วิธีกรีดยางให้ได้น้า
ยาง
ปริมาณมาก
• การกรีด หมายถึงการนาผลผลิตน้ายางออกมาจากต้นยาง ซึ่งเจ้าของสวนยางควร
ศึกษาและวิธีการปฏิบัติอย่างถูกต้อง ซึ่งจะทาให้ผลผลิตที่มากแบบยั่งยืนไม่ทาให้
ต้นยางเสียหาย มีอายุการกรีดนาน การเจริญเติบโตของต้นยางดี ขายไม้ได้ราคา
เมื่อโค่นล้มเพื่อปลูกแทนใหม่ ยางพันธุ์ดีที่ให้ผลผลิตสูงจาเป็นต้องใช้วิธีการปฏิบัติ
ที่ถูกต้อง จึงจะได้ผลคุ้มค่า การเลือกใช้วิธีการต่างๆ เช่น การเปิดกรีด วิธีการกรีด
ระบบกรีด และมีดกรีดยางที่ถูกต้อง สามารถที่จะรักษาต้นยางเพื่อให้กรีดได้นาน
แต่หากใช้วิธีการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง นอกจากได้น้ายางน้อยแล้วยังทาให้ต้นยาง
เสียหาย เป็นเหตุให้รายได้ของเกษตรกรลดน้อยลงด้วย โดยการกรีดยางจะต้อง
ยึดหลักที่ว่า เมื่อกรีดแล้วต้องได้น้ายางมาก เปลือกเสียน้อยที่สุด แล้วยังสามารถ
กรีดได้นาน 25-30 ปี
• หลังจากเพาะปลูกและรอคอยจนกระทั่งต้นยางพาราเจริญเติบโตพร้อมจะเก็บเกี่ยวผลผลิต
หนึ่งในขั้นตอนที่มีความสาคัญอย่างมาก คือ การกรีดยาง เพื่อเก็บน้ายาง อันจะนามาซึ่งรายได้
ให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง
• การกรีดยาง
• การกรีดยางด้วยวิธีที่ถูกต้อง จะทาให้ชาวสวนยางได้รับน้ายางปริมาณมากในแต่ละวัน และที่
สาคัญที่สุด คือ ทาให้ต้นยางที่โดนกรีดไม่บอบช้าเสียหาย
• ต้นยางที่โดนกรีดอย่างผิดวิธีจะเกิดความเสียหาย ไม่สามารถกรีดซ้าได้ หรือไม่ก็ได้น้ายางใน
ปริมาณที่น้อย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายยิ่งนัก เพราะกว่าจะปลูกยางพาราให้เจริญเติบโต
จนกระทั่งพร้อมจะกรีดได้ ต้องใช้ระยะเวลานานหลายปี ดังนั้นเกษตรกรชาวสวนยางทุกท่าน จึง
ควรให้ความสาคัญกับวิธีการกรีดยางให้มาก
• ช่วงเวลาในการเริ่มต้นกรีดยางที่เหมาะสม จะแตกต่างกันไปตามต้นยางที่นามาเพาะ ดังนี้
• 1. ต้นยางที่เพาะจากเมล็ด ลักษณะของต้นยางประเภทนี้จะมีโคนต้นที่ใหญ่กว่าบริเวณลา
ต้น ซึ่งบริเวณโคนต้นเปลือกจะหนาและมีปริมาณน้ายางมาก หากยิ่งกรีดสูงขึ้นไป จะยิ่งได้
น้ายางน้อย
• จากการทดสอบพบว่า ถ้ากรีดยางที่เพาะจากเมล็ดที่ระดับความสูงจากโคนต้น 15
เซ็นติเมตร และ 45-60 เซ็นติเมตร ปริมาณน้ายางที่ได้จากการกรีดที่ความสูง 15 ซม. จะ
มากกว่าประมาณ ครึ่งเท่า
• แต่อย่างไรก็ดีการที่น้ายางออกมาเกินไป จะส่งผลให้ต้นยางเป็นโรคเปลืองแห้ง หรือ แคระ
แกรนได้
• สาหรับวิธีที่จะทราบได้ว่าต้นยางพาราที่เพาะจากเมล็ดสามารถเริ่มกรีดได้แล้วหรือไม่ ให้วัด
ความยาวรอบต้นยาง ที่ความสูง 75 เซ็นติเมตร จากพื้นดิน หากวัดรอบต้นได้ 50 ซม. ก็
