผสมสีเหลืองเข้าไป หากคลิกสีเหลืองอีกครั้ง ก็จะเพิ่มสีเหลืองเข้าไปอีก เป็นอย่างนี้ไป เรื่อยๆ เริ่มต้น สีโฟร์กราวด์เป็นสีขาว คลิกที่สีเหลือง 5 ครั้ง สีโฟร์กราวด์เปลี่ยนเป็น สีเหลืองอ่อนๆ คลิกที่สีเหลือง 15 ครั้งสีโฟร์ กราวด์เปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้ม ค. โหมด CMYK การเลือกสีในโหมด CMYK ใช้การผสม ระหว่างสีฟ้า(C) ม่วงแดง(M) เหลือง(Y) และ ดำา(K) แต่ละสีมีค่า 0-100 การเลือกสีในโหมดนี้ เลือกสีที่ต้องการได้ยาก เพราะใช้การผสมสี ซึ่ง ยากที่จะบอกว่า สีที่เราต้องการเกิดจากสีอะไร ผสมสีอะไรบ้าง แต่ทั้งนี้ ก็เหมาะกับการระบุสีใดสีหนึ่งไว้ อย่างชัดเจน [168] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org ไดอะล็อก FG/BG Color โหมด CMYK
  • 169.
    ง. โหมด Palette โหมดPalette หรือ โหมดจานสี จะดึงจานสีที่กำาลังใช้งาน(หรือถูกเลือก) ใน ไดอะล็อก Palettes มาแสดงในกรอบสี จานสีในไดอะล็อก Palettes เป็นจานสีที่ได้ ทำาการจัดเป็นชุดๆไว้แล้ว การเปิดไดอะล็อก Palettes ให้ไปที่ Windows → Dockable Dialogs → Palettes ไดอะล็อก Palettes เลือกจานสี Gold(256) ไว้ ที่ไดอะล็อก FG/BG color แสดงชุดสี Gold(256) ที่มาจากไดอะล็อก Palettes 9.5 กำรเลือกสีโดยใช้ Color Picker Tool (หลอดดูดสี) การเลือกสีโดยใช้ Color Picker Tool หรือ เครื่องมือหลอดดูดสี เป็นการเลือกสี โดยใช้การคลิกบนภาพที่เปิดอยู่ โดย ณ ตำาแหน่งที่คลิก สีจะถูกดูดมาใช้ บทที่ 9: การเลือกสีและหัวแปรง [169]
  • 170.
    การเลือกสีโดยใช้ Color PickerTool 1.) เลือก Color Picker Tool ที่ Toolbox (กด O ) 2.) คลิกที่ภาพ ณ ตำาแหน่งที่ต้องการจะดูดสี หรือ คลิกค้างแล้วเลื่อนเมาส์เพื่อเลือก ตำาแหน่งที่ต้องการดูดสี สีที่ดูดมาจะเป็นสีโฟร์กราวด์ (กด Ctrl + คลิก = ดูดสีมา เป็นสีแบ็คกราวด์ ) สีโฟร์กราวด์ เปลี่ยนเป็นสีที่ดูดมา ใช้ Color Picker Tool คลิกที่ภาพ ณ ตำาแหน่งที่ต้องการจะดูดสี Tool Options ของ Color Picker Tool Sample average : ดูดสีภายในรัศมีที่ กำาหนดในค่า Radius (ปกติจะดูดแบบพิกเซลต่อ พิกเซล) สีที่ดูดมาจะเป็นสีเฉลี่ย Sample merged : หากเลือกตัวเลือกนี้ จะ ดูดสีจากทุกเลเยอร์ หากไม่เลือกจะดูดสีจากเลเยอร์ที่ ใช้งานอยู่เท่านั้น [170] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org Tool Options ของ Color Picker Tool
  • 171.
    สีที่ได้ เป็นสีเฉลี่ย ใช้ Color PickerTool คลิกค้างที่ภาพ จะปรากฎเป็นกรอบแสดงรัศมีที่ต้องการจะดูดสี Pick Mode : • Pick only : ดูดเฉพาะค่าสี ยังไม่ดูดสีมาใช้ โดยค่าสีจะแสดงอยู่ที่ หน้ำต่ำง Color Picker • Set foreground color : ดูดสีมาใช้เป็นสีโฟร์กราวด์ • Set background color : ดูดสีมาใช้เป็นสีแบ็คกราวด์ • Add to palette : ดูดสีแล้วบันทึกเก็บไว้ในจานสี (จะปรำกฎไดอะล็อก Palette Editor แสดงจำนสีที่บันทึก ลงไป) Use info window : หากเลือกตัว เลือกนี้ เมื่อคลิกเลือกสีจะปรากฎ หน้ำต่ำง Color Picker ขึ้นมา แสดงข้อมูลของสีที่ดูดมา บทที่ 9: การเลือกสีและหัวแปรง [171] หน้าต่าง Color picker
  • 172.
    9.6 กำรสร้ำงจำนสี (Palettes) การสร้างจานสี(Palettes) ก็คือ การสร้างสีแล้วจัดไว้เป็นกลุ่มๆ เพื่อความสะดวก ในการเลือกใช้ งานบางอย่างใช้จานสีแบบหนึ่ง งานบางอย่างใช้จานสีอีกแบบหนึ่ง เป็นต้น การสร้างจานสีและการดูดสีมาใส่จานสี 1.) ที่ไดอะล็อก Palettes คลิกที่ปุ่ม (New) จะปรากฎไดอะล็อก Palette Editor 2.) ที่ไดอะล็อก Palette Editor ตั้งชื่อของจานสี 3.) ใช้ Color Picker Tool ดูดสีจากภาพ ณ ตำาแหน่งต่างๆ โดยที่ Tool Options ของ Color Picker Tool ให้เลือก Pick Mode เป็น Add to Palette 4.) คลิกเพื่อดูดสีไปเรื่อยๆ ที่ Tool Options ของ Color Picker Tool เลือกที่ Add to palette ใช้ Color Piker Tool คลิกที่ภาพ เพื่อดูดสี ณ จุดต่างๆ มาใส่ในจานสี ที่ Palette Editor จะปรากฎ สีต่างๆที่ดูดเข้ามา [172] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 173.
    รายละเอียดของไดอะล็อก Palette Editorมีดังต่อไปนี้ เมื่อสร้างจานสี จะปรากฏรายชื่อจานสีที่ไดอะล็อก Palettes บทที่ 9: การเลือกสีและหัวแปรง [173]
  • 174.
    9.7 หัวแปรง (Brushes) ไดอะล็อกBrushes ใช้เลือกหัวแปรงสำาหรับเครื่องมือระบายสี เครื่องมือลบ อย่าง เ ช่ น Pencil, Paintbrush, Eraser, Airbrush, Clone, Heal, Perspective Clone, Blur/Sharpen และ Dodge/Burn Tools เป็นต้น เครื่องมือเหล่านี้ ล้วนต้องเลือกใช้หัว แปรง หัวแปรงที่ใช้อยู่ ณ ขณะนั้น จะแสดงอยู่ที่ Toolbox หัวแปรงแบบต่างๆ ที่ Toolbox แสดงหัวแปรงทีใช้อยู่ เมื่อติดตั้ง GIMP จะมีรูปแบบของหัวแปรงมาให้ จำานวนหนึ่ง แต่ทั้งนี้เราสามารถสร้างเพิ่มเติมได้เอง หรือ ดาวน์โหลดมาติดตั้งก็ได้ โดยหัวแปรงมีอยู่ 4 ชนิด ก็คือ หัวแปรงธรรมดา ที่ไดอะล็อก Brushes แสดงแทนด้วยภาพโทน ขาวดำา แต่เมื่อระบายสีด้วยหัวแปรงนี้ สีจะออกเป็นสีโฟร์ กราวด์ หัวแปรงภาพสี ที่ไดอะล็อก Brushes แสดงแทนด้วยภาพสี เมื่อ ระบายสีด้วยหัวแปรงนี้ จะปรากฎภาพเดียวกับหัวแปรง หัวแปรงแบบนี้ สีโฟร์กราวด์ไม่มีผล [174] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org ไดอะล็อก Brushes
  • 175.
    หัวแปรงแอนนิเมชั่น หัวแปรงในลักษณะนี้ ที่ไดอะล็อก Brushesจะมีสามเหลี่ยมสีแดงเล็กๆ อยู่ที่มุม ขวาล่าง หากคลิกค้าง จะแสดงภาพแอนนิเมชั่นของหัวแปรง เมื่อระบายสีด้วยหัวแปรงนี้ หัวแปรงจะเปลี่ยนรูปร่างเองอย่างอัตโนมัติ หัวแปรงสร้างเอง หัวแปรงในกลุ่มนี้ เป็นหัวแปรงที่สร้างด้วย Brush Editor 9.8 ไดอะล็อก Brushes ไดอะล็อก Brushes ใช้เลือกรูปแบบของหัวแปรง ตามที่ได้อธิบายไว้ในข้อ 9.7 : โหมด Wheel การเปิดไดอะล็อก Brushes ไปที่ Windows → Dockable Dialogs → Brushes (ปกติจะเปิดไว้แล้ว ) คลิกที่ → View List เพื่อแสดงรายการหัวแปลงแบบ เรียงต่อกันลงมา ไดอะล็อก Brushes บทที่ 9: การเลือกสีและหัวแปรง [175]
  • 176.
    คุณสมบัติและปุ่มต่างๆในไดอะล็อก Brushes ชื่อของหัวแปรงและขนาด ตามภาพก่อนหน้าก็คือ Round Fuzzy ขนาด 101x101 พิกเซล รายการหัวแปรง : แสดงรายการหัวแปรงต่างๆ ที่มีให้เลือกใช้ โดยสัญลักษณ์เล็กๆ ที่มุมขวาล่างของหัวแปรง มีความหมายดังนี้ • สำมเหลี่ยมสีฟ้ำ : แสดงหัวแปรงขนาดปกติและสามารถคัดลอกได้ • เครื่องหมำยบวก : แสดงหัวแปรงขนาดย่อ (ดูขนาดจริง ให้คลิกค้างที่หัวแปรง) • สำมเหลี่ยมสีแดง : เป็นหัวแปรงแบบแอนนิเมชั่น (คลิกค้าง จะแสดงภาพแอนนิ เมชั่นของหัวแปรง) Spacing : แถบสไลด์ตั้งระยะห่างการระบาย (ในกรณี ที่คลิกค้างแล้วลากเมาส์) Edit : ปุ่มแก้ไขหัวแปรง เมื่อคลิกจะเปิดหน้าต่าง Brush Editor เพื่อทำาการแก้ไขหัวแปรงที่อยู่ในรายการ (แก้ได้ เฉพาะหัวแปรงที่สร้างเอง) New : ปุ่มสร้างหัวแปรงใหม่ เมื่อคลิกจะเปิดหน้าต่าง Brush Editor ขึ้นมา เพื่อทำาการสร้างหัวแปรงใหม่ Duplicate : ปุ่มทำาซำ้าหัวแปรง เมื่อคลิกจะทำาการคัดลอกหัวแปรงแล้ววาง ทันที Delete : ปุ่มลบหัวแปรง คลิกเพื่อลบหัวแปรง (ลบได้เฉพาะหัวแปรงที่สร้าง เอง) Refresh : ปุ่มรีเฟรซ โหลดรายการของหัวแปรงใหม่อีกครั้ง [176] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org Spacing 25 ,50 และ 100 ตามลำาดับ
  • 177.
    9.9 กำรสร้ำงหัวแปรงใหม่ การสร้างหัวแปรงใหม่ 1.) ที่ไดอะล็อกBrushes กดปุ่ม New Brush จะปรากฎ หน้ำต่ำง Brush Editor เพื่อให้กำาหนดค่าต่างๆ 2.) ที่ หน้ำต่ำง Brush Editor กำาหนดรูปแบบต่างๆของหัวแปรง ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ หัวแปรงแบบต่างๆ (Untitled#1) ชื่อหัวแปรง ตั้งได้ตามต้องการ Shape : รูปร่างหัวแปรง มี 3 รูปร่างให้เลือก ก็คือ วงกลม, สี่เหลี่ยม และ สี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด Raduis : รัศมีหัวแปรง หรือระยะจากศูนย์กลางถึงขอบ Spikes : จำานวนแฉกของ หัวแปรง Spikes=5 Spikes=10 (ทั้งสองหัวแปรงมี Aspect Ratio=20) บทที่ 9: การเลือกสีและหัวแปรง [177]
  • 178.
    Hardness : ความฟุ้งเบลอที่ขอบของหัวแปรง(ค่ำ 1 ขอบจะคมชัด) Aspect Ratio : สัดส่วนต่อความกว้างต่อความ สูงของหัวแปรง (ค่ำ 1 เป็น วงกลม หรือ สี่เหลี่ยมจตุรัส) Aspect Ratio=2 Spikes=2 Aspect Ratio=10 Spikes=2 Angle : มุมของหัวแปรง Spacing : ระยะห่างของการระบาย (ในกรณีที่คลิกค้ำงแล้วระบำย) 3.) ที่ไดอะล็อก Brushes จะปรากฏหัวแปรงที่สร้างใหม่ 9.10 กำรเพิ่มหัวแปรงจำกไฟล์หัวแปรงต่ำงๆ หัวแปรงที่สร้างไว้ สามารถบันทึกเก็บไว้ แล้วโยกย้ายไปใช้ยังเครื่องต่างๆได้ ไฟล์ *.VBR เป็นไฟล์หัวแปรงที่สร้างโดยใช้ Brush Editor ไฟล์ *.GBR เป็นไฟล์ หัวแปรงภาพสี ไฟล์ *.GIH เป็นไฟล์หัวแปรงแบบแอนนิเมชั่น ไฟล์ *.ABR เป็นไฟล์หัว แปรงที่สร้างเองแต่มีหลายๆหัวแปรงอยู่ในไฟล์เดียว การเพิ่มหัวแปรง 1.) คัดลอกไฟล์หัวแปรงไปวางไว้ยังตำาแหน่งเก็บไฟล์ หัวแปรงที่ /usr/share/gimp/2.0/brushes ( Gimp บน Ubuntu Linux ) 2.) ที่ไดอะล็อก Brushes คลิกที่ปุ่ม Refresh Brushes จากนั้นจะปรากฎรายการหัวแปรง ที่เพิ่มเข้ามาใหม่อยู่ในไดอะล็อก Brushes *** หัวแปรงแบบต่ำงๆ มีให้โหลดมำกมำยบน อินเตอร์เน็ต [178] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org รายการหัวแปรงที่เพิ่มเข้ามาใหม่
  • 179.
    9.11 ปรับขนำดหัวแปรงโดยใช้ลูกกลิ้งเมำส์ หัวแปรงมีขนาดตามที่ระบุอยู่ในไดอะล็อก Brushesแต่ทั้งนี้ ก็ยังปรับให้เล็กลง หรือใหญ่ขึ้นได้ โดยที่ไม่ต้องสร้างหัวแปรงใหม่ เครื่องมือระบายหรือลบอย่างเช่น Pencil, Paintbrush, Eraser, Airbrush, Clone, Heal, Perspective Clone, Blur/Sharpen หรือ Dodge/Burn Tools ที่ Tool Options จะมีแถบเลื่อนที่ใช้ปรับขนาดหัวแปรง แถบเลื่อนที่ใช้ปรับขนาดหัวแปรง แต่ทั้งนี้ การใช้งานแถบเลื่อนดังกล่าว อาจไม่สะดวกนัก และถึงแม้มี คีย์ลัด ก็คือ กด [ = ย่อขนาดหัวแปรง กด ] = ขยายหัวแปรง ก็ต้องใช้มืออีกข้างหนึ่งในการกด ทั้งนี้ หากสามารถใช้ลูกกลิ้งเมาส์ในการย่อหรือขยายขนาดหัวแปรงได้ จะสะดวกแก่การใช้งาน มาก ตั้งการย่อหรือขยายขนาดหัวแปรงโดยใช้ลูกกลิ้งเมาส์ 1.) ไปที่ Edit → Preferences จะปรากฎ หน้ำต่ำง Preferences 2.) ที่ หน้ำต่ำง Preferences 2.1.) กรอบด้านซ้ายเลือก Input Devices → Input Controllers 2.2.) ที่กรอบด้านขวา (Active Controllers) ดับเบิ้ลคลิกที่ Main Mouse Wheel จะปรากฎ หน้ำต่ำง Configure Input Controller 3.) ที่ หน้ำต่ำง Configure Input Controlle 3.1.) ที่ คอลัมน์ Event เลือก Scroll Up 3.2.) คลิกที่ปุ่ม Edit จะปรากฎ หน้ำต่ำง Select Controller Event Action บทที่ 9: การเลือกสีและหัวแปรง [179]
  • 180.
    ขั้นตอนตั้งแต่ข้อ 2-3 4.) ที่หน้ำต่ำง Select Controller Event Action 4.1.) ที่ กรอบ Action เลือก Tool 4.2.) ที่ เมนูย่อยของ Tool เลือก Increase Brush Size 4.3.) คลิกที่ ปุ่ม OK กลับไปที่ หน้ำต่ำง Configure Input Controlle 5.) ที่ หน้ำต่ำง Configure Input Controlle 5.1.) ที่ คอลัมน์ Event ที่ Scroll Up จะเห็นข้อความ Tools-paint-brush-size- increase 5.2.) คลิกที่ ปุ่ม Close เพื่อปิดหน้าต่าง ถือเป็นอันจบการตั้งค่า สำาหรับการเลื่อนลูกกลิ้งเมาส์ไปข้างหน้า แล้วทำาให้ขนาดหัว แปรงใหญ่ขึ้น [180] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 181.
    ขั้นตอนตั้งแต่ข้อ 4-5 6.) ที่หน้ำต่ำง Configure Input Controlle ในทำานองเดียวกันที่ Scroll down ให้ เลือก Decrease Brush Scale (เมื่อเลือกแล้วจะขึ้นว่า Tools-paint-brush-size- decrease) เพื่อตั้งค่าการเลื่อนลูกกลิ้งเมาส์มาข้างหลัง แล้วทำาให้ขนาดของหัวแปรง เล็กลง 7.) คลิกที่ ปุ่ม Close เพื่อกลับไปที่ หน้ำต่ำง Preferences 8.) ที่ หน้ำต่ำง Preferences คลิกที่ปุ่ม OK เพื่อจบการตั้งค่า เมื่อตั้งค่าจบแล้ว ให้ทดสอบการตั้งค่า โดยเลือกที่เครื่องมือระบายสี อย่างเช่น Paintbrush Tool แล้วเลือกหัวแปรง จากนั้น เลื่อนลูกกลิ้งเมาส์ไปข้างหน้าหรือมาข้างหลัง บทที่ 9: การเลือกสีและหัวแปรง [181]
  • 182.
    9.12 กำรสร้ำงหัวแปรงภำพสี (*.GBR) การสร้างหัวแปรงภาพสี 1.) สร้างภาพขนาดเล็ก ขนาดเท่ากับที่จะนำามาทำาเป็น หัวแปรง โดยใช้โหมด RGBA (มีแชนแนลอัลฟ่า) 2.) บันทึกเป็นไฟล์ .XCF (ไฟล์มาตราฐานของ GIMP) 3.) แปลงไฟล์ภาพไปเป็น ไฟล์ .GBR โดยไปที่ File → Export... จะปรากฎ หน้ำต่ำง Export ให้ ตั้งชื่อและเลือกประเภทของไฟล์ โดยประเภทของ ไฟล์ให้เลือกเป็น GIMP brush (*.gbr) จากนั้นคลิก ที่ ปุ่ม Save จะปรากฏ หน้ำต่ำง Save as Brush ขึ้นมา ภาพที่จะนำามาทำาเป็น หัวแปรงแบบภาพสี 4.) ที่ หน้ำต่ำง Save as Brush กำาหนดรายละเอียดเพิ่มเติม จากนั้นคลิกที่ ปุ่ม Save เพื่อจบการบันทึกไฟล์ .GBR หน้าต่าง Save as Brush กำาหนดระยะ Spacing และ คำาอธิบายแปรง 5.) เมื่อได้ไฟล์ .GBR มาแล้วให้คัดลอกไฟล์ .GBR ไปไว้ที่ /usr/share/gimp/2.0/brushes ทั้งนี้ต้องเปลี่ยนสิทธิการอ่านและเขียน โฟลเดอร์ brushes ให้เป็น 777 ก่อน ก็คือ ทำาให้คัดลอกไฟล์มาที่โฟลเดอร์นี้ได้ เพราะโดยปกติไม่สามารถทำาได้(ติดเรื่องสิทธิ) ให้ไปที่ Terminal แล้วพิมพ์คำาสั่ง ดังนี้ [182] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 183.
    ที่ Terminal พิมพ์คำาสั่งเพื่อทำาให้โฟล์เดอร์ Brushes สามารถคัดลอกไฟล์ .GBR ไปวางไว้ได้ 6.) คัดลอกไฟล์ .GBR ไปไว้ที่ /usr/share/gimp/2.0/brushes 7.) ที่ไดอะล็อก Brushes คลิกที่ ปุ่ม Refresh brushes เพื่อโหลดรายการแปรง อีกครั้งหนึ่ง จะปรากฎหัวแปรงใหม่ที่โหลดเข้ามา ที่ไดอะล็อก Brushes ปรากฎ หัวแปรงที่โหลดเข้ามาใหม่ ทดสอบใช้งานหัวแปรงภาพสีที่สร้างใหม่ กำรสร้ำงหั บทที่ 9: การเลือกสีและหัวแปรง [183]
  • 184.
    9.13 กำรสร้ำงหัวแปรงแอนนิเมชั่นข้อควำม Gimp มีคำาสั่งกึ่งสำาเร็จรูปในการสร้างหัวแปรงแอนนิเมชั่นข้อความเมื่อใช้คำาสั่ง แล้ว เข้าไปกำาหนดข้อความที่ต้องการ ก็จะได้เป็นหัวแปรงแอนนิเมชั่นข้อความ การสร้างหัวแปรงแอนนิเมชั่นข้อความ 1.) ไปที่ File → Create → New Brush from Text... จะปรากฎ หน้ำต่ำง ptyhon-fu-brushes-from-text 2.) ที่หน้ำต่ำง ptyhon-fu-brushes-from-text กำาหนดค่าต่างๆที่ต้องการ Font : ช่องเลือกลักษณะของตัวอักษร Pixel Size : ความสูงของตัวอักษร Text : ข้อความที่จะนำามาทำาเป็นหัวแปรงแอนนิเมชั่น หน้าต่าง ptyhon-fu-brushes-from-text 3.) คลิกที่ปุ่ม OK เป็นการจบการสร้างหัวแปรง 4.) ดูที่ไดอะล็อก Brushes จะปรากฎหัวแปรง แอนนิเมชั่นที่ได้สร้างไป หัวแปรงแอนนิเมชั่นข้อความ ที่เพิ่มเข้ามาใหม่ [184] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 185.
    5.) ทดสอบการใช้งาน โดยเลือกหัวแปรงแอนนิเมชั่นที่ไดอะล็อกBrushes จากนั้นใช้ Paintbrush Tool ระบายสี ตัวอย่างการระบายสีโดยใช้หัวแปรงแอนนิเมชั่นข้อความ บทที่ 9: การเลือกสีและหัวแปรง [185]
  • 186.
  • 187.
    บทที่ 10 :เครื่องมือวาดและระบายสี
  • 188.
    10.1 กลุ่มเครื่องมือวำดและระบำยสี เครื่องมือวาดและระบายสีมีอยู่หลายตัวด้วยกัน ดังต่อไปนี้ เครื่องมือวาดและระบายสี (เลือกจากToolbox)เครื่องมือวาดและระบายสี (เลือกจากเมนู Tool → Paint tools) กลุ่มเครื่องมือวาดและระบายสีในข้างต้น ยังแบ่งเป็นกลุ่มย่อยอีก 2 กลุ่มใหญ่ๆ ด้วยกัน ก็คือ 1. กลุ่มเครื่องมือพื้นฐาน เป็นกลุ่มเครื่องมือที่ใช้วาดเส้นหรือระบายสี เมื่อใช้งาน ต้องใช้คู่กับไดอะล็อก Brushes เพื่อเลือกรูปแบบของหัวแปรง เครื่องมือในกลุ่มนี้ได้แก่ Pencil, Paintbrush, Airbrush และ Ink tool 2. กลุ่มเครื่องมืออื่นๆ กลุ่มนี้มีการใช้งานหลากหลาย แตกต่างกันไป เครื่องมือในกลุ่มนี้ได้แก่ Bucket Fill, Gradient, Eraser, Clone, Perspective Clone, Heal , Blur/Sharpen, Smudge และ Dodge/Burn tool 10.2 คุณสมบัติพื้นฐำนของเครื่องมือวำดและระบำยสี เครื่องมือในกลุ่มวาดและระบายสี มีคุณสมบัติพื้นฐานใน Tool Options เหมือนๆ กันอยู่กลุ่มหนึ่ง ซึ่งจะได้อธิบายไว้ในหัวข้อนี้ [188] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 189.
