ใบความรูที่ 3
          รายวิชา ง31201 เทคโนโลยีสารสนเทศ 1 (ชวงชั้นที่ 4) ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4
                            เรื่องหลักการพื้นฐานของคอมพิวเตอร

ผลการเรียนรูที่คาดหวัง
1. นักเรียนสามารถชี้แจงความหมายและการคุณลักษณะของคอมพิวเตอรได
2. นักเรียนสามารถบอกสวนประกอบของคอมพิวเตอรได
3. นักเรียนสามารถบอกหลักการทํางานคอมพิวเตอรได
4. นักเรียนสามารถบอกประเภทของภาษาคอมพิวเตอรได
5. นักเรียนสามารถบอกหลักการพัฒนาโปรแกรมและเลือกใชภาษาโปรแกรมได


                                      คอมพิวเตอรคืออะไร

    คอมพิวเตอรมาจากภาษาละตินวา Computare ซึ่งหมายถึง การนับ หรือ การคํานวณ พจนานุกรม ฉบับ
     ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ใหความหมายของ
     คอมพิวเตอรไววา "เครื่องอิเล็กทรอนิกสแบบอัตโนมัติ ทํา
     หนาที่เหมือนสมองกล ใชสําหรับแกปญหาตางๆ ที่งายและ
     ซับซอนโดยวิธีทางคณิตศาสตร"
    คอมพิวเตอรจึงเปนเครื่องจักรอิเล็กทรอนิกสที่ถูกสรางขึ้น
     เพื่อใชทํางานแทนมนุษย ในดานการคิดคํานวณและสามารถ
     จําขอมูล ทั้งตัวเลขและตัวอักษรไดเพื่อการเรียกใชงานใน
     ครั้งตอไป นอกจากนี้ ยังสามารถจัดการกับสัญลักษณได
     ดวยความเร็วสูง โดยปฏิบัติตามขั้นตอนของโปรแกรม คอมพิวเตอรยังมีความสามารถในดานตางๆ อีกมาก
     อาทิเชน การเปรียบเทียบทางตรรกศาสตร การรับสงขอมูล การจัดเก็บขอมูลในตัวเครื่องและสามารถ
     ประมวลผลจากขอมูลตางๆ ได




ใบความรูรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ง 31201 โดยครูนอมจิตร เฉลยไกร                          หนา 1
หลักการทํางานของคอมพิวเตอร
       คอมพิวเตอรเปนเครื่องมือชวยในการทํางานไดรวดเร็ว สะดวกและแมนยํา การใชประโยชนจาก
คอมพิวเตอรใหไดผลเต็มที่จึงจําเปนตองเรียนรูวิธีการทํางานตลอดจนลักษณะตาง ๆ ของคอมพิวเตอรใหครบถวน




         การทํางานของคอมพิวเตอร มีขั้นตอนสําคัญ 4 ขั้นตอน คือ
         ขั้นตอนที่ 1 การรับขอมูลและคําสั่ง คอมพิวเตอรรับขอมูลและคําสั่งผานอุปกรณนําเขาคือ เมาส
คียบอรด สแกนเนอร ฯลฯ
                               ขั้นตอนที่ 2 การประมวลผลหรือคิดคํานวณ หรือ CPU (Central Processing
                      Unit) เรียกสั้นๆ วา ชิป (Chip) เปนสมองคอมพิวเตอรทําหนาที่คํานวณ ประมวลผลคําสั่ง
                      และควบคุมการทํางานของอุปกรณอื่น ๆ
                      ขั้นตอนที่ 3 การเก็บขอมูล ทําหนาที่เก็บขอมูลและโปรแกรมตาง ๆ หนวยเก็บขอมูลคือ
ฮารดดิสก ดิสกเกตต และซีดีรอม
ขั้นตอนที่ 4 นําเสนอผลลัพธ เปนอุปกรณที่ทําหนาที่ นําเสนอผลลัพธที่ไดจากการประมวลผล ของคอมพิวเตอร
เชน จอภาพ เครื่องพิมพ เปนตน
1. อุปกรณรับเขา (Input Device)
ทําหนาที่รับโปรแกรมและขอมูล เขาสูเครื่องคอมพิวเตอรอุปกรณรับเขาที่เปนที่รูจักและนิยมใชไดแก




ใบความรูรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ง 31201 โดยครูนอมจิตร เฉลยไกร                                    หนา 2
แปนพิมพ (Keyboard)
เปนอุปกรณพื้นฐานที่ทุกเครื่องจะตองมีการรับขอมูลคือ ผูใชกด
แปนพิมพแลวจึงแปลงรหัสเขาสูการประมวลผลตอไป
เมาส (Mouse)
                                                    เปนอุปกรณที่ชวยอํานวยความสะดวกในการใชงานเพิ่มมาก
                                            ขึ้น เมาสจะมีรูปรางพอเหมาะกับมือ และมีลูกกลิ้งอยูขางลาง โดย
                                            ระบบคอมพิวเตอรจะทํางานสัมพันธกับการเคลื่อนที่ของลูกกลิ้ง
                                            และรับคําสั่งจากการกดปุมเมาส
                                            สแกนเนอร (Scanner)
                                            จะทํางานโดยการอานรูปภาพแลวแปรเปลี่ยนใหเปนขอมูลที่
                                            คอมพิวเตอรสามารถที่จะเขาใจได

2. หนวยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit :CPU)
        ทําหนาที่ประมวลผลและควบคุมการทํางานของระบบคอมพิวเตอรทั้งหมด โดยมีหนาที่ในการเคลื่อนยาย
ขอมูลระหวางหนวยความจําดวย ซึ่งหนวยประมวลผลกลางหรือซีพียูนี้จะประกอบดวย
        1. หนวยคํานวณและตรรกะ (Arithematic and Logic Unit :ALU)
        ทําหนาที่ในการคํานวณ เชนบวก ลบ คูณ หาร และทําหนาที่ในการเปรียบเทียบทางตรรกะโดยหนวย
ควบคุมจะควบคุมความเร็วในการคํานวณ
        2. หนวยควบคุม (Control Unit)
        ทําหนาที่ควบคุมกลไกการทํางานของระบบทั้งหมด โดยจะ
ทํางานประสานกับหนวยความจํา และหนวยคํานวณ และตรรกะ
        ซีพียูหลักที่ใชในคอมพิวเตอรในปจจุบันคือ ไมโครชิป (ดัง
รูป) หรือที่เรียกวา ไมโครโพรเซสเซอร (Microprocessor)
        3. หนวยความจําหลัก (Main Memory)
                  ทําหนาที่เก็บขอมูลที่รอทําการประมวลผล และเก็บ
ผลลัพธที่ไดจากการประมวลผลในระหวางที่รอสงไปยังหนวยแสดง
ผลลัพธ ประเภทของหนวยความจําสามารถแบงไดดังนี้
        3.1 ตามลักษณะของการเก็บขอมูล จะแบงไดเปน
        - หนวยความจําแบบลบเลือน (Volatile Memory) คือในกรณีที่
ไฟฟาดับหรือกําลังไฟฟาไมเพียงพอ ขอมูลที่เก็บไวก็จะหายหมด
        - หนวยความจําแบบไมลบเลือน (Nonvolatile Memory)
หนวยความจําแบบนี้จะเก็บขอมูลไดโดยไมขึ้นกับไฟฟาที่เลี้ยงวงจร

ใบความรูรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ง 31201 โดยครูนอมจิตร เฉลยไกร                                      หนา 3
3.2 ตามสภาพการใชงาน จะแบงไดเปน
        - หนวยความจําอานอยางเดียว (Read-only Memory :Rom) หรือ รอม เปนหนวยความจําชนิดไมลบ
เลือน คือซีพียูสามารถอานไดอยางเดียวไมสามารถเขียนขอมูลลงไปได
        - หนวยความจําเขาถึงโดสุม (Random Access Memory :RAM) หรือ แรม เปนหนวยความจําแบบลบ
เลือนได คือสามารถเขียนหรืออานได การเขียนหรืออานจะเลือกที่ตําแหนงใดก็ได

          ***หนวยความจําแบบไมลบเลือน แตยอมใหมีการแกไขหรือลบขอมูลไดโดยกรรมวิธีพิเศษ เรียกวา
อีพร็อม (Erasable Programmable Read Only Memory :EPROM
          3. หนวยความจํารอง (Virtual Memory)
          มีเพื่อเพิ่มความสามารถในการจดจําของคอมพิวเตอรใหมากขึ้น
ตัวอยางของหนวยความจํารองไดแก
          แผนบันทึกหรือแผนดิสก (Diskette)
          มีลักษณะเปนแผนกลมแบนถูกเคลือบไวดวยสารเหล็กออกไซด
เพื่อใหเกิดสนามแมเหล็กได การอานขอมูลของแผนดิสกเวลาที่อาน
หัวอานจะแตะที่พื้นผิวของแผน ทําใหมีการเสื่อมคุณภาพไดเมื่อใชงานไปนาน ๆแผนบันทึกในปจจุบันมีขนาด
5.25 นิ้วและ 3.5 นิ้ว




