8
บทที่ 2
วรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวของ
การวิจัยครั้งนี้เปนการวิจัยเชิงสํารวจ (survey research) ผูวิจัยไดทบทวนเอกสารงานวิจัย
ที่เกี่ยวของกับความแตกตางของการมีหลักประกันสุขภาพระหวางแรงงานยายถิ่นและไมยายถิ่น
โดยมีหัวขอการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ ดังนี้
1. แนวคิดหลักประกันสุขภาพและรูปแบบการประกันสุขภาพในประเทศไทย
1.1 ความหมายของการประกันสุขภาพ
1.2 รูปแบบการประกันสุขภาพในประเทศไทย
1.3 เงื่อนไขการใชสิทธิการรับบริการสาธารณสุขตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุข
ภาพแหงชาติพ.ศ. 2545
2. ความเปนธรรมและความแตกตางการมีหลักประกันสุขภาพ
2.1 คํานิยามความเปนธรรม (Definition of Equity)
2.2 มิติความเปนธรรม
2.3 ความแตกตางการมีหลักประกันสุขภาพ
2.4 สถานะสุขภาพ
2.5 ความแตกตางการใชบริการทางการแพทย
3. แนวคิดการยายถิ่นกับการมีหลักประกันสุขภาพ
3.1 ความหมายของการยายถิ่น
3.2 ประเภทการยายถิ่น
3.3 ทฤษฎีการยายถิ่น
4. ปจจัยที่มีความสัมพันธตอการมีหลักประกันสุขภาพ
5.บริบทอาชีพกอสราง ตัดยาง/ปลูกผัก ในอําเภอสะเดา จังหวัดสงขลา
1. แนวคิดหลักประกันสุขภาพและรูปแบบการประกันสุขภาพในประเทศไทย
1.1 ความหมายของการประกันสุขภาพ
การประกันสุขภาพ (health insurance) เปนการนําความเสี่ยงของแตละคนมารวมกันเปน
ของกลุม (risk pooling) แลวกระจายใหทุกคนมีสวนรวมในการแบกรับเฉลี่ยกัน ผูเปนสมาชิกจะตอง
จายเบี้ยประกัน (premium) ใหกับองคกรที่ทําหนาที่รับประกัน ซึ่งองคกรนี้จะจายเงินทดแทน
9
ความเสียหายที่เกิดขึ้นใหกับสมาชิกที่ประสบความเสี่ยงนั้น ลดภาระความเสี่ยงของคาใชจาย
จํานวนมากของแตละคนใหอยูในระดับที่ไมมาก แตไดรับความคุมครองเกินกวาเงินที่แตละคนจาย
เปนการเปลี่ยนแปลงคาใชจายจํานวนมากที่ไมแนนอนของแตละคน ไปสูคาใชจายจํานวนนอย ๆ
แตคงที่ ความเปนไปไดของการประกันขึ้นอยูกับการมีสมาชิกจํานวนมากพอที่จะเฉลี่ยความเสี่ยง
ไดอยางกวางขวาง (ศุภสิทธิ์ พรรณารุโณทัย, 2544; จิรุตม ศรีรัตนบัลล, 2543; สงวน นิตยารัมภพงศ
และปฐม สวรรคปญญาเลิศ, 2537)
การประกันสุขภาพมีความสําคัญอยางมากในวิชาเศรษฐศาสตรสุขภาพ ตามอุปสงคและ
อุปทานของการดูแลสุขภาพ เปนบทบาทของรัฐบาลในการจัดสรรทรัพยากรดานสุขภาพ (Folland,
Goodman and Stano, 2001) ซึ่งพบวาสาเหตุที่ตองทําประกันสุขภาพ (ยงยุทธ สงวนชม,2542)
1. คาใชจายการดูแลสุขภาพไมแนนอน คารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นตามสถานพยาบาลตาง ๆ
มีแนวโนมสูงขึ้น
2.การเจ็บปวยและอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นไดตลอดเวลา
3. ประชาชนสวนใหญไมไดเก็บเงินออมไวเปนคารักษาพยาบาลเมื่อตัวเองเจ็บปวยความ
เจริญทางวิทยาศาสตร และสิ่งแวดลอมทําใหประชาชนมีความเสี่ยงเรื่องการเจ็บปวยเพิ่มมากขึ้น
4. การประกันสุขภาพ มีระบบบริหารจัดการ การกํากับมาตรฐานการรักษา ทําใหคา
รักษาพยาบาลถูกลง
1.2 รูปแบบการประกันสุขภาพในประเทศไทย
ระบบประกันสุขภาพในประเทศไทยมี 4 รูปแบบ ดังนี้ (กุศล สุนทรธาดา, 2546; วิโรจน
ตั้งเจริญเสถียร และศิริวรรณ พิทยรังสฤษฎ, 2546)
1. สวัสดิการรักษาพยาบาลของขาราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งครอบคลุมคน
กลุมนี้ ประมาณ 7 ลานคน มีคาใชจายที่รัฐสนับสนุน 2,106 บาท/คน/ป
2. ประกันสังคม เปนระบบที่มีการระดมเงินทุนจากปจเจกชนผูมีสวนเกี่ยวของในภาคเอก
ชน ตามขอบังคับในกฎหมายลักษณะตาง ๆ เปนสิทธิเฉพาะตน นายจางที่มีลูกจางตั้งแต 1 คนขึ้นไป
จายเงินสมทบกองทุนภายใน 30 วัน (สํานักงานประกันสังคม, 2545) โดยผูประกันตนตองรวมจาย
เงินสมทบกองทุนป 2546 เดือนละรอยละ 4.5 รวมกับนายจางรอยละ 4.5 และรัฐบาลรอยละ 2.5 ของ
เงินเดือน จํานวนเงินสมทบคิดจากฐานคาจางขั้นตํ่า 1,650 บาท ไมเกิน 15,000 บาทตอเดือน โดยนาย
จาง/ผูประกอบการมีหนาที่สมทบของลูกจาง (สํานักงานประกันสังคมจังหวัดเชียงราย, 2546; สํานัก
งานประกันสังคม, 2545) ผูประกันตนจะไดรับบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาลเมื่อไดขึ้นทะเบียน
และสงเงินสมทบครบ 3 เดือนแลว โดยผูประกันตนจะตองเลือกสถานพยาบาลที่จะเขารับการรักษา
10
เอง (สํานักงานประกันสังคม, 2545) ครอบคลุมผูมีสิทธิในระบบประกันสังคมประมาณ 10 ลานคน
คาใชจายที่กองทุนประกันสังคมจายใหสถานพยาบาลประมาณ 1,250-1,300 บาท/คน/ป ซึ่งประกอบ
ดวยระบบยอย2รูปแบบ ไดแก
2.1 ระบบสวัสดิการลูกจางตามกฎหมายประกันสังคม ซึ่งมีแหลงที่มาของเงินทุนจาก
ไตรภาคี ไดแก นายจาง ลูกจาง และเงินสมทบจากรัฐ ไดรับประโยชนทดแทน 7 ประเภท ไดแก กรณี
ประสบอันตรายหรือเจ็บปวย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะหบุตร ชราภาพ และกรณีวางงาน
ไดเริ่มบังคับใชป 2547 (โดยเริ่มจัดเก็บเงินสมทบจากผูประกันตนและนายจาง รอยละ 0.5 จากรัฐบาล
รอยละ 0.25 ของคาจาง ตั้งแตเดือนมกราคม 2547 และผูประกันตนจายเงินสมทบกรณีวางงานมาแลว
ไมนอยกวา 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนกอนการวางงาน จะมีสิทธิรับประโยชนทดแทนใน
กรณีวางงานตั้งแตเดือนกรกฎาคม2547เปนตนไป) (สํานักงานประกันสังคม,2547)
2.2 กองทุนชดเชยแรงงาน เปนการจายเงินชดเชยของนายจางสําหรับคารักษาพยาบาล
ความเจ็บปวยหรือการบาดเจ็บจากการทํางาน รวมทั้งคาปลงศพสําหรับการเสียชีวิตจากการทํางาน
3. ระบบประกันสุขภาพถวนหนา (30 บาทรักษาทุกโรค) มี 2 แบบ ไดแก บัตร 30 บาท
แบบฟรีที่จัดใหแกผูสมควรไดรับการชวยเหลือเกื้อกูล 7 กลุม คือ เด็ก นักเรียน ผูสูงอายุ พระภิกษุ/ผู
นําศาสนา ทหารผานศึก ผูพิการ และผูมีรายไดนอย ซึ่งมีคาใชจายที่รัฐสนับสนุนประมาณ 273 บาท/
คน/ป รวมทั้งสวัสดิการสําหรับอาสาสมัครหมูบาน (อสม). และผูใหญบาน กํานัน และอีกประเภท
เปนบัตร 30 บาทชนิดรวมจาย คาธรรมเนียมการใชบริการในระบบหลักประกันสุขภาพถวนหนา จึง
เปนการรวมจายคาบริการในรูปแบบการรวมจาย (copayment) เพื่อกระตุนใหประชาชนมีการใช
บริการอยางมีประสิทธิภาพ คือ ใชบริการอยางสมเหตุสมผล ไมไดใชบริการเกินความจําเปน (พงษ
พิสุทธิ์ จงอุดมสุข, กาญจนา เกียรติธนาพันธุ และจเด็จ ธรรมธัชอารี, 2546) ครอบคลุมประชากร 45
ลานคนซึ่งมีคาใชจายที่รัฐสนับสนุนประมาณ 1,200บาท/คน/ป
ในเขตจังหวัดสงขลาไดมีการดําเนินงานนโยบายสรางหลักประกันสุขภาพถวนหนาเริ่มดําเนิน
การเดือนตุลาคม 2544 เพื่อแกปญหาคนไทยเกือบ 20 ลานคนที่ขาดหลักประกันสุขภาพ กลุมคนยากจน
และดอยโอกาสไดรับการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐนอยกวากลุมขาราชการประมาณ 8 เทา
(กุศล สุนทรธาดา, 2546; สํานักงานปฏิรูประบบสุขภาพแหงชาติ, 2544) และแกปญหาระบบบริการสุข
ภาพใหดีกวาที่เปนอยูในปจจุบัน โดยอาศัยการปฏิรูประบบงบประมาณเปนเครื่องมือสําคัญอางอิง
ประชากรในความรับผิดชอบเปนหลักภายใตวิธีการงบประมาณที่เปนปลายปด (วิโรจน ตั้งเจริญ
เสถียร และศิริวรรณ พิทยรังสฤษฎ, 2546)
4. การประกันกับบริษัทเอกชน ครอบคลุมประชากร 2 ลานคน คาใชจายที่บริษัทจายให
ประมาณ 400 บาท/คน/ป (กุศล สุนทรธาดา, 2546) บริษัทประกันแบงเปน 2 กลุม คือ บริษัท
11
ประกันชีวิต และบริษัทประกันภัย สิทธิประโยชนและความคุมครองที่ผูเอาประกันจะไดจาก
ประกันสุขภาพเอกชนมีความแตกตางกันไปตามกรมธรรมและทุนประกันที่ซื้อ (จิรุตม ศรีรัตนบัลล
และสุกัลยา คงสวัสดิ์, 2544)
ภาพประกอบ 3 รูปแบบหลักประกันสุขภาพในประเทศไทย ป พ.ศ. 2545
ที่มา : วิโรจน ตั้งเจริญเสถียร และศิริวรรณ พิทยรังสฤษฎ, 2546
สรุปรูปแบบการประกันสุขภาพประเทศไทยตั้งแตป 2545 จนถึงปจจุบันมี 4 รูปแบบ
ไดแก 1) สวัสดิการรักษาพยาบาลของขาราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ 2) ประกันสังคม 3)
ระบบประกันสุขภาพถวนหนา 4) การประกันกับบริษัทเอกชน
บริการ
รวมจาย
งบยอดรวมสําหรับผูปวยใน
ผูปวยใน ใช DRG
เหมาจายรายหัว
ชุดสิทธิประโยชนพื้นฐาน
ระหวางโครงการ
(ปจจุบันยังไมสําเร็จ)
เหมาจายรายหัว
การจายตามบริการ
การจายตามบริการ–ผูปวยนอก
ภาษีอากร
ภาษีอากร
ไตรภาคี
ภาษีรายได
การจายเพื่อประกัน
ความเสี่ยง
ผูปวย
ประชากร
เครือขายคูสัญญา
รัฐบาล และเอกชน
การบริการ
การบริการในโรงพยาบาล
สวัสดิการรักษาพยาบาลของขาราชการ
(ประมาณ 7 ลานคน)
สํานักงานหลักประกันสุขภาพแหงชาติ, (UC)
(45 ลานคน)
สํานักงานประกันสังคม (10 ลานคน)
การประกันบริษัทเอกชน
12
ตาราง 1 เปรียบเทียบการประกันสุขภาพกับหลักประกันสุขภาพถวนหนาประเทศไทย
ลักษณะ
การประกันสุขภาพ
(health insurance)
หลักประกันสุขภาพถวนหนา
(universal coverage)
แหลงของเงิน ระบบประกันจากเบี้ยประกัน (premium) จายให
กับองคกรที่ทําหนาที่รับประกัน คาบริหารจัด
การสูง มีความแนนอนของเงินสําหรับบริการสุข
ภาพ การคิดคาเบี้ยประกันตามความเสี่ยงของ
บุคคลแบบกลุมและตามระดับของรายได
การสรางหลักประกันสุขภาพจากระบบภาษี
(tax-based health insurance) คาบริหารจัดการ
ตํ่า เนื่องจากไมตองมีการจัดเก็บเบี้ยประกัน
(premium)
กลไก มี 2 ประการ คือ
1. ใหเกิดการเขาถึงระบบบริการสุขภาพที่มี
ประสิทธิภาพเมื่อจําเปน
2. ปองกันความเสียหายที่เกิดจากความเสี่ยง
ทางการเงินในการรับภาระคารักษาพยาบาลที่
แพง
สามารถเขาถึงชุดบริการหลักดานสุขภาพ
(core service package) ไดรับบริการสุขภาพที่
จําเปน มีมาตรฐานเดียวกัน โดยตั้งบนพื้นฐาน
ของการเฉลี่ยสุขเฉลี่ยทุกข ทุกคนมีความเทา
เทียมกัน เปนสิทธิของประชาชนไทยทุกคน
ตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ.
2540มาตรา52
ที่มา : ศุภสิทธิ์ พรรณารุโณทัย, 2544; วิโรจน ตั้งเจริญเสถียร, 2544; คณะทํางานพัฒนานโยบายหลักประกันสุขภาพ
ถวนหนา,2544
1.3 เงื่อนไขการใชสิทธิการรับบริการสาธารณสุขตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุข
ภาพแหงชาติพ.ศ.2545
ผูมีสิทธิไดรับหลักประกันสุขภาพถวนหนา (บัตรทอง) จะตองเปนประชาชนชาวไทยทุก
คนที่มีชื่อในทะเบียนบาน และมีเลขประจําตัวประชาชน (13 หลัก) โดยสามารถขอลงทะเบียนเพื่อใช
สิทธิตามมาตรา 6 กําหนดให “บุคคลใดใชสิทธิตามมาตรา 5 (บุคคลทุกคนมีสิทธิไดรับบริการสา
ธารณสุขที่มีมาตรฐานและประสิทธิภาพตามที่กําหนด) ใหยื่นคําขอลงทะเบียนตอสํานักงานหรือ
หนวยงานที่สํานักงานกําหนด เพื่อเลือกหนวยบริการ เปนหนวยบริการประจํา” โดยคํานึงถึงความ
สะดวก และความจําเปนของบุคคลเปนสําคัญ เพื่อเปนไปตามแนวคิดในการจัดใหมี “หนวยบริการ
ใกลบานใกลใจ”หรือ“หนวยบริการปฐมภูมิ”เพื่อดูแลสุขภาพของประชาชนผูมีสิทธิอยางผสมผสาน
(บริการรักษา สงเสริม ปองกัน และฟนฟู) ตอเนื่องและแบบองครวม (สํานักงานหลักประกันสุขภาพ
แหงชาติ, 2547) สิทธิการรับบริการสาธารณสุขตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแหงชาติ พ.ศ.
2545 ตามมาตรา 10, 11,12 ผูมีสิทธิตามกฎหมายวาดวยประกันสังคมใหเปนไปตามที่กําหนดใน
กฎหมายวาดวยประกันสังคม กฎหมายวาดวยเงินทดแทน กฎหมายวาดวยการคุมครองผูประสบภัย
13
จากรถ ตามลําดับ นอกจากนี้ตามมาตรา 8 ใหหนวยบริการที่ใหบริการแกบุคคลที่ยังไมไดลงทะเบียน
ใหบุคคลนั้นลงทะเบียนเลือกหนวยบริการประจํา และแจงใหสํานักงานทราบภายในสามสิบวันนับ
แตใหบริการ(สํานักงานหลักประกันสุขภาพแหงชาติ,2545)
การดําเนินการเปลี่ยนเลือกหนวยบริการประจํา จะตองใชหลักฐานเปนบัตรประกันสุข
ภาพถวนหนา (เดิม) สําเนาบัตรประจําตัวประชาชนของผูขอใชสิทธิ (เด็กอายุตํ่ากวา 15 ป ใหใช
สําเนาใบสูติบัตร) และการรับรองสําเนาทะเบียนบานและบัตรประจําตัวประชาชนเจาของบาน ใน
กรณีที่มีถิ่นที่อยูหรือพักอาศัยไมตรงกับทะเบียนบาน ใหแสดงสําเนาทะเบียนบานของบุคคลที่ตนพัก
อาศัย/หนังสือรับรองของเจาบานหรือผูนําชุมชนซึ่งรับรองวาตนมีถิ่นที่อยูหรือพักอาศัยอยูในพื้นที่
นั้น ๆ ปจจุบันสามารถใชใบสําคัญรับเงินคาสาธารณูปโภค (คานํ้า คาไฟ คาโทรศัพท) ที่มีชื่อบุคคล
และที่อยูในพื้นที่นั้น ๆ หรือใชใบเสร็จรับเงินคาเชาที่พัก สัญญาเชาที่พัก ฯลฯ เปนหลักฐานการ
เปลี่ยนเลือกหนวยบริการประจํา ซึ่งสามารถกระทําไดไมเกิน 2 ครั้งตอป (สํานักงานหลักประกันสุข
ภาพแหงชาติ,2547)
เนื่องจากระบบประกันสุขภาพของไทยในปจจุบัน เปนระบบประกันสุขภาพแบบหลาย
กองทุน จึงตองมีการจัดการฐานขอมูลระหวางกองทุนตาง ๆ ที่เกี่ยวของอยางถูกตองครบถวน (สํานัก
งานหลักประกันสุขภาพถวนหนาแหงชาติ, 2546) กรณีขอดําเนินการขึ้นทะเบียนจะมีขั้นตอนตรวจ
สอบสิทธิ และเปลี่ยนเลือกสถานพยาบาลจากฐานขอมูลเว็บไซตของสํานักงานหลักประกันสุขภาพ
แหงชาติ กรณีผูยายถิ่นที่ไมเคยกลับบานเดิมเลย ไมมีบัตรประกันสุขภาพถวนหนาสามารถดําเนินการ
ขอเปลี่ยนเลือกสถานพยาบาลได สถานบริการก็จะดําเนินการขอยกเลิกสิทธิประกันสุขภาพถวนหนา
เดิมโดยใชหลักฐานตามเกณฑการขอขึ้นทะเบียนแตละประเภท
แมวาปจจุบันไดมีการปรับหลักเกณฑใหผูถือบัตรทอง 30 บาท สามารถเลือกสถาน
บริการที่สะดวกในเขตอําเภอสะเดา แตในสภาพความเปนจริงผูยายถิ่นที่มาทํางานชั่วคราว ยังคงไมมี
สิทธิ จากเหตุผลตาง ๆ กันไป เชน ไมทราบหลักเกณฑการเปลี่ยนเลือกสถานบริการ ไมไดยาย
ทะเบียนบาน หรือบางสวนไมไดใหความสนใจบัตร 30 บาท เพราะไมเคยเจ็บปวยที่รุนแรง และหรือ
ไมใชสิทธิบัตรหลักประกันสุขภาพถวนหนา นอกจากนี้พบวาปญหาการใชบัตรประกันสุขภาพถวน
หนา ประชาชนไมคอยใชบัตรประกันสุขภาพถวนหนาคูกับบัตรประชาชน (เด็กอายุตํ่ากวา 15 ป ให
ใชสําเนาใบสูติบัตร) ทุกครั้งที่มาใชสถานบริการ สวนใหญจะยื่นเฉพาะบัตรสิทธิ สถานบริการมักจะ
อนุโลมการใช
14
2. ความเปนธรรมและความแตกตางการมีหลักประกันสุขภาพ
2.1 คํานิยามความเปนธรรม (Definition of Equity)
คําวา “ความเปนธรรม” มีคําหลายคําในภาษาอังกฤษที่มีความหมายคลายกัน ไดแก
fairness justice equity equality (Braveman, 1998) การศึกษาวิจัยครั้งนี้จะเลือกใชคําวา “ความไม
เสมอภาคหรือความแตกตาง” เพื่อสื่อความหมายคําวา inequality สวนความเปนธรรมใชคําภาษา
อังกฤษวา equity
ความเทากันหรือความเสมอภาค (equality) ตามพจนานุกรมลองแมน (Longman
dictionary of contemporary English, 1991) ใหความหมายวา เปนสถานะของการมีสวนเทากัน (the
state of being equal) สวนความเปนธรรม (equity) หมายถึง คุณภาพของการมีสวนความยุติธรรม
ตามสิทธิที่เหมาะสม ถูกตอง (the quality of being equitable; fairness) ทั้งสองคํามักมีความสับสน
ในการใชเสมอในดานความหมาย ความเสมอภาค (equality) ใหความสนใจในสวนแบงที่เทากัน
สวนความเปนธรรม (equity) จะเกี่ยวกับความยุติธรรมอาจจะมีการตัดสินความยุติธรรมดวยสิ่งที่ไม
เทากัน ในเรื่องการดูแลสุขภาพอาจมีการตัดสินความเปนธรรมดวยความแตกตางในการเขาถึง
บริการ (Donaldson and Gerard, 1993) ดังนั้นจึงตองระมัดระวังถึงความแตกตาง ตัวอยางหนึ่งของ
ความแตกตางของประชากรสองกลุมที่มีรายไดเหมือนกันแตมีความแตกตางอายุขัยเนื่องจากรูป
แบบการดํารงชีวิตที่ตางกัน ถากลุมที่มีสุขภาพที่ไมดีมีรูปแบบการดํารงชีวิตที่มีการรับรูภาวะเสี่ยง
รวมดวย ผลของความแตกตางในอายุขัยอาจกลาวไดวามีความแตกตางที่สะทอนความเปนจริงใน
สังคมของประชากรทั้งสองกลุม ถาบุคคลสองคนมีความเปนจริงที่ไมเทากันในขนาด ความเทากัน
ในการรักษาอาจจะไมยุติธรรม (Gwatkin, 2000)
มูนี่ (Mooney, 1992) ใหนิยามความเปนธรรมที่เปนไปได 7 ขอ ไดแก ความเทากันของ
(equality of) ในความหมายดังตอไปนี้
1. รายจายตอหัว (expenditure per capita)
2. ปจจัยนําเขาตอหัว (inputs per capita)
3. ปจจัยนําเขาสําหรับความจําเปนที่เทากัน (inputs for equal need)
4. การเขาถึงสําหรับความจําเปนที่เทากัน (access for equal need)
5. การใชบริการสําหรับความจําเปนที่เทากัน (utilization for equal need)
6. ความจําเปนตอหนวยสุดทายที่สัมฤทธิ์ผล (marginal met need)
7. สุขภาพ (health)
ความหมายขอที่ 1, 2 เปนการหารตอหัวอยางงายทางเลขคณิต (ศุภสิทธิ์ พรรณารุโณทัย,
2544) เปนความแตกตางระหวางสองพื้นที่ ในเรื่องราคาที่มีความสัมพันธกับกําลังคน สินคาและบริการ
15
ซึ่งเปนสวนหนึ่งปจจัยนําเขาการดูแลสุขภาพที่อาจทําใหมีความแตกตางกัน สวนความหมายขอที่ 4, 5
เปนเรื่องอุปสงค (demand) และอุปทาน (supply) หรือความจําเปนทางสุขภาพที่เทากัน จะมีการใช
บริการที่แตกตางกัน หากมีความแตกตางการเขาถึงแตมีอุปสงคเทากันความหมายขอที่6ขึ้นกับตนทุน
ผลประโยชน (cost-benefit) ภายใตงบประมาณจํากัด สวนความหมายขอที่ 7 เปนเปาหมายของการ
พัฒนาสุขภาพ(ศุภสิทธิ์พรรณารุโรทัย,2544)
สรุปวาการใหความหมายความเปนธรรม ตามมุมมองของนักเศรษฐศาสตรจะนํา
คณิตศาสตรของการมีสวนเทากัน (equality) เขามาอธิบายความหมาย ไดแก ดานรายจายตอหัว การ
เขาถึงหรือการใชบริการตามความจําเปน ความจําเปนตอหนวยสุดทายที่สัมฤทธิ์ผล และดานสุขภาพ
จากการทบทวนงานวิจัยสวนใหญจะวัดความแตกตาง (inequality) ในประเด็นตาง ๆ กัน (Makinen,
et al., 2000; Mackenbach and Kunst, 1997; Wagstaff, 2000; Gwatkin, 2000; Brockerhoff and
Hewett, 2000; Goddard and Smith, 2001) เพื่อสะทอนความไมเปนธรรมที่เกิดขึ้นจากความแตกตาง
ดานสังคมเศรษฐกิจ(socioeconomic)ในกลุมคนที่ดอยโอกาสในสังคม
การพัฒนาแนวคิดความเปนธรรมในมุมมองหลักปรัชญาและเศรษฐศาสตร โดยนักเศรษฐ
ศาสตรจะครอบคลุมความคิดของการเขาถึงที่เทากันสําหรับความจําเปนที่เทากันแตหลักปรัชญาโตแยง
วามีการใหความชวยเหลือนอยสําหรับการอธิบายความเปนธรรมการดูแลสุขภาพ โดยหลักความเทา
เทียมกันมีการจัดทฤษฎีที่มีความหวังมากที่สุดของการดูแลสุขภาพอยางยุติธรรม ทฤษฎีเหลานี้ไดจาก
ประสบการณของบริการสุขภาพแหงชาติประเทศอังกฤษ(DonaldsonandGerard,1993)
ตาราง 2 แนวคิดความเปนธรรมของนักปรัชญา
