SlideShare a Scribd company logo
รายงานฉบับสมบูรณ์คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง     เพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)    กรกฎาคม ๒๕๕๓ – กรกฎาคม ๒๕๕๕
๒                                         สารบัญคานา                                                                                       ๗ส่วนที่ ๑ บทนา ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับคณะกรรมการ                                           ๘          ๑.๑ การก่อตั้ง คอป.                                                              ๘              ๑.๑.๑ ที่มาและความสาคัญในการก่อตั้ง                                          ๘              ๑.๑.๒ การแต่งตั้งกรรมการ                                                     ๘              ๑.๑.๓ อานาจหน้าที่                                                           ๑๐              ๑.๑.๔ หลักการ ปรัชญา แนวคิดและยุทธศาสตร์การดาเนินงาน                         ๑๐              ๑.๑.๕ การตั้งคณะที่ปรึกษา                                                    ๑๔          ๑.๒ การบริหารจัดการ                                                              ๑๕              ๑.๒.๑ บุคลากร                                                                ๑๕              ๑.๒.๒ งบประมาณ                                                               ๑๖              ๑.๒.๓ ปัญหาและอุปสรรคในการจัดการ                                             ๑๗          ๑.๓ ความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น                                                   ๑๘              ๑.๓.๑ หน่วยงานภายในประเทศ                                                    ๑๘              ๑.๓.๒ ความร่วมมือกับต่างประเทศ                                               ๑๙          ๑.๔ กิจกรรมหลักของคณะกรรมการ                                                     ๒๓               ๑.๔.๑ กิจกรรมของ คอป.                                                       ๒๓                    (๑) การจัดเวทีเสวนา                                                    ๒๓                    (๒) การประชุม                                                          ๒๓                    (๓) การจัดทารายงานความคืบหน้า คอป.                                     ๒๓                    (๔) การจัดทาข้อเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรีและสาธารณชน                       ๒๔                    (๕) โครงการสารวจและบันทึกคาบอกเล่าผู้ได้รับผลกระทบจาก                  ๒๘                          เหตุการณ์ความไม่สงบและความรุนแรงในประเทศไทย                          (Statement Taking)               ๑.๔.๒ กิจกรรมของคณะอนุกรรมการ                                               ๓๐                    (๑) คณะอนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริง                               ๓๐                          ๑. การประชุม                                                     ๓๑                          ๒. การจัดทาโครงการต่างๆ เพื่อสนับสนุนงานของคณะอนุกรรมการ         ๓๑                          ๓. การจัดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น                               ๓๒                    (๒) คณะอนุกรรมการเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกันความรุนแรง                   ๓๒                          ๑. การประชุม                                                     ๓๓                          ๒. ดาเนินการช่วยเหลือ ฟื้นฟู เหยื่อ                              ๓๓                          ๓. การจัดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น                               ๓๓                          ๔. ประสานหน่วยงานภาครัฐ และพบผู้นาทางศาสนา                       ๓๔                          ๕. การลงพื้นที่ช่วยเหลือเยียวยาผู้ถูกคุมขังร่วมกับกรมสุขภาพจิต   ๓๔
๓                     ๖. การจัดทาโครงการ/กิจกรรม เพื่อสนับสนุนการเยียวยา        ๓๔                         และฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ                     ๗. การจัดตั้งศูนย์ประสานงานเยียวยาและฟื้นฟูผู้ได้รับ      ๓๕                         ผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง                  (๓) คณะอนุกรรมการด้านการศึกษาวิจัยและกิจกรรมทางวิชาการ       ๓๖                     ๑. การประชุม                                              ๓๖                     ๒. การประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะ              ๓๗                     ๓. การจัดเวทีสาธารณะเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ในงานวิจัย     ๓๘                  (๔) คณะอนุกรรมการด้านยุทธศาสตร์เพื่อความปรองดอง              ๔๐                      ๑. การประชุม                                             ๔๐                     ๒. การเปิดพื้นที่ในการสร้างความปรองดอง                    ๔๐                     ๓. การสื่อสารสาธารณะ                                      ๔๒                     ๔. การเข้าพบ และการมาเยือนของ H.E. Mr. Kofi Annan         ๔๓                         อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ และ H.E. Mr. Martti                         Ahtisaari อดีตประธานาธิบดีฟินแลนด์ส่วนที่ ๒ สรุปเหตุการณ์ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้น                  ๔๔         ๒.๑ บทนา                                                              ๔๔              ๒.๑.๑ การดาเนินงานของคณะอนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริง        ๔๔              ๒.๑.๒ หลักการและแนวคิดในการตรวจสอบและค้นหาความจริง               ๔๕              ๒.๑.๓ กรอบแนวคิดการดาเนินการของคณะอนุกรรมการตรวจสอบ              ๔๕                    และค้นหาความจริง              ๒.๑.๔ วิธีการดาเงินงานของคณะอนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริง    ๔๖              ๒.๑.๕ ปัญหาและอุปสรรคในการตรวจสอบและค้นหาความจริง                ๕๑         ๒.๒ ลาดับเหตุการณ์และสถานการณ์ทางการเมืองหลังประกาศใช้                ๕๓             รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุธทศักราช ๒๕๔๐ และช่วงปี ๒๕๕๓              ๒.๒.๑ บริบททางการเมืองก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่ง                ๕๓                    ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐              ๒.๒.๒ บริบททางการเมืองระหว่างใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย     ๕๓                    พุทธศักราช ๒๕๔๐              ๒.๒.๓ การรัฐประหารวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙                    ๕๙              ๒.๒.๔ บริบททางการเมืองระหว่างใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย     ๖๑                    พุทธศักราช ๒๕๕๐              ๒.๒.๕ เหตุการณ์ทางการเมืองและเหตุการณ์ความรุนแรงในปี พ.ศ. ๒๕๕๒   ๖๓              ๒.๒.๖ เหตุการณ์ทางการเมืองที่สาคัญและเหตุการณ์ความรุนแรง         ๖๗                    ระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓              ๒.๒.๗ ลาดับเหตุการณ์ความรุนแรงระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม ๒๕๕๓    ๗๓
๔   ๒.๓ ข้อค้นพบเฉพาะกรณีในการตรวจสอบเหตุการณ์ความรุนแรงในช่วง                        ๙๐       เดือนเมษายน-พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓       ๒.๓.๑ ความรุนแรงที่สถานีดาวเทียมไทยคม วันที่ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๓               ๙๑       ๒.๓.๒ เหตุการณ์วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ ความรุนแรงในเหตุการณ์                    ๙๔                สะพานมัฆวานรังสรรค์ สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า สี่แยกคอกวัว                หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา และในสวนสัตว์ดุสิต       ๒.๓.๓ วันที่ ๑๔ เมษายน นปช. ยุติการชุมนุมบนถนนราชดาเนิน                       ๑๑๓                และย้ายมาชุมนุมรวมกันที่สี่แยกราชประสงค์เพียงแห่งเดียว                และเริมเสริมที่มั่นการชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์                        ่       ๒.๓.๔ วันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๓ ความรุนแรงบริเวณอนุสรณ์สถานแห่งชาติ          ๑๑๕       ๒.๓.๕ วันที่ ๑๓ เมษายน - ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ความรุนแรงบริเวณ                     ๑๑๖                สี่แยกศาลาแดงก่อน ศอฉ.ปิดล้อมพื้นที่ชุมนุม       ๒.๓.๖ ศอฉ.ใช้มาตรการปิดล้อมการชุมนุมของ นปช. และความรุนแรง                    ๑๑๙                ระหว่างมาตรการปิดล้อมช่วงวันที่ ๑๓ ถึง ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓       ๒.๓.๗ การเสียชีวิต พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล วันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓          ๑๒๐       ๒.๓.๘. การชุมนุมย่อยและความรุนแรงในพื้นที่นอกแนวปิดล้อมของเจ้าหน้าที่         ๑๒๔       ๒.๓.๙ ความรุนแรงบริเวณศาลาแดง – สีลม – สวนลุมพินี -                           ๑๒๕                ถนนพระรามที่ ๔ – บ่อนไก่ - ถนนวิทยุ ช่วงปฏิบัติการปิดล้อม                วันที่ ๑๓ - ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓       ๒.๓.๑๐ เหตุการณ์บริเวณถนนราชปรารภ แยกสามเหลี่ยมดินแดง                         ๑๓๑                  และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิระหว่างวันที่ ๑๓ ถึง ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓       ๒.๓.๑๑ เหตุการณ์ความรุนแรงวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓                         ๑๔๒       ๒.๓.๑๒ เหตุการณ์บริเวณวัดปทุมวนาราม วันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓               ๑๔๘       ๒.๓.๑๓. การเผาสถานที่ในกรุงเทพมหานคร                                          ๑๕๔   ๒.๔. พฤติการณ์ของคนชุดดาที่ใช้ความรุนแรงและอาวุธสงคราม โดยปรากฏตัว                ๑๕๗       อยู่ในพื้นที่ชุมนุม       ๒.๔.๑ เหตุการณ์ความรุนแรงในวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓                              ๑๕๗       ๒.๔.๒ เหตุการณ์ความรุนแรงบริเวณถนนพระราม ๔ – บ่อนไก่                          ๑๕๘              และถนนราชปรารภ       ๒.๔.๓ พบว่าเคยมีการปราศรัยบนเวทีในเดือนมกราคม ๒๕๕๓ เกียวกับ     ่             ๑๖๐              “กองกาลังไม่ทราบฝ่าย”๒.๕ ข้อค้นพบเกี่ยวกับพฤติการณ์การชุมนุมระหว่างเดือนมีนาคม ถึง พฤษภาคม                ๑๖๑   พ.ศ. ๒๕๕๓๒.๖. การใช้กาลังและอาวุธในการควบคุมฝูงชนและการสลายการชุมนุม                          ๑๗๔๒.๗ ข้อค้นพบเกี่ยวกับกรณีผู้สูญหาย การซ้อมทรมาน และการข่มขืน                         ๑๙๓
๕ส่วนที่ ๓ สาเหตุและรากเหง้าของปัญหา                                                    ๑๙๗          ๓.๑ ที่มาและความสาคัญ                                                        ๑๙๗          ๓.๒ วิธีการศึกษาวิจัยและแนวทางการดาเนินงาน                                   ๑๙๗          ๓.๓ การวิเคราะห์รากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทย                        ๑๙๙              ๓.๓.๑ ระยะเริ่มแรกของความขัดแย้ง หรือระยะบ่มเพาะ                         ๒๐๐                      ความขัดแย้ง (latent tension)              ๓.๓.๒ ระยะความขัดแย้งปรากฏ (overt conflict)                              ๒๐๓              ๓.๓.๓ ระยะความขัดแย้งในระดับการช่วงชิงอานาจ (power struggle)             ๒๐๗                      และการเกิดความรุนแรง (violence)          ๓.๔ สรุป                                                                     ๒๑๖ส่วนที่ ๔ เหยื่อ และการเยียวยาและฟื้นฟูเหยื่อ                                          ๒๑๘          ๔.๑ ทฤษฎี แนวคิดทางการดาเนินการ เยียวยา ฟื้นฟูและป้องกันความรุนแรง           ๒๑๘                กรณีมีเหตุการณ์ ไม่สงบทางการเมือง                ๔.๑.๑ นิยาม ความหมายของการชดเชย (Reparation)                           ๒๑๘                ๔.๑.๒ ความสาคัญของการชดเชย                                             ๒๑๘                ๔.๑.๓ ลักษณะและประเภทของการชดเชย                                       ๒๑๙                ๔.๑.๔ บุคคลที่เข้าข่ายได้รับการชดเชย                                   ๒๒๐                ๔.๑.๕ ผู้ที่รับผิดชอบในการให้การชดเชย                                  ๒๒๑          ๔.๒ มาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการกาหนดแนวทางและหลักเกณฑ์                   ๒๒๒                การเยียวยาในต่างประเทศ          ๔.๓ แนวทางและหลักเกณฑ์การเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง      ๒๒๒                ๔.๓.๑ มาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวกับกาหนดแนวทางและหลักเกณฑ์              ๒๒๓                       การเยียวยาของประเทศไทย                ๔.๓.๒ การเยียวยาความเสียหายในกรณีความรุนแรงทางการเมือง                 ๒๒๓           ๔.๔ องค์กรและวิธีการเยียวยาสาหรับผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงทางการเมือง   ๒๓๓          ๔.๕ สรุปผลการรายงานและการติดตามความคืบหน้าการเยียวยาผู้ได้รับ                ๒๓๔                ผลกระทบจากเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองส่วนที่ ๕ ข้อเสนอแนะ                                                                   ๒๓๙         ๕.๑ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการนาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์                     ๒๓๙              และรากเหง้าของความขัดแย้งมาเป็นบทเรียนในการสร้างความปรองดองที่ยั่งยืน         ๕.๒ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการนาหลักความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านมาปรับใช้        ๒๔๒         ๕.๓ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับหลักนิติธรรมและกระบวนการยุติธรรม                       ๒๔๖         ๕.๔ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความเป็นประชาธิปไตย หลักธรรมาภิบาล                     ๒๕๑              และการเคารพสิทธิมนุษยชน ในสังคมไทย         ๕.๕ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาพื้นฐานของสังคมไทย                        ๒๕๓         ๕.๖ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ                            ๒๕๔         ๕.๗ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์                                   ๒๕๕
๖      ๕.๘ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสื่อ                                          ๒๕๘      ๕.๙ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับทหาร                                          ๒๖๑      ๕.๑๐ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการชุมนุมและสิทธิผู้ชุมนุม                   ๒๖๒      ๕.๑๑ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับบทบาทและการคุ้มครองของหน่วยแพทย์             ๒๖๖            พยาบาล หน่วยบรรเทา สาธารณภัย ในการปฏิบัติงานด้านการช่วยเหลือ            ทางด้านมนุษยธรรมในสถานการณ์ความขัดแย้ง      ๕.๑๒ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันศาสนา                          ๒๖๗      ๕.๑๓ ข้อเสนอแนะในการเผยแพร่รายงานฉบับสุดท้าย                         ๒๖๘      ๕.๑๔ แนวทางการปฏิบัติตามข้อเสนอแนะ คอป.                              ๒๖๙ภาคผนวก (Annexes)
