พฤติกรรมการติดสมาร์ทโฟน
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
• เด็กติดสมาร์ทโฟน
เด็กติดสมาร์ทโฟน (Children’s Smartphone Addiction)
หมายถึง เด็กที่ใช้เวลาเล่นสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตวันละหลายชั่วโมงติดต่อกัน
ส่งผลให้กิจวัตรบางอย่างได้รับผลกระทบ
เช่น เด็กปฏิเสธที่จะทาการบ้าน ถ้าพวกเขาไม่ได้เล่นเกมส์เป็นการแลกเปลี่ยน
พฤติกรรมนี้สร้างความหนักใจให้กับพ่อแม่
มีผู้ปกครองหลายครอบครัวยอมควักเงินซื้ออุปกรณ์ไฮเทค
จาพวกสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตเพื่อต่อยอดการเรียนรู้
ของลูก แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลายเป็นตรงกันข้าม
เด็กหลายคนติดสมาร์ทโฟนกันงอมแงม จนกระทบกับการ
เรียนและพัฒนาการทางด้านร่างกายและจิตใจของเด็กอีกด้วย
สถาบันที่เชี่ยวชาญทางด้านเด็กของสหรัฐอเมริกาเปิดเผยว่า เด็กทารกจนถึงวัย 2 ขวบ ไม่
ควรหยิบจับอุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ ส่วนเด็กอายุ3 – 5 ขวบนั้นให้เล่นได้วันละไม่เกิน 1 ชั่วโมง
และในวัยที่โตกว่านั้นจนถึงอายุ18 ปี ควรเล่นแค่วันละ 2 ชั่วโมง แต่จากข้อมูลที่นาเสนอผ่าน
สื่อสาธารณะได้ระบุว่าชั่วโมงการใช้งานอุปกรณ์ทางด้านเทคโนโลยีของเด็กในสหรัฐฯ และ
แคนาดาสูงกว่าจานวนที่แนะนาไว้4 ถึง 5 เท่า
ปัญหาเด็กติดสมาร์ทโฟนนับวันจะยิ่งปรากฏให้เห็นมากขึ้นในสังคมทั่วโลก รวมถึง
สังคมไทยที่มีจานวนผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตเพิ่มสูงขึ้นในทุกๆปี พ่อแม่จึงไม่ควร
วางใจให้ลูกอยู่กับสมาร์ท
โฟนเพียงลาพัง ควรดูแลพฤติกรรมการเล่นสมาร์ทโฟนของเด็กอย่างใกล้ชิดไม่ให้เกิดปัญหา
เด็กติดสมาร์ทโฟนในภายหลัง
ลักษณะของเด็กที่ติดสมาร์ทโฟน
เนื่องจากครอบครัวในสังคมไทยมีอุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตอยู่ในครอบครองกันมากขึ้น
ทาให้สมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจาวันจนกลายเป็นเรื่องปกติ เด็กในยุคนี้จึงเข้าถึงอุปกรณ์
เหล่านี้ได้อย่างสะดวกจากการเล่นสมาร์ท โฟนของพ่อแม่หรือของตนเอง
- เด็กที่ใช้สมาร์ทโฟนมีอาการตื่นสายและอาการอ่อนเพลียในตอนเช้า
- เด็กหมดความสนใจในกิจกรรมรอบตัว สนใจแต่เล่นสมาร์ทโฟน
- เด็กตั้งตารอเวลาที่จะได้เล่นสมาร์ทโฟน
- เด็กถูกเบี่ยงเบนความสนใจจากสิ่งที่กาลังทาเพราะมีข้อความแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟน
- เด็กรู้สึกหงุดหงิดหรือหดหู่เวลาที่ไม่ได้เล่นสมาร์ทโฟน และอาการเหล่านี้มักหายไปเมื่อเด็กได้เล่น.
