โครงงาน 9 จังหวัดภาคเหนือ ไทย
โดย
นายกวิน ปัญญาวงค์ เลขที่22
นายรัตนธร เพ็ชถม เลขที่27
โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จ.เชียงใหม่
9 จังหวัดภาคเหนือ ไทย
เกี่ยวกับโครงงาน
วัตถุประสงค์
หลักการและทฤษฎี
ที่มาและความสาคัญ
ขอบเขตโครงงาน
วิธีดาเนินการ
ผลที่คาดว่าจะได้รับ แหล่งอ้างอิง
เกี่ยวกับโครงงาน
• ชื่อโครงงาน (ภาษาไทย)
9 จังหวัดภาคเหนือ ไทย
• ชื่อโครงงาน (ภาษาอังกฤษ)
9 provinces in northern Thailand
• ประเภทโครงงาน โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา
• ชื่อผู้ทาโครงงาน 1. นายกวิน ปัญญาวงค์
2. นายรัตนธร เพ็ชถม
• ชื่อที่ปรึกษา คุณครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์
• ระยะเวลาดาเนินงาน พฤศจิกายน 2557 - กุมภาพันธ์ 2558
ที่มาและความสาคัญ
เมืองไทยมีความเป็นมาอันยาวนานมากกว่า 700 ปี ด้วยประวัติศาสตร์ และทรัพย์สิน
ทางความรู้อันมีค่ามากมายที่เราต่างสืบทอดต่อๆกันมาจากบรรพบุรุษ เอกสารเล่มนี้จะพาท่าน
ไปสู่การไขความรู้และทาความรู้จักกับส่วนหนึ่งของเมืองไทยในถิ่นล้านนา
ทั้ง 9 จังหวัดในภาคเหนือของไทยนั้นมีประวัติศาสตร์อันยาวนานควบคู่มากับ
ประวัติศาสตร์ชาติไทยมาโดยตลอด เรียกได้ว่ามีความเก่าแก่ที่มากล้น ทุกจังหวัดที่จะได้กล่าวถึงนี้
ล้วนแล้วแต่เคยเป็นนครรัฐอันเป็นอิสระมาก่อน ทาให้มีเรื่องราวที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองในแต่ละ
จังหวัด บอกเล่าเรื่องราวออกมาผ่านประวัติศาสตร์อันยาวนาน
วัตถุประสงค์
1. นาเสนอข้อมูล เรื่องราว และประวัติของแต่ละจังหวัดทั้ง 9 จังหวัด
2. ข้อมูลการแบ่งเขตการปกครอง การบริหารส่วนท้องถิ่น
3. ชี้ชวนให้เกิดการท่องเที่ยวภายในจังหวัดต่างๆด้วยสถานที่ และแหล่งท่องเที่ยว
มากมาย
ขอบเขตโครงงาน
1. จ.ลาพูน
- ประวัติ
- การแบ่งการปกครอง
- แหล่งท่องเที่ยว
2. จ.แพร่
- ประวัติ
- การแบ่งการปกครอง
- แหล่งท่องเที่ยว
3. จ.พะเยา
- ประวัติ
- การแบ่งการปกครอง
- แหล่งท่องเที่ยว
ขอบเขตโครงงาน
4. จ.อุตรดิตถ์
- ประวัติ
- การแบ่งการปกครอง
- แหล่งท่องเที่ยว
5. จ.เชียงใหม่
- ประวัติ
- การแบ่งการปกครอง
- แหล่งท่องเที่ยว
6. จ.แม่ฮ่องสอน
- ประวัติ
- การแบ่งการปกครอง
- แหล่งท่องเที่ยว
ขอบเขตโครงงาน
7. จ.น่าน
- ประวัติ
- การแบ่งการปกครอง
- แหล่งท่องเที่ยว
8. จ.ลาปาง
- ประวัติ
- การแบ่งการปกครอง
- แหล่งท่องเที่ยว
9. จ.เชียงราย
- ประวัติ
- การแบ่งการปกครอง
- แหล่งท่องเที่ยว
หลักการและทฤษฎี
จังหวัดทั้ง 9 จังหวัด ครั้งหนึ่งเคยเป็นนครรัฐปกครองตนเอง มีความ
ยิ่งใหญ่รุ่งโรจน์เป็นของตนเอง จนกระทั่งได้รวมตัวกันเป็นอาณาจักรล้านนาและเป็น
ส่วนหนึ่งของสยามประเทศ
ในอดีตจังหวัดแต่ละจังจึงมีเรื่องราวความเป็นมาแตกต่างกันออกไปถึงแม้จะอยู่
ในภูมิภาคเดียวกันและถึงแม้จะเคยเป็นส่วนของอาณาจักรล้านนาเหมือนกันก็ตาม แต่
แต่ละจังหวัดก็มีประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน มีแหล่งท่องเที่ยวที่แตกต่างกัน
วิธีดาเนินการ
แนวทางการดาเนินงาน
ใช้การค้นหาทางสื่ออินเทอร์เน็ตเป็นตัวช่วย โดยหาข้อมูลจากเว็บไซต์ที่
เชื่อถือได้
เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้
- เครื่องคอมพิวเตอร์
- อินเทอร์เน็ต
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
1. เป็ นแหล่งศึกษาค้นคว้าข้อมูลของคนอื่นต่อๆไป
2. ปลุกจิตสานึกรักบ้านเกิดของตนเอง
แหล่งอ้างอิง
• file:///C:/Users/Administrator/Downloads/Chiang-Rai.html
• file:///C:/Users/Administrator/Downloads/Nan.html
• file:///C:/Users/Administrator/Downloads/Lampang%20.ht
ml
• file:///C:/Users/Administrator/Downloads/Mae-Hong-
Son.html
• file:///C:/Users/Administrator/Downloads/Chiang-Mai.html
• file:///C:/Users/Administrator/Downloads/Phrae.html
• file:///C:/Users/Administrator/Downloads/Lamphun.html
• file:///C:/Users/Administrator/Downloads/Phayao.html
• file:///C:/Users/Administrator/Downloads/Uttaradit.html
จ.ลาพูน
ประวัติ
จังหวัดลาพูน เดิมชื่อเมืองหริภุญไชย เป็นเมืองโบราณเก่าแก่ที่สุดในจังหวัดภาคเหนือมี
อายุประมาณ 1,339 ปี ตามพงศวดารโยนกเล่าสืบต่อกันมาถึงการสร้างเมืองหริภุญไชย โดยฤาษี
วาสุเทพ เป็นผู้เกณฑ์พวกเม็งค์บุตรหรือเชื้อชาติมอญมาสร้างเมืองนี้ขึ้นในพื้นที่ระหว่างแม่น้าสอง
สายคือ แม่น้ากวงและแม่น้าปิง เมื่อมาสร้างเสร็จได้ส่งฑูตไปเชิญราชธิดากษัตริย์ เมืองละโว้พระ
นาม “จามเทวี” มาเป็นปฐมกษัตริย์ปกครองเมืองหริภุญไชยสืบราชวงศ์กษัตริย์ ต่อมาหลายพระองค์
จนกระทั่งถึงสมัยพระยายิบา จึงได้เสียการปกครองให้แก่พ่อขุนเม็งรายมหาราชผู้รวบรวมแว่นแคว้น
ทางเหนือเข้าเป็นอาณาจักรล้านนา เมืองลาพูน ถึงแม้ว่าจะตกอยู่ในการปกครองของอาณาจักรล้านนา
แต่ก็ได้ถ่ายทอดมรดกทางศิลปและวัฒนธรรมให้ผู้ที่เข้ามาปกครองเมืองลาพูน จึงยังคงความสาคัญ
ในทางศิลปะและวัฒนธรรมของอาณาจักรล้านนา จนกระทั่งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมือง
ลาพูนได้เข้ามาอยู่ในอาณาจักรไทย มีผู้ครองนครสืบต่อกันมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมา
ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เมื่อเจ้าผู้ครองนครองค์สุดท้าย คือ พลตรีเจ้าจักรคา
ขจรศักดิ์และเมื่อเจ้าจักรคาขจรศักดิ์ถึงแก่พิราลัย เมืองลาพูนจึงเปลี่ยนแปลงเป็นจังหวัดลาพูน มีผู้ว่า
ราชการจังหวัดเป็นผู้ปกครองสืบต่อกันมาจนกระทั่งปัจจุบัน
จ.ลาพูน
จังหวัดลาพูนแบ่งการปกครองแบ่งออกเป็ น 8 อาเภอ 51 ตาบล 520
หมู่บ้าน
1. อาเภอเมืองลาพูน
2. อาเภอแม่ทา
3. อาเภอบ้านโฮ่ง
4. อาเภอลี้
5. อาเภอทุ่งหัวช้าง
6. อาเภอป่าซาง
7. อาเภอบ้านธิ
8. อาเภอเวียงหนองล่อง
จ.ลาพูน
ประเพณีสรงน้าพระธาตุหริภุญชัย
เป็นประเพณีเก่าแก่ มีขึ้นในวันเพ็ญเดือนหก หรือที่ชาวลาพูนเรียกว่า วันแปดเป็งของทุกปี โดยมีพิธีสรง
น้าและงานสมโภชพระธาตุหริภุญชัย พระบาทสมเด็จพระเจาอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานน้าสรง
พระธาตุเป็นประจาทุกปี นอกจากชาวลาพูนแล้ว ยังมีชาวจังหวัดใกล้เคียง และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย
และชาวต่างประเทศ เข้าชมงานนี้อย่างหนาแน่น
งานเทศกาลลาไย
เป็นงานใหญ่ประจาปีของชาวจังหวัดลาพูน ซึ่งจะจัดในช่วงเดือนสิงหาคมของทุกปี ภายในงานจะมีขบวน
แห่รถลาไยที่ประดับตกแต่งอย่างสวยงาม การประกวดธิดาลาไย และการออกร้านค้า ประกวดผลิตผล
ทางการเกษตร และจาหน่ายสินค้าพื้นเมือง
งานฤดูหนาวและกาชาดจังหวัดลาพูน
จัดขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ณ สนามกีฬากลางจังหวัด ภายในงานมีนิทรรศการของ
ส่วนราชการ การแสดงมหรสพ การจาหน่ายผลผลิตทางการเกษตร
งานของดีศรีหริภุญชัย
เป็นงานแสดงและจาหน่ายสินค้าผลิตผลทางการเกษตร และเกษตรแปรรูปนานาชนิด ซึ่งเกษตรกรและ
กลุ่มแม่บ้านของจังหวัดเป็นผู้ผลิต ในงานมีขบวนแห่ของกลุ่มแม่บ้าน การแสดงทางศิลปวัฒนธรรม การ
ประกวดเรือนชนบท การออกร้านขายสินค้าหัตถกรรมในราคาย่อมเยา
จ.ลาพูน
แหล่งท่องเที่ยว
อุทยานแห่งชาติแม่ปิง เดิมชื่อว่าอุทยานแห่งชาติแม่หาดแม่ก้อ ได้ประกาศจัดตั้งเป็น
อุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2524 ครับ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 1,003
ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมอยู่ในท้องที่ อาเภอดอยเต่า จังหวัด เชียงใหม่ อาเภอลี้ จังหวัด
ลาพูน และอาเภอสามเงา จังหวัดตาก ที่ทาการอุทยานแห่งชาติแม่ปิง ตั้งอยู่ในท้อง ที่ตาบล
แม่ลาน อาเภอลี้ จังหวัดลาพูน โดยมีทางแยกจากทางหลวงหมายเลข 106 สายลาพูน-ลี้-
ก้อ ตรง กิโลเมตรที่ 47 เข้าไปตามทางหลวงหมายเลข 1087 เป็นทางลูกรังระยะทาง
ประมาณ 20 กิโลเมตร ก็ถึงที่ทา การอุทยานฯเนื่องจากภายในเขตอุทยานแห่งชาติแม่ปิงมี
พื้นที่บางส่วนเป็นพื้นน้าตามลาน้าปิงยาวประมาณ 100 กิโลเมตร มีสภาพเป็นแก่งเกาะ
หน้าผา หินงอก หินย้อย ตามสองฝั่งแม่น้าเป็นจานวนมาก ดังนั้นการ เดินทางท่องเที่ยวลา
น้าปิงสามารถเริ่มจากอ่างเก็บน้าดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ โดยเรือหางยาวครับแล้วมา ต่อ
แพที่แก่งสร้อย ล่องมาจนถึงเขื่อนภูมิพล อาเภอสามเงา จังหวัดตาก ในทางกลับกันอาจจะ
เช่าเรือหรือ แพจากเขื่อนภูมิพลล่องขึ้นไปก็ได้
จ.แพร่
ประวัติ
จังหวัดแพร่นั้นสร้างขึ้นประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 มีชื่อเรียกกันหลายชื่อคือ " พล
นคร เมืองพล เมืองแพล " ในสมัยขอมเรืองอานาจ ระหว่างปี พ.ศ. 1470-1560 พระ
นางจามเทวีเข้าครอบครองดินแดนตลอดแคว้นล้านนา ได้เปลี่ยนชื่อเป็น " โกศัยนคร
" หรือ " เวียงโกศัย " ซึ่งแปลว่าผ้าแพร นับแต่นั้นมาก็มีผู้ครองนครสืบต่อกันมา จนถึง
ปี พ.ศ. 2445 ในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงได้เปลี่ยนแปลงการปกครอง
จากเจ้าผู้ครองนครเป็นเทศาภิบาล ในปี พ.ศ. 2440 โดยโปรดเกล้าฯ ให้พระยาไชย
บูรณ์ (นามเดิมทองอยู่ สุวรรณบาตร ) ไปเป็นข้าหลวงกากับการปกครองเมืองแพร่
เป็นคนแรกจังหวัดแพร่อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร 555 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ
6,538 ตารางกิโลเมตร มีแม่น้ายมไหลผ่าน ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาล้อมรอบทั้ง
สี่ ทิศ มีที่ราบอยู่ตอนกลางของจังหวัด
จ.แพร่
การปกครองแบ่งออกเป็น 8 อาเภอ 78 ตาบล 645 หมู่บ้าน
1. อาเภอเมืองแพร่
2. อาเภอร้องกวาง
3. อาเภอลอง
4. อาเภอสูงเม่น
5. อาเภอเด่นชัย
6. อาเภอสอง
7. อาเภอวังชิ้น
8. อาเภอหนองม่วงไข่
จ.แพร่
งานประเพณีนมัสการพระธาตุช่อแฮ
จัดขึ้นระหว่างวันขึ้น 11-15 ค่า เดือนสี่ มีการแห่ผ้าขึ้นไปห่มองค์พระธาตุ มีขบวนแห่
แบบล้านนา โดยผู้ร่วมงานทุกคนจะแต่งกายแบบพื้นเมืองล้านนา มีมหรสพสมโภช
ทุกคืน รุ่งเช้าวันขึ้น 15 ค่า จะมีการทาบุญตักบาตร กลางคืนจะมีการเวียนเทียนรอบ
องค์พระธาตุและพระวิหาร
งานม่อฮ่อมล้อมสะโตก และสงกรานต์จังหวัดแพร่
จัดงานบริเวณสวนสุขภาพเฉลิมพระเกียรติ ร. 9 ระหว่างวันที่ 14-16 เมษายน ของทุก
ปี ในงานจะมีการแต่งกายด้วยชุดม่อฮ่อมล้อมวงกินขันโตก และเล่นสงกรานต์กัน
งานกิ๋นสลาก
คล้ายประเพณีถวายสลากภัตของภาคกลางนั่นเอง โดยชาวบ้านจะจัดเครื่องไทยทาน
เขียนสลากชื่อของตนติดไว้แล้วนาไปรวมกันที่หน้าพระประธาน พระสงฆ์จะจับสลาก
ขึ้นมาให้มรรคทายกประกาศ เจ้าของสลากก็จะนาเครื่องไทยทานของตนไปถวายแด่
พระสงฆ์ โดยงานนี้จะจัดขึ้นตามวัดต่างๆ ช่วงเดือน 10 ของทุกปี
จ.แพร่
แหล่งท่องเที่ยว
วัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง
วัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง ตั้งอยู่เลขที่ 1 หมู่ที่ 11 ถนนช่อแฮ ตาบลช่อแฮ อาเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่
บนเนื้อที่ 175 ไร่ บุคคลใดที่มาเที่ยวจังหวัดแพร่แล้วจะต้องมานมัสการพระธาตุช่อแฮ เพื่อเป็นศิริมงคลกับ
ตนเอง จนมีคากล่าวว่า ถ้ามาเที่ยวจังหวัดแพร่ แต่ไม่ได้มานมัสการพระธาตุช่อแฮเหมือนไม่ได้มาจังหวัดแพร่แพร่
การเดินทางมาเที่ยววัดพระธาตุช่อแฮ ถนนสายหลัก คือ ถนนช่อแฮ เริ่มตั้งแต่สี่แยกบ้านทุ่ง อาเภอเมืองแพร่ ซึ่ง
เป็นสี่แยกใจกลางเมืองแพร่ เข้าสู่ถนนช่อแฮ และตรงไปตามถนนช่อแฮ ผ่านโรงพยาบาลแพร่ สนามบินจังหวัด
แพร่ หมู่บ้านเหล่า หมู่บ้านนาจักร หมู่บ้านแต หมู่บ้านมุ้ง สถานที่ตั้งของวัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง อยู่ใน
บริเวณเขตเทศบาลตาบลช่อแฮ ด้วยระยะทาง 9 กิโลเมตร จากตัวเมืองจังหวัดแพร่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกวัดพระธาตุช่อแฮ ตาบลช่อแฮ อาเภอเมือง
จังหวัดแพร่ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2549 โดยได้ประกาศในราช
กิจจานุเบกษา ฉบับทั่วไป เล่ม 123 ตอนที่ 96 ง วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 (พ.ศ. 2508 พระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวทรงใช้มวลสารจากพระธาตุช่อแฮ ทาพระสมเด็จจิตรลดา
จ.แพร่
อาเภอสูงเม่น
วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรี
ห่างจากอาเภอเด่นชัย 3 กิโลเมตร มีศาลาพิพิธภัณฑ์สร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลังแบบล้านนา ภายในมีโบราณวัตถุต่างๆ จัด
แสดงไว้ เช่น รูปภาพเจ้านายฝ่ายเหนือและเหตุการณ์ในอดีต พระพุทธรูปต่างๆ เครื่องเขิน เครื่องดนตรีล้านนา อาวุธโบราณ
เป็นต้น
อาเภอเด่นชัย
บ้านเพื่อนฝูง
เป็นบ้านสร้างด้วยไม้สักขนาดใหญ่ ภายในตกแต่งด้วยผลิตภัณฑ์จากไม้ ตั้งอยู่ริมถนนสาย 101 ก่อนถึงอาเภอสูงเม่นประมาณ
5 กิโลเมตร เปิดให้เข้าชมได้ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. เก็บค่าเข้าชมคนละ 10 บาท
ตลาดหัวดง
อยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศใต้ประมาณ 7 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 101 เป็นแหล่งรวมผลิตภัณฑ์ที่ทาจากไม้และ
หวาย เช่น เฟอร์นิเจอร์และของใช้ต่างๆ
วัดพระหลวง
อยู่ที่ตาบลดอนมูล เลี้ยวซ้ายที่บ้านหัวดงเข้าไป 700 เมตร มีเจดีย์แบบสุโขทัย ชาวบ้านเรียกว่า “ธาตุเนิ้ง” มีความหมายว่า
เอียง เป็นโบราณสถานที่สาคัญแห่งหนึ่ง
อ่างเก็บน้าแม่มาน
อยู่ห่างจากตัวเมือง 20 กิโลเมตร ตามถนนแพร่-สูงเม่น-เด่นชัย เป็นอ่างเก็บน้าขนาดใหญ่ มีทิวทัศน์สวยงามโดยเฉพาะใน
ตอนเช้า เหมาะสาหรับชมพระอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าเหนือเขื่อน
จ.แพร่
อาเภอร้องกวาง
ถ้าผานางคอย
อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 36 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายแพร่-ร้องกวาง (ทางหลวงหมายเลข 101) ถึง
กิโลเมตรที่ 58-59 เลี้ยวซ้ายเข้าไปอีก 800 เมตรถึงหน้าถ้าผานางคอย ตัวถ้าเป็นอุโมงค์มีความยาวประมาณ
150 เมตร กว้างประมาณ 10 เมตร ลักษณะของถ้าโค้งงอเป็นข้อศอกไปทางซ้ายและทางขวาเป็น 3 ตอนด้วยกัน
ภายในถ้ามีหินงอกหินย้อยอยู่ทั่วไป ตอนท้ายของถ้ามีก้อนหินลักษณะคล้ายมารดาอุ้มบุตรน้อย ชาวบ้านเรียกว่า
“หินนางคอย” เบื้องหน้าของหินนางคอยมีหินย้อย ลักษณะคล้ายรูปหัวใจ ดูแปลกตาสวยงาม นอกจากนี้ภายใน
ถ้ายังมีพระพุทธรูปอยู่องค์หนึ่ง เป็นที่เคารพสักการะของชาวแพร่
น้าตกห้วยโรง (หรือน้าตกห้วยลง)
อยู่ห่างจากตัวจังหวัดไปทางเหนือ 60 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 101 (ถนนแพร่-ร้องกวาง) ถึงกิโลเมตร
ที่ 78 เลี้ยวซ้ายอีก 4 กิโลเมตร เป็นน้าตกที่มีความสูง 2 ชั้น สภาพโดยรอบเป็นป่าโปร่งร่มรื่น
น้าตกตาดชาววา
เป็นน้าตกที่ตกจากหน้าผาสูงสวยงามมาก อยู่ในเขตอาเภอร้องกวาง ทางคมนาคมเข้าไปยังลาบากอยู่ และต้องเดิน
เท้าเข้าไปชม อยู่ห่างจากตัวเมือง 35 กิโลเมตร
พระธาตุปูแจ
ตั้งอยู่ในตาบลบ้านเวียง ห่างจากอาเภอร้องกวาง 20 กิโลเมตร มีงานนมัสการพระธาตุ หรืองานขึ้นพระธาตุตรง
กับวันขึ้น 11-15 ค่า เดือน 3 ของทุกปี
จ.แพร่
อาเภอลอง
วัดพระธาตุศรีดอนคา
หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “วัดห้วยอ้อ” อยู่เลยที่ว่าการอาเภอลองไปเล็กน้อย ห่างจากตัวเมืองแพร่ 45 กิโลเมตร ตาม
ทางหลวงหมายเลข 1023 มีพระธาตุเก่าแก่ขนาดใหญ่สร้างขึ้นราว พ.ศ. 1078 เมื่อคราวพระนางจามเทวีเสด็จมา
จากเมืองละโว้ไปเมืองหริภุญชัย ได้รับการบูรณะหลายครั้ง ปัจจุบันมีฐานเป็นปูน ส่วนบนประดับด้วยแผ่นโลหะสี
ทอง นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งรวบรวมตานานพระพุทธรูป ตลอดจนคัมภีร์ต่างๆ ซึ่งเก็บไว้ในหอไตรของวัด
หมู่บ้านทอผ้าตีนจก
ผ้าตีนจกของอาเภอลองเป็นงานฝีมือที่ประณีตและสวยงาม ทอด้วยผ้าไหมและผ้าฝ้ าย มีแหล่งผลิตอยู่ที่บ้านนาตุ้ม
บ้านหัวทุ่ง บ้านนามน ซึ่งมีการทอผ้าตีนจกกันอย่างแพร่หลาย
สวนหินมหาราช
ขึ้นอยู่กับป่าไม้เขตแพร่ ห่างจากอาเภอลอง 20 กิโลเมตร จากแพร่ไปตามทางหลวงหมายเลข 1023 สวนหิน
มหาราชอยู่ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 19-20 ทางซ้ายมือ เป็นบริเวณกว้างโล่ง มีก้อนหินขนาดใหญ่วางเรียง
ระเกะระกะ มีศาลาพักผ่อน
แก่งหลวงและถ้าเอราวัณ
อยู่ในเขตบ้านแก่งหลวง ตาบลบ้านปิน อาเภอลอง ห่างจากตัวเมืองประมาณ 50 กิโลเมตร มีแก่งน้าที่สวยงาม
นอกจากนี้ยังมีถ้าที่สวยงาม มีหินงอกหินย้อยรูปร่างคล้ายช้างเอราวัณ
จ.แพร่
อาเภอสอง
พระธาตุพระลอ
อยู่ที่ตาบลบ้านกลาง ห่างจากจังหวัดไปทางเหนือราว 45 กิโลเมตร การเดินทางไปตามทางหลวง 101
ประมาณ 24 กิโลเมตร แยกซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 103 อีกราว 18 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาสู่
อาเภอสอง จากนั้นเลี้ยวซ้ายอีก 3 กิโลเมตรถึงพระธาตุพระลอ (พระธาตุหินล้ม) เป็นพระธาตุที่มีอายุ
เก่าแก่ประมาณ 400 ปี มีสถูปบรรจุพระอัฐิของพระลอ พระเพื่อน พระแพง และมีการสร้างอนุสาวรีย์ของ
พระลอ พระเพื่อน พระแพง โดยกรมศิลปากรสร้างหันหน้าไปทางแม่น้ากาหลง (แม่น้าสอง) เป็นอนุสรณ์
สถานของนครแมนสรวง และเมืองสรวงที่จูงใจให้น้อมราลึกถึงความรักอมตะของพระลอและพระเพื่อน
พระแพง โดยรอบบริเวณตกแต่งเป็นสวนสาธารณะร่มรื่นสวยงาม
เวียงพระลอ
ตั้งอยู่ที่ตาบลบ้านกลาง อาเภอสอง การเดินทางไปทางเดียวกับพระธาตุพระลอ ใช้เส้นทางสอง-งาว
(ทางหลวงหมายเลข 1154) ตรงหลักกิโลเมตรที่ 54 เลี้ยวขวาตรงทางเข้าโรงเรียนบ้านคุ้ม 2 กิโลเมตร
แล้วเลี้ยวขวาไปอีก 2.5 กิโลเมตรถึงเวียงพระลอ ด้านหลังเป็นฝาย สามารถชมทิวทัศน์ของแม่น้ายมอัน
สวยงามได้
อุทยานแห่งชาติแม่ยม
จ.พะเยา
ประวัติ
ประวัติความเป็นมาที่เก่าแก่ยาวนานไม่น้อยไปกว่าเมืองอื่นๆ ในอาณาจักร
ล้านนา บริเวณที่ตั้งของจังหวัดพะเยาในปัจจุบันอยู่ติดกับกว๊านพะเยา เดิม
เป็นที่ตั้งของเมือง ภูกามยาว หรือ พยาว ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อพุทธศตวรษที่ 16
โดยมีผู้ปกครองคือ พ่อขุนงาเมือง ภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงอานาจ และ
ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรล้านนา เมื่อถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
เมืองพะเยาอยู่ภายใต้การปกครองของจังหวัดเชียงราย ในฐานะ อาเภอ
พะเยา และเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2520 อาเภอพะเยาได้ยกฐานะขึ้น
เป็น จังหวัดพะเยา นับเป็นจังหวัดที่ 72 ของประเทศไทย
จ.พะเยา
การปกครอง 9 อาเภอ 68 ตาบล 790 หมู่บ้าน 2 เทศบาลเมือง 30
เทศบาลตาบล 39องค์การบริหารส่วนตาบล
1. อาเภอเมืองพะเยา
2. อาเภอจุน
3. อาเภอเชียงคา
4. อาเภอเชียงม่วน
5. อาเภอดอกคาใต้
6. อาเภอปง
7. อาเภอแม่ใจ
8. อาเภอภูซาง
9. อาเภอภูกามยาว
จ.พะเยา
งานอนุสาวรีย์ผู้เสียสละ พตท.2324 จัดระหว่างวันที่ 31 มกราคม-8 กุมภาพันธ์ ณ อนุสรณ์ผู้เสียสละ พตท. ใน
อาเภอเชียงคา ในงานจะมีนิทรรศการ การออกร้านของหน่วยราชการ
งานเปิดโลกอุตสาหกรรมอัญมณี และของดีเมืองพะเยา จัดระหว่างวันที่ 1-5 กุมภาพันธ์ ณ ศูนย์อุตสาหกรรมอัญ
มณี ตาบลแม่กา อาเภอเมือง ในงานมีการแสดงการผลิตเครื่องประดับเงิน ทองคา การเจียระไนเพชร
วันดอกคาใต้บาน จัดในอาเภอดอกคาใต้ ระหว่างวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์ กิจกรรมจะเป็นการแข่งขันงาน
หัตถกรรม และจาหน่ายของที่ระลึก
งานบวงสรวงพ่อขุนงาเมือง จัดวันที่ 5 มีนาคม ณ ลานอนุสาวรีย์พ่อขุนงาเมือง หน้ากว๊านพะเยา ในงานมีขบวน
แห่เครื่องราชสักการะที่สวยงามยิ่งใหญ่
งานสืบสานตานานไทลื้อ จัดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ สัปดาห์ที่ 2 ณ วัดพระธาตุสบแวน อาเภอเชียงคา กิจกรรมจะมี
ขบวนแห่ การสาธิตศิลปวัฒนธรรมไทลื้อ นิทรรศการ
งานประเพณีปู่จากพญานาค (บูชาพระลอ) จัดบริเวณโบราณสถานเวียงลอ บ้านห้วยงิ้ว อาเภอจุน ในงานมี
กิจกรรมพิธีไหว้บรรพบุรุษของเวียงลอ ขบวนแห่และงานแสดงแสงสีเสียง การแสดงทางวัฒนธรรม
งานเทศกาลลิ้นจี่และของดีแม่ใจ จัดในอาเภอแม่ใจ จะมีขบวนแห่ลิ้นจี่ ประกวดและจาหน่าย
งานเทศกาลลิ้นจี่และของดีเมืองพะเยา จัดขึ้นที่กว๊านพะเยา กิจกรรมมีขบวนแห่ลิ้นจี่ ประกวดผลิตผลการเกษตร
งานประเพณีนมัสการพระเจ้าตนหลวงเดือนแปดเป็ง จัดวันที่ 15 พฤษภาคม จัดที่วัดศรีโคมคา อาเภอเมือง ใน
งานมีประเพณีแห่ครัวตาน
งานกาชาดและงานฤดูหนาว จัดประมาณปลายเดือนธันวาคม-ต้นเดือนมกราคม ณ บริเวณสนามข้างสถานีขนส่ง
จังหวัดพะเยา กิจกรรมจะมีการออกร้านของหน่วยงานราชการ การแสดงทางวัฒนธรรมและการประกวดต่าง ๆ
จ.พะเยา
แหล่งท่องเที่ยว
อนุสาวรีย์พ่อขุนงาเมือง
อดีตกษัตริย์ผู้ปกครองเมืองภูกามยาวลาดับที่ 9 ระหว่างปี พ.ศ. 1801 - 1841 เป็นยุคที่เจริญรุ่งเรืองมาก
ประดิษฐานอยู่ที่สวนสาธารณะเทศบาลเมืองพะเยา (สวนสมเด็จย่า 90) หน้ากว๊านพะเยา เป็นพระสหายร่วมน้า
สาบานกับพ่อขุนเม็งรายแห่งเมืองเชียงราย และพ่อขุนรามคาแหงแห่งกรุงสุโขทัย ซึ่งทั้งสามพระองค์ได้กระทา
สัตย์ต่อกัน ณ บริเวณแม่น้าอิง ซึ่งปัจจุบันอยู่บริเวณสถานีประมงน้าจืดพะเยา พ่อขุนงาเมืองเป็นผู้ทรงอิทธิฤทธิ์
กล่าวกันว่าเมื่อพระองค์เสด็จไปทางไหน แดดก็บ่อฮ้อน ฝนก็บ่อฮา จักให้แดดก็แดด จักให้บดก็บด จึงได้พระ
นามว่างาเมือง
เกิดจาการยุบตัวของเปลือกโลกเมื่อประมาณ 70 ล้านปีมาแล้วเป็นแอ่งน้าซึ่งเป็นที่รวบรวมของลาห้วยต่างๆ 18
สาย ต่อมาในปี 2478 กรมประมงได้ตั้งสถานีประมงน้าจืดจังหวัดพะเยาขึ้นบริเวณต้นแม่น้าอิงและสร้างฝายกั้น
น้าทาให้เกิดเป็นบึงขนาดใหญ่ มีความลึกเฉลี่ย 1.5 เมตร คาว่า "บึง" ภาษาพื้นเมือง เรียกว่า "กว๊าน"
กว๊านพะเยาเป็นแหล่งน้าที่สาคัญที่สุดของจังหวัดพะเยา คือเป็นทั้งแหล่งประมงน้าจืด ที่สาคัญที่สุดของ
ภาคเหนือตอนบน และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดพะเยา มีเนื้อที่ประมาณ 12,831 ไร่ เป็นแหล่ง
เพาะพันธุ์ปลาชนิดต่างๆ เช่น ปลากราย ปลาสวาย ปลาเทโพ ปลาจีน ปลาไน รวมทั้งปลานิล อันลือชื่อของ
จังหวัดพะเยา ทัศนียภาพโดยรอบกว๊านพะเยา มีความร่มรื่น สามารถมองเห็นแนวทิวเขาสลับซับซ้อน งดงาม
มาก บริเวณริมกว๊านมีร้านอาหาร และจัดเป็นสวนสาธารณะเหมาะที่จะไปนั่งเล่น พักผ่อนหย่อนใจในยามเย็น
ชมพระอาทิตย์ตกริมกว๊านเป็นภาพที่สวยงามมาก
จ.พะเยา
สถานีประมงน้าจืดพะเยา
ตั้งอยู่ตรงถนนพหลโยธินระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 734-735 เป็นสถานีเพาะพันธุ์ปลาน้าจืด
ปลาที่เพาะพันธุ์เพื่อแจกจ่ายแก่เกษตรกรได้แก่ ปลานิล ปลาไน ปลาตะเพียนขาว ปลายี่สก
เทศ ฯลฯ และสามารถเพาะพันธุ์ปลาบึกได้สาเร็จเพื่อนาไปปล่อยในแหล่งน้าต่างๆ สิ่งที่
น่าสนใจก็คือ ห้องจัดแสดงพันธุ์ปลาสวยงามที่หาดูยากไว้หลายชนิด เปิดให้ชมในวันเวลา
ราชการ และยังมีเรือนประทับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเมื่อครั้งเสด็จมาทรง
งานที่จังหวัดพะเยาอยู่ในบริเวณเดียวกัน บริเวณรอบตาหนักจะมีดอกไม้เมืองหนาวนานา
พันธุ์ สระน้าพุอันสวยงาม ตั้งอยู่บริเวณสถานีประมงพะเยา
หอวัฒนธรรมนิทัศน์
อยู่ใกล้กับวัดศรีโคมคา จัดเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงโบราณวัตถุ เอกสารข้อมูลสาคัญทาง
ประวัติศาสตร์ของจังหวัดพะเยา และเรื่องราวความเป็นมาทั้งด้านวรรณกรรม ภูมิปัญญา
ท้องถิ่น วัฒนธรรมประเพณี และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวพะเยาโดยใช้รูปแบบ
เทคโนโลยีสมัยใหม่ เปิดให้เข้าชมในวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 09.00-16.00 น.
