ตัวอย่างเทคโนโลยีสารสนเทศที่ถูกนามาใช้กับการจัดการความรู้
จัดทาโดย
นางสาว อภิรดี ดีกุล รหัสนักศึกษา 5942040017
เสนอ
อาจารย์นันทารัตน์ คงสีปาน
สาขาวิชา คอมพิวเตอร์ธุรกิจ ปริญญาตรีชั้นปีที่ 2
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560
สถาบันการอาชีวภาคใต้ 1 วิทยาลัยอาชีวศึกษานครศรีธรรมราช
คำนำ
รายงานเทคโนโลยีสารสนเทศที่ถูกนามาใช้กับการจัดการความรู้เล่มนี้ ผู้จัดทาได้เรียบเรียงขึ้นมาเพื่อใช้
ยกตัวอย่างระบบจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ระบบสืบค้นข้อมูลเอกสาร ระบบเรียนรู้ทางอิเล็กทรอนิกส์
ระบบประชุมอิเล็กทรอนิกส์ โดยเนื้อหาในรายงานเล่มนี้จะเน้นเกี่ยวกับวิธีการและขั้นตอนการใช้งานระบบ
นั้นๆ
ผู้จัดทาหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์กับนักศึกษาในการค้นคว้าหาความรู้ หรือผู้ที่
สนใจในระบบนั้นๆ ถ้าหากรายงานฉบับนี้ผิดพลาดประการใดต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
อภิรดี ดีกุล
ผู้จัดทา
สำรบัญ
เรื่อง หน้ำ
ระบบจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ 1
ระบบสืบค้นข้อมูลข่าวสาร 8
ระบบเรียนรู้ทางอิเล็กทรอนิกส์ 16
ระบบประชุมอิเล็กทรอนิกส์ 24
ระบบจัดกำรเอกสำรอิเล็กทรอนิกส์
e-Document หมายถึง เอกสารในรูปแบบของเอกสำรอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ไฟล์เอกสาร ไฟล์รูปภาพ
ฯลฯ ซึ่งเรารู้จักกันดีและมีการใช้งานอย่างแพร่หลาย โดยปกติ เอกสารต่าง ๆ จะมีการเก็บรักษาไว้ในตู้หรือ
ชั้นเอกสารขององค์กร ซึ่งจัดเรียงไว้เป็นหมวดหมู่เพื่อให้ค้นหาได้ง่ายและสะดวกในการนาไปใช้ การอยู่ใน
รูปแบบกระดาษทาให้จะต้องเตรียมที่เก็บเอกสารเหล่านี้ และเมื่อเอกสารเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นตามกาลเวลา ทา
ให้เก็บรักษาลาบาก นอกจากนี้ยังต้องมีระยะเวลาเก็บรักษาและทาลายให้เป็นไปตามนโยบายและกฎระเบียบ
ขององค์กรนั้น ๆ ด้วย ซึ่งจะเห็นได้ว่า การเก็บเอกสารที่เป็นกระดาษนั้นทาให้สิ้นเปลืองกระดาษและพื้นที่ใน
การเก็บรักษาเป็นจานวนมาก การจะนาไปใช้ก็ค้นหาค่อนข้างลาบาก เนื่องจาก บางชิ้นอาจเก็บไว้นานจนลืม
ไปแล้วว่าอยู่ไหน ทั้งยังต้องเสียเวลาในการค้นหา ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีการพัฒนาเทคโนโลยี e-Document ขึ้นมา
ช่วยในการจัดเก็บเอกสาร เพื่อให้สามารถบริหารจัดการระบบเอกสารให้สามารถสืบค้นได้อย่างง่ายดายและ
รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทางานให้ดีขึ้นอีกด้วย
ระบบกำรจัดเก็บเอกสำรอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกว่า e-Archiving Service เป็นระบบที่มีการ
บริหารจัดการเอกสารประเภทที่พร้อมที่จะจัดเก็บเพื่อเป็นเอกสารอ้างอิง โดยมีกระบวนการในการยืนยันและ
รับรองความถูกต้องที่สอดคล้องกับต้นฉบับอีกด้วย ทาให้มั่นใจได้ว่า เอกสารจะยังคงไว้ซึ่งความลับ ความ
ครบถ้วน และความพร้อมใช้งาน ส่วนทางด้านของเทคโนโลยีที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการจัดเก็บเอกสาร
อิเล็กทรอนิกส์นั้น จะเริ่มตั้งแต่ การแปลงเอกสารและข้อความให้อยู่ในรูปของอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นขั้นตอน
ที่ต้องดาเนินการก่อนการจัดเก็บเอกสารเข้าระบบการจัดเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนไปถึงการจัดเก็บ
รักษาและการเข้าถึงข้อมูล ซึ่งเราเรียก วงจรนี้ว่า e-Document Life Cycle โดยจะมีทั้งหมด 6 ขั้นตอน
ได้แก่ 1) Creation 2) Acquisition 3) Identification 4) Storage 5) Preservation 6) Access
สาหรับกระบวนการในขั้นแรก คือ การแปลงเอกสารเป็นอิเล็กทรอนิกส์ (Creation) นั้น ปกติการที่
จะได้มาซึ่งข้อมูลคือ ไฟล์เอกสารที่เราคุ้นเคยกันอยู่ทุกวันหรือเอกสารต้นฉบับที่ผ่านการสแกนมาเป็นไฟล์
เรียบร้อยแล้ว ซึ่งผู้นาเอกสารเข้าต้องตระหนักว่าเอกสารอิเล็กทรอนิกส์อาจสูญหายได้ ซึ่งต้องมีวิธีการจัดเก็บ
ระยะเวลาที่เหมาะสมและวิธีรักษาที่ดีด้วย
 ผู้สร้างเอกสารควรประมาณการระยะเวลาของข้อมูล และปัจจัยอื่น ๆ ก่อน ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดที่ดีใน
อนาคต สาหรับกรณีคล้ายกันนี้
 กระบวนการจัดเก็บและรักษาเอกสารอิเล็กทรอนิกส์จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อประกอบด้วย
Format, มาตรฐาน และ Metadata Description ซึ่งเป็นการจุดเริ่มต้น ของ e-Document Life Cycle
ตัวอย่างเช่น The Oak Ridge National Laboratory (Tennessee, USA) ได้ประกาศ Guideline สาหรับ
การสร้างเอกสารดิจิทัล ซึ่งบอกถึงขอบเขต ซอฟต์แวร์ที่สามารถนามาใช้ และ Format Layout ของ
เอกสาร เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการข้อมูล
ประโยชน์ของกำรจัดเก็บเอกสำรแบบอิเล็กทรอนิกส์
เมื่อใดที่องค์กรมีเอกสารกระดาษจานวนมากและได้จัดเก็บไว้ในคลังเอกสาร เมื่อมีความจาเป็นต้อง
หยิบขึ้นสัก 1 ฉบับมาใช้อีก คงไม่ต้องบอกเลยว่า จะต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะเจอเอกสารที่ต้องการ
ดังนั้น หากนาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการเอกสารเหล่านี้ได้ คงไม่ต้องบอกว่าจะทาให้ชีวิตดีขึ้นเพียงใด
เพราะไม่ต้องเสียเวลาในการค้นหาเอกสาร ไม่เสียพื้นที่ในการเก็บรักษา และยังไม่ต้องสิ้นเปลืองกระดาษใน
การ Copy เก็บไว้อีกด้วย
E-Document Systems
โปรแกรมสาหรับการจัดการ ระบบจัดเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งโปรแกรมนี้ได้ถูกออกแบบมา
เพื่อแชร์เอกสาร บริหารงานเอกสาร ที่ใช้ภายในองค์กรอย่างแท้จริง เพราะด้วยความรวดเร็ว และ
ประสิทธิภาพของการทางานจึงเรียกได้ว่าเป็นโปรแกรมที่ควรมีติดตั้งไว้ภายในองค์กรอย่างแท้จริง โปรแกรม
นี้สามารถทางานได้ทั้งองค์กรขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ และทางานบนเว็บบราวเซอร์จึงทางานได้สะดวก
และว่องไว (ขึ้นอยู่ที่ความไวของอินเตอร์เน็ตด้วยนะ)
Program Features (ความสามารถ ของโปรแกรมระบบจัดเก็บเอกสาร E-Document เพิ่มเติมอย่างละเอียด)
1. โปรแกรมสามารถทางานได้บน หลายระบบปฏิบัติการ ไม่ว่าจะเป็น ระบบปฏิบัติการ Windows macOS
หรือแม้แต่ Linux เป็นต้น
2. จัดเก็บไฟล์เอกสาร อิเลคทรอนิคส์ในองค์กร ในรูปแบบของ Client-Server คือ มีเครื่องที่ทางานเป็น
เครื่องแม่ข่าย(Server) ให้บริการข้อมูล และเครื่องลูกข่าย (Client) ใช้งานระบบ ผ่านทางโปรแกรมเว็บ
บราวเซอร์ (Web Browser) ยอดนิยมอย่างเช่น โปรแกรม Internet Explorer โปรแกรม Safari
{โปรแกรม Firefox} หรือ Google Chrome เป็นต้น
3. ค้นหาและแสดงเอกสารที่ถูกจัดเก็บในระบบได้ง่าย
4. จัดการเอกสารโดยการ เพิ่ม ลบ แก้ไข ได้ง่าย
5. จัดเก็บเอกสารโดยแยกระหว่าง รายละเอียดของเอกสาร และ ไฟล์ประกอบเอกสารนั้นๆ
6. จัดการตู้เอกสารโดยการ เพิ่ม ลบ แก้ไข เพื่อแยกหมวดหมู่ของเอกสารได้
7. สามารถกาหนดสิทธิ์ของตู้เอกสารให้แต่ละผู้ใช้งานได้
8. ควบคุมการใช้งานระบบ โดยมีกลุ่มผู้ใช้ได้แบ่งเป็น 3 กลุ่ม
1. ผู้ดูแลระบบ - สามารถทางานได้ทุกอย่างในระบบ
2. ผู้บันทึกข้อมูล - สามารถดาเนินการเกี่ยวกับเอกสารได้ทั้งหมด แต่ไม่สามารถ จัดการผู้ใช้ของ
ระบบได้
3. ผู้ใช้ทั่วไป - สามารถค้นหา และเรียกดู เอกสารได้เท่านั้น ตรวจสอบข้อมูลของระบบได้ เช่น
จานวนผู้ใช้ในปัจจุบัน
9. สามารถสั่ง scan เอกสารได้โดยตรงผ่านทางหน้าเว็บของโปรแกรม ทาให้ลดขั้นตอนของการ scan
เอกสารลงได้อย่างมาก (ไม่ต้อง scan เก็บเป็นไฟล์ก่อน)
10. กาหนดสิทธิ์การเข้าถึงตู้เอกสารแต่ละตู้ได้
11. ตรวจสอบข้อมูลของระบบได้ เช่น จานวนผู้ใช้ในปัจจุบัน
12. สามารถส่งอีเมล์สาเนาเอกสารไปให้บุคคลอื่นได้
13. และความสามารถอื่นๆ อีกมากมาย
ตัวอย่ำงกำรใช้ระบบ E-Document ของ “มหำวิทยำลัยนเรศวร”
การเข้าสู่ระบบ
1) เปิดโปรแกรม Internet Explorer แล้วพิมพ์ URL : http://edoc.nu.ac.th ตรงที่ Address bar จะได้หน้าจอดังรูป
แล้วคลิกที่ “มหาวิทยาลัยนเรศวร”
2) จะเข้าสู่หน้าจอ ดังรูป ใส่ ชื่อผู้ใช้งาน และรหัสผ่าน แล้วคลิกปุ่ม ตกลง
ขั้นตอนการรับเอกสาร
1) คลิกปุ่ม Home เพื่อดูเอกสารที่เข้ามาใหม่ และคลิกเอกสารที่เข้าใหม่ ดังรูป
2) จะปรากฏหน้าจอดังรูป อ่านรายละเอียดของเอกสารทั้งหมด โดยสังเกตข้อมูลเอกสาร สถานการณ์ดาเนินการ
แล้วเสร็จ เพื่อดูว่ามีระยะเวลาการดาเนินการงานกี่วันข้อความแนบท้าย (คาเกษียน / สั่งการ) และเอกสาร
แนบ ซึ่งสามารถเปิดเอกสารดูได้โดยคลิกที่ไฟล์เอกสารแล้วคลิกปุ่ม เปิด
3) ดูเดินทางเอกสาร ซึ่งหากในสัญลักษณ์ของทางเดินเอกสารนั้น ยังเป็นซองจดหมายปิดแสดงว่า ยังไม่ทาการ
เปิดอ่านจดหมาย
ถ้าเป็นซองจดหมายเปิด แสดงว่า อ่านจดหมายแล้ว หากเป็นซองจดหมายเปิดและกระดาษเล็กๆติดอยู่ข้างๆ
แสดงว่าอ่านจดหมายและทาการรับเอกสารแล้ว
4) เมื่อทาการอ่านรายละเอียดของเอกสารครบแล้ว จึงมาทาการลงรับเอกสาร
5) จะปรากฏกล่องโต้ตอบ ดังรูป เลือกที่คาสั่ง ไม่ออกเลข แล้วคลิกปุ่ม รับเอกสาร
6) หน้าจอจะปรากฏตราประทับการลงรับเอกสาร และคลิกปุ่ม ลงนาม ดังรูป
7) จะปรากฏกล่องโต้ตอบ และทาการคลิกตัวเลือก แล้วคลิกปุ่มยืนยัน ดังรูป
ระบบสืบค้นข้อมูลข่ำวสำร
คือ เครื่องมือการค้นหาข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ต ที่ทุกคนสามารถหาข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ตก็ได้ โดย
กรอก ข้อมูลที่ต้องการค้นหา หรือ Keyword (คีย์เวิร์ด) เข้าไปที่ช่อง Search Box แล้วกด Enter แค่นี้ข้อมูลที่เรา
ค้นหาก็จะถูกแสดงออกมาอย่างมากมาย เพื่อให้เราเลือกข้อมูลตรงกับความต้องการของเรามากที่สุด โดย
ลักษณะการแสดงผลของ Search Engine นั้นจะทาการแสดงผลแบบ เรียงอันดับ Search Results ผ่านหน้า
จอคอมพิวเตอร์ของเรา
นวัตกรรมทางเทคโนโลยีดังกล่าวทาให้เกิดแหล่งข้อมูลที่เรียกว่า เว็บไซต์ (Web site)เกิดขึ้นมากมายทั่ว
โลกและทั้งโลกกลายเป็นโลกไร้พรมแดนสาหรับข้อมูลข่าวสารที่อยู่ภายในเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เว็บไซต์แต่ละ
แห่งมีที่ชื่อ-ที่อยู่เรียกว่า URL(Universal Resource Locator)ซึ่งจะบ่งชี้ถึงแหล่งที่อยู่ของเว็บไซต์นั้นอินเทอร์เน็ต
เช่น http://www.google.com ผู้ใช้จะเข้าถึงเว็บไซต์ที่ต้องการได้โดยการพิมพ์ URL ลงไปในช่อง address ของ
โปรแกรมเว็บบราวเซอร์
เว็บไซต์(web site) แต่ละแห่งจะมีเอกสารที่เรียกว่า เว็บเพจ(web page) เก็บข้อมูลเป็นจานวนมาก
เอกสารเหลานี้อาจจะมีองค์ประกอบเป็น ข้อความ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว เสียง และวีดีทัศน์และอาจมีการ
เชื่อมโยงด้วยระบบไฮเปอร์ลิงค์ไปยังเอกสารอื่น ๆ อีก
search engine
การค้นหาข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีอยู่เป็นจานวนมาก ถ้าเราเปิดไปทีละหน้าจออาจจะต้อง
เสียเวลาในการค้นหา และอาจหาข้อมูลที่เราต้องการไม่พบ การที่เราจะค้นหาข้อมูลให้พบอย่างรวดเร็วจะต้องใช้
เว็บไซต์สาหรับการค้นหาข้อมูลที่เรียกว่า Search Engine Site ซึ่งจะทาหน้าที่รวบรวมรายชื่อเว็บไซต์ต่างๆ
เอาไว้ โดยจัดแยกเป็นหมวดหมู่ ผู้ใช้งานเพียงแต่ทราบหัวข้อที่ต้องการค้นหาแล้วป้ อน คาหรือข้อความของ
หัวข้อนั้นๆ ลงไปในช่องที่กาหนด คลิกปุ่มค้นหา (หรือกดปุ่ม Enter) เท่านั้น รอสักครู่ข้อมูลอย่างย่อๆ และ
รายชื่อเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องจะปรากฏให้เราเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ทันที
ประเภทของ search engine
1. แบบอาศัยการเก็บข้อมูลเป็นหลัก (Crawler-Based Search Engine)
หลักการนี้เป็นการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Crawler-Based Search Engine เป็นเครื่องมือที่ทาการบันทึก
และเก็บข้อมูลเป็นหลัก ซึ่งเป็นประเภท Search Engine ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบันซึ่งการทางาน
ประเภทนี้ จะใช้โปรแกรมตัวเล็ก ๆ ที่เรียกว่า Web Crawler หรือ Spider หรือที่เรียกอีกอย่างว่า Search Engine
Robots หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า บอท ในภาษาไทย www คือเครือข่ายใยแมงมุม ตัวโปรแกรมเล็ก ๆ ตัวนี้ก็คือแมง
มุมนั่นเอง โดยเจ้าแมงมุมตัวนี้จะทาการไต่ไปยังเว็บไซต์ต่าง ๆ ทั่วโลกอินเตอร์เน็ต โดยอาศัยไต่ไปตาม URL