สมาร์ทโฟน
- เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าวเวลาพ่อแม่สอดส่องพฤติกรรมการเล่นสมาร์ทโฟนของเขา และโต้เถียงพ่อแม่
บ่อยขึ้น
- เด็กขาดสมาธิระหว่างทาการบ้าน โดยไม่สามารถทาได้อย่างต่อเนื่องจนเสร็จ หรือเด็กชอบเปิดดู
สมาร์ทโฟนเพื่อเล่นเกมส์หรือทาอย่างอื่นระหว่างทาการบ้านไปด้วย
ผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็กและวัยรุ่นที่ติดสมาร์ทโฟน
Dr. Lee และคณะ ผู้ทาการศึกษาผลของการติดโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนในเด็กวัยรุ่น
เกาหลี กล่าวว่า โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนมีฟังก์ชันการทางานที่หลากหลาย ทาให้เกิดความ
สะดวกและเพลิดเพลินแก่ผู้ใช้ซึ่งจะนาไปสู่การใช้ที่มากเกินไปได้ในการศึกษาที่ได้ทาในเด็ก
วัยรุ่น 195 คนที่ใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน โดยให้วัยรุ่นกลุ่มนี้ทาแบบทดสอบพฤติกรรม
การใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน เพื่อประเมินอาการทางจิตและปัญหาด้านพฤติกรรม จากผล
การทดสอบพบว่าในวัยรุ่นแต่ละราย มีคะแนนจากแบบทดสอบทั้งสามไปในทิศทางเดียวกัน
จากนั้นได้ทาการแบ่งกลุ่มวัยรุ่นออกเป็นสี่กลุ่มตามพฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ตและ
โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ดังนี้
1) low Internet/low smartphone (low-low) users
2) high Internet/high smartphone (high-high) users
3) low Internet/high smartphone (low-high) users
4) high Internet/low smartphone (high-low) users
จากแบบทดสอบยังพบว่าในกลุ่มนี้มีอาการผิดปกติ เช่น อาการลงแดงหากไม่ได้ใช้
อินเตอร์เน็ต/โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน มีปัญหาทางการคิด มีอาการซึมเศร้าหรือกระวน
กระวาย สมาธิสั้น ซึ่งมีโอกาสส่งผลต่อการเข้าสังคมและพัฒนาการด้านการเรียนรู้ของเด็กได้
ที่มา : รายงานการสารวจการมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน พ.ศ. 2551

บท2 พฤติกรรมการติดสมาร์ทโฟน

  • 1.
  • 2.
    เอกสารที่เกี่ยวข้อง • เด็กติดสมาร์ทโฟน เด็กติดสมาร์ทโฟน (Children’sSmartphone Addiction) หมายถึง เด็กที่ใช้เวลาเล่นสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตวันละหลายชั่วโมงติดต่อกัน ส่งผลให้กิจวัตรบางอย่างได้รับผลกระทบ เช่น เด็กปฏิเสธที่จะทาการบ้าน ถ้าพวกเขาไม่ได้เล่นเกมส์เป็นการแลกเปลี่ยน พฤติกรรมนี้สร้างความหนักใจให้กับพ่อแม่ มีผู้ปกครองหลายครอบครัวยอมควักเงินซื้ออุปกรณ์ไฮเทค จาพวกสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตเพื่อต่อยอดการเรียนรู้ ของลูก แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลายเป็นตรงกันข้าม เด็กหลายคนติดสมาร์ทโฟนกันงอมแงม จนกระทบกับการ เรียนและพัฒนาการทางด้านร่างกายและจิตใจของเด็กอีกด้วย
  • 3.
    สถาบันที่เชี่ยวชาญทางด้านเด็กของสหรัฐอเมริกาเปิดเผยว่า เด็กทารกจนถึงวัย 2ขวบ ไม่ ควรหยิบจับอุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ ส่วนเด็กอายุ3 – 5 ขวบนั้นให้เล่นได้วันละไม่เกิน 1 ชั่วโมง และในวัยที่โตกว่านั้นจนถึงอายุ18 ปี ควรเล่นแค่วันละ 2 ชั่วโมง แต่จากข้อมูลที่นาเสนอผ่าน สื่อสาธารณะได้ระบุว่าชั่วโมงการใช้งานอุปกรณ์ทางด้านเทคโนโลยีของเด็กในสหรัฐฯ และ แคนาดาสูงกว่าจานวนที่แนะนาไว้4 ถึง 5 เท่า ปัญหาเด็กติดสมาร์ทโฟนนับวันจะยิ่งปรากฏให้เห็นมากขึ้นในสังคมทั่วโลก รวมถึง สังคมไทยที่มีจานวนผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตเพิ่มสูงขึ้นในทุกๆปี พ่อแม่จึงไม่ควร วางใจให้ลูกอยู่กับสมาร์ท โฟนเพียงลาพัง ควรดูแลพฤติกรรมการเล่นสมาร์ทโฟนของเด็กอย่างใกล้ชิดไม่ให้เกิดปัญหา เด็กติดสมาร์ทโฟนในภายหลัง
  • 4.
