ความหมาย
สสาร (matter) คือ สิ่งที่มีมวล ต้องการที่
อยู่ และสัมผัสได้
สารและสมบัติของ
สาร
ความหมาย
สาร (substance) คือ สสารที่มีการ
เจาะจงลงไปว่าเป็ นชนิดใด
สารและสมบัติของ
สาร
สมบัติของสาร หมายถึง ลักษณะของ
สารนั้นๆซึ่งจะทาให้บอกได้ว่าเป็ นสารใด
สมบัติของสารได้แก่ เนื้อสาร
องค์ประกอบ สถานะ
การนาไฟฟ
้ า
ฯลฯ
สมบัติของสาร
ได้แก่
1.สมบัติทางกายภาพ คือ สมบัติที่
สังเกตเห็นได้หรือทดลองด้วยวิธีง่ายๆได้
เช่น สี กลิ่น รส จุดเดือด จุดหลอมเหลว
สถานะ การนาไฟฟ
้ า ความแข็ง เป็ น
ต้น
2.สมบัติทางเคมี คือ สมบัติที่ทราบ
ได้เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางเคมี หรือ
สมบัติเฉพาะตัวของสารที่เกี่ยวข้องกับ
การเกิดปฏิกิริยาเคมีนั่นเอง เช่น ความ
การเปลี่ยนแปลงของสาร
ถ้าเรานาสมบัติของสารมาเป็ น
เกณฑ์ก็จะสามารถแบ่งการเปลี่ยนแปลง
ของสารได้ 2 ลักษณะ คือ
1. การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ คือ
การเปลี่ยนแปลงที่ทาให้สมบัติทาง
กายภาพของสารเปลี่ยนไป เช่น การ
เปลี่ยนสถานะ การเปลี่ยนขนาด ซึ่ง
องค์ประกอบภายในจะยังคงเหมือนเดิม
2. การเปลี่ยนแปลงทางเคมี คือ
การเปลี่ยนแปลงที่ทาให้สมบัติทาง
เคมีของสารเปลี่ยนไป หรือ การ
เปลี่ยนไปเป็ นสารใหม่นั่นเอง เช่น
การเกิดสนิมเหล็ก การเผาไหม้ของ
น้ามัน
*สิ่งที่บ่งบอกว่ามีปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้น
ได้แก่ การเปลี่ยนสี การเกิดตะกอน
การเกิดควัน มีแสงสว่าง
การจัดจาแนกสาร
ส า รใ น ท า ง เ ค มี จ า แ น ก
หมวดหมู่ได้เป็ นหลายประเภท ขึ้นอยู่กับ
ว่าจะใช้หลักเกณฑ์ใดมาเป็ นแนวทางใน
การพิจารณา
เช่น
- ถ้าใช้สถานะเป็ นเกณฑ์
- การนาไฟฟ
้ าเป็ นเกณฑ์
- เนื้อสารเป็ นเกณฑ์
แผนภาพแสดงการจาแนกของสสารโดยใช้เน
สารเนื้อเดียว (Homogeneous subs
คือ ส า ร ที่มีอ ง ค์ป ร ะ ก อ บ
ภายในเหมือนกัน มองเห็นเป็ นเนื้อ
เดียวกัน แบ่งออกได้เป็ น สาร
บริสุทธิ์ สารละลาย ตัวอย่างเช่น
น้า น้าเกลือ สารหนู เป็ นต้น
สารเนื้อผสม (Heterogenous
substance)
หรือของผสมเนื้อผสม
คือ ของผสมที่มองเห็นไม่
เป็ นเนื้อเดียวกันหรือไม่บริสุทธิ์ ทุกๆ
ส่วนมีสมบัติที่ไม่เหมือนกัน โดยแต่
ละส่วนนั้นยังมีสมบัติของสารเดิม
เหลืออยู่ ตัวอย่างเช่น
พริกผสมเกลือ ดิน คอนกรีต เป็ น
ต้น
ของผสม (Mixture)
คือ สารที่ประกอบด้วยสาร
