แนะนำประเทศภูฏาน
ภูฏาน   (Bhutan) [ พู - ตาน ]  หรือชื่อทางการคือ ราชอาณาจักรภูฏาน  ( Kingdom of Bhutan  เป็นประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้ที่มีขนาดเล็ก และมีภูเขาเป็นจำนวนมาก ตั้งอยู่ในเทือกเขาหิมาลัยระหว่างประเทศอินเดียกับจีน
ประวัติความเป็นมาของประเทศภูฏาน          ชื่อในภาษาท้องถิ่นของประเทศคือ  Druk Yul ( อ่านว่า ดรุก ยุล )  แปลว่า  " ดินแดนของมังกรสายฟ้า  ( Land of the Thunder Dragon)"  นอกจากนี้ยังเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  Druk Tsendhen  เนื่องจากที่ภูฏาน เสียงสายฟ้าฟาดถือเป็นเสียงของมังกร ส่วนชื่อ ภูฏาน  ( Bhutan)  มาจากคำสมาสในภาษาสันสกฤต ภู - อุตฺตาน อันมีความหมายว่า  " แผ่นดินบนที่สูง " ( ในภาษาฮินดี สะกด  भूटान  ถอดเป็นตัวอักษรคือ ภูฏาน )          ประเทศภูฏาน เป็นประเทศที่ประกาศว่า จะไม่สนใจ  GDP (GDP - Gross Domestic Product  หรือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ )  แต่จะสนใจ  GDH  แทน  ( GDH - Gross Domestic Happiness  หรือ ความสุขรวมภายในประเทศ )     
ประวัติศาสตร์          ในปี พ . ศ .  2173  ดรุกปา ลามะ ลี้ภัยจากทิเบตสู่ภูฏาน ต่อมาได้ตั้งตัวขึ้นเป็น ธรรมราชา ปกครองครองดินแดนด้วยระบบศาสนเทวราช มีคณะรัฐมนตรีช่วย  4  ตำแหน่ง แม้ภูฏานจะพยายามแยกตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่ต่อมาก็ถูกรุกรานจากประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะทิเบตอยู่หลายครั้งในช่วงพุทธศตวรรษที่  22  ถึง  23  ในระยะต่อมาก็ยังถูกรุกรานโดยอังกฤษซึ่งมีอำนาจอยู่ในอินเดียก่อนที่จะได้เจรจาสงบศึกกัน ในปี พ . ศ .  2453
การเมือง          มีองค์พระมหากษัตริย์เป็นประมุข ภายใต้การปกครองโดย สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่  5  ของราชวงศ์วังชุก ทรงปกครองประเทศโดยมีคณะองคมนตรีเป็นที่ปรึกษา และสภาแห่งชาติที่เรียกว่า ซงดู  ( Tsongdu)  ทำหน้าที่ในการออกกฎหมาย ประกอบด้วยสมาชิก  161  คน          สมาชิก  106  คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน สมาชิก  55  คน มาจากการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์ฟ
         ในสมัยศตวรรษที่  17  นักบวช ซับดุง นาวัง นำเยล  ( Zhabdrung Ngawang Namgyal)  ได้รวบรวมภูฏานให้เป็นปึกแผ่นและก่อตั้งเป็นประเทศขึ้น และในปี  2194  นักบวชซับดุงได้ริเริ่มการบริหารประเทศแบบสองระบบ คือ แยกเป็นฝ่ายฆราวาสและฝ่ายสงฆ์ ภูฏานใช้ระบบการปกครองดังกล่าวมาเป็นเวลากว่าสองศตวรรษ จนกระทั่งเมื่อวันที่  17  ธันวาคม  2450  พระคณะที่ปรึกษาแห่งรัฐ ผู้ปกครองจากมณฑลต่าง ๆ ตลอดจนตัวแทนประชาชนได้มารวมตัวกันที่เมืองพูนาคา และทำการเลือกอย่างเป็นเอกฉันท์ให้ อูเก็น วังชุก  ( Ugyen Wangchuck)  ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้ปกครองเมืองตองซา  ( Trongsa)  ขึ้นเป็นกษัตริย์องค์แรกของภูฏาน โดยดำรงตำแหน่งเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์แรกแห่งราชวงศ์วังชุก  ( Wangchuck)  เนื่องจากคุณสมบัติที่โดดเด่นของพระองค์ตั้งแต่ครั้งยังทรงดำรงตำแหน่งเป็นผู้ปกครองเมืองตองซา