1
แนวทางการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศใน
พื้นที่ภาคกลางในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12
โดย
เชิญ ไกรนรา
Choen@nesdb.go.th
สานักพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาคกลาง
7 เมษายน 2559
2
แนวทางการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศใน
พื้นที่ภาคกลางในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12
ขอบเขตของเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศมี 4 ระดับคือ
-ระดับโรงงาน เข้าสู่การเป็นโรงงานอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ระดับ GI1 – GI 5 ตามเกณฑ์ของ
กระทรวงอุตสาหกรรม
-ระดับนิคมอุตสาหกรรม พัฒนาเชิงพื้นที่ด้วยความร่วมมือกับเครือข่ายทั้งโรงงาน ชุมชนและหน่วยงานส่วน
ท้องถิ่นให้เป็น “นิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศและเครือข่าย”หรือ “เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ” (Eco-
Industrial Estate & Networks)
• ระดับเมือง ที่มีนิคมอุตสาหกรรมตั้งอยู่โดยการพัฒนาในด้านต่างๆของท้องถิ่นควบคู่กันไปกับภาคส่วน
อุตสาหกรรมซึ่งเป็นหลักในการสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจของท้องถิ่นหรือเมืองนั้นๆสู่การเป็น “เมืองน่าอยู่
คู่อุตสาหกรรม” (Eco-Industrial Town)
• ระดับจังหวัด พัฒนาในทุกภาคส่วนสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้แก่เกษตรยั่งยืน ประมงยั่งยืน
ท่องเที่ยวยั่งยืนและอุตสาหกรรมยั่งยืนเพื่อเป็น“เมืองน่าอยู่เมืองยั่งยืน” (Eco City)
1.ความก้าวหน้าของการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในพื้นที่ภาคกลางในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
และสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 มีสาระสาคัญดังนี้
1.1 ความก้าวหน้าการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียวหรือการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระดับโรงงาน
ในพื้นที่ภาคกลางระหว่างปี 2555-2558
ระหว่างปี 2555-2556 พื้นที่ภาคกลาง 25 จังหวัดรวมกรุงเทพมหานครมีจานวนโรงงานอุตสาหกรรมจาพวกที่
3 ซึ่งเป็นโรงงานขนาดใหญ่ ก่อปัญหามลพิษทางราชการต้องควบคุมดูแลและจะต้องได้รับใบอนุญาตประกอบ
กิจการก่อนประกอบการ จานวน 48,723 โรงงาน หากรวมเฉพาะพื้นที่ ทั้งภาคกลางจานวน 25 จังหวัดจะมี
โรงงานอุตสาหกรรม จาพวกที่ 3 จานวน 39,255 โรงงาน หรือคิดเป็นร้อยละ 80.54 ของจานวนโรงงาน
อุตสาหกรรมทั้งพื้นที่ภาคกลางรวมกรุงเทพมหานคร กระทรวงอุตสาหกรรมได้จัดทาโครงการอุตสาหกรรม
สีเขียว(Green Industry: GI) ทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2554 จนถึงถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นการทางานเชิงรุกโดยมุ่งเน้น
ส่งเสริมและพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้เติบโตและพัฒนาอย่างยั่งยืน ตลอดทั้งส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมให้มี
การประกอบการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและต่อสังคมเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมมีภาพลักษณ์ทีดี น่าเชื่อถือและ
ประชาชนไว้วางใจ และเกิดการสร้างเศรษฐกิจสีเขียวซึ่งจะทาให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมสีเขียวของประเทศ (Green
GDP) มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นด้วย โดยส่งเสริมให้สถานประกอบการมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องสู่การเป็น
อุตสาหกรรมสีเขียวใน 5 ระดับ ประกอบด้วย
 ระดับที่ 1 ความมุ่งมั่นสีเขียว (Green Commitment) คือ ความมุ่งมั่นที่จะลดผลกระทบต่อ
สิ่งแวดล้อมและมีการสื่อสารภายในองค์กรให้ทราบโดยทั่วกัน
 ระดับที่ 2 ปฏิบัติการสีเขียว (Green Activity) คือการดาเนินกิจกรรมเพื่อลดผลกระทบต่อ
สิ่งแวดล้อมได้สาเร็จตามความมุ่งมั่นที่ตั้งไว้
 ระดับที่ 3 ระบบสีเขียว (Green System) คือการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ มีการ
ติดตามประเมินผลและทบทวนเพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการได้รับรางวัลด้านสิ่งแวดล้อมที่
เป็นที่ยอมรับ และการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ
3
 ระดับที่ 4 วัฒนธรรมสีเขียว (Green Culture) คือการที่ทุกคนในองค์กรให้ความร่วมมือในการ
ดาเนินงานอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในทุกด้านของการประกอบกิจการ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของ
องค์กร
 ระดับที่ 5 เครือข่ายสีเขียว (Green Network) คือการแสดงถึงการขยายเครือข่ายตลอดห่วงโซ่
อุปทานสีเขียวโดยสนับสนุนให้คู่ค้าและและพันธมิตรเข้าสู่กระบวนการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวด้วย
โดยระหว่างปี 2555-2556 และปี 2558 มีจานวนโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคกลางจาก 6 กลุ่มจังหวัด
ได้รับใบรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวทุกระดับรวมกันประมาณ 7 ,871 โรงงาน หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ
20.05 ของจานวนโรงงานทั้งหมดของพื้นที่ภาคกลางรวมกรุงเทพมหานคร ซึ่งถือได้ว่ามีความก้าวหน้าอย่าง
ช้าๆ โดยโรงงานที่ได้รับใบรับรองส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกและกรุงเทพและ
ปริมณฑล โดยสามารถจาแนกจานวนใบรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวสะสมของแต่ละระดับได้คือ
 โรงงานที่ผ่านการประเมินและได้รับใบรับรองระดับ 1 จานวนประมาณ 4 ,548 โรงงาน หรือคิดเป็น
ร้อยละ 11.58 ของจานวนโรงงานทั้งหมดของพื้นที่ภาคกลางรวมกรุงเทพมหานคร
 โรงงานที่ผ่านการประเมินและได้รับใบรับรองระดับ 2 จานวนประมาณ 1 ,969 โรงงาน หรือคิดเป็น
ร้อยละ 5.01 ของจานวนโรงงานทั้งหมดของพื้นที่ภาคกลางรวมกรุงเทพมหานคร
 โรงงานที่ผ่านการประเมินและได้รับใบรับรองระดับ 3 จานวนประมาณ 1 ,277 โรงงาน หรือคิดเป็น
ร้อยละ 3.25 ของจานวนโรงงานทั้งหมดของพื้นที่ภาคกลางรวมกรุงเทพมหานคร
 โรงงานที่ผ่านการประเมินและได้รับใบรับรองระดับ 4 จานวนประมาณ 74 โรงงาน และ
 โรงงานที่ผ่านการประเมินและได้รับใบรับรองระดับ 4 จานวนประมาณ 5 โรงงาน
1.2 ความก้าวหน้าการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระดับนิคมอุตสาหกรรม ระดับเมืองและระดับ
จังหวัด
คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2556 มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับ
กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดตั้งคณะทางานเพื่อศึกษารูปแบบการ
จัดทาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในพื้นที่อุตสาหกรรมเดิม ได้แก่ จ.สมุทรปราการ จ.สมุทรสาครและ จ.ระยอง
และจัดทาแผนการยกระดับเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในพื้นที่อุตสาหกรรมใหม่ ได้แก่ จ.ฉะเชิงเทรา และ
จ.ปราจีนบุรี โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานรับผิดชอบดาเนินการและได้จัดทา
โครงการภายใต้แผนงานการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศดังนี้
1) โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศเชิงพื้นที่ระดับนิคมอุตสาหกรรม (Eco-Industrial Complex)
ดาเนินการในปี 2555 โดยคัดเลือกพื้นที่อุตสาหกรรมนาร่อง 5 พื้นที่ ได้แก่ (1) สวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์
ศรีราชา จ.ชลบุรี (2) สวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี (3) สวนอุตสาหกรรม 304
อินดัสเตรียลปาร์ค จ.ปราจีนบุรี (4) เขตประกอบการสวนอุตสาหกรรมบริษัทไออาร์พีซี จ.ระยอง และ (5)
ชุมชนอุตสาหกรรมไอ.พี.พี ไทยแลนด์ จ.ระยอง เพื่อจัดทาแผนพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมเชิงนิเวศของแต่ละ
พื้นที่ให้ครอบคลุม 5 มิติ ได้แก่ กายภาพ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการ รวมทั้งส่งเสริม
ให้พื้นที่อุตสาหกรรมนาร่องดาเนินการตามแผนพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ
2) โครงการศึกษาเพื่อจัดทาแผนแม่บทเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระดับจังหวัด ดาเนินการในปี 2557
สาหรับ 5 จังหวัด ได้แก่ จ.สมุทรปราการ จ.สมุทรสงคราม จ.ระยอง จ.ปราจีนบุรี และ จ.ฉะเชิงเทรา โดยได้
4
ศึกษารวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกด้านสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
สภาพเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนแผนยุทธศาสตร์และความต้องการพัฒนาของจังหวัด เพื่อเป็นข้อมูล
สาหรับการจัดทาแผนแม่บทการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ พร้อมทั้งจัดประชุมรับฟังความคิดเห็น (Eco
Forum) จังหวัดละ 3 ครั้ง เพื่อพิจารณาปัญหาในแต่ละพื้นที่ เช่น ปัญหาของผู้ประกอบการ ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้ง
จากภาครัฐ ผู้ประกอบการภาคการค้าและอุตสาหกรรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาชน
ตลอดจนให้ข้อคิดเห็นและเสนอแนะการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศและการพัฒนาแผนแม่บทเมือง
อุตสาหกรรมเชิงนิเวศของจังหวัด
3) โครงการศึกษาจัดทาแผนแม่บทเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระดับจังหวัด ดาเนินการในปี 2558 สาหรับ
10 จังหวัด โดยครอบคลุม 6 จังหวัดในพื้นที่ภาคกลาง ได้แก่ จ.ชลบุรี จ.ราชบุรี จ.นครปฐม จ.ปทุมธานี
จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.สระบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีจานวนโรงงานและเงินลงทุนสูงรวมถึงมีศักยภาพใน
การเจริญเติบโตด้านอุตสาหกรรม และจัดทาโครงการตามแผนแม่บทการพัฒนาเข้าสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิง
นิเวศประกอบด้วย จ.ระยอง จ.สมุทรปราการ จ.สมุทรสาคร จ.ฉะเชิงเทรา และ จ.ปราจีนบุรี โดยได้
ดาเนินการพัฒนาและปรับปรุงโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ประกอบการอุตสาหกรรมให้มีการประกอบกิจการ
ตามแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมของหน่วยงานราชการส่วนกลาง
ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น โรงงานอุตสาหกรรมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกภาคส่วนในการดาเนินงาน โดย
กิจกรรมประกอบด้วย 2 ส่วนหลักคือ การทบทวนแผนแม่บทการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศที่
ดาเนินการในปีงบประมาณ 2557 และการส่งเสริมโรงงานอุตสาหกรรมและภาคประชาสังคมในการดาเนินงาน
เข้าสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ เช่น การยกระดับการจัดการสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
1.3 ความก้าวหน้าการดาเนินงานเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด (Clean Technology-CT) สาหรับโรงงาน
อุตสาหกรรม
เทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด หมายถึงการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตหรือผลิตภัณฑ์เพื่อให้ การ
ใช้วัตถุดิบ พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้เปลี่ยนเป็นของเสียน้อยที่สุด
หรือไม่มีเลย จึงเป็นการลดมลพิษที่แหล่งกาเนิด รวมทั้งการเปลี่ยนวัตถุดิบ การใช้ซ้าและการนากลับมาใช้ใหม่
ซึ่งช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและลดต้นทุนการผลิตไปพร้อมกัน กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ส่งเสริมการ
ดาเนินงานเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดสาหรับโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับ
ใบรับรองเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดได้รับการยอมรับเทียบเท่าโรงงานที่ได้รับใบรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว
ระดับที่ 2 โดยระหว่างปี 2555-255 8 ได้จัดทา 4 โครงการหลัก มีโรงงานเข้าร่วม ทั้ง 4 โครงการรวมทั้งสิ้น
123 โรงงาน ทาให้สามารถลดปริมาณการใช้น้ารวมทั้งสิ้น 1,749,272 ลบ.ม.ต่อปี สามารถประหยัดค่าใช้จ่าย
ด้านวัตถุดิบ พลังงานไฟฟ้า เชื้อเพลิงและน้ารวมเป็นเงินทั้งสิ้น 66.42 ล้านบาท/ปี ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านน้า
สารเคมีและพลังงานรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 68.70 ล้านบาท/ปี และสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ได้ 3,794,934 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี โดยมีรายละเอียดความก้าวหน้าการดาเนินงานแต่
ละโครงการดังนี้
1) โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดสาหรับโรงงานอุตสาหกรรม ดาเนินการระหว่างปี 2555-
2558 โดยมุ่งเน้น 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย คือ (1) อุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศ (2) อุตสาหกรรมผักและ
ผลไม้บรรจุกระป๋อง (3) อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหาร (4) อุตสาหกรรมโลหะ และ (5) อุตสาหกรรมแก้ว
มีโรงงานเข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 37 โรงงาน ภายหลังจากโรงงานดังกล่าวนาทางเลือกเพื่อการปรับปรุง
กระบวนการผลิตของเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดไปปฏิบัติจริง ทาให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านวัตถุดิบ
5
