ปัญหาไข้เลือดออก
Presentation งาน Final
ปีการศึกษา 2562
สารบัญ
 ที่มา และ ความสาคัญ
 วัตถุประสงค์
 ผลที่คาดว่าจะได้รับ
 เนื้อหา
3
5
7
9
ที่มา และ ความสาคัญ
ที่มา และ ความสาคัญ
โครงงานนี้เกิดขึ้นเนื่องจากปัญหาไข้เลือดออกที่พบเห็นโดย
ตลอดโดยฤดูฝน ซึ่งเป็นปัญหาไม่สามารถเลี่ยงได้ซึ่งทาให้เกิดไข่
เลือกออกที่สร ้างปัญหาแกผู้คนจานวนไม่น้อย จึงเกิดความสนใจใน
การสร ้างโครงงานความรู้ขึ้นมาเพื่อเป็น การศึกษาและแพร่เผยสิ่ง
ข้อมูลที่ได้มา เพื่อเป็นการทาให้รู้เท่าทันไข้เลือดออกและสามารถ
ป้องกันการเกิดโรค ไข้เลือดออกได้ทั้งตอนเป็นและก่อนเป็นเพื่อให้
เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้อ่านโครงงาน
วัตถุประสงค์
วัตถุประสงค์
1. เพื่อป้ องกันการเกิดไข้เลือดออก
2. รู้วิธีกาจัดยุงลายต้นเหตุของไข้เลือดออก
3. เพื่อที่จะได้รู้จักวิธีการรักษา
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
ลดยุงลายให้น้อยลงและไม่มียุงลายในพื้นที่ชุมชน ให้เกิดไข้เลือดออกน้อยลง
เนื้อหา
โรคไข้เลือดออก
สาเหตุของโรค
ไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี่ โดยมียุงลายเป็ นตัวนา เมื่อยุงลายกัดและดูด
เลือดที่มีเชื้อจากผู้ป่วยแล้วไปกัดผู้ใด ก็จะถ่ายทอดเชื้อโรคนี้ให้กับผู้ที่ถูกกัด เป็ นได้ทั้งใน
เด็กและผู้ใหญ่ แต่พบมากในเด็กอายุ 5-9 ปี
อาการของโรค
เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายประมาณ 5-8 วัน ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการของไข้เลือดออก คือ
 ไข้ขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว ติดต่อกันประมาณ 3-7 วัน
 หน้าแดง ปวดศีรษะ บางคนจะบ่นปวดรอบกระบอกตา ปวดเมื่อยแขนขา ปวดกระดูก และ
อาจมีผื่นแดงตามตัว
 ซึม เบื่ออาหาร ปวดท้อง อาเจียน
สาหรับรายที่มีอาการรุนแรงมาก หลังจากมีไข้มา 3-4 วัน ไข้จะลดลงแล้วอาการจะแย่ลงอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วย
อาจช็อคถึงตายได้ ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ทันท่วงที
อาการที่เป็ นสัญญาณอันตราย
 ไข้ลดลงอย่างรวดเร็ว อ่อนเพลีย มือเท้าเย็น เหงื่อออก
 กระหายน้า กระสับกระส่าย ชีพจรเบาเร็ว ซึมลง
 ปัสสาวะน้อยลง
 ปลายมือปลายเท้ามีสีคล้า รอบๆปากเขียว
 อาเจียนเป็ นเลือด หรือถ่ายอุจจาระเป็ นเลือด
การดาเนินโรค
แบ่งเป็ น 3 ระยะ
1. ระยะไข้(2-7วัน)
 ไข้สูงลอยทันที
 ในเด็กเล็ก หรือผู้ป่วยที่เคยมีประวัติเคยชักมาก่อน อาจมีอาการชักจากไข้สูงได้
2. ระยะวิกฤต (1-2วัน)
 ไข้จะลดลงอย่างรวดเร็ว ตัวจะเย็น ผู้ป่วยอาจมีอาการได้2 แบบ
 ช็อค ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องรุนแรง อาเจียน กระหายน้า กระสับกระส่าย ปัสสาวะออกน้อย
 ไม่ช็อค ผู้ป่วยจะมีอาการไม่รุนแรง ซึม อาเจียน ปวดท้องเล็กน้อย เป็ นระยะเวลาหนึ่ง แล้วจะดีขึ้น
เข้าสู่ระยะฟื้นตัวได้เร็ว ระยะนี้กินเวลา 1-2 วัน
3. ระยะฟื้นตัวตัว (2-3วัน)
 หลังจากไข้ลด 2-3 วัน อาการทั่วไปจะดีขึ้นรับประทานอาหารได้ปัสสาวะออกมากขึ้น อาจมีผื่นแดง คันตามมือ เท้า ลาตัวได้
จะทาอย่างไร? เมื่อสงสัยว่าเป็ นไข้เลือกออก
ถ้าเด็กมีอาการน่าสงสัยว่าจะเป็ น ไข้เลือดออกและมีอาการไข้สูง 2-3 วัน โดยไม่มี
อาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ มีน้ามูก สามารถให้ยาลดใช้ได้ โดยใช้พาราเซตา
มอลร่วมกับการเช็ดตัวลดไข้แต่ห้ามใช้ยาลดไข้ประเภทอื่น เช่น ยาจาพวกแอสไพริน
(Aspirin) และ ไอบรูโปรเฟ่น เพราะอาจทาให้อาการเลือดออกมากขึ้น และทาให้อาการ
