1
แบบเสนอโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์
รหัสวิชา ง33201 ชื่อวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 5
ปีการศึกษา 2562
ชื่อโครงงาน รู้หรือไม่ คางทูม อันตรายกว่าที่คุณคิด
ชื่อผู้ทาโครงงาน
ชื่อ นาย ธีรทัย ปัทมาลัย เลขที่ 30 ชั้น ม.6 ห้อง 11
ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์
ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 62
โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่
สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 34
ใบงาน
การจัดทาข้อเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์
2
สมาชิกในกลุ่ม 1
1. นาย ธีรทัย ปัทมาลัย เลขที่ 30
คาชี้แจง ให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มเขียนข้อเสนอโครงงานตามหัวข้อต่อไปนี้
ชื่อโครงงาน (ภาษาไทย) คางทูม อันตรายกว่าที่คุณคิด
ชื่อโครงงาน (ภาษาอังกฤษ) Mumps is more dangerous than you think.
ประเภทโครงงาน โครงงานวิทยาศาสตร์
ชื่อผู้ทาโครงงาน นาย ธีรทัย ปัทมาลัย
ชื่อที่ปรึกษา คุณครู เขื่อนทอง มูลวรรณ์
ชื่อที่ปรึกษาร่วม รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ
ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562
ที่มาและความสาคัญของโครงงาน (อธิบายถึงที่มา แนวคิด และเหตุผล ของการทาโครงงาน)
เนื่องจากโรคคางทูมเป็นโรคที่พบบ่อยในเด็ก ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัสของต่อมน้าลายที่อยู่บริเวณข้างหู
และอาจรวมทั้งต่อมน้าลายที่อยู่ใต้ลิ้นและใต้คาง ทาให้เกิดอาการอักเสบบวมของบริเวณคาง ดูคล้ายคางทูม โรคนี้
มักจะหายได้เองเป็นส่วนใหญ่ การรักษาแบบพื้นบ้าน เช่น เขียนเสือที่ข้างแก้ม เสกปูนแดงป้ายหรือใช้ครามป้ายแล้ว
ได้ผล ก็เพราะธรรมชาติของโรคนี้ที่สามารถหายได้เองนั่นเอง อย่างไรก็ตาม บางครั้งก็อาจเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ได้
จึงควรเรียนรู้วิธีการรักษาและการป้องกัน
วัตถุประสงค์ (สิ่งที่ต้องการในการทาโครงงาน ระบุเป็นข้อ)
1.ต้องการให้มีสุขภาพที่ดีปราศจากโรคคางทูม
2.ต้องการให้ตระหนักรู้ถึงโทษของโรคคางทูม
3.ต้องการให้ทราบถึงวิธีการป้องกันและรักษาโรคคางทูม
ขอบเขตโครงงาน (คุณลักษณะ ขอบเขต เงื่อนไขและข้อจากัดของการทาโครงงาน)
บุคคลที่มีอาการเป็นโรคคางทูมหรือมีภาวะเสี่ยงที่จะเป็นโรคคางทูมอันเป็นปัจจัยก่อให้เกิด โรคคางทูมที่
อาจจะเกิดตามมา
หลักการและทฤษฎี (ความรู้ หลักการ หรือทฤษฎีที่สนับสนุนการทาโครงงาน)
สาเหตุการโรคเกิดจากการติดเชื้อคางทูม ซึ่งเป็นไวรัสในกลุ่มไวรัสพารามิกโซ (paramyxovirus) เชื้อจะอยู่ใน
น้าลายของผู้ป่วย ติดต่อโดยการไอหรือจามใส่กัน หรือโดยการสัมผัสถูกสิ่งของเครื่องใช้ ที่ปนเปื้อนเชื้อจากน้าลายของ
ผู้ป่วย เมื่อเชื้อติดเข้าไปที่จมูกและลาคอก็จะมีการแบ่งตัว แล้วเข้าสู่กระแสโลหิตแพร่ไปยังอวัยวะต่างๆรวมทั้งต่อม
น้าลาย ทาให้เกิดการอักเสบของต่อมน้าลายและอวัยวะต่างๆ
เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส และส่วนใหญ่จะไม่มีโรคแทรกซ้อนร้ายแรง เพียงแต่ให้การรักษาตามอาการก็หายได้
เอง เมื่อมีไข้และคางบวม ควรให้การดูแลรักษาตนเอง ดังนี้
1. พักผ่อน อย่าตรากตรางานหนัก
2. ดื่มน้ามาก ๆ
