กุหลาบ
        กุหลาบที่ปลูกในประเทศไทยปจจุบันนี้มอยูดวยกันหลายประเภทซึ่งถา แบงออกโดยสังเขปจะไดดังนี้
                                                   ี 
        1. กุหลาบตัดดอกหรือไฮบริดที (Hybrid Tea หรือ HT)J ปกติมัก ออกดอกเปนดอกเดี่ยวมีขนาดโต กลีบ
  ดอกซอน พุมตนตั้งตรงสูงประมาณ 1-2 เมตร กุหลาบทีมีขายทั่วไป ตามทองตลาดขณะนี้มักจะเปนกุหลาบ
                                                          ่
  ประเภทนี้ อยา งไร ก็ตาม พันธุ ไฮบริดที นั้น มิไดใชบลูกเปนไมตดดอกไดดทกพันธุ ดังนั้น จําเปน ตองคัดเลือก
                                                                    ั       ี ุ
                              พันธุใหเหมาะสมสําหรับแตละทองที่ ลักษณะที่เหมาะสมสําหรับจะใช เปนพันธุ
                              สําหรับตัดดอก คือ

                               1. แข็งแรง ตนโต เลี้ยงงายและเจริญเติบโตไดดี
                               2. ออกดอกสม่ําเสมอไมโทรมไวเมื่อถูกตัดดอกไปมาก ๆ
                               3. ทนตอโรคและแมลงไดดพอสมควรี
                               4. ลําตนตั้งตรง ซึ่งจะทําใหปลูกไดชิดกันเปนการประหยัดเนื้อที่
                               5. ใหกิ่งกานยาวตรง มีหนามนอย ใบงามสมดุลกับกิ่ง
  6. ฟอรมดอกดี ทรงดอกยาวแบบแจกันหรือปลายกลีบดอกแหลม
  7. กลีบดอกไมซอนหนาเกินไปจนดอกบานไมออก
  8. กลีบดอกหนา ทนตอการบรรจุหีบหอและขนสง
  9. ดอกมีสสะดุดตาและไมเปลี่ยนสีเมื่อดอกโรย
              ี
  10. ไมเหี่ยวเฉางายหลังจากตัดแลว
  11. ดอกมีกลินหอม (ถาเปนไปได)
                ่




                             พันธุเรดมาสเตอรพีช         พันธุแกรนดมาสเตอรพีช
        ปจจุบันกุหลาบที่นิยมปลูกเปนไมตัดดอกในประเทศไทยมีอยูมากมายหลายพันธุ แตพันธุที่กรมสงเสริม
การเกษตรแนะนําใหปลูกมีดังนี้
     พันธุดอกสีแดง ไดแก พันธุบราโว. เรดมาสเตอรพีช, คริสเตียนดิออร, โอลิมเปยด, นอริคา, แกรนดมาสเตอรพีช
                                
  , ปาปามิลแลนด, เวกา
     พันธุดอกสีเหลือง ไดแก พันธุคงสแรนซัม, ซันคิงส, เฮสมุดสมิดท,นิวเดย โอรีโกลด และเมลิลอน
                                     ิ
พันธุดอกสีสม ไดแก พันธุซันดาวนเนอร, แซนดรา, ซุปเปอรสตารหรือทรอพปคานา
  พันธุดอกสีชมพู ไดแก พันธุมิสออลอเมริกาบิวตี้ หรือมาเรีย, คาสลาส, ไอเฟลทาวเวอร, สวาทมอร, เฟรนดชิพ,
                                
เพอรฟูมดีไลท, จูวังแซล, เฟรสทไพรซ, อเควเรียส, ซูซานแฮมเชียร
  พันธุดอกสีขาว ไดแก พันธุไวทคริสตมาส เอทีนา
  พันธุดอกสีอื่นๆ ไดแก พันธุแยงกีดูเดิ้ล, ดับเบิ้ลดีไลท, เบลแอนจ
                                     ้
นอกจากนี้ยังมีกุหลาบสําหรับเด็ดดอกรอยพวงมาลัย เชน กุหลาบพันธุฟูซิเลียร ซึ่งมีดอกสีสม
                                                                       




                             พันธุนิวเดย           พันธุมิสออลอเมริกันบิวตี้




                                         พันธุเพอรฟูมดีไลท
2. กุหลาบพวง หรือ ฟลอริบันดา ( Foribunda หรือ F.) กุหลาบพวงมีความแข็งแรงทนทานกวากุหลาบตัดดอก
ออกดอกดกแตดอกไมใหญเทากับกุหลาบตัดดอกแตมีครบทุกสี และออกดอกเปนชอทีละหลาย ๆ ดอก จึงนิยม
เรียกวากุหลาบพวง และมักบานพรอมกัน ดอกมีขนาดเล็ก พุมตนตั้งตรงสูง ประมาณครึ่งเมตรถึง 1 เมตร
เหมาะสมที่จะปลูกในแปลงประดับและในกระถางเชน พันธุฟูซีเลียร, พันธุแองเจลเฟส
3. ประเภทแกรนดิฟลอรา (Grandiflora หรือ Gr. ) กุหลาบประเภทนีเ้ ปนกุหลาบลูกผสมระหวางกุหลาบตัดดอก
และกุหลาบพวง มีลักษณะเปนดอกเดี่ยว แตดอกเล็กกวากุหลาบตัดดอก มีกานยาว ตนโต สูง และแข็งแรง เช น
พันธุคาเมล็อท, พันธุคาเสทไนท
4. กุหลาบ หรือ มินิเอเจอร (Miniature หรือ Min.) เปนกุหลาบที่มีขนาดพุมตนเล็ก สูง 1- 2 ฟุต ออกดอกเปนพวง
และดอกมีขนาดเล็ก นิยมปลูกประดับแปลง และใชเปนไมกระถาง เชน พันธุเบบี้ มาสเคอรเหรด
5. กุหลาบเลื้อย หรือ ไคลมเบอร (Climher หรือ Cl.) กุหลาบชนิดนี้ลาตนสูงตรง นําไปเลื้อยพันกับสิ่งตาง ๆ ได
                                                                 ํ
ดอกมีทั้งเปนดอกขนาดใหญ และดอกเปนพวง เชน พันธุดอนจวน, พันธุค็อกเทล
6. ประเภทโพลีแอนทา (Polyantha หรือ Pol.) เปนกุหลาบลูกผสมระหวางพันธุโรซา มัลติฟอรา กับ โรซา ไชเนน
ซิสมีขนาดพุมตนเตี้ย แข็งแรงและทนทานมาก ออกดอกเปนพวงคลายกุหลาบพวง ลักษณะดอกและตนคลาย
กุหลาบหนูแตจะแตกตางกับกุหลาบหนูตรงที่กุหลาบโพลีแอนทาจะมีหูใบที่มีลักษณะของพันธุโรซา มัลติฟลอรา
        กุหลาบประเภทนี้ เชน พันธุวายวอน ราเบีย
                                  
        7. ประเภทแรมเบลอร (Rambler หรือ R) มีลําตนยาวและออนโคงออกดอกเปนพวง และดอกมีขนาดเล็ก เชน
        พันธไดโรที เปอรกิน
        8. กุหลาบพุม หรือซรับโรส (Shrub หรือ S.) ไดแกกหลาบพันธุปาหรือลูกผสมของพันธุปา ซึ่งมีทรงตนเปนพุม
                                                         ุ
        ออกดอกเปนชอ ดอกมีขนาดเล็กสวนมากมีกลีบชั้นเดียว เชน พันธโรซา นิติดา, โรซา มัลติฟลอรา, โรซา รูโกซา


                                 การขยายพันธุกุหลาบที่นิยมใชมี 3 วิธี คือ
1. การตัดชํา
             วิธีการตัดชําที่นยมทําอยูทวไปคือ เลือกกิ่งกุหลาบที่ไมแกและไมออน จนเกินไปนํามาตัดเปนทอนประมาณ
                              ิ         ั่
12-15 เซนติเมตร หรือ 1 คืบ รอยตัดตอง อยูใตขอพอดีแลวตัดใบตรงโคนกิ่งออก จากนั้นเฉือนโคนทิ้ง แลวจุมโคนกิ่งตัดชํา
นี้ ในฮอรโมนเรงราก เซน เซอราดิกส เบอร 2 (เพื่อชวยเรงใหออกรากเร็วขึ้น) แลวผึง ใหแหงนําไปปกชําในแปลงพน
                                                                                    ่
หมอกกลางแจง ถาไมมีแปลงพนหมอกก็ใชเครื่องพนน้ํารดสนามหญาก็ไดแลวใหน้ําเปนระยะ ๆ ตามความจําเปน โดยมี
หลักวาอยา ใหใบกุหลาบแหง กิ่งกุหลาบจะออกรากใน 12-15 วัน แลวแตพนธุ การชํากิ่งนี้ นิยมทํากันมากในปจจุบันเพราะ
                                                                           ั
ไดจานวนตนมากในระยะเวลาสั้นเสียคาใชจาย นอยแตกิ่งชํานี้เมื่อนําไปปลูกตนจะโทรมเร็วภายใน 3- 4 ป ซึ่งกุหลาบพันธุ
     ํ
สีเหลือง และสีขาวมักจะออกรากยาก




                                     ตัดกิ่งกุหลาบเปนทอน
                                                           เฉือนโคนกิ่งทิง
                                                                         ้
                                      ประมาณ 12-15 ซม.