นักปรัชญา/ทฤษฎี แนวคิด
Nozick (1974)
ทฤษฎีสิทธิ(entitlementtheory)
จํากัดแนวคิดเชิงทฤษฎีของความยุติธรรมกลไกตลาดถูกพิจารณาอยางยุติธรรม
หลักผลประโยชนนิยม
(utilitarianism)
ขาดการวางทฤษฎีความยุติธรรม ความสุขทําใหมีจํานวนมากที่สุด สําหรับสมาชิก
แตปฎิเสธการกระจาย
Rawls (1971) ชุดพื้นฐานของสินคาสังคมเบื้องตนที่ถูกกระจาย ภายใตมานแหงความไมรู ดังนั้น
สภาพที่ไมดีในสังคมมีจํานวนมาก การดูแลสุขภาพไมไดเปนหนึ่งในสินคาเหลานี้แต
อาจดู เชน หนวยงานเบื้องตนไดรับการกระจายอยางเปนธรรมสําหรับเสรีภาพ พื้นฐาน
เปนตน แมวามันไมมีความชัดเจน ถาความเปนธรรมเกี่ยวกับการไดรับจํานวนมากจาก
การดูแลสุขภาพดังนั้นมีความเปนไปไดที่เกิดความเทาเทียมกันของการใชบริการ
ความเทาเทียมกัน
(egalitarianism)
การกระจายสวนแบงที่เทากันของสินคา สามารถนําไปใชใน ความหมายความเทา
เทียมของสุขภาพหรือความเทาเทียมของการดูแลสุขภาพ
ที่มา : Donaldson and Gerard, 1993
16
ตาราง 3 แนวคิดความเปนธรรมของนักเศรษฐศาสตร
นักเศรษฐศาสตร/ทฤษฎี แนวคิด
Musgrave (1959)
ทฤษฎีคุณความดี
(Merit good theory)
แตละบุคคลจะเลือกใชบริการการดูแลสุขภาพนอยกวาที่ควร จุดประสงคที่รัฐบาล
จัดใหเพื่อประกันการใชบริการอยางเหมาะสม โดยการเพิ่มการมีบริการ และให
ความสนใจกับการใชบริการอยางเทาเทียมกัน
Lee (1962) ประเด็นสําคัญของการบริการสุขภาพแหงชาติของประเทศอังกฤษเปนการจัดหาการ
ดูแลสุขภาพที่ไมคิดเงินที่จุดการใชเพื่อประกันการใชการดูแลสุขภาพ
Titmuss (1970) หนาที่ทางสังคม หมายถึง การบริการสุขภาพแหงชาติประเทศอังกฤษไดใหความสน
ใจกับการจัดโอกาสสงเสริมสุขภาพและหลักการปฏิบัติที่เห็นแกประโยชนผูรับ
บริการ เปนโอกาสความเทากันการใชบริการสุขภาพ เชนการเขาถึง เพราะวาทําให
สามารถสงเสริมสุขภาพและเปนประโยชนผูรับบริการ
Sen (1977) แตละคนใหความคิดวาโอกาสการใชอื่น ๆ อาจจะยุติธรรมถาหากวาไมมาก มีความ
สําคัญมากกวาโอกาสของคนเหลานั้น ทั้งมีการกําหนดอยางเหมาะสม คือ การเขาถึง
บริการที่เทากันสําหรับความจําเปนที่เทากัน
Margolis (1982) แตละคนสนใจในการมีสวนแบงที่ยุติธรรมสําหรับชุมชนที่นําคนเหลานั้นสูความ
ตองการเพื่อสนับสนุนการมีบริการ ทั้งมีการกําหนดอยางเหมาะสม คือ การเขาถึง
บริการที่เทากันสําหรับความจําเปนที่เทากัน
ที่มา : Donaldson and Gerard, 1993
ไวทเฮด (Whitehead, 1992) ไดกลาวถึงแนวคิดความเปนธรรมในบริบทขององคการ
อนามัยโลก 2 ประเด็น คือ ดานสุขภาพ และการดูแลสุขภาพ แนวคิดความเปนธรรมในสุขภาพ
(equity in health) หมายถึง ทุกคนควรจะมีโอกาสอยางเปนธรรมที่จะไดพัฒนาสุขภาพตนเองเต็มที่
รวมกับแนวทางที่ดีที่สุดภายใตสภาวะที่เปนจริง ไมควรจะมีใครเสียเปรียบจากการไดรับการพัฒนา
สุขภาพที่เปนไปได ถามันสามารถหลีกเลี่ยงได (Whitehead, 1992) การไมพบความแตกตางในระบบ
หนึ่งอยางหรือมากกวาในสถานะสุขภาพ (health status) ในสังคม ประชากร สภาพภูมิศาสตรที่กําหนด
ประชากร (Starfield, 2001) สวนความเปนธรรมการดูแลสุขภาพ (equity in health care) หมายถึง
ความเทากันการเขาถึงการไดรับการดูแลสําหรับความจําเปนที่เทากัน (equal access to available
care for equal need) ความเทากันการใชบริการสําหรับความจําเปนที่เทากัน (equal utilization for
equal need) และความเทากันคุณภาพการดูแล (equal quality of care) ความเปนธรรมไมไดหมายถึง
ทุกคนควรจะมีสถานะสุขภาพที่เหมือนกัน การใชทรัพยากรการบริการสุขภาพที่เหมือนกันโดยไม
คํานึงถึงความจําเปน (Whitehead, 1992) จะตองไมมีความแตกตางในการบริการดานสุขภาพตาม
17
ความจําเปนสุขภาพที่เทากัน ในแนวนอน (horizontal equity) หรือการเพิ่มการบริการสุขภาพที่จัดให
ตามความจําเปนสุขภาพที่มากกวาในแนวดิ่ง (vertical equity) สิ่งที่มีผลตอคุณลักษณะความเปนธรรม
ดานสุขภาพที่เปนคาเฉลี่ยสุขภาพในประชากร หรือความเปนธรรมในการกระจายดานสุขภาพ ซึ่งจะ
ขึ้นกับสุขภาพแตละบุคคล (Starfield,2001) คัลเยอรและแวกสแตฟ (Culyer and Wagstaff, 1993) ได
วิเคราะหความเปนธรรมในการดูแลสุขภาพ (equity in health care) ซึ่งมีความสําคัญในนโยบายการ
ดูแลสุขภาพในประเด็นความหมายตอไปนี้
1. ความเทากันของรายจายตอหัว (equality of expenditure per capita) ซึ่งจะอยูภายใต
ขอบเขตเกณฑการจัดสรรงบประมาณ ตามเปาหมายที่ชัดเจน ไมไดจัดแบงตามความจําเปน (need)
2. การกระจายตามความจําเปน (distribution according to need) มี 2 มิติ คือ มิติแนวราบ
และแนวดิ่ง ซึ่งจะมองความจําเปนในฐานะ 1) สุขภาพตั้งแตเริ่มแรก (need as initial health) มีการ
คาดวาคนที่มีสถานะสุขภาพตางกันมักมีความจําเปนที่ตางกัน ความหมายนี้มีความยุงยากที่ยากจะ
พบวาทําไมบางคนที่ปวยสามารถพูดถึงความจําเปนการดูแลสุขภาพ 2) การไดรับสิทธิประโยชน
(need as capacity to benefit) 3) รายจายที่คนควรจะมี (need as expenditure a person ought to have)
4) รายจายมีความตองการใชสิทธิประโยชน (need as expenditures required to exhaust capacity to
benefit) 5) ความจําเปนตอหนวยสุดทายที่สัมฤทธิ์ผล (marginal met need) เพื่อที่จะทําใหการเขาถึง
บริการสุขภาพเทากัน จึงตองลดราคาของบริการสุขภาพที่คนจนตองจายใหลงมาจนกระทั่งผลคูณ
ของราคาและอรรถประโยชนสวนเพิ่มของรายไดของคนจนเทากับผลคูณนั้นของคนรวย (สมชาย
สุขสิริเสรีกุล, 2539)
3. ความเทากันการเขาถึง (equality of access) ตามความจําเปนมีความหมายในมุมมอง
ของ 1) เปนการใชบริการ (access as utilization) เปนความเทากันของการรักษาสําหรับความจําเปน
ที่เทากัน 2) เปนตนทุนการไดการดูแลสุขภาพในดานความเทากันของโอกาสที่บุคคลเผชิญดานเงิน
และเวลาเหมือนกัน (access as the costs incurred in receiving health care) 3) ไดรับการบริการ
ระดับสูงสุดเทาที่จะเปนไปได (access as maximum attainable consumption) 4) เปนการไดรับ
เชิงอรรถประโยชน (access as forgone utility) 4) มีมาตรฐาน (living standards and access)
4. ความเทากันดานสุขภาพ (equality of health) คือทุกคนในสังคมมีระดับสุขภาพเทากัน
เปนเปาหมายของนโยบาย ซึ่งความแตกตางในสุขภาพมีความสัมพันธกับพฤติกรรมสุขภาพ ความไม
เทากันในสุขภาพจําเปนตองมีความไมเทากันในการดูแล
โดยสรุปความเปนธรรมมี 2 ประเด็น คือ ดานสุขภาพ (equity in health) หมายถึง การมี
โอกาสพัฒนาสุขภาพตนเองโดยคํานึงถึงความจําเปน รวมกับแนวทางที่ดีที่สุดภายใตสภาวะที่เปนจริง
18
และดานการดูแลสุขภาพ (equity in health care) ไดแก ความเทากันการเขาถึง/การใชบริการตามความ
จําเปนความเทากันคุณภาพการดูแลความเทากันดานสุขภาพและความเทากันของรายจายตอหัว
ศุภสิทธิ์ พรรณารุโณทัย (2544) ไดกลาวถึงแนวคิดของความเปนธรรม 2 แนวคิดใหญ ๆ
คือ แนวคิดเสรีนิยม (libertarianism) และแนวคิดความเทาเทียม (egalitarianism) แนวคิดเสรีนิยมจะ
ปฏิเสธความเทาเทียมกันของทุก ๆ คน จะยอมรับก็เพียงการมีมาตรฐานขั้นตํ่า (minimum standard)
เทานั้น เชื่อในกลไกตลาด การตัดสินใจของแตละคนวาจะทําใหสามารถเลือกสิ่งที่ดีที่สุดที่ตนเอง
ตองการ ตองใหเสรีภาพแกทุกคนในการเลือกจึงจะเรียกไดวา เกิดความเปนธรรม (equity as choice)
สวนแนวคิดความเทาเทียม เห็นวาทุกคนควรมีความเทาเทียมกันในทุก ๆ ดาน ตั้งแตการมีโอกาสที่
เทากัน (equality of opportunity)รวมทั้งควรไดรับสวัสดิการดูแลจากสังคมอยางเทาเทียมกัน และทาย
สุดมีสถานะสุขภาพในดานผลลัพธที่ใกลเคียงกันจะปฏิเสธกลไกตลาด เพราะเห็นวากลไกตลาดมี
แนวโนมลมเหลว เนื่องจาก ถาคนมีโอกาสที่ความแตกตาง คนที่มีขอมูลมากกวาก็จะใชโอกาสที่มี
มากกวาสรางประโยชนใหกับตนเอง ดังนั้น กลุมแนวคิดความเทาเทียมจะใหความหวังกับสังคมที่
ตองชวยกันจรรโลงความเทาเทียมกัน ซึ่งกระแสการศึกษาเรื่องความเปนธรรมจะมี 3 กระแส คือ
1. นักสาธารณสุขศาสตร ใหความสําคัญเริ่มแรกกับสถานะสุขภาพที่เปนธรรม
2. นักเศรษฐศาสตร ใหความสําคัญเริ่มแรกกับรายจายที่เปนธรรม
3. นักสังคมศาสตร ใหความสําคัญกับสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษยและชนชั้นในสังคม
เมื่อพิจารณาแนวคิดความเปนธรรมการเขาถึงการดูแลทางการแพทยทางดานจรรยาบรรณ
อเดยและแอนเดอรสัน (Aday and Andersen, 1981) ไดกลาววาวัตถุประสงคความเปนธรรมจะตอง
ประกอบดวยขอตกลง 3 อยาง คือ 1) สิทธิในการไดรับการบริการสุขภาพ (right to health care) ทาง
การแพทยใหความสนใจแนวคิดสิทธิสุขภาพ (right to health) ซึ่งเปนสิทธิที่ทุกคนควรไดรับอยาง
นอยที่สุดดานสวัสดิการ สิทธิการไดรับการบริการสุขภาพเปนสิ่งที่ทุกคนมีสิทธิในการเขาถึงบริการ
มีความสําคัญเปนเปาหมายมาตรฐานระบบการดูแลสุขภาพ 2) การจัดสรรทรัพยากรการดูแลสุขภาพ
3) นโยบายสุขภาพควรมีกลไกความเปนยุติธรรม (just) สําหรับการจัดสรรทรัพยากรดูแลสุขภาพที่
ขาดแคลน คณะกรรมการติดตามการเขาถึงการบริการดูแลสุขภาพบุคคลไดอางถึงความจําเปนที่จะ
พัฒนาการวัดการเขาถึงผูปวยโรคเอดส ผูยายถิ่น ผูพิการ คนที่ไมมีที่อยูอาศัย ความรุนแรงในครอบ
ครัว บริการฉุกเฉิน ผูสูงอายุ (Institute of Medicine, 1993 cited by Andersen and Davidson, 1999)
การพัฒนาการวัดการเขาถึงคนดอยโอกาสเปนสิ่งสําคัญ เพราะสวนใหญกลุมนี้มีความสัมพันธกับ
ความจําเปน (Aday, 1993b cited by Andersen and Davidson, 1999) จากงานศึกษาวิจัยของสุวจีจันทร
ถนอม-กูด (2543) การคนหาแนวคิดเรื่องสิทธิและความเปนธรรมในสุขภาพจากมุมมองทางสังคม
และวัฒนธรรม เพื่อการปฏิรูปการดูแลสุขภาพในประเทศไทย สวนใหญมุงไปที่ประเด็นของการให
19
บริการทางการแพทย (right to health care) สิทธิที่จะไดรับรูขอมูลขาวสารเกี่ยวกับสิทธิที่ประชาชน
ควรรูและการดําเนินการในการจัดการของรัฐ ที่เปนแนวคิดแบบความเทาเทียมเปนสวนใหญ บัตร
ประกันสุขภาพในความเห็นประชาชนเปนบัตรที่ทําใหถูกตีตรา (stigmatize) จากผูใหบริการของ
สถานบริการ เพราะผูที่ใชบัตรจะถูกมองเปนบุคคลที่ดอยคา ประชาชนที่ใชบัตรประกันสุขภาพมักไม
ไดรับความสะดวกในการใชบริการและมีขอจํากัดในการเลือกสถานบริการที่จะรับรักษา ปญหาการ
บริการที่มีความความแตกตาง ทําใหประชาชนเกิดความรูสึกวาสิทธิของตนถูกลิดรอน หรือละเมิด
โดยเฉพาะเมื่อมีการกระทําผิดจากผูที่ใหบริการ
สรุปวาความเปนธรรมเปนแนวคิด (equity as a concept) เปนที่ยอมรับอยางกวางขวางวา
เปนเปาหมายที่สําคัญนโยบายการดูแลสุขภาพ (Culyer and Wagstaff, 1993; Mooney, 1994;
Braveman, 1998) ที่มีบางสิ่งบางอยางกระทําดวยความยุติธรรมไมลําเอียง (fairness) และตัดสิน
อยางเปนธรรม (justice) (Mooney, 1994; Whitehead, 1992; Starfield, 2001) ซึ่งมักจะปรากฏความ
เทากัน (equality) เกี่ยวของดวยเสมอ แตบางทีไมทั้งหมดของความเทากันของคน ตองมีเงื่อนไข
และบริบทกํากับ ความหมายความเปนธรรมการเขาถึง (equity of access) มีรากฐานความเทาเทียม
กัน (egalitarianism) (Waters, 2000) สวนความหมายความเปนธรรมในการดูแลสุขภาพ ไดแก
ความเทากันดานสุขภาพ ความเทากันการใชการดูแลสุขภาพ และความเทากันการเขาถึง โดยตั้งอยู
บนพื้นฐานโอกาสที่จะไดรับบริการการดูแลสุขภาพตามความจําเปน (need) และการกระจาย
ทรัพยากร (Mooney, 1994) ประเทศสวนใหญใหความสนใจความเทากันการเขาถึง (equality of
access) นักเศรษฐศาสตรเปนกลุมที่ใหความสนใจสะทอนปญหาความแตกตาง (inequality) อยาง
ชัดเจนระหวางประเทศที่พัฒนาแลวและกําลังพัฒนาในดานความเปนธรรมดานสุขภาพและการ
กระจายรายไดใหสามารถวัดไดเปนรูปธรรม การศึกษาวิจัยครั้งนี้วัดขนาดความไมเสมอภาคหรือ
ความแตกตาง (unfair inequality) ของความครอบคลุมการมีสิทธิหลักประกันสุขภาพ เพื่อสะทอน
ความไมเปนธรรม (inequity) ซึ่งเขียนเปนสมการไดวา inequity=unfair inequality การศึกษาใชการ
สํารวจครัวเรือนแรงงาน ศึกษาความสัมพันธที่ไมยุติธรรม (unfair) ในประเด็นความครอบคลุมการ
มีสิทธิหลักประกันสุขภาพ การรับรูสุขภาพทั่วไป รายไดครัวเรือนตอปในการกระจายของการเขา
ถึงการดูแลสุขภาพ ดานการใชบริการทางการแพทยวัดการเขาถึงการดูแลสุขภาพตามความจําเปน
(need) ซึ่งการวัดความจําเปนวัดตามความรุนแรงการเจ็บปวย (severity of illness) (Waters, 2000)
และคารักษาดานสุขภาพเปนตนทุนทางการแพทย(medicalcost)ทั้งในสวนแรงงานและครอบครัว
2.2 มิติความเปนธรรม
20
มิติความเปนธรรมในการดูแลสุขภาพ มี 2 มิติ คือความเปนธรรมแนวราบ (horizontal
equity) และความเปนธรรมแนวดิ่ง (vertical equity) ความเปนธรรมแนวราบ คือ การไดรับการดูแลที่
เทากันตามความจําเปนที่เทากัน (equal treatment for equal need) เชน สองคนที่ปวยดวยโรคปอด
บวมควรไดรับการรักษาที่เทากันในขณะที่ในหลักการมีความแตกตางกับแนวคิดเหลานี้ ซึ่งไม
สามารถอธิบายความเทาเทียมกันของการรักษาโดยไมสนใจความจําเปน เพราะวากลุมที่สุขภาพดีจะ
ไมตองการรักษาเหมือนกับกลุมที่มีสภาวะเจ็บปวย สวนความเปนธรรมแนวดิ่งคือ การไดรับการดูแล
ที่ความแตกตางกันเมื่อมีความจําเปนที่ไมเทากัน(the extent to which individuals with unequal needs)
ความคิดที่แตละคนมีสุขภาพที่แตกตางกัน ตัวอยางโรคไขหวัดกับปอดบวม จะตองไดรับการรักษาที่
แตกตางกัน (Donaldson and Gerard, 1993; McGuire, Henderson and Mooney, 1988; Braveman,
1998; Waters,2000)
ตาราง 4 มิติความเปนธรรมจําแนกตามแนวความเปนธรรม
มิติ แนวความเปนธรรม
H1
H2
H3
V1
V2
V3
ความเปนธรรมแนวราบ (Horizontal equity)
การไดรับการดูแลที่เทากันสําหรับผูที่มีสถานะสุขภาพเริ่มแรกเทากัน
(equal treatment of those with equal expected final health)
การไดรับการดูแลเทากันเมื่อมีความตองการเทากัน (equal treatment for equal need)
การไดรับการดูแลเทากันสําหรับผูที่คาดหมายวาจะมีผลลัพธทางสุขภาพที่เทากัน
(equal treatment for those with equal expected final health)
ความเปนธรรมแนวดิ่ง (Vertical equity)
การไดรับการดูแลที่มากกวา สําหรับผูที่มีสถานะสุขภาพเริ่มแรกที่ดอยกวา
(more favourable treatment for those with worse initial health)
การไดรับการดูแลที่มากกวา สําหรับผูที่มีความตองการที่มากกวา
(more favourable treatment for those with greater need)
การไดรับการดูแลที่มากกวาสําหรับผูที่คาดหมายวาจะมีสถานะสุขภาพสุดทายที่ตํ่ากวา
(more favourable treatment for those with worse expected final health)
ที่มา : Culyer, 1991 อางโดย ศุภสิทธิ์ พรรณารุโณทัย, 2544
2.3 ความแตกตางการมีหลักประกันสุขภาพ
21
จากหลายเหตุการณกลุมคนที่ไมมีประกันสุขภาพเปนกลุมที่เสียเปรียบในระบบสุขภาพ
ปจจุบัน กลาวไดวาประเทศสหรัฐอเมริกามีการดูแลดานสุขภาพดีประเทศหนึ่ง แตก็ยังพบปญหาที่
ประชาชนสวนใหญไมสามารถเขาถึงการดูแลที่ดี หรือไมสามารถจายคารักษาพยาบาลได ประชา
ชนอเมริกันที่มีประกันสุขภาพรอยละ 90 จะไดรับการดูแลจากโรงพยาบาลมากกวากลุมที่ไมมี
ประกันสุขภาพ กลุมที่ไมมีประกันสุขภาพมักละเลยการดูแลปองกันสุขภาพ เชน การตรวจสุขภาพ
ประจําป เพื่อคัดกรองโรค เมื่อเจ็บปวยรุนแรงเปนระยะเวลานาน กลุมไมมีประกันตองขอความ
อนุเคราะหการรักษา ดวยความหวังวาทางแพทยและโรงพยาบาลจะไมทอดทิ้งเขาเหลานั้น
(Calhoun, Light and Keller, 1997) เหตุผลหนึ่งของความครอบคลุมหลักประกันสุขภาพ คือ ปก
ปองความเสี่ยงดานการเงินจากคาใชจายดานสุขภาพที่สูงเกินรอยละ 10 และรอยละ 40 ของรายได
ครัวเรือน พบวาขาดการปกปองความเสี่ยงดานการเงินจากการรับบริการดานสุขภาพ โดยเฉพาะ
ครอบครัวที่มีฐานะยากจนและมีโรคเรื้อรัง (Waters, Anderson and Mays, 2004) ในป 1980 ประเทศ
สหรัฐอเมริกา พบความไมเปนธรรมในเรื่องประกันสุขภาพที่มีความตอเนื่องมาจนถึงปจจุบันนี้ โดย
เฉพาะกลุมดอยโอกาสและประชาชนที่มีรายไดนอยดูเหมือนวาการประกันสุขภาพเอกชนพบวามี
นอยที่สุด ระบบการดูแลแบบเมดดิเคด (medicaid) ซึ่งเปนสวัสดิการประเภทหนึ่งที่รัฐจัดใหกับกลุม
คนที่มีรายไดตํ่า คนจน ผูหญิงและชนกลุมนอย ที่ชดเชยความไมเปนธรรมบางสวน แตยังมีสัดสวน
การไมมีประกันสูงในป 1993 (Andersen and Davidson, 1999) ในป ค.ศ.1989 รอยละ 17 ของ
ประชากรในรัฐมิชิแกน ขาดความครอบคลุมหลักประกันสวนใหญเปนประเภทเมดดิเคด
(medicaid) จะประสบปญหาการเขาถึงบริการมากที่สุด จะพักรักษาตัวในโรงพยาบาลสั้นกวาและ
ไดรับการดูแลนอยกวา การคอยนัดพบแพทยมากกวา 1 สัปดาห (รอยละ 6.6) ไมสามารถจายคา
รักษาพยาบาลได (รอยละ 3.7) (Bashur, Homan and Smith, 1994) เชนเดียวกับการศึกษาของพาค
และคณะ (Park, et al., 2001) พบวากลุมแรงงานมีหลักประกัน (OR=0.19, 95%CI: 0.10, 0.36) นอย
กวากลุมวิชาชีพ (OR=0.49, 95%CI: 0.27, 0.88) ดานการรับรูสถานะสุขภาพทั่วไปที่ไมดีของกลุม
แรงงาน (OR=3.05, 95%CI: 1.54, 6.05) สูงกวากลุมวิชาชีพ สวนอาชีพบริการและเกษตรกรไดรับ
หลักประกันจากนายจางนอยกวากลุมวิชาชีพอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.05) ผลการศึกษาของไฮ
วาดและคณะ (Hayward, et al., 1988) พบวา วัยแรงงานที่ขาดหลักประกันสุขภาพจะประสบปญหา
ทางดานการเงินเมื่อเจ็บปวย 2.3 เทา (95%CI: 1.4, 3.5) ของวัยแรงงานที่มีหลักประกันสุขภาพ คนที่
ไมมีประกันสุขภาพมีการเขาถึงบริการสุขภาพนอยกวาคนมีประกันสุขภาพ RR=1.6 เทา (95%CI:
1.4, 1.8) การขาดหลักประกันสุขภาพไมไดเปนเพียงปจจัยเดียวของการสนับสนุนการเขาถึง
(access) รายไดครัวเรือนยังเปนตัวทํานายการเขาถึงบริการสุขภาพดวย
22
การศึกษาหลายงานวิจัยประเด็นความแตกตาง (inequality) มักจะมีการวัดความแตกตาง
ทางเพศภาวะ (gender) เชื้อชาติ การมีประกันสุขภาพ การเขาถึงและการใชบริการสุขภาพ จากตัวแปร
ดานเศรษฐกิจและสังคม อันไดแก การศึกษา รายได อาชีพ ขนาดครัวเรือน ผูวิจัยมีความสนใจศึกษา
