More Related Content
PDF
DOC
พระไตรปิฏกฉบับหลวงเล่มที่๒๖ PDF
PDF
PPT
PDF
PDF
9 80+อภิธัมมัตถสังคหบาลี+และอภิธัมมัตถวิภาวีนีฎีกา PDF
6 47+สมนฺตปาสาทิกา+นาม+วินยฏฐกถา+(ตติโย+ภาโค) What's hot
PDF
6 48สมฺนฺตปาสาทิกา+นาม+วินยฏฐกถาย+อตฺถโยชนา+(ทุติโย+ภาโค) PDF
ตัวอย่างแผนธุรกิจSample clinic PDF
PDF
PDF
PDF
ผลสำรวจความเข้าใจเรื่องสิทธิเสรีภาพในการใช้อินเทอร์เน็ต PDF
PDF
PDF
Ps cs6 ch08-draw & shape PPT
การจำหน่ายพัสดุ พันจ่าอาชีพพลาฯ 55 DOCX
PDF
Poster Seed Germination and Dormancy DOC
พระไตรปิฎกฉบับหลวงเล่มที่๐๕ PDF
วิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ 21 สัปดาห์ที่ ๒เทคนิคการอ่าน
- 1.
- 2.
การฝึกทักษะการอ่านการอ่านคือการแปลความหมายของตัวอักษรออกมาเป็นความคิด (Idea)เพื่อรับรู้ (Perception)ทำความเข้าใจ (Understanding/Perceive) ในเรื่องราวนั้นๆ ทั้งความหมายตรงและความหมายแฝง(Read between the lines) และก่อให้เกิดความจำ (Memory) ทั้งความจำระยะสั้น และความจำระยะยาวนำความคิดนั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์ประเภทของการอ่าน๑. การอ่านออกเสียง(Sound Reading) เป็นการอ่านให้ผู้อื่นฟัง โดยเปล่ง เสียงออกมาให้ตรงตามความหมายถ้อยคำ ซึ่งต้องคำนึงถึงสารของ ผู้เขียนที่ต้องการถ่ายทอดด้วย ไม่ว่าจะเป็น ถ้อยคำ เรื่องราว และ บรรยากาศ นำมาถ่ายทอด ให้มีความชัดเจน ถูกต้อง มีความคล่องแคล่ว สามารถใช้น้ำเสียงได้ตามเนื้อเรื่องและมีการเว้นจังหวะวรรคตอนได้ถูกต้อง๒. การอ่านในใจ (Silent Reading) เป็นการอ่านเพื่อมุ่งเก็บใจความให้ถูกต้อง รวดเร็วสร้างการรับรู้แก่ตัวผู้อ่านเพียงอย่างเดียว - 3.
หลักพื้นฐานการอ่านปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการอ่าน ๑.ภูมิหลังและประสบการณ์ ๑.๑ ความรู้ทางภาษา หลักภาษา วรรณคดีและการใช้ภาษา การรู้จักใช้ถ้อยคำและคำศัพท์ให้มากและมีความหลากหลาย การเข้าใจความสัมพันธ์ของคำในประโยคและสามารถโยง ความสัมพันธ์ของประโยคในย่อหน้า และในแต่ละย่อหน้าได้ *เพิ่มพูนได้จากการอ่านให้มาก ๑.๒ ประสบการณ์สั่งสม (การอบรมเลี้ยงดู ระบบสังคม วัฒนธรรม สภาพแวดล้อมและการศึกษา)จะช่วยให้นำมาวินิจฉัยเรื่องราว ที่อ่านได้ถูกต้อง และมีความลึกซึ้งพอ - 4.
ปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการอ่าน (ต่อ)๒. หลักปฏิบัติในการอ่าน๒.๑ขั้นวางเป้าหมายเพื่อตั้งใจและกำกับตนในการว่าควรอยู่ในระดับใด เช่น เพื่อความเพลิดเพลิน หรือเพื่อการรับรู้รายละเอียดเพื่อนำไปวิเคราะห์ เป็นต้น๒.๒ ขั้นสำรวจข้อมูลเพื่อให้เข้าใจความเป็นมาและความน่าเชื่อถือของหนังสือ เช่น ผู้แต่ง เวลาที่แต่ง เวลาที่จัดพิมพ์ จำนวนครั้งที่พิมพ์ สถานที่พิมพ์ ฯลฯ๒.๓ ขั้นสังเกตส่วนประกอบที่สำคัญได้แก่ คำนำ สารบัญ บทนำ ดรรชนี อภิธานศัพท์ ซึ่งจะช่วยให้ทราบถึงจุดมุ่งหมายของผู้แต่ง แนวทางและ การให้ความสำคัญของหนังสือได้ดียิ่งขึ้น๒.๔ ขั้นอ่านอย่างมีสมาธิหลังจากขั้นตอนทั้ง ๓ แล้ว การอ่านอย่างมีสมาธิ จะทำให้ความคิดของผู้เขียนและผู้อ่านเข้าสู่สมองได้อย่างมีระเบียบ ช่วยให้ รู้ตัวว่ากำลังอ่านอะไร มีสาระเกี่ยวกับอะไร และจะนำสาระนั้นไปใช้ประโยชน์ อย่างไรบ้าง - 5.
