CHAPTER 5   237211 COMPUTER ETWORKING FOR EDUCATION 
ในการออกแบบระบบเครือข่ายข้างต้น​ มีแบบอ้างอิง  OSI (OSI Reference model)  อยู่ในระดับใด เพราะเหตุใด พร้อมอธิบายเหตุผลอย่างละเอียด -  ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์สมัยใหม่จะถูกออกแบบให้มีโครงสร้างทีแน่นอน ส่วนมากจึงแยกการทำงานออกเป็นชั้นๆ  ( layer)  โดยกำหนดหน้าที่ในแต่ละชั้นไว้อย่างชัดเจน -  แบบจำลองสำหรับอ้างอิงแบบ  OSI (Open System Interconnection Reference Model)  หรือที่นิยมเรียกกันทั่วไปว่า  OSI Reference Model  ของ  ISO  เป็นแบบจำลองที่ถูกเสนอและพัฒนาโดยองค์กร  International Standard Organization (ISO)  ซึ่งระบบเครือข่ายที่เป็นไปตามสถาปัตยกรรมนี้จะเป็นระบบเครือข่ายแบบเปิด และอุปกรณ์ทางเครือข่ายจะสามารถติดต่อกันได้โดยไม่ขึ้นกับว่าเป็นอุปกรณ์ของผู้ขายรายใด ภารกิจการเรียนรู้ที่  4.2
แบบจำลอง  OSI  จะแบ่งการทำงานของระบบเครือข่ายออกเป็น  7  ชั้น คือ Layer 1: Physical จะเป็นชั้นการทำงานทางกายภาพของระบบการเชื่อมต่อ ทั้งในส่วนของสัญญาณทางไฟฟ้า ระบบสายสัญญาณ  ( cable)  และตัวเชื่อม  ( connector)   Layer 2: Data Link เป็นชั้นที่รับผิดชอบการนำข้อมูลเข้าและออกจากตัวกลาง การจัดเฟรม การตรวจสอบและจัดการข้อผิดพลาดของข้อมูล  ( error detection correction and retransmission)  ในชั้นนี้จะมีการแบ่งออกเป็น  2  ชั้นย่อย  ( sub-layers)  คือ  LIC (Logical Link Control)  จะอยู่ในครึ่งบน รับผิดชอบในเรื่องการตรวจสอบข้อผิดพลาด และ  MAC (Media Access Control)  อยู่ในครึ่งล่าง เป็นส่วนของวิธีส่งข้อมูลผ่านสื่อกลาง
ต่อ การทำงานของระบบเครือข่าย Layer 3: Network เป็นชั้นที่ทำการตรวจสอบการส่งข้อมูลผ่านเครือข่าย เช่น เวลาที่ใช้ในการส่ง การส่งต่อ  ( routing)  และการจัดการลำดับ  ( flow control)  ของข้อมูล Layer 4: Transport เป็นชั้นที่รับผิดชอบการส่งถ่ายข้อมูลระหว่างจุด จะทำการตรวจสอบสามชั้นล่างว่ามีการทำงานที่ถูกต้อง และทำการส่งผ่านข้อมูลให้ชั้นที่สูงกว่าโดยซ่อนวิธีการทำงานที่เกิดขึ้นจริงในสามชั้นล่างไว้ โดยปกติแล้วนับจากชั้นนี้ถึงชั้นบนสุดจะอยู่ในซอฟต์แวร์ประยุกต์ทางด้านเครือข่ายตัวเดียวกัน ในขณะที่ชั้นที่ต่ำกว่านี้เป็นส่วนจัดการเครือข่ายซึ่งขึ้นกับชนิดของระบบเครือข่ายที่ใช้งานอยู่
