Intensive farming
ความหมาย Intensive farming   หรือ  intensive agriculture  หมายถึง ระบบการผลิตทางการเกษตรที่มีคุณสมบัติประกอบด้วยการใช้ปัจจัยการผลิตประเภททุนและแรงงานสูง  หรือการใช้เทคโนโลยีการผลิต เช่น สารเคมีจำกัดสัตว์ศัตรูพืช และปุ๋ยเคมี เป็นต้น ในสัดส่วนที่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ดิน ตรงกันข้ามกับ  sustainable agriculture   เช่น  organic farming  or  extensive agriculture   เป็นต้น ซึ่งมีการใช้ปัจจัยการผลิต  ( แรงงาน )  ค่อนข้างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดพื้นที่ดินทำฟาร์ม และเน้นการรักษาสภาพแวดล้อมของการทำฟาร์มที่ดินในระยะยาว เพื่อสามารถทำฟาร์มได้ตลอดไป
ระบบการผลิต รูปแบบที่ทันสมัยของการทำฟาร์มในระบบ  intensive  นี้ ประกอบด้วยการใช้เครื่องจักรกลในการเตรียมดิน การใช้ปุ๋ยเคมี สารเร่งให้พืชเจริญเติบโต และหรือสารป้องกันและกำจัดศัตรูพืช การเพิ่มการใช้กลไกการเกษตรข้างต้น สามารถเพิ่มผลผลิตได้อย่างยั่งยืน แต่ส่งผลกระทบต่อการเพิ่มขึ้นของมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม โดยการชะล้างพังทะลายของดิน และการสะสมของสารพิษในน้ำของสารเคมีเกษตร
การผลิตสัตว์ Intensive animal farming  สามารถทำการผลิตสัตว์ได้จำนวนมากในพื้นที่ที่จำกัด ซึ่งต้องการปริมาณอาหารจำนวนมาก ปัจจัยน้ำ และเวชภัณฑ์  ( เพื่อให้สัตว์มีสุขภาพดีและแข็งแรงในพื้นที่เลี้ยงที่แคบ ) การผลิตสัตว์ในระบบปิดและมีขนาดใหญ่ ตามปกติจะหมายถึงระบบเกษตรอุตสาหกรรม และได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าขาดความตระหนักในเรื่องมาตรฐานด้านสวัสดิการของสัตว์  ( animal welfare)  และเกี่ยวข้องกับประเด็นมลภาวะและสุขภาพ
ข้อได้เปรียบ  ( Advantages) สามารถเพิ่มปริมาณผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่ ต่อแรงงาน ต่อเงินลงทุน เมื่อเปรียบเทียบกับระบบฟาร์มแบบ  extensive farming  สามารถผลิตอาหารเลี้ยงประชากรและผู้บริโภคได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำ เมื่อพิจารณาในขนาดพื้นที่ผลิตอาหารและเส้นใยเดียวกัน ระบบฟาร์มนี้สามารถช่วยแก้ปัญหาความหิวโหยของประชากรได้ สามารถรักษาพื้นที่ต้องการรักษาไว้เป็นป่าไม้และสัตว์ป่าอยู่อาศัยได้ แทนที่จะถูกตัดโค่นเพื่อนำไปใช้ในการผลิตแบบ  extensive farming  ในฟาร์มเลี้ยวสัตว์ สามารถนำก๊าซมีเธนที่หากถูกปล่อยออกไปตามธรรมชาติ จะสร้างปัญหาโลกร้อน มาผลิตพลังงานความร้อนได้ ลดการใช้พลังงานจากฟอสซิล
ข้อเสีย  ( Disadvantages) ทำลายแหล่งอาศัยของสัตว์ป่า และสัตว์ป่าและนำไปสู่ปัญหาการกัดเชาะหน้าดิน การใช้ปุ๋ยเคมีทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของแม่น้ำและทะเลสาป ทำให้เกิดปัญหาสาหร่ายที่ไม่พึงประสงค์ ยาปราบศัตรูพืช ทำลายแมลงที่เป็นประโยชน์ เช่นเดียวกับแมลงที่ทำลายพืชผล ไม่มีความยั่งยืน หากไม่มีการจัดการที่เหมาะสม และอาจนำไปสู่ความแห้งแล้ง หรือดินเป็นพิษ หรือถูกชะหล้างหน้าดินจนกระทั่งไม่สามารถทำการผลิตต่อไปได้
ข้อเสีย  ( Disadvantages)   5.  ต้องการปัจจัยพลังงานจำนวนมากในการผลิต การขนส่ง และการใช้สารเคมี 6.  การใช้สารเคมีนำไปสู่สารตกค้าง ที่น้ำพัดพาลงสู่แหล่งน้ำ และน้ำใต้ดิน 7.  การใช้สารเคมี ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของแรงงาน ประชาชนที่อาศัยอยู่ข้างเคียง และผู้บริโภค