๗                                                  คานา               ตามระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๓ ได้กาหนดให้มีคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) โดยมีศาสตราจารย์ ดร. คณิต ณ นคร เป็นประธานกรรมการ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๘ ท่าน เพื่อดาเนินการตรวจสอบและค้นหาความจริงที่เป็นรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งและเหตุการณ์ความรุนแรง โดยมีเป้าหมายที่จะให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน และการเยียวยาอันจะนาไปสู่การป้องกันมิให้เกิดเหตุความรุนแรงและความเสียหายอีกในอนาคต เพื่อส่งเสริมให้เกิดความปรองดองในประเทศไทยระยะยาวต่อไป โดยกาหนดระยะเวลาดาเนินการ ๒ ปี ตั้งแต่วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๓ – ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๕ นั้น                      ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คอป. ได้จัดให้มีกิจกรรมทางวิชาการ กระบวนการรับฟังข้อมูลและความเห็น ตลอดจนการลงพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการตรวจสอบค้นหาความจริง การศึกษารากเหง้าของปัญหาความขัดแย้ง การเยียวยาและฟื้นฟู และการเสนอมาตรการเพื่อลดความขัดแย้งและส่งเสริมให้เกิดความปรองดองในประเทศ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของสาธารณชน รวมทั้งได้จัดทารายงานความคืบหน้าของการทางานทุกรอบ ๖ เดือน เสนอต่อคณะรัฐมนตรีและสาธารณชน รวม ๓ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ ๑ (๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๓ – ๑๖ มกราคม ๒๕๕๔) ครั้งที่ ๒ (๑๗ มกราคม ๒๕๕๔– ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๔) และครั้งที่ ๓ (กรกฎาคม ๒๕๕๔ – มีนาคม ๒๕๕๕) อันถือได้ว่าเป็นการเสนอผลการตรวจสอบ ผลการศึกษา และข้อเสนอแนะให้กับรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นาไปปฏิบัติ และเผยแพร่ให้สังคมได้รับทราบเป็นระยะ ๆ มาอย่างต่อเนื่อง               รายงานฉบับสมบูรณ์ของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ฉบับนี้ เป็นบทสรุปการดาเนินงานของ คอป. ตลอดช่วงเวลาการทางานเมื่อครบ ๒ ปี ซึ่งจะมีเนื้อหาครอบคลุมภารกิจทั้งหมดตั้งแต่ข้อมูลเบื้องต้นของ คอป. งบประมาณบุคลากร ความร่วมมือกับหน่วยงานในประเทศและต่างประเทศ การตรวจสอบและค้นหาความจริงการศึกษาวิจัยรากเหง้าของปัญหา การเยียวยาและฟื้นฟู รวมถึง ข้อเสนอแนะอันเป็นแนวทางในการสร้างความปรองดองในชาติ โดยมีประเด็นสาคัญต่างๆ ทั้งระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว                    คอป. ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ได้ให้ความสนใจติ ดตาม สนับสนุนการดาเนินการและขยายแนวคิดของ คอป. ให้สั งคมได้รับทราบตลอด ๒ ปีที่ผ่ านมา งานตามภารกิจของ คอป.แม้จะสิ้นสุดลงตามกรอบเวลาที่กาหนดไว้ แต่การสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในชาติคงต้องใช้เวลาและการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม คอป. หวังว่าข้อเท็จจริง ข้อค้นพบ และข้อเสนอแนะที่ปรากฏในรายงานฉบับสมบูรณ์นี้ จะเป็นส่วนผลักดันที่สาคัญให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายและสั ง คมได้ เ ข้ า ใจบนข้ อ มู ล เดี ย วกั น และร่ ว มมื อ ร่ ว มใจกั น คิ ด สานต่ อ ให้ เ กิ ด ความปรองดองของประเทศต่อไป              คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)                                         กันยายน ๒๕๕๕
๘                                                ส่วนที่ ๑                              บทนา ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับคณะกรรมการ๑.๑ การก่อตั้ง คอป.     ๑.๑.๑ ที่มาและความสาคัญในการก่อตั้ง                 ตามที่ไ ด้มีเหตุ การณ์ค วามไม่ ส งบ และความรุนแรงในประเทศในช่ว งเวลาที่ ผ่ านมาโดยเฉพาะเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ อันนามาซึ่งความสู ญเสี ยและความเสี ยหายอย่างประมาณค่ามิได้สู่สังคมและประเทศไทย รวมทั้งส่งผลกระทบในทางลบต่อทุกภาคส่วนของสังคมโดยยังมีประเด็นข้อสงสัยที่ยังไม่สามารถค้นหาและทาความจริงให้ปรากฏเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆให้เป็นที่ยอมรับของผู้คนในสังคมไทยและนานาประเทศได้ จึงต้องมีการตรวจสอบและค้นหาความจริงและข้อเท็จ จริ งที่เป็ น รากเหง้าของปั ญ หาความขัดแย้ง และเหตุการณ์ความรุ นแรง ไม่ว่าจะเป็ นความรุ น แรงในการชุ มนุ มทางการเมือง การละเมิดสิ ทธิมนุษยชน การสู ญเสี ยชีวิต การบาดเจ็ บทางร่ า งกายและจิ ต ใจ ความเสี ย หายของทรั พ ย์สิ น และความเสี ย หายในรู ปแบบอื่ นๆ ที่ เกิ ดขึ้ นในช่ ว งที่ผ่ า นมาให้ ป รากฏเป็ น ที่ป ระจั กษ์ ถึ ง สาเหตุ ข องปั ญ หาความขั ด แย้ ง ที่ สั่ งสมจนทาให้ เ กิ ดความแตกแยกในสั ง คม ความตึ ง เครี ย ดและขั ด แย้ ง ทางการเมื อ ง โดยมี เ ป้ า หมายที่ จ ะให้ เ กิ ดความเข้าใจร่วมกันและการเยียวยา และป้องกันมิ ให้เกิดเหตุความรุนแรงและความเสียหายซ้าอีกในอนาคต ทั้งนี้ ต้องมุ่งเน้นการใช้มาตรการเชิงสมานฉันท์ รวมถึงความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์และความยุ ติธ รรมทางสั งคม การฟื้น ฟูแ ละเยี ย วยาเหยื่อ และผู้ เ สี ยหาย เพื่ อสมานบาดแผลทางสั ง คมและเสริ ม สร้ า งวั ฒ นธรรมการอยู่ ร่ ว มกั น อย่ า งสั น ติ ถ้ อ ยที ถ้ อ ยอาศั ย และยอมรั บ ความแตกต่ า งทางความคิดเพื่อส่งเสริมให้เกิดความปรองดองในประเทศไทยระยะยาวต่อไป คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๓ เห็นชอบในหลักการให้มีคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) หรือ Truth for Reconciliation Commission of Thailand(TRCT) และแต่งตั้งศาสตราจารย์ ดร. คณิต ณ นคร ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานกรรมการดังกล่าว๑      ๑.๑.๒ การแต่งตั้งกรรมการ               คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการตามที่ศาสตราจารย์ ดร. คณิต ณ นคร เสนอเมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ให้ออกระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจสอบและค้นหาความจริ ง เพื่ อ การปรองดองแห่ ง ชาติ พ.ศ. ๒๕๕๓ ๒ เพื่ อ ให้ มี ค ณะกรรมการที่ เ ป็ น ผู้ ท รงคุ ณ วุ ฒิมีความอิสระ และความเป็น กลางเป็ น ผู้ ดาเนินการตามอานาจหน้าที่ แนวทาง และกาหนดเวลาที่กาหนดไว้ โดยให้คานึงถึงความหลากหลายของสาขาวิชา และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง         ๑            หนังสือ ด่วนที่สุด ที่ ๐๕๐๓/๙๒๘๒ ลงวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๓ เรื่อง เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติหลักการและเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติผนวก ๑          ๒            ระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๓ ลงวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๗ ตอนพิเศษ ๘๗ ง ลงวันที่ ๑๖กรกฎาคม ๒๕๕๓ และเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ผนวก ๒
๙              อาศัยอานาจตามระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๓ ศาสตราจารย์ ดร. คณิต ณ นคร ได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานคณะกรรมการดังกล่าว และคณะกรรมการที่ประธานคณะกรรมการแต่งตั้งขึ้นอีก ๘ คน เพื่อเป็นหลักประกันความเป็นกลางของคณะกรรมการ ศาสตราจารย์ ดร. คณิต ณ นครเป็นผู้พิจารณาแต่งตั้งเองทั้งหมดจากบุคคลที่มีผลงาน มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เกี่ยวกับการตรวจสอบและค้นหาความจริง การเยียวยาฟื้นฟู การลดความขัดแย้ง หรือการป้องกันความรุนแรง และความสูญเสีย ซึ่งในขั้นตอนการทาบทามและสรรหากรรมการ ได้รับเกียรติอย่างสูงจากผู้ ท รงคุ ณ วุ ฒิ ที่ มี ป ระสบการณ์ ความรู้ ความสามารถเกี่ ย วกับ เรื่ อ งดั ง กล่ า วอย่ า งเหมาะสมโดยมาจากหลากหลายสาขาวิช า ซึ่งได้แสดงออกถึง ความเสี ยสละที่ จะเข้ า มาร่ ว มปฏิบั ติภ ารกิ จในตาแหน่งกรรมการเพิ่มจากภาระหน้าที่ประจาของตน              คณะกรรมการอิส ระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่ งชาติ และเลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการ จึงประกอบด้วย๓             ๑. ศาสตราจารย์คณิต                       ณ นคร              ประธานกรรมการ             ๒. นายกิตติพงษ์                          กิตยารักษ์         กรรมการ             ๓. รองศาสตราจารย์จุฑารัตน์               เอื้ออานวย         กรรมการ             ๔. รองศาสตราจารย์เดชา                    สังขวรรณ           กรรมการ             ๕. นายมานิจ                              สุขสมจิตร          กรรมการ             ๖. ศาสตราจารย์ นายแพทย์รณชัย             คงสกนธ์            กรรมการ             ๗. นายสมชาย                              หอมลออ             กรรมการ             ๘. นายสรรพสิทธิ์                         คุมพ์ประพันธ์      กรรมการ             ๙. รองศาสตราจารย์สุรศักดิ์               ลิขสิทธิ์วัฒนกุล   กรรมการ๔             ๑๐. นายวิศิษฏ์                           วิศิษฏ์สรอรรถ      เลขานุการ๕             ๑๑. นายวิทยา                             สุริยะวงค์         ผู้ช่วยเลขานุการ             ๑๒. นายพิรียุตม์                         วรรณพฤกษ์          ผู้ช่วยเลขานุการ              โดยระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีดังกล่าว ได้กาหนดแนวทางการดาเนินงานของ คอป.ไว้ในข้อ ๔ ดังนี้              ๑. ตรวจสอบและค้นหาความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ รวมตลอดถึงประเด็นที่เป็นรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งและเหตุการณ์ความรุนแรงในประเทศในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา              ๒. เยียวยาและฟื้นฟูบุคคล สังคม องค์ กร และสถาบันที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ตามแนวทางความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ และความยุติธรรมทางสังคม เพื่อส่งเสริมให้เกิดความปรองดองในประเทศต่อไป         ๓          คาสั่ง คอป. ที่ ๑/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๓ และ คาสั่ง คอป. ที่ ๒/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๑๖กรกฎาคม ๒๕๕๓ ผนวก ๓       ๔         ปัจจุบัน ดารงตาแหน่ง ศาสตราจารย์       ๕         ปัจจุบัน ดารงตาแหน่ง ศาสตราจารย์พิเศษ
๑๐          ๓. วางมาตรการเพื่อลดความขัดแย้งในสังคมไทย และป้องกันมิให้เกิดเหตุความรุนแรงและความสูญเสียขึ้นอีกในอนาคต     ๑.๑.๓ อานาจหน้าที่                  เพื่อให้ การดาเนิน การเป็นไปตามแนวทางที่กาหนดไว้ ระเบียบส านักนายกรัฐ มนตรีดั ง กล่ า ว จึ ง ก าหนดให้ ค ณะกรรมการฯ มี อ านาจหน้ า ที่ ใ นการจั ด ท ารายงานความคื บ หน้ า ของการทางานทุกรอบหกเดือน รวมทั้งรายงานสรุปผลและข้อเสนอแนะเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและสาธารณชน จัดให้มีการศึกษาวิจัยทาความกระจ่างกับรากเหง้าของปัญหาทั้งในทางกฎหมาย การเมืองและประวัติศาสตร์ที่ส่งผลให้เกิดความแตกแยกและความรุนแรง จัดให้มีเวทีสาธารณะ การประชุม เพื่อรับฟังข้อมูลและความเห็น เสนอผลการตรวจสอบและศึกษาและให้การศึกษากับสังคมเป็นระยะๆ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของสาธารณชน เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดาเนินการตามอานาจหน้าที่เพื่อคุ้มครองบุคคลผู้ให้ข้อมูลรวมทั้งเยียวยาและชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น เชิญผู้แทนหน่วยงานของรัฐและผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงข้อเท็จจริ งหรือให้จัดส่งเอกสาร วัตถุ หรือข้อมูลมาเพื่อประกอบการพิจารณา และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทางาน มอบหมายหรือจ้างองค์กร คณะบุคคลหรือบุคคลให้ดาเนินการตามที่คณะกรรมการมอบหมาย โดยให้ดาเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๒ ปี             อย่างไรก็ตามเมื่อได้รับมอบหมายดังกล่าวแล้ว คอป. ได้มีการปรึกษาหารือและระดมความคิดร่ว มกับ นั กวิช าการและผู้ เชี่ย วชาญทั้งในและต่างประเทศ ได้ข้อสรุปว่าแนวทางที่ คอป.จะดาเนินการเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในการนาสังคมไทยก้าวข้ามความขัดแย้งและส่งเสริมให้เกิดความปรองดองได้นั้น คอป. ได้เล็งเห็นถึงความจาเป็นในการต้องนาแนวทางว่าด้วยเรื่องความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านมาปรับใช้ สาหรับในประเทศไทยแม้ความขัดแย้งอาจไม่รุนแรงเท่าบางประเทศ และความขัดแย้งยังไม่สิ้นสุดซึ่งทาให้สถานการณ์ต่างจากประเทศส่วนใหญ่ที่นาเรื่องนี้มาใช้ แต่การนาประสบการณ์ต่างประเทศมาปรับใช้ที่เหมาะสมสาหรับประเทศไทยก็เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ และเนื่องจากแนวคิดในเรื่องนี้ยังเป็นเรื่องใหม่จึงต้องใช้เวลาในการสื่อสารให้สังคมได้รับทราบและเรียนรู้ร่วมกันต่อไป     ๑.๑.๔ หลักการ ปรัชญา แนวคิดและยุทธศาสตร์การดาเนินงาน              อาศัยอานาจตามระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๓ ศาสตราจารย์ ดร. คณิต ณ นคร ได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานคณะกรรมการดังกล่าว และคณะกรรมการที่ประธานคณะกรรมการแต่งตั้งขึ้นอีก ๘ คน เพื่อเป็นหลักประกันความเป็นกลางของคณะกรรมการ ศาสตราจารย์ ดร. คณิต ณ นครเป็นผู้พิจารณาแต่งตั้งเองทั้งหมดจากบุคคลที่มีผลงาน มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เกี่ยวกับการตรวจสอบและค้นหาความจริง การเยียวยาฟื้นฟู การลดความขัดแย้ง หรือการป้องกันความรุนแรง และความสูญเสีย ซึ่งในขั้นตอนการทาบทามและสรรหากรรมการ ได้รับเกียรติอย่างสูงจากผู้ ท รงคุ ณ วุ ฒิ ที่ มี ป ระสบการณ์ ความรู้ ความสามารถเกี่ ย วกับ เรื่ อ งดั ง กล่ า วอย่ า งเหมาะสมโดยมาจากหลากหลายสาขาวิช า ซึ่งได้แสดงออกถึง ความเสี ยสละที่ จะเข้า มาร่ ว มปฏิบั ติภ ารกิ จในตาแหน่งกรรมการเพิ่มจากภาระหน้าที่ประจาของตน
๑๑      คอป. ได้ยึดหลักการ ปรัชญา และแนวคิดสาคัญๆ ในการปฏิบัติภารกิจดังนี้      ๑. คอป. ยึดหลักความเป็นอิสระและความเป็นกลางเป็นหลักการสาคัญในการทางาน โดย          ๑.๑ ให้ ความส าคัญกับ การด าเนินการตรวจสอบค้นหาความจริง และการนาเสนอโดยปราศจากอคติ ไม่นาเสนอเฉพาะมุมมองที่ได้รับความนิยมมากที่สุด หรือเพราะมีอานาจสนับสนุนและไม่ยืนยันว่ามุมมองที่อยู่ระหว่างกลางของมุมมองต่างๆ เป็นมุมมองที่ถูกต้อง          ๑.๒ ค านึ ง ถึ ง ลั ก ษณะความสั ม พั น ธ์ ร ะหว่ า งประชาชนในสั ง คมไทยที่ ผู ก โยงกั บ บริ บ ททางสังคมและภูมิหลังความเป็นมาของแต่ละฝ่าย ประกอบการทางาน          ๑.๓ กรณีที่พบข้อเท็จจริ งซึ่ งอาจเป็ นประเด็นการถกเถี ยงโต้แย้งระหว่างฝ่ ายต่างๆ คอป.จะไม่เข้าไปมีส่วนร่วมในการโต้แย้งกับคู่กรณีหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเหล่านั้น ทั้งนี้ เนื่องจากข้อเท็จจริงนั้นมีความเป็นกลางโดยตัวเองแล้ว          ๑.๔ คอป. จะพิจารณาเปิดเผยความจริงเป็นระยะๆ ในช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยคานึงถึงบรรยากาศความปรองดองในสังคมเป็นสาคัญ       ๒. รั บ ฟั งข้ อคิด เห็ น อัน เป็ น ประโยชน์ รวมทั้ง แสวงหาแนวร่ว มที่พ ร้อ มจะให้ ก ารสนับ สนุ นการดาเนินงานของ คอป. ซึ่งเป็นกลไกที่กระบวนการทางสังคมสร้างขึ้น โดยที่คอป.ตระหนักดีว่าการแสวงหาทางออกที่ เ หมาะสมในการแก้ ไ ขวิ ก ฤตปั ญ หาความขั ด แย้ ง ในสั ง คมไทย เป็ น เรื่ อ งละเอีย ดอ่อนที่มีความส าคัญยิ่ ง จึ งควรเปิดพื้นที่ให้ ผู้ เกี่ยวข้องทุกฝ่ าย ได้แสดงความคิดเห็ นและข้อเสนอเกี่ยวกับทางออกที่เป็นไปได้ภายใต้เงื่อนไข และในมุมมองของกลุ่มต่างๆ ทั้งที่มีความเหมือนและแตกต่างกัน ทั้งนี้ คอป. จะทาหน้ าที่เป็นพื้นที่กลางเพื่อให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมเปิดเผยข้อเท็จจริงเสนอแนะข้อเสนอและประเด็นสาคัญๆ ที่นาไปสู่การปรองดองทางสังคม รวมทั้งเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ใช้พื้นที่นี้ในการแสดงอารมณ์ความรู้สึก ความประสงค์ ความคาดหวัง ตลอดจนเสนอข้อเรียกร้องของแต่ล ะฝ่ ายที่มีต่ อกัน โดยมี คอป. ทาหน้าที่ เป็นคนกลางดาเนินการในกระบวนการหาข้อมู ลวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลความต้องการของทุกฝ่าย และจัดทาข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อนาไปสู่การสร้างความปรองดองของประเทศต่อไป      ๓. ยื น ยั น ให้ ป ระชาคมโลกเชื่ อ มั่ น ในศั ก ยภาพของประเทศไทยว่ า แม้ จ ะมี ส ถานการ ณ์ความขั ด แย้ ง ระดั บ รุ น แรงเกิ ด ขึ้ น แต่ ป ระเทศสามารถพั ฒ นากลไกการแก้ ปั ญ หาความขั ด แย้ งโดยคนกลางในรู ป ของ “คณะกรรมการอิสระ” เพื่อดาเนินภารกิ จส าคั ญและสามารถรับ มือกั บความขั ด แย้ ง ดั ง กล่ า วได้ อ ย่ า งเหมาะสมเช่ น เดี ย วกั บ นานาอารยประเทศ ขณะเดี ย วกั นก็ไม่ปฏิเสธความร่วมมือรูปแบบต่างๆ ของมิตรประเทศภายใต้ขอบเขตที่เหมาะสมจาเป็น โดยเฉพาะความร่วมมือทางวิชาการ       ๔. ให้ ความสาคัญกับระบบ “การตรวจสอบโดยประชาชน” (Public Accountability)โดยคอป. ตระหนักถึงความสนใจต่อเหตุการณ์ความไม่สงบและสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศทั้งของประชาชนในประเทศและประชาคมระหว่างประเทศ และตระหนักถึงการเป็นองค์กรที่มีความเป็ น อิ ส ระและเป็ น กลางที่ ไ ด้ รั บ มอบหมายจากรั ฐ บาล ประกอบ กั บ เพื่ อ ความโปร่ ง ใสในการทางาน คอป. จึงให้ความสาคัญกับระบบ “การตรวจสอบโดยประชาชน” เพื่อให้เกิดความเชื่อศรัทธาของประชาชนในประเทศและของประชาคมระหว่างประเทศ กล่าวคือ ในการทางานของ คอป.นั้น นอกจาก คอป. จะต้องรายงานต่อรัฐบาลแล้ว ยังต้องรายงานต่อประชาชนและเปิดเผยรายงานต่อ