ต่อ การทำงานของระบบเครือข่าย Layer 5: Session รับผิดชอบการควบคุมการติดต่อและการประสานของข้อมูลที่ส่งผ่านระบบเครือข่าย เช่น การตรวจสอบลำดับก่อนหลังที่ถูกต้องของ  Packet  เป็นต้น Layer 6: Presentation เป็นชั้นการทำงานของระบบรักษาความลับและการเปลี่ยนแปลงข้อมูลรูปแบบต่างๆ ให้สามารถแลกเปลี่ยนกันได้ เช่น แปลงระหว่าง  EBCDIC  กับ  ASCII  หรือการแปลงข้อมูลรหัสจบบรรทัดระหว่างระบบ  UNIX  กับ  MSDOS  เป็นต้น
ต่อ การทำงานของระบบเครือข่าย Layer 7: Application เป็นชั้นการทำงานของซอฟท์แวร์ประยุกต์ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบเครือข่าย เช่น การส่งผ่านแฟ้มข้อมูล การจำลอง  terminal  การแลกเปลี่ยนข้อมูล เป็นต้น สรุป ก็คือ  4  เลเยอร์ด้านบน คือ ( Application, Presentation, Session  และ  Transport)  ทำหน้าที่เชื่อมต่อรับส่งข้อมูลระหว่างผู้ใช้กับโปรแกรมประยุกต์ เพื่อให้รับส่งข้อมูลกับฮาร์ดแวร์ที่อยู่ ชั้นล่างได้อย่างถูกต้อง ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับซอฟแวร์ส่วน  3  เลเยอร์ด้านล่าง  ( Network, Data Link  และ  Physical)  ทำหน้าที่เกี่ยวกับการรับส่งข้อมูลผ่านสายส่ง และควบคุมการรับส่งข้อมูล  . ตรวจสอบข้อผิดพลาด รวมทั้งเลือกเส้นทางที่ใช้ในการรับส่ง ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับฮาร์ดแวร์เป็นหลัก ทำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ต่างบริษัทกันได้อย่างไม่มีปัญหา
เอกสารอ้างอิง http://www.csit.rbru.ac.th/~bangkom/mnosi.htm เอกสารประกอปการสอนวิชา   COMPUTER NETWORKING FOR EDUCATION CHAPTER 5  ประเภทของเครือข่าย
ผู้จัดทำ นายพิทักษ์ สมบรรณ  533050343-9 สาขาคอมพิวเตอร์ศึกษา  ชั้นปีที่  2 คณะศึกษาศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น

แบบอ้างอิง Osi

  • 1.
    CHAPTER 5  237211 COMPUTER ETWORKING FOR EDUCATION 
  • 2.
    ในการออกแบบระบบเครือข่ายข้างต้น​ มีแบบอ้างอิง OSI (OSI Reference model) อยู่ในระดับใด เพราะเหตุใด พร้อมอธิบายเหตุผลอย่างละเอียด - ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์สมัยใหม่จะถูกออกแบบให้มีโครงสร้างทีแน่นอน ส่วนมากจึงแยกการทำงานออกเป็นชั้นๆ ( layer) โดยกำหนดหน้าที่ในแต่ละชั้นไว้อย่างชัดเจน - แบบจำลองสำหรับอ้างอิงแบบ OSI (Open System Interconnection Reference Model) หรือที่นิยมเรียกกันทั่วไปว่า OSI Reference Model ของ ISO เป็นแบบจำลองที่ถูกเสนอและพัฒนาโดยองค์กร International Standard Organization (ISO) ซึ่งระบบเครือข่ายที่เป็นไปตามสถาปัตยกรรมนี้จะเป็นระบบเครือข่ายแบบเปิด และอุปกรณ์ทางเครือข่ายจะสามารถติดต่อกันได้โดยไม่ขึ้นกับว่าเป็นอุปกรณ์ของผู้ขายรายใด ภารกิจการเรียนรู้ที่ 4.2
  • 3.
