ยูเครน  ( Ukraine)  เป็นประเทศในภูมิภาคยุโรปตะวันออก มีอาณาเขตทางตะวันออกติดต่อกับประเทศรัสเซีย ทางเหนือติดต่อกับเบลารุส ทางตะวันตกติดต่อกับโปแลนด์ สโลวาเกีย และฮังการี ทางตะวันตกเฉียงใต้ติดต่อกับโรมาเนียและมอลโดวา ส่วนทางใต้จรดทะเลดำยูเครนก็เคยเป็นดินแดนของรัสเซีย พื้นที่ประเทศยูเครนในคริสต์ศตวรรษที่  9  เป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมสลาฟตะวันออกในยุคกลาง ซึ่งส่งผลให้เกิดรัฐที่มีอำนาจในแถบนั้นในชื่อ เคียฟรุส  ( Kievan Rus')  อีกหลายศตวรรษหลังจากนั้นจึงถูกแบ่งไประหว่างกลุ่มอำนาจต่าง ๆ โดยเฉพาะรัสเซีย โปแลนด์ และจักรวรรดิออตโตมัน โดยมีเอกราชระยะสั้น ๆ ในช่วงปี พ . ศ . 2460-2464  อันเป็นผลมาจากการปฏิวัติรัสเซีย จากนั้นได้กลายเป็นสาธารณรัฐหนึ่งของสหภาพโซเวียตในปี พ . ศ . 2465  ชายแดนในปัจจุบันเพิ่งได้รับการสถาปนาเมื่อปี พ . ศ . 2497  ยูเครนเป็นเอกราชอีกครั้งหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี พ . ศ . 2534
เมืองหลวง กรุงเคียฟ  ( Kyiv)  ประชากรจำนวน  2.8  ล้านคน เป็นเมืองหลวงเก่าของอาณาจักรคีฟรุสโบราณ  ( Kievan Rus)  และเป็นเมืองใหญ่อันดับ  3  ในสมัยจักรวรรดิรัสเซีย และสหภาพโซเวียต รองจากมอสโก และเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
 
ที่ตั้ง อยู่ในภูมิภาคยุโรปตะวันออก ติดกับทะเลดำ และอยู่ระหว่างโปแลนด์ กับรัสเซีย ทิศเหนือจรดพรมแดนรัสเซียและเบลารุส ทิศตะวันออก มีอาณาเขตติดต่อรัสเซีย ทิศตะวันตกจรดพรมแดนโปแลนด์ สโลวาเกีย และฮังการี ทิศใต้ติดทะเลดำและทะเล  Azov  ทิศตะวันตกเฉียงใต้จรดพรมแดนโรมาเนีย และมอลโดวา
พื้นที่ 603,700  ตารางกิโลเมตร  ( ใหญ่เป็นอันดับสองในยุโรป รองจากรัสเซีย และเป็น  1.17  เท่าของไทย )  ร้อยละ  58  เป็นพื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่ส่วนใหญ่ประกอบด้วยที่ราบลุ่มอันอุดมสมบูรณ์ มีเทือกเขา  Carpathian  ทางด้านตะวันตก เฉียงใต้ มีแม่น้ำสำคัญๆ ของทวีปยุโรปไหลผ่าน ได้แก่ แม่น้ำดนีเปอร์ แม่น้ำดนีสเตอร์ และแม่น้ำดานูบ ซึ่งไหลลงสู่ทะเลดำ
ประชากร 46,299,862  คน  ( กรกฎาคม  2550)  ชาวยูเครน  77.8%  ชาวรัสเซีย  17.3%  อื่นๆ  4.9 % (2544) วันชาต ิ 24  สิงหาคม ภูมิอากาศ แบบภาคพื้นทวีปอบอุ่น มี  4  ฤดู ยกเว้นบริเวณชายฝั่งทะเลแถบแหลมไครเมียทางตอนใต้ ซึ่งมีอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน ในฤดูหนาวพื้นที่บริเวณภายในประเทศ จะมีอากาศหนาวเย็นกว่าพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลดำ ภาษาราชการ ภาษายูเครน หรือ  Little Russian ( ตระกูลภาษาสลาฟ )  เป็นภาษาราชการ และมีการใช้ภาษารัสเซียอย่างกว้างขวาง