๑๒ประชาคมระหว่างประเทศด้ว ย และ โดยมั่นใน “การตรวจสอบโดยประชาชน”                                                ตลอดเวลาในการทางาน       ๕. ให้ ค วามระมั ด ระวั ง ต่ อ กรณี ที่ อ าจก้ า วล่ ว งต่ อ หลั ก การพิ จ ารณาคดี ข องศาลยุ ติ ธ รรมขณะเดียวกัน คอป. ไม่ละเลยโอกาสที่จะเสนอแนะข้อเสนอที่เป็นประโยชน์สูงสุดเพื่อการปรองดองของสั ง คม ทั้ง นี้ คอป. ตระหนั กดี ว่า คอป. ไม่ใช่องค์กรด้า นตุล าการหรือ กระบวนการยุ ติธ รรมที่ถูกแต่งตั้งขึ้นมาเพื่อตัดสิ นคดีหรื อชี้ว่าใครถูกใครผิด สมควรต้องถูกลงโทษทางกฎหมายหรือไม่แต่จะมุ่งเน้นหลักความเป็นอิสระและความเป็นกลางไว้สูงสุด       ๖. น าหลั กความยุ ติธ รรมในระยะเปลี่ ยนผ่ าน (Transitional Justice)๖ มาปรับใช้ในการดาเนินงาน โดยศึกษาจากนานาประเทศที่มีประสบการณ์ความขัดแย้งระดับรุนแรงเกิดขึ้นและ          ๖              ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice) เป็นกระบวนการที่ตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่ างร้ายแรง และเป็นกลไกในการนาพาสังคมไปสู่สันติภาพ การปรองดอง และความเป็ น ประชาธิ ป ไตย เพื่ อ ให้ สั ง คมได้ เ ดิ น หน้ า ต่ อ ไปโดยที่ เ หตุ ก ารณ์ รุ น แรงจะไม่ ย้ อ นกลั บ มาอี ก ครั้ งซึ่งกระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นในปลายทศวรรษ ๑๙๘๐ เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในละตินอเมริกา และในยุโรปตะวันออก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้มีความยุติธรรมเกิดขึ้นในภูมิภาคเหล่านี้หลังเกิดเหตุการณ์ที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางจากระบอบการปกครองแบบเก่า ต่อมาแนวคิดและการดาเนินกระบวนการนี้ได้แพร่หลายและถูกนาไปใช้ในหลายๆ ประเทศที่มี ความขัดแย้งอย่างรุนแรง เช่น อาร์เจนตินา ชิลีแอฟริกาใต้ เอลซัลวาดอร์ เฮติ ติมอร์ตะวันออก ฯลฯ            ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน เป็นการเชื่อมโยงแนวคิดสองแนวคิดเข้าด้วยกัน คือ การเปลี่ยนผ่าน(transition) กับ ความยุติธรรม (justice) ในขณะที่การเปลี่ยนผ่าน คือ การที่สังคมได้เกิดกระบวนการกระทาให้เกิดการเปลี่ยนผ่านระบอบทางการเมือง (political transformation/regime change) เช่น จากระบอบเผด็จการ(authoritarian) หรือการปกครองแบบกดขี่อื่นๆ (repressive rule) ไปสู่ระบอบประชาธิปไตย (transition todemocracy) หรือ ใช้ใ นความหมายของการเปลี่ย นผ่ านจากความขั ดแย้งของคนในสั งคมไปสู่สั นติภ าพและความมั่นคง            ประเทศที่นาความยุติธรรมในระยะเปลียนผ่านมาปรับใช้ มักเป็นกรณีทกระบวนการยุติธรรมในระบบปกติ                                                   ่                                   ี่มีข้อจากัดที่ไม่สามารถนามาใช้กับสภาพความขัดแย้งที่มีสาเหตุที่ซบซ้อนกว่าอาชญากรรมทั่วไป และมีผู้เข้าไป                                                                     ัเกี่ยวข้องจานวนมาก ทั้งเหยื่อและผู้กระทาผิด นอกจากนี้ การใช้กฎหมายอาญาและกระบวนการยุติธรรมทางอาญาปกติที่มีพื้นฐานอยู่บนการลงโทษ อาจไม่สามารถทาให้สังคมก้าวข้ามความขัดแย้งไปสูสันติภาพได้ แนวคิดในเรื่องนี้                                                                                            ่จึงพัฒนาขึ้นโดยพิจารณาแนวทางที่จะนาไปสู่การแก้ไขความขัดแย้ง ซึ่งอาจดาเนินการได้หลายวิธี จากประสบการณ์ของต่างประเทศ มาตรการที่นามาใช้อาจจะเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่างขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสถานการณ์ในแต่ละประเทศดังนี้            ๑. Criminal Prosecutions คือ การฟ้องร้องดาเนินคดีกับผู้กระทาผิด ซึ่งมีส่วนต้องรับผิดชอบ(accountable) ต่อเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้น เป็นองค์ประกอบประการหนึ่งที่จะป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นอีก            ๒. Truth Commissions คือ กระบวนการสร้างความจริง (establish the truth) ที่ได้จากการไต่สวนสอบสวน (inquiry) ค้นหาความจริง (truth seeking) ในช่วงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น (focus on the past) เพื่อเปิดเผยความจริงให้เหยื่อหรือครอบครัวของเหยื่อและสังคมโดยรวมได้ทราบในรายละเอียดเหตุการณ์อย่างถูกต้องแท้จริงอีกทั้งยังเป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้ได้รับผลกระทบได้แสดงออก            ๓. Restoration Programs คือ การให้ความช่วยเหลือ ชดเชย เยียวยา และฟื้นฟูแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง ทั้งด้านจิตใจ ร่างกาย ทรัพย์สิน และรวมไปถึงการกล่าวคาขอโทษจากคู่ปรปักษ์อย่างเป็นทางการ (official/state apologies)
๑๓ไม่ ส ามารถใช้ ก ระบวนการยุ ติ ธ รรมตามปกติ ใ นการแก้ ไ ขปั ญ หาได้ จะมี ก ารน าหลั ก การเรื่ อ งความยุ ติ ธ รรมในระยะเปลี่ ย นผ่ า นมาใช้ ใ นการด าเนิ น งาน โดยจะมี ก ารตั้ ง คณะกรรมการขึ้ นเพื่ อ ตรวจสอบค้ น หาความจริ ง และด าเนิ น การให้ เ กิ ด ความปรองดองที่ เ รี ย กว่ า Truth andReconciliation Commissions (TRCs) ซึ่งโดยทั่วไปจะได้รับมอบอานาจจากรัฏฐาธิปัตย์ และมีอ านาจด าเนิ น การเพื่ อ ให้ เ กิ ด การปรองดองอย่า งเต็ ม ที่ รวมตลอดถึ ง อ านาจในการหาผู้ รั บ ผิ ดในลักษณะของการสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรม แต่จากอานาจหน้าที่ตามภารกิจของ คอป. นั้นมีข้อจากัดที่ไม่ได้ให้ คอป. มีอานาจในลักษณะเป็นองค์กรที่ทาหน้าที่เหมือน TRC ในต่างประเทศและมีข้อจากัดที่เป็นองค์กรที่ได้รับการแต่งตั้งโดยระเบียบสานักนายกรัฐมนตรี ฯ ที่อาจถูกมองได้ว่าเป็นกลไกหนึ่งของฝ่ายบริหาร         ยุทธศาสตร์การดาเนินงานของ คอป.         คอป. ได้กาหนดยุทธศาสตร์การดาเนินงานโดยวางยุทธศาสตร์ กรอบการดาเนินงาน ๔ มิติหลักดังนี้    ๑. การตรวจสอบและค้นหาความจริง (Truth Seeking) ซึ่งได้แก่ การตรวจสอบและค้นหาความจริ งและข้ อเท็จ จริ งโดยเฉพาะอย่ า งยิ่ งความรุ นแรงที่ เกิ ดขึ้ นในห้ ว งเดือ นเมษายนถึง เดื อ นพฤษภาคม ๒๕๕๓ รวมตลอดถึง ประเด็น ที่เ ป็น รากเหง้ าของปัญ หาความขัด แย้ งและเหตุก ารณ์ความรุนแรงในประเทศในช่วงหลายปีที่ผ่านมา       ๒. การเยี ย วยา ฟื้น ฟู และป้ องกัน ความรุนแรง ประกอบด้ว ยการฟื้นฟูและการเยียวยา(Restoration) ซึ่งได้แก่ การฟื้นฟูและเยียวยาสังคมไทย องค์กร สถาบันและบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง โดยแนวทางความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) และความยุติธรรมทางสังคม (Social Justice) เพื่อส่งเสริมให้เกิดความปรองดองของประเทศไทยในระยะยาวต่อไป และการป้องกันความขัดแย้ง (Conflict Prevention) ซึ่งได้แก่ ความจาเป็นที่ จ ะต้ อ งท าให้ เ กิ ด ความเข้ า ใจและการเยี ย วยาในระยะสั้ น แก่ บ รรดาผู้ ที่ ไ ด้ รั บ ผลกระทบจากความรุนแรงของกลุ่มต่างๆ เพื่อการป้องกันมิให้เกิดเหตุความรุนแรงและความสูญเสียขึ้นอีก    ๓. การศึ ก ษาวิ จั ย รากเหง้ า ปั ญ หาของความขั ด แย้ ง ด าเนิ น การศึ ก ษาวิ จั ย เพื่ อ ท าให้ เ กิ ดความกระจ่างกับรากเหง้าของปัญหาทั้งในทางกฎหมาย การเมือ ง และประวัติศาสตร์ที่ส่งผลให้เกิดความแตกแยกและความรุนแรงในสังคมในช่วงที่ผ่านมา         ๔. การสร้างความปรองดองและป้องกันมิให้ความรุนแรงเกิดขึ้นอีก           ๔. Memorialisation of Victim คือกระบวนการที่ทาให้สังคมยอมรับตระหนักรู้ (recognition) และกระตุ้นให้เกิดจิตสานึกในทางศีลธรรม (raise moral consciousness) ถึงเหตุการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมา เพื่อที่จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ารอยขึ้นอีก ซึ่งอาจอยู่ในรูปพิพิธภัณฑ์หรืออนุสรณ์แห่งความทรงจา (memorial)           ๕. Institution Reform คือ กระบวนการปฏิรูปสถาบัน หน่วยงานที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน อาทิ กองทัพ ทหาร ตารวจ สื่อสารมวลชน กระบวนการยุติธรรม ฯลฯ เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้หน่วยงานหรือองค์กรดังกล่าวใช้รูปแบบเดิมในการปฏิบัติที่อาจนาความรุนแรงกลับมาอีกครั้ง           ๖. Reconciliation คือ การทาให้สังคมข้ามผ่านปัญหาความขัดแย้งและก่อเกิดความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในสังคม
๑๔     ๑.๑.๕ การตั้งคณะที่ปรึกษา                 ภายหลังจากที่ได้ตั้ง คอป. แล้ว เพื่อให้การดาเนินงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายลุล่วงและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ต้องอาศัยความรู้ ความสามารถของผู้มีประสบการณ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ เ ชี่ ย วชาญในการให้ ค าปรึ ก ษา ข้ อ แนะน าแก่ คอป. ในหลากหลายประเด็ น เพื่ อ สนั บ สนุ น ให้การปฏิบัติภารกิจของ คอป. บรรลุวัตถุประสงค์ คอป. จึงได้เรียนเชิญผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์และเปี่ยมด้วยความสามารถเป็นที่ประจักษ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่จะสามารถให้คาปรึกษาและข้อ แนะนาแก่ คอป. ในด้านต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างให้ การดาเนินการของ คอป. ก้าวหน้าและประสบผลสัมฤทธิ์ได้เป็นอย่างดี จานวน ๖ ท่าน๗ ดังนี้            ๑. ศาสตราจารย์ พิเศษ ดร. สุ รเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ            ๒. ศาสตราจารย์ ดร. ชั ย วั ฒ น์ สถาอานั น ท์ อาจารย์ ป ระจ าคณะรั ฐ ศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์            ๓. Ms. Priscilla Hayner ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้นหาความจริงและความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน            ๔. N. Hassan Wirajuda, J.S.D. อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศประเทศอินโดนีเซีย            ๕. Professor David Kennedy, Ph.D. อาจารย์ประจาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา            ๖. Honorable Judge Dennis Davis อดีตผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ประเทศแอฟริกาใต้๑.๒ การบริหารจัดการ      ตามระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๓ ข้อ ๑๑ ให้มีสานักงาน คอป. เป็นหน่วยงานภายในสานักงานกิจการยุติธรรมกระทรวงยุติธรรม โดยให้เลขานุการ คอป. เป็นผู้บังคับบัญชาเจ้าหน้าที่และลูกจ้างของสานักงาน และรับผิดชอบในการปฏิบัติงานของสานักงานขึ้นตรงต่อประธานกรรมการ และข้อ ๑๒ ให้สานักงานมีอานาจหน้าที่ รับผิดชอบในงานธุรการ งานวิชาการ งานการประชุม งานประชาสัมพันธ์ และงานเลขานุการของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะทางาน ติดตามสถานการณ์ ศึกษาและรวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะทางานประสานงานกับบุคคล องค์กร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ และปฏิบัติงานหรือดาเนินการอื่นใดตามที่คณะกรรมการมอบหมาย โดยมีที่ตั้งอยู่ ณ อาคารจอดรถ ชั้น ๕อาคารบี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษาฯ ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่กรุงเทพมหานคร       อนึ่ง ผู้อานวยการสานักงานกิจการยุติธรรม (นายวิทยา สุริยะวงค์) ได้มอบหมายให้ นายวัลลภนาคบัว ปฏิบัติหน้าที่ผู้อานวยการสานักงานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (สานักงาน คอป.) และเข้าร่วมประชุมในฐานะฝ่ายเลขานุการ คอป. ด้วย        ๗              คอป. ได้แต่งตั้งคณะที่ปรึกษาและมีการจัดแถลงข่าว เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๔ ณ โรงแรมสยามซิตี้ กรุงเทพมหานคร
๑๕    ๑.๒.๑ บุคลากร           ตลอดระยะเวลาการด าเนิ น งานของ คอป. ตั้ ง แต่ เ ดื อ นกรกฎาคม ๒๕๕๓ - เดื อ นกรกฎาคม ๒๕๕๕ สานักงาน คอป. ประกอบไปด้วยบุคลากร ดังนี้           ๑. คณะกรรมการและเลขานุการ คอป. จานวน ๑๒ คน           ๒. ที่ปรึกษา คอป. จานวน ๖ คน           ๓. คณะอนุกรรมการต่าง ๆ จานวน ๑๑๖ คน๘           ๔. เจ้าหน้าที่ที่ทางานประจาหมุนเวียนทั้งสิ้น ๔๘ คน๙           นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญด้านการค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองจากต่างประเทศมาเป็นที่ปรึกษาในการกาหนดกรอบยุทธศาสตร์การทางาน ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ รวมถึงการตรวจสอบพยานหลักฐานร่วมกับ คอป. ด้วย     ๑.๒.๒ งบประมาณ              คอป. ได้รับการสนั บสนุนงบประมาณจากรัฐบาลเพื่อดาเนินการตามภารกิจ รวม ๒ ครั้งกล่าวคือ ครั้งที่ ๑ จานวน ๓๒ ล้านบาท เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๕๓ และครั้งที่ ๒ จานวน ๔๕ ล้านบาทเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๔               การใช้จ่ ายงบประมาณเพื่อสนับสนุนการดาเนินการที่ส าคัญของ คอป. ตั้งแต่เดือ นกรกฎาคม ๒๕๕๓ – เดือนกรกฎาคม ๒๕๕๕ โดยสรุปกิจกรรมที่สาคัญได้ดังนี้              ๑. เบี้ยประชุมคณะกรรมการ คอป.๑๐ รวมทั้งสิ้น ๒๒๕,๒๒๐.๐๐ บาท              ๒. ค่าเบี้ยประชุมคณะอนุกรรมการต่าง ๆ๑๑ รวมทั้งสิ้น ๑,๕๓๓,๘๐๐.๐๐ บาท              ๓. ค่าจ้างเจ้าหน้าที่ประจาสานักงาน และผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งสิ้น ๑๒,๑๗๔,๗๔๐.๘๒ บาท๑๒              ๔. ค่าจัดประชุม๑๓ จานวน ๑๔๑ ครั้ง รวมทั้งสิ้น ๕,๕๙๔,๙๘๕.๐๐ บาท              ๕. โครงการสัมมนาและกิจกรรมทางวิชาการ รวมทั้งสิ้น ๑,๒๙๙,๓๕๗.๓๖ บาท              ๖. ค่ าจ้ างที่ ปรึ กษาโครงการวิ จั ยและเก็ บข้ อมู ล ๑๔จ านวน ๒๔ โครงการ รวมทั้ งสิ้ น๒๕,๘๘๐,๐๕๗.๐๐ บาท              ๗. ค่ า เช่ า ค่ า ปรั บ ปรุ ง ส านั ก งานและวางระบบเทคโนโลยี ส ารสนเทศ รวมทั้ ง สิ้ น๑๔,๓๘๖,๑๐๔.๓๖ บาท         ๘            เริ่มต้นจากคณะกรรมการ คอป. จานวน ๑๒ คน ในเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๓ และคณะกรรมการ คอป.และคณะอนุกรรมการต่างๆ สูงสุดจานวน ๑๒๘ คนในเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๔          ๙            เริ่มต้นจานวน ๙ คนในเดือนกันยายน ๒๕๕๓ และสูงสุดจานวน ๔๘ คนในเดือนเมษายน ๒๕๕๕          ๑๐                คอป. ได้ประชุมรวมทั้งหมด ๓๔ ครั้ง โดยแต่ละครั้งได้รับเบี้ยประชุมตามระเบียบของทางราชการกล่าวคือ ประธานกรรมการได้รับเบี้ยประชุมครั้งละ ๑,๕๐๐ บาท กรรมการ เลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการได้รับเบี้ยประชุมครั้งละ ๑,๒๐๐ บาท          ๑๑             คณะอนุกรรมการที่ คอป. แต่งตั้ง ได้ประชุมรวมทั้งหมด ๑๐๗ ครั้ง โดยแต่ละครั้งได้รับเบี้ยประชุมตามระเบียบของทางราชการ กล่า วคือ ประธานอนุกรรมการได้รับเบี้ยประชุมครั้งละ ๑,๐๐๐ บาท รองประธานได้รับเบี้ยประชุมครั้งละ ๙๐๐ บาท อนุกรรมการ เลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการได้รับเบี้ยประชุมครั้งละ ๘๐๐ บาท          ๑๒             เจ้าหน้าที่ที่ทางานประจาหมุนเวียนทั้งสิ้น ๔๘ คน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ๒๕๕๓ – เดือนกันยายน ๒๕๕๕          ๑๓                 ค่าจัดประชุม หมายถึง ค่าอาหารว่าง ค่าอาหาร ค่าเช่าสถานที่ ค่าวิทยากร ค่าพาหนะเดินทางค่าจัดทาเอกสารประกอบการประชุม ค่าตอบแทนผู้ให้ข้อมูล          ๑๔             โครงการจ้างที่ปรึกษา จ้างเหมาบริการ จัดจ้างผู้เชี่ยวชาญพิเศษ
๑๖              ๘. ค่าวัสดุครุภัณฑ์สานักงาน รวมทั้งสิ้น ๓,๑๗๑,๕๓๖.๕๘ บาท              ๙. ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ๑๕ รวมทั้งสิ้น ๙๙๕,๘๐๕.๖๘ บาท              รวมเป็ น เงิน ทั้งสิ้ น ๖๕,๒๖๑,๕๘๖.๘๐ บาท ส าหรับเงินงบประมาณที่เหลื อจานวน                           ๑๖๑๑,๗๓๘,๔๑๓.๒๐ บาท คอป.ได้มีมติเห็นชอบในหลักการให้สานักงานกิจการยุติธรรมสนับสนุนกิจกรรมที่ต้องดาเนินการเมื่อ คอป. สิ้นสุดวาระแล้ว สรุปได้ดังนี้              (๑) จั ดจ้างบุคลากรเพื่อรองรับการดาเนินงานของ คอป. ต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ ๓๐กันยายน ๒๕๕๕              (๒) จัดกิจ กรรมต่างๆ ที่เห็นว่าเป็นประโยชน์และสมควรให้มีการดาเนินการเพื่อเป็นการเผยแพร่การดาเนินงานของ คอป. ต่อสาธารณชน เช่น                  - การเผยแพร่หลักการและการดาเนินงานของ คอป. ในลักษณะเป็น Pocket Bookโดยจัดทาทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษ                  - การเผยแพร่ ผ ลงานต่างๆ ของ คอป. ได้แก่ รายงานฉบับสมบูรณ์ รายงานผลการดาเนินการและการวิจัยของคณะอนุกรรมการชุดต่างๆ                  - การจัดทาวิดีทัศน์นาเสนอและเผยแพร่ผลงานการดาเนินงานแบบสั้นและแบบเป็นตอน                  - การจัดกิจกรรมหรือเวทีสาหรับนาเสนอรายงานฉบับสมบูรณ์ของ คอป.                  - การด าเนิ น กิจ กรรมอื่น ที่จ าเป็น เช่น การแปลเอกสาร หรื อการประชุ มต่ างๆเพื่อให้ภารกิจของ คอป. ลุล่วงไปอย่างมีประสิทธิภาพ     ๑.๒.๓ ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการ              ๑. คอป. ทาหน้าที่ในฐานะกลไกสาคัญนาพาสังคมสู่ความปรองดองแต่ไม่มีอานาจตามกฎหมายใด                  เนื่องจากการดาเนินงานของ คอป. เป็นไปในลักษณะการขอความร่วมมือเพราะ คอป.ไม่มีอานาจเรี ยกบุ คคลหรื อหน่ วยงานใดมาให้ ข้อมูล เป็นเหตุให้ ในบางกรณีการขอรับความร่วมมื อจากหน่วยงานของรัฐและเอกชนมีอุปสรรค ทาให้ไม่ได้ข้อมูลสาคัญที่มากเพียงพอสาหรับการพิจารณาประเด็นต่างๆ อีกทั้งบางหน่วยงานอ้างว่าข้อมูลบางส่วนเป็นความลับของทางราชการ จึงไม่สามารถได้ข้อเท็จจริงเชิงลึกที่เพียงพอในการวิเคราะห์ เพื่อให้ได้ความจริงอันเป็นที่ยอมรับได้ ทาให้เกิดคาถามจากสังคมตามมาว่าข้อมูลที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดเผย หรือไม่ประสงค์จะเปิดเผย หรือมีความลังเล ล่าช้าในการส่งให้ คอป. นั้น เป็นข้อมูลที่ปิดบังซ่อนเร้นข้อเท็จจริงสาคัญๆ บางประการไว้ และการปิดบังนั้นคุ้มค่ากว่าการเปิดเผยต่อสาธารณชน แม้อาจเสี่ยงต่อการถูกครหาถึงความโปร่งใส และการตกเป็นกลไกขัดขวางการนาพาสังคมสู่ความปรองดองของ คอป. ก็ตาม          ๒. ขาดการคุ้มครองความปลอดภัยของบุคคลหรือองค์กรที่ให้ข้อมูล             ความกังวลของบุคคลหรือองค์กรที่ไม่กล้าให้ข้อมูลแก่คณะอนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริง ทาให้การเชิญบุคคลหรือองค์กรมาเพื่อให้ข้อมูลข้อเท็จจริงมีอุปสรรคพอสมควร        ๑๕             ค่าแปลเอกสาร ค่าจัดทาเอกสารเผยแพร่ ค่าจัดซื้อหนังสือ ค่าถอดเทป ฯลฯ        ๑๖             ข้อมูล ณ วันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๕ จานวนอาจมีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากอยู่ระหว่างการเบิกจ่าย
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม
รายงาน คอป. ฉบับเต็ม