ต่าง ๆ ที่มีการเชื่อมโยงอยู่ในแต่ละเพจ แล้วทาการ Spider กวาดข้อมูลที่จาเป็นต่าง ๆ (ขึ้นอยู่กับ Search Engine
แต่ละที่ว่าต้องการเก็บรวบรวมข้อมูลอะไรบ้าง) แล้วเก็บลงฐานข้อมูล การใช้โปรแกรมกวาดข้อมูลแบบนี้ จึงทา
ให้ข้อมูลที่ได้มีความแม่นยา และสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้เร็วมาก Search Engine ที่เป็นประเภทนี้ เช่น
Google Yahoo MSN
2. แบบสารบัญเว็บไซต์ (Web Directory)
Search Engine ที่เป็นแบบนี้มีอยู่หลายเว็บไซต์มาก ๆ ที่ดังที่สุดในเมืองไทย ที่เอ่ยออกไปใครใครคงต้อง
รู้จัก นั้นก็คือที่สารบัญเว็บของ Sanook.com ซึ่งหลาย ๆ คนคงเคยเข้าไปใช้บริการ หรืออย่างที่ Truehits.com
เป็นต้น สิ่งที่เราจะสังเกตเห็นจาก Search Engine ประเภทนี้ก็คือ ลักษณะของการจัดเก็บข้อมูลที่แสดงให้เราเห็น
ทั้งหมด ว่ามีเว็บอะไรบ้างอยู่ในฐานข้อมูล ซึ่งแตกต่างจากประเภทแรก ที่หากคุณไม่ค้นหาโดยใช้คาค้น หรือ
Keyword แล้ว คุณจะมีทางทราบเลยว่ามีเว็บไซต์อะไรอยู่บ้าง และมีเว็บอยู่เท่าไหร่ แบบสารบัญเว็บไซต์ จะ
แสดงข้อมูลที่รวบรวมเว็บไซต์ที่มีทั้งหมดในฐานข้อมูล และจะแบ่งเป็นหมวดหมู่ และอาจจะมีหมวดหมู่ย่อย ซึ่ง
ผู้ค้นหาข้อมูลสามารถคลิกเข้าไปดูได้หลักการทางานแบบนี้ จะอาศัยการเพิ่มข้อมูลจากเจ้าของเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่
ต้องการประชาสัมพันธ์เว็บ หรืออาจใช้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลส่วน Search Engine เป็นผู้หาข้อมูลเว็บไซต์มาเพิ่มใน
ฐานข้อมูล ซึ่งข้อมูลในส่วนของสารบัญเว็บไซต์จะเน้นในด้านความถูกต้องของฐานข้อมูล ซึ่งข้อมูลเว็บไซต์ที่
ถูกเพิ่มเข้ามาจะถูกตรวจสอบและแก้ไขจากผู้ดูแล
3. แบบอ้างอิงในคาสั่ง Meta Tag (Meta Search Engine )
Search Engine ประเภทนี้จะอาศัยข้อมูลใน Meta tag ซึ่งเป็นส่วนของข้อมูลที่อยู่ในแท็ก HEAD ของ
ภาษา HTML ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้ จะเป็นส่วนที่ให้ข้อมูลกับ Search Engine Robots
Search Engine ประเภทนี้ไม่มีฐานข้อมูลของตนเอง แต่จะอาศัยข้อมูลจาก Search Engine Index Server
ของที่อื่น ๆ ซึ่งข้อมูลจะมาจาก Server หลาย ๆ ที่ ดังนั้น จึงมักได้ผลลัพธ์จากการค้นหาที่ไม่แม่นยา ตัวอย่างเว็บ
ที่ใช้งานประเภทนี้ metacrawler.com
กำรทำงำนของ Search Engine
การทางานของ Search Engine จะประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลักๆ คือ
1. Spider หรือ Web Robot จะเป็นตัวที่ทาหน้าที่เข้าสารวจเว็บไซต์ต่างๆ แล้วดึงข้อมูลเหล่านั้นมาอัพเดทใส่ใน
รายการฐานข้อมูล ส่วนมาก Spider มักจะเข้าไปอัพเดทข้อมูลเป็นรายเดือน
2. ฐานข้อมูล (Database) เป็นส่วนที่เก็บรายการเว็บไซต์ ฐานข้อมูลที่ดีควรจะมีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะรองรับ
กับการเติบโตของเว็บไซต์ในปัจจุบัน การออกแบบฐานข้อมูลที่ดีก็เป็นส่วนสาคัญเพราะถ้าฐานข้อมูลออกแบบ
มาทางานช้าก็ทาให้การรอผลนานและจะไม่ได้รับความนิยมไปในที่สุด
3. โปรแกรม Search Engine มีหน้าที่รับคาหรือข้อความที่ผู้ใช้งานป้ อนเข้ามา แล้วเข้าค้นหาตามเว็บไซต์ต่างๆ ที่
จัดเก็บไว้ในฐานข้อมูล จากนั้นก็จะรายงานผลเว็บไซต์ที่ค้นพบให้กับผู้ใช้ การสืบค้นด้วยวิธีนี้นอกจากจะต้องมี
ระบบการสืบค้นข้อมูลที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพแล้ว การกลั่นกรองผลที่ได้ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของ
ผู้ใช้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สาคัญของการสืบค้นข้อมูล
กำรสืบค้นเว็บไซต์ข้อมูลด้วย Search Engine
ขั้นตอนการสืบค้นเว็บไซต์ข้อมูลด้วย Search Engine
1. ทาการเปิดเว็บไซต์ที่ให้บริการ http://www.google.co.th/
2. เลือกหัวข้อที่ต้องการค้น ในที่นี้จะเลือกหัวข้อ “เว็บ”
3. พิมพ์keyword (ข้อความ) ที่ต้องการสืบค้นลงในช่อง text box
4. กดที่ปุ่ม “ค้นหา”
5. ระบบจะทาการค้นหาเว็บไซต์ที่ตรงกับ keyword ที่ต้องการ และแสดงออกมาในรูปแบบของลิงค์
พร้อมคาอธิบายประกอบ
กำรสืบค้นรูปภำพด้วย Search Engine
ขั้นตอนการสืบค้นรูปภาพด้วย Search Engine
1. ทาการเปิดเว็บไซต์ที่ให้บริการ http://www.google.co.th/
2. เลือกหัวข้อที่ต้องการค้น ในที่นี้จะเลือกหัวข้อ “รูปภาพ”
3. พิมพ์keyword (ข้อความ) ที่ต้องการสืบค้นลงในช่อง text box
4. กดที่ปุ่ม “ค้นหา”
5. ระบบจะทาการค้นหารูปภาพที่ตรงกับ keyword ที่ต้องการ และแสดงรูปภาพที่ค้นหาพบ
กำรสืบค้นแผนที่ด้วย Search Engine
ขั้นตอนการสืบค้นแผนที่ด้วย Search Engine
1. ทาการเปิดเว็บไซต์ที่ให้บริการ http://www.google.co.th/
2. เลือกหัวข้อที่ต้องการค้น ในที่นี้จะเลือกหัวข้อ “แผนที่”
3. พิมพ์keyword (ข้อความ) สถานที่ที่ต้องการสืบค้นลงในช่อง text box
4. กดที่ปุ่ม “ค้นหา Maps”
5. ระบบจะทาการค้นหาสถานที่ที่ต้องการ แล้วแสดงออกมาในรูปแบบของแผนที่ รวมไปถึงลิงค์
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานที่นั้นๆ อีกด้วย
กำรสืบค้นวีดิโอด้วย Search Engine
ขั้นตอนการสืบค้นวีดิโอด้วย Search Engine
1. ทาการเปิดเว็บไซต์ที่ให้บริการ http://www.youtube.com/
2. พิมพ์keyword (ข้อความ) ที่ต้องการสืบค้นลงในช่อง text box
3. กดที่ปุ่ม “search”
4. ระบบจะทาการค้นหาวีดิโอที่ตรงกับ keyword ที่ต้องการ และแสดงวีดิโอที่ค้นหาพบ
กำรสืบค้นคำศัพท์ด้วย Search Engine
ขั้นตอนการสืบค้นคาศัพท์ด้วย Search Engine
1. ทาการเปิดเว็บไซต์ที่ให้บริการ http://dict.longdo.com
2. พิมพ์คาศัพท์ที่ต้องการสืบค้นลงในช่อง text box
3. เลือกบริการ “dictionary”
4. กดที่ปุ่ม “submit”
5. ระบบจะทาการค้นหาคาศัพท์ที่ต้องการพร้อมคาแปล
ระบบเรียนรู้ทำงอิเล็กทรอนิกส์
เป็นสื่อการเรียนการสอนที่เกิดจากการวิวัฒนาการของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เทคโนโลยีสารสนเทศ
และระบบการสื่อสารโทรคมนาคม
สื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic media) หมายถึง สื่อที่บันทึกสารสนเทศด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์
อาจอยู่ในรูปของ สื่อบันทึกข้อมูลประเภทสารแม่เหล็กเช่น แผ่นจานแม่เหล็กชนิดอ่อน (floppy disk) และสื่อ
ประเภทจานแสง(optical disk) บันทึกอักขระแบบดิจิตอลไม่สามารถอ่านได้ด้วยตาเปล่า ต้องใช้เครื่อง
คอมพิวเตอร์บันทึกและอ่านข้อมูลเป็นสื่อการเรียนการสอนที่เกิดจากวิวัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศและ
การสื่อสารโทรคมนาคม การใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ในการเรียนการสอนจะออกมาในลักษณะของสื่อประสม หรือ
มัลติมีเดีย (Multimedia) แสดงผลออกมาหลายรูปแบบตามที่โปรแกรมไว้ เช่น มีเสียง เป็นภาพเคลื่อนไหว
สามารถให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ ปัจจุบันสื่อประเภทนี้มีหลายลักษณะ
ประเภทสื่ออิเล็กทรอนิกส์
1.คอมพิวเตอร์ช่วยสอน CAI
CAI ย่อมาจากคาว่า COMPUTER-ASSISTED หมายถึง สื่อการเรียนการสอนทางคอมพิวเตอร์รูปแบบ
หนึ่ง ซึ่งใช้ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการนาเสนอสื่อประสม ได้แก้ ข้อความ ภาพนิ่ง กราฟิก แผนภูมิ
กราฟ วีดีทัศน์ภาพเคลื่อนไหวและเสียง
2.WBI (Web-based Instruction)
คือ บทเรียนที่สร้างขึ้นสาหรับการเรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตโดยนาจุดเด่นของวิธีการให้บริการ
ข้อมูลแบบ www มาประยุกต์ใช้Web Base Instructionจึงเป็นบทเรียนประเภท CAI แบบ On-line ในที่นี้
หมายความว่า ผู้เรียนเรียนอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ติดต่อผ่านเครือกับเครื่องแม่ข่ายที่บรรจุบทเรียน
3.การเรียนอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Learning
เป็นการศึกษาเรียนรู้ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ตหรืออินทราเน็ตเป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเอง
ผู้เรียนจะได้เรียนตามความสามารถและความสนใจของตนโดยเนื้อหาของบทเรียนซึ่งประกอบด้วย
ข้อความ รูปภาพ เสียง วีดีโอ มัลติมีเดียอื่นๆ
4.E-book
เป็นคาภาษาต่างประเทศ ย่อมาจากคาว่า electronic book หมายถึง หนังสือที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรม
คอมพิวเตอร์มีลักษณะเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์โดยปกติมักจะเป็นแฟ้ มข้อมูลที่สามารถอ่านเอกสารทาง
หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งในระบบออฟไลน์และออนไลน์
5. E-Training
E-Training หมายถึง กระบวนการการฝึกอบรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นกระบวนการจัดการฝึกทักษะ
เพิ่มพูนสาระความรู้ ที่เน้นให้ผู้เข้ารับการอบรมนั้นเรียนรู้ด้วยตนเอง ผู้เข้าอบรมมีอิสระในการเข้าศึกษา เรียนรู้
ตามเวลา โอกาสที่ผู้ฝึกอบรมต้องการโดยเนื้อหาขององค์ความรู้จะถูกออกแบบมาให้ศึกษาเรียนรู้ได้โดยง่าย ใน
รูปแบบมัลติมีเดียซึ่งประกอบด้วยสื่อที่เป็นข้อความรูป หรืออาจมีภาพเคลื่อนไหว
6.Learning Object
หมายถึง การจัดรูปแบบสาระการเรียนรู้เป็นหน่วยที่เป็นอิสระใช้เวลาสาหรับการเรียนรู้ เป็นช่วงสั้นๆ
ประมาณ 2 ถึง 15 นาที และถึงแม้ว่าจะเป็นการเรียนรู้แบบหน่วยย่อยก็ตาม Learning Object จะมีความสมบรูณ์
ในตัวเอง ซึ่งในแต่ละเนื้อหาจะประกอบชื่อเรื่อง คาอธิบาย คาสาคัญ วัตถุประสงค์การเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้
และการประเมินผล ประการหนึ่งคือ ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง
ข้อดี
1. ขยายขอบเขตของการเรียนรู้ของผู้เรียนในทุกหนทุกแห่ง จากห้องเรียนปกติไปยังบ้าน และที่ทางาน ทา
ให้ไม่เสียเวลาในการเดินทาง
2. ขยายโอกาสทางการศึกษาให้ผู้เรียนรอบโลกในสถานศึกษาต่าง ๆ ที่ร่วมมือกันได้มีโอกาสเรียนรู้พร้อม
กัน
3. ผู้เรียนควบคุมการเรียนตามความต้องการ และความสามารถของตนอง
4. การสื่อสารโดยใช้ อีเมล์ กระดานข่าว การพูดคุยสด ฯลฯ ทาให้การเรียนรู้มีชีวิตชีวาขึ้นกว่าเดิม ส่งเสริม
ให้ผู้เรียนมีส่วนช่วยเหลือกันในการเรียน
5. กระตุ้นให้ผู้เรียนรู้จักการสื่อสารในสังคม และก่อให้เกิดการเรียนแบบร่วมมือ ซึ่งที่จริงแล้ว การเรียน
แบบร่วมมือสามารถขยายขอบเขตจากห้องเรียนหนึ่งไปยังห้องเรียนอื่น ๆ ได้โดยการเชื่อมต่อทาง
อินเทอร์เน็ต
6. การเรียนด้วยสื่อหลายมิติทาให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนเนื้อหาได้ตามสะดวกโดยไม่ต้องรียงลาดับกัน
7. ข้อมูลของหลักสูตรและเนื้อหารายวิชาสามารถหาได้โดยง่าย
8. การเรียนการสอนมีให้เลือกทั้งแบบประสานเวลา คือเรียน และพบกับผู้สอนเพื่อปรึกษา หรือถามปัญหา
ได้ในเวลาเดียวกัน (Synchronous) และแบบต่างเวลา (Asynchronous) คือเรียนจากเนื้อหาในเว็บ และ
ติดต่อผู้สอนทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
9. ส่งเสริมแนวคิดในเรื่องของการเรียนรู้ตลอดชีวิต เนื่องจากเว็บเป็นแหล่งความรู้ที่เปิดกว้างให้ผู้ที่ต้องการ
ศึกษาในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง สามารถเข้ามาค้นคว้าหาความรู้ได้อย่างต่อเนื่อง และตลอดเวลา การสอนบน
เว็บตอบสนองต่อผู้เรียนที่มีความใฝ่รู้ รวมทั้งมีทักษะ ในการตรวจสอบการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Meta-
Cognitive Skills) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
10. การสอนบนเว็บเป็นวิธีที่ดีเยี่ยมในการให้ผู้เรียนได้ประสบการณ์ของสถานการณ์จาลอง ทั้งนี้เพราะ
สามารถใช้ข้อความ ภาพนิ่ง เสียง ภาพเคลื่อนไหว วิดีโอ ภาพ 3 มิติ ในลักษณะที่ใกล้เคียงกับชีวิตจริงได้
ข้อจำกัด
1. การออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนั้นยังมีน้อย เมื่อเทียบกับการออกแบบโปรแกรมเพื่อใช้ใน
วงการ อื่น ๆ ทาให้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีจานวน และขอบเขตจากัดที่จะนามาใช้เรียนในวิชา
ต่างๆ
2. การที่จะให้ผู้สอนเป็นผู้ออกแบบโปรแกรมบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเองนั้น นับว่าเป็นงานที่ต้อง
อาศัยเวลา สติปัญญา และความสามารถเป็นอย่างยิ่ง ทาให้เป็นการเพิ่มภาระของผู้สอนให้มีมากยิ่งขึ้น
3. เนื่องจากบทเรียนคอมพิวเตอร์เป็นการวางโปรแกรมบทเรียนไว้ล่วงหน้า จึงมีลาดับขั้นตอนในการสอน
ทุกอย่างตามที่วางไว้ดังนั้น การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน จึงไม่สามารถช่วยในการพัฒนาความคิด