ของโรครุนแรงมากขึ้น ควรรีบนาผู้ป่วยไปปรึกษาแพทย์หรือส่งโรงพยาบาลทันที เพื่อการ
ตรวจวินิจฉัยและให้การรักษาที่เหมาะสมต่อไป
การดูแลเบื้องต้น
 พยายามลดไข้ให้ผู้ป่วยโดยการเช็คตัวด้วยน้าอุ่น หรือ น้าธรรมดา และให้ดื่มน้าบ่อยๆ เช่น
น้าหวาน น้าผลไม้ หรือน้าเกลือแร่ที่ใช ้ในโรคท้องร่วง
 ไม่ควร ห่มผ้าหนาๆเพราะจะทาให้ไข้สูงขึ้น
การยับยั้งการระบาดของโรคไข้เลือดออก ท่านจะช่วยยับยั้งการระบาดของโรคไข้เลือดออกโดยการกาจัดยุงลาย
ดังนี้
1. ตรวจดูตุ่มในบ้าน นอกบ้าน ถ้ารีบพบน้าให้รีบใช ้น้าให้หมด หรือเทน้าทิ้งเสีย
2. ใส่สารเคมีกาจัดลูกน้า หรือเกลือในภาชนะที่รองขาตู้กับข้าว เพื่อกาจัดลูกน้ายุงลายหรือหมั่นเปลี่ยนน้าใหม่อยู่เสมอ (ทุกๆ7
วัน)
3. ทาลายเศษโอ่ง ไห กะลา ยางรถยนต์ที่ไม่ใช ้อย่าให้น้าขัง
4. ปิดฝาโอ่ง หรือภาชนะที่ใช ้ใส่น้าให้มิดชิด และปิดฝาทุกครั้งหลังเปิดฝาใช ้เพื่อป้ องกันยุงลายวางไข่
5. หากมีเจ้าหน้าที่มาดาเนินงานกาจัดยุงและลูกน้า ทั้งในบ้านและนอกบ้าน ต้องให้ความร่วมมือทุกครั้ง ยาที่นามาใช ้นี้ปลอดภัย
ต่อมนุษย์และสัตว์เลี้ยง
ข้อน่ารู ้เกี่ยวกับยุงลาย
ยุงลาย นาเชื้อโรคไข้เลือดออกมาสู่คน
ยุงลาย สีดา มีลายขาวที่ขา ท้องและลาตัว เป็ นยุง ขนาดเล็ก
ยุงลาย เป็ นยุงบ้าน ชอบอยู่กับคนในบ้านตามมุมมืดของบ้าน จะออกมากัดและดูดเลือด
คนในเวลากลางวัน
ยุงลาย วางไข่ในน้าสะอาด ไข่ยุงลายอยู่ในที่แห้งได้นาน 7-10 วัน ก็จะเป็ นตัวลูกน้า พบ
มากตามตุ่มน้าในและนอกบ้าน น้าที่ใส่ในภาชนะของขาตู้กับข้าว แจกัน จานรองภาชนะที่
ขังน้าฝนนอกบ้าน เช่น กระป๋ อง โอ่ง กะลา ปี๊บ ยางรถยนต์ที่ไม่ใช้แล้ว
เรื่องที่ต้องรู ้เกี่ยว ไข้เลือดออก
ถึงแม้ว่าเราจะรู้สาเหตุว่า 'โรคไข้เลือออก' นั้นเกิดมาจากอะไร และควรที่จะปฏิบัติตัวเพื่อให้ห่างไกลสิ่งเหล่านั้นอย่างไร แต่ก็ยังข้อมูลอีกไม่น้อยที่
เป็ นความเชื่อผิด รวมถึงสิ่งที่ยังไม่รู้อีกมาก วันนี้เราจะลองเอาให้ได้ทบทวนกันอีกครั้ง เพื่อให้การป้ องกันไข้เลือดออกสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น
1. เมื่อเป็ นไข้เลือดออกแล้วจะไม่กลับมาเป็ นอีกจริงๆ เรื่องนี้ก็มีทั้งถูกและผิด เพราะเมื่อเป็ นไข้เลือดออกครั้งแรกแล้ว ร่างกายของเราก็จะมี
ภูมิคุ้มกันเพื่อป้ องกันไม่ให้กลับมาเป็ นอีก แต่ ! เชื้อไว้รัสที่เป็ นต้นตอของไข้เลือดออกนี้มีอยู่ 4 สายพันธุ์หากติดเชื้อจากสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่ง
แล้วก็จะมีภูมิคุ้มกันของสายพันธ์นั้น ถ้าหากเราติดเชื้อเป็ นครั้งที่ 2 ซึ่งเป็ นคนละสายพันธุ์กันกับในตอนแรก ภูมิคุ้มกันที่มีก็จะป้ องกันสายพันธุ์
ใหม่นี้ไม่ได้ทั้งหมด ก็อาจทาให้เป็ นไข้เลือดออกได้อีก และอาจรุนแรงกว่าเดิมมาก
2. กลุ่มอายุที่ป่ วยเป็ นไข้เลือดออก
จากเก็บรวบรวมข้อมูล ก็ยังพบว่ากลุ่มอายุที่ป่วยเป็ นโรคไข้เลือดออกสูงสุด คือ กลุ่มอายุ 10 - 14 ปี รองลงมาเป็ นกลุ่มอายุ 5 - 9 ปี
, 15 - 24 ปี , 25 - 34 ปี ปิดท้ายด้วยกลุ่มอายุ 0 - 4 เดือน ซึ่งผู้ป่วยที่พบได้มากที่สุดจะเป็ น นักเรียน ฉะนั้น เมื่อต้องใช ้ชีวตอยู่ในโรงเรียนก็ต้อง
ระมัดระวังไม่ให้อยู่กัด หรืออยู่ในบริเวณน้าขังที่อาจเป็ นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงได้
3. ถึงมีผู้ป่ วยมาก แต่ก็ยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสเดงกี่
รู้กันดีว่าโรคไข้เลือดออกนั้นเกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี่ ซึ่งตอนนี้ทางการแพทย์ยังไม่มียาสาหรับฆ่าเชื้อให้หายได้ 100% เปอร ์เซ็นต์ทา
