คอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนรู้ 
1.ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 
1.1ประวัติและพัฒนาการของคอมพิวเตอร์ 
1.2ส่วนประกอบและหลักการทางานของคอมพิวเตอร์ 
1.3ซอฟต์แวร์ที่ควรรู้ 
1.4ฮาร์ดแวร์ที่ควรรู้ 
2.คอมพิวเตอร์กับเครื่องมือทางปัญญา 
2.1เครื่องมือทางปัญญาคืออะไร 
2.2กรอบแนวคิดสาคัญของการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือทางปัญญา 
3.การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอน 
3.1การใช้คอมพิวเตอร์เป็นครู 
3.2การใช้คอมพิวเตอร์เป็นผู้ช่วย 
3.3การใช้คอมพิวเตอร์เป็นผู้เรียน 
1.ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 
1.1 ประวัติและพัฒนาการของคอมพิวเตอร์ 
คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ที่มีความสามารถในการคานวณอัตโนมัติตามคาสั่ง ส่วนที่ ใช้ประมวลผลเรียกว่าหน่วยประมวลผล ชุดของคาสั่งที่ระบุขั้นตอนการคานวณเรียกว่าโปรแกรม คอมพิวเตอร์ ผลลัพธ์ที่ได้ออกมานั้นอาจเป็นได้ทั้ง ตัวเลข ข้อความ รูปภาพ เสียง หรืออยู่ในรูปอื่น ๆ อีก มากมาย
เริ่มแรกมนุษย์ไม่มีการบันทึก จดบันทึกข้อมูลต่างๆ ลงบน clay tablets (คานวณโดยใช้ ลูกคิด) สร้างเครื่องกลสาหรับการคานวณชื่อ pascaline พัฒนา pascaline โดยสร้างเครื่องที่สามารถ บวก ลบ คูณ หาร และถอดรากได้ Chales Babbage ได้สร้างดิฟเฟอเรนซ์แอนจิน difference engine ที่มี ฟังก์ชันทางตรีโกณมิติต่างๆและคิดว่าจะสร้างแอนะลีติคอลเอนจิน (analytical engine ) ที่มีหลักคล้ายเครื่อง คอมพิวเตอร์ทั่วไปในปัจจุบันจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาของคอมพิวเตอร์และเป็นผู้ริเริ่มวางรากฐาน 
2.2 ส่วนประกอบและหลักการทางานของคอมพิวเตอร์ 
ขั้นตอนการประมวลผลของคอมพิวเตอร์จะประกอบด้วย 
1. ส่วนนาเข้า (Input unit) เช่น ข้อความ ภาพ ฯลฯ 
2.ส่วนประมวลผลกลาง (Central processing unit) ประกอบด้วยหน่วยย่อย 3 หน่วย คือ 
1.หน่วยความจา (Memory) ทาหน้าที่เก็บข้อมูลจากการนาเข้าหรือจากการประมวลผลของ คอมพิวเตอร์ ซึ่งหน่วยความจาแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ หน่วยความจาหลัก (Random Access Memory : RAM) สามารถบันทึกข้อมูลได้และลบข้อมูลได้ และROM (Read Only Memory) เป็นหน่วยความจาที่เก็บ ข้อมูลได้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถบันทึกข้อมูลใหม่ได้ ส่วนใหญ่จะใช้เก็บโปรแกรมสาคัญหรือกราฟิก ต่างๆ 
2.หน่วยคานวณ (Arithmetic & Logic) ทาหน้าที่ประมวลผลทางคณิตศาสตร์และเหตุผล 
3.หน่วยควบคุม (Control Unit) ทาหน้าที่ในการควบคุมการทางานของคอมพิวเตอร์และทาหน้าที่ ประสานงานการทางานภายในและงานภายนอกของคอมพิวเตอร์ 
3.ส่วนแสดงผลข้อมูล (Output Unit) ทาหน้าที่ในการแสดงผลจากการประมวลผลแล้วไปยังสื่อที่แสดงผล ลัพธ์ ได้แก่ จอภาพ เครื่องพิมพ์ หรือเก็บไว้ที่หน่วยความจา 
1.3 ซอฟต์แวร์ที่ควรรู้ 
