More Related Content
PDF
ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออก (จีน เกาหลี ญี่ปุ่น) PDF
ลักษณะทางสังคม ประชากร ภาษา การปกครองและ Etc. PPTX
PowerPoint ประกอบการศึกษาเรื่องภูมิศาสตร์ประเทศไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเ... PPT
ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออก PPTX
ภูมิศาสตร์ ม.1 หน่วยที่ 2 PPT
PDF
PDF
Similar to History of south east asia
PDF
ประชาคมอาเซียน (Association of Southeast Asian Nations) PDF
PPT
PPT
PPTX
PPTX
งานนำเสนอ3 อาเซียน10 ประเทศ PPTX
Chapter 3 general knowledge about southeast asia PPTX
PDF
PPTX
PPTX
DOCX
POT
PPTX
นายธนภัทร นวลจริต ม.4/8 เลขที่ 1 PPTX
PPTX
ปัณนิกา จำปาวดี เลขที่ึึึึ 7 ม.4/10 PDF
PPTX
PPTX
นายธนสร สิทธิสมาน ม.4/10 เลขที่ 27 PPTX
History of south east asia
- 2.
ส่งหัวข้อ พฤหัสที่9 กันยายน 2557
หัวข้อใดตามความสนใจ เกี่ยวกับ
ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อย่างน้อย 15 แผ่น กระดาษฟุลสแก๊ปหรือ
กระดาษรายงาน
สง่วันสอบ Final
- 3.
ปัญหาโรฮิงญา
สงครามเวียดนาม
ญี่ปุ่นกับการขยายอาณานิคมในเอเชียตะวัน
ออกเฉียงใต้ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
ปัญหาเชอื้ชาติในมาเลเซีย ก่อนการนำาไปสู่
การแยกตัวของประเทศสิงคโปร์
อองซาน ซูจี กับการต่อสทู้างการเมืองและการ
พัฒนาประชาธิปไตยในพม่า
- 4.
- 5.
สมัยก่อนพระนคร
ศิลปะถาลาปริวัต (Thala Bariwatt)
ศิลปะพนมดา (Phnom Da)
ศิลปะสมโบร์ไพรกุก (Sambor Prei Kuk)
ศิลปะไพรกเมง (Prei Kmeng)
ศิลปะกำาปงพระ (Kompong Preah)
ยุคหัวเลี้ยวหัวต่อ (Transition Period)
ศิลปะกุเลน (Kulen)
- 6.
สมัยพระนคร
ศิลปะพระโค (Preah Kō)
ศิลปะบาแค็ง (Bakheng)
ศิลปะเกาะแกร์ (Koh Ker)
ศิลปะแปรรูป
ศิลปะบันทายศรี (Banteay Srey)
ศิลปะเคลียง
ศิลปะบาปวน (Bapuan)
ศิลปะนครวัด (Angkor Wat)
ศิลปะบายน (Bayon)
- 7.
ขบวนการชาตินิยมและการเรียกร้องเอกราชใน
ลาว
ขบวนการชาตินิยมและการเรียกร้องเอกราชใน
กัมพูชา
ขบวนการชาตินิยมและการเรียกร้องเอกราชใน
ฟิลิปปินส์
ขบวนการชาตินิยมและการเรียกร้องเอกราชใน
เวียดนาม
ขบวนการชาตินิยมและการเรียกร้องเอกราชใน
อินโดนีเซีย
ขบวนการชาตินิยมและการเรียกร้องเอกราชใน
มาเลเซีย
- 8.
กลุ่มละ 5คน
อธิบายหัวข้อรายงานตามความเข้าใจ กรุณา
อย่ามายืนอ่านตามโพย
- 15.
ได้รับเอกราช 4มกราคม 2491
เมืองหลวง เนปยีดอ (Nay Pyi Taw)
สกุลเงิน จ๊าด (Kyat)
การปกครอง สังคมนิยมมีประธานาธิบดี
เป็นประมุข
ผนู้ำาปัจจุบัน พลเอก เต็ง เส่ง
ภาษาราชการ พม่า
ประชากร ประมาณ 56 ล้านคน
- 17.
1. พระเจ้าอโนรธามังช่อปฐมกษัตริย์ราชวงศ์
พุกาม
2. พระเจ้าบุเรงนอง ฉายา "พระเจ้าชนะสิบทิศ"
ราชวงศ์ตองอู
3. พระเจ้าอลองพญา ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์อลอง
พญา
- 21.
ได้รับเอกราช 19กรกฎาคม 2492
เมืองหลวง เวียงจันทร์
สกุลเงิน กีบ (Kip)
การปกครอง สงัคมนิยมคอมมิวนิสต์
ประธานาธิบดีเป็น ประมุข
และมีนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศ
ภายใต้การชี้นำาของพรรคประชาชนปฎิวัติ
ลาว
ผนู้ำาปัจจุบัน พลโทจูมมะลี ชัยยะสอน
ประธานประเทศ
ภาษาราชการ ลาว, เวียดนาม
ประชากร ประมาณ 6.8 ล้านคน
- 24.
ได้รับเอกราช 31สิงหาคม 2506
9 สงิหาคม 2508
แยกตัวออกจากมาเลเซีย
เมืองหลวง สิงคโปร์
สกุลเงิน สิงคโปร์ดอลลาห์
การปกครอง ระบอบประชาธิปไตย มี
ประธานาธิบดีเป็นประมุข นายกรับมนตรีทำา
หน้าที่บริหารประเทศ
ผนู้ำาปัจจุบัน โทนี ตัน เค็ง ยัม
ภาษาราชการ อังกฤษ, จีนกลาง, มลายู,
ทมิฬ
ประชากร ประมาณ 5.3 ล้านคน
- 30.
ได้รับเอกราช 31สิงหาคม 2500
เมืองหลวง กัวลาลัมเปอร์
สกุลเงิน ริงกิต
การปกครอง สหพันธรัฐราชาธิปไตย
ภายใต้รัฐธรรมนูญ
ผู้นำาปัจจุบัน สมเด็จพระราชาธิบดี
สุลต่านตวนกู อับดุล ฮาลิม
มูอัซซอม ชาห์ นายกรัฐมนตรีชอื่ นายนาจิบ
ราซะก์
ภาษาราชการ มาเลย์
ประชากร ประมาณ 29 ล้านคน
- 34.
ได้รับเอกราช 4กรกฎาคม พ.ศ. 2489
เมืองหลวง มะนิลา
สกุลเงิน เปโซฟิลิปปินส์
การปกครอง สาธารณรัฐเดี่ยวระบบ
ประธานาธิบดี
ผนู้ำาปัจจุบัน เบนิกโน อากีโนที่ 3
ภาษาราชการ ภาษาฟิลิปีโน, อังกฤษ
ประชากร ประมาณ 103 ล้านคน
- 36.
ได้รับเอกราช 1มกราคม พ.ศ. 2527
เมืองหลวง บันดาร์เสรีเบกาวัน
สกุลเงิน ดอลลาร์บรูไน
การปกครอง สมบูรณาญาสิทธิราชย์
ผนู้ำาปัจจุบัน สมเด็จพระราชาธบิดีฮจัญี
ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัด
เดาเลาะห์
ภาษาราชการ มาเลย์
ประชากร ประมาณ 4.2 แสนคน
- 38.
ได้รับเอกราช 17สิงหาคม พ.ศ. 2488
เมืองหลวง จาร์กาต้า
สกุลเงิน รูเปียห์
การปกครอง ประชาธิปไตย
ประธานาธิบดีเป็นประมุข
ผนู้ำาปัจจุบัน ซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน
ภาษาราชการ บาฮาซ่าร์
ประชากร ประมาณ 248 ล้านคน
- 41.
ได้รับเอกราช 9พฤศจิกายน 2496
เมืองหลวง พนมเปญ
สกุลเงิน เรียล
การปกครอง ราชาธิปไตยภายใต้
รัฐธรรมนูญ
ผนู้ำาปัจจุบัน สมเด็จฮุนเซน
ภาษาราชการ เขมร
ประชากร ประมาณ 15 ล้านคน
- 43.
ได้รับเอกราช 2กันยายน พ.ศ. 2488
เมืองหลวง ฮานอย
สกุลเงิน ด่อง
การปกครอง คอมมิวนิสต์
ผนู้ำาปัจจุบัน เจือง เติ๊น ซาง
ภาษาราชการ เวียดนาม
ประชากร ประมาณ 90 ล้านคน
- 46.
ได้รับเอกราช 28พฤศจิกายน พ.ศ.
2518
เมืองหลวง ดิลี
สกุลเงิน ดอลลาร์สหรัฐ
การปกครอง สาธารณรัฐ ประธานาธิบดี
เป็นประมุข นายกรัฐมนตรี
บริหารประเทศ
ผนู้ำาปัจจุบัน ตาอูร์ มาตัน รูอัก เป็น
ประธานาธิบดี ชานานา กุฌ
เมา เป็นนายรัฐมนตรี
ภาษาราชการ ภาษาเตตุมและภาษา
โปรตุเกส
ประชากร ประมาณ 1.1 ล้านคน
- 47.
- 48.
เอเชยีตะวนัออกเฉียงใต้ หรือเอเชยี
อาคเนย์ เป็นศัพทท์างภูมิศาสตร์ หมาย
ถงึดินแดน อันประกอบด้วยประเทศ
ตา่งๆ ดังนี้ คอื พม่า ไทย ลาว กมัพชูา
เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์
อินโดนีเซีย ฟิลิปปนิส์ และ บรูไน
- 49.
- 50.
- 51.
- 52.
- 54.
ในอดีต จีนเรียกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ว่า นานยาง 南洋
ญี่ปนุ่ เรียกว่า นามโป
แปลว่า ดินแดนแห่งทะเลใต้
- 55.
อินเดีย เรียกดินแดนแห่งนี้ว่าสวุรรณภูมิ (ตาม
ที่กล่าวไว้ในรามเกียรติ)
, ยวภูมิ, ยวทวีป
- 56.
ในยุคล่าอาณานิคม ชาติตะวันตกเรียก
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไว้หลายชื่อ เช่น
อินเดียไกล (Further India) เนื่องจาก
ดินแดนนี้อยู่ไกลจากอินเดียออกไปเล็ก
น้อย และได้รับวัฒนธรรมอินเดีย
อินเดียไพศาล (Greater India)
จีนน้อย (Little China) เนื่องจากอยทู่าง
ตอนใต้ของจีนและมีอิทธิพลจากวัฒนธรรม
จีน
เอเชีย – มรสุม
- 57.
ศาสตราจารย์ ดีจีอีฮอลล์ กล่าวว่า เราควรหลีก
เลี่ยงในการเรียกดินแดนนี้ว่า อินเดียน้อย, จีน
น้อย, อินเดียไพศาล
คำาเหล่านี้ มีความหมายไปในทางลบ โดย
เฉพาะจากการตีความหมายชื่อโดยนัก
ประวัติศาสตร์ในสมัยอาณานิคมและนัก
ประวัติศาสตร์ชาตินิยมอินเดีย
อินเดียน้อย, จีนน้อย, อินเดียไพศาล = คำาใน
แง่ลบ
แสดงถึงการที่ดินแดนนี้เป็นส่วนหนึ่งของ
อินเดีย, จีน
- 59.
ในช่วงยุคล่าอาณานิคม (ประมาณC16)
ดินแดนนี้เป็นทางผ่านของชาติในยุโรป
และอเมริกาที่ต้องการแสวงหาผลประโยชน์
ทางการคา้จากอินเดีย, จีน, ญี่ปนุ่
จากการแวะพักเรือที่เอเชียตะวันออกเฉียง
ใต้ หรือ จากการคา้ขายกับจีน, อินเดีย,
ญี่ปนุ่
ทำาให้ชาวตะวันตกทราบว่า ดินแดนนี้มี
ทรัพยากรและสินค้าที่ตนเองต้องการ
- 60.