                                         จุมโคนกิ่งตัดชําในฮอรโมนเรงราก
2. การตอน
              กิ่งที่ใชตอนมักมาจากกิ่งที่มสภาพแตกตางกันทั้งกิ่งออนและกิ่งแก คละกันไปทําใหการเจริญเติบโตของตน
                                             ี
กุหลาบหลังลงแปลงปลูกในแปลงไมสม่าเสมอ ซึ่งการตอนนี้จะใชเวลาในการเกิดรากนานประมาณ 4-7 สัปดาห ทั้งนี้
                                           ํ
แลวแต พันธุทจะใชตอน
               ี่


3. การติดตา
           วิธีการทําตนกุหลาบติดตานีคอนขางยุงยากและตองใชเวลาในการทํา นานกวา 2 วิธีแรกคือ ตั้งแตเริ่มตัดชําตน
                                      ้
ตอปาจนถึงพันธุดีทีนําไปติดนั้นออก ดอกแรกจะใชเวลาประมาณ 5-6 เดือน โดยในขั้นแรกจะตองตัดชําตนตอปา (ของ
กุหลาบปา) ใหออกรากและเลี้ยงตนตอปานั้นใหแตกยอดใหมยาวเกิน 1 ฟุต ขึ้นไป ซึงจะใชเวลาประมาณ 3 เดือน (หลังตัด
                                                                             ่
ชําและออกราก) จากนั้นจึงนํา ตาพันธุดีทตองการไปติดตาที่บริเวณโคนของตนตอปา การติดตานีจะตองอาศัย ฝมือและ
                                        ี่                                                ้
ความชํานาญพอสมควรโดยจะใชวการติดตาแบบใดก็ได เชน แบบตัวที เปนตน
                                  ิ


วิธีติดตา วิธติดตากุหลาบที่ไดผลดีคือการติดตาแบบที่เรียกวารูปตัวที หรือ แบบโล มีวิธีทําดังนี้คอ
             ี                                                                                  ื


          1. เลือกบริเวณทีจะติดตา ซึ่งโดยทั่วไปแลวจะพยายามติดตาใหต่ําที่สุด เทาที่จะทําไดคือ ประมาณไมเกิน 3 นิ้ว
                          ่
นับจากผิวดิน แลวใชกรรไกรหรือมีด ตัดหนามตรงบริเวณที่จะติดตาออกโดยรอบกิ่ง
         2. ใชปลายมีดกรีดที่เปลือกเปนรูปตัวที แลวเผยอเปลือกตรงรอยกรีด ดานบนใหเปดออกเล็กนอย
         3. เฉือนตาเปนรูปโล ใหไดแผนตํายาวประมาณ 1 นิ้ว และใหแผนตานั้น มีเนือไมติดมาดวยเพียงบางๆ ไมตอง
                                                                                     ้                          
แกะเนื้อไมตดมามาก ใหลอกเนื้อไมออกอยาง ระมัดระวังอยาใหแผนตาโคงงอหรือบอบช้ํา
             ิ
        4. นําแผนตาไปเสียบลงที่รอยกรีดของตนตออยางระมัดระวังอยาใหแผนตาช้า โดยใชมือซายจับแผนตา
                                                                                   ํ
(ตรงกานใบ) คอย ๆ กดลงไปขณะเดียวกันมือขวา ก็คอยเปดเปลือกชวย แลวพันดวยพลาสติก เพื่อใหตาเจริญเติบโตเร็วขึ้น
ควรปลอยใหก่งใหมเจริญเติบโตจนกระทั่ง กิ่งใหมยาวพอสมควรแลวจึงตัดตนตอที่อยูเหนือกิ่งใหมออกทั้งหมด สําหรับ
               ิ
พลาสติก ที่ติดตาอยูนั้นอาจจะปลอยใหผุหรือหลุดไปเองก็ไดถาเห็นวาแผนพลาสติกนั้นรัด ตนเดิมแนนเกินไปหรือไป
                                                            
ขัดขวางการเจริญเติบโตของกิ่งใหมก็ใหแกะออกสาหรับกิ่งที่แตกออกมาใหมนี้ ควรมีไมผูกพยุงกิงไวเสมอเพราะอาจจะ
                                                                                                ่
เกิดการฉีกขาดตรงรอยตอไดงายเนื่องจากรอยประสานยังไมแข็งแรงนัก
          ในกรณีที่การติดตานั้นไมไดผล คือ แผนตาที่นําไปติดตานั้นเปลี่ยนเปน สีน้ําตาลหรือสีดําใหรีบแกะแผน
พลาสติกและแผนตานั้นออกแลวติดตาใหมในดาน ตรงขามกับของเดิม หากไมไดผลอีกตองเลี้ยงดูตนตอนันจนกวารอย
                                                                                                       ้
แผลจะเชื่อม กนดีแลวจึงนํามาติดตาใหมได
           สําหรับการติดตาในกุหลาบแบบทรงตนสูง (Standard) นั้นก็ทําเชนเดียวกัน เพียงแตตําแหนงที่ติดตาอยูใน
ระดับสูงกวาเทานั้นเอง การติดตาจะติดทีตนตอหรือกิ่ง ขนาดใหญที่แตกออกมาก็ได
                                        ่
การเตรียมดินและการปลูก
                  ถึงแมกุหลาบจะปลูกไดในดินเกือบทุกชนิด แตดินที่ตางกันก็ยอมทําให การเจริญเติบโตดีเลวตางกัน
                                                                               
ออกไป ดังนันกอนปลูกควรเตรียมดินดังนี้
               ้
                 ในภาคกลางซึ่งมีสภาพดินคอนขางเหนียว และคอนขางเปนกรดจัด ระดับ น้ําใตดนสูง เกษตรกรผู
                                                                                                   ิ
ปลูกกุหลาบจะนิยมปลูกแบบรองสวน ซึ่งมีคูน้ําคั่นกลาง โดยเริ่มเตรียมดินในฤดูแลง คือจะตองฟนดินและตากดิน
ใหแหง เพื่อกําจัดวัชพืช กอน ในขณะที่ตากดินนี้อาจโรยปูนขาวลงไปดวยก็ได เมื่อดินแหงดีแลวจึงกลับ หนาดิน
และชักดินในแตละแปลงใหมีขอบสูง ตรงกลางเปนแองเล็กนอย ขนาด ของแปลงกวางและยาวตามพื้นที่เดิมที่เคย
ปลูกผักมาแลว การวางระยะหางของ ตนที่จะปลูกอาจใชระยะ 50 x 50 เซนติเมตร จํานวนแถวในแตละแปลงไม
ควร เกิน 3 แถว เพื่อความสะดวกในการตัดดอกและตัดแตงกิ่งตรงแถวกลาง
              สําหรับในภาคอื่นที่มีสภาพดินคอนขางรวนหรือดินรวนปนทราย อาจ ปลูกแบบเจาะหลุมปลูกหรือ
แยกแปลงปลูกก็ไดโดยวัดขนาดแปลงปลูกกวาง 1 .20 เมตร เวนทางเดิน 1 เมตร ความยาวของแปลงปลูกตาม
ขนาดของพื้นที่ และใช ระยะปลูก 60 x60 เซนติเมตร ซึ่งจะไดจํานวนตนประมาณ 2,000 ตนตอไร (หรือ ทําแปลง
ปลูกกวาง 1เมตร เวนทางเดิน 1 เมตร และใชระยะปลูก 50 x 50 เซนติเมตร สําหรับพันธุกหลาบที่ขนาดของทรง
                                                                                             ุ
พุมไมแผกวางมากนัก) กอนปลูกควรหวาน ปูนขาวและไถพรวนตากดินไวใหแหง
              กุหลาบสามารถปลูกไดทั้งในดินที่เปนกรดหรือดาง แตเจริญไดดีในดิน ที่คอนขางเปนกรดเล็กนอย คือ
มี pH ประมาณ 4.5-6.5 ถาดินเปนกรดมากใหเติม ปูนขาว 60-100 กิโลกรัมตอ 100 ตารางวา แตถาดินเปนดางก็ใส
กํามะถันผง 20-50 กิโลกรัมตอ 100 ตารางวา เมื่อเตรียมแปลงปลูกเรียบรอยแลว ใหขดหลุม ปลูกกวางและลึก
                                                                                           ุ
30 x 30 เซนติเมตร (ถาเตรียมหลุมปลูกกวางและลึกกวานี้ จะ เปนการดียิ่งขึ้น) จากนันก็จะใสปุยคอก เชน ขี้เปด
                                                                                         ้
ขี้ไก ขี้วว ฯลฯ ประมาณหลุมละ 1 บุงกี๋ ใสปุยซุปเปอรฟอสเฟต หรือกระดูกปนเปนปุยรองกนหลุม ๆ ละ 1 กํามือ
           ั
คลุกเคลาใหเขากันแลวจึงนํากิ่งพันธุกหลาบซึ่งอาจจะเปนกิ่งตอนหรือตนติดตา ลงไปปลูก กลบดินที่โคนตนให
                                          ุ
กระชับและรดน้ําใหชุม
              กิ่งพันธุที่นิยมนํามาปลูกเพื่อตัดดอกเปนการคาในปจจุบัน ไดแก กิ่งตัดชํา และกิ่งตอนจะมีเกษตรกร
บางรายที่ปลูกโดยใชตนติดตา แตมีนอยราย
                             