สามารถเริ่มกรีดยางได้แล้ว
• 2. ต้นยางที่เพาะจากการติดตา ต้นยางประเภทนี้จะมีลาต้นตั้งแต่โคนไปจนถึงด้านบนเกือบเท่ากัน
ความหนาของเปลือกยางที่ระดับความสูงวัดจากพื้นในช่วงระดับ 90 ถึง 125 เซนติเมตรไม่ต่างกันมาก
และก็ให้ปริมาณน้ายางในการกรีดพอ ๆ กัน
• ชาวสวนยาง สามารถทราบได้ว่าสามารถเริ่มกรีดยางประเภทนี้ได้แล้ว โดยการวัดความสูงจากรอยติดตา
ที่อยู่บริเวณโคนต้นยางขึ้นไป 125 เซ็นติเมตร จากนั้นทาการวัดความยาวรอบลาต้นที่ตาแหน่งนั้น ถ้ามี
ความยาวมากกว่า 50 เซ็นติเมตร ก็สามารถเริ่มกรีดยางได้
• ปลูกยางพารา เริ่มกรีดได้ตอนไหน
• จากข้อมูลข้างต้นจะพบว่า การจะทราบว่าสามารถเริ่มต้นกรีดยางได้เมื่อไร ทาได้โดยวัดขนาดลาต้น
ไม่ได้ใช้วิธีนับจานวนวันในการปลูกแต่อย่างใด ซึ่งการวัดขนาดลาต้นเป็นร้อยเป็นพันต้น วิธีที่ง่ายที่สุด
คือ ให้ตัดท่อนไม้ขนาด 75 ซม. หากยางที่ปลูกเป็นชนิดเพาะด้วยเมล็ด หรือ ตัดท่อนไม้ 125 ซม. หาก
เป็นต้นยางที่เป็นต้นติดตา จากนั้นผูกลวดหรือเชือกยาว 50 ซม. ไว้ที่ปลายไม้
• การวัดขนาดลาต้นยางว่าพร้อมกรีดแล้วหรือไม่ก็เพียงใช้ไม้ดังกล่าวทาบไปที่ต้นยาง แล้วใช้ลวดพันรอบ
ต้น ก็จะรู้ว่ามีขนาดถึง 50 เซ็นติเมตรแล้วหรือไม่
• ต้นยางที่เพาะจากเมล็ด ให้เริ่มกรีดที่ระดับความสูงจากพื้น 75 ซม. โดยกรีดจากด้านซ้ายมือของคนกรีด
เอียงลงมาทางด้านขวาด้วยมุม 25 องศา ความยาวในการกรีด คือ ครึ่งต้น
• ต้นยางติดตา ให้เริ่มกรีดที่ระดับความสูงจากรอยติดตาบริเวณโคนต้น 125 เซ็นติเมตร กรีดจากซ้ายมือ
ของผู้กรีดลงมาทางขวา เอียงทามุม 30 องศา
• เพื่อความสะดวกในการเริ่มเปิดกรีดด้วยตาแหน่งที่ถูกต้อง ให้ใช้ไม้เช่นเดียวกับที่ใช้วัดลาต้นดังที่กล่าว
มาแล้ว แต่ตอนปลายให้เปลี่ยนจากลวดเป็นสังกะสีกว้าง 5 เซ็นติเมตร ยาว 45 เซ็นติเมตร ตอกแนบติด
เข้ากับทางแบนที่ปลายไม้ข้างหนึ่ง โดยหันชายไปทาง ซ้าย ไม้แบบที่จะใช้กับต้นที่เกิดจากเมล็ดให้เอียง
สังกะสี ทามุมขึ้นไป 25 องศา และสาหรับต้นติดตาให้ทามุม 30 องศา
• เมื่อจะทาแนวหน้ายางในการเปิดกรีด ก็ใช้ไม้วัดดังกล่าว ตั้งทาบเข้ากับส่วนสูงของลาต้น แล้วแนบแผ่น
สังกะสีพันวนไปทางด้านซ้ายมือ ใช้มือซ้ายจับปลายสังกะสีไว้ แล้วขีดเส้นตามแนวบนของแผ่นสังกะสี
ตั้งแต่จุดครึ่งต้นของลาต้น ไปจนสุดสังกะสีที่ติดอยู่กับไม้ รอยที่เกิดขึ้นนี้คือ แนวหน้ายางที่จะเปิดกรีด
ด้วยความยาวครึ่งต้น ซึ่งมีความสูงและความลาดเอียง ตามที่กาหนดไว้อย่างถูกต้อง
• การเปิดกรีดจะทาในทิศทางเดียวกันหมดทุกต้น รวมทั้งการกรีดก็จะเหมือนกันทุกต้นด้วย
