Recommended
PDF
PDF
PPT
PDF
PDF
PPTX
PPTX
อิทธิพลของคริสต์ศาสนาในยุโรปสมัยกลาง ม.6.1
PPT
PPT
PDF
PPT
PDF
PPTX
ทฤษฎีทางการเมือง (Political theory)
PDF
PDF
Lesson 4 political institution
PDF
U1 introduction to political
PPTX
ยุคภูมิธรรมและแนวคิดประชาธิปไตย
PPT
PDF
เนื้อหาสรุป Comprehensive หมวดพื้นฐาน
PDF
PPT
DOCX
สรุปคำบรรยายก่อนเรียน (ผศ.พิมล)
PDF
PDF
PDF
PPT
DOCX
สรุปคำบรรยายหลังเรียน (ผศ.พิมล)
PDF
U1 introduction to political
More Related Content
PDF
PDF
PPT
PDF
PDF
PPTX
PPTX
อิทธิพลของคริสต์ศาสนาในยุโรปสมัยกลาง ม.6.1
PPT
Similar to ปรัชญาการ..
PPT
PDF
PPT
PDF
PPTX
ทฤษฎีทางการเมือง (Political theory)
PDF
PDF
Lesson 4 political institution
PDF
U1 introduction to political
PPTX
ยุคภูมิธรรมและแนวคิดประชาธิปไตย
PPT
PDF
เนื้อหาสรุป Comprehensive หมวดพื้นฐาน
PDF
PPT
DOCX
สรุปคำบรรยายก่อนเรียน (ผศ.พิมล)
PDF
PDF
PDF
PPT
DOCX
สรุปคำบรรยายหลังเรียน (ผศ.พิมล)
PDF
U1 introduction to political
ปรัชญาการ.. 1. 2. 3. ส่วน Philosophy มาจาก Philos +Sophia Philos หมายถึง ความรู้Sophia หมายถึง ความรัก แปลโดยรวมคือ ความรักในการแสวงหาความรู้ (Love of searching for knowledge) 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10. 11. ในสมัยกรีกมีสำนักนักคิดคือ พวกโซฟิสต์หรือ Sophist (แปลว่า Wise หรือฉลาด)เห็นว่า มนุษย์เป็นผู้ตัดสินทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวเอง ความดี ความชั่วไม่มีมาตรฐาน เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา ดังคำพูดของโปทากอรัส (Protagoras)“มนุษย์คือตัววัดของทุกสรรพสิ่ง” (Man is measurement of everything.) 12. 13. 14. 15. 16. 17. 18. 19. อาริสโตเติล ยังแบ่งการเมืองออกเป็น 6 แบบดังต่อไปนี้1.ราชาธิปไตย (Royalty) การปกครองโดยบุคคลคนเดียวผู้มีปัญญาและความสามารถเหนือบุคคลทั้งปวง เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทั้งหมด เป็นการปกครองที่ดีที่สุด 20. 2.ทรราชย์ (Tyranny) การปกครองโดยบุคคลคนเดียวที่ปกครองเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง เป็นการปกครองที่เลวที่สุด 3.อภิชนาธิปไตย (Aristocracy) การปกครองโดยกลุ่มบุคคลเพื่อผลประโยชน์ของปวงประชน เป็นการปกครองที่ดีรองจากราชาธิปไตย 21. 4.คณาธิปไตย (Oligarchy) การปกครองโดยบุคคลหลายคนที่ปกครองเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง เป็นการปกครองที่เลวรองจากทรราช5.มัชณิมชนาธิปไตย (Polity) การปกครองโดยรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน ประชาชนมีสิทธิเลือกผู้ปกครองที่มาจากชนชั้นกลาง การปกครองที่ดีน้อยที่สุด 22. 23. 24. 25. 26. 