         ในระยะแรกของการปลูกจะเปนระยะที่ตนกุหลาบเจริญเติบโตสรางใบ และกิ่ง ควรใสปุยเคมีที่มีสตรตัว
                                                                                                   ู
แรกคือไนโตรเจนสูง โดยใสทุก 15 หรือ 30 วัน อัตราการใส 1 กํามือตอตน กอนใสปุยควรมีการพรวนดินตื้นๆ
อยาใหกระทบ รากมากนัก แลวโรยปุยใหรอบ ๆ ตนหางจากโคนตน 4-6 นิ้วแลวแตขนาดของ ทรงพุม จากนันก็รด้
น้ําตามใหซุม (แตอยารดน้ําจนโชก) เมื่อกุหลาบเริ่มใหดอก ควรใชปยเคมีที่มีฟอสฟอรัสและโปแตสเซี่ยมสูงควบคู
                                                                  ุ
กันไปเพื่อเรงการออกดอก และทําใหกานดอกแข็งแรง นอกจากนี้อาจจะใหปุยทางใบเพิ่มเติมก็จะเปนการดี ขอ
ควรระวังในการใสปุย หลังจากปลูกแลวคือควรโรยปุยใหกระจายรอบ ๆ ตน อยางสม่ําเสมออยาใสเปนกระจุก ๆ
ที่จุดใดจุดหนึงเพราะอาจทําใหเกิดความเสียหาย ตอตนกุหลาบได เนื่องจากมีความเขมขนของปุยตรงจุดที่ใสมาก
               ่
เกินไป
เนื่องจากกุหลาบเปนพืชที่ตองการแสงแดดจัดอยางนอยวันละ 6 ชั่วโมง ดังนั้นสถานที่ปลูกกุหลาบจึง
                                           
ตองเปนที่โลงแจงและจะตองมีความชื้นสูงดวย การ คลุมแปลงปลูกจึงเปนสิ่งจําเปนสาหรับการปลูกกุหลาบโดย
ใชวัสดุทหาไดงายใน ทองถิ่นนั้นๆ เซน หญาแหง ฟาง เปลือกถั่วลิสง ซังขาวโพด ชานออย ขุยมะพาว แกลบ และ
            ่ี
ขี้เลื่อย เปนตน ควรจําไววาวัสดุที่จะนํามาคลุมแปลงปลูกนี้ควรเปน วัสดุที่เกา คือ เริ่มสลายตัวแลวมิฉะนั้นจะทํา
ใหเกิดการขาดไนโตรเจนกับตน กุหลาบ ดังนั้นถาไซวสดุที่คลุมแปลงคอนขางใหมควรเติมปุยไนโตรเจนลงไป
                                                      ั
ดวย การคลุมแปลงนี้นอกจากจะชวยรักษาความชื้นและอุณหภูมิรวมทังเพิ่มความโปรง ของดิน และเพิ่ม
                                                                       ้
อินทรียวัตถุใหกับดินในแปลงปลูกแลวยังชวยปองกันวัชพืชใหขืน ชาอีกดวย


           กุหลาบเปนพืชที่ตองการความชื้นสูง ปริมาณน้ําที่รดลงไปในดินปลูกควร กะใหน้ําซึมไดลึกประมาณ
16-18 นิ้วและอาจเวนระยะการรดน้ําไดคือ ไมจําเปน ตองรดน้ําทุกวัน (ทั้งนี้ขึ้นอยูกบสภาพดินปลูก) มีขอควรจํา
                                                                                     ั
อยางยิ่งในการรดน้ํา กุหลาบคือ อยารดน้ําใหโดนใบเนื่องจากโรคบางโรคที่อยูตามใบหรือกิ่งจะแพรระบาด
กระจายไปไดโดยงาย การใหน้ําก็ไมควรใหน้ํากระแทกดินปลูกแรงๆ เพราะเม็ดดิน จะกระเด็นขึ้นไปจับใบ
กุหลาบ ทําใหเชื้อโรคบางชนิดที่อาศัยอยูในดินระบาดกลับ ขึ้นไปที่ตนโดยงายและถาจําเปนจะตองรดน้ําใหเปยก
                                        
ใบควรจะรดน้าในตอนเชา
              ํ


          อาจจะใชแรงงานคนเก็บถอนหรือใชสารเคมีกําจัดวัชพืชซึ่งมีทั้งชนิดคุม กําเนิดและชนิดที่ถูกทําลายตน
ตาย (อัตราการใชจะระบุอยูที่ฉลากของขวด) ขอควรระวังในการใชสารเคมีเพื่อกําจัดวัชพืชนี้คือ พยายามหลีกเลียง
                                                                                                        ่
ที่จะฉีดพนสาร ใหถูกตนหรือใบกุหลาบและไมใชถังฉีดพนปะปนกับถังที่ใชพนสารเคมีปองกันกําจัด โรคและ
แมลง




            การตัดแตงกิ่งเปนสิ่งจําเปนสําหรับการปลูกกุหลาบ ถาผูปลูกกุหลาบไมมี การตัดแตงกิ่งเลยก็จะทําให
ตนกุหลาบเจริญเติบโตอยางอิสระ แตกกิ่งกานมาก เกินไป ทําใหดอกมีขนาดเล็ก ไมเปนที่ตองการของตลาด
ดังนั้น เกษตรกรจึง ควรมีการตัดแตงกิ่งเพือใหตนไดรูปทรง พุมตนและโคนตนโปรงไดรับแสงแดด มากขึ้น ดอก
                                            ่
ที่ไดจะมี ขนาดใหญและมีคณภาพดี นอกจากนีการตัดแตงกิ่งยังชวย กําจัดโรคและแมลงที่แอบแฝงอยูในพุมตนได
                             ุ                   ้                                                       
ดีอีกดวย รวมทั้งสามารถแตงดิน ในแปลงปลูกไดสะดวก ทําใหกุหลาบที่ไดมีการตัดแตงกิ่งแลวเจริญเติบโตดีขึ้น
การตัดแตงกิ่งกุหลาบสามารถ ทําได 2 แบบคือ

1. การตัดแตงกิ่งแบบใหเฑลือกิ่งไวกับตนยาว คือ ตัดแตงกิ่งออกเพียงเล็กนอย โดยใหเหลือกิ่งที่มีใบสมบูรณไว
มากเพื่อใหมีอาหารเลี้ยงตนมาก การตัดแตงกิ่งมีหลักในการพิจารณาเลือกกิ่งที่จะตองตัดออกคือกิ่งที่แหงตาย กิ่งที่
เปนโรคหรือถูกแมลงทําลาย กิ่งไขวที่เจริญเขาหาทรงพุม กิ่งที่ลมเอนไมเปนระเบียบ ควรจะตองใหตาที่อยูบนสุด
ของกิ่งหันออกนอกพุมตน เพื่อใหกิ่งทีแตกใหมหัน ออกนอกทรงพุมดวยและตัดกิ่งใหเฉียง 45 องศา สําหรับการ
                                      ่
ตัดแตงกิ่งแบบให เหลือกิ่งไวกับตนยาวนี้ใชไดกับกุหลาบที่ปลูกจากกิ่งตัดชําและกิ่งตอน




                               การตัดแตงกิงแบบใหเหลือกิ่งไวกับตนยาว
                                           ่

