Introduction to Political Philosophy and Theory
การเมืองเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์เพราะมนุษย์จำเป็นต้องอยู่ร่วมกันจำนวนมาก หรือสังคม การเมืองหมายถึงอำนาจในการจัดสรรหรือแบ่งปันทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดในสังคม ปรัชญามาจากคำว่า ปร +ชญาคำว่า ปร หมายถึง ยิ่งใหญ่ชญา หมายถึงญาณ หรือความรู้ แปลรวมได้ว่า ความรู้อันยิ่งใหญ่(Great Wisdom)
ส่วน Philosophy มาจาก Philos +Sophia   Philos หมายถึง ความรู้Sophia หมายถึง ความรัก แปลโดยรวมคือ ความรักในการแสวงหาความรู้ (Love of searching for knowledge)
ปรัชญามีความหมายโดยรวมคือวิชาที่ศึกษาสิ่งที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ต่างๆ  ปรัชญาการเมืองจึงหมายถึงวิชาที่ศึกษาหรือตั้งคำถามสิ่งที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ทางการเมืองอันหมายถึงคุณค่าหรืออุดมการณ์ทั้งหลาย คุณค่าหรืออุดมการณ์ได้แก่ ความยุติธรรม สิทธิเสรีภาพ ความถูกต้องชอบธรรม   ความเท่าเทียมกัน ฯลฯ
ปรัชญาการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของวิชารัฐศาสตร์และมีความสัมพันธ์กับศาสตร์อื่นๆ เช่นในปรัชญาด้วยกันได้แก่อภิปรัชญา จริยศาสตร์ หรือศาสตร์อื่นๆ ได้แก่ กฎหมาย สังคมวิทยามานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ ศาสนวิทยา ฯลฯอภิปรัชญา (Metaphysics)คือวิชาที่ศึกษาสิ่งที่ไกลโพ้นจากประสาทสัมผัสอย่างเช่น วิญญาณ อัตตา การมีอยู่ของพระเจ้า อภิปรัชญาที่เกี่ยวกับปรัชญาการเมืองได้แก่ คำถามเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ มนุษย์มีความเท่าเทียมกันตั้งแต่กำเนิดหรือไม่
จริยศาสตร์ (Ethics)หมายที่วิชาที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับความถูกต้อง ความดี ความชั่ว คุณค่าของความเป็นมนุษย์ เช่นความดีคืออะไร ผู้ที่เป็นผู้นำทางการเมืองควรจะเป็นคนดีหรือไม่ แล้วดีอย่างไร 1.ปรัชญาการเมืองตะวันตก2.ปรัชญาการเมืองตะวันออก
ยุคของปรัชญาตะวันตก
1.ยุคกรีก-โรมัน (Greco-Roman) 2.ยุคกลาง (Medieval)3.ยุคใหม่ (Modern)4.ยุคร่วมสมัย (Contemporary)
อาณากรีกโบราณจะมีลักษณะทางกายภาพคือเป็นหมู่เกาะ มีการปกครองแบบนครรัฐ (City-States)ที่มารวมกันแบบหลวม ๆ กว่า 1,500 นคร การปกครองจะมีลักษณะที่หลากหลายคือมีทั้งประชาธิปไตย (การปกครองโดยคนจำนวนมาก)  คณาธิปไตย (การปกครองโดยคนจำนวนหนึ่ง) และทรราชย์ (การปกครองโดยคนๆ เดียว)  เมืองสำคัญของกรีกคือ เอเธนส์ถือได้ว่าเป็นต้นแบบของการปกครองแบบประชาธิปไตย 1.ยุคกรีก-โรมัน (Greco-Roman)
การปกครองของเอเธนส์จะเป็นประชาธิปไตยแบบโดยตรง (direct democracy)คือจะให้พลเมืองชายที่อยู่ในชนชั้นปกครองได้มาร่วมประชุมเพื่อกันจำนวนมาก คือจากจำนวนพลเมืองทั้งหมดสองแสนห้าหมื่นคน จะมีผู้เข้าร่วมประชุมอย่างน้อยห้าพันคนในการเข้าร่วมประชุมปีละสี่สิบครั้ง  ประชาธิปไตยของเอเธนส์สิ้นสุดเมื่อกรีกถูกโรมันเข้ายึดครอง
ในสมัยกรีกมีสำนักนักคิดคือ พวกโซฟิสต์หรือ Sophist (แปลว่า Wise หรือฉลาด)เห็นว่า มนุษย์เป็นผู้ตัดสินทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวเอง ความดี ความชั่วไม่มีมาตรฐาน เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา ดังคำพูดของโปทากอรัส (Protagoras)“มนุษย์คือตัววัดของทุกสรรพสิ่ง”  (Man is measurement of everything.)