ชองวางระหวางกลุมแรงงานยายถิ่นและไมยายถิ่นที่ยังขาดขอมูลเชิงประจักษถึงขนาดความแตกตาง
ความครอบคลุมของการมีหลักประกันสุขภาพที่สงผลตอการรับรูสุขภาพทั่วไป ดานการใชบริการ
ทางการแพทย และคารักษาดานสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีปจจัยอะไรบางที่มีความสัมพันธตอการขาด
หลักประกันสุขภาพ พบวาการไมมีหลักประกันสุขภาพสงผลใหตองเผชิญกับปญหาสุขภาพเกิน
ความจําเปน จากการไมไปรับหรือไมไดรับการดูแลตั้งแตในระยะแรก จากสาเหตุไมสามารถแบกรับ
ภาระทางการเงินจากคารักษาพยาบาล สงผลเปนภาระทางการเงินแกผูใหบริการภาครัฐดวย สถาน
การณปจจุบันที่รัฐบาลกําหนดการจัดระบบประกันสุขภาพภาคบังคับตามโครงการหลักประกันสุข
ภาพถวนหนามารองรับ แตยังขาดการศึกษาที่ชัดเจนที่สรุปถึงการไมมีหลักประกันสุขภาพในกลุม
แรงงานยายถิ่นในประเทศ
2.4 สถานะสุขภาพ
แอลเลนเดอร และสปราดเลย (Allender and Spradley, 2001) ไดกลาวถึงมิติสุขภาพ 2 มิติ
คือ มิติที่คนรูสึกวาสบายดีหรือปวย เรียก subjective และมิติความสามารถการทําหนาที่ในสภาพแวด
ลอมที่เปนอยูสามารถสังเกตไดเรียกobjective เมื่อคนรูสึกวาสบายดีและสามารถทําหนาที่แสดงวาอยู
ในภาวะสุขภาพดี (wellness) แมวาจะมีโรคเชน โรคขออักเสบหรือเบาหวาน คนเหลานั้นอาจรูสึกวาดี
และปฏิบัติไดดีภายใตความสามารถที่มีคนเหลานี้ถูกพิจารณาวาสุขภาพแข็งแรงหรือดี
ภาพประกอบ4 มุมมองมิติแบบsubjectiveและobjectiveของภาวะสุขภาพดีและเจ็บปวย
ที่มา :Allender and Spradley, 2001
เจ็บปวย
พิการหรือตาย
ระดับสุขภาพสูงสุด
รูสึกวาเจ็บปวย
ไมสามารถเพิ่มการทําหนาที่
รูสึกวาสุขภาพดี
สามารถเพิ่มการทําหนาที่
สบายดี
Subjective
Objective
23
การเจ็บปวยแบงเปน 2 ประเภท คือ เจ็บปวยเฉียบพลัน หมายถึงโรคหรือกระบวน
(process) ที่เกิดขึ้นทันทีทันใด ดวยอาการและอาการแสดงที่มีความสัมพันธกับกระบวนการโรคนั้น ๆ
ที่สามารถรักษาหายในระยะเวลาอันสั้นหรือตาย (Lundy and Janes, 2001) และเจ็บปวยเรื้อรัง หมายถึง
การเจ็บปวยที่มีระยะเวลายาวหรือความพิการถาวร (disability) ที่ขัดขวางหนาที่กาย จิต หรือสังคม มี
ลักษณะความผิดปกติโครงสรางทางรางกายที่ปรากฏหรือรบกวนระบบภายในรางกาย(impairment)ทํา
ใหเปนอุปสรรค(handicaps)(Hitchcock,SchubertandThomas,2003)
การประเมินสถานะสุขภาพ ที่นิยมใชในประเทศทางตะวันตก ไดแก การวัดสมรรถนะทาง
รางกาย(physicalfunction)ดวยSF36และการรับรูระดับสุขภาพตนเอง(self-ratedhealth;SRH)
1.แบบวัดสมรรถนะทางรางกาย SF36 (short-form)จะมีคําถาม36ขอถูกแปลโดยโครงการ
The International Quality of Life Assessment (IQQLA) ในป 1991 ไดมีการสรุปประเมินพัฒนาความ
เที่ยงและความถูกตองใหไดมาตรฐาน จะมีประโยชนใชเปรียบเทียบทั่วไปในการตรวจสอบความถูก
ตองการรายงานทางการแพทยและเปนตัวชี้วัดปญหาสุขภาพดานรางกายและจิตวิทยา (Bobak, et al.,
1998;WareandGandek,1998)ไดมีการพัฒนาแบบวัดSF-12เปนSF-20 SF-36ซึ่งสามารถเปรียบเทียบ
ความแตกตางความนิยมการใชดังตาราง5
ตาราง 5 เปรียบเทียบความแตกตาง SF-36 SF-20 SF-12 และ SF-8
SF-36 SF-20 SF-12 SF-8
ขอคําถาม 36 ขอ 20 ขอ 12 ขอ 8 ขอ
ประเภท
ขอคําถาม
มี8ดาน(ขอ)
-หนาที่ทางกาย(10)
-ขอจํากัดบทบาทจาก
ปญหาสุขภาพทางกาย(4)
-ความเจ็บปวด(2)
-การรับรูสุขภาพทั่วไป(5)
-ความออนเพลีย(4)
-หนาที่ทางสังคม(2)
-ขอจํากัดบทบาทจาก
ปญหาทางดานอารมณ(3)
-สุขภาพจิตทั่วไป(6)
มี6ดาน(ขอ)
-หนาที่ทางกาย(6)
-สุขภาพจิต(5)
-ขอจํากัดบทบาทจาก
ปญหาสุขภาพทางกาย
(2)
-หนาที่ทางสังคม(1)
-การรับรูสุขภาพและ
ความเจ็บปวด(6)
มี8ดาน(ขอ)
-หนาที่ทางกาย(2)
-ขอจํากัดบทบาทจาก
ปญหาสุขภาพทางกาย(2)
-ความเจ็บปวด(1)
-การรับรูสุขภาพทั่วไป(1)
-ความออนเพลีย(1)
- การรับรูสุขภาพและความ
เจ็บปวด(6)
-หนาที่ทางสังคม(1)
- ขอจํากัดบทบาทจาก
ปญหาทางดานอารมณ(2)
-สุขภาพจิตทั่วไป(2)
มี8ดานการถามผูตอบ
จะพิจารณาชวงเวลา
(recallperiod)ซึ่งสามารถ
ใชได3แบบคือ
1.แบบมาตรฐานใชความ
จํา4สัปดาห
2.แบบฉุกเฉิน(acute)ใช
ความจํา1สัปดาห
3.แบบถามผูตอบใน24
ชั่วโมงทันทีทันใดในการ
สํารวจเพื่อประเมินสุข
ภาพตนเอง
24
ตาราง 5 (ตอ)
SF-36 SF-20 SF-12 SF-8
ความนิยม ศึกษากลุมตัวอยางที่มี
ขนาดเล็กกวา เหมาะ
ใชในคลินิก
เปนตนแบบวัด SF-36
เหมาะกับผูปวยในโรง
พยาบาลและไมมีมิติ
ทางเพศสัมพันธ
สํารวจกลุมตัวอยางขนาด
ใหญ/การศึกษาทางระบาด
วิทยา (n=500)
สํารวจประชากรขนาดใหญ
มาก เปรียบเทียบระดับกลุม
มีการนําไปใชมากกวา 30
ประเทศ ผูตอบสามารถตอบ
เสร็จใน 2 นาที คะแนน
สามารถเปรียบเทียบโดยตรง
กับการสํารวจสุขภาพดวย
SF อื่น ๆ ใชในประชากรที่มี
อายุมากกวา14ป
ที่มา : Ware,2003; Ware, et al., 2000; McDowell and Newell, 1996;
http://www.qualitymetric.com/products/surveys/SF8.shtml, 2003
2. การประเมินการรับรูระดับสุขภาพตนเอง (self-rated health) มี 2 เหตุผล ขอแรก เพื่อ
สะทอนการรับรูดานสุขภาพ มีความสําคัญดานความเปนอยูที่ดี (well-being) และการใชบริการสุข
ภาพ (health service utilization) ขอสอง เพื่อทํานายอัตราตาย (mortality) ในการศึกษาไปขางหนา
(prospective studies) (Bobak, et al., 1998; Kelleher, et al., 2003) เปนตัวแทนชี้วัดที่ดีสําหรับ
สภาวะสุขภาพทางกายที่เรื้อรังในประชากร (chronic physical health condition) ไดถูกเก็บรวบรวม
ขอมูลหลายปในการสํารวจแหงชาติในประเทศสหรัฐอเมริกา ถูกรวมในแบบฟอรมการศึกษาผล
ลัพธอยางสั้นทางการแพทย (SF-36 SF-12) และตัวชี้วัดปที่มีสุขภาพแข็งแรง (year of health life)
(Office of Public Health and Science, DHHS, 2001)
การรับรูระดับสุขภาพตนเองมีสเกลการวัด 5 ระดับ คือ แยมาก (very poor) แย (poor)
ปานกลาง (average) ดี (good) ดีมาก (very good) งานศึกษาวิจัยที่ใชการวัดสุขภาพวิธีนี้จะมีแนวคํา
ถาม คือ โดยทั่วไป ทานคิดวาสุขภาพของทานอยูในเกณฑใด (Appels, et al., 1996; Mackenbach
and Kunst, 1997; Bobak, et al., 1998; Kennedy, Kasl and Vaccarino, 2001; Yngwe, et al., 2001;
Leinsalu, 2002; Borrell, et al., 2003; Mustard, Vermeulen and Lavis, 2003; Pudaric, Sundquist
and Johansson, 2003; Franks, Gold and Fiscella, 2003) ซึ่งจะเปนขอคําถามแรกของแบบวัด SF-36
SF-20 และ SF-12 (Ware, John E., et al., 2000; McDowell and Newell, 1996)
25
ความนาเชื่อถือ (reliability) ของการประเมินสถานะสุขภาพ (self-assessed health status)
มีการใชวัดดานสุขภาพเพิ่มขึ้นในงานวิจัยเชิงประจักษ การประเมินสถานะสุขภาพถูกสนับสนุนจาก
งานวิจัยที่แสดงใหเห็นวาการรับรูสุขภาพตนเอง (SRH) สามารถใชทํานายอัตราการตายและภาวะการ
เจ็บปวย (mortality and morbidity) (Crossley and Kennedy, 2002) งานวิจัยของเกอดแทมและคณะ
(Gerdtham, et al., 1999) ไดพิสูจนการวัดสถานะสุขภาพตอเนื่องที่ถูกสรางจากวิธีการของแวกสตาฟ
และแวน ดอรสแล (Wagstaff and van Doorslair, 1994) วัดแบบมาตราประเมินคา (rating scale) ซึ่งมี
ความเกี่ยวพันสูงกับการวัดสุขภาพตอเนื่อง (Crossley and Kennedy, 2002) งานวิจัยของเอทเนอร
(Ettner, 1996) พบวารายไดมีความสัมพันธกับการประเมินสถานะสุขภาพ นักเศรษฐศาสตรเชื่อวาสุข
ภาพที่ไมดี (poor) มีสวนลดการประกอบอาชีพ สุขภาพแรงงานมักจะถูกคาดจากการคนพบนี้เปน
หลักฐานที่คนรายไดตํ่า ถูกลดการเขาถึงปจจัยนําเขาสุขภาพ การศึกษาสถานะสุขภาพดวยการวัดการ
รับรูระดับสุขภาพตนเอง เปรียบเทียบคนยายถิ่นและคนทองถิ่นในประเทศแคนาดามีความแตกตาง
กันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.05) กลาวคือ คนยายถิ่นมีสถานะสุขภาพไมดี (poor health status)
รอยละ 2.5 เปรียบเทียบกับคนทองถิ่นมีเพียงรอยละ 1.6 ระยะเวลาการอาศัยมีผลตอระดับสุขภาพคน
ยายถิ่น โดยมีแนวโนมลดลงชวงปที่ 5-9 และอาศัยอยูมากกวา 10 ป ตามลําดับ การเจ็บปวยดวยโรค
เรื้อรังในคนยายถิ่นตํ่ากวาคนทองถิ่นเล็กนอย คือ รอยละ 57.9, 60.6 ตามลําดับ (Newbold and
Danforth, 2003) สถานะสุขภาพคนยายถิ่นจะดอยกวาคนทองถิ่น (Stronks, Ravelli and Reijneveld,
2001; Pudaric, Sundquist and Johansson, 2003)
ในการศึกษานี้มีการประเมินความดันโลหิตขณะสัมภาษณรวมดวย ซึ่งเปนปจจัยเสี่ยงที่
สําคัญของโรคหัวใจหลอดเลือด(cardiovasculardisease;CVD)โดยมีความสัมพันธr=0.44(Hajjar and
Kotchen, 2003; Wolf-Maier, et al., 2003) ซึ่งคาดวาภาวะความดันโลหิตสูงจะเพิ่มภาวะเสี่ยงอัตราการ
ตาย (MacMahon, et al., 1990 cited by van Doorslaer and Gerdtham, 2003) การศึกษาของแวน ดอรส
เลอและเกอแทม (van Doorslaer and Gerdtham, 2003) พบวา การประเมินการรับรูระดับสุขภาพตนเอง
มีอํานาจทํานายของการมีชีวิต (survival) ขึ้นกับอายุ เพศ และสถานะความดันโลหิตสูง แตไมมีความ
สัมพันธกับรายได การศึกษา หรือขอจํากัดสถานภาพการทําหนาที่ (functional limitation) การจัดแบง
กลุมความดันโลหิตสูงเมื่อคาซิสโตลิค (Systolic)≥ 140 mmHg คาไดแอสโตลิค (Diastolic)≥ 90
mmHg (Chobanian,etal.,2003)
จากการศึกษาการรับรูสุขภาพตนเอง (self-perceived health) ในประเทศสเปนในป
ค.ศ.1987 มีความสัมพันธการปรึกษาทางดานการแพทย และการพักรักษาในโรงพยาบาล โดยศึกษา
ตัวแปรความแตกตางดานสังคมเศรษฐกิจ พบวาหลังจากปรับตัวแปรอายุ ขนาดครอบครัว และ
สถานะสุขภาพ การปรึกษาแพทยในกลุมที่มีรายไดครัวเรือนสูงและการพักรักษาในโรงพยาบาลจะ
26
มากกวาเมื่อเปรียบเทียบกับครัวเรือนที่มีรายไดตํ่า (OR=1.15, 95%CI: 1.01, 1.30) (OR=1.44, 95%CI:
1.18, 1.76) ตามลําดับ (Fernandez de la Hoz and Leon, 1966) งานวิจัยของเคลเลเฮอรและคณะ
(Kelleher, et al., 2003) พบวา คาเฉลี่ยการรับรูระดับสุขภาพตนเอง (SRH) มีความแตกตางอยางมีนัย
สําคัญ (p<0.05) กับอายุ สถานะภาพสมรส การเชาที่อยูอาศัย การศึกษา ชั้นทางสังคม ขนาดครัวเรือน
และการเลือกบริการการแพทยทั่วไป แตไมมีนัยสําคัญกับเพศหรือความเปนชนบท จากรายงาน
สํารวจสภาวะสุขภาพประชากรวัยแรงงานอายุ 13-59 ป ในป พ.ศ. 2539-2540 ในประเทศไทย พบวา
ปญหาสุขภาพในระยะเวลา 1 เดือนกอนการสํารวจทุกภาคมีสัดสวนสอดคลองกับความรับรูเรื่องสุข
ภาพของตนเอง เพศชายประเมินสุขภาพตนเองวาดีกวาหญิง ผูที่อาศัยในเขตเทศบาลประเมินตนเอง
วาสุขภาพดีกวานอกเขตเทศบาล กลุมอายุนอยประเมินตนเองวาสุขภาพดีกวากลุมอายุมาก กลุมที่มี
ระดับการศึกษามัธยมศึกษาและสูงกวาประเมินวาตนมีสุขภาพดีกวา กลุมที่มีรายไดสูงประเมินสุข
ภาพตนเองวาดีกวากลุมรายไดตํ่า เมื่อวิเคราะหรวมกับสถานะทางสังคมเศรษฐกิจ จะพบวาการ
ประเมินสุขภาพตนเองสัมพันธกับรายได การศึกษา และอาชีพ (จันทรเพ็ญ ชูประภาวรรณ, 2543)
นอกจากนี้พบวา รอยละของระดับสุขภาพไมดีจะเพิ่มขึ้นในกลุมที่ไดรับการศึกษานอย และพบขนาด
ความไมเทากันอัตราการตายที่ไดรับการปรับมาตรฐานจําแนกตามระดับอาชีพ (occupational class)
ในประเทศฟนแลนด ป 1971-1990 อายุ 35-64 ป พบวา กลุมแรงงานสูงกวาผูทํางานใชสมอง (upper
white collar employees) (Mackenbach and Kunst, 1997) และผลการศึกษาของบุญยัง (Boonyoung,
2003) พบวา สถานะสุขภาพของสตรีวัยกลางคนในภาคใตประเทศไทยมีความสัมพันธกับประเภท
บัตรหลักประกันสุขภาพ (r=.18, p=.001) เมื่อเปรียบเทียบคะแนนสถานะสุขภาพเฉลี่ยระหวางกลุม
สตรีที่มีสิทธิหลักประกันสุขภาพถวนหนากับสิทธิประกันสังคม พบวา มีความแตกตางอยางมีนัย
สําคัญทางสถิติ (p<0.05) กลาวคือ กลุมสตรีที่มีสิทธิประกันสังคมมีการรับรูระดับสุขภาพทั่วไปและ
ดานกําลัง (vitality) ดีกวากลุมสตรีที่มีสิทธิหลักประกันสุขภาพถวนหนา การรับรูสุขภาพทั่วไปมี
ความสัมพันธกับอายุที่นอยกวา รายไดที่สูงกวา การไมมีโรค นับถือศาสนาพุทธ และมีสิทธิประกัน
สังคม และจากการศึกษาของไวทเฮด (Whitehead, 1999) ประเด็นงานวิจัยและนโยบายความสนใจ
ความแตกตางในสุขภาพและการดูแลสุขภาพ พบวาการรับรูระดับสุขภาพตนเองในประเทศสวีเดน
และอังกฤษในระยะ 10 ป ตั้งแตป ค.ศ. 1984-1994 โดยกลุมตามสังคมเศรษฐกิจ พบวา ระดับสุขภาพ
ที่ไมดีในกลุมแรงงานไรฝมือสูงเปนสองเทาของกลุมอาชีพ แตการศึกษาของพวงเพ็ญ ชุณหปราณ,
เพ็ญพักตร อุทิศ และจิราพร เกศพิชญวัฒนา (2538) พบวาสภาวะสุขภาพคนงานไรฝมือกอสรางสตรี
มีสภาวะสุขภาพไมแตกตางจากคนงานที่มีฝมือ คนที่มีระยะเวลาการทํางานอาชีพกอสรางนอยจะมี
สุขภาพดีกวาคนที่ทํางานกอสรางมานาน
27
การศึกษาวิจัยครั้งนี้ประเมินการรับรูสุขภาพทั่วไป (self-rated health) ที่สะทอนการใช
บริการ และการเจ็บปวย จากการทบทวนวรรณกรรมไดรับการยืนยันความนาเชื่อถือจากหลายงานวิจัย
จากการศึกษาวัดความตรง (validity) การรับรูระดับสุขภาพตนเอง (SRH) ชาวละตินในประเทศสหรัฐ
อเมริกา พบวา ระดับสุขภาพไมดีมีความสัมพันธกับอัตราการตายระยะสั้นไมเกิน 2 ป อยางมีนัยสําคัญ
ทางสถิติ (p<0.05) นักวิจัยทางดานสุขภาพใชการรับรูระดับสุขภาพตนเองประมาณสุขภาพทางกายของ
ประชากร (Finch, et al., 2002) การสํารวจประเมินการรับรูระดับสุขภาพตนเองครั้งนี้เปนมิติของแรง
งานไรฝมือ (subjective) ไมใชมิติทางการแพทยโดยมีการเปรียบเทียบระดับกลุม พบวาขอคําถาม
ประเมินการรับรูระดับสุขภาพตนเองไมสลับซับซอนและเปนความรูสึกที่ปรากฎ
2.5ความแตกตางการใชบริการทางการแพทย
ระบบสาธารณสุขของประเทศไทยมีลักษณะที่หลากหลาย ไดแก การรักษาแผนโบราณ
รานขายยา คลินิกเอกชน สถานบริการของรัฐ และโรงพยาบาลเอกชน ประชาชนมีสิทธิอยางเสรีใช
บริการตามความรับรูการเจ็บปวย รายจายครัวเรือนจึงมีสัดสวนมากกวารายจายที่มาจากภาครัฐ
(ศุภสิทธิ์ พรรณารุโณทัย, 2544) จากโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ทําใหปจจัยเรื่องคารักษามี
อิทธิพลลดลง ผลการศึกษาการใชสถานพยาบาลของรัฐของคนจนในชนบทของสันทัด เสริมศรี
และคณะ (2546) พบวาพฤติกรรมการเลือกสถานพยาบาลเมื่อเจ็บปวยของคนจนในชนบทซึ่งไดคา
แรงวันละ 130 บาท หรือไมมีรายไดเมื่อเจ็บปวยจะรักษากันเองกอน โดยซื้อยาจากรานขายยา หรือ
ใชยาจากสถานีอนามัยใกลบาน เมื่อมีอาการเจ็บปวยที่มีอาการเฉียบพลันและรุนแรง เจ็บปวยที่มี
ระยะเวลายาวนานจะไปโรงพยาบาลของรัฐ การรักษากับโรงพยาบาลของรัฐเปนผลการใชสิทธิของ
การมีบัตร 30 บาท การรักษาตนเองหรือการซื้อยาจากรานขายยาเปนความนิยมปฏิบัติเมื่อเจ็บปวย
ของทุกอาชีพ ประชาชนเกือบ 1 ใน 5 ป 2544 ซื้อยากินเองมากขึ้นหลังวิกฤตการณเศรษฐกิจ ประชา
ชนมีความสะดวกในการหาซื้อแลวอาจเกิดจากภาวะเศรษฐกิจที่ตกตํ่า และอาจเปนผลจากความไม
สะดวกและความลาชาในการไปรับบริการจากโรงพยาบาลของรัฐ (กาญจนี กังวานพรศิริ, อํานวย
แสงฉายเพียงเพ็ญ และสมศรี วานิศวณะทอง, 2546) การใชบริการขึ้นอยูกับประสบการณการเจ็บ
ปวย ภาพลักษณของสถานพยาบาล และภาวะความรุนแรงของการเจ็บปวย ผลการสํารวจสถานะสุข
ภาพอนามัยประชาชนไทยป 2534 ภาวะการเจ็บปวยเฉียบพลัน พบวาเปนโรคระบบทางเดินหายใจ
มากที่สุด รองลงเปนโรคที่อาการไมแจงชัด โรคระบบทางเดินอาหารและโรคระบบกลามเนื้อเสน
เอ็นและกระดูก (มัทนา พนานิรามัย และสมชาย สุขสิริเสรีกุล, 2539)
งานวิจัยที่ศึกษาความเทากันการใชบริการตามความจําเปนและคาใชจายบริการดานสุข
ภาพของพรรณารุโณทัยและมิลล (Pannarunothai and Mills, 1997) เรื่องคนจนจายมากกวา : ความ
28
แตกตาง (Inequality) ในประเทศไทยกับดานสุขภาพ จากขอมูลการสํารวจสัมภาษณสุขภาพครัวเรือน
เขตเทศบาลจังหวัดพิษณุโลก เกี่ยวกับความเทากันของการใชบริการสําหรับความจําเปนที่เทากัน
(equality of utilization for equal need) พบวาหัวหนาครัวเรือนที่มีการศึกษาระดับประถมศึกษามักไป
ใชบริการของรัฐ การรับรูความจําเปนความเปนธรรมของการจาย ครัวเรือนที่หัวหนาไมมีสิทธิคุม
ครองการรักษาพยาบาล หรือมีบัตรสงเคราะหผูมีรายไดนอย ตองแบกรับภาระคารักษาพยาบาลถึง
รอยละ 5-6 ของรายไดครัวเรือนภายหลังจากหักสวนที่สามารถเบิกคืนไดจากสมาชิกบางคนที่มีสิทธิ
ในขณะที่กลุมอื่นใชจายเพียงรอยละ 1-2 คนจนมีอัตราการเจ็บปวยเฉียบพลันมากที่สุดรอยละ 15.2
การใชบริการเมื่อมีการเจ็บปวยเฉียบพลันกลุมที่ไมมีหลักประกัน และรายไดครัวเรือนตํ่า สวนใหญ
ใชรานขายยา รองลงมา คือคลินิกเอกชน โรงพยาบาลของรัฐ โรงพยาบาลเอกชน และรอยละ 15.8
ของกลุมที่ไมมีหลักประกันไมรับการรักษา คนที่มีฐานะกวาจะใชบริการโรงพยาบาลเอกชน รายไดมี
ผลตอการเลือกรูปแบบการรักษา หัวหนาครัวเรือนที่มีระดับการศึกษานอยจะมีอัตราการเจ็บปวยเรื้อ
รัง (รอยละ 13.0) สูงกวาหัวหนาครัวเรือนที่ไดรับการศึกษาสูง การรับรูการเจ็บปวยเฉียบพลันมีความ
สัมพันธกับความครอบคลุมหลักประกันสุขภาพอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.05) กลาวคือ กลุมไม
มีหลักประกัน (รอยละ 10.0) และกลุมที่มีหลักประกัน (รอยละ 13.9) เชนเดียวกับการเจ็บปวยเรื้อรัง
(กลุมไมมีหลักประกันรอยละ 9.5 และกลุมที่มีหลักประกันรอยละ 14.8) ผูที่เจ็บปวยโรคเรื้อรังจะมี
การใชบริการทางการแพทยมากเปน 3 เทาของผูที่ไมมีโรคเรื้อรัง (Cheng and Chiang, 1998) สวน
ใหญไปรับการรักษาโรงพยาบาลของรัฐ (สันทัด เสริมศรี และคณะ, 2546; อัญชนา ณ ระนอง และ
วิโรจน ณ ระนอง, 2545) 1 ใน 3 ของการเจ็บปวยเล็กนอยมีความนิยมที่จะซื้อยาจากรานขายยา กวา 3
ใน 4 ไปสถานีอนามัย ไปโรงพยาบาลของรัฐ (รอยละ 20) ใชบริการที่คลินิกเอกชน (รอยละ 40) มีคา
มัธยฐานของคาใชจายที่ผูใชบริการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชน 340 บาท คลินิกเอกชน 190
บาท สถานีอนามัย 40 บาท โรงพยาบาลของรัฐ 187 บาท (โยธิน แสวงดี, พิมลพรรณ อิศรภักดี และ
มาลี สันภูวรรณ, 2543) จากผลการศึกษาวิเคราะหขอมูลทุติยภูมิจากสํานักงานสถิติแหงชาติ พ.ศ.
2539 เกี่ยวกับรูปแบบคาใชจายดานสุขภาพของครัวเรือนในประเทศไทย พบวา อาชีพที่ใชแรงงานมี
คารักษาดานสุขภาพ เฉลี่ยเดือนละ 104 บาทตอครัวเรือน รูปแบบการใชกับคารักษาดานสุขภาพมี
ความแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.001) โดยครัวเรือนอาชีพที่ใชแรงงานจะซื้อยารับ
ประทานเองเมื่อเจ็บปวย (self-treatment) (รอยละ 51.3) คารักษาเฉลี่ย 26 บาท ใชสถานบริการภาครัฐ
(รอยละ 17.4) คารักษาเฉลี่ย 261 บาท ใชสถานบริการภาคเอกชน (รอยละ 31.3) คารักษาเฉลี่ย 235
บาท ครัวเรือนที่มีระดับรายไดตํ่าจะซื้อยารับประทานเองและใชสถานบริการภาครัฐมากกวาครัว
เรือนที่ระดับรายไดสูงกวา (Satayavongthip, 2002)
29
จากการศึกษาการใชบริการทางการแพทยในระยะ 2 สัปดาหที่ผานมา จากความแตกตาง
โครงการหลักประกันสุขภาพในประเทศไตหวันของเชงและเชียง (Cheng and Chiang, 1998) จาก
ตัวแปร; อายุ เพศ การศึกษา รายไดครัวเรือน ขนาดครอบครัว แบบแผนทรัพยากรการดูแล (regular
source of care) ถิ่นที่ตั้งชุมชนเมือง การประเมินการรับรูดานสุขภาพ และการวินิจฉัยกลุมโรคเรื้อรัง
จากแพทย 9 กลุม ผลปรากฏวาคนที่มีโครงการประกันสุขภาพแตกตางกัน จะไปพบแพทยสูงกวา
คนไมมีหลักประกันสุขภาพ (odds ratio=1.8, 2.0) กลุมที่มีระบบประกันมีการใชบริการทางการ
แพทยรอยละ 60-73 มากกวากลุมที่ไมมีประกันสุขภาพ เพศหญิงมีความถี่การใชบริการมากกวาเพศ
ชาย คนที่รับการศึกษาสูงใชบริการนอยกวา สวนคนที่มีสถานะสุขภาพไมดีจะใชบริการเปน 3 เทา
หรือมากกวา แตมีเพียงรอยละ 1 ของคนที่มีสถานะสุขภาพดีใชบริการทางการแพทยมากกวา เชน
เดียวกับคนที่มีโรคเรื้อรังจะใชบริการเปน 3 เทาของคนไมมีโรคเรื้อรัง เชนเดียวกับการศึกษาวิจัย
ของอรสา โฆวินทะ (2541) ของผูใชแรงงานในจังหวัดปตตานี พบวา ในกลุมผูประกันตนรอยละ
61.3 มีการใชบริการทางการแพทยอยางนอย 1 ครั้งในรอบ 6 เดือนที่ผานมา เปรียบเทียบกับกลุมผู
ใชแรงงานที่ไมมีการประกันสุขภาพพบเพียงรอยละ 41.0 และอัตราการใชบริการทางการแพทยของ
ทั้งสองกลุมพบความแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ความแตกตางระหวางกลุมรอยละ 20.2
(95%CI: 13.8, 26.6, p<0.001) การมีประกันสุขภาพ สถานะสุขภาพ รายได เพศ และสถานภาพสมร
สมีความสําคัญตอการใชบริการทางการแพทย กลุมที่มีเศรษฐานะสูง สวนใหญจะใชปรึกษาแพทย
เฉพาะทาง ไปพบทันตแพทยหรือนักกายภาพบําบัดมากกวา คนที่มีระดับการศึกษาสูงใชบริการการ
นอนโรงพยาบาลสูงกวา แตการศึกษานี้กลุมที่มีเศรษฐานะตํ่ากวาจะมีการใชบริการการรักษาดาน
สุขภาพมากกวา (Alberts, et al., 1997)
แรงงานไรฝมือสวนใหญเปนกลุมที่ดอยโอกาสในสังคม(lowerclass)เชนแรงงานกอสราง
เปนชนชั้นทางสังคมที่มักจะไมมีงานทํา ไมคอยมีทรัพยสมบัติเปนของตัวเองและไมมีอํานาจ ชื่อเสียง
ความยากจนมีผลตอสุขภาพหลายดาน เชน ไมมีอาหารเพียงพอหรืออาหารไมถูกสุขลักษณะ ขาด
ความปลอดภัยและขาดการเขาถึงการดูแลสุขภาพ มักเผชิญกับภาวะเครียดการมีอุปสรรคจากความ
ยากจนอาจสนับสนุนพฤติกรรมที่ทําลายตัวเอง เชน การดื่มสุรา สูบบุหรี่ ติดยาเสพติดและภาวะเสี่ยง
อื่น ๆ ที่ทําใหรางกายออนแอเปนโรคได (Calhoun, Light and Keller, 1997; Whitehead, 1999) สวน
ใหญไดรับการศึกษาระดับประถมศึกษา (วิชัย เอกพลากร และคณะ, 2540; Stronks, Ravelli and
Reijneveld, 2001) เหตุผลที่คนงานกอสรางใชบริการสุขภาพอนามัยนอยมาก และใชเพื่อการบําบัด
รักษาปญหาสุขภาพที่รุนแรงเปนสวนใหญ เนื่องจากการเขารับการรักษาพยาบาลแตละครั้งคนงานกอ
สรางตองสูญเสียเวลาในการทํางาน ขาดรายได และตองเสียคาใชจายในการรักษาพยาบาลดวยตนเอง
30
ทั้งหมด เนื่องจากเปนการเจ็บปวยนอกเวลาทํางานอันไมถือวาเกิดจากการทํางาน คนงานจึงตอง
พยายามอดทนและแสวงหาวิธีการอื่นๆเปนอันดับแรก (ศิริพร จิรวัฒนกุล,2541)
3. แนวคิดการยายถิ่นกับการมีหลักประกันสุขภาพ
3.1 ความหมายของการยายถิ่น
การยายถิ่น (migration) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงที่อยูอาศัยประจําและตองเปนการ
เปลี่ยนที่อยูซึ่งขามเขตการปกครอง หรือการเคลื่อนยายเชิงพื้นที่ (spatial mobility) จากทองถิ่นตน
ทาง (place of origin) สูถิ่นปลายทาง (place of destination) ภายในชวงเวลาที่กําหนด การกําหนด
ระยะเวลาการยายถิ่นที่อยูอาศัยครั้งกอน (previous residence applies) สามารถเปนชวงเวลาตัวแปร
(variable period) เชน ตั้งแตเกิด (จากการเคลื่อนยาย) และชวงเวลาที่เคลื่อนยายครั้งสุดทาย หรือชวง
เวลาเจาะจง (fixed period) เชน หนึ่งป หาป และสิบป เปนตน (Shryock, Siegel and Associates,
1976; นพวรรณ จงวัฒนา, 2531; เพ็ญพร ธีระสวัสดิ์, 2540; สันทัด เสริมศรี, 2541)
ลี (Lee, 1966) ใหนิยามการยายถิ่นวา เปนการยายที่อยูอาศัยอยางถาวรหรือกึ่งถาวร โดย
ไมจํากัดระยะทางของการเคลื่อนที่ หรือขึ้นกับความสมัครใจหรือถูกบังคับ และไมมีความแตกตาง
ระหวางการยายถิ่นภายนอกและภายในประเทศ มีความแตกตางระยะเริ่มแรกและภายหลังการ
เคลื่อนยาย ซึ่งการยายถิ่นทุกครั้งจะตองมีถิ่นตนทาง ถิ่นปลายทางและอุปสรรคแทรกแซง ที่รวม
ระยะทางของการเคลื่อนยายเสมอ
ปจจัยของการยายถิ่นมี 2 ปจจัย (Lee, 1966) คือ ปจจัยผลัก (push factors) เปนสภาวะที่
ทําใหคนมีการเคลื่อนยายออกจากพื้นที่ และปจจัยดึงดูด (pull factors) เปนสภาวะที่สงเสริมใหคน
เคลื่อนยายสูพื้นที่เฉพาะ ซึ่งกลาวไดวาการเคลื่อนยายของคนเพราะมีความเชื่อวาผูคนเหลานั้นจะมี
ชีวิตที่ดีกวาในพื้นที่ที่แตกตางกัน สิ่งที่เปนปจจัยผลัก ไดแก ศาสนา หรือรัฐประหารทางการเมือง
การแบงแยก การขาดแคลนทรัพยากร การขาดโอกาสการถูกจางงานและจากภัยธรรมชาติ (ภาวะ
แหงแลง นํ้าทวม แผนดินไหว และอื่น ๆ) สวนสิ่งที่เปนปจจัยดึงดูด ไดแก โอกาสการจางงาน
สภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมกวา และความอดทน (Ferrante, 1995)
3.2 ประเภทการยายถิ่น
โดยถืออาณาเขตเปนหลัก จําแนกได 2 ประเภท คือ (ชัยวัฒน ปญจพงษ และณรงค เทียน
สง, 2525; วันทนา กลิ่นงาม, 2528; สันทัด เสริมศรี, 2541; Shryock, Siegel and Associates, 1976)
1. การยายถิ่นระหวางประเทศ (international migration) จําแนกเปน 2 ลักษณะ คือ
1.1 การยายถิ่นเขาประเทศ (immigration) โดยผูยายเขามาจะ เรียกวา immigrant
31
ซึ่ง จําแนกไดเปน 4 ประเภท คือ (ชัยวัฒน ปญจพงษ และณรงค เทียนสง, 2525)
1) การยายถิ่นเขาประเทศอยางถาวร(permanentimmigration)คือบุคคลที่ยายมาจาก
ตางประเทศมีความตั้งใจจะเขามาอยูนานกวา1ป
2) การยายถิ่นเขาประเทศชั่วคราว(temporaryimmigration) คือการที่บุคคลที่ยายมา
จากประเทศอื่น มีความตั้งใจจะเขามาทํางานหรือฝกงานอาชีพ เปนเวลาไมเกิน 1 ป โดยประเทศที่รับ
เขานั้นเปนผูวาจางใหเขามาทํางาน
3) ผูมาเยี่ยมเยียน(visitors)คือบุคคลที่เขามาอยูภายในประเทศโดยไมไดทํางานหรือ
ฝกงานรวมทั้งผูที่เขามาแลวตองพึ่งพาอาศัยคนอื่นเลี้ยงดู
4) พวกที่อยูในประเทศนั้นเปนประจํา(residents)คือบุคคลที่กลับเขาสูประเทศอีก หลัง
จากไดไปอยูตางประเทศมาแลวไมเกิน1ป
1.2 การยายถิ่นออกจากประเทศ (emigration) ผูที่ยายออกจะ เรียกวา emigrant จําแนก
ได 4 ประเภทเชนกัน คือ
1) การยายถิ่นออกนอกประเทศอยางถาวร (permanent emigration)
2) การยายถิ่นออกนอกประเทศชั่วคราว (temporary emigration)
3) ผูมาเยี่ยมเยียน (visitors)
4) พวกที่อยูในประเทศนั้นเปนประจํา (residents)
2. การยายถิ่นภายในประเทศ (internal migration) ยังแบงไดเปน 2 ประเภท คือ (เพ็ญพร
ธีระสวัสดิ์, 2540)
2.1 การยายถิ่นระหวางเขตพื้นที่ระดับยอย เชน การยายถิ่นระหวางภาค การยายถิ่น
ระหวางจังหวัด การยายถิ่นระหวางเขตเมืองกับเขตชนบท
2.2 การยายถิ่นภายในเขตพื้นที่ระดับยอยเชนการยายถิ่นภายในภาค การยายถิ่นภายใน
จังหวัดการยายถิ่นภายในเขตเมืองกับการยายถิ่นภายในเขตชนบท เปนตน
จําแนกประเภทการยายถิ่นโดยเอาระยะเวลาเปนหลัก (วันทนา กลิ่นงาม, 2528; Shryock,
Siegel and Associates, 1976) แบงไดดังนี้
1. การยายถิ่นชั่วคราว (temporary migration) เปนการยายถิ่นเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งไม
อยูถาวรตลอดไป เชน การยายถิ่นเมื่อวางจากฤดูกาลเกษตร 3-4 เดือน ประเทศไทยสวนใหญเปน
การยายถิ่นระยะสั้น ๆ อาจเปนการยายถิ่นตามฤดูกาลหลังเก็บเกี่ยว ฤดูกาลมีผลกระทบตอการยาย
แรงงานในชนบทเปนอยางมาก ในชวงฤดูแลงหรือนอกฤดูการเกษตร (จุฑา มนัสไพบูลย, 2534)
32
การยายถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือเปนการยายถิ่นชั่วคราวและเปนการยายในชวงเวลาสั้น
ๆ เชน 1-2 เดือน รวมทั้งเปนการยายซํ้า ๆ กันหลายครั้ง (repeat migration) ชวงเวลาของการยายถิ่นสูง
สุดในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม และสิงหาคมถึงกันยายน ผูยายถิ่นตามฤดูกาลจะยายถิ่นสูงสุดในชวง
เดือนธันวาคมถึงมกราคม มีความสัมพันธอยางชัดเจนกับฤดูกาลการเกษตร คือ ในชวงเดือนมิถุนายน
ถึงกรกฎาคมเปนชวงฤดูเพาะปลูกและเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนเปนชวงฤดูเก็บเกี่ยวแตการยายถิ่นที่
ไมเกี่ยวของกับฤดูกาลมีปจจัยอื่นเขามาเกี่ยวของดวย การยายถิ่นครั้งเดียวและการยายถิ่นหลายครั้ง มี
ระดับสูงสุดในชวงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม จากงานศึกษาวิจัยของริคเตอร และคณะ (2540) ผูยาย
ถิ่นตามฤดูกาลสวนใหญจะกลับบานในเดือนมีนาคม เมษายน และพฤษภาคม สอดคลองกับผลการ
ศึกษาของจุฑา มนัสไพบูลย (2534) พบวา ผูยายถิ่นที่มีสถานภาพในฐานะลูกจางเอกชน และในฐานะผู
ทํางานสวนตัวทั้งโดยไดรับคาจางและไมไดรับคาจางนั้นมีแนวโนมเคลื่อนยายแรงงานตามฤดูกาล
การยายถิ่นซํ้า (repeated migration) เปนลักษณะสําคัญของการเคลื่อนยายของประชากรรูป
แบบทั้งหมดเปนลักษณะวนเวียน (circular mobility) สวนใหญหางานทําหลังฤดูเก็บเกี่ยวเพื่อเพิ่มราย
ได เปนลักษณะของการยายถิ่นระหวางชนบทกับเมือง ผูยายถิ่นมีความไวตอการเลือกถิ่นปลายทางสูง
มากกวาจะเปนลักษณะกระแสการยายถิ่นแบบตรงไปตรงมาและหยุดอยูกับที่ การยายถิ่นชั่วคราวจะ
เปนเรื่องของการทํางานกอสรางเปนสวนใหญ ไมไดมีลักษณะเลือกสรร (selectivity) ปจจัยการตัดสิน
ในยายถิ่นมี 3 ดาน ไดแก ปจจัยระดับตัวบุคคล ปจจัยระดับทองถิ่นของทองถิ่นตนทาง และปจจัยทอง
ถิ่นปลายทาง(อภิชาตจํารัสฤทธิวงค,2526)
2. การยายถิ่นถาวร (permanent migration) เปนการยายถิ่นที่ผูยายถิ่นตั้งใจจะเปลี่ยนที่อยู
อาศัยโดยถาวรระยะเวลาของการยายถิ่นจะนานเปนปๆ
จากการศึกษาของฟนช และคณะ (Finch, et al., 2002) ไดแบงผูยายถิ่นเขา (immigrant)
เปน 2 ประเภท คือ
1) ผูยายถิ่นใหม (recent immigrant) ระยะเวลาการยายถิ่นนอยกวา 10 ป
2) ผูยายถิ่นระยะยาว (long-term immigrant) ระยะเวลาการยายถิ่น 10 ปหรือมากกวา
3.3 ทฤษฎีการยายถิ่น
มีนักประชากรศาสตรหลายทาน ที่ไดกําหนดกฎการยายถิ่น (Laws of Migration) เพื่อชี้
ใหเห็นปจจัยที่มีผลตอการยายถิ่น ไดแก ทฤษฎีของราเวนสไตน (Ravenstein) ลี (Lee) สเทาเฟอร
(Stouffer) เซลินสกี้ (Zelinsky) (AngliaCampus, 2002; Junes, 1990; สันทัด, 2541; Lee, 1966) ดัง
ตาราง 6
33
จากการสํารวจแรงงานยายถิ่นชาวเกาหลีในลอสเองเจลิส พบวาไมมีหลักประกันสุขภาพ
รอยละ 76 อัตราการบาดเจ็บจากการทํางานสูงถึงรอยละ 40 มีปญหากลามเนื้อและกระดูกรอยละ 82
อุบัติเหตุทางรางกายรอยละ 26 ไมไดรับสวัสดิการดานสุขภาพและการอบรมความปลอดภัยรอยละ
89 ระดับสุขภาพประเมินแบบมาตราสวน 5 ระดับ พบวา รอยละ 17.4 ระดับสุขภาพ (SRH) อยูใน
ระดับไมดีถึงไมดีอยางมาก เคยปวยมากกวาหนึ่งครั้งในปที่ผานมารอยละ 44 และเจ็บปวยดวยโรค
เรื้อรังรอยละ 10 (Work and health in the immigrant enclave, 2003) และผลการศึกษาของฟอสเตอร
(Foser, 2002) พบวาผูยายถิ่นไมมีหลักประกันสุขภาพมีหัวหนาครัวเรือนที่มีอายุนอย สวนมากเปน
เพศหญิง เปนผูยายถิ่นที่มิใชผิวขาวและกลุมละตินอเมริกัน (โดยเฉพาะชาวเม็กซิกัน) ไดรับการศึกษา
และรายไดตํ่ากวาคนทองถิ่น ไดรับการจางงานจากภาครัฐนอยกวา หนึ่งในสามของผูยายถิ่นมักไมมี
หลักประกันสุขภาพ มีอายุไมมาก ไดรับการศึกษานอยและมีฐานะยากจนกวาคนทองถิ่น ทํางาน
ประเภทแรงงานที่ไมตองใชทักษะมาก และไมไดเสนอสวัสดิการให (benefit) นอกจากนี้จากการ
ศึกษาวิจัยของสตรองค ราเวลีและไรเนเวลด (Stronks, Ravelli and Reijneveld, 2001) แรงงานยายถิ่น
ที่ไมมีทักษะในการทํางาน (unskilled labor) มีความคิดเห็นวาการศึกษานอยทําใหไมมีโอกาสทํางาน
ที่มีรายไดมาก ถูกจัดใหเปนแรงงานในระดับลางเปนแรงงานราคาถูก เพราะขาดความรู (เพชรนอย
สิงหชางชัย, 2539) แรงงานไรฝมือมักจะไดรับการศึกษาไมสูงสวนใหญระดับประถมศึกษา พวกยาย
ถิ่นซึ่งเปนชนกลุมนอยดอยโอกาสเขามาอยูในประเทศเนเธอรแลนด ไดรับความไมเทากันการเขา
ถึงการดูแลสุขภาพตามความจําเปน หลังจากปรับกับสถานะสุขภาพ จะใชบริการรานขายยาและ
แพทยเวชปฏิบัติทั่วไปมากกวา และมีสถานะสุขภาพดอยกวาเมื่อประเมินดวยการรับรูระดับสุขภาพ
(SRH) มีโรคเรื้อรัง การเจ็บปวย การตองนอนพักบนเตียงเมื่อเปรียบเทียบกับคนทองถิ่น คนยายถิ่น
เปนอีกปจจัยที่มีผลตอความครอบคลุมหลักประกัน (DHHS, 1997 cited by Chang, Price and Pfoutz,
2001)
จากการสํารวจภาวะสุขภาพอนามัยประชาชนในประเทศไทยระดับจังหวัดครั้งที่ 3 ป
2544 พบวาประชาชนที่มีชื่อในทะเบียนในจังหวัดที่ตนอาศัยอยูในปจจุบันมีอัตราการมีประกันสุข
ภาพสูงกวาประชาชนที่ไมมีชื่ออยูในทะเบียนบาน รอยละ 78.8 และ 52 ตามลําดับ (กาญจนี
กังวานพรศิริ,อํานวยแสงฉายเพียงเพ็ญและสมศรีวานิศวณะทอง,2546)
35
ตาราง 6 เปรียบเทียบแนวคิดทฤษฎีการยายถิ่น
แกนทฤษฎี Ravenstein (1885) Stouffer (1940) Lee (1965) Zelinsky (1971)
1. สาเหตุ/ปจจัย
2. ลักษณะการ
ยายถิ่น
ดานเศรษฐกิจ
- ผูยายถิ่นสวนมากจะยายถิ่นใน
ระยะทาง ใกล ๆ
- ผูยายถิ่นระยะทางไกลมักมุงสู
ศูนยกลางของการคาหรืออุตสาห
กรรม
- ผูที่อาศัยอยูในเขตเมืองมีการยาย
ถิ่นนอยกวาผูที่อยูในชนบท
- ผูหญิงมีการยายถิ่นภายในประเทศ
มากกวาเพศชาย แตเพศชายมีการ
ยายถิ่นระหวางประเทศมากกวา
- ธรรมชาติของสถานที่
- การมีโอกาสความเปนไปได
ของทางเลือกการยายถิ่น
ปลายทางกับถิ่นตนทาง ไดแก
งานหรือการเพิ่มรายได
ทฤษฎีโอกาสแทรกแซง
(intervening opportunities)
ของสเทาเฟอร “ระยะทางที่
เปนเสนตรงมีความสําคัญใน
ฐานะที่เปนตัวกําหนดแบบ
รูปการยายถิ่นนอยกวาธรรม
ชาติของพื้นที่ และควร
จะมี4ปจจัยคือ
1.ปจจัยถิ่นตนทาง
2.ปจจัยถิ่นปลายทาง
3.อุปสรรคที่แทรกอยูระหวางถิ่นตนทาง
กับถิ่นปลายทาง
4.ปจจัยสวนบุคคล
1. การยายถิ่นเปนการเลือกสรร มีความ
แตกตางปจจัยทางบวกและลบถิ่นตนทาง
และถิ่นปลายทาง มีความสามารถที่แตก
ตางที่ผานพนอุปสรรคแทรกแซง และ
ความแตกตางจากปจจัยสวนบุคคล
2. ผูยายถิ่นตอบสนองปจจัยบวกถิ่นปลายทาง
มีแนวโนมการถูกเลือกสรรในทางบวก เปน
การรับรูโอกาส ความกาวหนา เชน คนที่ได
รับการศึกษาสูง
3.ผูยายถิ่นตอบสนองปจจัยลบถิ่นตนทางมี
แนวโนมถูกเลือกสรรในทางลบหรือการ
การเปลี่ยนแปลงในดานการเคลื่อนที่เปน
ความพยายามที่จะหนีออกจากมุมอับ
เปนการเปลี่ยนดานภูมิศาสตร 5 ระยะ
1. สังคมกอนอุตสาหกรรม มีการยายถิ่นนอย
และจํากัดการเคลื่อนยายระหวางพื้นที่
2. ระยะเริ่มการเปลี่ยนผานการยายถิ่นจาก
ชนบทสูเมืองและการรวมกลุมของดินแดน
ใหมกับการเพิ่มการยายถิ่นระยะทางไกล
(การอพยพออกนอกประเทศ)
3. การยายถิ่นจากชนบทสูเมืองอยางตอ
เนื่องและมีการเพิ่มขึ้นอยางรวดเร็วในเมือง
ใหญ
34
36
ตาราง 6 (ตอ)
แกนทฤษฎี Ravenstein (1885) Stouffer (1940) Lee (1965) Zelinsky (1971)
2. ลักษณะการ
ยายถิ่น
- เมืองใหญมีการยายถิ่นเพิ่มขึ้นตาม
การพัฒนาอุตสาหกรรม การคา และ
การปรับปรุงการขนสง
- ผูยายถิ่นสวนใหญมาจากพื้นที่
เกษตรกรรม
- การยายถิ่นมีการดําเนินไปอยาง
มีขั้นตอน
- กระแสการยายถิ่นจะมีกระแสการ
ยายถิ่นตอบโตกลับชดเชย
กฎของราเวนสไตนไดเสนอสิ่งที่
กํ าหนดกฎการยายถิ่นใน ป
ค.ศ.1880 จากการสังเกตรูปแบบใน
ประเทศอังกฤษ รวมทั้งขอมูลจาก
ประเทศสหรัฐอเมริกา
ถือวาระยะทางมีความหมาย
ทางดานสังคมเศรษฐกิจมาก
กวาทางดานเรขาคณิต และ
เนื่องจากการยายถิ่นมีคาใช
จายสูง ไมวาในเชิงสังคมหรือ
ตัวเงิน บุคคลที่กําลังเคลื่อนที่
จะหยุดการกระทําดังกลาว
หากเขาพบโอกาสที่เหมาะ
สม”
มีประชากรลน ที่ผูยายถิ่นอาจไมไดถูกเลือกสรร
เชนความลมเหลวทางเศรษฐกิจหรือสังคม
4. การเลือกสรรมีแนวโนม 2 รูปแบบ สําหรับ
ถิ่นตนทาง ผูยายถิ่นบางคนตอบสนองปจจัยบวก
ถิ่นปลายทางผูยายถิ่นอื่นตอบสนองปจจัยลบ
5. ระดับการเลือกสรรทางบวกเพิ่มขึ้นจากความ
ยุงยากของอุปสรรคแทรกแซง ซึ่งจะแยกคนที่
ออนแอหรือไมมีความสามารถออก ผูยายถิ่นจะ
เปนกลุมที่มีความแข็งแรง(superiorgroup)
6. การยายถิ่นในชวงของชีวิตมีความสําคัญใน
การเลือกสรรของผูยายถิ่น เชน การเลือกสรร
อายุ สถานภาพสมรส หรือขนาดครอบครัว
7. คุณลักษณะของผูยายถิ่นมีแนวโนมอยู
ระหวางกลางคุณลักษณะของประชากรถิ่นตน
ทางและถิ่นปลายทาง การเคลื่อนยายของคน
อาจมีแนวโนมคุณภาพของประชากรตํ่ากวา
ในคุณลักษณะเฉพาะบางอยางทั้งถิ่นตนทาง
และถิ่นปลายทาง
4. การยายถิ่นจากชนบทสูเมืองตาง ๆ
มากกวาการอพยพออกนอกประเทศ
อาจมีอพยพเขาของแรงงานไรฝมือ และ
อาจมีการแลกเปลี่ยนแรงงานมีฝมือ
ระหวางประเทศ ผลความรวมมือบริษัท
ระหวางชาติ
5. ความกาวหนาทางสังคมจะมีการยาย
ถิ่นระหวางเมืองหรือภายในเมือง แมวา
เทคโนโลยีใหมจะลดความจําเปนการ
ยายถิ่นและมีความจําเปนนอยสําหรับ
รูปแบบของการหมุนเวียน เชน การเดิน
ทางระยะทางไกลเพื่อทํางาน การ
เคลื่อนยายระหวางและภายในประเทศ
อาจมีกระทบจากกฎหมายของประเทศ
35
36
4. ปจจัยที่มีความสัมพันธตอการมีหลักประกันสุขภาพ
จากการทบทวนวรรณกรรมตางประเทศ พบวา ปจจัยที่มีผลตอความครอบคลุมหลัก
ประกันสุขภาพมีหลายปจจัย ในประเทศสหรัฐอเมริกาประชาชนที่มีรายไดตํ่า สมาชิกครัวเรือน
ทํางานรายไดไมเพียงพอ ลักษณะงานที่ไมไดเสนอหลักประกันสุขภาพ อายุในชวง 18-24 ป ขาด
หลักประกันสุขภาพ(รอยละ28.4)ผูสูงอายุไมมีหลักประกันสุขภาพ (รอยละ 1.1) ผูใหญอายุ 18-64 ป
มีความครอบคลุมหลักประกันสุขภาพนอยกวาเด็กหรือผูสูงอายุ เชื้อชาติ คนยายถิ่นเปนอีกปจจัยที่มี
ผลตอความครอบคลุมหลักประกัน (DHHS, 1997 cited by Chang, Price and Pfoutz, 2001) วิโรจน
ตั้งเจริญเสถียร และคณะ (2536)ไดศึกษาวิจัยพบวา ระดับรายไดสูงจะมีการประกันสุขภาพอื่น ๆ มาก
ขึ้นตามระดับรายได การมีหลักประกันสุขภาพมีความสัมพันธสูงกับหลายลักษณะของการจางงาน
รวมทั้งสถานะการทํางาน ระดับรายได การไดรับการศึกษา อาชีพ และลักษณะนายจาง ไดแก ขนาด
บริษัทและสวนของงานจาง คนงานชั่วคราวจะไดรับขอเสนอที่นอยกวาคนงานประจํา จากการศึกษา
วิเคราะหหลายตัวแปรที่มีความแตกตางอยางมีนัยสําคัญกับการไมมีหลักประกันสุขภาพ มีความเกี่ยว
ของกับการวัดลักษณะ ไดแก รายได อาชีพ ลักษณะงานและขนาดบริษัทจางงาน การศึกษา สถานะ
สุขภาพ อายุ เพศ เชื้อชาติและลักษณะกลุมชน (ethnicity) สถานภาพการเปนพลเมือง และภูมิศาสตร
กลุมที่มีการยายถิ่นมีแนวโนมที่จะไมมีประกันสุขภาพสูงในประเทศสหรัฐอเมริกา (Institute of
medicine of the National Academies, 2003) กลุมอาชีพแรงงานรับจางมีหลักประกันสุขภาพนอยกวา
กลุมวิชาชีพ (OR=0.19, 95%CI: 0.10, 0.36) (Park, et al., 2001) รอยละ 80 ของเพศชายมีหลักประกัน
สุขภาพรอยละ 67 เปรียบเทียบกับเพศหญิง มีหลักประกันสุขภาพ รอยละ 55 อุบัติการณสถานภาพ
สมรสสูงกวาคนโสด 3 เทา ทําใหคนที่มีสถานภาพสมรสมีประกันเอกชน รอยละ 73.0 สูงกวาคน
โสดที่มีเพียง รอยละ 40.9 ปจจัยที่มีอิทธิพลตอการซื้อประกันสุขภาพเอกชนอยางมีนัยสําคัญทาง
สถิติ เพื่อลดรายจายดานสุขภาพที่สูง (catastrophic health expenses) ไดแก สภาพทางภูมิศาสตรที่ได
รับการพัฒนาตํ่ากวาเขตอื่น ประชาชนขาดการไดรับรูขอมูลขาวสารและความรูเกี่ยวกับความสําคัญ
การมีหลักประกันสุขภาพ เขตเมืองกับเขตชนบท ลักษณะสวนบุคคล (สถานภาพสมรส เพศ อายุ การ
ศึกษา งานอาชีพ และสถานการณถูกจางงาน) และอีกสองปจจัยดานครอบครัว (ขนาดของครอบครัว
และรายไดครัวเรือน)(LiuandChen,2002)
แตการมีหลักประกันสุขภาพในประเทศไทยปจจุบันไมสอดคลองกับบริบทตางประเทศ
เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 52 ระบุวา “บุคคลยอมมีสิทธิ
เสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่ไดมาตรฐานและผูยากไรมีสิทธิไดรับการรักษาพยาบาล
จากสถานบริการสาธารณสุขโดยไมเสียคาใชจายทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ” ถามีบัตรประชาชน
เปนคนไทยก็จะไดรับสิทธิหลักประกันสุขภาพถวนหนา หากไมมีความซํ้าซอนกับสิทธิอื่น ๆ ที่มี
37
ดังนั้นการศึกษาวิจัยนี้ไดกําหนดกรอบตัวแปรจากการทบทวนวรรณกรรม และสํารวจขอมูลเชิง
ประจักษมีความสัมพันธกันเพียงใด
5.บริบทอาชีพกอสราง ตัดยาง/ปลูกผัก ในอําเภอสะเดา จังหวัดสงขลา
อําเภอสะเดา มี 4 เทศบาล คือ เทศบาลตําบลพังลา ตําบลปริก ตําบลปาดังเบซารและตําบล
สะเดา สภาพภูมิอากาศ มี 2 ฤดู คือฤดูฝน จะมีฝนตก 2 ชวง คือ เดือนเมษายน-มิถุนายนและเดือน
สิงหาคม-ธันวาคม ฝนตกหนักในชวงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ฤดูแลงจะเริ่มตั้งแตเดือนมกราคม-
มีนาคม (โรงพยาบาลสะเดา, 2545) ในชวงฤดูแลงที่ตนยางผลัดใบจะเปนชวงหยุดหนายาง การตัดยาง
สวนใหญจะตัด 2-4 วันหยุดหนึ่งวัน เฉลี่ย 3 วันหยุดหนึ่งวัน วันไหนฝนตกก็จะตัดไมได เพราะหนา
ยางจะเปยก ตนยางหลังจากปลูกมีอายุประมาณ 7 ป ถึงจะมีการเปดหนายางใหแรงงานเขาไปตัดยาง
เก็บเกี่ยวผลผลิต ที่พักอาศัยแรงงานตัดยางจะอยูในบริเวณสวนยาง แรงงานที่มาตัดยาง/ปลูกผักมักจะ
มากันเปนครอบครัว การแบงรายไดจากการตัดยางโดยขายนํ้ายางหรือทํายางแผนขึ้นกับการตกลง
ระหวางเจาของสวนยาง ลักษณะการแบงรายไดก็จะเปนการแบงเปอรเซ็นตในอัตราสวน 6 : 4 หรือ 5
: 5 เปนตน กรณีขายนํ้ายางจะมีพอคาคนกลางหรือกลุมสหกรณในหมูบานรับซื้อนํ้ายางแลวนําไปสง
โรงงานอุตสาหกรรมยางอีกตอ ราคาขายนํ้ายางขึ้นกับเปอรเซ็นตนํ้ายาง ชวงที่เก็บขอมูลราคากิโลกรัม
ละ 36-45 บาท (ประมาณที่ 1 ดอลลาร=40-45 บาท) กรณีทํายางแผนหลังจากตากแหงก็จะนําไปขาย
รานรับซื้อยางซึ่งจะไดราคาดีกวาขายนํ้ายาง แรงงานยายถิ่นที่มาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือสวน
ใหญจะมองหาพื้นที่สวนยางที่กําลังรื้อปรับพื้นที่ปลูกยางใหม โดยติดตอเจาของสวนขอพื้นที่ปลูกผัก
จนกวาตนยางโตก็จะยายไปหาพื้นที่ปลูกใหม โดยมีขอแลกเปลี่ยนเปนการดูแลตนยางให หรืออาจ
เปนคาเชาพื้นที่ในราคาไมแพง การขายผลผลิตจะออกขายเปนงวด ๆ ระยะเวลารายไดขึ้นกับชนิดผัก
ที่ปลูกเฉลี่ยมีรายไดปหนึ่ง2-5งวดแรงงานยายถิ่นสวนใหญจะไปลักษณะไป ๆมา ๆกับถิ่นตนทาง
จํานวนแรงงานอาชีพกอสรางมีความผันแปรทุก ๆ ระยะของเวลาการกอสราง การเขาสู
อาชีพกอสรางแรงงานยายถิ่นสวนใหญจะขึ้นกับฤดูกาลเพาะปลูก หรือการวางงาน แรงงานกอสรางยาย
ถิ่นสวนมากจะพักที่พักชั่วคราวบริเวณใกลที่กอสราง ซึ่งมีสภาพแวดลอมไมถูกหลักสุขาภิบาล สภาพ
การจางงานสวนใหญเปนคาแรงรายวัน แตไดรับคาจางรายครึ่งเดือน การเขาออกงานงาย ตามประกาศ
ของกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมซึ่งบังคับใชตั้งแตวันที่ 1 มกราคม 2546 อัตราคาจางขั้นตํ่า
พื้นฐาน (ทั่วประเทศ) วันละ 133 บาท ในทองที่จังหวัดสงขลา อัตราคาจางขั้นตํ่า วันละ 135 บาท
(http://www.trclabourunion.com/kajang1.htm,2003)
38

242635 ch2

  • 1.