- 62.
คำาว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกใช้ครั้งแรก
ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
ในช่วงนั้น ระหว่างปี ค.ศ 1941 -1945
กองทัพญี่ปนุ่ได้เข้ามารุกรานและยึดครอง
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งขณะนั้นเป็น
อาณานิคมของชาติตะวันตก อาทิ
- ชวา เป็นอาณานิคมของ เนเธอร์แลนด์
- ฟิลิปปินส์ ของสหรัฐอเมริกา
- อินโดจีน ของฝรั่งเศส
- มาเลเซีย, พม่า เป็นของอังกฤษ
- 63.
- 65.
พอสิ้นสดุสงครามโลกครั้งที่ 2ประเทศต่างๆ
ทยอยกันได้รับเอกราช
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เข้าสู่ สงคราม
เย็น
อเมริกา เชื่อใน ทฤษฎีโดมิโน และต้องการหยุด
ยั้งอิทธพิลของโซเวียต, จีน ในการเผยแพร่
ลัทธิคอมมวินิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
USA เข้ามาตั้งฐานทัพ ให้ความช่วยเหลือทาง
เศรษฐกิจ
- 66.
ความสนใจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึง
ทวีขึ้น
สหรัฐอเมริกา ทุ่มความสนใจให้กับเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้อย่างมาก
อาทิ การเปิดหลักสตูรสอนวิชาเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ ในมหาวิทยาลัย
คอแนลล์, เยล, อิลลินอยส์, โอไฮโอ และ
ฮาวาย เปน็ต้น
- 67.
ด้านภูมิศาสตร์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มี
พื้นที่แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ
1. ส่วนพื้นที่บนแผ่นดินใหญ่ (Main land)
2. พื้นที่ส่วนที่เป็นหมู่เกาะ (Island)
ความหลากหลายของสภาพทางภูมิศาสตร์
และความแตกต่างกันของพื้นที่ ส่งผลให้มีการตั้ง
ถิ่นฐานที่แตกต่างกันของมนุษย์ สง่ผลให้เรา
สามารถพบวัฒนธรรมที่หลากหลายของชนเผ่า
หลายเผ่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- 68.
เช่น ชาวทุ่งราบ, ชาวเขา,ชาวเล ชนเผ่าบางพวก
หรือชนชื้นเมืองบางพวกยังคงรักษาไว้ซึ่ง
วัฒนธรรมของตนเอง เช่น ชาวตองเหลือง, เงาะ
ป่า
- 69.
- 70.
ส่วนพื้นที่บนแผ่นดินใหญ่ (Main land)
มักมีทิวเขาทอดยาว ประกอบด้วย 3 เทือก
เขาคือ
1. เทือกเขาอาระกัน (เริ่มจากตอนใต้ของจีน –
เบงกอล)
2. เทือกเขาตะนาวศรี(กั้นพรมแดนไทย –
พม่า)
3. เทือกเขาอันนัม (กั้นเวียดนามออกจากลาว
ไทย และกัมพูชา)
เทือกเขา เป็นต้นกำาเนิดของแม่นำ้าที่สำาคัญ
หลายสาย เช่น แม่นำ้าอิระวดี, แม่นำ้าสาละวิน,
แม่นำ้าเจ้าพระยา และแม่นำ้าแดง ซึ่งเป็นต้น
กำาเนิดของการตั้งถิ่นฐานของชาวพื้นเมืองใน
- 71.
นอกจากนี้ พื้นที่บนแผ่นดินใหญ่(Main land)
ยังประกอบด้วย เขตที่ราบ 4 เขต
1. ที่ราบทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือ บริเวณด้าน
ตะวันตกของพม่า มีหุบเขาอัสสัมทอดอยู่ และมี
แม่นำ้าพรมบุตรไหลผ่าน ติดกับอินเดีย สง่ผลให้
ดินแดนแถบนี้สามารถรับอิทธิพลอินเดียได้
โดยตรง มีผู้อพยพจากอินเดียเข้ามาในพม่ามาก
ในเขตนี้
2. ที่ราบบริเวณตอนกลางของพม่า มีแม่นำ้าสาละ
วินและแม่นำ้าอิระวดีไหลผ่าน อุดมสมบูรณ์เหมาะ
แก่การเพาะปลูก ส่งผลให้อาณาจักรสำาคัญของ
พม่ามีความเจริญรุ่งเรืองในบริเวณนี้ อาทิ
- 72.
3. ที่ราบลุ่มแม่นำ้าเจ้าพระยา มีขนาดกว้างใหญ่
ที่สดุ แม่นำ้าเจ้าพระยาไหลผ่าน รวมถึงแม่นำ้าโขง
ซึ่งกั้นพรมแดนระหว่างไทย ลาว กัมพูชา
4. ที่ราบแม่นำ้าแดง อยู่ในเขตเวียดนามเหนือ ทาง
ตะวันออกของเทือกเขาอันนัม ติดกับตอนใต้ของ
จีน ส่งผลให้วัฒนธรรมจีนปรากฏเห็นอย่างเด่น
ชัดในเวียดนาม
- 73.
ได้แก่ บริเวณที่เป็นคาบสมุทร, ประเทศ
อินโดนีเซีย มีหมู่เกาะมากที่สดุถึง 13667 เกาะ
ส่วนฟิลิปปินส์ประกอบด้วย 7100 เกาะ และมัก
จะประกอบด้วยช่องแคบหลายแห่ง อาทิ
ช่องแคบลอมบอก
ช่องแคบซุนดา
ช่องแคบมะละกา
- 74.
แอนโทนี รีดกล่าวว่า ภูมิภาคนี้ติดต่อกันได้
ทุกหนแห่งโดยทางนำ้า
และเป็นดินแดนที่ไม่เคยปิดกั้นพ่อค้า นักผจญ
ภัย ที่เดินทางเข้ามาทางทะเล
ทะเลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (บริเวณ
คาบสมุทรมลายูจนถึงหมู่เกาะอินโดนีเซีย) มี
คลื่นลมที่ไม่รุนแรงมาก
เปรียบได้กับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
หน้ามรสุมคือ พฤษภาคม – สิงหาคม และ
ธันวาคม - มีนาคม
- 75.
ทำาให้ชาวอาหรับ อินเดียเปอร์เซีย เรียกเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ว่า ดินแดนใต้ลม เพราะลม
มรสุมตามฤดูกาลสามารถช่วยให้เรือจาก
มหาสมุทรอินเดียเดินทางเข้ามาได้
- 84.
เป็นเส้นทางลัดในการเดินเรือ เป็นการ
ประหยัดเวลาในการเดินทางไปมาระหว่าง
มหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก
ส่งผลให้พ่อค้าอินเดียสามารถเดินทางมา
ค้าขายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้สะดวก
และเป็นการทำาให้วัฒนธรรมอินเดีย รวมถึง
วัฒนธรรมอิสลามสามารถเข้ามาเผยแพร่ใน
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในช่วงที่มีการล่าอาณานิคม ชาวตะวันตก
ใช้เส้นทางดังกล่าวในการเดินทางมาที่เอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ และตั้งสถานีการค้าขึ้น เช่นที่
เมืองมะละกา, สิงคโปร์, ยะโฮห์, อาเจะห์
- 85.
ในช่วงล่าอาณานิคม ประเทศในยุโรปสว่นใหญ่
มักจะมีเมืองท่าและอาณานิคมของตนในอินเดีย
อาทิ
อังกฤษ มีเมืองท่าที่ กัลกัตตา (Kolkata),
บอมเบย์ (Bombay) และมัทราส(Madras)
โปรตุเกส มีเมืองท่าที่กัวร์ (Goa)
ฝรั่งเศสมีเมืองท่าที่ ปอนดิเชอร์นี่
(Pondicherry)
- 87.
นักประวัติศาสตร์บางท่านเรียก “เส้นทาง
สายไหมทางท้องทะเล”
เป็นดินแดนที่ติดต่อและเข้าถึงได้ยากในทาง
บก
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความอุดมสมบูรณ์มา
ตั้งแต่อดีต และเป็นแหล่งระบายสินค้า รวมถึง
แหล่งวัตถุดิบที่สำาคัญของการค้าทางทะเลมานับ
ตั้งแต่สมัยโบราณ
สงัเกตได้จาก การเติบโตของรัฐชายฝั่ง หรือรัฐ
คาบสมุทร ซึ่งสามารถพัฒนาจากเมืองท่าเล็กๆ
กลายเป็นอาณาจักรที่มั่นคงและรำ่ารวยได้ เช่น
เมืองออกแก้ว ในกัมพูชา, อาณาจักรศรีวิชัย,
- 90.
พิจารณาจากสภาพทางภูมิศาสตร์ ภูมิภาคนี้อยู่
ในเขตศูนย์สูตร มีฝนตกชุก และมีแม่นำ้าสำาคัญ
หลายสายเหมาะแก่การเพาะปลูก
ส่งผลให้เป็นแหล่งผลิตพืชผลเขตร้อนที่สำาคัญ
ของโลก
ชาวตะวันตกในช่วงค้นพบเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้ เรียกภูมิภาคนี้ว่า หมู่เกาะเครื่องเทศ
หรือ เสน้ทางเครื่องเทศ
- 91.
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (บริเวณหมู่เกาะ
อินโดนีเซีย) มีชื่อเสียงในเรื่องเครื่องเทศมานาน
แล้ว ก่อนการเข้ามาของชาวตะวันตก
หมู่เกาะโมลุกกะ สนันิษฐานว่า มาจากภาษา
อาหรับ
แปลว่า ดินแดนที่มีกษัตริย์หลายพระองค์
เกาะที่สำาคัญ อาทิ
- เกาะเตอร์นาตี (Ternate)
- เกาะอัมบน (Ambon)
- 93.
เครื่องเทศเป็นปัจจัยสำาคัญที่ชาวตะวันตกเดิน
ทางเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เครื่องเทศ หมายถึง ส่วนต่างๆของพืช เช่น
เมล็ด, เปลือก, ราก, ผล, ใบ, ลำาต้น ที่นำามาตาก
แห้งแล้วสามารถใช้เป็นเครื่องปรุงในอาหารเพื่อ
เพิ่มรสชาติ, กลิ่น, สีสัน
อาทิ ดีปลี, ยี่หร่า, ลูกจันทร์, กระวาน, กานพลู,
หญ้าฝรั่น, พริกไท, งา, อบเชย, มะกรูด, พริก
- 94.
ข้าวเป็น 1ในสินค้าสง่ออกหลักของภูมิภาคนี้
และเป็นที่ต้องการของเศรษฐกิจโลก บริเวณที่
ปลูกข้าวกันมากในภูมิภาคนี้ ได้แก่
1. บริเวณที่ราบลุ่มแม่นำ้าเจ้าพระยา
2. บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่นำ้าแดงในประเทศ
เวียดนาม
3. ที่ราบลุ่มแม่นำ้าอิระวดีตอนกลางและปาก
แม่นำ้าสาละวินในพม่า
4. บริเวณทะเลสาบเขมรและชายฝั่งแม่นำ้าโขง
5. บางส่วนของพื้นที่ราบลาดเขาบนเกาะ
ลูซอนของฟิลิปปินส์
- 95.