          ฮารดดิสก (Harddisk)
          การเก็บขอมูลจะเก็บลงแผนโลหะอะลูมิเนียมที่เคลือบดวยสารเหล็กออกไซด ฮารดดิสกสามารถจุขอมูล
ไดมากกวาและมีความเร็วกวาฟลอปปดิสก การบันทึกขอมูลในฮารดดิสกก็จะแบงเปนวงรอบเรียกวา แทร็ก
(Track) ซึ่งจะเก็บขอมูลเปนวงรอบหลาย ๆ วง การที่เรา ฟอรแมต (format) ฮารดดิสกเวลาที่เราซื้อมาใหม ๆ นั้น
ก็เพื่อสรางแทร็กนั่นเองและในแตละแทร็กจะแบงออกเปนสวน ๆ เรียกวา เซ็กเตอร (sector) โดย 1 เซ็กเตอรจะมี
ความจุเทากับ 512 ไบต การอานขอมูลของฮารดดิสกเวลาที่อานจะไมแตะที่พื้นผิวของแผนแตจะลอยสูงจากผิว
ประมาณ 4 ไมครอน ซึ่งถือวาใกลมากจนเกือบสัมผัส


ใบความรูรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ง 31201 โดยครูนอมจิตร เฉลยไกร                                     หนา 4
ซีดีรอม (Compact Disk Read only Memory: CDROM)
         เปนสื่อเก็บขอมูลที่มีความเร็วในการใชงานสูง และสามารถเก็บขอมูล
ไดเปนจํานวนมาก ซีดีรอมเปนเทคโนโลยีจานแสง คือการอานหรือบันทึก
ขอมูลนั้นหัวอานไมตองสัมผัสกับจานแตใชลําแสงสองและสะทอนกลับ
ซีดีรอมนี้สามารถเก็บขอมูลที่เปนขอความ รูปภาพ เสียง และภาพวีดีโอ

        เวิรม (Write Once Read Many: Worm)
                                                  เปนสื่อชนิดที่มีการบันทึกแลวไมมีการบันทึกใหม แตจะมีการ
                                         เรียกใชหรืออานไดหลายครั้ง การที่จะเขียนขอมูลลงแผนตองใช
                                         เทคโนโลยีเลเซอร ตัวแผนเปนโลหะและใชกับเครื่องคอมพิวเตอร
                                         ระดับเมนเฟรม

                                                4. อุปกรณสงออก (Output Device)
                                                ทําหนาทีแสดงผลลัพธจากการประมวลผลขอมูล อุปกรณ
                                                         ่
                                         สงออกอุปกรณสงออกที่นิยมใชในปจจุบันไดแก
        จอภาพ (Monitor)
        เปนอุปกรณสงออกที่ผูใชคุนเคยมากที่สุด ใชแสดงผลในรูปของขอความและรูปภาพ เริ่มแรกนั้นมีการ
นําเอาโทรทัศนมาเปนจอภาพสําหรับการแสดงผลแตผลที่ไดไมเปนทีนาพอใจนัก จึงมีการผลิตจอขึ้นมาจอภาพนั้น
                                                                 ่
มีหลายลักษณะซึ่งลักษณะที่ผูใชสวนใหญคุนเคยและพบเห็นบอย ๆ ไดแก

         จอภาพแบบซีอารที (Cathode ray tube: CRT)
         จะมีลักษณะจอโคงนูน
         ลักษณะการแสดงผลนั้นเริ่มแรกแสดงผลไดเฉพาะเปนตัวอักษร
เทานั้นแตจะมีความละเอียดสูงเรียกวา จอภาพแบบสีเดียว (Monochrom
Display Adapter :MDA) ตอมามีการพัฒนาจอสี (Color Graphic
Adapter: CGA)ซึ่งสามารถแสดงภาพสีและภาพกราฟกได แตจะแสดง
ตัวอักษรและตัวเลขไดไมดีเทาจอแบบสีเดียว จอรุนตอมาที่แสดง
ภาพกราฟกไดละเอียด และมีจํานวนสีมากขึ้นเรียกวา จอสีภาพละเอียด
(Enhance Graphic Adapter: EGA)



ใบความรูรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ง 31201 โดยครูนอมจิตร เฉลยไกร                                      หนา 5
สวนจอสีภาพละเอียดพิเศษ (Video Graphics Array: VGA)
                                     เปนจอภาพที่มีความละเอียดสูงมาก ปจจุบันจอภาพที่ใชสําหรับงาน
                                     คอมพิวเตอรในดานการออกแบบจะใชจอภาพ เอ็กซวีจีเอ (extra Video
                                     Graphic Array: XVGA)
                                              จอภาพแบบแอลซีดี (Liquid Crystal Display: LCD)
                                              เดิมเปนจอภาพที่ใชกับคิดเลขและนาฬิกาแตปจจุบันจะพบไดใน
                                     เครื่อง PC แบบพกพา เชน โนตบุค หรือแล็ปท็อป จอภาพแบบนี้จะมี
                                     ลักษณะแบนเรียบและบาง และไดพัฒนาใหการแสดงผลมีความละเอียด
                                     แลไดภาพชัดเจน
         เครื่องพิมพ (Printers)
         ถือเปนอุปกรณแสดงผลที่สําคัญรองลงมาจากจอภาพ เพราะจะแสดงผลลัพธลงบนกระดาษทําใหสะดวก
ตอการใชงาน (อุปกรณที่สามารถเก็บผลที่แสดงออกมาไดเราเรียกวา Hard copy สวนจอภาพจะเปน Soft copy)
         ลักษณะของเครื่องพิมพที่ใชกันในปจจุบัน
         เครืองพิมพแบบจุด (Dot – Matrix Printers)
              ่
         คุณภาพของงานพิมพของเครื่องพิมพ ชนิดนี้จะขึ้นอยูกับจํานวนจุดของเครื่อง เพราะผลที่ไดจากการพิมพ
จะมีลักษณะเปนจุด เครื่องพิมพชนิดนี้จะมีราคาถูกเหมาะสําหรับงานพิมพที่ไมตองการความละเอียดมากนัก
เครื่องพิมพแบบจุดนีจัดเปนเครื่องพิมพแบบกระทบ (Impact Printer) คือเวลาพิมพหัวพิมพจะกระทบกับผาหมึก
                     ้

        เครื่องพิมพแบบฉีดหมึก (Inkjet Printer)
        หลักการทํางานคือการฉีดหมึกลงบนกระดาษเปนจุดเล็ก ๆ เพื่อใหได
รูปแบบงานพิมพที่ตองการงานพิมพที่ไดจะมีความละเอียดกวาเครื่องพิมพแบบ
จุดมากเครื่องพิมพแบบฉีดหมึกนี้จัดเปนเครื่องพิมพแบบไมกระทบ (Non –
impact Printer) เพราะเครื่องพิมพแบบนี้ทํางานโดยไมตองใชแถบผาหมึก

