สัปดาห์ที่ ๒: การอ่านจับใจความข้อมูลภาษาไทย
การฝึกทักษะการอ่านการอ่านคือการแปลความหมายของตัวอักษรออกมาเป็นความคิด (Idea)เพื่อรับรู้ (Perception) ทำความเข้าใจ (Understanding/Perceive) ในเรื่องราวนั้นๆ ทั้งความหมายตรงและความหมายแฝง(Read between the lines) และก่อให้เกิดความจำ (Memory) ทั้งความจำระยะสั้น และความจำระยะยาวนำความคิดนั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์ประเภทของการอ่าน๑. การอ่านออกเสียง(Sound Reading) เป็นการอ่านให้ผู้อื่นฟัง โดยเปล่ง     เสียงออกมาให้ตรงตามความหมายถ้อยคำ ซึ่งต้องคำนึงถึงสารของ     ผู้เขียนที่ต้องการถ่ายทอดด้วย ไม่ว่าจะเป็น ถ้อยคำ เรื่องราว และ     บรรยากาศ นำมาถ่ายทอด ให้มีความชัดเจน ถูกต้อง มีความคล่องแคล่ว     สามารถใช้น้ำเสียงได้ตามเนื้อเรื่องและมีการเว้นจังหวะวรรคตอนได้ถูกต้อง๒. การอ่านในใจ (Silent Reading) เป็นการอ่านเพื่อมุ่งเก็บใจความให้ถูกต้อง      รวดเร็วสร้างการรับรู้แก่ตัวผู้อ่านเพียงอย่างเดียว
หลักพื้นฐานการอ่านปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการอ่าน  ๑. ภูมิหลังและประสบการณ์   ๑.๑ ความรู้ทางภาษา หลักภาษา วรรณคดีและการใช้ภาษา        การรู้จักใช้ถ้อยคำและคำศัพท์ให้มากและมีความหลากหลาย        การเข้าใจความสัมพันธ์ของคำในประโยคและสามารถโยง       ความสัมพันธ์ของประโยคในย่อหน้า และในแต่ละย่อหน้าได้              *เพิ่มพูนได้จากการอ่านให้มาก          ๑.๒ ประสบการณ์สั่งสม  (การอบรมเลี้ยงดู ระบบสังคม วัฒนธรรม        สภาพแวดล้อมและการศึกษา)จะช่วยให้นำมาวินิจฉัยเรื่องราว        ที่อ่านได้ถูกต้อง และมีความลึกซึ้งพอ
ปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการอ่าน (ต่อ)๒. หลักปฏิบัติในการอ่าน๒.๑ ขั้นวางเป้าหมายเพื่อตั้งใจและกำกับตนในการว่าควรอยู่ในระดับใด เช่น       เพื่อความเพลิดเพลิน หรือเพื่อการรับรู้รายละเอียดเพื่อนำไปวิเคราะห์ เป็นต้น๒.๒ ขั้นสำรวจข้อมูลเพื่อให้เข้าใจความเป็นมาและความน่าเชื่อถือของหนังสือ          เช่น ผู้แต่ง เวลาที่แต่ง เวลาที่จัดพิมพ์ จำนวนครั้งที่พิมพ์ สถานที่พิมพ์ ฯลฯ๒.๓ ขั้นสังเกตส่วนประกอบที่สำคัญได้แก่ คำนำ สารบัญ บทนำ ดรรชนี      อภิธานศัพท์ ซึ่งจะช่วยให้ทราบถึงจุดมุ่งหมายของผู้แต่ง แนวทางและ     การให้ความสำคัญของหนังสือได้ดียิ่งขึ้น๒.๔ ขั้นอ่านอย่างมีสมาธิหลังจากขั้นตอนทั้ง ๓ แล้ว การอ่านอย่างมีสมาธิ      จะทำให้ความคิดของผู้เขียนและผู้อ่านเข้าสู่สมองได้อย่างมีระเบียบ ช่วยให้      รู้ตัวว่ากำลังอ่านอะไร มีสาระเกี่ยวกับอะไร และจะนำสาระนั้นไปใช้ประโยชน์      อย่างไรบ้าง