    Mode : .ใช้เลือกโหมดการระบายหรือโหมดการซ้อนทับกับภาพด้านล่าง โดย ปกติเมื่อระบายอะไรลงบนภาพ จะเป็นการระบายทับ (Mode : Normal) ตัวเลือก Mode ใช้เลือกโหมดการซ้อนทับกับภาพด้านล่าง เช่น ระบายแล้วสีมืดลง, ระบายแล้วสี สว่างขึ้น เป็นต้น Mode ของเครื่องมือวาดและระบายสี มีลักษณะเดียวกับ Mode ของ เลเยอร์ (ดูเรื่อง Layer Modes ได้ในหัวข้อ 6.10 : เลเยอร์โหมด (Layer Modes) ) Tool Options ของ Paintbrush tool ระบายสีแดงบนภาพ ด้วยโหมดต่างๆ Opacity : แถบเลื่อนเพื่อเลือกความโปร่งใสใน การระบายสี 100% คือทึบ มองไม่เห็นด้านล่าง 0% คือ โปร่งใส มองเห็นภาพด้านล่างชัดเจน เหมือนไม่ได้ระบาย อะไรลงไป ระบายสีแดงบนภาพ ด้วย Opacity ต่างๆ Brush : ปุ่มเลือกรูปแบบของหัวแปรง เมื่อคลิกจะปรากฎรายการหัวแปรงให้เลือก ซึ่งมีลักษณะเดียวกับในไดอะล็อก Brushes บทที่ 10: เครื่องมือวาดและระบายสี [189]
  • 190.
    Size : แถบเลื่อนเพื่อเลือกขนาดของหัวแปรงโดยปกติเมื่อเลือกใช้หัวแปรงที่ ไดอะล็อก Brushes หัวแปรงมีขนาดอยู่แล้ว ตัวเลือกที่ Tool Options ใช้เพื่อปรับเปลี่ยน ขนาดหัวแปรงเพิ่มเติมจากค่าปกติ คีย์ลัด กด [ = ลดขนาดหัวแปรง กด ] = เพิ่มขนาดหัวแปรง *** สำมำรถตั้งกำรใช้ลูกกลิ้งเม้ำส์เพื่อลดหรือเพิ่มขนำดหัวแปรงได้ ดูในหัวข้อ 9.11 : ปรับขนำดหัวแปรงโดยใช้ลูกกลิ้งเมำส์ Aspect ratio : แถบเลื่อนเพื่อปรับสัดส่วนของหัวแปรง ซึ่งเป็นสัดส่วนความกว้าง ต่อความสูง มีผลทำาให้หัวแปรงกลมหรือรี แบนหรือเป็นสี่เหลี่ยมจัสตุรัส โดยปกติเมื่อเลือกใช้หัวแปรงที่ไดอะล็อก Brushes หัวแปรงมีสัดส่วนอยู่แล้ว ตัว เลือกที่ Tool Options ใช้เพื่อปรับเปลี่ยนสัดส่วนของหัวแปรงเพิ่มเติมจากค่าปกติ Angle : แถบเลื่อนเพื่อปรับมุมของหัวแปรง โดยปกติเมื่อเลือกใช้หัวแปรงที่ ไดอะล็อก Brushes หัวแปรงมีมุมอยู่แล้ว ตัวเลือกที่ Tool Options ใช้เพื่อปรับเปลี่ยนมุม ของหัวแปรงเพิ่มเติมจากค่าปกติ [190] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 191.
    Dynamics หรือ BrushDynamics : โดยปกติเมื่อระบายสี เช่น ระบายสีด้วย Paintbrush tool เส้นจะหนาเท่ากันหมด (Brush dynamics=Dynamics Off) Brush dynamics เป็นตัวเลือกเพื่อกำาหนดการแปรเปลี่ยนขนาดของเส้นตามการลากเม้าส์ เช่น เมื่อลากเร็วๆ เส้นจะลีบลง เป็นต้น บางตัวเลือกต้องใช้คู่กับ Tablet (เม้าส์ปากกา) จึงจะ เห็นผล ตัวอย่าง Brush dynamics เช่น Basic Dynamics เมื่อใช้ Paintbrush tool ลากเม้าส์เร็วๆ เส้นจะค่อยๆลีบลง, Random Color เมื่อลากเม้าส์ จะทำาการสุ่มสีจากเกร เดี้ยนต์ที่กำาลังใช้งานอยู่มาระบาย เป็นต้น ลากเส้นสีดำาโดยใช้ Paintbrush Tool โดยเลือก Brush dynamics แบบต่างๆ เกรเดี้ยนต์ที่กำาลังใช้งาน รายการ Brush dynamics Dyanamics Options : ตัวเลือกเพิ่มเติมของ Brush dynamics • Fade Option : กำาหนดการจางลงๆของเส้นเมื่อลากเม้าส์ (มีค่า Opacity ลด ลง) สามารถตั้งความยาวได้ว่าจะให้จางลงเป็นระยะยาวเท่าไร โดยตั้งได้ที่ช่อง Fade lenght ตัวเลือกนี้ใช้ได้กับ Brush dynamics บางตัวที่ลากแล้วเส้นลีบลง บทที่ 10: เครื่องมือวาดและระบายสี [191]
  • 192.
    ระบายสีดำาด้วย Paintbrush toolความหนา เดียวกัน โดยตั้งค่า Fade Option เหมือนกันหมด ที่ Fade length 30% ต่างกันที่ Brush dynamics ตามภาพด้านบน ได้ใช้ Paintbrush tool วาดเส้น โดยตั้ง Fade length ไว้ที่ 30% เมื่อลากเส้นปรากฏว่า Dynamics Off ไม่เกิดอะไรเลย เส้นยังหนาและ ทึบเท่ากันตลอด Fade Tapering เริ่มต้นเส้นจะบางและโปร่งใสด้วย เมื่อลาก ต่อ เส้นจะหนาขึ้นและทึบขึ้น จนกระทั่งทึบและกว้างเท่ากันหมด Basic Dynamics เส้นโปร่งใสเฉพาะเริ่มต้นต่อจากนั้นทึบหมด แต่ความหนาเส้นจะไม่ เท่ากันขึ้นอยู่กับความเร็วการลากเม้าส์ Velocity Tapering ความหนาของเส้น อยู่ที่การลากเม้าส์ รวมทั้งความโปร่งใสด้วย ยิ่งเร็วยิ่งบางและยิ่งโปร่งใส • Repeat : เมื่อจบการระบายสีหรือวาดเส้นใน 1 รอบ เช่น ลากแล้วหยุด(โดยไม่ ปล่อยเม้าส์) หรือลากแล้วเส้นจางหายไปหมด ถือเป็นการจบ 1 รอบ ต่อจาก นั้นจะให้มีการซำ้ารูปแบบอย่างไร เมื่อมีการลากเม้าส์ต่อไป Repeat แบบต่างๆ โดยระบายสีดำาด้วย Paintbrush tool ความหนาเดียวกัน โดยตั้งค่า Fade length ที่ 20% เหมือนกันหมด ต่างกันที่ Repeat [192] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 193.
    • Color Options: ปุ่มเลือกเกรเดี้ยนต์สำา หรับ Brush dynamics แบบ Ramdom Color เมื่อคลิกจะปรากฏรายการเกรเดี้ยนต์มาให้เลือก ซึ่งมี ลักษณะเดียวกับในไดอะล็อก Gradients ระบายสีด้วย Paintbrush tool โดยเลือก Brush dynamics เป็น Random Color และเลือก Color Options แบบต่างๆ ตัวเลือกของ Color Options ที่ด้านขวาของ Color Options มีกล่องตัวเลือก Reverse ซึ่งใช้ในการกลับด้าน เกรเดี้ยนต์ Apply Jitter : โดยปกติเมื่อระบายสีหรือลากเส้นจะมีเพียงเส้นเดียว ความต่อ เนื่องของเส้นขึ้นอยู่กับค่า Spacing ของหัวแปรง Jitter เป็นตัวเลือกที่ใช้กระจายการ ระบายออกไปแบบสุ่ม ค่า Jitter ยิ่งมากยิ่งกระจายมาก ระบายสีดำาด้วย Paintbrush tool โดยใช้ Brush dynamics เป็น Velocity Tapering และใช้ Jiiter ที่ 5.39 บทที่ 10: เครื่องมือวาดและระบายสี [193]
  • 194.
    Smooth stroke :โดยปกติ เมื่อระบายหรือวาดเส้น ระยะการระบายจะห่างเท่า กันอย่างคงที่ (ระยะกำรระบำย หรือ Spacing คล้ำยกำรจรดปำกกำแล้วยก แล้วจรด ปำกกำใหม่ จุดที่มีกำรจรดปำกกำจะมีสี จุดที่ยกจะไม่มีสี ตั้งระยะ Spacing ได้ที่ ไดอะล็อก Brushes) หากตัวเลือกนี้ถูกติ๊ก ระยะการระบายจะแปรตามความเร็วในการ ลากเม้าส์ ช่วงที่มีการเปลี่ยนความเร็วมากๆ(ช่วงเร่งความเร็ว) ระยะห่างการระบายจะมาก ตาม ในทางตรงกันข้าม หากลากเม้าส์ช้าๆ ระยะห่างในการระบายจะติดๆกัน Smooth stroke ไม่ถูกติ๊ก Smooth stroke ถูกติ๊ก ระบายสีดำาโดยใช้ Spacing เท่ากัน Smooth stroke หากใช้กับ Jitter จะให้ผลที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว ตัวเลือก Smooth stroke ไม่ถูกติ๊ก ตัวเลือก Apply Jitter ถูกติ๊ก ตัวเลือก Smooth stroke ถูกติ๊ก ตัวเลือก Apply Jitter ถูกติ๊ก Incremental : เมื่อตั้งระยะ Spacing ของหัวแปรงให้ห่างกัน และมีการตั้งค่า Opacity ตำ่ากว่า 100% เพื่อให้การระบายสีดูโปร่งใส หำกตัวเลือกนี้ไม่ถูกติ๊ก(ปกติเป็นอย่างนั้น) เมื่อลากเส้น หากจุดที่มีการจรดปากกา ซ้อนทับกัน ส่วนที่ซ้อนทับและไม่ซ่อนทับจะโปร่งใสเท่ากัน หำกตัวเลือกนี้ถูกติ๊ก เมื่อลาก เส้น ส่วนที่ซ้อนทับกันจะมีความทึบมากขึ้น (ใช้ในกรณีลำกเม้ำส์ครั้งเดียว โดยไม่ปล่อย เม้ำส์) ← ตัวเลือก Incremental ไม่ถูกติ๊ก ← ตัวเลือก Incremental ถูกติ๊ก วาดเส้นสีดำาด้วย Paintbrush โดยใช้ Opacity=25% และใช้ Spacing ของหัวแปรง = 75 [194] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 195.
    Hard edge :.ใช้เพื่อระบุให้หัวแปรงเป็นแบบขอบคมชัด ไม่ว่าจะเลือกใช้หัวแปรง แบบไหนก็ตาม แบบขอบฟุ้งหรือแบบขอบคมชัด เมื่อทำาการระบายหรือลบ จะกระทำาด้วย ขอบแบบคมชัดอย่างเดียว(มี Opacity 100% ทั้งหัวแปรง) ฉะนั้น จึงไม่มีส่วนใดที่ระบาย หรือลบไปแล้ว มีส่วนที่โปร่งใสหรือมีขอบฟุ้งเบลอ ใช้หัวแปรงแบบขอบฟุ้งเบลอเหมือนกัน ลบพื้นที่บางส่วนของภาพ Hard edge ไม่ถูกติ๊ก Hard edge ถูกติ๊ก 10.3 Brush Tools (Pencil, Paintbrush, Airbrush) Brush tools เป็นกลุ่มเครื่องมือพื้นฐานในการวาดเส้นและระบายสี เป็นกลุ่มที่มี ลักษณะการใช้งานคล้ายกัน เครื่องมือในกลุ่มนี้ก็คือ Pencil(ดินสอ), Paintbrush(พู่กัน) และ Airbrush(สเปรย์พ่นสี) tool Pencil, Paintbrush และ Airbrush tool มีวิธีการใช้งานเหมือนกัน ต่างกันที่ผล โดย Pencil tool จะให้ขอบของเส้นที่คมและแข็งกว่า ส่วน Paintbrush tool จะให้เส้นที่ นุ่มกว่า ส่วน Airbrush tool มีลักษณะเหมือนการพ่นสี สามารถควบคุมปริมาณสีที่ออกมา ได้ บทที่ 10: เครื่องมือวาดและระบายสี [195]
  • 196.
    การใช้งาน Pencil ,Paintbrush และ Airbrush tool 1.) เลือก Pencil tool (กด N) หรือ Paintbrush tool (กด P) หรือ Airbrush tool (กด A) ที่ Toolbox 2.) เลือกหัวแปรงที่ไดอะล็อก Brushes และกำาหนดคุณสมบัติของเครื่องมือที่ Tool Options ตามต้องการ 3.) คลิกค้างแล้วลากเม้าส์อย่างอิสระเพื่อวาดเส้นหรือระบายสี วาดด้วย Pencil tool วาดด้วย Paintbrush tool วาดด้วย Airbrush tool บริเวณที่ลากเม้าส์ช้าๆสีจะพ่น ออกมาซ้อนทับกัน จนดูทึบกว่าส่วนอื่น คีย์ร่วมในการวาด กด Shift = วาดเส้นตรง กด Shift + Ctrl = วาดเส้นตรงโดยล็อคมุมทุก 15O กด Ctrl = สลับไปที่ Color Picker tool ชั่วคราวเพื่อเลือกสีใหม่ ← วาดเส้นตรง [196] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 197.
    Tool Options ของPencil, Paintbrush และ Airbrush tool คุณสมบัติต่างๆของเครื่องมือ อธิบายไว้ในหัวข้อ 10.2 แต่ Airbrush tool มี คุณสมบัติที่ไม่ได้อธิบายไว้ในหัวข้อ 10.2 ก็คือ Motion only : โดยปกติเมื่อระบายสีด้วย Airbrush tool จุดที่คลิกเม้าส์ค้างไว้ สีจะพ่นออกมา ซ้อนทับกันเรื่อยๆ ทำาให้ทึบขึ้นๆ หากตัวเลือกนี้ถูกติ๊ก สี จะถูกพ่นออกมาเฉพาะตอนที่ลากเม้าส์เท่านั้น Rate : แถบเลื่อนปรับอัตราการไหลออกของสี ค่าน้อยสีจะออกช้า สีจะค่อยๆซ้อน ทับกันอย่างช้าๆ ค่ามากสีจะออกเร็ว สีจะซ้อนทับกันอย่างรวดเร็ว Flow : แถบเลื่อนปรับปริมาณสีที่พ่นออกมา คล้ายกับการปรับขนาดของรูหัวพ่น ค่ามากสีจะพ่นออกมาก ดูหนาแน่น ค่าน้อยสีจะออกน้อย ดูบางตา วาดด้วย Airbrush tool โดยตั้งค่า Rate และ Flow แบบต่างๆ ตัวอย่างการใช้ Brush tools ในการทำากรอบภาพ ตัวอย่างการทำากรอบภาพด้วย Brush tools บทที่ 10: เครื่องมือวาดและระบายสี [197] คุณสมบัติของ Airbrush tool
  • 198.
    10.4 Bucket FillTool Bucket Fill tool หรือ เครื่องมือถังเทสี เป็นเครื่องมือที่ใช้เทสีในบริเวณกว้าง ตรงที่มีสีต่อเนื่องกัน การใช้งาน Bucket Fill tool 1.) เลือก Bucket Fill tool ที่ Toolbox (กด Shift + B) 2.) กำาหนดคุณสมบัติของเครื่องมือที่ Tool Options ตามต้องการ 3.) คลิกที่ภาพ บริเวณที่ต้องการจะเทสีลงไป โดยสีที่เทลงไปจะเป็นสีโฟร์กราวด์ คีย์ร่วมในการเทสี กด Ctrl + คลิก = เทสีแบ็คกราวด์ กด Shift + คลิก = เทสีโฟร์กราวด์ทับทั้งภาพ โดยไม่สนใจว่าคลิกตรงไหน ใช้ Bucket Fill tool คลิกบริเวณสีขาว ผล (เทสีเหลืองแทนที่สีขาว) Tool Options ของ Bucket Fill tool คุณสมบัติต่างๆของเครื่องมือ ส่วนหนึ่งอธิบายไว้ในหัวข้อ 10.2 ที่มีเพิ่มเติมก็คือ [198] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 199.
    Fill Type :ชนิดของการเทสี มีอยู่ 3 ตัวเลือก ก็คือ • FG color fill : เทสีด้วยสีโฟร์กราวด์ • BG color fill : เทสีด้วยสีแบ็คกราวด์ • Pattern fill : เทสีด้วยแพทเทิร์น สามารถเลือกแพทเทิร์นได้โดยคลิกที่ปุ่ม แพทเทิร์น จะปรากฎรายการแพทเทิร์นให้เลือก ซึ่งมี ลักษณะเดียวกับในไดอะล็อก Patterns (หรือจะเลือกในไดอะล็อก Patterns ก็ได้) Tool Options ของ Bucket Fill tool Affected Area : ผลกระทบต่อพื้นที่ที่จะเทสี มีอยู่ 2 ตัวเลือกก็คือ • Fill whole selection : เทสีลงทับทั้งภาพ โดยไม่สนใจว่าจะคลิกตรงไหน • Fill similar colors : (ค่าปกติ) เทสีเฉพาะตรง ที่มีสีต่อเนื่องกัน Finding Similar Colors : การค้นหาพื้นที่ เหมือนกันที่จะเทสี ตัวเลือกที่มีก็คือ • Fill tranparent areas : เมื่อตัวเลือกนี้ถูกติ๊ก จะสามารถเทสีลงบนพื้นที่โปร่งใสได้ • Sample merged : หากตัวเลือกนี้ถูกติ๊ก จะ ทำาการคำานวณพื้นที่ต่อเนื่องที่จะเทสีในทุกๆ เลเยอร์ • Threshold : แถบเลื่อนเพื่อเลือกความแตก ต่างของสีที่จะนำามาคำานวณพื้นที่เทสี ค่าน้อย พื้นที่ที่จะเทสีก็น้อยด้วย ค่ามากพื้นที่ที่จะเทสี ก็มากด้วย • Fill by : ใช้ลือกสีที่นำามาใช้ค้นหาพื้นที่ที่จะเทสีลงไป เป็นตัวเลือกที่เข้าใจยาก ต้องลองเปลี่ยนค่าแล้วทดสอบการเทสี จะเห็นความแตกต่าง บทที่ 10: เครื่องมือวาดและระบายสี [199]
  • 200.
    10.5 Blend Tool Blendtool เป็นเครื่องมือที่ใช้เทสี โดยสีที่เทลงไปจะเป็นสีเกรเดี้ยนต์ หรือการไล่ เฉดสีจากสีหนึ่งไปอีกสีหนึ่ง การใช้งาน Blend tool 1.) เลือก Blend tool ที่ Toolbox (กด L ) 2.) เลือกรูปแบบของเกรเดี้ยนต์ที่ต้องการ และกำาหนดคุณสมบัติอื่นๆที่ Tool Options 3.) คลิกค้างเพื่อกำาหนดจุดเริ่มต้น จากนั้นลากเม้าส์เป็นแนว เพื่อกำาหนดระยะการกระ จายของเกรเดี้ยนต์ เมื่อได้ระยะแล้วให้ปล่อยเม้าส์ เป็นการกำาหนดจุดจบของเกร เดี้ยนต์ (ก่อนจุดเริ่มต้นและหลังจุดจบจะใส่เป็นสีเดียว) ใช้ Blend tool คลิกค้างแล้วลาก ผล ปรากฎเกรเดี้ยนต์ทับภาพทั้งหมด Tool Options ของ Bucket Fill tool คุณสมบัติต่างๆของเครื่องมือ ส่วนหนึ่งอธิบายไว้ในหัวข้อ 10.2 ที่มีเพิ่มเติมก็คือ Gradient : ปุ่มเลือกเกรเดี้ยนต์ เมื่อคลิกจะ ปรากฏรายการเกรเดี้ยนต์มาให้เลือก ซึ่งมีลักษณะเดียวกับ ในไดอะล็อก Gradients ด้านหลังปุ่มเลือกเกรเดี้ยนต์ มีกล่องตัวเลือก Reverse เมื่อติ๊ก จะเป็นการกลับด้านเกรเดี้ยนต์ [200] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 201.
    Shape : รูปร่างการไล่เฉดปกติเป็น Linear จะไล่เฉดเป็นเส้นตรง อื่นๆก็เช่น Radial จะไล่เฉดเป็น วงกลม เป็นต้น Linear Bi-Linear Radial Square Conical (sym) Conical (assym) Shaped (angluar) Shaped (spherical) Shaped (dimpled) Spiral(cw) Spiral(ccw) Repeat : โดยปกติเมื่อวาดเกรเดี้ยนต์ ก่อนจุดเริ่มต้นและหลังจุดจบจะมีสีทึบเป็น สีเดียว(ตามสีแรกและสีสุดท้ายของเกรเดี้ยนต์ ) ตรงกลางจะมีการไล่เฉด Repeat เป็น กำาหนดรูปแบบการซำ้าของเกรเดี้ยนต์ โดยจะทำาการวาดเกรเดี้ยนต์ซำ้าก่อนจุดเริ่มต้นและ หลังจุดจบ None Sawtooth wave (ซำ้าแบบฟันเลื่อย) Triangular Wave (ซำ้าแบบหลังชนกัน) การเรียงซำ้าเกรเดี้ยนต์แบบต่างๆ จุดเริ่มต้นและจุดจบเกรเดี้ยนต์ บทที่ 10: เครื่องมือวาดและระบายสี [201] Tool Options ของ Blend tool
  • 202.
    Offset : แถบเลื่อนเพื่อเลื่อนจุดเริ่มต้นของเกรเดี้ยนต์ออกไปซึ่งเมื่อเลื่อนแล้ว จะ ทำาให้ความกว้างของเกรเดี้ยนแคบลงด้วย ← Offset = 0 ← Offset = 25 ← Offset = 50 Dithering : กำาหนดความกลมกลืนในการไล่เฉดสี ตัวเลือกนี้ แยกความแตกต่าง ไม่ออกด้วยตาเปล่า Adaptive supersampling : กำาหนดความคมชัดเพิ่มเติมให้กับการไล่เฉดสี การไล่เฉดที่มีรูปร่างเป็นส่วนโค้งอย่างเช่น Radial หรือ Spiral โดยปกติบริเวณโค้งจะเห็น เป็นขอบตัดขรุขระ ตัวเลือกนี้จะช่วยให้การไล่เฉดบริเวณส่วนโค้งดูเรียบสวยงามยิ่งขึ้น 10.6 Eraser Tool Eraser tool หรือ เครื่องมือยางลบ เป็นเครื่องมือที่ใช้หัวแปรงลบสีหรือพื้นที่ บน เลเยอร์ที่กำาลังใช้งานอยู่ ลักษณะการใช้งานก็คล้ายกับยางลบจริงๆ การใช้งาน Eraser tool 1.) เลือก Eraser tool ที่ Toolbox (กด Shift + E) 2.) กำาหนดคุณสมบัติของเครื่องมือที่ Tool Options ตามต้องการ 3.) คลิกค้างแล้วลากเม้าส์ เพื่อลบพื้นที่ตามต้องการ คีย์ร่วม กด Alt = สลับไปที่โหมด Anti-Erase (อธิบายไว้ที่ Tool Options ) กด Ctrl = สลับไปที่ Color Picker tool ชั่วคราว เพื่อเลือกสีแบ็คกราวน์ ใหม่ มีประโยชน์สำาหรับภาพที่ไม่มีแชนแนลอัลฟ่า เพราะเมื่อลบจะเป็นการ นำาสีแบ็คกราวด์ไปใส่แทนบริเวณที่ถูกลบ [202] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 203.
    ภาพที่มีแชนแนลอัลฟ่า เมื่อลบ จะทะลุจนมองเห็นเลเยอร์ที่อยู่ด้านล่าง(หรือเห็น พื้นหลัง)ภาพที่ไม่มีแชนแนลอัลฟ่า เมื่อลบ จะเป็นการนำาสีแบ็คกราวด์ไปใส่แทนบริเวณที่ ถูกลบ ภาพที่ไม่มีแชนแนลอัลฟ่า ภาพที่มีแชนแนลอัลฟ่า Tool Option ของ Eraser tool Tool Options ของ Eraser tool คุณสมบัติต่างๆของเครื่องมือ ส่วนหนึ่งอธิบายไว้ ในหัวข้อ 10.2 ที่มีเพิ่มเติมก็คือ Anti-Erase : เมื่อตัวเลือกตัวนี้ถูกติ๊ก (หรือ กด Alt ค้างไว้) เมื่อใช้เม้าส์ระบายกลับไปยังบริเวณที่ลบไป แล้ว จะเป็นการนำาส่วนที่ถูกลบไปแล้วนั้นกลับมา บทที่ 10: เครื่องมือวาดและระบายสี [203]
  • 204.