• เป็นหัวใจสาคัญของการกรีดยางเลยทีเดียว การกรีดด้วยวิธีที่ถูกต้องจะทาให้สามารถกรีดซ้า
ได้นานไม่น้อยกว่า 30 ปี
• ลึกเข้าไปภายใต้เปลือกของต้นยางพารา ประมาณ 6-10 มิลลิเมตร ก่อนถึงเยื่อเจริญ จะมี
ท่อน้ายางเรียงอยู่จานวนมาก ความลึกในการกรีดที่ดี คือ กรีดให้ใกล้เยื่อเจริญ แต่ต้องไม่ชิด
ติดกับเยื่อเจริญ
• หน้าที่ของเยื่อเจริญ คือ เพิ่มเปลือกใหม่ให้งอกมา แทนเปลือกเก่าที่ถูกกรีดทิ้งไป ถ้าเยื่อ
เจริญไม่ได้รับความเสียหาย เปลือกของต้นยางพาราที่งอกขึ้นใหม่จะเรียบสม่าเสมอ กรีดซ้า
อีกได้
• จะเห็นได้ว่าการกรีดต้องอาศัยความชานาญอย่างมาก ต้องอาศัยการหัดกรีดเป็นเวลาหลาย
เดือนเลยทีเดียว กว่าจะเกิดความชานาญ
• นอกจากกรีดไม่ให้ลึกเกินไปแล้ว จะต้องพยายามกรีดให้เปลือกบางที่สุด ครั้งละประมาณ
1.5 มิลลิเมตร เดือนหนึ่งๆ กรีดเปลือกออกไม่ควรเกิน 2.5 เซนติเมตร
• ต้นยางต้นหนึ่งๆ ควรถนอมเปลือกไว้ให้กรีดได้ อย่างน้อย ๓ รอบ โดยใช้เวลากรีดให้ได้กว่า 3๐
ปี ถ้าเปลือกยังดีเมื่อต้นยางอายุกว่า15 – 20 ปีแล้ว ยังมีทางที่จะใช้ยาเร่งน้ายาง จะช่วยให้ได้
น้ายางเพิ่มมากขึ้น จะมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับพันธุ์ยางด้วย บางพันธุ์เพิ่มได้อีกเท่าตัว
• ช่วงระยะเวลาในการกรีดยางที่เหมาะสม คือ เช้ามืด ซึ่งมองเห็นเปลือกต้นยางแล้ว ผู้กรีดยาง
ควรกรีดด้วยความระมัดระวังไม่รีบร้อนกรีด เพราะอาจทาให้เกิดความเสียหายกับต้นยางได้
• ในแต่ละวันคนกรีดยาง 1 คน ควรที่จะทาการกรีดสูงสุด ประมาณ 350 -450 ต้น ไม่ควรเร่งรีบ
จนเกินกาลังและขาดความปราณีต
• เมื่อเริ่มต้นกรีดยางพารา ควรกรีดให้น้ายางออกปริมาณน้อยก่อน โดยทาการกรีดครึ่ง
รอบต้น 1 วัน เว้น 2 วัน ทาเช่นนี้เป็นระยะเวลา 5-6 เดือน
• เมื่อเลยระยะเวลาข้างต้น จึงเปลี่ยนมากรีดครึ่งต้นวันเว้นวัน และควรให้มีระยะพักอีก
บ้าง
• ข้อควรใส่ใจ คือ อย่าคิดแต่จะกรีดให้ได้น้ายางปริมาณมาก ๆ เพียงอย่างเดียว เพราะ
ถ้าน้ายางออกมากเกินไป ต้นยางพาราจะเป็นโรคเปลือกแห้งได้ (ไม่มีน้ายางออก)
• ผู้กรีดยางควรหมั่นสังเกตว่า ยางต้นใดที่ปริมาณน้ายางลดลง หรือไม่มีน้ายางออก
เลย ต้นใดผิดสังเกตให้ หยุดกรีด แต่ถ้าจานวนต้นยางที่ผิดปกติมีมากถึงประมาณ
ร้อยละ 5 ของต้นยางทั้งสวน ให้เปลี่ยนเป็นกรีดครึ่งรอบต้นทุกวันที่สาม และให้พักต้น
ยางที่ทรุดโทรมเสียประมาณ ๖ เดือน แล้วจึงทดลองกรีดต่อไปใหม่
• ระบบกรีดยาง คือ การคานวนวัดค่าความบ่อยในการกรีดยางที่เหมาะสม โดยมีเกณฑ์มาตรฐานในการตั้งต้น คือ “การกรีดยาง