ทรงมีลักษณะความเป็นผู้นำและเป็นผู้นำที่เคร่งศาสนาและมีความตั้งพระทัยแน่วแน่ที่จะยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น ราชวงศ์วังชุกปกครองประเทศภูฏานมาจนถึงปัจจุบันสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ปัจจุบันคือ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก  ( Jigme Khesar Namgyal Wangchuck)  ขึ้นครองราชสมบัติเมื่อวันที่  16  ธันวาคม  2549  เป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่  5  แห่งราชวงศ์วังชุก
สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก
การแบ่งเขตการปกครอง          ประเทศภูฏานแบ่งเขตการปกครองออกเป็น  4  เขตบริหาร  ( administrative zones - dzongdey)  แต่ละเขตบริหารแบ่งย่อยลงไปอีกเป็น เขต  ( districts - dzongkhag)  รวมทั้งหมด  20  เขต เมืองหลวงคือ เมือง ทิมพู
แผนที่แสดงเขตของปรฟะเทศภูฏานเขตบุมทัง 1. เขตบุมทัง  2. เขตชูคา  3. เขตดากานา  4. เขตกาซา  5. เขตฮา  6. เขตลฮุนต์ชิ  7. เขตมองการ์  8. เขตพาโร  9. เขตเปมากัตเซล  10. เขตพูนาคา  11. เขตซัมดรุปจงคาร์  12. เขตซัมชิ  13. เขตซาร์ปัง  14. เขตทิมพู  15. เขตตาชิกัง  16. เขตตาชิยังต์ซี  17. เขตตงซา  18. เขตชิรัง  19. เขตวังดีโพดรัง  20. เขตเชมกัง
สัญลักษณ์ประจำชาติ
สัตว์ประจำชาติ   :  ทาคิน เป็นสัตว์ที่หายาก เพราะมีอยู่ในดินแดนภูฏานเพียงแห่งเดียว และอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ มีลักษณะคล้ายวัวผสมแพะตัวใหญ่ มีเขา ขนตามตัวมีสีดำ มักจะอาศัยอยู่กันเป็นฝูงในป่าโปร่ง บนความสูงกว่า  4,000  เมตรเหนือระดับน้ำทะเลขึ้นไป ชอบกินไม้ไผ่เป็นอาหาร
ต้นไม้   :  ต้นสนไซปรัส
ดอกไม้ประจำชาติ   :  ดอกป๊อปปี้สีฟ้า
 
ธงชาติของภูฏานมีเส้นทแยงมุมแบ่งสองส่วน สีเหลือง ครึ่งบนของธงชาติ หมายถึง อำนาจของพระมหากษัตริย์ เป็นสีที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองทั้งทางโลกและทางธรรม สีส้ม ครึ่งล่างของธงชาติ หมายถึง การปฏิบัติธรรมและความเลื่อมใสและศรัทธาของชาวภูฏานที่มีต่อศาสนาพุทธ มังกรที่อยู่ตรงกลางของธงชาติ หมายถึง ประเทศดรุกยุล มีความหมายว่าดินแดนแห่งมังกรสายฟ้า สีขาวที่แซมบนตัวมังกร หมายถึง ความสะอาดบริสุทธิ์ของชนชาติ และรัตนะที่ติดอุ้งเท้ามังกรก็คือความอุดมสมบูรณ์ของประเทศนั่นเอเเละ ท่าที่มังกรกำลังอ้าปากคำรามนั้น แสดงออกถึงความมีอำนาจน่าเกรงขามของเหล่าพระผู้เป็นเจ้าทั้งชายและหญิงที่ปกป้องภูฏาน
ภูมิประเทศ          ประเทศภูฏานตั้งอยู่ในแถบขุนเขาหิมาลัยระหว่าง อินเดีย กับ จีน   ( ติดกับทิเบต )  เป็นประเทศที่มีเทือกเขาเป็นจำนวนมาก จนได้รับการขนานนามว่า  " สวิตเซอร์แลนด์ แห่งเอเชีย "  เดิมเคยผูกพันอยู่กับทิเบต แต่ แยกออกมาเป็นรัฐอิสระตั้งแต่ ค . ศ . 1630  ภูฏาน เป็นประเทศเล็กๆ มีพื้นที่  47,000  ตารางกิโลเมตร มีสถานที่ท่องเที่ยวเหมาะกับคนที่ชอบธรรมชาติที่งดงามและวัฒนธรรมดั้งเดิม