27. เซนต์ออกัสติน (AUGUSTINE OF HIPPO) ออกัสติน (354 – 430)ได้รับอิทธิพลในด้านอภิปรัชญาจากลัทธิเปลโตใหม่ เขียนหนังสือ City of Godเพื่อแบ่งโลกออกเป็นสองส่วนคือสวรรค์หรืออาณาจักรของพระเจ้าและโลกของมนุษย์ (City of Men)คืออาณาจักรของคนบาป พระเจ้าทรงสมบูรณ์และยิ่งใหญ่ แต่มนุษย์หันไปฝักใฝ่กับซาตานหรือความชั่วร้าย ศาสนจักรเป็นสิ่งสำคัญเพราะเปรียบได้กับหัวใจของอาณาจักรของพระเจ้า 28. ออกัสตินเขียนหนังสือ City of Godภายหลังจากอาณาจักรโรมันล่มสลาย เพื่อเป็นการปลอบใจชาวคริสต์และต่อต้านพวกนอกศาสนาว่าอาณาจักรของพระเจ้าจะอุบัติขึ้นในไม่ช้าหลังจากอาณาจักรของชาวโลกล่มสลาย มนุษย์ควรจะเข้ารีตนับถือศาสนาคริสต์เพื่อไม่ต้องตกนรก อันเป็นการสร้างอำนาจให้กับศาสนจักรและยังสะท้อนว่าศาสนาคริสต์ได้ยืมเอาปรัชญากรีกมาตีความหรือสร้างแนวคิดของตน 29. เซนต์โทมัส อาไควนัส (Thomas Aquinas) อาไควนัส(1225–1274)ได้รับอิทธิพลจาก อาริสโตเติลในเรื่องความสำคัญของสังคมว่ามนุษย์จำเป็นต้องอยู่ร่วมกัน กฎเกณฑ์ของสังคมที่กำหนดโดยตัวมนุษย์เองไม่เพียงพอจึงจำเป็นต้องมาจากพระเจ้า มนุษย์ต้องใช้ชีวิตโดยการแสวงหาเหตุผลและความดีสูงสุดเพื่อเป็นไปตามทางที่พระเจ้ากำหนด 30. ดังเต้ อาลีเกียรี (Dante Aliegeri) กวีชาวอิตาเลียนได้รับอิทธิพลจากอาไควนัสโดยเขียนบทกวีพรรณนาเกี่ยวกับนรก สวรรค์ ในช่วงปี 1308-1319อันเป็นการสะท้อนถึงโลกทัศน์ของชาวคริสต์ยุคกลางต่อชีวิตหลังความตาย 31. 32. 33. 34. นิโคโล แม็คเคียเวลลี (Nicolo Machiavelli)1469 – 1527นักปรัชญาชาวอิตาลีที่พัฒนาทฤษฎีทางการเมืองโดยไม่พึ่งพิงกับศาสนาหรืออุดมคติอีกต่อไป แนวคิดของเขาถือว่าเป็นสัจนิยม (Realism) หรือแนวคิดที่เห็นว่าธรรมชาติของมนุษย์นั้นชั่วร้าย มีการแก่งแย่งชิงดีกัน จึงต้องมีเรื่องการใช้อำนาจในการจัดการเพื่อการปกครองไม่ใช่กฎเกณฑ์ทางศีลธรรม กลายเป็นคำศัพท์คือMachiavellian หมายถึงเจ้าเล่ห์ 35. 36. ถึงแม้แม็คเคียเวลลีจะถูกโจมตีว่าชั่วร้าย แต่เขาถือว่าเป็นผู้ให้กำเนิดแนวคิดแบบ Real politikอันเป็นแนวคิดสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่หมายถึงการปฏิบัติต่อประเทศอื่นเพื่อให้ได้อำนาจมากกว่ายึดอยู่กับอุดมการณ์ทางการเมืองรวมไปถึงแนวคิดสาธารณรัฐ (republic)ที่มุ่งให้มีการปลูกฝังประชาชนให้เกิดความรักชาติมากกว่าเจ้าขุนมูลนายในระบบ ศักดินา อันเป็นต้นกำเนิดของรัฐชาติและลัทธิชาตินิยมรวมไปถึงการเป็นบิดาแห่งวิชารัฐศาสตร์ยุคใหม่ 37. ญอง โบแดง (Jean Bodin)1530–1596โบแดง นักกฎหมายชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่สิบหกเสนอแนวคิดสนับสนุนระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เกี่ยวกับรัฐาธิปัตย์ (Sovereignty) หรือผู้มีอำนาจสูงสุดที่ไม่สามารถแบ่งแยก ลดทอนหรือจำกัดอำนาจได้คือกษัตริย์ แต่ประชาชนสามารถโค่นล้มรัฐาธิปัตย์ได้ถ้าไม่ปฏิบัติตามกฎของพระเจ้าหรือกฎของธรรมชาติซึ่งเป็นตัวกำหนดกฎเกณฑ์ทางจริยธรรม 38. จอห์น มิลตัน (John Milton) 1608-1674 กวีเจ้าของผลงานParadise Lostและนักคิดซึ่งทำงานให้กับโอลิเวอร์ ครอมเวลล์ที่ปกครองประเทศอังกฤษแบบสาธารณรัฐ (1649 – 1660)หลังจากประหารชีวิตพระเจ้าชาร์ลส์ที่หนึ่ง มิลตันเขียนโจมตีอิทธิพลของ ศาสนจักรโดยเฉพาะการไม่อนุญาตให้มีการหย่าร้าง เขายกย่องการปกครองแบบสาธารณรัฐและสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออกของสื่อมวลชน 39. โทมัส ฮอบบ์ส (Thomas Hobbes)1588 – 1679หนังสือ Leviathanเห็นว่ามนุษย์มีธรรมชาติที่ชั่วร้าย สังคมเกิดจากประชาชนทำสัญญากับองค์รัฐาธิปัตย์เพื่อให้การป้องกันและดูแลสังคม - สัญญาประชาคม (Social contract) แต่รัฐาธิปัตย์มีอำนาจสูงสุดและประชาชนไม่สามารถถอดถอนรัฐาธิปัตย์ได้ แนวคิดเป็นแบบราชานิยม (Monarchism)แต่ประชาชนต้องได้รับการรับรองสิทธิโดยพื้นฐานและมีเสรีภาพภายใต้กฎหมาย 40. จอห์น ล็อค (John Locke) 1632 –1704 มีแนวคิดเช่นเดียวกับฮอบบ์สเรื่องสัญญาประชาคมแต่เขาเห็นว่ามนุษย์มีธรรมชาติที่ดีงาม และมีเหตุผล เขาเน้นไปที่สิทธิโดยพื้นฐานของพลเมืองที่ทุกคนมีมาตั้งแต่กำเนิดและเท่าเทียมกัน มนุษย์มีสิทธิที่จะปกป้อง “ชีวิต สุขภาพ เสรีภาพและการครอบครองทรัพย์สิน” อันมีอิทธิพลต่อการรัฐธรรมนูญของอเมริกาที่ยกย่องสิทธิของพลเมืองต่อ ชีวิต เสรีภาพและการแสวงหาความสุขส่วนบุคคล 41. ล็อคเชื่อในเรื่องการแบ่งแยกอำนาจการปกครองของรัฐ (Separation of powers)ประชาชนสามารถต่อต้านขบถต่อรัฐาธิปัตย์ได้ เขามีอิทธิพลต่อแนวคิดเสรีนิยม (Liberalism)ที่ให้เสรีภาพของประชาชนมากกว่าการอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐและทฤษฎีประชาสังคม (Civil society) หรือการร่วมมือกันของประชาชนในการบริหาร จัดการหรือการตั้งองค์กรทางสังคมนอกเหนือไปจากอำนาจของรัฐ หนังสือเล่มสำคัญคือTwo Treatises of Government(1689) 42. ญอง-ญาค รุสโซ (Jean-Jacques Rousseau)1712 –1778ได้รับอิทธิพลจากฮอบบ์สในเรื่องสัญญาประชาคมแต่เห็นว่าธรรมชาติของมนุษย์นั้นดีงาม รัฐาธิปัตย์รวมไปถึงกฎหมายจำเป็นต้องปฏิบัติตามเจตจำนงรวม (General will)ของประชาชน ประชาชนมีสิทธิ์ในการโค่นล้มรัฐาธิปัตย์รวมไปถึงสถาบันต่างๆ ที่กดขี่เสรีภาพของมนุษย์ Man is born free, and everywhere he is in chains 43. การปฏิวัติฝรั่งเศสเกิดขึ้นในปี 1789 ได้รับอิทธิพล จากนักคิดยุคแสงสว่าง (Age of Enlightenment) ที่เชื่อมั่นในตัวมนุษย์รวมไปถึงเหตุผล อารมณ์หรือเจตจำนงของมนุษย์มากกว่าพระเจ้า นักคิดคนสำคัญได้แก่รุสโซ ล็อก โทมัส เจฟเฟอร์สัน ปีแอร์ เลอรูซ์เป็นผู้ให้กำเนิดคำขวัญที่ว่า “เสรีภาพ ความเสมอภาค ภราดรภาพ” อันให้ความสำคัญแก่ประชาชนมากกว่ากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช (กษัตริย์เป็นใหญ่) กำหนดลัทธิชาตินิยม 44. เอ็ดมันด์เบิร์ก(Edmund Burke) 1729 -1797นักปรัชญาหัวอนุรักษ์นิยม ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดเทวสิทธิของกษัตริย์แต่ยกย่องคุณค่าแบบเก่าๆ เขาเขียน Reflections on the Revolution in France (1790) เพื่อต่อต้านการปฏิวัติฝรั่งเศสว่าเชิดชูคุณค่าแบบเลื่อนลอยเช่นเสรีภาพและสิทธิของมนุษย์ ควรจะมีการระบุคุณค่าเหล่านี้อย่างชัดเจนลงในรัฐธรรมนูญที่ผ่านการปฏิรูปอย่างระมัดระวังไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 