ครึ่งต้นโดยกรีดวันเว้นวัน เป็นการกรีดให้เกิดภาระแก่ต้นยางพอดี 1๐๐%”
• จากเกณฑ์ด้านต้น นามาแทนค่าสัญลักษณ์ได้โดย
• - s เป็นสัญลักษณ์ความยาวของการกรีดรอบต้น จากซ้ายเอียงลงมาทางขวา การกรีดยางครึ่งรอบต้น จึงเท่ากับ S/2
• - d เป็นสัญลักษณ์ของความบ่อยครั้งของการกรีด การกรีดวันเว้นวัน หรือกรีดทุกๆ 2 วัน จึงเท่ากับ d/2
• ดังนั้นเกณฑ์มาตรฐาน “การกรีดยางครึ่งต้นโดยกรีดวันเว้นวัน เป็นการกรีดให้เกิดภาระแก่ต้นยางพอดี 1๐๐%” สามารถเขียน
เป็นสมการได้ว่า
• S/2 x d/2 = 100%
• จากสมการนี้ให้ถือว่า ตัวอักษรมีค่าเท่ากับ 1 ทุกตัวอักษร ทาให้พลิกแพลงระบบกรีดได้ โดยระวังไม่ให้เกิดภาระแก่ต้นยางเกิน
กว่า 1๐๐%
• ประโยชน์จากการคานวน เจ้าของสวนยางสามารถนาไปใช้ตัดสินใจในการบริหารจัดการ
แรงงานกรีดยางให้เหมาะสม ตัวอย่างเช่น
• สมมุติว่า มีสวนยางอยู่ 4๐๐ ไร่ คนงานหนึ่งคนกรีดได้ประมาณ 1๐ ไร่ (4๐๐-45๐ ต้น) ถ้าใช้
ระบบกรีดวันเว้นวัน ต้องใช้คนกรีด 2๐ คน เพื่อกรีดยางให้ได้วันละ 2๐๐ ไร่
• แต่หากเจ้าของสวนยางมีปัญหา คือ หาคนงานที่มีความชานาญในการกรีดได้เพียงแค่ 10 คน
จากการคานวนข้างต้น ก็สามารถเปลี่ยนระบบการกรีด โดย เปลี่ยนจากกรีดครึ่งต้น เป็น กรีด
รอบต้น แต่กรีดทุก 4 วัน ฉะนั้น จึงแบ่งสวนออกเป็น 4 ส่วน เพื่อหมุนเวียนกรีดวันละ 1 ส่วน วัน
หนึ่งๆ จึงมีสวนที่จะกรีดเพียง 1๐๐ ไร่ และใช้คนงานเพียง 1๐ คนเท่านั้น โดยได้ผลผลิตเท่าเดิม
• อุปกรณ์รองน้ายาง
• อุปกรณ์ในการรองน้ายางมี ดังนี้
• - รางรองน้ายาง มีลักษณะเป็นรางเล็กๆ ทาด้วยสังกะสี ใช้สาหรับติดใต้รอยกรีด เพื่อรองน้ายางให้ไหลลงถ้วย
• - ลวดวางถ้วยรองน้ายาง เพื่อให้วางถ้วยรอง น้ายางได้สะดวก จะต้องมีลวดทาเป็นห่วง สาหรับวาง ถ้วยให้ติดกับต้นยางด้วย
• - ถ้วยรองน้ายาง ควรเป็นวัตถุถาวร เท่าที่ใช้กันอยู่ทั่วไป ใช้ถ้วยดินเผาเคลือบภายใน ขนาดจุ 2๐๐-5๐๐ ซีซี
• - ถังเก็บน้ายางและถังรวมน้ายาง เมื่อกรีดยางแล้วประมาณ 3 ชั่วโมง น้ายางจะหยุดไหล จึงใช้ถังหูหิ้วขนาดที่จะหิ้วไปได้ เช่น
ขนาดจุ 10-15 ลิตร เมื่อเก็บน้ายางเต็มแล้ว ก็เอาไปเทรวมไว้ในถังรวม ซึ่งมีหลายรูป หลายแบบ แล้วแต่ความสะดวกในการ
ขนส่งเป็นสวนๆ ไป
• บางสวนทาเป็นถังสังกะสี หรืออะลูมิเนียม ให้เหมาะที่จะวางท้ายรถจักรยานหรือรถจักรยานยนต์ได้ และบางรายก็ทาให้ปาก
แคบ จะได้ไม่กระฉอก ถ้าสวนยาง ขนาดใหญ่ จะใช้รถยนต์บรรทุกมาลาเลียงเอาไป โดยเทรวมลงในถังใหญ่ ซึ่งมีรูปร่างคล้ายถัง
ที่ใช้ในรถยนต์บรรทุกน้ามัน
น.ส.สุนิสา นาคภิรมย์กร เลขที่ 8 ม.6/6
น.ส.วงศ์รักษ์ พิคะวัฒน์ เลขที่ 33 ม.6/6

งานคอม

  • 1.