ภูมิอากาศ          เนื่องจากภูฏานเป็นประเทศขนาดเล็ก ลักษณะภูมิอากาศจึงไม่แตกต่างกันมากนัก โดยมากเป็นภูมิอากาศแบบกึ่งร้อนมีฝนชุก ยกเว้นตอนเหนือซึ่งเป็นภูเขาสูง ทำให้มีอากศแบบหนาวเทือกเขา อากาศ กลางวัน  25 - 15  องศาเซลเซียส กลางคืน  10 - 5  องศาเซลเซียส มี  4  ฤดู คือ ฤดูใบไม้ผลิ จะอยู่ในช่วงเดือนมีนาคม  -  พฤษภาคม ช่วงนี้อากาศจะอบอุ่นและอาจมีฝนประปราย ฤดูร้อน จะอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน  -  สิงหาคม ช่วงนี้จะมีพายุฝน ตามเทือกเขาจะเขียวชอุ่ม ฤดูใบไม้ร่วง จะอยู่ในช่วงเดือนกันยายน  -  พฤศจิกายน ช่วงนี้อากาศจะเย็น ท้องฟ้าแจ่มใส เหมาะแก่การเดินเขา ฤดูหนาว จะอยู่ในช่วงเดือนธันวาคม  -  กุมภาพันธ์ อากาศจัดเย็นจัดตอนกลางคืนและรุ่งเช้า และจะมีหมอกหนา บางครั้งโดยเฉพาะในช่วงเดือนมกราคม อาจมีหิมะตกบ้าง
ประชากร          จำนวนประชากร  752,700  คน  ( เมื่อปี พ . ศ .  2547)  เป็นชาย  380,090  คน และหญิง  372,610  คน อัตราการเพิ่มของประชากรร้อยละ  2.14 ( เมื่อปี พ . ศ .  2546) เชื้อชาติ ประกอบด้วย  3  เชื้อชาติ ได้แก่ ชาร์คอป  ( Sharchops)  ชนพื้นเมืองดั้งเดิม ส่วนใหญ่อยู่ทางภาคตะวันออก งาลอบ  ( Ngalops)  ชนเชื้อสายธิเบต ส่วนใหญ่อยู่ทางภาคตะวันตก โลซาม  ( Lhotshams)  ชนเชื้อสายเนปาล ส่วนใหญ่อยู่ทางใต้ กลุ่มประชากรของภูฏาน แบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆ คือ กลุ่มดรุกปา ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น  2  กลุ่ม คือ กลุ่มเชื้อสายธิเบต กลุ่มซังลา ที่ถือว่ามีจำนวนมากที่สุด เนื่องจากจะแยกออกตามภาษาท้องถิ่นที่ใช้ที่มีประมาณ  11  ภาษา กลุ่มนี้จะอาศัยทางทิศตะวันออกของประเทศ กลุ่ม เนปาลี คือส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ แต่ปัจจุบันนี้ทางรัฐบาลของประเทศภูฏาน ได้พยายามผลักดันให้ประชากรเหล่านี้กลับไปยังถิ่นฐานเดิมคือประเทศเนปาล กลุ่มชนอื่น ๆ อีก  13%  คือชาวธิเบต ชาวสิกขิม และชาวอินเดีย
 
 
 
ศาสนา          ประชาชนชาวภูฏานนับถือ ศาสนาพุทธนิกายมหายาน  ( ตันตรยาน หรือบ้างก็เรียกว่า วัชรยาน )  75%  ศาสนาฮินดู  24%  ศาสนาอิสลาม  0.7%  และ ศาสนาคริสต์  0.3%  มีจำนวนพระสงฆ์ราว  6,000  องค์ ซึ่งรัฐถวายความอุปการะจัดหาสิ่งของจำเป็นพื้นฐานหรือปัจจัย  4  แต่ท่านก็สามารถที่จะหารายได้พิเศษจากการทำพิธีทางศาสนา ทั้งภายในวัดหรือไปตามกิจนิมนต์ที่บ้าน ท่านมีความเคร่งครัดไม่สูบบุหรี่ และไม่ดื่มสุรา หากทว่าฉันมื้อเย็นได้ ซึ่งต่างจากพระในประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีสงฆ์อีกราว  3,000  องค์ ที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีของรัฐ แต่มีเอกชนเป็นอุปัฏฐาก
วัฒนธรรม          การแต่งกายประจำชาติ พระมหากษัตริย์จะผ้าผืนใหญ่พันองค์ ซึ่งผ้าพันกายนี้เป็นธรรมเนียมของบุรุษภูฏาน เพื่อแสดงถึงตำแหน่งฐานะ เช่นว่า ผ้าสีขาวมีขอบจะเป็นของสามัญชน ผู้พิพากษาจะพันด้วยผ้าสีเขียว สำหรับองค์พระมหากษัตริย์ทรงใช้สีส้มเหลือง เช่นเดียวกันกับพระสังฆราชาแห่งรัฐ ภาษาประจำชาติ คือภาษาฌงฆะ ซึ่งแต่เดิมเป็นภาษาท้องถิ่นแถบตะวันตกของภูฏาน ต่อมาได้กลายเป็นภาษาประจำชาติ เครื่องแต่งกายประจำชาติ ผู้ชายเรียกว่า โฆ  ( Kho)  ส่วนของผู้หญิงเรียกว่า ฆีระ  ( Khira)
