ระบบปฏิบัติการ
โดย ศศิฌา ศานต์รักษ์
การทางานแบบ Multi – Tasking คือ ความสามารถในการทางานได้หลาย ๆ งาน หรือหลาย ๆ
โปรแกรมในเวลาเดียวกัน เช่น พิมพ์รายงานควบคู่ไปกับการท่องเว็บ ซึ่งในสมัยก่อนการทางานของ
ระบบปฏิบัติการจะอยู่ในรูปแบบที่เรียกว่า single-tasking ซึ่งจะทางานทีละโปรแกรมคาสั่ง ผู้ใช้ไม่สามารถที่จะ
สลับงานไประหว่างโปรแกรมหรือทางานควบคู่กันได้ แต่สาหรับในปัจจุบันจะพบเห็นลักษณะการทางานแบบนี้
มากขึ้น เช่น ในระบบปฏิบัติการ Windows รุ่มใหม่ ๆ ซึ่งทาให้การใช้งานได้สะดวกและทางานได้หลาย ๆ
โปรแกรม
เป็นซอฟต์แวร์ที่เอาไว้ใช้สาหรับควบคุมและประสานงานระหว่างอุปกรณ์ภายในคอมพิวเตอร์
ทั้งหมด ตั้งแต่ซีพียู หน่วยความจา ไปจนถึงส่วนนาเข้าและส่งออกผลลัพธ์ ( input/output
device ) บางครั้งก็นิยมเรียกรวม ๆ ว่า แพลตฟอร์ม (platform ) คอมพิวเตอร์จะทางานได้
จาเป็นต้องมีระบบปฏิบัติการติดตั้งอยู่ในเครื่องเสียก่อน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับบริษัทผู้ผลิตเครื่องนั้น ๆ ว่าจะ
เลือกใช้แพลตฟอร์ม หรือระบบปฏิบัติการอะไรในการทางาน เราจะพบเห็นระบบปฏิบัติการอยู่ใน
คอมพิวเตอร์แทบจะทุกประเภทตั้งแต่เครื่องขนาดใหญ่อย่างเครื่องเมนเฟรมจนถึงระดับเล็กสุด เช่น
เครื่องคอมพิวเตอร์พกพาประเภทพีดีเอ
คุณสมบัติการทางาน
1. การทางานแบบ Multi – Tasking
ระบบปฏิบัติการ
การทางานแบบ Multi – User ในระบบการ
เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าไว้ด้วยกันแบบเครือข่าย
ระบบปฏิบัติการที่ทาหน้าที่ควบคุมจะมีคุณสมบัติอย่างหนึ่ง
ที่เรียกว่า multi-user หรือความสามารถในการทางานกับ
ผู้ใช้ได้หลาย ๆ คน ขณะที่มีการประมวลผลของงานพร้อม
ๆ กัน ทาให้กระจายการใช้ได้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น
เป็นระบบปฏิบัติการที่มุ่งเน้นและให้บริการสาหรับผู้ใช้เพียงคนเดียว (เจ้าของเครื่องนั้น ๆ) นิยมใช้
สาหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ประมวลผลและทางานแบบทั่วไป เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ตามบ้านหรือสานักงาน ซึ่ง
จะถูกติดตั้งระบบปฏิบัติการนี้รองรับการทางานบางอย่าง เช่น พิมพ์รายงาน ดูหนัง ฟังเพลง หรือเชื่อมต่อเข้ากับ
อินเทอร์เน็ต เป็นต้น ปัจจุบันพัฒนาให้มีคุณสมบัติที่เป็นลูกข่ายเพื่อขอรับบริการจากเครื่องแม่ข่ายได้ด้วย เช่น
-Windows การทางานที่ต้องคอยป้อนคาสั่งทีละบรรทัดเพื่อเรียกทางานในระบบปฏิบัติการแบบ DOS
นั้น สาหรับผู้ใช้ที่ไม่มีความรู้และความชานาญเพียงพอ มักจะจดจารูปแบบคาสั่งต่าง ๆ ในการใช้งานได้ไม่ค่อยดี
นัก บริษัทไมโครซอฟต์จึงได้นาเอาแนวคิดของระบบการใช้งานที่เรียกว่า GUI (Graphical User Interface)
ซึ่งมีผู้คิดค้นขึ้นก่อนหน้านั้นไม่นานนักมาใช้ในระบบปฏิบัติการ
ตัวใหม่ที่มีชื่อว่า Windows เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ส่งผลให้ผู้ใช้
และระบบปฏิบัติการสามารถทางานงานร่วมกันได้คล่องตัวมาก
ยิ่งขึ้น เพราะเป็นการนาเอารูปแบบของสัญลักษณ์ที่เป็น
2. การทางานแบบ Multi – User
ประเภทของระบบปฏิบัติการ
1.ระบบปฏิบัติการแบบเดี่ยว ( stand – alone OS )
ภาพกราฟิกเข้ามาแทนการป้อนข้อมูลคาสั่งทีละบรรทัดโดยที่ผู้ใช้ไม่จาเป็นต้องจดจาคาสั่งต่าง ๆ ก็สามารถใช้งาน
ได้โดยง่าย
เป็นระบบปฏิบัติการที่มุ่งเน้นและให้บริการสาหรับผู้ใช้หลาย ๆ คน ( multi - user ) นิยมใช้
สาหรับงานให้บริการและประมวลผลข้อมูลสาหรับเครือข่ายโดยเฉพาะ มักพบเห็นได้กับการนาไปใช้ในองค์กร
ธุรกิจทั่วไป เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการเหล่านี้เรียกว่า เครื่อง server ซึ่งเป็นเสมือนเครื่องแม่ข่าย
ที่ให้บริการข้อมูลต่าง ๆ ที่จาเป็นสาหรับผู้ใช้นั่นเอง เช่น