Pre modern intensive farming   การทำเกษตรบนพื้นที่ลาดเอียง ส่วนหนึ่งบนพิ้นที่เนินเขา ได้ถูกออกแบบสำหรับการอนุรักษ์ดิน ป้องกันและหรือลดความแรงของน้ำ ด้วยการทำเป็นขั้นบันได  มนุษย์ได้สร้างสภาพพื้นที่ให้เหมาะสมสำหรับการปลูกข้าวบนพื้นที่ลาดเอียง ตามแนวรูปร่างของลักษณะธรรมชาติของพื้นที่ มีการไถตามแนวเส้นธรรมชาติ ตัวอย่างที่เห็นเป็นรูปร่างแบบดั้งเดิม ได้แก่การทำนาที่บาหลี และฟิลิปปินส์ ในเปรู ชนเผ่าอินดา ได้สร้างสร้างแนวขั้นบันไดด้วยหิน
Pre modern intensive farming   พื้นที่ปลูกข้าว  ( paddy field)  เป็นพื้นที่น้ำท่วมขังใช้เพาะปลูกได้ และใช้สำหรับการทำนา และพืชกึ่งน้ำอื่น ๆ พื้นที่ปลูกข้าวพบเสมอในประเทศที่ทำการปลูกข้าวในประเทศเอเซียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบด้วยมาเลเซีย จีน ศรีลังกา เมียนมาร์ ไทย เกาหลี ญี่ปุ่น เวียตนาม ไต้หวัน อันโดนีเซีย อินเดีย และฟิลิปปินส์  พื้นที่ปลูกข้าวนี้ ยังพบในแหล่งอื่นอีก ได้แก่  Peidmont  ในอิตาลี  Camargue  ในฝรั่งเศส และ  Artibonite Valley  ในเฮติ   โดยจะพบเสมอในธรรมชาติของพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำและบริเวณน้ำท่วมขัง หรือแม้แต่สภาพพื้นที่ที่สร้างขึ้น เช่น บริเวณไหล่เขา เป็นต้น  ระบบการปลูกข้าวมีความต้องการน้ำในปริมาณมาก ระบบชลประทานได้มัการพัฒนาขึ้นอย่างสลับซับซ้อนเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าว
Pre modern intensive farming   น้ำที่ท่วมล้นได้ให้ปริมาณน้ำที่มากเพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตของข้าว และให้สภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการปลูก และยังที่อาศัยของหญ้านานาชนิด มีสัตว์ใช้งานที่ปรับตัวได้ดีในสภาพของน้ำปริมาณมากคือ กระบือน้ำ ซึ่งพบทั้วไปในแหล่งปลูกข้าวของเอเซีย มีการประมาณการแล้วว่า ก๊าซมีเธนของโลก ปริมาณ  50-100  ล้านตันต่อปี มีแหล่งกำเนิดจากนาข้าว ในเกาหลี การปลูกข้าวในพื้นที่ลุ่มได้ปฏิบัติมาช้านานแล้ว ก่อนคริสตศักราช  3,500-2,000  ปี ซึ่งก่อนหน้านี้ ทำการปลูกกันบนพื้นที่ดอน
Pre modern intensive farming   เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในยุคสมัย  Mumun  มีองค์ประกอบทุกชนิดเกี่ยวกับการทำนาเช่นเดียวกับในปัจจุบัน กล่าวคือ มีการทำนาบนไหล่เขา ทางริมแม่น้ำลำคลอง คลอง และอ่างเก็บน้ำเล็ก ๆ เทคนิคการทำนาในสมัยมูมูนกลาง  ( ก่อนปีคริสศักราช  850-500  ปี )
การปลูกข้าวในคลาดิช
การปลูกข้าวในกวางจิน
การปลูกข้าวใน  Yunyan  จีน
การปลูกข้าวในอิหร่าน
Modern intensive farming types   การทำฟาร์มแบบเข้มข้นสมัยใหม่ หมายถึง การผลิตพชืและสัตว์ในเชิงอุตสาหกรรม  ( ปศุสัตว์ สัตว์ปีก และปลา )  วิธีการที่นำมาใช้ได้ถูกออกแบบเพื่อการผลิตให้ได้ผลผลิตสูงสุดด้วยต้นทุนต่ำสุด ด้วยกาประหยัดต่อขนาด  ( economies of scale)  เครื่องจักรกลสมัยใหม่ เวชภัณฑ์สัตว์ที่ทันสมัย และการค้าระหว่างประเทศ  ( การเงิน การซื้อ และการขาย ) การทำฟาร์มแบบนี้ ได้ปฏิบัติกันอย่างกว้างขวางในประเทศพัฒนาแล้ว โดยมีสินค้าสำคัญได้แก่ เนื้อสัตว์ นมและผลิตภัณฑ์ ไข่ และผลผลิตจากพืชที่นิยมจำหน่ายกันในซุปเปอร์มาร์เก็ต
Sustainable intensive farming   เกษตรชีวภาพแบบเข้มข้น เน้นในเรื่องการทำให้ประสิทธิภาพสูงสุด ประกอบด้วยผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่ ผลผลิตต่อปัจจัยพลังงาน ผลผลิตต่อปัจจัยน้ำ ฯลฯ  วนเกษตร  (Agroforesty)   เป็นเทคโนโลยีการเชื่อมผสมกันระหว่างการเกษตร และต้นไม้ / ป่าไม้ เพื่อทำให้ระบบการใช้ที่ดินมีการผสมผสาน มีความหลากหลาย มีผลิตภาพ มีกำไร มีสุขอนามัย และมีความยั่งยืน การปลูกพืชแซม  (Intercropping)  สามารถเพิ่มผลผลิตรวมต่อหน่วยพื้นที่ หรือปัจจัยการผลิตให้ให้บรรลุวัตถุประสงค์เดียวกัน อย่างไรก็ตาม พืชแซมบางชนิดมีแนวโน้มลดลง เพราะมีความเหมหาะสมสำหรับการผลิตแบบพืชเชิงเดี่ยวมากกว่า