ได้เพียงรักษาไปตามอาการ ทั้งยังต้องเฝ้ าระวังภาวะช็อกและเลือดออกอย่างใกล้ชิด โดยแพทย์ก็จะมีหลักในการรักษา คือ ให้ยาพาราเซตามอลใน
ระยะที่มีไข้สูง ห้ามใช ้ยาแอสไพริน เพราะจะทาให้อาการเลือดออกรุนแรงขึ้น ดูการเปลี่ยนแปลงของเกร็ดเลือดเป็ นระยะ และมีให้สารน้าชดเชย
เพราะผู้ป่วยจะเบื่ออาหาร มีอาการอาเจียน ทาให้ขาดน้าและโซเดียม นอกจากนั้น ยังต้องเฝ้ าระวังภาวะแทรกซ ้อนอื่นๆ ที่จะตามมาด้วย
การติดต่อของโรคไข้เลือดออก
โรคไข้เลือดออก มักติดต่อจากคนไปสู่คน ซึ่งมียุงลายเป็ นตัวพาหะที่สาคัญ (Aedes
aegypt) โดยยุงตัวเมียจะกัดและดูดเลือดของผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสเดงกี จากนั้นเชื้อจะเข้าไป
ฟักตัวและเพิ่มจานวนในตัวยุงลาย ทาให้มีเชื้อไวรัสอยู่ในตัวของยุงตลอดระยะเวลาของมัน
ประมาณ 1 - 2 เดือน แล้วถ่ายทอดเชื้อไปสู่คนที่ถูกกัดได้ ยุงลายเป็ นยุงที่อาศัยอยู่ใน
บริเวณบ้าน มักออกกัดเวลากลางวัน มีแหล่งเพาะพันธุ์คือ น้านิ่งที่ขังอยู่ในภาชนะเก็บน้า
ต่างๆ อาทิ โอ่ง แจกันดอกไม้ ถ้วยรองขาตู้ จาน ชาม กระป๋ อง หม้อ ยางรถยนต์หรือ
กระถาง เป็ นต้น
โรคไข้เลือดออก พบโดยมากในฤดูฝน เนื่องจากในฤดูนี้เด็กๆ มักจะอยู่บ้าน
มากกว่าฤดูอื่นๆ อีกทั้งยุงลายยังมีการแพร่พันธุ์มากในฤดูฝน ซึ่งในเมืองใหญ่ๆ อย่าง
กรุงเทพฯ อาจพบโรคไข้เลือดออกนี้ได้ตลอดทั้งปี
ช่วงที่อันตรายที่สุด ของโรคไข้เลือดออก
ในช่วงที่รักษาตัวจนไข้ลด ภายใน 48 ชั่วโมง ผู้ป่วยที่มีอาการหนักอาจเกิดอาการ
ช็อก หรือเลือดออกตามร่างกาย ซึ่งสาเหตุจากการเสียชีวิตในโรคนี้ก็มาจากอาการช็อก
ร่างกายขาดน้าอย่างรุนแรง (แม้เราจะไม่เห็นผู้ป่วยมีอาการขาดน้าจากภายนอกแต่ย่างใด)
น้าในหลอดเลือดจะไหลไปอยู่ในเนื้อเยื่อข้างเคียง ความดันเลือดลดลง จนเกิดอาการช็อก
ตามมา แต่หากไม่แสดงอาการใดๆ ก็จะถือว่าปลอดภัยแล้ว
การตรวจโรคไข้เลือดออก
หากสงสัยว่า ผู้ป่วยอาจเป็ นไข้เลือดออก วิธีที่ดีที่สุดคือ แพทย์จะเจาะเลือดเพื่อ
ตรวจหาเชื้อที่ห้องปฏิบัติการ นอกจากนี้การตรวจจานวนเกล็ดเลือดก็เป็ นการวินิจฉัยที่มี
ประสิทธิภาพเช่นกัน ซึ่งมักจะพบความผิดปกติ ประมาณวันที่ 3 นับจากวันที่เริ่มป่วย ทั้งนี้
ตามปกติคนเราจะมีเกล็ดเลือดประมาณ 150,000 – 450,000 เซลล์ต่อไมโครลิตร แต่ใน
ผู้ป่วยที่เป็ นไข้เลือดออก ส่วนใหญ่เกล็ดเลือดจะต่ากว่า 100,000 เซลล์ต่อไมโครลิตร
การรักษาโรคไข้เลือดออก
ปัจจุบันยังไม่มียาชนิดใดที่สามารถต้านไวรัสที่มีฤทธิ์เฉพาะเชื้อไข้เลือดออกได้
แพทย์จึงต้องใช้วิธีรักษาตามอาการ เช่น หากมีไข้ก็จะให้ผู้ป่วยรับประทานยาลดไข้ หาก
อาเจียน แพทย์จะให้ยาแก้อาเจียน พร ้อมจิบน้าเกลือชนิดดื่ม หรืออาจให้น้าเกลือทางหลอด
เลือดร่วมด้วย
ทั้งนี้ถ้าผู้ป่วยมีอาการรุนแรง เช่น มีไข้สูงมาก อาเจียนตลอดเวลา เกล็ดเลือดต่า มี
เลือดออกมาก เสี่ยงต่อภาวะช็อก โดยแพทย์จะดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลาที่
ผู้ป่วยยังคงอยู่ในช่วงวิกฤตประมาณ 24-48 ชั่วโมงที่มีการรั่วไหลของพลาสมา
รู ้ได้อย่างไรว่า ผู้ป่ วยมีอาการดีขึ้น
สังเกตได้จากอาการไข้ที่ลดลงภายใน 24-48 ชั่วโมง ผู้ป่วยจะรู้สึกสบายตัวขึ้น เริ่ม
กินอาหารได้บ้างเล็กน้อย อาการต่างๆ ที่เคยเป็ นจะเริ่มทุเลาลง นี่เป็ นอาการบ่งบอกว่า
ผู้ป่วยกาลังจะหายจากโรคไข้เลือดออกแล้ว
วิธีดูแลผู้ป่ วยโรคไข้เลือดออก (หน้า 1)
 ในช่วงที่ผู้ป่วยมีไข้สูง บางรายอาจมีอาการชัก โดยเฉพาะเด็กที่เคยมีประวัติการชักมา