ซอฟต์แวร์ (Software) คือโปรแกรมหรือชุดของคาสั่งที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทางาน ซึ่งซอฟต์แวร์ที่ใช้กับคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
-ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software) เป็นชุดของคาสั่งที่เขียนไว้เป็นคาสั่งสาเร็จรูป คอยควบคุม การทางานของฮาร์ดแวร์ทุกอย่างและอานวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน 
-ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software) คือซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมที่ถูก เขียนขึ้นเพื่อการ ทางานเฉพาะอย่างที่เราต้องการ เช่นงานส่วนตัว งานทาด้านธุรกิจ นี้ซอฟต์แวร์ประยุกต์ยังมีอีกลักษณะที่ เรียกว่า ซอฟต์แวร์สาเร็จรูปที่มีผู้จัดทาไว้เพื่อใช้ในการทางานประเภทต่างๆโดยผู้ใช้คนอื่นๆ สามารถนา ซอฟต์แวร์ประเภทนี้ไปใช้กับข้อมูลของตนได้ แต่จะไม่สามารถทาการดัดแปลงหรือแก้ไขโปรแกรมได้ 
1.4 ฮาร์ดแวร์ที่ควรรู้ 
ฮาร์ดแวร์เป็นองค์ประกอบของตัวเครื่องที่สามารถจับต้องได้ ได้แก่ วงจรไฟฟ้า ตัวเครื่อง จอภาพ เครื่องพิมพ์ เป็นต้น ส่วนพื้นฐานของฮาร์ตแวร์แบ่งตามการทางานของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แบ่งได้เป็น 4 หน่วยสาคัญ ได้แก่ 
-เครื่องมือส่วนรับข้อมูล (Input device) ทาหน้าที่รับโปรแกรมและข้อมูลเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ 
-เครื่องมือส่วนแสดงผลข้อมูล (Output device) ทาหน้าที่ในการแสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการ ประมวลผล 
-เครื่องมือส่วนจัดเก็บข้อมูล (Storage) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเมื่อผู้ใช้สั่งให้บันทึก ซึ่งมี สองประเภท คือ หน่วยเก็บข้อมูลหลักหรือความสาหลัก (Primary Storage หรือ Main Memory)ซึ่งจะ ประกอบด้วย ROM และRAM และหน่วยเก็บข้อมูลสารอง ( Secondary Storage 
-ระบบประมวลผลกลาง (CPU) 
2.คอมพิวเตอร์กับเครื่องมือทางปัญญา 
2.1 เครื่องมือทางปัญญาคืออะไร 
เป็นเครื่องมือที่เป็นเทคโนโลยีที่มีลักษณะที่เป็นเพื่อนทางปัญญา ที่สนับสนุน ส่งเสริมและแนะแนว รวมทั้งช่วยขยายฟังก์ชั่นการทางานกระบวนการรู้คิด (Cognitive processes) ของมนุษย์ ทั้งในขณะทาการคิด
แก้ปัญหา และการเรียนรู้ โดยผู้เรียนเป็นผู้ควบคุมและใช้เครื่องมือทางปัญญาในลักษณะการสร้างความรู้ มากกว่าการจดจาความรู้ 
2.2 กรอบแนวคิดสาคัญของการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือทางปัญญา 
เครื่องมือทางปัญญา เครื่องมือทางปัญญาเป็นการนาสมรรถนะของคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย เอื้ออานวยกระบวนการประมวลสารสนเทศของผู้เรียน มีการเสนอเครื่องมือทางปัญญาสาหรับการเรียนรู้ ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ 