กำหนดจุดมุ่งหมายในการอ่าน๑. อ่านเพื่อเป็นความรู้พื้นฐานเป็นการอ่านเพื่อรู้เรื่องโดยสังเขป หรือเพื่อลักษณะของหนังสือ เช่น การอ่านเพื่อ รวบรวมสิ่งพิมพ์ที่จะใช้ในการค้นคว้าและเขียนรายงาน๒. อ่านเพื่อรวบรวมข้อมูลเป็นการอ่านให้เข้าในเนื้อหาสาระ และจัดลำดับความคิดได้ เพื่อสามารถรวบรวม และบันทึกข้อมูลสำหรับเขียนรายงาน๓. อ่านเพื่อหาแนวคิด  หมายถึง การอ่านเพื่อรู้ว่าสิ่งที่อ่านนั้นมีแนวคิดหรือสาระสำคัญอย่างไร จะนำไปใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ ในลักษณะใด เช่น การอ่านบทความ และสารคดีเพื่อหาหัวข้อสำหรับเขียนโครงร่างรายงาน๔. อ่านเพื่อวิเคราะห์หรือวิจารณ์คือ การอ่านเพื่อให้เข้าใจลึกซึ้งพอที่จะนำความรู้ไปใช้ หรือแสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับ เรื่องที่อ่านได้ เช่น การอ่านบทความที่แสดงความคิดเห็น การอ่านตารางและรายงาน
ระดับของการอ่าน๑. การอ่านสำรวจ เพื่อรู้ลักษณะโครงสร้างของข้อเขียน สำนวนภาษา เนื้อเรื่องโดยสังเขป เป็นวิธีอ่านที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการเลือกสรรสิ่งพิมพ์ สำหรับใช้ประกอบการค้นคว้า หรือการหาแนวเรื่องสำหรับเขียนรายงาน และรวบรวมบรรณานุกรมในหัวข้อที่เขียนรายงาน๒. การอ่านข้าม/อ่านอย่างรวดเร็ว เพื่อเข้าใจเนื้อหาของข้อเขียน โดยเลือกอ่านข้อความบางตอน เช่น การอ่านคำนำ สาระสังเขป บทสรุป และการอ่านเนื้อหาเฉพาะตอนที่ตรงกับความต้องการเป็นต้น๓. การอ่านแบบกวาดสายตา (Scanning Reading) โดยผู้อ่านจะทำการกวาดสายตาอย่างรวดเร็วไปยังสิ่งที่เป็นเป้าหมายในข้อเขียนเช่น คำสำคัญ ตัวอักษร หรือ สัญลักษณ์ แล้วอ่านรายละเอียดเฉพาะที่เกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการ๔. การอ่านจับประเด็น หมายถึง การอ่านเรื่องหรือข้อเขียนโดยทำความเข้าใจสาระสำคัญ ในขณะที่อ่าน มักใช้ในการอ่าน ข้อเขียนที่ไม่ยาวนัก เช่น บทความ การอ่านเร็ว ๆ หลายครั้งจะช่วยให้จับประเด็นได้ โดยการอ่านมีเทคนิคคือต้องสังเกตคำสำคัญ ประโยคสำคัญที่มีคำสำคัญ และทำการย่อสรุปบันทึกประโยคสำคัญไว้ เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป
๕. การอ่านสรุปความ หมายถึง การอ่านโดยสามารถตีความหมายสิ่งที่อ่านได้ถูกต้องชัดเจนเข้าใจเรื่องอย่างดี   สามารถแยก ส่วนที่สำคัญหรือไม่สำคัญออกจากกัน รู้ว่าส่วนใดเป็นข้อเท็จจริง หรือข้อคิดเห็น                                  ส่วนใดเป็นความคิดหลัก ความคิดรอง         วิธีการ๑.) การอ่านสรุปความแต่ละย่อหน้าหรือแต่ละตอนอย่างคร่าวๆ ครั้งที่หนึ่งพอให้รู้เรื่อง      ๒.) อ่านละเอียดอีกครั้งเพื่อเข้าใจเรื่องอย่างดี หลังจากนั้นตั้งคำถามตนเองในเรื่องที่อ่านว่าเกี่ยวกับอะไร มีเรื่องราวอย่างไร แล้วเรียบเรียงเนื้อหาเป็นสำนวนภาษาของผู้สรุป                                 จุดสำคัญของเรื่องคืออะไร?                                 จุดสำคัญของเรื่องสัมพันธ์กับสิ่งใดบ้าง (จดไว้สั้นๆ)                                 คิดวิธีการสรุปความให้กะทัดรัดและชัดเจน	                เขียนร่างจากข้อความสั้นๆที่จดไว้                            ขัดเลา แก้ไขให้สละสลวย
๖. การอ่านวิเคราะห์  เพื่อค้นคว้าและเขียนรายงานโดยทั่วไป ซึ่งต้องมีการวิเคราะห์ความหมายของข้อความ ซึ่งหากผู้อ่านมีความรู้เรื่องคำศัพท์และสำนวนภาษาดี มีประสบการณ์ในการอ่านมากและมีสมาธิในการอ่านดี ย่อมสามารถวิเคราะห์ได้ตรงความหมายที่ผู้เขียนต้องการสื่อ และสามารถเข้าใจเรื่องที่อ่านได้ดี ไม่ว่าเนื้อหานั้นจะเป็นภาษาโดยนัยที่ต้องทำความเข้าใจ หรือภาษาที่มีความหมายตามอารมณ์และความรู้สึกของผู้เขียน
เทคนิคการอ่านเร็ว๑. SQ3R Survey (สำรวจ)          Question (ตั้งคำถาม)          Read (อ่าน)          Recall (ฟื้นความจำ) และ          Review (ทบทวน)
Survey (สำรวจ) -สำรวจดูว่าหนังสือเล่มนี้มีหัวข้อเกี่ยวกับเรื่องอะไร ? ใครเป็นคนเขียน ? มีพื้นฐานความรู้อย่างไร ? พิมพ์เมื่อไร ?- อ่านคำแนะนำและศึกษาว่าผู้เขียนต้องการเขียนตำราเล่มนี้เพื่อให้บุคคลกลุ่มใดอ่านมีจุดประสงค์จะครอบคลุมเรื่องใดบ้าง ผู้เขียนแนะนำวิธีการอ่านหรือไม่- เนื้อหาในหนังสือกล่าวถึงอะไรบ้าง- อ่านดรรชนี เพื่อหาบทความที่เฉพาะเจาะจง- มีภาพประกอบ/แผนภูมิหรือไม่- มีการสรุปย่อแต่ละบทหรือไม่- มีสัญลักษณ์บ่งชี้ เช่น ขนาดตัวอักษร การขีดเส้นใต้ ลำดับความสำคัของการจัดวางหัวข้อซึ่งบ่งบอกถึงระดับความสำคัญของแต่ละหัวข้อQuestion (ตั้งคำถาม) : -ก่อนอ่านหนังสือ นักศึกษาน่าจะมีคำถามในใจไว้ล่วงหน้าว่าเราจะอ่านหนังสือเล่มนี้เพื่ออยากรู้อะไร ?              อยากตอบคำถามอะไร ?