จ.พะเยา
วัดศรีโคมคา
เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี และวัดพัฒนาตัวอย่าง ประชาชนทั่วไปนิยมเรียกว่า "วัด
พระเจ้าตนหลวง" ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศิลปเชียงแสนองค์ใหญ่ที่สุดในล้านนาไทย
ขนาดหน้าตักกว้าง 16 เมตร สูง 18 เมตร สร้างขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2034-2067
พระเจ้าตนหลวง หรือ พระเจ้าองค์หลวง มิใช่เป็นแต่เพียงพระพุทธรูปคู่เมืองพะเยา
เท่านั้น แต่ถือเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองอาณาจักรล้านนาไทยด้วย วันวิสาขบูชามี
งานนมัสการพระเจ้าตนหลวงเป็นประจาทุกปีเรียกว่า "งานประเพณีนมัสการพระเจ้า
องค์หลวงเดือนแปดเป็ง"
วัดพระธาตุจอมทอง
ตั้งอยู่บนดอยจอมทอง ห่างจากตัวเมือง 3 กิโลเมตร อยู่ตรงข้ามกับกับวัดศรีโคมคา
มีถนนขึ้นไปถึงเจดีย์พระธาตุจอมทองเป็นปูชนียสถานโบราณคู่เมืองพะเยา บริเวณ
โดยรอบมีป่าไม้ปกคลุม เป็นสวนรุกชาติ มองเห็นตัวเมืองและกว๊านพะเยาได้
โดยรอบ
จ.พะเยา
วัดอนาลโย
ตั้งอยู่บนดอยบุษราคัมห่างจากตัวจังหวัด 20 กิโลเมตร ไปทางทิศเหนือตามทางหลวงหมายเลข 1
(พะเยา-เชียงราย) ประมาณ 7 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 1127-1193 อีก 9
กิโลเมตร ทางลาดยางตลอดสาย บริเวณดอยบุษราคัม และม่อนพระนอน ประกอบด้วยพระพุทธรูป
ศิลปสุโขทัยลักษณะงดงามมาก และยังมีพระพุทธรูปปางต่างๆ อีกหลายองค์ อาทิ พระพุทธไสยาสน์
พระพุทธรูปปางลีลา พระพุทธรูปปางนาคปรก สร้างด้วยความประณีตสวยงามแบบศิลปไทย รัตนเจดีย์
เป็นศิลปะแบบอินเดียพุทธคยา เก๋งจีนประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิม หอพระแก้วมรกตจาลอง จากยอดเขา
สามารถชมทัศนียภาพของกว๊านพะเยาและเมืองพะเยาได้อย่างสวยงาม ขึ้นได้ 2 ทาง คือ ทางบันไดและ
ทางรถยนต์
วัดศรีอุโมงค์คา
มีพระเจดีย์สมัยเชียงแสนที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์มาก เป็นวัดที่ประดิษฐานพระพุทธรูปคู่เมืองพะเยาอีก
องค์หนึ่งนามว่า "หลวงพ่องามเมืองเรืองฤทธิ์" แต่ชาวบ้านเรียกว่า "พระเจ้าล้านตื้อ" ซึ่งถือกันว่าเป็น
พระพุทธรูปที่มีลักษณะงดงามที่สุดแห่งล้านนาไทย และนับเป็นเอกลักษณ์ทางศิลปะของภูกามยาว
โดยเฉพาะ
จ.พะเยา
วัดลี
ตั้งอยู่หลังโรงเรียนเทศบาล 3 มีสถูปที่เป็นแบบสถาปัตยกรรมของภาคเหนือ และโบราณวัตถุสมัย
อาณาจักรพะเยาอีกมากมาย โดยเฉพาะพระพุทธรูปหินทราย ถือเป็นพิพิธภัณฑ์ย่อยๆ ได้อีกแห่งหนึ่ง
ยังมีพุทธศาสนสถานเก่าในเมืองพะเยาที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง ได้แก่ ป่าแดงบุนนาค มีตานานเกี่ยวพัน
ครั้งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมายังดินแดนแห่งนี้ วัดศรีจอมเรือง มีศิลปะสวยงามแบบไทยผสม
พม่า วัดราชคฤห์ มีเจดีย์เก่าแก่ของเมืองพะเยา และพระพุทธรูปศิลาซึ่งพุทธลักษณะสวยงามแบบ
เดียวกับพระเจ้าล้านตื้อ
หมู่บ้านทาครกและโม่หิน บ้านงิ้ว
ตาบลบ้านสาง ห่างจากตัวเมืองประมาณ 20 กิโลเมตร ใช้เส้นทางเดียวกับทางไปวัดอนาลโย เป็นถนน
รอบกว๊านพะเยา รถยนต์สามารถเข้าถึงได้ทุกฤดูกาล ชาวบ้านมีอาชีพเสริมหลังการทานาคือการ ทาครก
โม่หิน ใบเสมา และลูกนิมิต เป็นต้น โดยทาเป็นอุตสาหกรรมภายในครอบครัว และส่งไปขายในตัวเมือง
พะเยา
หมู่บ้านทาผลิตภัณฑ์จากผักตบชวา
อยู่ที่บ้านสันป่าม่วงใช้เส้นทางเดียวกับทางไปหมู่บ้านทาครกและโม่หิน ห่างกันประมาณ 2 กิโลเมตร
ชาวป่าม่วงได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มขึ้นทาเป็นงานอดิเรก ผลิตภัณฑ์ที่ทาจากผักตบชวา ได้แก่ หมวก
กระเป๋ า จานรองแก้ว และของประดับตกแต่งต่างๆ
จ.อุตรดิตถ์
ประวัติ
ประวัติความเป็นมาต้นกาเนิดของจังหวัดอุตรดิตถ์มีแหล่งกาเนิดมาจากท่าน้าที่สาคัญ
3 ท่า คือ ท่าเซา ท่าอิด และท่าโพธิ์ ซึ่งมีความสาคัญและเจริญรุ่งเรืองมาแต่สมัยขอม
ปกครองท่าอิด ตั้งแต่ พ.ศ. 1400 คาว่า อุตรดิตถ์ เดิมเขียน เป็น อุตรดิษฐ์ (อุตร-
ทิศเหนือ, ดิตถ์-ท่าน้า) เป็นคาที่ตั้งขึ้นในภายหลัง โดยพระบาทสมเด็จพระจอม
เกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งราชวงศ์จักรีพระราชทานนามไว้เมื่อ พ.ศ. 2395 แปลว่า "ท่าเรือ
ด้านทิศเหนือของสยามประเทศ" ,อดีตอุตรดิตถ์เป็นชุมนุมที่ใหญ่ที่สุดและสาคัญ
ที่สุดในภาคเหนือในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช และ อุตรดิตถ์ก็เคยเป็นเมืองชั้นโท
เทียบเท่ากับเมืองชั้นเอกเช่นพิษณุโลกในสมัยพระปิยมหาราช และ ในอดีตอุตรดิตถ์
เคยเป็นศูนย์กลางของภาคเหนือตอนล่าง แต่ด้วยภูมิประเทศที่ไม่เอื้ออานวยจึงทาให้
พิษณุโลกได้เป็นศูนย์กลางแห่งภาคเหนือตอนล่างแทน
จ.อุตรดิตถ์
การปกครองแบ่งออกเป็ น 9 อาเภอ 67 ตาบล 562 หมู่บ้าน
1. อาเภอเมืองอุตรดิตถ์
2. อาเภอตรอน
3. อาเภอท่าปลา
4. อาเภอน้าปาด
5. อาเภอฟากท่า
6. อาเภอบ้านโคก
7. อาเภอพิชัย
8. อาเภอลับแล
9. อาเภอทองแสนขัน
จ.อุตรดิตถ์
งานพระยาพิชัยดาบหักและงานกาชาด เป็นงานราลึกถึงวีรกรรมของพระยาพิชัยดาบหัก จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๗ - ๑๖ เดือนมกราคมของทุกปี ณ บริเวณ
สนามกีฬาพระยาพิชัยดาบหัก ในงานจะมีการออกร้านของเหล่ากาชาดจังหวัด การแสดงศิลปวัฒนธรรม กิจกรรมรื่นเริงต่าง ๆ และพิธีบวงสรวงพระยา
พิชัยดาบหัก
ประเพณีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระพุทธเจ้า ( วันอัฐมี) จัดขึ้นในวันแรม ๘ ค่า เดือน ๖ คือประมาณเดือนพฤษภาคม ณ วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง
อาเภอลับแล ในงานมีการจาลองพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระพุทธเจ้า การน้อมจิตราลึกถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตลอดจนพระธรรมคาสั่ง
สอนของพระองค์ มีการตกแต่งวัดอย่างสวยงาม พร้อมปฏิบัติธรรมและเทศนาธรรม
งานมนัสการหลวงพ่อโตและมหกรรมของดีเมืองพิชัย จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๒-๖ เดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี บริเวณวัดพระธาตุ เป็นงานมนัสการหลวงพ่อ
โต พระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ และชมมหรสพมากมายภายในงาน ติดต่อที่ว่าการอาเภอพิชัย โทร ๐ ๕๕๒๕ ๒๗๔๒-๓
งานมนัสการพระแท่นศิลาอาสน์ พระพุทธบาทยุคล และพระนอนพุทธไสยาสน์ จัดขึ้นในช่วงขึ้น ๘ ค่า ถึง ๑๕ ค่า เดือน ๓ ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวัน
มาฆบูชาของทุกปี ณ วัดพระแท่นศิลาอาสน์ วัดพระยืนพุทธบาทยุคล และวัดพระนอนพุทธบาทไสยาสน์ ตาบลทุ่งยั้ง อาเภอลับแล มีการจัดงานสมโภช
งานมหรสพ และการออกร้านสินค้าพื้นเมือง ติดต่อเทศบาลตาบลทุ่งยั้ง โทร ๐ ๕๕๔๔ ๒๒๘๔, ๐ ๕๕๕๑ ๓๔๗๑ และอาเภอลับแล โทร ๐ ๕๕๔๔
๒๐๓๙
ประเพณีแห่น้าขึ้นโรง จัดขึ้นในวันที่ ๑๔ เดือนเมษายนของทุกปี บริเวณเชิงดอยม่อนอารักษ์ อาเภอลับแล มีการ กรวดน้ารดน้าให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับ
ไปแล้ว ด้วยการนาน้าอบและน้าหอมไปสรงตามศาลเจ้า ซึ่งเป็นที่นับถือในหมู่บ้าน โดยมีขบวนพิธีจากหมู่บ้านต่าง ๆ อัญเชิญน้าศักดิ์สิทธิ์และเครื่อง
สักการะไปรอบเมือง แวะสักการะอนุสาวรีย์พระศรีพนมมาศ สรงน้าพระเถระผู้ใหญ่ในวัดเจดีย์ศรีวิหาร สักการะดวงวิญญาณบริเวณอนุสาวรีย์เจ้าฟ้า
ฮ่ามกุมาร การแสดงถวายหน้า อนุสาวรีย์ และฟ้ อนรา
งานเทศกาลลางสาดหวานและมหกรรมของดีเมืองอุตรดิตถ์ จัดขึ้นประมาณปลายเดือนกันยายนของทุกปี ณ บริเวณสนามกีฬาพระยาพิชัยดาบหัก หน้า
ศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นช่วงที่ลางสาดอันเป็นผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัด และผลไม้อีกหลากหลายชนิดกาลังออกผล ในงานมีการออกร้านผลไม้
นิทรรศการทางวิชาการเกี่ยวกับลางสาด การประกวดลางสาด การประกวดธิดาลางสาด แม่ม่ายเมืองลับแล ขบวนแห่รถผลไม้ การประกวดรถผลไม้ และ
การออกร้านสินค้าของดี จากทุกอาเภอ
งานเทศกาลวันกระเทียม จัดช่วงต้นเดือนมีนาคม บริเวณสนามกีฬาอาเภอน้าปาด มีการออกร้านจาหน่าย ผลิตภัณฑ์จากกระเทียมและส่วนราชการต่าง
ๆ ประกวดธิดากระเทียม ขบวนแห่ การละเล่นท้องถิ่น และมหรสพต่าง ๆ ติดต่ออาเภอน้าปาด โทร ๐ ๕๕๔๘ ๑๐๔๕
จ.อุตรดิตถ์
แหล่งท่องเที่ยว
อนุสาวรีย์พระยาพิชัยดาบหัก
ประดิษฐานอยู่หน้าศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์ สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติประวัติใน
ความกล้าหาญ รักชาติและเสียสละ เมื่อครั้งพระยาพิชัยครองเมืองพิชัยในสมัยธนบุรี
ท่านได้สร้างเกียรติประวัติไว้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อปี พ.ศ. 2316 พม่ายกทัพมาตี
เมืองพิชัย พระยาพิชัย ได้ยกทัพไปสกัดทัพพม่าจนแตกพ่ายกลับไป การรบในครั้ง
นั้นดาบคู่มือของพระยาพิชัยข้างขวาได้หักไปหนึ่งเล่ม แต่ก็ยังรบได้ชัยชนะต่อทัพ
พม่า ด้วยวีรกรรมดังกล่าว จึงได้สมญานามว่า พระยาพิชัยดาบหักอนุสาวรีย์แห่งนี้
ออกแบบและหล่อโดยกรมศิลปากร ทาพิธีเปิดเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2512
ภายในบริเวณมี พิพิธภัณฑ์ดาบเหล็กน้าพี้ ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นที่เก็บรักษาดาบเหล็ก
น้าพี้ ใหญ่ที่สุดในโลก มีน้าหนัก 557.8 กิโลกรัม ฝักดาบทาด้วยไม้ประดู่ ฝัง
ลวดลายมุกหุ้มปลอกเงินสลักสลาย และพิพิธภัณฑ์พระยาพิชัยที่ภายในเก็บรวบรวม
ประวัติของพระยาพิชัยดาบหัก รวมทั้งแบบจาลอง สนามรบ และวิถีชีวิตในสมัย
จ.อุตรดิตถ์
อยู่ที่หมู่ 3 บ้านทุ่งยั้ง ตาบลทุ่งยั้ง จากตัวเมืองอุตรดิตถ์ไปตามทางหลวง
หมายเลข 102 ประมาณ 3 กิโลเมตร จะมองเห็นวัดอยู่ทางซ้ายมือ วัดนี้เป็นวัด
เก่าแก่มีตานานเกี่ยวพันกับอีก 2 วัด ที่อยู่ใกล้เคียงกัน คือ วัดพระยืนพุทธ
บาทยุคล และวัดพระแท่นศิลาอาสน์ เกี่ยวกับการเสด็จมาของพระพุทธเจ้า วัด
แห่งนี้เดิมชื่อ วัดมหาธาตุ ประกอบด้วยวิหารแบบล้านนาซึ่งอยู่ด้านหน้า ถัดไป
เป็นพระบรมธาตุทุ่งยั้งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า เป็นเจดีย์เก่าแก่
แบบลังกาทรงกลมฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยม 3 ชั้น ฐานล่างมีเจดีย์องค์เล็กๆ เป็น
บริวารอยู่ 4 มุม ฐานชั้นที่ 3 มีซุ้มคูหา 4 ด้าน สันนิษฐานว่าได้บูรณะขึ้นภายหลัง
จ.อุตรดิตถ์
หลวงพ่อเพชรวัดท่าถนน
วัดท่าถนนเดิมชื่อ วัดวังเตาหม้อ ตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้าน่าน ถนนเกษมราษฎร์ ตาบล
ท่าอิฐ เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อเพชร เป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์สมัยเชียงแสน
นั่งขัดสมาธิเพชร ตามประวัติกล่าวว่า ในปี พ.ศ. 2436 ขณะหลวงพ่อด้วงเจ้าอาวาส
วัดหมอนไม้ เดินทางกลับจากรับนิมนต์ที่วัดสว่างอารมณ์ ตาบลไผ่ล้อม อาเภอลับแล
เมื่อผ่านวัดสะแกที่เป็นวัดร้าง ได้พบเนินดินเป็นจอมปลวกขนาดใหญ่มีเกศ
พระพุทธรูปโผล่ขึ้นมา เมื่อขุดดูพบว่าเป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ มีลักษณะงดงามมาก
จึงนามาประดิษฐานไว้ที่วัดท่าถนน มีคนมากราบไหว้บูชาเป็นจานวนมาก ประกอบ
กับเป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิเพชร จึงเรียกกันว่า หลวงพ่อเพชร
วัดใหญ่ท่าเสา
ตั้งอยู่ที่ถนนสาราญรื่น ตาบลท่าเสา อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟท่าเสา วัดนี้มีวิหารเก่าแก่
ซึ่งมีบานประตูไม้แกะสลัก 2 บาน ตลอดจนลายไม้ที่วิหารด้านหน้า และมีหอไตร
โบราณที่มีรูปแบบสีสันสวยงาม ซึ่งใช้เป็นที่เก็บพระไตรปิฎก
จ.อุตรดิตถ์
อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว
มีพื้นที่ 149,375 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ของอาเภอบ้านโคก อาเภอน้าปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ และอาเภอชาติตระการ
จังหวัดพิษณุโลก ได้รับการประกาศเป็นอุทยานฯ เมื่อปี 2537 ลักษณะภูมิประเทศประกอบด้วยภูเขาสูงตามแนว
ชายแดนไทย - ลาว มียอดภูสอยดาวสูงที่สุด 2,102 เมตร จากระดับทะเล สภาพพื้นที่เป็นภูเขาสูงที่ป่าปกคลุม
เป็นป่าดิบเขาสลับทุ่งหญ้าและป่าสน เช่น ป่าสนสามใบ อากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี มีดอกไม้ป่าพันธุ์ต่างๆ
เช่น ดอกหงอนนาค ดอกไม้ดินต่างๆ ขึ้นอยู่กลางป่าสน ภูสอยดาวสามารถจะมาท่องเที่ยวได้ทั้งปี แต่ถ้าหากอยาก
ดูดอกไม้สีสวยๆ ที่มักจะขึ้นเพื่อรับความชุ่มชื้นในช่วงหน้าฝน ควรจะมาในช่วงปลายฝนต้นหนาว
สถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจภายในอุทยานฯ ได้แก่
น้าตกภูสอยดาว อยู่ใกล้ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว มี 5 ชั้น มีน้าไหลตลอดปี แต่จะมีน้ามากในช่วงหน้าฝน
ลานสน การเดินทางสู่ยอดลานสนต้องขึ้นเขาลาดชันเกือบตลอดเส้นทาง และผ่านเนินต่าง ๆ ที่มีชื่อบอกถึงความ
ยากลาบากในการเดินผ่านแต่ละเนิน เช่น เนินส่งญาติ เนินปราบเซียน เนินป่าก่อ เนินเสือโคร่ง และเนินมรณะ ที่มี
ความสูงชันมากที่สุด แต่เส้นทางที่เดินขึ้นไปนั้นไม่ยุ่งยากเพราะจะเดินไต่เขาขึ้นไปตามสันเขา ไม่มีทางแยกไปไหน
ระยะทางเดินเท้าขึ้นลานสนประมาณ 6.5 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 5-6 ชั่วโมง บนลานสนจะเป็นทุ่ง
หญ้า มีต้นสนสองใบ สนสามใบ ต้นหงอนนาค ที่มีสีม่วงตัดกับดอกสร้อยสุวรรณาที่มีสีเหลือง ออกดอกให้ดู
สวยงาม และดอกไม้อีกนานาชนิด ที่ขึ้นอวดความสวยงามและสร้างความสดขื่นสดใสให้กับลานสน บนลานสนเป็น
จุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามด้วย บนลานสนไม่มีบ้านพักและอาหาร หากต้องการจะขึ้นไปพักค้างแรมต้อง
เตรียมเต็นท์และอาหารไปเอง และหากนักท่องเที่ยวต้องการลูกหาบช่วยขนสัมภาระก็มีบริการ การจะขึ้นบนลาน
สนต้องติดต่อขอเจ้าหน้าที่นาทาง และอุทยานฯ จะอนุญาตให้ขึ้นได้ตั้งแต่เวลา 08.00–13.00 น.
จ.อุตรดิตถ์
น้าตกสายทิพย์ เป็นน้าตกอยู่บนลานสน มี 7 ชั้น ทางไปน้าตกเป็นหุบเขา ค่อนข้างลาดชัน
อุทยานฯ มีบ้านพักบริการนักท่องเที่ยว และสามารถกางเต็นท์ได้บนยอดลานสน สอบถามรายละเอียด
ได้ที่ กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ โทร. 579–5734, 579–7223 หรือที่ อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว
ตาบลห้วยมุ่น อาเภอน้าปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ 53110
การเดินทาง
จากจังหวัดอุตรดิตถ์ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1045 ผ่านเขื่อนสิริกิติ์ สู่อาเภอน้าปาด ระยะทาง 68
กิโลเมตร ต่อจากนั้นใช้เส้นทางหมายเลข 1239 ไปทางบ้านห้วยมุ่นอีกประมาณ 47 กิโลเมตร และจาก
บ้านห้วยมุ่นใช้เส้นทางหมายเลข 1268 อีก 18 กิโลเมตร ก็จะถึงน้าตกภูสอยดาว ซึ่งเป็นจุดเริ่มเดินเท้า
ขึ้นสู่ยอดลานสน สาหรับรถโดยสารประจาทาง จากอุตรดิตถ์จะมีรถโดยสารปรับอากาศออกจากตลาด
อาเภอเมือง (ตลาดต้นโพธิ์) ไปอาเภอน้าปาดทุกชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 06.00–17.00 น. (แต่รถเที่ยวแรก
จะเข้ามาที่สถานีขนส่ง เวลา 05.00 น.) ใช้เวลาประมาณ 2.30 ชั่วโมง จากนั้นลงรถที่หน้าโรงพยาบาล
อาเภอน้าปาด จะมีท่ารถสองแถว ต้องเหมารถไปภูสอยดาวประมาณ 300 บาท ใช้เวลาเดินทางอีก 3
ชั่วโมง สาหรับผู้ที่ต้องการจะเดินทางกลับทางอาเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก ต้องเหมารถไป ราคา
ประมาณ 500 บาท ใช้เวลา 2 ชั่วโมง และต่อรถโดยสารไม่ปรับอากาศที่อาเภอชาติตระการ สายชาติ
ตระการ-นครไทย-พิษณุโลก มีรถบริการระหว่างเวลา 05.00–17.30 น. ช่วงนี้ใช้เวลา 3 ชั่วโมง ค่า
โดยสาร 43 บาท รถโดยสารจากพิษณุโลก กลับกรุงเทพฯ ควรจะไปซื้อตั๋วที่บริษัทในตลาดโดยตรง
มากกว่าที่จะมาที่สถานีขนส่ง เนื่องจากมีโควต้าขายตั๋วน้อย
จ.อุตรดิตถ์
บ่อเหล็กน้าพี้
อยู่ที่หมู่ 1 บ้านน้าพี้ ตาบลน้าพี้ ห่างจากตัวจังหวัด ประมาณ 56 กิโลเมตร ตามเส้นทางหลวงแผ่นดิน
หมายเลข 11 และเข้าทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1245 เป็นโบราณสถานซึ่งมีความสาคัญ เนื่องจากเป็น
แหล่งเหล็กกล้า ที่นามาทาพระแสงดาบตั้งแต่สมัยโบราณ เดิมมีอยู่ด้วยกันหลายบ่อ มีบ่อหนึ่งเรียกว่า
บ่อพระแสง ห้ามมิให้ผู้ใดขุดเหล็กจากบ่อนี้ โดยสงวนไว้ใช้ทาพระแสงดาบสาหรับพระมหากษัตริย์
เท่านั้น และ บ่อพระขรรค์ เป็นบ่อที่ในสมัยโบราณมีช่างทาพระขรรค์ถวายพระมหากษัตริย์ ได้นาแร่
เหล็กน้าพี้จากบ่อพระขรรค์ไปถลุงทาพระขรรค์ ภายในบริเวณมี พิพิธภัณฑ์บ่อเหล็กน้าพี้ รวบรวม
หลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับประวัติเหล็กน้าพี้ โดยจัดแสดงและจาลองให้เห็นถึงกระบวนการ ขั้นตอนการตี
เหล็กน้าพี้ ตั้งแต่การขุดแร่เหล็กน้าพี้จนตีเป็นดาบที่มีความแกร่งและความคมเป็นเลิศ ดาบน้าพี้จึงเป็น
อาวุธคู่กายของขุนศึกและนักรบไทยในสมัยโบราณตลอดมา พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม
2542 เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น.
เหล็กน้าพี้ในสมัยโบราณ นิยมนาไปตีเป็นพระแสงราชศัสตราของพระเจ้าแผ่นดิน จึงมีความเขื่อว่าเป็น
เหล็กศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถแก้อาถรรพณ์ อยู่ยงคงกระพันและป้องกันภูตผีปีศาจได้เป็นอย่างดี จึงเหมาะ
สาหรับผุ้ที่ต้องเดินทางไปในถิ่นแปลกที่อยุ่เป็นประจา และผู้ที่ต้องพักค้งอ้างแรมในสถานที่ต่างๆอยู่
เสมอ
จ.เชียงใหม่
ประวัติและความเป็ นมา
เมืองเชียงใหม่ มีชื่อปรากฏในตานานว่า "นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่" ซึ่งเป็นราชธานีของ
อาณาจักรล้านนา สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1839 โดยพญามังรายในอดีตเชียงใหม่มีฐานะเป็น
เมืองหลวงของราชอาณาจักรนครรัฐอิสระ ชื่อว่า อาณาจักรล้านนา ซึ่งปกครองโดยกษัตริย์
ราชวงศ์มังราย ประมาณ 261 ปี (ระหว่าง พ.ศ. 1839-พ.ศ. 2101) แต่ต่อมาในปี พ.ศ.
2101 เชียงใหม่ได้เสียเมืองให้แก่พระเจ้าบุเรงนอง พระมหากษัตริย์พม่า และได้ถูก
ปกครองโดยพม่ามานานกว่าสองร้อยปี จนถึงสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี จึงได้มีการทา
สงครามเพื่อขับไล่พม่าออกจากเมืองเชียงใหม่และเชียงแสนได้สาเร็จ โดยการนาของเจ้ากาวิ
ละและพระยาจ่าบ้านหลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเจ้ากาวิละ ขึ้นเป็น พระเจ้าบรมราชาธิบดีกาวิละ โดยให้
ปกครองหัวเมืองฝ่ายเหนือในฐานะประเทศราชของกรุงรัตนโกสินร์ และราชวงศ์ทิพย์จักราธิ
วงศ์ (ราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน) ซึ่งเป็นเชื้อสายของพระเจ้าบรมราชาธิบดีกาวิละ ก็ได้ปกครอง
เมืองเชียงใหม่และหัวเมืองต่าง ๆ สืบต่อมา และเปลี่ยนชื่อเมืองเป็น "รัตนติงสาอภินวบุรี
เชียงใหม่"
จ.เชียงใหม่
จังหวัดเชียงใหม่แบ่งเขตการปกครองออกเป็ น 25 อาเภอ 204 ตาบล 2,066 หมู่บ้าน ซึ่งอาเภอทั้ง 25 อาเภอมีดังนี้
1. อาเภอเมืองเชียงใหม่
2. อาเภอจอมทอง
3. อาเภอแม่แจ่ม
4. อาเภอเชียงดาว
5. อาเภอดอยสะเก็ด
6. อาเภอแม่แตง
7. อาเภอแม่ริม
8. อาเภอสะเมิง
9. อาเภอฝาง
10. อาเภอแม่อาย
11. อาเภอพร้าว
12. อาเภอสันป่าตอง
13. อาเภอสันกาแพง
14. อาเภอสันทราย
15. อาเภอหางดง
16. อาเภอฮอด
17. อาเภอดอยเต่า
18. อาเภออมก๋อย
19. อาเภอสารภี
20. อาเภอเวียงแหง
21. อาเภอไชยปราการ
22. อาเภอแม่วาง
23. อาเภอแม่ออน
24. อาเภอดอยหล่อ
25. อาเภอกัลยาณิวัฒนา
จ.เชียงใหม่
ประเพณีของเชียงใหม่
นับจากอดีต ชีวิตของชาวล้านนาผูกพันอยู่กับพุทธศาสนา ซึ่งจะเห็นได้จากการดาเนินชีวิต และสถาบันทางศาสนา
ในชุมชน รวมทั้งระบบหัววัด ซึ่งมีการรวมกลุ่มของวัดต่าง ๆ ไม่ว่าใกล้หรือไกลกัน และคนในชุมชนหนึ่งชักชวน
คนอีกชุมชนหนึ่งมาทาบุญที่วัดของตน เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์กัน
ขณะที่พุทธศาสนามีส่วนสัมพันธ์กับชีวิตของคนเมืองอย่างลึกซึ้ง แต่ความเชื่อดั้งเดิมเรื่องผีปู่ย่าและผีเสื้อเมือง ผี
เจ้าเมืองก็มีปะปนอยู่ จนแยกกันไม่ออก ชาวล้านนาสามารถนาทั้งสองอย่างมาผสมผสานกันได้ อย่างกลมกลืน ใน
งานพิธีและประเพณีต่าง ๆ ซึ่งจะพบได้ในปัจจุบัน
ประเพณีและงานพิธีที่สาคัญในรอบปีของชาวเชียงใหม่มีอยู่มากมาย อาทิ ประเพณีสงกรานต์ ประเพณีเข้าอินทขีล
ประเพณี ลอยโคมลอยโขมด ประเพณีสรงน้าพระธาตุจอมทอง และพิธีเลี้ยงผีปู่และย่า เป็นต้น
ประเพณีสงกรานต์
ประเพณีสงกรานต์เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ของชาวล้านนา เนื่องจากเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนศักราชใหม่ และขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ทั้งหลาย ให้ปัดเป่าทุกข์โศกโรคภัยให้ล่วงไปในปีเก่า พร้อมทั้ง เตรียมร่างกายและจิตใจให้สดใสรับปีใหม่ โดยจะ
เริ่มจัดขึ้น ตั้งแต่วันที่ 13 ถึงวันที่ 18 เม.ย. ของทุกปี แต่ชาวล้านนาถือวันที่ 15 เม.ย. เป็นวันเปลี่ยนศักราชใหม่
ต่างจากภาคกลาง และในระยะเวลา 6 วันนี้จะประกอบพิธีหลายอย่าง
วันที่ 13 เม.ย. ถือเป็นวันสังขารล่อง (วันสิ้นสุดปีเก่า) ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะยิงปืน จุดประทัด ก่อนสว่าง เพื่อขับไล่
เสนียดจัญไร แล้วเก็บกวาดบ้านเรือน หิ้งพระ
จ.เชียงใหม่
วันที่ 14 เม.ย. เป็นวันที่เรียกกันว่า "วันเนา" หรือ "วันเน่า" วันนี้ชาวเชียงใหม่จะทาแต่สิ่งที่เป็นสิริมงคล พร้อมทั้ง
ตระเตรียมอาหาร คาวหวาน เครื่องไทยทาน เพื่อทางานบุญในวันสงกรานต์ และไปขนทรายเข้าวัด
วันที่ 15 เรียกว่า "วันพญาวัน" ถือเป็นวันเริ่มศักราชใหม่ ชาวเชียงใหม่จะไปทาบุญตักบาตรที่วัด และถวายอาหาร
พระที่เรียกว่า "ทานขันข้าว" เพื่ออุทิศแก่ผู้ล่วงลับ และสรงน้าพระ หลังจากนั้นจึงนาขันข้าวตอก ดอกไม้ ธูปเทียน
น้าขมิ้น ส้มป่อย หมากพลู เมี่ยง หรืออาจมีเครื่องนุ่งห่ม ไปรดน้าดาหัวผู้ใหญ่
ส่วนวันที่ 16-18 เม.ย. เรียกว่า "วันปากปี ปากเดือน ปากวัน" จะเป็นวันประกอบพิธีกรรมสักการะต่อวิญญาณ
ศักดิ์สิทธิ์ทั่วไป
ประเพณีเข้าอินทขีล
อินทขีล เป็นชื่อของเสาหลักเมืองของชาวเชียงใหม่ เดิมประดิษฐานอยู่ ณ วัดสะดือเมือง หรือวัดอินทขีล กลางเมือง
เชียงใหม่ แต่ปัจจุบันย้ายไปไว้ที่วัดเจดีย์หลวง ในสมัยของพระยากาวิละ และได้บูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่เป็นเสาปูน
การจัดงานประเพณีเข้าอินทขีล จัดขึ้นในปลายเดือน 8 ต่อต้นเดือน 9 (พฤษภาคม-มิถุนายน) ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า
วันเดือน 8 เข้า เดือน 9 ออก
เดิมประเพณีนี้เจ้าผู้ครองนครจะจัดขึ้นเพื่อสังเวยเทพยดาอารักษ์ บูชากุมภัณฑ์ และมีพิธีเข้าทรงผีเจ้านาย เพื่อ
สอบถามว่า ฝนฟ้ าจะอุดมสมบูรณ์ และชะตาบ้านเมืองจะดีหรือไม่ หากชะตาของบ้านเมืองไม่ดี ก็จะจัดพิธีสืบ
ชะตาเมืองเพิ่มขึ้นด้วย และปัจจุบันได้เพิ่มการทาพิธีทางพุทธศาสนาเข้ามาอีกอย่างหนึ่ง โดยการแห่พระพุทธรูป
คันธารราษฎร์ (พระเจ้าฝนแสนห่า) รอบเมือง และจะนามาประดิษฐาน ณ วัดเจดีย์หลวง เพื่อให้ชาวเมืองสรงน้า
จากนั้นพระสงฆ์ 9 รูป จะเจริญพระพุทธมนต์บูชาเสาอินทขีล ซึ่งฝังอยู่ใต้ดิน การประกอบพิธีนี้เพื่อมุ่งเสริมสร้าง
ขวัญและกาลังใจของชาวเมืองก่อนที่จะเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูก
จ.เชียงใหม่
ประเพณีสรงน้าพระธาตุจอมทอง
วัดพระธาตุจอมทองวรวิหาร เป็นศาสนสถานเก่าแก่ที่สาคัญ ตั้งอยู่บนเนินสูงราว 10 เมตร ที่เรียกว่า
"ดอยจอมทอง" และมีเจดีย์ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระทักษิณโมลีธาตุ (ส่วนที่เป็นพระเศียรด้านขวาของ
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า)
พระบรมสารีริกธาตุจอมทองนั้น ประดิษฐานอยู่ในพระโกศ 5 ชั้น มีจานวน 1 องค์ ขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว
มีสีขาวนวลและ ออกน้าตาลคล้ายสีดอกพิกุลแห้ง บรรจุไว้ในเจดีย์ ซึ่งจะมีการอัญเชิญออกมาให้
ประชาชนได้สักการะและสรงน้า 2 ครั้ง ในทุกปี คือวันที่พระบรมสารีริกธาตุเข้าพรรษาและออกพรรษา
วันขึ้น 15 ค่า เดือน 9 ของแต่ละปี จะเป็นวันที่พระบรมสารีริกธาตุเข้าพรรษา พระภิกษุจะอัญเชิญพระ
บรมสารีริกธาตุออกจากพระโกศ 5 ชั้น มาประดิษฐานในพระโกศแก้วใส แล้วแห่ไปทาพิธีที่โบสถ์ ใน
ระหว่างทางชาวบ้านจะโยนข้าวตอกดอกไม้ไปยังพระโกศ เพื่อถวายเป็นสักการะ เมื่อทาพิธีเสร็จก็จะแห่
จากโบสถ์ไปยังหอสรงข้างวิหาร หอสรงนี้จะมีรางน้าเป็นรูปตัวนาคสาหรับใช้สรงน้า และเดิมจะใช้น้าแม่
กลาง ผสมด้วยดอกคาฝอย เป็นน้าสาหรับสรง แต่ปัจจุบันใช้น้าสะอาดธรรมดา เสร็จแล้วจึงอัญเชิญเข้า
จาพรรษาในพระโกศ 5 ชั้น ตามเดิม และกลางคืนพระภิกษุจะสวดเจริญพระพุทธมนต์ เป็นอันเสร็จพิธี
วันขึ้น 15 ค่า เดือน 5 ของแต่ละปี จะเป็นวันที่พระบรมสารีริกธาตุออกพรรษา จะมีประเพณีพิธีการ
เช่นเดียวกับวันที่พระบรมสาริกธาตุเข้าพรรษา แต่จะเป็นพิธีเล็กกว่า ชาวบ้านไม่ค่อยมาร่วมสรงน้ามาก
นัก
จ.เชียงใหม่
ประเพณีลอยโคมและลอยโขมด
เป็นประเพณีการทาบุญและสนุกสนานร่าเริง หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับงานในท้องไร่ ท้องนา ของชาวล้านนา โดยจะจัดให้มีขึ้นในวันขึ้น
15 ค่า เดือนยี่ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "วันยี่เป็ง" โดยการลอยโคมในเวลากลางวันและกลางคืน และลอยโขมดหรือลอยกระทงเวลา
กลางคืน
วันขึ้น 14 ค่า เดือนยี่ ตามวัดวาอารามและบ้านเรือน จะประดับตกแต่งด้วยต้นกล้วย อ้อย โคมไฟ และดอกไม้นานาชนิด โดยสร้างขึ้น
เป็นประตูป่า เพื่อเตรียมในการตั้งธรรมหลวง (เทศน์มหาชาติ) ในวันขึ้น 15 ค่า
วันขึ้น 15 ค่า เดือนยี่ ชาวบ้านจะไปทาบุญตักบาตรและฟังเทศมหาชาติ โดยเป็นการเทศน์แบบพื้นเมือง ที่พระสงฆ์จะขึ้นไป เทศน์บน
ธรรมมาสน์บุษบก และในตอนค่าชาวบ้านจะนาผางผะติ๊ด (ถ้วยประทีป) มาที่วัดเพื่อบูชาพระรัตนตรัย และฟังเทศน์ และการจุดผางผะ
ติ้ดนี้ คนล้านนาถือว่าได้บุญมาก เมื่อเสร็จจากการบูชาผางผะติ้ดก็จะเป็นการจุดโคมไฟ หรือลอยโคม และลอยโขมดหรือลอยกระทง
พร้อมกับเล่นดอกไม้ไฟ
การปล่อยโคมลอยมี 2 ลักษณะ
1. ปล่อยโคมลอยในตอนกลางวัน เรียกว่า ว่าว โดยทาโคมด้วยกระดาษสี แล้วให้ลอยสู่ท้องฟ้าด้วยความร้อนคล้ายบอลลูน เพื่อปล่อย
ทุกข์โศกและสิ่งไม่ดีต่าง ๆ ไป
2. ปล่อยโคมลอยในเวลากลางคืน เรียกว่า โคมไฟ โดยใช้ไม้พันด้ายเป็นก้อนกลม ชุบน้ามันยางหรือน้ามันขี้โล้แขวนปากโคม แล้วจุดไฟ
ปล่อยขึ้นสู่ท้องฟ้า เพื่อเป็นการบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์
สาหรับการลอยโขมดหรือการลอยกระทงของล้านนา จัดขึ้นในวันขึ้น 15 ค่า เดือนยี่ เช่นเดียวกัน ที่เรียกว่า ลอยโขมดนั้น เนื่องจาก
กระทงเมื่อจุดเทียนแล้วปล่อยลงน้า จะมีแสงสะท้อนกับเงาน้าวับแวมดูคล้ายแสงของผีโขมด
ชาวล้านนาจะลอยกระทงเล็ก ๆ กับครอบครัว เพื่อนฝูง ในวันขึ้น 15 ค่า ส่วนกระทงใหญ่ที่ร่วมกันจัดทา นิยมลอยในวันแรม 1 ค่า
กระทงเล็กของชาวเชียงใหม่ แต่เดิมใช้กาบมะพร้าว ที่มีลักษณะโค้งงอ เหมือนเรือเป็นกระทง แล้วนากระดาษแก้วมาตกแต่งเป็นรูปนก
วางดอกไม้ และประทีปไว้ภายใน
จ.เชียงใหม่
พิธีเลี้ยงผีปู่แสะย่าแสะ
เป็นพิธีที่ชาวเชียงใหม่ทามาแต่ในอดีต เพื่อสังเวยเครื่องเซ่นแก่ผีปู่แสะย่าแสะ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นยักษ์ชอบกินเนื้อคน และจะทา
พิธีขึ้นในวันขึ้นหรือแรม 14 ค่า เดือน 9 ที่เชิงป่าดอยคาด้านตะวันออกของตาบลแม่เหียะ เป็นประจาทุกปี และชาวบ้านจะต้อง
ร่วมกันทาพิธีฆ่าควายเซ่นสังเวย หากไม่ทาพิธีนี้จะทาให้บ้านเมืองไม่สงบสุข เกิดภัยพิบัติ และในพิธีเลี้ยง จะมีการเข้าทรง
เจ้านาย เพื่อพยากรณ์ถึงความเป็นอยู่และความอุดมสมบูรณ์ของบ้านเมืองด้วย พิธีนี้ได้เลิกไปเมื่อเชียงใหม่ตกเป็นของพม่า
จนถึงสมัยสงครามมหาเอเซียบูรพา จึงได้รื้อฟื้ นขึ้นอีก
ประเพณีการทาบุญสลากภัตต์
การทาบุญนี้เดิมชาวบ้านเรียกว่า "กิ๋นสะลากฮากไม้" ปัจจุบันเรียก "ทานสลาก" หรือ "ทาบุญสลาก" ทาขึ้นที่วัดเชียงมั่น ในวัน
ขึ้น 15 ค่า เดือน 12 เหนือ วัดเจดีย์หลวง ในวันแรม 8 ค่า เดือน 12 เหนือ และวัดพระสิงห์ ในวันแรม 15 ค่า เดือน 12
เหนือ
สมัยก่อนไม่มีการเลี้ยงข้าวปลาอาหารเช่นปัจจุบัน คือ เมื่อพระสงฆ์หรือสามเณรจับสลากมากน้อยเพียงใด ก็ขบฉันเฉพาะอาหาร
เท่าที่บอกในสลากเท่านั้น
การจับสลากภัตต์มี 2 วิธี คือ จับเส้นและจับเบอร์ การจับเส้นเป็นวิธีเก่า คือเขียนข้อความการทาบุญสลากและชื่อผู้ศรัทธา ลง
ในแผ่นกระดาษแข็ง ใบตาล ใบลาน หรือวัตถุอื่นใดเท่ากับจานวนของไทยทาน เป็นการอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ล่วงลับและเพื่อเป็น
บุญกุศลต่อตนเอง โดยการนาไปกองรวมกันในโบสถ์หรือวิหารที่จัดไว้ แล้วให้พระเณรมาจับตามจานวนที่กาหนด ส่วนสลากที่
เหลือก็ถวายแก่พระพุทธ จากนั้นชาวบ้านจึงถวายของตามชื่อเส้นของตน หลังจากพระให้ศีลให้พรแล้ว จึงรับเส้นของตนไปเผา
พร้อมทั้งตรวจน้าอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตาย เป็นอันเสร็จพิธี
ส่วนวิธีจับเบอร์นั้น เป็นที่นิยมกันมากกว่าวิธีจับเส้น มีวิธีการคือ ทาเบอร์ของไทยทานเท่ากับจานวนพระเณร แล้วมีวิธีจับ
เช่นเดียวกับการจับเส้น
จ.เชียงใหม่
ประเพณีการเลี้ยงขันโตก
ขันโตก เป็นภาชนะสาหรับใส่อาหารของชาวเหนือ ทาด้วยไม้สัก ทาด้วย
หางสีแดง สูง 8-10 นิ้ว มีขาไม้สักกลึงเป็นรูปกลมตั้งบนวงล้อรับอีก
อันหนึ่ง ขันโตกจะกว้างประมาณ 10-30 นิ้ว
สมัยโบราณคนพื้นเมืองนิยมใช้ขันโตกสาหรับใส่อาหาร รับประทานใน
ครัวเรือน แต่ความนิยมใช้ค่อยเสื่อมลงเมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้น และคน
หันไปนิยมของใช้จากต่างประเทศแทน ขันโตกจึงใช้เฉพาะเป็นธรรม
เนียมในการต้อนรับแขกเมือง และบุคคลสาคัญเท่านั้น
จ.เชียงใหม่
แหล่งท่องเที่ยว
อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์
อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ประกาศเป็นอุทยานฯ เมื่อ พ.ศ.2515 ประกาศเป็นอุทยานฯ เป็นลาดับ
ที่ 6 ของประเทศไทย มีพื้นที่ 482.4 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอาเภอจอมทอง อาเภอแม่
แจ่มอาเภอแม่วาง และกิ่งอาเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ ดอยอินทนนท์แต่เดิมดอยนี้มีชื่อว่า "ดอย
หลวง" หรือ "ดอยอ่างกา" ดอยหลวง มาจากขนาดของดอยที่ใหญ่มาก ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า "ดอย
หลวง" (หลวง: เป็นภาษาเหนือ แปลว่า ใหญ่) ดอยอ่างกา มีเรื่องเล่าว่า ห่างจากยอดดอยไปทางทิศ
ตะวันตกประมาณ 300 เมตร มีหนองน้าแห่งหนึ่งลักษณะเหมือนอ่าง ฝูงกาจานวนมากมายมักพากันไป
เล่นน้าที่หนองน้าแห่งนี้ จึงพากันเรียกว่า "อ่างกา" และภูเขาขนาดใหญ่แห่งนั้นก็เลยเรียกกันว่า "ดอย
อ่างกา" แต่ก็มีบางกระแสกล่าวว่า คาว่า "อ่างกา" นั้น
แท้จริงแล้วมาจากภาษาปกาเกอญอ (กะเหรี่ยง) แปลว่า "ใหญ่" เพราะฉะนั้นคาว่า "ดอยอ่างกา" จึง
แปลว่าดอยที่มีความใหญ่นั่นเอง ดอยอินทนนท์ อดีตกาลก่อนป่าไม้ทางภาคเหนืออยู่ในความควบคุม
ของเจ้าผู้ครองนครต่าง ๆ สมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ (องค์สุดท้าย) พระองค์
ให้ความสาคัญกับป่าไม้อย่างมาก โดยเฉพาะป่าในบริเวณดอยหลวง ทรงรับสั่งว่า หากสิ้นพระชนม์ลงให้
นาอัฐิบางส่วนขึ้นไปสร้างสถูปบรรจุไว้บนดอย ดอยนี้จึงมีนามเรียกขานว่า "ดอยอินทนนท์" แต่มีข้อมูล
บางกระแสกล่าวว่า ที่ดอยหลวงเรียกว่า ดอยอินทนนท์ นั้น เป็นเพราะเนื่องจากว่าเป็นการให้เกียรติ
จ.เชียงใหม่
เจ้าผู้ครองนคร จึงตั้งชื่อจากคาว่า "ดอยหลวง" ซึ่งเป็นชื่อที่มีความซ้ากับ
ดอยหลวง ของอาเภอเชียงดาว แต่ภายหลังมีชาวเยอรมัน มาทาการสารวจ
และวัด ซึ่งปรากฎผลว่า ดอยหลวง หรือดอยอ่างกา ที่อาเภอแม่แจ่มมีความ
สูงกว่า ดอยหลวง ของอาเภอเชียงดาว จึงเปลี่ยนชื่อใหม่ เพื่อไม่ให้มีความ
ซ้าซ้อนกัน และเรียกดอยแห่งนี้ว่า"ดอยอินทนนท์" อุทยานแห่งชาติดอยอิน
ทนนท์ เดิมเป็นส่วนหนึ่งของ "ป่าสงวนแห่งชาติดอยอินทนนท์" ต่อมาได้ถูก
สารวจและจัดตั้งเป็นหนึ่งในสิบสี่ ป่าที่ทางรัฐบาลให้ดาเนินการเป็นอุทยาน
แห่งชาติ ซึ่งครั้งแรกกรมป่าไม้เสนอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กาหนด
พื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ให้มีพื้นที่ 1,000 ตร.กม. หรือประมาณ
625,000 ไร่
จ.เชียงใหม่
แต่เนื่องจากพื้นที่ชุมชนต่าง ๆ อาศัยอยู่ก่อนหลายชุมชน จึงทาการสารวจ
ใหม่ และกันพื้นที่ที่ราษฎร อยู่มาก่อน และคาดว่าจะมีปัญหาในอนาคตออก
จึงเหลือพื้นที่ที่จะประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ 270 ตร.กม.
หรือประมาณ 168,750 ไร่ ประกาศลงวันที่ 2 ตุลาคม 2515 และในวันที่
13 มิถุนายน 2521 รัฐบาลประกาศพื้นที่เพิ่มอีกเป็น 482.4 ตร.กม.
อาเภอจอมทอง อาเภอแม่แจ่ม อาเภอแม่วาง และกิ่งอาเภอดอยหล่อ มี
ความสูงจากระดับน้าทะลปานกลาง 400-2,565.3341 เมตร เป็นภูเขาที่
สูงที่สุดในประเทศไทย สาหรับวัตถุประสงค์ในการกาหนดที่ดินให้เป็น
อุทยานแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 หมวด 1 มาตรา
6
จ.แม่ฮ่องสอน
ประวัติและความเป็นมา
จังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อปี พ.ศ. 2374 พระเจ้ามโหตรประเทศ ผู้ครองนคร
เชียงใหม่ ให้ เจ้าแก้วเมืองมา เป็นแม่กอง นาไพร่พลช้างต่อและหมอควาญ
ออกไปจับช้างป่ามาใช้งาน เจ้าแก้วเมืองมา ยกไพร่พลช้างช้างป่ามาใช้งาน
เจ้าแก้วเมืองมา ยกไพร่พลข้ามภูเขา มาทางตะวันตกของเชียงใหม่? ซึ่งมีช้าง
ป่าชุกชุม โดยมอบหน้าที่ให้ พะกาหม่อง เป็นผู้ควบคุมดูแล เมื่อคล้องช้างได้
เป็นจานวนเพียงพอแล้ว จึงพากันเดินทางต่อไปถึงชุมชนบ้านป่าแห่งหนึ่ง มี
ทาเลดีมีร่องธารน้าและที่ราบ เหมาะแก่การฝึกช้างป่า จึงหยุดไพร่พลตั้ง
บ้านเรือนขึ้นที่นี่ และตั้งชื่อหมู่บ้านว่า “แม่ร่องสอน” หมายถึงที่มีร่องน้าฝึก
ช้าง ต่อมา ได้เพี้ยนเป็น “แม่ฮ่องสอน”
จ.แม่ฮ่องสอน
การปกครองแบ่งออกเป็น 7 อาเภอ 45 ตาบล 402 หมู่บ้าน
1. อาเภอเมืองแม่ฮ่องสอน
2. อาเภอขุนยวม
3. อาเภอปาย
4. อาเภอแม่สะเรียง
5. อาเภอแม่ลาน้อย
6. อาเภอสบเมย
7. อาเภอปางมะผ้า
จ.แม่ฮ่องสอน
แม่ฮ่องสอน เป็นจังหวัดชายแดนจังหวัดหนึ่ง ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับสหภาพพม่า
ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกสุดของภาคเหนือ โดยอยู่ห่างจากกรุงเทพ ฯ 942 กิโลเมตร มี
เนื้อที่รวมทั้งสิ้นประมาณ 12,681 ตารางกิโลเมตร ปัจจุบันแบ่งการปกครองออกเป็น
6 อาเภอ กับ 1 กิ่งอาเภอ คือ อาเภอเมือง อาเภอแม่สะเรียง อาเภอขุนยวม อาเภอ
ปาย อาเภอแม่ลาน้อย อาเภอสบเมย และกิ่งอาเภอปางมะผ้า
แม่ฮ่องสอน ได้ชื่อว่า “เมืองสามหมอก” เนื่องจากเป็นเมืองในหุบเขา ล้อมรอบด้วย
ภูเขาสลับซับซ้อน ทอดขนานไปกับทิวเขาถนนธงชัย และทิวเขาแดนลาว ดังนั้น จึงถูก
ปกคลุมด้วยหมอกตลอดทั้งปี มีทิวทัศน์อันสวยงามตามธรรมชาติ ของเทือกเขา
สลับซับซ้อนและป่าไม้นานาพันธุ์ จนนักท่องเที่ยว เล่าขานกันอยู่เสมอว่า
เปรียบเสมือนกับเป็นสวิตเซอร์แลนด์ของเมืองไทย
จ.แม่ฮ่องสอน
แม่ฮ่องสอน มีสถานที่ท่องเที่ยวอยู่มากมายทั้งที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและ
โบราณสถาน นอกจากนี้ยังมีศิลปวัฒนธรรมประเพณี อันควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ เห็นได้
จากบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว หรือสองชั้นแบบโบราณ เรียกว่า บ้านแบบ
ไทยใหญ่ สร้างด้วยไม้มีใต้ถุนสูง หลังคามุงด้วยใบตอลตึง มีการแต่งกายแบบพื้นเมือง ซึ่ง
เรียกกันว่า ชุดไต คือ ผู้ชายนุ่งกางเกง คล้ายกางเกงจีน หรือกางเกงชาวเล สวมเสื้อคอกลม
แขนยาวป้ ายแบบจีน ผู้หญิงนุ่งผ้าถุงยาว สวมเสื้อทรงกระบอกตัวสั้นเพียงเอว ชาว
แม่ฮ่องสอนยังใช้ภาษาท้องถิ่นและรับประทานอาหารพื้นเมือง สิ่งเหล่านี้นับว่าเป็นเสน่ห์
ดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้เดินทางมาเยี่ยมชมจังหวัดแม่ฮ่องสอน
อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดต่อกับรัฐฉาน แห่งสหภาพพม่า
ทิศใต้ ติดต่อกับอาเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก
ทิศตะวันออก ติดต่อกับจังหวัดเชียงใหม่
ทิศตะวันตก ติดต่อกับสหภาพพม่า
จ.แม่ฮ่องสอน
แหล่งท่องเที่ยว
วนอุทยานถ้าปลา
ถ้าปลาตั้งอยู่บริเวณเชิงเขา อยู่ที่บ้านห้วยผา ต.ห้วยผา ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศเหนือประมาณ 17
กม. มีลักษณะเป็นธารน้าที่ไหลมาจากถ้าใต้ภูเขาตลอดเวลา ด้านหน้าเป็นวังน้า มีปลาพลวง (อาจ
เรียกว่า ปลามุง, ปลาคัง) ตัวโตแหวกว่ายอยู่มากมาย เป็นที่อัศจรรย์แก่ผู้พบเห็นว่าเหตุใดปลาเหล่านี้จึง
มารวมกันอยู่ที่หน้าถ้า ถ้าปลาอยู่ในความดูแลของวนอุทยานถ้าปลา บริเวณอุทยานฯหนาแน่นไปด้วย
ต้นไม้ และได้ปรับปรุงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว มีการตกแต่งสถานที่ให้เหมาะสมแก่การพักผ่อน สร้างความ
รื่นรมย์แก่ผู้มาเยือน
อนุสาวรีย์พระยาสิงหนาทราชา
ตั้งอยู่ต้นถนนขุนลุมประพาส ประวัติของพระยาสิงหนาทราชา เดิมชื่อ ชานกะเล เป็นชาวไทยใหญ่ ได้
รวบรวมผู้คนตั้งหมู่บ้านขึ้นชื่อว่า “บ้านขุนยวม” ต่อมาได้ยกขึ้นเป็นเมือง จวบจนปี พ.ศ. 2417 จึงได้
เปลี่ยนชื่อเมืองเป็นเมืองแม่ฮ่องสอน และพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าครองนครเชียงใหม่ ได้ยก
บรรดาศักดิ์ชานกะเล เป็นพระยาสิงหนาทราชา และแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนคนแรก จาก
บริเวณอนุสาวรีย์พระยาสิงหนาทราชานี้เมื่อมองตรงขึ้นไปจะเห็นองค์พระธาตุดอยกองมูอยู่บนยอดเขา
จ.แม่ฮ่องสอน
วัดพระธาตุดอยกองมู
ตั้งอยู่บนดอยกองมูทางทิศตะวันตกของตัวเมืองแม่ฮ่องสอน เดินทางโดยแยกจากทางหลวงสาย 108
ตรงบริเวณอนุสาวรีย์พระยาสิงหนาทราชาขึ้นไปทางซ้ายมือ เป็นทางราดยางขึ้นภูเขาไปอีกประมาณ 1.5
กิโลเมตร ก็จะถึงบริเวณวัด วัดนี้เดิมมีชื่อเรียกว่า วัดปลายดอย เป็นปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองที่สาคัญ
ที่สุด ประกอบด้วยพระธาตุเจดีย์ที่สวยงาม 2 องค์ พระเจดีย์องค์ใหญ่สร้างโดย “จองต่องสู่” เมื่อ พ.ศ.