กรอบแนวคิดของการออกแบบเครื่องมือทางปัญญาอาศัยพื้นฐานมาจากทฤษฎีประมวลสารสนเทศและ ทฤษฎีกลุ่มพุทธิปัญญาที่สาคัญ ดังเช่น ทฤษฎีความยืดหยุ่นทางปัญญา ทฤษฎี Cognitive load และทฤษฎี เมนทอลโมเดล และสรุปการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือทางปัญญา เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ประกอบด้วย 
1.เครื่องมือค้นพบ (Discovery tools) เป็นเครื่องมือที่สนับสนุนการเสาะแสวงหาสารสนเทศ การ ค้นหาข้อมูล เพื่อนามาซึ่งการค้นพบสารสนเทศหรือความรู้ที่ต้องการ 
2.เครื่องมือสร้างความรู้ (Knowledge creation tools) เป็นเครื่องมือที่สนับสนุนการสร้างความรู้ของ ผู้เรียน ที่เกิดขึ้นในความจาระยะสั้น (Short-term memory) เป็นระยะที่จะต้องประมวลผลสารสนเทศต่างๆที่ รับผ่านเข้ามาจากการบันทึกผัสสะ เพื่อจัดระเบียบ หมวดหมู สร้างความสัมพันธ์ ซึ่งในการสร้างความรู้นั้น ผู้เรียนจะต้องดึงความรู้และประสบการณ์ต่างๆมาใช้ในการสร้างความหมายของตนเอง และหากเรื่องที่ต้อง สร้างความรู้เป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ซับซ้อน (Ill-structure) และไม่คุ้นเคย ก็จะต้องใช้ความพยายามคิด(Mental effort)อย่างมาก เป็นผลให้ใช้ค๊อกนิทีฟโหลด (Cognitive load) มาก จนอาจทาให้ไม่สามารถสร้างความรู้ได้ ดังนั้นเครื่องมือนี้จะไปสนับสนุนการสร้างความหมายของผู้เรียนและยังช่วยลด Cognitive load 
3.เครื่องมือการสื่อสาร (Communication tool) เป็นเครื่องมือที่ใช้สนับสนุนการสื่อสาร สนทนา แลกเปลี่ยนแนวความคิดระหว่างผู้เรียนด้วยกันเองและผู้สอน เพื่อสร้างชุมชนในการเรียนรู้และสังคมของ ผู้เรียน
3.การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอน 
3.1 การใช้คอมพิวเตอร์เป็นครู 
เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดและนาเสนอเนื้อหาการเรียนการสอนโดยตรงไปยังผู้เรียน ผู้เรียน สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับบทเรียนได้ คือคอมพิวเตอร์ที่สามารถแสดงผลคาตอบ การเสริมแรง เฉลยแบบ ทันทีทันใด 
3.2 การใช้คอมพิวเตอร์เป็นผู้ช่วย 
จาแนกการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือช่วยผู้เรียนได้ดังนี้ การประมวลคา (Word processer) โปรแกรมงานกราฟิก โปรแกรมการนาเสนอ โปรแกรมการจัดทาฐานข้อมูล และเป็นเครื่องมือในการ สื่อสาร ซึ่งผู้เรียนสามารถเลือกใช้โปรแกรมเหล่านี้ในการช่วยสร้างผลงานให้สาเร็จตามเป้าหมายได้ 
3.3 การใช้คอมพิวเตอร์เป็นผู้เรียน 
บทบาทของผู้เรียนเป็นผู้สอนและบทบาทของคอมพิวเตอร์เป็นผู้เรียน ซึ่งการใช้คอมพิวเตอร์เป็น ผู้เรียนคือวิธีการแบบเปิด (Open-ended approach) ที่อาศัยความสามารถของผู้เรียนในการสร้างความเข้าใจ ของตนเองเกี่ยวกับเนื้อหาและวิธีการใช้คอมพิวเตอร์ วิธีการนี้ผู้สอนสามารถนาไปใช้ในชั้นเรียนของตนเอง ได้โดยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และสั่งการคอมพิวเตอร์ด้วยโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์อย่างง่าย

คอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนรู้

  • 1.
    คอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนรู้ 1.ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 1.1ประวัติและพัฒนาการของคอมพิวเตอร์ 1.2ส่วนประกอบและหลักการทางานของคอมพิวเตอร์ 1.3ซอฟต์แวร์ที่ควรรู้ 1.4ฮาร์ดแวร์ที่ควรรู้ 2.คอมพิวเตอร์กับเครื่องมือทางปัญญา 2.1เครื่องมือทางปัญญาคืออะไร 2.2กรอบแนวคิดสาคัญของการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือทางปัญญา 3.การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอน 3.1การใช้คอมพิวเตอร์เป็นครู 3.2การใช้คอมพิวเตอร์เป็นผู้ช่วย 3.3การใช้คอมพิวเตอร์เป็นผู้เรียน 1.ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 1.1 ประวัติและพัฒนาการของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ที่มีความสามารถในการคานวณอัตโนมัติตามคาสั่ง ส่วนที่ ใช้ประมวลผลเรียกว่าหน่วยประมวลผล ชุดของคาสั่งที่ระบุขั้นตอนการคานวณเรียกว่าโปรแกรม คอมพิวเตอร์ ผลลัพธ์ที่ได้ออกมานั้นอาจเป็นได้ทั้ง ตัวเลข ข้อความ รูปภาพ เสียง หรืออยู่ในรูปอื่น ๆ อีก มากมาย
  • 2.
    เริ่มแรกมนุษย์ไม่มีการบันทึก จดบันทึกข้อมูลต่างๆ ลงบนclay tablets (คานวณโดยใช้ ลูกคิด) สร้างเครื่องกลสาหรับการคานวณชื่อ pascaline พัฒนา pascaline โดยสร้างเครื่องที่สามารถ บวก ลบ คูณ หาร และถอดรากได้ Chales Babbage ได้สร้างดิฟเฟอเรนซ์แอนจิน difference engine ที่มี ฟังก์ชันทางตรีโกณมิติต่างๆและคิดว่าจะสร้างแอนะลีติคอลเอนจิน (analytical engine ) ที่มีหลักคล้ายเครื่อง คอมพิวเตอร์ทั่วไปในปัจจุบันจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาของคอมพิวเตอร์และเป็นผู้ริเริ่มวางรากฐาน 2.2 ส่วนประกอบและหลักการทางานของคอมพิวเตอร์ ขั้นตอนการประมวลผลของคอมพิวเตอร์จะประกอบด้วย 1. ส่วนนาเข้า (Input unit) เช่น ข้อความ ภาพ ฯลฯ 2.ส่วนประมวลผลกลาง (Central processing unit) ประกอบด้วยหน่วยย่อย 3 หน่วย คือ 1.หน่วยความจา (Memory) ทาหน้าที่เก็บข้อมูลจากการนาเข้าหรือจากการประมวลผลของ คอมพิวเตอร์ ซึ่งหน่วยความจาแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ หน่วยความจาหลัก (Random Access Memory : RAM) สามารถบันทึกข้อมูลได้และลบข้อมูลได้ และROM (Read Only Memory) เป็นหน่วยความจาที่เก็บ ข้อมูลได้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถบันทึกข้อมูลใหม่ได้ ส่วนใหญ่จะใช้เก็บโปรแกรมสาคัญหรือกราฟิก ต่างๆ 2.หน่วยคานวณ (Arithmetic & Logic) ทาหน้าที่ประมวลผลทางคณิตศาสตร์และเหตุผล 3.หน่วยควบคุม (Control Unit) ทาหน้าที่ในการควบคุมการทางานของคอมพิวเตอร์และทาหน้าที่ ประสานงานการทางานภายในและงานภายนอกของคอมพิวเตอร์ 3.ส่วนแสดงผลข้อมูล (Output Unit) ทาหน้าที่ในการแสดงผลจากการประมวลผลแล้วไปยังสื่อที่แสดงผล ลัพธ์ ได้แก่ จอภาพ เครื่องพิมพ์ หรือเก็บไว้ที่หน่วยความจา 1.3 ซอฟต์แวร์ที่ควรรู้ ซอฟต์แวร์ (Software) คือโปรแกรมหรือชุดของคาสั่งที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทางาน ซึ่งซอฟต์แวร์ที่ใช้กับคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
  • 3.