ตั้งแต่สองชนิดขึ้นไปมารวมกันโดย
ไม่มีอัตราส่วนของส่วนประกอบไม่
แน่ นอน และไม่มีปฏิกิริยาเคมี
เกิดขึ้น ได้แก่ สารเนื้อผสม สาร
แ ข ว น ล อ ย ส า ร ล ะ ล า ย แ ล ะ
คอลลอยด์
สารแขวนลอย (Suspension)
คือ ของผสมที่ประกอบด้วย
อ นุ ภ า ค ที่มีข น า ด เ ส้น ผ่ า น
ศู น ย์ก ล า งใ ห ญ่ ก ว่ า 1 0 - 4
เซนติเมตร กระจายอยู่ในสารอีก
ชนิดหนึ่ง
ตัวอย่าง เช่น น้าคลอง น้า
แป้ งดิบ
คอลลอยด์
ค อ ล ล อ ย ด์ เ ป็ น ข อ ง ผ ส ม ที่
ประกอบด้วยอนุภาคที่มี
ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10-7เชนติ
เมตร ถึง 10-4 เซนติเมตร โดยกระจาย
อยู่ในสารอีกชนิดหนึ่งที่เป็ นตัวกลาง
ตัวอย่าง เช่น น้านม น้าสลัด น้าแป้ งสุก
หมอก ควันไฟ เป็ นต้น
สมบัติสาคัญของคอลลอยด์
1. สามารถ กระเจิงแสงได้ เรียกปรากฏการณ์นี้
ว่า ปรากฎการณ์ทินดอลล์
2. คอลลอยด์ไม่ตกตะกอน
3. เส้นผ่านศูนย์กลางยาว 10-7 เซนติเมตร ถึง
10-4 เซนติเมตร
4.เมื่อส่องดูด้วยเครื่องมือ ที่เรียกว่า อัลตราไม
โครสโคป(Ultramicroscope) จะพบว่าอนุภาค
มีการเคลื่อนที่ แบบบราวเนียน (Brownion
Movement) คือ เคลื่อนที่เป็ นเส้นตรง ไม่มี
สารบริสุทธิ์
สารบริสุทธิ์คือ สารที่ประกอบด้วย
สารเพียงชนิดเดียว อาจเป็ น ของแข็ง
ของเหลว หรือ ก๊าซ ก็ได้
เช่น เหล็ก ทองแดง น้า น้าตาล ซึ่งยัง
แบ่งย่อยได้เป็ นธาตุและสารประกอบ
สมบัติของสารบริสุทธิ์
1. จุดเดือด จุดหลอมเหลว คงที่
2. สารบริสุทธิ์จะมีจุดเยือกแข็งคงที่
3.ช่วงการหลอมเหลวแคบ
ช่วงการหลอมเหลว คือ อุณหภูมิตั้งแต่
เริ่มหลอมเหลวจนถึงหลอมเหลวหมด
สารละลาย
สารละลาย คือ สารเนื้อเดียวที่
เกิดจากสารบริสุทธิ์
ตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปผสมกัน
สารละลายจึงไม่เป็ นสารบริสุทธิ์แต่เกิด
จากการรวมตัวของสารบริสุทธิ์โดยที่
รวมกันแล้วยังต้องเป็ นสารเนื้อเดียว
สารละลายจะมี 3 สถานะคือ ของแข็ง
ของเหลว ก๊าซ
ตัวอย่างสารละลายได้แก่ น้าเกลือ อากาศ
ก๊าซหุงต้ม ฟิ วส์ฯ
องค์ประกอบของสารละลาย
สารละลายจะมี 2 องค์ประกอบ
คือ ตัวทาละลายและตัวถูกละลาย
โดยเราจะมีหลักในการพิจารณา
ว่าสารใดเป็ นตัวถูกละลายหรือตัว
ทาละลายดังนี้
1. ดูสถานะ
ถ้าสาร 2 ชนิดที่มีสถานะต่างกันมา
ละลายซึ่งกันและกัน
ให้ถือว่าสารที่มีสถานะเดียวกับ
สารละลายเป็ นตัวทาละลาย
สารอื่นที่เหลือเป็ นตัวถูกละลาย