-Windows Server เป็นระบบปฏิบัติการที่ออกแบบมาเพื่อ
ใช้งานกับระบบเครือข่ายโดยเฉพาะ รุ่นแรกออกมาในชื่อ Windows
NT และพัฒนาต่อมาเป็น Windows 2000 และรุ่นล่าสุดคือ Windows
Server 2003 ผลิตออกมาเพื่อรองรับกับการใช้งานในระดับองค์กร
ขนาดเล็กและขนาดกลาง พัฒนาโดยบริษัทไมโครซอฟต์ ส่วนใหญ่
เหมาะกับการติดตั้งและใช้งานกับเครื่องประเภทแม่ข่าย (Server
-Solaris เป็นระบบปฏิบัติการเครือข่ายที่อยู่ในตระกูลเดียวกับ
ระบบปฏิบัติการ Unix (Unix compatible) พัฒนาขึ้นโดยบริษัทซัน
ไมโครซิสเต็มส์ สามารถรองรับการทางานแบบเครือข่ายได้เช่นเดียวกับ
ระบบอื่น
เป็นระบบปฏิบัติการที่พบเห็นได้ในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็ก เช่น พีดีเอหรือ Smart
phone บางรุ่น สามารถช่วยในการทางานของอุปกรณ์แบบไม่ประจาที่เหล่านี้ได้เป็นอย่างดี เกิดขึ้นมาหลังสุด
พร้อม ๆ กับที่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์พกพาเหล่านี้ได้รับความนิยมมากขึ้น บางระบบมีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกับ
2.ระบบปฏิบัติการแบบเครือข่าย ( network OS )
3.ระบบปฏิบัติการแบบฝัง ( embedded OS )
ระบบปฏิบัติการแบบเดี่ยวด้วย เช่น รองรับกับการทางานทั่วไป ดูหนัง ฟังเพลงหรือเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้
-Palm OS เป็นระบบปฏิบัติการที่ถือได้ว่าเกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กันกับการนาเอาคอมพิวเตอร์แบบพกพา
มาใช้ในยุคแรก ๆ เรียกกันว่าเครื่อง Palm ( ผลิตขึ้นโดยบริษัทปาล์ม)
ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในเวลาต่อมา เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นมา
ก่อน Windows CE หรือ Pocket PC OS ของไมโครซอฟต์ (เนื่องจาก
มีการผลิตเครื่องขึ้นมาใช้งานก่อนนั่นเอง) ปัจจุบันอาจพบเห็นการนาเอา
ระบบนี้ไปใช้กับคอมพิวเตอร์แบบพกพาของค่ายบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์
เทคโนโลยีชั้นนา นอกเหนือจากเครื่องของบริษัทปาล์มด้วย เช่น Visor
(ของค่ายแฮนด์สปริงซึ่งปัจจุบันรวมกิจการเข้ากับบริษัทปาล์มไปแล้ว) และ
CLIE (ของค่ายโซนี่ที่ยุติการผลิตไปแล้ว) ซึ่งก็ใช้ระบบปฏิบัติการแบบนี้ด้วยเช่นกัน
แพลตฟอร์มหมายถึงการทางานร่วมกนของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สาหรับการทางานของแอปพลิเคชัน
เราอาจพิจารณาวา ระบบปฏิบัติการสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ หรือ ทั้งคู่เป็นแพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์ได้
หลายระบบปฏิบัติการ หรือ ข้ามแพลตฟอร์ม (Cross-platform) หมายถึงการที่โปรแกรม
คอมพิวเตอร์ภาษาโปรแกรม ระบบปฏิบัติการ หรือ ซอฟต์แวร์ชนิดอื่นๆ สามารถทางานได้ในหลายแพลตฟอร์ม
คอมพิวเตอร์ตัวอย่างเช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์สามารถทางานได้บนไมโครซอฟท์วินโดวส์สาหรับสถาปัตยกรรม
x86และ Mac OS X บน PowerPC
โปรแกรมประยุกต์กับการข้ามแพลตฟอร์ม
ไบออส (BIOS – Basic Input Output System)
รากฐานรองรับระบบปฏิบัติการเป็นชุดคาสั่งที่บรรจุอยู่ในหน่วยความจา ROM
ซึ่งเก็บข้อมูลอย่างถาวรถึงแม้จะไม่มีไฟฟ้าหล่อเลี้ยงก็ตาม มีหน้าที่หลักคือควบคุม
อุปกรณ์มาตรฐานในเครื่อง เช่น ซีพียู หน่วยความจา ROM และ RAM เมนบอร์ด
ฮาร์ดดิสก์ อื่นๆไบออสทาให้โปรแกรมประยุกต์หรือระบบปฏิบัติการเป็นอิสระจาก
อุปกรณ์ เพียงแต่ติดตั้ง Driver ก็สามารถทางานร่วมกันได้ปัจจุบันเก็บไว้ใน Flash
ROM โปรแกรมได้แต่ไม่บ่อย เพื่ออัพเดท firmware
ก่อนที่เครื่องคอมพิวเตอร์จะทางานจะต้องนาเอาระบบปฏิบัติการเข้าไปเก็บไว้ยังหน่วยความจาของเครื่อง