พลังงานไฟฟ้า เชื้อเพลิงและน้ารวมเป็นเงินทั้งสิ้น 66.42 ล้านบาท/ปี รวมทั้งสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซ
เรือนกระจกได้ 3,774,534 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ซึ่งสามารถจาแนกความก้าวหน้าของ
การดาเนินงานของอุตสาหกรรมเป้าหมายได้ดังนี้
(1) อุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศ ดาเนินการในปี 2555 มีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เข้าร่วมโครงการ
จานวน 8 โรงงาน แบ่งออกเป็น จ.ปทุมธานีจานวน 2 โรงงาน จ.สมุทรปราการจานวน 2 โรงงาน จ.นนทบุรี
จานวน 2 โรงงาน จ.ชลบุรีจานวน 1 โรงงาน และกรุงเทพมหานครจานวน 1 โรงงาน ภายหลังจากโรงงาน
ดังกล่าวนาทางเลือกเพื่อการปรับปรุงกระบวนการผลิตของเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดไปปฏิบัติจริง ทาให้
สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านวัตถุดิบ พลังงานไฟฟ้า เชื้อเพลิงและน้ารวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4 .43 ล้านบาทต่อปี
รวมทั้งสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 317,668 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
(2) อุตสาหกรรมผักและผลไม้บรรจุกระป่อง ดาเนินการในปี 2556 มีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เข้าร่วม
โครงการจานวน 3 โรงงาน แบ่งออกเป็น จ.กาญจนบุรีจานวน 2 โรงงาน และ จ.ชลบุรีจานวน 1 โรงงาน
ภายหลังจากโรงงานดังกล่าวนาทางเลือกเพื่อการปรับปรุงกระบวนการผลิตของเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดไป
ปฏิบัติจริง ทาให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านวัตถุดิบ พลังงานไฟฟ้า เชื้อเพลิงและน้ารวมเป็นเงินทั้งสิ้น
1.29 ล้านบาทต่อปี รวมทั้งสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 65 ,093 กิโลกรัม
คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
(3) อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหาร ดาเนินการในปี 2556 มีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เข้าร่วมโครงการ
จานวน 8 โรงงาน โดยแบ่งออกเป็น จ.สมุทรปราการจานวน 4 โรงงาน จ.สมุทรสาครจานวน 2 โรงงาน
จ.ปทุมธานีและ จ.นครปฐม แห่งละ 1 โรงงาน ภายหลังจากโรงงานดังกล่าวนาทางเลือกเพื่อการปรับปรุง
กระบวนการผลิตของเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดไปปฏิบัติจริง ทาให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านวัตถุดิบ
พลังงานไฟฟ้า เชื้อเพลิงและน้ารวมเป็นเงินทั้งสิ้น 10.41 ล้านบาทต่อปี รวมทั้งสามารถลดปริมาณการปล่อย
ก๊าซเรือนกระจกได้ 1,300,448 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
(4) อุตสาหกรรมโลหะ ดาเนินการในปี 2557 มีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เข้าร่วมโครงการจานวน 9
โรงงาน แบ่งออกเป็น จ.ปทุมธานีจานวน 2 โรงงาน จ.ระยองจานวน 2 โรงงาน จ.ฉะเชิงเทราจานวน 2 โรงงาน
จ.ปราจีนบุรี จ.สมุทรปราการและ จ.ชลบุรี แห่งละจานวน 1 โรงงาน ภายหลังจากโรงงานดังกล่าวนาทางเลือก
เพื่อการปรับปรุงกระบวนการผลิตของเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดไปปฏิบัติจริง ทาให้สามารถประหยัด
ค่าใช้จ่ายด้านวัตถุดิบ พลังงานไฟฟ้า เชื้อเพลิงและน้ารวมเป็นเงินทั้งสิ้น 30.96 ล้านบาทต่อปี รวมทั้งสามารถ
ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 1,270,780 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
(5) อุตสาหกรรมแก้ว ดาเนินการในปี 2558 ดาเนินการในโรงงานนาร่องจานวน 9 โรงงาน ประกอบด้วย
จ.นครปฐม 2 โรงงาน จ.สมุทรปราการ 2 โรงงาน จ.ระยอง 2 โรงงาน จ.ฉะเชิงเทรา 1 โรงงาน
จ.พระนครศรีอยุธยา 1 โรงงาน และ จ.สมุทรสาคร 1 โรงงาน ภายหลังจากโรงงานดังกล่าวนาทางเลือกเพื่อ
การปรับปรุงกระบวนการผลิตของเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดไปปฏิบัติจริง ทาให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่าย
6
ด้านวัตถุดิบ พลังงานไฟฟ้า เชื้อเพลิงและน้ารวมเป็นเงินทั้งสิ้น 19.33 ล้านบาทต่อปี รวมทั้งสามารถลด
ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 820,545 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
2) โครงการลดมลพิษโรงงานอุตสาหกรรมนอกเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง ดาเนินการปี
2555 มีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เข้าร่วมโครงการจานวน 18 โรงงาน ภายหลังโรงงานดังกล่าวนา
ทางเลือกเพื่อการปรับปรุงกระบวนการผลิตของเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดไปปฏิบัติจริง ทาให้สามารถลด
ปริมาณการใช้น้ารวมทั้งสิ้น 70,164 ลบ.ม.ต่อเดือน หรือ 814,968 ลบ.ม.ต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 12.93 ของ
ปริมาณการใช้น้าทั้งหมด และสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านน้า สารเคมีและพลังงานรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 30.90
ล้านบาท/ปี
3) โครงการศึกษาศักยภาพในการลดปริมาณการใช้น้าในอุตสาหกรรมที่มีการใช้น้ามาก ดาเนินการระหว่าง
ปี 2555-2556 มีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เข้าร่วมโครงการจานวน 19 โรงงาน แบ่งออกเป็น
จ.สมุทรปราการจานวน 6 โรงงาน จ.สมุทรสาครและ จ.นครปฐม แห่งละจานวน 3 โรงงาน จ.ชลบุรีและ
จ.ปทุมธานี แห่งละจานวน 2 โรงงาน จ.นนทบุรี จ.สิงห์บุรีและ จ.ประจวบคีรีขันธ์แห่งละจานวน 1 โรงงาน
ภายหลังจากจาก โรงงานดังกล่าวนาทางเลือกเพื่อการปรับปรุงกระบวนการผลิตของเทคโนโลยีการผลิตที่
สะอาดไปปฏิบัติจริง ทาให้สามารถลดปริมาณการใช้น้ารวมทั้งสิ้น 934,304 ลบ.ม.ต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ
23.50 ของปริมาณการใช้น้าทั้งหมด และสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านน้า สารเคมีและพลังงานรวมเป็นเงิน
ทั้งสิ้น 37.80 ล้านบาท/ปี
4) โครงการพัฒนาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมสาหรับโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ลุ่มน้าหลัก ดาเนินการ
ระหว่างปี 2555-2556 ครอบคลุมลุ่มน้าเจ้าพระยา ลุ่มน้าบางปะกง ลุ่มน้าท่าจีน ลุ่มน้าแม่กลองและพื้นที่
ใกล้เคียง มีจานวนโรงงานเข้าร่วมโครงการจานวน 60 โรงงาน โดยมี โรงงานที่ผ่านการตรวจประเมินและ
รับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมจานวน 49 โรงงาน พนักงานในโรงงานได้รับความรู้เกี่ยวกับการจัดการ
สิ่งแวดล้อมจานวน 927 คน สามารถลดปริมาณบีโอดี ซีโอดีโหลดและสารแขวนลอย ได้จานวน 348 ตัน/ปี
และสามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้จานวน 20,400 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