R1:  Read (อ่าน)อ่านครั้งที่ 1- อ่านอย่างเร็วพยายามเจาะหาประเด็นสำคัญของแต่ละบท แต่ละหัวข้อ      แต่ละย่อหน้า    (อย่ามัวแต่ขีดเส้นใต้ หรือป้ายปากกาสี ควรทำเครื่องหมายด้วยดินสอและเขียนอย่างเบาๆ อย่ามัวแต่จดบันทึกเพราะจะทำให้สมาธิในการอ่านลดลง)อ่านครั้งที่ 2- อ่านซ้ำอีกครั้ง คราวนี้ทำเครื่องหมายข้อความที่สำคัญ- สรุปเนื้อหา เพื่อง่ายต่อการรื้อฟื้นความจำในภายหลัง
R2:  Recall (ฟื้นความจำ) - เมื่อสิ้นสุดเนื้อหาของแต่ละบท บันทึกย่อ อย่าย่อชนิดยาวจนเกินเหตุ ซึ่งเป็นการแสดงว่า นักศึกษายังจับประเด็นไม่ถูกต้องR3:  Review (ทบทวน)- สำรวจดูหัวข้อ (ชื่อ) ของหนังสือ หัวข้อและเนื้อหาโดยย่อของแต่ละบท- ตรวจสอบว่าเนื้อหาที่มีนั้น ตอบคำถามที่นักศึกษามีไว้ในใจหรือไม่- อ่านอีกครั้ง เพื่อแน่ใจว่าเราเก็บประเด็นสำคัญของหนังสือได้หมด- เติมสิ่งที่ขาดตกบกพร่อง
กล่าวสรุป: เทคนิคการอ่านตำราเรียน๑.ทำความเข้าใจกับโครงสร้างและเนื้หาของหนังสืออย่างคร่าวๆก่อนตำราบางเล่มมีสรุปเนื้อหาอยู่ท้ายบทหรือท้ายเล่ม ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น        -เขียนสิ่งที่รู้เกี่ยวกับเรื่องที่อ่านในกระดาษให้มากที่สุดเพื่อฟื้นความทรงจำในเรื่องนั้นๆ-ดูปกหน้า ปกหลัง คำนำ สารบัญ ชื่อผู้แต่ง อย่างรวดเร็ว มองหาบทสรุป แนวคิด วัตถุประสงค์ หัวข้อหลัก หัวข้อย่อย ตัวอักษรที่พิมพ์ตัวหนา บรรณานุกรม๒. เลือกที่จะอ่านเฉพาะใจความสำคัญเท่านั้น-อ่านแนวคิดสำคัญและวัตถุประสงค์ที่ผู้เขียนให้ข้อสังเกตไว้       -อ่านประโยคแรกของทุกย่อหน้า       -มองหาใจความสำคัญ ซึ่งมักปรากฏในย่อหน้าแรกและย่อหน้าสุดท้าย       - ใช้ปากกาเน้นสี ขีดทับใจความสำคัญ
เทคนิคการแบบ 3SScan (สำรวจ) : ได้แก่การอ่านเนื้อหาอย่างหยาบ ๆ และรวดเร็ว เพื่อจับใจความว่าหนังสือนี้ประกอบด้วยบทใดบ้าง มีบทนำ การเรียงลำดับหัวข้อเป็นเช่นใด มีแผนภูมิ รูปภาพประกอบมากน้อยเพียงใดSearch(ค้นหา) : - หาบทที่มีเนื้อหาตรงกับความต้องการ- หาคำตอบ เพื่อตอบคำถามที่ตั้งไว้- ทำเครื่องหมาย (ใช้ดินสอ เขียนเบา ๆ)- ศึกษาเนื้อหาในแต่ละย่อหน้าที่ตรงกับจุดประสงค์Save(ทบทวน) :- เก็บข้อมูล เนื้อหา ของโครงสร้างของแต่ละบท- จดเนื้อหาที่สำคัญ
เทคนิคการอ่านเร็ว แบบอื่นๆPQRST   Preview (อ่านคร่าวๆล่วงหน้า)    Question (ตั้งคำถาม)   Read (อ่าน)    Summary (ย่อ)    Test (ทดสอบ)
PAGE  Prepare (เตรียมตัว)   Ask (ถาม)   Gather (รวบรวม)  Evaluate (ประเมิน)
สัปดาห์ที่ ๒เทคนิคการอ่าน

สัปดาห์ที่ ๒เทคนิคการอ่าน

  • 1.