2403 เป็นที่บรรจุพระธาตุของพระโมคคัลลานะเถระ ซึ่งนามาจากประเทศพม่า ส่วนพระธาตุเจดีย์องค์
เล็กสร้างเมื่อ พ.ศ. 2417 โดย “พระยาสิงหนาทราชา” เจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนคนแรก จากวัดพระธาตุดอย
กองมูนี้สามารถมองเห็นภูมิประเทศ และสภาพตัวเมืองแม่ฮ่องสอน ได้อย่างชัดเจนและสวยงามมาก วัด
นี้มีงานเทศกาลประจาปีหลายงาน เช่น ในวันปีใหม่ วันสงกรานต์ โดยเฉพาะในวันออกพรรษาจะมีการ
ตักบาตรดาวดึงส์ หรือตักบาตรเทโวด้วย
วัดพระนอน
ตั้งอยู่เชิงดอยกองมู เป็นที่ประดิษฐานพระนอนองค์ใหญ่ สร้างด้วยศิลปะไทยใหญ่ พ.ศ. 2418 และเป็น
พระนอนองค์ขนาดยาว 12 เมตร ซึ่งมีพุทธลักษณะงดงามมาก ตามประวัติเล่าว่าพระนางเมียะ ภริยา
ของพระยาสิงหนาทราชาเป็นผู้สร้างขึ้น ภายในบริเวณมีรูปปั้นสิงโตขนาดใหญ่ 2 ตัว สร้างโดยพระยาสิง
หนาทราชา และพระนางเมียะ อยู่เคียงข้างระหว่างทางที่จะขึ้นไปนมัสการพระธาตุกองมู เป็นสิงโตที่มี
ลักษณะงดงามและสมบูรณ์มาก นอกจากนี้ภายในวัดยังมีการสอนวิปัสนาอีกด้วย
จ.แม่ฮ่องสอน
วัดก้าก่อ
(ภาษาไตแปลว่า ดอกบุนนาค) ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับวัดพระนอน เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองแม่ฮ่องสอน
สร้างเมื่อ พ.ศ. 2433 มีลักษณะสถาปัตยกรรมที่งดงามไม่แพ้วัดอื่น โดยเฉพาะลักษณะพิเศษที่มีหลังคา
คลุมทางเดิน ตั้งแต่ซุ้มทางเข้าไปสู่ศาลา นอกจากนี้ยังมีตาราภาษาไทยใหญ่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย
ใหญ่กับเจ้าอโนรธามังช่อ ปัจจุบันได้รับการแปลเป็นภาษาไทยโดยพระมหาบุญรักษ์ สุปัญโญ ท่านเจ้า
อาวาสวัดนี้
วัดหัวเวียงหรือวัดกลางเมือง
ตั้งอยู่ที่ถนนสีหนาทบารุง ตาบลจองคา (อยู่ติดกับตลาดเช้าบริเวณสี่แยกไฟแดง) เป็นวัดที่ตั้งอยู่ใจกลาง
เมือง สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2406 เป็นที่ประดิษฐานของพระเจ้าพาราละแข่ง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง
ประจาเมืองที่งดงามมาก มีประวัติว่าหล่อจาลองจาก “พระมหามุนี” ซึ่งเป็นเจ้าพาราละแข่งองค์จริง ณ
เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า โดยลุงจองโพหย่า เดินทางไปนิมนต์มา พระเจ้าพาราละแข่งองค์นี้สร้าง
เป็นท่อนๆ ทั้งหมด 9 ท่อน ล่องมาตามแม่น้าปาย แล้วนามาประกอบที่วัดพระนอน และนามา
ประดิษฐานที่วัดหัวเวียง หรือวัดกลางเมือง ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่า เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง
ปัจจุบัน วิหารที่ประดิษฐานพระเจ้าพาราละแข่ง สร้างใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยคงโครงสร้างของวิหาร
ตามรูปแบบเดิมไว้ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
จ.แม่ฮ่องสอน
หนองจองคา
เป็นสวนสาธารณะตั้งอยู่ใจกลางเมือง เป็นหนองน้าที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีน้าตลอดปี เป็นสถานที่พักผ่อน
หย่อนใจของชาวเมืองและนักท่องเที่ยว และใช้เป็นสถานที่จัดงานประเพณีที่สาคัญๆ ของจังหวัดด้วย
วัดจองคา
อยู่บริเวณสวนสาธารณะหนองจองคา เป็นวัดเก่าแก่ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2370 โดยช่างฝีมือชาวไทยใหญ่ มีศิลปะแบบ
ต่างๆ ซึ่งเป็นศิลปะแบบไทยใหญ่ที่แปลกและงดงามมาก หลังคาวัดเป็นรูปปราสาท เพราะมีคติว่าปราสาทเป็นของ
สูง ผู้ที่ประทับอยู่ในปราสาทควรจะเป็นพระมหากษัตริย์หรือตัวแทนพระศาสนา จึงเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อ
โต มีขนาดหน้าตักกว้าง 4.85 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2469 โดยช่างฝีมือชาวพม่า และมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ซึ่ง
จาลองมาจากพระศรีศากยมุนีที่วิหารวัดสุทัศน์ ประดิษฐานไว้เป็นพระประธานของวัด เหตุที่เรียกชื่อวัดจองคา
เนื่องจากเสาวัดประดับด้วยทองคาเปลว
วัดจองกลาง
ตั้งอยู่เคียงข้างกับวัดจองคา ภายในวิหารมีแท่นบูชาตั้งพระพุทธสิหิงค์จาลอง ปิดทองเหลืองอร่ามไปทั้งองค์ มีสิ่งที่
น่าสนใจเป็นอย่างมาก เช่น ตุ๊กตาแกะสลักด้วยไม้เป็นรูปคนและสัตว์เกี่ยวกับพระเวสสันดรชาดก ฝีมือแกะสลัก
ของช่างชาวพม่า ซึ่งนามาจากพม่าตั้งแต่ พ.ศ. 2400 นอกจากนี้ทางด้านจิตรกรรม ยังมีภาพวาดบนแผ่นกระจก
เรื่องพระเวสสันดรชาดก และภาพประวัติเจ้าชายสิทธัตถะ ตลอดจนภาพแสดงให้เห็นถึง ชีวิตความเป็นอยู่ของคน
สมัยนั้นหลายภาพ มีคาบรรยายใต้ภาพเป็นภาษาพม่า และมีบันทึกบอกไว้ว่า เป็นฝีมือของช่างไทยใหญ่
จากมัณฑะเลย์
จ.แม่ฮ่องสอน
เรือนประทับแรมโป่งแดง
อยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศใต้ประมาณ 4 กิโลเมตร ตั้งอยู่ภายในศูนย์โครงการพัฒนาตามพระราชดาริ
ท่าโป่งแดง ซึ่งทาการทดลองเพาะปลูกพืชผลไม้ต่างๆ และเลี้ยงหม่อนไหม แยกไปทางซ้ายมือประมาณ
2 กิโลเมตร มีเรือนประทับแรม สาหรับเสด็จประทับ และพักผ่อนพระอิริยาบถ ตัวเรือนประทับแรม
ตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆ ด้านหน้ามีแม่น้าปายไหลผ่านรอบๆ เรือนประทับมีไม้ดอกไม้ประดับปลูกไว้
อย่างสวยงาม บรรยากาศเหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ
บ่อน้าร้อนผาบ่อง
ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตาบลผาบ่อง (เส้นทางหลวงหมายเลข 108 บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 256) อยู่ห่างจากตัว
เมือง 11 กิโลเมตร มีบริเวณพื้นที่ 8 ไร่ ได้จัดสถานที่ไว้อย่างสวยงาม และมีห้องอาบน้าไว้บริการ และ
ในบริเวณใกล้เคียงกันมีร้านอาหารไว้บริการนักท่องเที่ยวด้วย
เขื่อนผลิตไฟฟ้ าพลังน้าผาบ่อง
อยู่ห่างจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนไปทางทิศใต้ประมาณ 12 กิโลเมตร เป็นเขื่อนกั้นลาน้าแม่ละมาด และ
ผลิตกระแสไฟฟ้ าใช้ในตัวเมืองแม่ฮ่องสอน บริเวณตัวเขื่อนมีศาลาพักร้อน เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อน
ใจ และอากาศสบายมีลมพัดตลอดเวลา
จ.แม่ฮ่องสอน
บ้านน้าเพียงดิน
อยู่ในเขตตาบลผาบ่อง เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวนิยมล่องเรือตามลาน้าปาย ผ่านบ้านห้วยเดื่อ ไปจนถึง
บ้านน้าเพียงดินโดยเรือหางยาว ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ตลอดเส้นทางที่ล่องเรือไปตามลาน้า จะผ่าน
ระลอกน้าที่ลดระดับลดหลั่นกันไปคล้ายธารน้าตก นับเป็นทัศนียภาพที่งดงามแปลกตา จากบ้านน้าเพียง
ดินนี้ ใช้เวลาล่องเรือไม่นานก็เข้าเขตสหภาพพม่า และถึงบริเวณที่เรียกกันว่า “ผาห่มน้า” ซึ่งเป็นอีกจุด
หนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมไปกันเสมอ
บ้านยอดดอย
(หมู่บ้านแม้วไมโครเวฟ) เป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้ง ที่อาศัยอยู่บนดอยสูงกว่าระดับน้าทะเล 1,000
เมตร ความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย และการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอย่างเคร่งครัดของพวกเขา
เป็นสิ่งที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวอยากเดินทางไปสัมผัส โดยเดินทางจากแม่ฮ่องสอนไปหมู่บ้านป่าลาน 32
กม. (เส้นทางแม่ฮ่องสอน - ขุนยวม) และเลี้ยวซ้ายขึ้นหมู่บ้าน ซึ่งเป็นทางสูงชันอีกราว 8 กม.
น้าตกซู่ซ่า
อยู่ในเขตบ้านแม่สุยะ ตาบลห้วยผา เป็นน้าตก
จ.แม่ฮ่องสอน
วนอุทยานน้าตกผาเสื่อ
ตั้งอยู่ในเขตตาบลหมอกจาแป่ ห่างจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอน ตามเส้นทางสู่อาเภอปาย (เส้นทาง 1095) เป็น
ระยะทาง 17 กิโลเมตร แยกซ้ายบริเวณบ้านรักไทยเป็นทางราดยางเข้าไปอีก 12 กิโลเมตร และเข้าทางลูกรังไปอีก
8 กิโลเมตร
นอกจากนี้ยังมีอีกเส้นทางหนึ่ง เป็นเส้นทางเข้าหมู่บ้านหมอกจาแป่ซึ่งเป็นเส้นทางเก่า ทางเข้ายังไม่สะดวก เป็น
ถนนลูกรังตลอดทั้งเส้นทาง เส้นทางนี้แยกมาจากทางหลวงหมายเลข 1095 แต่จะถึงก่อนเส้นทางแรก โดยห่าง
จากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนเพียง 14 กิโลเมตร
น้าตกแห่งนี้ไหลลงมาจากน้าตกแม่สะงาในพม่า มี 6 ชั้น ชั้นบนสุดอยู่ในป่าลึกเข้าไป ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1
ชั่วโมง คือน้าตกแม่สะงากลาง ถัดออกมาเป็นชั้นผายาว ผาลาด ผาเสื่อ ผาตั้ง และผาอ้อม ชั้นที่คนนิยมเที่ยวมาก
ที่สุดคือผาเสื่อ ซึ่งมีน้าตกลงมากระทบแผ่นหินกระเด็นเป็นฝอย และสองข้างน้าตก มีแผ่นหินลักษณะคล้ายเสื่อปู
ลาดอยู่จานวนมาก น้าตกมีขนาดใหญ่ และน้ามากตลอดปี น้ามากที่สุดในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน
พระตาหนักปางตอง
อยู่ในเขตตาบลหมอกจาแป่ สามารถเดินทางไปโดยใช้เส้นทางเดียวกับทางเข้าวนอุทยานผาเสื่อ แต่ต้องเดินทาง
ต่อไปอีก 5 กิโลเมตร ตัวเรือนประทับแรมตั้งอยู่บนยอดเขาสูงที่บ้านปางตอง ในโครงการพัฒนาพื้นที่สูงปางตอง
มีทิวทัศน์บริเวณสองข้างทางที่สวยงาม ทางรถยนต์เข้าถึงและสามารถเดินทางไปสู่หมู่บ้านแม้วนาป่าแปก ซึ่งเป็น
หมู่บ้านชาวเขาเผ่าแม้ว ที่สุขสงบและน่ารักมากเลย ต่อจากหมู่บ้านแม้วนี้ก็จะสามารถไปถึงหมู่บ้านแม่ออ ซึ่งเป็น
หมู่บ้านชายแดนไทย-พม่า และมีกองกาลังกองพล 93 ตั้งอยู่เป็นบริเวณที่สูง อากาศเย็น และมีทิวทัศน์ที่น่าชม
ยิ่ง
จ.น่าน
ประวัติ
จังหวัดน่าน แต่เดิมมาเรียกว่า "เมืองน่าน" บ้าง "เมืองนาน" บ้าง "นันทบุรี" บ้าง แต่ ตามศิลาจารึกของ
พระเจ้าพ่อขุนรามคาแหงราว พ.ศ. 1820 เศษ เรียกว่า "เมืองน่าน" ส่วนนามที่เรียกว่า "เมืองนาน" นี้
ปรากฏในตานานพระธาตุแช่แห้ง ว่าเป็นนามที่ได้มีขึ้นโดยพุทธทานาย แต่ทั้งนี้สันนิษฐานว่าเกี่ยวด้วย
ความนิยมของชาวลานนาไทยในการแต่งตานานในอันที่จะสืบสาวราวเรื่องให้เข้าไปต่อเนื่องกับสมัย
พุทธกาลเป็นข้อใหญ่ เพราะนาม "เมืองน่าน" นั้น มีเหตุผลเพียงเพื่อ จะยกย่องพระธาตุแช่แห้งอันเป็นปู
ชนียสถานสาคัญของบ้านเมืองให้มีกาเนิดขึ้นในสมัยพุทธกาลเท่านั้น และคาที่เรียกว่า "เมืองนาน" นั้นก็
ไม่ปรากฏเรียกในพงศาวดารเมืองน่านเลย นอกจากจะเรียกกันในตานานพระธาตุแช่แห้งอยู่ชั่วขณะหนึ่ง
แล้วก็หายไป ส่วนนาม "นันทบุรี" ปรากฏว่าเรียกกันอยู่แทบทุกตานาน และเชื่อว่าได้มีกาเนิดขึ้นในชั้น
หลังในสมัยมัธยมประวัติ เพระครั้งนั้นทางลานนามีผู้เชี่ยวชาญภาษาบาลีมาก เหตุแต่ได้มีพระสงฆ์ใน
ลังกามาสืบศาสนาติดต่อกับลานนาอยู่ช้านาน นาม "นันทบุรี" ที่ตั้งขึ้นใหม่ก็ไม่จาเป็นจะต้องเอา
ความหมายจากนามเดิม เพียงแต่ให้มีสาเนียงสัมผัสสอดคล้องกันไปกับคาเดิมเท่านั้น แม้ว่า "เมืองน่าน"
จะได้คาใหม่ว่า "นันทบุรี" แล้ว ก็ยังมิได้ทิ้งนามเดิมเสียทีเดียวคงเรียกคู่กันมาว่า "นันทบุรี ศรีนครน่าน"
ซึ่งใช้กันในทางราชการในสมัยโบราณและศุภอักษร นามเมือง "นันทบุรี" เป็นนามที่ไพเราะและมี
ความหมายเป็นมงคลนาม แต่ก็มีหลายพยางค์และเรียกยาก ความที่ไม่นิยมในการที่จะต้องเขียนหรือ
เรียกกันยืดยาว จึงหันกลับมานิยมนามเมืองไปตามเดิมว่า "เมืองน่าน" ตราบมาจนถึงปัจจุบัน
จ.น่าน
การปกครองแบ่งออกเป็ น 15 อาเภอ 99 ตาบล 848 หมู่บ้าน
1. อาเภอเมืองน่าน
2. อาเภอแม่จริม
3. อาเภอบ้านหลวง
4. อาเภอนาน้อย
5. อาเภอปัว
6. อาเภอท่าวังผา
7. อาเภอเวียงสา
8. อาเภอทุ่งช้าง
9. อาเภอเชียงกลาง
10. อาเภอนาหมื่น
11. อาเภอสันติสุข
12. อาเภอบ่อเกลือ
13. อาเภอสองแคว
14. อาเภอภูเพียง
15. อาเภอเฉลิมพระเกียรติ
จ.น่าน
งานแข่งเรือประเพณีฉลองงาช้างดาจังหวัดน่าน
ประเพณีแข่งเรือเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมานานนิยมจัดให้มีขึ้นในงานประเพณีตานก๋วยสลาก ต่อมา
ในปี พ.ศ. 2479 ได้จัดให้มีการแข่งเรือในงานทอดกฐินสามัคคีสืบทอดมาจนถึงงานทอดกฐิน
พระราชทานในปัจจุบัน ซึ่งจะมีในราวกลางเดือนตุลาคม หรือต้นเดือนพฤศจิกายนทุกปี ภายหลังทาง
จังหวัดได้ผนวกงานสมโภชงาช้างดาอันเป็นสมบัติล้าค่าคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดน่านเข้าไปด้วย เรือที่เข้า
แข่งแต่ละลาใช้ไม้ซุงใหญ่ๆ เอามาขุดเป็นเรือ ตกแต่งหัวและท้ายเรือเป็นรูปหัวนาคและหางนาคอย่าง
สวยงาม ประเภทการแข่งขัน มีทั้งเรือใหญ่ เรือกลาง และเรือเล็ก รวมทั้งประเภทสวยงาม นอกจากนี้ยัง
มีการประกวดกองเชียร์อีกด้วย นับเป็นประเพณีที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
งานเทศกาลส้มสีทองและงานกาชาดจังหวัดน่าน
ส้มสีทองเป็นผลผลิตทางการเกษตร ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดน่าน พันธุ์เดียวกับส้มเขียวหวาน แต่ส้มสี
ทองจะมีเปลือกสีเหลืองทองสวยงาม และรสชาติหวานหอมอร่อยกว่า เป็นเพราะอิทธิพลของดินฟ้ า
อากาศคืออุณหภูมิระหว่างกลางวันและกลางคืนต่างกัน 8 องศา เป็นเหตุให้สาร “คาร์ทีนอยพิคเมนท์”
ในเปลือกส้มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีทองดังกล่าว
กิจกรรมที่น่าสนใจมีหลายอย่าง ได้แก่ การประกวดขบวนรถส้มสีทอง การออกร้านนิทรรศการ การ
จาหน่ายสินค้าหัตถกรรมจากอาเภอต่างๆ และจากเมืองฮ่อน-หงสา สปป.ลาว การแสดงพื้นเมืองและ
มหรสพต่างๆ อีกมากมาย
จ.น่าน
กุมภาพันธ์ - มีนาคม เทศกาลผ่อดอกชมพูภูคา อุทยานแห่งชาติดอยภูคา
วันมาฆะบูชา ประเพณีขึ้นบ่อน้าทิพย์ วนอุทยานถ้าผาตูบ
ขึ้น11-15ค่า เดือน 4 งานประเพณีหกเป็งไหว้พระบรมธาตุแช่แห้ง
13 เมษายน งานประเพณีสงกรานต์และสรงน้าพระเจ้าทองทิพย์วัดสวนตาล อาเภอ
เมือง
17-19 เมษายน งานสักการะเสาหลักเมืองวัดมิ่งเมือง อาเภอเมือง
วันวิสาขบูชา งานประเพณีนมัสการพระธาตุเขาน้อย
อาสาฬหบูชา งานแห่เทียนเข้าพรรษา วัดสวนตาล อาเภอเมือง
เสาร์-อาทิตย์ที่ 1 หลังออกพรรษา งานประเพณีแข่งเรือจังหวัดน่าน บริเวณสะพาณ
พัฒนาภาคเหนือ อาเภอเมือง
ขึ้น 15 ค่า เดือน 12 งานประเพณีลอยกระทง อาเภอเมือง
สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนธันวาคม เทศกาลส้มสีทองและงานกาชาดจังหวัดน่าน ณ
สนามกีฬาจังหวัดน่าน อาเภอเมือง
จ.น่าน
แหล่งท่องเที่ยว
อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ 8 อาเภอ คือ อาเภอเฉลิมพระเกียรติ อาเภอ
ทุ่งช้าง อาเภอเชียงกลาง อาเภอปัว อาเภอท่าวังผา อาเภอสันติสุข อาเภอแม่จริมและอาเภอ
บ่อเกลือ มีพื้นที่ประมาณ 1,065,000 ไร่ เป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่มีทั้งพืชพรรณ
และสัตว์ป่าที่มีความสาคัญต่อระบบนิเวศน์ รวมทั้งเป็นแหล่งกาเนิดของแม่น้าหลายสาย
เช่น แม่น้าน่าน ลาน้าปัว ลาน้าว้า ที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวจังหวัดน่าน และยังมี
ความสาคัญทางประวัติศาสตร์ กล่าวคือ เป็นที่เชื่อกันว่าเทือกเขาดอยภูคาเป็นเมืองเก่าของ
บรรพบุรุษของคนเมืองน่านและในปัจจุบันนี้ก็ยังมีศาลเจ้าพ่อภูคา ตั้งอยู่บริเวณกิโลเมตรที่
31 ถนนสายปัง-บ่อเกลือ อันเป็นที่เคารพสักการะของชาวจังหวัดน่านและบุคคลทั่วไป
ปี พ.ศ.2526 ราษฎรของ จ.น่าน ได้เห็นความสาคัญที่จะอนุรักษ์ป่าต้นน้าลาธารเพื่อ
ป้องกันการบุกรุกทาลาย จึงได้มีหนังสือถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้กาหนดป่าดอยภู
คา อ.ปัว ให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ต่อมาได้ประกาศเป็นพระราชกฤษฎีกาแนวเขต
อุทยานแห่งชาติดอยภูคาเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2542 อีกทั้งภายในบริเวณพื้นที่ก็ยังมี
แหล่งท่องเที่ยวมากมาย อาทิ ถ้า น้าตก ล่องแก่งต่างๆและต้นชมพูภูคา ซึ่งเป็นที่พักผ่อน
หย่อนใจของคนทั้งประเทศและต่างประเทศ
จ.น่าน
อาเภอนาน้อย
ผาชู้ หรือ ผาเชิดชู
อยู่ห่างจากตัวอาเภอนาน้อย 16 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายนาน้อย-ปางไฮ เส้นทางหลวงหมายเลข
1083 ผาชู้นี้อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติศรีน่านมีลักษณะเป็นหน้าผาสูงชันมีทิวทัศน์สวยงาม ตามประวัติ
เล่าว่ามีหนุ่มสาวคู่หนึ่งเกิดรักกัน โดยที่ครอบครัวของฝ่ายหญิงมีฐานะดีกว่าฝ่ายชายจึงถูกกีดกันจากญาติ
ของผู้ใหญ่ ด้วยความรักกัน ฝ่ายหญิงจึงมา ณ ที่แห่งนี้แล้วได้กระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย เมื่อฝ่ายชาย
ทราบเรื่องจึงตามมาและได้พบศพของหญิงสาว จึงเสียใจและกระโดดหน้าผาตายตามกัน หน้าผาแห่งนี้
จึงได้ชื่อว่า “ผาชู้” นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ที่นี่มีบ้านพักรับรองแต่ต้องเตรียมอาหารไปเอง รายละเอียด
ติดต่อ อุทยานแห่งชาติศรีน่าน ตู้ปณ.14 อาเภอนาน้อย จังหวัดน่าน 55150
เสาดินนาน้อย (ฮ่อมจ๊อม) และคอกเสือ
อยู่ที่ตาบลเชียงของ ห่างจากตัวเมืองน่าน 60 กิโลเมตร จากอาเภอนาน้อยมีทางแยกไปตามเส้นทาง
หมายเลข 1083 ประมาณ 10 กิโลเมตร ฮ่อมจ๊อม คือ เป็นเนินดินซึ่งถูกกัดเซาะจนสึกกร่อน เป็นการ
เปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาอย่างหนึ่ง มีลักษณะคล้ายกับ “แพะเมืองผี” ที่จังหวัดแพร่
จ.น่าน
อาเภอนาหมื่น
บ้านปากนาย
ห่างจากตัวจังหวัด 96 กิโลเมตร ใช้เส้นทางน่าน-เวียงสา-นาน้อย จากอาเภอนาน้อย จะมีทางแยกไปถึงอาเภอนา
หมื่นราว 20 กิโลเมตร จากนั้นจะเป็นทางลูกรังคดเคี้ยวไปตามไหล่เขาอีกประมาณ 22 กิโลเมตร จึงถึงบ้านปาก
นาย ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมงริมทะเลสาบเหนือเขื่อนสิริกิติ์ ที่มีทิวทัศน์สวยงามโอบบริเวณด้วยทิวเขาเขียวขจี
โดยรอบ มีเรือนแพซึ่งเปิดเป็นร้านอาหาร และบางแห่งทาเป็นห้องพักไว้บริการนักท่องเที่ยว จากบ้านปากนาย
สามารถเช่าเรือล่องไปตามลาน้าน่านสู่อ่างเก็บน้าสิริกิติ์ มีทิวทัศน์เป็นป่าเขาสวยงาม เกาะแก่ง เรือนแพ
ชาวประมง มีปลาน้าจืด เช่น ปลาบู่ ปลาเทโพ และปลาสวาย เป็นต้น
อาเภอบ้านหลวง
ดอยผาจิ
การเดินทางจากน่านใช้ทางหลวงหมายเลข 1091 เป็นระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร เมื่อถึงอาเภอบ้านหลวงให้
ใช้เส้นทางสาย 1172 บ้านพี้เหนือสู่ดอยผาจิ ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ดอยผาจิ เป็นดอยที่มีความสวยงาม
มีธรรมชาติที่ยังสมบูรณ์ทั้งน้าตก ต้นไม้นานาพันธุ์ เป็นเขตพื้นที่ที่เคยเป็นที่ตั้งฐานกาลังของฝ่าย ผกค. ปัจจุบันยัง
มีอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องกาเนิดไฟฟ้า ท่อประปา อยู่ในพื้นที่ นอกจากนี้บริเวณใกล้เคียงยังมีหมู่บ้านชาวเขา
เผ่าม้ง และเย้า เรียงรายอยู่
จ.น่าน
อาเภอท่าวังผา
หมู่บ้านไทยลื้อหนองบัว
อยู่ที่บ้านหนองบัว ตาบลป่าคา จากตัวเมืองน่านใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1080 เป็น
ระยะทาง 41 กิโลเมตร ก่อนถึงอาเภอท่าวังผามีทางแยกซ้ายไปอีก 3 กิโลเมตร หมู่บ้าน
แห่งนี้เป็นหมู่บ้านที่มีฝีมือในการทอผ้าพื้นเมืองประจาเผ่าที่สวยงาม เรียกว่า “ผ้าลายน้า
ไหล” ซึ่งเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดในจังหวัดน่าน นับเป็นหัตถกรรมที่ตกทอดมาหลายยุคหลาย
สมัย ตามใต้ถุนบ้านที่ยกพื้นสูงจะมีเครื่องทอผ้าสาหรับไว้ใช้เอง ส่วนที่เหลือจะนา
ออกจาหน่ายเป็นสินค้าพื้นเมือง เช่น ผ้านุ่ง ผ้าพันคอ กระโปรง เสื้อ เป็นต้น
วัดหนองบัว
ตั้งอยู่ในหมู่บ้านหนองบัว เป็นวัดที่สร้างด้วยฝีมือช่างไทยลื้อ ซึ่งได้โยกย้ายถิ่นฐานมาจาก
แคว้นสิบสองปันนาตั้งแต่ครั้งอดีตกาล ภายในวิหารวัดหนองบัวมีภาพจิตรกรรมฝาผนังอัน
งดงาม มีเอกลักษณ์ซึ่งแตกต่างไปจากวัดอื่น ๆ ตามประวัติกล่าวว่า ภาพเหล่านี้เขียนขึ้นใน
สมัยรัชกาลที่ 5 สันนิษฐานว่าเป็นฝีมือชาวไทยลื้อเมืองน่าน นับว่ามีคุณค่าทางศิลปะ และ
ความสมบูรณ์ของภาพใกล้เคียงกับ ภาพจิตรกรรมฝาผนังของวัดภูมินทร์ในเมืองน่าน
จ.น่าน
อาเภอปัว
หมู่บ้านพัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาป่ากลาง
ตั้งอยู่ที่ตาบลศิลา ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 69 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่าแม้ว เย้า และถิ่น ซึ่ง
มีผลมาจากการกวาดล้างผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในจังหวัดน่านของทางราชการ เมื่อปี พ.ศ.2511 การ
จัดสร้างจะแยกกันอยู่ตามลักษณะเผ่า มีการผลิตงานหัตถกรรมที่สวยงาม
น้าตกศิลาเพชร
ตั้งอยู่ที่บ้านป่าตอง ตาบลศิลาเพชร ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 56 กิโลเมตร บนเส้นทางหลวง
หมายเลข 1080 สายน่าน-ปัว ก่อนถึงอาเภอปัว ตรงหลักกิโลเมตรที่ 41-42 มีทางแยกขวามือเข้าทาง
หลวงหมายเลข 1170 ไปประมาณ 14 กิโลเมตร น้าตกสายนี้จะตกลงมาจากหน้าผาหลายชั้นลดหลั่นกัน
ไป
อุทยานแห่งชาติดอยภูคา
อยู่ห่างจากจังหวัดน่าน ประมาณ 85 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 1080 สายน่าน-ปัว ระยะทาง
ประมาณ 60 กิโลเมตร จากนั้นใช้เส้นทางสายปัว-บ่อเกลือ อีกประมาณ 25 กิโลเมตร ก็จะถึงที่ทาการ
อุทยานฯ เป็นแหล่งกาหนิดของห้วยน้าลาธารอันหลากหลาย ที่นาไปสู่ต้นกาเนิดแม่น้าน่านแม่น้าสาย
หลักของจังหวัดน่าน ที่มีความสาคัญทั้งทางนิเวศวิทยา และวิถีชีวิตของชาวน่าน อุทยานแห่งชาติดอยภู
คา มีพื้นที่ประมาณ 1,680 ตารางกิโลเมตร หรือ 1,050,000 ไร่
จ.น่าน
สิ่งที่น่าสนใจในอุทยานฯ คือ ต้นชมพูภูคา ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ที่หายากที่สุดพันธุ์หนึ่ง มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า “ไบร์
ทชไนเดอร์ซีเนนซีส” คาดว่าได้สูญพันธุ์ไปแล้ว จนกระทั่งมีการค้นพบอีกครั้งในป่าดอยภูคาแห่งนี้ โดย ดร.ธวัชชัย
สันติสุข ขณะที่ดารงตาแหน่งหัวหน้าฝ่ายพฤกษศาสตร์ กองบารุง กรมป่าไม้ ลักษณะของดอกชมพูภูคา กลีบดอก
ด้านนอกมีสีชมพูจางขาว และกลีบดอกด้านในมีสีชมพูลายเส้นสีม่วง ชูช่อเป็นพวงใหญ่ จึงได้มีการตั้งชื่อตามสีของ
ดอก และสถานที่ค้นพบว่าดอก “ชมพูภูคา” นับแต่นั้นมา
นอกจากนี้บนดอยภูคายังป่าปาล์มดึกดาบรรพ์ ถ้า น้าตก และจุดชมทิวทัศน์ที่สวยงามอีกหลายแห่ง อทยานฯมี
บ้านพักและสถานที่ตั้งเต็นท์ไว้บริการ สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. (01) 602-9844 ตู้ปณ.8 ตาบลภูคา
อาเภอปัว จังหวัดน่าน 55120
อาเภอทุ่งช้าง
อนุสาวรีย์วีรกรรมทุ่งช้าง
เป็นอนุสาวรีย์พลเรือน ตารวจ ทหาร ผู้พลีชีพเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยในเขตจังหวัดน่านจากคอมมิวนิสต์ ใช้
เวลาในการก่อสร้าง 3 ปี ตั้งอยู่ริมทางหลวงสายน่าน-ทุ่งช้าง (หมายเลข 1080) ตรงหลักกิโลเมตรที่ 84 บนเนิน
เขาเตี้ยๆ ท่ามกลางหุบเขาน้อยใหญ่ บริเวณใกล้เคียงจัดเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ มีสระน้าและดอกไม้นานาพันธุ์
อนุสาวรีย์วีรกรรมแห่งนี้ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า
พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดาเนินทรงประกอบพิธีเปิด เมื่อวันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2519
จ.น่าน
อาเภอบ่อเกลือ
บ่อเกลือสินเธาว์
อยู่ห่างจากตัวเมืองน่าน ประมาณ 80 กิโลเมตร ชาวอาเภอบ่อเกลือนอกจากจะมีอาชีพทา
นาทาไร่แล้วยังมีอาชีพทาเกลือสินเธาว์อีกด้วย โดยมีแหล่งเกลือสินเธาว์อยู่บนภูเขา มี
วิธีการทาคือ จะนาน้าจากบ่อมาต้มในกะทะใบบัวใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง บ่อเกลือนี้มีมาแต่
โบราณ และจะนาไปจาหน่ายยังกรุงสุโขทัย เชียงใหม่ เชียงตุง หลวงพระบาง รวมถึงสิบสอง
ปันนา จีนตอนใต้
อาเภอแม่จริม
ล่องแก่งลาน้าว้า
ที่บ้านน้าปุ๊ ตาบลน้าพางห่างจากตัวเมืองน่าน ประมาณ 59 กิโลเมตร น้าว้าเป็นลาน้าขนาด
ใหญ่ น้าใสไหลตลอดปีมีทัศนียภาพสวยงาม สองฝั่งเขียวชอุ่มไปด้วยป่าไม้ โขดหิน เกาะ
แก่งที่สวยงามและแก่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือแก่งหลวง มีหาดทรายขาวเหมาะสาหรับตั้งแคมป์
มีบริการนั่งช้างชมธรรมชาติ
จ.ลาปาง
ประวัติ
ลาปางเป็นที่ตั้งเมืองโบราณที่มีความสาคัญของประวัติศาสตร์ และ
โบราณคดีมาตั้งแต่สมัยหริภุญไชย คือราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๓ มีชื่อเรียก
ในตานานเป็น ภาษาบาลีว่า"เขลางค์นคร" คาว่า "ลคร" (นคร) เป็นชื่อ
สามัญของเมืองเขลางค์ ซึ่ง นิยมเรียกกันอย่างแพร่หลาย ปรากฏอยู่ใน
ตานานศิลาจารึกและพงศาวดารส่วนภาษาพูดโดยทั่วไปเรียกว่า"ละกอน"
ดังนั้นเมืองลคร (นคร) จึงหมายถึงบริเวณอันเป็นที่ตั้งของ เขลางค์ ซึ่ง
ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้าวัง ในเขตตาบลเวียงเหนือ อาเภอเมือง
จังหวัดลาปางในปัจจุบัน ส่วนคาว่า "ลาปาง" ปรากฏชื่ออยู่ในตานานวัดพระ
ธาตุลาปาง หลวง ซึ่งเรียกเป็นภาษาบาลีว่า"ลัมภกัปปะ" ตั้งอยู่ในเขตตาบล
ลาปางหลวง อาเภอเกาะคา จังหวัดลาปาง
จ.ลาปาง
การปกครองแบ่งออกเป็ น 13 อาเภอ 100 ตาบล 855 หมู่บ้าน
1. อาเภอเมืองลาปาง
2. อาเภอแม่เมาะ
3. อาเภอเกาะคา
4. อาเภอเสริมงาม
5. อาเภองาว
6. อาเภอแจ้ห่ม
7. อาเภอวังเหนือ
8. อาเภอเถิน
9. อาเภอแม่พริก
10. อาเภอแม่ทะ
11. อาเภอสบปราบ
12. อาเภอห้างฉัตร
13. อาเภอเมือง
จ.ลาปาง
งานแห่สลุงหลวงและสงกรานต์
ประเพณีสงกรานต์ของจังหวัดลาปาง จัดขึ้นในช่วงวันที่ ๑๒-๑๔ เมษายน ทุกปี โดย
จะมีขบวนการแห่สลุงหลวงในวันที่ ๑๒ เมษายน จะมีการจัดขบวนแห่สลุงหลวง
(สลุง หมายถึงขันน้า) ขบวนตกแต่งสวยงาม ผู้ร่วมขบวนแต่งกายแบบล้านนาโบราณ
แห่แหนไปรอบเมือง เพื่อรับน้าขมิ้นส้มป่อยจากประชาชนไปสรงแด่พระแก้วดอนเต้า
พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง หลังจากนั้นในช่วงวันที่ 13-14 เมษายน ก็จะ
เป็นการทาบุญที่วัด ก่อเจดีย์ทราย การรดน้าดาหัวผู้ใหญ่ การเล่นสาดน้าสงกรานต์
การออกร้านจาหน่ายสินค้า การแสดงมหรสพและการแสดงพื้นเมืองต่างๆ
งานหลวงเวียงละกอน
จัดขึ้นในช่วงก่อนวันลอยกระทงของทุกปี เป็นงานที่เน้นการแสดงออกถึง
ประวัติศาสตร์ และขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวลาปาง มีขบวนแห่ครัวทาน ตาม
ประเพณีดั้งเดิมโดยขบวนนั้น จะมีการตกแต่งเครื่องใช้เป็น เสื่อ ถ้วยชาม ช้อน เก้าอี้
ของใช้จาเป็น เป็นเครื่องไทยทานไปถวายวัด
จ.ลาปาง
แหล่งท่องเทียว
อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน ได้รับ ”รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยว (Tourism Awards) อุทยานแห่งชาติดีเด่นประจาปี
2543″ แจ้ซ้อนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพที่สาคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดลาปาง ได้รับการประกาศเป็น
อุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2531 ลาดับที่ 58 ของประเทศไทย ประเภทแหล่งท่องเที่ยวทาง
ธรรมชาติยอดเยี่ยมในด้านการออกแบบสิ่งอานวยความสะดวกในอุทยาน
อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อาเภอวังเหนือ อาเภอแจ้ห่ม อาเภอเมืองปาน อาเภอเมือง จังหวัด
ลาปาง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดลาปาง เป็นแนวแบ่งเขตระหว่างลาปางและเชียงใหม่ มีเนื้อที่
ประมาณ 768 ตารางกิโลเมตร หรือ 480,000 ไร่
แจ้ซ้อน มีสภาพป่าอันอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้าลาธาร ทาให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด มีสถานที่
ท่องเที่ยวและเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ที่สวยงามและมีชื่อเสียงหลายแห่ง เช่น น้าตกแจ้ซ้อน น้าตกแม่เปียก
น้าตกแม่ขุน น้าตกแม่มอญ มีบ่อน้าพุร้อนธรรมชาติ แอ่งน้าอุ่น และยังมีถ้าที่สามารถเข้าไปศึกษาและท่องเที่ยวได้
เช่น ถ้าผางาม ถ้าน้า ถ้าหม้อ เป็นต้น
ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง
ตั้งอยู่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดลาปางด้านตะวันตกเฉียงใต้ หลักเมืองเป็นหลักซึ่งทาด้วยไม้สัก สันนิษฐานว่า
สร้างขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว โดยหลักที่หนึ่งสร้างเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2400 หลักที่สองสร้างประมาณปี พ.ศ.