2.ปัญหาและอุปสรรคในการดาเนินงานพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในพื้นที่ภาคกลาง มีดังนี้
2.1 การพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียวหรือการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระดับโรงงาน
ผู้ประกอบการ อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม ยังขาดความรู้ความเข้าใจและ ความตระหนักใน
ความสาคัญ เพื่อปรับปรุงกิจการที่ไม่กระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมแม้ว่าอาจมีศักยภาพในการปรับปรุง
วิธีการในการบริหารจัดการอย่างง่ายๆให้มีประสิทธิภาพและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และมัก
ต่อรองกับภาครัฐ เกี่ยวกับมาตรการจูงใจทั้งในด้านการเงินและสิทธิประโยชน์ต่างๆ รวมถึงความพร้อม ด้าน
เทคโนโลยีและเงินลงทุนซึ่งเป็นปัจจัยสาคัญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของการประกอบกิจการ ทาให้เป็น
อุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมายของอุตสาหกรรมสีเขียวที่ตั้งไว้
7
2.2 การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระดับนิคมอุตสาหกรรม ระดับเมืองและระดับจังหวัด
ผู้ประกอบการยังขาดความรู้ ความเข้าใจถึงความสาคัญของการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ยังมีความไม่
ชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการหรือแรงจูงใจที่จะได้รับจากภาครัฐภายหลังการเข้าร่วมขับเคลื่อนการพัฒนา
อุตสาหกรรมเชิงนิเวศเชิงพื้นที่ ขาดการลงทุนตั้งโรงงานเพื่อรับกากของเสียอุตสาหกรรมไปแปรรูเพื่อใช้เป็น
วัตถุดิบสาหรับโรงงานอุตสาหกรรมอื่นๆเป็นต้น
2.3 การดาเนินการเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดสาหรับโรงงานอุตสาหกรรม
 จานวนโรงงานอุตสาหกรรมที่ให้ความสนใจยังมีค่อนข้างจากัดเนื่องจากโรงงานอุตสาหกรรมและ
บุคลากรยังขาดความรู้และความสามารถด้านเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด รวมทั้งมีภาระรับผิดชอบต่องาน
ประจามาก ส่งผลให้โรงงานอุตสาหกรรมเหล่านั้นไม่มีนโยบายในการดาเนินการพัฒนาเทคโนโลยีสะอาด
 ขาดการมีส่วนร่วมอย่างสม่าเสมอของบุคลากรในทุกระดับของโรงงานอุตสาหกรรม
 โรงงานที่เข้าร่วมโครงการไม่เปิดเผยข้อมูล
 ขาดแคลนงบประมาณเพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตสู่เป้าหมายเทคโนโลยีสะอาด และขาดการ
สนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ ในขณะเดียวกันหน่วยงานภาครัฐก็ประสบปัญหา ขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้าน
เทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด
 ระยะเวลาการดาเนินงานระหว่างปีงบประมาณสั้น ส่งผลให้ตัวอย่างความสาเร็จของเทคโนโลยีการ
ผลิตที่สะอาดในเชิงรูปธรรมมีน้อย
3.ข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในพื้นที่ภาคกลางในช่วงแผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12
3.1 การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียวระดับโรงงาน
ควรกาหนดแนวทางเชิงรุกเพื่อเพิ่มจานวนโรงงานอุตสาหกรรมให้เข้าร่วมโครงการอุตสาหกรรมสีเขียวในพื้นที่
อุตสาหกรรมหลักของภาคกลางให้มากขึ้น และส่งเสริมให้โรงงานอุตสาหกรรมที่ผ่านการประเมินแล้วพัฒนา
กระบวนการผลิตและการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันให้สามารถยกระดับ (Upgrade) การ
พัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียวสู่ระดับที่สูงขึ้น รวมทั้งส่งเสริมการการให้คาปรึกษาเพื่อช่วยเหลือสถานประกอบการ
ทุกขนาด การกาหนดหลักเกณฑ์การส่งเสริมการลงทุนที่เน้นกิจการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การแบ่งระดับ
โรงงานอุตสาหกรรมเพื่อลดขั้นตอนในการกากับดูแล การส่งเสริมการใช้ตราสัญลักษณ์อุตสาหกรรมสีเขียว การ
สร้างกระแสความนิยมในการบริโภคสินค้าสีเขียวและการสนับสนุนมาตรการภาษีเพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อม
3.2 การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระดับนิคมอุตสาหกรรม ระดับเมืองและระดับจังหวัด
ผลักดันให้เกิดการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมในพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรมหลักของภาคกลางให้สอดคล้องกับ
ตัวชี้วัดการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศและสร้างเครือข่ายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งส่งเสริม
การสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับความสาคัญของการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศให้แก่
ผู้ประกอบการ สร้างมาตรการหรือแรงจูงใจเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศเชิงพื้นที่ โดย
ผลักดันให้มีการใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีการดาเนินการที่มีความเชื่อมโยงและเกื้อกูล
เพื่อใช้ประโยชน์ทรัพยากรและการบริหารจัดการของเสียร่วมกัน ตลอดจนการส่งเสริมให้เกิดวิสาหกิจชุมชนที่
มีการใช้ประโยชน์ของคุณค่าร่วมกัน (Creating Shared Value: CSV) รวมทั้งพัฒนาระบบติดตามประเมินผล
8
เพื่อปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพการดาเนินการผ่านศูนย์ประสานงานเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศใน
ส่วนกลางและเชื่อมโยงกับศูนย์เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระดับจังหวัด
3.3 การส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด
ส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่อุตสาหกรรมหลักของภาคกลางมีการพัฒนาการบริหารจัดการของโรงงาน
ให้เป็นฐานสาหรับการมุ่งไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียวอย่างยั่งยืน พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีการ
ผลิตที่ทันสมัยและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้าง/พัฒนาตัวอย่างที่ดี (Best Practices) และ
ถ่ายทอดสู่ภาคอุตสาหกรรม ตลอดทั้งส่งเสริมการอยู่ร่วมกันระหว่างโรงงานอุตสาหกรรมกับชุมชนอย่างเกื้อกูล
รวมทั้งภาครัฐควรสนับสนุนความช่วยเหลือที่จาเป็นต่อการปรับตัวของผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม เช่น
การฝึกอบรม และให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่ผู้ประกอบการ การสนับสนุนเครื่องมือ และเครื่องจักรที่
เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด การสนับสนุนการลดมลพิษในโรงงานและการติดตามและประเมินผล
ผลการดาเนินงานเทคโนโลยีสะอาดอย่างต่อเนื่อง
-------------------------------

แนวทางการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในพื้นที่ภาคกลางในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12

  • 1.