กำหนดจุดมุ่งหมายในการอ่าน๑. อ่านเพื่อเป็นความรู้พื้นฐานเป็นการอ่านเพื่อรู้เรื่องโดยสังเขป หรือเพื่อลักษณะของหนังสือเช่น การอ่านเพื่อ รวบรวมสิ่งพิมพ์ที่จะใช้ในการค้นคว้าและเขียนรายงาน๒. อ่านเพื่อรวบรวมข้อมูลเป็นการอ่านให้เข้าในเนื้อหาสาระ และจัดลำดับความคิดได้ เพื่อสามารถรวบรวม และบันทึกข้อมูลสำหรับเขียนรายงาน๓. อ่านเพื่อหาแนวคิด หมายถึง การอ่านเพื่อรู้ว่าสิ่งที่อ่านนั้นมีแนวคิดหรือสาระสำคัญอย่างไร จะนำไปใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ ในลักษณะใด เช่น การอ่านบทความ และสารคดีเพื่อหาหัวข้อสำหรับเขียนโครงร่างรายงาน๔. อ่านเพื่อวิเคราะห์หรือวิจารณ์คือ การอ่านเพื่อให้เข้าใจลึกซึ้งพอที่จะนำความรู้ไปใช้ หรือแสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับ เรื่องที่อ่านได้ เช่น การอ่านบทความที่แสดงความคิดเห็น การอ่านตารางและรายงาน - 6.
ระดับของการอ่าน๑. การอ่านสำรวจ เพื่อรู้ลักษณะโครงสร้างของข้อเขียนสำนวนภาษา เนื้อเรื่องโดยสังเขป เป็นวิธีอ่านที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการเลือกสรรสิ่งพิมพ์ สำหรับใช้ประกอบการค้นคว้า หรือการหาแนวเรื่องสำหรับเขียนรายงาน และรวบรวมบรรณานุกรมในหัวข้อที่เขียนรายงาน๒. การอ่านข้าม/อ่านอย่างรวดเร็ว เพื่อเข้าใจเนื้อหาของข้อเขียน โดยเลือกอ่านข้อความบางตอน เช่น การอ่านคำนำ สาระสังเขป บทสรุป และการอ่านเนื้อหาเฉพาะตอนที่ตรงกับความต้องการเป็นต้น๓. การอ่านแบบกวาดสายตา (Scanning Reading) โดยผู้อ่านจะทำการกวาดสายตาอย่างรวดเร็วไปยังสิ่งที่เป็นเป้าหมายในข้อเขียนเช่น คำสำคัญ ตัวอักษร หรือ สัญลักษณ์ แล้วอ่านรายละเอียดเฉพาะที่เกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการ๔. การอ่านจับประเด็น หมายถึง การอ่านเรื่องหรือข้อเขียนโดยทำความเข้าใจสาระสำคัญ ในขณะที่อ่าน มักใช้ในการอ่าน ข้อเขียนที่ไม่ยาวนัก เช่น บทความ การอ่านเร็ว ๆ หลายครั้งจะช่วยให้จับประเด็นได้ โดยการอ่านมีเทคนิคคือต้องสังเกตคำสำคัญ ประโยคสำคัญที่มีคำสำคัญ และทำการย่อสรุปบันทึกประโยคสำคัญไว้ เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป - 7.
๕. การอ่านสรุปความ หมายถึงการอ่านโดยสามารถตีความหมายสิ่งที่อ่านได้ถูกต้องชัดเจนเข้าใจเรื่องอย่างดี สามารถแยก ส่วนที่สำคัญหรือไม่สำคัญออกจากกัน รู้ว่าส่วนใดเป็นข้อเท็จจริง หรือข้อคิดเห็น ส่วนใดเป็นความคิดหลัก ความคิดรอง วิธีการ๑.) การอ่านสรุปความแต่ละย่อหน้าหรือแต่ละตอนอย่างคร่าวๆ ครั้งที่หนึ่งพอให้รู้เรื่อง ๒.) อ่านละเอียดอีกครั้งเพื่อเข้าใจเรื่องอย่างดี หลังจากนั้นตั้งคำถามตนเองในเรื่องที่อ่านว่าเกี่ยวกับอะไร มีเรื่องราวอย่างไร แล้วเรียบเรียงเนื้อหาเป็นสำนวนภาษาของผู้สรุป จุดสำคัญของเรื่องคืออะไร? จุดสำคัญของเรื่องสัมพันธ์กับสิ่งใดบ้าง (จดไว้สั้นๆ) คิดวิธีการสรุปความให้กะทัดรัดและชัดเจน เขียนร่างจากข้อความสั้นๆที่จดไว้ ขัดเลา แก้ไขให้สละสลวย - 8.