2416 และหลักที่สามสร้างประมาณปี พ.ศ. 2429 ต่อมาในปี พ.ศ. 2440 เมื่อสร้างศาลากลางจังหวัดขึ้น ได้นา
หลักเมืองมาไว้ที่บริเวณหน้าศาลากลาง และได้มีการสร้างมณฑปครอบหลักเมืองทั้งสามในปี พ.ศ. 2511
จ.ลาปาง
พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ
ประดิษฐานอยู่ในมณฑป ซึ่งเป็นอาคารทรงไทยแบบจตุรมุข หน้าศาลากลางจังหวัดลาปาง เป็น
พระพุทธรูป สร้างด้วยโลหะผสมรมดาทั้งองค์ ปางสมาธิ ชาวบ้านเรียก “หลวงพ่อดา” จัดสร้างโดย
กรมการรักษาดินแดนเมื่อปี พ.ศ. 2511 มี 4 องค์ เพื่อนาไปประดิษฐานไว้ 4 ทิศของประเทศ โดยทาง
ทิศเหนือได้นามาประดิษฐานไว้ ณ จังหวัดลาปาง นับเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง เป็นที่เคารพสักการะ
ของประชาชน ปัจจุบันพระพุทธรูปองค์นี้ปิดทองเกือบทั้งองค์โดยสาธุชนที่มานมัสการ
วัดพระแก้วดอนเต้า
ตั้งอยู่ที่ตาบลเวียงเหนือ เป็นวัดเก่าแก่และสวยงาม มีอายุนับพันปี เคยเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธมหา
มณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1979 เป็นเวลานานถึง 32 ปี เหตุที่วัดนี้ได้ชื่อว่าวัด
พระแก้วดอนเต้า มีตานานกล่าวว่า พระมหาเถระแห่งวัดนี้ได้พบแก้วมรกตในแตงโม (ภาษาเหนือ
เรียกว่า หมากเต้า) และนามาแกะสลักเป็นพระพุทธรูป แต่ต่อมาถูกอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดพระธาตุ
ลาปางหลวงจนถึงปัจจุบัน ปูชนียสถานที่สาคัญในวัดพระแก้วดอนเต้า ได้แก่ พระเจดีย์องค์ใหญ่ บรรจุ
พระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า มณฑปศิลปะพม่า ลักษณะงดงาม ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่
วิหารประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ที่มีอายุเก่าพอๆกับวัดนี้ นอกจากนี้ยังมี วิหารหลวง และ
พิพิธภัณฑสถานแห่งลานนา การเดินทางไปยังวัด ข้ามสะพานรัชฎาภิเษกแล้วเลี้ยวขวาไปตามถนนพระ
แก้วประมาณ 1 กิโลเมตร จะเห็นองค์พระธาตุตั้งเด่นอยู่บนเนิน
จ.ลาปาง
วัดศรีชุม
เป็นวัดพม่าที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาวัดพม่าที่มีอยู่ในประเทศไทยทั้งหมด 31 วัด สร้างในปี พ.ศ. 2436
โดยคหบดีพม่าชื่อ อูโย ซึ่งติดตามชาวอังกฤษเข้ามาทางานป่าไม้ในประเทศไทย เมื่อตนเองมีฐานะดีขึ้น
จึงต้องการทาบุญโดยสร้างวัดศรีชุมขึ้นในเขตตาบลสวนดอก การเดินทางไปวัดศรีชุม จากถนน
พหลโยธินเมื่อถึงโรงเรียนบุญญวาทย์วิทยาลัยแล้ว เลี้ยวซ้ายตรงสี่แยกเข้าถนนศรีชุมไปประมาณ 100
เมตร จะพบทางเข้าวัดอยู่ทางด้านขวามือ
จุดเด่นของวัดนี้เดิมอยู่ที่ พระวิหาร ซึ่งเป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ หลังคาเครื่องไม้ยอดแหลมแกะสลัก
เป็นลวดลายสวยงามมาก แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้พระวิหาร ที่มีศิลปะการตกแต่ง
ภายในร่วมสมัย ระหว่างศิลปะล้านนา และศิลปะพม่าลงทั้งหลัง เมื่อตอนเช้าตรู่ของวันที่ 16 มกราคม
2535 คงเหลือเพียงไม้แกะสลักตรงซุ้มประตูทางขึ้นวิหารเท่านั้น
วัดศรีรองเมือง
ตั้งอยู่ที่บ้านท่าคร่าวน้อย ตาบลสบตุ๋ย ในเขตเทศบาลเมืองด้านทิศตะวันตก เป็นวัดพม่าที่สร้างขึ้นในปี
พ.ศ. 2448 สมัยที่ลาปางเป็นศูนย์กลางการค้าขาย การทาป่าไม้เช่นกัน สถาปัตยกรรมที่สาคัญได้แก่
วิหารไม้ หลังคาจั่วซ้อนกันเป็นชั้นเล็กชั้นน้อยสวยงามตามแบบศิลปะพม่า นอกจากนี้ยังนับว่า เป็นวัดที่
มีการประดับตกแต่งภายในด้วยลายไม้แกะสลัก และลายปูนปั้นลงรักปิดทอง ประดับด้วยกระจกสี ฝีมือ
ประณีต วิจิตรสวยงาม
จ.ลาปาง
วัดป่าฝาง
ตั้งอยู่เลขที่ 214 ถนนสนามบิน ตาบลหัวเวียง สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยชาวพม่าที่มา
ประกอบอาชีพการป่าไม้ในจังหวัดลาปาง มีพุทธสถานที่เด่นคือ พระเจดีย์ใหญ่สีทองสุก
ปลั่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากพม่าเมื่อประมาณ พ.ศ. 2449 ศาลาการ
เปรียญ เรือนไม้ทั้งหลังขนาดใหญ่ หลังคาซ้อนกันเป็นชั้นๆ แบบพม่า และพระอุโบสถ
ขนาดเล็กหลังคาเครื่องไม้แบบพม่า มีลวดลายเครือเถาปูนปั้นเหนือประตูสวยงาม วัดนี้มี
พระสงฆ์พม่าจากเมืองมัณฑเลมาเป็นเจ้าอาวาสอยู่เสมอ
วัดไชยมงคล
ตั้งอยู่ที่ถนนสนามบิน ตาบลหัวเวียง เยื้องกับวัดป่าฝาง มีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า วัดจองคา พุทธ
สถานที่เด่นของวัดคือ กุฎิ ขนาดปานกลาง ตัวอาคารเป็นตึกสีขาว หลังคาเครื่องไม้แบบ
พม่า หน้าบันประดับกระจกเป็นรูปเทวดา เสาประดับด้วยขดลวดโลหะสีทองขดเป็นลาย
เครือเถา ประดับกระจกสีสวยงาม ม่านและระเบียงโดยรอบทาด้วยแผ่นไม้ฉลุฝีมือประณีต
ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปสาริด มีลักษณะงดงามสร้างจากเมืองมัณฑเล สหภาพพม่า
จ.ลาปาง
สถานปฏิบัติธรรม-มณฑป
หลวงพ่อเกษม เขมโก สานักสุสานไตรลักษณ์ ตั้งอยู่ชานเมืองลาปางประมาณ 4 กิโลเมตร ตามทางสายลาปาง-แจ้
ห่ม ภายในบริเวณมีมณฑปลักษณะเป็นอาคารทรงไทยประยุกต์ มีรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งของหลวงพ่อเกษม เขมโก
เกจิอาจารย์ซึ่งมีผู้เคารพนับถือเป็นจานวนมาก นั่งในท่าสมาธิขนาดเท่ารูปจริง สาหรับให้ประชาชนเคารพสักการะ
และบริเวณหน้ามณฑปก็มีที่จอดรถและสถานที่เช่าพระเครื่อง ส่วนกุฎิของหลวงพ่อเกษมอยู่ด้านข้างมณฑป
วัดเจดีย์ซาวหลัง
“ซาว” แปลว่า ยี่สิบ “หลัง” แปลว่า องค์ วัดเจดีย์ซาวหลัง แปลว่าวัดที่มีเจดีย์ 20 องค์ ตั้งอยู่ที่ตาบลต้นธงชัย
ห่างจากตัวเมือง 5 กิโลเมตร ตามถนนสายลาปาง-แจ้ห่ม เป็นวัดใหญ่อยู่กลางทุ่งนา บริเวณวัดร่มรื่นเต็มไปด้วย
ต้นไม้ใหญ่ วัดนี้เป็นปูชนียสถานที่สาคัญของจังหวัดลาปาง สร้างแต่โบราณ ทรงคุณค่าทั้งทางด้านประวัติศาสตร์
และโบราณวัตถุ จากหลักฐานการขุดพบพระเครื่องสมัยหริภุญชัยที่องค์พระเจดีย์ ทาให้สันนิษฐานได้ว่าวัดนี้สร้าง
มานานกว่าพันปี สิ่งที่น่าชมภายในวัดคือ องค์พระธาตุเจดีย์ซาว ที่มีศิลปะล้านนาผสมศิลปะพม่า ข้างหมู่พระเจดีย์
มีวิหารหลังเล็ก ประดิษฐานพระพุทธรูปสาริดปางสมาธิ ศิลปะเชียงแสน ชาวบ้านเรียกว่า “พระพุทธรูปทันใจ”
พระอุโบสถหลังใหญ่ซึ่งประดิษฐานพระประธานเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีพุทธลักษณะงดงาม บานประตูทั้ง
สามเป็นของโบราณ เขียนลวดลายรดน้าละเอียดสวยงาม เสาซุ้มประตูหน้าต่างประดับลวดลายกระจกสี เป็น
ลักษณะศิลปะสมัยใหม่และที่ ศาลาการเปรียญ เรือนไม้ชั้นเดียวด้านหลังพระอุโบสถ ได้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์แสดง
โบราณวัตถุที่ชาวบ้านนามาถวาย
นอกจากนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2526 ได้มีชาวบ้านขุดพบพระพุทธรูปทองคาบริสุทธิ์หนัก 100 บาทสองสลึง มามอบ
ให้แก่ทางวัดซึ่งพระพุทธรูปองค์นี้ชื่อว่า “พระแสนแซ่ทองคา” เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสมัยล้านนา ราว
พุทธศตวรรษที่ 21 ขนาดหน้าตักกว้าง 9 นิ้วครึ่ง สูง 15 นิ้ว เป็นพระพุทธรูปทองคาองค์แรกที่ขึ้นทะเบียนเป็น
โบราณวัตถุแห่งชาติแล้ว
จ.ลาปาง
วัดพระธาตุม่อนพญาแช่
ตั้งอยู่ที่ ต.พิชัย บนเส้นทางสายลาปาง-งาว ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร จากตัวเมืองโดยเลี้ยวขวาเข้าไปตรง
หลักกิโลเมตรที่ 605 ประมาณ 1 กิโลเมตร ตัววัดตั้งอยู่บนเนินเขา สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของจังหวัดลาปางได้
อย่างชัดเจน ทางวัดได้พัฒนาเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และขอความร่วมมือกับสานักงานป่าไม้เขตลาปาง จัด
ให้เป็นวนอุทยานม่อนพญาแช่ ความสวยงามของวัดอยู่ที่บันไดนาคที่ทอดยาวขึ้นไปสู่พระเจดีย์ซึ่งกล่าวว่าบรรจุ
พระบรมสารีริกธาตุ เจดีย์เดิมถูกทาลายในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2498
ทุกปีจะมีงานนมัสการพระธาตุในวันแรม 8 ค่า เดือน 7 เหนือ (ตรงกับเดือน 9)
วัดพระธาตุเสด็จ
อยู่ห่างจากตัวเมืองไปตามเส้นทางลาปาง-งาว ประมาณ 19 กิโลเมตร แยกซ้ายตรงกิโลเมตรที่ 17 ประมาณ 2
กิโลเมตร วัดพระธาตุเสด็จเป็นโบราณสถานที่สาคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดลาปาง มีตานานกล่าวว่าสร้างขึ้นในสมัย
พระนางจามเทวี เมื่อประมาณ 500 ปีมาแล้ว อุโบสถและวิหารต่างๆ ในวัดนี้ล้วนแต่เป็นของโบราณที่ได้รับการ
บูรณะใหม่ แต่ยังคงสภาพศิลปะโบราณให้เห็นได้อยู่จนปัจจุบัน กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนไว้เป็นโบราณสถาน
ของชาติแล้ว วัดนี้มีพุทธสถานที่สาคัญคือ องค์พระธาตุเสด็จ ซึ่งเป็นเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้า เป็น
เจดีย์แบบลานนา ลักษณะคล้ายพระธาตุลาปางหลวงแต่องค์เล็กกว่า นอกจากนี้มีวิหารใหญ่ เรียกว่า “วิหารกลาง”
ประดิษฐานพระพุทธรูปสาริดปางลีลาองค์ใหญ่ มีพุทธลักษณะงดงามนามว่า “หลวงพ่อห้ามญาติ” วิหารหลวง
เรียกว่าวิหารจามเทวี ประดิษฐานพระพุทธรูปสาริดปางมารวิชัยขัดสมาธิราบ ศิลปะเชียงแสนและวิหารพระพุทธ มี
พระพุทธรูปชื่อ “พระเจ้าดาองค์อ้วน” เป็นพระพุทธรูปสาริดปางมารวิชัยขัดสมาธิราบ
จ.ลาปาง
เขื่อนกิ่วลม
อยู่ห่างจากตัวเมืองไป 38 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายลาปาง-งาว โดยแยกซ้ายตรง
หลักกิโลเมตรที่ 623-624 เข้าไปอีก 14 กิโลเมตร เปิดให้ประชาชนเข้าไปพักผ่อน
หย่อนใจได้ตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น.
เขื่อนกิ่วลม อยู่ภายใต้การดูแลของกรมชลประทาน บริเวณเหนือเขื่อนเป็นอ่างเก็บน้า
เหมาะแก่การล่องเรือหรือแพ เพราะมีทัศนียภาพสวยงาม การล่องแพใช้เวลา
ประมาณครึ่งวัน มีสถานที่น่าสนใจ เช่น แหลมชาวเขื่อน ผาเกี๋ยง ผางาม เกาะชวนฝัน
ทะเลสาบสบพุ หมู่บ้านชาวประมงบ้านสา ฯลฯ
สาหรับผู้ที่สนใจกีฬาทางน้า บอสสินี่ สปอร์ต คลับ ได้รับอนุญาตจากกรมชลประทาน
ให้จัดตั้งศูนย์กีฬาทางน้าที่บริการอุปกรณ์กีฬาทางน้าประเภทต่าง ๆ เช่น สกู๊ตเตอร์
บานานาโบ๊ท วินเสริฟ เป็นต้น
บ้านพักรับรองของทางกรมฯ อนุญาตให้เข้าพักได้เฉพาะข้าราชการ หรือหน่วยงาน
ราชการเท่านั้น โดยมีหนังสือแจ้งล่วงหน้าไปที่ กรมชลประทาน ถนนสามเสน
จ.ลาปาง
สวนสาธารณะหนองกระทิง
ตั้งอยู่ที่ตาบลบ่อแฮ้ว จากตัวเมืองข้ามลาน้าวังไปตามเส้นทางสายลาปาง-ห้างฉัตร
ประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนชาวลาปางที่ใกล้ตัว
เมืองมากที่สุด มีหนองน้าใสเหมาะสาหรับว่ายน้า เล่นเรือถีบ มีสวนหย่อม และต้นไม้
ร่มรื่น มีร้านอาหารและเครื่องดื่มบริการหลายแห่ง
อ่างเก็บน้าวังเฮือ
อยู่ห่างจากตัวเมืองไปตามถนนสายลาปาง-เด่นชัย 18 กิโลเมตรแล้วเลี้ยวขวาตาม
ถนนเข้าตัวเมืองอีกราว 300 เมตร เป็นอ่างเก็บน้าที่อยู่ริมถนน เหมาะแก่การแวะ
พักผ่อนปิคนิค ริมอ่างเก็บน้าเป็นทิวเขาที่มีทิวทัศน์สวยงาม
จ.เชียงราย
ประวัติ
สมัยรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดาเนินนโยบายสร้างความ
เป็นเอกภาพทางการเมือง โดยค่อย ๆ ริดรอนอานาจของเจ้าผู้ครองนคร พยายามไม่ให้เกิด
ความขัดแย้งในการดึงอานาจเข้าสู่ส่วนกลาง นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๒๗ จนถึง ๒๔๔๒ ได้
ประกาศจัดตั้งมณฑลพายัพ และเป็นการยกเลิกหัวเมืองประเทศราชล้านนาไทย ทาให้
ล้านนาไทยเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรอย่างแท้จริง ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๓๖-๒๔๕๓
รัฐบาลได้ส่งข้าหลวงคือ พ.ต. หลวงภูวนาทนฤบาล มาดูแลเมืองเชียงรายโดยให้รวมเมือง
เชียงราย เมืองฝาง เวียงป่าเป้า เมืองพะเยา แม่ใจ ดอกคาใต้ แม่สรวย เชียงคา เชียงของ
ตั้งเป็นหัวเมืองจัตวา เรียกว่า “เมืองเชียงราย” อยู่ในมณฑลพายัพ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๖
ได้มีการยกเลิกการปกครอง แบบมณฑลเทศาภิบาลเมืองเชียงรายจึงมีฐานะเป็นจังหวัด โดย
เมืองฝางถูกแยกเป็นอาเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๐อาเภอพะเยา
พร้อมกับอีก ๖ อาเภอบริวาร จึงถูกยกฐานะเป็นจังหวัดพะเยา ปัจจุบันจังหวัดเชียงรายแบ่ง
การปกครองออกเป็น ๑๖ อาเภอ ๒ กิ่งอาเภอ
จ.เชียงราย
การปกครองแบ่งออกเป็ น 18 อาเภอ 124 ตาบล 1,510 หมู่บ้าน
1. อาเภอเมืองเชียงราย
2. อาเภอเวียงชัย
3. อาเภอเชียงของ
4. อาเภอเทิง
5. อาเภอพาน
6. อาเภอป่าแดด
7. อาเภอแม่จัน
8. อาเภอเชียงแสน
9. อาเภอแม่สาย
10. อาเภอแม่สรวย
11. อาเภอเวียงป่าเป้า
12. อาเภอพญาเม็งราย
13. อาเภอเวียงแก่น
14. อาเภอขุนตาล
15. อาเภอแม่ฟ้าหลวง
16. อาเภอแม่ลาว
17. อาเภอเวียงเชียงรุ้ง
18. อาเภอดอยหลวง
จ.เชียงราย
แหล่งท่องเที่ยว
วัดร่องขุ่น
ตั้งอยู่ในเขตตาบลคลองลานพัฒนา ตาบลคลองน้าไหล ตาบลโป่งน้าร้อน และตาบลสักงาม
อยู่ห่างจากตัวจังหวัด ประมาณ 65 กม. ออกแบบและก่อสร้าง โดยอาจารย์ เฉลิมชัย โฆษิต
พิพัฒน์ เมื่อ พ.ศ. 2540 โดย บนพื้นที่เดิมของวัด 3 ไร่ และขยายออกเป็น 12ไร่อุโบสถ
ประดับกระจกสีเงินแวววาววิจิตรงดงามแปลกตาภายในอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง
โดยเฉพาะภาพพระพุทธองค์
หลังพระประธานซึ่งเป็นภาพที่ใหญ่งดงามมาก
อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช ตั้งอยู่ในตัวเมืองเชียงราย บริเวณทางแยก ที่จะไปอาเภอ
แม่จัน พ่อขุนเม็งราย เป็นกษัตริย์องค์ที่ 25 แห่งราชวงศ์ลวะ เป็นโอรสของ พระเจ้าลาวเม็ง
และพระนาง เทพคาขยาย หรือพระนาง อั้วมิ่งจอมเมือง ประสูติ เมื่อวันอาทิตย์ แรม 9 ค่า
เดือน 3 ปีจอ พุทธศักราช 1781 หลังจากเสด็จ ขึ้นครองราชย์ได้ 1 ปี พระองค์ทรงสร้าง
เมืองเชียงราย เป็นเมืองหลวง แทนหิรัญนครเงินยาง และเสด็จสวรรคต ในปีพุทธศักราช
1860
จ.เชียงราย
กู่พระเจ้าเม็งราย ตั้งอยู่หน้า วัดงาเมือง บนดอยงาเมือง กู่นี้ เป็นอนุสาวรีย์ สาคัญแห่งหนึ่ง เพราะเป็นที่
บรรจุอัฐิ ของพ่อขุน เม็งรายมหาราช ตามประวัติ กล่าวว่า พระเจ้าไชยสงคราม ราชโอรส พระเจ้าเม็ง
ราย เมื่อได้มอบ ราชสมบัติ ให้พระเจ้าแสนภู ราชโอรส ให้ขึ้นครอง นครเชียงใหม่แล้ว พระองค์ ก็นาอัฐิ
พระราชบิดา มาประทับ อยู่ที่เมืองเชียงราย และได้โปรดเกล้าฯ สร้างกู่บรรจุอัฐิ ของพระราชบิดาไว้ ณ
ดอยงาเมืองแห่งนี้
วัดพระสิงห์ ตั้งอยู่ที่ ถนนสิงหไคล ริมแม่น้ากก ใกล้ศาลากลางจังหวัด แต่เดิมเคยเป็น ที่ประดิษฐาน
พระพุทธสิหิงค์ องค์ที่ประดิษฐาน อยู่ ณ วิหารลายคา วัดพระสิงห์ เชียงใหม่ ในปัจจุบัน ตามประวัติเล่า
ว่า เจ้ามหาพรหม พระอนุชา ของพระเจ้ากือนา กษัตริย์ ผู้ครองนครเชียงใหม่ ได้อัญเชิญ พระพุทธสิง
หิงค์ มาจาก เมืองกาแพงเพชร พระเจ้ากือนา ได้โปรดฯ ให้ประดิษฐานไว้ ณ เมืองเชียงใหม่ ต่อมา พระ
เจ้ามหาพรหม ทูลขอยืม พระพุทธสิหิงค์ มาประดิษฐาน ไว้ที่เมืองเชียงราย เพื่อหล่อจาลอง แต่เมื่อ
สิ้นบุญ พระเจ้ากือนา และพระเจ้าแสนเมือง ราชนัดดา ของพระองค์ ได้เสด็จ ขึ้นครองเมือง เชียงใหม่
เจ้ามหาพรหม คิดจะชิงราชสมบัติ จึงยกกองทัพ จากเชียงราย ไปประชิด เมืองเชียงใหม่ แต่เจ้าแสน
เมือง ก็สามารถ ป้องกันเมืองได้อีก ทั้งยกทัพ ตีทัพ เจ้ามหาพรหม มาถึงเชียงราย และครั้งนี้เอง ที่ทรง
อัญเชิญ พระพุทธสิหิงค์ คืนกลับไป ประดิษฐาน อยู่ที่วัดพระสิงห์ เชียงใหม่ สืบมา
จ.เชียงราย
วัดนี้ นอกจากเคยเป็น ที่ประดิษฐาน พระพุทธสิงหิงค์แล้ว ยังมีรอยพระพุทธบาท
จาลอง บนแผ่นศิลา กว้าง 5 นิ้ว ยาว 2 ฟุต มีอักษรขอมโบราณ จารึกว่า "กุศลาธม
มา - อกุศลาธมมา" สันนิษฐานว่า สร้างในสมัย พระเจ้าเม็งรายมหาราช
วัดพระแก้ว ตั้งอยู่ที่ถนนไตรรัตน์ ใจกลางเมืองเชียงราย วัดนี้เอง ที่ได้ค้นพบ พระ
แก้วมรกต หรือพระพุทธ มหามณีรัตนปฏิมากร ที่ประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระแก้ว
กรุงเทพฯ ในปัจจุบัน ตามประวัติ เล่าว่า เมื่อปี พ.ศ. 1897 ในสมัย พระเจ้าสามฝั่ง
แกน เป็นเจ้าเมือง ครองเชียงใหม่นั้น ฟ้าได้ผ่า เจดีย์ร้าง องค์หนึ่ง และได้พบ
พระพุทธรูป ลงรักปิดทอง อยู่ภายในเจดีย์ ต่อมา รักกะเทาะออก จึงได้พบว่า เป็น
พระพุทธรูป สีเขียว ที่สร้างด้วยหยก ซึ่งก็คือ พระแก้วมรกตนั่นเอง ปัจจุบัน วัดพระ
แก้ว เชียงราย เป็นที่ประดิษฐาน พระหยก ซึ่งสร้างขึ้นใหม่ ในวาระที่ สมเด็จพระศรี
นครินทรา บรมราชชนนี มีพระชนมายุ ครบ 90 พรรษา
จ.เชียงราย
วัดพระธาตุดอยจอมทอง อยู่บนดอยจอมทอง ริมฝั่งแม่น้ากก ในเขตตัวเมือง เชียงราย ตามตานานเล่า
ว่า เป็นพระธาตุเก่าแก่ ที่มีก่อน ที่พ่อขุนเม็งราย จะทรงสร้าง เมืองเชียงราย โดยเล่าว่า พระยาเรือนแก้ว
ผู้ครองนคร ไชยนารายณ์ ทรงสร้างขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 1483 สันนิษฐานว่า เมื่อพ่อขุนเม็งราย ทรงพบ
ชัยภูมิ ที่สร้างเมืองเชียงราย จากดอยจอมทองนั้น คงจะมีการ บูรณะองค์พระธาตุใหม่ พร้อมๆ กับ การ
สร้างเมืองเชียงราย นับว่าพระธาตุ ดอยจอมทอง เป็นปูชนียสถานสาคัญ ในตัวเมือง เชียงราย แห่งหนึ่ง
ศูนย์หัตถกรรม ดาเนินการโดยเอกชน ตั้งอยู่เลขที่ 273 หมู่ 5 ถนนพหลโยธิน จากตัวเมืองตามเส้นทาง
ไปอาเภอแม่จัน ประมาณ 3 กิโลเมตร (ติดถนนใหญ่ด้านขวามือ) ภายในบริเวณศูนย์มีการสาธิตการทอ
ผ้าและทาเซรามิก มีการจาหน่ายสินค้า ที่ผลิตได้ภายในศูนย์ฯ และสินค้าจากพม่า เปิดให้นักท่องเที่ยว
เข้าชมการทางานและซื้อสินค้าได้ทุกวัน
สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ฯ เชียงราย ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงรายประมาณ 8 กิโลเมตร บนเส้นทาง
เชียงราย-แม่จัน เข้าไปทางด้านหลังสถาบันราชภัฏเชียงราย ภายในสวน มีทัศนียภาพสวยงาม
บรรยากาศร่มรื่นในเนื้อที่ 620 ไร่ มีหนองบัวที่กว้างขวางถึง 223 ไร่ ซึ่งเป็นส่วนที่ทาให้สถานที่แห่งนี้
น่าไปพักผ่อนหย่อนใจ เพราะน้าในหนองบัวใสเย็น และเต็มเปี่ยมตลอดปี บนพื้นที่รอบหนองบัวเป็น
ที่ตั้งของพลับพลา ศาลาพักแดดและมีสวนปาล์ม สวนไผ่อยู่บนที่ลาดเนินเขา
จ.เชียงราย
ไร่แม่ฟ้ าหลวง เป็นมูลนิธิ ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านป่างิ้ว ตาบลรอบเวียง ห่างจากตัวเมืองเชียงรายประมาณ 4
กิโลเมตร โดยใช้เส้นทางผ่านหน้าค่ายเม็งรายมหาราชไปทางวัดฮ่องลี่ สาหรับที่มาครั้งแรกนั้น ได้มี
โครงการให้การศึกษา แก่ชาวเขาในลักษณะเดินสอนเกิดขึ้น ต่อมาเปลี่ยนแนวความคิด ที่จะนาชาวเขา
เข้ามาทาการศึกษาในตัวเมือง โดยเข้าศึกษาในโรงเรียนทั่วไป เพื่อที่เมื่อสาเร็จการศึกษาแล้วจะได้
กลับไปให้ความรู้แก่ชุมชนเดิมต่อไป หลังจากนั้นได้ถวายโครงการดังกล่าว แด่สมเด็จพระศรีนคริน
ทราบรมราชชนนีฯ และจัดตั้งเป็นมูลนิธิไร่แม่ฟ้ าหลวงขึ้น
วนอุทยานน้าตกขุนกรณ์ อยู่บนเทือกเขาดอยช้าง ตาบลแม่กรณ์ ห่างจากตัวเมืองตามทางหลวงหมายเลข
1211 ประมาณ 18 กม. เลี้ยวขวาเข้าไป 12 กม. หรือไปตามทางหลวงหมายเลข 1 สายเชียงราย-
พะเยา ประมาณ 15 กิโลเมตร จะมีป้ายแยกขวาไปอีก 17 กิโลเมตร ถึงที่ทาการวนอุทยานฯ แล้วเดิน
เท้าไปยังตัวน้าตกอีกประมาณ 30 นาที น้าตกขุนกรณ์เป็นน้าตกที่สูงและสวยที่สุดของจังหวัดเชียงราย
ชาวบ้านเรียกว่า "น้าตกตาดหมอก" มีความสูงถึง 70 เมตร สองข้างทางที่เดินเข้าสู่น้าตกเป็นป่าเขา
ธรรมชาติร่มรื่น
รัตนาการ์เด้นส์ ดาเนินการโดยเอกชน ตั้งอยู่ที่ตาบลแม่กรณ์ ห่างจากตัวเมืองไปตามทางหลวงหมายเลข
1211 ประมาณ 15 กิโลเมตร เส้นทางเดียวกับทางไปวนอุทยานน้าตกขุนกรณ์ จัดทาเป็นสวนไม้ดอกไม้
ประดับและกล้วยไม้นานาชนิด ทั้งในและต่างประเทศ เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้
จ.เชียงราย
เขตอาเภอแม่จัน
ดอยแม่สลอง เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านสันติคิรี เดิมชื่อบ้านแม่สลองนอก เป็นชุมชนผู้อพยพจากกองพล 93
ซึ่งอพยพจากประเทศพม่าเข้ามาในเขตไทย จานวนสองกองพันคือ กองพันที่ 3 เข้ามาอยู่ที่อาเภอฝาง
จังหวัดเชียงใหม่ และกองพันที่ 5 อยู่ที่บ้านแม่สลองนอก ตั้งแต่ปี 2504
ในช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ จะมีดอกนางพญาเสือโคร่ง ซึ่งเป็นซากุระพันธ์ที่เล็กที่สุด สีชมพูอม
ขาว บานสะพรั่งตลอดแนวทางขึ้นดอยแม่สลอง เป็นพันธุ์ไม้ที่เคยหาชมได้ยากในเมืองไทย เพราะ
เจริญเติบโต อยู่แต่เฉพาะในภูมิอากาศหนาวจัดเท่านั้น
การเดินทางใช้เส้นทางเชียงราย-แม่จัน เลยจากอาเภอแม่จันไป 1 กิโลเมตร จะมีทางแยกซ้ายไป 12
กิโลเมตร ถึงศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา เลยจากศูนย์ฯ ไปอีก 11 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านเย้าผา
เดื่อ ซึ่งเป็นจุดแวะชมและซื้อหัตถกรรมชาวเขา จากนั้นเดินทางจากบ้านเย้าถึงบ้านอีก้อสามแยกทางขวา
ไปหมู่บ้านเทอดไทย ส่วนแยกซ้ายไปดอยแม่สลอง ระยะทาง 18 กิโลเมตร รวมระยะทางจากเชียงราย
42 กิโลเมตร เป็นทางราดยางตลอดสาย และจากดอยแม่สลองมีถนนเชื่อมต่อไปถึงบ้านท่าตอน อาเภอ
ฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ระยะทาง 45 กิโลเมตร ท่านที่ใช้รถโดยสารประจาทางสามารถใช้บริการรถสอง
แถวได้ที่สถานีบริการน้ามัน ปตท. แม่จัน หรือใช้บริการของบริษัทนาเที่ยวในตัวเมืองเชียงรายก็ได้
จ.เชียงราย
แม่น้ากก เป็นแม่น้าที่ไหลผ่านตัวเมืองเชียงราย มีความยาวรวมทั้งสิ้น 130
กิโลเมตร นักท่องเที่ยวสามารถเช่าเรือจากท่าเรือริมแม่น้า จากตัวเมืองเพื่อท่องเที่ยว
ชมทัศนียภาพของแม่น้ากก ซึ่งสองฟากฝั่งเป็นป่าเขาที่สวยงามตามธรรมชาติ
นอกจากนี้ยังสามารถแวะชมหมู่บ้านชาวเขาต่างๆ เช่น อีก้อ ลีซอ กะเหรี่ยง ฯลฯ
หรือจะแวะปางช้างเพื่อนั่งช้างเที่ยวป่ารอบบริเวณนั้นก็ได้ อัตราค่าเช่าเหมาเรือขึ้นอยู่
กับระยะทาง
หมู่บ้านอีก้อดอยแสนใจ จากศูนย์พัฒนาสงเคราะห์ชาวเขา ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเส้นทาง
ขึ้นสู่ดอยแม่สลอง จะมีทางเดินแยกไปอีกเป็นระยะทาง 5 กิโลเมตร หมู่บ้านอีก้อ
ดอยแสนใจเป็นหมู่บ้านใหญ่ ชาวเขาเผ่าอีก้อมีเครื่องแต่งกายที่สวยงาม และมี
ประเพณีที่น่าสนใจคือ ประเพณีโล้ชิงช้า ซึ่งจัดขึ้นในราวเดือนสิงหาคมของทุกปี การ
เดินทางไปยังหมู่บ้านอีก้อ ควรใช้รถที่มีกาลังเครื่องยนต์สูง เพราะทางขึ้นค่อนข้างสูง
ชัน
จ.เชียงราย
ดอยหัวแม่คา จากเชียงรายใช้เส้นทางเดียวกับทางขึ้นดอยแม่สลอง แต่เมื่อเดินทางถึงบ้าน
อีก้อสามแยกแล้ว แยกเข้าเส้นทางที่ไปบ้านเทอดไทย จากนั้นจะพบทางแยกอีกครั้ง ให้
เลี้ยวซ้ายเข้าบ้านห้วยอิ้น ระหว่างทางจะผ่านหมู่บ้านชาวเขา ซึ่งตั้งอยู่เป็นระยะ บ้านหัวแม่
คาอยู่เกือบสุดชายแดนพม่า เส้นทางเป็นทางลูกรังคดโค้งไปตามทิวเขา ใช้เวลาเดินทางราว
3-4 ชั่วโมง ดอยหัวแม่คาเป็นที่ตั้งหมู่บ้านชาวเขาขนาดใหญ่ ประกอบด้วยเผ่าลีซอ ซึ่งเป็น
กลุ่มชนส่วนใหญ่ นอกจากนี้ยังมีอีก้อ ม้ง และมูเซอ ในช่วงเวลาซึ่งตรงกับวันตรุษจีนของทุก
ปี ชาวลีซอจะจัดงานประเพณีกินวอ ในวันนั้น ชาวลีซอจะแต่งกายสวยงาม มีการกินเลี้ยง
เต้นระบา รื่นเริง เป็นเวลา 7 วัน 7 คืน และในเดือนพฤศจิกายน จะเป็นช่วงที่ดอยหัวแม่คา
บาน งดงามไปด้วยดอกบัวตองบานสีเหลืองสดใส บานสะพรั่งอยู่ทั่วไปตามแนวเขา
เขตกิ่งอาเภอแม่ฟ้ าหลวง
จากตัวเมืองเชียงรายตามทางหลวงหมายเลข 110 ประมาณ 48 กิโลเมตร ถึงหลัก
กิโลเมตรที่ 871-872 แยกซ้ายเข้าทางหลวง 1149 ที่บริเวณบ้านห้วยไคร้ ซึ่งเป็นเส้นทาง
ราดยางขึ้นสู่ดอยตุงลัดเลาะไปตามภูมิประเทศที่งดงามและผ่านสถานที่น่าสนใจหลายแห่ง
จ.เชียงราย
อ่างเก็บน้าห้วยแม่ไร่ ตั้งอยู่ริมเส้นทางหลวงหมายเลข 1149 ประมาณกิโลเมตรที่ 4 อ่างเก็บน้าห้วยแม่
ไร่ เป็นที่เก็บกักน้าไว้สาหรับใช้ประโยชน์ทางการเกษตรกรรมริมขอบอ่างเป็นที่ตั้งสถานีวิจัยกรมวิชาการ
เกษตร และสถานีทดลองเพาะและขยายพันธุ์ไม้ตัดดอก ได้แก่ เบิร์ดออฟพาราไดส์ เฮลิโคเนีย และขิง
แดง บริเวณขอบอ่างได้รับการปรับปรุงบริเวณปลูกไม้ดอกไม้ประดับงดงาม เหมาะสาหรับเป็นสถานที่
แวะพักกลางทาง
พระตาหนักดอยตุง อยู่บริเวณกิโลเมตร 12 ทางหลวงหมายเลข 1149 เป็นที่ประทับแปรพระราชฐาน
เพื่อทรงงานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระตาหนักเป็นอาคารสองชั้น มีรูปทรง
ผสมผสานระหว่างศิลปะล้านนากับชาเลย์ของสวิส มีการแกะสลักไม้ตามกาแล เชิงชายและขอบหน้าต่าง
เป็นลวดลายต่างๆ ฝีมือช่างชาวเหนือ
สวนแม่ฟ้ าหลวง อยู่ด้านหน้าพระตาหนักดอยตุง เป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับนานาพรรณ มีเนื้อที่
ประมาณ 10 ไร่ ออกแบบเป็นรูปลายผ้าพื้นเมืองใช้ต้นซัลเวียดอกสีแดง ขาว และม่วงเข้ม สวยสดสะดุด
ตามาก ตรงกลางมีรูปปั้นต่อเนื่อง ฝีมือปั้นของคุณมีเซียมยิปอินซอย นอกจากจะใช้ไม้ใบไม้ดอกแล้ว ยัง
ใช้ไม้ยืนต้นและซุ้มไม้เลื้อยอีกมากกว่า 70 ชนิด จัดทางเดินไว้เป็นสัดส่วน มีศาลาชมวิวและร้านจาหน่าย
สินค้าของที่ระลึก โดยมูลนิธิแม่ฟ้ าหลวง สวนแม่ฟ้ าหลวงสร้างโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อ
ถวายสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00-18.00
น. ค่าเข้าชม คนละ 20 บาท
จ.เชียงราย
อ่างเก็บน้าป่ากล้วย ตั้งอยู่ริมทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1149 ห่างจากจุดชมวิว กิโลเมตร
ที่ 12 ประมาณ 2 กิโลเมตร อ่างเก็บน้าป่ากล้วย กักเก็บน้าไว้สาหรับใช้ในศูนย์อานวยการ
โครงการพัฒนาดอยตุง ริมอ่างเป็นแปลงทดลองเพาะขยายพันธุ์ไม้ดอกเมืองหนาว
โดยเฉพาะดอกซัลเวีย เป็นจุดพักริมทางและชมทัศนียภาพระหว่างพระตาหนักดอยตุงกับ
พระธาตุดอยตุง
สถูปดอยช้างมูบ ตั้งอยู่บนดอยช้างมูบ ริมถนนสายพระธาตุดอยตุง บ้านผาหมี ห่างจากทาง
แยกวัดน้อยดอยตุงประมาณ 4 กม. ตานานสิงหนวัติและตานานโยนกนาคพันธ์กล่าวถึง
ดอยช้างมูบว่า ในรัชกาลที่ 10 พระเจ้าชาติราช ได้มีกัมระปติสะโลเทพบุตร นาไม้นิโครธมา
ปลูก ณ ดอยช้างมูบ ต้นไม้นั้นเมื่อโตได้สูง 7 ศอก ได้แตกสาขาเป็น 4 กิ่ง สามารถให้ร่มเงา
ให้แก่คนได้ 20 คน ประชาชนมีความเชื่อว่าหากนาไม้มาค้ากิ่งนิโครธนั้น จะทาให้บรรลุ
ความปรารถนาเช่นเดียวกับต้นกัลปพฤกษ์ กล่าวคือ ทิศตะวันออก ได้บุตรสมประสงค์ ทิศ
เหนือได้ทรัพย์ ทิศตะวันตกเจริญรุ่งเรือง และทิศใต้อายุยืนนาน ปัจจุบันคงเหลือเพียงพระ
สถูปช้างมูบ เป็นเจดีย์ขนาดเล็ก ตั้งอยู่บนก้อนหินใหญ่ ซึ่งมีลักษณะเหมือนช้างหมอบอยู่
สภาพโดยรอบเป็นต้นโพธิ์ใหญ่ และต้นสนซึ่งใช้ปลูกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้า
จ.เชียงราย
พระธาตุดอยตุง ตั้งอยู่บริเวณ กม. ที่ 17.5 ของทางหลวงหมายเลข 1149 เป็นที่บรรจุพระ
รากขวัญเบื้องซ้าย (กระดูกไหปลาร้า) ของพระพุทธเจ้า ซึ่งนามาจากมัธยมประเทศ นับเป็น
ครั้งแรกที่พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ ได้มาประดิษฐานที่ล้านนาไทย เมื่อก่อสร้างพระ
สถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุนี้ ได้ทาธงตะขาบ (ภาษาพื้นเมืองเรียกว่า ตุง) ใหญ่ยาวถึง
พันวา ปักไว้บนยอดดอย ถ้าหากปลายธงปลิวไปไกลถึงเมืองไหน ก็กาหนดหมายเป็นฐาน
พระสถูปเพียงนั้น ด้วยเหตุนี้ดอยซึ่งเป็นที่ประดิษฐานปฐมเจดีย์แห่งล้านนาไทย จึงปรากฏ
นามว่า ดอยตุง จนบัดนี้ พระธาตุดอยตุงประดิษฐานอยู่ในกิ่งอาเภอแม่ฟ้ าหลวง เป็นปูชนีย
สถานที่สาคัญ เมื่อถึงเทศกาลนมัสการพระธาตุดอยตุงนี้จะมีพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและ
ชาวต่างประเทศใกล้เคียง เช่น ชาวเชียงตุงในรัฐฉาน ประเทศสหภาพพม่า ชาวหลวงพระ
บาง เวียงจันทน์ เดินทางเข้ามานมัสการทุกปี
หมู่บ้านชาวเขา ระหว่างทางขึ้นสู่ยอดดอยตุง มีหมู่บ้านชาวเขาเผ่าต่างๆ ซึ่งนักท่องเที่ยว
สามารถแวะชมได้สะดวก เช่น หมู่บ้านชาวเขาเผ่าอีก้อ มูเซอ และจีนฮ่อ นอกจากนี้ยังมี
แหล่งขายสินค้าหัตถกรรมของชาวเขาอยู่บริเวณ กม. ที่ 14 ส่วนใหญ่เป็นเครื่องประดับ
เครื่องแต่งกายชาวเขา และเครื่องเงิน ซึ่งนักท่องเที่ยวมักแวะซื้อกลับไปเป็นของที่ระลึก
จ.เชียงราย
จุดชมวิว บริเวณดอยตุงมีจุดชมวิวที่สวยงามหลายแห่ง ริมทางหลวงหมายเลข 1149 มีจุดชมวิวที่ กม.
12 และ กม. 14 นอกจากนี้ตามเส้นทางวัดน้อยดอยตุง-บ้านผาหมี ซึ่งเป็นถนนทอดยาวไปตามแนวเขา
ผ่านยอดดอยหลายลูก มีจุดชมวิวซึ่งมองเห็นทิวทัศน์ได้กว้างไกล เช่น จุดชมวิวบนดอยช้างมูบ ดอยผาฮี้
และดอยผาหมี
เขตอาเภอแม่สาย
อาเภอแม่สาย อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงราย 62 กม. ตามทางหลวงหมายเลข 110 เป็นอาเภอเหนือสุด
ของประเทศไทย ติดต่อกับท่าขี้เหล็กของพม่า โดยมีแม่น้าแม่สายเป็นพรมแดน มีสะพานเชื่อมเมืองทั้ง
สองเข้าด้วยกัน โดยมีรั้วเหล็กกั้นกึ่งกลางสะพาน แสดงเส้นพรมแดนของแต่ละประเทศ ภายในเขต
พรมแดนของแต่ละประเทศมีป้อมยามของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของตน ทั้งชาวไทยและชาวพม่าเด
ดินทางไปมาหาสู่ค้าขายกันได้โดยเสรี สาหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยนิยมเดินทางไปยังท่าขี้เหล็กของพม่า
เพื่อซื้อสินค้าพื้นเมืองและสินค้าราคาถูกอื่นๆ เช่น ตะกร้า เครื่องทองเหลือง สบู่พม่า สมุนไพร บุหรี่
ฯลฯ การข้ามไปท่าขี้เหล็กไม่มีพิธีการอะไรมากนัก นักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางเข้าเขตประเทศพม่าได้
ทุกวัน ระหว่างเวลา 06.00-18.00 น. เสียค่าธรรมเนียมคนละ 5 บาท สาหรับชาวต่างประเทศ 5
เหรียญสหรัฐ โดยนาหนังสือเดินทางไปติดต่อกับด่านตรวจคนเข้าเมืองแม่สาย ปัจจุบันนักท่องเที่ยว
สามารถเข้าไปเที่ยวได้ถึงจังหวัดเชียงตุงของพม่า
จ.เชียงราย
พระธาตุดอยเวา ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตาบลแม่สาย บนดอยริมฝั่งแม่น้าสาย ตามประวัติกล่าวว่า พระองค์เวาหรือเว้าผู้
ครองนครนาคพันธ์โยนก เป็นผู้สร้างเพื่อบรรจุพระเกศาธาตุองค์หนึ่งเมื่อ พ.ศ. 364 นับเป็นพระบรมธาตุที่เก่าแก่
องค์หนึ่งรองมาจากพระบรมธาตุดอยตุง
ถ้าผาจม ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตาบลแม่สาย อยู่ห่างจากอาเภอแม่สายไปทางทิศเหนือประมาณ 1.5 กิโลเมตร ถ้าผาจม
ตั้งอยู่บนดอยอีกลูกหนึ่ง ทางทิศตะวันตกของดอยเวา ติดกับแม่น้าสาย เคยเป็นสถานที่ซึ่งพระภิกษุสงฆ์นั่งบาเพ็ญ
เพียรภาวนา เช่น พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ปัจจุบันมีรูปปั้นของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ประดิษฐานไว้บนดอย
ด้วย ภายในถ้าผาจมมีหินงอกหินย้อยอยู่ตามผนังและเพดานถ้า สวยงามวิจิตรตระการตา
ถ้าปุ่ม ถ้าปลา ถ้าเสาหินพญานาค ตั้งอยู่ที่ดอยจ้อง หมู่ 11 ตาบลโป่งผา อาเภอแม่สาย ห่างจากอาเภอแม่สายไป
ทางทิศใต้ ตามทางหลวงหมายเลข 110 ประมาณ 12 กิโลเมตร มีทางแยกเข้าไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร ดอย
จ้องเป็นภูเขาหินปูน จึงประกอบด้วย ถ้าหินงอก หินย้อย และทางน้าไหลมากมาย
ถ้าปุ่ม อยู่สูงขึ้นไปยอดเขา ต้องปืนขึ้นไป ภายในถ้ามืดมาก ต้องมีผู้นาทางเที่ยวชม
ถ้าปลา เป็นถ้าหนึ่งที่มีน้าไหลภายในถ้า เคยมีปลาชนิดต่างๆ ทั้งใหญ่น้อยว่ายออกมาให้เห็นเป็นประจา ภายในถ้า
ยังมีพระพุทธรูปศิลปะพม่า สร้างขึ้นโดยพระภิกษุชาวพม่า ประชาชนทั่วไปเรียกว่า "พระทรงเครื่อง" เป็นที่เลื่อมใส
ของประชาชนในแถบนี้
ถ้าเสาหินพญานาค อยู่ในบริเวณเดียวกัน เดิมต้องพายเรือข้ามน้าเข้าไปชม ภายหลังได้สร้างทางเดินเชื่อมกับถ้า
ปลา เป็นระยะทาง 150 เมตร ภายในถ้ามีหินงอก หินย้อย และยังเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมด้วย

โครงงาน 9 จังหวัดภาคเหนือ ไทย

  • 1.