  • 2.
    • การกรีด หมายถึงการนาผลผลิตน้ายางออกมาจากต้นยางซึ่งเจ้าของสวนยางควร ศึกษาและวิธีการปฏิบัติอย่างถูกต้อง ซึ่งจะทาให้ผลผลิตที่มากแบบยั่งยืนไม่ทาให้ ต้นยางเสียหาย มีอายุการกรีดนาน การเจริญเติบโตของต้นยางดี ขายไม้ได้ราคา เมื่อโค่นล้มเพื่อปลูกแทนใหม่ ยางพันธุ์ดีที่ให้ผลผลิตสูงจาเป็นต้องใช้วิธีการปฏิบัติ ที่ถูกต้อง จึงจะได้ผลคุ้มค่า การเลือกใช้วิธีการต่างๆ เช่น การเปิดกรีด วิธีการกรีด ระบบกรีด และมีดกรีดยางที่ถูกต้อง สามารถที่จะรักษาต้นยางเพื่อให้กรีดได้นาน แต่หากใช้วิธีการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง นอกจากได้น้ายางน้อยแล้วยังทาให้ต้นยาง เสียหาย เป็นเหตุให้รายได้ของเกษตรกรลดน้อยลงด้วย โดยการกรีดยางจะต้อง ยึดหลักที่ว่า เมื่อกรีดแล้วต้องได้น้ายางมาก เปลือกเสียน้อยที่สุด แล้วยังสามารถ กรีดได้นาน 25-30 ปี
  • 4.
    • หลังจากเพาะปลูกและรอคอยจนกระทั่งต้นยางพาราเจริญเติบโตพร้อมจะเก็บเกี่ยวผลผลิต หนึ่งในขั้นตอนที่มีความสาคัญอย่างมาก คือการกรีดยาง เพื่อเก็บน้ายาง อันจะนามาซึ่งรายได้ ให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง • การกรีดยาง • การกรีดยางด้วยวิธีที่ถูกต้อง จะทาให้ชาวสวนยางได้รับน้ายางปริมาณมากในแต่ละวัน และที่ สาคัญที่สุด คือ ทาให้ต้นยางที่โดนกรีดไม่บอบช้าเสียหาย • ต้นยางที่โดนกรีดอย่างผิดวิธีจะเกิดความเสียหาย ไม่สามารถกรีดซ้าได้ หรือไม่ก็ได้น้ายางใน ปริมาณที่น้อย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายยิ่งนัก เพราะกว่าจะปลูกยางพาราให้เจริญเติบโต จนกระทั่งพร้อมจะกรีดได้ ต้องใช้ระยะเวลานานหลายปี ดังนั้นเกษตรกรชาวสวนยางทุกท่าน จึง ควรให้ความสาคัญกับวิธีการกรีดยางให้มาก
  • 5.
    • ช่วงเวลาในการเริ่มต้นกรีดยางที่เหมาะสม จะแตกต่างกันไปตามต้นยางที่นามาเพาะดังนี้ • 1. ต้นยางที่เพาะจากเมล็ด ลักษณะของต้นยางประเภทนี้จะมีโคนต้นที่ใหญ่กว่าบริเวณลา ต้น ซึ่งบริเวณโคนต้นเปลือกจะหนาและมีปริมาณน้ายางมาก หากยิ่งกรีดสูงขึ้นไป จะยิ่งได้ น้ายางน้อย • จากการทดสอบพบว่า ถ้ากรีดยางที่เพาะจากเมล็ดที่ระดับความสูงจากโคนต้น 15 เซ็นติเมตร และ 45-60 เซ็นติเมตร ปริมาณน้ายางที่ได้จากการกรีดที่ความสูง 15 ซม. จะ มากกว่าประมาณ ครึ่งเท่า • แต่อย่างไรก็ดีการที่น้ายางออกมาเกินไป จะส่งผลให้ต้นยางเป็นโรคเปลืองแห้ง หรือ แคระ แกรนได้ • สาหรับวิธีที่จะทราบได้ว่าต้นยางพาราที่เพาะจากเมล็ดสามารถเริ่มกรีดได้แล้วหรือไม่ ให้วัด ความยาวรอบต้นยาง ที่ความสูง 75 เซ็นติเมตร จากพื้นดิน หากวัดรอบต้นได้ 50 ซม. ก็ สามารถเริ่มกรีดยางได้แล้ว
  • 6.
