มนุษย์หุ้น 2.0 ชัยภัทรเนืองคํามา
17
สุดท้ายวันที 28 พย. 1940 Jesse Livermore ได้ยิงตัวตายทีโรงแรม Sherry Netherland Hotel ใน Manhattan
โดยทิ+งข้อความสุดท้ายให้กับภรรยาไว้ว่า
“My dear Nina: Can’t help it. Things have been bad with me. I am tired of fighting. Can’t carry on any
longer. This is the only way out. I am unworthy of your love. I am a failure. I am truly sorry, but this is the
only way out for me. Love Laurie
ซึงสุดท้ายหลังจากเขาเสียชีวิต เขามีทรัพย์สินอยู่ประมาณ 5 ล้านเหรียญสหรัฐ พิจารณาจากประสบการณ์ที
เขาถ่ายทอดลงในหนังสือ แง่คิดมากมายทีได้จากรับจาก Jesse Livermore ก็มีประโยชน์ไม่น้อยกับนักลงทุน
รุ่นหลัง ส่วนตัวผมชอบแนวคิดหลักของเขาคือ เรืองการอย่าขาดทุน (แม้บางครั+งเขาเองจะไม่สามารถรักษา
เงินทุนได้ แต่เขาเองก็ยัง พยายายามรักษาจุดยืน การตระหนักถึงความเสียงนี+อยู่) รวมไปถึงการตัดขาดทุน
(Cutloss) ทีสมัยนั+นมีคนใช้แนวคิดนี+ไม่มาก
Jesse Livermore เป็นคนทีตัดขาดทุนเร็ว เขาคํานวณราคาตัดขาดทุนล่วงหน้าเสมอ เขายอมเสียงทีจะซื+อหุ้นที
ละน้อยๆ เพือดูความแข็งแกร่งของราคาหุ้น ถ้าผิดทางก็ไม่เสียดายทีขาดทุนเล็กน้อย แต่กรณีทีหุ้นนั+น
อ่อนแอหรือไหลลง เขาก็จะตัดขาดทุนทันที ไม่มีการซื+อถัวเฉลีย รวมถึงบางครั+งถ้าการตกลงมีกําลังมาก เขา
ก็จะทําการ short sell หุ้นตัวนั+น
อีกแนวคิดหนึงทีน่าสนใจคือ Jesse Livermore เป็นคนทีไม่ลงทุนในหุ้นหลายตัว เขาเน้นทีการโฟกัสไปที
หุ้นบางตัว และใช้เวลาในการศึกษา ติดตามพฤติกรรมราคาหุ้น จนเข้าใจ จึงทําการทยอยซื+อลงทุน และยอม
ปล่อยให้กําไรเติบโตขึ+นเรือยๆตามแนวโน้มราคาหุ้น (Let's profit run) สุดท้ายคือแนวคิดการรักษากําไรไว้
ในรูปเงินสด เพือเป็นทุนสํารอง ไว้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่นําเงินกําไรไปเล่นในหุ้นต่อเนืองจนหมด
Jesse Livermore อาจจะจะไม่ได้จบแบบสวยหรู แถมหวือหวา และเขาเองยังมองว่าชีวิตตัวเองนั+น
ล้มเหลว แต่ถ้าเราพิจารณาเรืองราวทีผ่านมาของเขาดีๆ จะพบว่าแง่คิดต่างๆนั+นเป็นเรืองคลาสิกและยัง
สามารถประยุกต์ใช้ได้ในปัจจุบัน ทีสําคัญหลายข้อผิดพลาดของเขา ยังเป็นบทเรียนทีดีสอนใจ เราได้อีกด้วย
ถ้าต้องการเรียนรู้เพิมเติมแนะนําเพือนๆนักลงทุน ลองหาหนังสือ "Reminiscences of a Stock Operator" มา
อ่านดูครับ
It isn't as important to buy as cheap as possible as it is to buy at the right time.
Jesse Livermore
มนุษย์หุ้น 2.0 ชัยภัทรเนืองคํามา
55
เธอตกงาน อยู่ด้วยเงินสงเคราะห์ของรัฐบาล เช็คสังคมสงเคราะห์มูลค่า 70 ปอนด์ต่ออาทิตย์อาศัยอยู่ใน
แฟลตเล็กย่านคนจน ทําให้เธอต้องพาลูกมาเลี+ยงอยู่ทีร้านกาแฟของน้องเขยทุกวัน แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้กับ
ชีวิต เธอใช้เวลาว่างทีมีปรับปรุงเนื+อหางานเขียน ทําหนังสือ Harry Potter เล่มแรกของเธอจนเสร็จ ในปี
ปี 1995 (5 ปีหลังจากเริมคิด) หนังสือเรือง Harry Potter ก็เสร็จในชือ Harry Potter and Philosopher’s stone
โดยเธอเสนอหนังสือเล่มนี+ให้กับสํานักพิมพ์ในอังกฤษถึง 12 แห่งและถูกปฏิเสธจนหมด แต่เธอก็ไม่ท้อยัง
เดินหน้า หาโอกาสของเธอต่อไปจนสํานักพิมพ์แห่งที 13 ชือ Bloomsbury ก็รับต้นฉบับเธอไปตีพิมพ์ให้
เพราะลูกสาวของผู้บริหารอ่านหนังสือ Harry Potter ทีเธอแต่งและชอบ
56.
มนุษย์หุ้น 2.0 ชัยภัทรเนืองคํามา
56
Harry Potter and Philosopher’s stone เล่มแรกของเธอได้ตีพิมพ์ในปี 1997 แต่เหมือนว่าชีวิตเล่นตลก
หนังสือเล่มแรกของเธอขายได้เพียง 1000 เล่มและ 500 เล่มถูกซื+อเพือเก็บเข้าห้องสมุดเยาวชนในอังกฤษ
หนังสือเธอไม่ติดตลาดผู้อ่าน จนสํานักพิมพ์แนะนําให้เธอกลับไปทํางานประจํา เพือหาเงินมาเลี+ยงลูก ถ้าเธอ
ยอมแพ้ทุกอย่างก็คงจบลงมีตรงนั+น แต่ เจ เค โรว์ลิง เธอเลือกทีจะมุ่งมันเดินทางต่อ โดยมองไปทีตลาด
อเมริกา เธอให้ตัวแทนของเธอ ส่งลิขสิทธิMหนังสือเข้าประมูล เพือจัดตีพิมพ์ขายในสหรัฐอเมริกา โดยเธอตั+ง
ค่าลิขสิทธิMเล่มแรกทีราคาตํา เพือให้ได้รับโอกาสนี+
และแล้ว Harry Potter and the Sorcerer’s stone ได้ออกวางจําหน่ายในอเมริกาปี 1978 และกลายเป็นหนังสือ
ขายดี ฮิตติดตลาด จนกระแส Harry Potter โด่งดังไปทัวอเมริกา และทัวโลก ปัจจุบันเธอมีผลงานหนังสือ
Harry Potter แล้วถึง 7 ภาคโดย Harry Potter and the Deathly Hollow ก็สามารถขายได้ในอเมริกาและ
อังกฤษรวมกัน 11 ล้านเล่มในวันแรกเพียงวันเดียวและหนังสือเธอยังถูกแปลไปเป็นภาษาต่างๆอีก 23 ภาษา
เพืออกจําหน่ายทัวโลก นอกจากนี+ Harry Potter ยังถูกบริษัทยักษ์ใหญ่ในฮอล์ลิวู๊ด นํามาทําเป็นภาพยนต์ที
โด่งดังทัวโลก