    -ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software)เป็นชุดของคาสั่งที่เขียนไว้เป็นคาสั่งสาเร็จรูป คอยควบคุม การทางานของฮาร์ดแวร์ทุกอย่างและอานวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน -ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software) คือซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมที่ถูก เขียนขึ้นเพื่อการ ทางานเฉพาะอย่างที่เราต้องการ เช่นงานส่วนตัว งานทาด้านธุรกิจ นี้ซอฟต์แวร์ประยุกต์ยังมีอีกลักษณะที่ เรียกว่า ซอฟต์แวร์สาเร็จรูปที่มีผู้จัดทาไว้เพื่อใช้ในการทางานประเภทต่างๆโดยผู้ใช้คนอื่นๆ สามารถนา ซอฟต์แวร์ประเภทนี้ไปใช้กับข้อมูลของตนได้ แต่จะไม่สามารถทาการดัดแปลงหรือแก้ไขโปรแกรมได้ 1.4 ฮาร์ดแวร์ที่ควรรู้ ฮาร์ดแวร์เป็นองค์ประกอบของตัวเครื่องที่สามารถจับต้องได้ ได้แก่ วงจรไฟฟ้า ตัวเครื่อง จอภาพ เครื่องพิมพ์ เป็นต้น ส่วนพื้นฐานของฮาร์ตแวร์แบ่งตามการทางานของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แบ่งได้เป็น 4 หน่วยสาคัญ ได้แก่ -เครื่องมือส่วนรับข้อมูล (Input device) ทาหน้าที่รับโปรแกรมและข้อมูลเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ -เครื่องมือส่วนแสดงผลข้อมูล (Output device) ทาหน้าที่ในการแสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการ ประมวลผล -เครื่องมือส่วนจัดเก็บข้อมูล (Storage) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเมื่อผู้ใช้สั่งให้บันทึก ซึ่งมี สองประเภท คือ หน่วยเก็บข้อมูลหลักหรือความสาหลัก (Primary Storage หรือ Main Memory)ซึ่งจะ ประกอบด้วย ROM และRAM และหน่วยเก็บข้อมูลสารอง ( Secondary Storage -ระบบประมวลผลกลาง (CPU) 2.คอมพิวเตอร์กับเครื่องมือทางปัญญา 2.1 เครื่องมือทางปัญญาคืออะไร เป็นเครื่องมือที่เป็นเทคโนโลยีที่มีลักษณะที่เป็นเพื่อนทางปัญญา ที่สนับสนุน ส่งเสริมและแนะแนว รวมทั้งช่วยขยายฟังก์ชั่นการทางานกระบวนการรู้คิด (Cognitive processes) ของมนุษย์ ทั้งในขณะทาการคิด
  • 4.
