กำเนิดคอมพิวเตอร์
ชนิดของคอมพิวเตอร์
องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์
59.-
นางสาวกฤษณา ยังเฟื่อง เลขที่ 11 ม.4/1
นางสาวธิดารัตน์ หุ่นสุวรรณ์ เลขที่ 14 ม.4/1
นางสาววนศร เยาวขันธ์ เลขที่ 16 ม.4/1
นางสาวสรวงกมล สุ่มประดิษฐ เลขที่ 17 ม.4/1
นางสาวชุติกาญจน์ เฉยกลาง เลขที่ 20 ม.4/1
นางสาวภัทรพร ช้างมาศ เลขที่ 25 ม.4/1
จัดทำโดย
ชิ้นงานนี้จัดทาขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาคอมพิวเตอร์ รหัสวิชา
ง30207 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่4 เพื่อให้ได้ศึกษาหาความรู้ในเรื่อง กาเนิดคอมพิวเตอร์
องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์ และชนิดของคอมพิวเตอร์ และได้ศึกษาอย่างเข้าใจ
เพื่อเป็นประโยชน์กับการเรียน
คณะผู้จัดทาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเนื้อหาในชิ้นงานจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน
หรือนักเรียน นักศึกษา ที่กาลังหาข้อมูลเรื่องนี้อยู่ หากมีข้อแนะนาหรือข้อผิดพลาด
ประการใด ขอน้อมรับไว้และขออภัยมา ณ ที่นี้
คณะผู้จัดทา
คำนำ
สำรบัญ
เรื่อง หน้ำ
กำเนิดคอมพิวเตอร์
องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์
ชนิดของคอมพิวเตอร์
1-6
7-11
12-18
กำเนิดคอมพิวเตอร์
ถ้าเรามองคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องคานวณ อุปกรณ์ที่มนุษย์รู้จักทาขึ้นเพื่อใช้ในการคานวณแทนการ
นับนิ้วมือ นับไม้ติ้ว นับเมล็ดละหุ่ง หรือสิ่งอื่นใดเท่าที่จะหาได้ตามที่มีการบันทึกไว้ในหลักฐานคือ
เครื่องมือคานวณของชาวจีน ได้แก่ลูกคิด และเป็นเครื่องมือต้นแบบที่อมตะตามหลักการคิดคานวณ
จนกลายเป็นเครื่องมือคานวณชนิดต่างๆในปัจจุบัน และตัวลูกคิดเองก็ยังคงถูกใช้งานมาตั้งแต่ 2600 ปี
ก่อนคริสตกาล จนถึงปัจจุบัน
ทางด้านซีกโลกตะวันตกได้มีการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องทุนแรงในการคิดคานวณด้วยเหมือนกัน
นักคณิตศาสตร์ชาวสก็อตแลนด์ชื่อ John Napier ได้ประดิษฐ์อุปกรณ์ที่ใช้ช่วยในการคานวณขึ้นมา
เรียกว่า Napier’s Bones เป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายกับตารางสูตรคูณในปัจจุบันต่อมาอีกประมาณ
14 ปี คือในปี พ.ศ.2173วิลเลียม ออตเทรต นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษได้ประดิษฐ์ไม้บรรทัด
คานวณ (Slide Rule) ซึ่ง ต่อมากลายเป็นพื้นฐานของการสร้างคอมพิวเตอร์แบบอนาลอก
12 ปีต่อมา ประมาณ พ.ศ.2185 บุคคลผู้ที่ได้รับเกียรติให้เป็นชื่อของโปรแกรม คือ เบลส์ ปาสคาล
(Blaise Pascal) นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสได้ประดิษฐ์เครื่องบวกลบขึ้น โดยใช้หลักการหมุนของ
ฟันเฟือง และการทดเลขเมื่อฟันเฟืองหมุน ไปครบรอบ โดยแสดงตัวเลขจาก 0-9 ออกที่หน้าปัด
2.
3.
การพัฒนายังคงดาเนินต่อมา ในปี พ.ศ.2214 กอตฟริต วิลเฮล์ม ไลบ์นิซ ( Gottfried Wilhelm
Leibniz) นักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมัน ได้ปรับปรุงเครื่องคิดเลขปาสคาล ให้ทางานได้ดีกว่าเดิม และ
เขายังค้นพบเลขฐานสอง (Binary number) ซึ่งเป็นการค้นพบที่ก่อให้เกิดการพัฒนาระบบดิจิตอลใน
ปัจจุบัน
ในเวลาเดียวกันทางด้านอุปกรณ์ป้อนและบันทึกข้อมูลก็พัฒนาควบคู่กันมา ในปี พ.ศ. 2288
โจเซฟ แมรี่ แจคคาร์ด ( Joseph Marie Jacquard) เป็นชาวฝรั่งเศสได้คิด เครื่องทอผ้า โดยใช้คาสั่งจาก
บัตรเจาะรูควบคุมการทดผ้าให้มีสีและลวดลายต่าง ๆ
ชาร์ล แบบเบจ ( Charles Babbage) นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษได้ประดิษฐ์เครื่องมือที่เรียกว่า
เครื่องหาผลต่าง ( Difference Engine)เพื่อใช้คานวณและพิมพ์ค่าทางตรีโกณมิติและฟังก์ชันทาง
คณิตศาสตร์ แบบเบจได้พยายามสร้าง เครื่องคานวณอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า Analytical Engine โดยมี
แนวคิดให้แบ่งการทางานของเครื่องออกเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนเก็บข้อมูล (Store unit), ส่วนควบคุม
(Control unit) และส่วนคานวณ (Arithmetic unit) ซึ่งแนวคิดนี้ได้รับการนามาใช้เป็นต้นแบบของ
เครื่องคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน จึงได้รับการยกย่องว่า แบบเบจ เป็นบิดาแห่งเครื่องคอมพิวเตอร์ในยุค
แรกเริ่ม
4.