2. การตัดแตงกิ่งแบบใหเลือกกิ่งไวกับตนสั้น คือ ตัดแตงกิ่งจนเหลือกิงบนตนสูงจากพื้นดินประมาณ 30-45
                                                                      ่
เซนติเมตร แลวเหลือกิ่งไว 3-4 กิ่งเทานันการตัดแตงกิ่งแบบนี้จะตัดแตงไดเฉพาะตนกุหลาบที่ปลูกจากตนติด ตา
                                         ้
เพียงอยางเดียวเทานั้น ถาตนติดตานันมีอายุนอยกวา 2 ป ใหตดแตงกิงแบบแรก แตตองตัดเพิ่มเติมอีก คือ กิ่งแกที่
                                       ้                       ั        ่
ไมตองการและกิ่งชักเกอร (กิ่งของตนตอซึ่งเปนกุหลาบ พันธุปา)
สําหรับระยะเวลาที่เหมาะสมตอการตัดแตงกิ่ง คือ ตนฤดูฝน เมื่อตัดแตง กิ่งใหนอยลงตามความตองการแลวควร
ใชปูนแดงผสมกับยากันรา หรือใชสน้ํามัน ทาบนรอยแผลที่ตัดเพื่อปองกันการเนาลุกลามของเชื้อราจากรอบแผลที่
                                     ี
ตัด นอกจาก นี้ควรเก็บกิ่งและใบที่ตัดออก ทําความสะอาดแปลงใหเรียบรอยดวยแลวจึง แตงดินในแปลงปลูก คือ
ไถพรวนหนาดิน ใสปุยคอก ปุยเคมี รวมทังใชวัสดุ คลุมแปลงปลูกพรอมทั้งรดน้ําใหชุมดวย จะทําใหกหลาบแตก
                                           ้                                                        ุ
ตาไดเร็วและไดตน ที่สมบูรณ




                               การตัดแตงกิงแบบใหเหลือกิ่งไวกับตนสั้น
                                           ่
1. โรคใบจุด เกิดจากเชื้อรา มีลักษณะอาการเปนจุดดํากลมบนใบ สวนใหญจะเปนกับใบแกจะทําให
ใบเหลืองและรวงในเวลาตอมา บางครั้งถาเปนมากอาจ ลุกลามมาที่กิ่งดวย ระบาดมากในฤดูฝน ควรปองกันโดย
ฉีดพนดวยสารเคมี เชน ดูปราวิท ไดเทนเอ็ม-45 แคปแทน เบนเสท และเบนโนมิล
            2. โรคราแปง เกิดจากเชื้อรา โรคนี้จะเปนกับยอดออนและดอกออนมีลักษณะเปนปุยขาวคลายแปงทํา
ใหสวนของพืชที่เปนโรคนี้เกิดอาการหงิกงอไมเจริญเติบโตตอไป ระบาดมากในฤดูหนาว ควรปองกันโดยฉีดพน
ดวยสารเคมี เชน เบนเสท ดาโคนิล และคาราแทน
            3. โรคหนามดํา เกิดจากเชื้อราโดยเชื้อรานีจะเขาทําลายแผลที่เกิดจากรอยตัดหรือเด็ดหนามของกิ่ง
                                                       ้
ออนแลวลุกลามไปเรื่อยๆ ตามกิ่งกาน ทําใหกิ่งกาน เหี่ยวแหงตายไปในที่สุดควรปองกันโดยทาแผลจากรอยตัด
ดวยปูนแดง
            4. โรคใบจุดสีน้ําตาลหรือโรคตากบ เกิดจากเชื้อรา มีลักษณะอาการเปนจุดกลมสีน้ําตาลขนาด 1/4 นิว้
แลวจะเปลี่ยนเปนวงกลมสีเทามีขอบสีมวง-แดง ระบาดมากในฤดูฝน ควรปองกันโดยใชสารเคมีเบนเสท ได
                                        
เทนหรือแบนแซดดี
          5. โรคไวรัส เกิดจากเชื้อไวรัส ลักษณะอาการจะปรากฎใหเห็นที่ใบ โดยใบจะดางเหลือง เมื่อพบวาตน
กุหลาบเปนโรคนี้ใหถอนและเผาทําลายเสีย




           1. หนอนเจาะดอก เปนหนอนผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็กซึ่งจะวางไขอยูทกลีบดอกดานนอก เมื่อไขฟก
                                                                               ี่
ออกเปนตัวจะกัดกินดอกและอาศัยอยูในดอก ระบาดมากชวงที่กหลาบใหดอกดกหรือในชวงฤดูหนาว ควร
                                                               ุ
ปองกันโดยใชสารเคมี ประเภทดูดซึม เชน ดิลดริน ฟอสดริน
            2. หนอนกินใบ เปนหนอนของผีเสื้อกลางคืน มักวางไขอยูใตใบ เมื่อไขฟกเปนตัวหนอนก็จะทําลายใบ
ที่อาศัย บางชนิดทําลายเฉพาะผิวเนื้อใตใบทําใหใบมีลกษณะโปรงใสมองเห็นไดชดเจน สารเคมีที่ใซไดผลดี เชน
                                                    ั                             ั
เอนดริน
            3. หนอนเจาะตน เปนหนอนของผึ้งบางชนิดและหนอนของแมลงวันบางชนิด อาจจะเปนหนอนของ
พวกตอแตนดวย หนอนชนิดนี้จะเจาะกินไสกลาง และบริเวณทอน้ําของกิ่งหรือตน ทําใหกิ่งและตนแหงตาย ควร
ปองกันกําจัดโดยการ ตรวจดูบริเวณรอยตอระหวางกิ่งแหงและกิ่งดี หากพบตัวหนอนก็ทําลายเสียหรือ ปองกัน
โดยการตัดแตงกิ่งตามกําหนด
            4. แมลงปกแข็ง บางทีเรียกดวงปกแข็ง มีทั้งชนิดตัวสีดําและสีน้ําตาลขนาดประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร
ออกหากินในเวลากลางคืนระหวาง 1-3 ทุม โดยการกัดกินใบกุหลาบ สวนในเวลากลางวันจะซอนตัวอยูตามกอ
หญา ปองกัน โดยใชสารเคมี เชน คลอเดน หรือ เซพวิน
5. ผึ้งกัดใบ จะกัดกินใบกุหลาบในชวงเวลากลางวัน สังเกตไดที่รอยแผลมักจะเปนรอยเหมือนถูก
เฉือนดวยมีดคมๆ เปนรูปโคงปองกันไดเชนเดียวกับแมลงปกแข็ง
               6. เพลี้ยไฟ เปนแมลงปากดูด มีสีนําตาลดํา ตัวออนสีขาวนวลจะดูดกินน้ําเลี้ยงจากใบและดอก ทําให
                                                ้
ดอกที่ถกทําลายไมบาน ระบาดมากในฤดูรอน ปองกันโดยการฉีดพนดวยสารเคมี เชน โตกุไทออน คลอเดนหรือ
         ู
นิโคตินซัลเฟต
              7. เพลี้ยแปง เปนแมลงปากดูดมักเกาะกินตามใบออนหรืองามใบ ทําใหใบหงิกงอ ควรปองกันกําจัด
โดยใชสารเคมีกําจัดแตตองผสมสารเคลือบใบลงไป ดวยเพราะบนตัวเพลี้ยแปงจะมีขนปุยสีขาวปกคลุม ซึ่งมี
ลักษณะเปนมันจับน้ํา ไดยาก
             8. เพลี้ยหอย เปนแมลงปากดูด มักเกาะทําลายโดยดูดน้ําเลี้ยงจากลําตน จะสังเกตเปนเปนจุดสีน้ําตาลอยู
บนกิ่งของกุหลาบ เพลี้ยหอยนี้มีลักษณะพิเศษ คือ ตัวของมันจะมีเปลือกหุมหนาทําใหแมลงซึมเขาถึงตัวไดยาก
ฉะนั้นวิธกําจัดที่ไดผลดีก็คอ ใชน้ํามันทาหรือฉีดพนเคลือบตัวมันไว ทําใหเพลียไมมีทางหายใจ และตายในที่สุด
           ี                   ื                                              ้
แตเมื่อเพลี้ยตายแลวจะไมหลุดจากลําตนจะยังติดอยูทเี่ ดิม
             9. เพลี้ยออน เปนแมลงปากดูด ทําลายพืชตรงบริเวณสวนที่เปนยอดออนและใบออน ทําใหใบเหลือง
และรวงหลน ควรปองกันกําจัดโดยใชสารเคมี เชน ฟอสดริน เอนดริน และพาราไธออน เปนตน
             10. แมงมุมแดง เปนแมงชนิดหนึ่งที่ไมใช แมลง ตัวมีขนาดเล็กมากเห็นเพียงจุดสีแดงอยูตามใตใบ โดย
                                                                                                
จะเกาะและดูดน้ําเลี้ยงจากใบที่ถูกทําลายนั้น ปรากฎเปนจุดสีเหลืองซึงมองเห็นไดบนหลังใบ สําหรับสารเคมีที่ใช
                                                                    ่
กําจัดไดผลคือ เคลเทน