  • 2.
    2 แนวทางการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศใน พื้นที่ภาคกลางในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ขอบเขตของเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศมี 4ระดับคือ -ระดับโรงงาน เข้าสู่การเป็นโรงงานอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ระดับ GI1 – GI 5 ตามเกณฑ์ของ กระทรวงอุตสาหกรรม -ระดับนิคมอุตสาหกรรม พัฒนาเชิงพื้นที่ด้วยความร่วมมือกับเครือข่ายทั้งโรงงาน ชุมชนและหน่วยงานส่วน ท้องถิ่นให้เป็น “นิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศและเครือข่าย”หรือ “เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ” (Eco- Industrial Estate & Networks) • ระดับเมือง ที่มีนิคมอุตสาหกรรมตั้งอยู่โดยการพัฒนาในด้านต่างๆของท้องถิ่นควบคู่กันไปกับภาคส่วน อุตสาหกรรมซึ่งเป็นหลักในการสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจของท้องถิ่นหรือเมืองนั้นๆสู่การเป็น “เมืองน่าอยู่ คู่อุตสาหกรรม” (Eco-Industrial Town) • ระดับจังหวัด พัฒนาในทุกภาคส่วนสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้แก่เกษตรยั่งยืน ประมงยั่งยืน ท่องเที่ยวยั่งยืนและอุตสาหกรรมยั่งยืนเพื่อเป็น“เมืองน่าอยู่เมืองยั่งยืน” (Eco City) 1.ความก้าวหน้าของการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในพื้นที่ภาคกลางในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 มีสาระสาคัญดังนี้ 1.1 ความก้าวหน้าการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียวหรือการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระดับโรงงาน ในพื้นที่ภาคกลางระหว่างปี 2555-2558 ระหว่างปี 2555-2556 พื้นที่ภาคกลาง 25 จังหวัดรวมกรุงเทพมหานครมีจานวนโรงงานอุตสาหกรรมจาพวกที่ 3 ซึ่งเป็นโรงงานขนาดใหญ่ ก่อปัญหามลพิษทางราชการต้องควบคุมดูแลและจะต้องได้รับใบอนุญาตประกอบ กิจการก่อนประกอบการ จานวน 48,723 โรงงาน หากรวมเฉพาะพื้นที่ ทั้งภาคกลางจานวน 25 จังหวัดจะมี โรงงานอุตสาหกรรม จาพวกที่ 3 จานวน 39,255 โรงงาน หรือคิดเป็นร้อยละ 80.54 ของจานวนโรงงาน อุตสาหกรรมทั้งพื้นที่ภาคกลางรวมกรุงเทพมหานคร กระทรวงอุตสาหกรรมได้จัดทาโครงการอุตสาหกรรม สีเขียว(Green Industry: GI) ทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2554 จนถึงถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นการทางานเชิงรุกโดยมุ่งเน้น ส่งเสริมและพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้เติบโตและพัฒนาอย่างยั่งยืน ตลอดทั้งส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมให้มี การประกอบการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและต่อสังคมเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมมีภาพลักษณ์ทีดี น่าเชื่อถือและ ประชาชนไว้วางใจ และเกิดการสร้างเศรษฐกิจสีเขียวซึ่งจะทาให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมสีเขียวของประเทศ (Green GDP) มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นด้วย โดยส่งเสริมให้สถานประกอบการมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องสู่การเป็น อุตสาหกรรมสีเขียวใน 5 ระดับ ประกอบด้วย  ระดับที่ 1 ความมุ่งมั่นสีเขียว (Green Commitment) คือ ความมุ่งมั่นที่จะลดผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมและมีการสื่อสารภายในองค์กรให้ทราบโดยทั่วกัน  ระดับที่ 2 ปฏิบัติการสีเขียว (Green Activity) คือการดาเนินกิจกรรมเพื่อลดผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมได้สาเร็จตามความมุ่งมั่นที่ตั้งไว้  ระดับที่ 3 ระบบสีเขียว (Green System) คือการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ มีการ ติดตามประเมินผลและทบทวนเพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการได้รับรางวัลด้านสิ่งแวดล้อมที่ เป็นที่ยอมรับ และการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ
  • 3.
    3  ระดับที่ 4วัฒนธรรมสีเขียว (Green Culture) คือการที่ทุกคนในองค์กรให้ความร่วมมือในการ ดาเนินงานอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในทุกด้านของการประกอบกิจการ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของ องค์กร  ระดับที่ 5 เครือข่ายสีเขียว (Green Network) คือการแสดงถึงการขยายเครือข่ายตลอดห่วงโซ่ อุปทานสีเขียวโดยสนับสนุนให้คู่ค้าและและพันธมิตรเข้าสู่กระบวนการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวด้วย โดยระหว่างปี 2555-2556 และปี 2558 มีจานวนโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคกลางจาก 6 กลุ่มจังหวัด ได้รับใบรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวทุกระดับรวมกันประมาณ 7 ,871 โรงงาน หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 20.05 ของจานวนโรงงานทั้งหมดของพื้นที่ภาคกลางรวมกรุงเทพมหานคร ซึ่งถือได้ว่ามีความก้าวหน้าอย่าง ช้าๆ โดยโรงงานที่ได้รับใบรับรองส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกและกรุงเทพและ ปริมณฑล โดยสามารถจาแนกจานวนใบรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวสะสมของแต่ละระดับได้คือ  โรงงานที่ผ่านการประเมินและได้รับใบรับรองระดับ 1 จานวนประมาณ 4 ,548 โรงงาน หรือคิดเป็น ร้อยละ 11.58 ของจานวนโรงงานทั้งหมดของพื้นที่ภาคกลางรวมกรุงเทพมหานคร  โรงงานที่ผ่านการประเมินและได้รับใบรับรองระดับ 2 จานวนประมาณ 1 ,969 โรงงาน หรือคิดเป็น ร้อยละ 5.01 ของจานวนโรงงานทั้งหมดของพื้นที่ภาคกลางรวมกรุงเทพมหานคร  โรงงานที่ผ่านการประเมินและได้รับใบรับรองระดับ 3 จานวนประมาณ 1 ,277 โรงงาน หรือคิดเป็น ร้อยละ 3.25 ของจานวนโรงงานทั้งหมดของพื้นที่ภาคกลางรวมกรุงเทพมหานคร  โรงงานที่ผ่านการประเมินและได้รับใบรับรองระดับ 4 จานวนประมาณ 74 โรงงาน และ  โรงงานที่ผ่านการประเมินและได้รับใบรับรองระดับ 4 จานวนประมาณ 5 โรงงาน 1.2 ความก้าวหน้าการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระดับนิคมอุตสาหกรรม ระดับเมืองและระดับ จังหวัด คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2556 มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับ กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดตั้งคณะทางานเพื่อศึกษารูปแบบการ จัดทาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในพื้นที่อุตสาหกรรมเดิม ได้แก่ จ.สมุทรปราการ จ.สมุทรสาครและ จ.ระยอง และจัดทาแผนการยกระดับเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในพื้นที่อุตสาหกรรมใหม่ ได้แก่ จ.ฉะเชิงเทรา และ จ.ปราจีนบุรี โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานรับผิดชอบดาเนินการและได้จัดทา โครงการภายใต้แผนงานการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศดังนี้ 1) โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศเชิงพื้นที่ระดับนิคมอุตสาหกรรม (Eco-Industrial Complex) ดาเนินการในปี 2555 โดยคัดเลือกพื้นที่อุตสาหกรรมนาร่อง 5 พื้นที่ ได้แก่ (1) สวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ศรีราชา จ.ชลบุรี (2) สวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี (3) สวนอุตสาหกรรม 304 อินดัสเตรียลปาร์ค จ.ปราจีนบุรี (4) เขตประกอบการสวนอุตสาหกรรมบริษัทไออาร์พีซี จ.ระยอง และ (5) ชุมชนอุตสาหกรรมไอ.พี.พี ไทยแลนด์ จ.ระยอง เพื่อจัดทาแผนพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมเชิงนิเวศของแต่ละ พื้นที่ให้ครอบคลุม 5 มิติ ได้แก่ กายภาพ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการ รวมทั้งส่งเสริม ให้พื้นที่อุตสาหกรรมนาร่องดาเนินการตามแผนพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ 2) โครงการศึกษาเพื่อจัดทาแผนแม่บทเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระดับจังหวัด ดาเนินการในปี 2557 สาหรับ 5 จังหวัด ได้แก่ จ.สมุทรปราการ จ.สมุทรสงคราม จ.ระยอง จ.ปราจีนบุรี และ จ.ฉะเชิงเทรา โดยได้
  • 4.
    4 ศึกษารวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกด้านสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาพเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนแผนยุทธศาสตร์และความต้องการพัฒนาของจังหวัดเพื่อเป็นข้อมูล สาหรับการจัดทาแผนแม่บทการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ พร้อมทั้งจัดประชุมรับฟังความคิดเห็น (Eco Forum) จังหวัดละ 3 ครั้ง เพื่อพิจารณาปัญหาในแต่ละพื้นที่ เช่น ปัญหาของผู้ประกอบการ ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้ง จากภาครัฐ ผู้ประกอบการภาคการค้าและอุตสาหกรรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาชน ตลอดจนให้ข้อคิดเห็นและเสนอแนะการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศและการพัฒนาแผนแม่บทเมือง อุตสาหกรรมเชิงนิเวศของจังหวัด 3) โครงการศึกษาจัดทาแผนแม่บทเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระดับจังหวัด ดาเนินการในปี 2558 สาหรับ 10 จังหวัด โดยครอบคลุม 6 จังหวัดในพื้นที่ภาคกลาง ได้แก่ จ.ชลบุรี จ.ราชบุรี จ.นครปฐม จ.ปทุมธานี จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.สระบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีจานวนโรงงานและเงินลงทุนสูงรวมถึงมีศักยภาพใน การเจริญเติบโตด้านอุตสาหกรรม และจัดทาโครงการตามแผนแม่บทการพัฒนาเข้าสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิง นิเวศประกอบด้วย จ.ระยอง จ.สมุทรปราการ จ.สมุทรสาคร จ.ฉะเชิงเทรา และ จ.ปราจีนบุรี โดยได้ ดาเนินการพัฒนาและปรับปรุงโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ประกอบการอุตสาหกรรมให้มีการประกอบกิจการ ตามแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมของหน่วยงานราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น โรงงานอุตสาหกรรมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกภาคส่วนในการดาเนินงาน โดย กิจกรรมประกอบด้วย 2 ส่วนหลักคือ การทบทวนแผนแม่บทการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศที่ ดาเนินการในปีงบประมาณ 2557 และการส่งเสริมโรงงานอุตสาหกรรมและภาคประชาสังคมในการดาเนินงาน เข้าสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ เช่น การยกระดับการจัดการสิ่งแวดล้อม เป็นต้น 1.3 ความก้าวหน้าการดาเนินงานเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด (Clean Technology-CT) สาหรับโรงงาน อุตสาหกรรม เทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด หมายถึงการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตหรือผลิตภัณฑ์เพื่อให้ การ ใช้วัตถุดิบ พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้เปลี่ยนเป็นของเสียน้อยที่สุด หรือไม่มีเลย จึงเป็นการลดมลพิษที่แหล่งกาเนิด รวมทั้งการเปลี่ยนวัตถุดิบ การใช้ซ้าและการนากลับมาใช้ใหม่ ซึ่งช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและลดต้นทุนการผลิตไปพร้อมกัน กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ส่งเสริมการ ดาเนินงานเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดสาหรับโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับ ใบรับรองเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดได้รับการยอมรับเทียบเท่าโรงงานที่ได้รับใบรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว ระดับที่ 2 โดยระหว่างปี 2555-255 8 ได้จัดทา 4 โครงการหลัก มีโรงงานเข้าร่วม ทั้ง 4 โครงการรวมทั้งสิ้น 123 โรงงาน ทาให้สามารถลดปริมาณการใช้น้ารวมทั้งสิ้น 1,749,272 ลบ.ม.ต่อปี สามารถประหยัดค่าใช้จ่าย ด้านวัตถุดิบ พลังงานไฟฟ้า เชื้อเพลิงและน้ารวมเป็นเงินทั้งสิ้น 66.42 ล้านบาท/ปี ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านน้า สารเคมีและพลังงานรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 68.70 ล้านบาท/ปี และสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้ 3,794,934 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี โดยมีรายละเอียดความก้าวหน้าการดาเนินงานแต่ ละโครงการดังนี้ 1) โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดสาหรับโรงงานอุตสาหกรรม ดาเนินการระหว่างปี 2555- 2558 โดยมุ่งเน้น 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย คือ (1) อุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศ (2) อุตสาหกรรมผักและ ผลไม้บรรจุกระป๋อง (3) อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหาร (4) อุตสาหกรรมโลหะ และ (5) อุตสาหกรรมแก้ว มีโรงงานเข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 37 โรงงาน ภายหลังจากโรงงานดังกล่าวนาทางเลือกเพื่อการปรับปรุง กระบวนการผลิตของเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดไปปฏิบัติจริง ทาให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านวัตถุดิบ
  • 5.