สร้างสรรค์ของผู้เรียนได้
4. ผู้เรียนบางคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่ อาจจะไม่ชอบโปรแกรมที่เรียงตามขั้นตอน ทาให้
เป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ได้
กำรเรียนกำรสอนแบบออนไลน์ (E – LEARNING)
e-Learning คือ การเรียน การสอนในลักษณะ หรือรูปแบบใดก็ได้ ซึ่งการถ่ายทอดเนื้อหานั้น กระทา
ผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น ซีดีรอม เครือข่ายอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต เอ็กซทราเน็ต หรือ ทางสัญญาณ
โทรทัศน์ หรือ สัญญาณดาวเทียม (Satellite) ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งการเรียนลักษณะนี้ได้มีการนาเข้าสู่ตลาดเมืองไทย
ในระยะหนึ่งแล้ว เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้วยซีดีรอม, การเรียนการสอนบนเว็บ (Web-Based Learning), การ
เรียนออนไลน์ (On-line Learning) การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม หรือ การเรียนด้วยวีดีโอผ่านออนไลน์ เป็น
ต้น
ในปัจจุบัน คนส่วนใหญ่มักจะใช้คาว่า e-Learning กับการเรียน การสอน หรือการอบรม ที่ใช้
เทคโนโลยีของเว็บ (Web Based Technology) ในการถ่ายทอดเนื้อหา รวมถึงเทคโนโลยีระบบการจัดการ
หลักสูตร (Course Management System) ในการบริหารจัดการงานสอนด้านต่างๆ โดยผู้เรียนที่เรียนด้วยระบบ
e-Learning นี้สามารถศึกษาเนื้อหาในลักษณะออนไลน์ หรือ จากแผ่นซีดี-รอม ก็ได้ และที่สาคัญอีกส่วนคือ
เนื้อหาต่างๆ ของ e-Learning สามารถนาเสนอโดยอาศัยเทคโนโลยีมัลติมีเดีย (Multimedia Technology) และ
เทคโนโลยีเชิงโต้ตอบ (Interactive Technology)
คาว่า e-Learning นั้นมีคาที่ใช้ได้ใกล้เคียงกันอยู่หลายคาเช่น Distance Learning (การเรียนทางไกล)
Computer based training (การฝึกอบรมโดยอาศัยคอมพิวเตอร์ หรือเรียกย่อๆว่า CBT) online learning (การเรียน
ทางอินเทอร์เน็ต) เป็นต้น ดังนั้น สรุปได้ว่า ความหมายของ e-Learning คือ รูปแบบของการเรียนรู้ด้วยตนเอง
โดยอาศัยเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือสื่ออิเลคทรอนิกส์ในการถ่ายทอดเรื่องราว และเนื้อหา โดยสามารถมีสื่อใน
การนาเสนอบทเรียนได้ตั้งแต่ 1 สื่อขึ้นไป และการเรียนการสอนนั้นสามารถที่จะอยู่ในรูปของการสอนทางเดียว
หรือการสอนแบบปฎิสัมพันธ์ได้
ลักษณะที่สำคัญของกำรเรียนรู้แบบออนไลน์ (E-Learning)
1. Anyone, Anywhere and Anytime คือ ผู้เรียนจะเป็นใครก็ได้ มาจากที่ใดก็ได้ และเรียนเวลาใดก็ได้ตามความ
ต้องการของผู้เรียน เพราะโรงเรียนได้เปิดเว็บไซต์ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
2. Multimedia สื่อที่นาเสนอในเว็บ ประกอบด้วยข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียง ตลอดจนวีดิทัศน์
อันจะช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี
3. Non-Linear ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนเนื้อหาที่นาเสนอได้ตามความต้องการ
4. Interactive ด้วยความสามารถของเอกสารเว็บที่มีจุดเชื่อม (Links) ย่อมทาให้เนื้อหามีลักษณะโต้ตอบกับผู้ใช้
โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว และผู้เรียนยังเพิ่มส่วนติดต่อกับวิทยากรผ่านระบบ e-mail, web-board, chat, Social
Network ก็ได้ทาให้ผู้เรียนกับผู้สอนสามารถติดต่อกันได้อย่างรวดเร็ว
องค์ประกอบของ e- learning
การเรียนแบบออนไลน์ หรือ e-learning มีองค์ประกอบที่สาคัญอยู่ 4 ส่วน แต่ละส่วนจะต้องออกแบบ
ให้เชื่อมสัมพันธ์กันเป็นระบบ และจะต้องทางานประสานกันได้อย่างลงตัว คือ
1. เนื้อหาของบทเรียน ถือว่าเป็นสิ่งที่สาคัญที่สุด
2. ระบบบริหารการเรียน เนื่องจากการเรียนแบบออนไลน์หรือ e-learning นั้นเป็นการเรียนที่สนับสนุนให้
ผู้เรียนได้ศึกษา เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ระบบบริหารการเรียนที่ทาหน้าที่เป็นศูนย์กลาง กาหนดลาดับของเนื้อหาใน
บทเรียน นาส่งบทเรียนผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไปยังผู้เรียน ประเมินผลความสาเร็จของบทเรียน ควบคุม และ
สนับสนุนการให้บริการทั้งหมดแก่ผู้เรียน จึงถือว่าเป็นองค์ประกอบของ e-learning ที่สาคัญมาก เราเรียกระบบ
นี้ว่า “ระบบบริหารการเรียน” (LMS : e-Learning Management System)
3. การติดต่อสื่อสาร การเรียนแบบ e-learning ถือว่าเป็นการเรียนทางไกลอีกรูปแบบหนึ่ง แต่สิ่งสาคัญที่ทาให้ e-
learning มีความโดดเด่นและแตกต่างไปจากการเรียนทางไกลทั่ว ๆ ไปก็คือการนารูปแบบการติดต่อสื่อสารแบบ
2 ทาง มาใช้ประกอบในการเรียน เพื่อเพิ่มความสนใจ และความตื่นตัวของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียนให้มากยิ่งขึ้น
ตลอดจนใช้เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้ติดต่อ สอบถาม ปรึกษาหารือ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ระหว่างตัวผู้เรียนกับครูผู้สอน และระหว่างผู้เรียนกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนคนอื่น ๆ โดยเครื่องมือที่ใช้ในการ
ติดต่อสื่อสารอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภทดังนี้
1) ประเภท real-time ได้แก่ Chat (message, voice) , White board / Text slide , Real-time Annotations,
Interactive poll , Conferencing และอื่น ๆ
2) ประเภท non real-time ได้แก่ Web-board , e-mail
4. การสอบ / วัดผลการเรียน โดยทั่วไปแล้วการเรียนไม่ว่าจะเป็นการเรียนในระดับใดหรือเรียนวิธีใด ก็ย่อมต้อง
มีการสอบ / การวัดผลการเรียน เป็นส่วนหนึ่งอยู่เสมอ การสอบ / การวัดผลการเรียนจึงเป็นส่วนประกอบสาคัญ
ที่จะทาให้การเรียนแบบ e-learning เป็นการเรียนที่สมบูรณ์ กล่าวคือในบางวิชาจาเป็นต้องวัดระดับความรู้ก่อน
เข้าสมัครเข้าเรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้เลือกเรียนในบทเรียนหรือหลักสูตรที่เหมาะสมมากที่สุด ซึ่งทาให้การเรียนที่
มีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อเข้าสู่บทเรียนในแต่ละหลักสูตรก็จะมีการสอบย่อยท้ายบท และการสอบใหญ่ก่อนที่จะ
จบหลักสูตร ระบบบริหารการเรียน จะเรียกข้อสอบที่จะใช้มากจากระบบบริหารคลังข้อสอบ (Test Bank
System) ซึ่งเป็นส่วยย่อยที่รวมอยู่ในระบบบริหารการเรียน
รูปแบบกำรเรียนใน e – learning
e – learning เป็นรูปแบบการเรียนที่ใช้เว็บเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ และมีคาเรียกที่แตกต่างกันไป เช่น
การเรียนการสอนผ่านเครือข่าย (Web-Based Instruction : WBI) การเรียนอย่างมีปฏิสัมพันธ์ด้วยเว็บ (Web-
Based Interactive Environment) การศึกษาผ่านเว็บ (Web-Based Education) การนาเสนอมัลติมีเดียผ่านเว็บ
(Web-Based Multimedia Presentations) และการศึกษาที่ช่วยให้มีปฏิสัมพันธ์ (Interactive Education Aid) เป็น
ต้น
วิธีจัดกำรเรียนกำรสอนผ่ำนสื่ออิเล็กทรอนิกส์ e – learning
เป็นในปัจจุบันใช้กันอยู่ 3 ลักษณะ คือ
1. ใช้เป็นสื่อเสริม โดยการสร้างเว็บเพจโครงการสอน เนื้อหาวิชาบางส่วน หรือทั้งหมด แจ้งแหล่งอ้างอิง แหล่ง
ค้นคว้า ให้นักศึกษาทราบ ตอบคาถามที่นักศึกษาถามเข้ามาบ่อย ๆ (Frequently Ask Question – FAQ) แจ้ง e-
mail ให้ผู้เรียนส่งงาน
2. ใช้เป็นทางเลือก โดยผู้เรียนสามารถเลือกเรียนแบบวิธีเข้าชั้นเรียนปกติ หรือเรียนผ่านระบบ เครือข่าย
คอมพิวเตอร์ ดังนั้นเว็บเพจรายวิชาต้องมีความสมบูรณ์ใกล้เคียงกับการเรียนการสอนในชั้นเรียน นั่นคือจะต้องมี
ความละเอียดมากกว่า ในระดับที่ใช้เป็นสื่อเสริม
3. ใช้สอนทดแทนการเรียนการสอนปกติ เป็นระดับสูงสุดที่คาดหวังในการทา e – learning โดยผู้เรียนสามารถ
เรียน ทาแบบฝึกหัด และทดสอบตนเองได้ในระบบออนไลน์โดยไม่ต้องเข้าชั้นเรียน อย่างไรก็ตาม ในการ
ประเมินผลออนไลน์ ยังต้องอาศัยความซื่อสัตย์ของผู้เรียน จึงยังคงนามาใช้ได้ยาก ข้อสอบอาจอยู่ในกระดาษ
หรืออยู่ในคอมพิวเตอร์ก็ได้
บทบำทผู้สอนและผู้เรียนใน e – learning
บทบาทของผู้สอนใน e – learning จะเปลี่ยนไปเป็นผู้ให้คาแนะนา (Guide) เป็นผู้ฝึก (Coach) เป็นผู้
อานวยความสะดวก (Facilitator) และเป็นพี่เลี้ยง (Mentor) ต่อกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน ในขณะที่บทบาท
ของผู้เรียนจะเปลี่ยนแปลงจากการเป็นผู้รับมาเป็นผู้สารวจสารสนเทศ ผู้คิด ผู้ลงมือปฏิบัติ ในลักษณะเรียนรู้
ร่วมกันกับผู้เรียนคนอื่นอย่างมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน
ประโยชน์ของกำรเรียนรู้แบบออนไลน์ (E-Learning)
1. เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน
2. สนับสนุนการเรียนการสอน
3. เกิดเครือข่ายความรู้
4. เน้นการเรียนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ตรงตามหัวใจของการปฏิรูปการศึกษา
5. ลดช่องว่างการเรียนรู้ระหว่างเมืองและท้องถิ่น
ประโยชน์ของ e-Learning
- ยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนเนื้อหา และ สะดวกในการเรียนการสอนผ่านระบบ e-Learning นั้นง่ายต่อ
การแก้ไขเนื้อหา และกระทาได้ตลอดเวลา เพราะสามารถกระทาได้ตามใจของผู้สอน เนื่องจากระบบการผลิตจะ
ใช้ คอมพิวเตอร์เป็นองค์ประกอบหลัก นอกจากนี้ผู้เรียนก็สามารถเรียนโดยไม่จากัดเวลา และสถานที่
- เข้าถึงได้ง่าย ผู้เรียน และผู้สอนสามารถเข้าถึง e-learning ได้ง่าย โดยมากจะใช้ web browser ของค่าย
ใดก็ได้ (แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับผู้ผลิตบทเรียน อาจจะแนะนาให้ใช้ web browser แบบใดที่เหมาะกับสื่อการเรียน
การสอนนั้นๆ) ผู้เรียนสามารถเรียนจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใดก็ได้ และในปัจจุบันนี้ การเข้าถึงเครือข่าย
อินเตอร์เน็ตกระทาได้ง่ายขึ้นมาก และยังมีค่าเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่มีราคาต่าลงมากว่าแต่ก่อนอีกด้วย
- ปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยกระทาได้ง่าย เนื่องจากผู้สอน หรือผู้สร้างสรรค์งาน e-Learning จะ
สามารถเข้าถึง server ได้จากที่ใดก็ได้ การแก้ไขข้อมูล และการปรับปรุงข้อมูล จึงทาได้ทันเวลาด้วยความ
รวดเร็ว
- ประหยัดเวลา และค่าเดินทาง ผู้เรียนสามารถเรียนโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดก็ได้ โดย
จาเป็นต้องไปโรงเรียน หรือที่ทางาน รวมทั้งไม่จาเป็นต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องประจาก็ได้ ซึ่งเป็นการ
ประหยัดเวลามาก การเรียน การสอน หรือการฝึกอบรมด้วยระบบ e-Learning นี้ จะสามารถประหยัดเวลาถึง
50% ของเวลาที่ใช้ครูสอน หรืออบรม
วิธีกำรเข้ำใช้ระบบ
การล็อกอิน (Log In)
1. ให้ผู้เรียนใส่ชื่อ Username และ Password ที่ได้รับ หลังจากทาการสมัครสมาชิกกับทางเว็บแล้ว ลงในช่อง
"ชื่อล็อกอิน" (Username) และ "รหัสผ่าน" (Password) และคลิกที่ปุ่ม "Login" เพื่อเข้าสู่ระบบ
** หากผู้เรียนมีปัญหาในการใช้ระบบ สามารถคลิกที่ "ติดต่อเรา" บนเมนูบาร์ด้านบนของหน้าเว็บ เพื่อติดต่อกับ
ผู้พัฒนาระบบ (บริษัท โปรเกรสอินฟอร์เมชั่น จากัด ผู้พัฒนาระบบ e- Learning นี้ ยินดีให้คาแนะนาการใช้
ระบบแก่ทุกท่าน)
2. หลังจากผู้เรียนทาการล็อกอินเข้าสู่ระบบแล้ว ผู้เรียนจะเข้าสู่หน้า "Student's Home" ซึ่งเป็นหน้าที่แสดง
จานวน และรายชื่อวิชาที่ผู้เรียนแต่ละท่านได้ลงทะเบียนเรียนไว้ (ถ้าหากผู้ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนเรียน หน้า
Student's Home นี้ จะแสดงรายการเป็นรายการว่าง)
* และจะมีหน้าต่าง (Window) ที่แสดงรายละเอียดของการเข้าเรียนครั้งล่าสุด "Sum Last Learning" ปรากฏขึ้น
ทับบนหน้า Student's Home ผู้เรียนสามารถปิดหน้าต่างนี้ หลังจากที่ดูรายละเอียดต่างๆ เรียบร้อยแล้ว
3. ในหน้า "Student's Home" จะแสดงรายการวิชาต่างๆ ที่ผู้เรียนได้ลงทะเบียนเรียนไว้ผู้เรียนสามารถเลือก
รายวิชาที่จะเข้าเรียนโดยคลิกที่ "รหัส" ของวิชานั้นๆ เพื่อเข้าสู่บทเรียน
การเข้าสู่บทเรียนในแต่ละรายวิชา
1.เมื่อคลิกที่ "รหัส" ของรายวิชา ผู้เรียนจะเข้าสู่ "หน้าหลัก" หรือ "หน้าสารบัญ" ของรายวิชานั้น ๆ หน้าหลักนี้
จะประกอบด้วย เมนูด้านซ้ายมือ ซึ่งเป็นปุ่มรายการหลัก ปุ่มรายการหลักต่างๆ นี้ แบ่งออกเป็น 3 หมวด คือ
- เมนูหลัก (Main Menu)
- รายละเอียดของรายวิชา (Course Info.)