    8 บทที่ 2 วรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวของ การวิจัยครั้งนี้เปนการวิจัยเชิงสํารวจ (surveyresearch) ผูวิจัยไดทบทวนเอกสารงานวิจัย ที่เกี่ยวของกับความแตกตางของการมีหลักประกันสุขภาพระหวางแรงงานยายถิ่นและไมยายถิ่น โดยมีหัวขอการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ ดังนี้ 1. แนวคิดหลักประกันสุขภาพและรูปแบบการประกันสุขภาพในประเทศไทย 1.1 ความหมายของการประกันสุขภาพ 1.2 รูปแบบการประกันสุขภาพในประเทศไทย 1.3 เงื่อนไขการใชสิทธิการรับบริการสาธารณสุขตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุข ภาพแหงชาติพ.ศ. 2545 2. ความเปนธรรมและความแตกตางการมีหลักประกันสุขภาพ 2.1 คํานิยามความเปนธรรม (Definition of Equity) 2.2 มิติความเปนธรรม 2.3 ความแตกตางการมีหลักประกันสุขภาพ 2.4 สถานะสุขภาพ 2.5 ความแตกตางการใชบริการทางการแพทย 3. แนวคิดการยายถิ่นกับการมีหลักประกันสุขภาพ 3.1 ความหมายของการยายถิ่น 3.2 ประเภทการยายถิ่น 3.3 ทฤษฎีการยายถิ่น 4. ปจจัยที่มีความสัมพันธตอการมีหลักประกันสุขภาพ 5.บริบทอาชีพกอสราง ตัดยาง/ปลูกผัก ในอําเภอสะเดา จังหวัดสงขลา 1. แนวคิดหลักประกันสุขภาพและรูปแบบการประกันสุขภาพในประเทศไทย 1.1 ความหมายของการประกันสุขภาพ การประกันสุขภาพ (health insurance) เปนการนําความเสี่ยงของแตละคนมารวมกันเปน ของกลุม (risk pooling) แลวกระจายใหทุกคนมีสวนรวมในการแบกรับเฉลี่ยกัน ผูเปนสมาชิกจะตอง จายเบี้ยประกัน (premium) ใหกับองคกรที่ทําหนาที่รับประกัน ซึ่งองคกรนี้จะจายเงินทดแทน
  • 2.
    9 ความเสียหายที่เกิดขึ้นใหกับสมาชิกที่ประสบความเสี่ยงนั้น ลดภาระความเสี่ยงของคาใชจาย จํานวนมากของแตละคนใหอยูในระดับที่ไมมาก แตไดรับความคุมครองเกินกวาเงินที่แตละคนจาย เปนการเปลี่ยนแปลงคาใชจายจํานวนมากที่ไมแนนอนของแตละคนไปสูคาใชจายจํานวนนอย ๆ แตคงที่ ความเปนไปไดของการประกันขึ้นอยูกับการมีสมาชิกจํานวนมากพอที่จะเฉลี่ยความเสี่ยง ไดอยางกวางขวาง (ศุภสิทธิ์ พรรณารุโณทัย, 2544; จิรุตม ศรีรัตนบัลล, 2543; สงวน นิตยารัมภพงศ และปฐม สวรรคปญญาเลิศ, 2537) การประกันสุขภาพมีความสําคัญอยางมากในวิชาเศรษฐศาสตรสุขภาพ ตามอุปสงคและ อุปทานของการดูแลสุขภาพ เปนบทบาทของรัฐบาลในการจัดสรรทรัพยากรดานสุขภาพ (Folland, Goodman and Stano, 2001) ซึ่งพบวาสาเหตุที่ตองทําประกันสุขภาพ (ยงยุทธ สงวนชม,2542) 1. คาใชจายการดูแลสุขภาพไมแนนอน คารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นตามสถานพยาบาลตาง ๆ มีแนวโนมสูงขึ้น 2.การเจ็บปวยและอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นไดตลอดเวลา 3. ประชาชนสวนใหญไมไดเก็บเงินออมไวเปนคารักษาพยาบาลเมื่อตัวเองเจ็บปวยความ เจริญทางวิทยาศาสตร และสิ่งแวดลอมทําใหประชาชนมีความเสี่ยงเรื่องการเจ็บปวยเพิ่มมากขึ้น 4. การประกันสุขภาพ มีระบบบริหารจัดการ การกํากับมาตรฐานการรักษา ทําใหคา รักษาพยาบาลถูกลง 1.2 รูปแบบการประกันสุขภาพในประเทศไทย ระบบประกันสุขภาพในประเทศไทยมี 4 รูปแบบ ดังนี้ (กุศล สุนทรธาดา, 2546; วิโรจน ตั้งเจริญเสถียร และศิริวรรณ พิทยรังสฤษฎ, 2546) 1. สวัสดิการรักษาพยาบาลของขาราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งครอบคลุมคน กลุมนี้ ประมาณ 7 ลานคน มีคาใชจายที่รัฐสนับสนุน 2,106 บาท/คน/ป 2. ประกันสังคม เปนระบบที่มีการระดมเงินทุนจากปจเจกชนผูมีสวนเกี่ยวของในภาคเอก ชน ตามขอบังคับในกฎหมายลักษณะตาง ๆ เปนสิทธิเฉพาะตน นายจางที่มีลูกจางตั้งแต 1 คนขึ้นไป จายเงินสมทบกองทุนภายใน 30 วัน (สํานักงานประกันสังคม, 2545) โดยผูประกันตนตองรวมจาย เงินสมทบกองทุนป 2546 เดือนละรอยละ 4.5 รวมกับนายจางรอยละ 4.5 และรัฐบาลรอยละ 2.5 ของ เงินเดือน จํานวนเงินสมทบคิดจากฐานคาจางขั้นตํ่า 1,650 บาท ไมเกิน 15,000 บาทตอเดือน โดยนาย จาง/ผูประกอบการมีหนาที่สมทบของลูกจาง (สํานักงานประกันสังคมจังหวัดเชียงราย, 2546; สํานัก งานประกันสังคม, 2545) ผูประกันตนจะไดรับบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาลเมื่อไดขึ้นทะเบียน และสงเงินสมทบครบ 3 เดือนแลว โดยผูประกันตนจะตองเลือกสถานพยาบาลที่จะเขารับการรักษา
  • 3.
    10 เอง (สํานักงานประกันสังคม, 2545)ครอบคลุมผูมีสิทธิในระบบประกันสังคมประมาณ 10 ลานคน คาใชจายที่กองทุนประกันสังคมจายใหสถานพยาบาลประมาณ 1,250-1,300 บาท/คน/ป ซึ่งประกอบ ดวยระบบยอย2รูปแบบ ไดแก 2.1 ระบบสวัสดิการลูกจางตามกฎหมายประกันสังคม ซึ่งมีแหลงที่มาของเงินทุนจาก ไตรภาคี ไดแก นายจาง ลูกจาง และเงินสมทบจากรัฐ ไดรับประโยชนทดแทน 7 ประเภท ไดแก กรณี ประสบอันตรายหรือเจ็บปวย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะหบุตร ชราภาพ และกรณีวางงาน ไดเริ่มบังคับใชป 2547 (โดยเริ่มจัดเก็บเงินสมทบจากผูประกันตนและนายจาง รอยละ 0.5 จากรัฐบาล รอยละ 0.25 ของคาจาง ตั้งแตเดือนมกราคม 2547 และผูประกันตนจายเงินสมทบกรณีวางงานมาแลว ไมนอยกวา 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนกอนการวางงาน จะมีสิทธิรับประโยชนทดแทนใน กรณีวางงานตั้งแตเดือนกรกฎาคม2547เปนตนไป) (สํานักงานประกันสังคม,2547) 2.2 กองทุนชดเชยแรงงาน เปนการจายเงินชดเชยของนายจางสําหรับคารักษาพยาบาล ความเจ็บปวยหรือการบาดเจ็บจากการทํางาน รวมทั้งคาปลงศพสําหรับการเสียชีวิตจากการทํางาน 3. ระบบประกันสุขภาพถวนหนา (30 บาทรักษาทุกโรค) มี 2 แบบ ไดแก บัตร 30 บาท แบบฟรีที่จัดใหแกผูสมควรไดรับการชวยเหลือเกื้อกูล 7 กลุม คือ เด็ก นักเรียน ผูสูงอายุ พระภิกษุ/ผู นําศาสนา ทหารผานศึก ผูพิการ และผูมีรายไดนอย ซึ่งมีคาใชจายที่รัฐสนับสนุนประมาณ 273 บาท/ คน/ป รวมทั้งสวัสดิการสําหรับอาสาสมัครหมูบาน (อสม). และผูใหญบาน กํานัน และอีกประเภท เปนบัตร 30 บาทชนิดรวมจาย คาธรรมเนียมการใชบริการในระบบหลักประกันสุขภาพถวนหนา จึง เปนการรวมจายคาบริการในรูปแบบการรวมจาย (copayment) เพื่อกระตุนใหประชาชนมีการใช บริการอยางมีประสิทธิภาพ คือ ใชบริการอยางสมเหตุสมผล ไมไดใชบริการเกินความจําเปน (พงษ พิสุทธิ์ จงอุดมสุข, กาญจนา เกียรติธนาพันธุ และจเด็จ ธรรมธัชอารี, 2546) ครอบคลุมประชากร 45 ลานคนซึ่งมีคาใชจายที่รัฐสนับสนุนประมาณ 1,200บาท/คน/ป ในเขตจังหวัดสงขลาไดมีการดําเนินงานนโยบายสรางหลักประกันสุขภาพถวนหนาเริ่มดําเนิน การเดือนตุลาคม 2544 เพื่อแกปญหาคนไทยเกือบ 20 ลานคนที่ขาดหลักประกันสุขภาพ กลุมคนยากจน และดอยโอกาสไดรับการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐนอยกวากลุมขาราชการประมาณ 8 เทา (กุศล สุนทรธาดา, 2546; สํานักงานปฏิรูประบบสุขภาพแหงชาติ, 2544) และแกปญหาระบบบริการสุข ภาพใหดีกวาที่เปนอยูในปจจุบัน โดยอาศัยการปฏิรูประบบงบประมาณเปนเครื่องมือสําคัญอางอิง ประชากรในความรับผิดชอบเปนหลักภายใตวิธีการงบประมาณที่เปนปลายปด (วิโรจน ตั้งเจริญ เสถียร และศิริวรรณ พิทยรังสฤษฎ, 2546) 4. การประกันกับบริษัทเอกชน ครอบคลุมประชากร 2 ลานคน คาใชจายที่บริษัทจายให ประมาณ 400 บาท/คน/ป (กุศล สุนทรธาดา, 2546) บริษัทประกันแบงเปน 2 กลุม คือ บริษัท
  • 4.
    11 ประกันชีวิต และบริษัทประกันภัย สิทธิประโยชนและความคุมครองที่ผูเอาประกันจะไดจาก ประกันสุขภาพเอกชนมีความแตกตางกันไปตามกรมธรรมและทุนประกันที่ซื้อ(จิรุตม ศรีรัตนบัลล และสุกัลยา คงสวัสดิ์, 2544) ภาพประกอบ 3 รูปแบบหลักประกันสุขภาพในประเทศไทย ป พ.ศ. 2545 ที่มา : วิโรจน ตั้งเจริญเสถียร และศิริวรรณ พิทยรังสฤษฎ, 2546 สรุปรูปแบบการประกันสุขภาพประเทศไทยตั้งแตป 2545 จนถึงปจจุบันมี 4 รูปแบบ ไดแก 1) สวัสดิการรักษาพยาบาลของขาราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ 2) ประกันสังคม 3) ระบบประกันสุขภาพถวนหนา 4) การประกันกับบริษัทเอกชน บริการ รวมจาย งบยอดรวมสําหรับผูปวยใน ผูปวยใน ใช DRG เหมาจายรายหัว ชุดสิทธิประโยชนพื้นฐาน ระหวางโครงการ (ปจจุบันยังไมสําเร็จ) เหมาจายรายหัว การจายตามบริการ การจายตามบริการ–ผูปวยนอก ภาษีอากร ภาษีอากร ไตรภาคี ภาษีรายได การจายเพื่อประกัน ความเสี่ยง ผูปวย ประชากร เครือขายคูสัญญา รัฐบาล และเอกชน การบริการ การบริการในโรงพยาบาล สวัสดิการรักษาพยาบาลของขาราชการ (ประมาณ 7 ลานคน) สํานักงานหลักประกันสุขภาพแหงชาติ, (UC) (45 ลานคน) สํานักงานประกันสังคม (10 ลานคน) การประกันบริษัทเอกชน
  • 5.
    12 ตาราง 1 เปรียบเทียบการประกันสุขภาพกับหลักประกันสุขภาพถวนหนาประเทศไทย ลักษณะ การประกันสุขภาพ (healthinsurance) หลักประกันสุขภาพถวนหนา (universal coverage) แหลงของเงิน ระบบประกันจากเบี้ยประกัน (premium) จายให กับองคกรที่ทําหนาที่รับประกัน คาบริหารจัด การสูง มีความแนนอนของเงินสําหรับบริการสุข ภาพ การคิดคาเบี้ยประกันตามความเสี่ยงของ บุคคลแบบกลุมและตามระดับของรายได การสรางหลักประกันสุขภาพจากระบบภาษี (tax-based health insurance) คาบริหารจัดการ ตํ่า เนื่องจากไมตองมีการจัดเก็บเบี้ยประกัน (premium) กลไก มี 2 ประการ คือ 1. ใหเกิดการเขาถึงระบบบริการสุขภาพที่มี ประสิทธิภาพเมื่อจําเปน 2. ปองกันความเสียหายที่เกิดจากความเสี่ยง ทางการเงินในการรับภาระคารักษาพยาบาลที่ แพง สามารถเขาถึงชุดบริการหลักดานสุขภาพ (core service package) ไดรับบริการสุขภาพที่ จําเปน มีมาตรฐานเดียวกัน โดยตั้งบนพื้นฐาน ของการเฉลี่ยสุขเฉลี่ยทุกข ทุกคนมีความเทา เทียมกัน เปนสิทธิของประชาชนไทยทุกคน ตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540มาตรา52 ที่มา : ศุภสิทธิ์ พรรณารุโณทัย, 2544; วิโรจน ตั้งเจริญเสถียร, 2544; คณะทํางานพัฒนานโยบายหลักประกันสุขภาพ ถวนหนา,2544 1.3 เงื่อนไขการใชสิทธิการรับบริการสาธารณสุขตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุข ภาพแหงชาติพ.ศ.2545 ผูมีสิทธิไดรับหลักประกันสุขภาพถวนหนา (บัตรทอง) จะตองเปนประชาชนชาวไทยทุก คนที่มีชื่อในทะเบียนบาน และมีเลขประจําตัวประชาชน (13 หลัก) โดยสามารถขอลงทะเบียนเพื่อใช สิทธิตามมาตรา 6 กําหนดให “บุคคลใดใชสิทธิตามมาตรา 5 (บุคคลทุกคนมีสิทธิไดรับบริการสา ธารณสุขที่มีมาตรฐานและประสิทธิภาพตามที่กําหนด) ใหยื่นคําขอลงทะเบียนตอสํานักงานหรือ หนวยงานที่สํานักงานกําหนด เพื่อเลือกหนวยบริการ เปนหนวยบริการประจํา” โดยคํานึงถึงความ สะดวก และความจําเปนของบุคคลเปนสําคัญ เพื่อเปนไปตามแนวคิดในการจัดใหมี “หนวยบริการ ใกลบานใกลใจ”หรือ“หนวยบริการปฐมภูมิ”เพื่อดูแลสุขภาพของประชาชนผูมีสิทธิอยางผสมผสาน (บริการรักษา สงเสริม ปองกัน และฟนฟู) ตอเนื่องและแบบองครวม (สํานักงานหลักประกันสุขภาพ แหงชาติ, 2547) สิทธิการรับบริการสาธารณสุขตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแหงชาติ พ.ศ. 2545 ตามมาตรา 10, 11,12 ผูมีสิทธิตามกฎหมายวาดวยประกันสังคมใหเปนไปตามที่กําหนดใน กฎหมายวาดวยประกันสังคม กฎหมายวาดวยเงินทดแทน กฎหมายวาดวยการคุมครองผูประสบภัย
  • 6.
    13 จากรถ ตามลําดับ นอกจากนี้ตามมาตรา8 ใหหนวยบริการที่ใหบริการแกบุคคลที่ยังไมไดลงทะเบียน ใหบุคคลนั้นลงทะเบียนเลือกหนวยบริการประจํา และแจงใหสํานักงานทราบภายในสามสิบวันนับ แตใหบริการ(สํานักงานหลักประกันสุขภาพแหงชาติ,2545) การดําเนินการเปลี่ยนเลือกหนวยบริการประจํา จะตองใชหลักฐานเปนบัตรประกันสุข ภาพถวนหนา (เดิม) สําเนาบัตรประจําตัวประชาชนของผูขอใชสิทธิ (เด็กอายุตํ่ากวา 15 ป ใหใช สําเนาใบสูติบัตร) และการรับรองสําเนาทะเบียนบานและบัตรประจําตัวประชาชนเจาของบาน ใน กรณีที่มีถิ่นที่อยูหรือพักอาศัยไมตรงกับทะเบียนบาน ใหแสดงสําเนาทะเบียนบานของบุคคลที่ตนพัก อาศัย/หนังสือรับรองของเจาบานหรือผูนําชุมชนซึ่งรับรองวาตนมีถิ่นที่อยูหรือพักอาศัยอยูในพื้นที่ นั้น ๆ ปจจุบันสามารถใชใบสําคัญรับเงินคาสาธารณูปโภค (คานํ้า คาไฟ คาโทรศัพท) ที่มีชื่อบุคคล และที่อยูในพื้นที่นั้น ๆ หรือใชใบเสร็จรับเงินคาเชาที่พัก สัญญาเชาที่พัก ฯลฯ เปนหลักฐานการ เปลี่ยนเลือกหนวยบริการประจํา ซึ่งสามารถกระทําไดไมเกิน 2 ครั้งตอป (สํานักงานหลักประกันสุข ภาพแหงชาติ,2547) เนื่องจากระบบประกันสุขภาพของไทยในปจจุบัน เปนระบบประกันสุขภาพแบบหลาย กองทุน จึงตองมีการจัดการฐานขอมูลระหวางกองทุนตาง ๆ ที่เกี่ยวของอยางถูกตองครบถวน (สํานัก งานหลักประกันสุขภาพถวนหนาแหงชาติ, 2546) กรณีขอดําเนินการขึ้นทะเบียนจะมีขั้นตอนตรวจ สอบสิทธิ และเปลี่ยนเลือกสถานพยาบาลจากฐานขอมูลเว็บไซตของสํานักงานหลักประกันสุขภาพ แหงชาติ กรณีผูยายถิ่นที่ไมเคยกลับบานเดิมเลย ไมมีบัตรประกันสุขภาพถวนหนาสามารถดําเนินการ ขอเปลี่ยนเลือกสถานพยาบาลได สถานบริการก็จะดําเนินการขอยกเลิกสิทธิประกันสุขภาพถวนหนา เดิมโดยใชหลักฐานตามเกณฑการขอขึ้นทะเบียนแตละประเภท แมวาปจจุบันไดมีการปรับหลักเกณฑใหผูถือบัตรทอง 30 บาท สามารถเลือกสถาน บริการที่สะดวกในเขตอําเภอสะเดา แตในสภาพความเปนจริงผูยายถิ่นที่มาทํางานชั่วคราว ยังคงไมมี สิทธิ จากเหตุผลตาง ๆ กันไป เชน ไมทราบหลักเกณฑการเปลี่ยนเลือกสถานบริการ ไมไดยาย ทะเบียนบาน หรือบางสวนไมไดใหความสนใจบัตร 30 บาท เพราะไมเคยเจ็บปวยที่รุนแรง และหรือ ไมใชสิทธิบัตรหลักประกันสุขภาพถวนหนา นอกจากนี้พบวาปญหาการใชบัตรประกันสุขภาพถวน หนา ประชาชนไมคอยใชบัตรประกันสุขภาพถวนหนาคูกับบัตรประชาชน (เด็กอายุตํ่ากวา 15 ป ให ใชสําเนาใบสูติบัตร) ทุกครั้งที่มาใชสถานบริการ สวนใหญจะยื่นเฉพาะบัตรสิทธิ สถานบริการมักจะ อนุโลมการใช
  • 7.
    14 2. ความเปนธรรมและความแตกตางการมีหลักประกันสุขภาพ 2.1 คํานิยามความเปนธรรม(Definition of Equity) คําวา “ความเปนธรรม” มีคําหลายคําในภาษาอังกฤษที่มีความหมายคลายกัน ไดแก fairness justice equity equality (Braveman, 1998) การศึกษาวิจัยครั้งนี้จะเลือกใชคําวา “ความไม เสมอภาคหรือความแตกตาง” เพื่อสื่อความหมายคําวา inequality สวนความเปนธรรมใชคําภาษา อังกฤษวา equity ความเทากันหรือความเสมอภาค (equality) ตามพจนานุกรมลองแมน (Longman dictionary of contemporary English, 1991) ใหความหมายวา เปนสถานะของการมีสวนเทากัน (the state of being equal) สวนความเปนธรรม (equity) หมายถึง คุณภาพของการมีสวนความยุติธรรม ตามสิทธิที่เหมาะสม ถูกตอง (the quality of being equitable; fairness) ทั้งสองคํามักมีความสับสน ในการใชเสมอในดานความหมาย ความเสมอภาค (equality) ใหความสนใจในสวนแบงที่เทากัน สวนความเปนธรรม (equity) จะเกี่ยวกับความยุติธรรมอาจจะมีการตัดสินความยุติธรรมดวยสิ่งที่ไม เทากัน ในเรื่องการดูแลสุขภาพอาจมีการตัดสินความเปนธรรมดวยความแตกตางในการเขาถึง บริการ (Donaldson and Gerard, 1993) ดังนั้นจึงตองระมัดระวังถึงความแตกตาง ตัวอยางหนึ่งของ ความแตกตางของประชากรสองกลุมที่มีรายไดเหมือนกันแตมีความแตกตางอายุขัยเนื่องจากรูป แบบการดํารงชีวิตที่ตางกัน ถากลุมที่มีสุขภาพที่ไมดีมีรูปแบบการดํารงชีวิตที่มีการรับรูภาวะเสี่ยง รวมดวย ผลของความแตกตางในอายุขัยอาจกลาวไดวามีความแตกตางที่สะทอนความเปนจริงใน สังคมของประชากรทั้งสองกลุม ถาบุคคลสองคนมีความเปนจริงที่ไมเทากันในขนาด ความเทากัน ในการรักษาอาจจะไมยุติธรรม (Gwatkin, 2000) มูนี่ (Mooney, 1992) ใหนิยามความเปนธรรมที่เปนไปได 7 ขอ ไดแก ความเทากันของ (equality of) ในความหมายดังตอไปนี้ 1. รายจายตอหัว (expenditure per capita) 2. ปจจัยนําเขาตอหัว (inputs per capita) 3. ปจจัยนําเขาสําหรับความจําเปนที่เทากัน (inputs for equal need) 4. การเขาถึงสําหรับความจําเปนที่เทากัน (access for equal need) 5. การใชบริการสําหรับความจําเปนที่เทากัน (utilization for equal need) 6. ความจําเปนตอหนวยสุดทายที่สัมฤทธิ์ผล (marginal met need) 7. สุขภาพ (health) ความหมายขอที่ 1, 2 เปนการหารตอหัวอยางงายทางเลขคณิต (ศุภสิทธิ์ พรรณารุโณทัย, 2544) เปนความแตกตางระหวางสองพื้นที่ ในเรื่องราคาที่มีความสัมพันธกับกําลังคน สินคาและบริการ
  • 8.
    15 ซึ่งเปนสวนหนึ่งปจจัยนําเขาการดูแลสุขภาพที่อาจทําใหมีความแตกตางกัน สวนความหมายขอที่ 4,5 เปนเรื่องอุปสงค (demand) และอุปทาน (supply) หรือความจําเปนทางสุขภาพที่เทากัน จะมีการใช บริการที่แตกตางกัน หากมีความแตกตางการเขาถึงแตมีอุปสงคเทากันความหมายขอที่6ขึ้นกับตนทุน ผลประโยชน (cost-benefit) ภายใตงบประมาณจํากัด สวนความหมายขอที่ 7 เปนเปาหมายของการ พัฒนาสุขภาพ(ศุภสิทธิ์พรรณารุโรทัย,2544) สรุปวาการใหความหมายความเปนธรรม ตามมุมมองของนักเศรษฐศาสตรจะนํา คณิตศาสตรของการมีสวนเทากัน (equality) เขามาอธิบายความหมาย ไดแก ดานรายจายตอหัว การ เขาถึงหรือการใชบริการตามความจําเปน ความจําเปนตอหนวยสุดทายที่สัมฤทธิ์ผล และดานสุขภาพ จากการทบทวนงานวิจัยสวนใหญจะวัดความแตกตาง (inequality) ในประเด็นตาง ๆ กัน (Makinen, et al., 2000; Mackenbach and Kunst, 1997; Wagstaff, 2000; Gwatkin, 2000; Brockerhoff and Hewett, 2000; Goddard and Smith, 2001) เพื่อสะทอนความไมเปนธรรมที่เกิดขึ้นจากความแตกตาง ดานสังคมเศรษฐกิจ(socioeconomic)ในกลุมคนที่ดอยโอกาสในสังคม การพัฒนาแนวคิดความเปนธรรมในมุมมองหลักปรัชญาและเศรษฐศาสตร โดยนักเศรษฐ ศาสตรจะครอบคลุมความคิดของการเขาถึงที่เทากันสําหรับความจําเปนที่เทากันแตหลักปรัชญาโตแยง วามีการใหความชวยเหลือนอยสําหรับการอธิบายความเปนธรรมการดูแลสุขภาพ โดยหลักความเทา เทียมกันมีการจัดทฤษฎีที่มีความหวังมากที่สุดของการดูแลสุขภาพอยางยุติธรรม ทฤษฎีเหลานี้ไดจาก ประสบการณของบริการสุขภาพแหงชาติประเทศอังกฤษ(DonaldsonandGerard,1993) ตาราง 2 แนวคิดความเปนธรรมของนักปรัชญา นักปรัชญา/ทฤษฎี แนวคิด Nozick (1974) ทฤษฎีสิทธิ(entitlementtheory) จํากัดแนวคิดเชิงทฤษฎีของความยุติธรรมกลไกตลาดถูกพิจารณาอยางยุติธรรม หลักผลประโยชนนิยม (utilitarianism) ขาดการวางทฤษฎีความยุติธรรม ความสุขทําใหมีจํานวนมากที่สุด สําหรับสมาชิก แตปฎิเสธการกระจาย Rawls (1971) ชุดพื้นฐานของสินคาสังคมเบื้องตนที่ถูกกระจาย ภายใตมานแหงความไมรู ดังนั้น สภาพที่ไมดีในสังคมมีจํานวนมาก การดูแลสุขภาพไมไดเปนหนึ่งในสินคาเหลานี้แต อาจดู เชน หนวยงานเบื้องตนไดรับการกระจายอยางเปนธรรมสําหรับเสรีภาพ พื้นฐาน เปนตน แมวามันไมมีความชัดเจน ถาความเปนธรรมเกี่ยวกับการไดรับจํานวนมากจาก การดูแลสุขภาพดังนั้นมีความเปนไปไดที่เกิดความเทาเทียมกันของการใชบริการ ความเทาเทียมกัน (egalitarianism) การกระจายสวนแบงที่เทากันของสินคา สามารถนําไปใชใน ความหมายความเทา เทียมของสุขภาพหรือความเทาเทียมของการดูแลสุขภาพ ที่มา : Donaldson and Gerard, 1993
  • 9.