เสียก่อน กระบวนการนี้เราเรียกว่า การบู๊ตเครื่อง(boot) ซึ่งจะทางานทันทีที่เปิดสวิตซ์เครื่องมีขั้นตอนที่สรุปได้
ดังนี้
1. พาวเวอร์ซัพพลายส่งสัญญาณไปให้ซีพียูเริ่มทางาน
2. ซีพียู จะสั่งให้ไบออสทางาน
3. เริ่มทางานตามกระบวนการที่เรียกว่า POST เพื่อตรวจเช็คอุปกรณ์ต่าง ๆ
4. ผลลัพธ์จากกระบวนการPOSTจะถูกนาไปเปรียบเทียบกับข้อมูลที่อยู่ในซีมอส
5. ไบออสจะอ่านโปรแกรมสาหรับบู๊ตจากฟล็อปปี้ดิสก์ ซีดีหรือฮาร์ดดิสก์
6. โปรแกรมส่วนสาคัญจะถูกถ่ายค่าลงหน่วยความจาแรม
7. ระบบปฏิบัติการในหน่วยความจาเข้าควบคุมเครื่องและแสดงผลลัพธ์
1.โคลด์บู๊ต (Cold boot) เป็นบู๊ตเครื่องที่อาศัยการทางานของฮาร์ดแวร์โดยการกดปุ่มเปิดเครื่อง
(power on) แล้วเข้าสู่กระบวนการทางานโดยทันที
2.วอร์มบู๊ต (Warm boot) เป็นบู๊ตเครื่องโดยการทาให้เกิดกระบวนการบู๊ตใหม่ที่เรียกว่า การรีสตาร์ท
เครื่อง (restart) โดยมากจะใช้ในกรณีที่เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทางานต่อไปได้ (เครื่องแฮงค์) ซึ่งจาเป็น
ต้องการบู๊ตเครื่องกันใหม่
การสั่งงานให้คอมพิวเตอร์ทางานอย่างที่เราต้องการ ผู้ใช้จะต้องป้อนข้อมูลและชุดคาสั่งต่าง ๆ ให้กับ
คอมพิวเตอร์เสียก่อน โดยผ่านส่วนที่ทาหน้าที่ติดต่อกับผู้ใช้งาน หรือเรียกว่า ส่วนประสานงานกับผู้ใช้ ( user
interface ) ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท
การเริ่มต้นทางานของคอมพิวเตอร์(Boot Up)
ประเภทของการบู๊ตเครื่อง
ขั้นตอนการบู๊ตเครื่องในคอมพิวเตอร์
ส่วนประสานงานกับผู้ใช้ ( User Interface )
1.ประเภทคอมมานด์ไลน์ (Command Line ) เป็นส่วนประสานงานกับผู้ใช้ที่อนุญาตให้ป้อนรูปแบบ
คาสั่งที่เป็นตัวหนังสือ (text ) สั่งการลงไปด้วยตนเองเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทางานตามที่ต้องการทีละบรรทัดคาสั่ง
หรือ คอมมานด์ไลน์ (command line )
2.ประเภทกราฟิก (GUI – Graphical User Interface ) การใช้งานแบบคอมมานด์ไลน์ที่ต้อง
ป้อนข้อมูลชุดคาสั่งทีละบรรทัดนั้น ทาให้เกิดความไม่สะดวกและยุ่งยากกับผู้ใช้คอมพิวเตอร์มากพอสมควร
โดยเฉพาะกับคนผู้ที่ไม่ชานาญการหรือไม่สามารถจดจารูปแบบของคาสั่งต่าง ๆ เหล่านั้นได้ ดังนั้นจึงมีการพัฒนา
ระบบคาสั่งงานคอมพิวเตอร์แบบใหม่โดยปรับมาใช้รูปภาพหรือสัญลักษณ์ในการสั่งงานมากยิ่งขึ้น บางครั้งนิยม
เรียกระบบนี้ว่า กิวอี้ (GUI – Graphical User Interface ) ดังที่จะเห็นได้ในระบบปฏิบัติการ Windows
ที่ไดรับความนิยมอย่างแพร่หลายนั่นเองรูปแบบของกิวอี้นี้ ผู้ใช้อาจจะไม่จาเป็นต้องจดจารูปแบบคาสั่งเพื่อใช้งาน
ให้ยุ่งยากเหมือนกับแบบคอมมานด์ไลน์ก็สามารถใช้งานได้แล้ว โดยเพียงแค่รายการคาสั่งภาพที่ปรากฏบนจอ
นั้นผ่านอุปกรณ์บางอย่าง เช่น เมาส์หรือคีย์บอร์ด เป็นต้น
ไฟล์ เป็นหน่วยในการเก็บข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจเก็บอยู่ในสื่อเก็บบันทึกข้อมูลต่างๆเช่น ฟล็
อปปี้ดิสก์ ฮาร์ดดิสก์ หรือซีดีรอม เป็นต้น
เมื่อต้องการเก็บข้อมูลก็จะมีการจัดเก็บไฟล์ที่แยกโครงสร้างออกเป็นส่วนๆเหมือนกิ่งกานสาขาต้นไม้แต่ละ
กิ่งเรียกว่า โฟลเดอร์ (Folder) ซึ่งเป็นที่รวมไฟล์ข้อมูลเรื่องเดียวกันเข้าไว้เป็นหมวดหมู่เพื่อให้สามารถเรียกใช้
ได้โดยง่ายแบ่งเป็น 2 ส่วนย่อยดังนี้คือ
1.ไดเร็คทอรี (Directory) เป็นโฟล์เดอร์สาหรับจัดหมวดหมู่ไฟล์ขั้นสูงสุดในระบบ บางครั้งอาจ
เรียกว่า root directory ซึ่งบางระบบปฏิบัติการจะรวมทุกทุกไดรว์ไว้ในไดเร็คทอรีเดียวกัน
2.ซับ ไดเร็คทอรี (sub Directory) เป็นโฟล์เดอร์ย่อยที่ถูกแบ่งและจัดเก็บไว้ออกมาอีกชั้นหนึ่ง โดย
ที่เราสามารถเอาข้อมูลและไฟล์จัดลงในซับไดเร็คทอรีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังสามารถสร้างซับไดเร็คทอรี
ย่อยๆลงไปอีกได้ไม่จากัด