ก่อน ดังนั้นจึงจาเป็ นที่จะต้องให้ยาลดไข้
 ควรให้ผู้ป่วยดื่มน้ามากๆ เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีไข้และมีอาการเบื่ออาหาร รวมทั้ง
อาเจียนจึงทาให้ร่างกายขาดน้าในปริมาณมาก ดังนั้นจึงควรชดเชยน้าด้วยการให้ดื่มน้า
ผลไม้หรือสารละลายผงน้าตาลเกลือแร่
 หมั่นติดตามอาการของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันภาวะช็อก
 ต้องให้ผู้ป่วยอยู่ในที่ปลอดยุง ควรมีมุ้งลวด หรือกางมุ้งเพื่อป้องกันยุงและการแพร่ระบาด
ของโรค
 ควรให้ผู้ป่วยอยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก
 ควรให้ผู้ป่วยพักผ่อนมากๆ หลีกเลี่ยงการทากิจกรรมนอกบ้าน
วิธีดูแลผู้ป่ วยโรคไข้เลือดออก (หน้า 2)
 ดื่มน้าหรือเกลือแร่ให้มากพอ โดยสังเกตที่สีปัสสาวะจะเป็ นสีเหลืองอ่อน หากปัสสาวะสีเข้ม ต้อง
ดื่มน้าเพิ่มขึ้น
 เช็ดตัวผู้ป่วยด้วยผ้าสะอาดชุบน้าอุ่น ควรรักษาอุณหภูมิร่างกายผู้ป่วยไม่ให้สูงถึง 39 องศา
เซลเซียส กรณีที่มีไข้ ห้ามเช็ดตัว หรืออาบน้าด้วยน้าเย็น เพราะผู้ป่วยอาจหนาวสั่น
 ควรกินยาลดไข้พาราเซตามอลตามขนาดที่แพทย์สั่ง เพราะหากรับยาเกินขนาดอาจทาให้ตับ
อักเสบได้
 ห้ามให้ผู้ป่วยกินยาแอสไพรินและยากลุ่ม NSAIDS เด็ดขาด เนื่องจากยาทั้ง 2 ตัวต้านการจับตัว
เป็ นก้อนของเลือด อาจไปกระตุ้นอาการเลือดออกได้
 ควรรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย และรสไม่จัด เช่น ข้าวต้ม หรือแกงจืด เป็ นต้น
 ไม่ควรรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มที่มีสีแดง ดา หรือน้าตาล เพราะเวลาปัสสาวะและอุจจาระ
อาจสังเกตได้ยากกว่าสิ่งที่ผู้ป่วยขับถ่ายออกมามีเลือดปนมาด้วยหรือไม่
อาการเตือนที่รุนแรง
หากอาการของผู้ป่ วยไม่ดีขึ้น มีไข้สูงต่อเนื่อง และมีอาการเตือนที่รุนแรง ให้รีบพา
ผู้ป่ วยไปโรงพยาบาลโดยด่วน ซึ่งอาการจะมีดังนี้
 ผู้ป่วยมีอาการซึม หรืออ่อนเพลียมากขึ้น
 ผู้ป่วยสามารถดื่มน้า หรือรับประทานอาหารได้น้อยลง
 มีอาการคลื่นไส้และอาเจียนตลอดเวลา
 มีอาการปวดท้องมาก
 เลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกาเดาไหล อาเจียนเป็ นเลือด หรือถ่ายอุจจาระเป็ นสีดามีเลือดปน
 ผู้ป่วยปัสสาวะน้อยลง หรือไม่ปัสสาวะเลยในระยะ 4-6 ชั่วโมง
 ผู้ป่วยกระหายน้าอยู่ตลอดเวลา
 กระสับกระส่าย หงุดหงิด หรือเอะอะโวยวาย
 หากเป็ นผู้ป่วยเด็กอาจร ้องกวนตลอดเวลา
 มีอาการตัวเย็นชื้น เหงื่อออก สีผิวคล้าลง ตัวลาย ในขั้นนี้อาจเกิดอาการช็อกได้
จะรักษาตนเองอย่างไร ?
ถ้าแพทย์บอกว่าไม่ต้องอยู่รพ.ก็สามารถรักษาตนเองที่บ้านได้ ให้พักผ่อน ดื่มน้ามาก
ๆ วัดความดันและชีพจรบ่อยๆ ถ้ามีอาการเปลี่ยนแปลงให้รีบไปโรงพยาบาล
ถ้ามีไข้ให้ใช้ยา Paracetamal ได้
ห้ามใช้ NSAIDS เพราะเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออก และในเด็กอาจจะเกิด Reye
syndrome
ที่มา
https://health.kapook
.com/view2522.html
ที่มา th.theasianparent.com
ที่มา
HTTPS://WWW.YOUTUBE.COM/WATCH?V=ST5CZF0Z-8I
ที่มา HTTPS://WWW.YOUTUBE.COM/WATCH?V=PQQE8CDL7Y4
ที่มา HTTPS://WWW.YOUTUBE.COM/WATCH?V=RYMIC5Q5ONO
อ้างอิง
 https://www.honestdocs.co/dengue-symptoms-and-prevention
 http://www.saintlouis.or.th/article/show/57e8e49b0478820001000004
 https://www.sanook.com/health/445/
ผู้จัดทา
 นายอองตวน เชออล ม.6/13 เลขที่ 4
 นายเมธาวัฒน์ ไกรพันธ์ม.6/13 เลขที่ 14
THANK YOU

ปัญหาไข้เลือดออก

  • 1.