    5 พลังงานไฟฟ้า เชื้อเพลิงและน้ารวมเป็นเงินทั้งสิ้น 66.42ล้านบาท/ปี รวมทั้งสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกได้ 3,774,534 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ซึ่งสามารถจาแนกความก้าวหน้าของ การดาเนินงานของอุตสาหกรรมเป้าหมายได้ดังนี้ (1) อุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศ ดาเนินการในปี 2555 มีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เข้าร่วมโครงการ จานวน 8 โรงงาน แบ่งออกเป็น จ.ปทุมธานีจานวน 2 โรงงาน จ.สมุทรปราการจานวน 2 โรงงาน จ.นนทบุรี จานวน 2 โรงงาน จ.ชลบุรีจานวน 1 โรงงาน และกรุงเทพมหานครจานวน 1 โรงงาน ภายหลังจากโรงงาน ดังกล่าวนาทางเลือกเพื่อการปรับปรุงกระบวนการผลิตของเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดไปปฏิบัติจริง ทาให้ สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านวัตถุดิบ พลังงานไฟฟ้า เชื้อเพลิงและน้ารวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4 .43 ล้านบาทต่อปี รวมทั้งสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 317,668 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (2) อุตสาหกรรมผักและผลไม้บรรจุกระป่อง ดาเนินการในปี 2556 มีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เข้าร่วม โครงการจานวน 3 โรงงาน แบ่งออกเป็น จ.กาญจนบุรีจานวน 2 โรงงาน และ จ.ชลบุรีจานวน 1 โรงงาน ภายหลังจากโรงงานดังกล่าวนาทางเลือกเพื่อการปรับปรุงกระบวนการผลิตของเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดไป ปฏิบัติจริง ทาให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านวัตถุดิบ พลังงานไฟฟ้า เชื้อเพลิงและน้ารวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1.29 ล้านบาทต่อปี รวมทั้งสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 65 ,093 กิโลกรัม คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (3) อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหาร ดาเนินการในปี 2556 มีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เข้าร่วมโครงการ จานวน 8 โรงงาน โดยแบ่งออกเป็น จ.สมุทรปราการจานวน 4 โรงงาน จ.สมุทรสาครจานวน 2 โรงงาน จ.ปทุมธานีและ จ.นครปฐม แห่งละ 1 โรงงาน ภายหลังจากโรงงานดังกล่าวนาทางเลือกเพื่อการปรับปรุง กระบวนการผลิตของเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดไปปฏิบัติจริง ทาให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านวัตถุดิบ พลังงานไฟฟ้า เชื้อเพลิงและน้ารวมเป็นเงินทั้งสิ้น 10.41 ล้านบาทต่อปี รวมทั้งสามารถลดปริมาณการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกได้ 1,300,448 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (4) อุตสาหกรรมโลหะ ดาเนินการในปี 2557 มีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เข้าร่วมโครงการจานวน 9 โรงงาน แบ่งออกเป็น จ.ปทุมธานีจานวน 2 โรงงาน จ.ระยองจานวน 2 โรงงาน จ.ฉะเชิงเทราจานวน 2 โรงงาน จ.ปราจีนบุรี จ.สมุทรปราการและ จ.ชลบุรี แห่งละจานวน 1 โรงงาน ภายหลังจากโรงงานดังกล่าวนาทางเลือก เพื่อการปรับปรุงกระบวนการผลิตของเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดไปปฏิบัติจริง ทาให้สามารถประหยัด ค่าใช้จ่ายด้านวัตถุดิบ พลังงานไฟฟ้า เชื้อเพลิงและน้ารวมเป็นเงินทั้งสิ้น 30.96 ล้านบาทต่อปี รวมทั้งสามารถ ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 1,270,780 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (5) อุตสาหกรรมแก้ว ดาเนินการในปี 2558 ดาเนินการในโรงงานนาร่องจานวน 9 โรงงาน ประกอบด้วย จ.นครปฐม 2 โรงงาน จ.สมุทรปราการ 2 โรงงาน จ.ระยอง 2 โรงงาน จ.ฉะเชิงเทรา 1 โรงงาน จ.พระนครศรีอยุธยา 1 โรงงาน และ จ.สมุทรสาคร 1 โรงงาน ภายหลังจากโรงงานดังกล่าวนาทางเลือกเพื่อ การปรับปรุงกระบวนการผลิตของเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดไปปฏิบัติจริง ทาให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่าย
  • 6.
    6 ด้านวัตถุดิบ พลังงานไฟฟ้า เชื้อเพลิงและน้ารวมเป็นเงินทั้งสิ้น19.33 ล้านบาทต่อปี รวมทั้งสามารถลด ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 820,545 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี 2) โครงการลดมลพิษโรงงานอุตสาหกรรมนอกเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง ดาเนินการปี 2555 มีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เข้าร่วมโครงการจานวน 18 โรงงาน ภายหลังโรงงานดังกล่าวนา ทางเลือกเพื่อการปรับปรุงกระบวนการผลิตของเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดไปปฏิบัติจริง ทาให้สามารถลด ปริมาณการใช้น้ารวมทั้งสิ้น 70,164 ลบ.ม.ต่อเดือน หรือ 814,968 ลบ.ม.ต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 12.93 ของ ปริมาณการใช้น้าทั้งหมด และสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านน้า สารเคมีและพลังงานรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 30.90 ล้านบาท/ปี 3) โครงการศึกษาศักยภาพในการลดปริมาณการใช้น้าในอุตสาหกรรมที่มีการใช้น้ามาก ดาเนินการระหว่าง ปี 2555-2556 มีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เข้าร่วมโครงการจานวน 19 โรงงาน แบ่งออกเป็น จ.สมุทรปราการจานวน 6 โรงงาน จ.สมุทรสาครและ จ.นครปฐม แห่งละจานวน 3 โรงงาน จ.ชลบุรีและ จ.ปทุมธานี แห่งละจานวน 2 โรงงาน จ.นนทบุรี จ.สิงห์บุรีและ จ.ประจวบคีรีขันธ์แห่งละจานวน 1 โรงงาน ภายหลังจากจาก โรงงานดังกล่าวนาทางเลือกเพื่อการปรับปรุงกระบวนการผลิตของเทคโนโลยีการผลิตที่ สะอาดไปปฏิบัติจริง ทาให้สามารถลดปริมาณการใช้น้ารวมทั้งสิ้น 934,304 ลบ.ม.ต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 23.50 ของปริมาณการใช้น้าทั้งหมด และสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านน้า สารเคมีและพลังงานรวมเป็นเงิน ทั้งสิ้น 37.80 ล้านบาท/ปี 4) โครงการพัฒนาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมสาหรับโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ลุ่มน้าหลัก ดาเนินการ ระหว่างปี 2555-2556 ครอบคลุมลุ่มน้าเจ้าพระยา ลุ่มน้าบางปะกง ลุ่มน้าท่าจีน ลุ่มน้าแม่กลองและพื้นที่ ใกล้เคียง มีจานวนโรงงานเข้าร่วมโครงการจานวน 60 โรงงาน โดยมี โรงงานที่ผ่านการตรวจประเมินและ รับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมจานวน 49 โรงงาน พนักงานในโรงงานได้รับความรู้เกี่ยวกับการจัดการ สิ่งแวดล้อมจานวน 927 คน สามารถลดปริมาณบีโอดี ซีโอดีโหลดและสารแขวนลอย ได้จานวน 348 ตัน/ปี และสามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้จานวน 20,400 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี 2.ปัญหาและอุปสรรคในการดาเนินงานพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในพื้นที่ภาคกลาง มีดังนี้ 2.1 การพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียวหรือการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระดับโรงงาน ผู้ประกอบการ อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม ยังขาดความรู้ความเข้าใจและ ความตระหนักใน ความสาคัญ เพื่อปรับปรุงกิจการที่ไม่กระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมแม้ว่าอาจมีศักยภาพในการปรับปรุง วิธีการในการบริหารจัดการอย่างง่ายๆให้มีประสิทธิภาพและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และมัก ต่อรองกับภาครัฐ เกี่ยวกับมาตรการจูงใจทั้งในด้านการเงินและสิทธิประโยชน์ต่างๆ รวมถึงความพร้อม ด้าน เทคโนโลยีและเงินลงทุนซึ่งเป็นปัจจัยสาคัญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของการประกอบกิจการ ทาให้เป็น อุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมายของอุตสาหกรรมสีเขียวที่ตั้งไว้
  • 7.