- การติดต่อสื่อสารในชั้นเรียน (Talk In Class)
2. หากต้องการออกจาก "หน้าหลัก" นี้ ให้ Scroll down ลงมาด้านล่างสุดของหน้า แล้วคลิกที่ "Close" หรือ กด
เครื่องหมาย X ที่มุมบนสุด้านขวามือของหน้าต่างนั้นๆ เพื่อกลับไปยังหน้า "Student's Home" อีกครั้ง
การเข้าสู่เนื้อหาของบทเรียน
1. บทเรียนต่างๆ จะแสดงเรียงตามลาดับ คือ หมวด บทที่ และชื่อบท
2. ให้ผู้เรียนคลิกที่ "ชื่อเรื่อง/ชื่อบท" เพื่อเข้าสู่เนื้อหาของคาบที่จะเรียนบริเวณรายการ "ชื่อเรื่อง/ชื่อบท" จะมี
สัญลักษณ์อยู่ 2 แบบ คือ
" + " แสดงว่า มีหัวข้อย่อยภายใน "เรื่อง / บท" นั้นๆ ซึ่งผู้เรียนสามารถคลิกที่สัญลักษณ์ " + " นี้ เพื่อดู
หัวข้อย่อยทั้งหมดของ "เรื่อง / บท" นั้นได้
" - " แสดงว่า ไม่มีหัวข้อย่อยภายใน "เรื่อง / บท" นั้น
3. ผู้เรียนสามารถคลิกที่ "ชื่อเรื่อง / ชื่อบท" เพื่อเข้าสู่ "เนื้อหาของบท"
ระบบประชุมอิเล็กทรอนิกส์
เป็นระบบที่นาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาอานวยความสะดวกในการดาเนินการ ประชุม
เริ่มตั้งแต่การจัดเตรียม ระเบียบวาระการประชุม การนาเรื่องที่เสนอ เข้าสู่วาระต่างๆ ตามระเบียบปฏิบัติของ
หน่วยงานในการประชุมแต่ละครั้ง และการ เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมดูวาระการ ประชุมที่อยู่ในรูปแบบ
เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ล่วงหน้าก่อนการประชุม และในระหว่างดาเนินการประชุมผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์
ของตนเองได้
วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ (Video Conference)
การประชุมทางไกล (Videoconference) คือ การนาเทคโนโลยีสาขาต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์
กล้องโทรทัศน์และระบบสื่อสารโทรคมนาคมผสมผสาน เป็นการประชุมที่ผู้เข้าร่วมประชุมอยู่กันคนละสถานที่
ไม่จากัดระยะทาง สามารถประชุมร่วมกันและมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกันได้ การส่งข้อความและภาพสามารถส่ง
ได้ทั้งทางสายโทรศัพท์คลื่นไมโครเวฟ สายไฟเบอร์ออฟติกของระบบเครือข่าย และการส่งสัญญาณผ่าน
ดาวเทียม โดยการบีบอัดภาพเสียงและข้อความ กราฟิกต่างๆ ไปยังสถานที่ประชุมต่างๆ ทาให้ผู้เข้าร่วมประชุม
สามารถเห็นภาพและข้อความต่างๆ เพื่ออภิปรายร่วมกันได้เพื่อสนับสนุนในการประชุมให้
มีประสิทธิภาพ
วัตถุประสงค์
Video conference หรือการประชุมทางไกล ถูกออกแบบมาเพื่อให้คนหรือกลุ่ม คน ซึ่งอยู่กันคนละสถานที่
สามารถติดต่อกันได้ทั้งภาพและเสียง โดย ผ่านทางจอภาพซึ่งอาจเป็นคอมพิวเตอร์หรือโทรทัศน์ ผู้ชมที่ฝั่งหนึ่ง
จะเห็นภาพของอีกฝั่งหนึ่งปรากฏอยู่บนจอโทรทัศน์ของ ตัวเองและ ภาพของตัวเองก็จะไปปรากฏยังโทรทัศน์
ของฝั่งตรงข้ามเช่นเดียวกัน คุณภาพของภาพและเสียงที่ได้จะขึ้นอยู่กับความเร็วของช่องทางสื่อสารที่ ใช้
เชื่อมต่อระหว่างทั้งสองฝั่งอุปกรณ์ที่ต้องมีในระบบประชุมทางไกลนี้ ก็ ได้แก่ จอโทรทัศน์หรือคอมพิวเตอร์,
ลาโพง,ไมโครโฟน, กล้อง และอุปกรณ์ Codec ซึ่งเป็นตัวเข้ารหัสสัญญาณภาพและเสียงที่ได้จากกล้องและ
ไมโครโฟน ส่งผ่านเส้นทางสื่อสารไปยังอีกฝั่งหนึ่ง รวมถึงถอดรหัสสัญญาณที่ได้รับ มาอีกฝั่งให้กลับเป็น
สัญญาณภาพและเสียงแสดงบนจอและลาโพงนั่นเองเส้นทางสื่อสารขนาด 384 Kbps ขึ้นไปก็สามารถให้
คุณภาพภาพในระดับที่ยอมรับได้ โดยอาจใช้ผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ISDN หรือ ATM เป็นต้น ข้อดีของ
การประชุมทางไกล คือสามารถให้ความสะดวกในการติดต่อสื่อสารกัน ไม่จาเป็นต้องเดินทางไปถึงอีกฝั่งหนึ่ง
ซึ่งจะประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย และยังช่วยแก้ปัญหาจราจรได้ทางหนึ่ง
ลักษณะกำรใช้งำน
ระบบ Video Conference นี้ จะช่วยให้งานประชุมหรืองานการเรียน การสอนที่อยู่ต่างสถานที่กันในหลาย
จุดได้มาประชุมเสมือนอยู่ในห้อง เดียวกัน มีประธานในการประชุม สามารถ share งานต่างๆ ในแต่ละจุดให้
เห็นเหมือนกัน เสนอผ่านความเห็นต่างๆ ได้ เช่น การ Share Whiteboard, PowerPoint, Worksheet เป็นต้น งาน
ประชุมหรืองานการเรียนการสอน สามารถดาเนินไปได้ อย่างสะดวกรวดเร็ว ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย
ข้อดีของ Video Conference
1. ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางจากที่ต่าง ๆ เพื่อมาประชุมหรืออบรม
2. สามารถทาการประชุมเพื่อวิเคราะห์ แก้ไขปัญหา และตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว
3.สามารถนาไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนให้ผู้เรียนที่อยู่ห่างไกลสามารถ
ร่วมเรียนด้วยได้
4. สามารถลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากการเดินทางได้
ข้อเสียของ Video Conference
1. เกิดการผิดพลาดในการส่งสัญญาณได้ง่าย ซึ่งปรากฏการธรรมชาติก็สามารถทาให้สัญญาณล่มหรือหายได้
2. การรับ-ส่งสัญญาณต้องมีอุปกรณ์ที่พร้อมและมีประสิทธิภาพที่ใกล้เคียงกัน
อุปกรณ์ระบบกำรประชุมทำงไกล
1.กล้องจะต้องวางในตาแหน่งท้ายโต๊ะประชุม และอยู่กึ่งกลางห้องประชุม ยึดหลักให้สามารถจับภาพผู้เข้า
ประชุมได้ทุกคน แต่หากมีปัญหาเรื่องพื้นที่ ไม่สามารถวางตาแหน่งดังกล่าวได้แก้ไขโดยเพิ่มกล้องเสริม และ
เปลี่ยนตาแหน่งจับภาพกล้องละด้าน เช่น กล้องหลักวางด้านซ้าย กล้องเสริมวางด้านขวา จาไว้ว่ากล้อง 2 ตัว
ต้องแบ่งหน้าที่อิสระจากกัน จับภาพด้านของตัวเองเท่านั้น
2.ลาโพงเสียง กรณีเป็นชุดประชุม ลาโพงจะติดที่ไมโครโฟน ไม่สามารถเปลี่ยนตาแหน่งได้เพราะจะอยู่บนโต๊ะ
(การแก้ปัญหาเสียงหอน ใช้เทคนิคการปรับแต่งเสียง) แต่กรณีเป็นระบบเสียงแยกอิสระ ลาโพง ควรอยู่ไกล
ตาแหน่งไมล์ให้มากที่สุด และอยู่สูง หันทิศทางให้กระจายเสียงได้ทั่วห้องประชุม เพื่อแก้ปัญหาทางเสียงได้ดี
ที่สุด
3.อุปกรณ์เครื่องนาเสนอต่างๆ ได้แก่ คอมพิวเตอร์ เครื่องทึบแสง เป็นต้น เหล่านี้ไม่ค่อยมีปัญหาจะจัดตาม
หลักการจัดห้องประชุมอยู่แล้ว
4.อุปกรณ์ชุดควบคุมเสียงและระบบบันทึกภาพ ควรอยู่ด้วยกัน เพื่อสามารถควบคุมได้ทันท่วงที ขั้นตอนการ
ทางานของระบบเริ่มจากการแปลงสัญญาณภาพและเสียงจากระบบอะนาล็อกให้เป็นดิจิตอลแล้ว ส่งไปถึงผู้รับ
จากนั้นอุปกรณ์สื่อสารของผู้รับก็จะแปลงสัญญาณดิจิตอลกลับมาเป็นภาพและเสียงให้ผู้ชมเห็น และได้ยิน
สาหรับภาพที่เห็นนั้นอาจติดตั้งให้ภาพปรากฏบนจอรับภาพในห้องประชุมก็ได้หรืออาจสื่อสารผ่าน
คอมพิวเตอร์ได้ทั้งคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะและกระเป๋ าหิ้ว ซึ่งทาให้การประชุมสื่อสารระหว่างบุคคลมีความ
สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น รู้จักกับ Video Conference
ตัวอย่ำงกำรใช้ระบบ GIN Conference
เมื่อเข้าสู่หน้าจอหลักของ GIN Conference ผู้ใช้สามารถเลือกใช้ฟังก์ชันต่างๆ ในระบบ GIN Conference ได้
ดังต่อไปนี้
การนาเสนอข้อมูลในที่ประชุม
ฟังก์ชั่น “เอกสาร” ในที่ประชุมบางครั้งอาจต้องมีการน าเสนอข้อมูลในของเอกสาร (Soft File) เพื่อการสื่อสารที่
ชัดเจนและเข้าใจง่าย เราสามารถใช้ฟังก์ชั่น”เอกสาร” ในการ Upload เอกสารหรือไฟล์ VDO ต่างๆ สาหรับใช้
ในการประชุมได้ไม่ว่าจะเป็นการ Upload เอกสารไว้ล่วงหน้าก่อนการประชุมหรือ Upload ในระหว่างการ
ประชุมก็สามารถทาได้ทันที
การนาเสนอไฟล์เอกสาร
การใช้ปุ่มเอกสาร (เปิดเอกสารเพื่อนาเสนอ) ในการ Upload เอกสารเข้าสู่ห้องประชุม GIN Conference ทาตาม
ขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. เลือกคลิกที่ปุ่มเอกสารจะปรากฏหน้าจอ
2. เลือกไฟล์ที่ต้องการ Upload สู่ห้องประชุม เมื่อเลือกได้แล้วเราก็คลิกที่เปิด
3. ไฟล์ที่เราทาการ Upload ก็จะไปอยู่ในส่วนของข้อมูลที่ใช้ในการนาเสนอ
บรรณานุกรม
ETPA สพธอ(2013).23,01,2018 , Web site: https://www.etda.or.th
พชระ พฤกษะศรี(2017).23,01,2018,Web site: https://software.thaiware.com
BANTHITABG (2017).23,01,2018, Web site: https://banthitablog.wordpress.com

ตัวอย่างเทคโนโลยีสารสนเทศที่ถูกนำมาใช้ในการจัดการความรู้

  • 1.