นอกจากนี้ยังมี ยางดิบมะพร้าว ไม้เนอื้เข็ง
ไม้ต้น ไม้ปาล์ม และไม่ไผ่ เป็นวัสดุนิยมที่ใช้ใน
การก่อสร้าง
แอนโทนี รีด กล่าวว่า เป็นทรัพยากรที่ใช้ไม่มี
วันหมด
ต่างชาติต้องการมาก
- 96.
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นตลาดของป่า
แทนที่ยุโรปและจีนในช่วง C 16 เนื่องจาก
ปริมาณป่าไม้ในยุโรปและจีนลดน้อยลง
อีกทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีฝนตกชุก
ตลอดปี จึงมีป่าดงดิบที่หนาแน่น
การเก็บของป่าขายเป็นอาชีพดั้งเดิมของคนใน
ดินแดนนี้ควบคู่กับการทำาไร่เรื่อยรอย เป็น
สาเหตุสำาคัญที่ทำาให้อาณาจักรโบราณพยายาม
ผูกขาดการขายของป่าให้กับชาวตะวันตก
- 97.
- 98.
- 99.
เป็นแหล่งประมงที่สำาคัญ เพราะแทบทุกประเทศ
มีอาณาเขตติดทะเล ยกเว้นประเทศลาว
ข้าวและปลาเป็นอาหารหลัก
บริเวณชั้นหินใต้นำ้าซุนดา (ช่วงทะเลนำ้าตื้น
ตั้งแต่อ่าวไทยจนถึงทะเลชวา) เป็นแหล่งจบสัตว์
นำ้าที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดในโลก
แอนโทนี รีด กล่าวว่า ปลาร้าเป็นเครื่องปรุงแต่ง
ข้าวที่สำาคัญ
- 100.
เป็นแหล่งยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะบริเวณ
ช่องแคบมะละกา
ชาวตะวันตกต้องการมีอำานาจเหนือดินแดน
บริเวณดังกล่าว
เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ตะวันตกแย่งชิงกัน อาทิ
สงครามระหว่างฮอลันดากับโปรตุเกส ในช่วงต้น
ศตวรรษที่ 18 บริเวณช่องแคบมะละกาและเกาะ
ชวา
การเผยแพร่อิทธิพลของจีน สมัยราชวงศ์หยวน
(มองโกล)และราชวงศ์ หมิง เพื่อให้อาณาจักร
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยอมรับอำานาจของ
จีน
- 101.
ราชวงศ์หยวน (C13)พยายามให้อาณาจักรใน
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยอมรับอำานาจ เช่น
1278 AD พระเจ้า เว้ อินทราวรมันแห่ง
อาณาจักรจามปา ต้องยอมรับอำานาจของ
ราชวงศ์หยวน
1288 AD อาณาจักรไดเวียต ต้องยอมรับ
อำานาจราชวงศ์หยวน
สโุขทัยและรัฐเชียงใหม่ ยอมรับอำานาจราชวงศ์
หยวนโดยมีการส่งทูตไปมอบบรรณาการหลาย
ครั้ง
ยกเว้นอาณาจักรเขมร
- 106.
สมัยล่าอาณานิคม เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็น
แหล่งยุทธศาสตร์ที่สำาคัญของการแข่งขันและ
แย่งชิงกัน
พอฝรั่งเศสรบแพ้อังกฤษในอินเดีย จึงเริ่มหันมา
สนใจอินโดจีน โดยเฉพาะบริเวณลุ่มแม่นำ้าโขง
และแม่นำ้าแดง เพื่อใช้เป็นเส้นทางขึ้นไปค้าขาย
กับจีนที่ยูนนาน
อเมริกาต้องการใช้ฟิลิปปินส์เป็นที่ตั้งฐานทัพ
และฐานผลิตถ่านหินในการเดินเรือเป็นเพื่อไป
ค้าขายในจีนและฮ่องกง
ฮอลันดาต้องการควบคุมช่องแคบในบริเวณ
คาบสมุทรเพื่อผูกขนาดตลาดค้าเครื่องเทศ
- 107.
อังกฤษต้องการฐานทัพ และตั้งสถานีการค้าใน
การระบายสินค้าระหว่างจีนและอินเดีย สงิคโปร์
มีความสำาคัญมากสำาหรับอังกฤษ โดยเฉพาะเมื่อ
คลองสุเอชถูกเปิดใช้ในปี ค.ศ. 1859
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นมองว่า
ภูมิภาคนี้เป็นแหล่งยุทธศาสตร์และแหล่งเสบียง
+ นำ้ามันที่สำาคัญในการทำาสงครามและขยาย
อาณาเขตของตน จึงยึดครองอาณานิคมของ
ชาติตะวันตกทั้งหมด
ไทยแลพม่าเป็นจุดยุทธศาสตร์สำาคัญในการ
- 108.
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2ภูมิภาคนี้เป็น
ยุทธศาสตร์สำาคัญในการเผยแพร่ลัทธิการเมืองที่
สำาคัญ 2 ลัทธิ คือ
1. เสรีนิยม
2. คอมมิวนิสต์
- เป็นการช่วงชิงกันระหว่างค่ายโลกเสรีและ
คอมมิวนิสต์
- มีสงครามตัวแทนเกิดขึ้นและกินเวลานาน คือ
สงครามอินโดจีน
- เพื่อเป็นการซื้อใจประเทศในเอเชียตะวันออก
- 109.
แผนการโคลัมโบ (ColomboPlan) เพื่อความ
ร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจในเอเชียใต้และ
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เสนอครั้งแรกในปี
ค.ศ.1950 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของ
ประชากรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- 110.
- 111.
ประเทศสมาชิกได้แก่ USA,ปากีสถาน, ไทย,
ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, ฟิลิปปินส์, อังกฤษ,
ฝรั่งเศส
ก่อตั้งที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์
คล้าย นาโต้ ในยุโรป
ให้ความร่วมมือด้านกองกำาลังทหาร เพื่อป้องกัน
การขยายอำานาจของลัทธิคอมมิวนิสต์
- 112.
ช่วง WWIIโซเวียต ช่วยสัมพันธมิตรปลดปล่อย
ประเทศในยุโรปตะวันออก แต่พอสงครามสงบ
ไม่ยอมถอนทัพออก
โซเวียต เปลี่ยนประเทศเหล่านนั้เป็นประเทศ
คอมมิวนิสต์
ดินแดนนั้นถูกเรียกว่า ม่านเหล็กของโซเวียต
หลัง WWII มีการแบ่งเยอรมนีออกเป็น 4 ส่วนๆ
ที่ใหญ่ที่สุดเป็นของโซเวียต
จนกระทั่งเยอรมนีเหลือแค่ 2 สว่นในเวลาต่อมา
คือเยอรมันตะวันออกและเยอรมันตะวันตก
- 115.
- 116.
- 118.
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มอีักษรเริ่มใช้เมื่อไร ???
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีพัฒนาการ
ทางประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน
ยุคประวัติศาสตร์ เริ่มต้นตั้งแต่ มนุษย์รู้จัก
บันทึก หรือ คิดค้นตัวอักษรเป็นของตนเองได้
นักวิชาการหลายท่าน เห็นตรงกันว่า อักษร
โบราณของภูมิภาคนี้ได้รับอิทธิพลจากอักษรปัล
ลวะ จากอินเดียใต้
อักษรดังกล่าวเป็นต้นแบบของ อักษรขอมและ
อักษรมอญโบราณ
- 119.
อักษรปัลลวะ ถูกเผยแพร่เข้ามาในดินแดน
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงพุทธศตวรรษที่
11
นักโบราณคดี สันนิษฐานว่า อาณาจักรศรีวิชัย
อาณาจักรทวารวดีรับไปใช้ประมาณ 200 ปี
ก่อนที่จะคิดค้นอักษรของตนเองได้
- 121.
การแบ่งยุคในการศึกษาประวัติศาสตร์เอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้เป็น ธรรมเนียมที่เราได้มา
จากนักวิชาการต่างประเทศ
โดยเฉพาะนักวิชาการในสมัยอาณานิคม
ในทางทฤษฎีแล้ว การแบ่งยุคทาง
ประวัติศาสตร์ กระทำาขึ้นเพื่อให้เราเข้าใจถึงจุด
เปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ที่สำาคัญของเรื่องราว
ที่เราศึกษาอยู่
นักวิชาการจึงนิยมแบ่งยุคประวัติศาสตร์ ตาม
“การเปลี่ยนแปลงที่สำาคัญ”
- 122.
- 123.
- 124.
มิลตัน ออสบอร์น(Milton Osborne)
แบ่งยุคทางประวัติศาสตร์ของเอเชียตะวัน
ออกเฉียงใต้ ออกเปน็ 4 ยุค
1. สมัยคลาสสิก
2. สมัยจารีต
3. สมัยอาณานิคม
4. สมัยใหม่
- 125.
แฮรี่ เจเบ็นดา แบง่ประวัติศาสตร์เอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ออกเปน็ 6 ยุค คือ
1. ยุคคลาสสกิ
2. ยุคหลังคลาสสิก
3. ยุคการเริ่มเข้ามาของชาวยุโรป
4. ยุคอาณานิคมสมัยใหม่
5. ยุคญี่ปุ่นยึดครอง
6. ยุคเอกราช
- 126.
- แฮรี่ เจเบ็นด้า และ มินตัน ออสบอร์น กล่าวว่า
ยุคคลาสสิก คือ
“สมัยหนึ่งในประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออก
เฉียงใต้ที่กำาหนดเห็นได้โดยสัมฤทธิผลทาง
ศิลปกรรม สถาปัตยกรรม และพัฒนาการของรัฐ
เหมือนกับประวัติศาสตร์กรีกและโรมันก่อนจะถึง
ยุคเสื่อมใน C15 และเป็นยุคที่ชี้ให้เห็นความ
สำาคัญของประเพณี วัฒนธรรมของชาวเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้”
- 127.
- 128.
เป็นยุคที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เจริญ เหมือน
กับ ยุคคลาสสิกในยุโรป
ยุคคลาสสิค ในยุโรป หมายถึงกรีกและโรมัน
ไม่ใช่อังกฤษ, ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นมหาอำานาจของ
ยุโรปในช่วงล่าอาณานิคม
ช่วงยุคคลาสสิคของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมืองใหญ่ๆที่มีชอื่เสยีง มีมนต์เสน่ห์ในปัจจุบัน
อย่างลอนดอน, ปารีส ไม่ได้เจริญมากนัก
ลอนดอน, ปารีส ในสมัยยุคคลาสสิคของยุโรป
มีฐานะเป็นแค่เมืองอาณานิคมเล็กๆ ของ
อาณาจักรโรมัน (หมู่บ้านเล็กๆ)
ลอนดอน = ลอนดินิอุม
ปารีส = ลูเตเทีย
- 129.
มินตัน ออสบอร์นวิเคราะห์ว่า เอเชียตะวันออก
เฉียงใต้ในช่วงเวลาดังกล่าวเจริญมาก ในขณะ
ที่ เมืองลอนดอนของอังกฤษ ยังเป็นแค่เมือง
เล็กๆ และมปีระชากร ไม่กี่พันคน เท่านั้น
ลอนดอนในช่วง C9 มีประชากรไม่เกิน
35000 คนสภาพไร้ระเบียบและสกปรก
กัมพูชา ใน C9 มีประชากรกว่า 1 ล้านคน
สามารถทำานาหล่อเลี้ยงเมืองหลวงได้
กัมพูชามีระบบชลประทานที่ซับซ้อน, เพาะปลูก
และเก็บเกี่ยวข้าวได้ถึง 3 ครั้งต่อปี (ฤดูแล้งใน
กัมพูชา กินเวลา 6 เดือน)
กัมพูชา ในช่วง C9 มีจารึกจำานวนมาก ที่แสดง
ให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีต
- 130.