    • 2. ต้นยางที่เพาะจากการติดตาต้นยางประเภทนี้จะมีลาต้นตั้งแต่โคนไปจนถึงด้านบนเกือบเท่ากัน ความหนาของเปลือกยางที่ระดับความสูงวัดจากพื้นในช่วงระดับ 90 ถึง 125 เซนติเมตรไม่ต่างกันมาก และก็ให้ปริมาณน้ายางในการกรีดพอ ๆ กัน • ชาวสวนยาง สามารถทราบได้ว่าสามารถเริ่มกรีดยางประเภทนี้ได้แล้ว โดยการวัดความสูงจากรอยติดตา ที่อยู่บริเวณโคนต้นยางขึ้นไป 125 เซ็นติเมตร จากนั้นทาการวัดความยาวรอบลาต้นที่ตาแหน่งนั้น ถ้ามี ความยาวมากกว่า 50 เซ็นติเมตร ก็สามารถเริ่มกรีดยางได้ • ปลูกยางพารา เริ่มกรีดได้ตอนไหน • จากข้อมูลข้างต้นจะพบว่า การจะทราบว่าสามารถเริ่มต้นกรีดยางได้เมื่อไร ทาได้โดยวัดขนาดลาต้น ไม่ได้ใช้วิธีนับจานวนวันในการปลูกแต่อย่างใด ซึ่งการวัดขนาดลาต้นเป็นร้อยเป็นพันต้น วิธีที่ง่ายที่สุด คือ ให้ตัดท่อนไม้ขนาด 75 ซม. หากยางที่ปลูกเป็นชนิดเพาะด้วยเมล็ด หรือ ตัดท่อนไม้ 125 ซม. หาก เป็นต้นยางที่เป็นต้นติดตา จากนั้นผูกลวดหรือเชือกยาว 50 ซม. ไว้ที่ปลายไม้ • การวัดขนาดลาต้นยางว่าพร้อมกรีดแล้วหรือไม่ก็เพียงใช้ไม้ดังกล่าวทาบไปที่ต้นยาง แล้วใช้ลวดพันรอบ ต้น ก็จะรู้ว่ามีขนาดถึง 50 เซ็นติเมตรแล้วหรือไม่
  • 7.
    • ต้นยางที่เพาะจากเมล็ด ให้เริ่มกรีดที่ระดับความสูงจากพื้น75 ซม. โดยกรีดจากด้านซ้ายมือของคนกรีด เอียงลงมาทางด้านขวาด้วยมุม 25 องศา ความยาวในการกรีด คือ ครึ่งต้น • ต้นยางติดตา ให้เริ่มกรีดที่ระดับความสูงจากรอยติดตาบริเวณโคนต้น 125 เซ็นติเมตร กรีดจากซ้ายมือ ของผู้กรีดลงมาทางขวา เอียงทามุม 30 องศา • เพื่อความสะดวกในการเริ่มเปิดกรีดด้วยตาแหน่งที่ถูกต้อง ให้ใช้ไม้เช่นเดียวกับที่ใช้วัดลาต้นดังที่กล่าว มาแล้ว แต่ตอนปลายให้เปลี่ยนจากลวดเป็นสังกะสีกว้าง 5 เซ็นติเมตร ยาว 45 เซ็นติเมตร ตอกแนบติด เข้ากับทางแบนที่ปลายไม้ข้างหนึ่ง โดยหันชายไปทาง ซ้าย ไม้แบบที่จะใช้กับต้นที่เกิดจากเมล็ดให้เอียง สังกะสี ทามุมขึ้นไป 25 องศา และสาหรับต้นติดตาให้ทามุม 30 องศา • เมื่อจะทาแนวหน้ายางในการเปิดกรีด ก็ใช้ไม้วัดดังกล่าว ตั้งทาบเข้ากับส่วนสูงของลาต้น แล้วแนบแผ่น สังกะสีพันวนไปทางด้านซ้ายมือ ใช้มือซ้ายจับปลายสังกะสีไว้ แล้วขีดเส้นตามแนวบนของแผ่นสังกะสี ตั้งแต่จุดครึ่งต้นของลาต้น ไปจนสุดสังกะสีที่ติดอยู่กับไม้ รอยที่เกิดขึ้นนี้คือ แนวหน้ายางที่จะเปิดกรีด ด้วยความยาวครึ่งต้น ซึ่งมีความสูงและความลาดเอียง ตามที่กาหนดไว้อย่างถูกต้อง • การเปิดกรีดจะทาในทิศทางเดียวกันหมดทุกต้น รวมทั้งการกรีดก็จะเหมือนกันทุกต้นด้วย
  • 8.