2. ดูปริมาณ
ถ้าสถานะของสารเหมือนกันให้
เราพิจารณาที่ปริมาณแทน โดยให้
ถือว่าสารที่มีปริมาณมากเป็ นตัวทา
ละลาย และสารที่มีปริมาณน้อยเป็ น
ตัวถูกละลาย
สมบัติของสารละลาย
1. อนุภาคมีเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า
2. จุดเดือดจะไม่คงที่
โดยที่สารละลายจะมีจุดเดือดสูง
กว่าสารบริสุทธิ์แต่มีจุดหลอมเหลว
ต่ากว่าสารบริสุทธิ์(สมบัติคอลลิเก
ทีฟ)
ธาตุ
ธ า ตุ ห ม า ย ถึ ง ส า ร
บริสุทธิ์ที่ประกอบด้วยอะตอม
เพียงชนิดเดียว ได้แก่ ธาตุ
ทุกตัวในตารางธาตุ
ธาตุสามารถอยู่ได้ 2 ลักษณะคือ
1. อยู่ในรูปของอะตอม เช่น เงิน
(Ag) ทอง (Au) สังกะสี (zn)
2. อยู่ในรูปโมเลกุล เช่น ฟลูออรีน
(F2) คอลรีน (Cl2) กามะถัน (S8)
โมเลกุล
โมเลกุล คือ หน่วยย่อยที่สุดของ
สารนั้นและยังคงแสดงสมบัติของสาร
นั้นได้โดย ธาตุที่อยู่ในรูปโมเลกุล
เรียกว่า โมเลกุลของธาตุ แต่ถ้าเป็ น
สารประกอบจะต้อง
อยู่ในรู ปโมเลกุลอยู่แล้วเรียกว่า
โ ม เ ล กุ ล ข อ ง ส า ร ป ร ะ ก อ บ
โมเลกุลจะต้องมี 2 อะตอมขึ้นไป
เสมอ ยกเว้นธาตุหมู่ 8 ได้แก่ He
Ne Ar Kr Xe Rn ที่ 1 โมเลกุล
มี 1 อะตอม เรียกว่า โมเลกุลอะตอม
เดี่ยว
(monoatomic molecule)
Note
การเรียกชื่อธาตุมีหลักเกณฑ์ดังนี้
1. ใช้อักษรตัวหน้าของชื่อ
ภาษาอังกฤษ และเป็ นตัวพิมพ์ใหญ่
เช่น Carbon ใช้สัญลักษณ์ C
2. ถ้าตัวหน้าซ้าให้ใช้ตัวถัดไปตัว
ใดก็ได้แล้วแต่ความเหมาะสมเป็ น
ตัวพิมพ์เล็ก เช่น Carbon ใช้
สัญลักษณ์ C
Calcium ใช้สัญลักษณ์ Ca
3. ธาตุใดที่มีชื่อมาจากภาษา
ละตินเดิมอยู่แล้วก็ให้ใช้ต่อไป โดยมี
ประเภทของธาตุ
ธาตุมีได้ 3
ประเภทคือ
โลหะ
อโลหะ
กึ่งโลหะ
ประเภทของธาตุ
สารประกอบ
สารประกอบ หมายถึง สารบริสุทธิ์เนื้อเดียว
ที่เกิดจากธาตุตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปเป็ น
องค์ประกอบ โดยมีสัดส่วนที่แน่นอนสามารถ
สลายเป็ นสารอื่นได้ด้วยวิธีทางเคมี เช่น การเผา
ตัวอย่าง สารประกอบ ได้แก่ น้า (H2O) ก๊าซ
คาร ์บอนไดออกไซด์(CO2) เกลือแกง (NaCl)
เปรียบเทียบสารละลาย คอลลอยด์สา
สมบัติของสาร/
ชนิดของสาร
สารละลาย คอลลอยด์ สารแขวนลอย
เนื้อสาร
เป็ นสารเนื้อ
เดียวกัน
เป็ นสารเนื้อผสมที่
กลมกลืนกัน
เป็ นสารเนื้อผสมที่ไม่
กลมกลืนกัน
เส้นผ่านศูนย์กลางชอง
อนุภาค
น้อยกว่า
10-7 ซ.ม.
อยู่ระหว่าง
10-7 - 10-4 ซม.
มากกว่า
10-4 ซม.