  • 2.
    สารบัญ  ที่มา และความสาคัญ  วัตถุประสงค์  ผลที่คาดว่าจะได้รับ  เนื้อหา 3 5 7 9
  • 3.
  • 4.
    ที่มา และ ความสาคัญ โครงงานนี้เกิดขึ้นเนื่องจากปัญหาไข้เลือดออกที่พบเห็นโดย ตลอดโดยฤดูฝนซึ่งเป็นปัญหาไม่สามารถเลี่ยงได้ซึ่งทาให้เกิดไข่ เลือกออกที่สร ้างปัญหาแกผู้คนจานวนไม่น้อย จึงเกิดความสนใจใน การสร ้างโครงงานความรู้ขึ้นมาเพื่อเป็น การศึกษาและแพร่เผยสิ่ง ข้อมูลที่ได้มา เพื่อเป็นการทาให้รู้เท่าทันไข้เลือดออกและสามารถ ป้องกันการเกิดโรค ไข้เลือดออกได้ทั้งตอนเป็นและก่อนเป็นเพื่อให้ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้อ่านโครงงาน
  • 5.
  • 6.
    วัตถุประสงค์ 1. เพื่อป้ องกันการเกิดไข้เลือดออก 2.รู้วิธีกาจัดยุงลายต้นเหตุของไข้เลือดออก 3. เพื่อที่จะได้รู้จักวิธีการรักษา
  • 7.
  • 8.
  • 9.
  • 10.
    สาเหตุของโรค ไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี่ โดยมียุงลายเป็ นตัวนาเมื่อยุงลายกัดและดูด เลือดที่มีเชื้อจากผู้ป่วยแล้วไปกัดผู้ใด ก็จะถ่ายทอดเชื้อโรคนี้ให้กับผู้ที่ถูกกัด เป็ นได้ทั้งใน เด็กและผู้ใหญ่ แต่พบมากในเด็กอายุ 5-9 ปี
  • 11.
    อาการของโรค เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายประมาณ 5-8 วันผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการของไข้เลือดออก คือ  ไข้ขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว ติดต่อกันประมาณ 3-7 วัน  หน้าแดง ปวดศีรษะ บางคนจะบ่นปวดรอบกระบอกตา ปวดเมื่อยแขนขา ปวดกระดูก และ อาจมีผื่นแดงตามตัว  ซึม เบื่ออาหาร ปวดท้อง อาเจียน สาหรับรายที่มีอาการรุนแรงมาก หลังจากมีไข้มา 3-4 วัน ไข้จะลดลงแล้วอาการจะแย่ลงอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วย อาจช็อคถึงตายได้ ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ทันท่วงที
  • 12.
    อาการที่เป็ นสัญญาณอันตราย  ไข้ลดลงอย่างรวดเร็วอ่อนเพลีย มือเท้าเย็น เหงื่อออก  กระหายน้า กระสับกระส่าย ชีพจรเบาเร็ว ซึมลง  ปัสสาวะน้อยลง  ปลายมือปลายเท้ามีสีคล้า รอบๆปากเขียว  อาเจียนเป็ นเลือด หรือถ่ายอุจจาระเป็ นเลือด
  • 13.
    การดาเนินโรค แบ่งเป็ น 3ระยะ 1. ระยะไข้(2-7วัน)  ไข้สูงลอยทันที  ในเด็กเล็ก หรือผู้ป่วยที่เคยมีประวัติเคยชักมาก่อน อาจมีอาการชักจากไข้สูงได้ 2. ระยะวิกฤต (1-2วัน)  ไข้จะลดลงอย่างรวดเร็ว ตัวจะเย็น ผู้ป่วยอาจมีอาการได้2 แบบ  ช็อค ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องรุนแรง อาเจียน กระหายน้า กระสับกระส่าย ปัสสาวะออกน้อย  ไม่ช็อค ผู้ป่วยจะมีอาการไม่รุนแรง ซึม อาเจียน ปวดท้องเล็กน้อย เป็ นระยะเวลาหนึ่ง แล้วจะดีขึ้น เข้าสู่ระยะฟื้นตัวได้เร็ว ระยะนี้กินเวลา 1-2 วัน 3. ระยะฟื้นตัวตัว (2-3วัน)  หลังจากไข้ลด 2-3 วัน อาการทั่วไปจะดีขึ้นรับประทานอาหารได้ปัสสาวะออกมากขึ้น อาจมีผื่นแดง คันตามมือ เท้า ลาตัวได้
  • 14.
    จะทาอย่างไร? เมื่อสงสัยว่าเป็ นไข้เลือกออก ถ้าเด็กมีอาการน่าสงสัยว่าจะเป็น ไข้เลือดออกและมีอาการไข้สูง 2-3 วัน โดยไม่มี อาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ มีน้ามูก สามารถให้ยาลดใช้ได้ โดยใช้พาราเซตา มอลร่วมกับการเช็ดตัวลดไข้แต่ห้ามใช้ยาลดไข้ประเภทอื่น เช่น ยาจาพวกแอสไพริน (Aspirin) และ ไอบรูโปรเฟ่น เพราะอาจทาให้อาการเลือดออกมากขึ้น และทาให้อาการ ของโรครุนแรงมากขึ้น ควรรีบนาผู้ป่วยไปปรึกษาแพทย์หรือส่งโรงพยาบาลทันที เพื่อการ ตรวจวินิจฉัยและให้การรักษาที่เหมาะสมต่อไป
  • 15.