            การตัดดอกกุหลาบเพื่อจําหนายนั้น ควรใหมกิ่งเหลืออยูอยางนอย 2 กิ่ง เสมอ (กิ่งที่มีใบยอยครบ 5 ใบ)
                                                    ี
ไมควรตัดชิดโคนกิ่ง และเมือตัดดอกออกจาก ตนแลวใหรบแชกานดอกในน้ําทันทีเพื่อปองกันการสูญเสียน้ําจาก
                          ่                             ี
กิ่ง โดยทัวไป เกษตรกรนิยมตัดดอกในตอนบายและเย็น หรืออาจตัดในตอนเชาก็ได (เพื่อจะไดสงตลาดทันเวลา)
          ่
แตเนื่องจากดอกกุหลาบมีอายุการใชงานสั้นและกลีบดอก ก็ช้ําไดงาย ฉะนั้นการตัดดอกกุหลาบในชวงทียังไม    ่
เหมาะสมจะทําใหเกิดปญหาได เชน ถาตัดดอกตูมเกินไป ดอกก็จะไมบานและคอดอกจะโคงงองาย แตถาตัดดอก
ที่บานเกินไป ดอกกุหลาบจะบานเร็ว และมีอายุการปกแจกันสั้น

กุหลาบ 1

  • 1.
    กุหลาบ กุหลาบที่ปลูกในประเทศไทยปจจุบันนี้มอยูดวยกันหลายประเภทซึ่งถา แบงออกโดยสังเขปจะไดดังนี้ ี  1. กุหลาบตัดดอกหรือไฮบริดที (Hybrid Tea หรือ HT)J ปกติมัก ออกดอกเปนดอกเดี่ยวมีขนาดโต กลีบ ดอกซอน พุมตนตั้งตรงสูงประมาณ 1-2 เมตร กุหลาบทีมีขายทั่วไป ตามทองตลาดขณะนี้มักจะเปนกุหลาบ ่ ประเภทนี้ อยา งไร ก็ตาม พันธุ ไฮบริดที นั้น มิไดใชบลูกเปนไมตดดอกไดดทกพันธุ ดังนั้น จําเปน ตองคัดเลือก ั ี ุ พันธุใหเหมาะสมสําหรับแตละทองที่ ลักษณะที่เหมาะสมสําหรับจะใช เปนพันธุ สําหรับตัดดอก คือ 1. แข็งแรง ตนโต เลี้ยงงายและเจริญเติบโตไดดี 2. ออกดอกสม่ําเสมอไมโทรมไวเมื่อถูกตัดดอกไปมาก ๆ 3. ทนตอโรคและแมลงไดดพอสมควรี 4. ลําตนตั้งตรง ซึ่งจะทําใหปลูกไดชิดกันเปนการประหยัดเนื้อที่ 5. ใหกิ่งกานยาวตรง มีหนามนอย ใบงามสมดุลกับกิ่ง 6. ฟอรมดอกดี ทรงดอกยาวแบบแจกันหรือปลายกลีบดอกแหลม 7. กลีบดอกไมซอนหนาเกินไปจนดอกบานไมออก 8. กลีบดอกหนา ทนตอการบรรจุหีบหอและขนสง 9. ดอกมีสสะดุดตาและไมเปลี่ยนสีเมื่อดอกโรย ี 10. ไมเหี่ยวเฉางายหลังจากตัดแลว 11. ดอกมีกลินหอม (ถาเปนไปได) ่ พันธุเรดมาสเตอรพีช พันธุแกรนดมาสเตอรพีช ปจจุบันกุหลาบที่นิยมปลูกเปนไมตัดดอกในประเทศไทยมีอยูมากมายหลายพันธุ แตพันธุที่กรมสงเสริม การเกษตรแนะนําใหปลูกมีดังนี้ พันธุดอกสีแดง ไดแก พันธุบราโว. เรดมาสเตอรพีช, คริสเตียนดิออร, โอลิมเปยด, นอริคา, แกรนดมาสเตอรพีช  , ปาปามิลแลนด, เวกา พันธุดอกสีเหลือง ไดแก พันธุคงสแรนซัม, ซันคิงส, เฮสมุดสมิดท,นิวเดย โอรีโกลด และเมลิลอน ิ
  • 2.
    พันธุดอกสีสม ไดแก พันธุซันดาวนเนอร,แซนดรา, ซุปเปอรสตารหรือทรอพปคานา พันธุดอกสีชมพู ไดแก พันธุมิสออลอเมริกาบิวตี้ หรือมาเรีย, คาสลาส, ไอเฟลทาวเวอร, สวาทมอร, เฟรนดชิพ,  เพอรฟูมดีไลท, จูวังแซล, เฟรสทไพรซ, อเควเรียส, ซูซานแฮมเชียร พันธุดอกสีขาว ไดแก พันธุไวทคริสตมาส เอทีนา พันธุดอกสีอื่นๆ ไดแก พันธุแยงกีดูเดิ้ล, ดับเบิ้ลดีไลท, เบลแอนจ ้ นอกจากนี้ยังมีกุหลาบสําหรับเด็ดดอกรอยพวงมาลัย เชน กุหลาบพันธุฟูซิเลียร ซึ่งมีดอกสีสม  พันธุนิวเดย พันธุมิสออลอเมริกันบิวตี้ พันธุเพอรฟูมดีไลท 2. กุหลาบพวง หรือ ฟลอริบันดา ( Foribunda หรือ F.) กุหลาบพวงมีความแข็งแรงทนทานกวากุหลาบตัดดอก ออกดอกดกแตดอกไมใหญเทากับกุหลาบตัดดอกแตมีครบทุกสี และออกดอกเปนชอทีละหลาย ๆ ดอก จึงนิยม เรียกวากุหลาบพวง และมักบานพรอมกัน ดอกมีขนาดเล็ก พุมตนตั้งตรงสูง ประมาณครึ่งเมตรถึง 1 เมตร เหมาะสมที่จะปลูกในแปลงประดับและในกระถางเชน พันธุฟูซีเลียร, พันธุแองเจลเฟส 3. ประเภทแกรนดิฟลอรา (Grandiflora หรือ Gr. ) กุหลาบประเภทนีเ้ ปนกุหลาบลูกผสมระหวางกุหลาบตัดดอก และกุหลาบพวง มีลักษณะเปนดอกเดี่ยว แตดอกเล็กกวากุหลาบตัดดอก มีกานยาว ตนโต สูง และแข็งแรง เช น พันธุคาเมล็อท, พันธุคาเสทไนท 4. กุหลาบ หรือ มินิเอเจอร (Miniature หรือ Min.) เปนกุหลาบที่มีขนาดพุมตนเล็ก สูง 1- 2 ฟุต ออกดอกเปนพวง และดอกมีขนาดเล็ก นิยมปลูกประดับแปลง และใชเปนไมกระถาง เชน พันธุเบบี้ มาสเคอรเหรด 5. กุหลาบเลื้อย หรือ ไคลมเบอร (Climher หรือ Cl.) กุหลาบชนิดนี้ลาตนสูงตรง นําไปเลื้อยพันกับสิ่งตาง ๆ ได ํ ดอกมีทั้งเปนดอกขนาดใหญ และดอกเปนพวง เชน พันธุดอนจวน, พันธุค็อกเทล 6. ประเภทโพลีแอนทา (Polyantha หรือ Pol.) เปนกุหลาบลูกผสมระหวางพันธุโรซา มัลติฟอรา กับ โรซา ไชเนน ซิสมีขนาดพุมตนเตี้ย แข็งแรงและทนทานมาก ออกดอกเปนพวงคลายกุหลาบพวง ลักษณะดอกและตนคลาย
  • 3.