วิถีชีวิตเเละการกินอยู่          ชาวภูฏาน  80  เปอร์เซ็นต์ ทำการเกษตรหรือเลี้ยงสัตว์ ความงดงามแห่งทิวทัศน์ชนบทนั้น ทำให้นักท่องเที่ยวแทบไม่เชื่อสายตา บ้านเรือนที่ตกแต่งประดับประดากรอบหน้าต่างอย่างสดใส หลังคามุงด้วยไม้ ทุ่งหญ้าเขียวขจีแต่งแต้มด้วยไม้ดอก ป่าต้นโอ๊ค รั้วไม้ไผ่สาน สะพานมีหลังคาคลุม ผู้ชายก้มๆ เงยๆ ทำงานกลางทุ่ง ส่วนผู้หญิงทอผ้าอยู่กลางแจ้งโดยเอาทารกใส่ไว้กับถุงผ้าข้างอานม้า ชาวภูฏานจะบริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก มีอาหารประจำชาติเรียกว่า เฮมาดัทสิ ที่มีวัตถุบส่วนใหญ่ทำมาจากพริก เนื้อที่ชาวภูฏานโปรดปรานก็คือ เนื้อจามรี  ( คล้ายเนื้อวัว )  และหมู ส่วนไก่นั้นรองลงมา ในฤดูร้อนนั้นจะเห็นมันหมูแล่เป็นชิ้นยาวๆ ห้อยแขวนตากแห้งไว้กับขอบหน้าต่างแทบทุกบ้าน ถือเป็นอาหารอันโอชะของชาวภูฏาน ด้านเครื่องดื่ม น้ำชาเป็นที่นิยมกันทั่วไป แต่ประชากรแถบภาคกลางกับตะวันออกจะต้มกลั่น  “ อารา ”   สุรา  20  ดีกรี ไว้ดื่มกันอย่างกว้างขวาง ส่วนนมสดยังไม่แพร่หลายมากนัก มักจะเอาไปทำเป็นเนยมากกว่า ผู้นิยมดื่มเบียร์พื้นเมืองก็จะมีเบียร์ตราหมีแพนด้าแดง เรียกว่ามีแอลกอฮอล์ทุกชนิดแหละครับ ทั้งวิสกี้ ยิน รัม ไวน์
 
ธรรมเนียมการต้อนรับเเขก          แต่ที่อาจแตกต่างกันบ้าง ก็คือธรรมเนียมการรับเชิญไปกินอาหารที่บ้าน โดยเริ่มแรกแขกจะได้รับเครื่องดื่มมาต้อนรับ อาจเป็นน้ำชาหรือสุรา ซึ่งโดยมารยาทเราจะต้องดื่มหรือจิบให้เห็น การดื่มเรียกน้ำย่อยนี้ อาจกินเวลายาวนานกว่าชั่วโมงหากเป็นแขกที่ไม่ค่อยคุ้นเคย เจ้าภาพจะไม่อยู่รับรองพูดคุย แต่จะหลบเข้าไปข้างในจนกว่าจะได้เวลาอาหารมาเสิร์ฟ เมื่อนำอาหารออกมาแล้วเจ้าภาพจะไม่ร่วมกินด้วย และการคุยกันในระหว่างแขกรับประทานก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็น ยิ่งกว่านั้นหลังจากรับประทานเสร็จ แขกจะร่ำลากลับทันที ซึ่งต่างจากประเพณีชนตะวันตกที่จะต้องมีการสนทนาปราศรัยกันอีกนาน แต่แขกของภูฏานจะลุกกลับทันทีที่กลืนคำสุดท้ายเสร็จ บางครั้งแขกผู้อาวุโสที่สุดจะเป็นผู้ให้สัญญาณกลับ ซึ่งธรรมเนียมนี้แขกต่างชาติมักไม่รู้และรีๆรอๆพูดคุยต่อ ก่อให้เกิดความอิหลักอิเหลื่อแก่ เจ้าภาพ
การเดินทางสู่ภูฏาน          สายการบินที่เข้าประเทศภูฎานได้ คือสายการบินแห่งชาติของภูฎานเองมีชื่อว่า  Druk Air  จากกรุงเทพฯ หากไปสายการบินอื่น ต้องไปต่อที่อินเดีย โดยที่กัลลกัตตาจะมี  3  เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ส่วนกรุงนิวเดลีและกาฐมาณฑุ มีแห่งละ  2  เที่ยวบิน
มาดูหน้าตาปั๊มในภูฏาน
 
 
อาหารการกินในภูฎาน
ข้าวกล้อง หมี่ผัด
น้ำซุปของภูฎาน
บรรณานุกรม ^   Gross domestic product 2007, PPP . World Development Indicators database, World Bank (2011-01-17). ^   การเขียนและอ่านชื่อ ประเทศภูฏาน   -  ราชบัณฑิตยสถาน ^   ชื่อประเทศ มาจากคำสมาสในภาษาสันสกฤต ภู - อุตฺตาน อันมีความหมายว่า  " แผ่นดินบนที่สูง " ^   Bhutan:Economy . CIA The World Factbook. ^   Rank Order - GDP - real growth rate . CIA The World Factbook. ^   Power sales to India to fuel Bhutan's growth . The Hindu Business Line (2007-01-27).  สืบค้นวันที่  2011-01-29 ^   Tala Hydroelectric Project, Bhutan . power-technology.com.  สืบค้นวันที่  2011-01-29
จัดทำโดย นางสาวพรพรหม  ปินะกาโพธิ์  ชั้น ม .5 / 3  เลขที่  18

ประเทศภูฏาน

  • 1.