Sustainable intensive farming   การปลูกพืชแนวดิ่ง  ( Vertical farming)  เป็นประเภทของการผลิตพืชแบบหนาแน่นที่นำมาใช้ในระบบเกษตรเมือง เพื่อผลิตอาหารด้วยฟาร์มขนาดใหญ่ ลดผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อม อันเนื่องมาจากการทำเกษตรแบบดั้งเดิมในชนบท
Intensive aquaculture   การผลิตสัตว์น้ำ  ( Aquaculture)  เป็นผลผลิตของน้ำตามธรรมชาติที่ได้จากการเลี้ยง ประกอบด้วยปลา หอย สาหร่าย หญ้าทะเล และสัตว์น้ำอื่น ๆ  การผลิตสัตว์น้ำอย่างเข้มข้น สามารถกระทได้โดยการเลี้ยงในถัง หรือบ่อที่มีระบบการควบคุมอย่างสูง ซึ่งถูกออกแบบเพื่อสนับสนุนการผลิตให้เหมาะสมกับทรัพยากรน้ำที่มีอยู่
Intensive livestock farming
Intensive livestock farming   Factory farming  เป็นคำที่กระบวนการเลี้ยงปศุสัตว์ในคอก ด้วยจำนวนสัตว์ที่ความหนาแน่นสูง ซึ่งฟาร์มดำเนินการผลิตในลักษณะอุตสาหกรรม ด้วยธุรกิจเกษตร ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในระบบนี้ ได้แก่เนื้อสัตว์ นม และไข่ เพื่อการบริโภคของมนุษย์  คำนี้ ถูกวิจารณ์ไปในทางที่ไม่ดี เป็นการวิจารณ์กระบวนการทำฟาร์มขนดาใหญ่ ซึ่งกักขังสัตว์ การทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์สัตว์แบบเข้มข้นนี้ ใช้จำนวนสัตว์มากบนพื้นที่ดินแคบ ๆ ซึ่งต้องการอาหารสัตว์ในปริมาณมาก ปัจจัยน้ำและเวชภัณฑ์
Managed intensive grazing   ระบบการจัดการเลี้ยงสัตว์แบบเข้มข้นเพื่อคความยั่งยืน เป็นการทำให้เกิดผลผลิตเพิ่มขึ้นสูงสุด ภายใต้กรอบการปฏิบัติที่ยั่งยืน และไม่ได้ทำฟาร์มในลักษณะอุตสาหกรรม เนื่องจากระบบการทำเกษตรแบบเข้มข้นมีรูปแบบที่ตรงข้ามกับการทำฟาร์มแบบยั่งยืน เช่น การเกษตรแบบถาวร  ( permaculture)  หรือ การเกษตรแบบเบาบาง  (Extensive)  ที่มีการใช้ปัจจัยการผลิตและแรงงานน้อย บนพื้นที่ฟาร์มขนาดเดียวกัน และเน้นในเรื่องการรักษาระบบนิเวศน์ในฟาร์มในระยะยาว
Integrated farming systems   ระบบการทำฟาร์มแบบผสมผสาน เป็นระบบการผลิตทางการเกษตรที่ยั่งยืน และผสมผสานด้วยวิธีทางชีววิธีเข้าด้วยกันอย่างก้าวหน้า ตัวอย่าง เช่น  Integrated Multi-Trophic Aquaculture   หรือ  Zero waste agriculture   ซึ่งเป็นการนำความรู้เกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์กันระหว่างพืชและสัตว์เข้าร่วมในกระบวนการผลิต และให้ผลประโยชน์ในด้านความยั่งยืนของระบบการผลิต และผลกำไรที่ได้จากการผลิต
Crop rotation   เป็นวิธีการปฏิบัติในการปลูกพืชต่างชนิดกัน ในพื้นที่เดี่ยวกัน แต่ต่างฤดูกาลกัน ซึ่งจะได้รับผลประโยชน์ในการหลีกเลี่ยงการเกิดโรค และสัตว์ศัตรูพืช ที่มักเกิดขึ้นเมื่อมีการปลูกพชประเภทเดียวกันซ้ำ ๆ ต่อเนื่องกัน นอกจากนี้ การปลูกพืชหมุนเวียน ยังช่วยสร้างสมดุลซึ่งเกิดจากความต้องการปุ๋ยของพืชที่มีความแตกต่างกัน และหลีกเลี่ยงการใช้แบบหมดไปของปุ๋ยในดิน การปลูกพืชหมุนเวียนแบบดั้งเดิม ประกอบด้วยการเพิ่มธาตุไนโตรเจนให้ดิน ด้วยการใช้ปุ๋ยพืชสดต่อจากการปลูกพืชเศรษฐกิจ การปรับปรุงโครงสร้างและความสมบูรณ์ของดิน ด้วยการเลือกพืชที่มีระบบรากลึกและตื้น สลับกัน