    ตัวอย่างเทคโนโลยีสารสนเทศที่ถูกนามาใช้กับการจัดการความรู้ จัดทาโดย นางสาว อภิรดี ดีกุลรหัสนักศึกษา 5942040017 เสนอ อาจารย์นันทารัตน์ คงสีปาน สาขาวิชา คอมพิวเตอร์ธุรกิจ ปริญญาตรีชั้นปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 สถาบันการอาชีวภาคใต้ 1 วิทยาลัยอาชีวศึกษานครศรีธรรมราช
  • 2.
    คำนำ รายงานเทคโนโลยีสารสนเทศที่ถูกนามาใช้กับการจัดการความรู้เล่มนี้ ผู้จัดทาได้เรียบเรียงขึ้นมาเพื่อใช้ ยกตัวอย่างระบบจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ระบบสืบค้นข้อมูลเอกสารระบบเรียนรู้ทางอิเล็กทรอนิกส์ ระบบประชุมอิเล็กทรอนิกส์ โดยเนื้อหาในรายงานเล่มนี้จะเน้นเกี่ยวกับวิธีการและขั้นตอนการใช้งานระบบ นั้นๆ ผู้จัดทาหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์กับนักศึกษาในการค้นคว้าหาความรู้ หรือผู้ที่ สนใจในระบบนั้นๆ ถ้าหากรายงานฉบับนี้ผิดพลาดประการใดต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย อภิรดี ดีกุล ผู้จัดทา
  • 3.
    สำรบัญ เรื่อง หน้ำ ระบบจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ 1 ระบบสืบค้นข้อมูลข่าวสาร8 ระบบเรียนรู้ทางอิเล็กทรอนิกส์ 16 ระบบประชุมอิเล็กทรอนิกส์ 24
  • 4.
    ระบบจัดกำรเอกสำรอิเล็กทรอนิกส์ e-Document หมายถึง เอกสารในรูปแบบของเอกสำรอิเล็กทรอนิกส์เช่น ไฟล์เอกสาร ไฟล์รูปภาพ ฯลฯ ซึ่งเรารู้จักกันดีและมีการใช้งานอย่างแพร่หลาย โดยปกติ เอกสารต่าง ๆ จะมีการเก็บรักษาไว้ในตู้หรือ ชั้นเอกสารขององค์กร ซึ่งจัดเรียงไว้เป็นหมวดหมู่เพื่อให้ค้นหาได้ง่ายและสะดวกในการนาไปใช้ การอยู่ใน รูปแบบกระดาษทาให้จะต้องเตรียมที่เก็บเอกสารเหล่านี้ และเมื่อเอกสารเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นตามกาลเวลา ทา ให้เก็บรักษาลาบาก นอกจากนี้ยังต้องมีระยะเวลาเก็บรักษาและทาลายให้เป็นไปตามนโยบายและกฎระเบียบ ขององค์กรนั้น ๆ ด้วย ซึ่งจะเห็นได้ว่า การเก็บเอกสารที่เป็นกระดาษนั้นทาให้สิ้นเปลืองกระดาษและพื้นที่ใน การเก็บรักษาเป็นจานวนมาก การจะนาไปใช้ก็ค้นหาค่อนข้างลาบาก เนื่องจาก บางชิ้นอาจเก็บไว้นานจนลืม ไปแล้วว่าอยู่ไหน ทั้งยังต้องเสียเวลาในการค้นหา ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีการพัฒนาเทคโนโลยี e-Document ขึ้นมา ช่วยในการจัดเก็บเอกสาร เพื่อให้สามารถบริหารจัดการระบบเอกสารให้สามารถสืบค้นได้อย่างง่ายดายและ รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทางานให้ดีขึ้นอีกด้วย ระบบกำรจัดเก็บเอกสำรอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกว่า e-Archiving Service เป็นระบบที่มีการ บริหารจัดการเอกสารประเภทที่พร้อมที่จะจัดเก็บเพื่อเป็นเอกสารอ้างอิง โดยมีกระบวนการในการยืนยันและ รับรองความถูกต้องที่สอดคล้องกับต้นฉบับอีกด้วย ทาให้มั่นใจได้ว่า เอกสารจะยังคงไว้ซึ่งความลับ ความ ครบถ้วน และความพร้อมใช้งาน ส่วนทางด้านของเทคโนโลยีที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการจัดเก็บเอกสาร อิเล็กทรอนิกส์นั้น จะเริ่มตั้งแต่ การแปลงเอกสารและข้อความให้อยู่ในรูปของอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นขั้นตอน ที่ต้องดาเนินการก่อนการจัดเก็บเอกสารเข้าระบบการจัดเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนไปถึงการจัดเก็บ รักษาและการเข้าถึงข้อมูล ซึ่งเราเรียก วงจรนี้ว่า e-Document Life Cycle โดยจะมีทั้งหมด 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1) Creation 2) Acquisition 3) Identification 4) Storage 5) Preservation 6) Access สาหรับกระบวนการในขั้นแรก คือ การแปลงเอกสารเป็นอิเล็กทรอนิกส์ (Creation) นั้น ปกติการที่ จะได้มาซึ่งข้อมูลคือ ไฟล์เอกสารที่เราคุ้นเคยกันอยู่ทุกวันหรือเอกสารต้นฉบับที่ผ่านการสแกนมาเป็นไฟล์ เรียบร้อยแล้ว ซึ่งผู้นาเอกสารเข้าต้องตระหนักว่าเอกสารอิเล็กทรอนิกส์อาจสูญหายได้ ซึ่งต้องมีวิธีการจัดเก็บ ระยะเวลาที่เหมาะสมและวิธีรักษาที่ดีด้วย  ผู้สร้างเอกสารควรประมาณการระยะเวลาของข้อมูล และปัจจัยอื่น ๆ ก่อน ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดที่ดีใน อนาคต สาหรับกรณีคล้ายกันนี้
  • 5.
     กระบวนการจัดเก็บและรักษาเอกสารอิเล็กทรอนิกส์จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อประกอบด้วย Format,มาตรฐาน และ Metadata Description ซึ่งเป็นการจุดเริ่มต้น ของ e-Document Life Cycle ตัวอย่างเช่น The Oak Ridge National Laboratory (Tennessee, USA) ได้ประกาศ Guideline สาหรับ การสร้างเอกสารดิจิทัล ซึ่งบอกถึงขอบเขต ซอฟต์แวร์ที่สามารถนามาใช้ และ Format Layout ของ เอกสาร เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการข้อมูล ประโยชน์ของกำรจัดเก็บเอกสำรแบบอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อใดที่องค์กรมีเอกสารกระดาษจานวนมากและได้จัดเก็บไว้ในคลังเอกสาร เมื่อมีความจาเป็นต้อง หยิบขึ้นสัก 1 ฉบับมาใช้อีก คงไม่ต้องบอกเลยว่า จะต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะเจอเอกสารที่ต้องการ ดังนั้น หากนาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการเอกสารเหล่านี้ได้ คงไม่ต้องบอกว่าจะทาให้ชีวิตดีขึ้นเพียงใด เพราะไม่ต้องเสียเวลาในการค้นหาเอกสาร ไม่เสียพื้นที่ในการเก็บรักษา และยังไม่ต้องสิ้นเปลืองกระดาษใน การ Copy เก็บไว้อีกด้วย E-Document Systems โปรแกรมสาหรับการจัดการ ระบบจัดเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งโปรแกรมนี้ได้ถูกออกแบบมา เพื่อแชร์เอกสาร บริหารงานเอกสาร ที่ใช้ภายในองค์กรอย่างแท้จริง เพราะด้วยความรวดเร็ว และ ประสิทธิภาพของการทางานจึงเรียกได้ว่าเป็นโปรแกรมที่ควรมีติดตั้งไว้ภายในองค์กรอย่างแท้จริง โปรแกรม นี้สามารถทางานได้ทั้งองค์กรขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ และทางานบนเว็บบราวเซอร์จึงทางานได้สะดวก และว่องไว (ขึ้นอยู่ที่ความไวของอินเตอร์เน็ตด้วยนะ)
  • 6.
    Program Features (ความสามารถของโปรแกรมระบบจัดเก็บเอกสาร E-Document เพิ่มเติมอย่างละเอียด) 1. โปรแกรมสามารถทางานได้บน หลายระบบปฏิบัติการ ไม่ว่าจะเป็น ระบบปฏิบัติการ Windows macOS หรือแม้แต่ Linux เป็นต้น 2. จัดเก็บไฟล์เอกสาร อิเลคทรอนิคส์ในองค์กร ในรูปแบบของ Client-Server คือ มีเครื่องที่ทางานเป็น เครื่องแม่ข่าย(Server) ให้บริการข้อมูล และเครื่องลูกข่าย (Client) ใช้งานระบบ ผ่านทางโปรแกรมเว็บ บราวเซอร์ (Web Browser) ยอดนิยมอย่างเช่น โปรแกรม Internet Explorer โปรแกรม Safari {โปรแกรม Firefox} หรือ Google Chrome เป็นต้น 3. ค้นหาและแสดงเอกสารที่ถูกจัดเก็บในระบบได้ง่าย 4. จัดการเอกสารโดยการ เพิ่ม ลบ แก้ไข ได้ง่าย 5. จัดเก็บเอกสารโดยแยกระหว่าง รายละเอียดของเอกสาร และ ไฟล์ประกอบเอกสารนั้นๆ 6. จัดการตู้เอกสารโดยการ เพิ่ม ลบ แก้ไข เพื่อแยกหมวดหมู่ของเอกสารได้ 7. สามารถกาหนดสิทธิ์ของตู้เอกสารให้แต่ละผู้ใช้งานได้ 8. ควบคุมการใช้งานระบบ โดยมีกลุ่มผู้ใช้ได้แบ่งเป็น 3 กลุ่ม 1. ผู้ดูแลระบบ - สามารถทางานได้ทุกอย่างในระบบ 2. ผู้บันทึกข้อมูล - สามารถดาเนินการเกี่ยวกับเอกสารได้ทั้งหมด แต่ไม่สามารถ จัดการผู้ใช้ของ ระบบได้ 3. ผู้ใช้ทั่วไป - สามารถค้นหา และเรียกดู เอกสารได้เท่านั้น ตรวจสอบข้อมูลของระบบได้ เช่น จานวนผู้ใช้ในปัจจุบัน 9. สามารถสั่ง scan เอกสารได้โดยตรงผ่านทางหน้าเว็บของโปรแกรม ทาให้ลดขั้นตอนของการ scan เอกสารลงได้อย่างมาก (ไม่ต้อง scan เก็บเป็นไฟล์ก่อน) 10. กาหนดสิทธิ์การเข้าถึงตู้เอกสารแต่ละตู้ได้ 11. ตรวจสอบข้อมูลของระบบได้ เช่น จานวนผู้ใช้ในปัจจุบัน 12. สามารถส่งอีเมล์สาเนาเอกสารไปให้บุคคลอื่นได้ 13. และความสามารถอื่นๆ อีกมากมาย
  • 7.
    ตัวอย่ำงกำรใช้ระบบ E-Document ของ“มหำวิทยำลัยนเรศวร” การเข้าสู่ระบบ 1) เปิดโปรแกรม Internet Explorer แล้วพิมพ์ URL : http://edoc.nu.ac.th ตรงที่ Address bar จะได้หน้าจอดังรูป แล้วคลิกที่ “มหาวิทยาลัยนเรศวร” 2) จะเข้าสู่หน้าจอ ดังรูป ใส่ ชื่อผู้ใช้งาน และรหัสผ่าน แล้วคลิกปุ่ม ตกลง
  • 8.
    ขั้นตอนการรับเอกสาร 1) คลิกปุ่ม Homeเพื่อดูเอกสารที่เข้ามาใหม่ และคลิกเอกสารที่เข้าใหม่ ดังรูป 2) จะปรากฏหน้าจอดังรูป อ่านรายละเอียดของเอกสารทั้งหมด โดยสังเกตข้อมูลเอกสาร สถานการณ์ดาเนินการ แล้วเสร็จ เพื่อดูว่ามีระยะเวลาการดาเนินการงานกี่วันข้อความแนบท้าย (คาเกษียน / สั่งการ) และเอกสาร แนบ ซึ่งสามารถเปิดเอกสารดูได้โดยคลิกที่ไฟล์เอกสารแล้วคลิกปุ่ม เปิด
  • 9.
    3) ดูเดินทางเอกสาร ซึ่งหากในสัญลักษณ์ของทางเดินเอกสารนั้นยังเป็นซองจดหมายปิดแสดงว่า ยังไม่ทาการ เปิดอ่านจดหมาย ถ้าเป็นซองจดหมายเปิด แสดงว่า อ่านจดหมายแล้ว หากเป็นซองจดหมายเปิดและกระดาษเล็กๆติดอยู่ข้างๆ แสดงว่าอ่านจดหมายและทาการรับเอกสารแล้ว 4) เมื่อทาการอ่านรายละเอียดของเอกสารครบแล้ว จึงมาทาการลงรับเอกสาร 5) จะปรากฏกล่องโต้ตอบ ดังรูป เลือกที่คาสั่ง ไม่ออกเลข แล้วคลิกปุ่ม รับเอกสาร
  • 10.
    6) หน้าจอจะปรากฏตราประทับการลงรับเอกสาร และคลิกปุ่มลงนาม ดังรูป 7) จะปรากฏกล่องโต้ตอบ และทาการคลิกตัวเลือก แล้วคลิกปุ่มยืนยัน ดังรูป
  • 11.
    ระบบสืบค้นข้อมูลข่ำวสำร คือ เครื่องมือการค้นหาข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ต ที่ทุกคนสามารถหาข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ตก็ได้โดย กรอก ข้อมูลที่ต้องการค้นหา หรือ Keyword (คีย์เวิร์ด) เข้าไปที่ช่อง Search Box แล้วกด Enter แค่นี้ข้อมูลที่เรา ค้นหาก็จะถูกแสดงออกมาอย่างมากมาย เพื่อให้เราเลือกข้อมูลตรงกับความต้องการของเรามากที่สุด โดย ลักษณะการแสดงผลของ Search Engine นั้นจะทาการแสดงผลแบบ เรียงอันดับ Search Results ผ่านหน้า จอคอมพิวเตอร์ของเรา นวัตกรรมทางเทคโนโลยีดังกล่าวทาให้เกิดแหล่งข้อมูลที่เรียกว่า เว็บไซต์ (Web site)เกิดขึ้นมากมายทั่ว โลกและทั้งโลกกลายเป็นโลกไร้พรมแดนสาหรับข้อมูลข่าวสารที่อยู่ภายในเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เว็บไซต์แต่ละ แห่งมีที่ชื่อ-ที่อยู่เรียกว่า URL(Universal Resource Locator)ซึ่งจะบ่งชี้ถึงแหล่งที่อยู่ของเว็บไซต์นั้นอินเทอร์เน็ต เช่น http://www.google.com ผู้ใช้จะเข้าถึงเว็บไซต์ที่ต้องการได้โดยการพิมพ์ URL ลงไปในช่อง address ของ โปรแกรมเว็บบราวเซอร์ เว็บไซต์(web site) แต่ละแห่งจะมีเอกสารที่เรียกว่า เว็บเพจ(web page) เก็บข้อมูลเป็นจานวนมาก เอกสารเหลานี้อาจจะมีองค์ประกอบเป็น ข้อความ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว เสียง และวีดีทัศน์และอาจมีการ เชื่อมโยงด้วยระบบไฮเปอร์ลิงค์ไปยังเอกสารอื่น ๆ อีก search engine การค้นหาข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีอยู่เป็นจานวนมาก ถ้าเราเปิดไปทีละหน้าจออาจจะต้อง เสียเวลาในการค้นหา และอาจหาข้อมูลที่เราต้องการไม่พบ การที่เราจะค้นหาข้อมูลให้พบอย่างรวดเร็วจะต้องใช้ เว็บไซต์สาหรับการค้นหาข้อมูลที่เรียกว่า Search Engine Site ซึ่งจะทาหน้าที่รวบรวมรายชื่อเว็บไซต์ต่างๆ เอาไว้ โดยจัดแยกเป็นหมวดหมู่ ผู้ใช้งานเพียงแต่ทราบหัวข้อที่ต้องการค้นหาแล้วป้ อน คาหรือข้อความของ หัวข้อนั้นๆ ลงไปในช่องที่กาหนด คลิกปุ่มค้นหา (หรือกดปุ่ม Enter) เท่านั้น รอสักครู่ข้อมูลอย่างย่อๆ และ รายชื่อเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องจะปรากฏให้เราเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ทันที
  • 12.