พวกโซฟิสต์ได้รับความเคารพนับถือจากชาวกรีกมาก พวกเขาได้ให้กำเนิดศาสตร์ที่เรียกว่า วาทศาสตร์ (Rhetoric)  บางกลุ่มเป็นพวก Agnostic เห็นว่าเทพเจ้าเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าถึงได้และไม่ความสำคัญอะไรต่อชีวิตของมนุษย์ บางกลุ่มเป็น  อเทวนิยม (Theist) คือพวกที่ไม่เชื่อในพระเจ้า
โซคราติสเป็นผู้ที่มีความเห็นขัดแย้งกับ Sophist ที่ว่าความรู้ไม่มีความจริงแท้ตายตัว  โดยชี้ให้เห็นว่า ความรู้นั้นมีอยู่ตายตัวหากแต่อยู่ในส่วนด้านจิตไร้สำนึกของมนุษย์ ที่รอวันขุดขึ้นมา โดยการถกเถียงทางปรัชญา คำพูดอันโด่งดังได้แก่ Know Thyself (จงรู้จักตัวเจ้าเอง)
โซคราตีสมีลูกศิษย์เป็นจำนวนมากเลยถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ยุยงปลุกปั้นให้เด็กหนุ่มทอดทิ้งครอบครัวและศาสนาเก่า อันเป็นข้อหาทรยศต่อชาติ เขาจึงถูกตัดสินให้ดื่มยาพิษ  แต่เขาเป็นผู้เปลี่ยนรูปแบบของปรัชญากรีกจากเดิมที่เน้นเรื่องภายนอกตัวนั่นคืออภิปรัชญา มาเป็นเรื่องภายในตัวมนุษย์เอง เขาไม่มีแนวคิดทางการเมืองแต่ จะมีผลต่อลูกศิษย์คือ เปลโตผู้ที่จะพัฒนาปรัชญาของ  โซคราตีสให้ซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก
การประหารชีวิตของโซคราตีสผู้เป็นอาจารย์ทำให้ เปลโตต่อต้านระบอบประชาธิปไตยโดยเห็นว่าจะเป็นอันตรายต่อกฎระเบียบของสังคมเพราะทุกชนชั้นต่างมีเสรีภาพมากเกินไป และอาจนำไปสู่ความวุ่นวายสับสน และอาจจะมีคนยึดอำนาจและสถาปนาตนเป็นทรราช (tyranny) หรือผู้ที่ยึดอำนาจและใช้อำนาจนั้นตามอำเภอใจแต่เพียงผู้เดียว เปลโตจึงยกย่องการปกครองแบบอภิชนาธิปไตย (Aristocracy)
เปลโตแสดงปรัชญาการเมืองผ่านหนังสือ Republic แสดงถึงรัฐในอุดมคติที่พลเมืองปราศจากสิทธิในการครองทรัพย์สิน และเน้นการปกครองรัฐโดยกลุ่มบุคคลที่เรียกว่า กษัตริย์นักปราชญ์ (Philosophy king) หรือการคัดเอาคนที่มีคุณภาพมาให้การศึกษาและผลัดกันปกครองรัฐ
เปลโตแบ่งชนชั้นออกเป็นสามชนชั้นคือ1.ชนชั้นนักปกครอง หรือ กษัตริย์นักปราชญ์2.ชนชั้นพิทักษ์หรือ ทหาร3.ชนชั้นผลิตหรือ พวกประชาชนทั่วไปเช่นพ่อค้า เกษตรกร
อาริสโตเติล ลูกศิษย์ของเปลโตให้ความสำคัญแก่รัฐมาก แต่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของเปลโตที่ให้ความสำคัญแก่รัฐมากเกินไปจนทอดทิ้งความสำคัญของปัจเจกชน เช่นไม่เห็นด้วยกับการไม่ให้ปัจเจกชนครอบครัวทรัพย์สินเลยเพราะจะทำให้เกิดความเฉื่อยชา ไม่ดิ้นรนทำมาหากิน