    16 ตาราง 3 แนวคิดความเปนธรรมของนักเศรษฐศาสตร นักเศรษฐศาสตร/ทฤษฎีแนวคิด Musgrave (1959) ทฤษฎีคุณความดี (Merit good theory) แตละบุคคลจะเลือกใชบริการการดูแลสุขภาพนอยกวาที่ควร จุดประสงคที่รัฐบาล จัดใหเพื่อประกันการใชบริการอยางเหมาะสม โดยการเพิ่มการมีบริการ และให ความสนใจกับการใชบริการอยางเทาเทียมกัน Lee (1962) ประเด็นสําคัญของการบริการสุขภาพแหงชาติของประเทศอังกฤษเปนการจัดหาการ ดูแลสุขภาพที่ไมคิดเงินที่จุดการใชเพื่อประกันการใชการดูแลสุขภาพ Titmuss (1970) หนาที่ทางสังคม หมายถึง การบริการสุขภาพแหงชาติประเทศอังกฤษไดใหความสน ใจกับการจัดโอกาสสงเสริมสุขภาพและหลักการปฏิบัติที่เห็นแกประโยชนผูรับ บริการ เปนโอกาสความเทากันการใชบริการสุขภาพ เชนการเขาถึง เพราะวาทําให สามารถสงเสริมสุขภาพและเปนประโยชนผูรับบริการ Sen (1977) แตละคนใหความคิดวาโอกาสการใชอื่น ๆ อาจจะยุติธรรมถาหากวาไมมาก มีความ สําคัญมากกวาโอกาสของคนเหลานั้น ทั้งมีการกําหนดอยางเหมาะสม คือ การเขาถึง บริการที่เทากันสําหรับความจําเปนที่เทากัน Margolis (1982) แตละคนสนใจในการมีสวนแบงที่ยุติธรรมสําหรับชุมชนที่นําคนเหลานั้นสูความ ตองการเพื่อสนับสนุนการมีบริการ ทั้งมีการกําหนดอยางเหมาะสม คือ การเขาถึง บริการที่เทากันสําหรับความจําเปนที่เทากัน ที่มา : Donaldson and Gerard, 1993 ไวทเฮด (Whitehead, 1992) ไดกลาวถึงแนวคิดความเปนธรรมในบริบทขององคการ อนามัยโลก 2 ประเด็น คือ ดานสุขภาพ และการดูแลสุขภาพ แนวคิดความเปนธรรมในสุขภาพ (equity in health) หมายถึง ทุกคนควรจะมีโอกาสอยางเปนธรรมที่จะไดพัฒนาสุขภาพตนเองเต็มที่ รวมกับแนวทางที่ดีที่สุดภายใตสภาวะที่เปนจริง ไมควรจะมีใครเสียเปรียบจากการไดรับการพัฒนา สุขภาพที่เปนไปได ถามันสามารถหลีกเลี่ยงได (Whitehead, 1992) การไมพบความแตกตางในระบบ หนึ่งอยางหรือมากกวาในสถานะสุขภาพ (health status) ในสังคม ประชากร สภาพภูมิศาสตรที่กําหนด ประชากร (Starfield, 2001) สวนความเปนธรรมการดูแลสุขภาพ (equity in health care) หมายถึง ความเทากันการเขาถึงการไดรับการดูแลสําหรับความจําเปนที่เทากัน (equal access to available care for equal need) ความเทากันการใชบริการสําหรับความจําเปนที่เทากัน (equal utilization for equal need) และความเทากันคุณภาพการดูแล (equal quality of care) ความเปนธรรมไมไดหมายถึง ทุกคนควรจะมีสถานะสุขภาพที่เหมือนกัน การใชทรัพยากรการบริการสุขภาพที่เหมือนกันโดยไม คํานึงถึงความจําเปน (Whitehead, 1992) จะตองไมมีความแตกตางในการบริการดานสุขภาพตาม
  • 10.
    17 ความจําเปนสุขภาพที่เทากัน ในแนวนอน (horizontalequity) หรือการเพิ่มการบริการสุขภาพที่จัดให ตามความจําเปนสุขภาพที่มากกวาในแนวดิ่ง (vertical equity) สิ่งที่มีผลตอคุณลักษณะความเปนธรรม ดานสุขภาพที่เปนคาเฉลี่ยสุขภาพในประชากร หรือความเปนธรรมในการกระจายดานสุขภาพ ซึ่งจะ ขึ้นกับสุขภาพแตละบุคคล (Starfield,2001) คัลเยอรและแวกสแตฟ (Culyer and Wagstaff, 1993) ได วิเคราะหความเปนธรรมในการดูแลสุขภาพ (equity in health care) ซึ่งมีความสําคัญในนโยบายการ ดูแลสุขภาพในประเด็นความหมายตอไปนี้ 1. ความเทากันของรายจายตอหัว (equality of expenditure per capita) ซึ่งจะอยูภายใต ขอบเขตเกณฑการจัดสรรงบประมาณ ตามเปาหมายที่ชัดเจน ไมไดจัดแบงตามความจําเปน (need) 2. การกระจายตามความจําเปน (distribution according to need) มี 2 มิติ คือ มิติแนวราบ และแนวดิ่ง ซึ่งจะมองความจําเปนในฐานะ 1) สุขภาพตั้งแตเริ่มแรก (need as initial health) มีการ คาดวาคนที่มีสถานะสุขภาพตางกันมักมีความจําเปนที่ตางกัน ความหมายนี้มีความยุงยากที่ยากจะ พบวาทําไมบางคนที่ปวยสามารถพูดถึงความจําเปนการดูแลสุขภาพ 2) การไดรับสิทธิประโยชน (need as capacity to benefit) 3) รายจายที่คนควรจะมี (need as expenditure a person ought to have) 4) รายจายมีความตองการใชสิทธิประโยชน (need as expenditures required to exhaust capacity to benefit) 5) ความจําเปนตอหนวยสุดทายที่สัมฤทธิ์ผล (marginal met need) เพื่อที่จะทําใหการเขาถึง บริการสุขภาพเทากัน จึงตองลดราคาของบริการสุขภาพที่คนจนตองจายใหลงมาจนกระทั่งผลคูณ ของราคาและอรรถประโยชนสวนเพิ่มของรายไดของคนจนเทากับผลคูณนั้นของคนรวย (สมชาย สุขสิริเสรีกุล, 2539) 3. ความเทากันการเขาถึง (equality of access) ตามความจําเปนมีความหมายในมุมมอง ของ 1) เปนการใชบริการ (access as utilization) เปนความเทากันของการรักษาสําหรับความจําเปน ที่เทากัน 2) เปนตนทุนการไดการดูแลสุขภาพในดานความเทากันของโอกาสที่บุคคลเผชิญดานเงิน และเวลาเหมือนกัน (access as the costs incurred in receiving health care) 3) ไดรับการบริการ ระดับสูงสุดเทาที่จะเปนไปได (access as maximum attainable consumption) 4) เปนการไดรับ เชิงอรรถประโยชน (access as forgone utility) 4) มีมาตรฐาน (living standards and access) 4. ความเทากันดานสุขภาพ (equality of health) คือทุกคนในสังคมมีระดับสุขภาพเทากัน เปนเปาหมายของนโยบาย ซึ่งความแตกตางในสุขภาพมีความสัมพันธกับพฤติกรรมสุขภาพ ความไม เทากันในสุขภาพจําเปนตองมีความไมเทากันในการดูแล โดยสรุปความเปนธรรมมี 2 ประเด็น คือ ดานสุขภาพ (equity in health) หมายถึง การมี โอกาสพัฒนาสุขภาพตนเองโดยคํานึงถึงความจําเปน รวมกับแนวทางที่ดีที่สุดภายใตสภาวะที่เปนจริง
  • 11.
    18 และดานการดูแลสุขภาพ (equity inhealth care) ไดแก ความเทากันการเขาถึง/การใชบริการตามความ จําเปนความเทากันคุณภาพการดูแลความเทากันดานสุขภาพและความเทากันของรายจายตอหัว ศุภสิทธิ์ พรรณารุโณทัย (2544) ไดกลาวถึงแนวคิดของความเปนธรรม 2 แนวคิดใหญ ๆ คือ แนวคิดเสรีนิยม (libertarianism) และแนวคิดความเทาเทียม (egalitarianism) แนวคิดเสรีนิยมจะ ปฏิเสธความเทาเทียมกันของทุก ๆ คน จะยอมรับก็เพียงการมีมาตรฐานขั้นตํ่า (minimum standard) เทานั้น เชื่อในกลไกตลาด การตัดสินใจของแตละคนวาจะทําใหสามารถเลือกสิ่งที่ดีที่สุดที่ตนเอง ตองการ ตองใหเสรีภาพแกทุกคนในการเลือกจึงจะเรียกไดวา เกิดความเปนธรรม (equity as choice) สวนแนวคิดความเทาเทียม เห็นวาทุกคนควรมีความเทาเทียมกันในทุก ๆ ดาน ตั้งแตการมีโอกาสที่ เทากัน (equality of opportunity)รวมทั้งควรไดรับสวัสดิการดูแลจากสังคมอยางเทาเทียมกัน และทาย สุดมีสถานะสุขภาพในดานผลลัพธที่ใกลเคียงกันจะปฏิเสธกลไกตลาด เพราะเห็นวากลไกตลาดมี แนวโนมลมเหลว เนื่องจาก ถาคนมีโอกาสที่ความแตกตาง คนที่มีขอมูลมากกวาก็จะใชโอกาสที่มี มากกวาสรางประโยชนใหกับตนเอง ดังนั้น กลุมแนวคิดความเทาเทียมจะใหความหวังกับสังคมที่ ตองชวยกันจรรโลงความเทาเทียมกัน ซึ่งกระแสการศึกษาเรื่องความเปนธรรมจะมี 3 กระแส คือ 1. นักสาธารณสุขศาสตร ใหความสําคัญเริ่มแรกกับสถานะสุขภาพที่เปนธรรม 2. นักเศรษฐศาสตร ใหความสําคัญเริ่มแรกกับรายจายที่เปนธรรม 3. นักสังคมศาสตร ใหความสําคัญกับสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษยและชนชั้นในสังคม เมื่อพิจารณาแนวคิดความเปนธรรมการเขาถึงการดูแลทางการแพทยทางดานจรรยาบรรณ อเดยและแอนเดอรสัน (Aday and Andersen, 1981) ไดกลาววาวัตถุประสงคความเปนธรรมจะตอง ประกอบดวยขอตกลง 3 อยาง คือ 1) สิทธิในการไดรับการบริการสุขภาพ (right to health care) ทาง การแพทยใหความสนใจแนวคิดสิทธิสุขภาพ (right to health) ซึ่งเปนสิทธิที่ทุกคนควรไดรับอยาง นอยที่สุดดานสวัสดิการ สิทธิการไดรับการบริการสุขภาพเปนสิ่งที่ทุกคนมีสิทธิในการเขาถึงบริการ มีความสําคัญเปนเปาหมายมาตรฐานระบบการดูแลสุขภาพ 2) การจัดสรรทรัพยากรการดูแลสุขภาพ 3) นโยบายสุขภาพควรมีกลไกความเปนยุติธรรม (just) สําหรับการจัดสรรทรัพยากรดูแลสุขภาพที่ ขาดแคลน คณะกรรมการติดตามการเขาถึงการบริการดูแลสุขภาพบุคคลไดอางถึงความจําเปนที่จะ พัฒนาการวัดการเขาถึงผูปวยโรคเอดส ผูยายถิ่น ผูพิการ คนที่ไมมีที่อยูอาศัย ความรุนแรงในครอบ ครัว บริการฉุกเฉิน ผูสูงอายุ (Institute of Medicine, 1993 cited by Andersen and Davidson, 1999) การพัฒนาการวัดการเขาถึงคนดอยโอกาสเปนสิ่งสําคัญ เพราะสวนใหญกลุมนี้มีความสัมพันธกับ ความจําเปน (Aday, 1993b cited by Andersen and Davidson, 1999) จากงานศึกษาวิจัยของสุวจีจันทร ถนอม-กูด (2543) การคนหาแนวคิดเรื่องสิทธิและความเปนธรรมในสุขภาพจากมุมมองทางสังคม และวัฒนธรรม เพื่อการปฏิรูปการดูแลสุขภาพในประเทศไทย สวนใหญมุงไปที่ประเด็นของการให
  • 12.
    19 บริการทางการแพทย (right tohealth care) สิทธิที่จะไดรับรูขอมูลขาวสารเกี่ยวกับสิทธิที่ประชาชน ควรรูและการดําเนินการในการจัดการของรัฐ ที่เปนแนวคิดแบบความเทาเทียมเปนสวนใหญ บัตร ประกันสุขภาพในความเห็นประชาชนเปนบัตรที่ทําใหถูกตีตรา (stigmatize) จากผูใหบริการของ สถานบริการ เพราะผูที่ใชบัตรจะถูกมองเปนบุคคลที่ดอยคา ประชาชนที่ใชบัตรประกันสุขภาพมักไม ไดรับความสะดวกในการใชบริการและมีขอจํากัดในการเลือกสถานบริการที่จะรับรักษา ปญหาการ บริการที่มีความความแตกตาง ทําใหประชาชนเกิดความรูสึกวาสิทธิของตนถูกลิดรอน หรือละเมิด โดยเฉพาะเมื่อมีการกระทําผิดจากผูที่ใหบริการ สรุปวาความเปนธรรมเปนแนวคิด (equity as a concept) เปนที่ยอมรับอยางกวางขวางวา เปนเปาหมายที่สําคัญนโยบายการดูแลสุขภาพ (Culyer and Wagstaff, 1993; Mooney, 1994; Braveman, 1998) ที่มีบางสิ่งบางอยางกระทําดวยความยุติธรรมไมลําเอียง (fairness) และตัดสิน อยางเปนธรรม (justice) (Mooney, 1994; Whitehead, 1992; Starfield, 2001) ซึ่งมักจะปรากฏความ เทากัน (equality) เกี่ยวของดวยเสมอ แตบางทีไมทั้งหมดของความเทากันของคน ตองมีเงื่อนไข และบริบทกํากับ ความหมายความเปนธรรมการเขาถึง (equity of access) มีรากฐานความเทาเทียม กัน (egalitarianism) (Waters, 2000) สวนความหมายความเปนธรรมในการดูแลสุขภาพ ไดแก ความเทากันดานสุขภาพ ความเทากันการใชการดูแลสุขภาพ และความเทากันการเขาถึง โดยตั้งอยู บนพื้นฐานโอกาสที่จะไดรับบริการการดูแลสุขภาพตามความจําเปน (need) และการกระจาย ทรัพยากร (Mooney, 1994) ประเทศสวนใหญใหความสนใจความเทากันการเขาถึง (equality of access) นักเศรษฐศาสตรเปนกลุมที่ใหความสนใจสะทอนปญหาความแตกตาง (inequality) อยาง ชัดเจนระหวางประเทศที่พัฒนาแลวและกําลังพัฒนาในดานความเปนธรรมดานสุขภาพและการ กระจายรายไดใหสามารถวัดไดเปนรูปธรรม การศึกษาวิจัยครั้งนี้วัดขนาดความไมเสมอภาคหรือ ความแตกตาง (unfair inequality) ของความครอบคลุมการมีสิทธิหลักประกันสุขภาพ เพื่อสะทอน ความไมเปนธรรม (inequity) ซึ่งเขียนเปนสมการไดวา inequity=unfair inequality การศึกษาใชการ สํารวจครัวเรือนแรงงาน ศึกษาความสัมพันธที่ไมยุติธรรม (unfair) ในประเด็นความครอบคลุมการ มีสิทธิหลักประกันสุขภาพ การรับรูสุขภาพทั่วไป รายไดครัวเรือนตอปในการกระจายของการเขา ถึงการดูแลสุขภาพ ดานการใชบริการทางการแพทยวัดการเขาถึงการดูแลสุขภาพตามความจําเปน (need) ซึ่งการวัดความจําเปนวัดตามความรุนแรงการเจ็บปวย (severity of illness) (Waters, 2000) และคารักษาดานสุขภาพเปนตนทุนทางการแพทย(medicalcost)ทั้งในสวนแรงงานและครอบครัว 2.2 มิติความเปนธรรม
  • 13.
    20 มิติความเปนธรรมในการดูแลสุขภาพ มี 2มิติ คือความเปนธรรมแนวราบ (horizontal equity) และความเปนธรรมแนวดิ่ง (vertical equity) ความเปนธรรมแนวราบ คือ การไดรับการดูแลที่ เทากันตามความจําเปนที่เทากัน (equal treatment for equal need) เชน สองคนที่ปวยดวยโรคปอด บวมควรไดรับการรักษาที่เทากันในขณะที่ในหลักการมีความแตกตางกับแนวคิดเหลานี้ ซึ่งไม สามารถอธิบายความเทาเทียมกันของการรักษาโดยไมสนใจความจําเปน เพราะวากลุมที่สุขภาพดีจะ ไมตองการรักษาเหมือนกับกลุมที่มีสภาวะเจ็บปวย สวนความเปนธรรมแนวดิ่งคือ การไดรับการดูแล ที่ความแตกตางกันเมื่อมีความจําเปนที่ไมเทากัน(the extent to which individuals with unequal needs) ความคิดที่แตละคนมีสุขภาพที่แตกตางกัน ตัวอยางโรคไขหวัดกับปอดบวม จะตองไดรับการรักษาที่ แตกตางกัน (Donaldson and Gerard, 1993; McGuire, Henderson and Mooney, 1988; Braveman, 1998; Waters,2000) ตาราง 4 มิติความเปนธรรมจําแนกตามแนวความเปนธรรม มิติ แนวความเปนธรรม H1 H2 H3 V1 V2 V3 ความเปนธรรมแนวราบ (Horizontal equity) การไดรับการดูแลที่เทากันสําหรับผูที่มีสถานะสุขภาพเริ่มแรกเทากัน (equal treatment of those with equal expected final health) การไดรับการดูแลเทากันเมื่อมีความตองการเทากัน (equal treatment for equal need) การไดรับการดูแลเทากันสําหรับผูที่คาดหมายวาจะมีผลลัพธทางสุขภาพที่เทากัน (equal treatment for those with equal expected final health) ความเปนธรรมแนวดิ่ง (Vertical equity) การไดรับการดูแลที่มากกวา สําหรับผูที่มีสถานะสุขภาพเริ่มแรกที่ดอยกวา (more favourable treatment for those with worse initial health) การไดรับการดูแลที่มากกวา สําหรับผูที่มีความตองการที่มากกวา (more favourable treatment for those with greater need) การไดรับการดูแลที่มากกวาสําหรับผูที่คาดหมายวาจะมีสถานะสุขภาพสุดทายที่ตํ่ากวา (more favourable treatment for those with worse expected final health) ที่มา : Culyer, 1991 อางโดย ศุภสิทธิ์ พรรณารุโณทัย, 2544 2.3 ความแตกตางการมีหลักประกันสุขภาพ
  • 14.
    21 จากหลายเหตุการณกลุมคนที่ไมมีประกันสุขภาพเปนกลุมที่เสียเปรียบในระบบสุขภาพ ปจจุบัน กลาวไดวาประเทศสหรัฐอเมริกามีการดูแลดานสุขภาพดีประเทศหนึ่ง แตก็ยังพบปญหาที่ ประชาชนสวนใหญไมสามารถเขาถึงการดูแลที่ดีหรือไมสามารถจายคารักษาพยาบาลได ประชา ชนอเมริกันที่มีประกันสุขภาพรอยละ 90 จะไดรับการดูแลจากโรงพยาบาลมากกวากลุมที่ไมมี ประกันสุขภาพ กลุมที่ไมมีประกันสุขภาพมักละเลยการดูแลปองกันสุขภาพ เชน การตรวจสุขภาพ ประจําป เพื่อคัดกรองโรค เมื่อเจ็บปวยรุนแรงเปนระยะเวลานาน กลุมไมมีประกันตองขอความ อนุเคราะหการรักษา ดวยความหวังวาทางแพทยและโรงพยาบาลจะไมทอดทิ้งเขาเหลานั้น (Calhoun, Light and Keller, 1997) เหตุผลหนึ่งของความครอบคลุมหลักประกันสุขภาพ คือ ปก ปองความเสี่ยงดานการเงินจากคาใชจายดานสุขภาพที่สูงเกินรอยละ 10 และรอยละ 40 ของรายได ครัวเรือน พบวาขาดการปกปองความเสี่ยงดานการเงินจากการรับบริการดานสุขภาพ โดยเฉพาะ ครอบครัวที่มีฐานะยากจนและมีโรคเรื้อรัง (Waters, Anderson and Mays, 2004) ในป 1980 ประเทศ สหรัฐอเมริกา พบความไมเปนธรรมในเรื่องประกันสุขภาพที่มีความตอเนื่องมาจนถึงปจจุบันนี้ โดย เฉพาะกลุมดอยโอกาสและประชาชนที่มีรายไดนอยดูเหมือนวาการประกันสุขภาพเอกชนพบวามี นอยที่สุด ระบบการดูแลแบบเมดดิเคด (medicaid) ซึ่งเปนสวัสดิการประเภทหนึ่งที่รัฐจัดใหกับกลุม คนที่มีรายไดตํ่า คนจน ผูหญิงและชนกลุมนอย ที่ชดเชยความไมเปนธรรมบางสวน แตยังมีสัดสวน การไมมีประกันสูงในป 1993 (Andersen and Davidson, 1999) ในป ค.ศ.1989 รอยละ 17 ของ ประชากรในรัฐมิชิแกน ขาดความครอบคลุมหลักประกันสวนใหญเปนประเภทเมดดิเคด (medicaid) จะประสบปญหาการเขาถึงบริการมากที่สุด จะพักรักษาตัวในโรงพยาบาลสั้นกวาและ ไดรับการดูแลนอยกวา การคอยนัดพบแพทยมากกวา 1 สัปดาห (รอยละ 6.6) ไมสามารถจายคา รักษาพยาบาลได (รอยละ 3.7) (Bashur, Homan and Smith, 1994) เชนเดียวกับการศึกษาของพาค และคณะ (Park, et al., 2001) พบวากลุมแรงงานมีหลักประกัน (OR=0.19, 95%CI: 0.10, 0.36) นอย กวากลุมวิชาชีพ (OR=0.49, 95%CI: 0.27, 0.88) ดานการรับรูสถานะสุขภาพทั่วไปที่ไมดีของกลุม แรงงาน (OR=3.05, 95%CI: 1.54, 6.05) สูงกวากลุมวิชาชีพ สวนอาชีพบริการและเกษตรกรไดรับ หลักประกันจากนายจางนอยกวากลุมวิชาชีพอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.05) ผลการศึกษาของไฮ วาดและคณะ (Hayward, et al., 1988) พบวา วัยแรงงานที่ขาดหลักประกันสุขภาพจะประสบปญหา ทางดานการเงินเมื่อเจ็บปวย 2.3 เทา (95%CI: 1.4, 3.5) ของวัยแรงงานที่มีหลักประกันสุขภาพ คนที่ ไมมีประกันสุขภาพมีการเขาถึงบริการสุขภาพนอยกวาคนมีประกันสุขภาพ RR=1.6 เทา (95%CI: 1.4, 1.8) การขาดหลักประกันสุขภาพไมไดเปนเพียงปจจัยเดียวของการสนับสนุนการเขาถึง (access) รายไดครัวเรือนยังเปนตัวทํานายการเขาถึงบริการสุขภาพดวย
  • 15.
    22 การศึกษาหลายงานวิจัยประเด็นความแตกตาง (inequality) มักจะมีการวัดความแตกตาง ทางเพศภาวะ(gender) เชื้อชาติ การมีประกันสุขภาพ การเขาถึงและการใชบริการสุขภาพ จากตัวแปร ดานเศรษฐกิจและสังคม อันไดแก การศึกษา รายได อาชีพ ขนาดครัวเรือน ผูวิจัยมีความสนใจศึกษา ชองวางระหวางกลุมแรงงานยายถิ่นและไมยายถิ่นที่ยังขาดขอมูลเชิงประจักษถึงขนาดความแตกตาง ความครอบคลุมของการมีหลักประกันสุขภาพที่สงผลตอการรับรูสุขภาพทั่วไป ดานการใชบริการ ทางการแพทย และคารักษาดานสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีปจจัยอะไรบางที่มีความสัมพันธตอการขาด หลักประกันสุขภาพ พบวาการไมมีหลักประกันสุขภาพสงผลใหตองเผชิญกับปญหาสุขภาพเกิน ความจําเปน จากการไมไปรับหรือไมไดรับการดูแลตั้งแตในระยะแรก จากสาเหตุไมสามารถแบกรับ ภาระทางการเงินจากคารักษาพยาบาล สงผลเปนภาระทางการเงินแกผูใหบริการภาครัฐดวย สถาน การณปจจุบันที่รัฐบาลกําหนดการจัดระบบประกันสุขภาพภาคบังคับตามโครงการหลักประกันสุข ภาพถวนหนามารองรับ แตยังขาดการศึกษาที่ชัดเจนที่สรุปถึงการไมมีหลักประกันสุขภาพในกลุม แรงงานยายถิ่นในประเทศ 2.4 สถานะสุขภาพ แอลเลนเดอร และสปราดเลย (Allender and Spradley, 2001) ไดกลาวถึงมิติสุขภาพ 2 มิติ คือ มิติที่คนรูสึกวาสบายดีหรือปวย เรียก subjective และมิติความสามารถการทําหนาที่ในสภาพแวด ลอมที่เปนอยูสามารถสังเกตไดเรียกobjective เมื่อคนรูสึกวาสบายดีและสามารถทําหนาที่แสดงวาอยู ในภาวะสุขภาพดี (wellness) แมวาจะมีโรคเชน โรคขออักเสบหรือเบาหวาน คนเหลานั้นอาจรูสึกวาดี และปฏิบัติไดดีภายใตความสามารถที่มีคนเหลานี้ถูกพิจารณาวาสุขภาพแข็งแรงหรือดี ภาพประกอบ4 มุมมองมิติแบบsubjectiveและobjectiveของภาวะสุขภาพดีและเจ็บปวย ที่มา :Allender and Spradley, 2001 เจ็บปวย พิการหรือตาย ระดับสุขภาพสูงสุด รูสึกวาเจ็บปวย ไมสามารถเพิ่มการทําหนาที่ รูสึกวาสุขภาพดี สามารถเพิ่มการทําหนาที่ สบายดี Subjective Objective
  • 16.
    23 การเจ็บปวยแบงเปน 2 ประเภทคือ เจ็บปวยเฉียบพลัน หมายถึงโรคหรือกระบวน (process) ที่เกิดขึ้นทันทีทันใด ดวยอาการและอาการแสดงที่มีความสัมพันธกับกระบวนการโรคนั้น ๆ ที่สามารถรักษาหายในระยะเวลาอันสั้นหรือตาย (Lundy and Janes, 2001) และเจ็บปวยเรื้อรัง หมายถึง การเจ็บปวยที่มีระยะเวลายาวหรือความพิการถาวร (disability) ที่ขัดขวางหนาที่กาย จิต หรือสังคม มี ลักษณะความผิดปกติโครงสรางทางรางกายที่ปรากฏหรือรบกวนระบบภายในรางกาย(impairment)ทํา ใหเปนอุปสรรค(handicaps)(Hitchcock,SchubertandThomas,2003) การประเมินสถานะสุขภาพ ที่นิยมใชในประเทศทางตะวันตก ไดแก การวัดสมรรถนะทาง รางกาย(physicalfunction)ดวยSF36และการรับรูระดับสุขภาพตนเอง(self-ratedhealth;SRH) 1.แบบวัดสมรรถนะทางรางกาย SF36 (short-form)จะมีคําถาม36ขอถูกแปลโดยโครงการ The International Quality of Life Assessment (IQQLA) ในป 1991 ไดมีการสรุปประเมินพัฒนาความ เที่ยงและความถูกตองใหไดมาตรฐาน จะมีประโยชนใชเปรียบเทียบทั่วไปในการตรวจสอบความถูก ตองการรายงานทางการแพทยและเปนตัวชี้วัดปญหาสุขภาพดานรางกายและจิตวิทยา (Bobak, et al., 1998;WareandGandek,1998)ไดมีการพัฒนาแบบวัดSF-12เปนSF-20 SF-36ซึ่งสามารถเปรียบเทียบ ความแตกตางความนิยมการใชดังตาราง5 ตาราง 5 เปรียบเทียบความแตกตาง SF-36 SF-20 SF-12 และ SF-8 SF-36 SF-20 SF-12 SF-8 ขอคําถาม 36 ขอ 20 ขอ 12 ขอ 8 ขอ ประเภท ขอคําถาม มี8ดาน(ขอ) -หนาที่ทางกาย(10) -ขอจํากัดบทบาทจาก ปญหาสุขภาพทางกาย(4) -ความเจ็บปวด(2) -การรับรูสุขภาพทั่วไป(5) -ความออนเพลีย(4) -หนาที่ทางสังคม(2) -ขอจํากัดบทบาทจาก ปญหาทางดานอารมณ(3) -สุขภาพจิตทั่วไป(6) มี6ดาน(ขอ) -หนาที่ทางกาย(6) -สุขภาพจิต(5) -ขอจํากัดบทบาทจาก ปญหาสุขภาพทางกาย (2) -หนาที่ทางสังคม(1) -การรับรูสุขภาพและ ความเจ็บปวด(6) มี8ดาน(ขอ) -หนาที่ทางกาย(2) -ขอจํากัดบทบาทจาก ปญหาสุขภาพทางกาย(2) -ความเจ็บปวด(1) -การรับรูสุขภาพทั่วไป(1) -ความออนเพลีย(1) - การรับรูสุขภาพและความ เจ็บปวด(6) -หนาที่ทางสังคม(1) - ขอจํากัดบทบาทจาก ปญหาทางดานอารมณ(2) -สุขภาพจิตทั่วไป(2) มี8ดานการถามผูตอบ จะพิจารณาชวงเวลา (recallperiod)ซึ่งสามารถ ใชได3แบบคือ 1.แบบมาตรฐานใชความ จํา4สัปดาห 2.แบบฉุกเฉิน(acute)ใช ความจํา1สัปดาห 3.แบบถามผูตอบใน24 ชั่วโมงทันทีทันใดในการ สํารวจเพื่อประเมินสุข ภาพตนเอง
  • 17.