การผ่านกระดาษกรอง ผ่านได้ ผ่านได้ ไม่ผ่าน
การผ่านกระดาษเซล
โลเฟน
ผ่านได้ ผ่านไม่ได้ ไม่ผ่าน
การตกตะกอน ไม่ตกตะกอน ไม่ตกตะกอน ตกตะกอน
การกระเจิงแสง
ไม่กระเจิงแสง
(ทะลุผ่านได้
เลย)
กระเจิงแสง
ไม่กระเจิงแสง
(ทึบแสง)
เปรียบเทียบสมบัติของสารบริสุทธิ์กับ
สมบัติ สารบริสุทธิ์ สารไม่บริสุทธิ์
จุดเดือด จุด
หลอมเหลว
คงที่ ไม่คงที่
ช่วงการหลอมเหลว แคบ กว ้าง
การแยกสาร แยกยากต ้องใช ้วิธีทางเคมี แยกง่ายใช ้วิธีทางกายภาพ
สมบัติของสารใหม
่่เมื่อเทียบกับสารเดิม
แตกต่างจากองค์ประกอบ
เดิมทุกประการ
คล ้ายองค์ประกอบเดิม
การนาไประเหยแห้ง ไม่มีของแข็งเหลือเลย
อาจมีหรือไม่มีของแข็ง
เหลือก็ได ้
สรุป
1. การดูว่าเป็ นสารเนื้อเดียวหรือเนื้อผสม
ให้ใช้พิจารณาด้วยตาเลย แต่ถ้าดูไม่ออกค่อยใช้
วิธีอื่น เช่นกระดาษกรอง
2. สารบริสุทธิ์กับสารละลายใช้การหาจุด
เดือดเป็ นหลักในการตัดสิน
3. ระเหยแล้วเหลือของแข็งอยู่ สรุปได้
ทันทีว่าไม่บริสุทธิ์แต่ถ้าไม่เหลืออะไรเลยต้อง
ตอบว่าสรุปไม่ได้
4. ทดสอบคอลลอยด์ใช้การกระเจิงแสง
เป็ นหลัก
5. ธาตุกับสารประกอบ ทดสอบโดยนาไป
เผาถ้าได้สารใหม่ออกมาก็สรุปเลยว่าเป็ น
อะตอมเป็ นตัวแสดงสมบัติของ
สสาร
อะตอม ประกอบด้วยอนุภาคมูลฐาน 3 อนุภาค
คือ โปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอน โดยที่
โปรตอนและนิวตรอนจะรวมกันอยู่ใน
นิวเคลียส ดังนั้นในนิวเคลียสจะเป็นที่รวมส่วน
ใหญ่ของอะตอม
โปรตอน มีมวล 1.673 x
10-24 g
มีประจุไฟฟ
้ า
+6.75 x 10-19 C
นิวตรอน มีมวล 1.675 x
10-24 g
ไม่มีประจุไฟฟ
้ า
สสารแบ่งออกเป็ น 3 ชนิด คือ
ของแข็ง
อะตอมภายในของแข็งถูกยึดแน่นอยู่กับที่
แต่สามารถสั่นไปมารอบๆตาแหน่งของ
อะตอมนั้นๆ
ของเหลว
แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอะตอมน้อยลง มี
อิสระในการเคลื่อนที่มากขึ้น สามารถ
ไหลได้
ก๊าซ
แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอะตอมมีน้อยมาก
จนแทบไม่มี ทาให้แต่ละอะตอมเคลื่อนที่
ได้อย่างอิสระอย่างสมบูรณ์
การเปลี่ยนสถานะ
ของสสาร
ธาตุและ
สารประกอบ
สารบริสุทธิ์
แบ่งเป็ น 2 ประเภท ได้แก่
สารประกอบและธาตุ
1. สารประกอบ ประกอบด้วยธาตุตั้งแต่ 2 ชนิด
ขึ้นไปรวมตัวกัน
 อัตราส่วนที่คงที่ เช่น น้า (H2O)
H2O H : O เป็ น 2:1 เสมอ
 มีสมบัติต่างจากธาตุที่เป็ นองค์ประกอบอย่าง
สิ้นเชิง
เช่น O แก๊สช่วยให้ไฟติด
H เป็ นแก๊สติดไฟ
2. ธาตุ ประกอบด ้วยอะตอมเพียงชนิดเดียวและ
ไม่สามารถแยกเป็นองค์ประกอบย่อยโดยวิธีการ
ทางเคมีได ้ แบ่งเป็น 3 ประเภท ได ้แก่
โลหะ อโลหะ กึ่ง
โลหะ
เช่น ทองคา เช่น คาร ์บอน