 อาริสโตเติล ยังแบ่งการเมืองออกเป็น 6 แบบดังต่อไปนี้1.ราชาธิปไตย (Royalty) การปกครองโดยบุคคลคนเดียวผู้มีปัญญาและความสามารถเหนือบุคคลทั้งปวง เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทั้งหมด เป็นการปกครองที่ดีที่สุด
2.ทรราชย์ (Tyranny)  การปกครองโดยบุคคลคนเดียวที่ปกครองเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง เป็นการปกครองที่เลวที่สุด 3.อภิชนาธิปไตย (Aristocracy) การปกครองโดยกลุ่มบุคคลเพื่อผลประโยชน์ของปวงประชน เป็นการปกครองที่ดีรองจากราชาธิปไตย
4.คณาธิปไตย (Oligarchy)  การปกครองโดยบุคคลหลายคนที่ปกครองเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง เป็นการปกครองที่เลวรองจากทรราช5.มัชณิมชนาธิปไตย (Polity)  การปกครองโดยรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน ประชาชนมีสิทธิเลือกผู้ปกครองที่มาจากชนชั้นกลาง การปกครองที่ดีน้อยที่สุด
6.ประชาธิปไตย (Democracy) การปกครองโดยคนจนที่มีเป็นจำนวนมากที่สุดในสังคมถือว่าเป็นปกครองที่เลวน้อยที่สุด
ภายหลังยุคของอาริสโตเติลและยุคที่กรีกตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรโรมัน นักปรัชญาไม่สามารถมีแนวคิดใหม่ๆ เช่นแนวคิดทางการเมือง นอกจากผสมผสานปรัชญาเก่าๆ มาเป็นของตัวเอง แนวคิดที่ได้รับความนิยมคือแนวคิดเอปิคิวเรียนและแนวคิดสโตอิกซึ่งให้ความสำคัญแก่จริยศาสตร์
แต่ก็มีแนวคิดทางการเมืองอยู่เช่น แนวคิดอีปิคิวเรียนเห็นว่า สังคมและการเมืองของมนุษย์เกิดจากการมาอยู่ร่วมกันเพื่อทำรักษาผลประโยชน์ส่วนตัว ความยุติธรรมในสังคมเป็นแต่ข้อตกลงร่วมกัน ไม่มีความยุติธรรมสากล มนุษย์ควรมีคุณธรรมสามประการคือ ความรอบคอบ ความซื่อสัตย์  ความยุติธรรม
แนวคิดสโตอิกมีปรัชญาการเมืองว่ามนุษย์ไม่ควรมีการแบ่งแยกประเทศ ดินแดนหรือดินแดนกันเพราะมนุษย์ต่างเป็นส่วนหนึ่งของกฎสากล ของจักรวาล (Universal Law)แนวคิดนี้ยังมีอิทธิพลต่อนักปกครองของอาณาจักรโรมัน
2.ยุคกลาง (Medieval)ศาสนาคริสต์เริ่มมีอิทธิพลต่อยุโรปนับตั้งแต่พระเจ้าคอนสแตนตินที่หนึ่งประกาศให้อาณาจักรโรมันเปิดรับศาสนาอื่นได้ในปี 313 และพระเจ้าธีโอโอเซียสประกาศให้คริสต์เป็นศาสนาประจำอาณาจักรใน ปี 380 ศาสนาคริสต์ต่อมาถูกพัฒนาให้เป็นสถาบันทางการเมือง เป็นศาสนจักร (Church)โดยมีพระประมุขสูงสุดคือสันตะปาปา (พระองค์แรกคือเซนต์ปีเตอร์) และมีอำนาจเหนือจักรพรรดิ เมื่ออาณาจักรโรมันล่มสลาย  เผ่าอนารยชนก็รับศาสนาคริสต์สืบต่อ