More Related Content

What's hot

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๓ วินัยปิฎกที่ ๐๓ ภิกขุนีวิภังค์
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๓ วินัยปิฎกที่ ๐๓ ภิกขุนีวิภังค์พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๓ วินัยปิฎกที่ ๐๓ ภิกขุนีวิภังค์
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๓ วินัยปิฎกที่ ๐๓ ภิกขุนีวิภังค์Tongsamut vorasan
 
Tri91 37++อังคุตรนิกาย+สัตตก อัฏฐก-นวกนิบาต+เล่ม+๔
Tri91 37++อังคุตรนิกาย+สัตตก อัฏฐก-นวกนิบาต+เล่ม+๔Tri91 37++อังคุตรนิกาย+สัตตก อัฏฐก-นวกนิบาต+เล่ม+๔
Tri91 37++อังคุตรนิกาย+สัตตก อัฏฐก-นวกนิบาต+เล่ม+๔Tongsamut vorasan
 
Tri91 06+มหาวรรค+เล่ม+๔+ภาค+๑
Tri91 06+มหาวรรค+เล่ม+๔+ภาค+๑Tri91 06+มหาวรรค+เล่ม+๔+ภาค+๑
Tri91 06+มหาวรรค+เล่ม+๔+ภาค+๑Tongsamut vorasan
 
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๖ วินัยปิฎกที่ ๐๖ จุลวรรค ภาค ๑
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๖ วินัยปิฎกที่ ๐๖ จุลวรรค ภาค ๑พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๖ วินัยปิฎกที่ ๐๖ จุลวรรค ภาค ๑
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๖ วินัยปิฎกที่ ๐๖ จุลวรรค ภาค ๑Tongsamut vorasan
 
Tri91 42++ขุททกนิกาย+คาถาธรรมบท+เล่ม+๑+ภาค+๒+ตอน+๓
Tri91 42++ขุททกนิกาย+คาถาธรรมบท+เล่ม+๑+ภาค+๒+ตอน+๓Tri91 42++ขุททกนิกาย+คาถาธรรมบท+เล่ม+๑+ภาค+๒+ตอน+๓
Tri91 42++ขุททกนิกาย+คาถาธรรมบท+เล่ม+๑+ภาค+๒+ตอน+๓Tongsamut vorasan
 
Tri91 30++สังยุตตนิกาย+มหาวารวรรค+เล่ม+๕+ภาค+๑
Tri91 30++สังยุตตนิกาย+มหาวารวรรค+เล่ม+๕+ภาค+๑Tri91 30++สังยุตตนิกาย+มหาวารวรรค+เล่ม+๕+ภาค+๑
Tri91 30++สังยุตตนิกาย+มหาวารวรรค+เล่ม+๕+ภาค+๑Tongsamut vorasan
 
แนวการปฏิบัติและวัดประเมินผลการเรียนรู้2551
แนวการปฏิบัติและวัดประเมินผลการเรียนรู้2551แนวการปฏิบัติและวัดประเมินผลการเรียนรู้2551
แนวการปฏิบัติและวัดประเมินผลการเรียนรู้2551Chao Chao
 
พุทธประวัติจากพระโอษฐ์
พุทธประวัติจากพระโอษฐ์พุทธประวัติจากพระโอษฐ์
พุทธประวัติจากพระโอษฐ์
Sarod Paichayonrittha
 
คู่มือปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน ๕ สาย
คู่มือปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน ๕ สายคู่มือปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน ๕ สาย
คู่มือปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน ๕ สายPanda Jing
 
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๔ วินัยปิฎกที่ ๐๔ มหาวรรค ภาค ๑
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๔ วินัยปิฎกที่ ๐๔ มหาวรรค ภาค ๑พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๔ วินัยปิฎกที่ ๐๔ มหาวรรค ภาค ๑
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๔ วินัยปิฎกที่ ๐๔ มหาวรรค ภาค ๑Tongsamut vorasan
 
Tri91 41++ขุททกนิกาย+คาถาธรรมบท+เล่ม+๑+ภาค+๒+ตอน+๒
Tri91 41++ขุททกนิกาย+คาถาธรรมบท+เล่ม+๑+ภาค+๒+ตอน+๒Tri91 41++ขุททกนิกาย+คาถาธรรมบท+เล่ม+๑+ภาค+๒+ตอน+๒
Tri91 41++ขุททกนิกาย+คาถาธรรมบท+เล่ม+๑+ภาค+๒+ตอน+๒Tongsamut vorasan
 
Tri91 33++เอกนิบาต ทุกนิบาต+เล่ม+๑+ภาค+๒
Tri91 33++เอกนิบาต ทุกนิบาต+เล่ม+๑+ภาค+๒Tri91 33++เอกนิบาต ทุกนิบาต+เล่ม+๑+ภาค+๒
Tri91 33++เอกนิบาต ทุกนิบาต+เล่ม+๑+ภาค+๒Tongsamut vorasan
 
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๗ วินัยปิฎกที่ ๐๗ จุลวรรค ภาค ๒
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๗ วินัยปิฎกที่ ๐๗ จุลวรรค ภาค ๒พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๗ วินัยปิฎกที่ ๐๗ จุลวรรค ภาค ๒
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๗ วินัยปิฎกที่ ๐๗ จุลวรรค ภาค ๒Tongsamut vorasan
 
Tri91 40+ขุททกนิกาย+คาถาธรรมบท+เล่ม+๑+ภาค+๒+ตอน+๑
Tri91 40+ขุททกนิกาย+คาถาธรรมบท+เล่ม+๑+ภาค+๒+ตอน+๑Tri91 40+ขุททกนิกาย+คาถาธรรมบท+เล่ม+๑+ภาค+๒+ตอน+๑
Tri91 40+ขุททกนิกาย+คาถาธรรมบท+เล่ม+๑+ภาค+๒+ตอน+๑Tongsamut vorasan
 
Tri91 02+มหาวิภังค์+เล่ม+๑+ภาค+๒ (1)
Tri91 02+มหาวิภังค์+เล่ม+๑+ภาค+๒ (1)Tri91 02+มหาวิภังค์+เล่ม+๑+ภาค+๒ (1)
Tri91 02+มหาวิภังค์+เล่ม+๑+ภาค+๒ (1)Tongsamut vorasan
 
6 47+สมนฺตปาสาทิกา+นาม+วินยฏฐกถา+(ตติโย+ภาโค)
6 47+สมนฺตปาสาทิกา+นาม+วินยฏฐกถา+(ตติโย+ภาโค)6 47+สมนฺตปาสาทิกา+นาม+วินยฏฐกถา+(ตติโย+ภาโค)
6 47+สมนฺตปาสาทิกา+นาม+วินยฏฐกถา+(ตติโย+ภาโค)Tongsamut vorasan
 
Tri91 01+มหาวิภังค์+เล่ม+๑+ภาค+๑ (1)
Tri91 01+มหาวิภังค์+เล่ม+๑+ภาค+๑ (1)Tri91 01+มหาวิภังค์+เล่ม+๑+ภาค+๑ (1)
Tri91 01+มหาวิภังค์+เล่ม+๑+ภาค+๑ (1)Tongsamut vorasan
 
Tri91 32+อังคุตรนิกาย+เอกนิบาต+เล่ม+๑+ภาค+๑
Tri91 32+อังคุตรนิกาย+เอกนิบาต+เล่ม+๑+ภาค+๑Tri91 32+อังคุตรนิกาย+เอกนิบาต+เล่ม+๑+ภาค+๑
Tri91 32+อังคุตรนิกาย+เอกนิบาต+เล่ม+๑+ภาค+๑Tongsamut vorasan
 

What's hot (20)