เช่น พลวง
อะตอมและโมเลกุล
 อะตอม คือ อนุภาคที่เล็กที่สุดของธาตุ
อะตอมมักรวมตัวกันเป็นโมเลกุล
 โมเลกุล แบ่งเป็ น 2 ประเภท
1. โมเลกุลของธาตุ เกิดจากการรวมกันของ
ธาตุชนิดเดียวกัน 2 อะตอมขึ้นไป เช่น O2
Cl2
2. โมเลกุลสารประกอบ เกิดจากการรวมกัน
ของธาตุต่างชนิดกัน เช่น NaCl CO2
 สัญลักษณ์ของธาตุของดอลตันปัจจุบันนี้เลิกใช้
เพราะไม่สะดวกที่จะเขียนภาพแทนธาตุจานวนมาก
 โจนส์จาคอบ เบอร ์ซีเลียส นักเคมีชาวสวีเดนได้คิด
ระบบสัญลักษณ์ขึ้นใหม่เป็ นตัวอักษรแทนชื่อธาตุซึ่ง
คนแรกที่ได้เสนอให้ใช้สัญลักษณ์ของธาตุ
โดยใช้รูปภาพเป็ นสัญลักษณ์ของธาตุดัง
ตัวอย่าง
การเขียนสัญลักษณ์ธาตุ
 มีหลักเกณฑ์ ดังนี้
1. ภาษาที่ใช้ คือ ภาษาละติน (เพราะเป็ นภาษาที่ตาย
แล้ว) ถ้าไม่มีภาษาละติน ให้ใช้ภาษากรีก
ภาษาเยอรมัน หรือภาษาอังกฤษ
ตัวอย่างภาษาที่ใช้เขียนแทนสัญลักษณ์
ธาตุ
2. ใช้อักษรตัวแรกเป็ นตัวพิมพ์ใหญ่ ตัวอักษรตัว
ถัดไปเป็ นตัวพิมพ์เล็ก
เช่น Ca (แคลเซียม)
Cl (คลอรีน)
Cr (โครเมียม)
Cu (คอปเปอร ์)
ธาตุบางชนิดมีสมบัติบางประการที่คล้ายกัน
นักวิทยาศาสตร ์จึงจัดธาตุเป็ นหมวดหมู่ใน
รูปแบบที่เรียกว่า ตารางธาตุ (periodic table)
มีหมู่ 1A (แถวแนวตั้ง) 8 หมู่
มีคาบ (แถวแนวนอน) 7 คาบ
สมบัติบางประการของธาตุ
ธาตุบางธาตุมีสมบัติคล้ายคลึงกันเช่น
ความแข็ง ความวาว
การนาความร้อน การนาไฟฟ
้ า จุดเดือด
จุดหลอมเหลว
จึงสามารถแยกธาตุได้เป็ น 3 ประเภท
สมบัติของอนุภาคมูลฐานของ
อะตอม
เลขอะตอม เลขมวล และ
สัญลักษณ์นิวเคลียร ์
1. จานวนโปรตอนในนิวเคลียสเรียกว่า เลข
อะตอม (atomic number)
2. ผลบวกของจานวนโปรตอนกับนิวตรอน
เรียกว่า เลขมวล (mass number)
การเขียนสัญลักษณ์นิวเคลียร ์
p+n
p (ในกรณีที่อะตอมเป็ นกลางทาง
ไฟฟ
้ า p = e)
การหาจานวนโปรตอน อิเล็กตรอน
และนิวตรอน
 ตัวอย่างที่ 1 จงหาอนุภาคมูลฐานของ
อะตอมจากสัญลักษณ์นิวเคลียร ์
มีจานวนโปรตอน = 80 อนุภาค
อิเล็กตรอน = 80 อนุภาค
และนิวตรอน = 201 - 80 =
121 อนุภาค
 ตัวอย่างที่ 2 การหาอนุภาคมูลฐานของอะตอม
จากสัญลักษณ์นิวเคลียร์
มีจานวนโปรตอน = 20 อนุภาค
แคลเซียม +2 หมายถึง เสียอิเล็กตรอน
ไป 2 อนุภาค
อิเล็กตรอน = 20 - 2 =
18 อนุภาค
ตัวอย่างที่ 3 การหาอนุภาคมูลฐานของอะตอมจาก
สัญลักษณ์นิวเคลียร์
มีจานวนโปรตอน = 8 อนุภาค
ออกซิเจน -2 หมายถึง รับอิเล็กตรอน
เพิ่ม 2 อนุภาค
อิเล็กตรอน = 8 + 2 = 10 อนุภาค
1. สารและการเปลี่ยนแปลง.pptkjytydrtseraezsdxgfxf
1. สารและการเปลี่ยนแปลง.pptkjytydrtseraezsdxgfxf

1. สารและการเปลี่ยนแปลง.pptkjytydrtseraezsdxgfxf