เลดี้ เอดา ออคุสตา เลฟเลค ( Lady Ada Augusta Lovelace) เป็นนักคณิตศาสตร์ที่เข้าใจผลงานของ
แบบเบจได้เขียนวิธีการใช้เครื่องคานวณของแบบเบจเพื่อแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์เล่มหนึ่ง ต่อมา
เลดี้ เอดา ออคุสตา เลฟเลค จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นโปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก
พ.ศ.2393 ซีกโลกตะวันตก โดยนาย ยอร์จ บูล ( George Boole) นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้คิด
ระบบ พีชคณิตระบบใหม่เรียกว่า BooleanAlgebra โดยใช้อธิบายหลักเหตุผลทางตรรกวิทยาโดยใช้
สภาวะเพียงสองอย่างคือ True (On) และ False (Off) ร่วมกับเครื่องหมายในทางตรรกะพื้นฐาน ได้แก่
NOT AND และ OR ต่อมาระบบเลขฐานสอง และ Boolean Algebra ก็ได้ถูกนามาดัดแปลงให้เข้ากับ
วงจรไฟฟ้า ซึ่งมีสภาวะ 2 แบบ คือ เปิด , ปิด จึงนับเป็นรากฐานของการออกแบบวงจรในระบบ
คอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน (Digital Computer)
ช่วงที่สงครามโลกครั้งที่สอง กาลังก่อตัวในยุโรป กองทหารเยอรมันกาลังเดินทัพเข้าสู่ออสเตรีย
ราวปี พ.ศ. 2480 ดร.จอห์น วินเซนต์อตานาซอฟ ( Dr.JobnVincent Atansoff) และ คลิฟฟอร์ด แบรี่ (
Clifford Berry) ได้ประดิษฐ์เครื่อง ABC ( Atanasoff-Berry) ขึ้น โดยได้นาหลอดสุญญากาศมาใช้งาน
ABC ถือเป็นเครื่องคานวณเครื่องแรกที่เป็นเครื่องอิเล็กทรอนิกส์
5.
พ.ศ.2487 ศาสตราจารย์โอเวิร์ด ไอด์เคน (Howard Aiken) แห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ร่วมกับ
วิศวกรของบริษัทไอบีเอ็มได้สร้างเครื่อง MARK I เป็นผลสาเร็จ แต่อย่างไรก็ตามเครื่อง MARK I นี้
ยังไม่ใช่คอมพิวเตอร์ที่แท้จริงแต่เป็นเครื่องคิดเลขไฟฟ้าขนาดใหญ่เท่านั้น
พ.ศ.2485-2495 มหาวิทยาลัยเพนซิลเลเนียได้สร้างเครื่อง ENIAC(Electronic NumericalIntegrator
And Calculator) นับได้ว่าเป็นเครื่องคานวณอิเล็กทรอนิกส์เครื่องแรกของโลกที่ใช้หลอดสุญญากาศ
และควบคุมการทางานโดยวิธีเจาะชุดคาสั่งลงในบัตรเจาะรู
พ.ศ.2492 ดร.จอห์น ฟอน นิวแมนน์ (Dr.John Von Neumann ) ได้สร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่
สามารถเก็บคาสั่งการปฏิบัติงานทั้งหมดไว้ภายในเครื่อง ชื่อว่า EDVAC นับเป็นคอมพิวเตอร์เครี่อง
แรกที่สามารถเก็บโปรแกรม ไว้ในเครื่องได้
พ.ศ.2496-2497 บริษัทไอบีเอ็มได้สร้างคอมพิวเตอร์ชื่อ IBM 701 และ IBM 650 โดยใช้หลอด
สุญญากาศเป็นวัสดุสร้าง ต่อมาเกิดมีการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นสารกึ่งตัวนาขึ้นที่ห้องปฏิบัติการของ
บริษัท BellTelephone ได้เกิดทรานซิสเตอร์ตัวแรกขึ้น ต่อมาทรานซิสเตอร์ได้ถูกนาไปแทนหลอด
สูญญากาศ จึงทาให้ขนาดของคอมพิวเตอร์เล็กลงและเกิดความร้อนน้อยลง
6.
พ.ศ.2508 วงจรคอมพิวเตอร์มีการเปลี่ยนแปลงอีกมากเมื่อมีวงจรรวม (Integrated Circuit: IC)
เกิดขึ้น ซึ่งไอบีเอ็มนี้ได้ถูกนาไปแทนที่ทรานซิสเตอร์ ในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ของระบบคอมพิวเตอร์
อีกครั้ง ซึ่งผลก็คือทาให้คอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลง
พ.ศ.2514 ] บริษัท Intel ได้ใช้เทคโนโลยีของการผลิตวงจรรวมแบบ ( Large Scale Integrated
Circuit :LSI ) ทาการรวมเอาวงจรที่ใช้เป็นหน่วยประมวลผลกลาง ( CPU) ของคอมพิวเตอร์มาบรรจุ
อยู่ในแผ่นไอซีเพียงตัวเดียวซึ่งไอซีนี้เรียกว่าไมโครโปรเซสเซอร์ (Microprocessor)
ชนิดของคอมพิวเตอร์
1. ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ (Super Computer) เป็นเครื่องประมวลผลข้อมูลที่มีความสามารถ
ใน การประมวลผลสูงที่สุด โดยทั่วไปสร้างขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่องานด้านวิทยาศาสตร์ที่ต้องการ
การประมวลผลซับซ้อน และต้องการความเร็วสูง เช่น งานวิจัยขีปนาวุธ งานโครงการอวกาศสหรัฐ
(NASA) งานสื่อสารดาวเทียม หรืองานพยากรณ์อากาศ เป็นต้น
ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ทางานได้เร็ว และมีประสิทธิภาพสูงกว่าคอมพิวเตอร์ชนิดอื่น การที่ซูเปอร์
คอมพิวเตอร์ทางานได้เร็วเพราะมีการพัฒนาให้มีโครงสร้างการคานวณพิเศษ เช่น การคานวณแบบ
ขนานที่เรียกว่า เอ็มพีพี (Massively Parallel Processing : MPP) ซึ่งเป็นการคานวณที่กระทากับข้อมูล
หลาย ๆ ตัวในเวลาเดียวกัน
8.
2. เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe Computer) เป็นเครื่องประมวลผลข้อมูลที่มีส่วนความจา
และความเร็วน้อยกว่าซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ สามารถทางานในระบบเครือข่าย(Network) ได้เป็นอย่าง
ดี โดยสามารถเชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์ที่เรียกว่า เครื่องปลายทาง (Terminal) จานวนมากได้สามารถ
ทางานได้พร้อมกันหลายงาน (Multi Tasking) และใช้งานได้พร้อมกันหลายคน (Multi User) ปกติ
เครื่องชนิดนี้นิยมใช้ในธุรกิจขนาดใหญ่ มีราคาตั้งแต่สิบล้านบาทไปจนถึงหลายร้อยล้านบาท ตัวอย่าง
ของเครื่องเมนเฟรมที่ใช้กันแพร่หลายก็ คือ คอมพิวเตอร์ของธนาคารที่เชื่อมต่อไปยังตู้ATM และ
สาขาของธนาคารทั่วประเทศนั่นเอง
9.
10.