๖. การอ่านวิเคราะห์ เพื่อค้นคว้าและเขียนรายงานโดยทั่วไป ซึ่งต้องมีการวิเคราะห์ความหมายของข้อความ ซึ่งหากผู้อ่านมีความรู้เรื่องคำศัพท์และสำนวนภาษาดี มีประสบการณ์ในการอ่านมากและมีสมาธิในการอ่านดี ย่อมสามารถวิเคราะห์ได้ตรงความหมายที่ผู้เขียนต้องการสื่อ และสามารถเข้าใจเรื่องที่อ่านได้ดี ไม่ว่าเนื้อหานั้นจะเป็นภาษาโดยนัยที่ต้องทำความเข้าใจ หรือภาษาที่มีความหมายตามอารมณ์และความรู้สึกของผู้เขียน - 9.
- 10.
Survey (สำรวจ) -สำรวจดูว่าหนังสือเล่มนี้มีหัวข้อเกี่ยวกับเรื่องอะไร? ใครเป็นคนเขียน ? มีพื้นฐานความรู้อย่างไร ? พิมพ์เมื่อไร ?- อ่านคำแนะนำและศึกษาว่าผู้เขียนต้องการเขียนตำราเล่มนี้เพื่อให้บุคคลกลุ่มใดอ่านมีจุดประสงค์จะครอบคลุมเรื่องใดบ้าง ผู้เขียนแนะนำวิธีการอ่านหรือไม่- เนื้อหาในหนังสือกล่าวถึงอะไรบ้าง- อ่านดรรชนี เพื่อหาบทความที่เฉพาะเจาะจง- มีภาพประกอบ/แผนภูมิหรือไม่- มีการสรุปย่อแต่ละบทหรือไม่- มีสัญลักษณ์บ่งชี้ เช่น ขนาดตัวอักษร การขีดเส้นใต้ ลำดับความสำคัของการจัดวางหัวข้อซึ่งบ่งบอกถึงระดับความสำคัญของแต่ละหัวข้อQuestion (ตั้งคำถาม) : -ก่อนอ่านหนังสือ นักศึกษาน่าจะมีคำถามในใจไว้ล่วงหน้าว่าเราจะอ่านหนังสือเล่มนี้เพื่ออยากรู้อะไร ? อยากตอบคำถามอะไร ? - 11.
R1: Read(อ่าน)อ่านครั้งที่ 1- อ่านอย่างเร็วพยายามเจาะหาประเด็นสำคัญของแต่ละบท แต่ละหัวข้อ แต่ละย่อหน้า (อย่ามัวแต่ขีดเส้นใต้ หรือป้ายปากกาสี ควรทำเครื่องหมายด้วยดินสอและเขียนอย่างเบาๆ อย่ามัวแต่จดบันทึกเพราะจะทำให้สมาธิในการอ่านลดลง)อ่านครั้งที่ 2- อ่านซ้ำอีกครั้ง คราวนี้ทำเครื่องหมายข้อความที่สำคัญ- สรุปเนื้อหา เพื่อง่ายต่อการรื้อฟื้นความจำในภายหลัง - 12.
R2: Recall(ฟื้นความจำ) - เมื่อสิ้นสุดเนื้อหาของแต่ละบท บันทึกย่อ อย่าย่อชนิดยาวจนเกินเหตุ ซึ่งเป็นการแสดงว่า นักศึกษายังจับประเด็นไม่ถูกต้องR3: Review (ทบทวน)- สำรวจดูหัวข้อ (ชื่อ) ของหนังสือ หัวข้อและเนื้อหาโดยย่อของแต่ละบท- ตรวจสอบว่าเนื้อหาที่มีนั้น ตอบคำถามที่นักศึกษามีไว้ในใจหรือไม่- อ่านอีกครั้ง เพื่อแน่ใจว่าเราเก็บประเด็นสำคัญของหนังสือได้หมด- เติมสิ่งที่ขาดตกบกพร่อง - 13.
- 14.
เทคนิคการแบบ 3SScan (สำรวจ): ได้แก่การอ่านเนื้อหาอย่างหยาบ ๆ และรวดเร็ว เพื่อจับใจความว่าหนังสือนี้ประกอบด้วยบทใดบ้าง มีบทนำ การเรียงลำดับหัวข้อเป็นเช่นใด มีแผนภูมิ รูปภาพประกอบมากน้อยเพียงใดSearch(ค้นหา) : - หาบทที่มีเนื้อหาตรงกับความต้องการ- หาคำตอบ เพื่อตอบคำถามที่ตั้งไว้- ทำเครื่องหมาย (ใช้ดินสอ เขียนเบา ๆ)- ศึกษาเนื้อหาในแต่ละย่อหน้าที่ตรงกับจุดประสงค์Save(ทบทวน) :- เก็บข้อมูล เนื้อหา ของโครงสร้างของแต่ละบท- จดเนื้อหาที่สำคัญ - 15.
- 16.
PAGE Prepare(เตรียมตัว) Ask (ถาม) Gather (รวบรวม) Evaluate (ประเมิน)