    10.7 Ink Tool Inktool หรือ เครื่องมือวาดปากกาหมึกซึม เหมาะสำาหรับการวาดเส้น เช่น วาด เส้นตัดขอบภาพ เป็นต้น เพราะจะแปรเปลี่ยนขนาดเส้นได้ตามการลากเม้าส์ ดูเป็น ธรรมชาติมากกว่าการใช้เครื่องมืออื่นๆ แต่ในทางตรงข้ามก็ไม่เหมาะกับการระบายสีลง บนพื้นที่ เพราะเหตุผลเดียวกัน Ink tool เหมาะสำาหรับใช้งานกับ Tablet (เม้าส์ปากกา) มากกว่า Ink tool มีวิธีใช้งานเหมือนกับ Brush tools เพียงแต่คุณสมบัติที่ Tool Options ต่างกัน การใช้งาน Ink tool 1.) เลือก Ink tool ที่ Toolbox (กด K) 2.) กำาหนดคุณสมบัติของเครื่องมือที่ Tool Options ตามต้องการ 3.) คลิกค้างแล้วลากเม้าส์อย่างอิสระเพื่อวาดเส้น บริเวณที่ลากเม้าส์ช้าเส้นจะหนา บริเวณที่ลากเม้าส์เร็วเส้นจะบาง คีย์ร่วม กด Ctrl = สลับไปที่ Color Picker tool ชั่วคราวเพื่อเลือกสีใหม่ วาดเส้นด้วย Ink tool *** Ink tool ไม่ต้องเลือกหัวแปรงใดๆที่ไดอะล็อก Brushes เพรำะไม่มีผล [204] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 205.
    Tool Options ของInk tool คุณสมบัติต่างๆของเครื่องมือ ส่วนหนึ่งอธิบายไว้ ในหัวข้อ 10.2 ที่มีเพิ่มเติมก็คือ Adjustment : Size ควบคุมขนาดหลักของ ปากกา Angle ควบคุมมุมของปากกา Sensivity : Size ควบคุมขนาดของปลาย ปากกา คล้ายการเปลี่ยนหัวปากกา ค่าน้อยเส้นจะเล็ก ค่ามากเส้นจะหนา Tilt ควบคุมความเอียงของปากกา Speed เป็นตัวควบคุมขนาดของเส้นอีกวิธีหนึ่ง ค่ามาก เส้นจะบาง ค่าน้อยเส้นจะหนา Shape : รูปร่างของหัวปากกา มีให้เลือก 3 แบบก็คือ วงกลม, สี่เหลี่ยม และ สี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด *** Tool Options ของ Ink tool แต่ละตัว ทำำควำมเข้ำใจได้ค่อยข้ำงยำก กำรทดสอบเป็นวิธีที่จะ เข้ำใจได้ดีที่สุด 10.8 Clone Tool Clone tool เป็นเครื่องมือที่ใช้คัดลอกบางส่วนของภาพ โดยใช้การระบายของหัว แปรงเป็นตัวกำาหนดว่า จะคัดลอกบริเวณไหน ไปที่ไหน Clone tool เป็นเครื่องมือที่ใช้บ่อยในการซ่อมแซมจุดบกพร่องของภาพ เช่น ใช้ ลบริ้วรอย ใช้ซ่อมส่วนที่ขาดหายไป เป็นต้น นอกจากนี้ Clone tool ยังสามารถใช้ระบายเป็นแพทเทิร์น(ลวดลาย) ด้วยหัว แปรงได้ด้วย บทที่ 10: เครื่องมือวาดและระบายสี [205] Tool Options ของ Ink tool
  • 206.
    การใช้งาน Clone toolเพื่อคัดลอกบางส่วนของภาพ 1.) เลือก Clone tool ที่ Toolbox (กด C) 2.) กำาหนดคุณสมบัติของเครื่องมือที่ Tool Options สำาคัญที่ Source ให้เลือกเป็น Image (ดู Tool Options ในหน้ำถัดไป) 3.) เริ่มต้น ตัวชี้เม้าส์จะเป็นรูป ซึ่งจะยังไม่สามารถทำาอะไรได้เลย เพราะต้อง กำาหนดต้นทางที่จะทำาการคัดลอกเสียก่อน 4.) กด Ctrl ค้างไว้ แล้วคลิกบริเวณที่จะทำาการคัดลอก เมื่อคลิกแล้ว ณ จุดที่คลิก จะ มีตัวชี้เม้าส์รูปเครื่องหมายบวก เพิ่มเข้ามา ซึ่งก็คือตัวชี้ต้นทางที่จะคัดลอก กด Ctrl+คลิกที่ต้นทาง ที่จะทำาการคัดลอก จะปรากฎตัวชี้เม้าส์ 2 ตัว ตัวหนึ่งชี้ต้นทาง ตัวหนึ่งชี้ปลายทาง 5.) ใช้เม้าส์ระบายบริเวณปลายทางที่จะคัดลอกภาพมาวาง โดยตัวชี้เม้าส์ทั้ง 2 ตัว จะ เคลื่อนไปพร้อมๆกัน ตัวหนึ่งชี้ที่ต้นทาง ตัวหนึ่งชี้ที่ปลายทาง ภาพจะถูกคัดลอก จากต้นทางมาไว้ยังปลายทาง ตามที่เม้าส์ระบายผ่าน ใช้เม้าส์ระบายไปเรื่อยๆ เพื่อคัดลอกภาพจากต้นทางไปปลายทาง ผล [206] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 207.
    Tool Options ของClone tool คุณสมบัติต่างๆของเครื่องมือ ส่วนหนึ่งอธิบายไว้ในหัวข้อ 10.2 ที่มีเพิ่มเติมก็คือ Source : แหล่งที่มาของต้นทางที่จะทำาการคัด ลอก ตัวเลือกก็คือ • Image คัดลอกต้นทางจากภาพ (ตำมขั้นตอนที่ ได้อธิบำยไปก่อนหน้ำ) และหากติ๊กที่กล่องตัว เลือก Sample merged ต้นทางที่คัดลอกจะคัด ลอกจากทุกๆเลเยอร์ • Pattern คัดลอกจากแพทเทิร์น หรือก็คือ การ ระบายแพทเทิร์นลงไป เมื่อคลิกที่ปุ่มแพทเทิร์น จะปรากฎรายการแพทเทิร์นให้เลือกซึ่งมีลักษณะ เดียวกับในไดอะล็อก Patterns Alignment : เป็นความสัมพันธ์ระหว่างต้นทาง กับปลายทาง ตัวเลือกที่มีก็คือ • None : เป็นโหมดปกติ เมื่อระบายเพื่อคัดลอก ต้นทางไปยังปลายทาง ตัวชี้เม้าส์ต้นทางและ ปลายทางจะเคลื่อนไปพร้อมๆกัน แต่เมื่อปล่อย เม้าส์ ตัวชี้เม้าส์ต้นทางจะโดดกลับไป ณ จุดเดิม ที่กด Ctrl+คลิก • Aligned : คล้ายกับโหมด None เพียงแต่เมื่อ ปล่อยเม้าส์ ตัวชี้เม้าส์ต้นทางจะไม่กลับไปที่จุด เริ่มต้น จะคงระยะห่างระหว่างตัวชี้เม้าส์ปลาย ทางเท่าเดิมไปตลอด • Registered : โหมดนี้ต่างจากโหมดอื่นโดยสิ้นเชิง มักจะใช้เพื่อคัดลอกบางส่วน จากภาพหนึ่งไปยังอีกภาพหนึ่ง วิธีการใช้งานเหมือนกับโหมดอื่นๆ ก็คือ กด Ctrl+คลิก เพื่อกำาหนดต้นทาง แต่ปลายทางให้ไประบายที่ภาพอื่นๆ(ภาพที่อยู่ใน Image window อื่นๆ) • Fixed : ตัวชี้เม้าส์ต้นทางจะอยู่ที่เดิมไปตลอด บทที่ 10: เครื่องมือวาดและระบายสี [207] Tool Options ของ Clone tool
  • 208.
    การใช้งาน Clone toolเพื่อระบายแพทเทิร์น 1.) เลือก Clone tool ที่ Toolbox (กด C) 2.) กำาหนดคุณสมบัติที่ Tool Options ตาม ต้องการ สำาคัญที่ Source ให้เลือกเป็น Pattern 3.) คลิกที่ปุ่มแพทเทิร์น จะปรากฎรายการ แพทเทิร์นมาให้เลือก จากนั้นเลือกแพทเทิร์น ตามต้องการ 4.) ใช้เม้าส์ระบายเพื่อวาดแพทเทิร์นลงบนภาพ ภาพต้นฉบับ ใช้ Clone tool ระบายแพทเทิร์น ผล 10.9 Heal Tool Heal tool มีลักษณะการใช้งานเหมือนกับ Clone tool แต่ Heal tool ถูกทำาให้ มีจุดเด่นในด้านการแก้ไขจุดบกพร่องของภาพที่ใช้งานง่ายขึ้น การใช้งาน Heal tool เพื่อแก้ไขจุดบกพร่องของภาพ เช่น การลบรอยย่น การลบ ริ้วรอยต่างๆ เป็นต้น หลักๆก็คือ คัดลอกส่วนที่ดี ไปปะส่วนที่บกพร่อง ซึ่งหากใช้ Clone tool กระทำาดังกล่าว จะต้องใช้ฝีมือและการลองผิดลองถูกพอสมควร แต่ Heal tool ทำาให้เรื่องนี้ง่ายขึ้น [208] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org ที่ Tool Options เลือก Pattern จากนั้นกดปุ่มแพทเทิร์นเพื่อเลือก แพทเทิ์นที่ต้องการ
  • 209.
    หากใช้ Clone toolคัดลอกภาพ ต้นทางเป็นอย่างไร ปลายทางก็เป็นอย่างนั้น แต่ Heal tool ปลายทางจะถูกนำามาคำานวณด้วย ทำาให้ปลายทางและต้นทางดูกลมกลืนกัน ไม่ แตกต่างกันมากเกินไป ฉะนั้น แท้จริงแล้ว Heal tool จึงไม่ใช่เครื่องมือคัดลอก แต่เป็น เครื่องมือซ่อมแซม การใช้งาน Heal tool เพื่อแก้ไชริ้วรอย 1.) เลือก Heal tool ที่ Toolbox (กด H) 2.) กำาหนดคุณสมบัติที่ Tool Options ตามต้องการ 3.) เริ่มต้น ตัวชี้เม้าส์จะเป็นรูป ซึ่งจะยังไม่สามารถทำาอะไรได้เลย เพราะต้อง กำาหนดต้นทางที่จะนำาไปปะเสียก่อน 4.) กด Ctrl ค้างไว้ แล้วคลิกบริเวณที่ไม่มีตำาหนิ ที่มีสีใกล้เคียงกับปลายทางที่จะ ทำาการซ่อมแซม เมื่อคลิกแล้ว ณ จุดที่คลิก จะมีตัวชี้เม้าส์รูปเครื่องหมายบวก เพิ่มเข้ามา ซึ่งก็คือตัวชี้ต้นทางที่จะนำาไปปะ กด Ctrl+คลิกที่ต้นทาง ที่จะนำาไปปะส่วนที่ต้องการซ่อมแซม จะปรากฎตัวชี้เม้าส์ 2 ตัว ตัวหนึ่งชี้ต้นทาง ตัวหนึ่งชี้ปลายทาง บทที่ 10: เครื่องมือวาดและระบายสี [209]
  • 210.
    5.) ใช้เม้าส์ระบายบริเวณปลายทางที่ต้องการจะซ่อมแซม โดยตัวชี้เม้าส์ทั้ง2 จะ เคลื่อนไปพร้อมๆกัน ตัวหนึ่งชี้ที่ต้นทาง ตัวหนึ่งชี้ที่ปลายทาง ภาพจากต้นทางจะ ถูกนำาไปปะให้กับปลายทาง ตามที่เม้าส์ระบายผ่าน (ทำาซำ้าๆ เพื่อแก้ไขจุดบกพร่อง จนพอใจ หากระบายผิดให้กด Ctrl+Z ยกเลิกแล้วระบายใหม่ หรือกด Ctrl+คลิก เพื่อเลือกต้นทางใหม่ ) ใช้เม้าส์ระบายไปเรื่อยๆ เพื่อนำาภาพจากต้นทางไปปะให้กับภาพปลายทาง หากทำาผิด ให้กด Ctrl+Z ยกเลิก แล้วระบายใหม่ ทำาซำ้าๆ วนไปเรื่อยๆ *** Tool Options ของ Heal tool เหมือนกับ Clone tool 10.10 Perspective Clone Tool Perspective Clone tool เป็นเครื่องมือคัดลอกภาพ จากต้นทางไปปลายทาง โดยใช้การระบายของหัวแปรงเช่นเดียวกับ Clone tool เพียงแต่ Perspective Clone tool จะคัดลอกต้นทางในลักษณะของภาพเพอร์สเป็คทีฟ การใช้งาน Perspective Clone tool 1.) เลือก Perspective Clone tool ที่ Toolbox 2.) ที่ Tool Options เลือก Modify Perspective (ปกติเลือกไว้แล้ว) 3.) คลิกที่ภาพ จะปรากฎมือจับ 4 ตัวอยู่ที่มุมของภาพ จากนั้นใช้เม้าส์ย้ายมือจับให้อยู่ ในมิติเดียวกับมุมมองเพอร์สเป็คทีฟ (ให้เส้นขนาบข้างผ่านจุดสุดสายตา) [210] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 211.
    ใช้ Perspective Clonetool คลิกที่ภาพ จะปรากฎมือจับ 4 ตัวอยู่ที่มุมภาพ ใช้เม้าส์จับมือจับแล้วย้ายให้อยู่ในมิติเดียว กับมุมมองเพอร์สเป็คทีฟ (ให้เส้นขนาบข้างผ่านจุดสุดสายตา) 4.) ที่ Tool Options เลือก Perspective clone 5.) กด Ctrl ค้างไว้ แล้วคลิกภายในกรอบของมือจับ เมื่อคลิกแล้ว ณ จุดที่คลิก จะมีตัว ชี้เม้าส์รูปเครื่องหมายบวก เพิ่มเข้ามา ซึ่งก็คือตัวชี้ต้นทางที่จะทำาการคัดลอก 6.) ใช้เม้าส์ระบายบริเวณปลายทาง โดยตัวชี้เม้าส์ทั้ง 2 จะเคลื่อนไปพร้อมๆกัน ตัวหนึ่ง ชี้ที่ต้นทาง ตัวหนึ่งชี้ที่ปลายทาง ภาพจากต้นทางจะถูกคัดลอกไปที่ปลายทางแบบ เพอร์สเป็คทีฟ ใช้เม้าส์ระบายบริเวณปลายทาง ผล (ภาพจะคัดลอกมาวางแบบเพอร์สเป็คทีฟ) บทที่ 10: เครื่องมือวาดและระบายสี [211]
  • 212.
    Tool Options ของPerspective Clone tool Tool Options ของ Perspective Clone tool เหมือนกับ Clone tool ที่ต่างกัน ก็คือ Perspective Clone : ซึ่งมี 2 ตัวเลือกก็คือ • Modify Perspective : หากตัวเลือกนี้ถูกติ๊ก จะเป็น โหมดปรับแต่งมือจับ เพื่อปรับมิติของต้นทางที่จะ ทำาการคัดลอก • Perspective Clone : หากตัวเลือกนี้ถูกติ๊ก จะเป็น โหมดคัดลอก ไม่สามารถปรับแต่งมือจับได้ 10.11 Blur/Sharpen Tool Blur/Sharpen tool เป็นเครื่องมือที่ใช้การระบายของหัวแปรงเพื่อทำาให้ภาพ ณ จุดที่ถูกระบาย มีความเบลอ(Blur) หรือมีความคมชัด (Sharpen) มากขึ้น Blur กับ Sharpen เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกัน Blur จะทำาให้ดูนุ่มลง หรือทำาให้ไม่ชัด คล้ายภาพเหมือนฝัน แต่ Sharpen จะทำาให้ความแตกต่างระหว่างสีชัดเจนมากขึ้น สีโทน มืดก็จะยิ่งมืดลง สีโทนสว่างก็จะยิ่งสว่างขึ้น จึงเห็นความแตกต่างระหว่างสีชัดเจนยิ่งขึ้น Blur มักจะใช้เก็บงานต่อจาก Clone tool หรือ Heal tool ในการแก้ไขจุด บกพร่องของภาพ ซึ่งจะทำาให้ภาพดูเนียนยิ่งขึ้น การใช้งาน Blur/Sharpen tool 1.) เลือก Blur/Sharpen tool ที่ Toolbox (กด Shift + U) 2.) กำาหนดคุณสมบัติที่ Tool Options ตามต้องการ 3.) ใช้เม้าส์ระบายที่ภาพ การระบายโดยปกติจะเป็นโหมด Blur หากต้องการระบายด้วยโหมด Sharpen ให้ กด Ctrl ค้างไว้แล้วระบาย [212] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 213.
    ใช้เม้าส์ระบายด้วยโหมด Blur ผล(ส่วนที่ถูกระบายจะเบลอมากขึ้น) ใช้เม้าส์ระบายด้วยโหมด Sharpen (กด Ctrl + ระบาย ) ผล (ส่วนที่ถูกระบายมีความ แตกต่างของสีมากขึ้น ดูคมชัดยิ่งขึ้น) ภาพหลังจากใช้ Heal tool ลบริ้วรอยต่างๆ ใช้ Blur tool เก็บงานต่อ บทที่ 10: เครื่องมือวาดและระบายสี [213]
  • 214.
    Tool Options ของBlur/Sharpen tool คุณสมบัติต่างๆของเครื่องมือ ส่วนหนึ่งอธิบายไว้ในหัวข้อ 10.2 ที่มีเพิ่มเติมก็คือ Convolve Type : โหมดการใช้งานเครื่องมือ มี 2 โหมด ก็คือ Blur และ Sharpen Rate : แถบเลื่อนเพื่อปรับนำ้าหนักของเครื่องมือ ค่าน้อยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทีละน้อยๆ ค่ามากเกิด การเปลี่ยนแปลงทีละมากๆ 10.12 Smudge Tool Smudge tool (Smude=รอยเปื้อน) เป็นเครื่องมือที่มีลักษณะการใช้งาน คล้าย การเอานิ้วไปถูสีที่ยังไม่แห้ง สีบริเวณที่ถูกถูก็จะลื่นไถลไปตามทิศทางการถู และจะเกิดการ ผสมกัน ทำาให้ดูกลมกลืน Smudge tool เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่มักถูกใช้ในการแก้ไขริ้วรอยของภาพ และใช้ ในการเกลี่ยสีให้ดูเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น การใช้งาน Smudge tool 1.) เลือก Smudge tool ที่ Toolbox (กด S) 2.) กำาหนดคุณสมบัติที่ Tool Options ตามต้องการ 3.) ใช้เม้าส์ถูที่ภาพ บริเวณที่ต้องการเกลี่ยสี ถูปัดไปทางซ้ายหรือขวา บนหรือล่างบ้าง แล้วแต่ต้องการ สีก็จะถูกเกลี่ยไปตามทิศทางนั้น ภาพต้นฉบับ ใช้ Smudge tool ถู บริเวณที่ต้องการเกลี่ยสี ผล [214] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 215.
    ภาพหลังจากใช้ Heal toolและ Blur tool ตกแต่งแล้ว ใช้ Smudge tool ตกแต่งภาพต่อ ทำาให้สีดูกลมกลืนกันยิ่งขึ้น Tool Options ของ Smudge tool คุณสมบัติต่างๆของเครื่องมือ ส่วนหนึ่งอธิบายไว้ในหัวข้อ 10.2 ที่มีเพิ่มเติมก็คือ Rate : แถบเลื่อนเพื่อปรับนำ้าหนักของเครื่องมือ ค่าน้อยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที ละน้อยๆ ค่ามากจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทีละมากๆ 10.13 Dodge/Burn Tool Dodge/Burn tool เป็นเครื่องมือที่ใช้การระบายของหัวแปรงเพื่อทำาให้ส่วนที่ถูก ระบายมีสีสว่างขึ้น(Dodge) หรือมืดลง(Burn) แล้วแต่โหมดที่เลือกใช้งาน Dodge/Burn tool ใช้บ่อย ในการระบายบางส่วนของภาพ แล้วทำาให้เปลี่ยนเฉดสี ไป โดยไม่ต้องเลือกสีแล้วระบายใหม่ เช่น การระบายส่วนที่โดนแสง หรือส่วนที่โดนบังแสง เป็นต้น Dodge/Burn tool เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่มักถูกใช้เพื่อเก็บงานต่อจาก Clone tool หรือ Heal tool เพื่อแก้ไขริ้วรอยของภาพ บทที่ 10: เครื่องมือวาดและระบายสี [215]
  • 216.
    การใช้งาน Dodge/Burn tool 1.)เลือก Dodge/Burn tool ที่ Toolbox (กด Shift + D) 2.) กำาหนดคุณสมบัติที่ Tool Options ตามต้องการ 3.) ใช้เม้าส์ระบายที่ภาพ การระบายโดยปกติจะเป็นโหมด Dodge หากต้องการระบายด้วยโหมด Burn ให้ กด Ctrl ค้างไว้แล้วระบาย ใช้เม้าส์ระบายด้วยโหมด Dodge ผล (สีสว่างขึ้น) ใช้เม้าส์ระบายด้วยโหมด Dodge ที่ตาขาว ระบายด้วยโหมด Burn ที่ตาดำา ผล (สีที่ตาขาวสว่างขึ้น ที่ตาดำาเข้มขึ้น) ภาพหลังจากใช้ Heal tool, Blur tool และ Smudge tool ตกแต่งแล้ว ใช้ Dodge/Burn Tool ตกแต่งภาพต่อ โดยทำาให้สีตาและสีฟันขาวขึ้น ทำาให้ริมฝีปากมีสีสดขึ้น คิ้วเข้มขึ้น [216] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 217.
    ต้นฉบับใช้ Paint toolระบาย ใช้ Dodge/Burn tool และ Smudge tool ระบายเพื่อทำาให้ภาพดูมีมิติ Tool Options ของ Dodge/Burn tool คุณสมบัติต่างๆของเครื่องมือ ส่วนหนึ่งอธิบายไว้ในหัวข้อ 10.2 ที่มีเพิ่มเติมก็คือ Type : โหมดการใช้งานเครื่องมือ มี 2 โหมด ก็คือ Dodge และ Burn Range : มีอยู่ 3 ตัวเลือกก็คือ Shadows มีผล ต่อพิกเซลที่มีสีโทนมืด Midtones มีผลต่อพิกเซลที่มีสี โทนกลางๆ Highlights มีผลต่อพิกเซลที่มีสีโทนสว่าง Exposure : แถบเลื่อนเพื่อปรับผลกระทบจาก เครื่องมือ ค่าน้อยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทีละน้อยๆ ค่า มากจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทีละมากๆ บทที่ 10: เครื่องมือวาดและระบายสี [217]
  • 218.
  • 219.
    บทที่ 11 :พาธและข้อความ
  • 220.
    11.1 รู้จักกับพำธ (Paths) พาธ(Paths) ก็คือ เส้นที่มีรูปร่างอิสระ โดยจะเป็นเส้นตรงหรือเส้นโค้งก็ได้ พาธมี โครงสร้างแบบ Vector เมื่อวาดแล้วจึงสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างอิสระโดยที่เส้นไม่แตก พาธ มีโครงสร้างพื้นฐานมาจากเส้นที่เรียกว่า “Bezier curve” (ตั้งชื่อตำม Pierre Bezier ผู้คิดค้น) ซึ่งถูกใช้ในโปรแกรมด้านงานกราฟฟิคหลายๆตัว Bezier curve “1 ท่อน” (1 Segment) มีจุดปลายอยู่ 2 ด้านเรียกว่า “โหนด” (Node หรือ End Point) โหนดเป็นตัวกำาหนดตำาแหน่งของเส้น โดยแต่ละโหนดจะมี “มือจับ” (Handle หรือ Control Point) ไว้ใช้ปรับความโค้งของเส้น เส้นเชื่อมระหว่าง โหนดถึงมือจับเรียกว่า “แขนปรับความโค้ง” Bezier curve 1 ท่อน สามารถนำามาต่อกันได้ไม่จำากัด โดยแต่ละท่อนสามารถปรับ ความโค้ง ย้ายตำาแหน่งโหนดได้อย่างอิสระ เมื่อนำา Bezier curve มาต่อกัน จะต่อกันที่โหนด โดยมีลักษณะการต่ออยู่ 2 รูป แบบใหญ่ๆ ก็คือ 1. ต่อแบบโค้งราบเรียบ (Smooth node) แขนปรับความโค้งจะอยู่ในแนว เดียวกัน เส้นจะต่อกันอย่างราบเรียบ การต่อ Bezier curve แบบโค้งราบเรียบ (แขนปรับความโค้งอยู่แนวเดียวกัน) 2. ต่อแบบมุมแหลม (Corner node หรือ Cusp node) การต่อแบบมุมแหลมยัง แบ่งย่อยได้อีก 3 รูปแบบ ก็คือ โค้งต่อกับโค้งเป็นมุมหัก (มีแขนปรับความโค้ง 2 เส้น แต่ อยู่คนละแนว), เส้นตรงต่อเส้นตรง (ไม่มีแขนปรับความโค้ง) และ เส้นตรงต่อกับเส้นโค้ง (มีแขนปรับความโค้งข้างเดียว) [220] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 221.