3. มินิคอมพิวเตอร์ (Mini Computer) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพรองจาก
เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ มินิคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่สาคัญในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของ
องค์การ ที่เรียกว่า เครื่องให้บริการ (server) ผู้ใช้หลายคนสามารถเข้าใช้งาน (Access) ได้พร้อมกัน
ผ่านเครื่อง Terminal มีหน้าที่ให้บริการกับผู้ใช้บริการ (client) เช่นให้บริการแฟ้มข้อมูล ให้บริการ
ข้อมูล ให้บริการช่วยในการคานวณ และการสื่อสาร มีการทางานร่วมกับอุปกรณ์ประกอบรอบข้างที่
มีความเร็วสูงได้มีการใช้แผ่นจานแม่เหล็กความจุสูงชนิดแข็ง (Harddisk) ในการเก็บรักษาข้อมูล
สามารถอ่านเขียนข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว หน่วยงานและบริษัทที่ใช้คอมพิวเตอร์ขนาดนี้ ได้แก่ กรม
กอง มหาวิทยาลัย ห้างสรรพสินค้า โรงแรม โรงพยาบาล และโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ
ปัจจุบัน มีการใช้มินิคอมพิวเตอร์กันน้อยลง เนื่องจากถูกแทนที่ด้วยคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) ที่
มีความเร็วและมีประสิทธิภาพสูง
11.
4.ไมโครคอมพิวเตอร์ (Micro Computer) เป็นเครื่องประมวลผลข้อมูลขนาดเล็ก มีส่วนของ
หน่วยความจาและความเร็วในการประมวลผลน้อยที่สุด สามารถใช้งานได้ด้วยคนเดียว จึงมักถูก
เรียกว่า คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer : PC)
ปัจจุบัน ไมโครคอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพสูงกว่าในสมัยก่อนมาก อาจเท่ากับหรือมากกว่าเครื่อง
เมนเฟรมในยุคก่อน นอกจากนั้นยังราคาถูกลงมาก ดังนั้นจึงเป็นที่นิยมใช้มาก ทั้งตามหน่วยงานและ
บริษัทห้างร้าน ตลอดจนตามโรงเรียน สถานศึกษา และบ้านเรือน บริษัทที่ผลิตไมโครคอมพิวเตอร์
ออกจาหน่าย ได้แก่ Acer , Apple, Compaq, Dell, IBM เป็นต้น
เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ จาแนกออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
1.แบบติดตั้งใช้งานอยู่กับที่บนโต๊ะทางาน (Desktop Computer)
2.แบบเคลื่อนย้ายได้(Portable Computer) สามารถพกพาติดตัว อาศัยพลังงานไฟฟ้าจาก
แบตเตอรี่จากภายนอก ส่วนใหญ่มักเรียกตามลักษณะของการใช้งาน ได้แก่
- แล็ปท็อป (Laptop Computer) หรือ โน๊ตบุ๊ค (Notebook Computer)
- ปาล์มท็อปคอมพิวเตอร์ (palmtopcomputer)
- แท็บเล็ต พีซี (Tablet personal computer)
- โมบายคอมพิวเตอร์ (Mobile computer) หรือ สมาร์ทโฟน (Smart Phone)
องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์
13.
การที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว จะยังไม่สามารถทางานได้ด้วยตัวเอง ซึ่งหากจะให้
คอมพิวเตอร์ทางานได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพแล้ว ระบบคอมพิวเตอร์ควรจะประกอบไป
ด้วยองค์ประกอบคือ บุคลากร (Peopleware) ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ซอฟต์แวร์ (Software) ข้อมูล
(Data)สารสนเทศ(Information) และกระบวนการทางาน ( Procedure )
1. ฮาร์ดแวร์ ( Hardware ) ฮาร์ดแวร์เป็นองค์ประกอบของตัวเครื่องที่สามารถจับต้องได้ได้แก่
วงจรไฟฟ้า ตัวเครื่อง จอภาพ เครื่องพิมพ์คีร์บอร์ด เป็นต้นซึ่งสามารถแบ่งส่วนพื้นฐานของฮาร์ดแวร์
เป็น 4 หน่วยสาคัญ คือ
1.1 หน่วยรับข้อมูลหรืออินพุต ( Input Unit)ทาหน้าที่รับข้อมูลและโปรแกรมเข้าเครื่อง ได้แก่
คีย์บอร์ดหรือแป้นพิมพ์เมาส์ เครื่องสแกน เครื่องรูดบัตร Digitizerเป็นต้น
1.2 ระบบประมวลผลกลางหรือซีพียู (CPU : Central Processing Unit) ทาหน้าที่ในการทางาน
ตามคาสั่งที่ปรากฏอยู่ในโปรแกรม ปัจจุบันซีพียูของเครื่องพีซี รู้จักในนามไมโครโปรเซสเซอร์
( Micro Processor) หรือ Chip
1.3 หน่วยเก็บข้อมูล ( Storage ) ซึ่งสามารถแยกตามหน้าที่ได้เป็น 2 ลักษณะ คือ
14.
1.3.1 หน่วยเก็บข้อมูลหลักหรือความจาหลัก ( Primary Storage หรือ Main Memory ) ทา
หน้าที่เก็บโปรแกรมหรือข้อมูลที่รับมาจากหน่วยรับข้อมูลเพื่อเตรียมส่งให้หน่วยประมวลผลกลางทา
การประมวลผล และรับผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลเพื่อส่งออกหน่วยแสดงข้อมูลต่อไปซึ่งอาจ
แยกได้เป็น 2 ประเภท คือ RAM ( Random Access Memory ) ที่สามารถอ่านและเขียนข้อมูลได้ใน
ขณะที่เปิดเครื่องอยู่แต่เมื่อปิดเครื่องข้อมูลใน RAM จะหายไป และ ROM ( Read Only Memory ) จะ
อ่านได้อย่างเดียว เช่น BIOS (Basic Input Output system) โปรแกรมฝังไว้ใช้ตอนสตาร์ตเครื่อง เพื่อ
เครื่องคอมพิวเตอร์เริ่มต้นทางาน เป็นต้น
1.3.2 หน่วยเก็บข้อมูลสารอง (Secondary Storage ) เป็นหน่วยที่ทาหน้าที่เก็บข้อมูล หรือ
โปรแกรมที่จะป้อนเข้าสู่หน่วยความจาหลักภายในเครื่องก่อนทาการประมวลผลโดยซีพียู รวมทั้งเป็น
ที่เก็บผลลัพธ์จากการประมวลผลด้วย ปัจจุบันรู้จักในนามฮาร์ดดิสก์ (Hard disk) หรือแผ่นฟร็อปปี
ดิสก์ (Floppy Disk) ซึ่งเมื่อปิดเครื่องข้อมูลจะยังคงเก็บอยู่
1.4 หน่วยแสดงข้อมูลหรือเอาต์พุต ( OutputUnit ) ทาหน้าที่ในการแสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการ
ประมวลผล ได้แก่ จอภาพ และเครื่องพิมพ์เป็นต้น ทั้ง 4 ส่วนจะเชื่อมต่อกันด้วยบัส ( Bus )
15.