    โครงงาน 9 จังหวัดภาคเหนือไทย โดย นายกวิน ปัญญาวงค์ เลขที่22 นายรัตนธร เพ็ชถม เลขที่27 โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จ.เชียงใหม่
  • 2.
  • 3.
    เกี่ยวกับโครงงาน • ชื่อโครงงาน (ภาษาไทย) 9จังหวัดภาคเหนือ ไทย • ชื่อโครงงาน (ภาษาอังกฤษ) 9 provinces in northern Thailand • ประเภทโครงงาน โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา • ชื่อผู้ทาโครงงาน 1. นายกวิน ปัญญาวงค์ 2. นายรัตนธร เพ็ชถม • ชื่อที่ปรึกษา คุณครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์ • ระยะเวลาดาเนินงาน พฤศจิกายน 2557 - กุมภาพันธ์ 2558
  • 4.
    ที่มาและความสาคัญ เมืองไทยมีความเป็นมาอันยาวนานมากกว่า 700 ปีด้วยประวัติศาสตร์ และทรัพย์สิน ทางความรู้อันมีค่ามากมายที่เราต่างสืบทอดต่อๆกันมาจากบรรพบุรุษ เอกสารเล่มนี้จะพาท่าน ไปสู่การไขความรู้และทาความรู้จักกับส่วนหนึ่งของเมืองไทยในถิ่นล้านนา ทั้ง 9 จังหวัดในภาคเหนือของไทยนั้นมีประวัติศาสตร์อันยาวนานควบคู่มากับ ประวัติศาสตร์ชาติไทยมาโดยตลอด เรียกได้ว่ามีความเก่าแก่ที่มากล้น ทุกจังหวัดที่จะได้กล่าวถึงนี้ ล้วนแล้วแต่เคยเป็นนครรัฐอันเป็นอิสระมาก่อน ทาให้มีเรื่องราวที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองในแต่ละ จังหวัด บอกเล่าเรื่องราวออกมาผ่านประวัติศาสตร์อันยาวนาน
  • 5.
    วัตถุประสงค์ 1. นาเสนอข้อมูล เรื่องราวและประวัติของแต่ละจังหวัดทั้ง 9 จังหวัด 2. ข้อมูลการแบ่งเขตการปกครอง การบริหารส่วนท้องถิ่น 3. ชี้ชวนให้เกิดการท่องเที่ยวภายในจังหวัดต่างๆด้วยสถานที่ และแหล่งท่องเที่ยว มากมาย
  • 6.
    ขอบเขตโครงงาน 1. จ.ลาพูน - ประวัติ -การแบ่งการปกครอง - แหล่งท่องเที่ยว 2. จ.แพร่ - ประวัติ - การแบ่งการปกครอง - แหล่งท่องเที่ยว 3. จ.พะเยา - ประวัติ - การแบ่งการปกครอง - แหล่งท่องเที่ยว
  • 7.
    ขอบเขตโครงงาน 4. จ.อุตรดิตถ์ - ประวัติ -การแบ่งการปกครอง - แหล่งท่องเที่ยว 5. จ.เชียงใหม่ - ประวัติ - การแบ่งการปกครอง - แหล่งท่องเที่ยว 6. จ.แม่ฮ่องสอน - ประวัติ - การแบ่งการปกครอง - แหล่งท่องเที่ยว
  • 8.
    ขอบเขตโครงงาน 7. จ.น่าน - ประวัติ -การแบ่งการปกครอง - แหล่งท่องเที่ยว 8. จ.ลาปาง - ประวัติ - การแบ่งการปกครอง - แหล่งท่องเที่ยว 9. จ.เชียงราย - ประวัติ - การแบ่งการปกครอง - แหล่งท่องเที่ยว
  • 9.
    หลักการและทฤษฎี จังหวัดทั้ง 9 จังหวัดครั้งหนึ่งเคยเป็นนครรัฐปกครองตนเอง มีความ ยิ่งใหญ่รุ่งโรจน์เป็นของตนเอง จนกระทั่งได้รวมตัวกันเป็นอาณาจักรล้านนาและเป็น ส่วนหนึ่งของสยามประเทศ ในอดีตจังหวัดแต่ละจังจึงมีเรื่องราวความเป็นมาแตกต่างกันออกไปถึงแม้จะอยู่ ในภูมิภาคเดียวกันและถึงแม้จะเคยเป็นส่วนของอาณาจักรล้านนาเหมือนกันก็ตาม แต่ แต่ละจังหวัดก็มีประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน มีแหล่งท่องเที่ยวที่แตกต่างกัน
  • 10.
  • 11.
  • 12.
    แหล่งอ้างอิง • file:///C:/Users/Administrator/Downloads/Chiang-Rai.html • file:///C:/Users/Administrator/Downloads/Nan.html •file:///C:/Users/Administrator/Downloads/Lampang%20.ht ml • file:///C:/Users/Administrator/Downloads/Mae-Hong- Son.html • file:///C:/Users/Administrator/Downloads/Chiang-Mai.html • file:///C:/Users/Administrator/Downloads/Phrae.html • file:///C:/Users/Administrator/Downloads/Lamphun.html • file:///C:/Users/Administrator/Downloads/Phayao.html • file:///C:/Users/Administrator/Downloads/Uttaradit.html
  • 13.
    จ.ลาพูน ประวัติ จังหวัดลาพูน เดิมชื่อเมืองหริภุญไชย เป็นเมืองโบราณเก่าแก่ที่สุดในจังหวัดภาคเหนือมี อายุประมาณ1,339 ปี ตามพงศวดารโยนกเล่าสืบต่อกันมาถึงการสร้างเมืองหริภุญไชย โดยฤาษี วาสุเทพ เป็นผู้เกณฑ์พวกเม็งค์บุตรหรือเชื้อชาติมอญมาสร้างเมืองนี้ขึ้นในพื้นที่ระหว่างแม่น้าสอง สายคือ แม่น้ากวงและแม่น้าปิง เมื่อมาสร้างเสร็จได้ส่งฑูตไปเชิญราชธิดากษัตริย์ เมืองละโว้พระ นาม “จามเทวี” มาเป็นปฐมกษัตริย์ปกครองเมืองหริภุญไชยสืบราชวงศ์กษัตริย์ ต่อมาหลายพระองค์ จนกระทั่งถึงสมัยพระยายิบา จึงได้เสียการปกครองให้แก่พ่อขุนเม็งรายมหาราชผู้รวบรวมแว่นแคว้น ทางเหนือเข้าเป็นอาณาจักรล้านนา เมืองลาพูน ถึงแม้ว่าจะตกอยู่ในการปกครองของอาณาจักรล้านนา แต่ก็ได้ถ่ายทอดมรดกทางศิลปและวัฒนธรรมให้ผู้ที่เข้ามาปกครองเมืองลาพูน จึงยังคงความสาคัญ ในทางศิลปะและวัฒนธรรมของอาณาจักรล้านนา จนกระทั่งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมือง ลาพูนได้เข้ามาอยู่ในอาณาจักรไทย มีผู้ครองนครสืบต่อกันมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมา ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เมื่อเจ้าผู้ครองนครองค์สุดท้าย คือ พลตรีเจ้าจักรคา ขจรศักดิ์และเมื่อเจ้าจักรคาขจรศักดิ์ถึงแก่พิราลัย เมืองลาพูนจึงเปลี่ยนแปลงเป็นจังหวัดลาพูน มีผู้ว่า ราชการจังหวัดเป็นผู้ปกครองสืบต่อกันมาจนกระทั่งปัจจุบัน
  • 14.
    จ.ลาพูน จังหวัดลาพูนแบ่งการปกครองแบ่งออกเป็ น 8อาเภอ 51 ตาบล 520 หมู่บ้าน 1. อาเภอเมืองลาพูน 2. อาเภอแม่ทา 3. อาเภอบ้านโฮ่ง 4. อาเภอลี้ 5. อาเภอทุ่งหัวช้าง 6. อาเภอป่าซาง 7. อาเภอบ้านธิ 8. อาเภอเวียงหนองล่อง
  • 15.
    จ.ลาพูน ประเพณีสรงน้าพระธาตุหริภุญชัย เป็นประเพณีเก่าแก่ มีขึ้นในวันเพ็ญเดือนหก หรือที่ชาวลาพูนเรียกว่าวันแปดเป็งของทุกปี โดยมีพิธีสรง น้าและงานสมโภชพระธาตุหริภุญชัย พระบาทสมเด็จพระเจาอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานน้าสรง พระธาตุเป็นประจาทุกปี นอกจากชาวลาพูนแล้ว ยังมีชาวจังหวัดใกล้เคียง และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ เข้าชมงานนี้อย่างหนาแน่น งานเทศกาลลาไย เป็นงานใหญ่ประจาปีของชาวจังหวัดลาพูน ซึ่งจะจัดในช่วงเดือนสิงหาคมของทุกปี ภายในงานจะมีขบวน แห่รถลาไยที่ประดับตกแต่งอย่างสวยงาม การประกวดธิดาลาไย และการออกร้านค้า ประกวดผลิตผล ทางการเกษตร และจาหน่ายสินค้าพื้นเมือง งานฤดูหนาวและกาชาดจังหวัดลาพูน จัดขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ณ สนามกีฬากลางจังหวัด ภายในงานมีนิทรรศการของ ส่วนราชการ การแสดงมหรสพ การจาหน่ายผลผลิตทางการเกษตร งานของดีศรีหริภุญชัย เป็นงานแสดงและจาหน่ายสินค้าผลิตผลทางการเกษตร และเกษตรแปรรูปนานาชนิด ซึ่งเกษตรกรและ กลุ่มแม่บ้านของจังหวัดเป็นผู้ผลิต ในงานมีขบวนแห่ของกลุ่มแม่บ้าน การแสดงทางศิลปวัฒนธรรม การ ประกวดเรือนชนบท การออกร้านขายสินค้าหัตถกรรมในราคาย่อมเยา
  • 16.
    จ.ลาพูน แหล่งท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติแม่ปิง เดิมชื่อว่าอุทยานแห่งชาติแม่หาดแม่ก้อ ได้ประกาศจัดตั้งเป็น อุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2524 ครับ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 1,003 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมอยู่ในท้องที่ อาเภอดอยเต่า จังหวัด เชียงใหม่ อาเภอลี้ จังหวัด ลาพูน และอาเภอสามเงา จังหวัดตาก ที่ทาการอุทยานแห่งชาติแม่ปิง ตั้งอยู่ในท้อง ที่ตาบล แม่ลาน อาเภอลี้ จังหวัดลาพูน โดยมีทางแยกจากทางหลวงหมายเลข 106 สายลาพูน-ลี้- ก้อ ตรง กิโลเมตรที่ 47 เข้าไปตามทางหลวงหมายเลข 1087 เป็นทางลูกรังระยะทาง ประมาณ 20 กิโลเมตร ก็ถึงที่ทา การอุทยานฯเนื่องจากภายในเขตอุทยานแห่งชาติแม่ปิงมี พื้นที่บางส่วนเป็นพื้นน้าตามลาน้าปิงยาวประมาณ 100 กิโลเมตร มีสภาพเป็นแก่งเกาะ หน้าผา หินงอก หินย้อย ตามสองฝั่งแม่น้าเป็นจานวนมาก ดังนั้นการ เดินทางท่องเที่ยวลา น้าปิงสามารถเริ่มจากอ่างเก็บน้าดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ โดยเรือหางยาวครับแล้วมา ต่อ แพที่แก่งสร้อย ล่องมาจนถึงเขื่อนภูมิพล อาเภอสามเงา จังหวัดตาก ในทางกลับกันอาจจะ เช่าเรือหรือ แพจากเขื่อนภูมิพลล่องขึ้นไปก็ได้
  • 17.
    จ.แพร่ ประวัติ จังหวัดแพร่นั้นสร้างขึ้นประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 มีชื่อเรียกกันหลายชื่อคือ" พล นคร เมืองพล เมืองแพล " ในสมัยขอมเรืองอานาจ ระหว่างปี พ.ศ. 1470-1560 พระ นางจามเทวีเข้าครอบครองดินแดนตลอดแคว้นล้านนา ได้เปลี่ยนชื่อเป็น " โกศัยนคร " หรือ " เวียงโกศัย " ซึ่งแปลว่าผ้าแพร นับแต่นั้นมาก็มีผู้ครองนครสืบต่อกันมา จนถึง ปี พ.ศ. 2445 ในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงได้เปลี่ยนแปลงการปกครอง จากเจ้าผู้ครองนครเป็นเทศาภิบาล ในปี พ.ศ. 2440 โดยโปรดเกล้าฯ ให้พระยาไชย บูรณ์ (นามเดิมทองอยู่ สุวรรณบาตร ) ไปเป็นข้าหลวงกากับการปกครองเมืองแพร่ เป็นคนแรกจังหวัดแพร่อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร 555 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 6,538 ตารางกิโลเมตร มีแม่น้ายมไหลผ่าน ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาล้อมรอบทั้ง สี่ ทิศ มีที่ราบอยู่ตอนกลางของจังหวัด
  • 18.
    จ.แพร่ การปกครองแบ่งออกเป็น 8 อาเภอ78 ตาบล 645 หมู่บ้าน 1. อาเภอเมืองแพร่ 2. อาเภอร้องกวาง 3. อาเภอลอง 4. อาเภอสูงเม่น 5. อาเภอเด่นชัย 6. อาเภอสอง 7. อาเภอวังชิ้น 8. อาเภอหนองม่วงไข่
  • 19.
    จ.แพร่ งานประเพณีนมัสการพระธาตุช่อแฮ จัดขึ้นระหว่างวันขึ้น 11-15 ค่าเดือนสี่ มีการแห่ผ้าขึ้นไปห่มองค์พระธาตุ มีขบวนแห่ แบบล้านนา โดยผู้ร่วมงานทุกคนจะแต่งกายแบบพื้นเมืองล้านนา มีมหรสพสมโภช ทุกคืน รุ่งเช้าวันขึ้น 15 ค่า จะมีการทาบุญตักบาตร กลางคืนจะมีการเวียนเทียนรอบ องค์พระธาตุและพระวิหาร งานม่อฮ่อมล้อมสะโตก และสงกรานต์จังหวัดแพร่ จัดงานบริเวณสวนสุขภาพเฉลิมพระเกียรติ ร. 9 ระหว่างวันที่ 14-16 เมษายน ของทุก ปี ในงานจะมีการแต่งกายด้วยชุดม่อฮ่อมล้อมวงกินขันโตก และเล่นสงกรานต์กัน งานกิ๋นสลาก คล้ายประเพณีถวายสลากภัตของภาคกลางนั่นเอง โดยชาวบ้านจะจัดเครื่องไทยทาน เขียนสลากชื่อของตนติดไว้แล้วนาไปรวมกันที่หน้าพระประธาน พระสงฆ์จะจับสลาก ขึ้นมาให้มรรคทายกประกาศ เจ้าของสลากก็จะนาเครื่องไทยทานของตนไปถวายแด่ พระสงฆ์ โดยงานนี้จะจัดขึ้นตามวัดต่างๆ ช่วงเดือน 10 ของทุกปี
  • 20.
    จ.แพร่ แหล่งท่องเที่ยว วัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง วัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวงตั้งอยู่เลขที่ 1 หมู่ที่ 11 ถนนช่อแฮ ตาบลช่อแฮ อาเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ บนเนื้อที่ 175 ไร่ บุคคลใดที่มาเที่ยวจังหวัดแพร่แล้วจะต้องมานมัสการพระธาตุช่อแฮ เพื่อเป็นศิริมงคลกับ ตนเอง จนมีคากล่าวว่า ถ้ามาเที่ยวจังหวัดแพร่ แต่ไม่ได้มานมัสการพระธาตุช่อแฮเหมือนไม่ได้มาจังหวัดแพร่แพร่ การเดินทางมาเที่ยววัดพระธาตุช่อแฮ ถนนสายหลัก คือ ถนนช่อแฮ เริ่มตั้งแต่สี่แยกบ้านทุ่ง อาเภอเมืองแพร่ ซึ่ง เป็นสี่แยกใจกลางเมืองแพร่ เข้าสู่ถนนช่อแฮ และตรงไปตามถนนช่อแฮ ผ่านโรงพยาบาลแพร่ สนามบินจังหวัด แพร่ หมู่บ้านเหล่า หมู่บ้านนาจักร หมู่บ้านแต หมู่บ้านมุ้ง สถานที่ตั้งของวัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง อยู่ใน บริเวณเขตเทศบาลตาบลช่อแฮ ด้วยระยะทาง 9 กิโลเมตร จากตัวเมืองจังหวัดแพร่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกวัดพระธาตุช่อแฮ ตาบลช่อแฮ อาเภอเมือง จังหวัดแพร่ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2549 โดยได้ประกาศในราช กิจจานุเบกษา ฉบับทั่วไป เล่ม 123 ตอนที่ 96 ง วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 (พ.ศ. 2508 พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรงใช้มวลสารจากพระธาตุช่อแฮ ทาพระสมเด็จจิตรลดา
  • 21.
    จ.แพร่ อาเภอสูงเม่น วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรี ห่างจากอาเภอเด่นชัย 3 กิโลเมตรมีศาลาพิพิธภัณฑ์สร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลังแบบล้านนา ภายในมีโบราณวัตถุต่างๆ จัด แสดงไว้ เช่น รูปภาพเจ้านายฝ่ายเหนือและเหตุการณ์ในอดีต พระพุทธรูปต่างๆ เครื่องเขิน เครื่องดนตรีล้านนา อาวุธโบราณ เป็นต้น อาเภอเด่นชัย บ้านเพื่อนฝูง เป็นบ้านสร้างด้วยไม้สักขนาดใหญ่ ภายในตกแต่งด้วยผลิตภัณฑ์จากไม้ ตั้งอยู่ริมถนนสาย 101 ก่อนถึงอาเภอสูงเม่นประมาณ 5 กิโลเมตร เปิดให้เข้าชมได้ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. เก็บค่าเข้าชมคนละ 10 บาท ตลาดหัวดง อยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศใต้ประมาณ 7 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 101 เป็นแหล่งรวมผลิตภัณฑ์ที่ทาจากไม้และ หวาย เช่น เฟอร์นิเจอร์และของใช้ต่างๆ วัดพระหลวง อยู่ที่ตาบลดอนมูล เลี้ยวซ้ายที่บ้านหัวดงเข้าไป 700 เมตร มีเจดีย์แบบสุโขทัย ชาวบ้านเรียกว่า “ธาตุเนิ้ง” มีความหมายว่า เอียง เป็นโบราณสถานที่สาคัญแห่งหนึ่ง อ่างเก็บน้าแม่มาน อยู่ห่างจากตัวเมือง 20 กิโลเมตร ตามถนนแพร่-สูงเม่น-เด่นชัย เป็นอ่างเก็บน้าขนาดใหญ่ มีทิวทัศน์สวยงามโดยเฉพาะใน ตอนเช้า เหมาะสาหรับชมพระอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าเหนือเขื่อน
  • 22.
    จ.แพร่ อาเภอร้องกวาง ถ้าผานางคอย อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 36 กิโลเมตรตามเส้นทางสายแพร่-ร้องกวาง (ทางหลวงหมายเลข 101) ถึง กิโลเมตรที่ 58-59 เลี้ยวซ้ายเข้าไปอีก 800 เมตรถึงหน้าถ้าผานางคอย ตัวถ้าเป็นอุโมงค์มีความยาวประมาณ 150 เมตร กว้างประมาณ 10 เมตร ลักษณะของถ้าโค้งงอเป็นข้อศอกไปทางซ้ายและทางขวาเป็น 3 ตอนด้วยกัน ภายในถ้ามีหินงอกหินย้อยอยู่ทั่วไป ตอนท้ายของถ้ามีก้อนหินลักษณะคล้ายมารดาอุ้มบุตรน้อย ชาวบ้านเรียกว่า “หินนางคอย” เบื้องหน้าของหินนางคอยมีหินย้อย ลักษณะคล้ายรูปหัวใจ ดูแปลกตาสวยงาม นอกจากนี้ภายใน ถ้ายังมีพระพุทธรูปอยู่องค์หนึ่ง เป็นที่เคารพสักการะของชาวแพร่ น้าตกห้วยโรง (หรือน้าตกห้วยลง) อยู่ห่างจากตัวจังหวัดไปทางเหนือ 60 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 101 (ถนนแพร่-ร้องกวาง) ถึงกิโลเมตร ที่ 78 เลี้ยวซ้ายอีก 4 กิโลเมตร เป็นน้าตกที่มีความสูง 2 ชั้น สภาพโดยรอบเป็นป่าโปร่งร่มรื่น น้าตกตาดชาววา เป็นน้าตกที่ตกจากหน้าผาสูงสวยงามมาก อยู่ในเขตอาเภอร้องกวาง ทางคมนาคมเข้าไปยังลาบากอยู่ และต้องเดิน เท้าเข้าไปชม อยู่ห่างจากตัวเมือง 35 กิโลเมตร พระธาตุปูแจ ตั้งอยู่ในตาบลบ้านเวียง ห่างจากอาเภอร้องกวาง 20 กิโลเมตร มีงานนมัสการพระธาตุ หรืองานขึ้นพระธาตุตรง กับวันขึ้น 11-15 ค่า เดือน 3 ของทุกปี
  • 23.
    จ.แพร่ อาเภอลอง วัดพระธาตุศรีดอนคา หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “วัดห้วยอ้อ” อยู่เลยที่ว่าการอาเภอลองไปเล็กน้อยห่างจากตัวเมืองแพร่ 45 กิโลเมตร ตาม ทางหลวงหมายเลข 1023 มีพระธาตุเก่าแก่ขนาดใหญ่สร้างขึ้นราว พ.ศ. 1078 เมื่อคราวพระนางจามเทวีเสด็จมา จากเมืองละโว้ไปเมืองหริภุญชัย ได้รับการบูรณะหลายครั้ง ปัจจุบันมีฐานเป็นปูน ส่วนบนประดับด้วยแผ่นโลหะสี ทอง นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งรวบรวมตานานพระพุทธรูป ตลอดจนคัมภีร์ต่างๆ ซึ่งเก็บไว้ในหอไตรของวัด หมู่บ้านทอผ้าตีนจก ผ้าตีนจกของอาเภอลองเป็นงานฝีมือที่ประณีตและสวยงาม ทอด้วยผ้าไหมและผ้าฝ้ าย มีแหล่งผลิตอยู่ที่บ้านนาตุ้ม บ้านหัวทุ่ง บ้านนามน ซึ่งมีการทอผ้าตีนจกกันอย่างแพร่หลาย สวนหินมหาราช ขึ้นอยู่กับป่าไม้เขตแพร่ ห่างจากอาเภอลอง 20 กิโลเมตร จากแพร่ไปตามทางหลวงหมายเลข 1023 สวนหิน มหาราชอยู่ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 19-20 ทางซ้ายมือ เป็นบริเวณกว้างโล่ง มีก้อนหินขนาดใหญ่วางเรียง ระเกะระกะ มีศาลาพักผ่อน แก่งหลวงและถ้าเอราวัณ อยู่ในเขตบ้านแก่งหลวง ตาบลบ้านปิน อาเภอลอง ห่างจากตัวเมืองประมาณ 50 กิโลเมตร มีแก่งน้าที่สวยงาม นอกจากนี้ยังมีถ้าที่สวยงาม มีหินงอกหินย้อยรูปร่างคล้ายช้างเอราวัณ
  • 24.
    จ.แพร่ อาเภอสอง พระธาตุพระลอ อยู่ที่ตาบลบ้านกลาง ห่างจากจังหวัดไปทางเหนือราว 45กิโลเมตร การเดินทางไปตามทางหลวง 101 ประมาณ 24 กิโลเมตร แยกซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 103 อีกราว 18 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาสู่ อาเภอสอง จากนั้นเลี้ยวซ้ายอีก 3 กิโลเมตรถึงพระธาตุพระลอ (พระธาตุหินล้ม) เป็นพระธาตุที่มีอายุ เก่าแก่ประมาณ 400 ปี มีสถูปบรรจุพระอัฐิของพระลอ พระเพื่อน พระแพง และมีการสร้างอนุสาวรีย์ของ พระลอ พระเพื่อน พระแพง โดยกรมศิลปากรสร้างหันหน้าไปทางแม่น้ากาหลง (แม่น้าสอง) เป็นอนุสรณ์ สถานของนครแมนสรวง และเมืองสรวงที่จูงใจให้น้อมราลึกถึงความรักอมตะของพระลอและพระเพื่อน พระแพง โดยรอบบริเวณตกแต่งเป็นสวนสาธารณะร่มรื่นสวยงาม เวียงพระลอ ตั้งอยู่ที่ตาบลบ้านกลาง อาเภอสอง การเดินทางไปทางเดียวกับพระธาตุพระลอ ใช้เส้นทางสอง-งาว (ทางหลวงหมายเลข 1154) ตรงหลักกิโลเมตรที่ 54 เลี้ยวขวาตรงทางเข้าโรงเรียนบ้านคุ้ม 2 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาไปอีก 2.5 กิโลเมตรถึงเวียงพระลอ ด้านหลังเป็นฝาย สามารถชมทิวทัศน์ของแม่น้ายมอัน สวยงามได้ อุทยานแห่งชาติแม่ยม
  • 25.
    จ.พะเยา ประวัติ ประวัติความเป็นมาที่เก่าแก่ยาวนานไม่น้อยไปกว่าเมืองอื่นๆ ในอาณาจักร ล้านนา บริเวณที่ตั้งของจังหวัดพะเยาในปัจจุบันอยู่ติดกับกว๊านพะเยาเดิม เป็นที่ตั้งของเมือง ภูกามยาว หรือ พยาว ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อพุทธศตวรษที่ 16 โดยมีผู้ปกครองคือ พ่อขุนงาเมือง ภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงอานาจ และ ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรล้านนา เมื่อถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เมืองพะเยาอยู่ภายใต้การปกครองของจังหวัดเชียงราย ในฐานะ อาเภอ พะเยา และเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2520 อาเภอพะเยาได้ยกฐานะขึ้น เป็น จังหวัดพะเยา นับเป็นจังหวัดที่ 72 ของประเทศไทย
  • 26.
    จ.พะเยา การปกครอง 9 อาเภอ68 ตาบล 790 หมู่บ้าน 2 เทศบาลเมือง 30 เทศบาลตาบล 39องค์การบริหารส่วนตาบล 1. อาเภอเมืองพะเยา 2. อาเภอจุน 3. อาเภอเชียงคา 4. อาเภอเชียงม่วน 5. อาเภอดอกคาใต้ 6. อาเภอปง 7. อาเภอแม่ใจ 8. อาเภอภูซาง 9. อาเภอภูกามยาว
  • 27.
    จ.พะเยา งานอนุสาวรีย์ผู้เสียสละ พตท.2324 จัดระหว่างวันที่31 มกราคม-8 กุมภาพันธ์ ณ อนุสรณ์ผู้เสียสละ พตท. ใน อาเภอเชียงคา ในงานจะมีนิทรรศการ การออกร้านของหน่วยราชการ งานเปิดโลกอุตสาหกรรมอัญมณี และของดีเมืองพะเยา จัดระหว่างวันที่ 1-5 กุมภาพันธ์ ณ ศูนย์อุตสาหกรรมอัญ มณี ตาบลแม่กา อาเภอเมือง ในงานมีการแสดงการผลิตเครื่องประดับเงิน ทองคา การเจียระไนเพชร วันดอกคาใต้บาน จัดในอาเภอดอกคาใต้ ระหว่างวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์ กิจกรรมจะเป็นการแข่งขันงาน หัตถกรรม และจาหน่ายของที่ระลึก งานบวงสรวงพ่อขุนงาเมือง จัดวันที่ 5 มีนาคม ณ ลานอนุสาวรีย์พ่อขุนงาเมือง หน้ากว๊านพะเยา ในงานมีขบวน แห่เครื่องราชสักการะที่สวยงามยิ่งใหญ่ งานสืบสานตานานไทลื้อ จัดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ สัปดาห์ที่ 2 ณ วัดพระธาตุสบแวน อาเภอเชียงคา กิจกรรมจะมี ขบวนแห่ การสาธิตศิลปวัฒนธรรมไทลื้อ นิทรรศการ งานประเพณีปู่จากพญานาค (บูชาพระลอ) จัดบริเวณโบราณสถานเวียงลอ บ้านห้วยงิ้ว อาเภอจุน ในงานมี กิจกรรมพิธีไหว้บรรพบุรุษของเวียงลอ ขบวนแห่และงานแสดงแสงสีเสียง การแสดงทางวัฒนธรรม งานเทศกาลลิ้นจี่และของดีแม่ใจ จัดในอาเภอแม่ใจ จะมีขบวนแห่ลิ้นจี่ ประกวดและจาหน่าย งานเทศกาลลิ้นจี่และของดีเมืองพะเยา จัดขึ้นที่กว๊านพะเยา กิจกรรมมีขบวนแห่ลิ้นจี่ ประกวดผลิตผลการเกษตร งานประเพณีนมัสการพระเจ้าตนหลวงเดือนแปดเป็ง จัดวันที่ 15 พฤษภาคม จัดที่วัดศรีโคมคา อาเภอเมือง ใน งานมีประเพณีแห่ครัวตาน งานกาชาดและงานฤดูหนาว จัดประมาณปลายเดือนธันวาคม-ต้นเดือนมกราคม ณ บริเวณสนามข้างสถานีขนส่ง จังหวัดพะเยา กิจกรรมจะมีการออกร้านของหน่วยงานราชการ การแสดงทางวัฒนธรรมและการประกวดต่าง ๆ
  • 28.
    จ.พะเยา แหล่งท่องเที่ยว อนุสาวรีย์พ่อขุนงาเมือง อดีตกษัตริย์ผู้ปกครองเมืองภูกามยาวลาดับที่ 9 ระหว่างปีพ.ศ. 1801 - 1841 เป็นยุคที่เจริญรุ่งเรืองมาก ประดิษฐานอยู่ที่สวนสาธารณะเทศบาลเมืองพะเยา (สวนสมเด็จย่า 90) หน้ากว๊านพะเยา เป็นพระสหายร่วมน้า สาบานกับพ่อขุนเม็งรายแห่งเมืองเชียงราย และพ่อขุนรามคาแหงแห่งกรุงสุโขทัย ซึ่งทั้งสามพระองค์ได้กระทา สัตย์ต่อกัน ณ บริเวณแม่น้าอิง ซึ่งปัจจุบันอยู่บริเวณสถานีประมงน้าจืดพะเยา พ่อขุนงาเมืองเป็นผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ กล่าวกันว่าเมื่อพระองค์เสด็จไปทางไหน แดดก็บ่อฮ้อน ฝนก็บ่อฮา จักให้แดดก็แดด จักให้บดก็บด จึงได้พระ นามว่างาเมือง เกิดจาการยุบตัวของเปลือกโลกเมื่อประมาณ 70 ล้านปีมาแล้วเป็นแอ่งน้าซึ่งเป็นที่รวบรวมของลาห้วยต่างๆ 18 สาย ต่อมาในปี 2478 กรมประมงได้ตั้งสถานีประมงน้าจืดจังหวัดพะเยาขึ้นบริเวณต้นแม่น้าอิงและสร้างฝายกั้น น้าทาให้เกิดเป็นบึงขนาดใหญ่ มีความลึกเฉลี่ย 1.5 เมตร คาว่า "บึง" ภาษาพื้นเมือง เรียกว่า "กว๊าน" กว๊านพะเยาเป็นแหล่งน้าที่สาคัญที่สุดของจังหวัดพะเยา คือเป็นทั้งแหล่งประมงน้าจืด ที่สาคัญที่สุดของ ภาคเหนือตอนบน และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดพะเยา มีเนื้อที่ประมาณ 12,831 ไร่ เป็นแหล่ง เพาะพันธุ์ปลาชนิดต่างๆ เช่น ปลากราย ปลาสวาย ปลาเทโพ ปลาจีน ปลาไน รวมทั้งปลานิล อันลือชื่อของ จังหวัดพะเยา ทัศนียภาพโดยรอบกว๊านพะเยา มีความร่มรื่น สามารถมองเห็นแนวทิวเขาสลับซับซ้อน งดงาม มาก บริเวณริมกว๊านมีร้านอาหาร และจัดเป็นสวนสาธารณะเหมาะที่จะไปนั่งเล่น พักผ่อนหย่อนใจในยามเย็น ชมพระอาทิตย์ตกริมกว๊านเป็นภาพที่สวยงามมาก
  • 29.
    จ.พะเยา สถานีประมงน้าจืดพะเยา ตั้งอยู่ตรงถนนพหลโยธินระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 734-735 เป็นสถานีเพาะพันธุ์ปลาน้าจืด ปลาที่เพาะพันธุ์เพื่อแจกจ่ายแก่เกษตรกรได้แก่ปลานิล ปลาไน ปลาตะเพียนขาว ปลายี่สก เทศ ฯลฯ และสามารถเพาะพันธุ์ปลาบึกได้สาเร็จเพื่อนาไปปล่อยในแหล่งน้าต่างๆ สิ่งที่ น่าสนใจก็คือ ห้องจัดแสดงพันธุ์ปลาสวยงามที่หาดูยากไว้หลายชนิด เปิดให้ชมในวันเวลา ราชการ และยังมีเรือนประทับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเมื่อครั้งเสด็จมาทรง งานที่จังหวัดพะเยาอยู่ในบริเวณเดียวกัน บริเวณรอบตาหนักจะมีดอกไม้เมืองหนาวนานา พันธุ์ สระน้าพุอันสวยงาม ตั้งอยู่บริเวณสถานีประมงพะเยา หอวัฒนธรรมนิทัศน์ อยู่ใกล้กับวัดศรีโคมคา จัดเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงโบราณวัตถุ เอกสารข้อมูลสาคัญทาง ประวัติศาสตร์ของจังหวัดพะเยา และเรื่องราวความเป็นมาทั้งด้านวรรณกรรม ภูมิปัญญา ท้องถิ่น วัฒนธรรมประเพณี และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวพะเยาโดยใช้รูปแบบ เทคโนโลยีสมัยใหม่ เปิดให้เข้าชมในวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 09.00-16.00 น.
  • 30.
    จ.พะเยา วัดศรีโคมคา เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี และวัดพัฒนาตัวอย่าง ประชาชนทั่วไปนิยมเรียกว่า"วัด พระเจ้าตนหลวง" ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศิลปเชียงแสนองค์ใหญ่ที่สุดในล้านนาไทย ขนาดหน้าตักกว้าง 16 เมตร สูง 18 เมตร สร้างขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2034-2067 พระเจ้าตนหลวง หรือ พระเจ้าองค์หลวง มิใช่เป็นแต่เพียงพระพุทธรูปคู่เมืองพะเยา เท่านั้น แต่ถือเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองอาณาจักรล้านนาไทยด้วย วันวิสาขบูชามี งานนมัสการพระเจ้าตนหลวงเป็นประจาทุกปีเรียกว่า "งานประเพณีนมัสการพระเจ้า องค์หลวงเดือนแปดเป็ง" วัดพระธาตุจอมทอง ตั้งอยู่บนดอยจอมทอง ห่างจากตัวเมือง 3 กิโลเมตร อยู่ตรงข้ามกับกับวัดศรีโคมคา มีถนนขึ้นไปถึงเจดีย์พระธาตุจอมทองเป็นปูชนียสถานโบราณคู่เมืองพะเยา บริเวณ โดยรอบมีป่าไม้ปกคลุม เป็นสวนรุกชาติ มองเห็นตัวเมืองและกว๊านพะเยาได้ โดยรอบ
  • 31.
    จ.พะเยา วัดอนาลโย ตั้งอยู่บนดอยบุษราคัมห่างจากตัวจังหวัด 20 กิโลเมตรไปทางทิศเหนือตามทางหลวงหมายเลข 1 (พะเยา-เชียงราย) ประมาณ 7 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 1127-1193 อีก 9 กิโลเมตร ทางลาดยางตลอดสาย บริเวณดอยบุษราคัม และม่อนพระนอน ประกอบด้วยพระพุทธรูป ศิลปสุโขทัยลักษณะงดงามมาก และยังมีพระพุทธรูปปางต่างๆ อีกหลายองค์ อาทิ พระพุทธไสยาสน์ พระพุทธรูปปางลีลา พระพุทธรูปปางนาคปรก สร้างด้วยความประณีตสวยงามแบบศิลปไทย รัตนเจดีย์ เป็นศิลปะแบบอินเดียพุทธคยา เก๋งจีนประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิม หอพระแก้วมรกตจาลอง จากยอดเขา สามารถชมทัศนียภาพของกว๊านพะเยาและเมืองพะเยาได้อย่างสวยงาม ขึ้นได้ 2 ทาง คือ ทางบันไดและ ทางรถยนต์ วัดศรีอุโมงค์คา มีพระเจดีย์สมัยเชียงแสนที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์มาก เป็นวัดที่ประดิษฐานพระพุทธรูปคู่เมืองพะเยาอีก องค์หนึ่งนามว่า "หลวงพ่องามเมืองเรืองฤทธิ์" แต่ชาวบ้านเรียกว่า "พระเจ้าล้านตื้อ" ซึ่งถือกันว่าเป็น พระพุทธรูปที่มีลักษณะงดงามที่สุดแห่งล้านนาไทย และนับเป็นเอกลักษณ์ทางศิลปะของภูกามยาว โดยเฉพาะ
  • 32.
    จ.พะเยา วัดลี ตั้งอยู่หลังโรงเรียนเทศบาล 3 มีสถูปที่เป็นแบบสถาปัตยกรรมของภาคเหนือและโบราณวัตถุสมัย อาณาจักรพะเยาอีกมากมาย โดยเฉพาะพระพุทธรูปหินทราย ถือเป็นพิพิธภัณฑ์ย่อยๆ ได้อีกแห่งหนึ่ง ยังมีพุทธศาสนสถานเก่าในเมืองพะเยาที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง ได้แก่ ป่าแดงบุนนาค มีตานานเกี่ยวพัน ครั้งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมายังดินแดนแห่งนี้ วัดศรีจอมเรือง มีศิลปะสวยงามแบบไทยผสม พม่า วัดราชคฤห์ มีเจดีย์เก่าแก่ของเมืองพะเยา และพระพุทธรูปศิลาซึ่งพุทธลักษณะสวยงามแบบ เดียวกับพระเจ้าล้านตื้อ หมู่บ้านทาครกและโม่หิน บ้านงิ้ว ตาบลบ้านสาง ห่างจากตัวเมืองประมาณ 20 กิโลเมตร ใช้เส้นทางเดียวกับทางไปวัดอนาลโย เป็นถนน รอบกว๊านพะเยา รถยนต์สามารถเข้าถึงได้ทุกฤดูกาล ชาวบ้านมีอาชีพเสริมหลังการทานาคือการ ทาครก โม่หิน ใบเสมา และลูกนิมิต เป็นต้น โดยทาเป็นอุตสาหกรรมภายในครอบครัว และส่งไปขายในตัวเมือง พะเยา หมู่บ้านทาผลิตภัณฑ์จากผักตบชวา อยู่ที่บ้านสันป่าม่วงใช้เส้นทางเดียวกับทางไปหมู่บ้านทาครกและโม่หิน ห่างกันประมาณ 2 กิโลเมตร ชาวป่าม่วงได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มขึ้นทาเป็นงานอดิเรก ผลิตภัณฑ์ที่ทาจากผักตบชวา ได้แก่ หมวก กระเป๋ า จานรองแก้ว และของประดับตกแต่งต่างๆ
  • 33.
    จ.อุตรดิตถ์ ประวัติ ประวัติความเป็นมาต้นกาเนิดของจังหวัดอุตรดิตถ์มีแหล่งกาเนิดมาจากท่าน้าที่สาคัญ 3 ท่า คือท่าเซา ท่าอิด และท่าโพธิ์ ซึ่งมีความสาคัญและเจริญรุ่งเรืองมาแต่สมัยขอม ปกครองท่าอิด ตั้งแต่ พ.ศ. 1400 คาว่า อุตรดิตถ์ เดิมเขียน เป็น อุตรดิษฐ์ (อุตร- ทิศเหนือ, ดิตถ์-ท่าน้า) เป็นคาที่ตั้งขึ้นในภายหลัง โดยพระบาทสมเด็จพระจอม เกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งราชวงศ์จักรีพระราชทานนามไว้เมื่อ พ.ศ. 2395 แปลว่า "ท่าเรือ ด้านทิศเหนือของสยามประเทศ" ,อดีตอุตรดิตถ์เป็นชุมนุมที่ใหญ่ที่สุดและสาคัญ ที่สุดในภาคเหนือในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช และ อุตรดิตถ์ก็เคยเป็นเมืองชั้นโท เทียบเท่ากับเมืองชั้นเอกเช่นพิษณุโลกในสมัยพระปิยมหาราช และ ในอดีตอุตรดิตถ์ เคยเป็นศูนย์กลางของภาคเหนือตอนล่าง แต่ด้วยภูมิประเทศที่ไม่เอื้ออานวยจึงทาให้ พิษณุโลกได้เป็นศูนย์กลางแห่งภาคเหนือตอนล่างแทน
  • 34.
    จ.อุตรดิตถ์ การปกครองแบ่งออกเป็ น 9อาเภอ 67 ตาบล 562 หมู่บ้าน 1. อาเภอเมืองอุตรดิตถ์ 2. อาเภอตรอน 3. อาเภอท่าปลา 4. อาเภอน้าปาด 5. อาเภอฟากท่า 6. อาเภอบ้านโคก 7. อาเภอพิชัย 8. อาเภอลับแล 9. อาเภอทองแสนขัน
  • 35.