    • เป็นหัวใจสาคัญของการกรีดยางเลยทีเดียว การกรีดด้วยวิธีที่ถูกต้องจะทาให้สามารถกรีดซ้า ได้นานไม่น้อยกว่า30 ปี • ลึกเข้าไปภายใต้เปลือกของต้นยางพารา ประมาณ 6-10 มิลลิเมตร ก่อนถึงเยื่อเจริญ จะมี ท่อน้ายางเรียงอยู่จานวนมาก ความลึกในการกรีดที่ดี คือ กรีดให้ใกล้เยื่อเจริญ แต่ต้องไม่ชิด ติดกับเยื่อเจริญ • หน้าที่ของเยื่อเจริญ คือ เพิ่มเปลือกใหม่ให้งอกมา แทนเปลือกเก่าที่ถูกกรีดทิ้งไป ถ้าเยื่อ เจริญไม่ได้รับความเสียหาย เปลือกของต้นยางพาราที่งอกขึ้นใหม่จะเรียบสม่าเสมอ กรีดซ้า อีกได้ • จะเห็นได้ว่าการกรีดต้องอาศัยความชานาญอย่างมาก ต้องอาศัยการหัดกรีดเป็นเวลาหลาย เดือนเลยทีเดียว กว่าจะเกิดความชานาญ • นอกจากกรีดไม่ให้ลึกเกินไปแล้ว จะต้องพยายามกรีดให้เปลือกบางที่สุด ครั้งละประมาณ 1.5 มิลลิเมตร เดือนหนึ่งๆ กรีดเปลือกออกไม่ควรเกิน 2.5 เซนติเมตร
  • 9.
    • ต้นยางต้นหนึ่งๆ ควรถนอมเปลือกไว้ให้กรีดได้อย่างน้อย ๓ รอบ โดยใช้เวลากรีดให้ได้กว่า 3๐ ปี ถ้าเปลือกยังดีเมื่อต้นยางอายุกว่า15 – 20 ปีแล้ว ยังมีทางที่จะใช้ยาเร่งน้ายาง จะช่วยให้ได้ น้ายางเพิ่มมากขึ้น จะมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับพันธุ์ยางด้วย บางพันธุ์เพิ่มได้อีกเท่าตัว • ช่วงระยะเวลาในการกรีดยางที่เหมาะสม คือ เช้ามืด ซึ่งมองเห็นเปลือกต้นยางแล้ว ผู้กรีดยาง ควรกรีดด้วยความระมัดระวังไม่รีบร้อนกรีด เพราะอาจทาให้เกิดความเสียหายกับต้นยางได้ • ในแต่ละวันคนกรีดยาง 1 คน ควรที่จะทาการกรีดสูงสุด ประมาณ 350 -450 ต้น ไม่ควรเร่งรีบ จนเกินกาลังและขาดความปราณีต
  • 10.
    • เมื่อเริ่มต้นกรีดยางพารา ควรกรีดให้น้ายางออกปริมาณน้อยก่อนโดยทาการกรีดครึ่ง รอบต้น 1 วัน เว้น 2 วัน ทาเช่นนี้เป็นระยะเวลา 5-6 เดือน • เมื่อเลยระยะเวลาข้างต้น จึงเปลี่ยนมากรีดครึ่งต้นวันเว้นวัน และควรให้มีระยะพักอีก บ้าง • ข้อควรใส่ใจ คือ อย่าคิดแต่จะกรีดให้ได้น้ายางปริมาณมาก ๆ เพียงอย่างเดียว เพราะ ถ้าน้ายางออกมากเกินไป ต้นยางพาราจะเป็นโรคเปลือกแห้งได้ (ไม่มีน้ายางออก) • ผู้กรีดยางควรหมั่นสังเกตว่า ยางต้นใดที่ปริมาณน้ายางลดลง หรือไม่มีน้ายางออก เลย ต้นใดผิดสังเกตให้ หยุดกรีด แต่ถ้าจานวนต้นยางที่ผิดปกติมีมากถึงประมาณ ร้อยละ 5 ของต้นยางทั้งสวน ให้เปลี่ยนเป็นกรีดครึ่งรอบต้นทุกวันที่สาม และให้พักต้น ยางที่ทรุดโทรมเสียประมาณ ๖ เดือน แล้วจึงทดลองกรีดต่อไปใหม่
  • 11.