       เครื่องพิมพแบบเลเซอร (Laser Printer)
                                                 หลักการทํางานของเครื่องพิมพแบบนี้ จะใชหลักการเดียวกัน
                                        กับเครื่องถายเอกสาร คือใชแสงเลเซอรในการพิมพเรียกวา LED
                                        (Light – Emit – ting Diode) และ LCS (Liquid Crystal Shutter)
                                        ซึ่งจะพิมพงานออกทีละหนา เราเรียกงานพิมพแบบนี้วา ppm (page
                                        per minute) ทั้งงานพิมพที่ไดก็มีคุณภาพสูงและคมชัดมาก เวลาพิมพ
                                        ก็ไมสงเสียงดังรบกวน เครื่องพิมพแบบนี้จัดเปนเครื่องพิมพแบบไม
                                        กระทบ (Non – impact Printer) เชนกัน
ใบความรูรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ง 31201 โดยครูนอมจิตร เฉลยไกร                                    หนา 6
พล็อตเตอร (Plotter)
          เปนอุปกรณแสดงผลที่มักจะใชในงานเขียนแบบ หรืองานดานกราฟก เชน พิมพเขียว การพิมพแผนผัง
ขนาดใหญ แผนที่ หัวพิมพจะทํางานเปนเหมือนปลายปากกา ลักษณะงานพิมพจะเปนงานที่ซับซอนและใช
กระดาษแผนใหญ ๆในการพิมพ
                                                 ภาษาคอมพิวเตอร
          ภาษาเปนสื่อที่ใชในการติดตอสื่อสารระหวางกันของสิ่งมีชีวิต ซึ่งมีหลายรูปแบบแตกตางกันไป มนุษย
เราสามารถใชสื่อไดหลายรูปแบบเชน ภาษาพูด ภาษาเขียน และภาษามือ เปนตน
          คอมพิวเตอรไมใชสิ่งมีชีวิตทําไมทํางานได คอมพิวเตอรเปนอุปกรณอิเล็กทรอนิกสที่มนุษยสรางขึ้นเพื่อ
ชวยในการทํางานตั้งแตงานที่งายจนถึงระดับที่มีความสลับซับซอนมาก คอมพิวเตอรจะทํางานตามคําสั่งที่มนุษย
กําหนดไวใหทํา จึงมีการกําหนดภาษาขึ้นมาใหมเพื่อใหคอมพิวเตอรเขาใจคําสั่งของมนุษยเราเรียกภาษานี้วา
ภาษาคอมพิวเตอรหรือ ภาษาประดิษฐ (Computer language) เปนภาษาติดตอสื่อสารกันระหวางมนุษยและ
คอมพิวเตอร
          การที่จะใหคอมพิวเตอรทําการประมวลผลไดนั้นจะตองมีชุดคําสั่งทําใหคอมพิวเตอรทํางานเรียกวา
โปรแกรม (Program) หรือ ซอฟตแวร (Software) โดยที่โปรแกรมนั้นถูกเขียนลงบนสื่อบันทึกขอมูล หรือ
ปอนผานทางแปนพิมพเขาสูเครื่องคอมพิวเตอร เพื่อใหเครื่องทํางานตามโปรแกรม การเขียนโปรแกรมตองเขียน
ดวยภาษาคอมพิวเตอร ซึ่งในปจจุบันภาษาคอมพิวเตอรที่ใชสําหรับเขียนโปรแกรมมีอยูมากมายหลายชนิด และแต
ละภาษาจะมีลักษณะ วิธีการเขียนโปรแกรม และขอดี – ขอเสีย แตกตางกันไปทั้งนี้ก็เพื่อใหเหมาะสมกับงานดาน
ตาง ไ นั่นเองฉะนั้น ผูเขียนโปรแกรม (Programmer) จะตองมีความเขาใจถึงกฎเกณฑ และวิธีการเขียนโปรแกรม
เปนอยางดี ประเภทของภาษาคอมพิวเตอรปจจุบันมี 3 ประเภท
          -ภาษาเครื่องจักร (Machine Language)
          -(Low - Level or Assembly Language)
          -ภาษาระดับสูง (High - Level Language)

                           1. ภาษาเครื่องจักร (Machine Language)
                                     เปนภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอรที่สั่งใหคอมพิวเตอรทํางานไดโดยตรง ซึ่ง
                           การเขียนคําสั่งใหกับคอมพิวเตอรเปนภาษาเครื่องนั้นยากตอการเขาใจ องคประกอบ
                           ของภาษาเครื่องจะประกอบดวยเลข 0และ1 หรือระบบเลขฐานสอง (Binary System)
                           เมื่อสงผานใหคอมพิวเตอร คอมพิวเตอรสามารถเขาใจได
                           โปรแกรมที่ไดจากภาษานี้จึงเปนกลุมรหัสคําสั่งของตัวเลขลวน ๆ ที่เรียงตอกัน
ดังนั้นโปรแกรมภาษาเครื่องจึงมีความยุงยากเปนอยางยิงเนื่องจากอยูในรูปแบบหรือสัญลักษณที่เราไมคุนเคย
                                                    ่



ใบความรูรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ง 31201 โดยครูนอมจิตร เฉลยไกร                                          หนา 7
ขอดีของภาษาเครื่องจักร คือ กินเนื้อที่ความจํานอย เมื่อคําสั่งนี้เจขาสูเครื่องคอมพิวเตอรสามารถสั่งการ
ทํางานไดทันที จึงมีความรวดเร็วสูง
         ขอเสียของภาษาเครื่องจักร คือ ยากตอการเรียนรูและการจดจํา ดังนั้นจึงทําใหยากตอการสรางหรือการ
พัฒนาซอฟทแวร
2. ภาษาระดับต่ําหรือภาษาแอสเซมบลี (Low - Level or Assembly Language)
เปนภาษาที่ใกลภาษาเครื่องหรือเครื่องเขาใจงาย โดยมากจะเปนคํายอที่วิศวกรคอมพิวเตอรกําหนดขึ้นเพื่อใหทํางาน
ไดเร็วมากขึ้นกวาการใชภาษาเครื่อง
         ภาษาระดับต่ํา (Low – Level Language) หรือที่เรียกกันวา
“ภาษาแอสเซมบลี (Assembly Language)” เปนภาษาที่ใช
สัญลักษณแทนการใชรหัสตัวเลขที่ใชในภาษาเครื่องทําใหการเขียน
โปรแกรมมีความสะดวกและงายขึ้น แตเนื่องจากคอมพิวเตอร
สามารถรับรูไดหรือเขาใจไดเพียงภาษาเดียวคือภาษาเครื่องดังนั้น
จึงตองทําการแปลจากภาษาแอสเซมบลีใหเปนภาษาเครื่อง
(Machine Language) เสียกอน จึงจะสามารถนําไปใชควบคุมคําสั่งการใหเครื่องทํางานได โดยใชระบบ
โปรแกรมแปลภาษาซึ่งเรียกวา Translator Program หรือบางทานอาจเคยคุนหูวา คอมไพเลอร (COMPILER)
แตโปรแกรมแปลภาษาของแอสเซมบลีจะมีชื่อเฉพาะของมันวา แอสเซมเบลอร (ASSEMBLER) ซึ่ง แอสเซม
เบลอร ก็คือคอมไพเลอรนั่นเอง
(ตัวแปลโปรแกรม หรือ COMPILER เปนโปรแกรมที่ใชแปลโปรแกรมทีเ่ ขียนขึ้นใหเปนภาษาเครื่อง ลักษณะการ
แปลจะเปนการแปลจนเสร็จทั้งชุดแลวนําไปเก็บไวในหนวยความจํากอน จากนั้นจึงเริ่มปฏิบัติการไปทีละคําสั่ง
การแปลแบบนี้หนึ่งคําสั่งที่เขียนดวยภาษาระดับสูงอาจจะถูกแปลไดเปนหลาย ๆ คําสั่งของภาษาเครื่องก็ได การ
แปลแบบนี้มักพบเห็นกันในภาษาระดับสูงทั่ว ๆ ไป เชน ภาษาปาสคาล ภาษาซี
ขอดีของภาษาแอสเซมบลี คือ เปนภาษาที่ทํางานเร็วกวาภาษาอื่น (ยกเวนภาษาเครื่อง) สามารถเขียน
โปรแกรมควบคุมคําสั่งการตัวเครื่อง (HARDWARE) ไดโดยตรงและกินที่เนื้อที่หนวยความจํานอย
         ขอเสียของภาษาแอสเซมบลี คือ ยากตอการดเรียนรูและยากตอความเขาใจสําหรับผูทไมมีพื้นฐานทางดาน
                                                                                                 ี่
ฮารดแวรมากอน นอกจากนี้ ยังเปนภาษาที่ผูกพันหรือขึ้นกับตระกูลหรือชนิดของเครื่องดวย




ใบความรูรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ง 31201 โดยครูนอมจิตร เฉลยไกร                                           หนา 8
3. ภาษาระดับสูง (High - Level Language)
         ภาษาระดับสูงเปนภาษาที่มีลักษณะหรือรูปแบบใกลเคียง กับสัญลักษณตาง ๆที่มนุษยคุนเคย (เชนอยูใน
รูปแบบหรือคําในภาษาอังกฤษและสัญลักษณทางคณิตศาสตรซึ่งเหมือนกับที่ใชกันในชีวิตประจําวัน)
ดังนั้น จึงทําใหสะดวกตอการเรียนรูและใชงานมากขึ้น จึงเปนภาษาที่นิยมใชอยากวางขวางในปจจุบัน
         ขอดีของภาษาระดับสูง คือเปนภาษาที่ไมผูกพันหรือขึ้นตรงกับตัวเครื่อง ดังนั้นผูเขียนโปรแกรมสามารถ
เขียนไดอยางอิสระภายใตกฎเกณฑของภาษานั้น ๆ โดยไมจําเปนตองมีความรูทางฮารดแวร ก็สามารถใชประโยชน
ได จะอยางไรก็ตาม ภาษาระดับสูงเมื่อจะนําไปใชควบคุมสังการเครื่องก็ตองนําไปแปลเปนภาษาเครื่องกอน
                                                           ่
เชนเดียวกัน โปรแกรมที่ใชแปลภาษาระดับสูงใหเปนภาษาเครื่องเรียกวาคอมไพเลอร (Compiler) หรืออาจใช
โปรแกรมที่ใชแปลภาษาระดับสูงใหเปนภาษาเครื่องอีกประเภทที่เรียกวา อินเตอรพริทเตอร (Interpreter) ภาษา
ระดับสูงมีดังนี้
               -ภาษาปาสคาล (PASCAL)
               -ภาษาซี (C)
               -ภาษาเบสิก (BASIC)
               -ภาษาฟอรแทรน (FORTRAN
               -ภาษาโคบอล (COBOL)ภาษาเบสิก (BASIC)
               -ภาษาพีแอลวัน (PL/1)
               -ภาษาอารพีจี (RPG)
         ภาษาปาสคาล (PASCAL)
         ภาษาปาสคาล เปนภาษาระดับสูงที่งายตอการเรียนรู
และงายจอการใชงาน เหมาะสําหรับผูที่เริ่มเรียนภาษาระดับสูง
 และยังเปนภาษาที่มีประสิทธิภาพสูง ภาษานี้เหมาะทั้งงาน
อเนกประสงคทั่วไปไมวาจะเปนการพิมพรายงาน การคํานวณและ
การสรางรูปแบบการพิมพ รวมทั้งงานที่สามารถนํามาเขียนโปรแกรม
ประยุกตเพื่อชวยแกปญหาหรือพัฒนาเกี่ยวกับระบบตัวเครื่องได
 ภาษาปาสคาลใชไดกับเครื่องไมโครคอมพิวเตอรทั่วไป
ขอดีของภาษาปาสคาล คือ เปนภาษาที่มีลักษณะที่เปนโครงสราง
ดังนั้น จึงเปนภาษาที่เหมาะสมที่จะนํามาใชเปนแมแบบในการเรียนรูรวมทั้งยังงายตอการใชงานอีกดวย เพราะมี
ความสมบูรณในตัวโปรแกรมเนื่องจากมีลักษณะเปนบลอก เขาใจงาย และการตรวจสอบขอผิดพลาดของ
โปรแกรมสามารถทําไดอยางสะดวก




ใบความรูรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ง 31201 โดยครูนอมจิตร เฉลยไกร                                    หนา 9
ภาษาซี ( C )
          ภาษาซี ( C ) เปนภาษาระดับสูงแตมีความออนตัว
หรือยืดหยุนเหมือนภาษาในระดับต่ํา (คลายภาษาแอสเซมบลี)
ขอดีของภาษาซี คือ มีความสั้นและกระชับ เปนภาษาที่มี
ความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงในการใชพัฒนาหรือเขียน
โปรแกรมเกี่ยวกับระบบตัวเครื่องคอมพิวเตอร รวมทั้งยังสามารถ
สามารถใชงานเอนกประสงคทั่วไปหรือเขียนโปรแกรมประยุกต
เพื่อชวยแกปญหาตาง ๆ ทั่วไปไดดีอีกดวย สวนขอเสีย คือมี
รูปแบบไวยากรณ (SYNTAX) ที่หลากหลายทําใหเกิดความสับสน
และยุงยากแกการจดจํา
          ภาษาเบสิก (BASIC)
          ภาษาเบสิก (BASIC) ยอมาจาก Beginner’s All – purpose Symbolic Instruction Code เปนภาษาที่
สามารถทําไดทั้งงานดานคํานวณ งานดานธุรกิจตาง ๆ เนื่องจากภาษานี้มีรูปแบบการทํางานดั้งเดิมเปนแบบใช
ตัวแปลภาษาที่เรียกวา อินเตอรพริทเตอร (ตัวแปลคําสั่ง หรือ Interpreter เปนโปรแกรมที่ใชแปลโปรแกรมที่
เขียนขึ้นใหเปนภาษาเครื่องลักษณะการแปลจะทําการแปลทีละคําสั่งที่ไดรับใหเปนภาษาเครื่องเมื่อแปลเสร็จหนึ่ง
คําสั่งเครื่องก็จะปฏิบัตตามคําสั่งทันทีและเมื่อมีขอผิดพลาดกจะรายงานออกมาใหผูใชทราบในทันที เพื่อใหผูใช
                        ิ
แกไขในสวนที่ผิดพลาดเสียกอนจึงจะทําการแปลคําสั่งตอไปให การแปลแบบนี้จะทําใหเกิดการปฏิบัติการและ
ทรายผลในทันที ดังนั้น ขอดีของภาษานี้คือ ไมมีความยุงยากในการเขียนโปรแกรมสามารถสามารถแกไขคําสั่ง
ไดทันที ทําใหเรียนรูไดงายและเขาใจไดอยางรวดเร็ว สวนขอเสียคือ ความสามารถในการทํางานมีจํากัดและการ
ตรวจสอบความสัมพันธโดยรวมของโปรแกรมทําไดยาก
          ภาษาฟอรแทรน (FORTRAN)
          ภาษาฟอรแทรน (FORTRAN) เปนภาษาดั้งเดิมเหมาะกับงานทางดานวิทยาศาสตร คณิตศาสตร
วิศวกรรมศาสตร ดังนั้น ขอดีของภาษานี้คือ เหมาะกับงานที่มีขอมูลเปนตัวเลขมาก ๆ ใชสูตรคํานวณหรือสมการ
ที่ซับซอน มีความรวดเร็วและกระชับเหมาะสําหรับงานดานคํานวณ จึงใชไดดีกับงานคนควาวิจัย            ขอเสีย
ของฟอรแทรน คือ มีลักษณะรูปแบบ (FORMAT) ที่ยุงยาก ไมเหมาะกับงานทางการพิมพและเก็บขอมูลรวมทั้ง
ไมเหมาะตอการนํามาใชพัฒนาหรือเขียนโปรแกรมเกี่ยวกับระบบตัวเครื่องคอมพิวเตอร
          ภาษาโคบอล (COBOL)
          ภาษาโคบอล (COBOL) ยอมาจาก “Common Business Oriented Language” ไดรบการพัฒนาเพื่อ
                                                                                        ั
จุดประสงคในการใชเขียนโปรแกรมทางดานธุรกิจเปนสวนใหญ ดังนั้น ขอดีของภาษานี้ คือ สามารถทํางานกับ
ขอมูลทุกชนิดทั้งตัวเลขและตัวอักษร จึงเหมาะกับงานทางดานประมวลผลทางบัญชี, การสรางฐานขอมูลอันเปน
งานหลักของการประมวลผลทางธุรกิจโดยทั่ว ๆ ไป นอกจากนี้ ยังมีความสามารถดานจัดรูปแบบการพิมพรายงาน
อีกดวย และภาษานี้มีรูปแบบคลายคลึงกับคําในภาษาอังกฤษมากจึงสะดวกตอความเขาใจและจดจํา
ใบความรูรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ง 31201 โดยครูนอมจิตร เฉลยไกร                                     หนา 10
ขอเสียของภาษาโคบอล คือ ไมกระชับเนื่องจากมีรูปแบบของภาษายาว จึงเปนเหตุใหตัวโปรแกรมมีความยาว ทํา
ใหตองใชเนือที่ในหนวยความจํามากและเสียเวลาในการเขียนโปรแกรม
             ้
        ภาษาพีแอลวัน (PL/1)
        ภาษา (PL/1) ยอมาจาก Programming Language one เปนภาษาที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใชกับเครื่อง
คอมพิวเตอรขนาดใหญ ( แบบ MINI หรือ MAINFRAME ) ดังนั้น ขอดีของภาษานี้ คือ สามารถใชไดดีทั้งงาน
ดานธุรกิจและวิทยาศาสตร สวนขอเสียของภาษานี้คือ เทาที่ผานมายังไมสามารถใชบนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร
ทีตองใชกับเครื่องคอมพิวเตอรขนาดใหญที่มีขีดความสามารถสูงเทานั้น และโปรแกรมของภาษานี้ตองใชเนื้อที่ใน
  ่
การเก็บโปรแกรมเปนจํานวนมาก
        ภาษาอารพีจี (RPG)
        ภาษา RPG ยอมาจาก Report Program Generator เปนภาษาที่เหมาะกับงานดานธุรกิจ ดังนั้น
 ขอดีของภาษานี้ คือ นํามาใชพิมพรายงานแบบธรรมดาจนถึงรายงานทางธุรกิจที่มีรูปแบบยุงยากซับซอนไดเปน
อยางดี มีความสามารถในการสรางฐานขอมูลและควบคุมเกี่ยวกับไฟลตาง ๆ
ขอเสีย คือ มีความยุงยากไมอิสระในการเขียนโปรแกรมเนื่องจาก ลักษณะของโปรแกรมตองอยูในแบบฟอรมที่
กําหนดไวอยางตายตัว และเหมาะที่จะใชกับเครื่องคอมพิวเตอรขนาดใหญเทานั้น




ใบความรูรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ง 31201 โดยครูนอมจิตร เฉลยไกร                                 หนา 11

ใบความรู้ที่ 2 หลักการพื้นฐานของคอมพิวเตอร์

  • 1.
    ใบความรูที่ 3 รายวิชา ง31201 เทคโนโลยีสารสนเทศ 1 (ชวงชั้นที่ 4) ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 เรื่องหลักการพื้นฐานของคอมพิวเตอร ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. นักเรียนสามารถชี้แจงความหมายและการคุณลักษณะของคอมพิวเตอรได 2. นักเรียนสามารถบอกสวนประกอบของคอมพิวเตอรได 3. นักเรียนสามารถบอกหลักการทํางานคอมพิวเตอรได 4. นักเรียนสามารถบอกประเภทของภาษาคอมพิวเตอรได 5. นักเรียนสามารถบอกหลักการพัฒนาโปรแกรมและเลือกใชภาษาโปรแกรมได คอมพิวเตอรคืออะไร  คอมพิวเตอรมาจากภาษาละตินวา Computare ซึ่งหมายถึง การนับ หรือ การคํานวณ พจนานุกรม ฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ใหความหมายของ คอมพิวเตอรไววา "เครื่องอิเล็กทรอนิกสแบบอัตโนมัติ ทํา หนาที่เหมือนสมองกล ใชสําหรับแกปญหาตางๆ ที่งายและ ซับซอนโดยวิธีทางคณิตศาสตร"  คอมพิวเตอรจึงเปนเครื่องจักรอิเล็กทรอนิกสที่ถูกสรางขึ้น เพื่อใชทํางานแทนมนุษย ในดานการคิดคํานวณและสามารถ จําขอมูล ทั้งตัวเลขและตัวอักษรไดเพื่อการเรียกใชงานใน ครั้งตอไป นอกจากนี้ ยังสามารถจัดการกับสัญลักษณได ดวยความเร็วสูง โดยปฏิบัติตามขั้นตอนของโปรแกรม คอมพิวเตอรยังมีความสามารถในดานตางๆ อีกมาก อาทิเชน การเปรียบเทียบทางตรรกศาสตร การรับสงขอมูล การจัดเก็บขอมูลในตัวเครื่องและสามารถ ประมวลผลจากขอมูลตางๆ ได ใบความรูรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ง 31201 โดยครูนอมจิตร เฉลยไกร หนา 1
  • 2.
    หลักการทํางานของคอมพิวเตอร คอมพิวเตอรเปนเครื่องมือชวยในการทํางานไดรวดเร็ว สะดวกและแมนยํา การใชประโยชนจาก คอมพิวเตอรใหไดผลเต็มที่จึงจําเปนตองเรียนรูวิธีการทํางานตลอดจนลักษณะตาง ๆ ของคอมพิวเตอรใหครบถวน การทํางานของคอมพิวเตอร มีขั้นตอนสําคัญ 4 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การรับขอมูลและคําสั่ง คอมพิวเตอรรับขอมูลและคําสั่งผานอุปกรณนําเขาคือ เมาส คียบอรด สแกนเนอร ฯลฯ ขั้นตอนที่ 2 การประมวลผลหรือคิดคํานวณ หรือ CPU (Central Processing Unit) เรียกสั้นๆ วา ชิป (Chip) เปนสมองคอมพิวเตอรทําหนาที่คํานวณ ประมวลผลคําสั่ง และควบคุมการทํางานของอุปกรณอื่น ๆ ขั้นตอนที่ 3 การเก็บขอมูล ทําหนาที่เก็บขอมูลและโปรแกรมตาง ๆ หนวยเก็บขอมูลคือ ฮารดดิสก ดิสกเกตต และซีดีรอม ขั้นตอนที่ 4 นําเสนอผลลัพธ เปนอุปกรณที่ทําหนาที่ นําเสนอผลลัพธที่ไดจากการประมวลผล ของคอมพิวเตอร เชน จอภาพ เครื่องพิมพ เปนตน 1. อุปกรณรับเขา (Input Device) ทําหนาที่รับโปรแกรมและขอมูล เขาสูเครื่องคอมพิวเตอรอุปกรณรับเขาที่เปนที่รูจักและนิยมใชไดแก ใบความรูรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ง 31201 โดยครูนอมจิตร เฉลยไกร หนา 2
  • 3.
    แปนพิมพ (Keyboard) เปนอุปกรณพื้นฐานที่ทุกเครื่องจะตองมีการรับขอมูลคือ ผูใชกด แปนพิมพแลวจึงแปลงรหัสเขาสูการประมวลผลตอไป เมาส(Mouse) เปนอุปกรณที่ชวยอํานวยความสะดวกในการใชงานเพิ่มมาก ขึ้น เมาสจะมีรูปรางพอเหมาะกับมือ และมีลูกกลิ้งอยูขางลาง โดย ระบบคอมพิวเตอรจะทํางานสัมพันธกับการเคลื่อนที่ของลูกกลิ้ง และรับคําสั่งจากการกดปุมเมาส สแกนเนอร (Scanner) จะทํางานโดยการอานรูปภาพแลวแปรเปลี่ยนใหเปนขอมูลที่ คอมพิวเตอรสามารถที่จะเขาใจได 2. หนวยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit :CPU) ทําหนาที่ประมวลผลและควบคุมการทํางานของระบบคอมพิวเตอรทั้งหมด โดยมีหนาที่ในการเคลื่อนยาย ขอมูลระหวางหนวยความจําดวย ซึ่งหนวยประมวลผลกลางหรือซีพียูนี้จะประกอบดวย 1. หนวยคํานวณและตรรกะ (Arithematic and Logic Unit :ALU) ทําหนาที่ในการคํานวณ เชนบวก ลบ คูณ หาร และทําหนาที่ในการเปรียบเทียบทางตรรกะโดยหนวย ควบคุมจะควบคุมความเร็วในการคํานวณ 2. หนวยควบคุม (Control Unit) ทําหนาที่ควบคุมกลไกการทํางานของระบบทั้งหมด โดยจะ ทํางานประสานกับหนวยความจํา และหนวยคํานวณ และตรรกะ ซีพียูหลักที่ใชในคอมพิวเตอรในปจจุบันคือ ไมโครชิป (ดัง รูป) หรือที่เรียกวา ไมโครโพรเซสเซอร (Microprocessor) 3. หนวยความจําหลัก (Main Memory) ทําหนาที่เก็บขอมูลที่รอทําการประมวลผล และเก็บ ผลลัพธที่ไดจากการประมวลผลในระหวางที่รอสงไปยังหนวยแสดง ผลลัพธ ประเภทของหนวยความจําสามารถแบงไดดังนี้ 3.1 ตามลักษณะของการเก็บขอมูล จะแบงไดเปน - หนวยความจําแบบลบเลือน (Volatile Memory) คือในกรณีที่ ไฟฟาดับหรือกําลังไฟฟาไมเพียงพอ ขอมูลที่เก็บไวก็จะหายหมด - หนวยความจําแบบไมลบเลือน (Nonvolatile Memory) หนวยความจําแบบนี้จะเก็บขอมูลไดโดยไมขึ้นกับไฟฟาที่เลี้ยงวงจร ใบความรูรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ง 31201 โดยครูนอมจิตร เฉลยไกร หนา 3
  • 4.