    ประเภทของ search engine 1.แบบอาศัยการเก็บข้อมูลเป็นหลัก (Crawler-Based Search Engine) หลักการนี้เป็นการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Crawler-Based Search Engine เป็นเครื่องมือที่ทาการบันทึก และเก็บข้อมูลเป็นหลัก ซึ่งเป็นประเภท Search Engine ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบันซึ่งการทางาน ประเภทนี้ จะใช้โปรแกรมตัวเล็ก ๆ ที่เรียกว่า Web Crawler หรือ Spider หรือที่เรียกอีกอย่างว่า Search Engine Robots หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า บอท ในภาษาไทย www คือเครือข่ายใยแมงมุม ตัวโปรแกรมเล็ก ๆ ตัวนี้ก็คือแมง มุมนั่นเอง โดยเจ้าแมงมุมตัวนี้จะทาการไต่ไปยังเว็บไซต์ต่าง ๆ ทั่วโลกอินเตอร์เน็ต โดยอาศัยไต่ไปตาม URL ต่าง ๆ ที่มีการเชื่อมโยงอยู่ในแต่ละเพจ แล้วทาการ Spider กวาดข้อมูลที่จาเป็นต่าง ๆ (ขึ้นอยู่กับ Search Engine แต่ละที่ว่าต้องการเก็บรวบรวมข้อมูลอะไรบ้าง) แล้วเก็บลงฐานข้อมูล การใช้โปรแกรมกวาดข้อมูลแบบนี้ จึงทา ให้ข้อมูลที่ได้มีความแม่นยา และสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้เร็วมาก Search Engine ที่เป็นประเภทนี้ เช่น Google Yahoo MSN 2. แบบสารบัญเว็บไซต์ (Web Directory) Search Engine ที่เป็นแบบนี้มีอยู่หลายเว็บไซต์มาก ๆ ที่ดังที่สุดในเมืองไทย ที่เอ่ยออกไปใครใครคงต้อง รู้จัก นั้นก็คือที่สารบัญเว็บของ Sanook.com ซึ่งหลาย ๆ คนคงเคยเข้าไปใช้บริการ หรืออย่างที่ Truehits.com เป็นต้น สิ่งที่เราจะสังเกตเห็นจาก Search Engine ประเภทนี้ก็คือ ลักษณะของการจัดเก็บข้อมูลที่แสดงให้เราเห็น ทั้งหมด ว่ามีเว็บอะไรบ้างอยู่ในฐานข้อมูล ซึ่งแตกต่างจากประเภทแรก ที่หากคุณไม่ค้นหาโดยใช้คาค้น หรือ Keyword แล้ว คุณจะมีทางทราบเลยว่ามีเว็บไซต์อะไรอยู่บ้าง และมีเว็บอยู่เท่าไหร่ แบบสารบัญเว็บไซต์ จะ แสดงข้อมูลที่รวบรวมเว็บไซต์ที่มีทั้งหมดในฐานข้อมูล และจะแบ่งเป็นหมวดหมู่ และอาจจะมีหมวดหมู่ย่อย ซึ่ง ผู้ค้นหาข้อมูลสามารถคลิกเข้าไปดูได้หลักการทางานแบบนี้ จะอาศัยการเพิ่มข้อมูลจากเจ้าของเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่ ต้องการประชาสัมพันธ์เว็บ หรืออาจใช้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลส่วน Search Engine เป็นผู้หาข้อมูลเว็บไซต์มาเพิ่มใน ฐานข้อมูล ซึ่งข้อมูลในส่วนของสารบัญเว็บไซต์จะเน้นในด้านความถูกต้องของฐานข้อมูล ซึ่งข้อมูลเว็บไซต์ที่ ถูกเพิ่มเข้ามาจะถูกตรวจสอบและแก้ไขจากผู้ดูแล 3. แบบอ้างอิงในคาสั่ง Meta Tag (Meta Search Engine ) Search Engine ประเภทนี้จะอาศัยข้อมูลใน Meta tag ซึ่งเป็นส่วนของข้อมูลที่อยู่ในแท็ก HEAD ของ ภาษา HTML ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้ จะเป็นส่วนที่ให้ข้อมูลกับ Search Engine Robots Search Engine ประเภทนี้ไม่มีฐานข้อมูลของตนเอง แต่จะอาศัยข้อมูลจาก Search Engine Index Server ของที่อื่น ๆ ซึ่งข้อมูลจะมาจาก Server หลาย ๆ ที่ ดังนั้น จึงมักได้ผลลัพธ์จากการค้นหาที่ไม่แม่นยา ตัวอย่างเว็บ ที่ใช้งานประเภทนี้ metacrawler.com
  • 13.
    กำรทำงำนของ Search Engine การทางานของSearch Engine จะประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลักๆ คือ 1. Spider หรือ Web Robot จะเป็นตัวที่ทาหน้าที่เข้าสารวจเว็บไซต์ต่างๆ แล้วดึงข้อมูลเหล่านั้นมาอัพเดทใส่ใน รายการฐานข้อมูล ส่วนมาก Spider มักจะเข้าไปอัพเดทข้อมูลเป็นรายเดือน 2. ฐานข้อมูล (Database) เป็นส่วนที่เก็บรายการเว็บไซต์ ฐานข้อมูลที่ดีควรจะมีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะรองรับ กับการเติบโตของเว็บไซต์ในปัจจุบัน การออกแบบฐานข้อมูลที่ดีก็เป็นส่วนสาคัญเพราะถ้าฐานข้อมูลออกแบบ มาทางานช้าก็ทาให้การรอผลนานและจะไม่ได้รับความนิยมไปในที่สุด 3. โปรแกรม Search Engine มีหน้าที่รับคาหรือข้อความที่ผู้ใช้งานป้ อนเข้ามา แล้วเข้าค้นหาตามเว็บไซต์ต่างๆ ที่ จัดเก็บไว้ในฐานข้อมูล จากนั้นก็จะรายงานผลเว็บไซต์ที่ค้นพบให้กับผู้ใช้ การสืบค้นด้วยวิธีนี้นอกจากจะต้องมี ระบบการสืบค้นข้อมูลที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพแล้ว การกลั่นกรองผลที่ได้ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของ ผู้ใช้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สาคัญของการสืบค้นข้อมูล
  • 14.
    กำรสืบค้นเว็บไซต์ข้อมูลด้วย Search Engine ขั้นตอนการสืบค้นเว็บไซต์ข้อมูลด้วยSearch Engine 1. ทาการเปิดเว็บไซต์ที่ให้บริการ http://www.google.co.th/ 2. เลือกหัวข้อที่ต้องการค้น ในที่นี้จะเลือกหัวข้อ “เว็บ” 3. พิมพ์keyword (ข้อความ) ที่ต้องการสืบค้นลงในช่อง text box 4. กดที่ปุ่ม “ค้นหา” 5. ระบบจะทาการค้นหาเว็บไซต์ที่ตรงกับ keyword ที่ต้องการ และแสดงออกมาในรูปแบบของลิงค์ พร้อมคาอธิบายประกอบ
  • 15.
    กำรสืบค้นรูปภำพด้วย Search Engine ขั้นตอนการสืบค้นรูปภาพด้วยSearch Engine 1. ทาการเปิดเว็บไซต์ที่ให้บริการ http://www.google.co.th/ 2. เลือกหัวข้อที่ต้องการค้น ในที่นี้จะเลือกหัวข้อ “รูปภาพ” 3. พิมพ์keyword (ข้อความ) ที่ต้องการสืบค้นลงในช่อง text box 4. กดที่ปุ่ม “ค้นหา” 5. ระบบจะทาการค้นหารูปภาพที่ตรงกับ keyword ที่ต้องการ และแสดงรูปภาพที่ค้นหาพบ
  • 16.
    กำรสืบค้นแผนที่ด้วย Search Engine ขั้นตอนการสืบค้นแผนที่ด้วยSearch Engine 1. ทาการเปิดเว็บไซต์ที่ให้บริการ http://www.google.co.th/ 2. เลือกหัวข้อที่ต้องการค้น ในที่นี้จะเลือกหัวข้อ “แผนที่” 3. พิมพ์keyword (ข้อความ) สถานที่ที่ต้องการสืบค้นลงในช่อง text box 4. กดที่ปุ่ม “ค้นหา Maps” 5. ระบบจะทาการค้นหาสถานที่ที่ต้องการ แล้วแสดงออกมาในรูปแบบของแผนที่ รวมไปถึงลิงค์ ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานที่นั้นๆ อีกด้วย
  • 17.
    กำรสืบค้นวีดิโอด้วย Search Engine ขั้นตอนการสืบค้นวีดิโอด้วยSearch Engine 1. ทาการเปิดเว็บไซต์ที่ให้บริการ http://www.youtube.com/ 2. พิมพ์keyword (ข้อความ) ที่ต้องการสืบค้นลงในช่อง text box 3. กดที่ปุ่ม “search” 4. ระบบจะทาการค้นหาวีดิโอที่ตรงกับ keyword ที่ต้องการ และแสดงวีดิโอที่ค้นหาพบ
  • 18.
    กำรสืบค้นคำศัพท์ด้วย Search Engine ขั้นตอนการสืบค้นคาศัพท์ด้วยSearch Engine 1. ทาการเปิดเว็บไซต์ที่ให้บริการ http://dict.longdo.com 2. พิมพ์คาศัพท์ที่ต้องการสืบค้นลงในช่อง text box 3. เลือกบริการ “dictionary” 4. กดที่ปุ่ม “submit” 5. ระบบจะทาการค้นหาคาศัพท์ที่ต้องการพร้อมคาแปล
  • 19.
    ระบบเรียนรู้ทำงอิเล็กทรอนิกส์ เป็นสื่อการเรียนการสอนที่เกิดจากการวิวัฒนาการของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เทคโนโลยีสารสนเทศ และระบบการสื่อสารโทรคมนาคม สื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic media)หมายถึง สื่อที่บันทึกสารสนเทศด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ อาจอยู่ในรูปของ สื่อบันทึกข้อมูลประเภทสารแม่เหล็กเช่น แผ่นจานแม่เหล็กชนิดอ่อน (floppy disk) และสื่อ ประเภทจานแสง(optical disk) บันทึกอักขระแบบดิจิตอลไม่สามารถอ่านได้ด้วยตาเปล่า ต้องใช้เครื่อง คอมพิวเตอร์บันทึกและอ่านข้อมูลเป็นสื่อการเรียนการสอนที่เกิดจากวิวัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสารโทรคมนาคม การใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ในการเรียนการสอนจะออกมาในลักษณะของสื่อประสม หรือ มัลติมีเดีย (Multimedia) แสดงผลออกมาหลายรูปแบบตามที่โปรแกรมไว้ เช่น มีเสียง เป็นภาพเคลื่อนไหว สามารถให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ ปัจจุบันสื่อประเภทนี้มีหลายลักษณะ ประเภทสื่ออิเล็กทรอนิกส์ 1.คอมพิวเตอร์ช่วยสอน CAI CAI ย่อมาจากคาว่า COMPUTER-ASSISTED หมายถึง สื่อการเรียนการสอนทางคอมพิวเตอร์รูปแบบ หนึ่ง ซึ่งใช้ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการนาเสนอสื่อประสม ได้แก้ ข้อความ ภาพนิ่ง กราฟิก แผนภูมิ กราฟ วีดีทัศน์ภาพเคลื่อนไหวและเสียง 2.WBI (Web-based Instruction) คือ บทเรียนที่สร้างขึ้นสาหรับการเรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตโดยนาจุดเด่นของวิธีการให้บริการ ข้อมูลแบบ www มาประยุกต์ใช้Web Base Instructionจึงเป็นบทเรียนประเภท CAI แบบ On-line ในที่นี้ หมายความว่า ผู้เรียนเรียนอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ติดต่อผ่านเครือกับเครื่องแม่ข่ายที่บรรจุบทเรียน 3.การเรียนอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Learning เป็นการศึกษาเรียนรู้ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ตหรืออินทราเน็ตเป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ผู้เรียนจะได้เรียนตามความสามารถและความสนใจของตนโดยเนื้อหาของบทเรียนซึ่งประกอบด้วย ข้อความ รูปภาพ เสียง วีดีโอ มัลติมีเดียอื่นๆ 4.E-book เป็นคาภาษาต่างประเทศ ย่อมาจากคาว่า electronic book หมายถึง หนังสือที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรม คอมพิวเตอร์มีลักษณะเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์โดยปกติมักจะเป็นแฟ้ มข้อมูลที่สามารถอ่านเอกสารทาง หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งในระบบออฟไลน์และออนไลน์ 5. E-Training
  • 20.
    E-Training หมายถึง กระบวนการการฝึกอบรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นกระบวนการจัดการฝึกทักษะ เพิ่มพูนสาระความรู้ที่เน้นให้ผู้เข้ารับการอบรมนั้นเรียนรู้ด้วยตนเอง ผู้เข้าอบรมมีอิสระในการเข้าศึกษา เรียนรู้ ตามเวลา โอกาสที่ผู้ฝึกอบรมต้องการโดยเนื้อหาขององค์ความรู้จะถูกออกแบบมาให้ศึกษาเรียนรู้ได้โดยง่าย ใน รูปแบบมัลติมีเดียซึ่งประกอบด้วยสื่อที่เป็นข้อความรูป หรืออาจมีภาพเคลื่อนไหว 6.Learning Object หมายถึง การจัดรูปแบบสาระการเรียนรู้เป็นหน่วยที่เป็นอิสระใช้เวลาสาหรับการเรียนรู้ เป็นช่วงสั้นๆ ประมาณ 2 ถึง 15 นาที และถึงแม้ว่าจะเป็นการเรียนรู้แบบหน่วยย่อยก็ตาม Learning Object จะมีความสมบรูณ์ ในตัวเอง ซึ่งในแต่ละเนื้อหาจะประกอบชื่อเรื่อง คาอธิบาย คาสาคัญ วัตถุประสงค์การเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการประเมินผล ประการหนึ่งคือ ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง ข้อดี 1. ขยายขอบเขตของการเรียนรู้ของผู้เรียนในทุกหนทุกแห่ง จากห้องเรียนปกติไปยังบ้าน และที่ทางาน ทา ให้ไม่เสียเวลาในการเดินทาง 2. ขยายโอกาสทางการศึกษาให้ผู้เรียนรอบโลกในสถานศึกษาต่าง ๆ ที่ร่วมมือกันได้มีโอกาสเรียนรู้พร้อม กัน 3. ผู้เรียนควบคุมการเรียนตามความต้องการ และความสามารถของตนอง 4. การสื่อสารโดยใช้ อีเมล์ กระดานข่าว การพูดคุยสด ฯลฯ ทาให้การเรียนรู้มีชีวิตชีวาขึ้นกว่าเดิม ส่งเสริม ให้ผู้เรียนมีส่วนช่วยเหลือกันในการเรียน 5. กระตุ้นให้ผู้เรียนรู้จักการสื่อสารในสังคม และก่อให้เกิดการเรียนแบบร่วมมือ ซึ่งที่จริงแล้ว การเรียน แบบร่วมมือสามารถขยายขอบเขตจากห้องเรียนหนึ่งไปยังห้องเรียนอื่น ๆ ได้โดยการเชื่อมต่อทาง อินเทอร์เน็ต 6. การเรียนด้วยสื่อหลายมิติทาให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนเนื้อหาได้ตามสะดวกโดยไม่ต้องรียงลาดับกัน 7. ข้อมูลของหลักสูตรและเนื้อหารายวิชาสามารถหาได้โดยง่าย 8. การเรียนการสอนมีให้เลือกทั้งแบบประสานเวลา คือเรียน และพบกับผู้สอนเพื่อปรึกษา หรือถามปัญหา ได้ในเวลาเดียวกัน (Synchronous) และแบบต่างเวลา (Asynchronous) คือเรียนจากเนื้อหาในเว็บ และ ติดต่อผู้สอนทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
  • 21.