    การต่อ Bezier curve แบบมุมแหลม(โค้งต่อโค้ง) การต่อBezier curve แบบมุมแหลม(เส้นตรงต่อเส้นตรง) การต่อ Bezier curve แบบมุมแหลม(เส้นตรงต่อโค้ง) พาธ ก็คือเส้น Bezier curve ที่ถูกวาดโดยใช้ Path tool วาดต่อกันไปเรื่อยๆ พาธ ที่เกิดจากเส้น Bezier curve ต่อกัน มีลักษณะโดยรวมของเส้นพาธอยู่ 3 แบบ ก็คือ 1. แบบมีปลาย 2 ด้าน ซึ่งจะเรียกว่า พาธเปิด (Open Path) 2. แบบวงปิด ซึ่งจะเรียกว่า พาธปิด (Close Path) 3. แบบผสม พาธแบบนี้มีเส้นพาธมากกว่า 1 เส้น แต่เป็นพาธเดียว หากดูที่ ไดอะล็อก Paths จะเป็นชื่อเดียวแต่มีเส้นพาธมากกว่า 1 เส้น เส้นพาธแต่ละเส้นจะถูก เรียกว่า พาธย่อย (Sub-Path) พาธเปิด พาธปิด พาธผสม พาธ เมื่อถูกวาดแล้ว สามารถบันทึกเก็บไว้เพื่อนำามาแก้ไขดัดแปลงในภายหลังได้ นอกจากนี้ ยังสามารถแปลงไปเป็นการเลือก(เส้นประมดเดิน) หรือสั่งให้ระบายสีตามแนว เส้นพาธได้ด้วย ด้วยความยืดหยุ่นของพาธ พาธจึงเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ถูกใช้บ่อยมาก 11.2 กำรวำดเส้นพำธด้วย Path tool การวาดเส้นพาธ 1.) เลือก Path tool ที่ Toolbox (กด B) 2.) ที่ Tool Options เลือกที่ Design ซึ่งเป็นโหมดสำาหรับการวาดเส้นพาธ (เริ่มต้น เป็นโหมดนี้อยู่แล้ว) ตัวชี้เม้าส์จะเปลี่ยนเป็นรูป บทที่ 11: พาธและข้อความ [221]
  • 222.
    3.) คลิกเม้าส์เพื่อกำาหนดโหนดเริ่มต้น จากนั้นตัวชี้เม้าส์จะเปลี่ยนเป็นรูปบ่ง บอกว่า จากนี้จะเป็นการสร้างโหนดต่อไป 4.) เลื่อนเม้าส์ไปที่จุดต่อไป จากนั้นคลิกเพื่อสร้างโหนดต่อไป จะได้เส้นพาธมา 1 ท่อน คลิกต่อไปเรื่อยๆ เพื่อสร้างโหนดต่อๆไป ซึ่งจะได้เส้นพาธท่อนต่อๆไปตามมาด้วย คลิกเม้าส์เฉยๆ จะสร้างโหนด มุมแหลม (สร้างเส้นตรง) คลิกค้างแล้วลากเม้าส์ จะสร้างโหนด โค้งราบเรียบ (สร้างเส้นโค้ง) โดยจุด ที่คลิกจะเป็นตำาแหน่งของโหนด และเมื่อลากเม้าส์ออกไป(ยังคงคลิกค้างอยู่) จะปรากฎมือจับที่ตำาแหน่งตัวชี้เม้าส์ ซึ่งสามารถลากเม้าส์เพื่อปรับความโค้ง ของเส้นได้เลย คลิกเพื่อสร้างโหนด จะเป็นการสร้างเส้นตรง คลิกค้างเพื่อสร้างโหนด จะเป็นการสร้างเส้นโค้ง 5.) หากต้องการทำาเป็นพาธปิด ให้นำาเม้าส์ไปชี้ที่โหนดเริ่มต้น จากนั้น กด Ctrl ค้างไว้ ตัวชี้เม้าส์จะเปลี่ยนเป็นรูป ให้คลิกที่โหนดเริ่มต้น พาธจะกลายเป็นพาธปิด Tool Options ของ Path tool Edit Mode : มีตัวเลือกก็คือ Design เป็นโหมด สำาหรับสร้างเส้นพาธ Edit เป็นโหมดสำาหรับแก้ไขเส้น พาธ Move เป็นโหมดสำาหรับเคลื่อนย้ายเส้นพาธ ( *** ดู วิธีกำรใช้งำนโหมดต่ำงๆในหัวข้อถัดไป จะเข้ำใจง่ำยกว่ำ) Polygonal : หากตัวเลือกนี้ถูกติ๊ก จะเป็นการ สร้างเส้นพาธแบบเส้นตรงเพียงอย่างเดียว [222] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org Tool Options ของ Path tool
  • 223.
    Selection from Path: ปุ่มสร้างเส้นประมดเดินตามแนวเส้นพาธ(เลือกพื้นที่ ตามแนวเส้นพาธ) เส้นพาธ ที่วาดเป็น กรอบสี่เหลี่ยมรอบรูปส้ม หลังคลิกที่ปุ่ม Selection from Path จะปรากฎเส้นประมดเดินตามแนวเส้นพาธ Stroke Path : ปุ่มเพื่อระบายสีตามแนวเส้นพาธ เมื่อคลิกจะปรากฎ หน้ำต่ำง Stroke Path เพื่อให้กำาหนดรูปแบบของเส้นที่จะระบาย ที่หน้าต่าง Stroke path แบ่งเป็น 2 ส่วนก็คือ Stroke line : เป็นการกำาหนดให้ ระบายด้วยเส้นทึบหรือเส้นประ (กำำหนดที่ Line Style) โดยใช้สีโฟร์กราวด์ (Solid color) หรือใช้แพทเทิร์น(Pattern) ที่กำาลัง ใช้งานอยู่ ณ ขณะนั้น Stroke with a paint tool : เป็นการกำาหนดให้ระบาย โดยใช้เครื่องมือใน กลุ่ม Paint tool หากใช้ตัวเลือกนี้ จะเป็นการระบาย ด้วยค่าตั้งไว้ใน Tool Options ของเครื่อง มือแต่ละชนิดที่เลือกใช้ โดยระหว่างที่เปิด หน้าต่าง Stroke path อยู่ สามารถสลับไป ตั้งค่า Tool Options ของเครื่องมือต่างๆได้ หน้าต่าง Stroke Path *** เมื่อระบำยสีตำมแนวเส้นพำธแล้ว เส้นพำธยังคงอยู่และยังปรับเปลี่ยนได้ บทที่ 11: พาธและข้อความ [223]
  • 224.
    ตัวอย่างการระบาย ตามแนวเส้นพาธ ระบายตามแนวเส้นพาธ ด้วยเส้นประโดยใช้สีโฟรกราวด์ ระบายตามแนวเส้นพาธ โดยใช้ Inktool ระบายตามแนวเส้นพาธโดยใช้ Clone tool ระบายเป็นแพทเทิร์น ระบายตามแนวเส้นพาธโดยใช้ Paintbrush tool ระบายแบบ Brush dynamics 11.3 กำรปรับแต่งเส้นพำธ เมื่อวาดเส้นพาธเสร็จแล้ว (หรือยังไม่เสร็จก็ได้) สามารถปรับแต่งเส้นพาธได้หลาก หลายประการ โดยทั้งหมดนี้จะใช้ Path tool • เลือกหลายโหนด : กด Shift ค้างไว้ จากนั้นใช้เม้าส์คลิกโหนดต่างๆที่ต้องการ การเลือกหลายโหนด จะทำาให้สามารถย้ายไปพร้อมๆกันได้ทีเดียว • ย้ายโหนด : คลิกเม้าส์ค้างที่โหนด แล้วลากไปยังตำาแหน่งที่ต้องการ • เพิ่มโหนด : กด Ctrl ค้างไว้ แล้วคลิกที่เส้นพาธ จะปรากฎโหนด ณ ตำาแหน่งที่ คลิกเม้าส์ [224] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 225.
    • ลบโหนด :กด Shift + Ctrl ค้างไว้ จากนั้นนำาเม้าส์ไปชี้ที่โหนด ตัวชี้เม้าส์จะ เปลี่ยนเป็นรูป ให้คลิกที่โหนดเพื่อลบ หรืออีกวิธีหนึ่ง คลิกเลือกโหนดที่ ต้องการลบ จากนั้น กดปุ่ม Delete หรือ Backspace • ย้ายมือจับ : คลิกที่โหนด จะปรากฎมือจับ จากนั้นใช้เม้าส์ลากมือจับเพื่อย้าย ตำาแหน่ง (กำรย้ำยมือจับ เป็นกำรปรับควำมโค้งของเส้น) • ลบมือจับ : คลิกเลือกโหนด จะปรากฎมือจับ จากนั้น กด Ctrl+Shift ค้างไว้ ตัว ชี้เม้าส์จะเปลี่ยนเป็นรูป ให้คลิกที่มือจับเพื่อลบ (เมื่อลบมือจับ แขนปรับ ควำมโค้งจะหำยไปด้วย กลำยเป็นโหนดมุมแหลมแบบเส้นตรงต่อเส้นตรง) • ปรับความโค้งของเส้น : ใช้เม้าส์จับที่เส้นพาธแล้วลาก หรืออีกวิธีหนึ่ง ใช้เม้าส์จับ ที่มือจับแล้วย้ายตำาแหน่ง • ใส่แขนปรับความโค้งให้กับโหนดแบบเส้นตรงต่อเส้นตรง : กด Ctrl ค้างไว้ จาก นั้นนำาเม้าส์ไปชี้ที่โหนด ตัวชี้เม้าส์จะเปลี่ยนเป็นรูป (สังเกตุที่ตัวชี้เม้ำส์ แขน ปรับควำมโค้งจะมีสีเข้ม หมำยควำมว่ำ จะเป็นโหมดกำรทำำงำนกับมือจับ) ให้คลิก ค้างแล้วลากเม้าส์ออกมา จะปรากฏมือจับ ณ ตำาแหน่งตัวชี้เม้าส์ 1 ตัว กลับไป คลิกค้างที่โหนดเดิมอีกครั้ง แล้วลากเม้าส์ออกมาเหมือนเดิม จะปรากฏมือจับ ณ ตำาแหน่งตัวชี้เม้าส์อีก 1 ตัว คลิกเลือกโหนด(ตรงต่อตรง) กด Ctrl + คลิกค้างที่มือจับ แล้วลากเม้าส์ ผล → ได้มือจับ 1 ตัว บทที่ 11: พาธและข้อความ [225]
  • 226.
    • เปลี่ยนจากโหนดแบบโค้งต่อโค้งมุมหัก เป็นโหนดโค้งราบเรียบ: คลิกเลือก โหนด(แบบโค้งต่อโค้งมุมหัก) จะปรากฎมือจับ จากนั้น กด Shift ค้างไว้ แล้วใช้ เม้าส์ลากมือจับออกมานิดหน่อย แขนปรับความโค้งทั้งสองเส้นจะปรับตัวเองให้อยู่ ในแนวเดียวกันทันที กด Shift+คลิกค้างที่มือจับ แล้วย้ายตำาแหน่งตามต้องการ ผล → แขนปรับความโค้งอยู่ในแนวเดียวกัน (กลายเป็นโหนดแบบโค้งราบเรียบ) • ย้ายพาธทั้งเส้น : กด Alt ค้างไว้ จากนั้นคลิกค้างที่เส้นพาธแล้วลากเพื่อย้าย ตำาแหน่ง (หำกเป็นพำธผสม จะมีผลเฉพำะพำธย่อยเท่ำนั้น) • ลบเส้นพาธท่อนที่อยู่ระหว่างโหนด : กด Shift + Ctrl ค้างไว้ ตัวชี้เม้าส์จะ เปลี่ยนเป็นรูป จากนั้นคลิกเส้นพาธท่อนที่อยู่ระหว่างโหนดที่ต้องการลบ • แปลงพาธปิด เป็น พาธเปิด : ลบเส้นพาธระหว่างโหนดออก • วาดเส้นพาธต่อจากเส้นเดิม : คลิกที่โหนดปลายเส้นก่อน จากนั้นคลิกที่พื้นที่ว่าง เพื่อสร้างโหนดต่อจากโหนดปลายเส้น • วาดพาธผสม : ขณะที่ทำางานอยู่กับพาธใดๆ ให้คลิกโหนดที่อยู่ภายในเส้น (เพื่อบ่ง บอกว่ำไม่ได้สร้ำงเส้นพำธต่อจำกเส้นเดิม) จากนั้นคลิกบนพื้นที่ว่าง เพื่อสร้างโหนด เริ่มต้นให้กับพาธย่อยเส้นต่อไป หรืออีกวิธีหนึ่ง กด Shift ค้างไว้แล้ว คลิกบน พื้นที่ว่าง จะเป็นการเริ่มต้นสร้างพาธย่อยเส้นใหม่ในทันที • สร้างพาธเส้นใหม่ (ไม่ใช่พาธย่อย) : ที่ไดอะล็อก Paths คลิกที่ปุ่ม (New) เพื่อเริ่มต้นสร้างพาธใหม่ จากนั้นสร้างเส้นพาธได้ตามกระบวนการปกติ (ดูเพิ่มเติม ในหัวข้อถัดไป) [226] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 227.
    11.4 ไดอะล็อก Paths ไดอะล็อกPaths ใช้บริหารจัดการเส้นพาธ การเปิดไดอะล็อก Paths ไปที่ Windows → Dockable Dialogs → Paths หน้าต่าง Stroke Path คุณสมบัติต่างๆในไดอะล็อก Paths Lock : ปุ่มล็อคพาธ เมื่อคลิกที่ปุ่ม จะทำาการล็อคพาธ ป้องกันการแก้ไข พาธแต่ละพาธที่อยู่ในรายการเส้นพาธ มีคุณสมบัติการล็อคเป็นของตนเอง รายการเส้นพาธ : กรอบแสดงรายการเส้นพาธที่ได้สร้างไว้ หากกำาลังทำางานอยู่กับ พาธใด พาธนั้นจะมีแถบสีคาดอยู่ เราสามารถทำางานกับพาธได้ทีละ 1 พาธเท่านั้น ( PgUp = เลือกพำธที่อยู่ด้ำนบน PgDn = เลือกพำธที่อยู่ด้ำนล่ำง ) รูปตา : แสดงสถานะการมองเห็นของพาธ หากมีรูปตา แสดงว่าพาธนี้มองเห็น หากต้องการซ่อนพาธให้คลิกที่รูปตา รูปตาจะหายไป ( คลิกบริเวณรูปตำ = ปิด/เปิดกำรแสดงพำธ ) ( กด Shift + คลิกบริเวณรูปตำ = ซ่อน/แสดงพำธอื่นๆทั้งหมด ) เมื่อทำาให้พาธมองเห็น พาธจะเป็นเส้นทึบมีสี (เป็นสีแดงหำกกำำลังทำำงำนกับพำธ นั้น เป็นสีนำ้ำเงินหำกไม่ได้ทำำงำนกับพำธนั้น) โดยปกติเมื่อวาดพาธจะเป็นเส้นคู่สีดำา ซึ่งเป็น เพียงเส้นโครงร่างเท่านั้น เมื่อหันไปเลือกเครื่องมืออื่นๆ เส้นโครงร่างนี้จะหายไป แต่จะ ปรากฎเป็นเส้นพาธขึ้นในไดอะล็อก Paths บทที่ 11: พาธและข้อความ [227]
  • 228.
    โครงร่างเส้นพาธ(เส้นคู่สีดำา) เมื่อเปิดสถานะการมองเห็นเส้นพาธ(เส้นสีแดง) รูปโซ่ :แสดงสถานะการรวมกลุ่มของพาธ เมื่อทำาการเปลี่ยนแปลงพาธ เช่น หมุน,ย่อหรือขยายขนาด เป็นต้น จะมีผลต่อพาธทั้งกลุ่ม ( คลิกรูปโซ่ = เปิดหรือเปิดไอคอนรูปโซ่ เพื่อรวมกลุ่มพำธเข้ำด้วยกัน ) ภาพพาธขนาดเล็ก : แสดงภาพรวมของเส้นพาธ ( คลิกที่ภำพนี้ ภำพจะใหญ่ขึ้น จำกนั้นลำกไปวำง เพื่อย้ำยลำำดับของพำธ ) ชื่อพาธ : แสดงชื่อพาธ ( ดับเบิ้ลคลิกที่ชื่อพำธ จำกนั้นพิมพ์ชื่อใหม่ที่ต้องกำรลงไป ) ปุ่มบริหารจัดการพาธ New : ปุ่มสร้างพาธใหม่ เมื่อคลิกจะปรากฎ หน้ำต่ำง New Path เพื่อให้ตั้ง ชื่อพาธใหม่ที่ต้องการจะสร้าง จากนั้นสามารถวาดพาธใหม่ได้ตามปกติ Raise : ปุ่มย้ายพาธขึ้นไป 1 ขั้น (กด Shift + คลิก = ย้ำยไปบนสุด) หรือใช้เม้าส์คลิกค้างแล้วลากไปวางยังลำาดับอื่นๆก็ได้ Lower : ปุ่มย้ายพาธลงไป 1 ขั้น (กด Shift + คลิก = ย้ำยไปล่ำงสุด) หรือใช้เม้าส์คลิกค้างแล้วลากไปวางยังลำาดับอื่นๆก็ได้ [228] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 229.
    Path to Selection: สร้างเส้นประมดเดินจากเส้นพาธ (เลือกพื้นที่ตามแนว เส้นพาธ) คีย์ร่วม หากเลือกพื้นที่บางส่วนของภาพไว้ก่อน ก่อนสร้างเส้นประมดเดินจากเส้น พาธ กดปุ่มดังต่อไปนี้ร่วมด้วย จะให้ผลดังนี้ • กด Shift + คลิก : เพิ่มการเลือกที่สร้างจากพาธเข้าไปรวมกับของเดิม • กด Ctrl + คลิก : ตัดการเลือกของเดิมออก โดยใช้การเลือกที่สร้างจาก พาธเป็นใบมีด • กด Shift + Ctrl + คลิก : เก็บส่วนที่ซ้อนทับกันไว้ Selection to path : ปุ่มสร้างเส้นพาธจากเส้นประมดเดิน หากเลือกพื้นที่ ไว้ แล้วคลิกที่ปุ่มนี้ จะปรากฎรายการเส้นพาธเพิ่มเข้าไปในไดอะล็อก Paths โดยจะมีรูป ร่างเดียวกับเส้นประมดเดิน Paint along the path : ปุ่มเพื่อระบายสีตามแนวเส้นพาธ เมื่อคลิกจะ ปรากฎ หน้ำต่ำง Stroke Path เพื่อให้กำาหนดรูปแบบของเส้นที่จะระบาย ปุ่มนี้มีลักษณะ เดียวกับ ปุ่ม Stroke Path ที่ Tool Options ของ Path tool Duplicate : ปุ่มทำาซำ้าพาธ (คัดลอกพาธแล้ววางในทันที) Delete : ปุ่มลบพาธ การรวมเส้นพาธที่มีรูปตาอยู่ด้านหน้า คลิกที่ปุ่ม (Tab Menu) → Paths Menu → Merge Visible Path... บทที่ 11: พาธและข้อความ [229]
  • 230.
    11.5 รูปจักกับข้อควำมใน Gimp การพิมพ์ข้อความลงในภาพจะใช้Text tool โดยเมื่อใช้ Text tool คลิกที่ภาพ เพื่อเริ่มต้นพิมพ์ข้อความ โปรแกรมจะสร้างเลเยอร์ขึ้นมาเลเยอร์หนึ่ง ก็คือ เลเยอร์ ข้อความ(Text layer) โดยเลเยอร์ชนิดนี้ จะเก็บข้อมูลที่ต่างจากเลเยอร์ทั่วไป เลเยอร์ข้อความ 1 เลเยอร์ เก็บข้อความได้ 1 กรอบข้อความ โดยสามารถแก้ไข เปลี่ยนฟอนต์ ทำาตัวเอียง ทำาตัวทึบ ใส่สี ปรับระยะห่างระหว่างตัวอักษร หรือปรับระหว่าง บรรทัด ได้เหมือนกับการพิมพ์ข้อความในโปรแกรมพิมพ์เอกสาร หลังจากพิมพ์ข้อความแล้ว จากนั้น หากมีการแปรรูปข้อความโดยวิธีต่างๆ เช่น หมุน ย่อหรือขยำย ลบบำงส่วนของข้อควำม เป็นต้น เลเยอร์ข้อความจะแปลงไปเป็น เลเยอร์ธรรมดา [230] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 231.
    ต่อมาอีก หากเปลี่ยนใจอยากจะแก้ไขข้อความ จึงใช้Text tool คลิกข้อความที่ถูก แปรรูปไปแล้ว จะปรากฎ หน้ำต่ำง Confrim Text Editing มาถามความต้องการให้แน่ชัด เพราะโครงสร้างเลเยอร์เปลี่ยนไปแล้ว หน้าต่าง Confrim Text Editing หากคลิกที่ปุ่ม Edit การแปรรูปข้อความที่ได้ทำาไปก่อนหน้านี้ จะถูกยกเลิกทั้งหมด และกลับมาเป็นเหมือนตอนเริ่มต้น ก็คือ มีเพียงข้อความอยู่ในกรอบเท่านั้น ซึ่งสามารถ แก้ไขความได้ตามปกติ หากคลิกที่ปุ่ม Create New Layer จะสร้างเลเยอร์ข้อความขึ้นมาใหม่ และมี ข้อความอยู่ในกรอบเหมือนตอนที่เริ่มต้นพิมพ์ ของเก่าที่ถูกแปรรูปไปแล้วจะยังคงอยู่ เหมือนเดิม หลักคลิกที่ปุ่ม Create New Layer จะทำาการสร้างเลเยอร์ข้อความขึ้นมาใหม่ โดยมีข้อความอยู่ในกรอบเหมือนตอนที่เริ่มต้นพิมพ์ บทที่ 11: พาธและข้อความ [231]
  • 232.
    11.6 กำรสร้ำงข้อควำมโดยใช้ Texttool การสร้างข้อความโดยใช้ Text tool 1.) เลือก Text tool ที่ Toolbox (กด T) 2.) คลิกเม้าส์ค้างไว้ แล้วลากเป็นกรอบสี่เหลี่ยม จะปรากฏ กรอบข้อควำม และ กรอบ จัดรูปแบบข้อควำม(กรอบสีนำ้ำตำล) 3.) คลิกภายในกรอบข้อความ จากนั้นพิมพ์ข้อความที่ต้องการ กด Ctrl + คลิกที่มือจับ = ปรับกรอบข้อความให้พอดีกับข้อความ ใช้ Text tool คลิกค้าง แล้วลากเป็นกรอบสี่เหลี่ยม จะปรากฎกรอบ 2 กรอบ สำาหรับพิมพ์ข้อความและ จัดรูปแบบข้อความ 4.) จัดรูปแบบข้อความ การจัดรูปแบบข้อความสามารถทำาได้ 2 ที่ ก็คือ ที่ Tool Options ซึ่งจะมีผลต่อ ข้อความทั้งหมดในกรอบข้อความ และ ที่กรอบจัดรูปแบบข้อควำม(กรอบสีนำ้ำตำล) ซึ่งจะมีผลกับข้อความที่ถูกเลือกเท่านั้น การจัดรูปแบบข้อความด้วย กรอบจัดรูปแบบข้อควำม จะต้องเลือกข้อความก่อน เลือกข้อความก่อน จากนั้นจัดรูปแบบ ข้อความ โดยใส่ค่าต่างๆลงใน กรอบจัดรูปแบบข้อความ [232] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 233.
    คุณสมบัติต่างๆในกรอบจัดรูปแบบข้อความ มีดังต่อไปนี้ *** กำรเลือกฟอนต์ต้องพิมพ์ชื่อขึ้นต้นก่อนแล้วจะปรำกฎรำยกำรให้เลือก คีย์ลัด กด Alt + กดปุ่มลูกศร = ปรับระยะ Kerning และ ระยะ Baseline ตัวอย่างข้อความที่ถูกตกแต่งโดยใช้กรอบจัดรูปแบบข้อความ Tool Options ของ Text tool Tool Options ของ Text tool ใช้ตั้งค่าเริ่มต้นให้กับการสร้างข้อความ เมื่อเริ่มต้น สร้างข้อความจะใช้ค่าจาก Tool Options นี้ก่อน บทที่ 11: พาธและข้อความ [233]
  • 234.