    7 2.2 การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระดับนิคมอุตสาหกรรม ระดับเมืองและระดับจังหวัด ผู้ประกอบการยังขาดความรู้ความเข้าใจถึงความสาคัญของการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ยังมีความไม่ ชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการหรือแรงจูงใจที่จะได้รับจากภาครัฐภายหลังการเข้าร่วมขับเคลื่อนการพัฒนา อุตสาหกรรมเชิงนิเวศเชิงพื้นที่ ขาดการลงทุนตั้งโรงงานเพื่อรับกากของเสียอุตสาหกรรมไปแปรรูเพื่อใช้เป็น วัตถุดิบสาหรับโรงงานอุตสาหกรรมอื่นๆเป็นต้น 2.3 การดาเนินการเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดสาหรับโรงงานอุตสาหกรรม  จานวนโรงงานอุตสาหกรรมที่ให้ความสนใจยังมีค่อนข้างจากัดเนื่องจากโรงงานอุตสาหกรรมและ บุคลากรยังขาดความรู้และความสามารถด้านเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด รวมทั้งมีภาระรับผิดชอบต่องาน ประจามาก ส่งผลให้โรงงานอุตสาหกรรมเหล่านั้นไม่มีนโยบายในการดาเนินการพัฒนาเทคโนโลยีสะอาด  ขาดการมีส่วนร่วมอย่างสม่าเสมอของบุคลากรในทุกระดับของโรงงานอุตสาหกรรม  โรงงานที่เข้าร่วมโครงการไม่เปิดเผยข้อมูล  ขาดแคลนงบประมาณเพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตสู่เป้าหมายเทคโนโลยีสะอาด และขาดการ สนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ ในขณะเดียวกันหน่วยงานภาครัฐก็ประสบปัญหา ขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้าน เทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด  ระยะเวลาการดาเนินงานระหว่างปีงบประมาณสั้น ส่งผลให้ตัวอย่างความสาเร็จของเทคโนโลยีการ ผลิตที่สะอาดในเชิงรูปธรรมมีน้อย 3.ข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในพื้นที่ภาคกลางในช่วงแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 3.1 การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียวระดับโรงงาน ควรกาหนดแนวทางเชิงรุกเพื่อเพิ่มจานวนโรงงานอุตสาหกรรมให้เข้าร่วมโครงการอุตสาหกรรมสีเขียวในพื้นที่ อุตสาหกรรมหลักของภาคกลางให้มากขึ้น และส่งเสริมให้โรงงานอุตสาหกรรมที่ผ่านการประเมินแล้วพัฒนา กระบวนการผลิตและการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันให้สามารถยกระดับ (Upgrade) การ พัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียวสู่ระดับที่สูงขึ้น รวมทั้งส่งเสริมการการให้คาปรึกษาเพื่อช่วยเหลือสถานประกอบการ ทุกขนาด การกาหนดหลักเกณฑ์การส่งเสริมการลงทุนที่เน้นกิจการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การแบ่งระดับ โรงงานอุตสาหกรรมเพื่อลดขั้นตอนในการกากับดูแล การส่งเสริมการใช้ตราสัญลักษณ์อุตสาหกรรมสีเขียว การ สร้างกระแสความนิยมในการบริโภคสินค้าสีเขียวและการสนับสนุนมาตรการภาษีเพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อม 3.2 การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระดับนิคมอุตสาหกรรม ระดับเมืองและระดับจังหวัด ผลักดันให้เกิดการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมในพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรมหลักของภาคกลางให้สอดคล้องกับ ตัวชี้วัดการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศและสร้างเครือข่ายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งส่งเสริม การสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับความสาคัญของการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศให้แก่ ผู้ประกอบการ สร้างมาตรการหรือแรงจูงใจเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศเชิงพื้นที่ โดย ผลักดันให้มีการใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีการดาเนินการที่มีความเชื่อมโยงและเกื้อกูล เพื่อใช้ประโยชน์ทรัพยากรและการบริหารจัดการของเสียร่วมกัน ตลอดจนการส่งเสริมให้เกิดวิสาหกิจชุมชนที่ มีการใช้ประโยชน์ของคุณค่าร่วมกัน (Creating Shared Value: CSV) รวมทั้งพัฒนาระบบติดตามประเมินผล
  • 8.
    8 เพื่อปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพการดาเนินการผ่านศูนย์ประสานงานเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศใน ส่วนกลางและเชื่อมโยงกับศูนย์เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระดับจังหวัด 3.3 การส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด ส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่อุตสาหกรรมหลักของภาคกลางมีการพัฒนาการบริหารจัดการของโรงงาน ให้เป็นฐานสาหรับการมุ่งไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียวอย่างยั่งยืน พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีการ ผลิตที่ทันสมัยและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสร้าง/พัฒนาตัวอย่างที่ดี (Best Practices) และ ถ่ายทอดสู่ภาคอุตสาหกรรม ตลอดทั้งส่งเสริมการอยู่ร่วมกันระหว่างโรงงานอุตสาหกรรมกับชุมชนอย่างเกื้อกูล รวมทั้งภาครัฐควรสนับสนุนความช่วยเหลือที่จาเป็นต่อการปรับตัวของผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม เช่น การฝึกอบรม และให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่ผู้ประกอบการ การสนับสนุนเครื่องมือ และเครื่องจักรที่ เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด การสนับสนุนการลดมลพิษในโรงงานและการติดตามและประเมินผล ผลการดาเนินงานเทคโนโลยีสะอาดอย่างต่อเนื่อง -------------------------------