  • 2.
    การฝึกทักษะการอ่านการอ่านคือการแปลความหมายของตัวอักษรออกมาเป็นความคิด (Idea)เพื่อรับรู้ (Perception)ทำความเข้าใจ (Understanding/Perceive) ในเรื่องราวนั้นๆ ทั้งความหมายตรงและความหมายแฝง(Read between the lines) และก่อให้เกิดความจำ (Memory) ทั้งความจำระยะสั้น และความจำระยะยาวนำความคิดนั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์ประเภทของการอ่าน๑. การอ่านออกเสียง(Sound Reading) เป็นการอ่านให้ผู้อื่นฟัง โดยเปล่ง เสียงออกมาให้ตรงตามความหมายถ้อยคำ ซึ่งต้องคำนึงถึงสารของ ผู้เขียนที่ต้องการถ่ายทอดด้วย ไม่ว่าจะเป็น ถ้อยคำ เรื่องราว และ บรรยากาศ นำมาถ่ายทอด ให้มีความชัดเจน ถูกต้อง มีความคล่องแคล่ว สามารถใช้น้ำเสียงได้ตามเนื้อเรื่องและมีการเว้นจังหวะวรรคตอนได้ถูกต้อง๒. การอ่านในใจ (Silent Reading) เป็นการอ่านเพื่อมุ่งเก็บใจความให้ถูกต้อง รวดเร็วสร้างการรับรู้แก่ตัวผู้อ่านเพียงอย่างเดียว
  • 3.
    หลักพื้นฐานการอ่านปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการอ่าน ๑.ภูมิหลังและประสบการณ์ ๑.๑ ความรู้ทางภาษา หลักภาษา วรรณคดีและการใช้ภาษา การรู้จักใช้ถ้อยคำและคำศัพท์ให้มากและมีความหลากหลาย การเข้าใจความสัมพันธ์ของคำในประโยคและสามารถโยง ความสัมพันธ์ของประโยคในย่อหน้า และในแต่ละย่อหน้าได้ *เพิ่มพูนได้จากการอ่านให้มาก ๑.๒ ประสบการณ์สั่งสม (การอบรมเลี้ยงดู ระบบสังคม วัฒนธรรม สภาพแวดล้อมและการศึกษา)จะช่วยให้นำมาวินิจฉัยเรื่องราว ที่อ่านได้ถูกต้อง และมีความลึกซึ้งพอ
  • 4.
    ปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการอ่าน (ต่อ)๒. หลักปฏิบัติในการอ่าน๒.๑ขั้นวางเป้าหมายเพื่อตั้งใจและกำกับตนในการว่าควรอยู่ในระดับใด เช่น เพื่อความเพลิดเพลิน หรือเพื่อการรับรู้รายละเอียดเพื่อนำไปวิเคราะห์ เป็นต้น๒.๒ ขั้นสำรวจข้อมูลเพื่อให้เข้าใจความเป็นมาและความน่าเชื่อถือของหนังสือ เช่น ผู้แต่ง เวลาที่แต่ง เวลาที่จัดพิมพ์ จำนวนครั้งที่พิมพ์ สถานที่พิมพ์ ฯลฯ๒.๓ ขั้นสังเกตส่วนประกอบที่สำคัญได้แก่ คำนำ สารบัญ บทนำ ดรรชนี อภิธานศัพท์ ซึ่งจะช่วยให้ทราบถึงจุดมุ่งหมายของผู้แต่ง แนวทางและ การให้ความสำคัญของหนังสือได้ดียิ่งขึ้น๒.๔ ขั้นอ่านอย่างมีสมาธิหลังจากขั้นตอนทั้ง ๓ แล้ว การอ่านอย่างมีสมาธิ จะทำให้ความคิดของผู้เขียนและผู้อ่านเข้าสู่สมองได้อย่างมีระเบียบ ช่วยให้ รู้ตัวว่ากำลังอ่านอะไร มีสาระเกี่ยวกับอะไร และจะนำสาระนั้นไปใช้ประโยชน์ อย่างไรบ้าง
  • 5.