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๓ วินัยปิฎกที่ ๐๓ ภิกขุนีวิภังค์
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๓ วินัยปิฎกที่ ๐๓ ภิกขุนีวิภังค์พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๓ วินัยปิฎกที่ ๐๓ ภิกขุนีวิภังค์
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๓ วินัยปิฎกที่ ๐๓ ภิกขุนีวิภังค์
 
Tri91 37++อังคุตรนิกาย+สัตตก อัฏฐก-นวกนิบาต+เล่ม+๔
Tri91 37++อังคุตรนิกาย+สัตตก อัฏฐก-นวกนิบาต+เล่ม+๔Tri91 37++อังคุตรนิกาย+สัตตก อัฏฐก-นวกนิบาต+เล่ม+๔
Tri91 37++อังคุตรนิกาย+สัตตก อัฏฐก-นวกนิบาต+เล่ม+๔
 
Tri91 06+มหาวรรค+เล่ม+๔+ภาค+๑
Tri91 06+มหาวรรค+เล่ม+๔+ภาค+๑Tri91 06+มหาวรรค+เล่ม+๔+ภาค+๑
Tri91 06+มหาวรรค+เล่ม+๔+ภาค+๑
 
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๖ วินัยปิฎกที่ ๐๖ จุลวรรค ภาค ๑
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๖ วินัยปิฎกที่ ๐๖ จุลวรรค ภาค ๑พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๖ วินัยปิฎกที่ ๐๖ จุลวรรค ภาค ๑
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๖ วินัยปิฎกที่ ๐๖ จุลวรรค ภาค ๑
 
Tri91 42++ขุททกนิกาย+คาถาธรรมบท+เล่ม+๑+ภาค+๒+ตอน+๓
Tri91 42++ขุททกนิกาย+คาถาธรรมบท+เล่ม+๑+ภาค+๒+ตอน+๓Tri91 42++ขุททกนิกาย+คาถาธรรมบท+เล่ม+๑+ภาค+๒+ตอน+๓
Tri91 42++ขุททกนิกาย+คาถาธรรมบท+เล่ม+๑+ภาค+๒+ตอน+๓
 
Tri91 30++สังยุตตนิกาย+มหาวารวรรค+เล่ม+๕+ภาค+๑
Tri91 30++สังยุตตนิกาย+มหาวารวรรค+เล่ม+๕+ภาค+๑Tri91 30++สังยุตตนิกาย+มหาวารวรรค+เล่ม+๕+ภาค+๑
Tri91 30++สังยุตตนิกาย+มหาวารวรรค+เล่ม+๕+ภาค+๑
 
แนวการปฏิบัติและวัดประเมินผลการเรียนรู้2551
แนวการปฏิบัติและวัดประเมินผลการเรียนรู้2551แนวการปฏิบัติและวัดประเมินผลการเรียนรู้2551
แนวการปฏิบัติและวัดประเมินผลการเรียนรู้2551
 
พุทธประวัติจากพระโอษฐ์
พุทธประวัติจากพระโอษฐ์พุทธประวัติจากพระโอษฐ์
พุทธประวัติจากพระโอษฐ์
 
คู่มือปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน ๕ สาย
คู่มือปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน ๕ สายคู่มือปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน ๕ สาย
คู่มือปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน ๕ สาย
 
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๔ วินัยปิฎกที่ ๐๔ มหาวรรค ภาค ๑
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๔ วินัยปิฎกที่ ๐๔ มหาวรรค ภาค ๑พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๔ วินัยปิฎกที่ ๐๔ มหาวรรค ภาค ๑
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๔ วินัยปิฎกที่ ๐๔ มหาวรรค ภาค ๑
 
Tri91 41++ขุททกนิกาย+คาถาธรรมบท+เล่ม+๑+ภาค+๒+ตอน+๒
Tri91 41++ขุททกนิกาย+คาถาธรรมบท+เล่ม+๑+ภาค+๒+ตอน+๒Tri91 41++ขุททกนิกาย+คาถาธรรมบท+เล่ม+๑+ภาค+๒+ตอน+๒
Tri91 41++ขุททกนิกาย+คาถาธรรมบท+เล่ม+๑+ภาค+๒+ตอน+๒
 
Tri91 33++เอกนิบาต ทุกนิบาต+เล่ม+๑+ภาค+๒
Tri91 33++เอกนิบาต ทุกนิบาต+เล่ม+๑+ภาค+๒Tri91 33++เอกนิบาต ทุกนิบาต+เล่ม+๑+ภาค+๒
Tri91 33++เอกนิบาต ทุกนิบาต+เล่ม+๑+ภาค+๒
 
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๗ วินัยปิฎกที่ ๐๗ จุลวรรค ภาค ๒
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๗ วินัยปิฎกที่ ๐๗ จุลวรรค ภาค ๒พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๗ วินัยปิฎกที่ ๐๗ จุลวรรค ภาค ๒
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๗ วินัยปิฎกที่ ๐๗ จุลวรรค ภาค ๒
 
ติวOne tsocial
ติวOne tsocialติวOne tsocial
ติวOne tsocial
 
Community
CommunityCommunity
Community
 
Tri91 40+ขุททกนิกาย+คาถาธรรมบท+เล่ม+๑+ภาค+๒+ตอน+๑
Tri91 40+ขุททกนิกาย+คาถาธรรมบท+เล่ม+๑+ภาค+๒+ตอน+๑Tri91 40+ขุททกนิกาย+คาถาธรรมบท+เล่ม+๑+ภาค+๒+ตอน+๑
Tri91 40+ขุททกนิกาย+คาถาธรรมบท+เล่ม+๑+ภาค+๒+ตอน+๑
 
Tri91 02+มหาวิภังค์+เล่ม+๑+ภาค+๒ (1)
Tri91 02+มหาวิภังค์+เล่ม+๑+ภาค+๒ (1)Tri91 02+มหาวิภังค์+เล่ม+๑+ภาค+๒ (1)
Tri91 02+มหาวิภังค์+เล่ม+๑+ภาค+๒ (1)
 
6 47+สมนฺตปาสาทิกา+นาม+วินยฏฐกถา+(ตติโย+ภาโค)
6 47+สมนฺตปาสาทิกา+นาม+วินยฏฐกถา+(ตติโย+ภาโค)6 47+สมนฺตปาสาทิกา+นาม+วินยฏฐกถา+(ตติโย+ภาโค)
6 47+สมนฺตปาสาทิกา+นาม+วินยฏฐกถา+(ตติโย+ภาโค)
 
Tri91 01+มหาวิภังค์+เล่ม+๑+ภาค+๑ (1)
Tri91 01+มหาวิภังค์+เล่ม+๑+ภาค+๑ (1)Tri91 01+มหาวิภังค์+เล่ม+๑+ภาค+๑ (1)
Tri91 01+มหาวิภังค์+เล่ม+๑+ภาค+๑ (1)
 
Tri91 32+อังคุตรนิกาย+เอกนิบาต+เล่ม+๑+ภาค+๑
Tri91 32+อังคุตรนิกาย+เอกนิบาต+เล่ม+๑+ภาค+๑Tri91 32+อังคุตรนิกาย+เอกนิบาต+เล่ม+๑+ภาค+๑
Tri91 32+อังคุตรนิกาย+เอกนิบาต+เล่ม+๑+ภาค+๑
 

Viewers also liked

Kom hicheel1
Kom hicheel1Kom hicheel1
Kom hicheel1Pagmaa_np
 
Evergreen Added Content by UPC
Evergreen Added Content by UPCEvergreen Added Content by UPC
Evergreen Added Content by UPC
jgodin
 
Reconciliation-bill
Reconciliation-billReconciliation-bill
Reconciliation-billSanchai San
 
Tema uno
Tema uno Tema uno
Tema uno
yiselacastilla
 
From bolted-on to baked-in
From bolted-on to baked-inFrom bolted-on to baked-in
From bolted-on to baked-in
jgodin
 
Module 6
Module 6Module 6
Module 6
emmchest
 
This is the 18th chapter of the everyday life Georges perec approches to what
This is the 18th chapter of the everyday life Georges perec approches to whatThis is the 18th chapter of the everyday life Georges perec approches to what
This is the 18th chapter of the everyday life Georges perec approches to whatMilad Hajiamiri
 
Module 6
Module 6Module 6
Module 6
emmchest
 

Viewers also liked (9)

Kom hicheel1
Kom hicheel1Kom hicheel1
Kom hicheel1
 
Meet Technology
Meet TechnologyMeet Technology
Meet Technology
 
Evergreen Added Content by UPC
Evergreen Added Content by UPCEvergreen Added Content by UPC
Evergreen Added Content by UPC
 
Reconciliation-bill
Reconciliation-billReconciliation-bill
Reconciliation-bill
 
Tema uno
Tema uno Tema uno
Tema uno
 
From bolted-on to baked-in
From bolted-on to baked-inFrom bolted-on to baked-in
From bolted-on to baked-in
 
Module 6
Module 6Module 6
Module 6
 
This is the 18th chapter of the everyday life Georges perec approches to what
This is the 18th chapter of the everyday life Georges perec approches to whatThis is the 18th chapter of the everyday life Georges perec approches to what
This is the 18th chapter of the everyday life Georges perec approches to what
 