  • 2.
    ภูฏาน   (Bhutan)[ พู - ตาน ] หรือชื่อทางการคือ ราชอาณาจักรภูฏาน ( Kingdom of Bhutan เป็นประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้ที่มีขนาดเล็ก และมีภูเขาเป็นจำนวนมาก ตั้งอยู่ในเทือกเขาหิมาลัยระหว่างประเทศอินเดียกับจีน
  • 3.
    ประวัติความเป็นมาของประเทศภูฏาน          ชื่อในภาษาท้องถิ่นของประเทศคือ Druk Yul ( อ่านว่า ดรุก ยุล ) แปลว่า " ดินแดนของมังกรสายฟ้า ( Land of the Thunder Dragon)" นอกจากนี้ยังเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Druk Tsendhen เนื่องจากที่ภูฏาน เสียงสายฟ้าฟาดถือเป็นเสียงของมังกร ส่วนชื่อ ภูฏาน ( Bhutan) มาจากคำสมาสในภาษาสันสกฤต ภู - อุตฺตาน อันมีความหมายว่า " แผ่นดินบนที่สูง " ( ในภาษาฮินดี สะกด भूटान ถอดเป็นตัวอักษรคือ ภูฏาน )          ประเทศภูฏาน เป็นประเทศที่ประกาศว่า จะไม่สนใจ GDP (GDP - Gross Domestic Product หรือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ) แต่จะสนใจ GDH แทน ( GDH - Gross Domestic Happiness หรือ ความสุขรวมภายในประเทศ )     
  • 4.
    ประวัติศาสตร์          ในปีพ . ศ . 2173 ดรุกปา ลามะ ลี้ภัยจากทิเบตสู่ภูฏาน ต่อมาได้ตั้งตัวขึ้นเป็น ธรรมราชา ปกครองครองดินแดนด้วยระบบศาสนเทวราช มีคณะรัฐมนตรีช่วย 4 ตำแหน่ง แม้ภูฏานจะพยายามแยกตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่ต่อมาก็ถูกรุกรานจากประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะทิเบตอยู่หลายครั้งในช่วงพุทธศตวรรษที่ 22 ถึง 23 ในระยะต่อมาก็ยังถูกรุกรานโดยอังกฤษซึ่งมีอำนาจอยู่ในอินเดียก่อนที่จะได้เจรจาสงบศึกกัน ในปี พ . ศ . 2453
  • 5.
    การเมือง          มีองค์พระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้การปกครองโดย สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 5 ของราชวงศ์วังชุก ทรงปกครองประเทศโดยมีคณะองคมนตรีเป็นที่ปรึกษา และสภาแห่งชาติที่เรียกว่า ซงดู ( Tsongdu) ทำหน้าที่ในการออกกฎหมาย ประกอบด้วยสมาชิก 161 คน          สมาชิก 106 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน สมาชิก 55 คน มาจากการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์ฟ
  • 6.
             ในสมัยศตวรรษที่ 17 นักบวช ซับดุง นาวัง นำเยล ( Zhabdrung Ngawang Namgyal) ได้รวบรวมภูฏานให้เป็นปึกแผ่นและก่อตั้งเป็นประเทศขึ้น และในปี 2194 นักบวชซับดุงได้ริเริ่มการบริหารประเทศแบบสองระบบ คือ แยกเป็นฝ่ายฆราวาสและฝ่ายสงฆ์ ภูฏานใช้ระบบการปกครองดังกล่าวมาเป็นเวลากว่าสองศตวรรษ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2450 พระคณะที่ปรึกษาแห่งรัฐ ผู้ปกครองจากมณฑลต่าง ๆ ตลอดจนตัวแทนประชาชนได้มารวมตัวกันที่เมืองพูนาคา และทำการเลือกอย่างเป็นเอกฉันท์ให้ อูเก็น วังชุก ( Ugyen Wangchuck) ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้ปกครองเมืองตองซา ( Trongsa) ขึ้นเป็นกษัตริย์องค์แรกของภูฏาน โดยดำรงตำแหน่งเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์แรกแห่งราชวงศ์วังชุก ( Wangchuck) เนื่องจากคุณสมบัติที่โดดเด่นของพระองค์ตั้งแต่ครั้งยังทรงดำรงตำแหน่งเป็นผู้ปกครองเมืองตองซา ทรงมีลักษณะความเป็นผู้นำและเป็นผู้นำที่เคร่งศาสนาและมีความตั้งพระทัยแน่วแน่ที่จะยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น ราชวงศ์วังชุกปกครองประเทศภูฏานมาจนถึงปัจจุบันสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ปัจจุบันคือ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ( Jigme Khesar Namgyal Wangchuck) ขึ้นครองราชสมบัติเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2549 เป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์วังชุก
  • 7.