    กำหนดจุดมุ่งหมายในการอ่าน๑. อ่านเพื่อเป็นความรู้พื้นฐานเป็นการอ่านเพื่อรู้เรื่องโดยสังเขป หรือเพื่อลักษณะของหนังสือเช่น การอ่านเพื่อ รวบรวมสิ่งพิมพ์ที่จะใช้ในการค้นคว้าและเขียนรายงาน๒. อ่านเพื่อรวบรวมข้อมูลเป็นการอ่านให้เข้าในเนื้อหาสาระ และจัดลำดับความคิดได้ เพื่อสามารถรวบรวม และบันทึกข้อมูลสำหรับเขียนรายงาน๓. อ่านเพื่อหาแนวคิด หมายถึง การอ่านเพื่อรู้ว่าสิ่งที่อ่านนั้นมีแนวคิดหรือสาระสำคัญอย่างไร จะนำไปใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ ในลักษณะใด เช่น การอ่านบทความ และสารคดีเพื่อหาหัวข้อสำหรับเขียนโครงร่างรายงาน๔. อ่านเพื่อวิเคราะห์หรือวิจารณ์คือ การอ่านเพื่อให้เข้าใจลึกซึ้งพอที่จะนำความรู้ไปใช้ หรือแสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับ เรื่องที่อ่านได้ เช่น การอ่านบทความที่แสดงความคิดเห็น การอ่านตารางและรายงาน
  • 6.
    ระดับของการอ่าน๑. การอ่านสำรวจ เพื่อรู้ลักษณะโครงสร้างของข้อเขียนสำนวนภาษา เนื้อเรื่องโดยสังเขป เป็นวิธีอ่านที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการเลือกสรรสิ่งพิมพ์ สำหรับใช้ประกอบการค้นคว้า หรือการหาแนวเรื่องสำหรับเขียนรายงาน และรวบรวมบรรณานุกรมในหัวข้อที่เขียนรายงาน๒. การอ่านข้าม/อ่านอย่างรวดเร็ว เพื่อเข้าใจเนื้อหาของข้อเขียน โดยเลือกอ่านข้อความบางตอน เช่น การอ่านคำนำ สาระสังเขป บทสรุป และการอ่านเนื้อหาเฉพาะตอนที่ตรงกับความต้องการเป็นต้น๓. การอ่านแบบกวาดสายตา (Scanning Reading) โดยผู้อ่านจะทำการกวาดสายตาอย่างรวดเร็วไปยังสิ่งที่เป็นเป้าหมายในข้อเขียนเช่น คำสำคัญ ตัวอักษร หรือ สัญลักษณ์ แล้วอ่านรายละเอียดเฉพาะที่เกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการ๔. การอ่านจับประเด็น หมายถึง การอ่านเรื่องหรือข้อเขียนโดยทำความเข้าใจสาระสำคัญ ในขณะที่อ่าน มักใช้ในการอ่าน ข้อเขียนที่ไม่ยาวนัก เช่น บทความ การอ่านเร็ว ๆ หลายครั้งจะช่วยให้จับประเด็นได้ โดยการอ่านมีเทคนิคคือต้องสังเกตคำสำคัญ ประโยคสำคัญที่มีคำสำคัญ และทำการย่อสรุปบันทึกประโยคสำคัญไว้ เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป
  • 7.