การจัดการกับไฟล์ (File Management)
ลาดับโครงสร้างไฟล์ (Hierarchical File)
System)
การจัดการหน่วยความจา คือ การเข้าถึงข้อมูล การอ่านข้อมูล การเขียนข้อมูลลงหน่วยความจาอย่างชาญ
ฉลาด ด้วยวิธีและเทคนิคต่าง ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ระบบใช้เวลาน้อยที่สุดในการอ่านเขียนข้อมูล และได้
ข้อมูลอย่างถูกต้องตามที่ระบบต้องการ การจัดการสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ
1. Hardware Memory Management เป็นเรื่องเ้กี่ยวกับการจัดการหน่วยความจาบนฮาร์ดดิสก์ วงจร
อิเล็กทรอนิกส์ การเก็บข้อมูล การอ่านข้อมูล การตรวจสอบข้อมูลเป็นต้น
2. Operating System Memory Management เป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดการหน่วยความจาใน
ระบบปฏิบัติการ
3. Application Memory management เป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดการหน่วยความจาในส่วนของ
โปรแกรมประยุกต์
ในการทางานของระบบคอมพิวเตอร์นั้น อุปกรณ์นาเข้ามากกว่าหนึ่งตัวสามารถส่งข้อมูลเข่ไปยัง
ระบบปฏิบัติการได้พร้อมๆกัน และในขณะนั้นระบบปฏิบัติการก็อาจต้องการส่งข้อมูลจากหลายๆโปรแกรมไปยังอู
ปกรณ์แสดงผลด้วยเช่นกัน แต่เนื่องจากอัตราการรับส่งข้อมูลของแต่ละอุปกรณ์มีความเร็วต่ากว่าซีพียูมาก
ระบบปฏิบัติการจึงได้เตรียมพื้นที่ส่วนหนึ่ง จะเป็นในหน่วยความจาหรือ ฮาร์ดดิสก์ก็ตาม เรียกว่า
บัฟเฟอร์ (buffer) เพื่อเป็นที่พักรอของข้อมูลที่อ่านเข้ามาเตรียมส่งออกไปยังอุปกรณ์แสดงผลต่างๆ
การจัดการกับหน่วยประมวลผลกลาง (CPU Management)
ในระบบที่มี Multi-tasking ตัว OS จะทาการแบ่งเวลาให้กับงานแต่ละงาน เร็วมากจนเหมือนว่าทา
ได้หลายๆงานพร้อมกัน ในระบบที่มี Multi-user ก็เช่นเดียวกัน OS จะทาการแบ่งเวลาให้แต่ละคน ดูเหมือนว่า
ทางานได้หลายๆคนพร้อมกัน Multi-processing ทางานได้หลายๆคาสั่งในเวลาเดียวกัน ข้อดีคือ ถ้า ซีพียูตัวใด
ตัวหนึ่งเสียก็สามารถยังทางานได้อยู่ แต่ต้องก็ยอมรับว่าจะมีเวลาบางส่วนหายไปเพราะต้องใช้ในการประสานงาน
และมีงานบางงานที่ไม่สามารถทาพร้อมๆกันได้
การจัดการหน่วยความจา (Memory Management)
การจัดการอุปกรณ์นาเข้าและแสดงผลข้อมูล (I/O Device Management)
การจัดการกับหน่วยประมวลผลกลาง (CPU Management)
จาแนกการรักษาความปลอดภัยออกเป็น 2 ด้าน ได้แก่
1.ความปลอดภัยของข้อมูล (Information Security) ข้อมูลจัดเป็นทรัพย์สินประเภทหนึ่งของ
องค์กร และเป็นหัวใจหลักสาหรับการดาเนินธุรกิจ ดังนั้นจาเป็นต้องให้ความสาคัญในการรักษาความ
ปลอดภัยของข้อมูล เช่นเดียวกับการรักษาความปลอดภัยของตัวเครื่องและอุปกรณ์ หรืออาจให้ความสาคัญ
มากกว่าด้วยซ้าไป
2.ความปลอดภัยทางกายภาพ (Physical Security) ได้แก่ ทรัพย์สินหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ
1. การระบุตัวบุคคลและอานาจหน้าที่ (Authentication & Authorization) เพื่อระบุตัวบุคคลที่
ติดด่อ หรือทาธุรกรรมร่วมด้วย
2.การรักษาความลับของข้อมูล (Confidentiality) เพื่อรักษาความลับในขณะส่งผ่านทางเครือข่าย
ไม่ให้ความลับถูกเปิดโดยบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้รับ
3.การรักษาความถูกต้องของข้อมูล (Integrity) เพื่อการป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้รับแอบ
เปิดดู และแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูล
4. การป้องกันการปฏิเสธ หรือ อ้างความรับผิดชอบ (None-Repudiation) เพื่อป้องกันการปฎิ
เสธความรับผิดในการทาธุรกรรมระหว่างกัน เช่น การอ้างว่าไม่ได้ส่งหรือไม่ได้รับข้อมูล ข่าวสาร
การรักษาความปลอดภัยบนระบบคอมพิวเตอร์
มาตรการการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล

Work3 07

  • 1.