    • ระบบกรีดยาง คือการคานวนวัดค่าความบ่อยในการกรีดยางที่เหมาะสม โดยมีเกณฑ์มาตรฐานในการตั้งต้น คือ “การกรีดยาง ครึ่งต้นโดยกรีดวันเว้นวัน เป็นการกรีดให้เกิดภาระแก่ต้นยางพอดี 1๐๐%” • จากเกณฑ์ด้านต้น นามาแทนค่าสัญลักษณ์ได้โดย • - s เป็นสัญลักษณ์ความยาวของการกรีดรอบต้น จากซ้ายเอียงลงมาทางขวา การกรีดยางครึ่งรอบต้น จึงเท่ากับ S/2 • - d เป็นสัญลักษณ์ของความบ่อยครั้งของการกรีด การกรีดวันเว้นวัน หรือกรีดทุกๆ 2 วัน จึงเท่ากับ d/2 • ดังนั้นเกณฑ์มาตรฐาน “การกรีดยางครึ่งต้นโดยกรีดวันเว้นวัน เป็นการกรีดให้เกิดภาระแก่ต้นยางพอดี 1๐๐%” สามารถเขียน เป็นสมการได้ว่า • S/2 x d/2 = 100% • จากสมการนี้ให้ถือว่า ตัวอักษรมีค่าเท่ากับ 1 ทุกตัวอักษร ทาให้พลิกแพลงระบบกรีดได้ โดยระวังไม่ให้เกิดภาระแก่ต้นยางเกิน กว่า 1๐๐%
  • 12.
    • ประโยชน์จากการคานวน เจ้าของสวนยางสามารถนาไปใช้ตัดสินใจในการบริหารจัดการ แรงงานกรีดยางให้เหมาะสมตัวอย่างเช่น • สมมุติว่า มีสวนยางอยู่ 4๐๐ ไร่ คนงานหนึ่งคนกรีดได้ประมาณ 1๐ ไร่ (4๐๐-45๐ ต้น) ถ้าใช้ ระบบกรีดวันเว้นวัน ต้องใช้คนกรีด 2๐ คน เพื่อกรีดยางให้ได้วันละ 2๐๐ ไร่ • แต่หากเจ้าของสวนยางมีปัญหา คือ หาคนงานที่มีความชานาญในการกรีดได้เพียงแค่ 10 คน จากการคานวนข้างต้น ก็สามารถเปลี่ยนระบบการกรีด โดย เปลี่ยนจากกรีดครึ่งต้น เป็น กรีด รอบต้น แต่กรีดทุก 4 วัน ฉะนั้น จึงแบ่งสวนออกเป็น 4 ส่วน เพื่อหมุนเวียนกรีดวันละ 1 ส่วน วัน หนึ่งๆ จึงมีสวนที่จะกรีดเพียง 1๐๐ ไร่ และใช้คนงานเพียง 1๐ คนเท่านั้น โดยได้ผลผลิตเท่าเดิม
  • 13.
    • อุปกรณ์รองน้ายาง • อุปกรณ์ในการรองน้ายางมีดังนี้ • - รางรองน้ายาง มีลักษณะเป็นรางเล็กๆ ทาด้วยสังกะสี ใช้สาหรับติดใต้รอยกรีด เพื่อรองน้ายางให้ไหลลงถ้วย • - ลวดวางถ้วยรองน้ายาง เพื่อให้วางถ้วยรอง น้ายางได้สะดวก จะต้องมีลวดทาเป็นห่วง สาหรับวาง ถ้วยให้ติดกับต้นยางด้วย • - ถ้วยรองน้ายาง ควรเป็นวัตถุถาวร เท่าที่ใช้กันอยู่ทั่วไป ใช้ถ้วยดินเผาเคลือบภายใน ขนาดจุ 2๐๐-5๐๐ ซีซี • - ถังเก็บน้ายางและถังรวมน้ายาง เมื่อกรีดยางแล้วประมาณ 3 ชั่วโมง น้ายางจะหยุดไหล จึงใช้ถังหูหิ้วขนาดที่จะหิ้วไปได้ เช่น ขนาดจุ 10-15 ลิตร เมื่อเก็บน้ายางเต็มแล้ว ก็เอาไปเทรวมไว้ในถังรวม ซึ่งมีหลายรูป หลายแบบ แล้วแต่ความสะดวกในการ ขนส่งเป็นสวนๆ ไป • บางสวนทาเป็นถังสังกะสี หรืออะลูมิเนียม ให้เหมาะที่จะวางท้ายรถจักรยานหรือรถจักรยานยนต์ได้ และบางรายก็ทาให้ปาก แคบ จะได้ไม่กระฉอก ถ้าสวนยาง ขนาดใหญ่ จะใช้รถยนต์บรรทุกมาลาเลียงเอาไป โดยเทรวมลงในถังใหญ่ ซึ่งมีรูปร่างคล้ายถัง ที่ใช้ในรถยนต์บรรทุกน้ามัน
  • 15.
    น.ส.สุนิสา นาคภิรมย์กร เลขที่8 ม.6/6 น.ส.วงศ์รักษ์ พิคะวัฒน์ เลขที่ 33 ม.6/6