สัมฤทธิผลของกรีก
ด้านศิลปกรรม รูปปนั้เทพเจ้า,รูปปั้น
มนุษย์แบบ realistic
ด้านการปกครอง การปกครองแบบ
ประชาธิปไตยกรีก
สถาปัตยกรรม วิหารพาเธนอน
สัมฤทธิผลของโรมัน
ด้านการปกครอง ปกครองแบบสาธารณรัฐ,
กฎหมายสิบสองโต๊ะ,
กฎหมายจัสตีเนียน
- 134.
สมัฤทธิผลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ
- ด้านสถาปัตยกรรม ปราสาทหินนครวัด, เจ
ดีย์ชเวดากอง, ปุโรพุธโธ
- ด้านวรรณกรรม มหากาพย์ เช่น
รามเกียรติ, ตำาราพิชัยสงคราม
- ด้านการปกครอง แนวคิดสมมติเทพ, เทว
ราชา
- ศิลปกรรม รูปปั้น, รูปสลัก, พระพุทธ
รูป
- 140.
Michael Aung-Thwinวิเคราะห์ว่า ยุค
คลาสสกิในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มักจะ
ครอบคลุมตั้งแต่ C 9 – C 14 ซึ่งเป็นช่วงเวลา
ที่รับโบราณยุคแรก อาทิ พะโค, สุโขทัย, นคร
วัด, ได เวียต, ศรีวิชัย ถือกำาเนิดขึ้นและพัฒนา
ไปเป็นประเทศชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้ในปัจจุบัน
- 141.
- 142.
สรุป คำาว่าคลาสสคิที่ถูกใช้เรียกเป็นชอื่ยุคๆ
หนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงให้เห็น
ว่า
นักวิชาการตะวันตก ยอมรับว่าครั้งหนงึ่เอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้มีความยิ่งใหญ่เทียบได้กับยุค
คลาสสคิของยุโรป คือ กรีก, โรมนั
- 143.
เริ่มตั้งแต่ C14– C16
รัฐโบราณในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่
โดยเฉพาะรัฐชายฝั่งทะเลได้รับอิทธิพลจาก
ศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะบนเกาะชวา
ศาสนาพุทธในเกาะชวา หมดความสำาคัญลง รัฐ
ชายฝั่งทะเลาเริ่มใช้ตำาแหน่งสุลต่านเป็นประมุข
ถึงไม่มีการสร้างพุทธศาสนาสถาน อย่าง บุโร
พุทโธ อีก
พวกอูลามะ (Ulama) มีอำานาจมากในราช
สำานัก บางครั้งขัดแย้งกับสุลต่านหรือกษัตริย์
ท้องถิ่น
- 144.
อูลามะ =ชนชั้นของชาวมุสลิมที่มีการศึกษา,
ปราชญ์, ราชบัณฑิต มักมีอำานาจในการเป็นที่
ปรึกษาราชการแผ่นดินแก่สุลต่าน, เป็นผู้
พิพากษา, เทศนาสอนศาสนา
- 145.
ในเขตวัฒนธรรมอินเดีย ลัทธิพราหมณ์ฮนิดู
และศาสนาพุทธมหายานถูกแทนที่ด้วย พุทธ
นิกายหินยาน และศาสนาอิสลาม
หินยาน ปฏิเสธ แนวคิดที่ว่า กษัตริย์เป็นสมมติ
เทพ อำานาจรัฐไม่ได้อยุ่ที่ตัวกษัตริย์ แต่ยังไม่
ปฏิเสธเรื่องบุญบารมี
ในสมัยนี้จึงมีสงคราม การแย่งชิงอำานาจกันเป็น
กษัตริย์บ่อยครั้ง เพราะสามัญชนก็สามารถเป็น
กษัตริย์ได้ หากบุญบารมีถึง
ศาสนาพุทธนิกายหินยานได้นำาหลักการ 3
ประการเข้ามาคือ
- 146.
- 147.
ยุคคลาสสิก +หลังคลาสสกิ = ยุคจารีต
ยุคจารีต หมายถึง ระยะเวลาที่โครงสร้าง
ด้านต่างๆของสังคมพื้นเมืองได้รับการวาง
รากฐาน ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สงัคม
และวัฒนธรรม อาทิ
- การปกครอง แบบสมมติเทพ, มีศูนย์กลาง
ของอำานาจและมีการ ขยายตัวของ
หัวเมือง
- สังคม การแบ่งชนชั้น มีการกำาหนด
หน้าที่ของคนในสงัคม อย่างชัดเจน
- 148.
เริ่มช่วง C17– 18
ชาวตะวันตกเริ่มเข้ามาอิทธิพลโดยเฉพาะในดิน
แดนคาบสมุทร เช่น มลายู, อินโดนีเซีย
คริสต์ศาสนา เริ่มเข้ามาแทนที่ศาสนาอิสลาม
บริเวณเกาะชวา และมลายู
อังกฤษบนคาบสมุทรมลายูสนใจการค้ามากกว่า
เผยแพร่ศาสนา ฉะนั้นอิทธิพลอิสลามที่มลายูจึง
ได้รับผลกระทบน้อย
ตรงกันข้ามกับโปรตุเกสและฮอลันดา ที่เน้นการ
เผยแพร่ศาสนาควบคู่กับการค้า
- 149.
ช่วงกลาง C19
ช่วงล่าอาณานิคมเต็มตัวของชาติตะวันตก
เริ่มเกิดขบวนการชาตินิยม อันเป็นผลมาจาก
การกดขี่และการได้รับการศึกษาจากตะวันตก
- 150.
- 151.
- 152.
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เคยเป็นที่ตั้งของรัฐ
ต่างๆโดยมีวิธกีารก่อตั้งมีความเจริญรุ่งเรืองตาม
แบบฉบับของตนเอง เช่น รัฐฟูนัน, เจนละ, ศรี
วิชัย, พุกาม, พยู, มะทะรัม, ศรีวิชัย, มะละกา
รัฐดังกล่าวข้างต้น พัฒนาจนกระทั้งถึง C14 จึง
เสื่อมลง และมีอาณาจักรใหม่เข้ามาแทนที่
ยกเว้น ฟิลิปปินส์ ที่ไม่พบหลักฐานพัฒนาการ
ของรัฐโบราณเลย
ฟิลิปปินส์ ไม่เคยผ่านยุคคลาสสิก หรือยุคจารีต
เขตฟิลิปปินส์ จึงมีสภาพเป็นการรวมตัวของหมู่
บ้านเล็กๆ ที่เรียกว่า บาลังไกส์ (Barangays)
เป็นหน่วยปกครองเล็กๆ มี ดาตู (Datu) เป็น
- 153.
- 154.
- 155.
- 156.
- 157.
เบนเนธ บรอนสัน เสนอว่าเป็นเพราะความ
ต้องการที่จะปรับสังคมบ้านเมืองของตนให้เจริญ
ก้าวหน้าขึ้นอีกระดับหนึ่ง เนื่องจากบ้านเมืองขยาย
ตัวจากการเพิ่มขึ้นของประชาการ หรือบ้านเมืองมี
เศรษฐกิจการเกษตร – การค้าขยายตัวมากขึ้น จึง
จำาเป็นต้องจัดระเบียบสังคมการเมืองเสียใหม่ด้วย
การหยิบยืมแนวคิดวัฒนธรรมอินเดียที่สูงกว่าเข้า
ไว้และเกิดพัฒนาการขึ้นเป็นรัฐในที่สุด
- 158.
พอล วิตลี่ เห็นว่ากระบวนการพัฒนาไปสู่ความ
เป็นรัฐ เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทสี่่วนต่างๆ
ของสังคมมีความสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อนมากขึ้น ทงั้
ทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวิถีชีวิต อันเนื่องมา
จาก ความเติบโตและการขยายตัวทางเศรษฐกิจการ
ค้า – การเกษตรและจำานวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น
นำาไปสู่ความจำาเป็นทตี่้องใช้อำานาจเข้าไปจัดการ เช่น
การที่ต้องใช้อำานาจรัฐเข้าไปจัดการระบบนำ้าให้มี
ประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มผลผลิตใหม้ากขึ้น และเออื้ต่อ
การให้อำานาจส่วนกลางเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์
ได้มากขึ้นในรูปของส่วน / บรรณาการ ทำาใหเ้กิด
บูรณาการเชิงโครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจและ
- 159.
โดยกระบวนการเปลี่ยนแปลงอาจเริ่มจาก
ผนู้ำาพื้นเมือง (ซึ่งอยู่ในระดับบนของโครงสร้าง
ของสังคม) ต้องการยกสถานภาพความเป็นผู้นำา
พื้นเมืองของตนขึ้นเป็นราชา / กษัตริย์ ที่มาก
ด้วยอำานาจ / บุญบารมี เพื่อให้เกิดความชอบ
ธรรมและการยอมรับจากกลุ่มชนต่างๆ โดยการ
เลียนแบบความยิ่งใหญ่และความศักดิ์สิทธิ์ของ
ราชสำานักแบบอินเดียมาใช้ เพื่อความยิ่งใหญ่ใน
อำานาจแห่งตนและใช้อำานาจในการจัดการบ้าน
เมืองให้เกิดประสิทธิภาพ และเพื่อประโยชน์ทาง
เศรษฐกิจในรูปของส่วย / บรรณาการ
- 160.
เคนเนธ ฮอล ได้สนับสนุนแนวคิดนี้โดยยก
ตัวอย่างกรณีการเกิดรัฐฟูนันว่า เกิดจากการรวมตัว
ของชุมชนค้าขายแถบชายฝั่งทะเลกับชุมชนภายในที่
เป็นแหล่งเกษตรกรรม อาศัยการขยายตัวของการค้า
กระตนุ้ใหเ้กิดการรวมตัวเป็นรัฐ โดยผนู้ำาพื้นเมืองได้
สร้างอำานาจรัฐขึ้น ยกสถานภาพตนเองเข้าสู่ระบบ
กษัตริย์ เพื่อแสวงหาความชอบธรรมและการยอมรับ
จากดินแดนภายใน การปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ –
การเมืองนี้เอง ได้พัฒนาไปสู่กำาเนิดรัฐ โดยการหยิบ
ยืมแนวคิดทางการเมืองแบบอินเดียมาจัดระบบรัฐของ
ตน และนำาไปสู่พัฒนาการด้านอนื่ๆ ต่อไป
- 161.
รศ.ศรีศักร วัลลิโภคม เสนอว่ากระบวนการเกิด
รัฐ อาจเพื่อการบูรณาการทางวัฒนธรรมและการเมือง
เนื่องจากสภาพของท้องถิ่นในภูมิภาคที่มีความหลาก
หลายของกลุ่มชน วัฒนธรรม ภาษา กระจายกันอยู่เป็น
กลมุ่ๆ อย่างอิสระ แม้จะมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ
การค้าและสังคมระหว่างกันอยู่บ้าง แต่ก็ไม่อาจรวมกัน
เป็นกลมุ่ชนใหญท่เี่ป็นเอกภาพ ฉะนั้น จึงต้องอาศัย
วัฒนธรรมอินเดียเข้ามาเป็นบรรทัดฐานร่วมกันของ
สังคม ปลูกฝงัความคิดความเชื่อ ความจงรักภักดี
ประเพณีให้เป็นแบบอย่างเดียวกัน ซึ่งจะทำาได้ก็โดย
การยกระดับผู้นำาท้องถิ่นของตนให้สูงขึ้นเป็นศูนย์รวม
แห่งอำานาจและศูนย์กลางการบริหาร โดยสถาปนา
ระบบกษัตริย์และพิธีกรรมราชสำานักขึ้นเป็นฐานรองรับ
- 162.