  • 2.
    การทางานแบบ Multi –Tasking คือ ความสามารถในการทางานได้หลาย ๆ งาน หรือหลาย ๆ โปรแกรมในเวลาเดียวกัน เช่น พิมพ์รายงานควบคู่ไปกับการท่องเว็บ ซึ่งในสมัยก่อนการทางานของ ระบบปฏิบัติการจะอยู่ในรูปแบบที่เรียกว่า single-tasking ซึ่งจะทางานทีละโปรแกรมคาสั่ง ผู้ใช้ไม่สามารถที่จะ สลับงานไประหว่างโปรแกรมหรือทางานควบคู่กันได้ แต่สาหรับในปัจจุบันจะพบเห็นลักษณะการทางานแบบนี้ มากขึ้น เช่น ในระบบปฏิบัติการ Windows รุ่มใหม่ ๆ ซึ่งทาให้การใช้งานได้สะดวกและทางานได้หลาย ๆ โปรแกรม เป็นซอฟต์แวร์ที่เอาไว้ใช้สาหรับควบคุมและประสานงานระหว่างอุปกรณ์ภายในคอมพิวเตอร์ ทั้งหมด ตั้งแต่ซีพียู หน่วยความจา ไปจนถึงส่วนนาเข้าและส่งออกผลลัพธ์ ( input/output device ) บางครั้งก็นิยมเรียกรวม ๆ ว่า แพลตฟอร์ม (platform ) คอมพิวเตอร์จะทางานได้ จาเป็นต้องมีระบบปฏิบัติการติดตั้งอยู่ในเครื่องเสียก่อน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับบริษัทผู้ผลิตเครื่องนั้น ๆ ว่าจะ เลือกใช้แพลตฟอร์ม หรือระบบปฏิบัติการอะไรในการทางาน เราจะพบเห็นระบบปฏิบัติการอยู่ใน คอมพิวเตอร์แทบจะทุกประเภทตั้งแต่เครื่องขนาดใหญ่อย่างเครื่องเมนเฟรมจนถึงระดับเล็กสุด เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์พกพาประเภทพีดีเอ คุณสมบัติการทางาน 1. การทางานแบบ Multi – Tasking ระบบปฏิบัติการ
  • 3.
    การทางานแบบ Multi –User ในระบบการ เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าไว้ด้วยกันแบบเครือข่าย ระบบปฏิบัติการที่ทาหน้าที่ควบคุมจะมีคุณสมบัติอย่างหนึ่ง ที่เรียกว่า multi-user หรือความสามารถในการทางานกับ ผู้ใช้ได้หลาย ๆ คน ขณะที่มีการประมวลผลของงานพร้อม ๆ กัน ทาให้กระจายการใช้ได้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น เป็นระบบปฏิบัติการที่มุ่งเน้นและให้บริการสาหรับผู้ใช้เพียงคนเดียว (เจ้าของเครื่องนั้น ๆ) นิยมใช้ สาหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ประมวลผลและทางานแบบทั่วไป เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ตามบ้านหรือสานักงาน ซึ่ง จะถูกติดตั้งระบบปฏิบัติการนี้รองรับการทางานบางอย่าง เช่น พิมพ์รายงาน ดูหนัง ฟังเพลง หรือเชื่อมต่อเข้ากับ อินเทอร์เน็ต เป็นต้น ปัจจุบันพัฒนาให้มีคุณสมบัติที่เป็นลูกข่ายเพื่อขอรับบริการจากเครื่องแม่ข่ายได้ด้วย เช่น -Windows การทางานที่ต้องคอยป้อนคาสั่งทีละบรรทัดเพื่อเรียกทางานในระบบปฏิบัติการแบบ DOS นั้น สาหรับผู้ใช้ที่ไม่มีความรู้และความชานาญเพียงพอ มักจะจดจารูปแบบคาสั่งต่าง ๆ ในการใช้งานได้ไม่ค่อยดี นัก บริษัทไมโครซอฟต์จึงได้นาเอาแนวคิดของระบบการใช้งานที่เรียกว่า GUI (Graphical User Interface) ซึ่งมีผู้คิดค้นขึ้นก่อนหน้านั้นไม่นานนักมาใช้ในระบบปฏิบัติการ ตัวใหม่ที่มีชื่อว่า Windows เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ส่งผลให้ผู้ใช้ และระบบปฏิบัติการสามารถทางานงานร่วมกันได้คล่องตัวมาก ยิ่งขึ้น เพราะเป็นการนาเอารูปแบบของสัญลักษณ์ที่เป็น 2. การทางานแบบ Multi – User ประเภทของระบบปฏิบัติการ 1.ระบบปฏิบัติการแบบเดี่ยว ( stand – alone OS )
  • 4.