    แก้ปัญหา และการเรียนรู้ โดยผู้เรียนเป็นผู้ควบคุมและใช้เครื่องมือทางปัญญาในลักษณะการสร้างความรู้มากกว่าการจดจาความรู้ 2.2 กรอบแนวคิดสาคัญของการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือทางปัญญา เครื่องมือทางปัญญา เครื่องมือทางปัญญาเป็นการนาสมรรถนะของคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย เอื้ออานวยกระบวนการประมวลสารสนเทศของผู้เรียน มีการเสนอเครื่องมือทางปัญญาสาหรับการเรียนรู้ ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ กรอบแนวคิดของการออกแบบเครื่องมือทางปัญญาอาศัยพื้นฐานมาจากทฤษฎีประมวลสารสนเทศและ ทฤษฎีกลุ่มพุทธิปัญญาที่สาคัญ ดังเช่น ทฤษฎีความยืดหยุ่นทางปัญญา ทฤษฎี Cognitive load และทฤษฎี เมนทอลโมเดล และสรุปการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือทางปัญญา เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ประกอบด้วย 1.เครื่องมือค้นพบ (Discovery tools) เป็นเครื่องมือที่สนับสนุนการเสาะแสวงหาสารสนเทศ การ ค้นหาข้อมูล เพื่อนามาซึ่งการค้นพบสารสนเทศหรือความรู้ที่ต้องการ 2.เครื่องมือสร้างความรู้ (Knowledge creation tools) เป็นเครื่องมือที่สนับสนุนการสร้างความรู้ของ ผู้เรียน ที่เกิดขึ้นในความจาระยะสั้น (Short-term memory) เป็นระยะที่จะต้องประมวลผลสารสนเทศต่างๆที่ รับผ่านเข้ามาจากการบันทึกผัสสะ เพื่อจัดระเบียบ หมวดหมู สร้างความสัมพันธ์ ซึ่งในการสร้างความรู้นั้น ผู้เรียนจะต้องดึงความรู้และประสบการณ์ต่างๆมาใช้ในการสร้างความหมายของตนเอง และหากเรื่องที่ต้อง สร้างความรู้เป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ซับซ้อน (Ill-structure) และไม่คุ้นเคย ก็จะต้องใช้ความพยายามคิด(Mental effort)อย่างมาก เป็นผลให้ใช้ค๊อกนิทีฟโหลด (Cognitive load) มาก จนอาจทาให้ไม่สามารถสร้างความรู้ได้ ดังนั้นเครื่องมือนี้จะไปสนับสนุนการสร้างความหมายของผู้เรียนและยังช่วยลด Cognitive load 3.เครื่องมือการสื่อสาร (Communication tool) เป็นเครื่องมือที่ใช้สนับสนุนการสื่อสาร สนทนา แลกเปลี่ยนแนวความคิดระหว่างผู้เรียนด้วยกันเองและผู้สอน เพื่อสร้างชุมชนในการเรียนรู้และสังคมของ ผู้เรียน
  • 5.
    3.การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอน 3.1 การใช้คอมพิวเตอร์เป็นครู เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดและนาเสนอเนื้อหาการเรียนการสอนโดยตรงไปยังผู้เรียน ผู้เรียน สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับบทเรียนได้ คือคอมพิวเตอร์ที่สามารถแสดงผลคาตอบ การเสริมแรง เฉลยแบบ ทันทีทันใด 3.2 การใช้คอมพิวเตอร์เป็นผู้ช่วย จาแนกการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือช่วยผู้เรียนได้ดังนี้ การประมวลคา (Word processer) โปรแกรมงานกราฟิก โปรแกรมการนาเสนอ โปรแกรมการจัดทาฐานข้อมูล และเป็นเครื่องมือในการ สื่อสาร ซึ่งผู้เรียนสามารถเลือกใช้โปรแกรมเหล่านี้ในการช่วยสร้างผลงานให้สาเร็จตามเป้าหมายได้ 3.3 การใช้คอมพิวเตอร์เป็นผู้เรียน บทบาทของผู้เรียนเป็นผู้สอนและบทบาทของคอมพิวเตอร์เป็นผู้เรียน ซึ่งการใช้คอมพิวเตอร์เป็น ผู้เรียนคือวิธีการแบบเปิด (Open-ended approach) ที่อาศัยความสามารถของผู้เรียนในการสร้างความเข้าใจ ของตนเองเกี่ยวกับเนื้อหาและวิธีการใช้คอมพิวเตอร์ วิธีการนี้ผู้สอนสามารถนาไปใช้ในชั้นเรียนของตนเอง ได้โดยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และสั่งการคอมพิวเตอร์ด้วยโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์อย่างง่าย