    Font (ปุ่มเลือกฟอนต์) :คลิกที่ปุ่มนี้จะปรากฎ รายการฟอนต์มาให้เลือก Size : ใช้กำาหนดขนาดของฟอนต์ Use editor : เมื่อติ๊กที่ตัวเลือกนี้ จะปรากฎ หน้ำต่ำง Gimp Text Editor ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งในการ พิมพ์ข้อความลงในกรอบข้อความ Gimp เวอร์ชั่นเก่าๆใช้วิธีนี้ กรอบจัดรูปแบบ ข้อความ พึ่งจะมีใช้ในเวอร์ชั่น 2.7 Tool Options ของ Text tool Antialiasing : ใช้กำาหนดให้ขอบของข้อความดูราบเรียบขึ้น Antialiasing ถูกติ๊ก Antialiasing ไม่ถูกติ๊ก Hinting : ตัวเลือกเพื่อทำาให้ข้อความดูชัดเจนขึ้น เหมาะกับข้อความที่มีขนาดเล็ก Color : ใช้เลือกสีให้กับข้อความ Justify : จัดข้อความชิดซ้าย,ชิดขวา,จัดเข้ากลางกรอบ และ จัดชิด ซ้ายและขวากรอบ ตามลำาดับ ระยะย่อหน้า : กำาหนดระยะเริ่มต้นให้ห่างจากกรอบข้อความ ระยะห่างระหว่างบรรทัด : กำาหนดระยะห่างระหว่างบรรทัด ระยะห่างระหว่างตัวอักษร : กำาหนดระยะห่างระหว่างตัวอักษร [234] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 235.
    Box : ใช้กำาหนดลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างกรอบข้อความกับข้อความ ตัวเลือก ที่มีก็คือ • Fixed กรอบข้อความมีขนาดคงที่ หากพิมพ์ข้อความล้นกรอบ ข้อความที่ล้นจะ ไม่แสดง • Dynamics กรอบข้อความปรับขนาดตามการพิมพ์ข้อความ กด Ctrl + คลิกที่มือจับ = สลับระหว่ำง Fixed และ Dynamics การเลือกฟอนต์ด้วย ปุ่มเลือกฟอนต์ การใช้ งานไม่ค่อยจะสะดวกเท่าไรนัก เพราะต้องคลิก แล้วเลื่อนรายการเพื่อค้นหา หากต้องการเลือก ใหม่ก็ต้องคลิก แล้วเลือกใหม่อีก วิธีที่สะดวกกว่า ก็คือให้เปิด ไดอะล็อก Fonts ไว้ (Windows → Dockable Dialogs → Fonts) แล้วเลือกฟอนต์จากที่นี้ ไดอะล็อกฟอนต์ Gimp มีคำาสั่งหรือสคริปต์ที่ใช้สร้างโลโก้จากข้อความได้ง่ายๆ ให้ไปที่ File → Create → Logo → (รำยกำรสร้ำงโลโก้) ตัวอย่างโลโก้ที่สร้างโดยใช้สคริปต์ (สำมำรถเลือกข้อควำมเองได้) บทที่ 11: พาธและข้อความ [235]
  • 236.
    11.7 สร้ำงพำธจำกข้อควำม เราสามารถสร้างเส้นพาธ จากข้อความที่พิมพ์ด้วยText tool ได้ ซึ่งจะสามารถ ตกแต่งได้อย่างอิสระ ตามสไตล์ของพาธ เช่น ดัดเส้น, ย่อขยาย, ใส่เพอร์สเป็คทีฟ หรือ หมุน ได้อย่างอิระโดยที่เส้นไม่แตก ซึ่งจากนั้นสามารถระบายสี ใส่ฟิลเตอร์ เทสีเกรเดี้ยนต์ เพื่อตกแต่งข้อความได้ แต่ทั้งนี้ข้อความจะไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว เพราะไม่ได้มีโครงสร้าง เป็นเลเยอร์ข้อความแล้ว สร้างพาธจากข้อความ 1.) ใช้ Text tool สร้างข้อความ เมื่อสร้างแล้วจะได้เลเยอร์ข้อความมาเลเยอร์หนึ่ง 2.) ที่ไดอะล็อก Layers คลิกเม้ำส์ขวำที่เลเยอร์ข้อควำม → Text to Path จากนั้นที่ ไดอะล็อก Paths จะปรากฎเส้นพาธขึ้นมาเส้นหนึ่ง มีลักษณะเดียวกับข้อความ 3.) จากเส้นพาธที่ได้มานี้ สามารถดัดเส้น ปรับแต่งโหนด แปลงไปเป็นการเลือก ซึ่งจะ ทำาให้ตกแต่งได้อย่างอิสระมากขึ้น ข้อความที่สร้างด้วย Text tool เส้นพาธที่สร้างจากข้อความ ทำาการปรับแต่งโหนด จากนั้นสร้างเส้นประมดเดินจากเส้นพาธ ตกแต่งโดยการระบายสีต่างๆ 11.8 กำรวำงข้อควำมตำมแนวเส้นพำธ เมื่อสร้างข้อความด้วย Text tool โดยปกติตัวอักษรจะเรียงเป็นแนวเส้นตรง แต่ ทั้งนี้เมื่อสร้างเสร็จแล้ว สามารถนำาข้อความดังกล่าวไปวางไว้บนเส้นพาธที่มีความโค้งได้ ตัว อักษรก็จะวางแนวไปตามความโค้งของเส้นพาธด้วย [236] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 237.
    แต่ทว่า ข้อความที่วางแนวบนเส้นโค้ง จะเป็นพาธผสมที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ซึ่งไม่ สามารถแก้ไขข้อความ หรือปรับฟอนต์ได้ การวางข้อความตามแนวเส้นพาธ 1.) สร้างเส้นพาธด้วย Path tool 2.) สร้างข้อความด้วย Text tool เส้นพาธที่สร้างไว้ ข้อความที่สร้างไว้ 3.) ที่ไดอะล็อก Paths เลือกเส้นพาธที่ต้องการจะนำาข้อความไปวาง โดยคลิกเม้าส์ เลือกที่ชื่อเส้นพาธ 4.) ที่ไดอะล็อก Layers คลิกเม้ำส์ขวำที่เลเยอร์ข้อควำม → Text along Path จากนั้น สิ่งที่ได้คือ พาธผสมเส้นหนึ่ง ที่มีลักษณะเดียวกับข้อความ และเรียงตัวกัน บนแนวของเส้นพาธแรก เมื่อใช้ Path tool คลิกและซูมเข้าไปดู เมื่อดูที่ไดอะล็อก Paths จะปรากฎเส้นพาธอีกเส้นหนึ่ง มีลักษณะเดียวกับข้อความ แต่วางแนวบนพาธแรก บทที่ 11: พาธและข้อความ [237]
  • 238.
  • 239.
    บทที่ 12 :การแปรรูป
  • 240.
    12.1 กลุ่มเครื่องมือแปรรูป (TransfromTools) เครื่องมือแปรรูป (Transfrom tools) เป็นเครื่องมือที่ใช้เปลี่ยนแปลงรูปร่างของ องค์ประกอบต่างๆ เช่น ย้ายตำาแหน่ง ทำาให้บิดเบี้ยว เป็นต้น สามารถใช้ได้กับเลเยอร์ , เส้น พาธ หรือ เส้นประมดเดิน(การเลือก) ก็ได้ เครื่องมือในกลุ่มนี้มีดังต่อไปนี้ เครื่องมื่อแปรรูป (เลือกจาก Toolbox) เครื่องมื่อแปรรูป (เลือกจากเมนู Tool → Tranform tools) 12.2 คุณสมบัติพื้นฐำนของเครื่องมือแปรรูป กลุ่มเครื่องมือแปรรูป มีคุณสมบัติพื้นฐานใน Tool Options ที่เหมือนๆกันอยู่กลุ่ม หนึ่ง ซึ่งจะได้อธิบายไว้ในหัวข้อนี้ ปุ่มเลือกองค์ประกอบที่จะทำาการแปรรูป (Transform) : มีอยู่ 3 ปุ่มก็คือ (ดู ตำมภำพถัดไป) • เลเยอร์ : เมื่อทำาการแปรรูปจะมีผลต่อเลเยอร์เท่านั้น • เส้นประมดเดิน(การเลือก) : เมื่อทำาการแปรรูปจะมีผลต่อเส้นประมด เดิน(การเลือก) เท่านั้น (กด Alt ค้าง ระหว่างใช้เครื่องมือ = สลับมำที่ปุ่มนี้ ) • พาธ : เมื่อทำาการแปรรูปจะมีผลต่อเส้นพาธเท่านั้น (กด Ctrl ค้าง ระหว่างใช้เครื่องมือ = สลับมำที่ปุ่มนี้) [240] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 241.
    Direction : ใช้ทิศทางในการแปรรูปตัวเลือกที่ มีก็คือ • Normal (Forward) : เป็นทิศทางปกติ เช่น เมื่อหมุนเลเยอร์โดยการลากเมาส์ตามเข็ม นาฬิกา เลเยอร์ก็จะหมุนตามเข็มนาฬิกา • Corrective (Backward) : เป็นทิศทางที่ กลับกับการกระทำา คล้ายๆเลี้ยวซ้ายไปขวา เลี้ยวขวาไปซ้าย Interpolation : ใช้เลือกวิธีคำานวณผลลัพย์ ซึ่ง จะมีผลต่อคุณภาพขององค์ประกอบที่ถูกแปรรูป • None : ให้คุณภาพตำ่าสุด แต่เร็วที่สุด • Linear : คุณภาพดี ความเร็วปานกลาง • Cubic : ให้คุณภาพที่ดีที่สุด แต่ก็ใช้เวลานาน • Sinc (Lanczos3) : ให้คุณภาพสูง Clipping : ในกรณีที่ทำาการแปรรูปองค์ประกอบ แล้วเกิดกรณีที่ผลลัพย์มีขนาด ใหญ่กว่าขอบเขตเลเยอร์ ตัวเลือกที่มีก็คือ • Adjust : ขยายขนาดเลเยอร์ออกไป ให้พอดีกับผลลัพย์ (แม้แปรรูปแล้วขนาด จะเล็กกว่า ก็จะปรับขนาดเลเยอร์ให้เล็กตามไปด้วย) • Clip : ตัดส่วนที่ใหญ่เกินขอบเขตเลเยอร์ทิ้งไป • Crop to result : ตัดส่วนที่เป็นพื้นที่โปร่งใสที่อยู่รอบๆเลเยอร์(ขณะแปรรูป) ทิ้งไปทั้งหมด • Crop with aspect : ตัดส่วนที่เป็นพื้นที่โปร่งใสทิ้งทั้งหมด โดยคงสัดส่วนความ สูงต่อความกว้างไว้ ตัวอย่าง Clipping แบบต่างๆ ตามภาพดังต่อไปนี้ บทที่ 12: การแปรรูป [241] Tool Options ของ Shear tool
  • 242.
    ภาพต้นฉบับ หมุนเลเยอร์ด้วย Clippingแบบ Adjust ขอบเขตเลเยอร์ขยายออกไป(ใหญ่กว่าภาพ) หมุนเลเยอร์ด้วย Clipping แบบ Clip ส่วนที่เกินขอบเขตเลเยอร์จะถูกตัดทิ้ง (สังเกตุเส้นประสีเหลืองสลับดำา แสดงขอบเขตเลเยอร์) หมุนเลเยอร์ด้วย Clipping แบบ Crop to Result ส่วนที่เป็นพื้นที่ว่าง(ขณะหมุน) จะถูกตัดทิ้งไปทั้งหมด หมุนเลเยอร์ด้วย Clipping แบบ Crop to Aspect ส่วนที่เป็นพื้นที่ว่าง(ขณะหมุน) จะถูกตัดทิ้งไป โดยจะคงสัดส่วนของขนาดเลเยอร์เดิมไว้ โดยการตัดซ้ายและขวาออกอีกนิดหน่อย [242] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 243.
    Preview : ขณะทำาการแปรรูปสามารถเลือกดูภาพ Preview (ภำพผลลัพย์ที่จะ เกิด) ได้ 4 รูปแบบดังนี้ • Outline : ดูเฉพาะเส้นกรอบ • Grid : ดูเป็นตารางกริด โดยสามารถกำาหนดความถี่ของตารางกริด ได้ 2 วิธี ก็คือ กำำหนดจำำนวนกริด (กำาหนดที่ Number of Grid Lines) หรือ กำำหนดเป็นระยะห่ำงระหว่ำงกริด ซึ่งจะคำานวนจำานวนกริดให้อย่างอัตโนมัติ (กำาหนดที่ Grid line spacing) • Image : ดูเป็นภาพ เหมือนผลลัพย์ที่จะเกิดมากที่สุด • Grid+Image : ดูเป็นตารางกริดและภาพ Preview : Outline Preview : Grid (Number of Grid Lines=10) Preview : Image Preview : Image+Grid Opacity : กำาหนดความโปร่งใสของภาพ Preview บทที่ 12: การแปรรูป [243]
  • 244.
    12.3 ย้ำยด้วย MoveTool Move tool เป็นเครื่องมือที่ใช้เคลื่อนย้ายองค์ประกอบ อย่างเช่น เลเยอร์, พาธ, เส้นประมดเดิน ข้อความ หรือ เส้นไกด์ เป็นต้น การใช้งาน Move tool 1.) เลือก Move tool ที่ Toolbox (กด M) 2.) กำาหนด Tool Options ตามต้องการ (กำรใช้คีย์ร่วมเพื่อเลือกค่ำที่ Tool Options จะสะดวกกว่ำมำก ดู NOTE ที่ด้ำนท้ำยของหัวข้อนี้) 3.) คลิกค้างที่องค์ประกอบ จากนั้นลากไปวางยังตำาแหน่งที่ต้องการ Tool Options ของ Move tool Tool Option ของ Move tool Move (ปุ่มเลือกองค์ประกอบที่จะทำาการแปรรูป) : อธิบายอยู่ในหัวข้อ 12.2:คุณสมบัติพื้นฐานของเครื่องมือแปรรูป Tool Toggle (Shift) : การย้าย สามารถเลือกกระทำากับองค์ประกอบได้ทีละ ประเภทเท่านั้น เลเยอร์ก็เลเยอร์ พาธก็พาธ หากในกรณีที่มีองค์ประกอบประเภทเดียวกัน หลายตัว เช่น มีหลายเลเยอร์ หรือมีหลายเส้นพาธ • Pick a… ใช้เมาส์คลิกโดนตัวไหนก็ย้ายตัวนั้น เช่น ในกรณีเลือกย้ายเส้นพาธ เมื่อคลิกโดนพาธเส้นไหน ก็ย้ายพาธเส้นนั้น • Move the active... ไม่ว่าจะใช้เมาส์คลิกที่ไหนก็ตาม จะเคลื่อนย้ายตัวที่ถูก เลือกในไดอะล็อกเท่านั้น เช่น มี 3 เลเยอร์ เลเยอร์ที่จะถูกเคลื่อนย้ายก็คือ เลเยอร์ที่ถูกเลือกในไดอะล็อก Layers ไม่ว่าจะคลิกที่ตรงไหนก็ตาม [244] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 245.
    คีย์ร่วมในการใช้ Move tool เมื่อใช้Move tool ย้ายองค์ประกอบ ค่าเริ่มต้นจะเป็นการย้ายเลเยอร์ โดย คลิกโดนที่เลเยอร์ใดก็ย้ายเลเยอร์นั้น ขณะใช้ Move tool หากกดปุ่มบนต่อไปนี้ร่วมด้วย จะให้ผลดังนี้ กด Alt ค้าง + ใช้ Move tool : เมื่อทำาการแปรรูปจะมีผลต่อเส้นประมดเดินเท่านั้น เท่ากับคลิกปุ่ม กด Ctrl ค้าง + ใช้ Move tool : เมื่อทำาการแปรรูปจะมีผลต่อเส้นพาธเท่านั้น เท่ากับคลิกปุ่ม กด Shift แล้วปล่อย : ที่ Tool Toggle เลือกเป็น Move the active..... กด Ctrl แล้วปล่อย : ที่ Tool Toggle เลือกเป็น Pick a ..... 12.4 จัดเรียงด้วย Align Tool Align tool เป็นเครื่องมือที่ใช้จัดเรียงองค์ประกอบให้เป็นระเบียบ โดยสามารถ เลือกองค์ประกอบที่จะทำาการจัดเรียงทุกประเภทได้พร้อมๆกัน การใช้งาน Align tool 1.) เลือก Align tool ที่ Toolbox (กด Q) 2.) เลือกองค์ประกอบที่จะทำาการจัดเรียง เช่น เลือกเลเยอร์ต่างๆ การเลือกหลายๆองค์ประกอบ ให้ กด Shift ค้างไว้ แล้วใช้เมาส์คลิกเลือกองค์ ประกอบทีละตัวจนครบ หรืออีกวิธีหนึ่ง ใช้เมาส์ลากเป็นกรอบสี่เหลี่ยมให้ครอบคลุม องค์ประกอบต่างๆ บทที่ 12: การแปรรูป [245]
  • 246.
    3.) ที่ ToolOptions เลือกตัวอ้างอิงการจัดเรียงตามต้องการ ( ตั้ง Ralation to : … ) 4.) ที่ Tool Options คลิกปุ่มคำาสั่งที่ต้องการ เพื่อจัดเรียงองค์ประกอบ Tool Options ของ Align tool Tool Options ของ Align tool แบ่งเป็น 2 ส่วน ก็คือ Align และ Distribute (Align : ใช้จัดเรียง) Relative to : ใช้เลือกตัวอ้างอิงที่จะใช้ในการ จัดเรียง ตัวเลือกที่มี ก็คือ • First item : ตัวแรกที่ถูกเลือก (ใช้ได้เฉพำะ กำรกด Shift+ใช้เมำส์คลิกเพื่อเลือกองค์ ประกอบ กำรลำกเมำส์ครอบ จะไม่มีตัวแรกที่ ถูกเลือก) • Image : ภาพ • Active layers : เลเยอร์ที่ถูกเลือก • Active Channel : แชนแนลที่ถูกเลือก • Active Path : พาธที่ถูกเลือก ปุ่มจัดเรียง : ชิดซ้าย, กลางแนวดิ่ง, ชิดขวา, ชิดบน, กลาง แนวราบ, ชิดล่าง ตามลำาดับ (Distribute : ใช้กระจำยระยะห่ำง) ปุ่มกระจายระยะห่าง : มีอยู่ 6 ปุ่มหมือนปุ่มจัดเรียง เพียงแต่คนละหน้าที่ Offset : กำาหนดระยะห่างที่จะกระจายให้เท่าๆกัน [246] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org Tool Options ของ Align tool
  • 247.
    ตัวอย่างการใช้ Align tool 1.ภาพต้นฉบับมี 7 เลเยอร์ และเลือก Relation to เป็น First Item 2. กด Shift + ใช้ Align tool คลิกทีละตัว จนครบ (ตัวแรกที่เลือกคือตัวสีเขียวบนสุด) 3. ที่ Align คลิก เลเยอร์ทั้งหมดจะจัดชิดซ้าย โดยอ้างอิง ตำาแหน่งด้านซ้ายของเลเยอร์แรกที่ถูกเลือก 4. ที่ Distribute ตั้ง Offset=45 จากนั้นคลิก กระจายระยะห่างจากบนลงมาให้ห่างเท่ากัน 5. ที่ Distribute ยังตั้ง Offset =45 จากนั้นคลิก กระจายระยะห่างไปทางขวาให้ห่างเท่ากัน 6. เลือก Relation to เป็น Image และที่ Distribute ตั้ง Offset=0 จากนั้นคลิก และ อีกครั้ง (ทุกเลเยอร์มาซ้อนกันอยู่ตรงกลาง) บทที่ 12: การแปรรูป [247]
  • 248.
    12.5 ตัดภำพด้วย CropTool Crop tool ใช้ในการครอปภาพ ซึ่งการครอปภาพ ก็คือ การตัดบางส่วนของภาพ เก็บไว้ แล้วทิ้งส่วนอื่นๆไป และจะทำาการปรับขนาดภาพให้พอดีกับส่วนที่ตัดเก็บไว้ การใช้ Crop tool ครอปภาพ 1.) เลือก Crop tool (Shift+C) ที่ Toolbox 2.) กำาหนด Tool Options ตามต้องการ (อธิบำยไว้ด้ำนท้ำยของหัวข้อนี้) 3.) คลิกค้างบนภาพ แล้วลากเป็นกรอบสี่เหลี่ยม พื้นที่ในกรอบ(กรอบครอป) คือส่วนที่ ต้องการตัดเก็บไว้ ภาพต้นฉบับ คลืกค้างแล้วลากเมาส์เป็นกรอบสี่เหลี่ยม จะปรากฎกรอบครอป 4.) ปรับขนาดและตำาแหน่งกรอบครอป เมื่อลากเมาส์เป็นกรอบสี่เหลี่ยมแล้ว กรอบครอปมักจะไม่ได้ขนาดหรือตำาแหน่ง ตามต้องการ จึงต้องปรับเสมอ การปรับขนาดและตำาแหน่งกรอบครอป สามารถใช้ Tool options หรือ ใช้เมำส์ ก็ได้ ใช้ Tool Options จะได้ค่าที่แม่นยำา โดยการ กรอกตัวเลข แต่ใช้เมาส์จะเร็วกว่า ใช้เมาส์จับมือจับเล็กๆภายในกรอบครอป เลื่อนไปมา เพื่อปรับขนาดกรอบครอป ( มือจับเล็กๆภายในกรอบครอปมี 8 อัน อยู่ที่แต่ละมุมและแต่ละด้าน ) หากต้องการเลื่อนทั้งกรอบให้ใช้เมาส์จับแถวๆ กลางกรอบครอปแล้วเลื่อน [248] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 249.
    5.) กด Enterเพื่อจบการครอป (กด Esc เพื่อยกเลิกการครอป) ผลที่ได้หลังจากครอปภาพ เหลือเฉพาะภาพที่อยู่ในกรอบครอป พร้อมกับปรับขนาดภาพใหม่ใหพอดีด้วย Tool Options ของ Crop tool Current layer only : ครอปเฉพาะเลเยอร์ที่ เลือกเท่านั้น ขนาดภาพจะไม่เปลี่ยนตามกรอบครอป เมื่อตัวเลือก Current layer only ถูกติ๊ก จะครอปเฉพาะ เลเยอร์ที่ถูกเลือกเท่านั้น ขนาดภาพจะไม่เปลี่ยนตาม Allow growing : หากตัวเลือกนี้ถูกติ๊ก จะสา มารถครอปนอกเหนือขอบเขตเลเยอร์(หรือภาพ)ได้ กรอบครอปอยู่ นอกขอบเขตเลเยอร์ หลังจากครอปภาพ บทที่ 12: การแปรรูป [249] Tool Options ของ Crop tool
  • 250.
    Expand from center: สร้างกรอบครอปจากศูนย์กลางออกไป ปกติจะสร้าง จากมุมใดไปมุมหนึ่ง Fixed : ล็อคขนาดการวาดกรอบครอปซึ่งมีตัวเลือก ก็คือ • Aspect ratio ล็อคสัดส่วนความกว้างต่อความสูง ปกติคือ 1:1 ซึ่งจะวาดเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส • Width ล็อคความกว้าง • Height ล็อคความสูง • Size วาดกรอบสี่เหลี่ยมตามขนาดที่ระบุ (200x100) ล็อคสัดส่วนการวาดกรอบครอป ล็อคขนาดการวาดกรอบครอป Position : ใช้กำาหนดพิกัดตำาแหน่งของกรอบครอป (พิกัด X,Y) Size : ใช้กำาหนดขนาดของกรอบครอป (กว้าง x สูง) Hightlight : หากเลือกตัวเลือกนี้ เมื่อวาดกรอบครอป ส่วนที่อยู่นอกกรอบ สีจะ มืดลง เพื่อความชัดเจนว่าส่วนไหนเป็นส่วนไหน Guides : กรอบเลือกรูปแบบเส้นไกด์ ที่แสดงอยู่ในกรอบครอป ดังนั้ No Guides Center Lines Rule of thirds Golden sections Auto Shrink : เมื่อคลิกที่ปุ่มนี้ จะทำาการปรับกรอบครอป โดยพยายามค้นหา ส่วนที่เป็นขอบภาพ (ส่วนที่มีภาพกับส่วนที่เป็นที่ว่างต่อกัน) แล้วย้ายกรอบครอปไปที่นั่น ทั้งนี้ พื้นที่ว่างต้องอยู่ในขอบเขตเลเยอร์จึงจะเห็นผล Shrink merged : หากตัวเลือกนี้ถูกติ๊ก จะทำาการคำานวณการครอปในทุกเลเยอร์ [250] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 251.