Water use efficiency   ระบบชลประทานในโลกใช้น้ำจืดประมาณร้อยละ  70  ภาคการเกษตรของประเทศในโลกส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับน้ำ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง และการให้การสนับสนุนด้านการเงินแก่ทรัพยากรน้ำ ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ผู้ให้การสนับสนุนความคิดด้านอนุรักษ์ต้องการให้ยกเลิกการสนับสนุนด้านการเงินทุกกรณี เพื่อบังคับให้เกษตรกรปลูกพืชที่มีการใช้ประอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยอมรับเทคนิคการชลประทานที่สูญเสียน้ำน้อยที่สุด การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด หมายถึงการลดการสูญเสียให้เหลือน้อยที่สุดในด้านการคายน้ำ การไหลออกไปของน้ำ และการระบายน้ำผิวดิน  evaporation pan   ใช้ในการกำหนดปริมาณที่ต้องการในพื้นที่ชลประทาน Flood irrigation   เป็นวิธีการเก่าแก่ที่สุดและปกติที่สุดในการกระจายน้ำไปสู่พื้นที่ชลประทาน บางส่วนของพื้นที่จะได้รับน้ำที่มากเกิน เพื่อสามารถส่งน้ำที่เหลือต่อไปยังอีกพื้นที่หนึ่ง
Water use efficiency   Overhead irrigation   การใช้หัวจ่าย หรือสปริงเกอร์พ่นน้ำสู่แปลงปลูก  Drip irrigation   ระบบน้ำหยด มีต้นทุนสูงที่สุด และใช้กันน้อยที่สุด แต่เป็นสามารถส่งน้ำไปสู่รากพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด และสูญเสียน้ำน้อยที่สุด การจัดระบบชลประทานล้วนมีค่าใช้จ่าย แต่เป็นความพยายามที่เน้นประสิทธิภาพสูงสุดให้ก่ระบบที่มีอยู่ รวมถึงการการสกัดดินที่อัดแน่นการทำร่องน้ำเพื่อกันน้ำไหลออก การใช้เครื่องตรวจวัดความชื้นและน้ำฝนเพื่อการใช้น้ำสูงสุด  มาตรการจัดการการเก็บกักน้ำประกอบด้วยการวิธีการเก็บกักน้ำฝนและน้ำที่ไหลจากแหล่งอื่น การเติมน้ำลงสู่แหล่งน้ำใต้ดิน ซึ่งจะช่วยในการพัฒนาการขุดบ่อน้ำใต้ดินมาใช้ประโยชน์ และป้องกันการเซาะหน้าดิน
Nutrient audits   การตรวจสอบสารอาหารในดิน จะช่วยให้เกษตรกรลดค่าใช้จ่ายในการทำฟาร์มให้น้อยลง ลดมลภาวะของอากาศ และยังช่วยเพิ่มแร่ธาตุต่างๆ ที่จะช่วยในการเจริญเติบโตของพืช วิธีการในการตรวจสอบธาตุอาหารในดินได้รับการศึกษาและใช้สำหรับการฟาร์มและประเทศทั้งประเทศมานานหลายทศวรรษ แต่ในปัจจุบัน ไม่มีมาตรฐานสำหรับการตรวจสอบสารอาหารที่ยังไม่ได้รับการยอมรับ กับการที่จะประเมินประสิทธิภาพการใช้สารอาหารที่ฟาร์ม สำหรับการตรวจสอบสารอาหารในฟาร์ม เพื่อที่จะช่วยลด ยาปราบศัตรูพืชและมลพิษทางอากาศจากการเกษตร เป็นวิธีที่ที่ดีที่สุดในการจัดการในการใช้ปุ๋ยและปุ๋ยพืชสดอินทรีย์เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ระบบการทำฟาร์มที่ยั่งยืน
Herbicide resistance   ในภาคเกษตรกรรมขนาดใหญ่และการกำจัดวัชพืชจะต้องเป็นระบบและมักจะแสดงโดยเครื่องเช่น  cultivators  หรือพ่นสารเคมีกำจัดวัชพืชของเหลว  สารเคมีกำจัดวัชพืชที่เลือกฆ่าเป้าหมายเฉพาะขณะที่ออกจากพืชที่ต้องการที่ค่อนข้างอันตราย  บางส่วนของการกระทำเหล่านี้โดยการรบกวนการเจริญเติบโตของวัชพืชและขึ้นอยู่บ่อยครั้งเกี่ยวกับฮอร์โมนพืช การควบคุมวัชพืชโดยใช้สารสารกำจัดวัชพืชที่ผ่านการทำยากมากขึ้นเมื่อวัชพืชกลายเป็นทนต่อสารกำจัดวัชพืช
การใช้พืชคลุม  ( โดยเฉพาะผู้ที่มีคุณสมบัติ  allelopathic)  ที่ออกมาแข่งขันวัชพืชหรือยับยั้งการงอกของพวกเขา การใช้สารกำจัดวัชพืชที่แตกต่างกัน โดยใช้เป็นพืชที่ต่างสายพันธุ์กัน  ( เช่นการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมเพื่อให้ทนต่อสารกำจัดวัชพืช  ) โดยใช้ความหลากหลายที่แตกต่างกัน  ( เช่นความหลากหลายภายในที่ดัดแปลงขัดขืนยอมรับหรือแม้กระทั่งการเอาแข่งขันวัชพืช ) การไถกลบ คลุมดินเช่นคลุมด้วยหญ้าหรือพลาสติก ถอนออก

Farming System 23/06/54

  • 1.