2.ซอฟต์แวร์ ( Software )
ซอฟต์แวร์ คือโปรแกรมหรือชุดคาสั่ง ที่สั่งให้ฮาร์ดแวร์ทางาน รวมไปถึงการควบคุมการทางาน
ของอุปกรณ์แวดล้อมต่างๆ ซอฟต์แวร์ เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นจับต้องไม่ได้แต่รับรู้การทางานของมันได้
ซึ่งต่างกับ ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ที่สามารถจับต้องได้ ซึ่งแบ่งเป็น 2ประเภทคือ
2.1 ซอฟต์แวร์ระบบ ( System Software )คือโปรแกรม ที่ใช้ในการควบคุมระบบการ ทางานของ
เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมด การทางานหรือการประมวลผล ของซอฟต์แวร์เหล่านี้ ขึ้นกับเครื่อง
คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง ระบบของซอฟต์แวร์เหล่านี้ ออกแบบมาเพื่อการปฏิบัติควบคุม และมี
ความสามารถในการยืดหยุ่น การประมวลผลของเครื่องคอมพิวเตอร์ แบ่งออกเป็น 4 ประเภทคือ
2.1.1 โปรแกรมระบบปฏิบัติการ (OperatingSystem) เป็นโปรแกรมที่ใช้ควบคุม และติดต่อกับ
อุปกรณ์ต่าง ๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์
2.1.2 ตัวแปลภาษา (Translator) เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการแปลภาษาระดับสูง ซึ่ง เป็นภาษา
ใกล้เคียงภาษามนุษย์ให้เป็นภาษาเครื่องก่อนที่จะนาไปประมวลผล
2.1.3 ยูติลิตี้ โปรแกรม (Utility Program)คือซอฟต์แวร์เสริมช่วยให้เครื่องทางานมีประสิทธิภาพ
มากขึ้น
2.1.4 ติดตั้งและปรับปรุงระบบ(Diagonostic Program) เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการติดตั้งระบบ
เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถติดต่อและใช้งาน
2.2 ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software)
คือ ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมที่ทาให้คอมพิวเตอร์ทางานต่างๆ ตามที่ผู้ใช้ต้องการ ไม่ว่าจะด้าน
เอกสาร บัญชี การจัดเก็บข้อมูล เป็นต้น ซอฟต์แวร์ประยุกต์สามารถจาแนกได้เป็น 2ประเภท คือ
2.2.1 ซอฟต์แวร์สาหรับงานเฉพาะด้าน (Special Purpose Software) คือ โปรแกรมซึ่งเขียนขึ้น
เพื่อการทางานเฉพาะอย่างที่เราต้องการ บางที่เรียกว่า User’s Program
2.2.2 ซอฟต์แวร์สาหรับงานทั่วไป (General Purpose Software) เป็นโปรแกรมประยุกต์ที่มี
ผู้จัดทาไว้เพื่อใช้ในการทางานประเภทต่างๆ ทั่วไป โดยผู้ใช้คนอื่นๆ สามารถนาโปรแกรมนี้ไป
ประยุกต์ใช้กับข้อมูลของตนได้แต่จะไม่สามารถทาการดัดแปลง หรือแก้ไขโปรแกรมได้
16.
3.บุคลากร ( Peopleware )
บุคลากรจะเป็นสิ่งสาคัญที่จะเป็นตัวกาหนดถึงประสิทธิภาพถึงความสาเร็จและความคุ้มค่าในการ
ใช้งานคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถแบ่งบุคลากรตามหน้าที่เกี่ยวข้องตามลักษณะงานได้6 ด้าน ดังนี้
3.1 นักวิเคราะห์และออกแบบระบบ(Systems Analyst and Designer : SA ) ทาหน้าที่ศึกษาและ
รวบรวมความต้องการของผู้ใช้ระบบ และทาหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างผู้ใช้ระบบและนักเขียน
โปรแกรม (Programmer)หรือปรับปรุงคุณภาพงานเดิม
3.2 โปรแกรมเมอร์ ( Programmer ) คือบุคคลที่ทาหน้าที่เขียนซอฟต์แวร์ต่างๆ(Software )หรือ
เขียนโปรแกรมเพื่อสั่งงานให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทางานตามความต้องการของผู้ใช้
3.3 ผู้ใช้ ( User ) เป็นผู้ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะเป็นผู้ปฏิบัติหรือกาหนดความต้องการในการ
ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ว่าทางานอะไรได้บ้าง
3.4 ผู้ปฏิบัติการ (Operator ) สาหรับระบบขนาดใหญ่ เช่น เมนเฟรม จะต้องมีเจ้าหน้าที่
คอมพิวเตอร์ที่คอยปิดและเปิดเครื่อง และเฝ้าดูจอภาพเมื่อมีปัญหาซึ่งอาจเกิดขัดข้อง
3.5 ผู้บริหารฐานข้อมูล ( Database Administrator : DBA ) กลุ่มบุคคลที่ทาหน้าที่ดูแลข้อมูล
ผ่านระบบจัดการฐานข้อมูล ซึ่งจะควบคุมให้การทางานเป็นไปอย่างราบรื่น
3.6 ผู้จัดการระบบ (System Manager) คือ ผู้วางนโยบายการใช้คอมพิวเตอร์ให้เป็นไปตาม
เป้าหมายของหน่วยงาน เป็นผู้ที่มีความหมายต่อความสาเร็จหรือล้มเหลวของการนาระบบ
คอมพิวเตอร์เข้ามาใช้งานเป็นอย่างมาก
17.
4.ข้อมูลและสารสนเทศ
4.1 ข้อมูล (Data) หมายถึงข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วใช้ตัวเลขตัวอักษรหรือ
สัญลักษณ์ต่างๆทาความหมายแทนสิ่งเหล่านั้น
4.2 สารสนเทศ (Information) หมายถึงข้อสรุปต่างๆที่ได้จากการนาข้อมูลมาทาการวิเคราะห์
หรือผ่านวิธีการที่ได้กาหนดขึ้นทั้งนี้เพื่อนาข้อสรุปไปใช้งานหรืออ้างอิง
5. กระบวนการทางาน ( Procedure )
องค์ประกอบด้านนี้หมายถึงกระบวนการทางานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ ในการทางานกับ
คอมพิวเตอร์ผู้ใช้จาเป็นต้องทราบขั้นตอนการทางานเพื่อให้ได้งานที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ซึ่ง
อาจจะมีขั้นตอนสลับซับซ้อนหลายขั้นตอนดังนั้นจึงมีความจาเป็นต้องมีคู่มือปฏิบัติงาน เช่น คู่มือ
ผู้ใช้ ( user manual ) หรือคู่มือผู้ดูแลระบบ ( operation manual) เป็นต้น
18.