    คำาสั่งต่างๆที่ใช้ครอปภาพ Image → Cropto Selection ครอปภาพตามพื้นที่ที่ถูกเลือก(ตามแนวเส้นประมดเดิน) Image → AutoCrop Image ครอปภาพ โดยตัดขอบที่เป็นพื้นที่ว่างรอบนอก(หรือมีสีเดียว)ทิ้ง Image → Zealous Crop ครอปภาพ โดยตัดขอบภาพและตัดบริเวณกลางภาพ ที่เป็นพื้นที่ว่าง(หรือมีสี เดียว) ทิ้ง ภาพต้นฉบับ AutoCrop Image Zealous Crop 12.6 หมุนด้วย Rotate Tool Rotate tool เป็นเครื่องมือที่ใช้หมุนองค์ประกอบ ใช้ได้กับเลเยอร์, เส้นพาธ และ เส้นประมดเดิน(การเลือก) การใช้งาน Rotate tool 1.) เลือก Rotate tool ที่ Toolbox (กด Shift+R) 2.) ที่ Tool Options เลือกประเภทองค์ประกอบที่ต้องการจะหมุน (ปกติเป็นเลเยอร์) 3.) ใช้ Rotate tool คลิกที่องค์ประกอบ เพื่อจะทำาการหมุน ซึ่งมีอยู่ 2 วิธีก็คือ บทที่ 12: การแปรรูป [251]
  • 252.
    วิธีที่ 1 (ใช้เมำส์หมุน): คลิกค้างที่องค์ประกอบ แล้วลากเมาส์ขึ้นหรือลง เพื่อหมุน ทวนเข็มหรือตามเข็มนาฬิกา ตามลำาดับ (กด Ctrl ค้ำงไว้ ระหว่ำงหมุน จะหมุนที ละ 15o ) คลิกค้างที่เลเยอร์ ลากเมาส์ลงเพื่อหมุนเลเยอร์ ตามเข็มนาฬิกา วิธีที่ 2 : ที่ หน้ำต่ำง Ratate ใส่ค่าตัว เลขลงไปที่นี่ ก็จะได้การหมุนแม่นยำา (หน้ำต่ำง Rotate จะปรำกฎเมื่อใช้ Rotate tool คลิกที่องค์ประกอบ) หน้าต่าง Rotate Angle : มุมการหมุน Center X และ Y : พิกัดจุดหมุน 4.) ปรับตำาแหน่งจุดหมุน (จะทำำก่อนหรือหลังกำรหมุนก็ได้) จุดหมุนแสดงแทนด้วยรูป เริ่มต้น จุดหมุนจะอยู่ที่กึ่งกลางองค์ประกอบ สามารถปรับจุดหมุนได้โดยการ ใช้เมาส์จับเลื่อน หรือใส่ค่าที่หน้าต่าง Rotate 5.) กด Enter หรือคลิกที่ ปุ่ม Rotate เพื่อจบ การหมุน ผล (ตั้ง Clipping=Adjust) → [252] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 253.
    Tool Options ของRotate tool Transform (ปุ่มเลือกองค์ประกอบที่จะทำาการ แปรรูป), Interpolation, Clipping, Preview อธิบาย อยู่ในข้อ 12.2 : คุณสมบัติพื้นฐานของเครื่องมือแปรรูป 15 degrees (Ctrl) : หากตัวเลือกนี้ถูกติ๊ก จะ หมุนทีละ 15o (หรือใช้การ กด Ctrl ค้างไว้ แล้วหมุนก็ได้) 12.7 ย่อขยำยด้วย Scale Tool Scale tool เป็นเครื่องมือที่ใช้ย่อหรือขยายขนาดขององค์ประกอบ ใช้ได้กับ เลเยอร์, เส้นพาธ และ เส้นประมดเดิน(การเลือก) การใช้งาน Scale tool 1.) เลือก Scale tool ที่ Toolbox (กด Shift+T) 2.) ที่ Tool Options เลือกประเภทองค์ประกอบที่ต้องการจะย่อหรือขยายขนาด (ค่าปกติคือเลเยอร์) 3.) ใช้ Scale tool คลิกที่องค์ประกอบ จะปรากฎกรอบแปรรูป แสดงส่วนที่จะทำาการ ย่อหรือขยาย ซึ่งมีวิธีย่อหรือขยายอยู่ 2 วิธีก็คือ บทที่ 12: การแปรรูป [253] Tool Options ของ Rotate tool
  • 254.
    วิธีที่ 1 (ใช้เมำส์): ใช้เมาส์จับที่มือจับภายในกรอบแปรรูปเลื่อนไปมา เพื่อทำาการ ย่อหรือขยายขนาด (กด Ctrl ค้ำงไว้ = ล็อคสัดส่วนของกรอบ) ใช้ Scale tool คลิกที่เลเยอร์ ใช้เมาส์จับที่มือจับเลื่อนไปมา เพื่อย่อหรือขยายขนาดเลเยอร์ วิธีที่ 2 : ที่ หน้ำต่ำง Scale ใส่ค่าตัว เลขลงไปที่นี่ ก็จะได้การหมุนแม่นยำา (หน้ำต่ำง Rotate จะปรำกฎเมื่อใช้ Rotate tool คลิกที่องค์ประกอบ) หน้าต่าง Scale Width : ความกว้าง Height : ความสูง คลิกที่รูปโซ่เพื่อล็อคสัดส่วนความกว้างต่อความสูง 4.) กด Enter หรือคลิกที่ ปุ่ม Scale เพื่อจบ การย่อหรือขยายขนาด (กำรขยำยขนำดเลเยอร์จะทำำให้คุณภำพของ ภำพลดลง) ผล (ตั้ง Clipping=Adjust) [254] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 255.
    Tool Options ของScale tool Transform (ปุ่มเลือกองค์ประกอบที่จะทำาการ แปรรูป), Interpolation, Clipping, Preview อธิบาย อยู่ในข้อ 12.2 : คุณสมบัติพื้นฐานของเครื่องมือแปรรูป Keep aspect : หากตัวเลือกนี้ถูกติ๊ก เมื่อ ทำาการย่อหรือขยายองค์ประกอบ จะล็อคสัดส่วนภาพไว้ ให้เท่ากับของเดิม(หรือใช้การ กด Ctrl ค้างไว้ ) 12.8 เฉือนด้วย Shear Tool Shear tool เป็นเครื่องมือที่ใช้แปรรูปในลักษณะของการเฉือน เช่น ดันด้านบนไป ทางหนึ่ง ดันด้านล่างไปอีกทางหนึ่ง Shear tool ใช้ได้กับเลเยอร์, เส้นพาธ และ เส้นประมดเดิน(การเลือก) การใช้งาน Shear tool 1.) เลือก Shear tool ที่ Toolbox (กด Shift+S) 2.) ที่ Tool Options เลือกประเภทองค์ประกอบที่ต้องการจะแปรรูป (ค่าปกติคือเลเยอร์) 3.) ใช้ Shear tool คลิกที่องค์ประกอบ เพื่อจะทำาการเฉือน ซึ่งมีอยู่ 2 วิธีก็คือ บทที่ 12: การแปรรูป [255] Tool Options ของ Scale tool
  • 256.
    วิธีที่ 1 (ใช้เมำส์): คลิกค้างที่องค์ประกอบ แล้ว... - ลำกเมำส์ขึ้นหรือลง หากต้องการเฉือนในแนวดิ่ง - ลำกเมำส์ไปซ้ำยหรือขวำ หากต้องการเฉือนในแนวราบ *** ไม่สำมำรถเฉือนแนวดิ่งและแนวรำบพร้อมกันได้ในครั้งเดียว ใช้ Shear tool คลิกที่เลเยอร์ (ยังไม่เกิดอะไรให้เห็นชัดเจน) คลิกค้างแล้วลากเมาส์ไปทางซ้าย เพื่อเฉือนในแนวราบ วิธีที่ 2 : ที่ หน้ำต่ำง Shear ใส่ค่าตัว เลขลงไปที่นี่ ก็จะได้การเฉือนแม่นยำา (หน้ำต่ำง Shear จะปรำกฎเมื่อใช้ Shear tool คลิกที่องค์ประกอบ) หน้าต่าง Shear Shear magnitude X และ Y ปริมาณการเฉือนในราบและแนวดิ่งตามลำาดับ 4.) กด Enter หรือคลิกที่ ปุ่ม Shear เพื่อจบ การย่อหรือขยายขนาด ผล (ตั้ง Clipping=Adjust) Tool Options ของ Shaer tool คุณสมบัติของ Shear tool ใน Tool Options มีอธิบายไว้ที่หัวข้อ 12.2 : คุณสมบัติพื้นฐานของเครื่องมือแปรรูป ทุกประการ [256] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 257.
    12.9 บิดด้วย PerspectiveTool หากอธิบายความหมายของ Perspective tool ตามชื่อ ต้องอธิบายว่า เป็นเครื่อง มือที่ใช้แปลงองค์ประกอบจากมุมมองธรรมดา ให้เป็นมุมมองเพอร์สเป็คทีฟ แต่ทั้งนี้ Perspective tool ทำาได้มากกว่านั้น Perspective tool บางครั้งจะเรียก ว่า Distort tool เพราะสามารถใช้บิดองค์ประกอบให้เป็นรูปร่างอื่นๆได้ด้วย เช่น ภาพใน เลเยอร์ที่เป็นสี่เหลี่ยม สามารถบิดให้เป็นรูปคางหมู หรือรูปสามเหลี่ยมก็ได้ Perspective tool ใช้ได้กับเลเยอร์, เส้นพาธ และเส้นประมดเดิน(การเลือก) การใช้งาน Perspective tool 1.) เลือก Perspective tool ที่ Toolbox (กด Shift+P) 2.) ที่ Tool Options เลือกประเภทองค์ประกอบที่ต้องการจะแปรรูป (ค่าปกติคือเลเยอร์) 3.) ใช้ Perspective tool คลิกที่องค์ประกอบ จะปรากฎกรอบแปรรูป แสดงส่วนที่จะ ทำาการบิด 4.) ใช้เมาส์จับที่มือจับ ที่อยู่ภายในกรอบแปรรูป ย้ายไปยังตำาแหน่งต่างๆเพื่อบิดองค์ ประกอบ ใช้ Perspective tool คลิกที่เลเยอร์ จะปรากฎกรอบแปรรูป ใช้เมาส์จับที่มือจับภายในกรอบแปรรูป แล้วย้ายตำาแหน่ง เพื่อบิดภาพในเลเยอร์ บทที่ 12: การแปรรูป [257]
  • 258.
    ขณะใช้เมาส์ย้ายตำาแหน่งมือจับ จะปรากฎ หน้ำต่ำงPerspective แสดงราย ละเอียดต่างๆ (ตัวเลขต่างๆ เข้าใจได้ยากมาก) หน้าต่าง Perspective กด Reset เพื่อกลับไปที่ค่าเริ่มต้น 5.) กด Enter หรือคลิกที่ ปุ่ม Transform เพื่อจบการบิด ผล (ตั้ง Clipping=Adjust) → Tool Options ของ Perspective tool คุณสมบัติของ Perspective tool ใน Tool Options เหมือนกับ Shear tool ซึ่ง มีอธิบายไว้ที่หัวข้อ 12.2 : คุณสมบัติพื้นฐานของเครื่องมือแปรรูป 12.10 กลับด้ำนด้วย Flip Tool Flip tool เป็นเครื่องมือที่ใช้กลับด้านองค์ประกอบ Flip tool ใช้ได้กับเลเยอร์, เส้นพาธ และเส้นประมดเดิน(การเลือก) การใช้งาน Flip tool 1.) เลือก Flip tool ที่ Toolbox (กด Shift+F) 2.) ที่ Tool Options เลือกประเภทองค์ประกอบที่ต้องการจะแปรรูป (ปกติเป็นเลเยอร์) *** กำรกลับด้ำนเลเยอร์ ให้เลือกเลเยอร์ที่ต้องกำร ที่ไดอะล็อก Layers ก่อน [258] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 259.
    *** กำรกลับด้ำนเส้นพำธ ให้เลือกเส้นพำธที่ต้องกำรที่ไดอะล็อก Paths ก่อน 3.) กลับด้านองค์ประกอบโดย คลิก(ที่องค์ประกอบ) = กลับด้านในแนวราบ กด Ctrl + คลิก(ที่องค์ประกอบ) = กลับด้านในแนวดิ่ง ต้นฉบับ หลังใช้ Flip tool คลิกที่เลเยอร์ กด Ctrl + คลิกที่เลเยอร์ ตัวอย่างการสร้างเงาสะท้อนในนำ้า Tool Options ของ Flip tool Affect (ปุ่มเลือกองค์ประกอบที่จะทำาการ แปรรูป) อธิบายอยู่ในข้อ 12.2 : คุณสมบัติพื้นฐานของ เครื่องมือแปรรูป Flip type : ตัวเลือกแนวที่จะกลับด้าน • Horizontal = กลับด้านแนวราบ • Vertical = กลับด้านแนวดิ่ง บทที่ 12: การแปรรูป [259] Tool Options ของ Flip tool
  • 260.
    12.11 ดัดภำพด้วย CageTransform Tool Cage transform tool เป็นเครื่องมือที่ใช้ดัดภาพให้บิดเบี้ยว มีลักษณะการใช้ งานคล้าย Perspective tool แต่ทั้งนี้ Cage transform tool สามารถสร้างกรอบ แปรรูปได้อย่างอิสระ โดยกรอบดังกล่าวจะเป็นรูปทรงอะไรก็ได้ คล้ายกับการสร้างกรงรูป ร่างอิสระขึ้นมาครอบภาพ แล้วดัดกรง ก็จะทำาให้พื้นที่ภายในกรงเปลี่ยนรูปร่างตาม Cage transform tool ใช้ได้กับเลเยอร์เท่านั้น การใช้งาน Cage transform tool 1.) เลือก Cage transfrom tooll ที่ Toolbox (กด Shift+G) 2.) สร้างกรอบแปรรูป คลิกเมาส์เพื่อสร้างโหนดและเส้นรอบๆพื้นที่ที่ต้องการจะแปรรูป สุดท้าย ให้วกกลับมาคลิกที่โหนดเริ่มต้น เพื่อสร้างเป็นวงปิด โหนดและเส้นที่สร้าง ขึ้นมาก็คือกรอบแปรรูป คลิกเมาส์เพื่อสร้างโหนดและเส้นรอบๆ พื้นที่ที่ต้องการแปรรูป กลับมาคลิกที่โหนดเริ่มต้นอีกครั้ง เพื่อสร้างเป็นกรอบวงปิด 3.) ใช้เมาส์จับโหนดของกรอบแปรรูปย้ายตำาแหน่ง เพื่อดัดภาพอย่างอิสระ [260] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 261.
    ใช้เมาส์จับที่โหนดแล้วย้ายตำาแหน่งเพื่อ ทำาการดัดภาพ ผล (ใช้เครื่องมือต่างๆเก็บงานอีกนิดหน่อย) Tool Options ของCage transform tool Create or adjust the cage : เป็นโหมด สำาหรับสร้างโหนดและเส้นของกรอปแปรรูป (โหมดสร้าง กรงครอบภาพ) Deform the cage to deform : เป็นโหมด ดัดกรง หรือย้ายโหนดของกรอบแปรรูป เพื่อดัดภาพ บทที่ 12: การแปรรูป [261] Tool Options ของ Cage transform tool
  • 262.
  • 263.
    บทที่ 13 :เครื่องมือตกแต่งสี หากเข้าใจทฤษฎีสีเบื้องต้น ในบทที่ 7 : เรื่องของสี จะเข้าใจการใช้งาน เครื่องมือตกแต่งสีได้ง่าย
  • 264.
    13.1 กลุ่มเครื่องมือตกแต่งสี (ColorTools) เครื่องมือตกแต่งสี (Color Tools) เป็นเครื่องมีที่ใช้ปรับแต่งหรือตกแต่งสีภาพ เช่น เปลี่ยนภาพสีให้เป็นขาวดำา, ทำาสีให้สดขึ้น, ปรับความสว่าง, เปลี่ยนสีภาพ, ปรับความ แตกต่างสี เป็นต้น เครื่องมือในกลุ่มตกแต่งสีมีดังต่อไปนี้ เครื่องมื่อตกแต่งสี (เลือกจากเมนู Colors) เครื่องมือตกแต่งสี (เลือกจาก Toolbox) *** หำกเข้ำใจทฤษฎีสีเบื้องต้นในบทที่ 7: เรื่องของสี จะเข้ำใจกำรใช้งำนเครื่อง มือตกแต่งสีได้ง่ำย โดยปกติที่ Toolbox จะไม่มีปุ่มเครื่องมือตกแต่งสีมาให้ แต่ทั้งนี้ สามารถใส่เพิ่ม เติมเข้ามาเองได้ การแสดงปุ่มเครื่องมือตกแต่งสีใน Toolbox 1.) ไปที่ Edit → Preferences... เพื่อเปิดหน้าต่าง Preferences 2.) ที่หน้าต่าง Preferences (ตำมภำพถัดไป) กรอบซ้ำย เลือก Toolbox กรอบขวำ ในส่วนของ Tools configuration ติ๊กเพื่อเปิดรูปตาที่ด้านหน้าของ เครื่องมือตกแต่งสีทั้งหมด [264] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 265.
    ที่หน้าต่าง Preferences คลิกเปิดรูปตาที่ด้านหน้าของเครื่องมือในกลุ่มColors tool 3.) คลิกที่ปุ่ม OK ก็จะปรากฎปุ่มเครื่องมือในกลุ่มตกแต่งสีใน Toolbox 13.2 คุณสมบัติพื้นฐำนของเครื่องมือตกแต่งสี กลุ่มเครื่องมือตกแต่งสี มีคุณสมบัติ พื้นฐานที่เหมือนกันอยู่กลุ่มหนึ่ง ซึ่งจะได้ อธิบายไว้ในหัวข้อนี้ บทที่ 13: เครื่องมือตกแต่งสี [265] หน้าต่างของเครื่องมือตกแต่งสี (Colorize tool)
  • 266.
    Presets : ใช้เลือกรายการที่ได้บันทึกการตั้งค่าไว้ ขณะตั้งค่าการใช้เครื่องมือตกแต่งสีเราสามารถบันทึกการตั้งค่าที่ตั้ง ณ ขณะนั้น เก็บไว้ใช้ในภายหลังได้ โดยคลิกที่เครื่องหมาย + จะปรากฎหน้าต่างมาให้ตั้งชื่อ หลังคลิกที่เครื่องหมาย + จะปรากฎหน้าต่างนี้ ให้ตั้งชื่อที่ต้องการบันทึกการตั้งค่านั้นไว้ Preview : หากตัวเลือกนี้ถูกติ๊ก เมื่อทำาการเปลี่ยนแปลงค่าในหน้าต่างของเครื่อง มือตกแต่งสี ภาพที่ Image window จะเปลี่ยนแปลงตามด้วย เมื่อเปลี่ยนค่าอีก ภาพก็จะ เปลี่ยนแปลงตามไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องคลิกที่ปุ่ม OK เพื่อทำาการยืนยันการตั้งค่า 13.3 ขั้นตอนกำรใช้งำนเครื่องมือตกแต่งสี เครื่องมือตกแต่งสี ทุกตัวมีขั้นตอนการใช้งานเหมือนกันหมด ดังต่อไปนี้ การใช้งานเครื่องมือตกแต่งสี 1.) คลิกเลือกเลเยอร์ที่ต้องการจะปรับแต่งสี ที่ไดอะล็อก Layers (และ/หรือ ใช้เครื่องมือเลือกเลือกพื้นที่บางส่วนของภาพไว้) 2.) เลือกเครื่องมือตกแต่งสีที่ต้องการ โดยคลิกที่ปุ่มเครื่องมือตกแต่งสีที่ Toolbox 3.) ใช้เครื่องมือตกแต่งสี คลิกที่ภาพหรือคลิกส่วนที่เลือกไว้ (หรือเลือกใช้คำาสั่งจากเมนู โดยไปที่ Colors → เครื่องมือตกแต่งสีที่ต้องกำร....) จะปรากฎ หน้ำต่ำงเครื่องมือตกแต่งสี (ของแต่ละตัว) 4.) ที่ หน้ำต่ำงเครื่องมือตกแต่งสี ปรับค่าต่างๆ ตามต้องการ 5.) คลิกที่ปุ่ม OK เพื่อจบการทำางาน [266] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 267.
    เทคนิคเล็กๆน้อยๆก่อนปรับแต่งสี การเปลี่ยนสีหรือแก้ไขสีให้ภาพ เป็นเรื่องของความพึงพอใจ ไม่มีอะไร ตายตัวไม่มีอะไรถูกผิด 100% ฉะนั้น จึงต้องมีการลองผิดลองถูกอยู่บ่อยๆ เพื่อจะให้ได้ผลสุดท้ายที่พอใจที่สุด มีเทคนิคง่ายๆที่ใช้เปรียบเทียบภาพก่อนและหลังได้เป็นอย่างดี ก็คือ ให้ทำา ซำ้าเลเยอร์ ที่ต้องการจะปรับแต่งสีขึ้นมาอีกเลเยอร์หนึ่ง แล้ววางไว้ด้านบน จากนั้น ให้ปรับแต่งสีที่เลเยอร์บน เมื่อปรับแต่งแล้ว ให้เปิดปิดเลเยอร์บน สลับไปมา เพื่อเปรียบเทียบกับเลเยอร์ที่อยู่ด้านล่าง บทที่ 13: เครื่องมือตกแต่งสี [267]
  • 268.
    13.4 Color BalanceTool Color Balance tool ใช้ปรับความสมดุลระหว่างสีตรงข้าม เหมาะกับการทำาให้สี ใดสีหนึ่งโดดเด่นขึ้นมา หรือทำาให้สีดูสดขึ้น การเปลี่ยนแปลงค่าสีในภาพ จะมุ่งตรงไปที่การ เปลี่ยนแปลงสี Hue(สีแท้) โดยจะไม่มีผลต่อค่าความสว่างของสี (ไม่มีผลต่อ Saturation และ Value) เลือก Color Balance tool ได้โดย 1. คลิกที่ปุ่ม ที่ Toolbox 2. ไปที่ Colors → Color Balance... คุณสมบัติต่างๆในหน้าต่าง Color Balance Select Range to Adjust : กำาหนดช่วงของสีที่จะตกแต่ง • Shadows พิกเซลในโทนมืด • Modtones พิกเซลในโทนกลางๆ • Highlights พิกเซลในโทนสว่าง Adjust Color Levels : แถบเลื่อน เพื่อปรับสี มีอยู่ 3 แถบด้วยกัน โดยสีที่แถบ เลื่อน ก็คือ แม่สี RGB และ สีตรงข้าม(CMY) เริ่มต้นค่าของแถบเลื่อนจะเป็น 0 หากต้องการทำาให้สีใดโดดเด่น ก็ปรับแถบ เลื่อนไปยังสีด้านนั้น ซึ่งสีตรงข้ามกันก็จะลด ปริมาณลงด้วย เช่น เมื่อปรับแถบเลื่อนไปทางสีแดง สีแดงในภาพจะมีมากขึ้น แต่สี ฟ้า(Cyan)ก็จะลดลงพร้อมๆกัน Preserve Luminosity : หากตัวเลือกนี้ถูกติ๊ก จะเป็นการยืนยันว่า ความสว่าง ของภาพ(ค่า Saturation และ Value )จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง [268] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org หน้าต่าง Color Balance
  • 269.
    ตัวอย่างการตกแต่งสีภาพด้วย Color Balancetool 1. ภาพต้นฉบับ 2. ใช้ Color Balance tool ตกแต่งสี โดยตั้งค่าดังนี้ ทำาให้สีเขียวดูเด่นขึ้น และลดส่วนของสีแดงลง(เพิ่มสีฟ้าไปในตัว) สีของนำ้ามีส่วนผสมของสีแดงมากเกินไป จึงทำาให้ดูคลำ้า 13.5 Hue-Saturation Tool Hue-Saturation tool ใช้เพื่อปรับสี Hue, ค่า Saturation และ ค่า Lightness ของภาพ Hue-Saturation tool มีความยืดหยุ่นมาก จึงสามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ประการ เช่น เปลี่ยนสีภาพ, เพิ่มความสว่าง, ทำาให้บางสีดูเด่น, ทำาให้บางสีจางลง เป็นต้น เลือก Hue-Saturation tool ได้โดย 1. คลิกที่ปุ่ม ที่ Toolbox 2. ไปที่ Colors → Hue-Saturation.. บทที่ 13: เครื่องมือตกแต่งสี [269]
  • 270.