    ๕. การอ่านสรุปความ หมายถึงการอ่านโดยสามารถตีความหมายสิ่งที่อ่านได้ถูกต้องชัดเจนเข้าใจเรื่องอย่างดี สามารถแยก ส่วนที่สำคัญหรือไม่สำคัญออกจากกัน รู้ว่าส่วนใดเป็นข้อเท็จจริง หรือข้อคิดเห็น ส่วนใดเป็นความคิดหลัก ความคิดรอง วิธีการ๑.) การอ่านสรุปความแต่ละย่อหน้าหรือแต่ละตอนอย่างคร่าวๆ ครั้งที่หนึ่งพอให้รู้เรื่อง ๒.) อ่านละเอียดอีกครั้งเพื่อเข้าใจเรื่องอย่างดี หลังจากนั้นตั้งคำถามตนเองในเรื่องที่อ่านว่าเกี่ยวกับอะไร มีเรื่องราวอย่างไร แล้วเรียบเรียงเนื้อหาเป็นสำนวนภาษาของผู้สรุป จุดสำคัญของเรื่องคืออะไร? จุดสำคัญของเรื่องสัมพันธ์กับสิ่งใดบ้าง (จดไว้สั้นๆ) คิดวิธีการสรุปความให้กะทัดรัดและชัดเจน เขียนร่างจากข้อความสั้นๆที่จดไว้ ขัดเลา แก้ไขให้สละสลวย
  • 8.
    ๖. การอ่านวิเคราะห์ เพื่อค้นคว้าและเขียนรายงานโดยทั่วไป ซึ่งต้องมีการวิเคราะห์ความหมายของข้อความ ซึ่งหากผู้อ่านมีความรู้เรื่องคำศัพท์และสำนวนภาษาดี มีประสบการณ์ในการอ่านมากและมีสมาธิในการอ่านดี ย่อมสามารถวิเคราะห์ได้ตรงความหมายที่ผู้เขียนต้องการสื่อ และสามารถเข้าใจเรื่องที่อ่านได้ดี ไม่ว่าเนื้อหานั้นจะเป็นภาษาโดยนัยที่ต้องทำความเข้าใจ หรือภาษาที่มีความหมายตามอารมณ์และความรู้สึกของผู้เขียน
  • 9.
    เทคนิคการอ่านเร็ว๑. SQ3R Survey(สำรวจ) Question (ตั้งคำถาม) Read (อ่าน) Recall (ฟื้นความจำ) และ Review (ทบทวน)
  • 10.
    Survey (สำรวจ) -สำรวจดูว่าหนังสือเล่มนี้มีหัวข้อเกี่ยวกับเรื่องอะไร? ใครเป็นคนเขียน ? มีพื้นฐานความรู้อย่างไร ? พิมพ์เมื่อไร ?- อ่านคำแนะนำและศึกษาว่าผู้เขียนต้องการเขียนตำราเล่มนี้เพื่อให้บุคคลกลุ่มใดอ่านมีจุดประสงค์จะครอบคลุมเรื่องใดบ้าง ผู้เขียนแนะนำวิธีการอ่านหรือไม่- เนื้อหาในหนังสือกล่าวถึงอะไรบ้าง- อ่านดรรชนี เพื่อหาบทความที่เฉพาะเจาะจง- มีภาพประกอบ/แผนภูมิหรือไม่- มีการสรุปย่อแต่ละบทหรือไม่- มีสัญลักษณ์บ่งชี้ เช่น ขนาดตัวอักษร การขีดเส้นใต้ ลำดับความสำคัของการจัดวางหัวข้อซึ่งบ่งบอกถึงระดับความสำคัญของแต่ละหัวข้อQuestion (ตั้งคำถาม) : -ก่อนอ่านหนังสือ นักศึกษาน่าจะมีคำถามในใจไว้ล่วงหน้าว่าเราจะอ่านหนังสือเล่มนี้เพื่ออยากรู้อะไร ? อยากตอบคำถามอะไร ?
  • 11.
    R1: Read(อ่าน)อ่านครั้งที่ 1- อ่านอย่างเร็วพยายามเจาะหาประเด็นสำคัญของแต่ละบท แต่ละหัวข้อ แต่ละย่อหน้า (อย่ามัวแต่ขีดเส้นใต้ หรือป้ายปากกาสี ควรทำเครื่องหมายด้วยดินสอและเขียนอย่างเบาๆ อย่ามัวแต่จดบันทึกเพราะจะทำให้สมาธิในการอ่านลดลง)อ่านครั้งที่ 2- อ่านซ้ำอีกครั้ง คราวนี้ทำเครื่องหมายข้อความที่สำคัญ- สรุปเนื้อหา เพื่อง่ายต่อการรื้อฟื้นความจำในภายหลัง
  • 12.