คอมพิวเตอร์ ม.4 ฮิอ่า

คอมพิวเตอร์ ม.4 ฮิอ่า

  • 1.
  • 3.
    นางสาวกฤษณา ยังเฟื่อง เลขที่11 ม.4/1 นางสาวธิดารัตน์ หุ่นสุวรรณ์ เลขที่ 14 ม.4/1 นางสาววนศร เยาวขันธ์ เลขที่ 16 ม.4/1 นางสาวสรวงกมล สุ่มประดิษฐ เลขที่ 17 ม.4/1 นางสาวชุติกาญจน์ เฉยกลาง เลขที่ 20 ม.4/1 นางสาวภัทรพร ช้างมาศ เลขที่ 25 ม.4/1 จัดทำโดย
  • 4.
    ชิ้นงานนี้จัดทาขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาคอมพิวเตอร์ รหัสวิชา ง30207 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่4เพื่อให้ได้ศึกษาหาความรู้ในเรื่อง กาเนิดคอมพิวเตอร์ องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์ และชนิดของคอมพิวเตอร์ และได้ศึกษาอย่างเข้าใจ เพื่อเป็นประโยชน์กับการเรียน คณะผู้จัดทาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเนื้อหาในชิ้นงานจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน หรือนักเรียน นักศึกษา ที่กาลังหาข้อมูลเรื่องนี้อยู่ หากมีข้อแนะนาหรือข้อผิดพลาด ประการใด ขอน้อมรับไว้และขออภัยมา ณ ที่นี้ คณะผู้จัดทา คำนำ
  • 5.
  • 6.
  • 7.
    ถ้าเรามองคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องคานวณ อุปกรณ์ที่มนุษย์รู้จักทาขึ้นเพื่อใช้ในการคานวณแทนการ นับนิ้วมือ นับไม้ติ้วนับเมล็ดละหุ่ง หรือสิ่งอื่นใดเท่าที่จะหาได้ตามที่มีการบันทึกไว้ในหลักฐานคือ เครื่องมือคานวณของชาวจีน ได้แก่ลูกคิด และเป็นเครื่องมือต้นแบบที่อมตะตามหลักการคิดคานวณ จนกลายเป็นเครื่องมือคานวณชนิดต่างๆในปัจจุบัน และตัวลูกคิดเองก็ยังคงถูกใช้งานมาตั้งแต่ 2600 ปี ก่อนคริสตกาล จนถึงปัจจุบัน ทางด้านซีกโลกตะวันตกได้มีการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องทุนแรงในการคิดคานวณด้วยเหมือนกัน นักคณิตศาสตร์ชาวสก็อตแลนด์ชื่อ John Napier ได้ประดิษฐ์อุปกรณ์ที่ใช้ช่วยในการคานวณขึ้นมา เรียกว่า Napier’s Bones เป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายกับตารางสูตรคูณในปัจจุบันต่อมาอีกประมาณ 14 ปี คือในปี พ.ศ.2173วิลเลียม ออตเทรต นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษได้ประดิษฐ์ไม้บรรทัด คานวณ (Slide Rule) ซึ่ง ต่อมากลายเป็นพื้นฐานของการสร้างคอมพิวเตอร์แบบอนาลอก 12 ปีต่อมา ประมาณ พ.ศ.2185 บุคคลผู้ที่ได้รับเกียรติให้เป็นชื่อของโปรแกรม คือ เบลส์ ปาสคาล (Blaise Pascal) นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสได้ประดิษฐ์เครื่องบวกลบขึ้น โดยใช้หลักการหมุนของ ฟันเฟือง และการทดเลขเมื่อฟันเฟืองหมุน ไปครบรอบ โดยแสดงตัวเลขจาก 0-9 ออกที่หน้าปัด 2.
  • 8.
    3. การพัฒนายังคงดาเนินต่อมา ในปี พ.ศ.2214กอตฟริต วิลเฮล์ม ไลบ์นิซ ( Gottfried Wilhelm Leibniz) นักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมัน ได้ปรับปรุงเครื่องคิดเลขปาสคาล ให้ทางานได้ดีกว่าเดิม และ เขายังค้นพบเลขฐานสอง (Binary number) ซึ่งเป็นการค้นพบที่ก่อให้เกิดการพัฒนาระบบดิจิตอลใน ปัจจุบัน ในเวลาเดียวกันทางด้านอุปกรณ์ป้อนและบันทึกข้อมูลก็พัฒนาควบคู่กันมา ในปี พ.ศ. 2288 โจเซฟ แมรี่ แจคคาร์ด ( Joseph Marie Jacquard) เป็นชาวฝรั่งเศสได้คิด เครื่องทอผ้า โดยใช้คาสั่งจาก บัตรเจาะรูควบคุมการทดผ้าให้มีสีและลวดลายต่าง ๆ ชาร์ล แบบเบจ ( Charles Babbage) นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษได้ประดิษฐ์เครื่องมือที่เรียกว่า เครื่องหาผลต่าง ( Difference Engine)เพื่อใช้คานวณและพิมพ์ค่าทางตรีโกณมิติและฟังก์ชันทาง คณิตศาสตร์ แบบเบจได้พยายามสร้าง เครื่องคานวณอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า Analytical Engine โดยมี แนวคิดให้แบ่งการทางานของเครื่องออกเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนเก็บข้อมูล (Store unit), ส่วนควบคุม (Control unit) และส่วนคานวณ (Arithmetic unit) ซึ่งแนวคิดนี้ได้รับการนามาใช้เป็นต้นแบบของ เครื่องคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน จึงได้รับการยกย่องว่า แบบเบจ เป็นบิดาแห่งเครื่องคอมพิวเตอร์ในยุค แรกเริ่ม
  • 9.