๐ กำาเนิดรัฐ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สัมพันธ์
โดยตรงกับการหยิบยืมแนวคิด รูปแบบ วัฒนธรรม
อินเดียที่สูงกว่าไว้ในฐานะเป็น อุดมการพื้นฐานที่
เพถื่อูกยนกรำาะมดาับใชค้วดา้วมยเสจารเิญหตกุป้าวัจหจนยัต้า่ขางอๆง บก้าันนเมือง
เพื่อตอบสนองความต้องการของท้องถิ่นในการ
พัฒนาการเมือง เศรษฐกิจ
เพื่อสร้างเอกภาพของกลุ่มชนภายใต้
บรรทัดฐานเดียวกันทางวัฒนธรรม – ความเชื่อ
หรือเพื่อตอบสนองความต้องการในหลายๆ
ด้านพร้อมกัน
- 163.
๐ การรับวฒันธรรมอินเดียจงึถือว่า เป็นความ
จำาเป็นของสังคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ
น่าจะเป็นการริเริ่มโดยชาวพื้นเมืองมากกว่า
๐ การรับวัฒนธรรมอินเดียอาจเกิดขึ้นโดยผู้นำาท้อง
ถิ่นเชื้อเชิญพราหมณ์ นักปราชญ์ จากอินเดียเข้ามา
เพื่อสถาปนาระบบกษัตริย์ใหแ้ก่ตน โดยการทำาพิธี
บรมราชาภิเษกให้ รวมทั้งพิธีกรรมต่างๆ เพื่อรองรับ
อำานาจและความชอบธรรมแก่ตน ทงั้ยังใหพ้ราหมณ์
เข้ามาเป็นทปี่รึกษา ราชการแผน่ดินตลอดจนรับ
ราชการอยู่ในราชสำานัก จนหลอมรวมเป็นกลมุ่เดียว
กับชนชั้นปกครองร่วมกับกษัตริย์ ขุนนาง ที่เป็น
ศูนย์กลางอำานาจตามระบบอำานาจรัฐแบบใหม่ พัฒนา
ไปสู่ความเป็นรัฐในที่สุด
- 164.
܀ รัฐโบราณ หมายถึงศูนย์รวมของชุมชนหนึ่งๆ ทมีี่
ศูนย์กลางอำานาจเพียงแหง่เดียว ครอบคลุม
ปริมณฑลที่มีอาณาบริเวณพอสมควร และมี
โครงสร้างรัฐทแี่ตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับรัฐชาติ
(ไNมa่มtีขioอnบ เSขtตatอeำา)นา จ / เ ส ใ้นนแปบัจ่งจเขุบตันแ ดเพนรทาาะง
ภูมิศาสตร์ที่ชัดเจนแน่นอน ตายตัว แต่มี
-ไแมบ่มบีศแูนผยน์ก ล/า งกอาำารนจาัดจกทาชี่รรัดะเบจบนรแัฐนแ่นบอบนจตาารยีตตัว
- ประชากรรัฐมเพีคียวงาแมหส่งำาเคดัญียวอย่างยิ่งและถูก
ควบคุมโดยรัฐ
- 165.
มีองค์ประกอบที่สำาคัญ คือ
1.มีการจัดผังเมืองและระบบรัฐตาม
แผนภูมิคติ เรื่องโลก - จักรวาล
2. มีการจัดองค์กรทางการปกครอง
3. มีองค์กรทางศาสนา
4. มีชนชั้นที่เด่นชัดทางสังคม
5. มีระบบเศรษฐกิจพื้นฐาน
- 166.
๐ ให้ความสำาคัญแก่ “ราชธานี”ในฐานะเป็นแกน
กลางของอำานาจรัฐ เทยีบเคียง “เขาพระสุเมรุ” ที่
๐ ราชธานีถเปือ็นเปศ็นูนศยูน์กยล์กาลงจาักงอรำาวนาลาจ (Ring of
Power) และเป็นเครื่องหมายแห่งรัฐ
๐ ราชธานีถือเป็นศูนย์กลางอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่ตงั้
ของเทวสถานที่ประทับของเทพเจ้าที่กษัตริย์ทรง
นับถือ / เป็นทตี่งั้ของพระราชวังแหง่สมมติเทพ (ใน
พิธีบรมราชาภิเษก กษัตริย์ จะต้องทำาพิธีเสด็จเลียบ
๐ มีการจัดลำาดับควพารมะสนำาคครัญด้วขยองเมืองลูกหลวง หวั
เมือง เมืองบริวาร / ประเทศราช รายรอบราชธานีที่
เป็นศูนย์กลาง
- 168.
๐ ราชธานีถือเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรม เป็นต้น
แบบของวัฒนธรรมที่เรียกว่า วัฒนธรรมหลวง
๐ รายรอบศูนย์กลางราชธานี จะมีเมืองลูกหลวง
เมืองบริวาร เมืองประเทศราช เรียงรายตาม
ลำาดับความสำาคัญและความสัมพันธ์ ที่มีต่อ
ศูนย์กลางราชธานี
- 169.
๐ มีสถาบันกษัตริย์ (Kingship)เป็นศูนย์กลางเช่น
เขาพระสุเมรุ ในฐานะผู้มีอำานาจสูงสุด / เป็นเจา้
แผน่ดิน มีสถานภาพกึ่งเทพหรือสมมติเทพ แวดล้อม
ด้วยพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชสำานัก ได้แก่
ขุนนาง ข้าราชการ ทคีั่ดเลือกมาจาก กำาเนิดใน
ตระกูลทมีี่เชื้อสายหรืออยู่ใกล้ชิดแวดล้อมกษัตริย์
มากกว่าการพิจารณาคัดเลือกจากเหตุผลทาง
คุณวุฒิ ความสามารถ (ยกเว้นรัฐเวียดนามทมีี่ระบบ
๐ บรรดาข้าราชการจะมีลำาดับชั้นตาม ตำาแหน่ง /
บทบาคัท ด/ เลืหอน้าก ที่ / ควาข้ามสำาราคัชญ กาในรแบฐาบนจบนีริ)
วารที่
แวดล้อมสถาบันกษัตริย์ที่เป็นศูนย์กลาง
- 170.
๐ เป็นสื่อกลางประสานให้เกิดความคิดความเชื่อ
ร่วมกันและเป็นไปในแนวทางเดียวกันของ
๐ แม้ในบางรัฐ ผู้ปสกังคครมองกับประชาชนมิได้
นับถือศาสนาเดียวกัน เช่น เขมรสมัยพระนคร
แต่ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดูก็ส่งเสริมสนับสนุนต่อ
อำานาจของกษัตริย์เทวราชาจนเกิดการยอมรับใน
มชีนชั้นที่เด่นชัด ซึ่งเกิดจหามกู่ปกราะรชแาบช่งนหน้าที่กันทำางาน
มรีะบบเศรษฐกิจพนื้ฐาน ที่ขึ้นกับการเกษตรกรรม
เพาะปลูกข้าว และการค้าขายกับชุมชนโพ้นทะเล /
ชุมชนใกล้เคียง
- 171.
- 172.
- 173.
๐ รัฐและอำานาจรัฐที่ขยายออกไปนอก
บริเวณศูนย์กลางราชธานีไปยังดินแดน
ชายขอบและ / หรืออาจขยายออกไป
ครอบคลุมเหนือศูนย์กลางอำานาจอื่นที่เล็ก
กว่า หรือที่อยู่ข้างเคียงได้ และผนวกรวมดิน
แดนเหล่านั้นให้กลายสภาพเป็นหัวเมืองหรือ
เมืองลูกหลวงของตน
๐ ขยายอำานาจออกไปยังบ้านเมือง / ศูนย์
อำานาจอื่นที่ไกลออกไปให้ตกอยู่ในฐานะ
ประเทศราชที่ต้องยอมสวามิภักดิ์หรือส่ง
บรรณาการให้ หรือยอมเป็นพันธมิตรด้วย
- 174.
- 175.
๐ ต้องการขยายอำานาจออกไปให้กว้างไกลที่สุดจนมี
ขอบเขตจรดท้องทะเลมหาสมุทร ซึ่งสามารถตอบ
สนองความต้องการตามอุดมคติและความเป็นจริงได้
อย•่า ตงาลมงตอุัดว มคติ สอดคล้องกับคติโลก - จักรวาล ที่
ถือว่า ทะเล มหาสมุทร เป็นจุดสิ้นสุดของ
•จ กัใรนวคาวลามเป็นจริง เป็นทยี่อมรับว่า ฝั่งทะเล
มหาสมุทร มักเป็นทตี่งั้ของเมืองท่าค้าขาย เป็น
แหล่งเศรษฐกิจที่สำาคัญและเป็นศูนย์รวมวิทยาการ
ความรู้จากอินเดีย ซึ่งจะยังประโยชน์แก่ผไู้ด้ไว้ใน
ครอบครอง อันหมายถึง อำานาจสูงสุด โภคทรัพย์
ค วดา้วมยเเจหรติญุนขี้ กอางบรข้านยาเมยือองำาในนาเจวรลัฐาจเดรียดวทกอั้นงทะเล
มหาสมุทร ได้กลายเป็นประเพณีทถีู่กกล่าวไว้ใน
จารึกของวีรกษัตริย์ทั้งหลายในเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้
- 176.
- 177.
๐ ความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิ์ที่สามารถหลอม
รวม/ ผนวกดินแดนต่างๆ ไว้ในอำานาจของตน
มิได้ดำารงอยู่อย่างถาวรยั่งยืนตลอดยุคสมัยแห่ง
๐สถานภาพของรัฐรจัฐักจรักวรวรรดริเปดิ์็นเช่นไร
O.W.Wolter กล่าวถึงรัฐจักรวรรดิ ว่า “มี
ขอบเขต/ปริมณฑลอำานาจรัฐ ในลักษณะแกว่ง
ไกว หรือมีสถานภาพยืดและหดได้ คล้ายหีบเพลง
โบราณ ขึ้นอยู่กับอำานาจบารมี ของผู้นำาแต่ละรัฐ
ว่ามีมากน้อยเพียงใดต่อหัวเมือง/ประเทศราช ที่
จะทำาให้เกิดการยอมรับนับถือ/ยอมสวามิภักดิ์/ส่ง
บรรณาการให้และให้การสนับสนุนยามสงคราม”
- 178.
๐ ผทูี้่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษจนเป็นที่ยอมรับ /
ยอมสวามิภักดิ์ / ยอมเป็นพันธมิตรด้วย ซึ่งจะต้อง
แสดงพระองค์ให้เป็นทปี่ระจักษ์ในทางใดทางหนึ่ง
หรือ•ห มลีคาวยาดม้าโนดพดรเด้อ่นมกเปัน็น เพชิเ่นศษในการรบ การสงคราม
จนเป็นที่เกรงกลัว
นกษัตริย์ผู้ทรงคุณธรรม / ศรัทธา / อุปถัมภ์ศาสนาอย่างจริงจัเป็นกษัตริย์นักปราชญ์ / รอบรู้ / ทรงภูมิปัญญา
จงึจะเป็นที่ยอมรับ / ยอมอยู่ใต้อำานาจจากบรรดา
รัฐ๐ /อำาศนูนายจ์อบำาานรามจีนอี้เื่นองๆก่อให้เกิดเครือข่ายความจงรัก
ภักดีและการเป็นพันธมิตร (Network of Royalty)
จนกษัตริย์ผู้มากด้วยอำานาจบารมี ทรงมีพระราช
อำานาจแผไ่พศาลในฐานะ “จักรวรรดิ” และ รัฐของ
พระองค์ก็กลายเป็นรัฐจักรวรรดิทิ่ยิ่งใหญ่
- 179.