เซนต์ออกัสติน (AUGUSTINE OF HIPPO)    ออกัสติน (354 – 430)ได้รับอิทธิพลในด้านอภิปรัชญาจากลัทธิเปลโตใหม่ เขียนหนังสือ City of Godเพื่อแบ่งโลกออกเป็นสองส่วนคือสวรรค์หรืออาณาจักรของพระเจ้าและโลกของมนุษย์ (City of Men)คืออาณาจักรของคนบาป  พระเจ้าทรงสมบูรณ์และยิ่งใหญ่ แต่มนุษย์หันไปฝักใฝ่กับซาตานหรือความชั่วร้าย    ศาสนจักรเป็นสิ่งสำคัญเพราะเปรียบได้กับหัวใจของอาณาจักรของพระเจ้า
ออกัสตินเขียนหนังสือ City of Godภายหลังจากอาณาจักรโรมันล่มสลาย เพื่อเป็นการปลอบใจชาวคริสต์และต่อต้านพวกนอกศาสนาว่าอาณาจักรของพระเจ้าจะอุบัติขึ้นในไม่ช้าหลังจากอาณาจักรของชาวโลกล่มสลาย มนุษย์ควรจะเข้ารีตนับถือศาสนาคริสต์เพื่อไม่ต้องตกนรก อันเป็นการสร้างอำนาจให้กับศาสนจักรและยังสะท้อนว่าศาสนาคริสต์ได้ยืมเอาปรัชญากรีกมาตีความหรือสร้างแนวคิดของตน
เซนต์โทมัส อาไควนัส (Thomas Aquinas)    อาไควนัส(1225–1274)ได้รับอิทธิพลจาก         อาริสโตเติลในเรื่องความสำคัญของสังคมว่ามนุษย์จำเป็นต้องอยู่ร่วมกัน กฎเกณฑ์ของสังคมที่กำหนดโดยตัวมนุษย์เองไม่เพียงพอจึงจำเป็นต้องมาจากพระเจ้า มนุษย์ต้องใช้ชีวิตโดยการแสวงหาเหตุผลและความดีสูงสุดเพื่อเป็นไปตามทางที่พระเจ้ากำหนด
ดังเต้ อาลีเกียรี (Dante Aliegeri) กวีชาวอิตาเลียนได้รับอิทธิพลจากอาไควนัสโดยเขียนบทกวีพรรณนาเกี่ยวกับนรก สวรรค์ ในช่วงปี 1308-1319อันเป็นการสะท้อนถึงโลกทัศน์ของชาวคริสต์ยุคกลางต่อชีวิตหลังความตาย
อำนาจของคริสตจักรถูกลดทอนลงเมื่อนักบวชชาวเยอรมัน มาร์ติน ลูเทอร์(Martin Luther)(1483 – 1546)ได้ต่อต้าน ศาสนจักรที่อนุญาตให้มีการซื้อขายบาปบุญ เขาได้ติดประกาศ 95ข้อเพื่อประนามศาสนจักร เมื่อถูกประกาศคว่ำบาตร (excommunication)และประกาศว่าเป็นเดียรถีร์ (heresy)ลูเทอร์ได้หลบหนีไปยังแคว้นแซ็กซอนนีและได้ประกาศตั้งลัทธิโปรเตสแตนท์ที่มีแนวคิดโดดเด่นดังต่อไปนี้
1.การหลุดพ้นจากบาปไม่ได้มาจากการถือครองทรัพย์สินแต่เป็นสิ่งประทานจากพระเจ้า2.การหลุดพ้นจะกระทำโดยผ่านความศรัทธาต่อพระเยซูคริสต์ในฐานะผู้ไถ่บาป3.พระคัมภีร์เป็นแหล่งความรู้สูงสุดเพียงแหล่งเดียว4.ไม่ให้ความสำคัญต่อพระโดยเห็นว่าชาวคริสต์สามารถประกอบกิจกรรมติดต่อกับพระเจ้าโดยตรงได้