    จ.อุตรดิตถ์ งานพระยาพิชัยดาบหักและงานกาชาด เป็นงานราลึกถึงวีรกรรมของพระยาพิชัยดาบหัก จัดขึ้นระหว่างวันที่๗ - ๑๖ เดือนมกราคมของทุกปี ณ บริเวณ สนามกีฬาพระยาพิชัยดาบหัก ในงานจะมีการออกร้านของเหล่ากาชาดจังหวัด การแสดงศิลปวัฒนธรรม กิจกรรมรื่นเริงต่าง ๆ และพิธีบวงสรวงพระยา พิชัยดาบหัก ประเพณีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระพุทธเจ้า ( วันอัฐมี) จัดขึ้นในวันแรม ๘ ค่า เดือน ๖ คือประมาณเดือนพฤษภาคม ณ วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง อาเภอลับแล ในงานมีการจาลองพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระพุทธเจ้า การน้อมจิตราลึกถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตลอดจนพระธรรมคาสั่ง สอนของพระองค์ มีการตกแต่งวัดอย่างสวยงาม พร้อมปฏิบัติธรรมและเทศนาธรรม งานมนัสการหลวงพ่อโตและมหกรรมของดีเมืองพิชัย จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๒-๖ เดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี บริเวณวัดพระธาตุ เป็นงานมนัสการหลวงพ่อ โต พระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ และชมมหรสพมากมายภายในงาน ติดต่อที่ว่าการอาเภอพิชัย โทร ๐ ๕๕๒๕ ๒๗๔๒-๓ งานมนัสการพระแท่นศิลาอาสน์ พระพุทธบาทยุคล และพระนอนพุทธไสยาสน์ จัดขึ้นในช่วงขึ้น ๘ ค่า ถึง ๑๕ ค่า เดือน ๓ ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวัน มาฆบูชาของทุกปี ณ วัดพระแท่นศิลาอาสน์ วัดพระยืนพุทธบาทยุคล และวัดพระนอนพุทธบาทไสยาสน์ ตาบลทุ่งยั้ง อาเภอลับแล มีการจัดงานสมโภช งานมหรสพ และการออกร้านสินค้าพื้นเมือง ติดต่อเทศบาลตาบลทุ่งยั้ง โทร ๐ ๕๕๔๔ ๒๒๘๔, ๐ ๕๕๕๑ ๓๔๗๑ และอาเภอลับแล โทร ๐ ๕๕๔๔ ๒๐๓๙ ประเพณีแห่น้าขึ้นโรง จัดขึ้นในวันที่ ๑๔ เดือนเมษายนของทุกปี บริเวณเชิงดอยม่อนอารักษ์ อาเภอลับแล มีการ กรวดน้ารดน้าให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับ ไปแล้ว ด้วยการนาน้าอบและน้าหอมไปสรงตามศาลเจ้า ซึ่งเป็นที่นับถือในหมู่บ้าน โดยมีขบวนพิธีจากหมู่บ้านต่าง ๆ อัญเชิญน้าศักดิ์สิทธิ์และเครื่อง สักการะไปรอบเมือง แวะสักการะอนุสาวรีย์พระศรีพนมมาศ สรงน้าพระเถระผู้ใหญ่ในวัดเจดีย์ศรีวิหาร สักการะดวงวิญญาณบริเวณอนุสาวรีย์เจ้าฟ้า ฮ่ามกุมาร การแสดงถวายหน้า อนุสาวรีย์ และฟ้ อนรา งานเทศกาลลางสาดหวานและมหกรรมของดีเมืองอุตรดิตถ์ จัดขึ้นประมาณปลายเดือนกันยายนของทุกปี ณ บริเวณสนามกีฬาพระยาพิชัยดาบหัก หน้า ศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นช่วงที่ลางสาดอันเป็นผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัด และผลไม้อีกหลากหลายชนิดกาลังออกผล ในงานมีการออกร้านผลไม้ นิทรรศการทางวิชาการเกี่ยวกับลางสาด การประกวดลางสาด การประกวดธิดาลางสาด แม่ม่ายเมืองลับแล ขบวนแห่รถผลไม้ การประกวดรถผลไม้ และ การออกร้านสินค้าของดี จากทุกอาเภอ งานเทศกาลวันกระเทียม จัดช่วงต้นเดือนมีนาคม บริเวณสนามกีฬาอาเภอน้าปาด มีการออกร้านจาหน่าย ผลิตภัณฑ์จากกระเทียมและส่วนราชการต่าง ๆ ประกวดธิดากระเทียม ขบวนแห่ การละเล่นท้องถิ่น และมหรสพต่าง ๆ ติดต่ออาเภอน้าปาด โทร ๐ ๕๕๔๘ ๑๐๔๕
  • 36.
    จ.อุตรดิตถ์ แหล่งท่องเที่ยว อนุสาวรีย์พระยาพิชัยดาบหัก ประดิษฐานอยู่หน้าศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์ สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติประวัติใน ความกล้าหาญ รักชาติและเสียสละเมื่อครั้งพระยาพิชัยครองเมืองพิชัยในสมัยธนบุรี ท่านได้สร้างเกียรติประวัติไว้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อปี พ.ศ. 2316 พม่ายกทัพมาตี เมืองพิชัย พระยาพิชัย ได้ยกทัพไปสกัดทัพพม่าจนแตกพ่ายกลับไป การรบในครั้ง นั้นดาบคู่มือของพระยาพิชัยข้างขวาได้หักไปหนึ่งเล่ม แต่ก็ยังรบได้ชัยชนะต่อทัพ พม่า ด้วยวีรกรรมดังกล่าว จึงได้สมญานามว่า พระยาพิชัยดาบหักอนุสาวรีย์แห่งนี้ ออกแบบและหล่อโดยกรมศิลปากร ทาพิธีเปิดเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2512 ภายในบริเวณมี พิพิธภัณฑ์ดาบเหล็กน้าพี้ ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นที่เก็บรักษาดาบเหล็ก น้าพี้ ใหญ่ที่สุดในโลก มีน้าหนัก 557.8 กิโลกรัม ฝักดาบทาด้วยไม้ประดู่ ฝัง ลวดลายมุกหุ้มปลอกเงินสลักสลาย และพิพิธภัณฑ์พระยาพิชัยที่ภายในเก็บรวบรวม ประวัติของพระยาพิชัยดาบหัก รวมทั้งแบบจาลอง สนามรบ และวิถีชีวิตในสมัย
  • 37.
    จ.อุตรดิตถ์ อยู่ที่หมู่ 3 บ้านทุ่งยั้งตาบลทุ่งยั้ง จากตัวเมืองอุตรดิตถ์ไปตามทางหลวง หมายเลข 102 ประมาณ 3 กิโลเมตร จะมองเห็นวัดอยู่ทางซ้ายมือ วัดนี้เป็นวัด เก่าแก่มีตานานเกี่ยวพันกับอีก 2 วัด ที่อยู่ใกล้เคียงกัน คือ วัดพระยืนพุทธ บาทยุคล และวัดพระแท่นศิลาอาสน์ เกี่ยวกับการเสด็จมาของพระพุทธเจ้า วัด แห่งนี้เดิมชื่อ วัดมหาธาตุ ประกอบด้วยวิหารแบบล้านนาซึ่งอยู่ด้านหน้า ถัดไป เป็นพระบรมธาตุทุ่งยั้งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า เป็นเจดีย์เก่าแก่ แบบลังกาทรงกลมฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยม 3 ชั้น ฐานล่างมีเจดีย์องค์เล็กๆ เป็น บริวารอยู่ 4 มุม ฐานชั้นที่ 3 มีซุ้มคูหา 4 ด้าน สันนิษฐานว่าได้บูรณะขึ้นภายหลัง
  • 38.
    จ.อุตรดิตถ์ หลวงพ่อเพชรวัดท่าถนน วัดท่าถนนเดิมชื่อ วัดวังเตาหม้อ ตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้าน่านถนนเกษมราษฎร์ ตาบล ท่าอิฐ เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อเพชร เป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์สมัยเชียงแสน นั่งขัดสมาธิเพชร ตามประวัติกล่าวว่า ในปี พ.ศ. 2436 ขณะหลวงพ่อด้วงเจ้าอาวาส วัดหมอนไม้ เดินทางกลับจากรับนิมนต์ที่วัดสว่างอารมณ์ ตาบลไผ่ล้อม อาเภอลับแล เมื่อผ่านวัดสะแกที่เป็นวัดร้าง ได้พบเนินดินเป็นจอมปลวกขนาดใหญ่มีเกศ พระพุทธรูปโผล่ขึ้นมา เมื่อขุดดูพบว่าเป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ มีลักษณะงดงามมาก จึงนามาประดิษฐานไว้ที่วัดท่าถนน มีคนมากราบไหว้บูชาเป็นจานวนมาก ประกอบ กับเป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิเพชร จึงเรียกกันว่า หลวงพ่อเพชร วัดใหญ่ท่าเสา ตั้งอยู่ที่ถนนสาราญรื่น ตาบลท่าเสา อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟท่าเสา วัดนี้มีวิหารเก่าแก่ ซึ่งมีบานประตูไม้แกะสลัก 2 บาน ตลอดจนลายไม้ที่วิหารด้านหน้า และมีหอไตร โบราณที่มีรูปแบบสีสันสวยงาม ซึ่งใช้เป็นที่เก็บพระไตรปิฎก
  • 39.
    จ.อุตรดิตถ์ อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว มีพื้นที่ 149,375 ไร่ครอบคลุมพื้นที่ของอาเภอบ้านโคก อาเภอน้าปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ และอาเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก ได้รับการประกาศเป็นอุทยานฯ เมื่อปี 2537 ลักษณะภูมิประเทศประกอบด้วยภูเขาสูงตามแนว ชายแดนไทย - ลาว มียอดภูสอยดาวสูงที่สุด 2,102 เมตร จากระดับทะเล สภาพพื้นที่เป็นภูเขาสูงที่ป่าปกคลุม เป็นป่าดิบเขาสลับทุ่งหญ้าและป่าสน เช่น ป่าสนสามใบ อากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี มีดอกไม้ป่าพันธุ์ต่างๆ เช่น ดอกหงอนนาค ดอกไม้ดินต่างๆ ขึ้นอยู่กลางป่าสน ภูสอยดาวสามารถจะมาท่องเที่ยวได้ทั้งปี แต่ถ้าหากอยาก ดูดอกไม้สีสวยๆ ที่มักจะขึ้นเพื่อรับความชุ่มชื้นในช่วงหน้าฝน ควรจะมาในช่วงปลายฝนต้นหนาว สถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจภายในอุทยานฯ ได้แก่ น้าตกภูสอยดาว อยู่ใกล้ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว มี 5 ชั้น มีน้าไหลตลอดปี แต่จะมีน้ามากในช่วงหน้าฝน ลานสน การเดินทางสู่ยอดลานสนต้องขึ้นเขาลาดชันเกือบตลอดเส้นทาง และผ่านเนินต่าง ๆ ที่มีชื่อบอกถึงความ ยากลาบากในการเดินผ่านแต่ละเนิน เช่น เนินส่งญาติ เนินปราบเซียน เนินป่าก่อ เนินเสือโคร่ง และเนินมรณะ ที่มี ความสูงชันมากที่สุด แต่เส้นทางที่เดินขึ้นไปนั้นไม่ยุ่งยากเพราะจะเดินไต่เขาขึ้นไปตามสันเขา ไม่มีทางแยกไปไหน ระยะทางเดินเท้าขึ้นลานสนประมาณ 6.5 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 5-6 ชั่วโมง บนลานสนจะเป็นทุ่ง หญ้า มีต้นสนสองใบ สนสามใบ ต้นหงอนนาค ที่มีสีม่วงตัดกับดอกสร้อยสุวรรณาที่มีสีเหลือง ออกดอกให้ดู สวยงาม และดอกไม้อีกนานาชนิด ที่ขึ้นอวดความสวยงามและสร้างความสดขื่นสดใสให้กับลานสน บนลานสนเป็น จุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามด้วย บนลานสนไม่มีบ้านพักและอาหาร หากต้องการจะขึ้นไปพักค้างแรมต้อง เตรียมเต็นท์และอาหารไปเอง และหากนักท่องเที่ยวต้องการลูกหาบช่วยขนสัมภาระก็มีบริการ การจะขึ้นบนลาน สนต้องติดต่อขอเจ้าหน้าที่นาทาง และอุทยานฯ จะอนุญาตให้ขึ้นได้ตั้งแต่เวลา 08.00–13.00 น.
  • 40.
    จ.อุตรดิตถ์ น้าตกสายทิพย์ เป็นน้าตกอยู่บนลานสน มี7 ชั้น ทางไปน้าตกเป็นหุบเขา ค่อนข้างลาดชัน อุทยานฯ มีบ้านพักบริการนักท่องเที่ยว และสามารถกางเต็นท์ได้บนยอดลานสน สอบถามรายละเอียด ได้ที่ กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ โทร. 579–5734, 579–7223 หรือที่ อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ตาบลห้วยมุ่น อาเภอน้าปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ 53110 การเดินทาง จากจังหวัดอุตรดิตถ์ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1045 ผ่านเขื่อนสิริกิติ์ สู่อาเภอน้าปาด ระยะทาง 68 กิโลเมตร ต่อจากนั้นใช้เส้นทางหมายเลข 1239 ไปทางบ้านห้วยมุ่นอีกประมาณ 47 กิโลเมตร และจาก บ้านห้วยมุ่นใช้เส้นทางหมายเลข 1268 อีก 18 กิโลเมตร ก็จะถึงน้าตกภูสอยดาว ซึ่งเป็นจุดเริ่มเดินเท้า ขึ้นสู่ยอดลานสน สาหรับรถโดยสารประจาทาง จากอุตรดิตถ์จะมีรถโดยสารปรับอากาศออกจากตลาด อาเภอเมือง (ตลาดต้นโพธิ์) ไปอาเภอน้าปาดทุกชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 06.00–17.00 น. (แต่รถเที่ยวแรก จะเข้ามาที่สถานีขนส่ง เวลา 05.00 น.) ใช้เวลาประมาณ 2.30 ชั่วโมง จากนั้นลงรถที่หน้าโรงพยาบาล อาเภอน้าปาด จะมีท่ารถสองแถว ต้องเหมารถไปภูสอยดาวประมาณ 300 บาท ใช้เวลาเดินทางอีก 3 ชั่วโมง สาหรับผู้ที่ต้องการจะเดินทางกลับทางอาเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก ต้องเหมารถไป ราคา ประมาณ 500 บาท ใช้เวลา 2 ชั่วโมง และต่อรถโดยสารไม่ปรับอากาศที่อาเภอชาติตระการ สายชาติ ตระการ-นครไทย-พิษณุโลก มีรถบริการระหว่างเวลา 05.00–17.30 น. ช่วงนี้ใช้เวลา 3 ชั่วโมง ค่า โดยสาร 43 บาท รถโดยสารจากพิษณุโลก กลับกรุงเทพฯ ควรจะไปซื้อตั๋วที่บริษัทในตลาดโดยตรง มากกว่าที่จะมาที่สถานีขนส่ง เนื่องจากมีโควต้าขายตั๋วน้อย
  • 41.
    จ.อุตรดิตถ์ บ่อเหล็กน้าพี้ อยู่ที่หมู่ 1 บ้านน้าพี้ตาบลน้าพี้ ห่างจากตัวจังหวัด ประมาณ 56 กิโลเมตร ตามเส้นทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 11 และเข้าทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1245 เป็นโบราณสถานซึ่งมีความสาคัญ เนื่องจากเป็น แหล่งเหล็กกล้า ที่นามาทาพระแสงดาบตั้งแต่สมัยโบราณ เดิมมีอยู่ด้วยกันหลายบ่อ มีบ่อหนึ่งเรียกว่า บ่อพระแสง ห้ามมิให้ผู้ใดขุดเหล็กจากบ่อนี้ โดยสงวนไว้ใช้ทาพระแสงดาบสาหรับพระมหากษัตริย์ เท่านั้น และ บ่อพระขรรค์ เป็นบ่อที่ในสมัยโบราณมีช่างทาพระขรรค์ถวายพระมหากษัตริย์ ได้นาแร่ เหล็กน้าพี้จากบ่อพระขรรค์ไปถลุงทาพระขรรค์ ภายในบริเวณมี พิพิธภัณฑ์บ่อเหล็กน้าพี้ รวบรวม หลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับประวัติเหล็กน้าพี้ โดยจัดแสดงและจาลองให้เห็นถึงกระบวนการ ขั้นตอนการตี เหล็กน้าพี้ ตั้งแต่การขุดแร่เหล็กน้าพี้จนตีเป็นดาบที่มีความแกร่งและความคมเป็นเลิศ ดาบน้าพี้จึงเป็น อาวุธคู่กายของขุนศึกและนักรบไทยในสมัยโบราณตลอดมา พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2542 เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น. เหล็กน้าพี้ในสมัยโบราณ นิยมนาไปตีเป็นพระแสงราชศัสตราของพระเจ้าแผ่นดิน จึงมีความเขื่อว่าเป็น เหล็กศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถแก้อาถรรพณ์ อยู่ยงคงกระพันและป้องกันภูตผีปีศาจได้เป็นอย่างดี จึงเหมาะ สาหรับผุ้ที่ต้องเดินทางไปในถิ่นแปลกที่อยุ่เป็นประจา และผู้ที่ต้องพักค้งอ้างแรมในสถานที่ต่างๆอยู่ เสมอ
  • 42.
    จ.เชียงใหม่ ประวัติและความเป็ นมา เมืองเชียงใหม่ มีชื่อปรากฏในตานานว่า"นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่" ซึ่งเป็นราชธานีของ อาณาจักรล้านนา สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1839 โดยพญามังรายในอดีตเชียงใหม่มีฐานะเป็น เมืองหลวงของราชอาณาจักรนครรัฐอิสระ ชื่อว่า อาณาจักรล้านนา ซึ่งปกครองโดยกษัตริย์ ราชวงศ์มังราย ประมาณ 261 ปี (ระหว่าง พ.ศ. 1839-พ.ศ. 2101) แต่ต่อมาในปี พ.ศ. 2101 เชียงใหม่ได้เสียเมืองให้แก่พระเจ้าบุเรงนอง พระมหากษัตริย์พม่า และได้ถูก ปกครองโดยพม่ามานานกว่าสองร้อยปี จนถึงสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี จึงได้มีการทา สงครามเพื่อขับไล่พม่าออกจากเมืองเชียงใหม่และเชียงแสนได้สาเร็จ โดยการนาของเจ้ากาวิ ละและพระยาจ่าบ้านหลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเจ้ากาวิละ ขึ้นเป็น พระเจ้าบรมราชาธิบดีกาวิละ โดยให้ ปกครองหัวเมืองฝ่ายเหนือในฐานะประเทศราชของกรุงรัตนโกสินร์ และราชวงศ์ทิพย์จักราธิ วงศ์ (ราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน) ซึ่งเป็นเชื้อสายของพระเจ้าบรมราชาธิบดีกาวิละ ก็ได้ปกครอง เมืองเชียงใหม่และหัวเมืองต่าง ๆ สืบต่อมา และเปลี่ยนชื่อเมืองเป็น "รัตนติงสาอภินวบุรี เชียงใหม่"
  • 43.
    จ.เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่แบ่งเขตการปกครองออกเป็ น 25อาเภอ 204 ตาบล 2,066 หมู่บ้าน ซึ่งอาเภอทั้ง 25 อาเภอมีดังนี้ 1. อาเภอเมืองเชียงใหม่ 2. อาเภอจอมทอง 3. อาเภอแม่แจ่ม 4. อาเภอเชียงดาว 5. อาเภอดอยสะเก็ด 6. อาเภอแม่แตง 7. อาเภอแม่ริม 8. อาเภอสะเมิง 9. อาเภอฝาง 10. อาเภอแม่อาย 11. อาเภอพร้าว 12. อาเภอสันป่าตอง 13. อาเภอสันกาแพง 14. อาเภอสันทราย 15. อาเภอหางดง 16. อาเภอฮอด 17. อาเภอดอยเต่า 18. อาเภออมก๋อย 19. อาเภอสารภี 20. อาเภอเวียงแหง 21. อาเภอไชยปราการ 22. อาเภอแม่วาง 23. อาเภอแม่ออน 24. อาเภอดอยหล่อ 25. อาเภอกัลยาณิวัฒนา
  • 44.
    จ.เชียงใหม่ ประเพณีของเชียงใหม่ นับจากอดีต ชีวิตของชาวล้านนาผูกพันอยู่กับพุทธศาสนา ซึ่งจะเห็นได้จากการดาเนินชีวิตและสถาบันทางศาสนา ในชุมชน รวมทั้งระบบหัววัด ซึ่งมีการรวมกลุ่มของวัดต่าง ๆ ไม่ว่าใกล้หรือไกลกัน และคนในชุมชนหนึ่งชักชวน คนอีกชุมชนหนึ่งมาทาบุญที่วัดของตน เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์กัน ขณะที่พุทธศาสนามีส่วนสัมพันธ์กับชีวิตของคนเมืองอย่างลึกซึ้ง แต่ความเชื่อดั้งเดิมเรื่องผีปู่ย่าและผีเสื้อเมือง ผี เจ้าเมืองก็มีปะปนอยู่ จนแยกกันไม่ออก ชาวล้านนาสามารถนาทั้งสองอย่างมาผสมผสานกันได้ อย่างกลมกลืน ใน งานพิธีและประเพณีต่าง ๆ ซึ่งจะพบได้ในปัจจุบัน ประเพณีและงานพิธีที่สาคัญในรอบปีของชาวเชียงใหม่มีอยู่มากมาย อาทิ ประเพณีสงกรานต์ ประเพณีเข้าอินทขีล ประเพณี ลอยโคมลอยโขมด ประเพณีสรงน้าพระธาตุจอมทอง และพิธีเลี้ยงผีปู่และย่า เป็นต้น ประเพณีสงกรานต์ ประเพณีสงกรานต์เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ของชาวล้านนา เนื่องจากเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนศักราชใหม่ และขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหลาย ให้ปัดเป่าทุกข์โศกโรคภัยให้ล่วงไปในปีเก่า พร้อมทั้ง เตรียมร่างกายและจิตใจให้สดใสรับปีใหม่ โดยจะ เริ่มจัดขึ้น ตั้งแต่วันที่ 13 ถึงวันที่ 18 เม.ย. ของทุกปี แต่ชาวล้านนาถือวันที่ 15 เม.ย. เป็นวันเปลี่ยนศักราชใหม่ ต่างจากภาคกลาง และในระยะเวลา 6 วันนี้จะประกอบพิธีหลายอย่าง วันที่ 13 เม.ย. ถือเป็นวันสังขารล่อง (วันสิ้นสุดปีเก่า) ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะยิงปืน จุดประทัด ก่อนสว่าง เพื่อขับไล่ เสนียดจัญไร แล้วเก็บกวาดบ้านเรือน หิ้งพระ
  • 45.
    จ.เชียงใหม่ วันที่ 14 เม.ย.เป็นวันที่เรียกกันว่า "วันเนา" หรือ "วันเน่า" วันนี้ชาวเชียงใหม่จะทาแต่สิ่งที่เป็นสิริมงคล พร้อมทั้ง ตระเตรียมอาหาร คาวหวาน เครื่องไทยทาน เพื่อทางานบุญในวันสงกรานต์ และไปขนทรายเข้าวัด วันที่ 15 เรียกว่า "วันพญาวัน" ถือเป็นวันเริ่มศักราชใหม่ ชาวเชียงใหม่จะไปทาบุญตักบาตรที่วัด และถวายอาหาร พระที่เรียกว่า "ทานขันข้าว" เพื่ออุทิศแก่ผู้ล่วงลับ และสรงน้าพระ หลังจากนั้นจึงนาขันข้าวตอก ดอกไม้ ธูปเทียน น้าขมิ้น ส้มป่อย หมากพลู เมี่ยง หรืออาจมีเครื่องนุ่งห่ม ไปรดน้าดาหัวผู้ใหญ่ ส่วนวันที่ 16-18 เม.ย. เรียกว่า "วันปากปี ปากเดือน ปากวัน" จะเป็นวันประกอบพิธีกรรมสักการะต่อวิญญาณ ศักดิ์สิทธิ์ทั่วไป ประเพณีเข้าอินทขีล อินทขีล เป็นชื่อของเสาหลักเมืองของชาวเชียงใหม่ เดิมประดิษฐานอยู่ ณ วัดสะดือเมือง หรือวัดอินทขีล กลางเมือง เชียงใหม่ แต่ปัจจุบันย้ายไปไว้ที่วัดเจดีย์หลวง ในสมัยของพระยากาวิละ และได้บูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่เป็นเสาปูน การจัดงานประเพณีเข้าอินทขีล จัดขึ้นในปลายเดือน 8 ต่อต้นเดือน 9 (พฤษภาคม-มิถุนายน) ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า วันเดือน 8 เข้า เดือน 9 ออก เดิมประเพณีนี้เจ้าผู้ครองนครจะจัดขึ้นเพื่อสังเวยเทพยดาอารักษ์ บูชากุมภัณฑ์ และมีพิธีเข้าทรงผีเจ้านาย เพื่อ สอบถามว่า ฝนฟ้ าจะอุดมสมบูรณ์ และชะตาบ้านเมืองจะดีหรือไม่ หากชะตาของบ้านเมืองไม่ดี ก็จะจัดพิธีสืบ ชะตาเมืองเพิ่มขึ้นด้วย และปัจจุบันได้เพิ่มการทาพิธีทางพุทธศาสนาเข้ามาอีกอย่างหนึ่ง โดยการแห่พระพุทธรูป คันธารราษฎร์ (พระเจ้าฝนแสนห่า) รอบเมือง และจะนามาประดิษฐาน ณ วัดเจดีย์หลวง เพื่อให้ชาวเมืองสรงน้า จากนั้นพระสงฆ์ 9 รูป จะเจริญพระพุทธมนต์บูชาเสาอินทขีล ซึ่งฝังอยู่ใต้ดิน การประกอบพิธีนี้เพื่อมุ่งเสริมสร้าง ขวัญและกาลังใจของชาวเมืองก่อนที่จะเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูก
  • 46.
    จ.เชียงใหม่ ประเพณีสรงน้าพระธาตุจอมทอง วัดพระธาตุจอมทองวรวิหาร เป็นศาสนสถานเก่าแก่ที่สาคัญ ตั้งอยู่บนเนินสูงราว10 เมตร ที่เรียกว่า "ดอยจอมทอง" และมีเจดีย์ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระทักษิณโมลีธาตุ (ส่วนที่เป็นพระเศียรด้านขวาของ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า) พระบรมสารีริกธาตุจอมทองนั้น ประดิษฐานอยู่ในพระโกศ 5 ชั้น มีจานวน 1 องค์ ขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว มีสีขาวนวลและ ออกน้าตาลคล้ายสีดอกพิกุลแห้ง บรรจุไว้ในเจดีย์ ซึ่งจะมีการอัญเชิญออกมาให้ ประชาชนได้สักการะและสรงน้า 2 ครั้ง ในทุกปี คือวันที่พระบรมสารีริกธาตุเข้าพรรษาและออกพรรษา วันขึ้น 15 ค่า เดือน 9 ของแต่ละปี จะเป็นวันที่พระบรมสารีริกธาตุเข้าพรรษา พระภิกษุจะอัญเชิญพระ บรมสารีริกธาตุออกจากพระโกศ 5 ชั้น มาประดิษฐานในพระโกศแก้วใส แล้วแห่ไปทาพิธีที่โบสถ์ ใน ระหว่างทางชาวบ้านจะโยนข้าวตอกดอกไม้ไปยังพระโกศ เพื่อถวายเป็นสักการะ เมื่อทาพิธีเสร็จก็จะแห่ จากโบสถ์ไปยังหอสรงข้างวิหาร หอสรงนี้จะมีรางน้าเป็นรูปตัวนาคสาหรับใช้สรงน้า และเดิมจะใช้น้าแม่ กลาง ผสมด้วยดอกคาฝอย เป็นน้าสาหรับสรง แต่ปัจจุบันใช้น้าสะอาดธรรมดา เสร็จแล้วจึงอัญเชิญเข้า จาพรรษาในพระโกศ 5 ชั้น ตามเดิม และกลางคืนพระภิกษุจะสวดเจริญพระพุทธมนต์ เป็นอันเสร็จพิธี วันขึ้น 15 ค่า เดือน 5 ของแต่ละปี จะเป็นวันที่พระบรมสารีริกธาตุออกพรรษา จะมีประเพณีพิธีการ เช่นเดียวกับวันที่พระบรมสาริกธาตุเข้าพรรษา แต่จะเป็นพิธีเล็กกว่า ชาวบ้านไม่ค่อยมาร่วมสรงน้ามาก นัก
  • 47.
    จ.เชียงใหม่ ประเพณีลอยโคมและลอยโขมด เป็นประเพณีการทาบุญและสนุกสนานร่าเริง หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับงานในท้องไร่ ท้องนาของชาวล้านนา โดยจะจัดให้มีขึ้นในวันขึ้น 15 ค่า เดือนยี่ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "วันยี่เป็ง" โดยการลอยโคมในเวลากลางวันและกลางคืน และลอยโขมดหรือลอยกระทงเวลา กลางคืน วันขึ้น 14 ค่า เดือนยี่ ตามวัดวาอารามและบ้านเรือน จะประดับตกแต่งด้วยต้นกล้วย อ้อย โคมไฟ และดอกไม้นานาชนิด โดยสร้างขึ้น เป็นประตูป่า เพื่อเตรียมในการตั้งธรรมหลวง (เทศน์มหาชาติ) ในวันขึ้น 15 ค่า วันขึ้น 15 ค่า เดือนยี่ ชาวบ้านจะไปทาบุญตักบาตรและฟังเทศมหาชาติ โดยเป็นการเทศน์แบบพื้นเมือง ที่พระสงฆ์จะขึ้นไป เทศน์บน ธรรมมาสน์บุษบก และในตอนค่าชาวบ้านจะนาผางผะติ๊ด (ถ้วยประทีป) มาที่วัดเพื่อบูชาพระรัตนตรัย และฟังเทศน์ และการจุดผางผะ ติ้ดนี้ คนล้านนาถือว่าได้บุญมาก เมื่อเสร็จจากการบูชาผางผะติ้ดก็จะเป็นการจุดโคมไฟ หรือลอยโคม และลอยโขมดหรือลอยกระทง พร้อมกับเล่นดอกไม้ไฟ การปล่อยโคมลอยมี 2 ลักษณะ 1. ปล่อยโคมลอยในตอนกลางวัน เรียกว่า ว่าว โดยทาโคมด้วยกระดาษสี แล้วให้ลอยสู่ท้องฟ้าด้วยความร้อนคล้ายบอลลูน เพื่อปล่อย ทุกข์โศกและสิ่งไม่ดีต่าง ๆ ไป 2. ปล่อยโคมลอยในเวลากลางคืน เรียกว่า โคมไฟ โดยใช้ไม้พันด้ายเป็นก้อนกลม ชุบน้ามันยางหรือน้ามันขี้โล้แขวนปากโคม แล้วจุดไฟ ปล่อยขึ้นสู่ท้องฟ้า เพื่อเป็นการบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ สาหรับการลอยโขมดหรือการลอยกระทงของล้านนา จัดขึ้นในวันขึ้น 15 ค่า เดือนยี่ เช่นเดียวกัน ที่เรียกว่า ลอยโขมดนั้น เนื่องจาก กระทงเมื่อจุดเทียนแล้วปล่อยลงน้า จะมีแสงสะท้อนกับเงาน้าวับแวมดูคล้ายแสงของผีโขมด ชาวล้านนาจะลอยกระทงเล็ก ๆ กับครอบครัว เพื่อนฝูง ในวันขึ้น 15 ค่า ส่วนกระทงใหญ่ที่ร่วมกันจัดทา นิยมลอยในวันแรม 1 ค่า กระทงเล็กของชาวเชียงใหม่ แต่เดิมใช้กาบมะพร้าว ที่มีลักษณะโค้งงอ เหมือนเรือเป็นกระทง แล้วนากระดาษแก้วมาตกแต่งเป็นรูปนก วางดอกไม้ และประทีปไว้ภายใน
  • 48.
    จ.เชียงใหม่ พิธีเลี้ยงผีปู่แสะย่าแสะ เป็นพิธีที่ชาวเชียงใหม่ทามาแต่ในอดีต เพื่อสังเวยเครื่องเซ่นแก่ผีปู่แสะย่าแสะ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นยักษ์ชอบกินเนื้อคนและจะทา พิธีขึ้นในวันขึ้นหรือแรม 14 ค่า เดือน 9 ที่เชิงป่าดอยคาด้านตะวันออกของตาบลแม่เหียะ เป็นประจาทุกปี และชาวบ้านจะต้อง ร่วมกันทาพิธีฆ่าควายเซ่นสังเวย หากไม่ทาพิธีนี้จะทาให้บ้านเมืองไม่สงบสุข เกิดภัยพิบัติ และในพิธีเลี้ยง จะมีการเข้าทรง เจ้านาย เพื่อพยากรณ์ถึงความเป็นอยู่และความอุดมสมบูรณ์ของบ้านเมืองด้วย พิธีนี้ได้เลิกไปเมื่อเชียงใหม่ตกเป็นของพม่า จนถึงสมัยสงครามมหาเอเซียบูรพา จึงได้รื้อฟื้ นขึ้นอีก ประเพณีการทาบุญสลากภัตต์ การทาบุญนี้เดิมชาวบ้านเรียกว่า "กิ๋นสะลากฮากไม้" ปัจจุบันเรียก "ทานสลาก" หรือ "ทาบุญสลาก" ทาขึ้นที่วัดเชียงมั่น ในวัน ขึ้น 15 ค่า เดือน 12 เหนือ วัดเจดีย์หลวง ในวันแรม 8 ค่า เดือน 12 เหนือ และวัดพระสิงห์ ในวันแรม 15 ค่า เดือน 12 เหนือ สมัยก่อนไม่มีการเลี้ยงข้าวปลาอาหารเช่นปัจจุบัน คือ เมื่อพระสงฆ์หรือสามเณรจับสลากมากน้อยเพียงใด ก็ขบฉันเฉพาะอาหาร เท่าที่บอกในสลากเท่านั้น การจับสลากภัตต์มี 2 วิธี คือ จับเส้นและจับเบอร์ การจับเส้นเป็นวิธีเก่า คือเขียนข้อความการทาบุญสลากและชื่อผู้ศรัทธา ลง ในแผ่นกระดาษแข็ง ใบตาล ใบลาน หรือวัตถุอื่นใดเท่ากับจานวนของไทยทาน เป็นการอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ล่วงลับและเพื่อเป็น บุญกุศลต่อตนเอง โดยการนาไปกองรวมกันในโบสถ์หรือวิหารที่จัดไว้ แล้วให้พระเณรมาจับตามจานวนที่กาหนด ส่วนสลากที่ เหลือก็ถวายแก่พระพุทธ จากนั้นชาวบ้านจึงถวายของตามชื่อเส้นของตน หลังจากพระให้ศีลให้พรแล้ว จึงรับเส้นของตนไปเผา พร้อมทั้งตรวจน้าอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตาย เป็นอันเสร็จพิธี ส่วนวิธีจับเบอร์นั้น เป็นที่นิยมกันมากกว่าวิธีจับเส้น มีวิธีการคือ ทาเบอร์ของไทยทานเท่ากับจานวนพระเณร แล้วมีวิธีจับ เช่นเดียวกับการจับเส้น
  • 49.
    จ.เชียงใหม่ ประเพณีการเลี้ยงขันโตก ขันโตก เป็นภาชนะสาหรับใส่อาหารของชาวเหนือ ทาด้วยไม้สักทาด้วย หางสีแดง สูง 8-10 นิ้ว มีขาไม้สักกลึงเป็นรูปกลมตั้งบนวงล้อรับอีก อันหนึ่ง ขันโตกจะกว้างประมาณ 10-30 นิ้ว สมัยโบราณคนพื้นเมืองนิยมใช้ขันโตกสาหรับใส่อาหาร รับประทานใน ครัวเรือน แต่ความนิยมใช้ค่อยเสื่อมลงเมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้น และคน หันไปนิยมของใช้จากต่างประเทศแทน ขันโตกจึงใช้เฉพาะเป็นธรรม เนียมในการต้อนรับแขกเมือง และบุคคลสาคัญเท่านั้น
  • 50.
    จ.เชียงใหม่ แหล่งท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ประกาศเป็นอุทยานฯ เมื่อพ.ศ.2515 ประกาศเป็นอุทยานฯ เป็นลาดับ ที่ 6 ของประเทศไทย มีพื้นที่ 482.4 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอาเภอจอมทอง อาเภอแม่ แจ่มอาเภอแม่วาง และกิ่งอาเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ ดอยอินทนนท์แต่เดิมดอยนี้มีชื่อว่า "ดอย หลวง" หรือ "ดอยอ่างกา" ดอยหลวง มาจากขนาดของดอยที่ใหญ่มาก ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า "ดอย หลวง" (หลวง: เป็นภาษาเหนือ แปลว่า ใหญ่) ดอยอ่างกา มีเรื่องเล่าว่า ห่างจากยอดดอยไปทางทิศ ตะวันตกประมาณ 300 เมตร มีหนองน้าแห่งหนึ่งลักษณะเหมือนอ่าง ฝูงกาจานวนมากมายมักพากันไป เล่นน้าที่หนองน้าแห่งนี้ จึงพากันเรียกว่า "อ่างกา" และภูเขาขนาดใหญ่แห่งนั้นก็เลยเรียกกันว่า "ดอย อ่างกา" แต่ก็มีบางกระแสกล่าวว่า คาว่า "อ่างกา" นั้น แท้จริงแล้วมาจากภาษาปกาเกอญอ (กะเหรี่ยง) แปลว่า "ใหญ่" เพราะฉะนั้นคาว่า "ดอยอ่างกา" จึง แปลว่าดอยที่มีความใหญ่นั่นเอง ดอยอินทนนท์ อดีตกาลก่อนป่าไม้ทางภาคเหนืออยู่ในความควบคุม ของเจ้าผู้ครองนครต่าง ๆ สมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ (องค์สุดท้าย) พระองค์ ให้ความสาคัญกับป่าไม้อย่างมาก โดยเฉพาะป่าในบริเวณดอยหลวง ทรงรับสั่งว่า หากสิ้นพระชนม์ลงให้ นาอัฐิบางส่วนขึ้นไปสร้างสถูปบรรจุไว้บนดอย ดอยนี้จึงมีนามเรียกขานว่า "ดอยอินทนนท์" แต่มีข้อมูล บางกระแสกล่าวว่า ที่ดอยหลวงเรียกว่า ดอยอินทนนท์ นั้น เป็นเพราะเนื่องจากว่าเป็นการให้เกียรติ
  • 51.
    จ.เชียงใหม่ เจ้าผู้ครองนคร จึงตั้งชื่อจากคาว่า "ดอยหลวง"ซึ่งเป็นชื่อที่มีความซ้ากับ ดอยหลวง ของอาเภอเชียงดาว แต่ภายหลังมีชาวเยอรมัน มาทาการสารวจ และวัด ซึ่งปรากฎผลว่า ดอยหลวง หรือดอยอ่างกา ที่อาเภอแม่แจ่มมีความ สูงกว่า ดอยหลวง ของอาเภอเชียงดาว จึงเปลี่ยนชื่อใหม่ เพื่อไม่ให้มีความ ซ้าซ้อนกัน และเรียกดอยแห่งนี้ว่า"ดอยอินทนนท์" อุทยานแห่งชาติดอยอิน ทนนท์ เดิมเป็นส่วนหนึ่งของ "ป่าสงวนแห่งชาติดอยอินทนนท์" ต่อมาได้ถูก สารวจและจัดตั้งเป็นหนึ่งในสิบสี่ ป่าที่ทางรัฐบาลให้ดาเนินการเป็นอุทยาน แห่งชาติ ซึ่งครั้งแรกกรมป่าไม้เสนอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กาหนด พื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ให้มีพื้นที่ 1,000 ตร.กม. หรือประมาณ 625,000 ไร่
  • 52.
    จ.เชียงใหม่ แต่เนื่องจากพื้นที่ชุมชนต่าง ๆ อาศัยอยู่ก่อนหลายชุมชนจึงทาการสารวจ ใหม่ และกันพื้นที่ที่ราษฎร อยู่มาก่อน และคาดว่าจะมีปัญหาในอนาคตออก จึงเหลือพื้นที่ที่จะประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ 270 ตร.กม. หรือประมาณ 168,750 ไร่ ประกาศลงวันที่ 2 ตุลาคม 2515 และในวันที่ 13 มิถุนายน 2521 รัฐบาลประกาศพื้นที่เพิ่มอีกเป็น 482.4 ตร.กม. อาเภอจอมทอง อาเภอแม่แจ่ม อาเภอแม่วาง และกิ่งอาเภอดอยหล่อ มี ความสูงจากระดับน้าทะลปานกลาง 400-2,565.3341 เมตร เป็นภูเขาที่ สูงที่สุดในประเทศไทย สาหรับวัตถุประสงค์ในการกาหนดที่ดินให้เป็น อุทยานแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 หมวด 1 มาตรา 6
  • 53.
    จ.แม่ฮ่องสอน ประวัติและความเป็นมา จังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อปี พ.ศ.2374 พระเจ้ามโหตรประเทศ ผู้ครองนคร เชียงใหม่ ให้ เจ้าแก้วเมืองมา เป็นแม่กอง นาไพร่พลช้างต่อและหมอควาญ ออกไปจับช้างป่ามาใช้งาน เจ้าแก้วเมืองมา ยกไพร่พลช้างช้างป่ามาใช้งาน เจ้าแก้วเมืองมา ยกไพร่พลข้ามภูเขา มาทางตะวันตกของเชียงใหม่? ซึ่งมีช้าง ป่าชุกชุม โดยมอบหน้าที่ให้ พะกาหม่อง เป็นผู้ควบคุมดูแล เมื่อคล้องช้างได้ เป็นจานวนเพียงพอแล้ว จึงพากันเดินทางต่อไปถึงชุมชนบ้านป่าแห่งหนึ่ง มี ทาเลดีมีร่องธารน้าและที่ราบ เหมาะแก่การฝึกช้างป่า จึงหยุดไพร่พลตั้ง บ้านเรือนขึ้นที่นี่ และตั้งชื่อหมู่บ้านว่า “แม่ร่องสอน” หมายถึงที่มีร่องน้าฝึก ช้าง ต่อมา ได้เพี้ยนเป็น “แม่ฮ่องสอน”
  • 54.
    จ.แม่ฮ่องสอน การปกครองแบ่งออกเป็น 7 อาเภอ45 ตาบล 402 หมู่บ้าน 1. อาเภอเมืองแม่ฮ่องสอน 2. อาเภอขุนยวม 3. อาเภอปาย 4. อาเภอแม่สะเรียง 5. อาเภอแม่ลาน้อย 6. อาเภอสบเมย 7. อาเภอปางมะผ้า
  • 55.
    จ.แม่ฮ่องสอน แม่ฮ่องสอน เป็นจังหวัดชายแดนจังหวัดหนึ่ง ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับสหภาพพม่า ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกสุดของภาคเหนือโดยอยู่ห่างจากกรุงเทพ ฯ 942 กิโลเมตร มี เนื้อที่รวมทั้งสิ้นประมาณ 12,681 ตารางกิโลเมตร ปัจจุบันแบ่งการปกครองออกเป็น 6 อาเภอ กับ 1 กิ่งอาเภอ คือ อาเภอเมือง อาเภอแม่สะเรียง อาเภอขุนยวม อาเภอ ปาย อาเภอแม่ลาน้อย อาเภอสบเมย และกิ่งอาเภอปางมะผ้า แม่ฮ่องสอน ได้ชื่อว่า “เมืองสามหมอก” เนื่องจากเป็นเมืองในหุบเขา ล้อมรอบด้วย ภูเขาสลับซับซ้อน ทอดขนานไปกับทิวเขาถนนธงชัย และทิวเขาแดนลาว ดังนั้น จึงถูก ปกคลุมด้วยหมอกตลอดทั้งปี มีทิวทัศน์อันสวยงามตามธรรมชาติ ของเทือกเขา สลับซับซ้อนและป่าไม้นานาพันธุ์ จนนักท่องเที่ยว เล่าขานกันอยู่เสมอว่า เปรียบเสมือนกับเป็นสวิตเซอร์แลนด์ของเมืองไทย
  • 56.
    จ.แม่ฮ่องสอน แม่ฮ่องสอน มีสถานที่ท่องเที่ยวอยู่มากมายทั้งที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและ โบราณสถาน นอกจากนี้ยังมีศิลปวัฒนธรรมประเพณีอันควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ เห็นได้ จากบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว หรือสองชั้นแบบโบราณ เรียกว่า บ้านแบบ ไทยใหญ่ สร้างด้วยไม้มีใต้ถุนสูง หลังคามุงด้วยใบตอลตึง มีการแต่งกายแบบพื้นเมือง ซึ่ง เรียกกันว่า ชุดไต คือ ผู้ชายนุ่งกางเกง คล้ายกางเกงจีน หรือกางเกงชาวเล สวมเสื้อคอกลม แขนยาวป้ ายแบบจีน ผู้หญิงนุ่งผ้าถุงยาว สวมเสื้อทรงกระบอกตัวสั้นเพียงเอว ชาว แม่ฮ่องสอนยังใช้ภาษาท้องถิ่นและรับประทานอาหารพื้นเมือง สิ่งเหล่านี้นับว่าเป็นเสน่ห์ ดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้เดินทางมาเยี่ยมชมจังหวัดแม่ฮ่องสอน อาณาเขต ทิศเหนือ ติดต่อกับรัฐฉาน แห่งสหภาพพม่า ทิศใต้ ติดต่อกับอาเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ทิศตะวันออก ติดต่อกับจังหวัดเชียงใหม่ ทิศตะวันตก ติดต่อกับสหภาพพม่า
  • 57.