  • 2.
    ความหมาย Intensive farming หรือ intensive agriculture หมายถึง ระบบการผลิตทางการเกษตรที่มีคุณสมบัติประกอบด้วยการใช้ปัจจัยการผลิตประเภททุนและแรงงานสูง หรือการใช้เทคโนโลยีการผลิต เช่น สารเคมีจำกัดสัตว์ศัตรูพืช และปุ๋ยเคมี เป็นต้น ในสัดส่วนที่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ดิน ตรงกันข้ามกับ sustainable agriculture เช่น organic farming or extensive agriculture เป็นต้น ซึ่งมีการใช้ปัจจัยการผลิต ( แรงงาน ) ค่อนข้างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดพื้นที่ดินทำฟาร์ม และเน้นการรักษาสภาพแวดล้อมของการทำฟาร์มที่ดินในระยะยาว เพื่อสามารถทำฟาร์มได้ตลอดไป
  • 3.
    ระบบการผลิต รูปแบบที่ทันสมัยของการทำฟาร์มในระบบ intensive นี้ ประกอบด้วยการใช้เครื่องจักรกลในการเตรียมดิน การใช้ปุ๋ยเคมี สารเร่งให้พืชเจริญเติบโต และหรือสารป้องกันและกำจัดศัตรูพืช การเพิ่มการใช้กลไกการเกษตรข้างต้น สามารถเพิ่มผลผลิตได้อย่างยั่งยืน แต่ส่งผลกระทบต่อการเพิ่มขึ้นของมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม โดยการชะล้างพังทะลายของดิน และการสะสมของสารพิษในน้ำของสารเคมีเกษตร
  • 4.
    การผลิตสัตว์ Intensive animalfarming สามารถทำการผลิตสัตว์ได้จำนวนมากในพื้นที่ที่จำกัด ซึ่งต้องการปริมาณอาหารจำนวนมาก ปัจจัยน้ำ และเวชภัณฑ์ ( เพื่อให้สัตว์มีสุขภาพดีและแข็งแรงในพื้นที่เลี้ยงที่แคบ ) การผลิตสัตว์ในระบบปิดและมีขนาดใหญ่ ตามปกติจะหมายถึงระบบเกษตรอุตสาหกรรม และได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าขาดความตระหนักในเรื่องมาตรฐานด้านสวัสดิการของสัตว์ ( animal welfare) และเกี่ยวข้องกับประเด็นมลภาวะและสุขภาพ
  • 5.
    ข้อได้เปรียบ (Advantages) สามารถเพิ่มปริมาณผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่ ต่อแรงงาน ต่อเงินลงทุน เมื่อเปรียบเทียบกับระบบฟาร์มแบบ extensive farming สามารถผลิตอาหารเลี้ยงประชากรและผู้บริโภคได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำ เมื่อพิจารณาในขนาดพื้นที่ผลิตอาหารและเส้นใยเดียวกัน ระบบฟาร์มนี้สามารถช่วยแก้ปัญหาความหิวโหยของประชากรได้ สามารถรักษาพื้นที่ต้องการรักษาไว้เป็นป่าไม้และสัตว์ป่าอยู่อาศัยได้ แทนที่จะถูกตัดโค่นเพื่อนำไปใช้ในการผลิตแบบ extensive farming ในฟาร์มเลี้ยวสัตว์ สามารถนำก๊าซมีเธนที่หากถูกปล่อยออกไปตามธรรมชาติ จะสร้างปัญหาโลกร้อน มาผลิตพลังงานความร้อนได้ ลดการใช้พลังงานจากฟอสซิล
  • 6.
    ข้อเสีย (Disadvantages) ทำลายแหล่งอาศัยของสัตว์ป่า และสัตว์ป่าและนำไปสู่ปัญหาการกัดเชาะหน้าดิน การใช้ปุ๋ยเคมีทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของแม่น้ำและทะเลสาป ทำให้เกิดปัญหาสาหร่ายที่ไม่พึงประสงค์ ยาปราบศัตรูพืช ทำลายแมลงที่เป็นประโยชน์ เช่นเดียวกับแมลงที่ทำลายพืชผล ไม่มีความยั่งยืน หากไม่มีการจัดการที่เหมาะสม และอาจนำไปสู่ความแห้งแล้ง หรือดินเป็นพิษ หรือถูกชะหล้างหน้าดินจนกระทั่งไม่สามารถทำการผลิตต่อไปได้
  • 7.
    ข้อเสีย (Disadvantages) 5. ต้องการปัจจัยพลังงานจำนวนมากในการผลิต การขนส่ง และการใช้สารเคมี 6. การใช้สารเคมีนำไปสู่สารตกค้าง ที่น้ำพัดพาลงสู่แหล่งน้ำ และน้ำใต้ดิน 7. การใช้สารเคมี ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของแรงงาน ประชาชนที่อาศัยอยู่ข้างเคียง และผู้บริโภค
  • 8.