    การดูแลเบื้องต้น  พยายามลดไข้ให้ผู้ป่วยโดยการเช็คตัวด้วยน้าอุ่น หรือน้าธรรมดา และให้ดื่มน้าบ่อยๆ เช่น น้าหวาน น้าผลไม้ หรือน้าเกลือแร่ที่ใช ้ในโรคท้องร่วง  ไม่ควร ห่มผ้าหนาๆเพราะจะทาให้ไข้สูงขึ้น การยับยั้งการระบาดของโรคไข้เลือดออก ท่านจะช่วยยับยั้งการระบาดของโรคไข้เลือดออกโดยการกาจัดยุงลาย ดังนี้ 1. ตรวจดูตุ่มในบ้าน นอกบ้าน ถ้ารีบพบน้าให้รีบใช ้น้าให้หมด หรือเทน้าทิ้งเสีย 2. ใส่สารเคมีกาจัดลูกน้า หรือเกลือในภาชนะที่รองขาตู้กับข้าว เพื่อกาจัดลูกน้ายุงลายหรือหมั่นเปลี่ยนน้าใหม่อยู่เสมอ (ทุกๆ7 วัน) 3. ทาลายเศษโอ่ง ไห กะลา ยางรถยนต์ที่ไม่ใช ้อย่าให้น้าขัง 4. ปิดฝาโอ่ง หรือภาชนะที่ใช ้ใส่น้าให้มิดชิด และปิดฝาทุกครั้งหลังเปิดฝาใช ้เพื่อป้ องกันยุงลายวางไข่ 5. หากมีเจ้าหน้าที่มาดาเนินงานกาจัดยุงและลูกน้า ทั้งในบ้านและนอกบ้าน ต้องให้ความร่วมมือทุกครั้ง ยาที่นามาใช ้นี้ปลอดภัย ต่อมนุษย์และสัตว์เลี้ยง
  • 16.
    ข้อน่ารู ้เกี่ยวกับยุงลาย ยุงลาย นาเชื้อโรคไข้เลือดออกมาสู่คน ยุงลายสีดา มีลายขาวที่ขา ท้องและลาตัว เป็ นยุง ขนาดเล็ก ยุงลาย เป็ นยุงบ้าน ชอบอยู่กับคนในบ้านตามมุมมืดของบ้าน จะออกมากัดและดูดเลือด คนในเวลากลางวัน ยุงลาย วางไข่ในน้าสะอาด ไข่ยุงลายอยู่ในที่แห้งได้นาน 7-10 วัน ก็จะเป็ นตัวลูกน้า พบ มากตามตุ่มน้าในและนอกบ้าน น้าที่ใส่ในภาชนะของขาตู้กับข้าว แจกัน จานรองภาชนะที่ ขังน้าฝนนอกบ้าน เช่น กระป๋ อง โอ่ง กะลา ปี๊บ ยางรถยนต์ที่ไม่ใช้แล้ว
  • 17.
    เรื่องที่ต้องรู ้เกี่ยว ไข้เลือดออก ถึงแม้ว่าเราจะรู้สาเหตุว่า'โรคไข้เลือออก' นั้นเกิดมาจากอะไร และควรที่จะปฏิบัติตัวเพื่อให้ห่างไกลสิ่งเหล่านั้นอย่างไร แต่ก็ยังข้อมูลอีกไม่น้อยที่ เป็ นความเชื่อผิด รวมถึงสิ่งที่ยังไม่รู้อีกมาก วันนี้เราจะลองเอาให้ได้ทบทวนกันอีกครั้ง เพื่อให้การป้ องกันไข้เลือดออกสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น 1. เมื่อเป็ นไข้เลือดออกแล้วจะไม่กลับมาเป็ นอีกจริงๆ เรื่องนี้ก็มีทั้งถูกและผิด เพราะเมื่อเป็ นไข้เลือดออกครั้งแรกแล้ว ร่างกายของเราก็จะมี ภูมิคุ้มกันเพื่อป้ องกันไม่ให้กลับมาเป็ นอีก แต่ ! เชื้อไว้รัสที่เป็ นต้นตอของไข้เลือดออกนี้มีอยู่ 4 สายพันธุ์หากติดเชื้อจากสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่ง แล้วก็จะมีภูมิคุ้มกันของสายพันธ์นั้น ถ้าหากเราติดเชื้อเป็ นครั้งที่ 2 ซึ่งเป็ นคนละสายพันธุ์กันกับในตอนแรก ภูมิคุ้มกันที่มีก็จะป้ องกันสายพันธุ์ ใหม่นี้ไม่ได้ทั้งหมด ก็อาจทาให้เป็ นไข้เลือดออกได้อีก และอาจรุนแรงกว่าเดิมมาก 2. กลุ่มอายุที่ป่ วยเป็ นไข้เลือดออก จากเก็บรวบรวมข้อมูล ก็ยังพบว่ากลุ่มอายุที่ป่วยเป็ นโรคไข้เลือดออกสูงสุด คือ กลุ่มอายุ 10 - 14 ปี รองลงมาเป็ นกลุ่มอายุ 5 - 9 ปี , 15 - 24 ปี , 25 - 34 ปี ปิดท้ายด้วยกลุ่มอายุ 0 - 4 เดือน ซึ่งผู้ป่วยที่พบได้มากที่สุดจะเป็ น นักเรียน ฉะนั้น เมื่อต้องใช ้ชีวตอยู่ในโรงเรียนก็ต้อง ระมัดระวังไม่ให้อยู่กัด หรืออยู่ในบริเวณน้าขังที่อาจเป็ นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงได้ 3. ถึงมีผู้ป่ วยมาก แต่ก็ยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสเดงกี่ รู้กันดีว่าโรคไข้เลือดออกนั้นเกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี่ ซึ่งตอนนี้ทางการแพทย์ยังไม่มียาสาหรับฆ่าเชื้อให้หายได้ 100% เปอร ์เซ็นต์ทา ได้เพียงรักษาไปตามอาการ ทั้งยังต้องเฝ้ าระวังภาวะช็อกและเลือดออกอย่างใกล้ชิด โดยแพทย์ก็จะมีหลักในการรักษา คือ ให้ยาพาราเซตามอลใน ระยะที่มีไข้สูง ห้ามใช ้ยาแอสไพริน เพราะจะทาให้อาการเลือดออกรุนแรงขึ้น ดูการเปลี่ยนแปลงของเกร็ดเลือดเป็ นระยะ และมีให้สารน้าชดเชย เพราะผู้ป่วยจะเบื่ออาหาร มีอาการอาเจียน ทาให้ขาดน้าและโซเดียม นอกจากนั้น ยังต้องเฝ้ าระวังภาวะแทรกซ ้อนอื่นๆ ที่จะตามมาด้วย
  • 18.