    จ.แม่ฮ่องสอน แหล่งท่องเที่ยว วนอุทยานถ้าปลา ถ้าปลาตั้งอยู่บริเวณเชิงเขา อยู่ที่บ้านห้วยผา ต.ห้วยผาห่างจากตัวเมืองไปทางทิศเหนือประมาณ 17 กม. มีลักษณะเป็นธารน้าที่ไหลมาจากถ้าใต้ภูเขาตลอดเวลา ด้านหน้าเป็นวังน้า มีปลาพลวง (อาจ เรียกว่า ปลามุง, ปลาคัง) ตัวโตแหวกว่ายอยู่มากมาย เป็นที่อัศจรรย์แก่ผู้พบเห็นว่าเหตุใดปลาเหล่านี้จึง มารวมกันอยู่ที่หน้าถ้า ถ้าปลาอยู่ในความดูแลของวนอุทยานถ้าปลา บริเวณอุทยานฯหนาแน่นไปด้วย ต้นไม้ และได้ปรับปรุงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว มีการตกแต่งสถานที่ให้เหมาะสมแก่การพักผ่อน สร้างความ รื่นรมย์แก่ผู้มาเยือน อนุสาวรีย์พระยาสิงหนาทราชา ตั้งอยู่ต้นถนนขุนลุมประพาส ประวัติของพระยาสิงหนาทราชา เดิมชื่อ ชานกะเล เป็นชาวไทยใหญ่ ได้ รวบรวมผู้คนตั้งหมู่บ้านขึ้นชื่อว่า “บ้านขุนยวม” ต่อมาได้ยกขึ้นเป็นเมือง จวบจนปี พ.ศ. 2417 จึงได้ เปลี่ยนชื่อเมืองเป็นเมืองแม่ฮ่องสอน และพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าครองนครเชียงใหม่ ได้ยก บรรดาศักดิ์ชานกะเล เป็นพระยาสิงหนาทราชา และแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนคนแรก จาก บริเวณอนุสาวรีย์พระยาสิงหนาทราชานี้เมื่อมองตรงขึ้นไปจะเห็นองค์พระธาตุดอยกองมูอยู่บนยอดเขา
  • 58.
    จ.แม่ฮ่องสอน วัดพระธาตุดอยกองมู ตั้งอยู่บนดอยกองมูทางทิศตะวันตกของตัวเมืองแม่ฮ่องสอน เดินทางโดยแยกจากทางหลวงสาย 108 ตรงบริเวณอนุสาวรีย์พระยาสิงหนาทราชาขึ้นไปทางซ้ายมือเป็นทางราดยางขึ้นภูเขาไปอีกประมาณ 1.5 กิโลเมตร ก็จะถึงบริเวณวัด วัดนี้เดิมมีชื่อเรียกว่า วัดปลายดอย เป็นปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองที่สาคัญ ที่สุด ประกอบด้วยพระธาตุเจดีย์ที่สวยงาม 2 องค์ พระเจดีย์องค์ใหญ่สร้างโดย “จองต่องสู่” เมื่อ พ.ศ. 2403 เป็นที่บรรจุพระธาตุของพระโมคคัลลานะเถระ ซึ่งนามาจากประเทศพม่า ส่วนพระธาตุเจดีย์องค์ เล็กสร้างเมื่อ พ.ศ. 2417 โดย “พระยาสิงหนาทราชา” เจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนคนแรก จากวัดพระธาตุดอย กองมูนี้สามารถมองเห็นภูมิประเทศ และสภาพตัวเมืองแม่ฮ่องสอน ได้อย่างชัดเจนและสวยงามมาก วัด นี้มีงานเทศกาลประจาปีหลายงาน เช่น ในวันปีใหม่ วันสงกรานต์ โดยเฉพาะในวันออกพรรษาจะมีการ ตักบาตรดาวดึงส์ หรือตักบาตรเทโวด้วย วัดพระนอน ตั้งอยู่เชิงดอยกองมู เป็นที่ประดิษฐานพระนอนองค์ใหญ่ สร้างด้วยศิลปะไทยใหญ่ พ.ศ. 2418 และเป็น พระนอนองค์ขนาดยาว 12 เมตร ซึ่งมีพุทธลักษณะงดงามมาก ตามประวัติเล่าว่าพระนางเมียะ ภริยา ของพระยาสิงหนาทราชาเป็นผู้สร้างขึ้น ภายในบริเวณมีรูปปั้นสิงโตขนาดใหญ่ 2 ตัว สร้างโดยพระยาสิง หนาทราชา และพระนางเมียะ อยู่เคียงข้างระหว่างทางที่จะขึ้นไปนมัสการพระธาตุกองมู เป็นสิงโตที่มี ลักษณะงดงามและสมบูรณ์มาก นอกจากนี้ภายในวัดยังมีการสอนวิปัสนาอีกด้วย
  • 59.
    จ.แม่ฮ่องสอน วัดก้าก่อ (ภาษาไตแปลว่า ดอกบุนนาค) ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับวัดพระนอนเป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองแม่ฮ่องสอน สร้างเมื่อ พ.ศ. 2433 มีลักษณะสถาปัตยกรรมที่งดงามไม่แพ้วัดอื่น โดยเฉพาะลักษณะพิเศษที่มีหลังคา คลุมทางเดิน ตั้งแต่ซุ้มทางเข้าไปสู่ศาลา นอกจากนี้ยังมีตาราภาษาไทยใหญ่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย ใหญ่กับเจ้าอโนรธามังช่อ ปัจจุบันได้รับการแปลเป็นภาษาไทยโดยพระมหาบุญรักษ์ สุปัญโญ ท่านเจ้า อาวาสวัดนี้ วัดหัวเวียงหรือวัดกลางเมือง ตั้งอยู่ที่ถนนสีหนาทบารุง ตาบลจองคา (อยู่ติดกับตลาดเช้าบริเวณสี่แยกไฟแดง) เป็นวัดที่ตั้งอยู่ใจกลาง เมือง สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2406 เป็นที่ประดิษฐานของพระเจ้าพาราละแข่ง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง ประจาเมืองที่งดงามมาก มีประวัติว่าหล่อจาลองจาก “พระมหามุนี” ซึ่งเป็นเจ้าพาราละแข่งองค์จริง ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า โดยลุงจองโพหย่า เดินทางไปนิมนต์มา พระเจ้าพาราละแข่งองค์นี้สร้าง เป็นท่อนๆ ทั้งหมด 9 ท่อน ล่องมาตามแม่น้าปาย แล้วนามาประกอบที่วัดพระนอน และนามา ประดิษฐานที่วัดหัวเวียง หรือวัดกลางเมือง ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่า เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง ปัจจุบัน วิหารที่ประดิษฐานพระเจ้าพาราละแข่ง สร้างใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยคงโครงสร้างของวิหาร ตามรูปแบบเดิมไว้ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  • 60.
    จ.แม่ฮ่องสอน หนองจองคา เป็นสวนสาธารณะตั้งอยู่ใจกลางเมือง เป็นหนองน้าที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีน้าตลอดปีเป็นสถานที่พักผ่อน หย่อนใจของชาวเมืองและนักท่องเที่ยว และใช้เป็นสถานที่จัดงานประเพณีที่สาคัญๆ ของจังหวัดด้วย วัดจองคา อยู่บริเวณสวนสาธารณะหนองจองคา เป็นวัดเก่าแก่ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2370 โดยช่างฝีมือชาวไทยใหญ่ มีศิลปะแบบ ต่างๆ ซึ่งเป็นศิลปะแบบไทยใหญ่ที่แปลกและงดงามมาก หลังคาวัดเป็นรูปปราสาท เพราะมีคติว่าปราสาทเป็นของ สูง ผู้ที่ประทับอยู่ในปราสาทควรจะเป็นพระมหากษัตริย์หรือตัวแทนพระศาสนา จึงเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อ โต มีขนาดหน้าตักกว้าง 4.85 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2469 โดยช่างฝีมือชาวพม่า และมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ซึ่ง จาลองมาจากพระศรีศากยมุนีที่วิหารวัดสุทัศน์ ประดิษฐานไว้เป็นพระประธานของวัด เหตุที่เรียกชื่อวัดจองคา เนื่องจากเสาวัดประดับด้วยทองคาเปลว วัดจองกลาง ตั้งอยู่เคียงข้างกับวัดจองคา ภายในวิหารมีแท่นบูชาตั้งพระพุทธสิหิงค์จาลอง ปิดทองเหลืองอร่ามไปทั้งองค์ มีสิ่งที่ น่าสนใจเป็นอย่างมาก เช่น ตุ๊กตาแกะสลักด้วยไม้เป็นรูปคนและสัตว์เกี่ยวกับพระเวสสันดรชาดก ฝีมือแกะสลัก ของช่างชาวพม่า ซึ่งนามาจากพม่าตั้งแต่ พ.ศ. 2400 นอกจากนี้ทางด้านจิตรกรรม ยังมีภาพวาดบนแผ่นกระจก เรื่องพระเวสสันดรชาดก และภาพประวัติเจ้าชายสิทธัตถะ ตลอดจนภาพแสดงให้เห็นถึง ชีวิตความเป็นอยู่ของคน สมัยนั้นหลายภาพ มีคาบรรยายใต้ภาพเป็นภาษาพม่า และมีบันทึกบอกไว้ว่า เป็นฝีมือของช่างไทยใหญ่ จากมัณฑะเลย์
  • 61.
    จ.แม่ฮ่องสอน เรือนประทับแรมโป่งแดง อยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศใต้ประมาณ 4 กิโลเมตรตั้งอยู่ภายในศูนย์โครงการพัฒนาตามพระราชดาริ ท่าโป่งแดง ซึ่งทาการทดลองเพาะปลูกพืชผลไม้ต่างๆ และเลี้ยงหม่อนไหม แยกไปทางซ้ายมือประมาณ 2 กิโลเมตร มีเรือนประทับแรม สาหรับเสด็จประทับ และพักผ่อนพระอิริยาบถ ตัวเรือนประทับแรม ตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆ ด้านหน้ามีแม่น้าปายไหลผ่านรอบๆ เรือนประทับมีไม้ดอกไม้ประดับปลูกไว้ อย่างสวยงาม บรรยากาศเหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ บ่อน้าร้อนผาบ่อง ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตาบลผาบ่อง (เส้นทางหลวงหมายเลข 108 บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 256) อยู่ห่างจากตัว เมือง 11 กิโลเมตร มีบริเวณพื้นที่ 8 ไร่ ได้จัดสถานที่ไว้อย่างสวยงาม และมีห้องอาบน้าไว้บริการ และ ในบริเวณใกล้เคียงกันมีร้านอาหารไว้บริการนักท่องเที่ยวด้วย เขื่อนผลิตไฟฟ้ าพลังน้าผาบ่อง อยู่ห่างจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนไปทางทิศใต้ประมาณ 12 กิโลเมตร เป็นเขื่อนกั้นลาน้าแม่ละมาด และ ผลิตกระแสไฟฟ้ าใช้ในตัวเมืองแม่ฮ่องสอน บริเวณตัวเขื่อนมีศาลาพักร้อน เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อน ใจ และอากาศสบายมีลมพัดตลอดเวลา
  • 62.
    จ.แม่ฮ่องสอน บ้านน้าเพียงดิน อยู่ในเขตตาบลผาบ่อง เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวนิยมล่องเรือตามลาน้าปาย ผ่านบ้านห้วยเดื่อไปจนถึง บ้านน้าเพียงดินโดยเรือหางยาว ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ตลอดเส้นทางที่ล่องเรือไปตามลาน้า จะผ่าน ระลอกน้าที่ลดระดับลดหลั่นกันไปคล้ายธารน้าตก นับเป็นทัศนียภาพที่งดงามแปลกตา จากบ้านน้าเพียง ดินนี้ ใช้เวลาล่องเรือไม่นานก็เข้าเขตสหภาพพม่า และถึงบริเวณที่เรียกกันว่า “ผาห่มน้า” ซึ่งเป็นอีกจุด หนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมไปกันเสมอ บ้านยอดดอย (หมู่บ้านแม้วไมโครเวฟ) เป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้ง ที่อาศัยอยู่บนดอยสูงกว่าระดับน้าทะเล 1,000 เมตร ความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย และการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอย่างเคร่งครัดของพวกเขา เป็นสิ่งที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวอยากเดินทางไปสัมผัส โดยเดินทางจากแม่ฮ่องสอนไปหมู่บ้านป่าลาน 32 กม. (เส้นทางแม่ฮ่องสอน - ขุนยวม) และเลี้ยวซ้ายขึ้นหมู่บ้าน ซึ่งเป็นทางสูงชันอีกราว 8 กม. น้าตกซู่ซ่า อยู่ในเขตบ้านแม่สุยะ ตาบลห้วยผา เป็นน้าตก
  • 63.
    จ.แม่ฮ่องสอน วนอุทยานน้าตกผาเสื่อ ตั้งอยู่ในเขตตาบลหมอกจาแป่ ห่างจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอน ตามเส้นทางสู่อาเภอปาย(เส้นทาง 1095) เป็น ระยะทาง 17 กิโลเมตร แยกซ้ายบริเวณบ้านรักไทยเป็นทางราดยางเข้าไปอีก 12 กิโลเมตร และเข้าทางลูกรังไปอีก 8 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังมีอีกเส้นทางหนึ่ง เป็นเส้นทางเข้าหมู่บ้านหมอกจาแป่ซึ่งเป็นเส้นทางเก่า ทางเข้ายังไม่สะดวก เป็น ถนนลูกรังตลอดทั้งเส้นทาง เส้นทางนี้แยกมาจากทางหลวงหมายเลข 1095 แต่จะถึงก่อนเส้นทางแรก โดยห่าง จากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนเพียง 14 กิโลเมตร น้าตกแห่งนี้ไหลลงมาจากน้าตกแม่สะงาในพม่า มี 6 ชั้น ชั้นบนสุดอยู่ในป่าลึกเข้าไป ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง คือน้าตกแม่สะงากลาง ถัดออกมาเป็นชั้นผายาว ผาลาด ผาเสื่อ ผาตั้ง และผาอ้อม ชั้นที่คนนิยมเที่ยวมาก ที่สุดคือผาเสื่อ ซึ่งมีน้าตกลงมากระทบแผ่นหินกระเด็นเป็นฝอย และสองข้างน้าตก มีแผ่นหินลักษณะคล้ายเสื่อปู ลาดอยู่จานวนมาก น้าตกมีขนาดใหญ่ และน้ามากตลอดปี น้ามากที่สุดในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน พระตาหนักปางตอง อยู่ในเขตตาบลหมอกจาแป่ สามารถเดินทางไปโดยใช้เส้นทางเดียวกับทางเข้าวนอุทยานผาเสื่อ แต่ต้องเดินทาง ต่อไปอีก 5 กิโลเมตร ตัวเรือนประทับแรมตั้งอยู่บนยอดเขาสูงที่บ้านปางตอง ในโครงการพัฒนาพื้นที่สูงปางตอง มีทิวทัศน์บริเวณสองข้างทางที่สวยงาม ทางรถยนต์เข้าถึงและสามารถเดินทางไปสู่หมู่บ้านแม้วนาป่าแปก ซึ่งเป็น หมู่บ้านชาวเขาเผ่าแม้ว ที่สุขสงบและน่ารักมากเลย ต่อจากหมู่บ้านแม้วนี้ก็จะสามารถไปถึงหมู่บ้านแม่ออ ซึ่งเป็น หมู่บ้านชายแดนไทย-พม่า และมีกองกาลังกองพล 93 ตั้งอยู่เป็นบริเวณที่สูง อากาศเย็น และมีทิวทัศน์ที่น่าชม ยิ่ง
  • 64.
    จ.น่าน ประวัติ จังหวัดน่าน แต่เดิมมาเรียกว่า "เมืองน่าน"บ้าง "เมืองนาน" บ้าง "นันทบุรี" บ้าง แต่ ตามศิลาจารึกของ พระเจ้าพ่อขุนรามคาแหงราว พ.ศ. 1820 เศษ เรียกว่า "เมืองน่าน" ส่วนนามที่เรียกว่า "เมืองนาน" นี้ ปรากฏในตานานพระธาตุแช่แห้ง ว่าเป็นนามที่ได้มีขึ้นโดยพุทธทานาย แต่ทั้งนี้สันนิษฐานว่าเกี่ยวด้วย ความนิยมของชาวลานนาไทยในการแต่งตานานในอันที่จะสืบสาวราวเรื่องให้เข้าไปต่อเนื่องกับสมัย พุทธกาลเป็นข้อใหญ่ เพราะนาม "เมืองน่าน" นั้น มีเหตุผลเพียงเพื่อ จะยกย่องพระธาตุแช่แห้งอันเป็นปู ชนียสถานสาคัญของบ้านเมืองให้มีกาเนิดขึ้นในสมัยพุทธกาลเท่านั้น และคาที่เรียกว่า "เมืองนาน" นั้นก็ ไม่ปรากฏเรียกในพงศาวดารเมืองน่านเลย นอกจากจะเรียกกันในตานานพระธาตุแช่แห้งอยู่ชั่วขณะหนึ่ง แล้วก็หายไป ส่วนนาม "นันทบุรี" ปรากฏว่าเรียกกันอยู่แทบทุกตานาน และเชื่อว่าได้มีกาเนิดขึ้นในชั้น หลังในสมัยมัธยมประวัติ เพระครั้งนั้นทางลานนามีผู้เชี่ยวชาญภาษาบาลีมาก เหตุแต่ได้มีพระสงฆ์ใน ลังกามาสืบศาสนาติดต่อกับลานนาอยู่ช้านาน นาม "นันทบุรี" ที่ตั้งขึ้นใหม่ก็ไม่จาเป็นจะต้องเอา ความหมายจากนามเดิม เพียงแต่ให้มีสาเนียงสัมผัสสอดคล้องกันไปกับคาเดิมเท่านั้น แม้ว่า "เมืองน่าน" จะได้คาใหม่ว่า "นันทบุรี" แล้ว ก็ยังมิได้ทิ้งนามเดิมเสียทีเดียวคงเรียกคู่กันมาว่า "นันทบุรี ศรีนครน่าน" ซึ่งใช้กันในทางราชการในสมัยโบราณและศุภอักษร นามเมือง "นันทบุรี" เป็นนามที่ไพเราะและมี ความหมายเป็นมงคลนาม แต่ก็มีหลายพยางค์และเรียกยาก ความที่ไม่นิยมในการที่จะต้องเขียนหรือ เรียกกันยืดยาว จึงหันกลับมานิยมนามเมืองไปตามเดิมว่า "เมืองน่าน" ตราบมาจนถึงปัจจุบัน
  • 65.
    จ.น่าน การปกครองแบ่งออกเป็ น 15อาเภอ 99 ตาบล 848 หมู่บ้าน 1. อาเภอเมืองน่าน 2. อาเภอแม่จริม 3. อาเภอบ้านหลวง 4. อาเภอนาน้อย 5. อาเภอปัว 6. อาเภอท่าวังผา 7. อาเภอเวียงสา 8. อาเภอทุ่งช้าง 9. อาเภอเชียงกลาง 10. อาเภอนาหมื่น 11. อาเภอสันติสุข 12. อาเภอบ่อเกลือ 13. อาเภอสองแคว 14. อาเภอภูเพียง 15. อาเภอเฉลิมพระเกียรติ
  • 66.
    จ.น่าน งานแข่งเรือประเพณีฉลองงาช้างดาจังหวัดน่าน ประเพณีแข่งเรือเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมานานนิยมจัดให้มีขึ้นในงานประเพณีตานก๋วยสลาก ต่อมา ในปี พ.ศ.2479 ได้จัดให้มีการแข่งเรือในงานทอดกฐินสามัคคีสืบทอดมาจนถึงงานทอดกฐิน พระราชทานในปัจจุบัน ซึ่งจะมีในราวกลางเดือนตุลาคม หรือต้นเดือนพฤศจิกายนทุกปี ภายหลังทาง จังหวัดได้ผนวกงานสมโภชงาช้างดาอันเป็นสมบัติล้าค่าคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดน่านเข้าไปด้วย เรือที่เข้า แข่งแต่ละลาใช้ไม้ซุงใหญ่ๆ เอามาขุดเป็นเรือ ตกแต่งหัวและท้ายเรือเป็นรูปหัวนาคและหางนาคอย่าง สวยงาม ประเภทการแข่งขัน มีทั้งเรือใหญ่ เรือกลาง และเรือเล็ก รวมทั้งประเภทสวยงาม นอกจากนี้ยัง มีการประกวดกองเชียร์อีกด้วย นับเป็นประเพณีที่น่าสนใจอย่างยิ่ง งานเทศกาลส้มสีทองและงานกาชาดจังหวัดน่าน ส้มสีทองเป็นผลผลิตทางการเกษตร ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดน่าน พันธุ์เดียวกับส้มเขียวหวาน แต่ส้มสี ทองจะมีเปลือกสีเหลืองทองสวยงาม และรสชาติหวานหอมอร่อยกว่า เป็นเพราะอิทธิพลของดินฟ้ า อากาศคืออุณหภูมิระหว่างกลางวันและกลางคืนต่างกัน 8 องศา เป็นเหตุให้สาร “คาร์ทีนอยพิคเมนท์” ในเปลือกส้มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีทองดังกล่าว กิจกรรมที่น่าสนใจมีหลายอย่าง ได้แก่ การประกวดขบวนรถส้มสีทอง การออกร้านนิทรรศการ การ จาหน่ายสินค้าหัตถกรรมจากอาเภอต่างๆ และจากเมืองฮ่อน-หงสา สปป.ลาว การแสดงพื้นเมืองและ มหรสพต่างๆ อีกมากมาย
  • 67.
    จ.น่าน กุมภาพันธ์ - มีนาคมเทศกาลผ่อดอกชมพูภูคา อุทยานแห่งชาติดอยภูคา วันมาฆะบูชา ประเพณีขึ้นบ่อน้าทิพย์ วนอุทยานถ้าผาตูบ ขึ้น11-15ค่า เดือน 4 งานประเพณีหกเป็งไหว้พระบรมธาตุแช่แห้ง 13 เมษายน งานประเพณีสงกรานต์และสรงน้าพระเจ้าทองทิพย์วัดสวนตาล อาเภอ เมือง 17-19 เมษายน งานสักการะเสาหลักเมืองวัดมิ่งเมือง อาเภอเมือง วันวิสาขบูชา งานประเพณีนมัสการพระธาตุเขาน้อย อาสาฬหบูชา งานแห่เทียนเข้าพรรษา วัดสวนตาล อาเภอเมือง เสาร์-อาทิตย์ที่ 1 หลังออกพรรษา งานประเพณีแข่งเรือจังหวัดน่าน บริเวณสะพาณ พัฒนาภาคเหนือ อาเภอเมือง ขึ้น 15 ค่า เดือน 12 งานประเพณีลอยกระทง อาเภอเมือง สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนธันวาคม เทศกาลส้มสีทองและงานกาชาดจังหวัดน่าน ณ สนามกีฬาจังหวัดน่าน อาเภอเมือง
  • 68.
    จ.น่าน แหล่งท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ 8อาเภอ คือ อาเภอเฉลิมพระเกียรติ อาเภอ ทุ่งช้าง อาเภอเชียงกลาง อาเภอปัว อาเภอท่าวังผา อาเภอสันติสุข อาเภอแม่จริมและอาเภอ บ่อเกลือ มีพื้นที่ประมาณ 1,065,000 ไร่ เป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่มีทั้งพืชพรรณ และสัตว์ป่าที่มีความสาคัญต่อระบบนิเวศน์ รวมทั้งเป็นแหล่งกาเนิดของแม่น้าหลายสาย เช่น แม่น้าน่าน ลาน้าปัว ลาน้าว้า ที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวจังหวัดน่าน และยังมี ความสาคัญทางประวัติศาสตร์ กล่าวคือ เป็นที่เชื่อกันว่าเทือกเขาดอยภูคาเป็นเมืองเก่าของ บรรพบุรุษของคนเมืองน่านและในปัจจุบันนี้ก็ยังมีศาลเจ้าพ่อภูคา ตั้งอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 31 ถนนสายปัง-บ่อเกลือ อันเป็นที่เคารพสักการะของชาวจังหวัดน่านและบุคคลทั่วไป ปี พ.ศ.2526 ราษฎรของ จ.น่าน ได้เห็นความสาคัญที่จะอนุรักษ์ป่าต้นน้าลาธารเพื่อ ป้องกันการบุกรุกทาลาย จึงได้มีหนังสือถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้กาหนดป่าดอยภู คา อ.ปัว ให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ต่อมาได้ประกาศเป็นพระราชกฤษฎีกาแนวเขต อุทยานแห่งชาติดอยภูคาเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2542 อีกทั้งภายในบริเวณพื้นที่ก็ยังมี แหล่งท่องเที่ยวมากมาย อาทิ ถ้า น้าตก ล่องแก่งต่างๆและต้นชมพูภูคา ซึ่งเป็นที่พักผ่อน หย่อนใจของคนทั้งประเทศและต่างประเทศ
  • 69.
    จ.น่าน อาเภอนาน้อย ผาชู้ หรือ ผาเชิดชู อยู่ห่างจากตัวอาเภอนาน้อย16 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายนาน้อย-ปางไฮ เส้นทางหลวงหมายเลข 1083 ผาชู้นี้อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติศรีน่านมีลักษณะเป็นหน้าผาสูงชันมีทิวทัศน์สวยงาม ตามประวัติ เล่าว่ามีหนุ่มสาวคู่หนึ่งเกิดรักกัน โดยที่ครอบครัวของฝ่ายหญิงมีฐานะดีกว่าฝ่ายชายจึงถูกกีดกันจากญาติ ของผู้ใหญ่ ด้วยความรักกัน ฝ่ายหญิงจึงมา ณ ที่แห่งนี้แล้วได้กระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย เมื่อฝ่ายชาย ทราบเรื่องจึงตามมาและได้พบศพของหญิงสาว จึงเสียใจและกระโดดหน้าผาตายตามกัน หน้าผาแห่งนี้ จึงได้ชื่อว่า “ผาชู้” นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ที่นี่มีบ้านพักรับรองแต่ต้องเตรียมอาหารไปเอง รายละเอียด ติดต่อ อุทยานแห่งชาติศรีน่าน ตู้ปณ.14 อาเภอนาน้อย จังหวัดน่าน 55150 เสาดินนาน้อย (ฮ่อมจ๊อม) และคอกเสือ อยู่ที่ตาบลเชียงของ ห่างจากตัวเมืองน่าน 60 กิโลเมตร จากอาเภอนาน้อยมีทางแยกไปตามเส้นทาง หมายเลข 1083 ประมาณ 10 กิโลเมตร ฮ่อมจ๊อม คือ เป็นเนินดินซึ่งถูกกัดเซาะจนสึกกร่อน เป็นการ เปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาอย่างหนึ่ง มีลักษณะคล้ายกับ “แพะเมืองผี” ที่จังหวัดแพร่
  • 70.
    จ.น่าน อาเภอนาหมื่น บ้านปากนาย ห่างจากตัวจังหวัด 96 กิโลเมตรใช้เส้นทางน่าน-เวียงสา-นาน้อย จากอาเภอนาน้อย จะมีทางแยกไปถึงอาเภอนา หมื่นราว 20 กิโลเมตร จากนั้นจะเป็นทางลูกรังคดเคี้ยวไปตามไหล่เขาอีกประมาณ 22 กิโลเมตร จึงถึงบ้านปาก นาย ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมงริมทะเลสาบเหนือเขื่อนสิริกิติ์ ที่มีทิวทัศน์สวยงามโอบบริเวณด้วยทิวเขาเขียวขจี โดยรอบ มีเรือนแพซึ่งเปิดเป็นร้านอาหาร และบางแห่งทาเป็นห้องพักไว้บริการนักท่องเที่ยว จากบ้านปากนาย สามารถเช่าเรือล่องไปตามลาน้าน่านสู่อ่างเก็บน้าสิริกิติ์ มีทิวทัศน์เป็นป่าเขาสวยงาม เกาะแก่ง เรือนแพ ชาวประมง มีปลาน้าจืด เช่น ปลาบู่ ปลาเทโพ และปลาสวาย เป็นต้น อาเภอบ้านหลวง ดอยผาจิ การเดินทางจากน่านใช้ทางหลวงหมายเลข 1091 เป็นระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร เมื่อถึงอาเภอบ้านหลวงให้ ใช้เส้นทางสาย 1172 บ้านพี้เหนือสู่ดอยผาจิ ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ดอยผาจิ เป็นดอยที่มีความสวยงาม มีธรรมชาติที่ยังสมบูรณ์ทั้งน้าตก ต้นไม้นานาพันธุ์ เป็นเขตพื้นที่ที่เคยเป็นที่ตั้งฐานกาลังของฝ่าย ผกค. ปัจจุบันยัง มีอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องกาเนิดไฟฟ้า ท่อประปา อยู่ในพื้นที่ นอกจากนี้บริเวณใกล้เคียงยังมีหมู่บ้านชาวเขา เผ่าม้ง และเย้า เรียงรายอยู่
  • 71.
    จ.น่าน อาเภอท่าวังผา หมู่บ้านไทยลื้อหนองบัว อยู่ที่บ้านหนองบัว ตาบลป่าคา จากตัวเมืองน่านใช้เส้นทางหลวงหมายเลข1080 เป็น ระยะทาง 41 กิโลเมตร ก่อนถึงอาเภอท่าวังผามีทางแยกซ้ายไปอีก 3 กิโลเมตร หมู่บ้าน แห่งนี้เป็นหมู่บ้านที่มีฝีมือในการทอผ้าพื้นเมืองประจาเผ่าที่สวยงาม เรียกว่า “ผ้าลายน้า ไหล” ซึ่งเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดในจังหวัดน่าน นับเป็นหัตถกรรมที่ตกทอดมาหลายยุคหลาย สมัย ตามใต้ถุนบ้านที่ยกพื้นสูงจะมีเครื่องทอผ้าสาหรับไว้ใช้เอง ส่วนที่เหลือจะนา ออกจาหน่ายเป็นสินค้าพื้นเมือง เช่น ผ้านุ่ง ผ้าพันคอ กระโปรง เสื้อ เป็นต้น วัดหนองบัว ตั้งอยู่ในหมู่บ้านหนองบัว เป็นวัดที่สร้างด้วยฝีมือช่างไทยลื้อ ซึ่งได้โยกย้ายถิ่นฐานมาจาก แคว้นสิบสองปันนาตั้งแต่ครั้งอดีตกาล ภายในวิหารวัดหนองบัวมีภาพจิตรกรรมฝาผนังอัน งดงาม มีเอกลักษณ์ซึ่งแตกต่างไปจากวัดอื่น ๆ ตามประวัติกล่าวว่า ภาพเหล่านี้เขียนขึ้นใน สมัยรัชกาลที่ 5 สันนิษฐานว่าเป็นฝีมือชาวไทยลื้อเมืองน่าน นับว่ามีคุณค่าทางศิลปะ และ ความสมบูรณ์ของภาพใกล้เคียงกับ ภาพจิตรกรรมฝาผนังของวัดภูมินทร์ในเมืองน่าน
  • 72.
    จ.น่าน อาเภอปัว หมู่บ้านพัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาป่ากลาง ตั้งอยู่ที่ตาบลศิลา ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 69กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่าแม้ว เย้า และถิ่น ซึ่ง มีผลมาจากการกวาดล้างผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในจังหวัดน่านของทางราชการ เมื่อปี พ.ศ.2511 การ จัดสร้างจะแยกกันอยู่ตามลักษณะเผ่า มีการผลิตงานหัตถกรรมที่สวยงาม น้าตกศิลาเพชร ตั้งอยู่ที่บ้านป่าตอง ตาบลศิลาเพชร ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 56 กิโลเมตร บนเส้นทางหลวง หมายเลข 1080 สายน่าน-ปัว ก่อนถึงอาเภอปัว ตรงหลักกิโลเมตรที่ 41-42 มีทางแยกขวามือเข้าทาง หลวงหมายเลข 1170 ไปประมาณ 14 กิโลเมตร น้าตกสายนี้จะตกลงมาจากหน้าผาหลายชั้นลดหลั่นกัน ไป อุทยานแห่งชาติดอยภูคา อยู่ห่างจากจังหวัดน่าน ประมาณ 85 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 1080 สายน่าน-ปัว ระยะทาง ประมาณ 60 กิโลเมตร จากนั้นใช้เส้นทางสายปัว-บ่อเกลือ อีกประมาณ 25 กิโลเมตร ก็จะถึงที่ทาการ อุทยานฯ เป็นแหล่งกาหนิดของห้วยน้าลาธารอันหลากหลาย ที่นาไปสู่ต้นกาเนิดแม่น้าน่านแม่น้าสาย หลักของจังหวัดน่าน ที่มีความสาคัญทั้งทางนิเวศวิทยา และวิถีชีวิตของชาวน่าน อุทยานแห่งชาติดอยภู คา มีพื้นที่ประมาณ 1,680 ตารางกิโลเมตร หรือ 1,050,000 ไร่
  • 73.
    จ.น่าน สิ่งที่น่าสนใจในอุทยานฯ คือ ต้นชมพูภูคาซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ที่หายากที่สุดพันธุ์หนึ่ง มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า “ไบร์ ทชไนเดอร์ซีเนนซีส” คาดว่าได้สูญพันธุ์ไปแล้ว จนกระทั่งมีการค้นพบอีกครั้งในป่าดอยภูคาแห่งนี้ โดย ดร.ธวัชชัย สันติสุข ขณะที่ดารงตาแหน่งหัวหน้าฝ่ายพฤกษศาสตร์ กองบารุง กรมป่าไม้ ลักษณะของดอกชมพูภูคา กลีบดอก ด้านนอกมีสีชมพูจางขาว และกลีบดอกด้านในมีสีชมพูลายเส้นสีม่วง ชูช่อเป็นพวงใหญ่ จึงได้มีการตั้งชื่อตามสีของ ดอก และสถานที่ค้นพบว่าดอก “ชมพูภูคา” นับแต่นั้นมา นอกจากนี้บนดอยภูคายังป่าปาล์มดึกดาบรรพ์ ถ้า น้าตก และจุดชมทิวทัศน์ที่สวยงามอีกหลายแห่ง อทยานฯมี บ้านพักและสถานที่ตั้งเต็นท์ไว้บริการ สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. (01) 602-9844 ตู้ปณ.8 ตาบลภูคา อาเภอปัว จังหวัดน่าน 55120 อาเภอทุ่งช้าง อนุสาวรีย์วีรกรรมทุ่งช้าง เป็นอนุสาวรีย์พลเรือน ตารวจ ทหาร ผู้พลีชีพเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยในเขตจังหวัดน่านจากคอมมิวนิสต์ ใช้ เวลาในการก่อสร้าง 3 ปี ตั้งอยู่ริมทางหลวงสายน่าน-ทุ่งช้าง (หมายเลข 1080) ตรงหลักกิโลเมตรที่ 84 บนเนิน เขาเตี้ยๆ ท่ามกลางหุบเขาน้อยใหญ่ บริเวณใกล้เคียงจัดเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ มีสระน้าและดอกไม้นานาพันธุ์ อนุสาวรีย์วีรกรรมแห่งนี้ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดาเนินทรงประกอบพิธีเปิด เมื่อวันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2519
  • 74.
    จ.น่าน อาเภอบ่อเกลือ บ่อเกลือสินเธาว์ อยู่ห่างจากตัวเมืองน่าน ประมาณ 80กิโลเมตร ชาวอาเภอบ่อเกลือนอกจากจะมีอาชีพทา นาทาไร่แล้วยังมีอาชีพทาเกลือสินเธาว์อีกด้วย โดยมีแหล่งเกลือสินเธาว์อยู่บนภูเขา มี วิธีการทาคือ จะนาน้าจากบ่อมาต้มในกะทะใบบัวใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง บ่อเกลือนี้มีมาแต่ โบราณ และจะนาไปจาหน่ายยังกรุงสุโขทัย เชียงใหม่ เชียงตุง หลวงพระบาง รวมถึงสิบสอง ปันนา จีนตอนใต้ อาเภอแม่จริม ล่องแก่งลาน้าว้า ที่บ้านน้าปุ๊ ตาบลน้าพางห่างจากตัวเมืองน่าน ประมาณ 59 กิโลเมตร น้าว้าเป็นลาน้าขนาด ใหญ่ น้าใสไหลตลอดปีมีทัศนียภาพสวยงาม สองฝั่งเขียวชอุ่มไปด้วยป่าไม้ โขดหิน เกาะ แก่งที่สวยงามและแก่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือแก่งหลวง มีหาดทรายขาวเหมาะสาหรับตั้งแคมป์ มีบริการนั่งช้างชมธรรมชาติ
  • 75.
    จ.ลาปาง ประวัติ ลาปางเป็นที่ตั้งเมืองโบราณที่มีความสาคัญของประวัติศาสตร์ และ โบราณคดีมาตั้งแต่สมัยหริภุญไชย คือราวต้นพุทธศตวรรษที่๑๓ มีชื่อเรียก ในตานานเป็น ภาษาบาลีว่า"เขลางค์นคร" คาว่า "ลคร" (นคร) เป็นชื่อ สามัญของเมืองเขลางค์ ซึ่ง นิยมเรียกกันอย่างแพร่หลาย ปรากฏอยู่ใน ตานานศิลาจารึกและพงศาวดารส่วนภาษาพูดโดยทั่วไปเรียกว่า"ละกอน" ดังนั้นเมืองลคร (นคร) จึงหมายถึงบริเวณอันเป็นที่ตั้งของ เขลางค์ ซึ่ง ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้าวัง ในเขตตาบลเวียงเหนือ อาเภอเมือง จังหวัดลาปางในปัจจุบัน ส่วนคาว่า "ลาปาง" ปรากฏชื่ออยู่ในตานานวัดพระ ธาตุลาปาง หลวง ซึ่งเรียกเป็นภาษาบาลีว่า"ลัมภกัปปะ" ตั้งอยู่ในเขตตาบล ลาปางหลวง อาเภอเกาะคา จังหวัดลาปาง
  • 76.
    จ.ลาปาง การปกครองแบ่งออกเป็ น 13อาเภอ 100 ตาบล 855 หมู่บ้าน 1. อาเภอเมืองลาปาง 2. อาเภอแม่เมาะ 3. อาเภอเกาะคา 4. อาเภอเสริมงาม 5. อาเภองาว 6. อาเภอแจ้ห่ม 7. อาเภอวังเหนือ 8. อาเภอเถิน 9. อาเภอแม่พริก 10. อาเภอแม่ทะ 11. อาเภอสบปราบ 12. อาเภอห้างฉัตร 13. อาเภอเมือง
  • 77.
    จ.ลาปาง งานแห่สลุงหลวงและสงกรานต์ ประเพณีสงกรานต์ของจังหวัดลาปาง จัดขึ้นในช่วงวันที่ ๑๒-๑๔เมษายน ทุกปี โดย จะมีขบวนการแห่สลุงหลวงในวันที่ ๑๒ เมษายน จะมีการจัดขบวนแห่สลุงหลวง (สลุง หมายถึงขันน้า) ขบวนตกแต่งสวยงาม ผู้ร่วมขบวนแต่งกายแบบล้านนาโบราณ แห่แหนไปรอบเมือง เพื่อรับน้าขมิ้นส้มป่อยจากประชาชนไปสรงแด่พระแก้วดอนเต้า พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง หลังจากนั้นในช่วงวันที่ 13-14 เมษายน ก็จะ เป็นการทาบุญที่วัด ก่อเจดีย์ทราย การรดน้าดาหัวผู้ใหญ่ การเล่นสาดน้าสงกรานต์ การออกร้านจาหน่ายสินค้า การแสดงมหรสพและการแสดงพื้นเมืองต่างๆ งานหลวงเวียงละกอน จัดขึ้นในช่วงก่อนวันลอยกระทงของทุกปี เป็นงานที่เน้นการแสดงออกถึง ประวัติศาสตร์ และขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวลาปาง มีขบวนแห่ครัวทาน ตาม ประเพณีดั้งเดิมโดยขบวนนั้น จะมีการตกแต่งเครื่องใช้เป็น เสื่อ ถ้วยชาม ช้อน เก้าอี้ ของใช้จาเป็น เป็นเครื่องไทยทานไปถวายวัด
  • 78.
    จ.ลาปาง แหล่งท่องเทียว อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน ได้รับ ”รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยว(Tourism Awards) อุทยานแห่งชาติดีเด่นประจาปี 2543″ แจ้ซ้อนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพที่สาคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดลาปาง ได้รับการประกาศเป็น อุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2531 ลาดับที่ 58 ของประเทศไทย ประเภทแหล่งท่องเที่ยวทาง ธรรมชาติยอดเยี่ยมในด้านการออกแบบสิ่งอานวยความสะดวกในอุทยาน อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อาเภอวังเหนือ อาเภอแจ้ห่ม อาเภอเมืองปาน อาเภอเมือง จังหวัด ลาปาง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดลาปาง เป็นแนวแบ่งเขตระหว่างลาปางและเชียงใหม่ มีเนื้อที่ ประมาณ 768 ตารางกิโลเมตร หรือ 480,000 ไร่ แจ้ซ้อน มีสภาพป่าอันอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้าลาธาร ทาให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด มีสถานที่ ท่องเที่ยวและเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ที่สวยงามและมีชื่อเสียงหลายแห่ง เช่น น้าตกแจ้ซ้อน น้าตกแม่เปียก น้าตกแม่ขุน น้าตกแม่มอญ มีบ่อน้าพุร้อนธรรมชาติ แอ่งน้าอุ่น และยังมีถ้าที่สามารถเข้าไปศึกษาและท่องเที่ยวได้ เช่น ถ้าผางาม ถ้าน้า ถ้าหม้อ เป็นต้น ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ตั้งอยู่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดลาปางด้านตะวันตกเฉียงใต้ หลักเมืองเป็นหลักซึ่งทาด้วยไม้สัก สันนิษฐานว่า สร้างขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว โดยหลักที่หนึ่งสร้างเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2400 หลักที่สองสร้างประมาณปี พ.ศ. 2416 และหลักที่สามสร้างประมาณปี พ.ศ. 2429 ต่อมาในปี พ.ศ. 2440 เมื่อสร้างศาลากลางจังหวัดขึ้น ได้นา หลักเมืองมาไว้ที่บริเวณหน้าศาลากลาง และได้มีการสร้างมณฑปครอบหลักเมืองทั้งสามในปี พ.ศ. 2511
  • 79.
    จ.ลาปาง พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ ประดิษฐานอยู่ในมณฑป ซึ่งเป็นอาคารทรงไทยแบบจตุรมุข หน้าศาลากลางจังหวัดลาปางเป็น พระพุทธรูป สร้างด้วยโลหะผสมรมดาทั้งองค์ ปางสมาธิ ชาวบ้านเรียก “หลวงพ่อดา” จัดสร้างโดย กรมการรักษาดินแดนเมื่อปี พ.ศ. 2511 มี 4 องค์ เพื่อนาไปประดิษฐานไว้ 4 ทิศของประเทศ โดยทาง ทิศเหนือได้นามาประดิษฐานไว้ ณ จังหวัดลาปาง นับเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง เป็นที่เคารพสักการะ ของประชาชน ปัจจุบันพระพุทธรูปองค์นี้ปิดทองเกือบทั้งองค์โดยสาธุชนที่มานมัสการ วัดพระแก้วดอนเต้า ตั้งอยู่ที่ตาบลเวียงเหนือ เป็นวัดเก่าแก่และสวยงาม มีอายุนับพันปี เคยเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธมหา มณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1979 เป็นเวลานานถึง 32 ปี เหตุที่วัดนี้ได้ชื่อว่าวัด พระแก้วดอนเต้า มีตานานกล่าวว่า พระมหาเถระแห่งวัดนี้ได้พบแก้วมรกตในแตงโม (ภาษาเหนือ เรียกว่า หมากเต้า) และนามาแกะสลักเป็นพระพุทธรูป แต่ต่อมาถูกอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดพระธาตุ ลาปางหลวงจนถึงปัจจุบัน ปูชนียสถานที่สาคัญในวัดพระแก้วดอนเต้า ได้แก่ พระเจดีย์องค์ใหญ่ บรรจุ พระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า มณฑปศิลปะพม่า ลักษณะงดงาม ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่ วิหารประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ที่มีอายุเก่าพอๆกับวัดนี้ นอกจากนี้ยังมี วิหารหลวง และ พิพิธภัณฑสถานแห่งลานนา การเดินทางไปยังวัด ข้ามสะพานรัชฎาภิเษกแล้วเลี้ยวขวาไปตามถนนพระ แก้วประมาณ 1 กิโลเมตร จะเห็นองค์พระธาตุตั้งเด่นอยู่บนเนิน
  • 80.