    9. ส่งเสริมแนวคิดในเรื่องของการเรียนรู้ตลอดชีวิต เนื่องจากเว็บเป็นแหล่งความรู้ที่เปิดกว้างให้ผู้ที่ต้องการ ศึกษาในเรื่องใดเรื่องหนึ่งสามารถเข้ามาค้นคว้าหาความรู้ได้อย่างต่อเนื่อง และตลอดเวลา การสอนบน เว็บตอบสนองต่อผู้เรียนที่มีความใฝ่รู้ รวมทั้งมีทักษะ ในการตรวจสอบการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Meta- Cognitive Skills) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 10. การสอนบนเว็บเป็นวิธีที่ดีเยี่ยมในการให้ผู้เรียนได้ประสบการณ์ของสถานการณ์จาลอง ทั้งนี้เพราะ สามารถใช้ข้อความ ภาพนิ่ง เสียง ภาพเคลื่อนไหว วิดีโอ ภาพ 3 มิติ ในลักษณะที่ใกล้เคียงกับชีวิตจริงได้ ข้อจำกัด 1. การออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนั้นยังมีน้อย เมื่อเทียบกับการออกแบบโปรแกรมเพื่อใช้ใน วงการ อื่น ๆ ทาให้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีจานวน และขอบเขตจากัดที่จะนามาใช้เรียนในวิชา ต่างๆ 2. การที่จะให้ผู้สอนเป็นผู้ออกแบบโปรแกรมบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเองนั้น นับว่าเป็นงานที่ต้อง อาศัยเวลา สติปัญญา และความสามารถเป็นอย่างยิ่ง ทาให้เป็นการเพิ่มภาระของผู้สอนให้มีมากยิ่งขึ้น 3. เนื่องจากบทเรียนคอมพิวเตอร์เป็นการวางโปรแกรมบทเรียนไว้ล่วงหน้า จึงมีลาดับขั้นตอนในการสอน ทุกอย่างตามที่วางไว้ดังนั้น การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน จึงไม่สามารถช่วยในการพัฒนาความคิด สร้างสรรค์ของผู้เรียนได้ 4. ผู้เรียนบางคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่ อาจจะไม่ชอบโปรแกรมที่เรียงตามขั้นตอน ทาให้ เป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ได้ กำรเรียนกำรสอนแบบออนไลน์ (E – LEARNING) e-Learning คือ การเรียน การสอนในลักษณะ หรือรูปแบบใดก็ได้ ซึ่งการถ่ายทอดเนื้อหานั้น กระทา ผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น ซีดีรอม เครือข่ายอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต เอ็กซทราเน็ต หรือ ทางสัญญาณ โทรทัศน์ หรือ สัญญาณดาวเทียม (Satellite) ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งการเรียนลักษณะนี้ได้มีการนาเข้าสู่ตลาดเมืองไทย ในระยะหนึ่งแล้ว เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้วยซีดีรอม, การเรียนการสอนบนเว็บ (Web-Based Learning), การ เรียนออนไลน์ (On-line Learning) การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม หรือ การเรียนด้วยวีดีโอผ่านออนไลน์ เป็น ต้น ในปัจจุบัน คนส่วนใหญ่มักจะใช้คาว่า e-Learning กับการเรียน การสอน หรือการอบรม ที่ใช้ เทคโนโลยีของเว็บ (Web Based Technology) ในการถ่ายทอดเนื้อหา รวมถึงเทคโนโลยีระบบการจัดการ หลักสูตร (Course Management System) ในการบริหารจัดการงานสอนด้านต่างๆ โดยผู้เรียนที่เรียนด้วยระบบ e-Learning นี้สามารถศึกษาเนื้อหาในลักษณะออนไลน์ หรือ จากแผ่นซีดี-รอม ก็ได้ และที่สาคัญอีกส่วนคือ
  • 22.
    เนื้อหาต่างๆ ของ e-Learningสามารถนาเสนอโดยอาศัยเทคโนโลยีมัลติมีเดีย (Multimedia Technology) และ เทคโนโลยีเชิงโต้ตอบ (Interactive Technology) คาว่า e-Learning นั้นมีคาที่ใช้ได้ใกล้เคียงกันอยู่หลายคาเช่น Distance Learning (การเรียนทางไกล) Computer based training (การฝึกอบรมโดยอาศัยคอมพิวเตอร์ หรือเรียกย่อๆว่า CBT) online learning (การเรียน ทางอินเทอร์เน็ต) เป็นต้น ดังนั้น สรุปได้ว่า ความหมายของ e-Learning คือ รูปแบบของการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยอาศัยเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือสื่ออิเลคทรอนิกส์ในการถ่ายทอดเรื่องราว และเนื้อหา โดยสามารถมีสื่อใน การนาเสนอบทเรียนได้ตั้งแต่ 1 สื่อขึ้นไป และการเรียนการสอนนั้นสามารถที่จะอยู่ในรูปของการสอนทางเดียว หรือการสอนแบบปฎิสัมพันธ์ได้ ลักษณะที่สำคัญของกำรเรียนรู้แบบออนไลน์ (E-Learning) 1. Anyone, Anywhere and Anytime คือ ผู้เรียนจะเป็นใครก็ได้ มาจากที่ใดก็ได้ และเรียนเวลาใดก็ได้ตามความ ต้องการของผู้เรียน เพราะโรงเรียนได้เปิดเว็บไซต์ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง 2. Multimedia สื่อที่นาเสนอในเว็บ ประกอบด้วยข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียง ตลอดจนวีดิทัศน์ อันจะช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี 3. Non-Linear ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนเนื้อหาที่นาเสนอได้ตามความต้องการ 4. Interactive ด้วยความสามารถของเอกสารเว็บที่มีจุดเชื่อม (Links) ย่อมทาให้เนื้อหามีลักษณะโต้ตอบกับผู้ใช้ โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว และผู้เรียนยังเพิ่มส่วนติดต่อกับวิทยากรผ่านระบบ e-mail, web-board, chat, Social Network ก็ได้ทาให้ผู้เรียนกับผู้สอนสามารถติดต่อกันได้อย่างรวดเร็ว องค์ประกอบของ e- learning การเรียนแบบออนไลน์ หรือ e-learning มีองค์ประกอบที่สาคัญอยู่ 4 ส่วน แต่ละส่วนจะต้องออกแบบ ให้เชื่อมสัมพันธ์กันเป็นระบบ และจะต้องทางานประสานกันได้อย่างลงตัว คือ 1. เนื้อหาของบทเรียน ถือว่าเป็นสิ่งที่สาคัญที่สุด 2. ระบบบริหารการเรียน เนื่องจากการเรียนแบบออนไลน์หรือ e-learning นั้นเป็นการเรียนที่สนับสนุนให้ ผู้เรียนได้ศึกษา เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ระบบบริหารการเรียนที่ทาหน้าที่เป็นศูนย์กลาง กาหนดลาดับของเนื้อหาใน บทเรียน นาส่งบทเรียนผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไปยังผู้เรียน ประเมินผลความสาเร็จของบทเรียน ควบคุม และ สนับสนุนการให้บริการทั้งหมดแก่ผู้เรียน จึงถือว่าเป็นองค์ประกอบของ e-learning ที่สาคัญมาก เราเรียกระบบ นี้ว่า “ระบบบริหารการเรียน” (LMS : e-Learning Management System) 3. การติดต่อสื่อสาร การเรียนแบบ e-learning ถือว่าเป็นการเรียนทางไกลอีกรูปแบบหนึ่ง แต่สิ่งสาคัญที่ทาให้ e- learning มีความโดดเด่นและแตกต่างไปจากการเรียนทางไกลทั่ว ๆ ไปก็คือการนารูปแบบการติดต่อสื่อสารแบบ 2 ทาง มาใช้ประกอบในการเรียน เพื่อเพิ่มความสนใจ และความตื่นตัวของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียนให้มากยิ่งขึ้น
  • 23.
    ตลอดจนใช้เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้ติดต่อ สอบถาม ปรึกษาหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ระหว่างตัวผู้เรียนกับครูผู้สอน และระหว่างผู้เรียนกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนคนอื่น ๆ โดยเครื่องมือที่ใช้ในการ ติดต่อสื่อสารอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภทดังนี้ 1) ประเภท real-time ได้แก่ Chat (message, voice) , White board / Text slide , Real-time Annotations, Interactive poll , Conferencing และอื่น ๆ 2) ประเภท non real-time ได้แก่ Web-board , e-mail 4. การสอบ / วัดผลการเรียน โดยทั่วไปแล้วการเรียนไม่ว่าจะเป็นการเรียนในระดับใดหรือเรียนวิธีใด ก็ย่อมต้อง มีการสอบ / การวัดผลการเรียน เป็นส่วนหนึ่งอยู่เสมอ การสอบ / การวัดผลการเรียนจึงเป็นส่วนประกอบสาคัญ ที่จะทาให้การเรียนแบบ e-learning เป็นการเรียนที่สมบูรณ์ กล่าวคือในบางวิชาจาเป็นต้องวัดระดับความรู้ก่อน เข้าสมัครเข้าเรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้เลือกเรียนในบทเรียนหรือหลักสูตรที่เหมาะสมมากที่สุด ซึ่งทาให้การเรียนที่ มีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อเข้าสู่บทเรียนในแต่ละหลักสูตรก็จะมีการสอบย่อยท้ายบท และการสอบใหญ่ก่อนที่จะ จบหลักสูตร ระบบบริหารการเรียน จะเรียกข้อสอบที่จะใช้มากจากระบบบริหารคลังข้อสอบ (Test Bank System) ซึ่งเป็นส่วยย่อยที่รวมอยู่ในระบบบริหารการเรียน รูปแบบกำรเรียนใน e – learning e – learning เป็นรูปแบบการเรียนที่ใช้เว็บเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ และมีคาเรียกที่แตกต่างกันไป เช่น การเรียนการสอนผ่านเครือข่าย (Web-Based Instruction : WBI) การเรียนอย่างมีปฏิสัมพันธ์ด้วยเว็บ (Web- Based Interactive Environment) การศึกษาผ่านเว็บ (Web-Based Education) การนาเสนอมัลติมีเดียผ่านเว็บ (Web-Based Multimedia Presentations) และการศึกษาที่ช่วยให้มีปฏิสัมพันธ์ (Interactive Education Aid) เป็น ต้น วิธีจัดกำรเรียนกำรสอนผ่ำนสื่ออิเล็กทรอนิกส์ e – learning เป็นในปัจจุบันใช้กันอยู่ 3 ลักษณะ คือ 1. ใช้เป็นสื่อเสริม โดยการสร้างเว็บเพจโครงการสอน เนื้อหาวิชาบางส่วน หรือทั้งหมด แจ้งแหล่งอ้างอิง แหล่ง ค้นคว้า ให้นักศึกษาทราบ ตอบคาถามที่นักศึกษาถามเข้ามาบ่อย ๆ (Frequently Ask Question – FAQ) แจ้ง e- mail ให้ผู้เรียนส่งงาน 2. ใช้เป็นทางเลือก โดยผู้เรียนสามารถเลือกเรียนแบบวิธีเข้าชั้นเรียนปกติ หรือเรียนผ่านระบบ เครือข่าย คอมพิวเตอร์ ดังนั้นเว็บเพจรายวิชาต้องมีความสมบูรณ์ใกล้เคียงกับการเรียนการสอนในชั้นเรียน นั่นคือจะต้องมี ความละเอียดมากกว่า ในระดับที่ใช้เป็นสื่อเสริม
  • 24.
    3. ใช้สอนทดแทนการเรียนการสอนปกติ เป็นระดับสูงสุดที่คาดหวังในการทาe – learning โดยผู้เรียนสามารถ เรียน ทาแบบฝึกหัด และทดสอบตนเองได้ในระบบออนไลน์โดยไม่ต้องเข้าชั้นเรียน อย่างไรก็ตาม ในการ ประเมินผลออนไลน์ ยังต้องอาศัยความซื่อสัตย์ของผู้เรียน จึงยังคงนามาใช้ได้ยาก ข้อสอบอาจอยู่ในกระดาษ หรืออยู่ในคอมพิวเตอร์ก็ได้ บทบำทผู้สอนและผู้เรียนใน e – learning บทบาทของผู้สอนใน e – learning จะเปลี่ยนไปเป็นผู้ให้คาแนะนา (Guide) เป็นผู้ฝึก (Coach) เป็นผู้ อานวยความสะดวก (Facilitator) และเป็นพี่เลี้ยง (Mentor) ต่อกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน ในขณะที่บทบาท ของผู้เรียนจะเปลี่ยนแปลงจากการเป็นผู้รับมาเป็นผู้สารวจสารสนเทศ ผู้คิด ผู้ลงมือปฏิบัติ ในลักษณะเรียนรู้ ร่วมกันกับผู้เรียนคนอื่นอย่างมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ประโยชน์ของกำรเรียนรู้แบบออนไลน์ (E-Learning) 1. เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน 2. สนับสนุนการเรียนการสอน 3. เกิดเครือข่ายความรู้ 4. เน้นการเรียนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ตรงตามหัวใจของการปฏิรูปการศึกษา 5. ลดช่องว่างการเรียนรู้ระหว่างเมืองและท้องถิ่น ประโยชน์ของ e-Learning - ยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนเนื้อหา และ สะดวกในการเรียนการสอนผ่านระบบ e-Learning นั้นง่ายต่อ การแก้ไขเนื้อหา และกระทาได้ตลอดเวลา เพราะสามารถกระทาได้ตามใจของผู้สอน เนื่องจากระบบการผลิตจะ ใช้ คอมพิวเตอร์เป็นองค์ประกอบหลัก นอกจากนี้ผู้เรียนก็สามารถเรียนโดยไม่จากัดเวลา และสถานที่ - เข้าถึงได้ง่าย ผู้เรียน และผู้สอนสามารถเข้าถึง e-learning ได้ง่าย โดยมากจะใช้ web browser ของค่าย ใดก็ได้ (แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับผู้ผลิตบทเรียน อาจจะแนะนาให้ใช้ web browser แบบใดที่เหมาะกับสื่อการเรียน การสอนนั้นๆ) ผู้เรียนสามารถเรียนจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใดก็ได้ และในปัจจุบันนี้ การเข้าถึงเครือข่าย อินเตอร์เน็ตกระทาได้ง่ายขึ้นมาก และยังมีค่าเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่มีราคาต่าลงมากว่าแต่ก่อนอีกด้วย - ปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยกระทาได้ง่าย เนื่องจากผู้สอน หรือผู้สร้างสรรค์งาน e-Learning จะ สามารถเข้าถึง server ได้จากที่ใดก็ได้ การแก้ไขข้อมูล และการปรับปรุงข้อมูล จึงทาได้ทันเวลาด้วยความ รวดเร็ว - ประหยัดเวลา และค่าเดินทาง ผู้เรียนสามารถเรียนโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดก็ได้ โดย จาเป็นต้องไปโรงเรียน หรือที่ทางาน รวมทั้งไม่จาเป็นต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องประจาก็ได้ ซึ่งเป็นการ
  • 25.