    กุหลาบหนูแตจะแตกตางกับกุหลาบหนูตรงที่กุหลาบโพลีแอนทาจะมีหูใบที่มีลักษณะของพันธุโรซา มัลติฟลอรา กุหลาบประเภทนี้ เชน พันธุวายวอน ราเบีย  7. ประเภทแรมเบลอร (Rambler หรือ R) มีลําตนยาวและออนโคงออกดอกเปนพวง และดอกมีขนาดเล็ก เชน พันธไดโรที เปอรกิน 8. กุหลาบพุม หรือซรับโรส (Shrub หรือ S.) ไดแกกหลาบพันธุปาหรือลูกผสมของพันธุปา ซึ่งมีทรงตนเปนพุม ุ ออกดอกเปนชอ ดอกมีขนาดเล็กสวนมากมีกลีบชั้นเดียว เชน พันธโรซา นิติดา, โรซา มัลติฟลอรา, โรซา รูโกซา การขยายพันธุกุหลาบที่นิยมใชมี 3 วิธี คือ 1. การตัดชํา วิธีการตัดชําที่นยมทําอยูทวไปคือ เลือกกิ่งกุหลาบที่ไมแกและไมออน จนเกินไปนํามาตัดเปนทอนประมาณ ิ ั่ 12-15 เซนติเมตร หรือ 1 คืบ รอยตัดตอง อยูใตขอพอดีแลวตัดใบตรงโคนกิ่งออก จากนั้นเฉือนโคนทิ้ง แลวจุมโคนกิ่งตัดชํา นี้ ในฮอรโมนเรงราก เซน เซอราดิกส เบอร 2 (เพื่อชวยเรงใหออกรากเร็วขึ้น) แลวผึง ใหแหงนําไปปกชําในแปลงพน ่ หมอกกลางแจง ถาไมมีแปลงพนหมอกก็ใชเครื่องพนน้ํารดสนามหญาก็ไดแลวใหน้ําเปนระยะ ๆ ตามความจําเปน โดยมี หลักวาอยา ใหใบกุหลาบแหง กิ่งกุหลาบจะออกรากใน 12-15 วัน แลวแตพนธุ การชํากิ่งนี้ นิยมทํากันมากในปจจุบันเพราะ ั ไดจานวนตนมากในระยะเวลาสั้นเสียคาใชจาย นอยแตกิ่งชํานี้เมื่อนําไปปลูกตนจะโทรมเร็วภายใน 3- 4 ป ซึ่งกุหลาบพันธุ ํ สีเหลือง และสีขาวมักจะออกรากยาก ตัดกิ่งกุหลาบเปนทอน เฉือนโคนกิ่งทิง ้ ประมาณ 12-15 ซม. จุมโคนกิ่งตัดชําในฮอรโมนเรงราก
  • 4.
    2. การตอน กิ่งที่ใชตอนมักมาจากกิ่งที่มสภาพแตกตางกันทั้งกิ่งออนและกิ่งแก คละกันไปทําใหการเจริญเติบโตของตน ี กุหลาบหลังลงแปลงปลูกในแปลงไมสม่าเสมอ ซึ่งการตอนนี้จะใชเวลาในการเกิดรากนานประมาณ 4-7 สัปดาห ทั้งนี้ ํ แลวแต พันธุทจะใชตอน ี่ 3. การติดตา วิธีการทําตนกุหลาบติดตานีคอนขางยุงยากและตองใชเวลาในการทํา นานกวา 2 วิธีแรกคือ ตั้งแตเริ่มตัดชําตน ้ ตอปาจนถึงพันธุดีทีนําไปติดนั้นออก ดอกแรกจะใชเวลาประมาณ 5-6 เดือน โดยในขั้นแรกจะตองตัดชําตนตอปา (ของ กุหลาบปา) ใหออกรากและเลี้ยงตนตอปานั้นใหแตกยอดใหมยาวเกิน 1 ฟุต ขึ้นไป ซึงจะใชเวลาประมาณ 3 เดือน (หลังตัด ่ ชําและออกราก) จากนั้นจึงนํา ตาพันธุดีทตองการไปติดตาที่บริเวณโคนของตนตอปา การติดตานีจะตองอาศัย ฝมือและ ี่ ้ ความชํานาญพอสมควรโดยจะใชวการติดตาแบบใดก็ได เชน แบบตัวที เปนตน ิ วิธีติดตา วิธติดตากุหลาบที่ไดผลดีคือการติดตาแบบที่เรียกวารูปตัวที หรือ แบบโล มีวิธีทําดังนี้คอ ี ื 1. เลือกบริเวณทีจะติดตา ซึ่งโดยทั่วไปแลวจะพยายามติดตาใหต่ําที่สุด เทาที่จะทําไดคือ ประมาณไมเกิน 3 นิ้ว ่ นับจากผิวดิน แลวใชกรรไกรหรือมีด ตัดหนามตรงบริเวณที่จะติดตาออกโดยรอบกิ่ง 2. ใชปลายมีดกรีดที่เปลือกเปนรูปตัวที แลวเผยอเปลือกตรงรอยกรีด ดานบนใหเปดออกเล็กนอย 3. เฉือนตาเปนรูปโล ใหไดแผนตํายาวประมาณ 1 นิ้ว และใหแผนตานั้น มีเนือไมติดมาดวยเพียงบางๆ ไมตอง ้  แกะเนื้อไมตดมามาก ใหลอกเนื้อไมออกอยาง ระมัดระวังอยาใหแผนตาโคงงอหรือบอบช้ํา ิ 4. นําแผนตาไปเสียบลงที่รอยกรีดของตนตออยางระมัดระวังอยาใหแผนตาช้า โดยใชมือซายจับแผนตา ํ (ตรงกานใบ) คอย ๆ กดลงไปขณะเดียวกันมือขวา ก็คอยเปดเปลือกชวย แลวพันดวยพลาสติก เพื่อใหตาเจริญเติบโตเร็วขึ้น ควรปลอยใหก่งใหมเจริญเติบโตจนกระทั่ง กิ่งใหมยาวพอสมควรแลวจึงตัดตนตอที่อยูเหนือกิ่งใหมออกทั้งหมด สําหรับ ิ พลาสติก ที่ติดตาอยูนั้นอาจจะปลอยใหผุหรือหลุดไปเองก็ไดถาเห็นวาแผนพลาสติกนั้นรัด ตนเดิมแนนเกินไปหรือไป  ขัดขวางการเจริญเติบโตของกิ่งใหมก็ใหแกะออกสาหรับกิ่งที่แตกออกมาใหมนี้ ควรมีไมผูกพยุงกิงไวเสมอเพราะอาจจะ ่ เกิดการฉีกขาดตรงรอยตอไดงายเนื่องจากรอยประสานยังไมแข็งแรงนัก ในกรณีที่การติดตานั้นไมไดผล คือ แผนตาที่นําไปติดตานั้นเปลี่ยนเปน สีน้ําตาลหรือสีดําใหรีบแกะแผน พลาสติกและแผนตานั้นออกแลวติดตาใหมในดาน ตรงขามกับของเดิม หากไมไดผลอีกตองเลี้ยงดูตนตอนันจนกวารอย ้ แผลจะเชื่อม กนดีแลวจึงนํามาติดตาใหมได สําหรับการติดตาในกุหลาบแบบทรงตนสูง (Standard) นั้นก็ทําเชนเดียวกัน เพียงแตตําแหนงที่ติดตาอยูใน ระดับสูงกวาเทานั้นเอง การติดตาจะติดทีตนตอหรือกิ่ง ขนาดใหญที่แตกออกมาก็ได ่
  • 5.
    การเตรียมดินและการปลูก ถึงแมกุหลาบจะปลูกไดในดินเกือบทุกชนิด แตดินที่ตางกันก็ยอมทําให การเจริญเติบโตดีเลวตางกัน  ออกไป ดังนันกอนปลูกควรเตรียมดินดังนี้ ้ ในภาคกลางซึ่งมีสภาพดินคอนขางเหนียว และคอนขางเปนกรดจัด ระดับ น้ําใตดนสูง เกษตรกรผู ิ ปลูกกุหลาบจะนิยมปลูกแบบรองสวน ซึ่งมีคูน้ําคั่นกลาง โดยเริ่มเตรียมดินในฤดูแลง คือจะตองฟนดินและตากดิน ใหแหง เพื่อกําจัดวัชพืช กอน ในขณะที่ตากดินนี้อาจโรยปูนขาวลงไปดวยก็ได เมื่อดินแหงดีแลวจึงกลับ หนาดิน และชักดินในแตละแปลงใหมีขอบสูง ตรงกลางเปนแองเล็กนอย ขนาด ของแปลงกวางและยาวตามพื้นที่เดิมที่เคย ปลูกผักมาแลว การวางระยะหางของ ตนที่จะปลูกอาจใชระยะ 50 x 50 เซนติเมตร จํานวนแถวในแตละแปลงไม ควร เกิน 3 แถว เพื่อความสะดวกในการตัดดอกและตัดแตงกิ่งตรงแถวกลาง สําหรับในภาคอื่นที่มีสภาพดินคอนขางรวนหรือดินรวนปนทราย อาจ ปลูกแบบเจาะหลุมปลูกหรือ แยกแปลงปลูกก็ไดโดยวัดขนาดแปลงปลูกกวาง 1 .20 เมตร เวนทางเดิน 1 เมตร ความยาวของแปลงปลูกตาม ขนาดของพื้นที่ และใช ระยะปลูก 60 x60 เซนติเมตร ซึ่งจะไดจํานวนตนประมาณ 2,000 ตนตอไร (หรือ ทําแปลง ปลูกกวาง 1เมตร เวนทางเดิน 1 เมตร และใชระยะปลูก 50 x 50 เซนติเมตร สําหรับพันธุกหลาบที่ขนาดของทรง ุ พุมไมแผกวางมากนัก) กอนปลูกควรหวาน ปูนขาวและไถพรวนตากดินไวใหแหง กุหลาบสามารถปลูกไดทั้งในดินที่เปนกรดหรือดาง แตเจริญไดดีในดิน ที่คอนขางเปนกรดเล็กนอย คือ มี pH ประมาณ 4.5-6.5 ถาดินเปนกรดมากใหเติม ปูนขาว 60-100 กิโลกรัมตอ 100 ตารางวา แตถาดินเปนดางก็ใส กํามะถันผง 