ในลักษณะเช่นนี้ O.W.Wolter เหน็ว่ารัฐ
จักรวรรดิน่าจะมีสถานภาพใกล้เคียงกับมลฑล
(Manเdพaรlaาะ) วข่าอ กงอาิรนดเดำาีรยงมอายกู่ขกอวง่ารัฐจักรวรรดิมิได้
เป็นสถานภาพทอี่ยู่คงทนถาวร แต่ขึ้นอยู่กับอำานาจ
บารมีของกษัตริย์ที่ศูนย์กลางแห่งรัฐจักรวรรดิ์ที่มี
ไปถึง อำาหรืนาอมีจเหบานืรอมีหันี้วอาเมือจง รว/ มเมืถึงอคงวาประมสัเทมศพัรานธ์ชส่นั้วน
ๆ
ตัว /การสร้างความสัมพันธ์เครือญาติระหว่างกัน /
การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์จากการได้รับความ
คุ้มครแอตงป่เมลื่ออผดนู้ภำาัยที่มากด้วยอำานาจบารมีสิ้นชีพลง
เครือข่ายความสัมพันธ์ / จงรักภักดีก็อาจสิ้นสุดลง
ผลทตี่ามมาก็คือ การหดตัวของขอบเขต
อำานาจรัฐจักรวรรดิที่ครั้งหนึ่งเคยมีในชั่วชีวิตของ
ผู้นำาที่เข้มแข็ง
- 180.
O.W.Wolter กล่าวว่า อำานาจรัฐอยู่ใน
ลักษณะของการเป็นมณฑลมากกว่า เพราะ
ขอบเขตของปริมณฑลแห่งอำานาจของกษัตริย์
จะมีอยู่เข้มข้นเฉพาะที่ศูนย์กลางราชธานี
เท่านั้น ไกลออกไปจากนั้น อำานาจที่ศูนย์กลาง
มีอยู่ค่อนข้างคลุมเครือไม่ชัดเจน
- 181.
Milton Osbon ก็มีแนวคิดที่สอดคล้องกันได้
เสนอตัวแบบ (Model) อำานาจรัฐจักรวรรดิไว้โดยใช้
วงกลมเป็นสัญลักษณ์แทนขวอ่าบ เขตและอำานาจรัฐเป็น
เช่นวงกลมรวมศูนย์ขนาด
ใหญ่แต่เฉพาะที่
วงกลมศูนย์กลางของวงกลม
ใหญ่เท่านั้นที่กษัตริย์ทรงมี
อำานาจอย่างแท้จริง ไกล
ออกไปจากวงกลม
ศูนย์กลางอำานาจของ
กษัตริย์จะลดลงอย่างเป็น
สัดส่วนกับระยะทางที่ห่าง
ไกลออกไปคล้ายดังแสง
เทียน
- 182.
“มีระบบโครงสร้างทอี่่อนแอและเปราะบาง”
นั่นคือ แม้รัฐจักรวรรดิ์จะมีขอบเขต
ปริมณฑลอำานาจทกี่ว้างใหญ่ แต่ก็ไม่มีเอกภาพ
เพราะขอบเขตอำานาจทขี่ยายใหญนั่้นประกอบด้วย
บ้านเมืองทเี่ป็นรัฐบรรณาการเล็กๆ ที่พร้อมจะเป็น
อิสระ เมื่อผนู้ำาหรือกษัตริย์ทศีู่นย์กลางราชธานี
อ่อนแอหรือด้อยอำานาจบารมีลง และเมื่อใดทรีั่ฐ
บรรณาการมีกษัตริย์ที่เข้มแข็งก็จะพยายามปฏิเสธ
สถานภาพที่ตนต้องตกเป็นบริวารและพยายามแยก
ตนเป็นอิสระ สร้างเครือข่ายพันธมิตรของตนขึ้นมา
เมื่อมีโอกาส และย่อมหมายถึง ความเสื่อมสลาย
ของรัฐจักรวรรดิเดิม
- 183.
- 184.
- 185.
܀ แต่ละรัฐจึงหามาตรการ เพื่อควบคุมและเพิ่ม
จำานวนประชากร ด้วยวิธีการต่างๆ อาทิ
๐ ชักชวน ใหเ้ข้ามาตงั้หลักแหล่งเป็นพลเมือง
๐ ควบคุม ออกมาตรการควบคุมภายใต้ระบบ
การเกณฑ์แรงงาน / ระบบไพร่
๐ กวาดต้อน - จากรัฐทแี่พ้สงคราม
(เทครัว)
๐ กวาดจับ - ส่งกองทัพไปไปกวาดจับชาวป่า
ชาวดงมาเป็นแรงงาน หรือทาสรับใช้
- 186.
- 187.
- 188.
มี 2รูปแบบ
1. รัฐชลประทานภายในแผ่นดิน
2. รัฐชายฝั่งทะเล
- 189.
อยู่ในเขตแผ่นดินใหญ่ อาทินครวัด, มะทะรัม,
พุกาม, สโุขทัย, อยุธยา เป็นต้น
การดำารงอยู่ของรัฐขึ้นอยู่กับการทำาการเกษตร
และการทำาชลประทาน
ประชากรไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน, ตามทฤษฎี
เป็นของกษัตริย์
ผลผลิตที่ได้จากการใช้ประโยชน์จากที่ดิน ต้อง
ส่งให้รัฐในรูปแบบบรรณาการ
เป็นสังคมที่มีการแบ่งชนชั้น, ความเหลี่ยมลำ้า
ทางชนชนั้สงู
การเมืองการปกครอง ซับซ้อน, ปกครองโดย
กษัตริย์
- 190.
นักประวัติศาสตร์ชื่อ วิทโฟเกล(Karl August
Wittfogel) เรียกสังคมลักษณะนี้ว่า เผด็จการ
ตะวันออกหรือทรราชตะวันออก ( Oriental
Despotism)
การมองสังคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใน
ลักษณะดังกล่าว ถือว่าไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
100 %
เป็นการใช้ทัศนะตะวันตกมองโลกตะวันออก
กษัตริย์รัฐโบราณในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
บางพระองค์ไม่ได้มีอำานาจล้นแผ่นดิน หรือมี
อำานาจเบ็ดเสร็จในการกดขี่ประชาชน
- 191.
รัฐในแหลมคาบสมุทรมลายู, เกาะชวา,เกาะ
สุมาตรา, เกาะบอร์เนียว์
อาทิ ศรีวิชัย
รายได้ของรัฐขึ้นอยู่กับการค้าขาย
เป็นรัฐที่มีลักษณะ โตง่าย ตายเร็ว
เส้นทางการค้าเปลี่ยนเมื่อใด รัฐขาดรายได้
มีโอกาสรับวัฒนธรรมต่างแดนได้มากกว่ารัฐใน
แผ่นดินใหญ่ เนอื่งจากมีการเข้ามาของคนหลาย
ชาติพันธุ์ ที่เป็นพ่อค้าเดินทะเล อาทิ พ่อค้า
อินเดีย, พ่อค้าอาหรับ, พ่อค้าตะวันตก ทำาให้
ความหลากหลายทางเชื้อชาติมีมาก
ศาสนาอิสลามจึงแพร่หลายได้เร็วกว่าในแผ่น
- 192.
พ่อค้า เป็นกลุ่มที่มีอำานาจทางการเงิน
กษัตริย์มีอำานาจน้อยกว่ากษัตริย์ที่อยู่ในรัฐแผ่น
ดินใหญ่
กษัตริย์ต้องพึ่งพาพ่อค้าในการนำารายได้เข้ารัฐ,
ความร่วมมือในการเสยีภาษี และต้องออก
กฎหมายที่เอื้อกับการค้าขายของบรรดาพ่อค้า
พื้นที่ทำาการเกษตรกรรม จำากัด หากประชากร
เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่สามารถมีอาหารเพียง
พอที่จะบริโภคในอาณาจักรได้
- 193.
เขตตอนเหนือของเวียดนาม, อันนัมและอ่าวตัง
เกี๋ย อาทิ ได เวียต, จามปา เป็นต้น
ได้รับอิทธิจากวัฒนธรรมจีนโดยตรง เนื่องจาก
สภาพทางภูมิศาสตร์ที่มีพรมแดนติดต่อกัน
ลัทธิขงจื๊อ
แนวคิดโอรสสวรรค์, พระจักรพรรดิ
ธรรมเนียมการสืบราชสมบัติ
- 194.
อาณาจักรฟูนัน
อาณาจักรเจนละหรืออาณาจักรเขมร
อาณาจักรจามปา
อาณาจักรเวียดนาม
อาณาจักรลังกาสุกะ
อาณาจักรมอญ
อาณาจักรพุกาม
- 196.
อาณาจักรฟูนัน
อาณาจักรเจนละ (โจฬะ)
อาณาจักรขแมร์
อาณาจักรจัตุรมุข
อาณาจักรละแวก
- 197.
- 199.
- 200.
พอล ยูจีนเพลลิออต (Paul Eugène Pelliot )
เป็นนักวิชาการชาวฝรั่งเศสท่านแรกๆที่เขียน
บทความเกี่ยวกับรัฐฟูนันในช่วงต้น C20
พอล เขียนบทความ เรื่อง Le Fou nan ในปี
1903 โดยอ้างอิงจากหลักฐานจีนโดยเฉพาะ
จากจดหมายเกตุสามก๊ก
การตีพิมพ์บทความดังกล่าวในฝรั่งเศสทำาให้
เกิดการสำารวจแหล่งโบราณคดีในกัมพูชาและ
เวียดนามใต้มากขึ้น
- 201.
- 202.
ประวัติศาสตร์กระแสหลักกล่าวว่าเป็น
อาณาจักรเริ่มแรกของพวกเขมรตั้งแต่ C1 –
C5 ตามหลักฐานจีน
หลักฐานโบราณคดี ระบุว่า มีคนตั้งถิ่นฐานใน
บริเวณภาคใต้ของเวียดนามและกัมพูชาตั้งแต่
500 – 400 BC
เหมือนกับรัฐโบราณในแผ่นดินใหญ่ทั่วไป ที่
พัฒนาจากสังคมเผ่า มาเป็นสังคมรัฐ (จาก
หมู่บ้าน เป็นรัฐ)
ตั้งอยู่ที่ราบลุ่มแม่นำ้าโขงตอนล่าง
เป็นรัฐชลประทานในแผ่นดินใหญ่ที่ประชาชน
ดำารงชีพด้วยการเกษตร
มเีทคโนโลยีในการจัดการระบบชลประทาน
เช่น ขุดคลองกั้นนำ้า
- 203.
คำาว่า ฟูนันมาจากหลักฐานประเภทบันทึกการ
เดินทางของชาวจีน 扶南
หมายถึงดินแดนที่อยู่ทางตอนใต้ของจีน โดย
เฉพาะบริเวณที่ราบลุ่มสามเหลี่ยมปากแม่นำ้าโขง
(เวียดนามใต้ – กัมพูชาในปัจจุบัน)
ยอร์จ เซเดส (George Coedes)
นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสในช่วง C19
สันนิษฐานว่า คำาว่า ฟูนัน มาจากภาษาเขมร
โบราณแต่ถูกบันทึกและอ่านออกเสียงด้วย
ภาษาจีน
เซเดส สันนิษฐานว่า คำาว่า ฟูนัน มาจากคำาว่า
พนม แปลว่า ภูเขา
- 204.