    3.2 ตามสภาพการใชงาน จะแบงไดเปน - หนวยความจําอานอยางเดียว (Read-only Memory :Rom) หรือ รอม เปนหนวยความจําชนิดไมลบ เลือน คือซีพียูสามารถอานไดอยางเดียวไมสามารถเขียนขอมูลลงไปได - หนวยความจําเขาถึงโดสุม (Random Access Memory :RAM) หรือ แรม เปนหนวยความจําแบบลบ เลือนได คือสามารถเขียนหรืออานได การเขียนหรืออานจะเลือกที่ตําแหนงใดก็ได ***หนวยความจําแบบไมลบเลือน แตยอมใหมีการแกไขหรือลบขอมูลไดโดยกรรมวิธีพิเศษ เรียกวา อีพร็อม (Erasable Programmable Read Only Memory :EPROM 3. หนวยความจํารอง (Virtual Memory) มีเพื่อเพิ่มความสามารถในการจดจําของคอมพิวเตอรใหมากขึ้น ตัวอยางของหนวยความจํารองไดแก แผนบันทึกหรือแผนดิสก (Diskette) มีลักษณะเปนแผนกลมแบนถูกเคลือบไวดวยสารเหล็กออกไซด เพื่อใหเกิดสนามแมเหล็กได การอานขอมูลของแผนดิสกเวลาที่อาน หัวอานจะแตะที่พื้นผิวของแผน ทําใหมีการเสื่อมคุณภาพไดเมื่อใชงานไปนาน ๆแผนบันทึกในปจจุบันมีขนาด 5.25 นิ้วและ 3.5 นิ้ว ฮารดดิสก (Harddisk) การเก็บขอมูลจะเก็บลงแผนโลหะอะลูมิเนียมที่เคลือบดวยสารเหล็กออกไซด ฮารดดิสกสามารถจุขอมูล ไดมากกวาและมีความเร็วกวาฟลอปปดิสก การบันทึกขอมูลในฮารดดิสกก็จะแบงเปนวงรอบเรียกวา แทร็ก (Track) ซึ่งจะเก็บขอมูลเปนวงรอบหลาย ๆ วง การที่เรา ฟอรแมต (format) ฮารดดิสกเวลาที่เราซื้อมาใหม ๆ นั้น ก็เพื่อสรางแทร็กนั่นเองและในแตละแทร็กจะแบงออกเปนสวน ๆ เรียกวา เซ็กเตอร (sector) โดย 1 เซ็กเตอรจะมี ความจุเทากับ 512 ไบต การอานขอมูลของฮารดดิสกเวลาที่อานจะไมแตะที่พื้นผิวของแผนแตจะลอยสูงจากผิว ประมาณ 4 ไมครอน ซึ่งถือวาใกลมากจนเกือบสัมผัส ใบความรูรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ง 31201 โดยครูนอมจิตร เฉลยไกร หนา 4
  • 5.
    ซีดีรอม (Compact DiskRead only Memory: CDROM) เปนสื่อเก็บขอมูลที่มีความเร็วในการใชงานสูง และสามารถเก็บขอมูล ไดเปนจํานวนมาก ซีดีรอมเปนเทคโนโลยีจานแสง คือการอานหรือบันทึก ขอมูลนั้นหัวอานไมตองสัมผัสกับจานแตใชลําแสงสองและสะทอนกลับ ซีดีรอมนี้สามารถเก็บขอมูลที่เปนขอความ รูปภาพ เสียง และภาพวีดีโอ เวิรม (Write Once Read Many: Worm) เปนสื่อชนิดที่มีการบันทึกแลวไมมีการบันทึกใหม แตจะมีการ เรียกใชหรืออานไดหลายครั้ง การที่จะเขียนขอมูลลงแผนตองใช เทคโนโลยีเลเซอร ตัวแผนเปนโลหะและใชกับเครื่องคอมพิวเตอร ระดับเมนเฟรม 4. อุปกรณสงออก (Output Device) ทําหนาทีแสดงผลลัพธจากการประมวลผลขอมูล อุปกรณ ่ สงออกอุปกรณสงออกที่นิยมใชในปจจุบันไดแก จอภาพ (Monitor) เปนอุปกรณสงออกที่ผูใชคุนเคยมากที่สุด ใชแสดงผลในรูปของขอความและรูปภาพ เริ่มแรกนั้นมีการ นําเอาโทรทัศนมาเปนจอภาพสําหรับการแสดงผลแตผลที่ไดไมเปนทีนาพอใจนัก จึงมีการผลิตจอขึ้นมาจอภาพนั้น ่ มีหลายลักษณะซึ่งลักษณะที่ผูใชสวนใหญคุนเคยและพบเห็นบอย ๆ ไดแก จอภาพแบบซีอารที (Cathode ray tube: CRT) จะมีลักษณะจอโคงนูน ลักษณะการแสดงผลนั้นเริ่มแรกแสดงผลไดเฉพาะเปนตัวอักษร เทานั้นแตจะมีความละเอียดสูงเรียกวา จอภาพแบบสีเดียว (Monochrom Display Adapter :MDA) ตอมามีการพัฒนาจอสี (Color Graphic Adapter: CGA)ซึ่งสามารถแสดงภาพสีและภาพกราฟกได แตจะแสดง ตัวอักษรและตัวเลขไดไมดีเทาจอแบบสีเดียว จอรุนตอมาที่แสดง ภาพกราฟกไดละเอียด และมีจํานวนสีมากขึ้นเรียกวา จอสีภาพละเอียด (Enhance Graphic Adapter: EGA) ใบความรูรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ง 31201 โดยครูนอมจิตร เฉลยไกร หนา 5
  • 6.
    สวนจอสีภาพละเอียดพิเศษ (Video GraphicsArray: VGA) เปนจอภาพที่มีความละเอียดสูงมาก ปจจุบันจอภาพที่ใชสําหรับงาน คอมพิวเตอรในดานการออกแบบจะใชจอภาพ เอ็กซวีจีเอ (extra Video Graphic Array: XVGA) จอภาพแบบแอลซีดี (Liquid Crystal Display: LCD) เดิมเปนจอภาพที่ใชกับคิดเลขและนาฬิกาแตปจจุบันจะพบไดใน เครื่อง PC แบบพกพา เชน โนตบุค หรือแล็ปท็อป จอภาพแบบนี้จะมี ลักษณะแบนเรียบและบาง และไดพัฒนาใหการแสดงผลมีความละเอียด แลไดภาพชัดเจน เครื่องพิมพ (Printers) ถือเปนอุปกรณแสดงผลที่สําคัญรองลงมาจากจอภาพ เพราะจะแสดงผลลัพธลงบนกระดาษทําใหสะดวก ตอการใชงาน (อุปกรณที่สามารถเก็บผลที่แสดงออกมาไดเราเรียกวา Hard copy สวนจอภาพจะเปน Soft copy) ลักษณะของเครื่องพิมพที่ใชกันในปจจุบัน เครืองพิมพแบบจุด (Dot – Matrix Printers) ่ คุณภาพของงานพิมพของเครื่องพิมพ ชนิดนี้จะขึ้นอยูกับจํานวนจุดของเครื่อง เพราะผลที่ไดจากการพิมพ จะมีลักษณะเปนจุด เครื่องพิมพชนิดนี้จะมีราคาถูกเหมาะสําหรับงานพิมพที่ไมตองการความละเอียดมากนัก เครื่องพิมพแบบจุดนีจัดเปนเครื่องพิมพแบบกระทบ (Impact Printer) คือเวลาพิมพหัวพิมพจะกระทบกับผาหมึก ้ เครื่องพิมพแบบฉีดหมึก (Inkjet Printer) หลักการทํางานคือการฉีดหมึกลงบนกระดาษเปนจุดเล็ก ๆ เพื่อใหได รูปแบบงานพิมพที่ตองการงานพิมพที่ไดจะมีความละเอียดกวาเครื่องพิมพแบบ จุดมากเครื่องพิมพแบบฉีดหมึกนี้จัดเปนเครื่องพิมพแบบไมกระทบ (Non – impact Printer) เพราะเครื่องพิมพแบบนี้ทํางานโดยไมตองใชแถบผาหมึก เครื่องพิมพแบบเลเซอร (Laser Printer) หลักการทํางานของเครื่องพิมพแบบนี้ จะใชหลักการเดียวกัน กับเครื่องถายเอกสาร คือใชแสงเลเซอรในการพิมพเรียกวา LED (Light – Emit – ting Diode) และ LCS (Liquid Crystal Shutter) ซึ่งจะพิมพงานออกทีละหนา เราเรียกงานพิมพแบบนี้วา ppm (page per minute) ทั้งงานพิมพที่ไดก็มีคุณภาพสูงและคมชัดมาก เวลาพิมพ ก็ไมสงเสียงดังรบกวน เครื่องพิมพแบบนี้จัดเปนเครื่องพิมพแบบไม กระทบ (Non – impact Printer) เชนกัน ใบความรูรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ง 31201 โดยครูนอมจิตร เฉลยไกร หนา 6
  • 7.