    Pre modern intensivefarming การทำเกษตรบนพื้นที่ลาดเอียง ส่วนหนึ่งบนพิ้นที่เนินเขา ได้ถูกออกแบบสำหรับการอนุรักษ์ดิน ป้องกันและหรือลดความแรงของน้ำ ด้วยการทำเป็นขั้นบันได มนุษย์ได้สร้างสภาพพื้นที่ให้เหมาะสมสำหรับการปลูกข้าวบนพื้นที่ลาดเอียง ตามแนวรูปร่างของลักษณะธรรมชาติของพื้นที่ มีการไถตามแนวเส้นธรรมชาติ ตัวอย่างที่เห็นเป็นรูปร่างแบบดั้งเดิม ได้แก่การทำนาที่บาหลี และฟิลิปปินส์ ในเปรู ชนเผ่าอินดา ได้สร้างสร้างแนวขั้นบันไดด้วยหิน
  • 9.
    Pre modern intensivefarming พื้นที่ปลูกข้าว ( paddy field) เป็นพื้นที่น้ำท่วมขังใช้เพาะปลูกได้ และใช้สำหรับการทำนา และพืชกึ่งน้ำอื่น ๆ พื้นที่ปลูกข้าวพบเสมอในประเทศที่ทำการปลูกข้าวในประเทศเอเซียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบด้วยมาเลเซีย จีน ศรีลังกา เมียนมาร์ ไทย เกาหลี ญี่ปุ่น เวียตนาม ไต้หวัน อันโดนีเซีย อินเดีย และฟิลิปปินส์ พื้นที่ปลูกข้าวนี้ ยังพบในแหล่งอื่นอีก ได้แก่ Peidmont ในอิตาลี Camargue ในฝรั่งเศส และ Artibonite Valley ในเฮติ โดยจะพบเสมอในธรรมชาติของพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำและบริเวณน้ำท่วมขัง หรือแม้แต่สภาพพื้นที่ที่สร้างขึ้น เช่น บริเวณไหล่เขา เป็นต้น ระบบการปลูกข้าวมีความต้องการน้ำในปริมาณมาก ระบบชลประทานได้มัการพัฒนาขึ้นอย่างสลับซับซ้อนเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าว
  • 10.
    Pre modern intensivefarming น้ำที่ท่วมล้นได้ให้ปริมาณน้ำที่มากเพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตของข้าว และให้สภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการปลูก และยังที่อาศัยของหญ้านานาชนิด มีสัตว์ใช้งานที่ปรับตัวได้ดีในสภาพของน้ำปริมาณมากคือ กระบือน้ำ ซึ่งพบทั้วไปในแหล่งปลูกข้าวของเอเซีย มีการประมาณการแล้วว่า ก๊าซมีเธนของโลก ปริมาณ 50-100 ล้านตันต่อปี มีแหล่งกำเนิดจากนาข้าว ในเกาหลี การปลูกข้าวในพื้นที่ลุ่มได้ปฏิบัติมาช้านานแล้ว ก่อนคริสตศักราช 3,500-2,000 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้ ทำการปลูกกันบนพื้นที่ดอน
  • 11.
    Pre modern intensivefarming เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในยุคสมัย Mumun มีองค์ประกอบทุกชนิดเกี่ยวกับการทำนาเช่นเดียวกับในปัจจุบัน กล่าวคือ มีการทำนาบนไหล่เขา ทางริมแม่น้ำลำคลอง คลอง และอ่างเก็บน้ำเล็ก ๆ เทคนิคการทำนาในสมัยมูมูนกลาง ( ก่อนปีคริสศักราช 850-500 ปี )
  • 12.
  • 13.
  • 14.
  • 15.
  • 16.
    Modern intensive farmingtypes การทำฟาร์มแบบเข้มข้นสมัยใหม่ หมายถึง การผลิตพชืและสัตว์ในเชิงอุตสาหกรรม ( ปศุสัตว์ สัตว์ปีก และปลา ) วิธีการที่นำมาใช้ได้ถูกออกแบบเพื่อการผลิตให้ได้ผลผลิตสูงสุดด้วยต้นทุนต่ำสุด ด้วยกาประหยัดต่อขนาด ( economies of scale) เครื่องจักรกลสมัยใหม่ เวชภัณฑ์สัตว์ที่ทันสมัย และการค้าระหว่างประเทศ ( การเงิน การซื้อ และการขาย ) การทำฟาร์มแบบนี้ ได้ปฏิบัติกันอย่างกว้างขวางในประเทศพัฒนาแล้ว โดยมีสินค้าสำคัญได้แก่ เนื้อสัตว์ นมและผลิตภัณฑ์ ไข่ และผลผลิตจากพืชที่นิยมจำหน่ายกันในซุปเปอร์มาร์เก็ต
  • 17.
    Sustainable intensive farming เกษตรชีวภาพแบบเข้มข้น เน้นในเรื่องการทำให้ประสิทธิภาพสูงสุด ประกอบด้วยผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่ ผลผลิตต่อปัจจัยพลังงาน ผลผลิตต่อปัจจัยน้ำ ฯลฯ วนเกษตร (Agroforesty) เป็นเทคโนโลยีการเชื่อมผสมกันระหว่างการเกษตร และต้นไม้ / ป่าไม้ เพื่อทำให้ระบบการใช้ที่ดินมีการผสมผสาน มีความหลากหลาย มีผลิตภาพ มีกำไร มีสุขอนามัย และมีความยั่งยืน การปลูกพืชแซม (Intercropping) สามารถเพิ่มผลผลิตรวมต่อหน่วยพื้นที่ หรือปัจจัยการผลิตให้ให้บรรลุวัตถุประสงค์เดียวกัน อย่างไรก็ตาม พืชแซมบางชนิดมีแนวโน้มลดลง เพราะมีความเหมหาะสมสำหรับการผลิตแบบพืชเชิงเดี่ยวมากกว่า
  • 18.