    4. เลดี้ เอดา ออคุสตาเลฟเลค ( Lady Ada Augusta Lovelace) เป็นนักคณิตศาสตร์ที่เข้าใจผลงานของ แบบเบจได้เขียนวิธีการใช้เครื่องคานวณของแบบเบจเพื่อแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์เล่มหนึ่ง ต่อมา เลดี้ เอดา ออคุสตา เลฟเลค จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นโปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก พ.ศ.2393 ซีกโลกตะวันตก โดยนาย ยอร์จ บูล ( George Boole) นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้คิด ระบบ พีชคณิตระบบใหม่เรียกว่า BooleanAlgebra โดยใช้อธิบายหลักเหตุผลทางตรรกวิทยาโดยใช้ สภาวะเพียงสองอย่างคือ True (On) และ False (Off) ร่วมกับเครื่องหมายในทางตรรกะพื้นฐาน ได้แก่ NOT AND และ OR ต่อมาระบบเลขฐานสอง และ Boolean Algebra ก็ได้ถูกนามาดัดแปลงให้เข้ากับ วงจรไฟฟ้า ซึ่งมีสภาวะ 2 แบบ คือ เปิด , ปิด จึงนับเป็นรากฐานของการออกแบบวงจรในระบบ คอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน (Digital Computer) ช่วงที่สงครามโลกครั้งที่สอง กาลังก่อตัวในยุโรป กองทหารเยอรมันกาลังเดินทัพเข้าสู่ออสเตรีย ราวปี พ.ศ. 2480 ดร.จอห์น วินเซนต์อตานาซอฟ ( Dr.JobnVincent Atansoff) และ คลิฟฟอร์ด แบรี่ ( Clifford Berry) ได้ประดิษฐ์เครื่อง ABC ( Atanasoff-Berry) ขึ้น โดยได้นาหลอดสุญญากาศมาใช้งาน ABC ถือเป็นเครื่องคานวณเครื่องแรกที่เป็นเครื่องอิเล็กทรอนิกส์
  • 10.
    5. พ.ศ.2487 ศาสตราจารย์โอเวิร์ด ไอด์เคน(Howard Aiken) แห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ร่วมกับ วิศวกรของบริษัทไอบีเอ็มได้สร้างเครื่อง MARK I เป็นผลสาเร็จ แต่อย่างไรก็ตามเครื่อง MARK I นี้ ยังไม่ใช่คอมพิวเตอร์ที่แท้จริงแต่เป็นเครื่องคิดเลขไฟฟ้าขนาดใหญ่เท่านั้น พ.ศ.2485-2495 มหาวิทยาลัยเพนซิลเลเนียได้สร้างเครื่อง ENIAC(Electronic NumericalIntegrator And Calculator) นับได้ว่าเป็นเครื่องคานวณอิเล็กทรอนิกส์เครื่องแรกของโลกที่ใช้หลอดสุญญากาศ และควบคุมการทางานโดยวิธีเจาะชุดคาสั่งลงในบัตรเจาะรู พ.ศ.2492 ดร.จอห์น ฟอน นิวแมนน์ (Dr.John Von Neumann ) ได้สร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ สามารถเก็บคาสั่งการปฏิบัติงานทั้งหมดไว้ภายในเครื่อง ชื่อว่า EDVAC นับเป็นคอมพิวเตอร์เครี่อง แรกที่สามารถเก็บโปรแกรม ไว้ในเครื่องได้ พ.ศ.2496-2497 บริษัทไอบีเอ็มได้สร้างคอมพิวเตอร์ชื่อ IBM 701 และ IBM 650 โดยใช้หลอด สุญญากาศเป็นวัสดุสร้าง ต่อมาเกิดมีการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นสารกึ่งตัวนาขึ้นที่ห้องปฏิบัติการของ บริษัท BellTelephone ได้เกิดทรานซิสเตอร์ตัวแรกขึ้น ต่อมาทรานซิสเตอร์ได้ถูกนาไปแทนหลอด สูญญากาศ จึงทาให้ขนาดของคอมพิวเตอร์เล็กลงและเกิดความร้อนน้อยลง
  • 11.
    6. พ.ศ.2508 วงจรคอมพิวเตอร์มีการเปลี่ยนแปลงอีกมากเมื่อมีวงจรรวม (IntegratedCircuit: IC) เกิดขึ้น ซึ่งไอบีเอ็มนี้ได้ถูกนาไปแทนที่ทรานซิสเตอร์ ในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ของระบบคอมพิวเตอร์ อีกครั้ง ซึ่งผลก็คือทาให้คอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลง พ.ศ.2514 ] บริษัท Intel ได้ใช้เทคโนโลยีของการผลิตวงจรรวมแบบ ( Large Scale Integrated Circuit :LSI ) ทาการรวมเอาวงจรที่ใช้เป็นหน่วยประมวลผลกลาง ( CPU) ของคอมพิวเตอร์มาบรรจุ อยู่ในแผ่นไอซีเพียงตัวเดียวซึ่งไอซีนี้เรียกว่าไมโครโปรเซสเซอร์ (Microprocessor)
  • 12.
  • 13.
    1. ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ (SuperComputer) เป็นเครื่องประมวลผลข้อมูลที่มีความสามารถ ใน การประมวลผลสูงที่สุด โดยทั่วไปสร้างขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่องานด้านวิทยาศาสตร์ที่ต้องการ การประมวลผลซับซ้อน และต้องการความเร็วสูง เช่น งานวิจัยขีปนาวุธ งานโครงการอวกาศสหรัฐ (NASA) งานสื่อสารดาวเทียม หรืองานพยากรณ์อากาศ เป็นต้น ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ทางานได้เร็ว และมีประสิทธิภาพสูงกว่าคอมพิวเตอร์ชนิดอื่น การที่ซูเปอร์ คอมพิวเตอร์ทางานได้เร็วเพราะมีการพัฒนาให้มีโครงสร้างการคานวณพิเศษ เช่น การคานวณแบบ ขนานที่เรียกว่า เอ็มพีพี (Massively Parallel Processing : MPP) ซึ่งเป็นการคานวณที่กระทากับข้อมูล หลาย ๆ ตัวในเวลาเดียวกัน 8.
  • 14.
    2. เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (MainframeComputer) เป็นเครื่องประมวลผลข้อมูลที่มีส่วนความจา และความเร็วน้อยกว่าซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ สามารถทางานในระบบเครือข่าย(Network) ได้เป็นอย่าง ดี โดยสามารถเชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์ที่เรียกว่า เครื่องปลายทาง (Terminal) จานวนมากได้สามารถ ทางานได้พร้อมกันหลายงาน (Multi Tasking) และใช้งานได้พร้อมกันหลายคน (Multi User) ปกติ เครื่องชนิดนี้นิยมใช้ในธุรกิจขนาดใหญ่ มีราคาตั้งแต่สิบล้านบาทไปจนถึงหลายร้อยล้านบาท ตัวอย่าง ของเครื่องเมนเฟรมที่ใช้กันแพร่หลายก็ คือ คอมพิวเตอร์ของธนาคารที่เชื่อมต่อไปยังตู้ATM และ สาขาของธนาคารทั่วประเทศนั่นเอง 9.
  • 15.