    คุณสมบัติต่างๆในหน้าต่าง Hue-Saturation Select PrimaryColor to Adjust : ตัวเลือกเพื่อเลือกโทนสีที่ต้องการจะปรับแต่ง ซึ่งมีอยู่ 7 ตัวเลือก ก็คือ สี RGB และสีตรง ข้าม (CMY) รวมเป็น 6 อีกตัวเลือกก็คือ MASTER (เลือกทุกโทนสี) Overlap : ตัวเลื่อนเพื่อปรับสีที่ เปลี่ยนอีกเล็กน้อย จะเห็นผลก็ต่อเมื่อเปลี่ยน สีภาพ(ให้ปรับค่ำที่ Adjust Selected Color ก่อน แล้วมำปรับที่ Overlap จะได้ผลที่น่ำ พอใจกว่ำ) Adjust Selected Color : แถบเลื่อน เพื่อเปลี่ยนค่า H,S,L ให้กับโทนสีที่ถูกเลือกใน Select Primary Color to Adjust • Hue : ( Hue มีค่ำ -180 ถึง 180 ตำมวงล้อสี RGB) แถบเลื่อนเพื่อเปลี่ยนสี Hue (สี แท้) มีผลทำาให้สีภาพเปลี่ยนไป เช่น หากเลือกสีแดง ที่ Select Primary Color to Adjust ไว้ โทนสีแดง ในภาพก็จะถูกแทนที่ด้วย Hue สีใหม่ โดยเมื่อเลื่อน แถบเลื่อนไปทางขวา(ค่า +) สีแดงก็จะถูกแทนที่ด้วย สีแดง-ม่วง → สีม่วง → นำ้าเงิน → สีฟ้า ตามลำาดับ (วนขวำตำมวงล้อสี RGB ) แล้วแต่จะหยุดที่ค่าใด • Lightness : ( มีค่ำ -100 ถึง 100) แถบเลื่อนเพื่อเปลี่ยนค่าความมืดหรือสว่าง คล้ายการผสมสีดำา(ค่า -) หรือสีขาว(ค่า +)ลงไป • Saturation : (มีค่ำ -100 ถึง 100) แถบเลื่อนเพื่อเปลี่ยนค่าความสดของสี เมื่อ เพิ่ม Saturation สีที่หม่นๆก็จะสดขึ้น คล้ายการผสมสีเทากลาง(ค่า -) หรือ ผสมสี Hue(ค่า +) ลงไป [270] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org หน้าต่าง Hue-Saturation วงล้อสี RGB
  • 271.
    ตัวอย่างการตกแต่งสีภาพด้วย Hue-Saturation tool 1.ภาพต้นฉบับ (มีโทนสีแดง ให้อารมณ์น่ากลัว) 2. ใช้ Hue-Saturation tool ตกแต่งสี โดยตั้งค่าดังนี้ Adjust Selected Color : Red Hue = 40, Lightness = 0, Saturation = 0, Overlap = 0 แทนที่สีแดงด้วยสีโทนเหลือง แต่ภาพเป็นจำ้าๆ 3. (ต่อจากข้อ 2 ยังไม่คลิก OK) ปรับ Overlap เป็น 100 จะได้ Adjust Selected Color : Red Hue = 40, Lightness = 0, Saturation = 0, Overlap = 100 สีดูกลมกลืน ไม่เป็นวงจำ้าๆอีกแล้ว บทที่ 13: เครื่องมือตกแต่งสี [271]
  • 272.
    13.6 Colorize Tool Colorizetool ใช้เปลี่ยนสีของภาพ ในลักษณะของการวางแผ่นฟิล์มสีต่างๆ ซ้อน ทับที่ด้านหน้าของภาพ เลือก Colorize tool ได้โดย 1. คลิกที่ปุ่ม Colorize tool ที่ Toolbox 2. ไปที่ Colors → Colorize.. คุณสมบัติต่างๆในหน้าต่าง Colorize Select Color : รูปแบบของฟิล์มสี ที่จะนำามาซ้อนทับภาพ หน้าต่าง Colorize • Hue : ( Hue มีค่ำ 0 ถึง 360 ตำมวงล้อสี RGB) แถบเลื่อนเพื่อเลือกสี Hue (สี แท้) ของฟิล์มที่จะนำามาซ้อนทับภาพ ค่าเริ่มต้นคือ 180 (สีฟ้า) • Saturation : (มีค่ำ 0 ถึง 100) แถบเลื่อนเพื่อเลือกความสดให้กับสีฟิล์ม ค่า น้อยๆ จะผสมสีเทากลางลงไป ค่ามากๆจะผสมสี Hue ลงไป • Lightness : ( มีค่ำ -100 ถึง 100) แถบเลื่อนเพื่อเลือกความทึบหรือสว่างให้กับ ฟิล์ม คล้ายการผสมสีดำาหรือขาวลงไป ค่า - ภาพจะมืดลง ค่า + ภาพจะขาวขึ้น [272] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 273.
    ตัวอย่างการตกแต่งภาพโดยใช้ Colorize tool 1.ภาพต้นฉบับ ได้เลือกบางส่วนของภาพไว้ (ตามแนวเส้นประมดเดิน) 2. ใช้ Colorize tool ตกแต่งสีโดยตั้งค่าดังนี้ Hue = 360 (ใส่ฟิล์มสีแดง) Lightness = 0 Saturation = 0 คลิกที่ OK เพื่อจบการตกแต่ง 3. ภาพจากข้อ 2 ที่ตกแต่งไปแล้ว นำามาตกแต่ง อีกครั้งด้วย Colorize tool โดยตั้งค่าดังนี้ Hue = 360 Lightness = 0 Saturation = 0 สีแดงดูสดขึ้นอีก คล้ายการซ้อนฟิล์มสีแดงลงไป 2 ชั้น บนส่วนที่เลือกไว้ บทที่ 13: เครื่องมือตกแต่งสี [273]
  • 274.
    13.7 Brightness-Contrast Tool Brightness-Contrasttool (BC tool) ใช้สำาหรับปรับความสว่าง (Brightness) และ ปรับความแต่งต่างสี (Contrast) Brightness-Contrast tool เป็นเครื่องมือที่ใช้งาน ง่ายๆ เหมาะสำาหรับงานด่วน หรือไม่ต้องการความละเอียกมากนัก เพราะ Brightness- Contrast tool จะกระทำากับทุกพิกเซลในภาพหรือในส่วนที่เลือกไว้เท่าๆกันหมด เลือก Brightness-Contrast tool ได้โดย 1. คลิกที่ปุ่ม Brightness-Contrast tool ที่ Toolbox 2. ไปที่ Colors → Brightness-Contrast.... คุณสมบัติต่างๆในหน้าต่าง Brightness-Contrast หน้าต่าง Brightness-Contrast Brightness : (มีค่ำ -127 ถึง 127) แถบเลื่อนเพื่อปรับความสว่าง ค่าเริ่มต้นคือ 0 หำกปรับไปทำงขวำ(+) จะมีลักษณะคล้ายการผสมสีขาวลงไป ภาพจะขาวขึ้น ปรับไป ทำงซ้ำย(-) คล้ายการผสมสีดำาลงไป ภาพจะมืดลง Contrast : (มีค่ำ -127 ถึง 127) แถบเลื่อนเพื่อปรับความแตกต่างของสี ค่าเริ่ม ต้นคือ 0 หำกปรับไปทำงขวำ(+) ส่วนที่เป็นสีหม่นก็จะสดขึ้น เห็นได้ชัดขึ้นว่าสีใดเป็นสีใด แต่ก็จะเป็นจำ้าๆหรือเป็นวงๆหากปรับมากไป หำกปรับไปทำงซ้ำย(–) สีจะหม่นลง คล้าย ผสมสีเทาลงไป สีจะมีความใกล้เคียงกัน แยกเฉดสีได้ค่อนข้างยาก Edit these settings as Levels : เมื่อคลิกที่ปุ่มนี้ จะสลับไปใช้ Levels tool Brightness-Contrast tool เป็นเครื่องมือที่ใช้งานง่ายๆ ค่าต่างๆ จึงมีให้กำาหนดได้น้อย Levels tool เป็นเครื่องมือที่ทำางานแบบเดียวกัน แต่มีคุณสมบัติให้กำาหนดมากกว่า [274] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 275.
    การใช้เม้าส์คลิกที่ภาพเพื่อปรับแถบเลื่อน Brightness และContrast คลิกเม้าส์ + ลากเม้าส์ขึ้น = เลื่อนตัวเลื่อน Brightness ไปทางขวา (+) คลิกเม้าส์ + ลากเม้าส์ลง = เลื่อนตัวเลื่อน Brightness ไปทางซ้าย (- ) คลิกเม้าส์ + ลากเม้าส์ไปขวา = เลื่อนตัวเลื่อน Contrast ไปทางขวา (+) คลิกเม้าส์ + ลากเม้าส์ไปซ้าย = เลื่อนตัวเลื่อน Contrast ไปทางซ้าย (- ) ตัวอย่างการตกแต่งภาพโดยใช้ Colorize tool ภาพต้นฉบับ ใช้ Brightness-Contrast ตกแต่งสีโดย ตั้งค่า Brightness = 30 Contrast = 40 13.8 Threshold Tool Thershold tool ใช้เปลี่ยนสีของพิกเซลในภาพให้เป็นสีขาวหรือสีดำา (ไม่ใช่โทน ขาวดำา แต่เป็นสีขาวหรือสีดำาไปเลย ) เลือก Threshold tool ได้โดย 1. คลิกที่ปุ่ม Threshold tool ที่ Toolbox 2. ไปที่ Colors → Threshold.... บทที่ 13: เครื่องมือตกแต่งสี [275]
  • 276.
    คุณสมบัติต่างๆในหน้าต่าง Threshold ปุ่มเลือกชนิดของกราฟ Histogram: สลับไปมาระหว่างรูปกราฟแบบ Linear แล ะ Logarithmic กราฟ Histogram : กราฟ Histogram แบ่งเป็น 2 ส่วน ก็คือ ส่วนสีขำว และ ส่วน สีนำ้ำเงิน แบ่งด้วยตัวชี้รูปสามเหลี่ยม 2 ตัว (สีดำำ และสีขำว ) ใช้เม้าส์จับตัวชี้นี้เลื่อน เพื่อแบ่งโซน ใหม่ ซึ่งเป็นการปรับว่า พิกเซลใดจะเป็นสี ขาว พิกเซลใดจะเป็นสีดำา โดยพิกเซลที่มีโทน สีอยู่ระหว่างตัวชี้สามเหลี่ยม 2 ตัว (อยู่ใน โซนสีนำ้ำเงิน) พิกเซลนั้นจะเป็นสีขาว ปุ่ม Auto : คลิกที่ปุ่มนี้ จะปรับตัวชี้สีดำาและสีขาวให้อย่างอัตโนมัติ ตัวอย่างการตกแต่งภาพโดยใช้ Threshold tool ภาพต้นฉบับ ใช้ Thershold tool ตกแต่งสี โดยปรับ ตัวชี้สามเหลี่ยมที่กราฟ Histogram ดังนี้ [276] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org หน้าต่าง Threshold
  • 277.
    13.9 Levels Tool Levelstool ใช้ทำาให้ภาพสว่างขึ้นหรือมืดลง เปลี่ยนความแตกต่างสี แก้ไขบางสี ที่บกพร่อง ทำาให้บางสีดูโดดเด่น เสมือนเป็นเครื่องมือที่ผสมการใช้งานระหว่าง Color Balance tool และ Brightness-Contrast tool การควบคุม Levels tool จะใช้กราฟ Histogram ในลักษณะเดียวกับ Threshold tool แต่จะมีตัวควบคุมมากกว่า จึงกำาหนดรายละเอียดได้ละเอียดกว่า เลือก Levels tool ได้โดย 1. คลิกที่ปุ่ม Levels tool ที่ Toolbox 2. ไปที่ Colors → Levels.... คุณสมบัติต่างๆในหน้าต่าง Levels Channel : เลือกแชนแนลที่ต้องการ จะปรับแต่ง ตัวเลือกที่มีก็คือ • Value : มีผลต่อค่า Value ของทุก แชนแนล RGB ซึ่งจะทำาให้สว่างขึ้น หรือมืดลง • Red, Green หรือ Blue : มีผลต่อ แชนแนล Red, Green หรือ Blue ตามลำาดับ การเพิ่มหรือลดค่าสีใน แชนแนลดังกล่าว จะเป็นการลดหรือ เพิ่มสีตรงกันข้ามด้วย • Alpha : มีผลต่อส่วนที่เป็นกึ่ง โปร่งใส เมื่อมีการปรับค่า จะทำาให้ ส่วนดังกล่าวเป็นสีขาว หรือโปร่งใส มากขึ้น • ปุ่ม Reset Channel : ยกเลิกการ ปรับแต่งแล้วกลับมาที่ค่าเริ่มต้น บทที่ 13: เครื่องมือตกแต่งสี [277] หน้าต่าง Levels
  • 278.
    Input Levels : กราฟHistogram จำาแนกพิกเซลของพื้นที่ถูกเลือกหรือเลเยอร์ที่เป็น 3 ส่วน ก็คือ โทนมืด(Shadow), โทนสว่ำง(Highlight) และ โทนปำนกลำง (Midtone) ซึ่งถูกแบ่งโดยตัว ชี้ 3 ตัว แกนแนวนอน มีค่าตั้งแต่ 0 (ดำา) ถึง 255(ขาว) รูปกราฟใน Histogram แสดงแนว โน้มของพิกเซลในแต่ละแชนแนล ว่ากระจายอยู่ใน 3 ส่วนอย่างไร หนักไปทางไหน ภาพมี พิกเซลโทนมืดเท่าไร โทนสว่างเท่าไร โทนปานกลางเท่าไร ภาพที่มีความสมดุลของสี ฐาน ของเส้นกราฟจะกระจายจนทั่ว ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น ก็ปรับแต่งได้โดยจับตัวชี้ทั้ง 3 เลื่อน ตัวชี้สีดำำ (Shadow) : (ในกรณีของ Value) ชี้ว่า หากพิกเซลใดมีค่าตำ่ากว่า ตัวชี้สีดำา พิกเซลนั้นจะเป็นสี ดำา (ในกรณีของแชนแนล R,G หรือ B) ชี้ว่า หากพิกเซลใดมีค่าตำ่ากว่า ตัวชี้สีดำา พิกเซล นั้นจะเป็นสีตรงข้าม ตัวชี้สีขำว (Highlight) : (ในกรณีของ Value) ชี้ว่า หากพิกเซลใดมีค่ามากกว่า ตัวชี้สีขาว พิกเซลนั้นจะเป็น สีขาว (ในกรณีของแชนแนล R,G หรือ B) ชี้ว่า หากพิกเซลใดมีค่ามากกว่า ตัวชี้สีขาว พิกเซลนั้นจะเป็นสีสดตามสีของแขนแนลนั้นๆ ตัวชี้สีเทำ (Midtone) : เป็นตัวชี้จุดกึ่งกลางระหว่างตัวชี้สีดำาและสีขาว พิกเซลที่ อยู่ระหว่าง ตัวชี้สีดำาและสีขาวจะยังมีสีปกติ (ไม่ถูกปรับแต่ง) แต่หากเลื่อนตัวชี้สีเทาไปทาง ซ้าย จะสว่างขึ้น เลื่อนไปทางขวา จะมืดลง ที่ด้านล่างของ Histogram มีหลอดดูดสี 2 อันที่ด้านซ้าย (หลอดดูดสีดำำ) และ ด้านขวา (หลอดูดสีขำว) หลอดดูดพวกนี้ เป็นอีกวิธีหนึ่งในการปรับตัวชี้ ใช้หลอดดูดสีดำา คลิกส่วนที่เป็นสีดำาในภาพ(หำสีดำำในภำพ) ตัวชี้สีดำา( ) จะย้าย ตำาแหน่งอย่างอัตโนมัติ ใช้หลอดดูดสีขาว คลิกส่วนที่เป็นสีขาว(หำสีขำวในภำพ) ตัวชี้สี ขาว( ) จะปรับให้อย่างอัตโนมัติ ทั้งนี้เพื่อจะทำาให้ภาพเกิดความสมดุล รูปกราฟยังคง เหมือนเดิม แต่ตัวชี้จะเปลี่ยนตำาแหน่ง ฐานของ Histogram จึงอยู่ชิดที่ตัวชี้สีดำาและสีขาว หรือเรียกอีกอย่างว่า ฐานของ Histogram แผ่อย่างทั่วถึงไปที่ตัวชี้สีดำาและสีขาว [278] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 279.
    ตัวอย่างการตกแต่งภาพโดยใช้ Levels tool 1.ภาพต้นฉบับ ที่ Channel : Value มีลักษณะของ Histogram ดังนี้ 2. ใช้หลอดดูดสีดำาและสีขาว คลิกส่วนที่เป็นสีดำา และสีขาวในภาพตามลำาดับ ทำาให้ตัวชี้เลื่อน ตำาแหน่งเป็นดังนี้ ภาพดูมีความแตกต่างสีมากขึ้น ดูสดขึ้น ชัดขึ้น 3. ใช้เม้าส์จับตัวชี้ทั้ง 3 เลื่อน ปรับตำาแหน่งใหม่ ปรับตัวชี้สีดำาและขาวให้พอดีกับฐานของกราฟ และปรับตัวชี้สีเทาอีกเล็กน้อย เพื่อทำาให้ภาพ สว่างขึ้น เปลี่ยนจากกลางคืนเป็นกลางวัน 4. ที่ Channel : Blue ใช้เม้าส์จับตัวชี้ทั้ง 3 เลื่อน ปรับตำาแหน่งใหม่ จุดประสงค์เพื่อลด สีนำ้าเงินลง ซึ่งจะเร่งสีเหลืองขึ้นมาโดยอัตโนมัติ เพราะสีเหลืองเป็นสีตรงข้ามของสีนำ้าเงิน บทที่ 13: เครื่องมือตกแต่งสี [279]
  • 280.
    Output Levels :ใช้ปรับความกว้างของโทนต่างๆใหม่ ทุกแชนแนล ความกว้าง ปกติของโทน ก็คือ 0-255 ซึ่งมี 256 ระดับ Output levels ใช้ปรับความกว้างนี้ใหม่ โดย ปรับให้ลดลงได้อย่างเดียว (ทำาให้น้อยกว่าหรือเท่ากับ 256 ระดับได้อย่างเดียว) (ในกรณีของ Value) จะทำาให้ความแตกต่างระหว่างส่วนมืดและสว่างลดลง (Contrast ลดลง) ส่วนมืดจะสว่างขึ้น หรือส่วนสว่างจะมืดลง (ในกรณีของแชนแนล R,G หรือ B) ความกว้างของช่วงสีจะลดลง ส่งผลหลาย ประการเพราะมีสีให้ใช้น้อยลง ขึ้นอยู่กับการปรับตัวชี้ของ Output Levels เช่น หาก เลือกที่ Channel : Red จะทำาให้สีแดงเด่นขึ้น หรืออ่อนลง(สีอื่นจึงเด่นกว่า) หรือทำาให้ ความแตกต่างของสีแดงลดลง ภาพต้นฉบับ ที่ Channel : Value มี Input Levels และ Output Levels ดังนี้ ปรับ Output Levels ดังต่อไปนี้ (0-170) จากค่า Output Levels ที่ลดลง ทำาให้ใช้สี โทนสว่างได้น้อยลง สีของภาพที่เป็นโทน สว่างจึงกลายเป็นสีเทา คลิกปุ่ม OK ที่หน้าต่าง Levels จากนั้นใช้ Levels tool คลิกเข้าไปดูที่ภาพอีกครั้ง ภาพที่ตกแต่งไปแล้ว ไม่มีพิกเซลช่วงที่เป็นโทนสว่างเลย [280] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 281.
    All Channel :ทุกแชลแนล มีตัวชี้สีดำา สีขาว และสีเทา เพียงแต่ลักษณะของรูป กราฟ Histogram จะแตกต่างกันในแต่ละแชนแนล ที่ All channel มีปุ่ม Auto และ หลอดดูดสี 3 อัน ก็คือ (หลอดดูดสีดำำ), (หลอดดูดสีขำว) และ (หลอดดูดสีเทำ) การใช้งานหลอดดูดสี เหมือนกับใน Input Levels ก็คือใช้ (หลอดดูดสีดำำ) คลิกสีดำาบนภาพ ใช้ (หลอดดูดสีขำว) คลิกสีขาวบนภาพ และใช้ (หลอดดูดสีเทำ) คลิกสีที่มีโทนปานกลางบนภาพ เพื่อปรับตัวชี้ทั้ง 3 อย่างอัตโนมัติตามลำาดับ โดยจะมีผล ต่อทุกแชนแนล (ไม่จำำเป็นต้องใช้ทั้ง 3 ตัว ใช้เพียงตัวใดตัวหนึ่งก็ได้) ปุ่ม Auto : เมื่อคลิก จะทำาการปรับตัวชี้ทั้ง 3 ใน Input Levels ให้อย่างอัตโนมัติ ซึ่งจะมีผลในทุกๆแชนแนล โดยพยายามจะทำาให้ ตัวชี้สีดำาและสีขาวอยู่ชิดฐานของรูปกราฟ Histogram ก็คือ พยายามจะทำาให้ภาพมีความสมดุลของสี ภาพต้นฉบับ ที่ All Channel คลิกที่ปุ่ม Auto ที่ All Channel ใช้หลอดดูดสี ทั้งสามตัว ดูดสีที่ภาพ ปรับแต่งตัวชี้ทุกๆแชนแนลอย่างอิสระ Edit these settings as Curves : สลับไปใช้ Curves tool ด้วยค่าที่ตั้งไว้แล้ว บทที่ 13: เครื่องมือตกแต่งสี [281]
  • 282.
    13.10 Curves Tool Curvestool เป็นเครื่องมือที่ซับซ้อน แต่ใช้งานได้อย่างกว้างขวาง เช่น ใช้เปลี่ยน สีภาพ, ปรับความสว่าง, ปรับความแตกต่างสี เป็นต้น Levels tool ทำางานกับโทนสี 3 ระดับ แต่ Curves tool ทำางานกับโทนสีทุก ระดับ (256 ระดับ) เลือก Curves tool ได้โดย 1. คลิกที่ปุ่ม Curves tool ที่ Toolbox 2. ไปที่ Colors → Curves.... คุณสมบัติต่างๆในหน้าต่าง Curves Channel : เลือกแชนแนลที่ต้องการจะปรับแต่ง ตัวเลือกที่มีก็คือ • Value : มีผลต่อค่า Value ของทุก แชนแนล RGB ซึ่งจะทำาให้สว่างขึ้น หรือมืดลง • Red, Green หรือ Blue : มีผลต่อ แชนแนล Red, Green หรือ Blue ตามลำาดับ การเพิ่มหรือลดค่าสีใน แชนแนลดังกล่าว จะเป็นการลดหรือ เพิ่มสีตรงกันข้ามด้วย • Alpha : มีผลต่อส่วนที่เป็นกึ่ง โปร่งใส เมื่อมีการปรับค่า จะทำาให้ ส่วนดังกล่าวเป็นสีขาว หรือโปร่งใส มากขึ้น • ปุ่ม Reset Channel : ยกเลิกการ ปรับแต่งแล้วกลับมาที่ค่าเริ่มต้น [282] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org หน้าต่าง Curves
  • 283.
    กราฟเส้น Curves :แต่ละแชนแนลมีเส้น Curve ของตนเอง แต่คุณลักษณะของ เส้น Curves เหมือนกันหมด ภาพดังต่อไปนี้ เป็นกราฟเส้น Curves ของ Channel : Value เกรเดี้ยนต์แนวตั้ง : แทนโทนของ Input 256 ระดับจาก 0(ดำา)-255(ขาว) โดย Input ก็คือ ค่าที่จะนำาไปเพิ่มให้กับต้นฉบับ เช่น ในกรณีของ Channel : Value ก็คือ เพิ่มสีขาวหรือเพิ่มสีดำาลงไป เป็นต้น เกรเดี้ยนต์แนวแนว : แทนโทนของ Output 256 ระดับจาก 0(ดำา)-255(ขาว) Output ก็คือ ผลหลังจากใส่ค่า Input เข้าไปแล้ว กรำฟ Histogram : จำาแนกโทนของพิกเซลในภาพหรือส่วนที่ถูกเลือก ให้อยู่ในโทน มืดไปสว่าง 256 ระดับ จำาแนกว่าพิกเซลกระจายอยู่ในโทนใดบ้าง Histogram ของ Curves tool มีลักษณะเดียวกับ ใน Levels tool เส้น Curves แทนความสัมพันธ์ระหว่าง Input และ Output การปรับเส้น Curves ก็คือ การใส่ Input เข้าไป เพื่อให้ Output เปลี่ยนไป ค่าเริ่มต้นของเส้น Curve จะเป็นเส้นตรง ก็คื Input และ Output เท่ากัน (ยังไม่ได้ปรับแต่งอะไร) การปรับแต่งสีโดยใช้ Curves tool หลักๆ ก็คือ ปรับเส้น Curve ให้โค้งไปมา โดย การสร้างโหนด บนเส้น Curve เพิ่มเติมแล้วทำาการดัดเส้น บทที่ 13: เครื่องมือตกแต่งสี [283]
  • 284.