    การติดต่อของโรคไข้เลือดออก โรคไข้เลือดออก มักติดต่อจากคนไปสู่คน ซึ่งมียุงลายเป็นตัวพาหะที่สาคัญ (Aedes aegypt) โดยยุงตัวเมียจะกัดและดูดเลือดของผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสเดงกี จากนั้นเชื้อจะเข้าไป ฟักตัวและเพิ่มจานวนในตัวยุงลาย ทาให้มีเชื้อไวรัสอยู่ในตัวของยุงตลอดระยะเวลาของมัน ประมาณ 1 - 2 เดือน แล้วถ่ายทอดเชื้อไปสู่คนที่ถูกกัดได้ ยุงลายเป็ นยุงที่อาศัยอยู่ใน บริเวณบ้าน มักออกกัดเวลากลางวัน มีแหล่งเพาะพันธุ์คือ น้านิ่งที่ขังอยู่ในภาชนะเก็บน้า ต่างๆ อาทิ โอ่ง แจกันดอกไม้ ถ้วยรองขาตู้ จาน ชาม กระป๋ อง หม้อ ยางรถยนต์หรือ กระถาง เป็ นต้น โรคไข้เลือดออก พบโดยมากในฤดูฝน เนื่องจากในฤดูนี้เด็กๆ มักจะอยู่บ้าน มากกว่าฤดูอื่นๆ อีกทั้งยุงลายยังมีการแพร่พันธุ์มากในฤดูฝน ซึ่งในเมืองใหญ่ๆ อย่าง กรุงเทพฯ อาจพบโรคไข้เลือดออกนี้ได้ตลอดทั้งปี
  • 19.
    ช่วงที่อันตรายที่สุด ของโรคไข้เลือดออก ในช่วงที่รักษาตัวจนไข้ลด ภายใน48 ชั่วโมง ผู้ป่วยที่มีอาการหนักอาจเกิดอาการ ช็อก หรือเลือดออกตามร่างกาย ซึ่งสาเหตุจากการเสียชีวิตในโรคนี้ก็มาจากอาการช็อก ร่างกายขาดน้าอย่างรุนแรง (แม้เราจะไม่เห็นผู้ป่วยมีอาการขาดน้าจากภายนอกแต่ย่างใด) น้าในหลอดเลือดจะไหลไปอยู่ในเนื้อเยื่อข้างเคียง ความดันเลือดลดลง จนเกิดอาการช็อก ตามมา แต่หากไม่แสดงอาการใดๆ ก็จะถือว่าปลอดภัยแล้ว
  • 20.
    การตรวจโรคไข้เลือดออก หากสงสัยว่า ผู้ป่วยอาจเป็ นไข้เลือดออกวิธีที่ดีที่สุดคือ แพทย์จะเจาะเลือดเพื่อ ตรวจหาเชื้อที่ห้องปฏิบัติการ นอกจากนี้การตรวจจานวนเกล็ดเลือดก็เป็ นการวินิจฉัยที่มี ประสิทธิภาพเช่นกัน ซึ่งมักจะพบความผิดปกติ ประมาณวันที่ 3 นับจากวันที่เริ่มป่วย ทั้งนี้ ตามปกติคนเราจะมีเกล็ดเลือดประมาณ 150,000 – 450,000 เซลล์ต่อไมโครลิตร แต่ใน ผู้ป่วยที่เป็ นไข้เลือดออก ส่วนใหญ่เกล็ดเลือดจะต่ากว่า 100,000 เซลล์ต่อไมโครลิตร
  • 21.
    การรักษาโรคไข้เลือดออก ปัจจุบันยังไม่มียาชนิดใดที่สามารถต้านไวรัสที่มีฤทธิ์เฉพาะเชื้อไข้เลือดออกได้ แพทย์จึงต้องใช้วิธีรักษาตามอาการ เช่น หากมีไข้ก็จะให้ผู้ป่วยรับประทานยาลดไข้หาก อาเจียน แพทย์จะให้ยาแก้อาเจียน พร ้อมจิบน้าเกลือชนิดดื่ม หรืออาจให้น้าเกลือทางหลอด เลือดร่วมด้วย ทั้งนี้ถ้าผู้ป่วยมีอาการรุนแรง เช่น มีไข้สูงมาก อาเจียนตลอดเวลา เกล็ดเลือดต่า มี เลือดออกมาก เสี่ยงต่อภาวะช็อก โดยแพทย์จะดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลาที่ ผู้ป่วยยังคงอยู่ในช่วงวิกฤตประมาณ 24-48 ชั่วโมงที่มีการรั่วไหลของพลาสมา
  • 22.