3.ยุคใหม่ (Modern)ยุคใหม่ของปรัชญาการเมืองจะอยู่ในช่วงฟื้นฟู  (Renaissance)หรือในช่วงตั้งแต่ศตวรรษที่สิบห้าเป็นต้นมาอันเป็นช่วงที่ศาสนจักรเริ่มเสื่อมอำนาจลงพร้อมกับศาสตร์ต่างๆไม่ว่าบทกวี จิตรกรรม ดนตรี ปรัชญา ฯลฯ หันมาให้ความสนใจเกี่ยวกับตัวมนุษย์และเรื่องทางโลกมากกว่าเรื่องทางศาสนา
นิโคโล แม็คเคียเวลลี (Nicolo Machiavelli)1469 – 1527นักปรัชญาชาวอิตาลีที่พัฒนาทฤษฎีทางการเมืองโดยไม่พึ่งพิงกับศาสนาหรืออุดมคติอีกต่อไป แนวคิดของเขาถือว่าเป็นสัจนิยม (Realism) หรือแนวคิดที่เห็นว่าธรรมชาติของมนุษย์นั้นชั่วร้าย มีการแก่งแย่งชิงดีกัน จึงต้องมีเรื่องการใช้อำนาจในการจัดการเพื่อการปกครองไม่ใช่กฎเกณฑ์ทางศีลธรรม  กลายเป็นคำศัพท์คือMachiavellian หมายถึงเจ้าเล่ห์
The Prince (1513-1532)เป็นหนังสือแม็คเคียเวลลีที่เขียนแนะนำเจ้าผู้ครองนครโดยเฉพาะเมืองฟลอเร็นซ์ เกี่ยวกับศิลปะการปกครองประชาชนโดยปราศจากกฎตายตัวแต่ให้ใช้วิธีการแสวงหาอำนาจและการถ่วงดุลอำนาจโดยไม่มีขีดจำกัดถึงแม้จะเป็นสิ่งชั่วร้าย เช่นผู้ปกครองไม่ควรใช้คุณธรรมหรือความดีในการปกครองประชาชนเพียงอย่างเดียวเพราะประชาชนสามารถเปลี่ยนใจตามสถานการณ์เต่ควรทำให้ประชาชนเกิดความกลัวเช่นการใช้ความรุนแรง
ถึงแม้แม็คเคียเวลลีจะถูกโจมตีว่าชั่วร้าย แต่เขาถือว่าเป็นผู้ให้กำเนิดแนวคิดแบบ Real politikอันเป็นแนวคิดสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่หมายถึงการปฏิบัติต่อประเทศอื่นเพื่อให้ได้อำนาจมากกว่ายึดอยู่กับอุดมการณ์ทางการเมืองรวมไปถึงแนวคิดสาธารณรัฐ (republic)ที่มุ่งให้มีการปลูกฝังประชาชนให้เกิดความรักชาติมากกว่าเจ้าขุนมูลนายในระบบ   ศักดินา อันเป็นต้นกำเนิดของรัฐชาติและลัทธิชาตินิยมรวมไปถึงการเป็นบิดาแห่งวิชารัฐศาสตร์ยุคใหม่
ญอง โบแดง (Jean Bodin)1530–1596โบแดง นักกฎหมายชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่สิบหกเสนอแนวคิดสนับสนุนระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เกี่ยวกับรัฐาธิปัตย์ (Sovereignty) หรือผู้มีอำนาจสูงสุดที่ไม่สามารถแบ่งแยก ลดทอนหรือจำกัดอำนาจได้คือกษัตริย์ แต่ประชาชนสามารถโค่นล้มรัฐาธิปัตย์ได้ถ้าไม่ปฏิบัติตามกฎของพระเจ้าหรือกฎของธรรมชาติซึ่งเป็นตัวกำหนดกฎเกณฑ์ทางจริยธรรม