    ประหยัดเวลามาก การเรียน การสอนหรือการฝึกอบรมด้วยระบบ e-Learning นี้ จะสามารถประหยัดเวลาถึง 50% ของเวลาที่ใช้ครูสอน หรืออบรม วิธีกำรเข้ำใช้ระบบ การล็อกอิน (Log In) 1. ให้ผู้เรียนใส่ชื่อ Username และ Password ที่ได้รับ หลังจากทาการสมัครสมาชิกกับทางเว็บแล้ว ลงในช่อง "ชื่อล็อกอิน" (Username) และ "รหัสผ่าน" (Password) และคลิกที่ปุ่ม "Login" เพื่อเข้าสู่ระบบ ** หากผู้เรียนมีปัญหาในการใช้ระบบ สามารถคลิกที่ "ติดต่อเรา" บนเมนูบาร์ด้านบนของหน้าเว็บ เพื่อติดต่อกับ ผู้พัฒนาระบบ (บริษัท โปรเกรสอินฟอร์เมชั่น จากัด ผู้พัฒนาระบบ e- Learning นี้ ยินดีให้คาแนะนาการใช้ ระบบแก่ทุกท่าน) 2. หลังจากผู้เรียนทาการล็อกอินเข้าสู่ระบบแล้ว ผู้เรียนจะเข้าสู่หน้า "Student's Home" ซึ่งเป็นหน้าที่แสดง จานวน และรายชื่อวิชาที่ผู้เรียนแต่ละท่านได้ลงทะเบียนเรียนไว้ (ถ้าหากผู้ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนเรียน หน้า Student's Home นี้ จะแสดงรายการเป็นรายการว่าง) * และจะมีหน้าต่าง (Window) ที่แสดงรายละเอียดของการเข้าเรียนครั้งล่าสุด "Sum Last Learning" ปรากฏขึ้น ทับบนหน้า Student's Home ผู้เรียนสามารถปิดหน้าต่างนี้ หลังจากที่ดูรายละเอียดต่างๆ เรียบร้อยแล้ว 3. ในหน้า "Student's Home" จะแสดงรายการวิชาต่างๆ ที่ผู้เรียนได้ลงทะเบียนเรียนไว้ผู้เรียนสามารถเลือก รายวิชาที่จะเข้าเรียนโดยคลิกที่ "รหัส" ของวิชานั้นๆ เพื่อเข้าสู่บทเรียน การเข้าสู่บทเรียนในแต่ละรายวิชา 1.เมื่อคลิกที่ "รหัส" ของรายวิชา ผู้เรียนจะเข้าสู่ "หน้าหลัก" หรือ "หน้าสารบัญ" ของรายวิชานั้น ๆ หน้าหลักนี้ จะประกอบด้วย เมนูด้านซ้ายมือ ซึ่งเป็นปุ่มรายการหลัก ปุ่มรายการหลักต่างๆ นี้ แบ่งออกเป็น 3 หมวด คือ - เมนูหลัก (Main Menu) - รายละเอียดของรายวิชา (Course Info.) - การติดต่อสื่อสารในชั้นเรียน (Talk In Class)
  • 26.
    2. หากต้องการออกจาก "หน้าหลัก"นี้ ให้ Scroll down ลงมาด้านล่างสุดของหน้า แล้วคลิกที่ "Close" หรือ กด เครื่องหมาย X ที่มุมบนสุด้านขวามือของหน้าต่างนั้นๆ เพื่อกลับไปยังหน้า "Student's Home" อีกครั้ง การเข้าสู่เนื้อหาของบทเรียน 1. บทเรียนต่างๆ จะแสดงเรียงตามลาดับ คือ หมวด บทที่ และชื่อบท 2. ให้ผู้เรียนคลิกที่ "ชื่อเรื่อง/ชื่อบท" เพื่อเข้าสู่เนื้อหาของคาบที่จะเรียนบริเวณรายการ "ชื่อเรื่อง/ชื่อบท" จะมี สัญลักษณ์อยู่ 2 แบบ คือ " + " แสดงว่า มีหัวข้อย่อยภายใน "เรื่อง / บท" นั้นๆ ซึ่งผู้เรียนสามารถคลิกที่สัญลักษณ์ " + " นี้ เพื่อดู หัวข้อย่อยทั้งหมดของ "เรื่อง / บท" นั้นได้ " - " แสดงว่า ไม่มีหัวข้อย่อยภายใน "เรื่อง / บท" นั้น 3. ผู้เรียนสามารถคลิกที่ "ชื่อเรื่อง / ชื่อบท" เพื่อเข้าสู่ "เนื้อหาของบท"
  • 27.
    ระบบประชุมอิเล็กทรอนิกส์ เป็นระบบที่นาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาอานวยความสะดวกในการดาเนินการ ประชุม เริ่มตั้งแต่การจัดเตรียม ระเบียบวาระการประชุมการนาเรื่องที่เสนอ เข้าสู่วาระต่างๆ ตามระเบียบปฏิบัติของ หน่วยงานในการประชุมแต่ละครั้ง และการ เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมดูวาระการ ประชุมที่อยู่ในรูปแบบ เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ล่วงหน้าก่อนการประชุม และในระหว่างดาเนินการประชุมผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ ของตนเองได้ วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ (Video Conference) การประชุมทางไกล (Videoconference) คือ การนาเทคโนโลยีสาขาต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์ กล้องโทรทัศน์และระบบสื่อสารโทรคมนาคมผสมผสาน เป็นการประชุมที่ผู้เข้าร่วมประชุมอยู่กันคนละสถานที่ ไม่จากัดระยะทาง สามารถประชุมร่วมกันและมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกันได้ การส่งข้อความและภาพสามารถส่ง ได้ทั้งทางสายโทรศัพท์คลื่นไมโครเวฟ สายไฟเบอร์ออฟติกของระบบเครือข่าย และการส่งสัญญาณผ่าน ดาวเทียม โดยการบีบอัดภาพเสียงและข้อความ กราฟิกต่างๆ ไปยังสถานที่ประชุมต่างๆ ทาให้ผู้เข้าร่วมประชุม สามารถเห็นภาพและข้อความต่างๆ เพื่ออภิปรายร่วมกันได้เพื่อสนับสนุนในการประชุมให้ มีประสิทธิภาพ วัตถุประสงค์ Video conference หรือการประชุมทางไกล ถูกออกแบบมาเพื่อให้คนหรือกลุ่ม คน ซึ่งอยู่กันคนละสถานที่ สามารถติดต่อกันได้ทั้งภาพและเสียง โดย ผ่านทางจอภาพซึ่งอาจเป็นคอมพิวเตอร์หรือโทรทัศน์ ผู้ชมที่ฝั่งหนึ่ง จะเห็นภาพของอีกฝั่งหนึ่งปรากฏอยู่บนจอโทรทัศน์ของ ตัวเองและ ภาพของตัวเองก็จะไปปรากฏยังโทรทัศน์ ของฝั่งตรงข้ามเช่นเดียวกัน คุณภาพของภาพและเสียงที่ได้จะขึ้นอยู่กับความเร็วของช่องทางสื่อสารที่ ใช้ เชื่อมต่อระหว่างทั้งสองฝั่งอุปกรณ์ที่ต้องมีในระบบประชุมทางไกลนี้ ก็ ได้แก่ จอโทรทัศน์หรือคอมพิวเตอร์, ลาโพง,ไมโครโฟน, กล้อง และอุปกรณ์ Codec ซึ่งเป็นตัวเข้ารหัสสัญญาณภาพและเสียงที่ได้จากกล้องและ ไมโครโฟน ส่งผ่านเส้นทางสื่อสารไปยังอีกฝั่งหนึ่ง รวมถึงถอดรหัสสัญญาณที่ได้รับ มาอีกฝั่งให้กลับเป็น สัญญาณภาพและเสียงแสดงบนจอและลาโพงนั่นเองเส้นทางสื่อสารขนาด 384 Kbps ขึ้นไปก็สามารถให้ คุณภาพภาพในระดับที่ยอมรับได้ โดยอาจใช้ผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ISDN หรือ ATM เป็นต้น ข้อดีของ การประชุมทางไกล คือสามารถให้ความสะดวกในการติดต่อสื่อสารกัน ไม่จาเป็นต้องเดินทางไปถึงอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งจะประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย และยังช่วยแก้ปัญหาจราจรได้ทางหนึ่ง ลักษณะกำรใช้งำน
  • 28.
    ระบบ Video Conferenceนี้ จะช่วยให้งานประชุมหรืองานการเรียน การสอนที่อยู่ต่างสถานที่กันในหลาย จุดได้มาประชุมเสมือนอยู่ในห้อง เดียวกัน มีประธานในการประชุม สามารถ share งานต่างๆ ในแต่ละจุดให้ เห็นเหมือนกัน เสนอผ่านความเห็นต่างๆ ได้ เช่น การ Share Whiteboard, PowerPoint, Worksheet เป็นต้น งาน ประชุมหรืองานการเรียนการสอน สามารถดาเนินไปได้ อย่างสะดวกรวดเร็ว ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย ข้อดีของ Video Conference 1. ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางจากที่ต่าง ๆ เพื่อมาประชุมหรืออบรม 2. สามารถทาการประชุมเพื่อวิเคราะห์ แก้ไขปัญหา และตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว 3.สามารถนาไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนให้ผู้เรียนที่อยู่ห่างไกลสามารถ ร่วมเรียนด้วยได้ 4. สามารถลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากการเดินทางได้ ข้อเสียของ Video Conference 1. เกิดการผิดพลาดในการส่งสัญญาณได้ง่าย ซึ่งปรากฏการธรรมชาติก็สามารถทาให้สัญญาณล่มหรือหายได้ 2. การรับ-ส่งสัญญาณต้องมีอุปกรณ์ที่พร้อมและมีประสิทธิภาพที่ใกล้เคียงกัน อุปกรณ์ระบบกำรประชุมทำงไกล 1.กล้องจะต้องวางในตาแหน่งท้ายโต๊ะประชุม และอยู่กึ่งกลางห้องประชุม ยึดหลักให้สามารถจับภาพผู้เข้า ประชุมได้ทุกคน แต่หากมีปัญหาเรื่องพื้นที่ ไม่สามารถวางตาแหน่งดังกล่าวได้แก้ไขโดยเพิ่มกล้องเสริม และ เปลี่ยนตาแหน่งจับภาพกล้องละด้าน เช่น กล้องหลักวางด้านซ้าย กล้องเสริมวางด้านขวา จาไว้ว่ากล้อง 2 ตัว ต้องแบ่งหน้าที่อิสระจากกัน จับภาพด้านของตัวเองเท่านั้น 2.ลาโพงเสียง กรณีเป็นชุดประชุม ลาโพงจะติดที่ไมโครโฟน ไม่สามารถเปลี่ยนตาแหน่งได้เพราะจะอยู่บนโต๊ะ (การแก้ปัญหาเสียงหอน ใช้เทคนิคการปรับแต่งเสียง) แต่กรณีเป็นระบบเสียงแยกอิสระ ลาโพง ควรอยู่ไกล ตาแหน่งไมล์ให้มากที่สุด และอยู่สูง หันทิศทางให้กระจายเสียงได้ทั่วห้องประชุม เพื่อแก้ปัญหาทางเสียงได้ดี ที่สุด 3.อุปกรณ์เครื่องนาเสนอต่างๆ ได้แก่ คอมพิวเตอร์ เครื่องทึบแสง เป็นต้น เหล่านี้ไม่ค่อยมีปัญหาจะจัดตาม หลักการจัดห้องประชุมอยู่แล้ว 4.อุปกรณ์ชุดควบคุมเสียงและระบบบันทึกภาพ ควรอยู่ด้วยกัน เพื่อสามารถควบคุมได้ทันท่วงที ขั้นตอนการ ทางานของระบบเริ่มจากการแปลงสัญญาณภาพและเสียงจากระบบอะนาล็อกให้เป็นดิจิตอลแล้ว ส่งไปถึงผู้รับ จากนั้นอุปกรณ์สื่อสารของผู้รับก็จะแปลงสัญญาณดิจิตอลกลับมาเป็นภาพและเสียงให้ผู้ชมเห็น และได้ยิน สาหรับภาพที่เห็นนั้นอาจติดตั้งให้ภาพปรากฏบนจอรับภาพในห้องประชุมก็ได้หรืออาจสื่อสารผ่าน
  • 29.
    คอมพิวเตอร์ได้ทั้งคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะและกระเป๋ าหิ้ว ซึ่งทาให้การประชุมสื่อสารระหว่างบุคคลมีความ สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นรู้จักกับ Video Conference ตัวอย่ำงกำรใช้ระบบ GIN Conference เมื่อเข้าสู่หน้าจอหลักของ GIN Conference ผู้ใช้สามารถเลือกใช้ฟังก์ชันต่างๆ ในระบบ GIN Conference ได้ ดังต่อไปนี้ การนาเสนอข้อมูลในที่ประชุม ฟังก์ชั่น “เอกสาร” ในที่ประชุมบางครั้งอาจต้องมีการน าเสนอข้อมูลในของเอกสาร (Soft File) เพื่อการสื่อสารที่ ชัดเจนและเข้าใจง่าย เราสามารถใช้ฟังก์ชั่น”เอกสาร” ในการ Upload เอกสารหรือไฟล์ VDO ต่างๆ สาหรับใช้ ในการประชุมได้ไม่ว่าจะเป็นการ Upload เอกสารไว้ล่วงหน้าก่อนการประชุมหรือ Upload ในระหว่างการ ประชุมก็สามารถทาได้ทันที การนาเสนอไฟล์เอกสาร
  • 30.
    การใช้ปุ่มเอกสาร (เปิดเอกสารเพื่อนาเสนอ) ในการUpload เอกสารเข้าสู่ห้องประชุม GIN Conference ทาตาม ขั้นตอนดังต่อไปนี้ 1. เลือกคลิกที่ปุ่มเอกสารจะปรากฏหน้าจอ 2. เลือกไฟล์ที่ต้องการ Upload สู่ห้องประชุม เมื่อเลือกได้แล้วเราก็คลิกที่เปิด 3. ไฟล์ที่เราทาการ Upload ก็จะไปอยู่ในส่วนของข้อมูลที่ใช้ในการนาเสนอ
  • 31.
    บรรณานุกรม ETPA สพธอ(2013).23,01,2018 ,Web site: https://www.etda.or.th พชระ พฤกษะศรี(2017).23,01,2018,Web site: https://software.thaiware.com BANTHITABG (2017).23,01,2018, Web site: https://banthitablog.wordpress.com