20-50 กิโลกรัมตอ 100 ตารางวา เมื่อเตรียมแปลงปลูกเรียบรอยแลว ใหขดหลุม ปลูกกวางและลึก ุ 30 x 30 เซนติเมตร (ถาเตรียมหลุมปลูกกวางและลึกกวานี้ จะ เปนการดียิ่งขึ้น) จากนันก็จะใสปุยคอก เชน ขี้เปด ้ ขี้ไก ขี้วว ฯลฯ ประมาณหลุมละ 1 บุงกี๋ ใสปุยซุปเปอรฟอสเฟต หรือกระดูกปนเปนปุยรองกนหลุม ๆ ละ 1 กํามือ ั คลุกเคลาใหเขากันแลวจึงนํากิ่งพันธุกหลาบซึ่งอาจจะเปนกิ่งตอนหรือตนติดตา ลงไปปลูก กลบดินที่โคนตนให ุ กระชับและรดน้ําใหชุม กิ่งพันธุที่นิยมนํามาปลูกเพื่อตัดดอกเปนการคาในปจจุบัน ไดแก กิ่งตัดชํา และกิ่งตอนจะมีเกษตรกร บางรายที่ปลูกโดยใชตนติดตา แตมีนอยราย  ในระยะแรกของการปลูกจะเปนระยะที่ตนกุหลาบเจริญเติบโตสรางใบ และกิ่ง ควรใสปุยเคมีที่มีสตรตัว ู แรกคือไนโตรเจนสูง โดยใสทุก 15 หรือ 30 วัน อัตราการใส 1 กํามือตอตน กอนใสปุยควรมีการพรวนดินตื้นๆ อยาใหกระทบ รากมากนัก แลวโรยปุยใหรอบ ๆ ตนหางจากโคนตน 4-6 นิ้วแลวแตขนาดของ ทรงพุม จากนันก็รด้ น้ําตามใหซุม (แตอยารดน้ําจนโชก) เมื่อกุหลาบเริ่มใหดอก ควรใชปยเคมีที่มีฟอสฟอรัสและโปแตสเซี่ยมสูงควบคู ุ กันไปเพื่อเรงการออกดอก และทําใหกานดอกแข็งแรง นอกจากนี้อาจจะใหปุยทางใบเพิ่มเติมก็จะเปนการดี ขอ ควรระวังในการใสปุย หลังจากปลูกแลวคือควรโรยปุยใหกระจายรอบ ๆ ตน อยางสม่ําเสมออยาใสเปนกระจุก ๆ ที่จุดใดจุดหนึงเพราะอาจทําใหเกิดความเสียหาย ตอตนกุหลาบได เนื่องจากมีความเขมขนของปุยตรงจุดที่ใสมาก ่ เกินไป
  • 6.
    เนื่องจากกุหลาบเปนพืชที่ตองการแสงแดดจัดอยางนอยวันละ 6 ชั่วโมงดังนั้นสถานที่ปลูกกุหลาบจึง  ตองเปนที่โลงแจงและจะตองมีความชื้นสูงดวย การ คลุมแปลงปลูกจึงเปนสิ่งจําเปนสาหรับการปลูกกุหลาบโดย ใชวัสดุทหาไดงายใน ทองถิ่นนั้นๆ เซน หญาแหง ฟาง เปลือกถั่วลิสง ซังขาวโพด ชานออย ขุยมะพาว แกลบ และ ่ี ขี้เลื่อย เปนตน ควรจําไววาวัสดุที่จะนํามาคลุมแปลงปลูกนี้ควรเปน วัสดุที่เกา คือ เริ่มสลายตัวแลวมิฉะนั้นจะทํา ใหเกิดการขาดไนโตรเจนกับตน กุหลาบ ดังนั้นถาไซวสดุที่คลุมแปลงคอนขางใหมควรเติมปุยไนโตรเจนลงไป ั ดวย การคลุมแปลงนี้นอกจากจะชวยรักษาความชื้นและอุณหภูมิรวมทังเพิ่มความโปรง ของดิน และเพิ่ม ้ อินทรียวัตถุใหกับดินในแปลงปลูกแลวยังชวยปองกันวัชพืชใหขืน ชาอีกดวย กุหลาบเปนพืชที่ตองการความชื้นสูง ปริมาณน้ําที่รดลงไปในดินปลูกควร กะใหน้ําซึมไดลึกประมาณ 16-18 นิ้วและอาจเวนระยะการรดน้ําไดคือ ไมจําเปน ตองรดน้ําทุกวัน (ทั้งนี้ขึ้นอยูกบสภาพดินปลูก) มีขอควรจํา ั อยางยิ่งในการรดน้ํา กุหลาบคือ อยารดน้ําใหโดนใบเนื่องจากโรคบางโรคที่อยูตามใบหรือกิ่งจะแพรระบาด กระจายไปไดโดยงาย การใหน้ําก็ไมควรใหน้ํากระแทกดินปลูกแรงๆ เพราะเม็ดดิน จะกระเด็นขึ้นไปจับใบ กุหลาบ ทําใหเชื้อโรคบางชนิดที่อาศัยอยูในดินระบาดกลับ ขึ้นไปที่ตนโดยงายและถาจําเปนจะตองรดน้ําใหเปยก  ใบควรจะรดน้าในตอนเชา ํ อาจจะใชแรงงานคนเก็บถอนหรือใชสารเคมีกําจัดวัชพืชซึ่งมีทั้งชนิดคุม กําเนิดและชนิดที่ถูกทําลายตน ตาย (อัตราการใชจะระบุอยูที่ฉลากของขวด) ขอควรระวังในการใชสารเคมีเพื่อกําจัดวัชพืชนี้คือ พยายามหลีกเลียง  ่ ที่จะฉีดพนสาร ใหถูกตนหรือใบกุหลาบและไมใชถังฉีดพนปะปนกับถังที่ใชพนสารเคมีปองกันกําจัด โรคและ แมลง การตัดแตงกิ่งเปนสิ่งจําเปนสําหรับการปลูกกุหลาบ ถาผูปลูกกุหลาบไมมี การตัดแตงกิ่งเลยก็จะทําให ตนกุหลาบเจริญเติบโตอยางอิสระ แตกกิ่งกานมาก เกินไป ทําใหดอกมีขนาดเล็ก ไมเปนที่ตองการของตลาด ดังนั้น เกษตรกรจึง ควรมีการตัดแตงกิ่งเพือใหตนไดรูปทรง พุมตนและโคนตนโปรงไดรับแสงแดด มากขึ้น ดอก ่ ที่ไดจะมี ขนาดใหญและมีคณภาพดี นอกจากนีการตัดแตงกิ่งยังชวย กําจัดโรคและแมลงที่แอบแฝงอยูในพุมตนได ุ ้  ดีอีกดวย รวมทั้งสามารถแตงดิน ในแปลงปลูกไดสะดวก ทําใหกุหลาบที่ไดมีการตัดแตงกิ่งแลวเจริญเติบโตดีขึ้น
  • 7.
    การตัดแตงกิ่งกุหลาบสามารถ ทําได 2แบบคือ 1. การตัดแตงกิ่งแบบใหเฑลือกิ่งไวกับตนยาว คือ ตัดแตงกิ่งออกเพียงเล็กนอย โดยใหเหลือกิ่งที่มีใบสมบูรณไว มากเพื่อใหมีอาหารเลี้ยงตนมาก การตัดแตงกิ่งมีหลักในการพิจารณาเลือกกิ่งที่จะตองตัดออกคือกิ่งที่แหงตาย กิ่งที่ เปนโรคหรือถูกแมลงทําลาย กิ่งไขวที่เจริญเขาหาทรงพุม กิ่งที่ลมเอนไมเปนระเบียบ ควรจะตองใหตาที่อยูบนสุด ของกิ่งหันออกนอกพุมตน เพื่อใหกิ่งทีแตกใหมหัน ออกนอกทรงพุมดวยและตัดกิ่งใหเฉียง 45 องศา สําหรับการ ่ ตัดแตงกิ่งแบบให เหลือกิ่งไวกับตนยาวนี้ใชไดกับกุหลาบที่ปลูกจากกิ่งตัดชําและกิ่งตอน การตัดแตงกิงแบบใหเหลือกิ่งไวกับตนยาว ่ 2. การตัดแตงกิ่งแบบใหเลือกกิ่งไวกับตนสั้น คือ ตัดแตงกิ่งจนเหลือกิงบนตนสูงจากพื้นดินประมาณ 30-45 ่ เซนติเมตร แลวเหลือกิ่งไว 3-4 กิ่งเทานันการตัดแตงกิ่งแบบนี้จะตัดแตงไดเฉพาะตนกุหลาบที่ปลูกจากตนติด ตา ้ เพียงอยางเดียวเทานั้น ถาตนติดตานันมีอายุนอยกวา 2 ป ใหตดแตงกิงแบบแรก แตตองตัดเพิ่มเติมอีก คือ กิ่งแกที่ ้ ั ่ ไมตองการและกิ่งชักเกอร (กิ่งของตนตอซึ่งเปนกุหลาบ พันธุปา) สําหรับระยะเวลาที่เหมาะสมตอการตัดแตงกิ่ง คือ ตนฤดูฝน เมื่อตัดแตง กิ่งใหนอยลงตามความตองการแลวควร ใชปูนแดงผสมกับยากันรา หรือใชสน้ํามัน ทาบนรอยแผลที่ตัดเพื่อปองกันการเนาลุกลามของเชื้อราจากรอบแผลที่ ี ตัด นอกจาก นี้ควรเก็บกิ่งและใบที่ตัดออก ทําความสะอาดแปลงใหเรียบรอยดวยแลวจึง แตงดินในแปลงปลูก คือ ไถพรวนหนาดิน ใสปุยคอก ปุยเคมี รวมทังใชวัสดุ คลุมแปลงปลูกพรอมทั้งรดน้ําใหชุมดวย จะทําใหกหลาบแตก ้ ุ ตาไดเร็วและไดตน ที่สมบูรณ การตัดแตงกิงแบบใหเหลือกิ่งไวกับตนสั้น ่