ศาสนาศาสนาคริสต์นิกาย Ukrainian Orthodox  เป็นศาสนาประจำชาติ นับถือกว่า ร้อยละ  85 เขตการปกครอง 24  จังหวัด  ( Oblasts) 1  เขตการปกครองอิสระ และ  2  เทศบาล โดยมีสถานะเทียบเท่าจังหวัด หน่วยเงินตรา Hryvnia ( กริฟน่า ) อัตราแลกเปลี่ยน 1  USD = 5.05 Hryvnia (14  มกราคม  2551)  เช็คอัตราแลกเปลี่ยนทั่วโลก เขตเวลา UTC/GMT +2  ชั่วโมง  ( เวลาที่กรุงเคียฟช้ากว่าไทย  4  ชั่วโมงในฤดูร้อน และช้ากว่าไทย  5  ชั่วโมงในฤดูหนาว )
ประวัติศาสตร์โดยสังเขป สมัยประวัติศาสตร์ -  ก่อนสงครามโลกครั้งที่  1 นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าชาว  Nomad  โดยเฉพาะชาว  Scythian  เป็นพวกแรกที่เข้ามาตั้งหลักแหล่งในยูเครนในช่วงก่อนคริสตกาล หลังจากนั้น ชาวเผ่าสลาฟได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณตอนกลางและตะวันออกของยูเครน อย่างไรก็ดี ชนชาติสำคัญที่มีบทบาทในการรวบรวมดินแดนบริเวณนี้ให้เป็นปึกแผ่นคือชาวรุส  ( Rus)  ที่มาจากสแกนดิเนเวีย โดยต่อมาชาวรุสได้สถาปนาอาณาจักร  Kievan Rus  ขึ้นในศตวรรษที่  6  และปกครองชาวสลาฟที่อาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้ และต่อมาได้ขยายดินแดนออกไปรวบรวมเผ่าสลาฟและชนชาติต่างๆ จนเป็นอาณาจักรที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปในศตวรรษที่  11  แต่ในศตวรรษที่  12  อาณาจักรนี้ได้เสื่อมสลายลง เนื่องจากสงครามระหว่างเจ้าผู้ครองนครต่างๆ และการรุกรานจากชาวมองโกลในศตวรรษต่อมา หลังจากนั้น ดินแดนบางส่วนของยูเครนได้ถูกผนวกรวมกับอาณาจักรต่างๆ อาทิ ลิทัวเนีย โปแลนด์ ออสโตร - ฮังกาเรียน และรัสเซีย
หลังสงครามโลกครั้งที่  1 หลังสงครามโลกครั้งที่  1  ยูเครนได้ประกาศเอกราชจากจักรวรรดิรัสเซียและราชวงศ์ฮับสบวร์กเป็นครั้งแรกในปีค . ศ .1918  แต่ต่อมากระแสการปฏิวัติในรัสเซียได้ลุกลามมายังยูเครน ทำให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้น หลังจากนั้น ดินแดนส่วนตะวันตกของยูเครนได้ถูกผนวกรวมกับโปแลนด์ ในขณะที่ดินแดนตอนกลางและตะวันออกถูกผนวกรวมกับรัสเซียในฐานะ  Ukrainian Soviet Socialist Republic  ในปีค . ศ .1922  ภายใต้ระบอบสหภาพโซเวียต ชาวยูเครนถูกบังคับให้เลิกใช้ภาษาของตนเอง นอกจากนี้ ในช่วงปี ค . ศ . 1932-1933  ประธานาธิบดีสตาลิน แห่งสหภาพโซเวียต ยังได้ใช้มาตรการ “ Holodomor” (Famine)  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายระบบนารวมของสหภาพโซเวียตกับชาวยูเครน อันส่งผลให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงและการขาดแคลนอาหารขึ้นทั่วประเทศ และชาวยูเครนกว่า  7  ล้านคนต้องเสียชีวิตลง ชาวนาและปัญญาชนที่ต่อต้านระบบดังกล่าวถูกกวาดล้างหรือเนรเทศไปยังไซบีเรีย
ช่วงสงครามโลกครั้งที่  2 ในช่วงแรกของสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวยูเครนให้การสนับสนุนกองทัพของนาซีเยอรมัน เพื่อเป็นอิสระจากสหภาพโซเวียต แต่ต่อมาได้หันไปต่อต้าน เนื่องจากกองทัพเยอรมันปกครองอย่างกดขี่และทารุณ โดยในช่วงดังกล่าว ชาวยิวในยูเครนกว่า  1  ล้านคนถูกสังหารหมู่และ กรุงเคียฟ ถูกเผาทำลาย อย่างไรก็ดี หลังจากที่กองทัพนาซีบุกโปแลนด์ในปีค . ศ .1939  ดินแดนส่วนตะวันตกของยูเครนที่เดิมอยู่ภายใต้โปแลนด์ได้ถูกผนวกรวมกับสหภาพโซเวียต
หลังสงครามโลกครั้งที่  2 -  การประกาศเอกราชจากสหภาพโซเวียต หลังสงครามโลกครั้งที่สอง กระแสชาตินิยมในยูเครนขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเหตุผลต่างๆ ได้แก่ ความไร้ประสิทธิภาพของระบบสหภาพโซเวียต ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วสหภาพโซเวียตและการพยายามปิดบังข้อมูลของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหภาพโซเวียตต่อกรณีการระเบิดของโรงงานปฏิกรณ์ปรมาณู  Chernobyl  ที่ตั้งอยู่ในยูเครนในปีค . ศ .1986  และเมื่อประธานาธิบดีกอร์บาชอฟดำเนินนโยบายเปิดกว้างทางการเมือง ได้ส่งผลให้รัฐบาลของสหภาพโซเวียตจำเป็นต้องให้อำนาจแก่สาธารณรัฐและดินแดนปกครองตนเองต่างๆ มากขึ้น กระแสการเรียกร้องสิทธิที่จะปกครองตนเองในยูเครนดำเนินไปอย่างเข้มแข็ง และในที่สุดยูเครนได้ประกาศเอกราชจากสหภาพโซเวียต เมื่อวันที่  24  สิงหาคม ค . ศ . 1991  ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่  1  ธันวาคม ค . ศ .1991  ชาวยูเครนได้ลงประชามติให้ยูเครนประกาศเอกราชจากสหภาพโซเวียต
การแบ่งเขตการปกครอง ยูเครนแบ่งเขตการปกครองออกเป็น  24  จังหวัด  ( provinces -  oblasts ) 1  สาธารณรัฐปกครองตนเอง * ( autonomous republic -  avtonomna respublika )   และ  2  เทศบาลนคร ** ( municipalities -  misto )
ได้แก่ เขตการปกครองของยูเครน จังหวัดและสาธารณรัฐปกครองตนเอง   1  เชียร์คาซี   10  คเมลนิตสกี   19  ซูมืย   2  เชียร์นีฮิฟ   11  คีโรโวฮราด   20  เตียร์โนปิล   3  เชียร์นิฟต์ซี   12  เคียฟ   21  วินนิตเซีย   4  ไครเมีย * 13  ลูฮันสค์   22  โวลิน   5  ดนีโปรเปตรอฟสค์   14  ลวีฟ   23  ซาคาร์ปัตเตีย   6  โดเนตสค์   15  มีโคลายิฟ   24  ซาโปริจเจีย   7  อีวาโน-ฟรังคิฟสค์   16  โอเดสซา   25  จีโตมีร์   8  คาร์คิฟ   17  ปอลตาวา   9  เคียร์ซอน   18  ริฟเน
จัตุรัส   Jaturus  mykhailivska               จัตุรัสที่สวยงามคลาสสิค และเป็นจุดโดดเด่นที่สุดของกรุงเคียฟ และเป็นที่ตั้ง อาคารรัฐสภายูเครน ซึ่งสร้างเมื่อปี  1936  ช่วงสงครามโลกครั้งที่  2  แต่ถูกทำลายลงและได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่เมื่อปี  1946  นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้ง อนุสาวรีย์แห่งมิตรภาพของรัสเซียและยูเครน ที่มีการสร้างด้วยหินแกรนิตโค้งเป็นรูปครึ่งวงกลม ทำให้มีลักษณะสวยงามและเป็นอนุสรณ์สถานแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด   
  โบสถ์เซนต์ไมเคิล สร้างในศตวรรษที่  12  ซึ่งถูกทำลายในสมัยที่ปกครอง ด้วยระบอบสังคมนิยม ภายหลังจากที่ระบอบสังคมนิยมล่มสลาย ประชาชนได้เรียกรองให้มีการสร้างโบสถ์ขึ้นใหม่ โดยใช้เวลาในการก่อสร้าง  3  ปี ในการบูรณะซ่อมแซม             โบสถ์เซนต์ไมเคิลหรือ โดมทองคำ  ( St.Michael’s Golden-Domed)  เป็นที่ประกอบพิธีทางศาสนาคริสต์นิกายยูเครนเนีย ออร์โธด็อกซ์ อยู่ริมแม่น้ำนีเปอร์ และอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของมหาวิหารเซนต์โซเฟีย  ( St.Sophia Cathedral)   โบสถ์เซนต์ไมเคิลสร้างในยุคกลางสมัยกษัตริย์  Sviatopolk II Iziaslavich  ที่ปกครองดินแดน  Kievan Rus  ในปี  1050-1113                 ดินแดนแห่งนี้เป็นรัฐอิสระ มีอาณาเขตอยู่ในประเทศยูเครนปัจจุบัน รูปแบบการก่อสร้างเป็นศิลปะแบบยูเครนเนีย บาร็อก ด้านในตกแต่งแบบไบแซนไทน์ มีลักษณะเหมือนโบสถ์หลายแห่งในรัสเซียและตุรกี นับตั้งแต่ยูเครนได้รับเอกราชจากรัสเซีย รัฐบาลได้ทำการบูรณะโบสถ์แห่งนี้ใหม่หมด พร้อมทั้งเปิดอย่างเป็นทางการให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชมเมื่อเดือนพฤษภาคมปี  1999     
            พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์  ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บสมบัติล้ำค่าของยูเครน เช่นเครื่องเพชรพลอยโบราณ และภาพวาด ฯลฯ นำท่านชม พิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่  2  ชมอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ที่ปลดประจำการสมัยสงครามโลก ครั้งที่นาซีเยอรมัน บุกเข้ากรุงเคียฟ ซึ่งภายหลังจากสงครามสงบแล้ว ได้เก็บรวบรวมอาวุธต่างๆ เพื่อไว้เตือนใจชนรุ่นหลังให้ระลึกถึงเหล่าวีรชนผู้กล้าหาญ     
พระราชวังโวรอนซอฟ  ( VORONTSOV’S PALACE)                 ซึ่งเป็นพระราชวัง ที่ถูกดำริให้สร้างในปี  1828  โดย  MIKHAIL VORONTSOV  มีพื้นที่ทั้งหมด  40  เฮกเตอร์ )  ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อ  E.BLORE  ห้องต่างๆที่อยู่ในพระราชวังมีถึง  150  ห้อง ซึ่งได้รับการยกย่องว่าตกแต่งอย่างสวยงาม ที่สุดในประเทศยูเครนสไตล์ในการตกตแต่งห้องนั้นเกิดจากการผสมผสานสถาปัตยกรรมระหว่าง อังกฤษ และ ตะวันออก ได้อย่างลงตัว และนอกจากนี้ ยังเคยใช้เป็นที่รับรองบุคคลสำคัญต่างๆ เช่น เซอร์วินสตัน เชอร์ชิล แห่งประเทศอังกฤษ พระราชวังโวรอนซอฟ  ( VORONTSOV’S PALACE   
พระราชวังลิวาเดีย  ( LIVADIA PALACE)               ซึ่งเป็นพระราชวังของพระเจ้าซาร์รัสเซีย เคยใช้ ในการเป็นสถานที่แปรพระราชฐานของพระเจ้าซาร์เมื่อเสด็จมายังแหลมไครเมียในช่วงฤดูร้อนและเป็นสถานที่ประชุมผู้นำระดับโลกคือ ประธานาธิบดี รูสเวลท์ แห่งสหรัฐอเมริกา นายกรัฐมนตรี เชอร์ชิล ของอังกฤษ และประธานาธิบดี สตาลิน แห่งสหภาพโซเวียต เมื่อวันที่  11  กุมภาพันธ์  1945  พระราชวังแห่งนี้ได้เปิดให้เข้าชมเมื่อปี  1974  ประกอบไปด้วยอาคาร  60  หลัง ซึ่งมีความงดงามของพระราชวังที่ถูกสร้างขึ้นด้วยศิลปะ สไตล์ อิตาเลียน – เรอเนซองซ์ ที่ดูเรียบง่ายแต่คลาสสิค     
 
http://th.wikipedia.org/wiki/
 

ยูเครน

  • 1.
  • 2.
    ยูเครน (Ukraine) เป็นประเทศในภูมิภาคยุโรปตะวันออก มีอาณาเขตทางตะวันออกติดต่อกับประเทศรัสเซีย ทางเหนือติดต่อกับเบลารุส ทางตะวันตกติดต่อกับโปแลนด์ สโลวาเกีย และฮังการี ทางตะวันตกเฉียงใต้ติดต่อกับโรมาเนียและมอลโดวา ส่วนทางใต้จรดทะเลดำยูเครนก็เคยเป็นดินแดนของรัสเซีย พื้นที่ประเทศยูเครนในคริสต์ศตวรรษที่ 9 เป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมสลาฟตะวันออกในยุคกลาง ซึ่งส่งผลให้เกิดรัฐที่มีอำนาจในแถบนั้นในชื่อ เคียฟรุส ( Kievan Rus') อีกหลายศตวรรษหลังจากนั้นจึงถูกแบ่งไประหว่างกลุ่มอำนาจต่าง ๆ โดยเฉพาะรัสเซีย โปแลนด์ และจักรวรรดิออตโตมัน โดยมีเอกราชระยะสั้น ๆ ในช่วงปี พ . ศ . 2460-2464 อันเป็นผลมาจากการปฏิวัติรัสเซีย จากนั้นได้กลายเป็นสาธารณรัฐหนึ่งของสหภาพโซเวียตในปี พ . ศ . 2465 ชายแดนในปัจจุบันเพิ่งได้รับการสถาปนาเมื่อปี พ . ศ . 2497 ยูเครนเป็นเอกราชอีกครั้งหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี พ . ศ . 2534
  • 3.
    เมืองหลวง กรุงเคียฟ ( Kyiv) ประชากรจำนวน 2.8 ล้านคน เป็นเมืองหลวงเก่าของอาณาจักรคีฟรุสโบราณ ( Kievan Rus) และเป็นเมืองใหญ่อันดับ 3 ในสมัยจักรวรรดิรัสเซีย และสหภาพโซเวียต รองจากมอสโก และเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
  • 4.
  • 5.
    ที่ตั้ง อยู่ในภูมิภาคยุโรปตะวันออก ติดกับทะเลดำและอยู่ระหว่างโปแลนด์ กับรัสเซีย ทิศเหนือจรดพรมแดนรัสเซียและเบลารุส ทิศตะวันออก มีอาณาเขตติดต่อรัสเซีย ทิศตะวันตกจรดพรมแดนโปแลนด์ สโลวาเกีย และฮังการี ทิศใต้ติดทะเลดำและทะเล Azov ทิศตะวันตกเฉียงใต้จรดพรมแดนโรมาเนีย และมอลโดวา
  • 6.
    พื้นที่ 603,700 ตารางกิโลเมตร ( ใหญ่เป็นอันดับสองในยุโรป รองจากรัสเซีย และเป็น 1.17 เท่าของไทย ) ร้อยละ 58 เป็นพื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่ส่วนใหญ่ประกอบด้วยที่ราบลุ่มอันอุดมสมบูรณ์ มีเทือกเขา Carpathian ทางด้านตะวันตก เฉียงใต้ มีแม่น้ำสำคัญๆ ของทวีปยุโรปไหลผ่าน ได้แก่ แม่น้ำดนีเปอร์ แม่น้ำดนีสเตอร์ และแม่น้ำดานูบ ซึ่งไหลลงสู่ทะเลดำ
  • 7.
    ประชากร 46,299,862 คน ( กรกฎาคม 2550) ชาวยูเครน 77.8% ชาวรัสเซีย 17.3% อื่นๆ 4.9 % (2544) วันชาต ิ 24 สิงหาคม ภูมิอากาศ แบบภาคพื้นทวีปอบอุ่น มี 4 ฤดู ยกเว้นบริเวณชายฝั่งทะเลแถบแหลมไครเมียทางตอนใต้ ซึ่งมีอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน ในฤดูหนาวพื้นที่บริเวณภายในประเทศ จะมีอากาศหนาวเย็นกว่าพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลดำ ภาษาราชการ ภาษายูเครน หรือ Little Russian ( ตระกูลภาษาสลาฟ ) เป็นภาษาราชการ และมีการใช้ภาษารัสเซียอย่างกว้างขวาง
  • 8.
    ศาสนาศาสนาคริสต์นิกาย Ukrainian Orthodox เป็นศาสนาประจำชาติ นับถือกว่า ร้อยละ 85 เขตการปกครอง 24 จังหวัด ( Oblasts) 1 เขตการปกครองอิสระ และ 2 เทศบาล โดยมีสถานะเทียบเท่าจังหวัด หน่วยเงินตรา Hryvnia ( กริฟน่า ) อัตราแลกเปลี่ยน 1 USD = 5.05 Hryvnia (14 มกราคม 2551) เช็คอัตราแลกเปลี่ยนทั่วโลก เขตเวลา UTC/GMT +2 ชั่วโมง ( เวลาที่กรุงเคียฟช้ากว่าไทย 4 ชั่วโมงในฤดูร้อน และช้ากว่าไทย 5 ชั่วโมงในฤดูหนาว )
  • 9.
    ประวัติศาสตร์โดยสังเขป สมัยประวัติศาสตร์ - ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าชาว Nomad โดยเฉพาะชาว Scythian เป็นพวกแรกที่เข้ามาตั้งหลักแหล่งในยูเครนในช่วงก่อนคริสตกาล หลังจากนั้น ชาวเผ่าสลาฟได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณตอนกลางและตะวันออกของยูเครน อย่างไรก็ดี ชนชาติสำคัญที่มีบทบาทในการรวบรวมดินแดนบริเวณนี้ให้เป็นปึกแผ่นคือชาวรุส ( Rus) ที่มาจากสแกนดิเนเวีย โดยต่อมาชาวรุสได้สถาปนาอาณาจักร Kievan Rus ขึ้นในศตวรรษที่ 6 และปกครองชาวสลาฟที่อาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้ และต่อมาได้ขยายดินแดนออกไปรวบรวมเผ่าสลาฟและชนชาติต่างๆ จนเป็นอาณาจักรที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปในศตวรรษที่ 11 แต่ในศตวรรษที่ 12 อาณาจักรนี้ได้เสื่อมสลายลง เนื่องจากสงครามระหว่างเจ้าผู้ครองนครต่างๆ และการรุกรานจากชาวมองโกลในศตวรรษต่อมา หลังจากนั้น ดินแดนบางส่วนของยูเครนได้ถูกผนวกรวมกับอาณาจักรต่างๆ อาทิ ลิทัวเนีย โปแลนด์ ออสโตร - ฮังกาเรียน และรัสเซีย
  • 10.
    หลังสงครามโลกครั้งที่ 1หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ยูเครนได้ประกาศเอกราชจากจักรวรรดิรัสเซียและราชวงศ์ฮับสบวร์กเป็นครั้งแรกในปีค . ศ .1918 แต่ต่อมากระแสการปฏิวัติในรัสเซียได้ลุกลามมายังยูเครน ทำให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้น หลังจากนั้น ดินแดนส่วนตะวันตกของยูเครนได้ถูกผนวกรวมกับโปแลนด์ ในขณะที่ดินแดนตอนกลางและตะวันออกถูกผนวกรวมกับรัสเซียในฐานะ Ukrainian Soviet Socialist Republic ในปีค . ศ .1922 ภายใต้ระบอบสหภาพโซเวียต ชาวยูเครนถูกบังคับให้เลิกใช้ภาษาของตนเอง นอกจากนี้ ในช่วงปี ค . ศ . 1932-1933 ประธานาธิบดีสตาลิน แห่งสหภาพโซเวียต ยังได้ใช้มาตรการ “ Holodomor” (Famine) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายระบบนารวมของสหภาพโซเวียตกับชาวยูเครน อันส่งผลให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงและการขาดแคลนอาหารขึ้นทั่วประเทศ และชาวยูเครนกว่า 7 ล้านคนต้องเสียชีวิตลง ชาวนาและปัญญาชนที่ต่อต้านระบบดังกล่าวถูกกวาดล้างหรือเนรเทศไปยังไซบีเรีย
  • 11.
    ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2ในช่วงแรกของสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวยูเครนให้การสนับสนุนกองทัพของนาซีเยอรมัน เพื่อเป็นอิสระจากสหภาพโซเวียต แต่ต่อมาได้หันไปต่อต้าน เนื่องจากกองทัพเยอรมันปกครองอย่างกดขี่และทารุณ โดยในช่วงดังกล่าว ชาวยิวในยูเครนกว่า 1 ล้านคนถูกสังหารหมู่และ กรุงเคียฟ ถูกเผาทำลาย อย่างไรก็ดี หลังจากที่กองทัพนาซีบุกโปแลนด์ในปีค . ศ .1939 ดินแดนส่วนตะวันตกของยูเครนที่เดิมอยู่ภายใต้โปแลนด์ได้ถูกผนวกรวมกับสหภาพโซเวียต
  • 12.
    หลังสงครามโลกครั้งที่ 2- การประกาศเอกราชจากสหภาพโซเวียต หลังสงครามโลกครั้งที่สอง กระแสชาตินิยมในยูเครนขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเหตุผลต่างๆ ได้แก่ ความไร้ประสิทธิภาพของระบบสหภาพโซเวียต ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วสหภาพโซเวียตและการพยายามปิดบังข้อมูลของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหภาพโซเวียตต่อกรณีการระเบิดของโรงงานปฏิกรณ์ปรมาณู Chernobyl ที่ตั้งอยู่ในยูเครนในปีค . ศ .1986 และเมื่อประธานาธิบดีกอร์บาชอฟดำเนินนโยบายเปิดกว้างทางการเมือง ได้ส่งผลให้รัฐบาลของสหภาพโซเวียตจำเป็นต้องให้อำนาจแก่สาธารณรัฐและดินแดนปกครองตนเองต่างๆ มากขึ้น กระแสการเรียกร้องสิทธิที่จะปกครองตนเองในยูเครนดำเนินไปอย่างเข้มแข็ง และในที่สุดยูเครนได้ประกาศเอกราชจากสหภาพโซเวียต เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ค . ศ . 1991 ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ค . ศ .1991 ชาวยูเครนได้ลงประชามติให้ยูเครนประกาศเอกราชจากสหภาพโซเวียต
  • 13.
    การแบ่งเขตการปกครอง ยูเครนแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 24 จังหวัด ( provinces - oblasts ) 1 สาธารณรัฐปกครองตนเอง * ( autonomous republic - avtonomna respublika ) และ 2 เทศบาลนคร ** ( municipalities - misto )
  • 14.
    ได้แก่ เขตการปกครองของยูเครน จังหวัดและสาธารณรัฐปกครองตนเอง 1 เชียร์คาซี 10 คเมลนิตสกี 19 ซูมืย 2 เชียร์นีฮิฟ 11 คีโรโวฮราด 20 เตียร์โนปิล 3 เชียร์นิฟต์ซี 12 เคียฟ 21 วินนิตเซีย 4 ไครเมีย * 13 ลูฮันสค์ 22 โวลิน 5 ดนีโปรเปตรอฟสค์ 14 ลวีฟ 23 ซาคาร์ปัตเตีย 6 โดเนตสค์ 15 มีโคลายิฟ 24 ซาโปริจเจีย 7 อีวาโน-ฟรังคิฟสค์ 16 โอเดสซา 25 จีโตมีร์ 8 คาร์คิฟ 17 ปอลตาวา 9 เคียร์ซอน 18 ริฟเน
  • 15.
    จัตุรัส  Jaturus mykhailivska              จัตุรัสที่สวยงามคลาสสิค และเป็นจุดโดดเด่นที่สุดของกรุงเคียฟ และเป็นที่ตั้ง อาคารรัฐสภายูเครน ซึ่งสร้างเมื่อปี 1936 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ถูกทำลายลงและได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่เมื่อปี 1946 นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้ง อนุสาวรีย์แห่งมิตรภาพของรัสเซียและยูเครน ที่มีการสร้างด้วยหินแกรนิตโค้งเป็นรูปครึ่งวงกลม ทำให้มีลักษณะสวยงามและเป็นอนุสรณ์สถานแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด  
  • 16.