3. เช็ดตัวเวลามีไข้ ให้ยาลดไข้ – พาราเซตามอล ผู้ใหญ่ ๑ - ๒ เม็ด เด็ก ? - ๑ เม็ด หรือ ๑ - ๒ ช้อนชา) ซ้าได้ทุก ๖
ชั่วโมงเฉพาะเวลามีไข้สูง ห้ามใช้แอสไพริน สาหรับคนอายุต่ากว่า ๑๘ ปี เพราะอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรย์ซินโดรม
(Reye’s syndrome) ซึ่งมีการอักเสบของสมองและตับอย่างรุนแรง เป็นอันตรายได้
3
4. ใช้น้าอุ่นจัดๆ ประคบตรงบริเวณที่เป็นคางทูมวันละ ๒ ครั้ง แต่ถ้าปวด ให้ใช้ความเย็น (เช่น น้าเย็น น้าแข็ง)
ประคบบรรเทาปวด
5. หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่เคี้ยวยาก ในระยะแรกๆ ควรกินอาหารอ่อน เช่น ข้าวต้ม ซุป
6. หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสเปรี้ยว น้าส้มคั้น น้ามะนาวคั้น เพราะอาจทาให้ปวดมากขึ้น
7. ควรหยุดเรียนหรือหยุดงาน พักรักษาตัวที่บ้านจนกว่าจะหาย เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อให้คนอื่น
วิธีดาเนินงาน
แนวทางการดาเนินงาน
ส่วนใหญ่จะวินิจฉัยจากอาการของโรคเป็นสาคัญ ได้แก่ อาการไข้ และคางบวม ซึ่งจะบวมอยู่ประมาณ ๔-๘
วัน ถ้ามีประวัติการระบาดของโรคในพื้นที่ที่ผู้ป่วยอยู่อาศัยหรือการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นคางทูม ก็จะช่วยในการ
วินิจฉัยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ในรายที่ไม่แน่ใจ อาจทาการตรวจหาเชื้อจากน้าลาย หรือตรวจหาระดับแอนติบอดี(ภูมิคุ้มกัน)
ในเลือด ซึ่งน้อยครั้งมากที่จะต้องวินิจฉัยโดยวิธีเหล่านี้
เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้
1.คอมพิวเตอร์
2.อาหารเพื่อสุขภาพต่างๆ
3.ยารักษาโรคคางทูม
งบประมาณ
ปริมาณไม่เกิน 1000 บาท
ขั้นตอนและแผนดาเนินงาน
ลาดับ
ที่
ขั้นตอน สัปดาห์ที่ ผู้รับผิด
ชอบ
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17
1 คิดหัวข้อโครงงาน
2 ศึกษาและค้นคว้าข้อมูล
3 จัดทาโครงร่างงาน
4 ปฏิบัติการสร้างโครงงาน
5 ปรับปรุงทดสอบ
6 การทาเอกสารรายงาน
7 ประเมินผลงาน
8 นาเสนอโครงงาน
ผลที่คาดว่าจะได้รับ (ผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดการทาโครงงาน)
มีความรู้เกี่ยวกับโรคคางทูม สามารถรักษาได้ และ ป้องกันตัวเองจากโรคคางทูมได้
4
สถานที่ดาเนินการ
-สามารถปฏิบัติในบ้านเรื่องโรคคางทูม
-สามารถปฏิบัติได้หลากหลายในการป้องกันตัวเองจากสิ่งของต่าง
-สามารถปฏิบัติในด้านการดูแลรักษาตัวเองจากโรคคางทูม
กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้อง
-กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
แหล่งอ้างอิง (เอกสาร หรือแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ที่นามาใช้การทาโครงงาน)
คางทูม ที่มา : https://www.doctor.or.th/article/detail/1700
คางทูม ที่มา : https://www.pobpad.com/%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B9%E0%B8%A1
โรคคางทูม ที่มา : http://www.bangkokhealth.com/index.php/health/health-system/respiratory/1724-
%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B9%E0%B8%A1-mumps.html
โรคคางทูม อาการ สาเหตุ และการรักษาโรคคางทูม ที่มา :
https://medthai.com/%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B9%E0%B8%A1/
โรคคางทูม อาการบวมที่ต้องระวัง ที่มา : https://health.kapook.com/view10127.html

2562 final-project 30

  • 1.