    10. 3. มินิคอมพิวเตอร์ (MiniComputer) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพรองจาก เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ มินิคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่สาคัญในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของ องค์การ ที่เรียกว่า เครื่องให้บริการ (server) ผู้ใช้หลายคนสามารถเข้าใช้งาน (Access) ได้พร้อมกัน ผ่านเครื่อง Terminal มีหน้าที่ให้บริการกับผู้ใช้บริการ (client) เช่นให้บริการแฟ้มข้อมูล ให้บริการ ข้อมูล ให้บริการช่วยในการคานวณ และการสื่อสาร มีการทางานร่วมกับอุปกรณ์ประกอบรอบข้างที่ มีความเร็วสูงได้มีการใช้แผ่นจานแม่เหล็กความจุสูงชนิดแข็ง (Harddisk) ในการเก็บรักษาข้อมูล สามารถอ่านเขียนข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว หน่วยงานและบริษัทที่ใช้คอมพิวเตอร์ขนาดนี้ ได้แก่ กรม กอง มหาวิทยาลัย ห้างสรรพสินค้า โรงแรม โรงพยาบาล และโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ปัจจุบัน มีการใช้มินิคอมพิวเตอร์กันน้อยลง เนื่องจากถูกแทนที่ด้วยคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) ที่ มีความเร็วและมีประสิทธิภาพสูง
  • 16.
    11. 4.ไมโครคอมพิวเตอร์ (Micro Computer)เป็นเครื่องประมวลผลข้อมูลขนาดเล็ก มีส่วนของ หน่วยความจาและความเร็วในการประมวลผลน้อยที่สุด สามารถใช้งานได้ด้วยคนเดียว จึงมักถูก เรียกว่า คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer : PC) ปัจจุบัน ไมโครคอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพสูงกว่าในสมัยก่อนมาก อาจเท่ากับหรือมากกว่าเครื่อง เมนเฟรมในยุคก่อน นอกจากนั้นยังราคาถูกลงมาก ดังนั้นจึงเป็นที่นิยมใช้มาก ทั้งตามหน่วยงานและ บริษัทห้างร้าน ตลอดจนตามโรงเรียน สถานศึกษา และบ้านเรือน บริษัทที่ผลิตไมโครคอมพิวเตอร์ ออกจาหน่าย ได้แก่ Acer , Apple, Compaq, Dell, IBM เป็นต้น เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ จาแนกออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ 1.แบบติดตั้งใช้งานอยู่กับที่บนโต๊ะทางาน (Desktop Computer) 2.แบบเคลื่อนย้ายได้(Portable Computer) สามารถพกพาติดตัว อาศัยพลังงานไฟฟ้าจาก แบตเตอรี่จากภายนอก ส่วนใหญ่มักเรียกตามลักษณะของการใช้งาน ได้แก่ - แล็ปท็อป (Laptop Computer) หรือ โน๊ตบุ๊ค (Notebook Computer) - ปาล์มท็อปคอมพิวเตอร์ (palmtopcomputer) - แท็บเล็ต พีซี (Tablet personal computer) - โมบายคอมพิวเตอร์ (Mobile computer) หรือ สมาร์ทโฟน (Smart Phone)
  • 17.
  • 18.
    13. การที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว จะยังไม่สามารถทางานได้ด้วยตัวเอง ซึ่งหากจะให้ คอมพิวเตอร์ทางานได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพแล้วระบบคอมพิวเตอร์ควรจะประกอบไป ด้วยองค์ประกอบคือ บุคลากร (Peopleware) ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ซอฟต์แวร์ (Software) ข้อมูล (Data)สารสนเทศ(Information) และกระบวนการทางาน ( Procedure ) 1. ฮาร์ดแวร์ ( Hardware ) ฮาร์ดแวร์เป็นองค์ประกอบของตัวเครื่องที่สามารถจับต้องได้ได้แก่ วงจรไฟฟ้า ตัวเครื่อง จอภาพ เครื่องพิมพ์คีร์บอร์ด เป็นต้นซึ่งสามารถแบ่งส่วนพื้นฐานของฮาร์ดแวร์ เป็น 4 หน่วยสาคัญ คือ 1.1 หน่วยรับข้อมูลหรืออินพุต ( Input Unit)ทาหน้าที่รับข้อมูลและโปรแกรมเข้าเครื่อง ได้แก่ คีย์บอร์ดหรือแป้นพิมพ์เมาส์ เครื่องสแกน เครื่องรูดบัตร Digitizerเป็นต้น 1.2 ระบบประมวลผลกลางหรือซีพียู (CPU : Central Processing Unit) ทาหน้าที่ในการทางาน ตามคาสั่งที่ปรากฏอยู่ในโปรแกรม ปัจจุบันซีพียูของเครื่องพีซี รู้จักในนามไมโครโปรเซสเซอร์ ( Micro Processor) หรือ Chip 1.3 หน่วยเก็บข้อมูล ( Storage ) ซึ่งสามารถแยกตามหน้าที่ได้เป็น 2 ลักษณะ คือ
  • 19.
    14. 1.3.1 หน่วยเก็บข้อมูลหลักหรือความจาหลัก (Primary Storage หรือ Main Memory ) ทา หน้าที่เก็บโปรแกรมหรือข้อมูลที่รับมาจากหน่วยรับข้อมูลเพื่อเตรียมส่งให้หน่วยประมวลผลกลางทา การประมวลผล และรับผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลเพื่อส่งออกหน่วยแสดงข้อมูลต่อไปซึ่งอาจ แยกได้เป็น 2 ประเภท คือ RAM ( Random Access Memory ) ที่สามารถอ่านและเขียนข้อมูลได้ใน ขณะที่เปิดเครื่องอยู่แต่เมื่อปิดเครื่องข้อมูลใน RAM จะหายไป และ ROM ( Read Only Memory ) จะ อ่านได้อย่างเดียว เช่น BIOS (Basic Input Output system) โปรแกรมฝังไว้ใช้ตอนสตาร์ตเครื่อง เพื่อ เครื่องคอมพิวเตอร์เริ่มต้นทางาน เป็นต้น 1.3.2 หน่วยเก็บข้อมูลสารอง (Secondary Storage ) เป็นหน่วยที่ทาหน้าที่เก็บข้อมูล หรือ โปรแกรมที่จะป้อนเข้าสู่หน่วยความจาหลักภายในเครื่องก่อนทาการประมวลผลโดยซีพียู รวมทั้งเป็น ที่เก็บผลลัพธ์จากการประมวลผลด้วย ปัจจุบันรู้จักในนามฮาร์ดดิสก์ (Hard disk) หรือแผ่นฟร็อปปี ดิสก์ (Floppy Disk) ซึ่งเมื่อปิดเครื่องข้อมูลจะยังคงเก็บอยู่ 1.4 หน่วยแสดงข้อมูลหรือเอาต์พุต ( OutputUnit ) ทาหน้าที่ในการแสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการ ประมวลผล ได้แก่ จอภาพ และเครื่องพิมพ์เป็นต้น ทั้ง 4 ส่วนจะเชื่อมต่อกันด้วยบัส ( Bus )
  • 20.