    แบบจำลอง OSI จะแบ่งการทำงานของระบบเครือข่ายออกเป็น 7 ชั้น คือ Layer 1: Physical จะเป็นชั้นการทำงานทางกายภาพของระบบการเชื่อมต่อ ทั้งในส่วนของสัญญาณทางไฟฟ้า ระบบสายสัญญาณ ( cable) และตัวเชื่อม ( connector) Layer 2: Data Link เป็นชั้นที่รับผิดชอบการนำข้อมูลเข้าและออกจากตัวกลาง การจัดเฟรม การตรวจสอบและจัดการข้อผิดพลาดของข้อมูล ( error detection correction and retransmission) ในชั้นนี้จะมีการแบ่งออกเป็น 2 ชั้นย่อย ( sub-layers) คือ LIC (Logical Link Control) จะอยู่ในครึ่งบน รับผิดชอบในเรื่องการตรวจสอบข้อผิดพลาด และ MAC (Media Access Control) อยู่ในครึ่งล่าง เป็นส่วนของวิธีส่งข้อมูลผ่านสื่อกลาง
  • 4.
    ต่อ การทำงานของระบบเครือข่าย Layer3: Network เป็นชั้นที่ทำการตรวจสอบการส่งข้อมูลผ่านเครือข่าย เช่น เวลาที่ใช้ในการส่ง การส่งต่อ ( routing) และการจัดการลำดับ ( flow control) ของข้อมูล Layer 4: Transport เป็นชั้นที่รับผิดชอบการส่งถ่ายข้อมูลระหว่างจุด จะทำการตรวจสอบสามชั้นล่างว่ามีการทำงานที่ถูกต้อง และทำการส่งผ่านข้อมูลให้ชั้นที่สูงกว่าโดยซ่อนวิธีการทำงานที่เกิดขึ้นจริงในสามชั้นล่างไว้ โดยปกติแล้วนับจากชั้นนี้ถึงชั้นบนสุดจะอยู่ในซอฟต์แวร์ประยุกต์ทางด้านเครือข่ายตัวเดียวกัน ในขณะที่ชั้นที่ต่ำกว่านี้เป็นส่วนจัดการเครือข่ายซึ่งขึ้นกับชนิดของระบบเครือข่ายที่ใช้งานอยู่
  • 5.
    ต่อ การทำงานของระบบเครือข่าย Layer5: Session รับผิดชอบการควบคุมการติดต่อและการประสานของข้อมูลที่ส่งผ่านระบบเครือข่าย เช่น การตรวจสอบลำดับก่อนหลังที่ถูกต้องของ Packet เป็นต้น Layer 6: Presentation เป็นชั้นการทำงานของระบบรักษาความลับและการเปลี่ยนแปลงข้อมูลรูปแบบต่างๆ ให้สามารถแลกเปลี่ยนกันได้ เช่น แปลงระหว่าง EBCDIC กับ ASCII หรือการแปลงข้อมูลรหัสจบบรรทัดระหว่างระบบ UNIX กับ MSDOS เป็นต้น
  • 6.
    ต่อ การทำงานของระบบเครือข่าย Layer7: Application เป็นชั้นการทำงานของซอฟท์แวร์ประยุกต์ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบเครือข่าย เช่น การส่งผ่านแฟ้มข้อมูล การจำลอง terminal การแลกเปลี่ยนข้อมูล เป็นต้น สรุป ก็คือ 4 เลเยอร์ด้านบน คือ ( Application, Presentation, Session และ Transport) ทำหน้าที่เชื่อมต่อรับส่งข้อมูลระหว่างผู้ใช้กับโปรแกรมประยุกต์ เพื่อให้รับส่งข้อมูลกับฮาร์ดแวร์ที่อยู่ ชั้นล่างได้อย่างถูกต้อง ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับซอฟแวร์ส่วน 3 เลเยอร์ด้านล่าง ( Network, Data Link และ Physical) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการรับส่งข้อมูลผ่านสายส่ง และควบคุมการรับส่งข้อมูล . ตรวจสอบข้อผิดพลาด รวมทั้งเลือกเส้นทางที่ใช้ในการรับส่ง ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับฮาร์ดแวร์เป็นหลัก ทำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ต่างบริษัทกันได้อย่างไม่มีปัญหา
  • 7.
  • 8.
    ผู้จัดทำ นายพิทักษ์ สมบรรณ 533050343-9 สาขาคอมพิวเตอร์ศึกษา ชั้นปีที่ 2 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น