Module 6
Module 6Module 6
Module 6
 

รายงาน คอป. ฉบับเต็ม

  • 1. รายงานฉบับสมบูรณ์คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) กรกฎาคม ๒๕๕๓ – กรกฎาคม ๒๕๕๕
  • 2. สารบัญคานา ๗ส่วนที่ ๑ บทนา ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับคณะกรรมการ ๘ ๑.๑ การก่อตั้ง คอป. ๘ ๑.๑.๑ ที่มาและความสาคัญในการก่อตั้ง ๘ ๑.๑.๒ การแต่งตั้งกรรมการ ๘ ๑.๑.๓ อานาจหน้าที่ ๑๐ ๑.๑.๔ หลักการ ปรัชญา แนวคิดและยุทธศาสตร์การดาเนินงาน ๑๐ ๑.๑.๕ การตั้งคณะที่ปรึกษา ๑๔ ๑.๒ การบริหารจัดการ ๑๕ ๑.๒.๑ บุคลากร ๑๕ ๑.๒.๒ งบประมาณ ๑๖ ๑.๒.๓ ปัญหาและอุปสรรคในการจัดการ ๑๗ ๑.๓ ความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๑๘ ๑.๓.๑ หน่วยงานภายในประเทศ ๑๘ ๑.๓.๒ ความร่วมมือกับต่างประเทศ ๑๙ ๑.๔ กิจกรรมหลักของคณะกรรมการ ๒๓ ๑.๔.๑ กิจกรรมของ คอป. ๒๓ (๑) การจัดเวทีเสวนา ๒๓ (๒) การประชุม ๒๓ (๓) การจัดทารายงานความคืบหน้า คอป. ๒๓ (๔) การจัดทาข้อเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรีและสาธารณชน ๒๔ (๕) โครงการสารวจและบันทึกคาบอกเล่าผู้ได้รับผลกระทบจาก ๒๘ เหตุการณ์ความไม่สงบและความรุนแรงในประเทศไทย (Statement Taking) ๑.๔.๒ กิจกรรมของคณะอนุกรรมการ ๓๐ (๑) คณะอนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริง ๓๐ ๑. การประชุม ๓๑ ๒. การจัดทาโครงการต่างๆ เพื่อสนับสนุนงานของคณะอนุกรรมการ ๓๑ ๓. การจัดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ๓๒ (๒) คณะอนุกรรมการเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกันความรุนแรง ๓๒ ๑. การประชุม ๓๓ ๒. ดาเนินการช่วยเหลือ ฟื้นฟู เหยื่อ ๓๓ ๓. การจัดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ๓๓ ๔. ประสานหน่วยงานภาครัฐ และพบผู้นาทางศาสนา ๓๔ ๕. การลงพื้นที่ช่วยเหลือเยียวยาผู้ถูกคุมขังร่วมกับกรมสุขภาพจิต ๓๔
  • 3. ๖. การจัดทาโครงการ/กิจกรรม เพื่อสนับสนุนการเยียวยา ๓๔ และฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ ๗. การจัดตั้งศูนย์ประสานงานเยียวยาและฟื้นฟูผู้ได้รับ ๓๕ ผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง (๓) คณะอนุกรรมการด้านการศึกษาวิจัยและกิจกรรมทางวิชาการ ๓๖ ๑. การประชุม ๓๖ ๒. การประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะ ๓๗ ๓. การจัดเวทีสาธารณะเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ในงานวิจัย ๓๘ (๔) คณะอนุกรรมการด้านยุทธศาสตร์เพื่อความปรองดอง ๔๐ ๑. การประชุม ๔๐ ๒. การเปิดพื้นที่ในการสร้างความปรองดอง ๔๐ ๓. การสื่อสารสาธารณะ ๔๒ ๔. การเข้าพบ และการมาเยือนของ H.E. Mr. Kofi Annan ๔๓ อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ และ H.E. Mr. Martti Ahtisaari อดีตประธานาธิบดีฟินแลนด์ส่วนที่ ๒ สรุปเหตุการณ์ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้น ๔๔ ๒.๑ บทนา ๔๔ ๒.๑.๑ การดาเนินงานของคณะอนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริง ๔๔ ๒.๑.๒ หลักการและแนวคิดในการตรวจสอบและค้นหาความจริง ๔๕ ๒.๑.๓ กรอบแนวคิดการดาเนินการของคณะอนุกรรมการตรวจสอบ ๔๕ และค้นหาความจริง ๒.๑.๔ วิธีการดาเงินงานของคณะอนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริง ๔๖ ๒.๑.๕ ปัญหาและอุปสรรคในการตรวจสอบและค้นหาความจริง ๕๑ ๒.๒ ลาดับเหตุการณ์และสถานการณ์ทางการเมืองหลังประกาศใช้ ๕๓ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุธทศักราช ๒๕๔๐ และช่วงปี ๒๕๕๓ ๒.๒.๑ บริบททางการเมืองก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่ง ๕๓ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ๒.๒.๒ บริบททางการเมืองระหว่างใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ๕๓ พุทธศักราช ๒๕๔๐ ๒.๒.๓ การรัฐประหารวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ๕๙ ๒.๒.๔ บริบททางการเมืองระหว่างใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ๖๑ พุทธศักราช ๒๕๕๐ ๒.๒.๕ เหตุการณ์ทางการเมืองและเหตุการณ์ความรุนแรงในปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ๖๓ ๒.๒.๖ เหตุการณ์ทางการเมืองที่สาคัญและเหตุการณ์ความรุนแรง ๖๗ ระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ๒.๒.๗ ลาดับเหตุการณ์ความรุนแรงระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม ๒๕๕๓ ๗๓
  • 4. ๒.๓ ข้อค้นพบเฉพาะกรณีในการตรวจสอบเหตุการณ์ความรุนแรงในช่วง ๙๐ เดือนเมษายน-พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ๒.๓.๑ ความรุนแรงที่สถานีดาวเทียมไทยคม วันที่ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๓ ๙๑ ๒.๓.๒ เหตุการณ์วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ ความรุนแรงในเหตุการณ์ ๙๔ สะพานมัฆวานรังสรรค์ สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า สี่แยกคอกวัว หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา และในสวนสัตว์ดุสิต ๒.๓.๓ วันที่ ๑๔ เมษายน นปช. ยุติการชุมนุมบนถนนราชดาเนิน ๑๑๓ และย้ายมาชุมนุมรวมกันที่สี่แยกราชประสงค์เพียงแห่งเดียว และเริมเสริมที่มั่นการชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ ่ ๒.๓.๔ วันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๓ ความรุนแรงบริเวณอนุสรณ์สถานแห่งชาติ ๑๑๕ ๒.๓.๕ วันที่ ๑๓ เมษายน - ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ความรุนแรงบริเวณ ๑๑๖ สี่แยกศาลาแดงก่อน ศอฉ.ปิดล้อมพื้นที่ชุมนุม ๒.๓.๖ ศอฉ.ใช้มาตรการปิดล้อมการชุมนุมของ นปช. และความรุนแรง ๑๑๙ ระหว่างมาตรการปิดล้อมช่วงวันที่ ๑๓ ถึง ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ๒.๓.๗ การเสียชีวิต พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล วันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ๑๒๐ ๒.๓.๘. การชุมนุมย่อยและความรุนแรงในพื้นที่นอกแนวปิดล้อมของเจ้าหน้าที่ ๑๒๔ ๒.๓.๙ ความรุนแรงบริเวณศาลาแดง – สีลม – สวนลุมพินี - ๑๒๕ ถนนพระรามที่ ๔ – บ่อนไก่ - ถนนวิทยุ ช่วงปฏิบัติการปิดล้อม วันที่ ๑๓ - ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ๒.๓.๑๐ เหตุการณ์บริเวณถนนราชปรารภ แยกสามเหลี่ยมดินแดง ๑๓๑ และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิระหว่างวันที่ ๑๓ ถึง ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ๒.๓.๑๑ เหตุการณ์ความรุนแรงวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ๑๔๒ ๒.๓.๑๒ เหตุการณ์บริเวณวัดปทุมวนาราม วันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ๑๔๘ ๒.๓.๑๓. การเผาสถานที่ในกรุงเทพมหานคร ๑๕๔ ๒.๔. พฤติการณ์ของคนชุดดาที่ใช้ความรุนแรงและอาวุธสงคราม โดยปรากฏตัว ๑๕๗ อยู่ในพื้นที่ชุมนุม ๒.๔.๑ เหตุการณ์ความรุนแรงในวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ ๑๕๗ ๒.๔.๒ เหตุการณ์ความรุนแรงบริเวณถนนพระราม ๔ – บ่อนไก่ ๑๕๘ และถนนราชปรารภ ๒.๔.๓ พบว่าเคยมีการปราศรัยบนเวทีในเดือนมกราคม ๒๕๕๓ เกียวกับ ่ ๑๖๐ “กองกาลังไม่ทราบฝ่าย”๒.๕ ข้อค้นพบเกี่ยวกับพฤติการณ์การชุมนุมระหว่างเดือนมีนาคม ถึง พฤษภาคม ๑๖๑ พ.ศ. ๒๕๕๓๒.๖. การใช้กาลังและอาวุธในการควบคุมฝูงชนและการสลายการชุมนุม ๑๗๔๒.๗ ข้อค้นพบเกี่ยวกับกรณีผู้สูญหาย การซ้อมทรมาน และการข่มขืน ๑๙๓
  • 5. ๕ส่วนที่ ๓ สาเหตุและรากเหง้าของปัญหา ๑๙๗ ๓.๑ ที่มาและความสาคัญ ๑๙๗ ๓.๒ วิธีการศึกษาวิจัยและแนวทางการดาเนินงาน ๑๙๗ ๓.๓ การวิเคราะห์รากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทย ๑๙๙ ๓.๓.๑ ระยะเริ่มแรกของความขัดแย้ง หรือระยะบ่มเพาะ ๒๐๐ ความขัดแย้ง (latent tension) ๓.๓.๒ ระยะความขัดแย้งปรากฏ (overt conflict) ๒๐๓ ๓.๓.๓ ระยะความขัดแย้งในระดับการช่วงชิงอานาจ (power struggle) ๒๐๗ และการเกิดความรุนแรง (violence) ๓.๔ สรุป ๒๑๖ส่วนที่ ๔ เหยื่อ และการเยียวยาและฟื้นฟูเหยื่อ ๒๑๘ ๔.๑ ทฤษฎี แนวคิดทางการดาเนินการ เยียวยา ฟื้นฟูและป้องกันความรุนแรง ๒๑๘ กรณีมีเหตุการณ์ ไม่สงบทางการเมือง ๔.๑.๑ นิยาม ความหมายของการชดเชย (Reparation) ๒๑๘ ๔.๑.๒ ความสาคัญของการชดเชย ๒๑๘ ๔.๑.๓ ลักษณะและประเภทของการชดเชย ๒๑๙ ๔.๑.๔ บุคคลที่เข้าข่ายได้รับการชดเชย ๒๒๐ ๔.๑.๕ ผู้ที่รับผิดชอบในการให้การชดเชย ๒๒๑ ๔.๒ มาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการกาหนดแนวทางและหลักเกณฑ์ ๒๒๒ การเยียวยาในต่างประเทศ ๔.๓ แนวทางและหลักเกณฑ์การเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง ๒๒๒ ๔.๓.๑ มาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวกับกาหนดแนวทางและหลักเกณฑ์ ๒๒๓ การเยียวยาของประเทศไทย ๔.๓.๒ การเยียวยาความเสียหายในกรณีความรุนแรงทางการเมือง ๒๒๓ ๔.๔ องค์กรและวิธีการเยียวยาสาหรับผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงทางการเมือง ๒๓๓ ๔.๕ สรุปผลการรายงานและการติดตามความคืบหน้าการเยียวยาผู้ได้รับ ๒๓๔ ผลกระทบจากเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองส่วนที่ ๕ ข้อเสนอแนะ ๒๓๙ ๕.๑ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการนาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ ๒๓๙ และรากเหง้าของความขัดแย้งมาเป็นบทเรียนในการสร้างความปรองดองที่ยั่งยืน ๕.๒ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการนาหลักความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านมาปรับใช้ ๒๔๒ ๕.๓ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับหลักนิติธรรมและกระบวนการยุติธรรม ๒๔๖ ๕.๔ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความเป็นประชาธิปไตย หลักธรรมาภิบาล ๒๕๑ และการเคารพสิทธิมนุษยชน ในสังคมไทย ๕.๕ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาพื้นฐานของสังคมไทย ๒๕๓ ๕.๖ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ๒๕๔ ๕.๗ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ๒๕๕
  • 6. ๕.๘ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสื่อ ๒๕๘ ๕.๙ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับทหาร ๒๖๑ ๕.๑๐ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการชุมนุมและสิทธิผู้ชุมนุม ๒๖๒ ๕.๑๑ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับบทบาทและการคุ้มครองของหน่วยแพทย์ ๒๖๖ พยาบาล หน่วยบรรเทา สาธารณภัย ในการปฏิบัติงานด้านการช่วยเหลือ ทางด้านมนุษยธรรมในสถานการณ์ความขัดแย้ง ๕.๑๒ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันศาสนา ๒๖๗ ๕.๑๓ ข้อเสนอแนะในการเผยแพร่รายงานฉบับสุดท้าย ๒๖๘ ๕.๑๔ แนวทางการปฏิบัติตามข้อเสนอแนะ คอป. ๒๖๙ภาคผนวก (Annexes)
  • 7. คานา ตามระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๓ ได้กาหนดให้มีคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) โดยมีศาสตราจารย์ ดร. คณิต ณ นคร เป็นประธานกรรมการ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๘ ท่าน เพื่อดาเนินการตรวจสอบและค้นหาความจริงที่เป็นรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งและเหตุการณ์ความรุนแรง โดยมีเป้าหมายที่จะให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน และการเยียวยาอันจะนาไปสู่การป้องกันมิให้เกิดเหตุความรุนแรงและความเสียหายอีกในอนาคต เพื่อส่งเสริมให้เกิดความปรองดองในประเทศไทยระยะยาวต่อไป โดยกาหนดระยะเวลาดาเนินการ ๒ ปี ตั้งแต่วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๓ – ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๕ นั้น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คอป. ได้จัดให้มีกิจกรรมทางวิชาการ กระบวนการรับฟังข้อมูลและความเห็น ตลอดจนการลงพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการตรวจสอบค้นหาความจริง การศึกษารากเหง้าของปัญหาความขัดแย้ง การเยียวยาและฟื้นฟู และการเสนอมาตรการเพื่อลดความขัดแย้งและส่งเสริมให้เกิดความปรองดองในประเทศ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของสาธารณชน รวมทั้งได้จัดทารายงานความคืบหน้าของการทางานทุกรอบ ๖ เดือน เสนอต่อคณะรัฐมนตรีและสาธารณชน รวม ๓ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ ๑ (๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๓ – ๑๖ มกราคม ๒๕๕๔) ครั้งที่ ๒ (๑๗ มกราคม ๒๕๕๔– ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๔) และครั้งที่ ๓ (กรกฎาคม ๒๕๕๔ – มีนาคม ๒๕๕๕) อันถือได้ว่าเป็นการเสนอผลการตรวจสอบ ผลการศึกษา และข้อเสนอแนะให้กับรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นาไปปฏิบัติ และเผยแพร่ให้สังคมได้รับทราบเป็นระยะ ๆ มาอย่างต่อเนื่อง รายงานฉบับสมบูรณ์ของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ฉบับนี้ เป็นบทสรุปการดาเนินงานของ คอป. ตลอดช่วงเวลาการทางานเมื่อครบ ๒ ปี ซึ่งจะมีเนื้อหาครอบคลุมภารกิจทั้งหมดตั้งแต่ข้อมูลเบื้องต้นของ คอป. งบประมาณบุคลากร ความร่วมมือกับหน่วยงานในประเทศและต่างประเทศ การตรวจสอบและค้นหาความจริงการศึกษาวิจัยรากเหง้าของปัญหา การเยียวยาและฟื้นฟู รวมถึง ข้อเสนอแนะอันเป็นแนวทางในการสร้างความปรองดองในชาติ โดยมีประเด็นสาคัญต่างๆ ทั้งระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว คอป. ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ได้ให้ความสนใจติ ดตาม สนับสนุนการดาเนินการและขยายแนวคิดของ คอป. ให้สั งคมได้รับทราบตลอด ๒ ปีที่ผ่ านมา งานตามภารกิจของ คอป.แม้จะสิ้นสุดลงตามกรอบเวลาที่กาหนดไว้ แต่การสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในชาติคงต้องใช้เวลาและการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม คอป. หวังว่าข้อเท็จจริง ข้อค้นพบ และข้อเสนอแนะที่ปรากฏในรายงานฉบับสมบูรณ์นี้ จะเป็นส่วนผลักดันที่สาคัญให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายและสั ง คมได้ เ ข้ า ใจบนข้ อ มู ล เดี ย วกั น และร่ ว มมื อ ร่ ว มใจกั น คิ ด สานต่ อ ให้ เ กิ ด ความปรองดองของประเทศต่อไป คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) กันยายน ๒๕๕๕