    พล็อตเตอร (Plotter) เปนอุปกรณแสดงผลที่มักจะใชในงานเขียนแบบ หรืองานดานกราฟก เชน พิมพเขียว การพิมพแผนผัง ขนาดใหญ แผนที่ หัวพิมพจะทํางานเปนเหมือนปลายปากกา ลักษณะงานพิมพจะเปนงานที่ซับซอนและใช กระดาษแผนใหญ ๆในการพิมพ ภาษาคอมพิวเตอร ภาษาเปนสื่อที่ใชในการติดตอสื่อสารระหวางกันของสิ่งมีชีวิต ซึ่งมีหลายรูปแบบแตกตางกันไป มนุษย เราสามารถใชสื่อไดหลายรูปแบบเชน ภาษาพูด ภาษาเขียน และภาษามือ เปนตน คอมพิวเตอรไมใชสิ่งมีชีวิตทําไมทํางานได คอมพิวเตอรเปนอุปกรณอิเล็กทรอนิกสที่มนุษยสรางขึ้นเพื่อ ชวยในการทํางานตั้งแตงานที่งายจนถึงระดับที่มีความสลับซับซอนมาก คอมพิวเตอรจะทํางานตามคําสั่งที่มนุษย กําหนดไวใหทํา จึงมีการกําหนดภาษาขึ้นมาใหมเพื่อใหคอมพิวเตอรเขาใจคําสั่งของมนุษยเราเรียกภาษานี้วา ภาษาคอมพิวเตอรหรือ ภาษาประดิษฐ (Computer language) เปนภาษาติดตอสื่อสารกันระหวางมนุษยและ คอมพิวเตอร การที่จะใหคอมพิวเตอรทําการประมวลผลไดนั้นจะตองมีชุดคําสั่งทําใหคอมพิวเตอรทํางานเรียกวา โปรแกรม (Program) หรือ ซอฟตแวร (Software) โดยที่โปรแกรมนั้นถูกเขียนลงบนสื่อบันทึกขอมูล หรือ ปอนผานทางแปนพิมพเขาสูเครื่องคอมพิวเตอร เพื่อใหเครื่องทํางานตามโปรแกรม การเขียนโปรแกรมตองเขียน ดวยภาษาคอมพิวเตอร ซึ่งในปจจุบันภาษาคอมพิวเตอรที่ใชสําหรับเขียนโปรแกรมมีอยูมากมายหลายชนิด และแต ละภาษาจะมีลักษณะ วิธีการเขียนโปรแกรม และขอดี – ขอเสีย แตกตางกันไปทั้งนี้ก็เพื่อใหเหมาะสมกับงานดาน ตาง ไ นั่นเองฉะนั้น ผูเขียนโปรแกรม (Programmer) จะตองมีความเขาใจถึงกฎเกณฑ และวิธีการเขียนโปรแกรม เปนอยางดี ประเภทของภาษาคอมพิวเตอรปจจุบันมี 3 ประเภท -ภาษาเครื่องจักร (Machine Language) -(Low - Level or Assembly Language) -ภาษาระดับสูง (High - Level Language) 1. ภาษาเครื่องจักร (Machine Language) เปนภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอรที่สั่งใหคอมพิวเตอรทํางานไดโดยตรง ซึ่ง การเขียนคําสั่งใหกับคอมพิวเตอรเปนภาษาเครื่องนั้นยากตอการเขาใจ องคประกอบ ของภาษาเครื่องจะประกอบดวยเลข 0และ1 หรือระบบเลขฐานสอง (Binary System) เมื่อสงผานใหคอมพิวเตอร คอมพิวเตอรสามารถเขาใจได โปรแกรมที่ไดจากภาษานี้จึงเปนกลุมรหัสคําสั่งของตัวเลขลวน ๆ ที่เรียงตอกัน ดังนั้นโปรแกรมภาษาเครื่องจึงมีความยุงยากเปนอยางยิงเนื่องจากอยูในรูปแบบหรือสัญลักษณที่เราไมคุนเคย ่ ใบความรูรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ง 31201 โดยครูนอมจิตร เฉลยไกร หนา 7
  • 8.
    ขอดีของภาษาเครื่องจักร คือ กินเนื้อที่ความจํานอยเมื่อคําสั่งนี้เจขาสูเครื่องคอมพิวเตอรสามารถสั่งการ ทํางานไดทันที จึงมีความรวดเร็วสูง ขอเสียของภาษาเครื่องจักร คือ ยากตอการเรียนรูและการจดจํา ดังนั้นจึงทําใหยากตอการสรางหรือการ พัฒนาซอฟทแวร 2. ภาษาระดับต่ําหรือภาษาแอสเซมบลี (Low - Level or Assembly Language) เปนภาษาที่ใกลภาษาเครื่องหรือเครื่องเขาใจงาย โดยมากจะเปนคํายอที่วิศวกรคอมพิวเตอรกําหนดขึ้นเพื่อใหทํางาน ไดเร็วมากขึ้นกวาการใชภาษาเครื่อง ภาษาระดับต่ํา (Low – Level Language) หรือที่เรียกกันวา “ภาษาแอสเซมบลี (Assembly Language)” เปนภาษาที่ใช สัญลักษณแทนการใชรหัสตัวเลขที่ใชในภาษาเครื่องทําใหการเขียน โปรแกรมมีความสะดวกและงายขึ้น แตเนื่องจากคอมพิวเตอร สามารถรับรูไดหรือเขาใจไดเพียงภาษาเดียวคือภาษาเครื่องดังนั้น จึงตองทําการแปลจากภาษาแอสเซมบลีใหเปนภาษาเครื่อง (Machine Language) เสียกอน จึงจะสามารถนําไปใชควบคุมคําสั่งการใหเครื่องทํางานได โดยใชระบบ โปรแกรมแปลภาษาซึ่งเรียกวา Translator Program หรือบางทานอาจเคยคุนหูวา คอมไพเลอร (COMPILER) แตโปรแกรมแปลภาษาของแอสเซมบลีจะมีชื่อเฉพาะของมันวา แอสเซมเบลอร (ASSEMBLER) ซึ่ง แอสเซม เบลอร ก็คือคอมไพเลอรนั่นเอง (ตัวแปลโปรแกรม หรือ COMPILER เปนโปรแกรมที่ใชแปลโปรแกรมทีเ่ ขียนขึ้นใหเปนภาษาเครื่อง ลักษณะการ แปลจะเปนการแปลจนเสร็จทั้งชุดแลวนําไปเก็บไวในหนวยความจํากอน จากนั้นจึงเริ่มปฏิบัติการไปทีละคําสั่ง การแปลแบบนี้หนึ่งคําสั่งที่เขียนดวยภาษาระดับสูงอาจจะถูกแปลไดเปนหลาย ๆ คําสั่งของภาษาเครื่องก็ได การ แปลแบบนี้มักพบเห็นกันในภาษาระดับสูงทั่ว ๆ ไป เชน ภาษาปาสคาล ภาษาซี ขอดีของภาษาแอสเซมบลี คือ เปนภาษาที่ทํางานเร็วกวาภาษาอื่น (ยกเวนภาษาเครื่อง) สามารถเขียน โปรแกรมควบคุมคําสั่งการตัวเครื่อง (HARDWARE) ไดโดยตรงและกินที่เนื้อที่หนวยความจํานอย ขอเสียของภาษาแอสเซมบลี คือ ยากตอการดเรียนรูและยากตอความเขาใจสําหรับผูทไมมีพื้นฐานทางดาน ี่ ฮารดแวรมากอน นอกจากนี้ ยังเปนภาษาที่ผูกพันหรือขึ้นกับตระกูลหรือชนิดของเครื่องดวย ใบความรูรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ง 31201 โดยครูนอมจิตร เฉลยไกร หนา 8
  • 9.
    3. ภาษาระดับสูง (High- Level Language) ภาษาระดับสูงเปนภาษาที่มีลักษณะหรือรูปแบบใกลเคียง กับสัญลักษณตาง ๆที่มนุษยคุนเคย (เชนอยูใน รูปแบบหรือคําในภาษาอังกฤษและสัญลักษณทางคณิตศาสตรซึ่งเหมือนกับที่ใชกันในชีวิตประจําวัน) ดังนั้น จึงทําใหสะดวกตอการเรียนรูและใชงานมากขึ้น จึงเปนภาษาที่นิยมใชอยากวางขวางในปจจุบัน ขอดีของภาษาระดับสูง คือเปนภาษาที่ไมผูกพันหรือขึ้นตรงกับตัวเครื่อง ดังนั้นผูเขียนโปรแกรมสามารถ เขียนไดอยางอิสระภายใตกฎเกณฑของภาษานั้น ๆ โดยไมจําเปนตองมีความรูทางฮารดแวร ก็สามารถใชประโยชน ได จะอยางไรก็ตาม ภาษาระดับสูงเมื่อจะนําไปใชควบคุมสังการเครื่องก็ตองนําไปแปลเปนภาษาเครื่องกอน ่ เชนเดียวกัน โปรแกรมที่ใชแปลภาษาระดับสูงใหเปนภาษาเครื่องเรียกวาคอมไพเลอร (Compiler) หรืออาจใช