    24 ตาราง 5 (ตอ) SF-36SF-20 SF-12 SF-8 ความนิยม ศึกษากลุมตัวอยางที่มี ขนาดเล็กกวา เหมาะ ใชในคลินิก เปนตนแบบวัด SF-36 เหมาะกับผูปวยในโรง พยาบาลและไมมีมิติ ทางเพศสัมพันธ สํารวจกลุมตัวอยางขนาด ใหญ/การศึกษาทางระบาด วิทยา (n=500) สํารวจประชากรขนาดใหญ มาก เปรียบเทียบระดับกลุม มีการนําไปใชมากกวา 30 ประเทศ ผูตอบสามารถตอบ เสร็จใน 2 นาที คะแนน สามารถเปรียบเทียบโดยตรง กับการสํารวจสุขภาพดวย SF อื่น ๆ ใชในประชากรที่มี อายุมากกวา14ป ที่มา : Ware,2003; Ware, et al., 2000; McDowell and Newell, 1996; http://www.qualitymetric.com/products/surveys/SF8.shtml, 2003 2. การประเมินการรับรูระดับสุขภาพตนเอง (self-rated health) มี 2 เหตุผล ขอแรก เพื่อ สะทอนการรับรูดานสุขภาพ มีความสําคัญดานความเปนอยูที่ดี (well-being) และการใชบริการสุข ภาพ (health service utilization) ขอสอง เพื่อทํานายอัตราตาย (mortality) ในการศึกษาไปขางหนา (prospective studies) (Bobak, et al., 1998; Kelleher, et al., 2003) เปนตัวแทนชี้วัดที่ดีสําหรับ สภาวะสุขภาพทางกายที่เรื้อรังในประชากร (chronic physical health condition) ไดถูกเก็บรวบรวม ขอมูลหลายปในการสํารวจแหงชาติในประเทศสหรัฐอเมริกา ถูกรวมในแบบฟอรมการศึกษาผล ลัพธอยางสั้นทางการแพทย (SF-36 SF-12) และตัวชี้วัดปที่มีสุขภาพแข็งแรง (year of health life) (Office of Public Health and Science, DHHS, 2001) การรับรูระดับสุขภาพตนเองมีสเกลการวัด 5 ระดับ คือ แยมาก (very poor) แย (poor) ปานกลาง (average) ดี (good) ดีมาก (very good) งานศึกษาวิจัยที่ใชการวัดสุขภาพวิธีนี้จะมีแนวคํา ถาม คือ โดยทั่วไป ทานคิดวาสุขภาพของทานอยูในเกณฑใด (Appels, et al., 1996; Mackenbach and Kunst, 1997; Bobak, et al., 1998; Kennedy, Kasl and Vaccarino, 2001; Yngwe, et al., 2001; Leinsalu, 2002; Borrell, et al., 2003; Mustard, Vermeulen and Lavis, 2003; Pudaric, Sundquist and Johansson, 2003; Franks, Gold and Fiscella, 2003) ซึ่งจะเปนขอคําถามแรกของแบบวัด SF-36 SF-20 และ SF-12 (Ware, John E., et al., 2000; McDowell and Newell, 1996)
  • 18.
    25 ความนาเชื่อถือ (reliability) ของการประเมินสถานะสุขภาพ(self-assessed health status) มีการใชวัดดานสุขภาพเพิ่มขึ้นในงานวิจัยเชิงประจักษ การประเมินสถานะสุขภาพถูกสนับสนุนจาก งานวิจัยที่แสดงใหเห็นวาการรับรูสุขภาพตนเอง (SRH) สามารถใชทํานายอัตราการตายและภาวะการ เจ็บปวย (mortality and morbidity) (Crossley and Kennedy, 2002) งานวิจัยของเกอดแทมและคณะ (Gerdtham, et al., 1999) ไดพิสูจนการวัดสถานะสุขภาพตอเนื่องที่ถูกสรางจากวิธีการของแวกสตาฟ และแวน ดอรสแล (Wagstaff and van Doorslair, 1994) วัดแบบมาตราประเมินคา (rating scale) ซึ่งมี ความเกี่ยวพันสูงกับการวัดสุขภาพตอเนื่อง (Crossley and Kennedy, 2002) งานวิจัยของเอทเนอร (Ettner, 1996) พบวารายไดมีความสัมพันธกับการประเมินสถานะสุขภาพ นักเศรษฐศาสตรเชื่อวาสุข ภาพที่ไมดี (poor) มีสวนลดการประกอบอาชีพ สุขภาพแรงงานมักจะถูกคาดจากการคนพบนี้เปน หลักฐานที่คนรายไดตํ่า ถูกลดการเขาถึงปจจัยนําเขาสุขภาพ การศึกษาสถานะสุขภาพดวยการวัดการ รับรูระดับสุขภาพตนเอง เปรียบเทียบคนยายถิ่นและคนทองถิ่นในประเทศแคนาดามีความแตกตาง กันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.05) กลาวคือ คนยายถิ่นมีสถานะสุขภาพไมดี (poor health status) รอยละ 2.5 เปรียบเทียบกับคนทองถิ่นมีเพียงรอยละ 1.6 ระยะเวลาการอาศัยมีผลตอระดับสุขภาพคน ยายถิ่น โดยมีแนวโนมลดลงชวงปที่ 5-9 และอาศัยอยูมากกวา 10 ป ตามลําดับ การเจ็บปวยดวยโรค เรื้อรังในคนยายถิ่นตํ่ากวาคนทองถิ่นเล็กนอย คือ รอยละ 57.9, 60.6 ตามลําดับ (Newbold and Danforth, 2003) สถานะสุขภาพคนยายถิ่นจะดอยกวาคนทองถิ่น (Stronks, Ravelli and Reijneveld, 2001; Pudaric, Sundquist and Johansson, 2003) ในการศึกษานี้มีการประเมินความดันโลหิตขณะสัมภาษณรวมดวย ซึ่งเปนปจจัยเสี่ยงที่ สําคัญของโรคหัวใจหลอดเลือด(cardiovasculardisease;CVD)โดยมีความสัมพันธr=0.44(Hajjar and Kotchen, 2003; Wolf-Maier, et al., 2003) ซึ่งคาดวาภาวะความดันโลหิตสูงจะเพิ่มภาวะเสี่ยงอัตราการ ตาย (MacMahon, et al., 1990 cited by van Doorslaer and Gerdtham, 2003) การศึกษาของแวน ดอรส เลอและเกอแทม (van Doorslaer and Gerdtham, 2003) พบวา การประเมินการรับรูระดับสุขภาพตนเอง มีอํานาจทํานายของการมีชีวิต (survival) ขึ้นกับอายุ เพศ และสถานะความดันโลหิตสูง แตไมมีความ สัมพันธกับรายได การศึกษา หรือขอจํากัดสถานภาพการทําหนาที่ (functional limitation) การจัดแบง กลุมความดันโลหิตสูงเมื่อคาซิสโตลิค (Systolic)≥ 140 mmHg คาไดแอสโตลิค (Diastolic)≥ 90 mmHg (Chobanian,etal.,2003) จากการศึกษาการรับรูสุขภาพตนเอง (self-perceived health) ในประเทศสเปนในป ค.ศ.1987 มีความสัมพันธการปรึกษาทางดานการแพทย และการพักรักษาในโรงพยาบาล โดยศึกษา ตัวแปรความแตกตางดานสังคมเศรษฐกิจ พบวาหลังจากปรับตัวแปรอายุ ขนาดครอบครัว และ สถานะสุขภาพ การปรึกษาแพทยในกลุมที่มีรายไดครัวเรือนสูงและการพักรักษาในโรงพยาบาลจะ
  • 19.
    26 มากกวาเมื่อเปรียบเทียบกับครัวเรือนที่มีรายไดตํ่า (OR=1.15, 95%CI:1.01, 1.30) (OR=1.44, 95%CI: 1.18, 1.76) ตามลําดับ (Fernandez de la Hoz and Leon, 1966) งานวิจัยของเคลเลเฮอรและคณะ (Kelleher, et al., 2003) พบวา คาเฉลี่ยการรับรูระดับสุขภาพตนเอง (SRH) มีความแตกตางอยางมีนัย สําคัญ (p<0.05) กับอายุ สถานะภาพสมรส การเชาที่อยูอาศัย การศึกษา ชั้นทางสังคม ขนาดครัวเรือน และการเลือกบริการการแพทยทั่วไป แตไมมีนัยสําคัญกับเพศหรือความเปนชนบท จากรายงาน สํารวจสภาวะสุขภาพประชากรวัยแรงงานอายุ 13-59 ป ในป พ.ศ. 2539-2540 ในประเทศไทย พบวา ปญหาสุขภาพในระยะเวลา 1 เดือนกอนการสํารวจทุกภาคมีสัดสวนสอดคลองกับความรับรูเรื่องสุข ภาพของตนเอง เพศชายประเมินสุขภาพตนเองวาดีกวาหญิง ผูที่อาศัยในเขตเทศบาลประเมินตนเอง วาสุขภาพดีกวานอกเขตเทศบาล กลุมอายุนอยประเมินตนเองวาสุขภาพดีกวากลุมอายุมาก กลุมที่มี ระดับการศึกษามัธยมศึกษาและสูงกวาประเมินวาตนมีสุขภาพดีกวา กลุมที่มีรายไดสูงประเมินสุข ภาพตนเองวาดีกวากลุมรายไดตํ่า เมื่อวิเคราะหรวมกับสถานะทางสังคมเศรษฐกิจ จะพบวาการ ประเมินสุขภาพตนเองสัมพันธกับรายได การศึกษา และอาชีพ (จันทรเพ็ญ ชูประภาวรรณ, 2543) นอกจากนี้พบวา รอยละของระดับสุขภาพไมดีจะเพิ่มขึ้นในกลุมที่ไดรับการศึกษานอย และพบขนาด ความไมเทากันอัตราการตายที่ไดรับการปรับมาตรฐานจําแนกตามระดับอาชีพ (occupational class) ในประเทศฟนแลนด ป 1971-1990 อายุ 35-64 ป พบวา กลุมแรงงานสูงกวาผูทํางานใชสมอง (upper white collar employees) (Mackenbach and Kunst, 1997) และผลการศึกษาของบุญยัง (Boonyoung, 2003) พบวา สถานะสุขภาพของสตรีวัยกลางคนในภาคใตประเทศไทยมีความสัมพันธกับประเภท บัตรหลักประกันสุขภาพ (r=.18, p=.001) เมื่อเปรียบเทียบคะแนนสถานะสุขภาพเฉลี่ยระหวางกลุม สตรีที่มีสิทธิหลักประกันสุขภาพถวนหนากับสิทธิประกันสังคม พบวา มีความแตกตางอยางมีนัย สําคัญทางสถิติ (p<0.05) กลาวคือ กลุมสตรีที่มีสิทธิประกันสังคมมีการรับรูระดับสุขภาพทั่วไปและ ดานกําลัง (vitality) ดีกวากลุมสตรีที่มีสิทธิหลักประกันสุขภาพถวนหนา การรับรูสุขภาพทั่วไปมี ความสัมพันธกับอายุที่นอยกวา รายไดที่สูงกวา การไมมีโรค นับถือศาสนาพุทธ และมีสิทธิประกัน สังคม และจากการศึกษาของไวทเฮด (Whitehead, 1999) ประเด็นงานวิจัยและนโยบายความสนใจ ความแตกตางในสุขภาพและการดูแลสุขภาพ พบวาการรับรูระดับสุขภาพตนเองในประเทศสวีเดน และอังกฤษในระยะ 10 ป ตั้งแตป ค.ศ. 1984-1994 โดยกลุมตามสังคมเศรษฐกิจ พบวา ระดับสุขภาพ ที่ไมดีในกลุมแรงงานไรฝมือสูงเปนสองเทาของกลุมอาชีพ แตการศึกษาของพวงเพ็ญ ชุณหปราณ, เพ็ญพักตร อุทิศ และจิราพร เกศพิชญวัฒนา (2538) พบวาสภาวะสุขภาพคนงานไรฝมือกอสรางสตรี มีสภาวะสุขภาพไมแตกตางจากคนงานที่มีฝมือ คนที่มีระยะเวลาการทํางานอาชีพกอสรางนอยจะมี สุขภาพดีกวาคนที่ทํางานกอสรางมานาน
  • 20.
    27 การศึกษาวิจัยครั้งนี้ประเมินการรับรูสุขภาพทั่วไป (self-rated health)ที่สะทอนการใช บริการ และการเจ็บปวย จากการทบทวนวรรณกรรมไดรับการยืนยันความนาเชื่อถือจากหลายงานวิจัย จากการศึกษาวัดความตรง (validity) การรับรูระดับสุขภาพตนเอง (SRH) ชาวละตินในประเทศสหรัฐ อเมริกา พบวา ระดับสุขภาพไมดีมีความสัมพันธกับอัตราการตายระยะสั้นไมเกิน 2 ป อยางมีนัยสําคัญ ทางสถิติ (p<0.05) นักวิจัยทางดานสุขภาพใชการรับรูระดับสุขภาพตนเองประมาณสุขภาพทางกายของ ประชากร (Finch, et al., 2002) การสํารวจประเมินการรับรูระดับสุขภาพตนเองครั้งนี้เปนมิติของแรง งานไรฝมือ (subjective) ไมใชมิติทางการแพทยโดยมีการเปรียบเทียบระดับกลุม พบวาขอคําถาม ประเมินการรับรูระดับสุขภาพตนเองไมสลับซับซอนและเปนความรูสึกที่ปรากฎ 2.5ความแตกตางการใชบริการทางการแพทย ระบบสาธารณสุขของประเทศไทยมีลักษณะที่หลากหลาย ไดแก การรักษาแผนโบราณ รานขายยา คลินิกเอกชน สถานบริการของรัฐ และโรงพยาบาลเอกชน ประชาชนมีสิทธิอยางเสรีใช บริการตามความรับรูการเจ็บปวย รายจายครัวเรือนจึงมีสัดสวนมากกวารายจายที่มาจากภาครัฐ (ศุภสิทธิ์ พรรณารุโณทัย, 2544) จากโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ทําใหปจจัยเรื่องคารักษามี อิทธิพลลดลง ผลการศึกษาการใชสถานพยาบาลของรัฐของคนจนในชนบทของสันทัด เสริมศรี และคณะ (2546) พบวาพฤติกรรมการเลือกสถานพยาบาลเมื่อเจ็บปวยของคนจนในชนบทซึ่งไดคา แรงวันละ 130 บาท หรือไมมีรายไดเมื่อเจ็บปวยจะรักษากันเองกอน โดยซื้อยาจากรานขายยา หรือ ใชยาจากสถานีอนามัยใกลบาน เมื่อมีอาการเจ็บปวยที่มีอาการเฉียบพลันและรุนแรง เจ็บปวยที่มี ระยะเวลายาวนานจะไปโรงพยาบาลของรัฐ การรักษากับโรงพยาบาลของรัฐเปนผลการใชสิทธิของ การมีบัตร 30 บาท การรักษาตนเองหรือการซื้อยาจากรานขายยาเปนความนิยมปฏิบัติเมื่อเจ็บปวย ของทุกอาชีพ ประชาชนเกือบ 1 ใน 5 ป 2544 ซื้อยากินเองมากขึ้นหลังวิกฤตการณเศรษฐกิจ ประชา ชนมีความสะดวกในการหาซื้อแลวอาจเกิดจากภาวะเศรษฐกิจที่ตกตํ่า และอาจเปนผลจากความไม สะดวกและความลาชาในการไปรับบริการจากโรงพยาบาลของรัฐ (กาญจนี กังวานพรศิริ, อํานวย แสงฉายเพียงเพ็ญ และสมศรี วานิศวณะทอง, 2546) การใชบริการขึ้นอยูกับประสบการณการเจ็บ ปวย ภาพลักษณของสถานพยาบาล และภาวะความรุนแรงของการเจ็บปวย ผลการสํารวจสถานะสุข ภาพอนามัยประชาชนไทยป 2534 ภาวะการเจ็บปวยเฉียบพลัน พบวาเปนโรคระบบทางเดินหายใจ มากที่สุด รองลงเปนโรคที่อาการไมแจงชัด โรคระบบทางเดินอาหารและโรคระบบกลามเนื้อเสน เอ็นและกระดูก (มัทนา พนานิรามัย และสมชาย สุขสิริเสรีกุล, 2539) งานวิจัยที่ศึกษาความเทากันการใชบริการตามความจําเปนและคาใชจายบริการดานสุข ภาพของพรรณารุโณทัยและมิลล (Pannarunothai and Mills, 1997) เรื่องคนจนจายมากกวา : ความ
  • 21.
    28 แตกตาง (Inequality) ในประเทศไทยกับดานสุขภาพจากขอมูลการสํารวจสัมภาษณสุขภาพครัวเรือน เขตเทศบาลจังหวัดพิษณุโลก เกี่ยวกับความเทากันของการใชบริการสําหรับความจําเปนที่เทากัน (equality of utilization for equal need) พบวาหัวหนาครัวเรือนที่มีการศึกษาระดับประถมศึกษามักไป ใชบริการของรัฐ การรับรูความจําเปนความเปนธรรมของการจาย ครัวเรือนที่หัวหนาไมมีสิทธิคุม ครองการรักษาพยาบาล หรือมีบัตรสงเคราะหผูมีรายไดนอย ตองแบกรับภาระคารักษาพยาบาลถึง รอยละ 5-6 ของรายไดครัวเรือนภายหลังจากหักสวนที่สามารถเบิกคืนไดจากสมาชิกบางคนที่มีสิทธิ ในขณะที่กลุมอื่นใชจายเพียงรอยละ 1-2 คนจนมีอัตราการเจ็บปวยเฉียบพลันมากที่สุดรอยละ 15.2 การใชบริการเมื่อมีการเจ็บปวยเฉียบพลันกลุมที่ไมมีหลักประกัน และรายไดครัวเรือนตํ่า สวนใหญ ใชรานขายยา รองลงมา คือคลินิกเอกชน โรงพยาบาลของรัฐ โรงพยาบาลเอกชน และรอยละ 15.8 ของกลุมที่ไมมีหลักประกันไมรับการรักษา คนที่มีฐานะกวาจะใชบริการโรงพยาบาลเอกชน รายไดมี ผลตอการเลือกรูปแบบการรักษา หัวหนาครัวเรือนที่มีระดับการศึกษานอยจะมีอัตราการเจ็บปวยเรื้อ รัง (รอยละ 13.0) สูงกวาหัวหนาครัวเรือนที่ไดรับการศึกษาสูง การรับรูการเจ็บปวยเฉียบพลันมีความ สัมพันธกับความครอบคลุมหลักประกันสุขภาพอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.05) กลาวคือ กลุมไม มีหลักประกัน (รอยละ 10.0) และกลุมที่มีหลักประกัน (รอยละ 13.9) เชนเดียวกับการเจ็บปวยเรื้อรัง (กลุมไมมีหลักประกันรอยละ 9.5 และกลุมที่มีหลักประกันรอยละ 14.8) ผูที่เจ็บปวยโรคเรื้อรังจะมี การใชบริการทางการแพทยมากเปน 3 เทาของผูที่ไมมีโรคเรื้อรัง (Cheng and Chiang, 1998) สวน ใหญไปรับการรักษาโรงพยาบาลของรัฐ (สันทัด เสริมศรี และคณะ, 2546; อัญชนา ณ ระนอง และ วิโรจน ณ ระนอง, 2545) 1 ใน 3 ของการเจ็บปวยเล็กนอยมีความนิยมที่จะซื้อยาจากรานขายยา กวา 3 ใน 4 ไปสถานีอนามัย ไปโรงพยาบาลของรัฐ (รอยละ 20) ใชบริการที่คลินิกเอกชน (รอยละ 40) มีคา มัธยฐานของคาใชจายที่ผูใชบริการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชน 340 บาท คลินิกเอกชน 190 บาท สถานีอนามัย 40 บาท โรงพยาบาลของรัฐ 187 บาท (โยธิน แสวงดี, พิมลพรรณ อิศรภักดี และ มาลี สันภูวรรณ, 2543) จากผลการศึกษาวิเคราะหขอมูลทุติยภูมิจากสํานักงานสถิติแหงชาติ พ.ศ. 2539 เกี่ยวกับรูปแบบคาใชจายดานสุขภาพของครัวเรือนในประเทศไทย พบวา อาชีพที่ใชแรงงานมี คารักษาดานสุขภาพ เฉลี่ยเดือนละ 104 บาทตอครัวเรือน รูปแบบการใชกับคารักษาดานสุขภาพมี ความแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.001) โดยครัวเรือนอาชีพที่ใชแรงงานจะซื้อยารับ ประทานเองเมื่อเจ็บปวย (self-treatment) (รอยละ 51.3) คารักษาเฉลี่ย 26 บาท ใชสถานบริการภาครัฐ (รอยละ 17.4) คารักษาเฉลี่ย 261 บาท ใชสถานบริการภาคเอกชน (รอยละ 31.3) คารักษาเฉลี่ย 235 บาท ครัวเรือนที่มีระดับรายไดตํ่าจะซื้อยารับประทานเองและใชสถานบริการภาครัฐมากกวาครัว เรือนที่ระดับรายไดสูงกวา (Satayavongthip, 2002)
  • 22.
    29 จากการศึกษาการใชบริการทางการแพทยในระยะ 2 สัปดาหที่ผานมาจากความแตกตาง โครงการหลักประกันสุขภาพในประเทศไตหวันของเชงและเชียง (Cheng and Chiang, 1998) จาก ตัวแปร; อายุ เพศ การศึกษา รายไดครัวเรือน ขนาดครอบครัว แบบแผนทรัพยากรการดูแล (regular source of care) ถิ่นที่ตั้งชุมชนเมือง การประเมินการรับรูดานสุขภาพ และการวินิจฉัยกลุมโรคเรื้อรัง จากแพทย 9 กลุม ผลปรากฏวาคนที่มีโครงการประกันสุขภาพแตกตางกัน จะไปพบแพทยสูงกวา คนไมมีหลักประกันสุขภาพ (odds ratio=1.8, 2.0) กลุมที่มีระบบประกันมีการใชบริการทางการ แพทยรอยละ 60-73 มากกวากลุมที่ไมมีประกันสุขภาพ เพศหญิงมีความถี่การใชบริการมากกวาเพศ ชาย คนที่รับการศึกษาสูงใชบริการนอยกวา สวนคนที่มีสถานะสุขภาพไมดีจะใชบริการเปน 3 เทา หรือมากกวา แตมีเพียงรอยละ 1 ของคนที่มีสถานะสุขภาพดีใชบริการทางการแพทยมากกวา เชน เดียวกับคนที่มีโรคเรื้อรังจะใชบริการเปน 3 เทาของคนไมมีโรคเรื้อรัง เชนเดียวกับการศึกษาวิจัย ของอรสา โฆวินทะ (2541) ของผูใชแรงงานในจังหวัดปตตานี พบวา ในกลุมผูประกันตนรอยละ 61.3 มีการใชบริการทางการแพทยอยางนอย 1 ครั้งในรอบ 6 เดือนที่ผานมา เปรียบเทียบกับกลุมผู ใชแรงงานที่ไมมีการประกันสุขภาพพบเพียงรอยละ 41.0 และอัตราการใชบริการทางการแพทยของ ทั้งสองกลุมพบความแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ความแตกตางระหวางกลุมรอยละ 20.2 (95%CI: 13.8, 26.6, p<0.001) การมีประกันสุขภาพ สถานะสุขภาพ รายได เพศ และสถานภาพสมร สมีความสําคัญตอการใชบริการทางการแพทย กลุมที่มีเศรษฐานะสูง สวนใหญจะใชปรึกษาแพทย เฉพาะทาง ไปพบทันตแพทยหรือนักกายภาพบําบัดมากกวา คนที่มีระดับการศึกษาสูงใชบริการการ นอนโรงพยาบาลสูงกวา แตการศึกษานี้กลุมที่มีเศรษฐานะตํ่ากวาจะมีการใชบริการการรักษาดาน สุขภาพมากกวา (Alberts, et al., 1997) แรงงานไรฝมือสวนใหญเปนกลุมที่ดอยโอกาสในสังคม(lowerclass)เชนแรงงานกอสราง เปนชนชั้นทางสังคมที่มักจะไมมีงานทํา ไมคอยมีทรัพยสมบัติเปนของตัวเองและไมมีอํานาจ ชื่อเสียง ความยากจนมีผลตอสุขภาพหลายดาน เชน ไมมีอาหารเพียงพอหรืออาหารไมถูกสุขลักษณะ ขาด ความปลอดภัยและขาดการเขาถึงการดูแลสุขภาพ มักเผชิญกับภาวะเครียดการมีอุปสรรคจากความ ยากจนอาจสนับสนุนพฤติกรรมที่ทําลายตัวเอง เชน การดื่มสุรา สูบบุหรี่ ติดยาเสพติดและภาวะเสี่ยง อื่น ๆ ที่ทําใหรางกายออนแอเปนโรคได (Calhoun, Light and Keller, 1997; Whitehead, 1999) สวน ใหญไดรับการศึกษาระดับประถมศึกษา (วิชัย เอกพลากร และคณะ, 2540; Stronks, Ravelli and Reijneveld, 2001) เหตุผลที่คนงานกอสรางใชบริการสุขภาพอนามัยนอยมาก และใชเพื่อการบําบัด รักษาปญหาสุขภาพที่รุนแรงเปนสวนใหญ เนื่องจากการเขารับการรักษาพยาบาลแตละครั้งคนงานกอ สรางตองสูญเสียเวลาในการทํางาน ขาดรายได และตองเสียคาใชจายในการรักษาพยาบาลดวยตนเอง
  • 23.