    ภาพกราฟิกเข้ามาแทนการป้อนข้อมูลคาสั่งทีละบรรทัดโดยที่ผู้ใช้ไม่จาเป็นต้องจดจาคาสั่งต่าง ๆ ก็สามารถใช้งาน ได้โดยง่าย เป็นระบบปฏิบัติการที่มุ่งเน้นและให้บริการสาหรับผู้ใช้หลายๆ คน ( multi - user ) นิยมใช้ สาหรับงานให้บริการและประมวลผลข้อมูลสาหรับเครือข่ายโดยเฉพาะ มักพบเห็นได้กับการนาไปใช้ในองค์กร ธุรกิจทั่วไป เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการเหล่านี้เรียกว่า เครื่อง server ซึ่งเป็นเสมือนเครื่องแม่ข่าย ที่ให้บริการข้อมูลต่าง ๆ ที่จาเป็นสาหรับผู้ใช้นั่นเอง เช่น -Windows Server เป็นระบบปฏิบัติการที่ออกแบบมาเพื่อ ใช้งานกับระบบเครือข่ายโดยเฉพาะ รุ่นแรกออกมาในชื่อ Windows NT และพัฒนาต่อมาเป็น Windows 2000 และรุ่นล่าสุดคือ Windows Server 2003 ผลิตออกมาเพื่อรองรับกับการใช้งานในระดับองค์กร ขนาดเล็กและขนาดกลาง พัฒนาโดยบริษัทไมโครซอฟต์ ส่วนใหญ่ เหมาะกับการติดตั้งและใช้งานกับเครื่องประเภทแม่ข่าย (Server -Solaris เป็นระบบปฏิบัติการเครือข่ายที่อยู่ในตระกูลเดียวกับ ระบบปฏิบัติการ Unix (Unix compatible) พัฒนาขึ้นโดยบริษัทซัน ไมโครซิสเต็มส์ สามารถรองรับการทางานแบบเครือข่ายได้เช่นเดียวกับ ระบบอื่น เป็นระบบปฏิบัติการที่พบเห็นได้ในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็ก เช่น พีดีเอหรือ Smart phone บางรุ่น สามารถช่วยในการทางานของอุปกรณ์แบบไม่ประจาที่เหล่านี้ได้เป็นอย่างดี เกิดขึ้นมาหลังสุด พร้อม ๆ กับที่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์พกพาเหล่านี้ได้รับความนิยมมากขึ้น บางระบบมีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกับ 2.ระบบปฏิบัติการแบบเครือข่าย ( network OS ) 3.ระบบปฏิบัติการแบบฝัง ( embedded OS )
  • 5.
    ระบบปฏิบัติการแบบเดี่ยวด้วย เช่น รองรับกับการทางานทั่วไปดูหนัง ฟังเพลงหรือเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ -Palm OS เป็นระบบปฏิบัติการที่ถือได้ว่าเกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กันกับการนาเอาคอมพิวเตอร์แบบพกพา มาใช้ในยุคแรก ๆ เรียกกันว่าเครื่อง Palm ( ผลิตขึ้นโดยบริษัทปาล์ม) ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในเวลาต่อมา เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นมา ก่อน Windows CE หรือ Pocket PC OS ของไมโครซอฟต์ (เนื่องจาก มีการผลิตเครื่องขึ้นมาใช้งานก่อนนั่นเอง) ปัจจุบันอาจพบเห็นการนาเอา ระบบนี้ไปใช้กับคอมพิวเตอร์แบบพกพาของค่ายบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ เทคโนโลยีชั้นนา นอกเหนือจากเครื่องของบริษัทปาล์มด้วย เช่น Visor (ของค่ายแฮนด์สปริงซึ่งปัจจุบันรวมกิจการเข้ากับบริษัทปาล์มไปแล้ว) และ CLIE (ของค่ายโซนี่ที่ยุติการผลิตไปแล้ว) ซึ่งก็ใช้ระบบปฏิบัติการแบบนี้ด้วยเช่นกัน แพลตฟอร์มหมายถึงการทางานร่วมกนของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สาหรับการทางานของแอปพลิเคชัน เราอาจพิจารณาวา ระบบปฏิบัติการสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ หรือ ทั้งคู่เป็นแพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์ได้ หลายระบบปฏิบัติการ หรือ ข้ามแพลตฟอร์ม (Cross-platform) หมายถึงการที่โปรแกรม คอมพิวเตอร์ภาษาโปรแกรม ระบบปฏิบัติการ หรือ ซอฟต์แวร์ชนิดอื่นๆ สามารถทางานได้ในหลายแพลตฟอร์ม คอมพิวเตอร์ตัวอย่างเช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์สามารถทางานได้บนไมโครซอฟท์วินโดวส์สาหรับสถาปัตยกรรม x86และ Mac OS X บน PowerPC โปรแกรมประยุกต์กับการข้ามแพลตฟอร์ม ไบออส (BIOS – Basic Input Output System) รากฐานรองรับระบบปฏิบัติการเป็นชุดคาสั่งที่บรรจุอยู่ในหน่วยความจา ROM ซึ่งเก็บข้อมูลอย่างถาวรถึงแม้จะไม่มีไฟฟ้าหล่อเลี้ยงก็ตาม มีหน้าที่หลักคือควบคุม อุปกรณ์มาตรฐานในเครื่อง เช่น ซีพียู หน่วยความจา ROM และ RAM เมนบอร์ด ฮาร์ดดิสก์ อื่นๆไบออสทาให้โปรแกรมประยุกต์หรือระบบปฏิบัติการเป็นอิสระจาก อุปกรณ์ เพียงแต่ติดตั้ง Driver ก็สามารถทางานร่วมกันได้ปัจจุบันเก็บไว้ใน Flash ROM โปรแกรมได้แต่ไม่บ่อย เพื่ออัพเดท firmware
  • 6.