    รู ้ได้อย่างไรว่า ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น สังเกตได้จากอาการไข้ที่ลดลงภายใน 24-48 ชั่วโมง ผู้ป่วยจะรู้สึกสบายตัวขึ้น เริ่ม กินอาหารได้บ้างเล็กน้อย อาการต่างๆ ที่เคยเป็ นจะเริ่มทุเลาลง นี่เป็ นอาการบ่งบอกว่า ผู้ป่วยกาลังจะหายจากโรคไข้เลือดออกแล้ว
  • 23.
    วิธีดูแลผู้ป่ วยโรคไข้เลือดออก (หน้า1)  ในช่วงที่ผู้ป่วยมีไข้สูง บางรายอาจมีอาการชัก โดยเฉพาะเด็กที่เคยมีประวัติการชักมา ก่อน ดังนั้นจึงจาเป็ นที่จะต้องให้ยาลดไข้  ควรให้ผู้ป่วยดื่มน้ามากๆ เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีไข้และมีอาการเบื่ออาหาร รวมทั้ง อาเจียนจึงทาให้ร่างกายขาดน้าในปริมาณมาก ดังนั้นจึงควรชดเชยน้าด้วยการให้ดื่มน้า ผลไม้หรือสารละลายผงน้าตาลเกลือแร่  หมั่นติดตามอาการของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันภาวะช็อก  ต้องให้ผู้ป่วยอยู่ในที่ปลอดยุง ควรมีมุ้งลวด หรือกางมุ้งเพื่อป้องกันยุงและการแพร่ระบาด ของโรค  ควรให้ผู้ป่วยอยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก  ควรให้ผู้ป่วยพักผ่อนมากๆ หลีกเลี่ยงการทากิจกรรมนอกบ้าน
  • 24.
    วิธีดูแลผู้ป่ วยโรคไข้เลือดออก (หน้า2)  ดื่มน้าหรือเกลือแร่ให้มากพอ โดยสังเกตที่สีปัสสาวะจะเป็ นสีเหลืองอ่อน หากปัสสาวะสีเข้ม ต้อง ดื่มน้าเพิ่มขึ้น  เช็ดตัวผู้ป่วยด้วยผ้าสะอาดชุบน้าอุ่น ควรรักษาอุณหภูมิร่างกายผู้ป่วยไม่ให้สูงถึง 39 องศา เซลเซียส กรณีที่มีไข้ ห้ามเช็ดตัว หรืออาบน้าด้วยน้าเย็น เพราะผู้ป่วยอาจหนาวสั่น  ควรกินยาลดไข้พาราเซตามอลตามขนาดที่แพทย์สั่ง เพราะหากรับยาเกินขนาดอาจทาให้ตับ อักเสบได้  ห้ามให้ผู้ป่วยกินยาแอสไพรินและยากลุ่ม NSAIDS เด็ดขาด เนื่องจากยาทั้ง 2 ตัวต้านการจับตัว เป็ นก้อนของเลือด อาจไปกระตุ้นอาการเลือดออกได้  ควรรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย และรสไม่จัด เช่น ข้าวต้ม หรือแกงจืด เป็ นต้น  ไม่ควรรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มที่มีสีแดง ดา หรือน้าตาล เพราะเวลาปัสสาวะและอุจจาระ อาจสังเกตได้ยากกว่าสิ่งที่ผู้ป่วยขับถ่ายออกมามีเลือดปนมาด้วยหรือไม่
  • 25.
    อาการเตือนที่รุนแรง หากอาการของผู้ป่ วยไม่ดีขึ้น มีไข้สูงต่อเนื่องและมีอาการเตือนที่รุนแรง ให้รีบพา ผู้ป่ วยไปโรงพยาบาลโดยด่วน ซึ่งอาการจะมีดังนี้  ผู้ป่วยมีอาการซึม หรืออ่อนเพลียมากขึ้น  ผู้ป่วยสามารถดื่มน้า หรือรับประทานอาหารได้น้อยลง  มีอาการคลื่นไส้และอาเจียนตลอดเวลา  มีอาการปวดท้องมาก  เลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกาเดาไหล อาเจียนเป็ นเลือด หรือถ่ายอุจจาระเป็ นสีดามีเลือดปน  ผู้ป่วยปัสสาวะน้อยลง หรือไม่ปัสสาวะเลยในระยะ 4-6 ชั่วโมง  ผู้ป่วยกระหายน้าอยู่ตลอดเวลา  กระสับกระส่าย หงุดหงิด หรือเอะอะโวยวาย  หากเป็ นผู้ป่วยเด็กอาจร ้องกวนตลอดเวลา  มีอาการตัวเย็นชื้น เหงื่อออก สีผิวคล้าลง ตัวลาย ในขั้นนี้อาจเกิดอาการช็อกได้
  • 26.
    จะรักษาตนเองอย่างไร ? ถ้าแพทย์บอกว่าไม่ต้องอยู่รพ.ก็สามารถรักษาตนเองที่บ้านได้ ให้พักผ่อนดื่มน้ามาก ๆ วัดความดันและชีพจรบ่อยๆ ถ้ามีอาการเปลี่ยนแปลงให้รีบไปโรงพยาบาล ถ้ามีไข้ให้ใช้ยา Paracetamal ได้ ห้ามใช้ NSAIDS เพราะเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออก และในเด็กอาจจะเกิด Reye syndrome
  • 27.
  • 28.
  • 29.
  • 30.
  • 31.
  • 32.
  • 33.
    ผู้จัดทา  นายอองตวน เชออลม.6/13 เลขที่ 4  นายเมธาวัฒน์ ไกรพันธ์ม.6/13 เลขที่ 14
  • 34.