  • 8.
    การแบ่งเขตการปกครอง          ประเทศภูฏานแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 4 เขตบริหาร ( administrative zones - dzongdey) แต่ละเขตบริหารแบ่งย่อยลงไปอีกเป็น เขต ( districts - dzongkhag) รวมทั้งหมด 20 เขต เมืองหลวงคือ เมือง ทิมพู
  • 9.
    แผนที่แสดงเขตของปรฟะเทศภูฏานเขตบุมทัง 1. เขตบุมทัง 2. เขตชูคา 3. เขตดากานา 4. เขตกาซา 5. เขตฮา 6. เขตลฮุนต์ชิ 7. เขตมองการ์ 8. เขตพาโร 9. เขตเปมากัตเซล 10. เขตพูนาคา 11. เขตซัมดรุปจงคาร์ 12. เขตซัมชิ 13. เขตซาร์ปัง 14. เขตทิมพู 15. เขตตาชิกัง 16. เขตตาชิยังต์ซี 17. เขตตงซา 18. เขตชิรัง 19. เขตวังดีโพดรัง 20. เขตเชมกัง
  • 10.
  • 11.
    สัตว์ประจำชาติ   : ทาคิน เป็นสัตว์ที่หายาก เพราะมีอยู่ในดินแดนภูฏานเพียงแห่งเดียว และอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ มีลักษณะคล้ายวัวผสมแพะตัวใหญ่ มีเขา ขนตามตัวมีสีดำ มักจะอาศัยอยู่กันเป็นฝูงในป่าโปร่ง บนความสูงกว่า 4,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลขึ้นไป ชอบกินไม้ไผ่เป็นอาหาร
  • 12.
    ต้นไม้   : ต้นสนไซปรัส
  • 13.
    ดอกไม้ประจำชาติ   : ดอกป๊อปปี้สีฟ้า
  • 14.
  • 15.
    ธงชาติของภูฏานมีเส้นทแยงมุมแบ่งสองส่วน สีเหลือง ครึ่งบนของธงชาติหมายถึง อำนาจของพระมหากษัตริย์ เป็นสีที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองทั้งทางโลกและทางธรรม สีส้ม ครึ่งล่างของธงชาติ หมายถึง การปฏิบัติธรรมและความเลื่อมใสและศรัทธาของชาวภูฏานที่มีต่อศาสนาพุทธ มังกรที่อยู่ตรงกลางของธงชาติ หมายถึง ประเทศดรุกยุล มีความหมายว่าดินแดนแห่งมังกรสายฟ้า สีขาวที่แซมบนตัวมังกร หมายถึง ความสะอาดบริสุทธิ์ของชนชาติ และรัตนะที่ติดอุ้งเท้ามังกรก็คือความอุดมสมบูรณ์ของประเทศนั่นเอเเละ ท่าที่มังกรกำลังอ้าปากคำรามนั้น แสดงออกถึงความมีอำนาจน่าเกรงขามของเหล่าพระผู้เป็นเจ้าทั้งชายและหญิงที่ปกป้องภูฏาน
  • 16.
    ภูมิประเทศ          ประเทศภูฏานตั้งอยู่ในแถบขุนเขาหิมาลัยระหว่างอินเดีย กับ จีน   ( ติดกับทิเบต ) เป็นประเทศที่มีเทือกเขาเป็นจำนวนมาก จนได้รับการขนานนามว่า " สวิตเซอร์แลนด์ แห่งเอเชีย " เดิมเคยผูกพันอยู่กับทิเบต แต่ แยกออกมาเป็นรัฐอิสระตั้งแต่ ค . ศ . 1630 ภูฏาน เป็นประเทศเล็กๆ มีพื้นที่ 47,000 ตารางกิโลเมตร มีสถานที่ท่องเที่ยวเหมาะกับคนที่ชอบธรรมชาติที่งดงามและวัฒนธรรมดั้งเดิม
  • 17.
    ภูมิอากาศ          เนื่องจากภูฏานเป็นประเทศขนาดเล็กลักษณะภูมิอากาศจึงไม่แตกต่างกันมากนัก โดยมากเป็นภูมิอากาศแบบกึ่งร้อนมีฝนชุก ยกเว้นตอนเหนือซึ่งเป็นภูเขาสูง ทำให้มีอากศแบบหนาวเทือกเขา อากาศ กลางวัน 25 - 15 องศาเซลเซียส กลางคืน 10 - 5 องศาเซลเซียส มี 4 ฤดู คือ ฤดูใบไม้ผลิ จะอยู่ในช่วงเดือนมีนาคม - พฤษภาคม ช่วงนี้อากาศจะอบอุ่นและอาจมีฝนประปราย ฤดูร้อน จะอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน - สิงหาคม ช่วงนี้จะมีพายุฝน ตามเทือกเขาจะเขียวชอุ่ม ฤดูใบไม้ร่วง จะอยู่ในช่วงเดือนกันยายน - พฤศจิกายน ช่วงนี้อากาศจะเย็น ท้องฟ้าแจ่มใส เหมาะแก่การเดินเขา ฤดูหนาว จะอยู่ในช่วงเดือนธันวาคม - กุมภาพันธ์ อากาศจัดเย็นจัดตอนกลางคืนและรุ่งเช้า และจะมีหมอกหนา บางครั้งโดยเฉพาะในช่วงเดือนมกราคม อาจมีหิมะตกบ้าง
  • 18.