    จ.ลาปาง วัดศรีชุม เป็นวัดพม่าที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาวัดพม่าที่มีอยู่ในประเทศไทยทั้งหมด 31 วัดสร้างในปี พ.ศ. 2436 โดยคหบดีพม่าชื่อ อูโย ซึ่งติดตามชาวอังกฤษเข้ามาทางานป่าไม้ในประเทศไทย เมื่อตนเองมีฐานะดีขึ้น จึงต้องการทาบุญโดยสร้างวัดศรีชุมขึ้นในเขตตาบลสวนดอก การเดินทางไปวัดศรีชุม จากถนน พหลโยธินเมื่อถึงโรงเรียนบุญญวาทย์วิทยาลัยแล้ว เลี้ยวซ้ายตรงสี่แยกเข้าถนนศรีชุมไปประมาณ 100 เมตร จะพบทางเข้าวัดอยู่ทางด้านขวามือ จุดเด่นของวัดนี้เดิมอยู่ที่ พระวิหาร ซึ่งเป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ หลังคาเครื่องไม้ยอดแหลมแกะสลัก เป็นลวดลายสวยงามมาก แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้พระวิหาร ที่มีศิลปะการตกแต่ง ภายในร่วมสมัย ระหว่างศิลปะล้านนา และศิลปะพม่าลงทั้งหลัง เมื่อตอนเช้าตรู่ของวันที่ 16 มกราคม 2535 คงเหลือเพียงไม้แกะสลักตรงซุ้มประตูทางขึ้นวิหารเท่านั้น วัดศรีรองเมือง ตั้งอยู่ที่บ้านท่าคร่าวน้อย ตาบลสบตุ๋ย ในเขตเทศบาลเมืองด้านทิศตะวันตก เป็นวัดพม่าที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2448 สมัยที่ลาปางเป็นศูนย์กลางการค้าขาย การทาป่าไม้เช่นกัน สถาปัตยกรรมที่สาคัญได้แก่ วิหารไม้ หลังคาจั่วซ้อนกันเป็นชั้นเล็กชั้นน้อยสวยงามตามแบบศิลปะพม่า นอกจากนี้ยังนับว่า เป็นวัดที่ มีการประดับตกแต่งภายในด้วยลายไม้แกะสลัก และลายปูนปั้นลงรักปิดทอง ประดับด้วยกระจกสี ฝีมือ ประณีต วิจิตรสวยงาม
  • 81.
    จ.ลาปาง วัดป่าฝาง ตั้งอยู่เลขที่ 214 ถนนสนามบินตาบลหัวเวียง สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยชาวพม่าที่มา ประกอบอาชีพการป่าไม้ในจังหวัดลาปาง มีพุทธสถานที่เด่นคือ พระเจดีย์ใหญ่สีทองสุก ปลั่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากพม่าเมื่อประมาณ พ.ศ. 2449 ศาลาการ เปรียญ เรือนไม้ทั้งหลังขนาดใหญ่ หลังคาซ้อนกันเป็นชั้นๆ แบบพม่า และพระอุโบสถ ขนาดเล็กหลังคาเครื่องไม้แบบพม่า มีลวดลายเครือเถาปูนปั้นเหนือประตูสวยงาม วัดนี้มี พระสงฆ์พม่าจากเมืองมัณฑเลมาเป็นเจ้าอาวาสอยู่เสมอ วัดไชยมงคล ตั้งอยู่ที่ถนนสนามบิน ตาบลหัวเวียง เยื้องกับวัดป่าฝาง มีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า วัดจองคา พุทธ สถานที่เด่นของวัดคือ กุฎิ ขนาดปานกลาง ตัวอาคารเป็นตึกสีขาว หลังคาเครื่องไม้แบบ พม่า หน้าบันประดับกระจกเป็นรูปเทวดา เสาประดับด้วยขดลวดโลหะสีทองขดเป็นลาย เครือเถา ประดับกระจกสีสวยงาม ม่านและระเบียงโดยรอบทาด้วยแผ่นไม้ฉลุฝีมือประณีต ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปสาริด มีลักษณะงดงามสร้างจากเมืองมัณฑเล สหภาพพม่า
  • 82.
    จ.ลาปาง สถานปฏิบัติธรรม-มณฑป หลวงพ่อเกษม เขมโก สานักสุสานไตรลักษณ์ตั้งอยู่ชานเมืองลาปางประมาณ 4 กิโลเมตร ตามทางสายลาปาง-แจ้ ห่ม ภายในบริเวณมีมณฑปลักษณะเป็นอาคารทรงไทยประยุกต์ มีรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งของหลวงพ่อเกษม เขมโก เกจิอาจารย์ซึ่งมีผู้เคารพนับถือเป็นจานวนมาก นั่งในท่าสมาธิขนาดเท่ารูปจริง สาหรับให้ประชาชนเคารพสักการะ และบริเวณหน้ามณฑปก็มีที่จอดรถและสถานที่เช่าพระเครื่อง ส่วนกุฎิของหลวงพ่อเกษมอยู่ด้านข้างมณฑป วัดเจดีย์ซาวหลัง “ซาว” แปลว่า ยี่สิบ “หลัง” แปลว่า องค์ วัดเจดีย์ซาวหลัง แปลว่าวัดที่มีเจดีย์ 20 องค์ ตั้งอยู่ที่ตาบลต้นธงชัย ห่างจากตัวเมือง 5 กิโลเมตร ตามถนนสายลาปาง-แจ้ห่ม เป็นวัดใหญ่อยู่กลางทุ่งนา บริเวณวัดร่มรื่นเต็มไปด้วย ต้นไม้ใหญ่ วัดนี้เป็นปูชนียสถานที่สาคัญของจังหวัดลาปาง สร้างแต่โบราณ ทรงคุณค่าทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ และโบราณวัตถุ จากหลักฐานการขุดพบพระเครื่องสมัยหริภุญชัยที่องค์พระเจดีย์ ทาให้สันนิษฐานได้ว่าวัดนี้สร้าง มานานกว่าพันปี สิ่งที่น่าชมภายในวัดคือ องค์พระธาตุเจดีย์ซาว ที่มีศิลปะล้านนาผสมศิลปะพม่า ข้างหมู่พระเจดีย์ มีวิหารหลังเล็ก ประดิษฐานพระพุทธรูปสาริดปางสมาธิ ศิลปะเชียงแสน ชาวบ้านเรียกว่า “พระพุทธรูปทันใจ” พระอุโบสถหลังใหญ่ซึ่งประดิษฐานพระประธานเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีพุทธลักษณะงดงาม บานประตูทั้ง สามเป็นของโบราณ เขียนลวดลายรดน้าละเอียดสวยงาม เสาซุ้มประตูหน้าต่างประดับลวดลายกระจกสี เป็น ลักษณะศิลปะสมัยใหม่และที่ ศาลาการเปรียญ เรือนไม้ชั้นเดียวด้านหลังพระอุโบสถ ได้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์แสดง โบราณวัตถุที่ชาวบ้านนามาถวาย นอกจากนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2526 ได้มีชาวบ้านขุดพบพระพุทธรูปทองคาบริสุทธิ์หนัก 100 บาทสองสลึง มามอบ ให้แก่ทางวัดซึ่งพระพุทธรูปองค์นี้ชื่อว่า “พระแสนแซ่ทองคา” เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสมัยล้านนา ราว พุทธศตวรรษที่ 21 ขนาดหน้าตักกว้าง 9 นิ้วครึ่ง สูง 15 นิ้ว เป็นพระพุทธรูปทองคาองค์แรกที่ขึ้นทะเบียนเป็น โบราณวัตถุแห่งชาติแล้ว
  • 83.
    จ.ลาปาง วัดพระธาตุม่อนพญาแช่ ตั้งอยู่ที่ ต.พิชัย บนเส้นทางสายลาปาง-งาวระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร จากตัวเมืองโดยเลี้ยวขวาเข้าไปตรง หลักกิโลเมตรที่ 605 ประมาณ 1 กิโลเมตร ตัววัดตั้งอยู่บนเนินเขา สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของจังหวัดลาปางได้ อย่างชัดเจน ทางวัดได้พัฒนาเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และขอความร่วมมือกับสานักงานป่าไม้เขตลาปาง จัด ให้เป็นวนอุทยานม่อนพญาแช่ ความสวยงามของวัดอยู่ที่บันไดนาคที่ทอดยาวขึ้นไปสู่พระเจดีย์ซึ่งกล่าวว่าบรรจุ พระบรมสารีริกธาตุ เจดีย์เดิมถูกทาลายในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2498 ทุกปีจะมีงานนมัสการพระธาตุในวันแรม 8 ค่า เดือน 7 เหนือ (ตรงกับเดือน 9) วัดพระธาตุเสด็จ อยู่ห่างจากตัวเมืองไปตามเส้นทางลาปาง-งาว ประมาณ 19 กิโลเมตร แยกซ้ายตรงกิโลเมตรที่ 17 ประมาณ 2 กิโลเมตร วัดพระธาตุเสด็จเป็นโบราณสถานที่สาคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดลาปาง มีตานานกล่าวว่าสร้างขึ้นในสมัย พระนางจามเทวี เมื่อประมาณ 500 ปีมาแล้ว อุโบสถและวิหารต่างๆ ในวัดนี้ล้วนแต่เป็นของโบราณที่ได้รับการ บูรณะใหม่ แต่ยังคงสภาพศิลปะโบราณให้เห็นได้อยู่จนปัจจุบัน กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนไว้เป็นโบราณสถาน ของชาติแล้ว วัดนี้มีพุทธสถานที่สาคัญคือ องค์พระธาตุเสด็จ ซึ่งเป็นเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้า เป็น เจดีย์แบบลานนา ลักษณะคล้ายพระธาตุลาปางหลวงแต่องค์เล็กกว่า นอกจากนี้มีวิหารใหญ่ เรียกว่า “วิหารกลาง” ประดิษฐานพระพุทธรูปสาริดปางลีลาองค์ใหญ่ มีพุทธลักษณะงดงามนามว่า “หลวงพ่อห้ามญาติ” วิหารหลวง เรียกว่าวิหารจามเทวี ประดิษฐานพระพุทธรูปสาริดปางมารวิชัยขัดสมาธิราบ ศิลปะเชียงแสนและวิหารพระพุทธ มี พระพุทธรูปชื่อ “พระเจ้าดาองค์อ้วน” เป็นพระพุทธรูปสาริดปางมารวิชัยขัดสมาธิราบ
  • 84.
    จ.ลาปาง เขื่อนกิ่วลม อยู่ห่างจากตัวเมืองไป 38 กิโลเมตรตามเส้นทางสายลาปาง-งาว โดยแยกซ้ายตรง หลักกิโลเมตรที่ 623-624 เข้าไปอีก 14 กิโลเมตร เปิดให้ประชาชนเข้าไปพักผ่อน หย่อนใจได้ตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น. เขื่อนกิ่วลม อยู่ภายใต้การดูแลของกรมชลประทาน บริเวณเหนือเขื่อนเป็นอ่างเก็บน้า เหมาะแก่การล่องเรือหรือแพ เพราะมีทัศนียภาพสวยงาม การล่องแพใช้เวลา ประมาณครึ่งวัน มีสถานที่น่าสนใจ เช่น แหลมชาวเขื่อน ผาเกี๋ยง ผางาม เกาะชวนฝัน ทะเลสาบสบพุ หมู่บ้านชาวประมงบ้านสา ฯลฯ สาหรับผู้ที่สนใจกีฬาทางน้า บอสสินี่ สปอร์ต คลับ ได้รับอนุญาตจากกรมชลประทาน ให้จัดตั้งศูนย์กีฬาทางน้าที่บริการอุปกรณ์กีฬาทางน้าประเภทต่าง ๆ เช่น สกู๊ตเตอร์ บานานาโบ๊ท วินเสริฟ เป็นต้น บ้านพักรับรองของทางกรมฯ อนุญาตให้เข้าพักได้เฉพาะข้าราชการ หรือหน่วยงาน ราชการเท่านั้น โดยมีหนังสือแจ้งล่วงหน้าไปที่ กรมชลประทาน ถนนสามเสน
  • 85.
    จ.ลาปาง สวนสาธารณะหนองกระทิง ตั้งอยู่ที่ตาบลบ่อแฮ้ว จากตัวเมืองข้ามลาน้าวังไปตามเส้นทางสายลาปาง-ห้างฉัตร ประมาณ 3กิโลเมตร เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนชาวลาปางที่ใกล้ตัว เมืองมากที่สุด มีหนองน้าใสเหมาะสาหรับว่ายน้า เล่นเรือถีบ มีสวนหย่อม และต้นไม้ ร่มรื่น มีร้านอาหารและเครื่องดื่มบริการหลายแห่ง อ่างเก็บน้าวังเฮือ อยู่ห่างจากตัวเมืองไปตามถนนสายลาปาง-เด่นชัย 18 กิโลเมตรแล้วเลี้ยวขวาตาม ถนนเข้าตัวเมืองอีกราว 300 เมตร เป็นอ่างเก็บน้าที่อยู่ริมถนน เหมาะแก่การแวะ พักผ่อนปิคนิค ริมอ่างเก็บน้าเป็นทิวเขาที่มีทิวทัศน์สวยงาม
  • 86.
    จ.เชียงราย ประวัติ สมัยรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดาเนินนโยบายสร้างความ เป็นเอกภาพทางการเมือง โดยค่อย ๆ ริดรอนอานาจของเจ้าผู้ครองนคร พยายามไม่ให้เกิด ความขัดแย้งในการดึงอานาจเข้าสู่ส่วนกลาง นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๒๗ จนถึง ๒๔๔๒ ได้ ประกาศจัดตั้งมณฑลพายัพ และเป็นการยกเลิกหัวเมืองประเทศราชล้านนาไทย ทาให้ ล้านนาไทยเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรอย่างแท้จริง ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๓๖-๒๔๕๓ รัฐบาลได้ส่งข้าหลวงคือ พ.ต. หลวงภูวนาทนฤบาล มาดูแลเมืองเชียงรายโดยให้รวมเมือง เชียงราย เมืองฝาง เวียงป่าเป้า เมืองพะเยา แม่ใจ ดอกคาใต้ แม่สรวย เชียงคา เชียงของ ตั้งเป็นหัวเมืองจัตวา เรียกว่า “เมืองเชียงราย” อยู่ในมณฑลพายัพ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๖ ได้มีการยกเลิกการปกครอง แบบมณฑลเทศาภิบาลเมืองเชียงรายจึงมีฐานะเป็นจังหวัด โดย เมืองฝางถูกแยกเป็นอาเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๐อาเภอพะเยา พร้อมกับอีก ๖ อาเภอบริวาร จึงถูกยกฐานะเป็นจังหวัดพะเยา ปัจจุบันจังหวัดเชียงรายแบ่ง การปกครองออกเป็น ๑๖ อาเภอ ๒ กิ่งอาเภอ
  • 87.
    จ.เชียงราย การปกครองแบ่งออกเป็ น 18อาเภอ 124 ตาบล 1,510 หมู่บ้าน 1. อาเภอเมืองเชียงราย 2. อาเภอเวียงชัย 3. อาเภอเชียงของ 4. อาเภอเทิง 5. อาเภอพาน 6. อาเภอป่าแดด 7. อาเภอแม่จัน 8. อาเภอเชียงแสน 9. อาเภอแม่สาย 10. อาเภอแม่สรวย 11. อาเภอเวียงป่าเป้า 12. อาเภอพญาเม็งราย 13. อาเภอเวียงแก่น 14. อาเภอขุนตาล 15. อาเภอแม่ฟ้าหลวง 16. อาเภอแม่ลาว 17. อาเภอเวียงเชียงรุ้ง 18. อาเภอดอยหลวง
  • 88.
    จ.เชียงราย แหล่งท่องเที่ยว วัดร่องขุ่น ตั้งอยู่ในเขตตาบลคลองลานพัฒนา ตาบลคลองน้าไหล ตาบลโป่งน้าร้อนและตาบลสักงาม อยู่ห่างจากตัวจังหวัด ประมาณ 65 กม. ออกแบบและก่อสร้าง โดยอาจารย์ เฉลิมชัย โฆษิต พิพัฒน์ เมื่อ พ.ศ. 2540 โดย บนพื้นที่เดิมของวัด 3 ไร่ และขยายออกเป็น 12ไร่อุโบสถ ประดับกระจกสีเงินแวววาววิจิตรงดงามแปลกตาภายในอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง โดยเฉพาะภาพพระพุทธองค์ หลังพระประธานซึ่งเป็นภาพที่ใหญ่งดงามมาก อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช ตั้งอยู่ในตัวเมืองเชียงราย บริเวณทางแยก ที่จะไปอาเภอ แม่จัน พ่อขุนเม็งราย เป็นกษัตริย์องค์ที่ 25 แห่งราชวงศ์ลวะ เป็นโอรสของ พระเจ้าลาวเม็ง และพระนาง เทพคาขยาย หรือพระนาง อั้วมิ่งจอมเมือง ประสูติ เมื่อวันอาทิตย์ แรม 9 ค่า เดือน 3 ปีจอ พุทธศักราช 1781 หลังจากเสด็จ ขึ้นครองราชย์ได้ 1 ปี พระองค์ทรงสร้าง เมืองเชียงราย เป็นเมืองหลวง แทนหิรัญนครเงินยาง และเสด็จสวรรคต ในปีพุทธศักราช 1860
  • 89.
    จ.เชียงราย กู่พระเจ้าเม็งราย ตั้งอยู่หน้า วัดงาเมืองบนดอยงาเมือง กู่นี้ เป็นอนุสาวรีย์ สาคัญแห่งหนึ่ง เพราะเป็นที่ บรรจุอัฐิ ของพ่อขุน เม็งรายมหาราช ตามประวัติ กล่าวว่า พระเจ้าไชยสงคราม ราชโอรส พระเจ้าเม็ง ราย เมื่อได้มอบ ราชสมบัติ ให้พระเจ้าแสนภู ราชโอรส ให้ขึ้นครอง นครเชียงใหม่แล้ว พระองค์ ก็นาอัฐิ พระราชบิดา มาประทับ อยู่ที่เมืองเชียงราย และได้โปรดเกล้าฯ สร้างกู่บรรจุอัฐิ ของพระราชบิดาไว้ ณ ดอยงาเมืองแห่งนี้ วัดพระสิงห์ ตั้งอยู่ที่ ถนนสิงหไคล ริมแม่น้ากก ใกล้ศาลากลางจังหวัด แต่เดิมเคยเป็น ที่ประดิษฐาน พระพุทธสิหิงค์ องค์ที่ประดิษฐาน อยู่ ณ วิหารลายคา วัดพระสิงห์ เชียงใหม่ ในปัจจุบัน ตามประวัติเล่า ว่า เจ้ามหาพรหม พระอนุชา ของพระเจ้ากือนา กษัตริย์ ผู้ครองนครเชียงใหม่ ได้อัญเชิญ พระพุทธสิง หิงค์ มาจาก เมืองกาแพงเพชร พระเจ้ากือนา ได้โปรดฯ ให้ประดิษฐานไว้ ณ เมืองเชียงใหม่ ต่อมา พระ เจ้ามหาพรหม ทูลขอยืม พระพุทธสิหิงค์ มาประดิษฐาน ไว้ที่เมืองเชียงราย เพื่อหล่อจาลอง แต่เมื่อ สิ้นบุญ พระเจ้ากือนา และพระเจ้าแสนเมือง ราชนัดดา ของพระองค์ ได้เสด็จ ขึ้นครองเมือง เชียงใหม่ เจ้ามหาพรหม คิดจะชิงราชสมบัติ จึงยกกองทัพ จากเชียงราย ไปประชิด เมืองเชียงใหม่ แต่เจ้าแสน เมือง ก็สามารถ ป้องกันเมืองได้อีก ทั้งยกทัพ ตีทัพ เจ้ามหาพรหม มาถึงเชียงราย และครั้งนี้เอง ที่ทรง อัญเชิญ พระพุทธสิหิงค์ คืนกลับไป ประดิษฐาน อยู่ที่วัดพระสิงห์ เชียงใหม่ สืบมา
  • 90.
    จ.เชียงราย วัดนี้ นอกจากเคยเป็น ที่ประดิษฐานพระพุทธสิงหิงค์แล้ว ยังมีรอยพระพุทธบาท จาลอง บนแผ่นศิลา กว้าง 5 นิ้ว ยาว 2 ฟุต มีอักษรขอมโบราณ จารึกว่า "กุศลาธม มา - อกุศลาธมมา" สันนิษฐานว่า สร้างในสมัย พระเจ้าเม็งรายมหาราช วัดพระแก้ว ตั้งอยู่ที่ถนนไตรรัตน์ ใจกลางเมืองเชียงราย วัดนี้เอง ที่ได้ค้นพบ พระ แก้วมรกต หรือพระพุทธ มหามณีรัตนปฏิมากร ที่ประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระแก้ว กรุงเทพฯ ในปัจจุบัน ตามประวัติ เล่าว่า เมื่อปี พ.ศ. 1897 ในสมัย พระเจ้าสามฝั่ง แกน เป็นเจ้าเมือง ครองเชียงใหม่นั้น ฟ้าได้ผ่า เจดีย์ร้าง องค์หนึ่ง และได้พบ พระพุทธรูป ลงรักปิดทอง อยู่ภายในเจดีย์ ต่อมา รักกะเทาะออก จึงได้พบว่า เป็น พระพุทธรูป สีเขียว ที่สร้างด้วยหยก ซึ่งก็คือ พระแก้วมรกตนั่นเอง ปัจจุบัน วัดพระ แก้ว เชียงราย เป็นที่ประดิษฐาน พระหยก ซึ่งสร้างขึ้นใหม่ ในวาระที่ สมเด็จพระศรี นครินทรา บรมราชชนนี มีพระชนมายุ ครบ 90 พรรษา
  • 91.
    จ.เชียงราย วัดพระธาตุดอยจอมทอง อยู่บนดอยจอมทอง ริมฝั่งแม่น้ากกในเขตตัวเมือง เชียงราย ตามตานานเล่า ว่า เป็นพระธาตุเก่าแก่ ที่มีก่อน ที่พ่อขุนเม็งราย จะทรงสร้าง เมืองเชียงราย โดยเล่าว่า พระยาเรือนแก้ว ผู้ครองนคร ไชยนารายณ์ ทรงสร้างขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 1483 สันนิษฐานว่า เมื่อพ่อขุนเม็งราย ทรงพบ ชัยภูมิ ที่สร้างเมืองเชียงราย จากดอยจอมทองนั้น คงจะมีการ บูรณะองค์พระธาตุใหม่ พร้อมๆ กับ การ สร้างเมืองเชียงราย นับว่าพระธาตุ ดอยจอมทอง เป็นปูชนียสถานสาคัญ ในตัวเมือง เชียงราย แห่งหนึ่ง ศูนย์หัตถกรรม ดาเนินการโดยเอกชน ตั้งอยู่เลขที่ 273 หมู่ 5 ถนนพหลโยธิน จากตัวเมืองตามเส้นทาง ไปอาเภอแม่จัน ประมาณ 3 กิโลเมตร (ติดถนนใหญ่ด้านขวามือ) ภายในบริเวณศูนย์มีการสาธิตการทอ ผ้าและทาเซรามิก มีการจาหน่ายสินค้า ที่ผลิตได้ภายในศูนย์ฯ และสินค้าจากพม่า เปิดให้นักท่องเที่ยว เข้าชมการทางานและซื้อสินค้าได้ทุกวัน สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ฯ เชียงราย ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงรายประมาณ 8 กิโลเมตร บนเส้นทาง เชียงราย-แม่จัน เข้าไปทางด้านหลังสถาบันราชภัฏเชียงราย ภายในสวน มีทัศนียภาพสวยงาม บรรยากาศร่มรื่นในเนื้อที่ 620 ไร่ มีหนองบัวที่กว้างขวางถึง 223 ไร่ ซึ่งเป็นส่วนที่ทาให้สถานที่แห่งนี้ น่าไปพักผ่อนหย่อนใจ เพราะน้าในหนองบัวใสเย็น และเต็มเปี่ยมตลอดปี บนพื้นที่รอบหนองบัวเป็น ที่ตั้งของพลับพลา ศาลาพักแดดและมีสวนปาล์ม สวนไผ่อยู่บนที่ลาดเนินเขา
  • 92.
    จ.เชียงราย ไร่แม่ฟ้ าหลวง เป็นมูลนิธิตั้งอยู่ที่หมู่บ้านป่างิ้ว ตาบลรอบเวียง ห่างจากตัวเมืองเชียงรายประมาณ 4 กิโลเมตร โดยใช้เส้นทางผ่านหน้าค่ายเม็งรายมหาราชไปทางวัดฮ่องลี่ สาหรับที่มาครั้งแรกนั้น ได้มี โครงการให้การศึกษา แก่ชาวเขาในลักษณะเดินสอนเกิดขึ้น ต่อมาเปลี่ยนแนวความคิด ที่จะนาชาวเขา เข้ามาทาการศึกษาในตัวเมือง โดยเข้าศึกษาในโรงเรียนทั่วไป เพื่อที่เมื่อสาเร็จการศึกษาแล้วจะได้ กลับไปให้ความรู้แก่ชุมชนเดิมต่อไป หลังจากนั้นได้ถวายโครงการดังกล่าว แด่สมเด็จพระศรีนคริน ทราบรมราชชนนีฯ และจัดตั้งเป็นมูลนิธิไร่แม่ฟ้ าหลวงขึ้น วนอุทยานน้าตกขุนกรณ์ อยู่บนเทือกเขาดอยช้าง ตาบลแม่กรณ์ ห่างจากตัวเมืองตามทางหลวงหมายเลข 1211 ประมาณ 18 กม. เลี้ยวขวาเข้าไป 12 กม. หรือไปตามทางหลวงหมายเลข 1 สายเชียงราย- พะเยา ประมาณ 15 กิโลเมตร จะมีป้ายแยกขวาไปอีก 17 กิโลเมตร ถึงที่ทาการวนอุทยานฯ แล้วเดิน เท้าไปยังตัวน้าตกอีกประมาณ 30 นาที น้าตกขุนกรณ์เป็นน้าตกที่สูงและสวยที่สุดของจังหวัดเชียงราย ชาวบ้านเรียกว่า "น้าตกตาดหมอก" มีความสูงถึง 70 เมตร สองข้างทางที่เดินเข้าสู่น้าตกเป็นป่าเขา ธรรมชาติร่มรื่น รัตนาการ์เด้นส์ ดาเนินการโดยเอกชน ตั้งอยู่ที่ตาบลแม่กรณ์ ห่างจากตัวเมืองไปตามทางหลวงหมายเลข 1211 ประมาณ 15 กิโลเมตร เส้นทางเดียวกับทางไปวนอุทยานน้าตกขุนกรณ์ จัดทาเป็นสวนไม้ดอกไม้ ประดับและกล้วยไม้นานาชนิด ทั้งในและต่างประเทศ เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้
  • 93.
    จ.เชียงราย เขตอาเภอแม่จัน ดอยแม่สลอง เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านสันติคิรี เดิมชื่อบ้านแม่สลองนอกเป็นชุมชนผู้อพยพจากกองพล 93 ซึ่งอพยพจากประเทศพม่าเข้ามาในเขตไทย จานวนสองกองพันคือ กองพันที่ 3 เข้ามาอยู่ที่อาเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และกองพันที่ 5 อยู่ที่บ้านแม่สลองนอก ตั้งแต่ปี 2504 ในช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ จะมีดอกนางพญาเสือโคร่ง ซึ่งเป็นซากุระพันธ์ที่เล็กที่สุด สีชมพูอม ขาว บานสะพรั่งตลอดแนวทางขึ้นดอยแม่สลอง เป็นพันธุ์ไม้ที่เคยหาชมได้ยากในเมืองไทย เพราะ เจริญเติบโต อยู่แต่เฉพาะในภูมิอากาศหนาวจัดเท่านั้น การเดินทางใช้เส้นทางเชียงราย-แม่จัน เลยจากอาเภอแม่จันไป 1 กิโลเมตร จะมีทางแยกซ้ายไป 12 กิโลเมตร ถึงศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา เลยจากศูนย์ฯ ไปอีก 11 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านเย้าผา เดื่อ ซึ่งเป็นจุดแวะชมและซื้อหัตถกรรมชาวเขา จากนั้นเดินทางจากบ้านเย้าถึงบ้านอีก้อสามแยกทางขวา ไปหมู่บ้านเทอดไทย ส่วนแยกซ้ายไปดอยแม่สลอง ระยะทาง 18 กิโลเมตร รวมระยะทางจากเชียงราย 42 กิโลเมตร เป็นทางราดยางตลอดสาย และจากดอยแม่สลองมีถนนเชื่อมต่อไปถึงบ้านท่าตอน อาเภอ ฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ระยะทาง 45 กิโลเมตร ท่านที่ใช้รถโดยสารประจาทางสามารถใช้บริการรถสอง แถวได้ที่สถานีบริการน้ามัน ปตท. แม่จัน หรือใช้บริการของบริษัทนาเที่ยวในตัวเมืองเชียงรายก็ได้
  • 94.
    จ.เชียงราย แม่น้ากก เป็นแม่น้าที่ไหลผ่านตัวเมืองเชียงราย มีความยาวรวมทั้งสิ้น130 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวสามารถเช่าเรือจากท่าเรือริมแม่น้า จากตัวเมืองเพื่อท่องเที่ยว ชมทัศนียภาพของแม่น้ากก ซึ่งสองฟากฝั่งเป็นป่าเขาที่สวยงามตามธรรมชาติ นอกจากนี้ยังสามารถแวะชมหมู่บ้านชาวเขาต่างๆ เช่น อีก้อ ลีซอ กะเหรี่ยง ฯลฯ หรือจะแวะปางช้างเพื่อนั่งช้างเที่ยวป่ารอบบริเวณนั้นก็ได้ อัตราค่าเช่าเหมาเรือขึ้นอยู่ กับระยะทาง หมู่บ้านอีก้อดอยแสนใจ จากศูนย์พัฒนาสงเคราะห์ชาวเขา ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเส้นทาง ขึ้นสู่ดอยแม่สลอง จะมีทางเดินแยกไปอีกเป็นระยะทาง 5 กิโลเมตร หมู่บ้านอีก้อ ดอยแสนใจเป็นหมู่บ้านใหญ่ ชาวเขาเผ่าอีก้อมีเครื่องแต่งกายที่สวยงาม และมี ประเพณีที่น่าสนใจคือ ประเพณีโล้ชิงช้า ซึ่งจัดขึ้นในราวเดือนสิงหาคมของทุกปี การ เดินทางไปยังหมู่บ้านอีก้อ ควรใช้รถที่มีกาลังเครื่องยนต์สูง เพราะทางขึ้นค่อนข้างสูง ชัน
  • 95.
    จ.เชียงราย ดอยหัวแม่คา จากเชียงรายใช้เส้นทางเดียวกับทางขึ้นดอยแม่สลอง แต่เมื่อเดินทางถึงบ้าน อีก้อสามแยกแล้วแยกเข้าเส้นทางที่ไปบ้านเทอดไทย จากนั้นจะพบทางแยกอีกครั้ง ให้ เลี้ยวซ้ายเข้าบ้านห้วยอิ้น ระหว่างทางจะผ่านหมู่บ้านชาวเขา ซึ่งตั้งอยู่เป็นระยะ บ้านหัวแม่ คาอยู่เกือบสุดชายแดนพม่า เส้นทางเป็นทางลูกรังคดโค้งไปตามทิวเขา ใช้เวลาเดินทางราว 3-4 ชั่วโมง ดอยหัวแม่คาเป็นที่ตั้งหมู่บ้านชาวเขาขนาดใหญ่ ประกอบด้วยเผ่าลีซอ ซึ่งเป็น กลุ่มชนส่วนใหญ่ นอกจากนี้ยังมีอีก้อ ม้ง และมูเซอ ในช่วงเวลาซึ่งตรงกับวันตรุษจีนของทุก ปี ชาวลีซอจะจัดงานประเพณีกินวอ ในวันนั้น ชาวลีซอจะแต่งกายสวยงาม มีการกินเลี้ยง เต้นระบา รื่นเริง เป็นเวลา 7 วัน 7 คืน และในเดือนพฤศจิกายน จะเป็นช่วงที่ดอยหัวแม่คา บาน งดงามไปด้วยดอกบัวตองบานสีเหลืองสดใส บานสะพรั่งอยู่ทั่วไปตามแนวเขา เขตกิ่งอาเภอแม่ฟ้ าหลวง จากตัวเมืองเชียงรายตามทางหลวงหมายเลข 110 ประมาณ 48 กิโลเมตร ถึงหลัก กิโลเมตรที่ 871-872 แยกซ้ายเข้าทางหลวง 1149 ที่บริเวณบ้านห้วยไคร้ ซึ่งเป็นเส้นทาง ราดยางขึ้นสู่ดอยตุงลัดเลาะไปตามภูมิประเทศที่งดงามและผ่านสถานที่น่าสนใจหลายแห่ง
  • 96.
    จ.เชียงราย อ่างเก็บน้าห้วยแม่ไร่ ตั้งอยู่ริมเส้นทางหลวงหมายเลข 1149ประมาณกิโลเมตรที่ 4 อ่างเก็บน้าห้วยแม่ ไร่ เป็นที่เก็บกักน้าไว้สาหรับใช้ประโยชน์ทางการเกษตรกรรมริมขอบอ่างเป็นที่ตั้งสถานีวิจัยกรมวิชาการ เกษตร และสถานีทดลองเพาะและขยายพันธุ์ไม้ตัดดอก ได้แก่ เบิร์ดออฟพาราไดส์ เฮลิโคเนีย และขิง แดง บริเวณขอบอ่างได้รับการปรับปรุงบริเวณปลูกไม้ดอกไม้ประดับงดงาม เหมาะสาหรับเป็นสถานที่ แวะพักกลางทาง พระตาหนักดอยตุง อยู่บริเวณกิโลเมตร 12 ทางหลวงหมายเลข 1149 เป็นที่ประทับแปรพระราชฐาน เพื่อทรงงานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระตาหนักเป็นอาคารสองชั้น มีรูปทรง ผสมผสานระหว่างศิลปะล้านนากับชาเลย์ของสวิส มีการแกะสลักไม้ตามกาแล เชิงชายและขอบหน้าต่าง เป็นลวดลายต่างๆ ฝีมือช่างชาวเหนือ สวนแม่ฟ้ าหลวง อยู่ด้านหน้าพระตาหนักดอยตุง เป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับนานาพรรณ มีเนื้อที่ ประมาณ 10 ไร่ ออกแบบเป็นรูปลายผ้าพื้นเมืองใช้ต้นซัลเวียดอกสีแดง ขาว และม่วงเข้ม สวยสดสะดุด ตามาก ตรงกลางมีรูปปั้นต่อเนื่อง ฝีมือปั้นของคุณมีเซียมยิปอินซอย นอกจากจะใช้ไม้ใบไม้ดอกแล้ว ยัง ใช้ไม้ยืนต้นและซุ้มไม้เลื้อยอีกมากกว่า 70 ชนิด จัดทางเดินไว้เป็นสัดส่วน มีศาลาชมวิวและร้านจาหน่าย สินค้าของที่ระลึก โดยมูลนิธิแม่ฟ้ าหลวง สวนแม่ฟ้ าหลวงสร้างโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อ ถวายสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น. ค่าเข้าชม คนละ 20 บาท
  • 97.
    จ.เชียงราย อ่างเก็บน้าป่ากล้วย ตั้งอยู่ริมทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1149ห่างจากจุดชมวิว กิโลเมตร ที่ 12 ประมาณ 2 กิโลเมตร อ่างเก็บน้าป่ากล้วย กักเก็บน้าไว้สาหรับใช้ในศูนย์อานวยการ โครงการพัฒนาดอยตุง ริมอ่างเป็นแปลงทดลองเพาะขยายพันธุ์ไม้ดอกเมืองหนาว โดยเฉพาะดอกซัลเวีย เป็นจุดพักริมทางและชมทัศนียภาพระหว่างพระตาหนักดอยตุงกับ พระธาตุดอยตุง สถูปดอยช้างมูบ ตั้งอยู่บนดอยช้างมูบ ริมถนนสายพระธาตุดอยตุง บ้านผาหมี ห่างจากทาง แยกวัดน้อยดอยตุงประมาณ 4 กม. ตานานสิงหนวัติและตานานโยนกนาคพันธ์กล่าวถึง ดอยช้างมูบว่า ในรัชกาลที่ 10 พระเจ้าชาติราช ได้มีกัมระปติสะโลเทพบุตร นาไม้นิโครธมา ปลูก ณ ดอยช้างมูบ ต้นไม้นั้นเมื่อโตได้สูง 7 ศอก ได้แตกสาขาเป็น 4 กิ่ง สามารถให้ร่มเงา ให้แก่คนได้ 20 คน ประชาชนมีความเชื่อว่าหากนาไม้มาค้ากิ่งนิโครธนั้น จะทาให้บรรลุ ความปรารถนาเช่นเดียวกับต้นกัลปพฤกษ์ กล่าวคือ ทิศตะวันออก ได้บุตรสมประสงค์ ทิศ เหนือได้ทรัพย์ ทิศตะวันตกเจริญรุ่งเรือง และทิศใต้อายุยืนนาน ปัจจุบันคงเหลือเพียงพระ สถูปช้างมูบ เป็นเจดีย์ขนาดเล็ก ตั้งอยู่บนก้อนหินใหญ่ ซึ่งมีลักษณะเหมือนช้างหมอบอยู่ สภาพโดยรอบเป็นต้นโพธิ์ใหญ่ และต้นสนซึ่งใช้ปลูกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้า
  • 98.
    จ.เชียงราย พระธาตุดอยตุง ตั้งอยู่บริเวณ กม.ที่ 17.5 ของทางหลวงหมายเลข 1149 เป็นที่บรรจุพระ รากขวัญเบื้องซ้าย (กระดูกไหปลาร้า) ของพระพุทธเจ้า ซึ่งนามาจากมัธยมประเทศ นับเป็น ครั้งแรกที่พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ ได้มาประดิษฐานที่ล้านนาไทย เมื่อก่อสร้างพระ สถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุนี้ ได้ทาธงตะขาบ (ภาษาพื้นเมืองเรียกว่า ตุง) ใหญ่ยาวถึง พันวา ปักไว้บนยอดดอย ถ้าหากปลายธงปลิวไปไกลถึงเมืองไหน ก็กาหนดหมายเป็นฐาน พระสถูปเพียงนั้น ด้วยเหตุนี้ดอยซึ่งเป็นที่ประดิษฐานปฐมเจดีย์แห่งล้านนาไทย จึงปรากฏ นามว่า ดอยตุง จนบัดนี้ พระธาตุดอยตุงประดิษฐานอยู่ในกิ่งอาเภอแม่ฟ้ าหลวง เป็นปูชนีย สถานที่สาคัญ เมื่อถึงเทศกาลนมัสการพระธาตุดอยตุงนี้จะมีพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและ ชาวต่างประเทศใกล้เคียง เช่น ชาวเชียงตุงในรัฐฉาน ประเทศสหภาพพม่า ชาวหลวงพระ บาง เวียงจันทน์ เดินทางเข้ามานมัสการทุกปี หมู่บ้านชาวเขา ระหว่างทางขึ้นสู่ยอดดอยตุง มีหมู่บ้านชาวเขาเผ่าต่างๆ ซึ่งนักท่องเที่ยว สามารถแวะชมได้สะดวก เช่น หมู่บ้านชาวเขาเผ่าอีก้อ มูเซอ และจีนฮ่อ นอกจากนี้ยังมี แหล่งขายสินค้าหัตถกรรมของชาวเขาอยู่บริเวณ กม. ที่ 14 ส่วนใหญ่เป็นเครื่องประดับ เครื่องแต่งกายชาวเขา และเครื่องเงิน ซึ่งนักท่องเที่ยวมักแวะซื้อกลับไปเป็นของที่ระลึก
  • 99.
    จ.เชียงราย จุดชมวิว บริเวณดอยตุงมีจุดชมวิวที่สวยงามหลายแห่ง ริมทางหลวงหมายเลข1149 มีจุดชมวิวที่ กม. 12 และ กม. 14 นอกจากนี้ตามเส้นทางวัดน้อยดอยตุง-บ้านผาหมี ซึ่งเป็นถนนทอดยาวไปตามแนวเขา ผ่านยอดดอยหลายลูก มีจุดชมวิวซึ่งมองเห็นทิวทัศน์ได้กว้างไกล เช่น จุดชมวิวบนดอยช้างมูบ ดอยผาฮี้ และดอยผาหมี เขตอาเภอแม่สาย อาเภอแม่สาย อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงราย 62 กม. ตามทางหลวงหมายเลข 110 เป็นอาเภอเหนือสุด ของประเทศไทย ติดต่อกับท่าขี้เหล็กของพม่า โดยมีแม่น้าแม่สายเป็นพรมแดน มีสะพานเชื่อมเมืองทั้ง สองเข้าด้วยกัน โดยมีรั้วเหล็กกั้นกึ่งกลางสะพาน แสดงเส้นพรมแดนของแต่ละประเทศ ภายในเขต พรมแดนของแต่ละประเทศมีป้อมยามของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของตน ทั้งชาวไทยและชาวพม่าเด ดินทางไปมาหาสู่ค้าขายกันได้โดยเสรี สาหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยนิยมเดินทางไปยังท่าขี้เหล็กของพม่า เพื่อซื้อสินค้าพื้นเมืองและสินค้าราคาถูกอื่นๆ เช่น ตะกร้า เครื่องทองเหลือง สบู่พม่า สมุนไพร บุหรี่ ฯลฯ การข้ามไปท่าขี้เหล็กไม่มีพิธีการอะไรมากนัก นักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางเข้าเขตประเทศพม่าได้ ทุกวัน ระหว่างเวลา 06.00-18.00 น. เสียค่าธรรมเนียมคนละ 5 บาท สาหรับชาวต่างประเทศ 5 เหรียญสหรัฐ โดยนาหนังสือเดินทางไปติดต่อกับด่านตรวจคนเข้าเมืองแม่สาย ปัจจุบันนักท่องเที่ยว สามารถเข้าไปเที่ยวได้ถึงจังหวัดเชียงตุงของพม่า
  • 100.
    จ.เชียงราย พระธาตุดอยเวา ตั้งอยู่หมู่ที่ 1ตาบลแม่สาย บนดอยริมฝั่งแม่น้าสาย ตามประวัติกล่าวว่า พระองค์เวาหรือเว้าผู้ ครองนครนาคพันธ์โยนก เป็นผู้สร้างเพื่อบรรจุพระเกศาธาตุองค์หนึ่งเมื่อ พ.ศ. 364 นับเป็นพระบรมธาตุที่เก่าแก่ องค์หนึ่งรองมาจากพระบรมธาตุดอยตุง ถ้าผาจม ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตาบลแม่สาย อยู่ห่างจากอาเภอแม่สายไปทางทิศเหนือประมาณ 1.5 กิโลเมตร ถ้าผาจม ตั้งอยู่บนดอยอีกลูกหนึ่ง ทางทิศตะวันตกของดอยเวา ติดกับแม่น้าสาย เคยเป็นสถานที่ซึ่งพระภิกษุสงฆ์นั่งบาเพ็ญ เพียรภาวนา เช่น พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ปัจจุบันมีรูปปั้นของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ประดิษฐานไว้บนดอย ด้วย ภายในถ้าผาจมมีหินงอกหินย้อยอยู่ตามผนังและเพดานถ้า สวยงามวิจิตรตระการตา ถ้าปุ่ม ถ้าปลา ถ้าเสาหินพญานาค ตั้งอยู่ที่ดอยจ้อง หมู่ 11 ตาบลโป่งผา อาเภอแม่สาย ห่างจากอาเภอแม่สายไป ทางทิศใต้ ตามทางหลวงหมายเลข 110 ประมาณ 12 กิโลเมตร มีทางแยกเข้าไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร ดอย จ้องเป็นภูเขาหินปูน จึงประกอบด้วย ถ้าหินงอก หินย้อย และทางน้าไหลมากมาย ถ้าปุ่ม อยู่สูงขึ้นไปยอดเขา ต้องปืนขึ้นไป ภายในถ้ามืดมาก ต้องมีผู้นาทางเที่ยวชม ถ้าปลา เป็นถ้าหนึ่งที่มีน้าไหลภายในถ้า เคยมีปลาชนิดต่างๆ ทั้งใหญ่น้อยว่ายออกมาให้เห็นเป็นประจา ภายในถ้า ยังมีพระพุทธรูปศิลปะพม่า สร้างขึ้นโดยพระภิกษุชาวพม่า ประชาชนทั่วไปเรียกว่า "พระทรงเครื่อง" เป็นที่เลื่อมใส ของประชาชนในแถบนี้ ถ้าเสาหินพญานาค อยู่ในบริเวณเดียวกัน เดิมต้องพายเรือข้ามน้าเข้าไปชม ภายหลังได้สร้างทางเดินเชื่อมกับถ้า ปลา เป็นระยะทาง 150 เมตร ภายในถ้ามีหินงอก หินย้อย และยังเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมด้วย