    • กำรสร้ำงโหนด :คลิกบนเส้น Curve จะปรากฏโหนดเพิ่มเติม ณ จุดที่คลิก • กำรลบโหนด : จับโหนด แล้วลากไปไว้ก่อนโหนดที่อยู่ด้านหน้า หรือลากไปไว้หลัง โหนดที่อยู่ด้านหลัง โหนดนั้นจะหายไป • ลบทุกโหนด : กดปุ่ม Reset Channel • ย้ำยโหนด : ใช้เม้าส์จับโหนดเลื่อนไปมา หรือใช้ปุ่มลูกศรบนหรือล่าง รูป Curve แบบต่างๆ ดันโหนดขึ้น : ในกรณีเป็นแชนแนล Value เมื่อดันโหนดขึ้น จะทำาให้พิกเซล ใน ส่วนนั้นสว่างขึ้น คล้ายการผสมสีขาวลงไป ในกรณีเป็นแชนแนล R, G หรือ B หากดัน โหนดขึ้น คล้ายการผสมสีในแชนแนลนั้นลงไป สีในแชนแนลนั้นจะมากขึ้น ดันโหนดขึ้น ที่แชนแนล Value ดันโหนดขึ้น ที่แชนแนล Red ชันน้อย : ในกรณีเป็นแชนแนล Value ภาพจะมีความแตกต่างของสีตำ่าลง คล้าย พิกเซลโทนมืดผสมสีขาวลงไป พิกเซลโทนสว่างผสมสีดำาลงไป พิกเซลทั้งโทนมืดและสว่างก็ เลยมีสีวิ่งเข้าหากัน ในกรณีเป็นแชนแนล R,G หรือ B ส่วนมืดผสมสีในแชนแนลนั้นลงไป ส่วนสว่างให้ผสมสีตรงกันข้ามลงไป ดันโหนดขึ้น ที่แชนแนล Value ดันโหนดขึ้น ที่แชนแนล Red [284] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 285.
    ชันมำก : หากย้ายโหนดปลายและโหนดต้นให้ชันขึ้นโดยให้อยู่ชิดกับขอบฐานด้าน ขวาและด้านซ้ายของกราฟ Histogram ตามลำาดับ จะมีลักษณะเดียวกับการเลื่อนตัวชี้สีดำา และสีขาวไปชิดขอบฐานของกราฟ Histogram ใน Levels tool ในกรณีที่เป็นแชนแนล Value พิกเซลที่อยู่ในส่วนของเส้นแนวรำบทำงซ้ำย ซึ่งส่วน ใหญ่เป็นโทนมืด จะกลายเป็นสีดำา พิกเซลที่อยู่ในส่วนของเส้นแนวรำบทำงขวำ ซึ่งส่วน ใหญ่เป็นโทนสว่าง จะกลายเป็นสีขาว พิกเซลในส่วนกลำงๆ ทำงซ้ำย จะมืดลงอีก คล้าย การผสมสีดำาลงไป พิกเซลที่อยู่ในส่วนกลำงๆทำงขวำ จะสว่างขึ้นอีก คล้ายการผสมสีขาว ลงไป ผลโดยรวมก็คือ ภาพมีความแตกต่างสีมากขึ้น ภาพต้นฉบับ ภาพมีความแตกต่างสีชัดเจน ปรับเส้น Curve อีกเล็กน้อย เพื่อลดความแตกต่างสีลง ในกรณีที่เป็นแชนแนล R, G หรือ B พิกเซลโทนสว่าง จะมีสีของแชนแนลนั้นๆ มากขึ้น ส่วนพิกเซลโทนมืด สีตรงกันข้ามของแชนแนลนั้นๆจะมากขึ้น บทที่ 13: เครื่องมือตกแต่งสี [285]
  • 286.
    กลับด้ำน : กลับด้านเส้นCurve จะกลับดำา เป็นขาว กลับขาวเป็นดำา พิกเซลทั้งภาพจะกลาย เป็นสีตรงกันข้าม คล้ายกับฟิล์มเนกกาทีฟภาพ กลับด้านเส้น Curve (Channel : Value) ต้นฉบับ S-curve : เส้น Curve รูปตัว S ใช้บ่อยใน การเพิ่มความแตกต่างของสี พิกเซลโทนมืดจะมืด มากขึ้น พิกเซลโทนสว่างจะสว่างมากขึ้น แต่จะเป็น ไปอย่างขึ้นบันได สีจะสดขึ้นด้วย S-Curve (Channel : Value) ต้นฉบับ [286] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 287.
    ต้นฉบับ ปรับให้ชันขึ้นทุกแชนแนล : ย้ายโหนด ปลายและโหนดต้นเพื่อปรับให้เส้น Curves ชันขึ้น ในทุกๆแชนแนล โดยย้ายโหนดทั้ง 2 ให้ชิดขอบ ฐานด้านขวาและด้านซ้ายของกราฟ Histogram เร่งให้สีสดขึ้น และมีความแตกต่างสีชัดเจน รูปแบบนี้ เหมะกับภาพที่มีสีสรรค์หลากหลาย ปรับให้ชันขึ้นทุกๆแชนแนล Curves type : ใช้เลือกโหมดการปรับแต่งเส้น Curves ซึ่งมีอยู่ 2 โหมด ก็คือ • Smooth : เป็นโหมดปกติ ใช้การสร้างโหนดแล้วขยับโหนด • Freehand : ใช้ปากกาวาดเส้น Curves อย่างอิสระ 13.11 Posterize Tool Posterize tool เป็นเครื่องมือที่ใช้ลดจำานวนของสีลง โดยยังคงโครงร่างของภาพ ไว้ คล้ายการแปลงโหมดภาพไปเป็น Indexed ที่ใช้สีได้ตั้งแต่ 2-256 ระดับ แต่ทั้งนี้ Posterize tool จะยังคงเป็นโหมด RGB อยู่ โดยสามารถเลือกแปลงโดยใช้สีได้ตั้งแต่ 8 สี ถึง 16.7 ล้านสี เลือก Posterize tool ได้โดย 1. คลิกที่ปุ่ม ที่ Toolbox 2. ไปที่ Colors → Posterize... บทที่ 13: เครื่องมือตกแต่งสี [287]
  • 288.
    คุณสมบัติต่างๆในหน้าต่าง Posterize Posterize levels: แถบเลื่อน เพื่อ เลือกจำานวนสี ซึ่งจะคำานวนจาก จำานวนค่าใน Posterize Levels ยกกำาลัง 3 เช่น 23 =8 สี หรือ 33 =27 สี เป็นต้น ตัวอย่างการตกแต่งภาพโดยใช้ Posterize tool ภาพต้นฉบับ Posterize levels =8 ภาพต้นฉบับ Posterize levels =8 13.12 Desaturate Tool Desaturate tool ใช้แปลงจากภาพสีเป็นภาพโทนขาวดำา โดยยังคงเป็นโหมด RGB อยู่ เลือก Desaturate tool ได้โดย 1. คลิกที่ปุ่ม ที่ Toolbox 2. ไปที่ Colors → Desaturate .. [288] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org หน้าต่าง Posterize
  • 289.
    คุณสมบัติต่างๆในหน้าต่าง Desaturate Choose shadeof gray based on : ใช้เลือกรูปแบบของภาพขาวดำา ซึ่งมีอยู่ 3 ตัวเลือก ก็คือ Lightness, Luminosity และ Average ตัวเลือกทั้งหมดจะสร้างภาพ โทนขาวดำาเหมือนกัน แต่มิติของภาพและความแตกต่างของสีจะต่างกัน หน้าต่าง Desaturate ตัวอย่างการตกแต่งภาพโดยใช้ Desaturate tool ภาพต้นฉบับ Lightness Luminosity Average บทที่ 13: เครื่องมือตกแต่งสี [289]
  • 290.
  • 291.
    บทที่ 14 :ฟิลเตอร์
  • 292.
    14.1 ฟิลเตอร์ และกำรใช้งำน ฟิลเตอร์ (Filter) เป็นเครื่องมือพิเศษ ที่ใช้ใส่เอฟเฟ็คให้กับเลเยอร์หรือพื้นที่ที่ถูก เลือก เพื่อให้เกิดผลลัพย์ต่างๆ ที่น่าสนใจ แปลกใหม่ที่เครื่องมือตกแต่งภาพโดยทั่วๆไป ต้อง ใช้เวลานานหรือต้องใช้ความพยายามมาก กว่าจะได้ผลเหมือนกับฟิลเตอร์ ฟิลเตอร์ใน GIMP มีมากมาย แต่ละตัวมีวิธีกำาหนดค่าเป็นของตนเอง การใช้งาน Filter ฟิลเตอร์ใน GIMP มีมากมาย แต่ทั้งนี้ฟิลเตอร์ทุกตัว มีขั้นตอนการใช้งานเหมือน กันหมด ดังนี้ 1.) คลิกเลือกเลเยอร์ที่ต้องการจะใส่ฟิลเตอร์ ที่ไดอะล็อก Layers (และ/หรือ ใช้เครื่องมือเลือกเลือกพื้นที่บางส่วนของภาพไว้) 2.) ใช้คำาสั่งฟิลเตอร์ โดยไปที่เมนู Filter → ฟิลเตอร์ต่ำงๆ... จากนั้นจะปรากฎ หน้ำต่ำงฟิลเตอร์ (ของแต่ละตัว) 3.) ที่ หน้ำต่ำงฟิลเตอร์ ปรับค่าต่างๆ ตามต้องการ 4.) คลิกที่ปุ่ม OK เพื่อจบการทำางาน [292] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 293.
    การยกเลิกการประมวลผลฟิลเตอร์ ฟิลเตอร์บางฟิลเตอร์ใช้เวลาประมวลผลนานมาก โดยระหว่างที่ประมวล ผลอยู่นั้น ที่แถบบอกสถานะที่ด้านล่างของImage window จะปรากฎ เครื่องหมาย หากคลิกที่ปุ่มนี้ จะเป็นการยกเลิกการประมวลผลในทันที คีย์ลัด กด Ctrl + F = ใส่ฟิลเตอร์เดิมอีกครั้ง ด้วยค่าที่ตั้งไว้เดียวกัน กด Shift + Ctrl + F = เปิดหน้าต่างฟิลเตอร์ล่าสุดที่พึ่งใช้ไป บทที่ 14: ฟิลเตอร์ [293]
  • 294.
    14.2 ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Blur ฟิลเตอร์ในกลุ่มBlur ใช้ทำาให้ภาพเบลอ มีความนุ่น นวล คล้ายภาพเหมือนฝัน หรือทำาให้มองไม่ชัด คล้ายกับถูก เซ็นเซอร์ เป็นต้น ภาพต้นฉบับ Blur Gaussian Blur Motion Blur Pixellize Selective Gaussian Blur Tileable Blur 14.3 ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Distorts ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Distorts ใช้แปรรูปภาพในหลาย หลายแบบ ขึ้นอยู่กับชนิดของฟิลเตอร์ ภาพต้นฉบับ [294] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 295.
    Blinds Curve BendEmboss Engrave Erase Every Other Row IWarp Lens Distortion Mosaic Newsprint Pagecurl Polar Cooradinates Ripple Shift Value Propagate Video บทที่ 14: ฟิลเตอร์ [295]
  • 296.
    Waves Whirl andPinch Wind 14.4 ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Light and Shadow ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Light and Shadow แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ก็คือ 1. เอฟเฟ็คแสง 2. ใส่เงา 3. ใส่เลนส์แก้ว ภาพต้นฉบับ Gradient Flare Lens Flare Lighting Effects Spakle Supernova Drop Shadow [296] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 297.
    Perspective Xach-Effect ApplyLens Glass Tile 14.5 ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Noise ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Noise ใช้ใส่จุดเล็กๆ ใส่จุดรบกวน หรือทำาให้ภาพแตกเป็นเม็ดเล็กๆ ภาพต้นฉบับ HSV Noise Hurl Pick บทที่ 14: ฟิลเตอร์ [297]
  • 298.
    RGB Noise SlurSpread 14.6 ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Edge-Detect ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Edge-Detect ใช้ค้นหาส่วนขอบ บริเวณที่มีความแตกต่างสีมากๆ ภาพต้นฉบับ Difference of Gaussians Edge Laplace Neon Sobel [298] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 299.
    14.7 ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Generic ฟิลเตอร์ในกลุ่มGeneric เป็นกลุ่มที่ไม่เข้ากลุ่มใด เลย ก็เลยแยกออกมาต่างหาก เรียกว่าฟิลเตอร์อื่นๆ ก็คง ไม่ผิด ภาพต้นฉบับ → Convolution Matrix Dilate Erode 14.8 ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Combine ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Combine ใช้รวมภาพตั้งแต่ 2 ภาพขึ้นไปให้เป็นภาพเดียว ฟิล เตอร์ Depth merge จะใช้ 2 ภาพหรือใช้ 2 เลเยอร์มารวมกันก็ได้ แต่จะต้องมีขนาดเท่า กัน ส่วนฟิลเตอร์ Film Strip จะใช้เลเยอร์ในภาพเดียวกัน ภาพต้นฉบับ 1 ภาพต้นฉบับ 2 Depth merge Film Strip บทที่ 14: ฟิลเตอร์ [299]
  • 300.
    14.9 ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Artistic ฟิลเตอร์ในกลุ่มArtistic ใช้เปลี่ยนภาพให้เป็นงาน ศิลปะ เช่น ภาพวาดสีนำ้ามัน, ภาพวาดบนผ้าใบ, ภาพงาน ปฏิมากรรม เป็นต้น ภาพต้นฉบับ → Apply Canvas Cartoon Clothify Cubism GIMPressionist Oillify Photocopy Predator Softglow Van gogh (LIC) Weave [300] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 301.
    14.10 ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Decor ฟิลเตอร์ในกลุ่มDecor ใช้ตกแต่งขอบภาพ บาง อย่างใช้สร้างเอฟเฟ็คที่น่าสนใจ ภาพต้นฉบับ Add Bevel Add Border Coffee Stain Fuzzy Border Old Photo Round Corners Slide Stencil Carve Stencil Chrome Stencil Carve และ Stencil Chrome ภาพจะต้องเป็นโหมด Graycale และ ไม่มีอัลฟ่าแชนแนล บทที่ 14: ฟิลเตอร์ [301]
  • 302.
    14.11 ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Map ฟิลเตอร์ในกลุ่มMap จะใช้ภาพภาพหนึ่ง ซึ่งจะเรียกว่า Map object (จะเป็นภาพ ในเลเยอร์หรือภาพอื่นๆก็ได้) เพื่อสร้างเอฟเฟ็คต่างๆ ขึ้นมา เช่นสร้างภาพนูน, สร้างเงา เป็นต้น นอกจากนี้ ก็ยังใช้จัดเรียงภาพได้ด้วย ภาพต้นฉบับ Map object Bump Map Displace Fractal Trace Illusion Make Seamless Map Object Paper Tile Small tiles : แบ่งภาพให้เล็กลง แล้ววางภาพเดิมลงไปเป็นช่องๆ Tile : นำาภาพเดิมวางเรียงต่อกัน ภาพจะใหญ่ขึ้นตามการเรียง Small Tiles Tile (ให้ผลคล้าย Small Tile) Warp [302] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 303.
    14.12 ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Render ฟิลเตอร์ในกลุ่มRender ใช้สร้างพื้นผิวแล้วซ้อนลง ไปบนภาพ เช่น สร้างหมอก, สร้างเมฆ เป็นต้น หรือสร้าง แพทเทิร์นแบบต่างๆ ขึ้นมา โดยไม่มีส่วนกับภาพเดิมเลย ภาพต้นฉบับ → Difference Clouds Fog Plasma Solid Noise Flame IFS Fratal Checkboard CMLExplorer Difference Patterns Grid Jigsaw Maze บทที่ 14: ฟิลเตอร์ [303]
  • 304.
    Qbist Sinus Circuit FractalExplorer Gfig Lava Line Nova Sphere Designer Spyrogimp 14.13 ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Web Image map : ภาพที่ใช้งานบนเว็ปไซต์ สามารถทำาให้คลิก ณ ตำาแหน่งต่างๆ แล้ว ลิงค์ไปยังเว็ปไซต์ต่างๆได้ ฟิลเตอร์ Image map ใช้ออกแบบลักษณะดังกล่าว สิ่งที่ได้จาก ฟิลเตอร์ Image map ก็คือ โค้ด HTML ที่ระบุพิกัดของภาพว่า บริเวณนี้สามารถคลิกเป็น ลิงค์ ได้ Semi-Flattern : เนื่องจากภาพ GIF รองรับพื้นที่โปร่งใสและทึบ 100% เท่านั้น (อัลฟ่ำ 0 หรือ 255 เท่ำนั้น) แต่ไม่รองรับพื้นที่กึ่งโปร่งใส (อัลฟ่ำระหว่ำง 1 ถึง 254) ฉะนั้น การแปลงภาพที่มีพื้นที่กึ่งโปร่งใสไปเป็นภาพ GIF พื้นที่ดังกล่าว จะถูกแปลงเป็นทึบหรือใส ไปเลย บางสีก็เปลี่ยนไปเลย จึงทำาให้ส่วนขอบๆสีมักจะเพี้ยน [304] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 305.
    ก่อนใช้ฟิลเตอร์นี้ จะต้องรู้สีแบ็คกราวด์ของเว็ป ที่จะนำาภาพไปวางก่อน(โดยกำร ใช้หลอดดูดสีมำเป็นสีโฟร์กรำวด์ และสลับให้เป็นสีแบ็คกรำวด์) เพราะ Semi-flattern จะ แปลงพื้นที่กึ่งโปร่งใสให้เป็นสีแบ็คกราวด์เฉดต่างๆตามค่าแอลฟ่า และเมื่อแปลงแล้ว พื้นที่ กึ่งโปร่งใสจะทึบทั้งหมด ส่วนที่ใสก็ยังใสอยู่ สีของขอบภาพจะกลมกลืนกับสีแบ็คกราวด์ ของเว็ปที่จะนำาไปวาง Slice : ฟิลเตอร์ Slice ใช้หั่นภาพออกแบ่งชิ้นๆ ตามแนวของเส้นไกด์ ฉะนั้นก่อน ใช้ฟิลเตอร์นี้ ให้ลากเส้นไกด์มาวาางยังตำาแหน่งที่ต้องการจะหั่นภาพก่อน หลังใช้ฟิลเตอร์ แล้ว จะได้ไฟล์ภาพตามจำานวนชิ้นที่หั่น 14.14 ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Animation Gimp สามารถนำาเลเยอร์(หรือภาพต่างๆ) มาสร้างเป็นภาพแอนนิเมชั่นได้ โดยการ แปลงไปเป็นไฟล์ GIF ซึ่งรองรับภาพแอนนิเมชั่น โดยเฟรมต่างที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นภาพ เคลื่อนไหว จะมาจากเลเยอร์ต่างๆ (ดูต่อในหัวข้อนี้ เรื่องฟิลเตอร์ Playback ) Blend : ใช้สร้างเลเยอร์เพิ่มเติมจากของเดิม เพื่อทำาให้ภาพแอนนิเมชั่น เห็นการ เปลี่ยนแปลงจากเฟรมหนึ่งไปอีกเฟรมหนึ่งอย่างนุ่มนวล ภาพต้นฉบับมี 4 เลเยอร์ หลังใช้ฟิลเตอร์ Blend จะกลายเป็น 6 เลเยอร์ (แล้วแต่จะกำาหนด) บทที่ 14: ฟิลเตอร์ [305]
  • 306.
    Burn-In : ใช้สร้างเลเยอร์จำานวนหนึ่งจากเลเยอร์ต้นฉบับ 2 เลเยอร์ ซึ่งเมื่อเล่น ภาพเคลื่อนไหวจากเลเยอร์กลุ่มดังกล่าว จะมีเป็นการเลื่อนเลเยอร์บนออก เพื่อเปิดให้เห็น เลเยอร์ล่าง (คล้ายการเปิดม่านเวที) ตัวอย่างเลเยอร์ที่สร้างโดยใช้ฟิลเตอร์ Burn-In Spining globe : ใช้สร้างเลเยอร์จำานวนหนึ่ง โดยนำาภาพมาห่อเข้ากับรูปทรงกลม ซึ่งเมื่อเล่นภาพเคลื่อนไหวจากเลเยอร์กลุ่มดังกล่าว จะมีลักษณะเป็นทรงกลมกำาลังหมุน โดยมีภาพต้นฉบับห่อทรงกลมนั้นไว้ ตัวอย่างเลเยอร์ที่สร้างโดยใช้ฟิลเตอร์ Spining globe Wave : ใช้สร้างเลเยอร์จำานวนหนึ่ง ซึ่งเมื่อเล่นภาพเคลื่อนไหวจากเลเยอร์กลุ่มดัง กล่าว จะมีลักษณะเป็นการเคลื่อนไหวของคลื่นนำ้า ตัวอย่างเลเยอร์ที่สร้างโดยใช้ฟิลเตอร์ Wave [306] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 307.
    Optimize : ฟิลเตอร์Optimize(Difference), Optimize(for GIF) ใช้ลดขนาด ไฟล์ลง เพราะไฟล์แอนนิเมชั่นมักมีเลเยอร์เป็นจำานวนมาก ไฟล์จึงมีขนาดใหญ่ Playback : ฟิลเตอร์ Playback ใช้ เล่นภาพเคลื่อนไหวจากเลเยอร์ต่างๆ เมื่อเรียก ใช้ฟิลเตอร์นี้จะปรากฎ หน้ำต่ำง Animation Playback ให้คลิกที่ปุ่ม (Play) เพื่อ ทดสอบเล่นภาพเคลื่อนไหว หน้าต่าง Animation Playback เมื่อทดสอบเล่นภาพเคลื่อนไหวจนพอใจแล้ว หากต้องการจะนำาไปใช้งานให้ แปลงไปเป็นภาพ GIF Animation ซึ่งเป็นไฟล์ที่รองรับภาพเคลื่อนไหว ไปที่ File → Export... จะปรากฎหน้าต่างให้บึนทึกไฟล์ ให้เลือกประเภท ของไฟล์ที่ต้องการบันทึกเป็น GIF คลิกที่ OK จะปรากฎ หน้ำต่ำง ExportImage as GIF ที่หน้าต่างนี้ สำาคัญที่ต้องติ๊กที่กล่องตัวเลือก As animation (ดูเพิ่มเติมในหัวข้อ 3.6 : กำรแปลงภำพเป็น GIF ) บทที่ 14: ฟิลเตอร์ [307]
  • 308.
    การกำาหนดเวลาในเลเยอร์ เมื่อเล่นภาพเคลื่อนไหวจากเลเยอร์ โดนปกติทุกเลเยอร์จะมีระยะเวลาใน การเล่นเท่ากันหมด ที่100 ms (100 มิลลิวินาที หรือ 0.1 วินาทีต่อ เลเยอร์) หากต้องการกำาหนดให้เลเยอร์ใดเล่นนานกว่านี้ หรือน้อยกว่านี้ ให้แก้ชื่อเลเยอร์โดยพิมพ์เวลาที่ต้องการลงไปต่อจากชื่อเลเยอร์ ไม่ใส่เวลา ใส่เวลา 14.15 ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Alpha to Logo ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Alpha to Logo ใช้ใส่ เอฟเฟ็คให้กับส่วนที่โปร่งใสและส่วนกึ่งใปร่ง ภาพต้นฉบับ → [308] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 309.
    3D Outline AlienGlow Alien Neon Basic I Basci II Blended Bovination Chalk Chip Away Chrome Comic Book Cool Metal Frosty Glossy บทที่ 14: ฟิลเตอร์ [309]
  • 310.
    Glowing Hot GradientBevel Neon Particle trace Textures 14.16 ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Enhance ฟิลเตอร์ในกลุ่ม Enhance ใช้แก้ไขภาพที่ไม่สมบูรณ์ เช่น ภาพแตกเป็นเม็ด, ภาพ ไม่คมชัด, ภาพเป็นขอบหยัก เป็นต้น Alising : ใช้ลดขอบหยักของภาพ Deintelace : ภาพที่ถูกจับหน้าจอมาจากวิดีโอมักจะมีรอยหยักเป็นเส้นแนวนอน ซึ่งเป็นวิธีในการแสดงภาพเคลื่อนไหวของวิดีโอ ที่เรียกว่า Interace ฟิลเตอร์ Deintelace ใช้แก้รอยหยักดังกล่าว ภาพต้นฉบับ หลังใช้ฟิลเตอร์ Deinterlace Destripe : ใช้ลดรอยตำาหนิที่เป็นแถบแนวตั้ง ที่มาจากการสแกนภาพที่ไม่ดี ซึ่ง ต้องใช้การลองผิดลองถูกพอสมควร ไม่เช่นนั้น จะเป็นการสร้างแถบเพิ่มให้กับภาพ [310] wasankds@gmail.com, www.poeclub.org
  • 311.
    Despeckle : ใช้ลดรอยตำาหนิของภาพเช่น เม็ดฝุ่นเล็กๆ รอยข่วน เป็นต้น ภาพต้นฉบับ หลังใช้ฟิลเตอร์ Despeckle Red Eye Removal : ใช้แก้ตาแดง ที่มักจะเกิดขึ้นกับภาพถ่าย ก่อนใช้ฟิลเตอร์จะ ต้องใช้เครื่องมือเลือกเลือกลูกตาดำาไว้ก่อน ภาพต้นฉบับ หลังใช้ฟิลเตอร์ Red Eye Removal NL filter, Sharpen, Unsharp mask : ใช้ทำาให้ภาพคมชัดขึ้น โดย Unsharpen mask เป็นฟิลเตอร์ที่ให้คุณภาพดีที่สุด ภาพต้นฉบับ หลังใช้ฟิลเตอร์ NL filter หลังใช้ฟิลเตอร์ Sharpen หลังใช้ฟิลเตอร์ Unsharp Mask บทที่ 14: ฟิลเตอร์ [311]
  • 312.