    ประชากร          จำนวนประชากร 752,700 คน ( เมื่อปี พ . ศ . 2547) เป็นชาย 380,090 คน และหญิง 372,610 คน อัตราการเพิ่มของประชากรร้อยละ 2.14 ( เมื่อปี พ . ศ . 2546) เชื้อชาติ ประกอบด้วย 3 เชื้อชาติ ได้แก่ ชาร์คอป ( Sharchops) ชนพื้นเมืองดั้งเดิม ส่วนใหญ่อยู่ทางภาคตะวันออก งาลอบ ( Ngalops) ชนเชื้อสายธิเบต ส่วนใหญ่อยู่ทางภาคตะวันตก โลซาม ( Lhotshams) ชนเชื้อสายเนปาล ส่วนใหญ่อยู่ทางใต้ กลุ่มประชากรของภูฏาน แบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆ คือ กลุ่มดรุกปา ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเชื้อสายธิเบต กลุ่มซังลา ที่ถือว่ามีจำนวนมากที่สุด เนื่องจากจะแยกออกตามภาษาท้องถิ่นที่ใช้ที่มีประมาณ 11 ภาษา กลุ่มนี้จะอาศัยทางทิศตะวันออกของประเทศ กลุ่ม เนปาลี คือส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ แต่ปัจจุบันนี้ทางรัฐบาลของประเทศภูฏาน ได้พยายามผลักดันให้ประชากรเหล่านี้กลับไปยังถิ่นฐานเดิมคือประเทศเนปาล กลุ่มชนอื่น ๆ อีก 13% คือชาวธิเบต ชาวสิกขิม และชาวอินเดีย
  • 19.
  • 20.
  • 21.
  • 22.
    ศาสนา          ประชาชนชาวภูฏานนับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน ( ตันตรยาน หรือบ้างก็เรียกว่า วัชรยาน ) 75% ศาสนาฮินดู 24% ศาสนาอิสลาม 0.7% และ ศาสนาคริสต์ 0.3% มีจำนวนพระสงฆ์ราว 6,000 องค์ ซึ่งรัฐถวายความอุปการะจัดหาสิ่งของจำเป็นพื้นฐานหรือปัจจัย 4 แต่ท่านก็สามารถที่จะหารายได้พิเศษจากการทำพิธีทางศาสนา ทั้งภายในวัดหรือไปตามกิจนิมนต์ที่บ้าน ท่านมีความเคร่งครัดไม่สูบบุหรี่ และไม่ดื่มสุรา หากทว่าฉันมื้อเย็นได้ ซึ่งต่างจากพระในประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีสงฆ์อีกราว 3,000 องค์ ที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีของรัฐ แต่มีเอกชนเป็นอุปัฏฐาก
  • 23.
    วัฒนธรรม          การแต่งกายประจำชาติพระมหากษัตริย์จะผ้าผืนใหญ่พันองค์ ซึ่งผ้าพันกายนี้เป็นธรรมเนียมของบุรุษภูฏาน เพื่อแสดงถึงตำแหน่งฐานะ เช่นว่า ผ้าสีขาวมีขอบจะเป็นของสามัญชน ผู้พิพากษาจะพันด้วยผ้าสีเขียว สำหรับองค์พระมหากษัตริย์ทรงใช้สีส้มเหลือง เช่นเดียวกันกับพระสังฆราชาแห่งรัฐ ภาษาประจำชาติ คือภาษาฌงฆะ ซึ่งแต่เดิมเป็นภาษาท้องถิ่นแถบตะวันตกของภูฏาน ต่อมาได้กลายเป็นภาษาประจำชาติ เครื่องแต่งกายประจำชาติ ผู้ชายเรียกว่า โฆ ( Kho) ส่วนของผู้หญิงเรียกว่า ฆีระ ( Khira)
  • 24.