    ลักษณะของเด็กที่ติดสมาร์ทโฟน เนื่องจากครอบครัวในสังคมไทยมีอุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตอยู่ในครอบครองกันมากขึ้น ทาให้สมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจาวันจนกลายเป็นเรื่องปกติ เด็กในยุคนี้จึงเข้าถึงอุปกรณ์ เหล่านี้ได้อย่างสะดวกจากการเล่นสมาร์ท โฟนของพ่อแม่หรือของตนเอง -เด็กที่ใช้สมาร์ทโฟนมีอาการตื่นสายและอาการอ่อนเพลียในตอนเช้า - เด็กหมดความสนใจในกิจกรรมรอบตัว สนใจแต่เล่นสมาร์ทโฟน - เด็กตั้งตารอเวลาที่จะได้เล่นสมาร์ทโฟน - เด็กถูกเบี่ยงเบนความสนใจจากสิ่งที่กาลังทาเพราะมีข้อความแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟน - เด็กรู้สึกหงุดหงิดหรือหดหู่เวลาที่ไม่ได้เล่นสมาร์ทโฟน และอาการเหล่านี้มักหายไปเมื่อเด็กได้เล่น. สมาร์ทโฟน - เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าวเวลาพ่อแม่สอดส่องพฤติกรรมการเล่นสมาร์ทโฟนของเขา และโต้เถียงพ่อแม่ บ่อยขึ้น - เด็กขาดสมาธิระหว่างทาการบ้าน โดยไม่สามารถทาได้อย่างต่อเนื่องจนเสร็จ หรือเด็กชอบเปิดดู สมาร์ทโฟนเพื่อเล่นเกมส์หรือทาอย่างอื่นระหว่างทาการบ้านไปด้วย
  • 5.
    ผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็กและวัยรุ่นที่ติดสมาร์ทโฟน Dr. Lee และคณะผู้ทาการศึกษาผลของการติดโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนในเด็กวัยรุ่น เกาหลี กล่าวว่า โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนมีฟังก์ชันการทางานที่หลากหลาย ทาให้เกิดความ สะดวกและเพลิดเพลินแก่ผู้ใช้ซึ่งจะนาไปสู่การใช้ที่มากเกินไปได้ในการศึกษาที่ได้ทาในเด็ก วัยรุ่น 195 คนที่ใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน โดยให้วัยรุ่นกลุ่มนี้ทาแบบทดสอบพฤติกรรม การใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน เพื่อประเมินอาการทางจิตและปัญหาด้านพฤติกรรม จากผล การทดสอบพบว่าในวัยรุ่นแต่ละราย มีคะแนนจากแบบทดสอบทั้งสามไปในทิศทางเดียวกัน จากนั้นได้ทาการแบ่งกลุ่มวัยรุ่นออกเป็นสี่กลุ่มตามพฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ตและ โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ดังนี้ 1) low Internet/low smartphone (low-low) users 2) high Internet/high smartphone (high-high) users 3) low Internet/high smartphone (low-high) users 4) high Internet/low smartphone (high-low) users จากแบบทดสอบยังพบว่าในกลุ่มนี้มีอาการผิดปกติ เช่น อาการลงแดงหากไม่ได้ใช้ อินเตอร์เน็ต/โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน มีปัญหาทางการคิด มีอาการซึมเศร้าหรือกระวน กระวาย สมาธิสั้น ซึ่งมีโอกาสส่งผลต่อการเข้าสังคมและพัฒนาการด้านการเรียนรู้ของเด็กได้
  • 6.