  • 8. ส่วนที่ ๑ บทนา ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับคณะกรรมการ๑.๑ การก่อตั้ง คอป. ๑.๑.๑ ที่มาและความสาคัญในการก่อตั้ง ตามที่ไ ด้มีเหตุ การณ์ค วามไม่ ส งบ และความรุนแรงในประเทศในช่ว งเวลาที่ ผ่ านมาโดยเฉพาะเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ อันนามาซึ่งความสู ญเสี ยและความเสี ยหายอย่างประมาณค่ามิได้สู่สังคมและประเทศไทย รวมทั้งส่งผลกระทบในทางลบต่อทุกภาคส่วนของสังคมโดยยังมีประเด็นข้อสงสัยที่ยังไม่สามารถค้นหาและทาความจริงให้ปรากฏเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆให้เป็นที่ยอมรับของผู้คนในสังคมไทยและนานาประเทศได้ จึงต้องมีการตรวจสอบและค้นหาความจริงและข้อเท็จ จริ งที่เป็ น รากเหง้าของปั ญ หาความขัดแย้ง และเหตุการณ์ความรุ นแรง ไม่ว่าจะเป็ นความรุ น แรงในการชุ มนุ มทางการเมือง การละเมิดสิ ทธิมนุษยชน การสู ญเสี ยชีวิต การบาดเจ็ บทางร่ า งกายและจิ ต ใจ ความเสี ย หายของทรั พ ย์สิ น และความเสี ย หายในรู ปแบบอื่ นๆ ที่ เกิ ดขึ้ นในช่ ว งที่ผ่ า นมาให้ ป รากฏเป็ น ที่ป ระจั กษ์ ถึ ง สาเหตุ ข องปั ญ หาความขั ด แย้ ง ที่ สั่ งสมจนทาให้ เ กิ ดความแตกแยกในสั ง คม ความตึ ง เครี ย ดและขั ด แย้ ง ทางการเมื อ ง โดยมี เ ป้ า หมายที่ จ ะให้ เ กิ ดความเข้าใจร่วมกันและการเยียวยา และป้องกันมิ ให้เกิดเหตุความรุนแรงและความเสียหายซ้าอีกในอนาคต ทั้งนี้ ต้องมุ่งเน้นการใช้มาตรการเชิงสมานฉันท์ รวมถึงความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์และความยุ ติธ รรมทางสั งคม การฟื้น ฟูแ ละเยี ย วยาเหยื่อ และผู้ เ สี ยหาย เพื่ อสมานบาดแผลทางสั ง คมและเสริ ม สร้ า งวั ฒ นธรรมการอยู่ ร่ ว มกั น อย่ า งสั น ติ ถ้ อ ยที ถ้ อ ยอาศั ย และยอมรั บ ความแตกต่ า งทางความคิดเพื่อส่งเสริมให้เกิดความปรองดองในประเทศไทยระยะยาวต่อไป คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๓ เห็นชอบในหลักการให้มีคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) หรือ Truth for Reconciliation Commission of Thailand(TRCT) และแต่งตั้งศาสตราจารย์ ดร. คณิต ณ นคร ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานกรรมการดังกล่าว๑ ๑.๑.๒ การแต่งตั้งกรรมการ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการตามที่ศาสตราจารย์ ดร. คณิต ณ นคร เสนอเมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ให้ออกระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจสอบและค้นหาความจริ ง เพื่ อ การปรองดองแห่ ง ชาติ พ.ศ. ๒๕๕๓ ๒ เพื่ อ ให้ มี ค ณะกรรมการที่ เ ป็ น ผู้ ท รงคุ ณ วุ ฒิมีความอิสระ และความเป็น กลางเป็ น ผู้ ดาเนินการตามอานาจหน้าที่ แนวทาง และกาหนดเวลาที่กาหนดไว้ โดยให้คานึงถึงความหลากหลายของสาขาวิชา และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง ๑ หนังสือ ด่วนที่สุด ที่ ๐๕๐๓/๙๒๘๒ ลงวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๓ เรื่อง เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติหลักการและเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติผนวก ๑ ๒ ระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๓ ลงวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๗ ตอนพิเศษ ๘๗ ง ลงวันที่ ๑๖กรกฎาคม ๒๕๕๓ และเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ผนวก ๒
  • 9. อาศัยอานาจตามระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๓ ศาสตราจารย์ ดร. คณิต ณ นคร ได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานคณะกรรมการดังกล่าว และคณะกรรมการที่ประธานคณะกรรมการแต่งตั้งขึ้นอีก ๘ คน เพื่อเป็นหลักประกันความเป็นกลางของคณะกรรมการ ศาสตราจารย์ ดร. คณิต ณ นครเป็นผู้พิจารณาแต่งตั้งเองทั้งหมดจากบุคคลที่มีผลงาน มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เกี่ยวกับการตรวจสอบและค้นหาความจริง การเยียวยาฟื้นฟู การลดความขัดแย้ง หรือการป้องกันความรุนแรง และความสูญเสีย ซึ่งในขั้นตอนการทาบทามและสรรหากรรมการ ได้รับเกียรติอย่างสูงจากผู้ ท รงคุ ณ วุ ฒิ ที่ มี ป ระสบการณ์ ความรู้ ความสามารถเกี่ ย วกับ เรื่ อ งดั ง กล่ า วอย่ า งเหมาะสมโดยมาจากหลากหลายสาขาวิช า ซึ่งได้แสดงออกถึง ความเสี ยสละที่ จะเข้ า มาร่ ว มปฏิบั ติภ ารกิ จในตาแหน่งกรรมการเพิ่มจากภาระหน้าที่ประจาของตน คณะกรรมการอิส ระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่ งชาติ และเลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการ จึงประกอบด้วย๓ ๑. ศาสตราจารย์คณิต ณ นคร ประธานกรรมการ ๒. นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ กรรมการ ๓. รองศาสตราจารย์จุฑารัตน์ เอื้ออานวย กรรมการ ๔. รองศาสตราจารย์เดชา สังขวรรณ กรรมการ ๕. นายมานิจ สุขสมจิตร กรรมการ ๖. ศาสตราจารย์ นายแพทย์รณชัย คงสกนธ์ กรรมการ ๗. นายสมชาย หอมลออ กรรมการ ๘. นายสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ กรรมการ ๙. รองศาสตราจารย์สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล กรรมการ๔ ๑๐. นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ เลขานุการ๕ ๑๑. นายวิทยา สุริยะวงค์ ผู้ช่วยเลขานุการ ๑๒. นายพิรียุตม์ วรรณพฤกษ์ ผู้ช่วยเลขานุการ โดยระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีดังกล่าว ได้กาหนดแนวทางการดาเนินงานของ คอป.ไว้ในข้อ ๔ ดังนี้ ๑. ตรวจสอบและค้นหาความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ รวมตลอดถึงประเด็นที่เป็นรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งและเหตุการณ์ความรุนแรงในประเทศในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ๒. เยียวยาและฟื้นฟูบุคคล สังคม องค์ กร และสถาบันที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ตามแนวทางความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ และความยุติธรรมทางสังคม เพื่อส่งเสริมให้เกิดความปรองดองในประเทศต่อไป ๓ คาสั่ง คอป. ที่ ๑/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๓ และ คาสั่ง คอป. ที่ ๒/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๑๖กรกฎาคม ๒๕๕๓ ผนวก ๓ ๔ ปัจจุบัน ดารงตาแหน่ง ศาสตราจารย์ ๕ ปัจจุบัน ดารงตาแหน่ง ศาสตราจารย์พิเศษ
  • 10. ๑๐ ๓. วางมาตรการเพื่อลดความขัดแย้งในสังคมไทย และป้องกันมิให้เกิดเหตุความรุนแรงและความสูญเสียขึ้นอีกในอนาคต ๑.๑.๓ อานาจหน้าที่ เพื่อให้ การดาเนิน การเป็นไปตามแนวทางที่กาหนดไว้ ระเบียบส านักนายกรัฐ มนตรีดั ง กล่ า ว จึ ง ก าหนดให้ ค ณะกรรมการฯ มี อ านาจหน้ า ที่ ใ นการจั ด ท ารายงานความคื บ หน้ า ของการทางานทุกรอบหกเดือน รวมทั้งรายงานสรุปผลและข้อเสนอแนะเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและสาธารณชน จัดให้มีการศึกษาวิจัยทาความกระจ่างกับรากเหง้าของปัญหาทั้งในทางกฎหมาย การเมืองและประวัติศาสตร์ที่ส่งผลให้เกิดความแตกแยกและความรุนแรง จัดให้มีเวทีสาธารณะ การประชุม เพื่อรับฟังข้อมูลและความเห็น เสนอผลการตรวจสอบและศึกษาและให้การศึกษากับสังคมเป็นระยะๆ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของสาธารณชน เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดาเนินการตามอานาจหน้าที่เพื่อคุ้มครองบุคคลผู้ให้ข้อมูลรวมทั้งเยียวยาและชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น เชิญผู้แทนหน่วยงานของรัฐและผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงข้อเท็จจริ งหรือให้จัดส่งเอกสาร วัตถุ หรือข้อมูลมาเพื่อประกอบการพิจารณา และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทางาน มอบหมายหรือจ้างองค์กร คณะบุคคลหรือบุคคลให้ดาเนินการตามที่คณะกรรมการมอบหมาย โดยให้ดาเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๒ ปี อย่างไรก็ตามเมื่อได้รับมอบหมายดังกล่าวแล้ว คอป. ได้มีการปรึกษาหารือและระดมความคิดร่ว มกับ นั กวิช าการและผู้ เชี่ย วชาญทั้งในและต่างประเทศ ได้ข้อสรุปว่าแนวทางที่ คอป.จะดาเนินการเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในการนาสังคมไทยก้าวข้ามความขัดแย้งและส่งเสริมให้เกิดความปรองดองได้นั้น คอป. ได้เล็งเห็นถึงความจาเป็นในการต้องนาแนวทางว่าด้วยเรื่องความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านมาปรับใช้ สาหรับในประเทศไทยแม้ความขัดแย้งอาจไม่รุนแรงเท่าบางประเทศ และความขัดแย้งยังไม่สิ้นสุดซึ่งทาให้สถานการณ์ต่างจากประเทศส่วนใหญ่ที่นาเรื่องนี้มาใช้ แต่การนาประสบการณ์ต่างประเทศมาปรับใช้ที่เหมาะสมสาหรับประเทศไทยก็เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ และเนื่องจากแนวคิดในเรื่องนี้ยังเป็นเรื่องใหม่จึงต้องใช้เวลาในการสื่อสารให้สังคมได้รับทราบและเรียนรู้ร่วมกันต่อไป ๑.๑.๔ หลักการ ปรัชญา แนวคิดและยุทธศาสตร์การดาเนินงาน อาศัยอานาจตามระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๓ ศาสตราจารย์ ดร. คณิต ณ นคร ได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานคณะกรรมการดังกล่าว และคณะกรรมการที่ประธานคณะกรรมการแต่งตั้งขึ้นอีก ๘ คน เพื่อเป็นหลักประกันความเป็นกลางของคณะกรรมการ ศาสตราจารย์ ดร. คณิต ณ นครเป็นผู้พิจารณาแต่งตั้งเองทั้งหมดจากบุคคลที่มีผลงาน มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เกี่ยวกับการตรวจสอบและค้นหาความจริง การเยียวยาฟื้นฟู การลดความขัดแย้ง หรือการป้องกันความรุนแรง และความสูญเสีย ซึ่งในขั้นตอนการทาบทามและสรรหากรรมการ ได้รับเกียรติอย่างสูงจากผู้ ท รงคุ ณ วุ ฒิ ที่ มี ป ระสบการณ์ ความรู้ ความสามารถเกี่ ย วกับ เรื่ อ งดั ง กล่ า วอย่ า งเหมาะสมโดยมาจากหลากหลายสาขาวิช า ซึ่งได้แสดงออกถึง ความเสี ยสละที่ จะเข้า มาร่ ว มปฏิบั ติภ ารกิ จในตาแหน่งกรรมการเพิ่มจากภาระหน้าที่ประจาของตน
  • 11. ๑๑ คอป. ได้ยึดหลักการ ปรัชญา และแนวคิดสาคัญๆ ในการปฏิบัติภารกิจดังนี้ ๑. คอป. ยึดหลักความเป็นอิสระและความเป็นกลางเป็นหลักการสาคัญในการทางาน โดย ๑.๑ ให้ ความส าคัญกับ การด าเนินการตรวจสอบค้นหาความจริง และการนาเสนอโดยปราศจากอคติ ไม่นาเสนอเฉพาะมุมมองที่ได้รับความนิยมมากที่สุด หรือเพราะมีอานาจสนับสนุนและไม่ยืนยันว่ามุมมองที่อยู่ระหว่างกลางของมุมมองต่างๆ เป็นมุมมองที่ถูกต้อง ๑.๒ ค านึ ง ถึ ง ลั ก ษณะความสั ม พั น ธ์ ร ะหว่ า งประชาชนในสั ง คมไทยที่ ผู ก โยงกั บ บริ บ ททางสังคมและภูมิหลังความเป็นมาของแต่ละฝ่าย ประกอบการทางาน ๑.๓ กรณีที่พบข้อเท็จจริ งซึ่ งอาจเป็ นประเด็นการถกเถี ยงโต้แย้งระหว่างฝ่ ายต่างๆ คอป.จะไม่เข้าไปมีส่วนร่วมในการโต้แย้งกับคู่กรณีหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเหล่านั้น ทั้งนี้ เนื่องจากข้อเท็จจริงนั้นมีความเป็นกลางโดยตัวเองแล้ว ๑.๔ คอป. จะพิจารณาเปิดเผยความจริงเป็นระยะๆ ในช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยคานึงถึงบรรยากาศความปรองดองในสังคมเป็นสาคัญ ๒. รั บ ฟั งข้ อคิด เห็ น อัน เป็ น ประโยชน์ รวมทั้ง แสวงหาแนวร่ว มที่พ ร้อ มจะให้ ก ารสนับ สนุ นการดาเนินงานของ คอป. ซึ่งเป็นกลไกที่กระบวนการทางสังคมสร้างขึ้น โดยที่คอป.ตระหนักดีว่าการแสวงหาทางออกที่ เ หมาะสมในการแก้ ไ ขวิ ก ฤตปั ญ หาความขั ด แย้ ง ในสั ง คมไทย เป็ น เรื่ อ งละเอีย ดอ่อนที่มีความส าคัญยิ่ ง จึ งควรเปิดพื้นที่ให้ ผู้ เกี่ยวข้องทุกฝ่ าย ได้แสดงความคิดเห็ นและข้อเสนอเกี่ยวกับทางออกที่เป็นไปได้ภายใต้เงื่อนไข และในมุมมองของกลุ่มต่างๆ ทั้งที่มีความเหมือนและแตกต่างกัน ทั้งนี้ คอป. จะทาหน้ าที่เป็นพื้นที่กลางเพื่อให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมเปิดเผยข้อเท็จจริงเสนอแนะข้อเสนอและประเด็นสาคัญๆ ที่นาไปสู่การปรองดองทางสังคม รวมทั้งเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ใช้พื้นที่นี้ในการแสดงอารมณ์ความรู้สึก ความประสงค์ ความคาดหวัง ตลอดจนเสนอข้อเรียกร้องของแต่ล ะฝ่ ายที่มีต่ อกัน โดยมี คอป. ทาหน้าที่ เป็นคนกลางดาเนินการในกระบวนการหาข้อมู ลวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลความต้องการของทุกฝ่าย และจัดทาข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อนาไปสู่การสร้างความปรองดองของประเทศต่อไป ๓. ยื น ยั น ให้ ป ระชาคมโลกเชื่ อ มั่ น ในศั ก ยภาพของประเทศไทยว่ า แม้ จ ะมี ส ถานการ ณ์ความขั ด แย้ ง ระดั บ รุ น แรงเกิ ด ขึ้ น แต่ ป ระเทศสามารถพั ฒ นากลไกการแก้ ปั ญ หาความขั ด แย้ งโดยคนกลางในรู ป ของ “คณะกรรมการอิสระ” เพื่อดาเนินภารกิ จส าคั ญและสามารถรับ มือกั บความขั ด แย้ ง ดั ง กล่ า วได้ อ ย่ า งเหมาะสมเช่ น เดี ย วกั บ นานาอารยประเทศ ขณะเดี ย วกั นก็ไม่ปฏิเสธความร่วมมือรูปแบบต่างๆ ของมิตรประเทศภายใต้ขอบเขตที่เหมาะสมจาเป็น โดยเฉพาะความร่วมมือทางวิชาการ ๔. ให้ ความสาคัญกับระบบ “การตรวจสอบโดยประชาชน” (Public Accountability)โดยคอป. ตระหนักถึงความสนใจต่อเหตุการณ์ความไม่สงบและสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศทั้งของประชาชนในประเทศและประชาคมระหว่างประเทศ และตระหนักถึงการเป็นองค์กรที่มีความเป็ น อิ ส ระและเป็ น กลางที่ ไ ด้ รั บ มอบหมายจากรั ฐ บาล ประกอบ กั บ เพื่ อ ความโปร่ ง ใสในการทางาน คอป. จึงให้ความสาคัญกับระบบ “การตรวจสอบโดยประชาชน” เพื่อให้เกิดความเชื่อศรัทธาของประชาชนในประเทศและของประชาคมระหว่างประเทศ กล่าวคือ ในการทางานของ คอป.นั้น นอกจาก คอป. จะต้องรายงานต่อรัฐบาลแล้ว ยังต้องรายงานต่อประชาชนและเปิดเผยรายงานต่อ
  • 12. ๑๒ประชาคมระหว่างประเทศด้ว ย และ โดยมั่นใน “การตรวจสอบโดยประชาชน” ตลอดเวลาในการทางาน ๕. ให้ ค วามระมั ด ระวั ง ต่ อ กรณี ที่ อ าจก้ า วล่ ว งต่ อ หลั ก การพิ จ ารณาคดี ข องศาลยุ ติ ธ รรมขณะเดียวกัน คอป. ไม่ละเลยโอกาสที่จะเสนอแนะข้อเสนอที่เป็นประโยชน์สูงสุดเพื่อการปรองดองของสั ง คม ทั้ง นี้ คอป. ตระหนั กดี ว่า คอป. ไม่ใช่องค์กรด้า นตุล าการหรือ กระบวนการยุ ติธ รรมที่ถูกแต่งตั้งขึ้นมาเพื่อตัดสิ นคดีหรื อชี้ว่าใครถูกใครผิด สมควรต้องถูกลงโทษทางกฎหมายหรือไม่แต่จะมุ่งเน้นหลักความเป็นอิสระและความเป็นกลางไว้สูงสุด ๖. น าหลั กความยุ ติธ รรมในระยะเปลี่ ยนผ่ าน (Transitional Justice)๖ มาปรับใช้ในการดาเนินงาน โดยศึกษาจากนานาประเทศที่มีประสบการณ์ความขัดแย้งระดับรุนแรงเกิดขึ้นและ ๖ ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice) เป็นกระบวนการที่ตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่ างร้ายแรง และเป็นกลไกในการนาพาสังคมไปสู่สันติภาพ การปรองดอง และความเป็ น ประชาธิ ป ไตย เพื่ อ ให้ สั ง คมได้ เ ดิ น หน้ า ต่ อ ไปโดยที่ เ หตุ ก ารณ์ รุ น แรงจะไม่ ย้ อ นกลั บ มาอี ก ครั้ งซึ่งกระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นในปลายทศวรรษ ๑๙๘๐ เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในละตินอเมริกา และในยุโรปตะวันออก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้มีความยุติธรรมเกิดขึ้นในภูมิภาคเหล่านี้หลังเกิดเหตุการณ์ที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางจากระบอบการปกครองแบบเก่า ต่อมาแนวคิดและการดาเนินกระบวนการนี้ได้แพร่หลายและถูกนาไปใช้ในหลายๆ ประเทศที่มี ความขัดแย้งอย่างรุนแรง เช่น อาร์เจนตินา ชิลีแอฟริกาใต้ เอลซัลวาดอร์ เฮติ ติมอร์ตะวันออก ฯลฯ ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน เป็นการเชื่อมโยงแนวคิดสองแนวคิดเข้าด้วยกัน คือ การเปลี่ยนผ่าน(transition) กับ ความยุติธรรม (justice) ในขณะที่การเปลี่ยนผ่าน คือ การที่สังคมได้เกิดกระบวนการกระทาให้เกิดการเปลี่ยนผ่านระบอบทางการเมือง (political transformation/regime change) เช่น จากระบอบเผด็จการ(authoritarian) หรือการปกครองแบบกดขี่อื่นๆ (repressive rule) ไปสู่ระบอบประชาธิปไตย (transition todemocracy) หรือ ใช้ใ นความหมายของการเปลี่ย นผ่ านจากความขั ดแย้งของคนในสั งคมไปสู่สั นติภ าพและความมั่นคง ประเทศที่นาความยุติธรรมในระยะเปลียนผ่านมาปรับใช้ มักเป็นกรณีทกระบวนการยุติธรรมในระบบปกติ ่ ี่มีข้อจากัดที่ไม่สามารถนามาใช้กับสภาพความขัดแย้งที่มีสาเหตุที่ซบซ้อนกว่าอาชญากรรมทั่วไป และมีผู้เข้าไป ัเกี่ยวข้องจานวนมาก ทั้งเหยื่อและผู้กระทาผิด นอกจากนี้ การใช้กฎหมายอาญาและกระบวนการยุติธรรมทางอาญาปกติที่มีพื้นฐานอยู่บนการลงโทษ อาจไม่สามารถทาให้สังคมก้าวข้ามความขัดแย้งไปสูสันติภาพได้ แนวคิดในเรื่องนี้ ่จึงพัฒนาขึ้นโดยพิจารณาแนวทางที่จะนาไปสู่การแก้ไขความขัดแย้ง ซึ่งอาจดาเนินการได้หลายวิธี จากประสบการณ์ของต่างประเทศ มาตรการที่นามาใช้อาจจะเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่างขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสถานการณ์ในแต่ละประเทศดังนี้ ๑. Criminal Prosecutions คือ การฟ้องร้องดาเนินคดีกับผู้กระทาผิด ซึ่งมีส่วนต้องรับผิดชอบ(accountable) ต่อเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้น เป็นองค์ประกอบประการหนึ่งที่จะป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นอีก ๒. Truth Commissions คือ กระบวนการสร้างความจริง (establish the truth) ที่ได้จากการไต่สวนสอบสวน (inquiry) ค้นหาความจริง (truth seeking) ในช่วงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น (focus on the past) เพื่อเปิดเผยความจริงให้เหยื่อหรือครอบครัวของเหยื่อและสังคมโดยรวมได้ทราบในรายละเอียดเหตุการณ์อย่างถูกต้องแท้จริงอีกทั้งยังเป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้ได้รับผลกระทบได้แสดงออก ๓. Restoration Programs คือ การให้ความช่วยเหลือ ชดเชย เยียวยา และฟื้นฟูแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง ทั้งด้านจิตใจ ร่างกาย ทรัพย์สิน และรวมไปถึงการกล่าวคาขอโทษจากคู่ปรปักษ์อย่างเป็นทางการ (official/state apologies)
  • 13. ๑๓ไม่ ส ามารถใช้ ก ระบวนการยุ ติ ธ รรมตามปกติ ใ นการแก้ ไ ขปั ญ หาได้ จะมี ก ารน าหลั ก การเรื่ อ งความยุ ติ ธ รรมในระยะเปลี่ ย นผ่ า นมาใช้ ใ นการด าเนิ น งาน โดยจะมี ก ารตั้ ง คณะกรรมการขึ้ นเพื่ อ ตรวจสอบค้ น หาความจริ ง และด าเนิ น การให้ เ กิ ด ความปรองดองที่ เ รี ย กว่ า Truth andReconciliation Commissions (TRCs) ซึ่งโดยทั่วไปจะได้รับมอบอานาจจากรัฏฐาธิปัตย์ และมีอ านาจด าเนิ น การเพื่ อ ให้ เ กิ ด การปรองดองอย่า งเต็ ม ที่ รวมตลอดถึ ง อ านาจในการหาผู้ รั บ ผิ ดในลักษณะของการสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรม แต่จากอานาจหน้าที่ตามภารกิจของ คอป. นั้นมีข้อจากัดที่ไม่ได้ให้ คอป. มีอานาจในลักษณะเป็นองค์กรที่ทาหน้าที่เหมือน TRC ในต่างประเทศและมีข้อจากัดที่เป็นองค์กรที่ได้รับการแต่งตั้งโดยระเบียบสานักนายกรัฐมนตรี ฯ ที่อาจถูกมองได้ว่าเป็นกลไกหนึ่งของฝ่ายบริหาร ยุทธศาสตร์การดาเนินงานของ คอป. คอป. ได้กาหนดยุทธศาสตร์การดาเนินงานโดยวางยุทธศาสตร์ กรอบการดาเนินงาน ๔ มิติหลักดังนี้ ๑. การตรวจสอบและค้นหาความจริง (Truth Seeking) ซึ่งได้แก่ การตรวจสอบและค้นหาความจริ งและข้ อเท็จ จริ งโดยเฉพาะอย่ า งยิ่ งความรุ นแรงที่ เกิ ดขึ้ นในห้ ว งเดือ นเมษายนถึง เดื อ นพฤษภาคม ๒๕๕๓ รวมตลอดถึง ประเด็น ที่เ ป็น รากเหง้ าของปัญ หาความขัด แย้ งและเหตุก ารณ์ความรุนแรงในประเทศในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ๒. การเยี ย วยา ฟื้น ฟู และป้ องกัน ความรุนแรง ประกอบด้ว ยการฟื้นฟูและการเยียวยา(Restoration) ซึ่งได้แก่ การฟื้นฟูและเยียวยาสังคมไทย องค์กร สถาบันและบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง โดยแนวทางความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) และความยุติธรรมทางสังคม (Social Justice) เพื่อส่งเสริมให้เกิดความปรองดองของประเทศไทยในระยะยาวต่อไป และการป้องกันความขัดแย้ง (Conflict Prevention) ซึ่งได้แก่ ความจาเป็นที่ จ ะต้ อ งท าให้ เ กิ ด ความเข้ า ใจและการเยี ย วยาในระยะสั้ น แก่ บ รรดาผู้ ที่ ไ ด้ รั บ ผลกระทบจากความรุนแรงของกลุ่มต่างๆ เพื่อการป้องกันมิให้เกิดเหตุความรุนแรงและความสูญเสียขึ้นอีก ๓. การศึ ก ษาวิ จั ย รากเหง้ า ปั ญ หาของความขั ด แย้ ง ด าเนิ น การศึ ก ษาวิ จั ย เพื่ อ ท าให้ เ กิ ดความกระจ่างกับรากเหง้าของปัญหาทั้งในทางกฎหมาย การเมือ ง และประวัติศาสตร์ที่ส่งผลให้เกิดความแตกแยกและความรุนแรงในสังคมในช่วงที่ผ่านมา ๔. การสร้างความปรองดองและป้องกันมิให้ความรุนแรงเกิดขึ้นอีก ๔. Memorialisation of Victim คือกระบวนการที่ทาให้สังคมยอมรับตระหนักรู้ (recognition) และกระตุ้นให้เกิดจิตสานึกในทางศีลธรรม (raise moral consciousness) ถึงเหตุการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมา เพื่อที่จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ารอยขึ้นอีก ซึ่งอาจอยู่ในรูปพิพิธภัณฑ์หรืออนุสรณ์แห่งความทรงจา (memorial) ๕. Institution Reform คือ กระบวนการปฏิรูปสถาบัน หน่วยงานที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน อาทิ กองทัพ ทหาร ตารวจ สื่อสารมวลชน กระบวนการยุติธรรม ฯลฯ เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้หน่วยงานหรือองค์กรดังกล่าวใช้รูปแบบเดิมในการปฏิบัติที่อาจนาความรุนแรงกลับมาอีกครั้ง ๖. Reconciliation คือ การทาให้สังคมข้ามผ่านปัญหาความขัดแย้งและก่อเกิดความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในสังคม
  • 14. ๑๔ ๑.๑.๕ การตั้งคณะที่ปรึกษา ภายหลังจากที่ได้ตั้ง คอป. แล้ว เพื่อให้การดาเนินงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายลุล่วงและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ต้องอาศัยความรู้ ความสามารถของผู้มีประสบการณ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ เ ชี่ ย วชาญในการให้ ค าปรึ ก ษา ข้ อ แนะน าแก่ คอป. ในหลากหลายประเด็ น เพื่ อ สนั บ สนุ น ให้การปฏิบัติภารกิจของ คอป. บรรลุวัตถุประสงค์ คอป. จึงได้เรียนเชิญผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์และเปี่ยมด้วยความสามารถเป็นที่ประจักษ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่จะสามารถให้คาปรึกษาและข้อ แนะนาแก่ คอป. ในด้านต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างให้ การดาเนินการของ คอป. ก้าวหน้าและประสบผลสัมฤทธิ์ได้เป็นอย่างดี จานวน ๖ ท่าน๗ ดังนี้ ๑. ศาสตราจารย์ พิเศษ ดร. สุ รเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ๒. ศาสตราจารย์ ดร. ชั ย วั ฒ น์ สถาอานั น ท์ อาจารย์ ป ระจ าคณะรั ฐ ศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ๓. Ms. Priscilla Hayner ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้นหาความจริงและความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ๔. N. Hassan Wirajuda, J.S.D. อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศประเทศอินโดนีเซีย ๕. Professor David Kennedy, Ph.D. อาจารย์ประจาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา ๖. Honorable Judge Dennis Davis อดีตผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ประเทศแอฟริกาใต้๑.๒ การบริหารจัดการ ตามระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๓ ข้อ ๑๑ ให้มีสานักงาน คอป. เป็นหน่วยงานภายในสานักงานกิจการยุติธรรมกระทรวงยุติธรรม โดยให้เลขานุการ คอป. เป็นผู้บังคับบัญชาเจ้าหน้าที่และลูกจ้างของสานักงาน และรับผิดชอบในการปฏิบัติงานของสานักงานขึ้นตรงต่อประธานกรรมการ และข้อ ๑๒ ให้สานักงานมีอานาจหน้าที่ รับผิดชอบในงานธุรการ งานวิชาการ งานการประชุม งานประชาสัมพันธ์ และงานเลขานุการของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะทางาน ติดตามสถานการณ์ ศึกษาและรวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะทางานประสานงานกับบุคคล องค์กร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ และปฏิบัติงานหรือดาเนินการอื่นใดตามที่คณะกรรมการมอบหมาย โดยมีที่ตั้งอยู่ ณ อาคารจอดรถ ชั้น ๕อาคารบี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษาฯ ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่กรุงเทพมหานคร อนึ่ง ผู้อานวยการสานักงานกิจการยุติธรรม (นายวิทยา สุริยะวงค์) ได้มอบหมายให้ นายวัลลภนาคบัว ปฏิบัติหน้าที่ผู้อานวยการสานักงานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (สานักงาน คอป.) และเข้าร่วมประชุมในฐานะฝ่ายเลขานุการ คอป. ด้วย ๗ คอป. ได้แต่งตั้งคณะที่ปรึกษาและมีการจัดแถลงข่าว เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๔ ณ โรงแรมสยามซิตี้ กรุงเทพมหานคร
  • 15. ๑๕ ๑.๒.๑ บุคลากร ตลอดระยะเวลาการด าเนิ น งานของ คอป. ตั้ ง แต่ เ ดื อ นกรกฎาคม ๒๕๕๓ - เดื อ นกรกฎาคม ๒๕๕๕ สานักงาน คอป. ประกอบไปด้วยบุคลากร ดังนี้ ๑. คณะกรรมการและเลขานุการ คอป. จานวน ๑๒ คน ๒. ที่ปรึกษา คอป. จานวน ๖ คน ๓. คณะอนุกรรมการต่าง ๆ จานวน ๑๑๖ คน๘ ๔. เจ้าหน้าที่ที่ทางานประจาหมุนเวียนทั้งสิ้น ๔๘ คน๙ นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญด้านการค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองจากต่างประเทศมาเป็นที่ปรึกษาในการกาหนดกรอบยุทธศาสตร์การทางาน ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ รวมถึงการตรวจสอบพยานหลักฐานร่วมกับ คอป. ด้วย ๑.๒.๒ งบประมาณ คอป. ได้รับการสนั บสนุนงบประมาณจากรัฐบาลเพื่อดาเนินการตามภารกิจ รวม ๒ ครั้งกล่าวคือ ครั้งที่ ๑ จานวน ๓๒ ล้านบาท เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๕๓ และครั้งที่ ๒ จานวน ๔๕ ล้านบาทเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๔ การใช้จ่ ายงบประมาณเพื่อสนับสนุนการดาเนินการที่ส าคัญของ คอป. ตั้งแต่เดือ นกรกฎาคม ๒๕๕๓ – เดือนกรกฎาคม ๒๕๕๕ โดยสรุปกิจกรรมที่สาคัญได้ดังนี้ ๑. เบี้ยประชุมคณะกรรมการ คอป.๑๐ รวมทั้งสิ้น ๒๒๕,๒๒๐.๐๐ บาท ๒. ค่าเบี้ยประชุมคณะอนุกรรมการต่าง ๆ๑๑ รวมทั้งสิ้น ๑,๕๓๓,๘๐๐.๐๐ บาท ๓. ค่าจ้างเจ้าหน้าที่ประจาสานักงาน และผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งสิ้น ๑๒,๑๗๔,๗๔๐.๘๒ บาท๑๒ ๔. ค่าจัดประชุม๑๓ จานวน ๑๔๑ ครั้ง รวมทั้งสิ้น ๕,๕๙๔,๙๘๕.๐๐ บาท ๕. โครงการสัมมนาและกิจกรรมทางวิชาการ รวมทั้งสิ้น ๑,๒๙๙,๓๕๗.๓๖ บาท ๖. ค่ าจ้ างที่ ปรึ กษาโครงการวิ จั ยและเก็ บข้ อมู ล ๑๔จ านวน ๒๔ โครงการ รวมทั้ งสิ้ น๒๕,๘๘๐,๐๕๗.๐๐ บาท ๗. ค่ า เช่ า ค่ า ปรั บ ปรุ ง ส านั ก งานและวางระบบเทคโนโลยี ส ารสนเทศ รวมทั้ ง สิ้ น๑๔,๓๘๖,๑๐๔.๓๖ บาท ๘ เริ่มต้นจากคณะกรรมการ คอป. จานวน ๑๒ คน ในเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๓ และคณะกรรมการ คอป.และคณะอนุกรรมการต่างๆ สูงสุดจานวน ๑๒๘ คนในเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๔ ๙ เริ่มต้นจานวน ๙ คนในเดือนกันยายน ๒๕๕๓ และสูงสุดจานวน ๔๘ คนในเดือนเมษายน ๒๕๕๕ ๑๐ คอป. ได้ประชุมรวมทั้งหมด ๓๔ ครั้ง โดยแต่ละครั้งได้รับเบี้ยประชุมตามระเบียบของทางราชการกล่าวคือ ประธานกรรมการได้รับเบี้ยประชุมครั้งละ ๑,๕๐๐ บาท กรรมการ เลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการได้รับเบี้ยประชุมครั้งละ ๑,๒๐๐ บาท ๑๑ คณะอนุกรรมการที่ คอป. แต่งตั้ง ได้ประชุมรวมทั้งหมด ๑๐๗ ครั้ง โดยแต่ละครั้งได้รับเบี้ยประชุมตามระเบียบของทางราชการ กล่า วคือ ประธานอนุกรรมการได้รับเบี้ยประชุมครั้งละ ๑,๐๐๐ บาท รองประธานได้รับเบี้ยประชุมครั้งละ ๙๐๐ บาท อนุกรรมการ เลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการได้รับเบี้ยประชุมครั้งละ ๘๐๐ บาท ๑๒ เจ้าหน้าที่ที่ทางานประจาหมุนเวียนทั้งสิ้น ๔๘ คน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ๒๕๕๓ – เดือนกันยายน ๒๕๕๕ ๑๓ ค่าจัดประชุม หมายถึง ค่าอาหารว่าง ค่าอาหาร ค่าเช่าสถานที่ ค่าวิทยากร ค่าพาหนะเดินทางค่าจัดทาเอกสารประกอบการประชุม ค่าตอบแทนผู้ให้ข้อมูล ๑๔ โครงการจ้างที่ปรึกษา จ้างเหมาบริการ จัดจ้างผู้เชี่ยวชาญพิเศษ
  • 16. ๑๖ ๘. ค่าวัสดุครุภัณฑ์สานักงาน รวมทั้งสิ้น ๓,๑๗๑,๕๓๖.๕๘ บาท ๙. ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ๑๕ รวมทั้งสิ้น ๙๙๕,๘๐๕.๖๘ บาท รวมเป็ น เงิน ทั้งสิ้ น ๖๕,๒๖๑,๕๘๖.๘๐ บาท ส าหรับเงินงบประมาณที่เหลื อจานวน ๑๖๑๑,๗๓๘,๔๑๓.๒๐ บาท คอป.ได้มีมติเห็นชอบในหลักการให้สานักงานกิจการยุติธรรมสนับสนุนกิจกรรมที่ต้องดาเนินการเมื่อ คอป. สิ้นสุดวาระแล้ว สรุปได้ดังนี้ (๑) จั ดจ้างบุคลากรเพื่อรองรับการดาเนินงานของ คอป. ต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ ๓๐กันยายน ๒๕๕๕ (๒) จัดกิจ กรรมต่างๆ ที่เห็นว่าเป็นประโยชน์และสมควรให้มีการดาเนินการเพื่อเป็นการเผยแพร่การดาเนินงานของ คอป. ต่อสาธารณชน เช่น - การเผยแพร่หลักการและการดาเนินงานของ คอป. ในลักษณะเป็น Pocket Bookโดยจัดทาทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษ - การเผยแพร่ ผ ลงานต่างๆ ของ คอป. ได้แก่ รายงานฉบับสมบูรณ์ รายงานผลการดาเนินการและการวิจัยของคณะอนุกรรมการชุดต่างๆ - การจัดทาวิดีทัศน์นาเสนอและเผยแพร่ผลงานการดาเนินงานแบบสั้นและแบบเป็นตอน - การจัดกิจกรรมหรือเวทีสาหรับนาเสนอรายงานฉบับสมบูรณ์ของ คอป. - การด าเนิ น กิจ กรรมอื่น ที่จ าเป็น เช่น การแปลเอกสาร หรื อการประชุ มต่ างๆเพื่อให้ภารกิจของ คอป. ลุล่วงไปอย่างมีประสิทธิภาพ ๑.๒.๓ ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการ ๑. คอป. ทาหน้าที่ในฐานะกลไกสาคัญนาพาสังคมสู่ความปรองดองแต่ไม่มีอานาจตามกฎหมายใด เนื่องจากการดาเนินงานของ คอป. เป็นไปในลักษณะการขอความร่วมมือเพราะ คอป.ไม่มีอานาจเรี ยกบุ คคลหรื อหน่ วยงานใดมาให้ ข้อมูล เป็นเหตุให้ ในบางกรณีการขอรับความร่วมมื อจากหน่วยงานของรัฐและเอกชนมีอุปสรรค ทาให้ไม่ได้ข้อมูลสาคัญที่มากเพียงพอสาหรับการพิจารณาประเด็นต่างๆ อีกทั้งบางหน่วยงานอ้างว่าข้อมูลบางส่วนเป็นความลับของทางราชการ จึงไม่สามารถได้ข้อเท็จจริงเชิงลึกที่เพียงพอในการวิเคราะห์ เพื่อให้ได้ความจริงอันเป็นที่ยอมรับได้ ทาให้เกิดคาถามจากสังคมตามมาว่าข้อมูลที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดเผย หรือไม่ประสงค์จะเปิดเผย หรือมีความลังเล ล่าช้าในการส่งให้ คอป. นั้น เป็นข้อมูลที่ปิดบังซ่อนเร้นข้อเท็จจริงสาคัญๆ บางประการไว้ และการปิดบังนั้นคุ้มค่ากว่าการเปิดเผยต่อสาธารณชน แม้อาจเสี่ยงต่อการถูกครหาถึงความโปร่งใส และการตกเป็นกลไกขัดขวางการนาพาสังคมสู่ความปรองดองของ คอป. ก็ตาม ๒. ขาดการคุ้มครองความปลอดภัยของบุคคลหรือองค์กรที่ให้ข้อมูล ความกังวลของบุคคลหรือองค์กรที่ไม่กล้าให้ข้อมูลแก่คณะอนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริง ทาให้การเชิญบุคคลหรือองค์กรมาเพื่อให้ข้อมูลข้อเท็จจริงมีอุปสรรคพอสมควร ๑๕ ค่าแปลเอกสาร ค่าจัดทาเอกสารเผยแพร่ ค่าจัดซื้อหนังสือ ค่าถอดเทป ฯลฯ ๑๖ ข้อมูล ณ วันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๕ จานวนอาจมีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากอยู่ระหว่างการเบิกจ่าย