คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) หมายถึง สื่อการเรียนการ
สอนทางคอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่ ง ซึ่งใช้ความสามารถของ
คอมพิวเตอร์ในการนาเสนอสื่ อประสมอันได้แก่ ข้อความ
ภาพนิ่ง กราฟิก แผนภูมิ กราฟ วีดีทัศน์ ภาพเคลื่อนไหว และ
เสียง เพื่อถ่ายทอดเนื้อหาบทเรียน หรือองค์ความรู้ในลักษณะที่
ใกล้เคียงกับการสอนจริงในห้องเรียนมากที่สุด
โดยมีเป้ าหมายที่สาคัญก็คือ สามารถดึงดูดความสนใจ
ของผู้เรียน และกระตุ้นให้เกิดความต้องการที่ จะเรียนรู้
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นตัวอย่างที่ดีของสื่อการศึกษาในลักษณะ
ตัวต่อตัว ซึ่งผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ จากการมีปฏิสัมพันธ์
ห รื อ ก า ร โ ต้ ต อ บ พ ร้ อ ม ทั้ง ก า ร ไ ด้ รั บ ผ ล ป้ อ น ก ลับ
(FEEDBACK) นอกจากนี้ยังเป็นสื่อ ที่สามารถตอบสนองความ
แตกต่างระหว่างผู้เรียนได้เป็นอย่างดี รวมทั้งสามารถที่จะประเมิน
และตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียนได้ตลอดเวลา
4 ประการ ได้แก่
1. สารสนเทศ (Information)
2. ความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individualization)
3. การโต้ตอบ (Interaction)
4. การให้ผลป้ อนกลับโดยทันที (Immediate Feedback)
หมายถึง เนื้อหาสาระที่ได้รับการเรียบเรียง ทาให้ผู้เรียนเกิด
การเรียนรู้ หรือได้รับทักษะอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่ผู้สร้างได้กาหนด
วัตถุประสงค์ไว้ การนาเสนออาจเป็นไปในลักษณะทางตรง หรือ
ทางอ้อมก็ได้ทางตรงได้แก่ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทติวเตอร์ เช่น
การอ่าน จา ทาความเข้าใจ ฝึกฝน ตัวอย่าง การนาเสนอในทางอ้อม
ได้แก่ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทเกมและการจาลอง
การตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล คือลักษณะสาคัญ
ของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน บุคคลแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน
ทางการเรียนรู้ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นสื่อประเภทหนึ่งจึงต้องได้รับ
การออกแบบให้มีลักษณะที่ตอบสนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคล
ให้มากที่สุด
คือการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้เรียนกับคอมพิวเตอร์
ช่วยสอนการเรียน การสอนรูปแบบที่ดีที่สุดก็คือเปิดโอกาสให้
ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้สอนได้มากที่สุด
ผลป้ อนกลับหรือการให้คาตอบนี้ถือเป็นการ เสริมแรงอย่าง
หนึ่ ง การให้ผลป้ อนกลับแก่ผู้เรียนในทันทีหมายรวมไปถึงการที่
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่สมบูรณ์จะต้องมีการ ทดสอบหรือประเมิน
ความเข้าใจของผู้เรียนในเนื้อหาหรือทักษะต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ที่
กาหนดไว้
1 . ป ร ะ เ ภ ท ก า ร ส อ น ( Tutorial) เ ป็ น แ บ บ ผู้ช่ว ย
สอน คอมพิวเตอร์จะทาหน้าที่สอน โดยเสนอเนื้อหาให้ผู้เรียนได้
ศึกษา ต่อจากนั้นจะมีการตั้งคาถามให้ผู้เรียนตอบ หากตอบไม่ได้ก็
จะได้รับคาแนะนาเนื้อหานั้นใหม่ และให้ตอบคาถามใหม่จนกว่าจะ
เข้าใจ โปรแกรมจะเสนอบทเรียนใหม่และเน้นให้ผู้เรียนเกิดความรู้
ความเข้าใจ ซึ่งคาตอบอาจตอบได้หลายวิธี เป็นประเภท CAI ที่นิยม
ใช้กันมากที่สุด
2. ประเภทฝึกหัดและปฏิบัติ (Drill and Practice) เป็นการให้
ผู้เรียนได้ทาแบบฝึกหัดหลังจากที่ได้เรียนเนื้อหานั้น ๆ แล้ว หรือมีการ
ฝึกซ้า ๆ เพื่อให้เกิดทักษะหรือเป็นการแก้ปัญหาแบบท่องจา เช่นการ