    ก่อนที่เครื่องคอมพิวเตอร์จะทางานจะต้องนาเอาระบบปฏิบัติการเข้าไปเก็บไว้ยังหน่วยความจาของเครื่อง เสียก่อน กระบวนการนี้เราเรียกว่า การบู๊ตเครื่อง(boot)ซึ่งจะทางานทันทีที่เปิดสวิตซ์เครื่องมีขั้นตอนที่สรุปได้ ดังนี้ 1. พาวเวอร์ซัพพลายส่งสัญญาณไปให้ซีพียูเริ่มทางาน 2. ซีพียู จะสั่งให้ไบออสทางาน 3. เริ่มทางานตามกระบวนการที่เรียกว่า POST เพื่อตรวจเช็คอุปกรณ์ต่าง ๆ 4. ผลลัพธ์จากกระบวนการPOSTจะถูกนาไปเปรียบเทียบกับข้อมูลที่อยู่ในซีมอส 5. ไบออสจะอ่านโปรแกรมสาหรับบู๊ตจากฟล็อปปี้ดิสก์ ซีดีหรือฮาร์ดดิสก์ 6. โปรแกรมส่วนสาคัญจะถูกถ่ายค่าลงหน่วยความจาแรม 7. ระบบปฏิบัติการในหน่วยความจาเข้าควบคุมเครื่องและแสดงผลลัพธ์ 1.โคลด์บู๊ต (Cold boot) เป็นบู๊ตเครื่องที่อาศัยการทางานของฮาร์ดแวร์โดยการกดปุ่มเปิดเครื่อง (power on) แล้วเข้าสู่กระบวนการทางานโดยทันที 2.วอร์มบู๊ต (Warm boot) เป็นบู๊ตเครื่องโดยการทาให้เกิดกระบวนการบู๊ตใหม่ที่เรียกว่า การรีสตาร์ท เครื่อง (restart) โดยมากจะใช้ในกรณีที่เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทางานต่อไปได้ (เครื่องแฮงค์) ซึ่งจาเป็น ต้องการบู๊ตเครื่องกันใหม่ การสั่งงานให้คอมพิวเตอร์ทางานอย่างที่เราต้องการ ผู้ใช้จะต้องป้อนข้อมูลและชุดคาสั่งต่าง ๆ ให้กับ คอมพิวเตอร์เสียก่อน โดยผ่านส่วนที่ทาหน้าที่ติดต่อกับผู้ใช้งาน หรือเรียกว่า ส่วนประสานงานกับผู้ใช้ ( user interface ) ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท การเริ่มต้นทางานของคอมพิวเตอร์(Boot Up) ประเภทของการบู๊ตเครื่อง ขั้นตอนการบู๊ตเครื่องในคอมพิวเตอร์ ส่วนประสานงานกับผู้ใช้ ( User Interface )
  • 7.
    1.ประเภทคอมมานด์ไลน์ (Command Line) เป็นส่วนประสานงานกับผู้ใช้ที่อนุญาตให้ป้อนรูปแบบ คาสั่งที่เป็นตัวหนังสือ (text ) สั่งการลงไปด้วยตนเองเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทางานตามที่ต้องการทีละบรรทัดคาสั่ง หรือ คอมมานด์ไลน์ (command line ) 2.ประเภทกราฟิก (GUI – Graphical User Interface ) การใช้งานแบบคอมมานด์ไลน์ที่ต้อง ป้อนข้อมูลชุดคาสั่งทีละบรรทัดนั้น ทาให้เกิดความไม่สะดวกและยุ่งยากกับผู้ใช้คอมพิวเตอร์มากพอสมควร โดยเฉพาะกับคนผู้ที่ไม่ชานาญการหรือไม่สามารถจดจารูปแบบของคาสั่งต่าง ๆ เหล่านั้นได้ ดังนั้นจึงมีการพัฒนา ระบบคาสั่งงานคอมพิวเตอร์แบบใหม่โดยปรับมาใช้รูปภาพหรือสัญลักษณ์ในการสั่งงานมากยิ่งขึ้น บางครั้งนิยม เรียกระบบนี้ว่า กิวอี้ (GUI – Graphical User Interface ) ดังที่จะเห็นได้ในระบบปฏิบัติการ Windows ที่ไดรับความนิยมอย่างแพร่หลายนั่นเองรูปแบบของกิวอี้นี้ ผู้ใช้อาจจะไม่จาเป็นต้องจดจารูปแบบคาสั่งเพื่อใช้งาน ให้ยุ่งยากเหมือนกับแบบคอมมานด์ไลน์ก็สามารถใช้งานได้แล้ว โดยเพียงแค่รายการคาสั่งภาพที่ปรากฏบนจอ นั้นผ่านอุปกรณ์บางอย่าง เช่น เมาส์หรือคีย์บอร์ด เป็นต้น ไฟล์ เป็นหน่วยในการเก็บข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจเก็บอยู่ในสื่อเก็บบันทึกข้อมูลต่างๆเช่น ฟล็ อปปี้ดิสก์ ฮาร์ดดิสก์ หรือซีดีรอม เป็นต้น เมื่อต้องการเก็บข้อมูลก็จะมีการจัดเก็บไฟล์ที่แยกโครงสร้างออกเป็นส่วนๆเหมือนกิ่งกานสาขาต้นไม้แต่ละ กิ่งเรียกว่า โฟลเดอร์ (Folder) ซึ่งเป็นที่รวมไฟล์ข้อมูลเรื่องเดียวกันเข้าไว้เป็นหมวดหมู่เพื่อให้สามารถเรียกใช้ ได้โดยง่ายแบ่งเป็น 2 ส่วนย่อยดังนี้คือ 1.ไดเร็คทอรี (Directory) เป็นโฟล์เดอร์สาหรับจัดหมวดหมู่ไฟล์ขั้นสูงสุดในระบบ บางครั้งอาจ เรียกว่า root directory ซึ่งบางระบบปฏิบัติการจะรวมทุกทุกไดรว์ไว้ในไดเร็คทอรีเดียวกัน 2.ซับ ไดเร็คทอรี (sub Directory) เป็นโฟล์เดอร์ย่อยที่ถูกแบ่งและจัดเก็บไว้ออกมาอีกชั้นหนึ่ง โดย ที่เราสามารถเอาข้อมูลและไฟล์จัดลงในซับไดเร็คทอรีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังสามารถสร้างซับไดเร็คทอรี ย่อยๆลงไปอีกได้ไม่จากัด การจัดการกับไฟล์ (File Management) ลาดับโครงสร้างไฟล์ (Hierarchical File) System)
  • 8.