    Sustainable intensive farming การปลูกพืชแนวดิ่ง ( Vertical farming) เป็นประเภทของการผลิตพืชแบบหนาแน่นที่นำมาใช้ในระบบเกษตรเมือง เพื่อผลิตอาหารด้วยฟาร์มขนาดใหญ่ ลดผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อม อันเนื่องมาจากการทำเกษตรแบบดั้งเดิมในชนบท
  • 19.
    Intensive aquaculture การผลิตสัตว์น้ำ ( Aquaculture) เป็นผลผลิตของน้ำตามธรรมชาติที่ได้จากการเลี้ยง ประกอบด้วยปลา หอย สาหร่าย หญ้าทะเล และสัตว์น้ำอื่น ๆ การผลิตสัตว์น้ำอย่างเข้มข้น สามารถกระทได้โดยการเลี้ยงในถัง หรือบ่อที่มีระบบการควบคุมอย่างสูง ซึ่งถูกออกแบบเพื่อสนับสนุนการผลิตให้เหมาะสมกับทรัพยากรน้ำที่มีอยู่
  • 20.
  • 21.
    Intensive livestock farming Factory farming เป็นคำที่กระบวนการเลี้ยงปศุสัตว์ในคอก ด้วยจำนวนสัตว์ที่ความหนาแน่นสูง ซึ่งฟาร์มดำเนินการผลิตในลักษณะอุตสาหกรรม ด้วยธุรกิจเกษตร ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในระบบนี้ ได้แก่เนื้อสัตว์ นม และไข่ เพื่อการบริโภคของมนุษย์ คำนี้ ถูกวิจารณ์ไปในทางที่ไม่ดี เป็นการวิจารณ์กระบวนการทำฟาร์มขนดาใหญ่ ซึ่งกักขังสัตว์ การทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์สัตว์แบบเข้มข้นนี้ ใช้จำนวนสัตว์มากบนพื้นที่ดินแคบ ๆ ซึ่งต้องการอาหารสัตว์ในปริมาณมาก ปัจจัยน้ำและเวชภัณฑ์
  • 22.
    Managed intensive grazing ระบบการจัดการเลี้ยงสัตว์แบบเข้มข้นเพื่อคความยั่งยืน เป็นการทำให้เกิดผลผลิตเพิ่มขึ้นสูงสุด ภายใต้กรอบการปฏิบัติที่ยั่งยืน และไม่ได้ทำฟาร์มในลักษณะอุตสาหกรรม เนื่องจากระบบการทำเกษตรแบบเข้มข้นมีรูปแบบที่ตรงข้ามกับการทำฟาร์มแบบยั่งยืน เช่น การเกษตรแบบถาวร ( permaculture) หรือ การเกษตรแบบเบาบาง (Extensive) ที่มีการใช้ปัจจัยการผลิตและแรงงานน้อย บนพื้นที่ฟาร์มขนาดเดียวกัน และเน้นในเรื่องการรักษาระบบนิเวศน์ในฟาร์มในระยะยาว
  • 23.
    Integrated farming systems ระบบการทำฟาร์มแบบผสมผสาน เป็นระบบการผลิตทางการเกษตรที่ยั่งยืน และผสมผสานด้วยวิธีทางชีววิธีเข้าด้วยกันอย่างก้าวหน้า ตัวอย่าง เช่น Integrated Multi-Trophic Aquaculture หรือ Zero waste agriculture ซึ่งเป็นการนำความรู้เกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์กันระหว่างพืชและสัตว์เข้าร่วมในกระบวนการผลิต และให้ผลประโยชน์ในด้านความยั่งยืนของระบบการผลิต และผลกำไรที่ได้จากการผลิต
  • 24.
    Crop rotation เป็นวิธีการปฏิบัติในการปลูกพืชต่างชนิดกัน ในพื้นที่เดี่ยวกัน แต่ต่างฤดูกาลกัน ซึ่งจะได้รับผลประโยชน์ในการหลีกเลี่ยงการเกิดโรค และสัตว์ศัตรูพืช ที่มักเกิดขึ้นเมื่อมีการปลูกพชประเภทเดียวกันซ้ำ ๆ ต่อเนื่องกัน นอกจากนี้ การปลูกพืชหมุนเวียน ยังช่วยสร้างสมดุลซึ่งเกิดจากความต้องการปุ๋ยของพืชที่มีความแตกต่างกัน และหลีกเลี่ยงการใช้แบบหมดไปของปุ๋ยในดิน การปลูกพืชหมุนเวียนแบบดั้งเดิม ประกอบด้วยการเพิ่มธาตุไนโตรเจนให้ดิน ด้วยการใช้ปุ๋ยพืชสดต่อจากการปลูกพืชเศรษฐกิจ การปรับปรุงโครงสร้างและความสมบูรณ์ของดิน ด้วยการเลือกพืชที่มีระบบรากลึกและตื้น สลับกัน
  • 25.