    1 แบบเสนอโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์ รหัสวิชา ง33201 ชื่อวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 5 ปีการศึกษา 2562 ชื่อโครงงาน รู้หรือไม่ คางทูม อันตรายกว่าที่คุณคิด ชื่อผู้ทาโครงงาน ชื่อ นาย ธีรทัย ปัทมาลัย เลขที่ 30 ชั้น ม.6 ห้อง 11 ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์ ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 62 โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 34 ใบงาน การจัดทาข้อเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์
  • 2.
    2 สมาชิกในกลุ่ม 1 1. นายธีรทัย ปัทมาลัย เลขที่ 30 คาชี้แจง ให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มเขียนข้อเสนอโครงงานตามหัวข้อต่อไปนี้ ชื่อโครงงาน (ภาษาไทย) คางทูม อันตรายกว่าที่คุณคิด ชื่อโครงงาน (ภาษาอังกฤษ) Mumps is more dangerous than you think. ประเภทโครงงาน โครงงานวิทยาศาสตร์ ชื่อผู้ทาโครงงาน นาย ธีรทัย ปัทมาลัย ชื่อที่ปรึกษา คุณครู เขื่อนทอง มูลวรรณ์ ชื่อที่ปรึกษาร่วม รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 ที่มาและความสาคัญของโครงงาน (อธิบายถึงที่มา แนวคิด และเหตุผล ของการทาโครงงาน) เนื่องจากโรคคางทูมเป็นโรคที่พบบ่อยในเด็ก ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัสของต่อมน้าลายที่อยู่บริเวณข้างหู และอาจรวมทั้งต่อมน้าลายที่อยู่ใต้ลิ้นและใต้คาง ทาให้เกิดอาการอักเสบบวมของบริเวณคาง ดูคล้ายคางทูม โรคนี้ มักจะหายได้เองเป็นส่วนใหญ่ การรักษาแบบพื้นบ้าน เช่น เขียนเสือที่ข้างแก้ม เสกปูนแดงป้ายหรือใช้ครามป้ายแล้ว ได้ผล ก็เพราะธรรมชาติของโรคนี้ที่สามารถหายได้เองนั่นเอง อย่างไรก็ตาม บางครั้งก็อาจเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ได้ จึงควรเรียนรู้วิธีการรักษาและการป้องกัน วัตถุประสงค์ (สิ่งที่ต้องการในการทาโครงงาน ระบุเป็นข้อ) 1.ต้องการให้มีสุขภาพที่ดีปราศจากโรคคางทูม 2.ต้องการให้ตระหนักรู้ถึงโทษของโรคคางทูม 3.ต้องการให้ทราบถึงวิธีการป้องกันและรักษาโรคคางทูม ขอบเขตโครงงาน (คุณลักษณะ ขอบเขต เงื่อนไขและข้อจากัดของการทาโครงงาน) บุคคลที่มีอาการเป็นโรคคางทูมหรือมีภาวะเสี่ยงที่จะเป็นโรคคางทูมอันเป็นปัจจัยก่อให้เกิด โรคคางทูมที่ อาจจะเกิดตามมา หลักการและทฤษฎี (ความรู้ หลักการ หรือทฤษฎีที่สนับสนุนการทาโครงงาน) สาเหตุการโรคเกิดจากการติดเชื้อคางทูม ซึ่งเป็นไวรัสในกลุ่มไวรัสพารามิกโซ (paramyxovirus) เชื้อจะอยู่ใน น้าลายของผู้ป่วย ติดต่อโดยการไอหรือจามใส่กัน หรือโดยการสัมผัสถูกสิ่งของเครื่องใช้ ที่ปนเปื้อนเชื้อจากน้าลายของ ผู้ป่วย เมื่อเชื้อติดเข้าไปที่จมูกและลาคอก็จะมีการแบ่งตัว แล้วเข้าสู่กระแสโลหิตแพร่ไปยังอวัยวะต่างๆรวมทั้งต่อม น้าลาย ทาให้เกิดการอักเสบของต่อมน้าลายและอวัยวะต่างๆ เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส และส่วนใหญ่จะไม่มีโรคแทรกซ้อนร้ายแรง เพียงแต่ให้การรักษาตามอาการก็หายได้ เอง เมื่อมีไข้และคางบวม ควรให้การดูแลรักษาตนเอง ดังนี้ 1. พักผ่อน อย่าตรากตรางานหนัก 2. ดื่มน้ามาก ๆ 3. เช็ดตัวเวลามีไข้ ให้ยาลดไข้ – พาราเซตามอล ผู้ใหญ่ ๑ - ๒ เม็ด เด็ก ? - ๑ เม็ด หรือ ๑ - ๒ ช้อนชา) ซ้าได้ทุก ๖ ชั่วโมงเฉพาะเวลามีไข้สูง ห้ามใช้แอสไพริน สาหรับคนอายุต่ากว่า ๑๘ ปี เพราะอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรย์ซินโดรม (Reye’s syndrome) ซึ่งมีการอักเสบของสมองและตับอย่างรุนแรง เป็นอันตรายได้
  • 3.