จอห์น มิลตัน (John Milton) 1608-1674 กวีเจ้าของผลงานParadise Lostและนักคิดซึ่งทำงานให้กับโอลิเวอร์ ครอมเวลล์ที่ปกครองประเทศอังกฤษแบบสาธารณรัฐ (1649 – 1660)หลังจากประหารชีวิตพระเจ้าชาร์ลส์ที่หนึ่ง มิลตันเขียนโจมตีอิทธิพลของ ศาสนจักรโดยเฉพาะการไม่อนุญาตให้มีการหย่าร้าง เขายกย่องการปกครองแบบสาธารณรัฐและสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออกของสื่อมวลชน
โทมัส ฮอบบ์ส  (Thomas Hobbes)1588 – 1679หนังสือ Leviathanเห็นว่ามนุษย์มีธรรมชาติที่ชั่วร้าย สังคมเกิดจากประชาชนทำสัญญากับองค์รัฐาธิปัตย์เพื่อให้การป้องกันและดูแลสังคม - สัญญาประชาคม (Social contract) แต่รัฐาธิปัตย์มีอำนาจสูงสุดและประชาชนไม่สามารถถอดถอนรัฐาธิปัตย์ได้ แนวคิดเป็นแบบราชานิยม (Monarchism)แต่ประชาชนต้องได้รับการรับรองสิทธิโดยพื้นฐานและมีเสรีภาพภายใต้กฎหมาย
จอห์น ล็อค (John Locke) 1632 –1704 มีแนวคิดเช่นเดียวกับฮอบบ์สเรื่องสัญญาประชาคมแต่เขาเห็นว่ามนุษย์มีธรรมชาติที่ดีงาม และมีเหตุผล เขาเน้นไปที่สิทธิโดยพื้นฐานของพลเมืองที่ทุกคนมีมาตั้งแต่กำเนิดและเท่าเทียมกัน มนุษย์มีสิทธิที่จะปกป้อง “ชีวิต สุขภาพ เสรีภาพและการครอบครองทรัพย์สิน” อันมีอิทธิพลต่อการรัฐธรรมนูญของอเมริกาที่ยกย่องสิทธิของพลเมืองต่อ ชีวิต เสรีภาพและการแสวงหาความสุขส่วนบุคคล
ล็อคเชื่อในเรื่องการแบ่งแยกอำนาจการปกครองของรัฐ (Separation of powers)ประชาชนสามารถต่อต้านขบถต่อรัฐาธิปัตย์ได้ เขามีอิทธิพลต่อแนวคิดเสรีนิยม (Liberalism)ที่ให้เสรีภาพของประชาชนมากกว่าการอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐและทฤษฎีประชาสังคม (Civil society) หรือการร่วมมือกันของประชาชนในการบริหาร จัดการหรือการตั้งองค์กรทางสังคมนอกเหนือไปจากอำนาจของรัฐ หนังสือเล่มสำคัญคือTwo Treatises of Government(1689)
ญอง-ญาค รุสโซ  (Jean-Jacques Rousseau)1712  –1778ได้รับอิทธิพลจากฮอบบ์สในเรื่องสัญญาประชาคมแต่เห็นว่าธรรมชาติของมนุษย์นั้นดีงาม  รัฐาธิปัตย์รวมไปถึงกฎหมายจำเป็นต้องปฏิบัติตามเจตจำนงรวม (General will)ของประชาชน ประชาชนมีสิทธิ์ในการโค่นล้มรัฐาธิปัตย์รวมไปถึงสถาบันต่างๆ ที่กดขี่เสรีภาพของมนุษย์  Man is born free, and everywhere he is in chains