    30 ทั้งหมด เนื่องจากเปนการเจ็บปวยนอกเวลาทํางานอันไมถือวาเกิดจากการทํางาน คนงานจึงตอง พยายามอดทนและแสวงหาวิธีการอื่นๆเปนอันดับแรก(ศิริพร จิรวัฒนกุล,2541) 3. แนวคิดการยายถิ่นกับการมีหลักประกันสุขภาพ 3.1 ความหมายของการยายถิ่น การยายถิ่น (migration) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงที่อยูอาศัยประจําและตองเปนการ เปลี่ยนที่อยูซึ่งขามเขตการปกครอง หรือการเคลื่อนยายเชิงพื้นที่ (spatial mobility) จากทองถิ่นตน ทาง (place of origin) สูถิ่นปลายทาง (place of destination) ภายในชวงเวลาที่กําหนด การกําหนด ระยะเวลาการยายถิ่นที่อยูอาศัยครั้งกอน (previous residence applies) สามารถเปนชวงเวลาตัวแปร (variable period) เชน ตั้งแตเกิด (จากการเคลื่อนยาย) และชวงเวลาที่เคลื่อนยายครั้งสุดทาย หรือชวง เวลาเจาะจง (fixed period) เชน หนึ่งป หาป และสิบป เปนตน (Shryock, Siegel and Associates, 1976; นพวรรณ จงวัฒนา, 2531; เพ็ญพร ธีระสวัสดิ์, 2540; สันทัด เสริมศรี, 2541) ลี (Lee, 1966) ใหนิยามการยายถิ่นวา เปนการยายที่อยูอาศัยอยางถาวรหรือกึ่งถาวร โดย ไมจํากัดระยะทางของการเคลื่อนที่ หรือขึ้นกับความสมัครใจหรือถูกบังคับ และไมมีความแตกตาง ระหวางการยายถิ่นภายนอกและภายในประเทศ มีความแตกตางระยะเริ่มแรกและภายหลังการ เคลื่อนยาย ซึ่งการยายถิ่นทุกครั้งจะตองมีถิ่นตนทาง ถิ่นปลายทางและอุปสรรคแทรกแซง ที่รวม ระยะทางของการเคลื่อนยายเสมอ ปจจัยของการยายถิ่นมี 2 ปจจัย (Lee, 1966) คือ ปจจัยผลัก (push factors) เปนสภาวะที่ ทําใหคนมีการเคลื่อนยายออกจากพื้นที่ และปจจัยดึงดูด (pull factors) เปนสภาวะที่สงเสริมใหคน เคลื่อนยายสูพื้นที่เฉพาะ ซึ่งกลาวไดวาการเคลื่อนยายของคนเพราะมีความเชื่อวาผูคนเหลานั้นจะมี ชีวิตที่ดีกวาในพื้นที่ที่แตกตางกัน สิ่งที่เปนปจจัยผลัก ไดแก ศาสนา หรือรัฐประหารทางการเมือง การแบงแยก การขาดแคลนทรัพยากร การขาดโอกาสการถูกจางงานและจากภัยธรรมชาติ (ภาวะ แหงแลง นํ้าทวม แผนดินไหว และอื่น ๆ) สวนสิ่งที่เปนปจจัยดึงดูด ไดแก โอกาสการจางงาน สภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมกวา และความอดทน (Ferrante, 1995) 3.2 ประเภทการยายถิ่น โดยถืออาณาเขตเปนหลัก จําแนกได 2 ประเภท คือ (ชัยวัฒน ปญจพงษ และณรงค เทียน สง, 2525; วันทนา กลิ่นงาม, 2528; สันทัด เสริมศรี, 2541; Shryock, Siegel and Associates, 1976) 1. การยายถิ่นระหวางประเทศ (international migration) จําแนกเปน 2 ลักษณะ คือ 1.1 การยายถิ่นเขาประเทศ (immigration) โดยผูยายเขามาจะ เรียกวา immigrant
  • 24.
    31 ซึ่ง จําแนกไดเปน 4ประเภท คือ (ชัยวัฒน ปญจพงษ และณรงค เทียนสง, 2525) 1) การยายถิ่นเขาประเทศอยางถาวร(permanentimmigration)คือบุคคลที่ยายมาจาก ตางประเทศมีความตั้งใจจะเขามาอยูนานกวา1ป 2) การยายถิ่นเขาประเทศชั่วคราว(temporaryimmigration) คือการที่บุคคลที่ยายมา จากประเทศอื่น มีความตั้งใจจะเขามาทํางานหรือฝกงานอาชีพ เปนเวลาไมเกิน 1 ป โดยประเทศที่รับ เขานั้นเปนผูวาจางใหเขามาทํางาน 3) ผูมาเยี่ยมเยียน(visitors)คือบุคคลที่เขามาอยูภายในประเทศโดยไมไดทํางานหรือ ฝกงานรวมทั้งผูที่เขามาแลวตองพึ่งพาอาศัยคนอื่นเลี้ยงดู 4) พวกที่อยูในประเทศนั้นเปนประจํา(residents)คือบุคคลที่กลับเขาสูประเทศอีก หลัง จากไดไปอยูตางประเทศมาแลวไมเกิน1ป 1.2 การยายถิ่นออกจากประเทศ (emigration) ผูที่ยายออกจะ เรียกวา emigrant จําแนก ได 4 ประเภทเชนกัน คือ 1) การยายถิ่นออกนอกประเทศอยางถาวร (permanent emigration) 2) การยายถิ่นออกนอกประเทศชั่วคราว (temporary emigration) 3) ผูมาเยี่ยมเยียน (visitors) 4) พวกที่อยูในประเทศนั้นเปนประจํา (residents) 2. การยายถิ่นภายในประเทศ (internal migration) ยังแบงไดเปน 2 ประเภท คือ (เพ็ญพร ธีระสวัสดิ์, 2540) 2.1 การยายถิ่นระหวางเขตพื้นที่ระดับยอย เชน การยายถิ่นระหวางภาค การยายถิ่น ระหวางจังหวัด การยายถิ่นระหวางเขตเมืองกับเขตชนบท 2.2 การยายถิ่นภายในเขตพื้นที่ระดับยอยเชนการยายถิ่นภายในภาค การยายถิ่นภายใน จังหวัดการยายถิ่นภายในเขตเมืองกับการยายถิ่นภายในเขตชนบท เปนตน จําแนกประเภทการยายถิ่นโดยเอาระยะเวลาเปนหลัก (วันทนา กลิ่นงาม, 2528; Shryock, Siegel and Associates, 1976) แบงไดดังนี้ 1. การยายถิ่นชั่วคราว (temporary migration) เปนการยายถิ่นเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งไม อยูถาวรตลอดไป เชน การยายถิ่นเมื่อวางจากฤดูกาลเกษตร 3-4 เดือน ประเทศไทยสวนใหญเปน การยายถิ่นระยะสั้น ๆ อาจเปนการยายถิ่นตามฤดูกาลหลังเก็บเกี่ยว ฤดูกาลมีผลกระทบตอการยาย แรงงานในชนบทเปนอยางมาก ในชวงฤดูแลงหรือนอกฤดูการเกษตร (จุฑา มนัสไพบูลย, 2534)
  • 25.
    32 การยายถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือเปนการยายถิ่นชั่วคราวและเปนการยายในชวงเวลาสั้น ๆ เชน 1-2เดือน รวมทั้งเปนการยายซํ้า ๆ กันหลายครั้ง (repeat migration) ชวงเวลาของการยายถิ่นสูง สุดในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม และสิงหาคมถึงกันยายน ผูยายถิ่นตามฤดูกาลจะยายถิ่นสูงสุดในชวง เดือนธันวาคมถึงมกราคม มีความสัมพันธอยางชัดเจนกับฤดูกาลการเกษตร คือ ในชวงเดือนมิถุนายน ถึงกรกฎาคมเปนชวงฤดูเพาะปลูกและเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนเปนชวงฤดูเก็บเกี่ยวแตการยายถิ่นที่ ไมเกี่ยวของกับฤดูกาลมีปจจัยอื่นเขามาเกี่ยวของดวย การยายถิ่นครั้งเดียวและการยายถิ่นหลายครั้ง มี ระดับสูงสุดในชวงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม จากงานศึกษาวิจัยของริคเตอร และคณะ (2540) ผูยาย ถิ่นตามฤดูกาลสวนใหญจะกลับบานในเดือนมีนาคม เมษายน และพฤษภาคม สอดคลองกับผลการ ศึกษาของจุฑา มนัสไพบูลย (2534) พบวา ผูยายถิ่นที่มีสถานภาพในฐานะลูกจางเอกชน และในฐานะผู ทํางานสวนตัวทั้งโดยไดรับคาจางและไมไดรับคาจางนั้นมีแนวโนมเคลื่อนยายแรงงานตามฤดูกาล การยายถิ่นซํ้า (repeated migration) เปนลักษณะสําคัญของการเคลื่อนยายของประชากรรูป แบบทั้งหมดเปนลักษณะวนเวียน (circular mobility) สวนใหญหางานทําหลังฤดูเก็บเกี่ยวเพื่อเพิ่มราย ได เปนลักษณะของการยายถิ่นระหวางชนบทกับเมือง ผูยายถิ่นมีความไวตอการเลือกถิ่นปลายทางสูง มากกวาจะเปนลักษณะกระแสการยายถิ่นแบบตรงไปตรงมาและหยุดอยูกับที่ การยายถิ่นชั่วคราวจะ เปนเรื่องของการทํางานกอสรางเปนสวนใหญ ไมไดมีลักษณะเลือกสรร (selectivity) ปจจัยการตัดสิน ในยายถิ่นมี 3 ดาน ไดแก ปจจัยระดับตัวบุคคล ปจจัยระดับทองถิ่นของทองถิ่นตนทาง และปจจัยทอง ถิ่นปลายทาง(อภิชาตจํารัสฤทธิวงค,2526) 2. การยายถิ่นถาวร (permanent migration) เปนการยายถิ่นที่ผูยายถิ่นตั้งใจจะเปลี่ยนที่อยู อาศัยโดยถาวรระยะเวลาของการยายถิ่นจะนานเปนปๆ จากการศึกษาของฟนช และคณะ (Finch, et al., 2002) ไดแบงผูยายถิ่นเขา (immigrant) เปน 2 ประเภท คือ 1) ผูยายถิ่นใหม (recent immigrant) ระยะเวลาการยายถิ่นนอยกวา 10 ป 2) ผูยายถิ่นระยะยาว (long-term immigrant) ระยะเวลาการยายถิ่น 10 ปหรือมากกวา 3.3 ทฤษฎีการยายถิ่น มีนักประชากรศาสตรหลายทาน ที่ไดกําหนดกฎการยายถิ่น (Laws of Migration) เพื่อชี้ ใหเห็นปจจัยที่มีผลตอการยายถิ่น ไดแก ทฤษฎีของราเวนสไตน (Ravenstein) ลี (Lee) สเทาเฟอร (Stouffer) เซลินสกี้ (Zelinsky) (AngliaCampus, 2002; Junes, 1990; สันทัด, 2541; Lee, 1966) ดัง ตาราง 6
  • 26.
    33 จากการสํารวจแรงงานยายถิ่นชาวเกาหลีในลอสเองเจลิส พบวาไมมีหลักประกันสุขภาพ รอยละ 76อัตราการบาดเจ็บจากการทํางานสูงถึงรอยละ 40 มีปญหากลามเนื้อและกระดูกรอยละ 82 อุบัติเหตุทางรางกายรอยละ 26 ไมไดรับสวัสดิการดานสุขภาพและการอบรมความปลอดภัยรอยละ 89 ระดับสุขภาพประเมินแบบมาตราสวน 5 ระดับ พบวา รอยละ 17.4 ระดับสุขภาพ (SRH) อยูใน ระดับไมดีถึงไมดีอยางมาก เคยปวยมากกวาหนึ่งครั้งในปที่ผานมารอยละ 44 และเจ็บปวยดวยโรค เรื้อรังรอยละ 10 (Work and health in the immigrant enclave, 2003) และผลการศึกษาของฟอสเตอร (Foser, 2002) พบวาผูยายถิ่นไมมีหลักประกันสุขภาพมีหัวหนาครัวเรือนที่มีอายุนอย สวนมากเปน เพศหญิง เปนผูยายถิ่นที่มิใชผิวขาวและกลุมละตินอเมริกัน (โดยเฉพาะชาวเม็กซิกัน) ไดรับการศึกษา และรายไดตํ่ากวาคนทองถิ่น ไดรับการจางงานจากภาครัฐนอยกวา หนึ่งในสามของผูยายถิ่นมักไมมี หลักประกันสุขภาพ มีอายุไมมาก ไดรับการศึกษานอยและมีฐานะยากจนกวาคนทองถิ่น ทํางาน ประเภทแรงงานที่ไมตองใชทักษะมาก และไมไดเสนอสวัสดิการให (benefit) นอกจากนี้จากการ ศึกษาวิจัยของสตรองค ราเวลีและไรเนเวลด (Stronks, Ravelli and Reijneveld, 2001) แรงงานยายถิ่น ที่ไมมีทักษะในการทํางาน (unskilled labor) มีความคิดเห็นวาการศึกษานอยทําใหไมมีโอกาสทํางาน ที่มีรายไดมาก ถูกจัดใหเปนแรงงานในระดับลางเปนแรงงานราคาถูก เพราะขาดความรู (เพชรนอย สิงหชางชัย, 2539) แรงงานไรฝมือมักจะไดรับการศึกษาไมสูงสวนใหญระดับประถมศึกษา พวกยาย ถิ่นซึ่งเปนชนกลุมนอยดอยโอกาสเขามาอยูในประเทศเนเธอรแลนด ไดรับความไมเทากันการเขา ถึงการดูแลสุขภาพตามความจําเปน หลังจากปรับกับสถานะสุขภาพ จะใชบริการรานขายยาและ แพทยเวชปฏิบัติทั่วไปมากกวา และมีสถานะสุขภาพดอยกวาเมื่อประเมินดวยการรับรูระดับสุขภาพ (SRH) มีโรคเรื้อรัง การเจ็บปวย การตองนอนพักบนเตียงเมื่อเปรียบเทียบกับคนทองถิ่น คนยายถิ่น เปนอีกปจจัยที่มีผลตอความครอบคลุมหลักประกัน (DHHS, 1997 cited by Chang, Price and Pfoutz, 2001) จากการสํารวจภาวะสุขภาพอนามัยประชาชนในประเทศไทยระดับจังหวัดครั้งที่ 3 ป 2544 พบวาประชาชนที่มีชื่อในทะเบียนในจังหวัดที่ตนอาศัยอยูในปจจุบันมีอัตราการมีประกันสุข ภาพสูงกวาประชาชนที่ไมมีชื่ออยูในทะเบียนบาน รอยละ 78.8 และ 52 ตามลําดับ (กาญจนี กังวานพรศิริ,อํานวยแสงฉายเพียงเพ็ญและสมศรีวานิศวณะทอง,2546)
  • 27.
    35 ตาราง 6 เปรียบเทียบแนวคิดทฤษฎีการยายถิ่น แกนทฤษฎีRavenstein (1885) Stouffer (1940) Lee (1965) Zelinsky (1971) 1. สาเหตุ/ปจจัย 2. ลักษณะการ ยายถิ่น ดานเศรษฐกิจ - ผูยายถิ่นสวนมากจะยายถิ่นใน ระยะทาง ใกล ๆ - ผูยายถิ่นระยะทางไกลมักมุงสู ศูนยกลางของการคาหรืออุตสาห กรรม - ผูที่อาศัยอยูในเขตเมืองมีการยาย ถิ่นนอยกวาผูที่อยูในชนบท - ผูหญิงมีการยายถิ่นภายในประเทศ มากกวาเพศชาย แตเพศชายมีการ ยายถิ่นระหวางประเทศมากกวา - ธรรมชาติของสถานที่ - การมีโอกาสความเปนไปได ของทางเลือกการยายถิ่น ปลายทางกับถิ่นตนทาง ไดแก งานหรือการเพิ่มรายได ทฤษฎีโอกาสแทรกแซง (intervening opportunities) ของสเทาเฟอร “ระยะทางที่ เปนเสนตรงมีความสําคัญใน ฐานะที่เปนตัวกําหนดแบบ รูปการยายถิ่นนอยกวาธรรม ชาติของพื้นที่ และควร จะมี4ปจจัยคือ 1.ปจจัยถิ่นตนทาง 2.ปจจัยถิ่นปลายทาง 3.อุปสรรคที่แทรกอยูระหวางถิ่นตนทาง กับถิ่นปลายทาง 4.ปจจัยสวนบุคคล 1. การยายถิ่นเปนการเลือกสรร มีความ แตกตางปจจัยทางบวกและลบถิ่นตนทาง และถิ่นปลายทาง มีความสามารถที่แตก ตางที่ผานพนอุปสรรคแทรกแซง และ ความแตกตางจากปจจัยสวนบุคคล 2. ผูยายถิ่นตอบสนองปจจัยบวกถิ่นปลายทาง มีแนวโนมการถูกเลือกสรรในทางบวก เปน การรับรูโอกาส ความกาวหนา เชน คนที่ได รับการศึกษาสูง 3.ผูยายถิ่นตอบสนองปจจัยลบถิ่นตนทางมี แนวโนมถูกเลือกสรรในทางลบหรือการ การเปลี่ยนแปลงในดานการเคลื่อนที่เปน ความพยายามที่จะหนีออกจากมุมอับ เปนการเปลี่ยนดานภูมิศาสตร 5 ระยะ 1. สังคมกอนอุตสาหกรรม มีการยายถิ่นนอย และจํากัดการเคลื่อนยายระหวางพื้นที่ 2. ระยะเริ่มการเปลี่ยนผานการยายถิ่นจาก ชนบทสูเมืองและการรวมกลุมของดินแดน ใหมกับการเพิ่มการยายถิ่นระยะทางไกล (การอพยพออกนอกประเทศ) 3. การยายถิ่นจากชนบทสูเมืองอยางตอ เนื่องและมีการเพิ่มขึ้นอยางรวดเร็วในเมือง ใหญ 34
  • 28.
    36 ตาราง 6 (ตอ) แกนทฤษฎีRavenstein (1885) Stouffer (1940) Lee (1965) Zelinsky (1971) 2. ลักษณะการ ยายถิ่น - เมืองใหญมีการยายถิ่นเพิ่มขึ้นตาม การพัฒนาอุตสาหกรรม การคา และ การปรับปรุงการขนสง - ผูยายถิ่นสวนใหญมาจากพื้นที่ เกษตรกรรม - การยายถิ่นมีการดําเนินไปอยาง มีขั้นตอน - กระแสการยายถิ่นจะมีกระแสการ ยายถิ่นตอบโตกลับชดเชย กฎของราเวนสไตนไดเสนอสิ่งที่ กํ าหนดกฎการยายถิ่นใน ป ค.ศ.1880 จากการสังเกตรูปแบบใน ประเทศอังกฤษ รวมทั้งขอมูลจาก ประเทศสหรัฐอเมริกา ถือวาระยะทางมีความหมาย ทางดานสังคมเศรษฐกิจมาก กวาทางดานเรขาคณิต และ เนื่องจากการยายถิ่นมีคาใช จายสูง ไมวาในเชิงสังคมหรือ ตัวเงิน บุคคลที่กําลังเคลื่อนที่ จะหยุดการกระทําดังกลาว หากเขาพบโอกาสที่เหมาะ สม” มีประชากรลน ที่ผูยายถิ่นอาจไมไดถูกเลือกสรร เชนความลมเหลวทางเศรษฐกิจหรือสังคม 4. การเลือกสรรมีแนวโนม 2 รูปแบบ สําหรับ ถิ่นตนทาง ผูยายถิ่นบางคนตอบสนองปจจัยบวก ถิ่นปลายทางผูยายถิ่นอื่นตอบสนองปจจัยลบ 5. ระดับการเลือกสรรทางบวกเพิ่มขึ้นจากความ ยุงยากของอุปสรรคแทรกแซง ซึ่งจะแยกคนที่ ออนแอหรือไมมีความสามารถออก ผูยายถิ่นจะ เปนกลุมที่มีความแข็งแรง(superiorgroup) 6. การยายถิ่นในชวงของชีวิตมีความสําคัญใน การเลือกสรรของผูยายถิ่น เชน การเลือกสรร อายุ สถานภาพสมรส หรือขนาดครอบครัว 7. คุณลักษณะของผูยายถิ่นมีแนวโนมอยู ระหวางกลางคุณลักษณะของประชากรถิ่นตน ทางและถิ่นปลายทาง การเคลื่อนยายของคน อาจมีแนวโนมคุณภาพของประชากรตํ่ากวา ในคุณลักษณะเฉพาะบางอยางทั้งถิ่นตนทาง และถิ่นปลายทาง 4. การยายถิ่นจากชนบทสูเมืองตาง ๆ มากกวาการอพยพออกนอกประเทศ อาจมีอพยพเขาของแรงงานไรฝมือ และ อาจมีการแลกเปลี่ยนแรงงานมีฝมือ ระหวางประเทศ ผลความรวมมือบริษัท ระหวางชาติ 5. ความกาวหนาทางสังคมจะมีการยาย ถิ่นระหวางเมืองหรือภายในเมือง แมวา เทคโนโลยีใหมจะลดความจําเปนการ ยายถิ่นและมีความจําเปนนอยสําหรับ รูปแบบของการหมุนเวียน เชน การเดิน ทางระยะทางไกลเพื่อทํางาน การ เคลื่อนยายระหวางและภายในประเทศ อาจมีกระทบจากกฎหมายของประเทศ 35
  • 29.
    36 4. ปจจัยที่มีความสัมพันธตอการมีหลักประกันสุขภาพ จากการทบทวนวรรณกรรมตางประเทศ พบวาปจจัยที่มีผลตอความครอบคลุมหลัก ประกันสุขภาพมีหลายปจจัย ในประเทศสหรัฐอเมริกาประชาชนที่มีรายไดตํ่า สมาชิกครัวเรือน ทํางานรายไดไมเพียงพอ ลักษณะงานที่ไมไดเสนอหลักประกันสุขภาพ อายุในชวง 18-24 ป ขาด หลักประกันสุขภาพ(รอยละ28.4)ผูสูงอายุไมมีหลักประกันสุขภาพ (รอยละ 1.1) ผูใหญอายุ 18-64 ป มีความครอบคลุมหลักประกันสุขภาพนอยกวาเด็กหรือผูสูงอายุ เชื้อชาติ คนยายถิ่นเปนอีกปจจัยที่มี ผลตอความครอบคลุมหลักประกัน (DHHS, 1997 cited by Chang, Price and Pfoutz, 2001) วิโรจน ตั้งเจริญเสถียร และคณะ (2536)ไดศึกษาวิจัยพบวา ระดับรายไดสูงจะมีการประกันสุขภาพอื่น ๆ มาก ขึ้นตามระดับรายได การมีหลักประกันสุขภาพมีความสัมพันธสูงกับหลายลักษณะของการจางงาน รวมทั้งสถานะการทํางาน ระดับรายได การไดรับการศึกษา อาชีพ และลักษณะนายจาง ไดแก ขนาด บริษัทและสวนของงานจาง คนงานชั่วคราวจะไดรับขอเสนอที่นอยกวาคนงานประจํา จากการศึกษา วิเคราะหหลายตัวแปรที่มีความแตกตางอยางมีนัยสําคัญกับการไมมีหลักประกันสุขภาพ มีความเกี่ยว ของกับการวัดลักษณะ ไดแก รายได อาชีพ ลักษณะงานและขนาดบริษัทจางงาน การศึกษา สถานะ สุขภาพ อายุ เพศ เชื้อชาติและลักษณะกลุมชน (ethnicity) สถานภาพการเปนพลเมือง และภูมิศาสตร กลุมที่มีการยายถิ่นมีแนวโนมที่จะไมมีประกันสุขภาพสูงในประเทศสหรัฐอเมริกา (Institute of medicine of the National Academies, 2003) กลุมอาชีพแรงงานรับจางมีหลักประกันสุขภาพนอยกวา กลุมวิชาชีพ (OR=0.19, 95%CI: 0.10, 0.36) (Park, et al., 2001) รอยละ 80 ของเพศชายมีหลักประกัน สุขภาพรอยละ 67 เปรียบเทียบกับเพศหญิง มีหลักประกันสุขภาพ รอยละ 55 อุบัติการณสถานภาพ สมรสสูงกวาคนโสด 3 เทา ทําใหคนที่มีสถานภาพสมรสมีประกันเอกชน รอยละ 73.0 สูงกวาคน โสดที่มีเพียง รอยละ 40.9 ปจจัยที่มีอิทธิพลตอการซื้อประกันสุขภาพเอกชนอยางมีนัยสําคัญทาง สถิติ เพื่อลดรายจายดานสุขภาพที่สูง (catastrophic health expenses) ไดแก สภาพทางภูมิศาสตรที่ได รับการพัฒนาตํ่ากวาเขตอื่น ประชาชนขาดการไดรับรูขอมูลขาวสารและความรูเกี่ยวกับความสําคัญ การมีหลักประกันสุขภาพ เขตเมืองกับเขตชนบท ลักษณะสวนบุคคล (สถานภาพสมรส เพศ อายุ การ ศึกษา งานอาชีพ และสถานการณถูกจางงาน) และอีกสองปจจัยดานครอบครัว (ขนาดของครอบครัว และรายไดครัวเรือน)(LiuandChen,2002) แตการมีหลักประกันสุขภาพในประเทศไทยปจจุบันไมสอดคลองกับบริบทตางประเทศ เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 52 ระบุวา “บุคคลยอมมีสิทธิ เสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่ไดมาตรฐานและผูยากไรมีสิทธิไดรับการรักษาพยาบาล จากสถานบริการสาธารณสุขโดยไมเสียคาใชจายทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ” ถามีบัตรประชาชน เปนคนไทยก็จะไดรับสิทธิหลักประกันสุขภาพถวนหนา หากไมมีความซํ้าซอนกับสิทธิอื่น ๆ ที่มี
  • 30.
    37 ดังนั้นการศึกษาวิจัยนี้ไดกําหนดกรอบตัวแปรจากการทบทวนวรรณกรรม และสํารวจขอมูลเชิง ประจักษมีความสัมพันธกันเพียงใด 5.บริบทอาชีพกอสราง ตัดยาง/ปลูกผักในอําเภอสะเดา จังหวัดสงขลา อําเภอสะเดา มี 4 เทศบาล คือ เทศบาลตําบลพังลา ตําบลปริก ตําบลปาดังเบซารและตําบล สะเดา สภาพภูมิอากาศ มี 2 ฤดู คือฤดูฝน จะมีฝนตก 2 ชวง คือ เดือนเมษายน-มิถุนายนและเดือน สิงหาคม-ธันวาคม ฝนตกหนักในชวงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ฤดูแลงจะเริ่มตั้งแตเดือนมกราคม- มีนาคม (โรงพยาบาลสะเดา, 2545) ในชวงฤดูแลงที่ตนยางผลัดใบจะเปนชวงหยุดหนายาง การตัดยาง สวนใหญจะตัด 2-4 วันหยุดหนึ่งวัน เฉลี่ย 3 วันหยุดหนึ่งวัน วันไหนฝนตกก็จะตัดไมได เพราะหนา ยางจะเปยก ตนยางหลังจากปลูกมีอายุประมาณ 7 ป ถึงจะมีการเปดหนายางใหแรงงานเขาไปตัดยาง เก็บเกี่ยวผลผลิต ที่พักอาศัยแรงงานตัดยางจะอยูในบริเวณสวนยาง แรงงานที่มาตัดยาง/ปลูกผักมักจะ มากันเปนครอบครัว การแบงรายไดจากการตัดยางโดยขายนํ้ายางหรือทํายางแผนขึ้นกับการตกลง ระหวางเจาของสวนยาง ลักษณะการแบงรายไดก็จะเปนการแบงเปอรเซ็นตในอัตราสวน 6 : 4 หรือ 5 : 5 เปนตน กรณีขายนํ้ายางจะมีพอคาคนกลางหรือกลุมสหกรณในหมูบานรับซื้อนํ้ายางแลวนําไปสง โรงงานอุตสาหกรรมยางอีกตอ ราคาขายนํ้ายางขึ้นกับเปอรเซ็นตนํ้ายาง ชวงที่เก็บขอมูลราคากิโลกรัม ละ 36-45 บาท (ประมาณที่ 1 ดอลลาร=40-45 บาท) กรณีทํายางแผนหลังจากตากแหงก็จะนําไปขาย รานรับซื้อยางซึ่งจะไดราคาดีกวาขายนํ้ายาง แรงงานยายถิ่นที่มาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือสวน ใหญจะมองหาพื้นที่สวนยางที่กําลังรื้อปรับพื้นที่ปลูกยางใหม โดยติดตอเจาของสวนขอพื้นที่ปลูกผัก จนกวาตนยางโตก็จะยายไปหาพื้นที่ปลูกใหม โดยมีขอแลกเปลี่ยนเปนการดูแลตนยางให หรืออาจ เปนคาเชาพื้นที่ในราคาไมแพง การขายผลผลิตจะออกขายเปนงวด ๆ ระยะเวลารายไดขึ้นกับชนิดผัก ที่ปลูกเฉลี่ยมีรายไดปหนึ่ง2-5งวดแรงงานยายถิ่นสวนใหญจะไปลักษณะไป ๆมา ๆกับถิ่นตนทาง จํานวนแรงงานอาชีพกอสรางมีความผันแปรทุก ๆ ระยะของเวลาการกอสราง การเขาสู อาชีพกอสรางแรงงานยายถิ่นสวนใหญจะขึ้นกับฤดูกาลเพาะปลูก หรือการวางงาน แรงงานกอสรางยาย ถิ่นสวนมากจะพักที่พักชั่วคราวบริเวณใกลที่กอสราง ซึ่งมีสภาพแวดลอมไมถูกหลักสุขาภิบาล สภาพ การจางงานสวนใหญเปนคาแรงรายวัน แตไดรับคาจางรายครึ่งเดือน การเขาออกงานงาย ตามประกาศ ของกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมซึ่งบังคับใชตั้งแตวันที่ 1 มกราคม 2546 อัตราคาจางขั้นตํ่า พื้นฐาน (ทั่วประเทศ) วันละ 133 บาท ในทองที่จังหวัดสงขลา อัตราคาจางขั้นตํ่า วันละ 135 บาท (http://www.trclabourunion.com/kajang1.htm,2003)
  • 31.