ฝึ ก ท่ อ ง จ า ค า ศั พ ท์ ฝึ ก บ ว ก ล บ คู ณ ห า ร เ ป็ น
ต้น
3.ประเภทสถานการณ์จาลอง (Simulation) CAI แบบนี้
ออกแบบเพื่อสอนเนื้อหาใหม่และทบทวนหรือเสริมในสิ่งที่ได้เรียนหรือ
ทดลองไปแล้ว โดยใช้สถานการณ์จาลองเป็นการเลียนแบบหรือ
จาลองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามความจริง หรือตามธรรมชาติ
4. ประเภทเกม (Game) เป็นการเรียนรู้จากการเล่น อาจจะ
เป็นประเภทให้แข่งขันเพื่อไปสู่ชัยชนะ หรือเป็นประเภทเกมความ
ร่วมมือ คือ เล่นเป็นทีมเพื่อฝึกการทางานเป็นทีม อาจใช้เกมในการ
สอนคาศัพท์ เกมการคิดคานวณ หรือเกมจับผิด เป็นต้น
5. ประเภทการทดลอง (Tests) เพื่อทดสอบผู้เรียนโดยตรง
หลังจากที่ได้เรียนเนื้อหาหรือฝึกปฏิบัติได้แล้ว โดยผู้เรียนจะทา
แบบทดสอบผ่านคอมพิวเตอร์ ซึ่งเมื่อคอมพิวเตอร์รับคาตอบแล้ว
ก็จะบันทึกผล ประมวลผลตรวจให้คะแนน และเสนอผลให้ผู้เรียน
ทราบทันทีที่ทาข้อสอบเสร็จ
1. ทาให้ผู้เรียนเรียนได้ในอัตราความเร็วของตนเอง เนื่ องจาก
คอมพิวเตอร์ในฐานะเป็นสื่อ การเรียนการสอนของการเรียนเป็น
รายบุคคลที่ดีสามารถจัดกระบวนการเรียนการสอนตาม
ความสามารถ ของแต่ละบุคคลที่จะเรียนตามอัตราความเร็วของแต่ละ
คน โดยที่ผู้เรียนไม่ต้องรอหรือเร่งการตอบสนอง ( respond )และไม่
ต้องรอข้อมูลย้อนกลับ (feed back) จากครู เพราะคอมพิวเตอร์
สามารถให้ข้อมูลกลับ แก่ผู้เรียนทุกคนในเวลาเดียวกันโดยใช้ระบบการ
เจียดเวลา (Time Sharing)
2. ผู้เรียนจะเรียนที่ไหนเมื่อใดก็ได้ ด้วยความก้าวหน้าของ
ระบบการสื่อสารทาให้ผู้เรียนสามารถ ใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อถ่ายทอด
ความรู้กับผู้อื่น หรือศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองจากโปรแกรมที่กาหนดไว้
ได้ทุกเวลาที่ต้องการจะเรียนในทุก ๆ แห่ง
3. ผู้เรียนสามารถเรียนได้จากสื่อประสม (Multi media) จาก
ระบบคอมพิวเตอร์ เนื่องจาก ระบบไมโครคอมพิวเตอร์ช่วยการเรียน
การสอนในปัจจุบันได้รับการพัฒนาจนสามารถที่จะแสดง
ภาพ ลายเส้นที่เคลื่อนไหวและการเสนอบทเรียนเป็นภาษาไทย
การต่อวงจรระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมสื่ ออื่น ให้เสนอบทเรียน
ในเวลาที่เหมาะสมกับการตอบสนองของผู้เรียน จะทาให้ประสิทธิภาพ
การเรียนการสอนดีขึ้นมาก
4. ผู้เรียนสามารถทราบผลการเรียนของตนเองในการปฏิบัติ
กิจกรรมรวดเร็วกว่าสื่ออื่น ๆ เนื่อง จากคอมพิวเตอร์มีลักษณะเด่น คือ
การเก็บข้อมูลซ่อนคาตอบของกิจกรรมไว้ในหน่วยความจา
หรือ แผ่นดิสก์ได้ครั้งละมาก ๆ เมื่อผู้เรียนได้ปฏิบัติกิจกรรมแต่ละ
กิจกรรมแล้วระบบคอมพิวเตอร์ สามารถบอกคาตอบหรือผลเฉลี่ยของ
กิจกรรมที่ถูกต้องได้ทันที
1. ขาดบทเรียนสาเร็จรูปที่ใช้กับระบบคอมพิวเตอร์ช่วยการ
เรียนการสอน ถึงแม้ว่าจะมีการพัฒนา บทเรียนสาเร็จรูปเพื่อใช้กับ
คอมพิวเตอร์ในต่างประเทศเกี่ยวกับการสอนวิชาต่าง ๆ แต่วิชาเหล่านี้
ไม่ได้จัดกระบวนการเรียนการสอนตามหลักสูตรของประเทศไทย ทาให้
ไม่สามารถนามาใช้ได้โดยตรง จาเป็นต้องมีการนามาพัฒนาหรือ
ปรับปรุงให้เหมาะสมกับหลักสูตรของประเทศไทย และเป็นภาษาไทยให้
ผู้ เ รี ย น ส า ม า ร ถ เ ข้ า ใ จ บ ท เ รี ย น ไ ด้ อ ย่ า ง
มีประสิทธิภาพ
2. ขาดบุคลากรที่มีความรู้ทางด้านการออกแบบระบบ
คอมพิวเตอร์ช่วยการเรียนการสอนให้เหมาะ สมกับระบบการเรียนการ
สอน แต่ละท้องถิ่นของประเทศไทย ซึ่งมีความแตกต่างทางด้านสังคม
เศรษฐกิจ และสิ่ งอานวยความสะดวกต่าง ๆ ผู้มีความรู้ด้าน
คอมพิวเตอร์อย่างดีขาดความรู้ด้านการจัดระบบการศึกษา และ
ฝึกอบรมบุคลากรในสาขาวิชาชีพอื่น ๆ และผู้ที่มีความรู้ในด้าน
การจัดระบบการศึกษา

2.cai