    วิถีชีวิตเเละการกินอยู่          ชาวภูฏาน 80 เปอร์เซ็นต์ ทำการเกษตรหรือเลี้ยงสัตว์ ความงดงามแห่งทิวทัศน์ชนบทนั้น ทำให้นักท่องเที่ยวแทบไม่เชื่อสายตา บ้านเรือนที่ตกแต่งประดับประดากรอบหน้าต่างอย่างสดใส หลังคามุงด้วยไม้ ทุ่งหญ้าเขียวขจีแต่งแต้มด้วยไม้ดอก ป่าต้นโอ๊ค รั้วไม้ไผ่สาน สะพานมีหลังคาคลุม ผู้ชายก้มๆ เงยๆ ทำงานกลางทุ่ง ส่วนผู้หญิงทอผ้าอยู่กลางแจ้งโดยเอาทารกใส่ไว้กับถุงผ้าข้างอานม้า ชาวภูฏานจะบริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก มีอาหารประจำชาติเรียกว่า เฮมาดัทสิ ที่มีวัตถุบส่วนใหญ่ทำมาจากพริก เนื้อที่ชาวภูฏานโปรดปรานก็คือ เนื้อจามรี ( คล้ายเนื้อวัว ) และหมู ส่วนไก่นั้นรองลงมา ในฤดูร้อนนั้นจะเห็นมันหมูแล่เป็นชิ้นยาวๆ ห้อยแขวนตากแห้งไว้กับขอบหน้าต่างแทบทุกบ้าน ถือเป็นอาหารอันโอชะของชาวภูฏาน ด้านเครื่องดื่ม น้ำชาเป็นที่นิยมกันทั่วไป แต่ประชากรแถบภาคกลางกับตะวันออกจะต้มกลั่น “ อารา ” สุรา 20 ดีกรี ไว้ดื่มกันอย่างกว้างขวาง ส่วนนมสดยังไม่แพร่หลายมากนัก มักจะเอาไปทำเป็นเนยมากกว่า ผู้นิยมดื่มเบียร์พื้นเมืองก็จะมีเบียร์ตราหมีแพนด้าแดง เรียกว่ามีแอลกอฮอล์ทุกชนิดแหละครับ ทั้งวิสกี้ ยิน รัม ไวน์
  • 25.
  • 26.
    ธรรมเนียมการต้อนรับเเขก          แต่ที่อาจแตกต่างกันบ้างก็คือธรรมเนียมการรับเชิญไปกินอาหารที่บ้าน โดยเริ่มแรกแขกจะได้รับเครื่องดื่มมาต้อนรับ อาจเป็นน้ำชาหรือสุรา ซึ่งโดยมารยาทเราจะต้องดื่มหรือจิบให้เห็น การดื่มเรียกน้ำย่อยนี้ อาจกินเวลายาวนานกว่าชั่วโมงหากเป็นแขกที่ไม่ค่อยคุ้นเคย เจ้าภาพจะไม่อยู่รับรองพูดคุย แต่จะหลบเข้าไปข้างในจนกว่าจะได้เวลาอาหารมาเสิร์ฟ เมื่อนำอาหารออกมาแล้วเจ้าภาพจะไม่ร่วมกินด้วย และการคุยกันในระหว่างแขกรับประทานก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็น ยิ่งกว่านั้นหลังจากรับประทานเสร็จ แขกจะร่ำลากลับทันที ซึ่งต่างจากประเพณีชนตะวันตกที่จะต้องมีการสนทนาปราศรัยกันอีกนาน แต่แขกของภูฏานจะลุกกลับทันทีที่กลืนคำสุดท้ายเสร็จ บางครั้งแขกผู้อาวุโสที่สุดจะเป็นผู้ให้สัญญาณกลับ ซึ่งธรรมเนียมนี้แขกต่างชาติมักไม่รู้และรีๆรอๆพูดคุยต่อ ก่อให้เกิดความอิหลักอิเหลื่อแก่ เจ้าภาพ
  • 27.
    การเดินทางสู่ภูฏาน          สายการบินที่เข้าประเทศภูฎานได้คือสายการบินแห่งชาติของภูฎานเองมีชื่อว่า Druk Air จากกรุงเทพฯ หากไปสายการบินอื่น ต้องไปต่อที่อินเดีย โดยที่กัลลกัตตาจะมี 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ส่วนกรุงนิวเดลีและกาฐมาณฑุ มีแห่งละ 2 เที่ยวบิน
  • 28.
  • 29.
  • 30.
  • 31.
  • 32.
  • 33.
  • 34.
    บรรณานุกรม ^  Gross domestic product 2007, PPP . World Development Indicators database, World Bank (2011-01-17). ^   การเขียนและอ่านชื่อ ประเทศภูฏาน   - ราชบัณฑิตยสถาน ^   ชื่อประเทศ มาจากคำสมาสในภาษาสันสกฤต ภู - อุตฺตาน อันมีความหมายว่า " แผ่นดินบนที่สูง " ^   Bhutan:Economy . CIA The World Factbook. ^   Rank Order - GDP - real growth rate . CIA The World Factbook. ^   Power sales to India to fuel Bhutan's growth . The Hindu Business Line (2007-01-27). สืบค้นวันที่ 2011-01-29 ^   Tala Hydroelectric Project, Bhutan . power-technology.com. สืบค้นวันที่ 2011-01-29
  • 35.
    จัดทำโดย นางสาวพรพรหม ปินะกาโพธิ์ ชั้น ม .5 / 3 เลขที่ 18