    3 4. ใช้น้าอุ่นจัดๆ ประคบตรงบริเวณที่เป็นคางทูมวันละ๒ ครั้ง แต่ถ้าปวด ให้ใช้ความเย็น (เช่น น้าเย็น น้าแข็ง) ประคบบรรเทาปวด 5. หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่เคี้ยวยาก ในระยะแรกๆ ควรกินอาหารอ่อน เช่น ข้าวต้ม ซุป 6. หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสเปรี้ยว น้าส้มคั้น น้ามะนาวคั้น เพราะอาจทาให้ปวดมากขึ้น 7. ควรหยุดเรียนหรือหยุดงาน พักรักษาตัวที่บ้านจนกว่าจะหาย เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อให้คนอื่น วิธีดาเนินงาน แนวทางการดาเนินงาน ส่วนใหญ่จะวินิจฉัยจากอาการของโรคเป็นสาคัญ ได้แก่ อาการไข้ และคางบวม ซึ่งจะบวมอยู่ประมาณ ๔-๘ วัน ถ้ามีประวัติการระบาดของโรคในพื้นที่ที่ผู้ป่วยอยู่อาศัยหรือการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นคางทูม ก็จะช่วยในการ วินิจฉัยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ในรายที่ไม่แน่ใจ อาจทาการตรวจหาเชื้อจากน้าลาย หรือตรวจหาระดับแอนติบอดี(ภูมิคุ้มกัน) ในเลือด ซึ่งน้อยครั้งมากที่จะต้องวินิจฉัยโดยวิธีเหล่านี้ เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ 1.คอมพิวเตอร์ 2.อาหารเพื่อสุขภาพต่างๆ 3.ยารักษาโรคคางทูม งบประมาณ ปริมาณไม่เกิน 1000 บาท ขั้นตอนและแผนดาเนินงาน ลาดับ ที่ ขั้นตอน สัปดาห์ที่ ผู้รับผิด ชอบ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 1 คิดหัวข้อโครงงาน 2 ศึกษาและค้นคว้าข้อมูล 3 จัดทาโครงร่างงาน 4 ปฏิบัติการสร้างโครงงาน 5 ปรับปรุงทดสอบ 6 การทาเอกสารรายงาน 7 ประเมินผลงาน 8 นาเสนอโครงงาน ผลที่คาดว่าจะได้รับ (ผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดการทาโครงงาน) มีความรู้เกี่ยวกับโรคคางทูม สามารถรักษาได้ และ ป้องกันตัวเองจากโรคคางทูมได้
  • 4.
    4 สถานที่ดาเนินการ -สามารถปฏิบัติในบ้านเรื่องโรคคางทูม -สามารถปฏิบัติได้หลากหลายในการป้องกันตัวเองจากสิ่งของต่าง -สามารถปฏิบัติในด้านการดูแลรักษาตัวเองจากโรคคางทูม กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้อง -กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ แหล่งอ้างอิง (เอกสาร หรือแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่นามาใช้การทาโครงงาน) คางทูม ที่มา : https://www.doctor.or.th/article/detail/1700 คางทูม ที่มา : https://www.pobpad.com/%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B9%E0%B8%A1 โรคคางทูม ที่มา : http://www.bangkokhealth.com/index.php/health/health-system/respiratory/1724- %E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B9%E0%B8%A1-mumps.html โรคคางทูม อาการ สาเหตุ และการรักษาโรคคางทูม ที่มา : https://medthai.com/%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B9%E0%B8%A1/ โรคคางทูม อาการบวมที่ต้องระวัง ที่มา : https://health.kapook.com/view10127.html