โปรแกรมที่ใชแปลภาษาระดับสูงใหเปนภาษาเครื่องอีกประเภทที่เรียกวา อินเตอรพริทเตอร (Interpreter) ภาษา ระดับสูงมีดังนี้ -ภาษาปาสคาล (PASCAL) -ภาษาซี (C) -ภาษาเบสิก (BASIC) -ภาษาฟอรแทรน (FORTRAN -ภาษาโคบอล (COBOL)ภาษาเบสิก (BASIC) -ภาษาพีแอลวัน (PL/1) -ภาษาอารพีจี (RPG) ภาษาปาสคาล (PASCAL) ภาษาปาสคาล เปนภาษาระดับสูงที่งายตอการเรียนรู และงายจอการใชงาน เหมาะสําหรับผูที่เริ่มเรียนภาษาระดับสูง และยังเปนภาษาที่มีประสิทธิภาพสูง ภาษานี้เหมาะทั้งงาน อเนกประสงคทั่วไปไมวาจะเปนการพิมพรายงาน การคํานวณและ การสรางรูปแบบการพิมพ รวมทั้งงานที่สามารถนํามาเขียนโปรแกรม ประยุกตเพื่อชวยแกปญหาหรือพัฒนาเกี่ยวกับระบบตัวเครื่องได ภาษาปาสคาลใชไดกับเครื่องไมโครคอมพิวเตอรทั่วไป ขอดีของภาษาปาสคาล คือ เปนภาษาที่มีลักษณะที่เปนโครงสราง ดังนั้น จึงเปนภาษาที่เหมาะสมที่จะนํามาใชเปนแมแบบในการเรียนรูรวมทั้งยังงายตอการใชงานอีกดวย เพราะมี ความสมบูรณในตัวโปรแกรมเนื่องจากมีลักษณะเปนบลอก เขาใจงาย และการตรวจสอบขอผิดพลาดของ โปรแกรมสามารถทําไดอยางสะดวก ใบความรูรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ง 31201 โดยครูนอมจิตร เฉลยไกร หนา 9
  • 10.
    ภาษาซี ( C) ภาษาซี ( C ) เปนภาษาระดับสูงแตมีความออนตัว หรือยืดหยุนเหมือนภาษาในระดับต่ํา (คลายภาษาแอสเซมบลี) ขอดีของภาษาซี คือ มีความสั้นและกระชับ เปนภาษาที่มี ความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงในการใชพัฒนาหรือเขียน โปรแกรมเกี่ยวกับระบบตัวเครื่องคอมพิวเตอร รวมทั้งยังสามารถ สามารถใชงานเอนกประสงคทั่วไปหรือเขียนโปรแกรมประยุกต เพื่อชวยแกปญหาตาง ๆ ทั่วไปไดดีอีกดวย สวนขอเสีย คือมี รูปแบบไวยากรณ (SYNTAX) ที่หลากหลายทําใหเกิดความสับสน และยุงยากแกการจดจํา ภาษาเบสิก (BASIC) ภาษาเบสิก (BASIC) ยอมาจาก Beginner’s All – purpose Symbolic Instruction Code เปนภาษาที่ สามารถทําไดทั้งงานดานคํานวณ งานดานธุรกิจตาง ๆ เนื่องจากภาษานี้มีรูปแบบการทํางานดั้งเดิมเปนแบบใช ตัวแปลภาษาที่เรียกวา อินเตอรพริทเตอร (ตัวแปลคําสั่ง หรือ Interpreter เปนโปรแกรมที่ใชแปลโปรแกรมที่ เขียนขึ้นใหเปนภาษาเครื่องลักษณะการแปลจะทําการแปลทีละคําสั่งที่ไดรับใหเปนภาษาเครื่องเมื่อแปลเสร็จหนึ่ง คําสั่งเครื่องก็จะปฏิบัตตามคําสั่งทันทีและเมื่อมีขอผิดพลาดกจะรายงานออกมาใหผูใชทราบในทันที เพื่อใหผูใช ิ แกไขในสวนที่ผิดพลาดเสียกอนจึงจะทําการแปลคําสั่งตอไปให การแปลแบบนี้จะทําใหเกิดการปฏิบัติการและ ทรายผลในทันที ดังนั้น ขอดีของภาษานี้คือ ไมมีความยุงยากในการเขียนโปรแกรมสามารถสามารถแกไขคําสั่ง ไดทันที ทําใหเรียนรูไดงายและเขาใจไดอยางรวดเร็ว สวนขอเสียคือ ความสามารถในการทํางานมีจํากัดและการ ตรวจสอบความสัมพันธโดยรวมของโปรแกรมทําไดยาก ภาษาฟอรแทรน (FORTRAN) ภาษาฟอรแทรน (FORTRAN) เปนภาษาดั้งเดิมเหมาะกับงานทางดานวิทยาศาสตร คณิตศาสตร วิศวกรรมศาสตร ดังนั้น ขอดีของภาษานี้คือ เหมาะกับงานที่มีขอมูลเปนตัวเลขมาก ๆ ใชสูตรคํานวณหรือสมการ ที่ซับซอน มีความรวดเร็วและกระชับเหมาะสําหรับงานดานคํานวณ จึงใชไดดีกับงานคนควาวิจัย ขอเสีย ของฟอรแทรน คือ มีลักษณะรูปแบบ (FORMAT) ที่ยุงยาก ไมเหมาะกับงานทางการพิมพและเก็บขอมูลรวมทั้ง ไมเหมาะตอการนํามาใชพัฒนาหรือเขียนโปรแกรมเกี่ยวกับระบบตัวเครื่องคอมพิวเตอร ภาษาโคบอล (COBOL) ภาษาโคบอล (COBOL) ยอมาจาก “Common Business Oriented Language” ไดรบการพัฒนาเพื่อ ั จุดประสงคในการใชเขียนโปรแกรมทางดานธุรกิจเปนสวนใหญ ดังนั้น ขอดีของภาษานี้ คือ สามารถทํางานกับ ขอมูลทุกชนิดทั้งตัวเลขและตัวอักษร จึงเหมาะกับงานทางดานประมวลผลทางบัญชี, การสรางฐานขอมูลอันเปน งานหลักของการประมวลผลทางธุรกิจโดยทั่ว ๆ ไป นอกจากนี้ ยังมีความสามารถดานจัดรูปแบบการพิมพรายงาน อีกดวย และภาษานี้มีรูปแบบคลายคลึงกับคําในภาษาอังกฤษมากจึงสะดวกตอความเขาใจและจดจํา ใบความรูรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ง 31201 โดยครูนอมจิตร เฉลยไกร หนา 10
  • 11.
    ขอเสียของภาษาโคบอล คือ ไมกระชับเนื่องจากมีรูปแบบของภาษายาวจึงเปนเหตุใหตัวโปรแกรมมีความยาว ทํา ใหตองใชเนือที่ในหนวยความจํามากและเสียเวลาในการเขียนโปรแกรม ้ ภาษาพีแอลวัน (PL/1) ภาษา (PL/1) ยอมาจาก Programming Language one เปนภาษาที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใชกับเครื่อง คอมพิวเตอรขนาดใหญ ( แบบ MINI หรือ MAINFRAME ) ดังนั้น ขอดีของภาษานี้ คือ สามารถใชไดดีทั้งงาน ดานธุรกิจและวิทยาศาสตร สวนขอเสียของภาษานี้คือ เทาที่ผานมายังไมสามารถใชบนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร ทีตองใชกับเครื่องคอมพิวเตอรขนาดใหญที่มีขีดความสามารถสูงเทานั้น และโปรแกรมของภาษานี้ตองใชเนื้อที่ใน ่ การเก็บโปรแกรมเปนจํานวนมาก ภาษาอารพีจี (RPG) ภาษา RPG ยอมาจาก Report Program Generator เปนภาษาที่เหมาะกับงานดานธุรกิจ ดังนั้น ขอดีของภาษานี้ คือ นํามาใชพิมพรายงานแบบธรรมดาจนถึงรายงานทางธุรกิจที่มีรูปแบบยุงยากซับซอนไดเปน อยางดี มีความสามารถในการสรางฐานขอมูลและควบคุมเกี่ยวกับไฟลตาง ๆ ขอเสีย คือ มีความยุงยากไมอิสระในการเขียนโปรแกรมเนื่องจาก ลักษณะของโปรแกรมตองอยูในแบบฟอรมที่ กําหนดไวอยางตายตัว และเหมาะที่จะใชกับเครื่องคอมพิวเตอรขนาดใหญเทานั้น ใบความรูรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ง 31201 โดยครูนอมจิตร เฉลยไกร หนา 11