    R2: Recall(ฟื้นความจำ) - เมื่อสิ้นสุดเนื้อหาของแต่ละบท บันทึกย่อ อย่าย่อชนิดยาวจนเกินเหตุ ซึ่งเป็นการแสดงว่า นักศึกษายังจับประเด็นไม่ถูกต้องR3: Review (ทบทวน)- สำรวจดูหัวข้อ (ชื่อ) ของหนังสือ หัวข้อและเนื้อหาโดยย่อของแต่ละบท- ตรวจสอบว่าเนื้อหาที่มีนั้น ตอบคำถามที่นักศึกษามีไว้ในใจหรือไม่- อ่านอีกครั้ง เพื่อแน่ใจว่าเราเก็บประเด็นสำคัญของหนังสือได้หมด- เติมสิ่งที่ขาดตกบกพร่อง
  • 13.
    กล่าวสรุป: เทคนิคการอ่านตำราเรียน๑.ทำความเข้าใจกับโครงสร้างและเนื้หาของหนังสืออย่างคร่าวๆก่อนตำราบางเล่มมีสรุปเนื้อหาอยู่ท้ายบทหรือท้ายเล่ม ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น -เขียนสิ่งที่รู้เกี่ยวกับเรื่องที่อ่านในกระดาษให้มากที่สุดเพื่อฟื้นความทรงจำในเรื่องนั้นๆ-ดูปกหน้า ปกหลัง คำนำ สารบัญ ชื่อผู้แต่ง อย่างรวดเร็ว มองหาบทสรุป แนวคิด วัตถุประสงค์ หัวข้อหลัก หัวข้อย่อย ตัวอักษรที่พิมพ์ตัวหนา บรรณานุกรม๒. เลือกที่จะอ่านเฉพาะใจความสำคัญเท่านั้น-อ่านแนวคิดสำคัญและวัตถุประสงค์ที่ผู้เขียนให้ข้อสังเกตไว้ -อ่านประโยคแรกของทุกย่อหน้า -มองหาใจความสำคัญ ซึ่งมักปรากฏในย่อหน้าแรกและย่อหน้าสุดท้าย - ใช้ปากกาเน้นสี ขีดทับใจความสำคัญ
  • 14.
    เทคนิคการแบบ 3SScan (สำรวจ): ได้แก่การอ่านเนื้อหาอย่างหยาบ ๆ และรวดเร็ว เพื่อจับใจความว่าหนังสือนี้ประกอบด้วยบทใดบ้าง มีบทนำ การเรียงลำดับหัวข้อเป็นเช่นใด มีแผนภูมิ รูปภาพประกอบมากน้อยเพียงใดSearch(ค้นหา) : - หาบทที่มีเนื้อหาตรงกับความต้องการ- หาคำตอบ เพื่อตอบคำถามที่ตั้งไว้- ทำเครื่องหมาย (ใช้ดินสอ เขียนเบา ๆ)- ศึกษาเนื้อหาในแต่ละย่อหน้าที่ตรงกับจุดประสงค์Save(ทบทวน) :- เก็บข้อมูล เนื้อหา ของโครงสร้างของแต่ละบท- จดเนื้อหาที่สำคัญ
  • 15.
    เทคนิคการอ่านเร็ว แบบอื่นๆPQRST Preview (อ่านคร่าวๆล่วงหน้า) Question (ตั้งคำถาม) Read (อ่าน) Summary (ย่อ) Test (ทดสอบ)
  • 16.
    PAGE Prepare(เตรียมตัว) Ask (ถาม) Gather (รวบรวม) Evaluate (ประเมิน)