การปฏิวัติฝรั่งเศสเกิดขึ้นในปี 1789 ได้รับอิทธิพล     จากนักคิดยุคแสงสว่าง (Age of Enlightenment) ที่เชื่อมั่นในตัวมนุษย์รวมไปถึงเหตุผล อารมณ์หรือเจตจำนงของมนุษย์มากกว่าพระเจ้า นักคิดคนสำคัญได้แก่รุสโซ ล็อก โทมัส เจฟเฟอร์สัน  ปีแอร์ เลอรูซ์เป็นผู้ให้กำเนิดคำขวัญที่ว่า “เสรีภาพ ความเสมอภาค ภราดรภาพ” อันให้ความสำคัญแก่ประชาชนมากกว่ากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช (กษัตริย์เป็นใหญ่) กำหนดลัทธิชาตินิยม
เอ็ดมันด์เบิร์ก(Edmund Burke) 1729 -1797นักปรัชญาหัวอนุรักษ์นิยม  ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดเทวสิทธิของกษัตริย์แต่ยกย่องคุณค่าแบบเก่าๆ   เขาเขียน Reflections on the Revolution in France  (1790)  เพื่อต่อต้านการปฏิวัติฝรั่งเศสว่าเชิดชูคุณค่าแบบเลื่อนลอยเช่นเสรีภาพและสิทธิของมนุษย์  ควรจะมีการระบุคุณค่าเหล่านี้อย่างชัดเจนลงในรัฐธรรมนูญที่ผ่านการปฏิรูปอย่างระมัดระวังไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
แมรี วอลล์สโตนคราฟต์ (Mary Wollstonecraft) 1759-1797นักปรัชญาสตรีนิยม (Feminist)คนแรก หนังสือVindication on the  Right of Woman (1792)ประกาศถึงความเท่าเทียมกันระหว่างผู้ชายและผู้หญิง ทั้งยังต่อต้านอคติและการกดขี่ของผู้ชายที่มีผู้หญิงดังเช่นเห็นว่าผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนแอ ใช้อารมณ์เป็นหลัก หมกมุ่นแต่เรื่องความรักและเรื่องความสวยความงาม ผู้หญิงสมควรได้รับการศึกษาเช่นเดียวกับผู้ชาย
อดัม สมิท (Adam Smith) 1723-1790รัฐควรแทรกแซงเรื่องกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้น้อยที่สุดเพื่อให้ระบบทุนนิยมดำเนินไปได้ด้วยตัวเองจากการแข่งขันกันเพื่อผลกำไร (Laissez-Faire)เขาได้ชื่อว่าเป็นผู้ริเริ่มวิชาเศษฐศาสตร์การเมือง(Political Economics)และเป็นบิดาแห่งเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่โดยเฉพาะระบบตลาดเสรีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันโดยเฉพาะยุคหลังสงครามเย็น
เจรามี เบนทัม (Jeremy Bentham)1748 – 1832นักปรัชญาแนวประโยชน์นิยม นักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีและสิทธิสัตว์ สนับสนุนให้รัฐแยกตัวออกจากศาสนจักร มนุษย์ไม่ได้มีเสรีภาพตั้งแต่กำเนิด แต่เกิดจากการตกลงร่วมกันของสังคม กฎหมายไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับเจตจำนงของมวลชนแต่ควรจะเป็นไปเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของสังคม
จอร์จ ฟรีดริช เฮเกล (George Friedrich  Hegel) 1770  - 1831  รัฐคือองค์ประกอบสูงสุดของมนุษย์ รัฐเปรียบได้ดัง องคาพยพหรือร่างกายขนาดใหญ่ซึ่งเป็นองค์รวมของจิตมนุษย์ทั้งหมด รัฐมีการพัฒนาการไปตามแบบไดอะเลกติก (Dialectic) คือการปะทะหักล้างกับรัฐอื่นและก่อให้เกิดรัฐใหม่ ๆ ที่มีความยิ่งใหญ่กว่าเดิม  พวกที่ถือว่ากระบวนการนี้รวดเร็ว คือพวกซ้ายหัวรุนแรง ส่วน ถือว่าเชื่องช้าคือพวกขวาหัวอนุรักษ์นิยม
ลุดวิก ฟรอยบาค ( Ludwig Feuerbach) 1804 –1872ฟรอยบาค วิจารณ์แนวคิดของเฮเกลโดยเสนอว่าความคิดว่าจิตของมนุษย์คือผลผลิตของสสาร (Materialism) เช่นเดียวกับการมีอยู่ของพระเจ้าเกิดจากความคิดหรืออารมณ์ความรู้สึกเช่นความปรารถนาของมนุษย์เอง ศาสนาจึงเป็นภาพลวงตา แนวคิดนี้มีอิทธิพลต่อนักคิดคนอื่นๆ เช่นฟรอยด์   นิชเช  และมาร์กซ์ ทั้งหมดจัดได้ว่าเป็นพวกไม่เชื่อในเรื่องพระเจ้า (Atheism)
คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) 1770  - 1831 Marxism  มาร์กซ์ได้รับอิทธิพลจากฟรอยบาคโดยเห็นว่าสสารเป็นตัวกำหนดจิตของมนุษย์รวมไปถึงโครงสร้างทางสังคม ที่เกิดจากผลผลิตทางวัตถุและแรงงาน มาร์กซ์เสนอว่าสังคมของมนุษย์ในประวัติศาสตร์เกิดจากการปะทะกันระหว่างสองชนชั้นคือชนชั้นปกครองและชนชั้นล่าง ในขั้นตอนสุดท้ายคือการปะทะกันระหว่างชนชั้นนายทุนและกรรมาชีพ ฝ่ายกรรมกรจะเป็นฝ่ายชนะโดยการรวมตัวกันโค่นล้มนายทุนที่กดขี่กรรมาชีพ
สังคมในอุดมคติของมาร์กซ์คือสังคมที่ไร้ชนชั้น ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ไม่มีรัฐบาล ไม่มีการกดขี่ เอาเปรียบ ไม่มีงาน ไม่มีเงิน มนุษย์มีเวลาว่างในการแสวงหาและพัฒนาศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ –ยูโทเปีย (Utopia )มาร์กซ์ถือว่าศาสนาเปรียบได้กับยาฝิ่นของประชาชน (Religion is the opium of the people) หรือภาพลวงตาที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความสุขเพียงชั่วขณะ มนุษย์ควรจะล้มล้างศาสนา
แนวคิดมาร์กซ์แตกต่างจากแนวคิดสังคมนิยมทั่วไปคือ แนวคิดสังคมนิยมยอมรับการอยู่ร่วมกันของชนชั้นนายทุนและกรรมชีพแต่ต้องการปรับปรุงฐานะความเป็นอยู่ของชนชั้นกรรมาชีพให้ดีขึ้น ส่วนแนวคิดมาร์กซ์ปฏิเสธการมีอยู่ของชนชั้นนายทุนและรัฐโดยสิ้นเชิง  นักคิดคนสำคัญของลัทธิมาร์กซ์ได้แก่ ทรอสกี กรัมชี ส่วนนักปกครองได้แก่ เลนิน สตาลินและเหมา    เจ๋อตง

ปรัชญาการ..