45. แมรี วอลล์สโตนคราฟต์ (Mary Wollstonecraft) 1759-1797นักปรัชญาสตรีนิยม (Feminist)คนแรก หนังสือVindication on the Right of Woman (1792)ประกาศถึงความเท่าเทียมกันระหว่างผู้ชายและผู้หญิง ทั้งยังต่อต้านอคติและการกดขี่ของผู้ชายที่มีผู้หญิงดังเช่นเห็นว่าผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนแอ ใช้อารมณ์เป็นหลัก หมกมุ่นแต่เรื่องความรักและเรื่องความสวยความงาม ผู้หญิงสมควรได้รับการศึกษาเช่นเดียวกับผู้ชาย 46. อดัม สมิท (Adam Smith) 1723-1790รัฐควรแทรกแซงเรื่องกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้น้อยที่สุดเพื่อให้ระบบทุนนิยมดำเนินไปได้ด้วยตัวเองจากการแข่งขันกันเพื่อผลกำไร (Laissez-Faire)เขาได้ชื่อว่าเป็นผู้ริเริ่มวิชาเศษฐศาสตร์การเมือง(Political Economics)และเป็นบิดาแห่งเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่โดยเฉพาะระบบตลาดเสรีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันโดยเฉพาะยุคหลังสงครามเย็น 47. เจรามี เบนทัม (Jeremy Bentham)1748 – 1832นักปรัชญาแนวประโยชน์นิยม นักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีและสิทธิสัตว์ สนับสนุนให้รัฐแยกตัวออกจากศาสนจักร มนุษย์ไม่ได้มีเสรีภาพตั้งแต่กำเนิด แต่เกิดจากการตกลงร่วมกันของสังคม กฎหมายไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับเจตจำนงของมวลชนแต่ควรจะเป็นไปเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของสังคม 48. จอร์จ ฟรีดริช เฮเกล (George Friedrich Hegel) 1770 - 1831 รัฐคือองค์ประกอบสูงสุดของมนุษย์ รัฐเปรียบได้ดัง องคาพยพหรือร่างกายขนาดใหญ่ซึ่งเป็นองค์รวมของจิตมนุษย์ทั้งหมด รัฐมีการพัฒนาการไปตามแบบไดอะเลกติก (Dialectic) คือการปะทะหักล้างกับรัฐอื่นและก่อให้เกิดรัฐใหม่ ๆ ที่มีความยิ่งใหญ่กว่าเดิม พวกที่ถือว่ากระบวนการนี้รวดเร็ว คือพวกซ้ายหัวรุนแรง ส่วน ถือว่าเชื่องช้าคือพวกขวาหัวอนุรักษ์นิยม 49. ลุดวิก ฟรอยบาค ( Ludwig Feuerbach) 1804 –1872ฟรอยบาค วิจารณ์แนวคิดของเฮเกลโดยเสนอว่าความคิดว่าจิตของมนุษย์คือผลผลิตของสสาร (Materialism) เช่นเดียวกับการมีอยู่ของพระเจ้าเกิดจากความคิดหรืออารมณ์ความรู้สึกเช่นความปรารถนาของมนุษย์เอง ศาสนาจึงเป็นภาพลวงตา แนวคิดนี้มีอิทธิพลต่อนักคิดคนอื่นๆ เช่นฟรอยด์ นิชเช และมาร์กซ์ ทั้งหมดจัดได้ว่าเป็นพวกไม่เชื่อในเรื่องพระเจ้า (Atheism) 50. คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) 1770 - 1831 Marxism มาร์กซ์ได้รับอิทธิพลจากฟรอยบาคโดยเห็นว่าสสารเป็นตัวกำหนดจิตของมนุษย์รวมไปถึงโครงสร้างทางสังคม ที่เกิดจากผลผลิตทางวัตถุและแรงงาน มาร์กซ์เสนอว่าสังคมของมนุษย์ในประวัติศาสตร์เกิดจากการปะทะกันระหว่างสองชนชั้นคือชนชั้นปกครองและชนชั้นล่าง ในขั้นตอนสุดท้ายคือการปะทะกันระหว่างชนชั้นนายทุนและกรรมาชีพ ฝ่ายกรรมกรจะเป็นฝ่ายชนะโดยการรวมตัวกันโค่นล้มนายทุนที่กดขี่กรรมาชีพ 51. 52.