    15. 2.ซอฟต์แวร์ ( Software) ซอฟต์แวร์ คือโปรแกรมหรือชุดคาสั่ง ที่สั่งให้ฮาร์ดแวร์ทางาน รวมไปถึงการควบคุมการทางาน ของอุปกรณ์แวดล้อมต่างๆ ซอฟต์แวร์ เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นจับต้องไม่ได้แต่รับรู้การทางานของมันได้ ซึ่งต่างกับ ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ที่สามารถจับต้องได้ ซึ่งแบ่งเป็น 2ประเภทคือ 2.1 ซอฟต์แวร์ระบบ ( System Software )คือโปรแกรม ที่ใช้ในการควบคุมระบบการ ทางานของ เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมด การทางานหรือการประมวลผล ของซอฟต์แวร์เหล่านี้ ขึ้นกับเครื่อง คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง ระบบของซอฟต์แวร์เหล่านี้ ออกแบบมาเพื่อการปฏิบัติควบคุม และมี ความสามารถในการยืดหยุ่น การประมวลผลของเครื่องคอมพิวเตอร์ แบ่งออกเป็น 4 ประเภทคือ 2.1.1 โปรแกรมระบบปฏิบัติการ (OperatingSystem) เป็นโปรแกรมที่ใช้ควบคุม และติดต่อกับ อุปกรณ์ต่าง ๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ 2.1.2 ตัวแปลภาษา (Translator) เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการแปลภาษาระดับสูง ซึ่ง เป็นภาษา ใกล้เคียงภาษามนุษย์ให้เป็นภาษาเครื่องก่อนที่จะนาไปประมวลผล 2.1.3 ยูติลิตี้ โปรแกรม (Utility Program)คือซอฟต์แวร์เสริมช่วยให้เครื่องทางานมีประสิทธิภาพ มากขึ้น 2.1.4 ติดตั้งและปรับปรุงระบบ(Diagonostic Program) เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการติดตั้งระบบ เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถติดต่อและใช้งาน
  • 21.
    2.2 ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (ApplicationSoftware) คือ ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมที่ทาให้คอมพิวเตอร์ทางานต่างๆ ตามที่ผู้ใช้ต้องการ ไม่ว่าจะด้าน เอกสาร บัญชี การจัดเก็บข้อมูล เป็นต้น ซอฟต์แวร์ประยุกต์สามารถจาแนกได้เป็น 2ประเภท คือ 2.2.1 ซอฟต์แวร์สาหรับงานเฉพาะด้าน (Special Purpose Software) คือ โปรแกรมซึ่งเขียนขึ้น เพื่อการทางานเฉพาะอย่างที่เราต้องการ บางที่เรียกว่า User’s Program 2.2.2 ซอฟต์แวร์สาหรับงานทั่วไป (General Purpose Software) เป็นโปรแกรมประยุกต์ที่มี ผู้จัดทาไว้เพื่อใช้ในการทางานประเภทต่างๆ ทั่วไป โดยผู้ใช้คนอื่นๆ สามารถนาโปรแกรมนี้ไป ประยุกต์ใช้กับข้อมูลของตนได้แต่จะไม่สามารถทาการดัดแปลง หรือแก้ไขโปรแกรมได้ 16.
  • 22.
    3.บุคลากร ( Peopleware) บุคลากรจะเป็นสิ่งสาคัญที่จะเป็นตัวกาหนดถึงประสิทธิภาพถึงความสาเร็จและความคุ้มค่าในการ ใช้งานคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถแบ่งบุคลากรตามหน้าที่เกี่ยวข้องตามลักษณะงานได้6 ด้าน ดังนี้ 3.1 นักวิเคราะห์และออกแบบระบบ(Systems Analyst and Designer : SA ) ทาหน้าที่ศึกษาและ รวบรวมความต้องการของผู้ใช้ระบบ และทาหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างผู้ใช้ระบบและนักเขียน โปรแกรม (Programmer)หรือปรับปรุงคุณภาพงานเดิม 3.2 โปรแกรมเมอร์ ( Programmer ) คือบุคคลที่ทาหน้าที่เขียนซอฟต์แวร์ต่างๆ(Software )หรือ เขียนโปรแกรมเพื่อสั่งงานให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทางานตามความต้องการของผู้ใช้ 3.3 ผู้ใช้ ( User ) เป็นผู้ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะเป็นผู้ปฏิบัติหรือกาหนดความต้องการในการ ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ว่าทางานอะไรได้บ้าง 3.4 ผู้ปฏิบัติการ (Operator ) สาหรับระบบขนาดใหญ่ เช่น เมนเฟรม จะต้องมีเจ้าหน้าที่ คอมพิวเตอร์ที่คอยปิดและเปิดเครื่อง และเฝ้าดูจอภาพเมื่อมีปัญหาซึ่งอาจเกิดขัดข้อง 3.5 ผู้บริหารฐานข้อมูล ( Database Administrator : DBA ) กลุ่มบุคคลที่ทาหน้าที่ดูแลข้อมูล ผ่านระบบจัดการฐานข้อมูล ซึ่งจะควบคุมให้การทางานเป็นไปอย่างราบรื่น 3.6 ผู้จัดการระบบ (System Manager) คือ ผู้วางนโยบายการใช้คอมพิวเตอร์ให้เป็นไปตาม เป้าหมายของหน่วยงาน เป็นผู้ที่มีความหมายต่อความสาเร็จหรือล้มเหลวของการนาระบบ คอมพิวเตอร์เข้ามาใช้งานเป็นอย่างมาก 17.
  • 23.
    4.ข้อมูลและสารสนเทศ 4.1 ข้อมูล (Data)หมายถึงข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วใช้ตัวเลขตัวอักษรหรือ สัญลักษณ์ต่างๆทาความหมายแทนสิ่งเหล่านั้น 4.2 สารสนเทศ (Information) หมายถึงข้อสรุปต่างๆที่ได้จากการนาข้อมูลมาทาการวิเคราะห์ หรือผ่านวิธีการที่ได้กาหนดขึ้นทั้งนี้เพื่อนาข้อสรุปไปใช้งานหรืออ้างอิง 5. กระบวนการทางาน ( Procedure ) องค์ประกอบด้านนี้หมายถึงกระบวนการทางานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ ในการทางานกับ คอมพิวเตอร์ผู้ใช้จาเป็นต้องทราบขั้นตอนการทางานเพื่อให้ได้งานที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ซึ่ง อาจจะมีขั้นตอนสลับซับซ้อนหลายขั้นตอนดังนั้นจึงมีความจาเป็นต้องมีคู่มือปฏิบัติงาน เช่น คู่มือ ผู้ใช้ ( user manual ) หรือคู่มือผู้ดูแลระบบ ( operation manual) เป็นต้น 18.