ใบงานที่ 62
                 หลัก การทำา มิต แ สงแบบเงาสะท้อ น
                                 ิ


หลักการนี้จะใช้แสงสีขาวแบบโปร่งแสงมาทำาให้เกิดมีมิติแบบแสงสะท้อน
โดยจะเน้นสีพื้นหลังจะเป็นสีที่เข้มๆ สวยงาม แล้วเอาตัววัตถุกลับด้านแล้ว
ใช้ Brush ที่มีความเบลอมาลบส่วนที่ไม่ต้องการออกเพิ่มมิติให้กับวัตถุด้วย
แสงจากตัวมันเอง มาดูหลักวิธีการทำากันเลย

ขั้น ตอนที่1.
ให้ทำาการเปิดไฟล์ภาพที่จะทำา Effects ขึ้นมาดังภาพตัวอย่าง.




ขั้น ตอนที่2.
ทำาการ Copy ภาพแล้วทำาการสร้าง ไฟล์ใหม่ให้มีขนาดใหญ่กว่าเดิมและที่
สำาคัญกำาหนดพื้นหลังให้เป็นสีทึบๆ เช่นสีดำาเป็นต้น ดังตัวอย่าง.




ขั้น ตอนที่3.
ให้สร้าง Layer ใหม่แล้วใช้อุปกรณ์ Marquee Tool สร้างเส้น
Selection รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแล้วใช้อุปกรณ์ Gradient tool ไล่เฉดแบบ
โปร่งแสงโดยใช้ Foreground เป็นสีขาว แล้วไล่เฉด ดังตัวอย่าง.
ขั้น ตอนที่4.
ให้ทำาการยกเลิกเส้น Selection โดยกด Ctrl + D จากนั้นใช้อุปกรณ์
Brush แบบ Eraser Tool ที่มีหวเบลอ 200 ลบขอบที่เราทำาการ ไล่เฉด
                              ั
จากนั้นก็ให้ทำาการปรับค่า Opacity เมื่อไม่ให้สว่างเกินไปดังภาพตัวอย่าง.
ขั้น ตอนที่5.
จากนั้นให้ทำาการ Copy layer วัตถุที่เราทำาการทำา Effects โดยลากไป
ทับไอค่อนรูปกระดาษ โดยให้ Layer Copy ใหม่อยู่ Layer บนสุดแล้ว
ทำาการพลิก วัตถุกลับบนล่าง โดยมาที่คำาสั่ง Edit ---> Transform --->
Flip Vertical แล้วทำาการใช้อุปกรณ์ Brush แบบยางลบ ลบขอบ ที่เราไม่
ต้องการแล้วปรับค่า Opacity ให้ไม่สว่างเกินไปให้ดูเหมือนแสงเงาสะท้อน
ดังตัวอย่าง.
ขั้น ตอนที่6.
หลังจากนั้นทำาการ Copy ตัววัตถุขึ้นมาอีก Layer copy โดยให้อยู่บนสุด
เช่นกันจากนั้นให้ทำา Effects Blur โดยมาที่ Filter ---> Blur --->
Gaussian Blur โดยปรับค่า Radius ประมาณ 3.0 pixels แล้วก็ให้แสง
ใน Layer เป็นแบบ Screen แล้วก็ปรับความเข้มจางให้เหมาะสมโดยปรับ
ค่า Opacity ก็จะได้มิติแสงสะท้อนที่สมจริงดังภาพ.
คุย ก่อ นจบ.
หลักการนี้จุดเด่นก็คือเงาสะท้อนแสงที่ดูมีมิติ ตัวทำาให้ก็คือการไล่เฉดแล้ว
ลบขอบให้จางๆ แล้วก็เอาตัววัตถุกลับบนล่าง แล้วทำาจ่างๆ ลบขอบให้จางๆ
เช่นกัน และขั้นตอนสุดท้ายคือให้แสงกับวัตถุด้วยการเบลอแล้วให้แสงแบบ
Screen ทำาให้เกิดมิติแสงสะดุดตาสะดุดใจยิ่งขึ้น หลักการเหล่านี้สามารถ
นำาเอาไปประยุกต์ ได้ หลากหลายเลยทีเดียว ถ้าเราเข้าใจในองค์ความรู้
นั้นๆ ก็จะเกิด Vision ได้

ใบงานที่ 62 หลักการทำมิติแสงแบบเงาสะท้อน

  • 1.
    ใบงานที่ 62 หลัก การทำา มิต แ สงแบบเงาสะท้อ น ิ หลักการนี้จะใช้แสงสีขาวแบบโปร่งแสงมาทำาให้เกิดมีมิติแบบแสงสะท้อน โดยจะเน้นสีพื้นหลังจะเป็นสีที่เข้มๆ สวยงาม แล้วเอาตัววัตถุกลับด้านแล้ว ใช้ Brush ที่มีความเบลอมาลบส่วนที่ไม่ต้องการออกเพิ่มมิติให้กับวัตถุด้วย แสงจากตัวมันเอง มาดูหลักวิธีการทำากันเลย ขั้น ตอนที่1. ให้ทำาการเปิดไฟล์ภาพที่จะทำา Effects ขึ้นมาดังภาพตัวอย่าง. ขั้น ตอนที่2. ทำาการ Copy ภาพแล้วทำาการสร้าง ไฟล์ใหม่ให้มีขนาดใหญ่กว่าเดิมและที่ สำาคัญกำาหนดพื้นหลังให้เป็นสีทึบๆ เช่นสีดำาเป็นต้น ดังตัวอย่าง. ขั้น ตอนที่3. ให้สร้าง Layer ใหม่แล้วใช้อุปกรณ์ Marquee Tool สร้างเส้น Selection รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแล้วใช้อุปกรณ์ Gradient tool ไล่เฉดแบบ โปร่งแสงโดยใช้ Foreground เป็นสีขาว แล้วไล่เฉด ดังตัวอย่าง.
  • 2.
    ขั้น ตอนที่4. ให้ทำาการยกเลิกเส้น Selectionโดยกด Ctrl + D จากนั้นใช้อุปกรณ์ Brush แบบ Eraser Tool ที่มีหวเบลอ 200 ลบขอบที่เราทำาการ ไล่เฉด ั จากนั้นก็ให้ทำาการปรับค่า Opacity เมื่อไม่ให้สว่างเกินไปดังภาพตัวอย่าง.
  • 3.
    ขั้น ตอนที่5. จากนั้นให้ทำาการ Copylayer วัตถุที่เราทำาการทำา Effects โดยลากไป ทับไอค่อนรูปกระดาษ โดยให้ Layer Copy ใหม่อยู่ Layer บนสุดแล้ว ทำาการพลิก วัตถุกลับบนล่าง โดยมาที่คำาสั่ง Edit ---> Transform ---> Flip Vertical แล้วทำาการใช้อุปกรณ์ Brush แบบยางลบ ลบขอบ ที่เราไม่ ต้องการแล้วปรับค่า Opacity ให้ไม่สว่างเกินไปให้ดูเหมือนแสงเงาสะท้อน ดังตัวอย่าง.
  • 4.
    ขั้น ตอนที่6. หลังจากนั้นทำาการ Copyตัววัตถุขึ้นมาอีก Layer copy โดยให้อยู่บนสุด เช่นกันจากนั้นให้ทำา Effects Blur โดยมาที่ Filter ---> Blur ---> Gaussian Blur โดยปรับค่า Radius ประมาณ 3.0 pixels แล้วก็ให้แสง ใน Layer เป็นแบบ Screen แล้วก็ปรับความเข้มจางให้เหมาะสมโดยปรับ ค่า Opacity ก็จะได้มิติแสงสะท้อนที่สมจริงดังภาพ.
  • 5.
    คุย ก่อ นจบ. หลักการนี้จุดเด่นก็คือเงาสะท้อนแสงที่ดูมีมิติตัวทำาให้ก็คือการไล่เฉดแล้ว ลบขอบให้จางๆ แล้วก็เอาตัววัตถุกลับบนล่าง แล้วทำาจ่างๆ ลบขอบให้จางๆ เช่นกัน และขั้นตอนสุดท้ายคือให้แสงกับวัตถุด้วยการเบลอแล้วให้แสงแบบ Screen ทำาให้เกิดมิติแสงสะดุดตาสะดุดใจยิ่งขึ้น หลักการเหล่านี้สามารถ นำาเอาไปประยุกต์ ได้ หลากหลายเลยทีเดียว ถ้าเราเข้าใจในองค์ความรู้ นั้นๆ ก็จะเกิด Vision ได้