    Water use efficiency ระบบชลประทานในโลกใช้น้ำจืดประมาณร้อยละ 70 ภาคการเกษตรของประเทศในโลกส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับน้ำ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง และการให้การสนับสนุนด้านการเงินแก่ทรัพยากรน้ำ ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ผู้ให้การสนับสนุนความคิดด้านอนุรักษ์ต้องการให้ยกเลิกการสนับสนุนด้านการเงินทุกกรณี เพื่อบังคับให้เกษตรกรปลูกพืชที่มีการใช้ประอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยอมรับเทคนิคการชลประทานที่สูญเสียน้ำน้อยที่สุด การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด หมายถึงการลดการสูญเสียให้เหลือน้อยที่สุดในด้านการคายน้ำ การไหลออกไปของน้ำ และการระบายน้ำผิวดิน evaporation pan ใช้ในการกำหนดปริมาณที่ต้องการในพื้นที่ชลประทาน Flood irrigation เป็นวิธีการเก่าแก่ที่สุดและปกติที่สุดในการกระจายน้ำไปสู่พื้นที่ชลประทาน บางส่วนของพื้นที่จะได้รับน้ำที่มากเกิน เพื่อสามารถส่งน้ำที่เหลือต่อไปยังอีกพื้นที่หนึ่ง
  • 26.
    Water use efficiency Overhead irrigation การใช้หัวจ่าย หรือสปริงเกอร์พ่นน้ำสู่แปลงปลูก Drip irrigation ระบบน้ำหยด มีต้นทุนสูงที่สุด และใช้กันน้อยที่สุด แต่เป็นสามารถส่งน้ำไปสู่รากพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด และสูญเสียน้ำน้อยที่สุด การจัดระบบชลประทานล้วนมีค่าใช้จ่าย แต่เป็นความพยายามที่เน้นประสิทธิภาพสูงสุดให้ก่ระบบที่มีอยู่ รวมถึงการการสกัดดินที่อัดแน่นการทำร่องน้ำเพื่อกันน้ำไหลออก การใช้เครื่องตรวจวัดความชื้นและน้ำฝนเพื่อการใช้น้ำสูงสุด มาตรการจัดการการเก็บกักน้ำประกอบด้วยการวิธีการเก็บกักน้ำฝนและน้ำที่ไหลจากแหล่งอื่น การเติมน้ำลงสู่แหล่งน้ำใต้ดิน ซึ่งจะช่วยในการพัฒนาการขุดบ่อน้ำใต้ดินมาใช้ประโยชน์ และป้องกันการเซาะหน้าดิน
  • 27.
    Nutrient audits การตรวจสอบสารอาหารในดิน จะช่วยให้เกษตรกรลดค่าใช้จ่ายในการทำฟาร์มให้น้อยลง ลดมลภาวะของอากาศ และยังช่วยเพิ่มแร่ธาตุต่างๆ ที่จะช่วยในการเจริญเติบโตของพืช วิธีการในการตรวจสอบธาตุอาหารในดินได้รับการศึกษาและใช้สำหรับการฟาร์มและประเทศทั้งประเทศมานานหลายทศวรรษ แต่ในปัจจุบัน ไม่มีมาตรฐานสำหรับการตรวจสอบสารอาหารที่ยังไม่ได้รับการยอมรับ กับการที่จะประเมินประสิทธิภาพการใช้สารอาหารที่ฟาร์ม สำหรับการตรวจสอบสารอาหารในฟาร์ม เพื่อที่จะช่วยลด ยาปราบศัตรูพืชและมลพิษทางอากาศจากการเกษตร เป็นวิธีที่ที่ดีที่สุดในการจัดการในการใช้ปุ๋ยและปุ๋ยพืชสดอินทรีย์เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ระบบการทำฟาร์มที่ยั่งยืน
  • 28.
    Herbicide resistance ในภาคเกษตรกรรมขนาดใหญ่และการกำจัดวัชพืชจะต้องเป็นระบบและมักจะแสดงโดยเครื่องเช่น cultivators หรือพ่นสารเคมีกำจัดวัชพืชของเหลว สารเคมีกำจัดวัชพืชที่เลือกฆ่าเป้าหมายเฉพาะขณะที่ออกจากพืชที่ต้องการที่ค่อนข้างอันตราย บางส่วนของการกระทำเหล่านี้โดยการรบกวนการเจริญเติบโตของวัชพืชและขึ้นอยู่บ่อยครั้งเกี่ยวกับฮอร์โมนพืช การควบคุมวัชพืชโดยใช้สารสารกำจัดวัชพืชที่ผ่านการทำยากมากขึ้นเมื่อวัชพืชกลายเป็นทนต่อสารกำจัดวัชพืช
  • 29.
    การใช้พืชคลุม (โดยเฉพาะผู้ที่มีคุณสมบัติ allelopathic) ที่ออกมาแข่งขันวัชพืชหรือยับยั้งการงอกของพวกเขา การใช้สารกำจัดวัชพืชที่แตกต่างกัน โดยใช้เป็นพืชที่ต่างสายพันธุ์กัน ( เช่นการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมเพื่อให้ทนต่อสารกำจัดวัชพืช ) โดยใช้ความหลากหลายที่แตกต่างกัน ( เช่นความหลากหลายภายในที่ดัดแปลงขัดขืนยอมรับหรือแม้กระทั่งการเอาแข่งขันวัชพืช ) การไถกลบ คลุมดินเช่นคลุมด้วยหญ้าหรือพลาสติก ถอนออก