    การจัดการหน่วยความจา คือ การเข้าถึงข้อมูลการอ่านข้อมูล การเขียนข้อมูลลงหน่วยความจาอย่างชาญ ฉลาด ด้วยวิธีและเทคนิคต่าง ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ระบบใช้เวลาน้อยที่สุดในการอ่านเขียนข้อมูล และได้ ข้อมูลอย่างถูกต้องตามที่ระบบต้องการ การจัดการสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ 1. Hardware Memory Management เป็นเรื่องเ้กี่ยวกับการจัดการหน่วยความจาบนฮาร์ดดิสก์ วงจร อิเล็กทรอนิกส์ การเก็บข้อมูล การอ่านข้อมูล การตรวจสอบข้อมูลเป็นต้น 2. Operating System Memory Management เป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดการหน่วยความจาใน ระบบปฏิบัติการ 3. Application Memory management เป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดการหน่วยความจาในส่วนของ โปรแกรมประยุกต์ ในการทางานของระบบคอมพิวเตอร์นั้น อุปกรณ์นาเข้ามากกว่าหนึ่งตัวสามารถส่งข้อมูลเข่ไปยัง ระบบปฏิบัติการได้พร้อมๆกัน และในขณะนั้นระบบปฏิบัติการก็อาจต้องการส่งข้อมูลจากหลายๆโปรแกรมไปยังอู ปกรณ์แสดงผลด้วยเช่นกัน แต่เนื่องจากอัตราการรับส่งข้อมูลของแต่ละอุปกรณ์มีความเร็วต่ากว่าซีพียูมาก ระบบปฏิบัติการจึงได้เตรียมพื้นที่ส่วนหนึ่ง จะเป็นในหน่วยความจาหรือ ฮาร์ดดิสก์ก็ตาม เรียกว่า บัฟเฟอร์ (buffer) เพื่อเป็นที่พักรอของข้อมูลที่อ่านเข้ามาเตรียมส่งออกไปยังอุปกรณ์แสดงผลต่างๆ การจัดการกับหน่วยประมวลผลกลาง (CPU Management) ในระบบที่มี Multi-tasking ตัว OS จะทาการแบ่งเวลาให้กับงานแต่ละงาน เร็วมากจนเหมือนว่าทา ได้หลายๆงานพร้อมกัน ในระบบที่มี Multi-user ก็เช่นเดียวกัน OS จะทาการแบ่งเวลาให้แต่ละคน ดูเหมือนว่า ทางานได้หลายๆคนพร้อมกัน Multi-processing ทางานได้หลายๆคาสั่งในเวลาเดียวกัน ข้อดีคือ ถ้า ซีพียูตัวใด ตัวหนึ่งเสียก็สามารถยังทางานได้อยู่ แต่ต้องก็ยอมรับว่าจะมีเวลาบางส่วนหายไปเพราะต้องใช้ในการประสานงาน และมีงานบางงานที่ไม่สามารถทาพร้อมๆกันได้ การจัดการหน่วยความจา (Memory Management) การจัดการอุปกรณ์นาเข้าและแสดงผลข้อมูล (I/O Device Management) การจัดการกับหน่วยประมวลผลกลาง (CPU Management)
  • 9.
    จาแนกการรักษาความปลอดภัยออกเป็น 2 ด้านได้แก่ 1.ความปลอดภัยของข้อมูล (Information Security) ข้อมูลจัดเป็นทรัพย์สินประเภทหนึ่งของ องค์กร และเป็นหัวใจหลักสาหรับการดาเนินธุรกิจ ดังนั้นจาเป็นต้องให้ความสาคัญในการรักษาความ ปลอดภัยของข้อมูล เช่นเดียวกับการรักษาความปลอดภัยของตัวเครื่องและอุปกรณ์ หรืออาจให้ความสาคัญ มากกว่าด้วยซ้าไป 2.ความปลอดภัยทางกายภาพ (Physical Security) ได้แก่ ทรัพย์สินหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ 1. การระบุตัวบุคคลและอานาจหน้าที่ (Authentication & Authorization) เพื่อระบุตัวบุคคลที่ ติดด่อ หรือทาธุรกรรมร่วมด้วย 2.การรักษาความลับของข้อมูล (Confidentiality) เพื่อรักษาความลับในขณะส่งผ่านทางเครือข่าย ไม่ให้ความลับถูกเปิดโดยบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้รับ 3.การรักษาความถูกต้องของข้อมูล (Integrity) เพื่อการป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้รับแอบ เปิดดู และแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูล 4. การป้องกันการปฏิเสธ หรือ อ้างความรับผิดชอบ (None-Repudiation) เพื่อป้องกันการปฎิ เสธความรับผิดในการทาธุรกรรมระหว่างกัน เช่น การอ้างว่าไม่ได้ส่งหรือไม่ได้รับข้อมูล ข่าวสาร การรักษาความปลอดภัยบนระบบคอมพิวเตอร์ มาตรการการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล