Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
Uploaded by
kkkkkkp
PPTX, PDF
709 views
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการนำเสนอ
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการนำเสนอ
Education
◦
Read more
0
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Download to read offline
1
/ 33
2
/ 33
3
/ 33
4
/ 33
5
/ 33
6
/ 33
7
/ 33
8
/ 33
9
/ 33
10
/ 33
11
/ 33
12
/ 33
13
/ 33
14
/ 33
15
/ 33
16
/ 33
17
/ 33
18
/ 33
19
/ 33
20
/ 33
21
/ 33
22
/ 33
23
/ 33
24
/ 33
25
/ 33
26
/ 33
27
/ 33
28
/ 33
29
/ 33
30
/ 33
31
/ 33
32
/ 33
33
/ 33
More Related Content
PPTX
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนำเสนองาน
by
Nuttanun Wisetsumon
PPT
โครงงานคอมพิวเตอร์1
by
Cedric Jakkapat
PDF
ใบความรู้ที่ 1 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการนำเสนอผลงาน
by
Tarinee Bunkloy
PPTX
Work1m34 31,36
by
Pete Surawid
PPTX
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการนำเสนองาน
by
May Saksit
PPTX
Work1m34no3 16
by
Clear Ojo
PPTX
Work1m34 14-21
by
Ford Rpj
PPT
โครงงานคอมพิวเตอร์
by
Cedric Jakkapat
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนำเสนองาน
by
Nuttanun Wisetsumon
โครงงานคอมพิวเตอร์1
by
Cedric Jakkapat
ใบความรู้ที่ 1 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการนำเสนอผลงาน
by
Tarinee Bunkloy
Work1m34 31,36
by
Pete Surawid
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการนำเสนองาน
by
May Saksit
Work1m34no3 16
by
Clear Ojo
Work1m34 14-21
by
Ford Rpj
โครงงานคอมพิวเตอร์
by
Cedric Jakkapat
Similar to การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการนำเสนอ
PPTX
กาารใช้เทคโนโลยีในการนำเสนองาน
by
Nattawat Cjd
PPTX
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนำเสนองาน
by
poomstan
PPTX
Work1m34 39 40
by
sittinonmukda
PPTX
M.3/4 NO.25,26 การนำเสนอ
by
chaya fam
PPTX
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการนำเสนองาน
by
tanachot1898
PPTX
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนำเสนองาน
by
tanachot1898
PPTX
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนำเสนองาน
by
Yanisa Tean
PPTX
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนำเสนองาน
by
Jump Takitkulwiwat
PPTX
Work1m34 4-15
by
gun15013
PPTX
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนำเสนองาน
by
Smart H Der
PPTX
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการนำเสนองาน
by
Paloy Jiraphong
PPTX
Work1m34 34-47
by
marootkwa
PPTX
Work1 m32no5,6
by
Natthapol Vingvorn
PPTX
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
by
Witsarut Lobyaem
PPTX
Work1m34 17-43
by
Ea Rth
PPTX
Work32 27-28
by
Sukanya Frink
PPTX
Work1m32 10 11
by
สรณ์วรัชญ์ โชติผดุงพงศ์
PPTX
Work1 m33-no43-no46
by
Kitrudee Simsomboonphol
PPTX
Work1 m33no15 18
by
deliverykill
PPTX
Work1m35no2123
by
Fame Acr
กาารใช้เทคโนโลยีในการนำเสนองาน
by
Nattawat Cjd
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนำเสนองาน
by
poomstan
Work1m34 39 40
by
sittinonmukda
M.3/4 NO.25,26 การนำเสนอ
by
chaya fam
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการนำเสนองาน
by
tanachot1898
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนำเสนองาน
by
tanachot1898
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนำเสนองาน
by
Yanisa Tean
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนำเสนองาน
by
Jump Takitkulwiwat
Work1m34 4-15
by
gun15013
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนำเสนองาน
by
Smart H Der
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการนำเสนองาน
by
Paloy Jiraphong
Work1m34 34-47
by
marootkwa
Work1 m32no5,6
by
Natthapol Vingvorn
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
by
Witsarut Lobyaem
Work1m34 17-43
by
Ea Rth
Work32 27-28
by
Sukanya Frink
Work1m32 10 11
by
สรณ์วรัชญ์ โชติผดุงพงศ์
Work1 m33-no43-no46
by
Kitrudee Simsomboonphol
Work1 m33no15 18
by
deliverykill
Work1m35no2123
by
Fame Acr
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการนำเสนอ
1.
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ การนาเสนอ เสนอ มิสชุติกาญจน์ หว้าปราง
2.
เมนู การนาเสนอ ผู้ฟัง ข้อมูลที่ใช้ในการ นาเสนอ หลักการนาเสนอที่ดี วัตถุประสงค์ในการ นาเสนอ ผู้นาเสนองาน กระบวนการในการ นาเสนอ การใช้เทคโนโลยี สารสนเทศในการ นาเสนอ ฮาร์ดแวร์ที่ใช้ในการ นาเสนอ อ้างอิง ซอฟร์แวร์ที่ใช้ในการ นาเสนองาน
3.
•ความหมายของการนาเสนอข้อมูล การนาเสนอข้อมูล หมายถึง การสื่อสารเพื่อเสนอข้อมูล ความรู้
ความคิดเห็นหรือ ความต้องการไปสู่ผู้รับสาร โดยใช้ เทคนิคหรือวิธีการต่าง ๆ อันจะทาให้บรรลุผลสาเร็จตาม จุดมุ่งหมายของการนาเสนอ
4.
•ความสาคัญของการนาเสนอ ในปัจจุบันนี้การนาเสนอเข้ามามีบทบาทสาคัญในองค์กรทางธุรกิจ ทางการเมือง ทางการศึกษา หรือแม้แต่หน่วยงานของรัฐทุกแห่งก็ต้องอาศัยวิธีการนาเสนอเพื่อสื่อสารข้อมูล เสนอความเห็น
เสนอขออนุมัติ หรือเสนอข้อสรุปผลการดาเนินงานต่าง ๆ ผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับ การประชาสัมพันธ์ การแนะนาเพื่อการเยี่ยมชม การฝึกอบรม การประชุม หรือผู้ที่เป็นหัวหน้า งานทุกระดับจะต้องรู้จักวิธีการนาเสนอ เพื่อนาไปใช้ให้เหมาะสมกับงานต่าง ๆ และเพื่อ ผลสาเร็จของการพัฒนางานของตน หรือขององค์กรและหน่วยต่าง ๆ กล่าวโดยสรุปการ นาเสนอมีความสาคัญ ต่อการปฏิบัติงานทุกประเภท เพราะช่วยในการตัดสินใจในการ ดาเนินงาน ใช้ในการพัฒนางาน ตลอดจน เผยแพร่ความก้าวหน้าของงานต่อผู้บังคับบัญชา และบุคคลผู้ที่สนใจ
5.
•จุดมุ่งหมายในการนาเสนอ 1.เพื่อให้ผู้รับสารรับทราบความคิดเห็นหรือความ ต้องการ 2.เพื่อให้ผู้รับสารพิจารณาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง 3.เพื่อให้ผู้รับสารได้รับความรู้จากข้อมูลที่นาเสนอ 4.เพื่อให้ผู้รับสารเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง
6.
•ผู้ฟังที่ดี การฟัง คือ การรับรู้ความหมายจากเสียงที่ได้ยิน เป็นการรับสารทางหู
การได้ยินเป็นเพียงการกระทบกัน ของเสียงกับประสาทหูตามปกติ ส่วนการฟังเป็น กระบวนการทางานของสมอง อีกหลายขั้นตอนต่อเนื่อง จากการได้ยิน เป็นความสามารถที่จะได้รับรู้สิ่งที่ได้ยิน ตีความและจับความสิ่งที่รับรู้นั้นเข้าใจและจดจา
7.
•จุดหมายของการฟัง เวลาเราฟังเรามักไม่ทันคิดว่า เราฟังเพื่อความมุ่งหมายอะไรแต่เรารู้ว่า เมื่อ เราไปฟังดนตรี
เราฟังเพื่อความเพลิดเพลินและความสุขใจเป็นสาคัญ เมื่อไปฟัง ปาฐกถาเราอาจฟังเพื่อให้ได้รับความรู้และได้รับความเพลิดเพลินด้วย ต่ถึงกระนั้นก็ดีหากเรากาหนดจุดมุ่งหมายในการฟังแต่ละครั้งแต่ละเรื่องไว้ก็จะทาให้ เราตั้งใจฟังทาให้เกิดความเข้าใจเนื้อหาสาระของเรื่องที่ฟังและได้รับประโยชน์ จากการฟังอย่างเต็มที่เราพอจะแบ่งจุดมุ่งหมายของการฟังออกได้ดังนี้ การฟังเพื่อติดต่อสื่อสารในชีวิตประจาวัน การฟังนี้เป็นพฤติกรรมของมนุษย์แต่ดั่งเดิม เช่น ฟังพ่อแม่ ญาติพี่น้องที่อยู่ในบ้านเดียวกัน การฟังเพื่อความเพลิดเพลิน นอกจากจะเป็นการฟังเพลงและดนตรีแล้ว ยังเป็นการฟัง เรื่องราวที่สนุกสนาน หรือ ชวนให้ใช้ความนึกฝันหรือจินตนาการตามเรื่องที่ฟัง
8.
•คุณสมบัติของผู้นาเสนอ ในการนาเสนอด้วยวาจา คุณสมบัติอันเป็นลักษณะประจาตัวของผู้ นาเสนอ ถือได้ว่าเป็นส่วนสาคัญของความสาเร็จในการนาเสนอ
เพราะ คุณสมบัติของผู้นาเสนอจะมีอิทธิพลต่อการโน้นน้าวชักจูงให้เกิดความสนใจ ความไว้วางใจ เชื่อถือ และการยอมรับได้มาก เท่ากับหรือมากกว่าเนื้อหาที่ นาเสนอ
9.
•ผู้นาเสนอที่ประสพความสาเร็จส่วนใหญ่ จะมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ 1. มีบุคลิกดี 2.
มีความรู้อย่างถ่องแท้ 3. มีความน่าเชื่อถือไว้วางใจ 4. มีความเชื่อมั่นในตนเอง 5. มีภาพลักษณ์ที่ดี 6. มีน้าเสียงชัดเจน 7. มีจิตวิทยาโน้นน้าวใจ 8. มีความสามารถในการใช้โสตทัศน อุปกรณ์ 9. มีความช่างสังเกต 10. มีไหวพริบปฏิภาณในการคาถามดี
10.
•ทักษะของผู้นาเสนอ
11.
•ทักษะของผู้นาเสนอ
12.
•ทักษะของผู้นาเสนอ
13.
•ข้อมูลที่ใช้ในการ นาเสนอ ใน การนาเสนอแต่ละครั้งนั้น สามารถนาข้อมูลที่มีลักษณะแตกต่างกันมาร่วม
นาเสนอ ด้วยกันได้ ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของผู้นาเสนอ ข้อมูลที่จะนาเสนอแบ่งออกตามลักษณะของข้อมูล ได้แก่ 1.ข้อเท็จจริง หมายถึงข้อความที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ เรื่องราวที่เป็นมาหรือเป็นอยู่ตาม ความจริง 2. ข้อคิดเห็น เป็นความเห็นอันเกิดจากประเด็นหรือเรื่องราวที่ชวนให้คิด อาจเป็นความรู้สึก ความ เชื่อถือหรือแนวคิดที่ผู้นาเสนอมีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ข้อคิดเห็นมีลักษณะต่าง ๆ กัน 2.1. ข้อ คิดเห็นเชิงเหตุผล เป็นข้อคิดเห็นที่อ้างถึงเหตุผล อ้างถึงข้อเปรียบเทียบที่ เชื่อถือได้ และ ความมีเหตุผลต่อกัน โดยชี้ให้ผู้รับฟังเห็นว่า ควรทาอย่างนั้นเพราะเหตุเช่นนี้ แต่ถ้าไม่ทาอย่างที่ กล่าวก็จะมีผลตามมาอย่างไรบ้าง โดยทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลของผู้แสดง ความคิดเห็นเท่านั้น
14.
•กระบวนการในการ นาเสนอ • เตรียมข้อมูล การเตรียมตัวสาหรับงานนาเสนอ
ต้องมีข้อมูลทั้งในส่วนของผู้บรรยายและผู้ฟัง บรรยาย เรียกว่าต้องรู้เขารู้เรา • จัดทางานนาเสนอ เมื่อมีข้อมูลจนครบถ้วน ก็ให้นาข้อมูลต่างๆมาสร้างเป็นงานนาเสนอ เริ่มจากการ จัดเตรียมหัวข้อหลักๆให้เหมาะสม ให้เป็นไปตามจุดประสงค์ที่วางเอาไว้คือ ต้องทราบว่าในสไลด์แต่ละแผ่น มีวัตถุประสงค์อะไร ควรมีข้อข้อความใดบ้าง • ซักซ้อมก่อนนาเสนอจริง เมื่อได้สร้างงานนาเสนอพร้อมกับพิมพ์เอกสารเตรียมไว้แล้ว สิ่งที่ต้องทาต่อไป คือ การซักซ้อมการบรรยาย ผู้อ่านสามารถตรวจสอบท่าทางตัวเองได้ในกระจกบานใหญ่ๆ • นาเสนอจริง ขณะนาเสนอจริง ผู้บรรยายควรเป็นส่วนเดียวกับผู้ฟัง กล่าวคือควรทาให้บรรยากาศการ บรรยายเป็นกันเอง เมื่อเป็นกันเองแล้วเรื่องต่างๆ ก็จะง่าย ผู้บรรยายก็ไม่เกร็ง ผู้ฟังรู้สึกสบาย งาน นาเสนอก็จะราบรื่นไปด้วยดี
15.
• หลักการ นาเสนอที่ดี 1. มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน
กล่าวคือ มีความต้องการที่แน่ชัดว่า เสนอเพื่ออะไร โดยไม่ต้องให้ผู้รับ รับการนาเสนอต้องถามว่าต้องการให้พิจารณาอะไร 2. มีรูปแบบการนาเสนอเหมาะสม กล่าวคือ มีความกระทัดรัดได้ใจความ เรียงลาดับไม่สนใช้ ภาษาเข้าใจง่าย ใช้ตาราง แผนภูมิ แผนภาพ ช่วยให้พิจารณาข้อมูลได้สะดวก 3. เนื้อหาสาระดี กล่าวคือ มีความน่าเชื่อถือ เที่ยงตรง ถูกต้อง สมบูรณ์ครบถ้วน ตรงตาม ความต้องการ มีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันทันสมัย และมีเนื้อหาเพียงพอแก่การพิจารณา 4. มี ข้อเสนอที่ดี กล่าวคือ มีข้อเสนอที่สมเหตูสมผล มีข้อพิจารณาเปรียบเทียบ ทางเลือกที่เห็นได้ ชัด เสนอแนะแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน
16.
• การใช้เทคโนโลยีสาร สารเทศในการ นาเสนอ การนาเสนองาน เป็นการสื่อสารเพื่อนาเสนอข้อมูล
ความรู้ ความคิดเห็น ความต้องการไปยังผู้ฟังหรือ ผู้รับสาร โดยใช้วิธีการ เทคนิคต่าง ๆ เพื่อให้ผู้รับสารเกิดความเข้าใจตามเจตนาหรือวัตถุประสงค์ของ ผู้ส่งสาร (ผู้นาเสนอ) และเนื่องจากในปัจจุบันเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มีความเจริญก้าวหน้า ทาให้ รูปแบบการนาเสนองานในปัจจุบันมีความแตกต่างจากสมัยก่อน ผู้นาเสนองานจึงต้องเลือกรูปแบบการ นาเสนอ เลือกประเภทของซอฟต์แวร์เพื่อสร้างงานนาเสนอ รวมทั้งเลือกใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ช่วยในการ นาเสนอ ปฏิบัติตามกระบวนการนาเสนอ อันประกอบด้วย 1) ทาความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นหรือ เรื่องราวที่จะนาเสนอ 2) การเตรียมและรวบรวมข้อมูล 3) การจัดทาสื่อเพื่อนาเสนอ 4) การ ตรวจสอบและฝึกซ้อมการนาเสนอ 5) การนาเสนอ เพื่อนาไปสู่การนาเสนอที่ประสบความสาเร็จ
17.
วัตถุประสงค์ในการ นาเสนองาน การนาเสนออาจมีความต้องการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรืออาจหลายอย่างเพื่อให้เกิดความเข้าใจ เพื่อ โน้นน้าวใจ
เพื่อให้พิจารณาผลงาน เพื่อให้เห็นด้วย ให้การสนับสนุน หรืออนุมัติ จากวัตถุประสงค์ โดยรวม สามารถใช้การนาเสนอเป็นจุดประสงค์เฉพาะ ดังนี้ 1. การต้อนรับ 2. การบรรยายสรุป 3. การประชาสัมพันธ์ 4. การขาย การแนะนาสินค้าหรือบริการ 5. การเจรจาทาความตกลง 6. การเจรจาต่อรอง 7. การส่งมอบงาน 8. การฝึกอบรม 9. การสอนงาน 10. การรายงาน โดยทั่วไป การนาเสนอควรจะมุ่งเน้นในวัตถุประสงค์ที่เฉพาะเจาะจง ไม่ควรจะนาเสนอด้วย วัตถุประสงค์ที่มากมายหลายด้าน จนเป็นเหตุให้ไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแท้จริง
18.
ฮาร์ดแวร์ หมายถึง ส่วนที่ประกอบเป็น เครื่องคอมพิวเตอร์
รวมอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ ที่ เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ที่เราสามารถมองเห็น และสัมผัสได้ เช่น ตัวเครื่อง จอภาพ คีย์บอร์ด และเมาส์ เป็นต้น เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล โดยทั่วไปจะมีฮาร์ดแวร์หลัก ๆ
19.
ฮาร์ดแวร์ที่ทาหน้าที่เป็นหน่วยรับ ข้อมูลมีหลากหลายอุปกรณ์ ได้แก่ 1. คีย์บอร์ด คีย์บอร์ด
(Keyboard) อุปกรณ์รับข้อมูลจาก การกดแป้นแล้วทาการเปลี่ยนเป็นรหัส เพื่อบอกให้ คอมพิวเตอร์รู้ว่ามีการกดตัวอักษรอะไร แผงแป้นอักขระ ส่วนใหญ่เป็นไปตามมาตรฐานของเครื่องพิมพ์ดีด ซึ่ง ระบบรับรหัสตัวอักขระที่ใช้ในทางคอมพิวเตอร์เป็นรหัส 7 หรือ 8 บิต (Operator)
20.
2. เมาส์ เมาส์ (Mouse)
อุปกรณ์นาเข้า ข้อมูลโดยการเลื่อนเมาส์เพื่อบังคับตัวชี้ไป ยังตาแหน่งต่างๆ บนหน้าจอ เมาส์ที่นิยม ใช้มีด้วยกัน 3 ประเภทได้แก่ - แบบทางกล (Mechanical) ใช้ลูกกลิ้งกลม - แบบใช้แสง (Optical mouse) - แบบไร้สาย (Wireless Mouse) ที่มาของภาพ
21.
3.สแกนเนอร์ สแกนเนอร์ (Scanner) เป็นอุปกรณ์นาเข้าข้อมูลที่เป็น เอกสาร
รูปภาพ หรือ รูปถ่าย สแกนเนอร์
22.
4. แผ่นสัมผัส แผ่นสัมผัส (Touch Pads)
เป็นอุปกรณ์รับข้อมูลโดย การใช้นิ้วสัมผัสลงบนแผ่นสัมผัส น้าหนักที่กดสงไปจะถูกเปลี่ยนเป็น สัญญาณไฟฟ้า มักเห็นอยู่ในเครื่อง คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก
23.
5. กล้องดิจิตอล กล้องดิจิตอล (Digital
Camera) เป็นอุปกรณ์รับข้อมูลเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ สามารถแปลงข้อมูลภาพเป็นสัญญาณดิจิทัล มี ลักษณะการใช้งานเหมือนกล้องถ่ายภาพทั่วไป แต่ต่างกันตรงที่ไม่ต้องใช้ฟิล์มในการบันทึก ข้อมูล ข้อมูลภาพที่ได้สามารถถ่ายลงสู่เครื่อง คอมพิวเตอร์และสามารถเรียกดูได้ทันที หรือจะ ใช้โปรแกรมช่วยตกแต่งภาพให้ดูสวยงามขึ้นก็ ได้
24.
6. เครื่องพิมพ์ เครื่องพิมพ์ (Printer)
เป็นอุปกรณ์ ที่ทาหน้าที่แสดงผลลัพธ์ในรูปของอักขระหรือ รูปภาพที่จะไปปรากฏอยู่บนกระดาษ แบ่ง ออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ เครื่องพิมพ์ดอต เมตทริกซ์ (Dot Matrix Printer) เครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึก (Ink-Jet Printer) เครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์ (Laser Printer) และ พล็อตเตอร์ (Plotter)
25.
ซอฟต์แวร์ (Software) หมายถึง
ส่วนที่มนุษย์ สัมผัสไม่ได้โดยตรง (นามธรรม) เป็นโปรแกรมหรือ ชุดคาสั่งที่เขียนขึ้นอย่างมีลาดับขั้นตอน เพื่อควบคุมการ ทางานของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์จึงเป็นเหมือน ตัวเชื่อมระหว่างผู้ใช้คอมพิวเตอร์และเครื่องคอมพิวเตอร์ ถ้า ไม่มีซอฟต์แวร์เราก็ไม่สามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ทาอะไร ได้เลย Trip: Software (ซอฟต์แวร์) เป็นองค์ประกอบของ คอมพิวเตอร์ที่เราไม่สามารถสัมผัสจับต้องได้โดยตรง เป็น ชุดคาสั่งหรือโปรแกรม (Program) ที่เขียนขึ้นเพื่อให้ คอมพิวเตอร์ทางาน ซอฟต์แวร์จึงเป็นเสมือนตัวเชื่อมระหว่าง ผู้ใช้งานกับคอมพิวเตอร์ให้สามารถเข้าใจกันได้
26.
ซอฟต์แวร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท
คือ 1. ซอฟต์แวร์ระบบ 2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์ 1. ซอฟต์แวร์ระบบ ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software หรือ Operating Software : OS) หมายถึงโปรแกรมที่ทาหน้าที่ประสานการทางาน ติดต่อ การทางาน ระหว่างฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์ประยุกต์เพื่อให้ผู้ใช้ สามารถใช้ Software ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทาหน้าที่ในการ จัดการ ระบบ ดูแลรักษาเครื่อง การแปลภาษาระดับต่าหรือระดับสูง ให้เป็นภาษาเครื่องเพื่อให้เครื่องอ่านได้เข้าใจ
27.
1.1 OS (Operating
System) คือ โปรแกรมระบบที่ทาหน้าที่ควบคุมการใช้งานส่วนต่าง ๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น ควบคุมหน่วยความจา ควบคุมหน่วยประมวลผล ควบคุมหน่วย รับและควบคุมหน่วยแสดงผล ตลอดจนแฟ้มข้อมูลต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพในการทางานสูงที่สุด 1.2 Translation Program คือโปรแกรมที่ทาหน้าที่ในการแปลโปรแกรมหรือชุดคาสั่งที่ เขียนด้วยภาษาที่ไม่ใช่ภาษาเครื่อง หรือภาษาเครื่องที่ไม่เข้าใจให้เป็นภาษาที่เครื่องสามารถรู้ เรื่องเข้าใจ และนาไปปฏิบัติได้ เช่น ภาษา BASIC ,COBOL,C, PASCAL, FORTRAN, ASSEMBLY เป็นต้น 1.3 Utility Program คือ โปรแกรมระบบที่ทาหน้าที่ในการอานวยความสะดวกให้กับ ผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ให้สามารถทางานได้สะดวก รวดเร็วและง่ายขึ้น เช่น โปรแกรมที่ใช้ใน การเรียงลาดับข้อมูล โปรแกรมโอนย้ายข้อมูลจากชนิดหนึ่งไปยังอีกชนิดหนึ่ง โปรแกรมรวบรวม ข้อมูล 2 ชุดเข้าด้วยกัน โปรแกรมคัดลอกข้อมูลเป็นต้น 1.4 Diagnostic Program คือ โปรแกรมระบบที่ทาหน้าที่ตรวจสอบข้อผิดพลาดในการ ทางานของอุปกรณ์ต่าง ๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ ได้แก่ โปแกรม QAPLUS โปรแกรม NORTON เป็นต้น และเมื่อพบข้อผิดพลาดก็จะแจ้งขึ้นบนจอภาพให้ทราบ
28.
ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Softwaer) หมายถึง
โปรแกรมที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์เป็นผู้เขียนมาใช้ งานเอง เพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทางานอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามที่ต้องการ ซึ่งแบ่งได้ดังนี้ 2. ซอฟต์แวร์ ประยุกต์ 2.1 User Program คือ โปรแกรมที่ผู้ใช้เขียนมาใช้เอง โดยใช้ภาษาระดับต่าง ๆ ทางคอมพิวเตอร์ เช่น ภาษา BSDIC, COBOL, PSDCSL, C, ASSEMBLY FORTRAN ฯลฯ ซึ่งการที่จะเลือกใช้ภาษาใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของงาน เหล่านั้นด้วย เช่น โปรแกรมระบบบัญชี, โปแกรมควบคุมสต็อกสินค้า, โปแกรมแฟ้ม ทะเบียนประวัติ โปรแกรมคานวณภาษี,โปรแกรมคิดเงินเดือน เป็นต้น 2.2 Package Program คือ โปรแกรมสาเร็จรูปซึ่งเป็นโปรแกรมที่ถูกสร้างหรือ เขียนขึ้นมาโดยบริษัทต่าง ๆ เสร็จเรียบร้อยแล้วพร้อมที่จะนาไปใช้งานต่าง ๆ ได้ทันที
29.
1.โปรแกรมทางด้าน Word Processor โปรแกรมทางด้าน
Word Processor นั้น เป็นโปรแกรมที่ทางานเกี่ยวกับทางด้าน การประมวลผลคา สามารถจัดทาเอกสาร รายงาน จดหมาย หนังสือต่าง ๆ
30.
2.โปรแกรมทางด้าน Spreadsheet โปรแกรมทางด้าน Spreadsheet
เป็นโปรแกรมที่มี ลักษณะเป็นกระดาษทาการขนาดใหญ่ หรือ เรียกว่า Worksheet ประกอบด้วยส่วนที่เป็น Row หรือแถว ตามแนวนอนและส่วนที่เป็น Column หรือแถวตาม แนวตั่ง ซึ่งใช้ในด้านการคานวณเป็นส่วนมาก
31.
3. โปรแกรมทางด้านการติดต่อสื่อสาร เป็นโปรแกรมที่มักนิยมใช้ตามสานักงานต่าง ๆ ทั้งของรัฐและเอกชนในการนัดหมายประชุม
การ ทาจดหมายเวียนไปตามฝ่าย ต่าง ๆ โดยการเก็บ ข้อมูลไว้ในคอมพิวเตอร์แทนที่จะพิมพ์ออกมาทาง กระดาษ เพื่อแจ้งให้พนักงานทราบ ข้อดีของ โปรแกรมชนิดนี้คือ ทาให้ประหยัดกระดาษลงไป ได้มาก
32.
อ้างอิง 1. http://www4.csc.ku.ac.th/~b5340204758/lean3.html 2. http://bow-tanaporn29.blogspot.com/ 3.
http://www.sawi.ac.th/elearning/5_5.htm 4. http://tonton5-ton.blogspot.com/ 5. https://sites.google.com/site/karnasenx/assignments
33.
The end จัดทาโดย 1. ด.ญ.
ณัฏฐวดี เธียรสินอุดม ม.3/5 เลขที่ 24 2. ด.ญ. ภคพร ประดับสุข ม.3/5 เลขที่ 28
Download