  • 8.
    1. โรคใบจุด เกิดจากเชื้อรามีลักษณะอาการเปนจุดดํากลมบนใบ สวนใหญจะเปนกับใบแกจะทําให ใบเหลืองและรวงในเวลาตอมา บางครั้งถาเปนมากอาจ ลุกลามมาที่กิ่งดวย ระบาดมากในฤดูฝน ควรปองกันโดย ฉีดพนดวยสารเคมี เชน ดูปราวิท ไดเทนเอ็ม-45 แคปแทน เบนเสท และเบนโนมิล 2. โรคราแปง เกิดจากเชื้อรา โรคนี้จะเปนกับยอดออนและดอกออนมีลักษณะเปนปุยขาวคลายแปงทํา ใหสวนของพืชที่เปนโรคนี้เกิดอาการหงิกงอไมเจริญเติบโตตอไป ระบาดมากในฤดูหนาว ควรปองกันโดยฉีดพน ดวยสารเคมี เชน เบนเสท ดาโคนิล และคาราแทน 3. โรคหนามดํา เกิดจากเชื้อราโดยเชื้อรานีจะเขาทําลายแผลที่เกิดจากรอยตัดหรือเด็ดหนามของกิ่ง ้ ออนแลวลุกลามไปเรื่อยๆ ตามกิ่งกาน ทําใหกิ่งกาน เหี่ยวแหงตายไปในที่สุดควรปองกันโดยทาแผลจากรอยตัด ดวยปูนแดง 4. โรคใบจุดสีน้ําตาลหรือโรคตากบ เกิดจากเชื้อรา มีลักษณะอาการเปนจุดกลมสีน้ําตาลขนาด 1/4 นิว้ แลวจะเปลี่ยนเปนวงกลมสีเทามีขอบสีมวง-แดง ระบาดมากในฤดูฝน ควรปองกันโดยใชสารเคมีเบนเสท ได  เทนหรือแบนแซดดี 5. โรคไวรัส เกิดจากเชื้อไวรัส ลักษณะอาการจะปรากฎใหเห็นที่ใบ โดยใบจะดางเหลือง เมื่อพบวาตน กุหลาบเปนโรคนี้ใหถอนและเผาทําลายเสีย 1. หนอนเจาะดอก เปนหนอนผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็กซึ่งจะวางไขอยูทกลีบดอกดานนอก เมื่อไขฟก ี่ ออกเปนตัวจะกัดกินดอกและอาศัยอยูในดอก ระบาดมากชวงที่กหลาบใหดอกดกหรือในชวงฤดูหนาว ควร ุ ปองกันโดยใชสารเคมี ประเภทดูดซึม เชน ดิลดริน ฟอสดริน 2. หนอนกินใบ เปนหนอนของผีเสื้อกลางคืน มักวางไขอยูใตใบ เมื่อไขฟกเปนตัวหนอนก็จะทําลายใบ ที่อาศัย บางชนิดทําลายเฉพาะผิวเนื้อใตใบทําใหใบมีลกษณะโปรงใสมองเห็นไดชดเจน สารเคมีที่ใซไดผลดี เชน ั ั เอนดริน 3. หนอนเจาะตน เปนหนอนของผึ้งบางชนิดและหนอนของแมลงวันบางชนิด อาจจะเปนหนอนของ พวกตอแตนดวย หนอนชนิดนี้จะเจาะกินไสกลาง และบริเวณทอน้ําของกิ่งหรือตน ทําใหกิ่งและตนแหงตาย ควร ปองกันกําจัดโดยการ ตรวจดูบริเวณรอยตอระหวางกิ่งแหงและกิ่งดี หากพบตัวหนอนก็ทําลายเสียหรือ ปองกัน โดยการตัดแตงกิ่งตามกําหนด 4. แมลงปกแข็ง บางทีเรียกดวงปกแข็ง มีทั้งชนิดตัวสีดําและสีน้ําตาลขนาดประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร ออกหากินในเวลากลางคืนระหวาง 1-3 ทุม โดยการกัดกินใบกุหลาบ สวนในเวลากลางวันจะซอนตัวอยูตามกอ หญา ปองกัน โดยใชสารเคมี เชน คลอเดน หรือ เซพวิน
  • 9.
    5. ผึ้งกัดใบ จะกัดกินใบกุหลาบในชวงเวลากลางวันสังเกตไดที่รอยแผลมักจะเปนรอยเหมือนถูก เฉือนดวยมีดคมๆ เปนรูปโคงปองกันไดเชนเดียวกับแมลงปกแข็ง 6. เพลี้ยไฟ เปนแมลงปากดูด มีสีนําตาลดํา ตัวออนสีขาวนวลจะดูดกินน้ําเลี้ยงจากใบและดอก ทําให ้ ดอกที่ถกทําลายไมบาน ระบาดมากในฤดูรอน ปองกันโดยการฉีดพนดวยสารเคมี เชน โตกุไทออน คลอเดนหรือ ู นิโคตินซัลเฟต 7. เพลี้ยแปง เปนแมลงปากดูดมักเกาะกินตามใบออนหรืองามใบ ทําใหใบหงิกงอ ควรปองกันกําจัด โดยใชสารเคมีกําจัดแตตองผสมสารเคลือบใบลงไป ดวยเพราะบนตัวเพลี้ยแปงจะมีขนปุยสีขาวปกคลุม ซึ่งมี ลักษณะเปนมันจับน้ํา ไดยาก 8. เพลี้ยหอย เปนแมลงปากดูด มักเกาะทําลายโดยดูดน้ําเลี้ยงจากลําตน จะสังเกตเปนเปนจุดสีน้ําตาลอยู บนกิ่งของกุหลาบ เพลี้ยหอยนี้มีลักษณะพิเศษ คือ ตัวของมันจะมีเปลือกหุมหนาทําใหแมลงซึมเขาถึงตัวไดยาก ฉะนั้นวิธกําจัดที่ไดผลดีก็คอ ใชน้ํามันทาหรือฉีดพนเคลือบตัวมันไว ทําใหเพลียไมมีทางหายใจ และตายในที่สุด ี ื ้ แตเมื่อเพลี้ยตายแลวจะไมหลุดจากลําตนจะยังติดอยูทเี่ ดิม 9. เพลี้ยออน เปนแมลงปากดูด ทําลายพืชตรงบริเวณสวนที่เปนยอดออนและใบออน ทําใหใบเหลือง และรวงหลน ควรปองกันกําจัดโดยใชสารเคมี เชน ฟอสดริน เอนดริน และพาราไธออน เปนตน 10. แมงมุมแดง เปนแมงชนิดหนึ่งที่ไมใช แมลง ตัวมีขนาดเล็กมากเห็นเพียงจุดสีแดงอยูตามใตใบ โดย  จะเกาะและดูดน้ําเลี้ยงจากใบที่ถูกทําลายนั้น ปรากฎเปนจุดสีเหลืองซึงมองเห็นไดบนหลังใบ สําหรับสารเคมีที่ใช ่ กําจัดไดผลคือ เคลเทน การตัดดอกกุหลาบเพื่อจําหนายนั้น ควรใหมกิ่งเหลืออยูอยางนอย 2 กิ่ง เสมอ (กิ่งที่มีใบยอยครบ 5 ใบ) ี ไมควรตัดชิดโคนกิ่ง และเมือตัดดอกออกจาก ตนแลวใหรบแชกานดอกในน้ําทันทีเพื่อปองกันการสูญเสียน้ําจาก ่ ี กิ่ง โดยทัวไป เกษตรกรนิยมตัดดอกในตอนบายและเย็น หรืออาจตัดในตอนเชาก็ได (เพื่อจะไดสงตลาดทันเวลา) ่ แตเนื่องจากดอกกุหลาบมีอายุการใชงานสั้นและกลีบดอก ก็ช้ําไดงาย ฉะนั้นการตัดดอกกุหลาบในชวงทียังไม ่ เหมาะสมจะทําใหเกิดปญหาได เชน ถาตัดดอกตูมเกินไป ดอกก็จะไมบานและคอดอกจะโคงงองาย แตถาตัดดอก ที่บานเกินไป ดอกกุหลาบจะบานเร็ว และมีอายุการปกแจกันสั้น