      โบสถ์เซนต์ไมเคิล สร้างในศตวรรษที่ 12 ซึ่งถูกทำลายในสมัยที่ปกครอง ด้วยระบอบสังคมนิยม ภายหลังจากที่ระบอบสังคมนิยมล่มสลาย ประชาชนได้เรียกรองให้มีการสร้างโบสถ์ขึ้นใหม่ โดยใช้เวลาในการก่อสร้าง 3 ปี ในการบูรณะซ่อมแซม             โบสถ์เซนต์ไมเคิลหรือ โดมทองคำ ( St.Michael’s Golden-Domed) เป็นที่ประกอบพิธีทางศาสนาคริสต์นิกายยูเครนเนีย ออร์โธด็อกซ์ อยู่ริมแม่น้ำนีเปอร์ และอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของมหาวิหารเซนต์โซเฟีย ( St.Sophia Cathedral)  โบสถ์เซนต์ไมเคิลสร้างในยุคกลางสมัยกษัตริย์ Sviatopolk II Iziaslavich ที่ปกครองดินแดน Kievan Rus ในปี 1050-1113               ดินแดนแห่งนี้เป็นรัฐอิสระ มีอาณาเขตอยู่ในประเทศยูเครนปัจจุบัน รูปแบบการก่อสร้างเป็นศิลปะแบบยูเครนเนีย บาร็อก ด้านในตกแต่งแบบไบแซนไทน์ มีลักษณะเหมือนโบสถ์หลายแห่งในรัสเซียและตุรกี นับตั้งแต่ยูเครนได้รับเอกราชจากรัสเซีย รัฐบาลได้ทำการบูรณะโบสถ์แห่งนี้ใหม่หมด พร้อมทั้งเปิดอย่างเป็นทางการให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชมเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 1999    
  • 17.
               พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บสมบัติล้ำค่าของยูเครน เช่นเครื่องเพชรพลอยโบราณ และภาพวาด ฯลฯ นำท่านชม พิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ชมอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ที่ปลดประจำการสมัยสงครามโลก ครั้งที่นาซีเยอรมัน บุกเข้ากรุงเคียฟ ซึ่งภายหลังจากสงครามสงบแล้ว ได้เก็บรวบรวมอาวุธต่างๆ เพื่อไว้เตือนใจชนรุ่นหลังให้ระลึกถึงเหล่าวีรชนผู้กล้าหาญ    
  • 18.
    พระราชวังโวรอนซอฟ (VORONTSOV’S PALACE)                ซึ่งเป็นพระราชวัง ที่ถูกดำริให้สร้างในปี 1828 โดย MIKHAIL VORONTSOV มีพื้นที่ทั้งหมด 40 เฮกเตอร์ ) ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อ E.BLORE ห้องต่างๆที่อยู่ในพระราชวังมีถึง 150 ห้อง ซึ่งได้รับการยกย่องว่าตกแต่งอย่างสวยงาม ที่สุดในประเทศยูเครนสไตล์ในการตกตแต่งห้องนั้นเกิดจากการผสมผสานสถาปัตยกรรมระหว่าง อังกฤษ และ ตะวันออก ได้อย่างลงตัว และนอกจากนี้ ยังเคยใช้เป็นที่รับรองบุคคลสำคัญต่างๆ เช่น เซอร์วินสตัน เชอร์ชิล แห่งประเทศอังกฤษ พระราชวังโวรอนซอฟ ( VORONTSOV’S PALACE  
  • 19.
    พระราชวังลิวาเดีย (LIVADIA PALACE)              ซึ่งเป็นพระราชวังของพระเจ้าซาร์รัสเซีย เคยใช้ ในการเป็นสถานที่แปรพระราชฐานของพระเจ้าซาร์เมื่อเสด็จมายังแหลมไครเมียในช่วงฤดูร้อนและเป็นสถานที่ประชุมผู้นำระดับโลกคือ ประธานาธิบดี รูสเวลท์ แห่งสหรัฐอเมริกา นายกรัฐมนตรี เชอร์ชิล ของอังกฤษ และประธานาธิบดี สตาลิน แห่งสหภาพโซเวียต เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 1945 พระราชวังแห่งนี้ได้เปิดให้เข้าชมเมื่อปี 1974 ประกอบไปด้วยอาคาร 60 หลัง ซึ่งมีความงดงามของพระราชวังที่ถูกสร้างขึ้นด้วยศิลปะ สไตล์ อิตาเลียน – เรอเนซองซ์ ที่ดูเรียบง่ายแต่คลาสสิค    
  • 20.
  • 21.
  • 22.