ต่อมานักจารึกที่ชื่อว่า โคดจ๊าค (Claude
Jacques) ได้แย้งว่า เซเดส ตีความคำาว่าฟูนัน
ผิด กล่าวคือ เซเดส ตีความ คำาว่า ฟูนัน จาก
ภาษาสนัสฤกต ที่ปรากฏในจารึกสมัยพระเจ้า
ภววรมันที่ 1 (Bhavavarman I)
พระเจ้าภววรมนัที่ 1 มชีีวิตในช่วง C6 ห่างจาก
สมัยการตั้งรัฐฟูนันประมาณ 500 กว่าปี
โคว จ๊าค อ้างว่า คำาว่า พนม ตรงกับภาษาเขมร
สมัยใหม่ ซึ่งแปลว่าภูเขา ฉะนั้นคำาว่า พนม ใน
ภาษาเขมรโบราณน่าจะมีอีกความหมายหนึ่ง
คำาว่า นัน (nan) หรือ นาม (นาม) ในหลักฐาน
ของจีน หมายถึง ดินแดนทางใต้ เช่นเดียวกับคำา
ว่า อันนัม, โชนัน เป็นต้น
คำาว่า ฟูนัน ตามการตีความของคนจีนในสมัย
- 205.
- 206.
โคด จ๊าคยังเสนอว่า เราไม่ควรใช้คำาว่าฟูนัน
ในการใช้เป็นชื่อของเมือง,หรือชื่ออาณาจักร
สำาหรับชอื่เมืองหลวง วยาธปุระ = เมืองนาย
พราน (City of Hunter) ผู้เสนอชอื่นี้เป็นท่าน
แรกคือยอร์ซ เซเดส
โคด จ๊าค โต้แย้งว่า คำาว่า วยาธะ ไม่น่าจะแปล
ว่านายพรานในภาษาเขมรและสนัสกฤต แต่น่า
จะแปลว่า นักวางกับดัก (Trapper)
- 207.
กษัตริย์ฟูนัน นิยมสร้างวัดและปราสาทไว้ตาม
ยอดเขา
จดหมายเหตุบางฉบัยของจีน เช่น จดหมายเหตุ
ราชวงศ์ฮนั่ จึงให้สมญานาม กษัตริย์ฟูนัน ว่า
เจ้าแห่งภูเขา
พระนามของกษัตริย์ จะลงท้ายด้วยคำาว่า วรมัน
คำาว่า วรมัน แปลว่า ผอู้ยู่ใต้อุปถัมภ์ เป็นภาษา
สนัสกฤต ซึ่งน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากพระนาม
ของกษัตริย์อินเดียโบราณ
- 208.
ชาติพันธุ์อาจจะเป็นได้ทั้งขอม-เขมร-มอญ และ
พวกจาม
สังคมน่าจะเป็นพหุสังคมที่ประกอบด้วยคน
หลายเชื้อชาติ
นักวิชาการหลายคน อาทิ ไมเคิล วิเคอรี่
(Michael Vickery) ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ว่า
ประชากรในฟูนันใช้ภาษาใดในการสอื่สารกัน
ศาสนาเป็นฮนิดูแบบไวศวะนิกาย เนอื่งจากพบ
เทวรูปของพระวิษณุ (นารายณ์)มากกว่าเทวรูป
ฮินดูอื่นๆ
นิกายไวศวะถือว่าพระวิษณุเป็นเทพเจ้าที่สำาคัญ
ที่สุดในตรีมูรติ
เป็นลัทธิที่สอดคล้องกับความต้องการของท้อง
ถิ่นเพราะเชื่อว่าพระวิษณุทรงอวตารมาเป็น
มนุษย์เพื่อปกครองคนท้องถิ่นและวรรณกรรม
- 209.
การอวตาร แปลว่า“การลงมา” คือการลงมาเกิด
เป็นมนุษย์หรือ “การเข้าในร่างของมนุษย์”
หมายถึง พระวิษณุเสด็จลงมาเกิดบนโลกมนุษย์
เป็นภาคเป็นตอนต่าง ๆ กันเพื่อปราบยุคเข็ญใน
โลกให้หมดสิ้นไป ถือเป็นปฏิบัติการอันสำาคัญยิ่ง
ของพระวิษณุ เมื่อมียุคเข็ญเกิดบนโลกมนุษย์
พระวิษณุก็จะอวตารลงมาช่วยขจัดปัดเป่าเสีย
- 210.
มีบันทึกจีนเกี่ยวกับพระภิกษุ 2รูปจากฟูนัน
เดินทางไปที่จีนเพื่อแปลคัมภีร์พุทธจากภาษา
บาลี สนัสกฤตเป็นภาษาจีน
ตามหลักฐานจีน ฟูนันน่าจะเป็นรัฐเดี่ยวที่
ประกอบด้วยเมืองเล็กๆต่างๆรวมเข้าด้วยกัน,
ผู้คนนิยมการสัก
หลักฐานโบราณคดี ทำาให้เราทราบว่า ฟูนันน่า
จะเป็นรัฐที่เป็นศูนย์กลางการค้าที่สำาคัญในช่วง
C1-C5 เนื่องจากพบโบราณวัตถุที่เป็นสินค้าจีน,
สนิค้าโรมันที่เมือง ออกแก้ว (Oc Eo)
- 211.
อังกอร์ โบราย(Ankhor Borai) น่าจะเป็น
ศูนย์กลางของอาณาจักรหรืออาจจะเป็นแหล่งตั้ง
ถิ่นฐานแรกๆของประชากรในรัฐนี้
- 214.
นอกเหนือจาก หลักฐานทางโบราณคดีเช่น
พระพุทธรูป, เงินตรา, ถ้วยชาม, เทวรูป และ
ศิลปวัตถุแบบอมราวดี (ศิลปะอินเดียใต้)
เราพบตำานานพื้นเมือง และเอกสารบันทึกของ
ชาวจีน
ตามตำานาน ฟูนัน กำาเนิดราว พุทธศตวรรษที่ 6
บางตำานานกล่าวว่า พุทธศตวรรษที่ 10
- 216.
อวบ
ยังไม่มีทรวดทรง องค์เอว
ยังไม่มีรายละเอียดของกล้ามเนื้อ เหมือนศิลปะ
แบบคุปตะ
เน้นความสำาคัญของเพศแม่
- 218.
- 219.
กษัตริย์องค์แรก ชอื่ฮวนเถียน แล่นเรือมา
จากอินเดียมาที่ฟูนัน แล้วถูกนางหลิวเย่
นางพญาของฟูนันปล้นเรือ ฮวนเถียน ทำาการ
ต่อสู้จนนางยอมแพ้และแต่งงานด้วย
ตำานานที่ 2
มีพราหมณ์ผหู้นึ่ง เดินทางมาจากอินเดีย
พร้อมธนูวิเศษ มายังชายฝงั่กัมพูชา มีธิดา
พญานาคพายเรือมารับ พราหมณ์ ยิงธนูใส่
ทำาให้นางกลัวและยอมแต่งงานด้วย พญานาค
ช่วยดื่มนำ้าทะเลจนทะเลแห้ง แล้วสร้างเมืองให้
ปกครอง ชื่อว่าเมอืง กัมโพช
- 220.
พราหมณ์ชอื่ โกณธิญญะแล่นเรือมาจาก
อินเดีย ในราวพุทธศตวรรษที่ 10 แล้วแต่งงาน
กับเจ้าหญิงนาคี ซึ่งเป็นธดิาของพญานาค สัตว์
เทพเจ้าที่ชาวพื้นเมืองฟูนันนับถือ
ตำานาน เชอื่ถือได้ยาก แต่แสดงให้เห็นถึงการที่
ฟูนันได้รับอิทธิพลจากอินเดียซึ่งผสมผสานกับ
ความเชื่อท้องถิ่น
- 221.
มีนักประวัติศาสตร์ได้แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับ
ตำานานของฟูนันหลายท่านอาทิ
เคนเนธ อาร์ ฮอลล์ วิเคราะห์ว่า การใช้ตำานาน
เกี่ยวกับพราหมณ์ เป็นการอ้างเรื่องราวเพื่อ
ความศักดิ์สทิธิ์ของสถาบันกษัตริย์ หรือตัว
กษัตริย์เอง
มิลตัน ออสบอร์น วิเคราะห์ว่า เรื่องตำานานน่า
จะเป็นเรื่องที่เล่าสบืต่อกันมาและบิดเบือน เพื่อ
หวังผลทางปฏิบัติอย่างสงู สำาหรับคนระดับที่เป็น
ผู้ปกครองรัฐ
ตำานาน ใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กษัตริย์
- 223.
- 224.
บันทึกของชาวจีน ชอื่คังไถ่
บันทึกของชาวจีน บรรยายรายละเอียดของ
ชาวฟูนันว่า มีผิวดำา ผมหยิก ล้าหลัง ทำา
กสิกรรมแบบบรรพกาล ถือสัจจะ ผู้คนโอบอ้อม
อารี นับถือผี ตามตำานานไทใหญ่ เรียก ชาวฟู
นันว่า พวกยักษ์ หรือ ผีเสอื้
- 225.
นอกจากนั้นบรรยายถึง สภาพของเมืองฟูนัน
เช่น มีกำาแพงล้อมรอบ มีปราสาทราชวัง
ในเรื่องตัวอักษร บันทึกจีนกล่าวว่า มีอักษรใช้
ลักษณะคล้ายกับพวกฮู้ (คล้ายอักษรอินเดีย
โบราณ)
มีทาสและเชลยศึก
การพิจารณาคดี เช่น ดำานำ้าลุยไฟพิสูจน์ ใช้โซ่
คล้องมือแล้วเดินไป 7 ก้าว
รวมถึงบรรยายเรื่องการทดนำ้า เพื่อการเพาะ
ปลูก ผคู้นทอฝ้ายและหลอมโลหะได้
- 226.
- 227.
ฟูนันสามารถพัฒนาจาก สังคมเผ่ามาเป็น
สังคมรัฐได้ เมื่อราว C1
สงัคมฟูนันประกอบด้วย หมู่บ้าน หลายๆแห่ง
แล้วขยายออกไป เนอื่งจากประชากรเพิ่มขึ้น จึง
ต้องขยายที่ทำาการเกษตรออกไป
ฉะนนั้ ปัจจัยสำาคัญที่ก่อให้เกิดรัฐฟูนันก็คือ
ความสามารถในการขยายที่ทำาการเกษตรจน
สามารถรองรับการเพิ่มขึ้นของประชากรได้
อีกปัจจัยหนึ่งคือ ความสามารถในการทำา
ชลประทาน เพื่อสนับสนุนการทำาเกษตร เช่น
ทำานบนำ้า อ่างเก็บนำ้า คลองชลประทานส่งนำ้า
แล้วระบายไปไร่นาต่างๆ
- 228.
ตามคัมภีร์ อรรถศาสตร์ของ เกาฎิลยะ ที่
ปรึกษาราชการแผ่นดินของพระเจ้าจันทรคุปต์
ของราชวงศ์โมริยะ ในอินเดียราว C1 กล่าวไว้
ว่า การดำารงอยู่ของรัฐ นอกจากความเข้มแข็ง
ของกษัตริย์และกองทัพแล้ว ต้องอาศัย การทำา
ชลประทานเพื่อการทำาเกษตร
- 229.
- 230.
นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส LouisMallaret
เป็นคนแรกที่ขุดค้นที่ออกแอว เมื่อเดือน
กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2485
เมืองออกแก้วเป็นเมืองสำาคัญทางการค้าเมือง
หนึ่งในสมัยโบราณ
มีหลักฐานตะวันตกที่กล่าวถึงเมืองออกแก้ว โดย
เฉพาะบันทึกโดยนักภูมิศาสตร์ที่สำาคัญของพระ
เจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งมาซิโดเนีย ที่ชื่อ
ว่า ปตอเลมี (Ptolemy)
ชาวโรมนัเรียกเมอืงออกแก้วว่า คัตติการา
(Kattigara)
คัตติการา น่าจะเป็นภาษาสนัสกฤตที่แปลว่า
เมืองที่แข็งแกร่ง
เป็นเมืองติดทะเลใกล้ปากแม่นำ้าโขงที่ถูกเชื่อม
- 231.
ฟูนัน ส่งเรือสนิค้าไปค้าขายกับจีนและมีการส่ง
ทูตไปเจริญสมัพันธไมตรีกับจีน อาทิ
พ.ศ. 1027 ถวายเจดีย์งาช้าง แก่จีน
พ.ศ. 1096 ถวายพระพุทธรูปทำาด้วยปะการัง
แก่จีน
เมืองออกแก้ว เป็นเมืองท่าสำาคัญ ที่แวะจอดเรือ
พักสนิค้าของพ่อค้าอินเดีย และน่าจะเป็นแหล่งที่
ทำาให้วัฒนธรรมอินเดียเข้ามาเผยแพร่ในฟูนัน
ตั้งแต่ช่วง C3 เป็นต้นมา
เมืองออกแก้วเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการผลิตเพิ่ม
ขึ้นในดินแดน เพื่อสนองความต้องการสินค้า
ของพ่อค้าที่แวะมา
- 234.
ในช่วง C4เส้นทางการค้าเปลี่ยนจากอ่าวไทย
และเมืองออกแก้วไปที่เกาะสุมาตราและ
อาณาจักรศรีวิชัย รวามถึงจีนพยายามผูกขาด
การค้าทางทะเลมากขึ้น
ทำาให้เมืองออกแก้วถูกลดความสำาคัญทางการ
ค้าลง จนเศรษฐกิจของฟูนันซดเซา
ช่วง C6 ฟูนันถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนงึ่ของ
อาณาจักเจนละที่อยู่ทางตอนกลางของกัมพูชา
ค่อนไปทางตอนใต้ของเวียดนาม
- 236.
ฟูนัน ไม่ใช่อาณาจักร (Kingdom)
จริงอยู่ที่อาณาเขตของอาณาจักรฟูนันกว้าง
ขวาง
เอกสารจีน แสดงให้เห็นถึงความผิดพลาดใน
การใช้คำาศัพท์ คำาว่า อาณาจักร หรือ
Kingdom
การมองฟูนันว่าเป็นอาณาจักร หรือ Kingdom
เป็นการใช้มุมมองตะวันตก ในการมอง สังคม
ตะวันออก
ตามสภาพความเป็นจริงของรัฐโบราณในเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ ฟูนันเป็นเพียงการรวมเผ่า
ต่างๆเข้าด้วยกัน
- 237.
- 238.
ในเรื่องความสามารถในการจัดการเรื่อง
เกษตรกรรมและการชลประทานเพื่อเลี้ยงดู
ประชากรที่มีจำานวนมาก ก็ถูกท้าทายโดยนัก
วิชาการ เช่น ดับบลิว เจ แวนเลอ
อ่างเก็บนำ้าที่พบ อาจใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา
เพื่อความชอบธรรมของลัทธิเทวราชา มากกว่า
ใช้เป็นแหล่งชลประทาน
รัฐไม่ได้มีการทำาชลประทานขนาดใหญ่มากนัก
กลับกัน การทำาชลประทานเป็นสิ่งที่ประชาชน
ทำากันเอง
การปลูกข้าวยังคงอาศัยฤดูกาลทางธรรมชาติ
- 239.
รุ่งเรืองระหว่าง C6-C9เป็นอาณาจักรเริ่มแรก
ของอาณาจักรเขมร
เป็นอาณาจักรที่ได้รับอิทธิพลอินเดียจาก
อาณาจักรในอินเดียใต้ อาทิ จากราชวงศ์ปัลลา
วะและราชวงศ์ชารุกยะ
เป็นรัฐเดี่ยวที่รวม ชุมชนเมืองที่ถูกปกครองด้วย
ชนเผ่าต่างๆ ในบริเวณเวียดนามใต้, กัมพูชา,
ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่นำ้าโขง, ที่ราบสูง
บริเวณเมือกเขาพนมดงรักในภาคอีสานของ
ประเทศไทย
ศูนย์กลางของเจนละยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้
นักวิชาการบางท่านเสนอว่าอยู่บริเวณแคว้น
- 240.
การศึกษาประวัติศาสตร์อาณาจักรเจนละ
โบราณต้องอาศัยหลักฐานที่เป็นจารึกสันสกฤต
และหลักฐานจากจดหมายเหตุจีน (จดหมายเหตุ
ราชวงศ์สุ่ย)
โดยรวมจะมีเรื่องราวเกี่ยวกับกษัตริย์ท้องถิ่น,
ตำานานการสร้างเมอืงต่างๆ รวมถึงการอภิเษก
สมรสระหว่างเชื้อพระวงษ์ในหัวเมืองต่างๆของ
เจนละ
จดหมายเหตุราชวงศ์สยุระบุว่า เจนละ เคยเป็น
ประเทศราชของฟูนัน ปลดแอกตนเองออกจาก
การฟูนันได้ในช่วง C6 โดยมีปฐมกษัตริย์คือ
พระเจ้าภววรมันที่ 1
- 241.
พระเจ้าภววรมันที่ 1ทรงมีเชื้อสายมาจาก
พระเจ้ารุทรวรมัน (Rudravarman) กษัตริย์
ของฟูนัน (สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นหลาน)
ต่อมาพระเจ้ามเหนทรวรมัน
(Mahendravarman) (จิตเสน) ผู้เป็นพระ
อนุชาได้ขึ้นครองราชย์แทน พระองค์เป็นแม่ทัพ
ที่รบเก่งตั้งแต่สมัยพระเจ้าภววรมันที่ 1
อาณาเขตที่ขยายตัวอย่างกว้างขวางของเจน
ละมาจากการทำาสงครามของพระองค์
- 242.
ต่อมาในสมัยของพระเจ้าอีสานวรมัน (C7)พระ
ราชโอรสของพระเจ้ามเหนทราวรมัน ทรงขยาย
อำานาจไปทางด้านตะวันตกของกัมพูชาและได้
ตั้งเมืองหลวงใหม่ที่เมืองอีสานปุระ ใกล้กับสม
โบร์ ไพรกุก (จังหวัดกำาปม ธม ในปัจจุบัน)
กษัตริย์องค์ต่อมาคือ พระเจ้าภววรมันที่ 2 และ
ตามมาด้วยพระเจ้าชัยวรมันที่ 1
- 243.
- 244.
ในช่วง C8หลังจากรัชสมัยของพระเจ้าชัยว
รมันที่ 1 เกิดปัญหาภายในเจนละจนทำาให้
อาณาจักรเจนละถูกแบ่งออกเป็น 2 สว่นคือเจน
ละบก-เจนละนำ้า
- 245.
1. เจนละบกจดหมายเหตุของจีน ระบุว่า
ศูนย์กลางคือตอนบนของวัดภู(แคว้นจำาปาศักดิ์
ของลาว) เรียกว่า เวนตัน หรือ โพเลียว
2. เจนละนำ้า อยู่ทางใต้ถูกล้อมรอบด้วยทะเล
และเต็มไปด้วยแม่นำ้า ทะเลสาบ หนอง บึง ต่างๆ
ประกอบด้วยแคว้นสำาคัญต่างๆ อาทิ
- แคว้นพาลาทิตยปุระ
- แคว้นศัมภุปุระ
- อีศานปุระ (แคว้นเดิมที่มีเชอื้สายกษัตริย์เจนละ
ยุคเริ่มแรกปกครอง)
ต่อมาเจนละทั้งสามแคว้น รวมตัวกันภายใต้
การนำาของเจ้าชายปุษกรโดยการสมรสระหว่าง
พระองค์กับเจ้าหญิงแคว้นศัมภุปุระ
- 246.
C8 ประวัติศาสตร์กระแสหลักวิเคราะห์ว่า พวก
ชวาจากอาณาจักรมะทะรัม (ราชวงศ์ไศเลนทร์)
ได้ยกทัพมาตีเจนละ และทำาให้เจนละอยู่ภายใต้
อำานาจของชวาในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
- 247.
เรามักจะเข้าใจผิดว่าการรวมเจนละบกและเจน
ละนำ้าเป็นอาณาจักรพระนคร (Angkhor
Empire) เกิดจากการที่กษัตริย์ราชวงศ์ไศเลน
ทร์แห่งอาณาจักรศรีวิชัยยกทัพเข้ามาทำา
สงครามกับเจนละ แต่ปกครองได้ไม่นานก็ถูก
พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ขับไล่ออกไป จนสามารถ
ตั้งอาณาจักรพระนครขึ้นได้
อาณาจักรศรีวิชัยอยู่บนเกาะชวา ห่างไกลจาก
กัมพูชามาก
การค้าขายในช่วงนี้ศูนย์กลางและเส้นทางการ
ค้าจากอินเดียสู่จีนอยู่ที่เกาะชวา
จึงไม่มีเหตุผลใดที่กษัตริย์ชวาจะต้องยกทัพมา
ที่เจนละ
- 248.
- 249.
คำาว่าเจนละ เป็นคำาที่ออกเสียงตามบันทึกของ
ชาวจีน
นักวิชาการบางส่วน ถือว่าเจนละ = อาณาจักร
กัมพูชา
คำาว่ากัมพูชา สันนิษฐานว่าน่าจะตั้งตามชอื่ของ
ฤาษีตนหนงึ่ของอินเดียที่มีชอื่ว่า กัมพู สวายะภู
วะ (Kambu Swayambhuva)
- 250.
ยอร์ซ เซเดสเสนอว่า เจนละเป็นรัฐที่ได้รับ
อิทธิพลอินเดียและสันนิษฐานว่าน่าจะมี
ศูนย์กลางอยู่บริเวณที่ราบตอนกลางของแม่นำ้า
โขง ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของรัฐฟูนันเดิม
นักวิชาการส่วนใหญ่มักจะสันนิษฐานว่ากษัตริย์
เจนละเป็นผู้ผนวกเอาฟูนันเป็นส่วนหนึ่งของเจน
ละ
เซเดส ยังตั้งสมมติฐานเพิ่มเติมโดยอ้างจากหลัก
ฐานจีนว่า พระเจ้าภววรมันที่ 1 ของเจนละได้
อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงจากฟูนันจนทำาให้ฟูนัน
และเจนละเป็นทองแผ่นเดียวกัน
- 251.
- 252.
ค.ศ.802 –1431
ศูนย์กลางของรัฐอยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
มีชอื่ว่า เมืองพระนคร (Angkor)
มีศาสนสถานที่สำาคัญคือ นครวัด (หลังจาก
C15 – C17 เริ่มพบประติมากรรมทางพุทธ
ศาสนาในตัวปราสาท)
นครวัดถูกค้นพบโดยชาวฝรั่งเศสใน ค.ศ.
1850
- 253.
- 254.
จารึกที่สด๊อก ก๊กธม เกี่ยวกับ การทำาพิธี
สถาปนาเป็นสกลกษัตริย์ ของพระเจ้าชัยวรมันที่
2
อย่างไรก็ตาม พระเจ้าชัยวรมันที่2 และพระเจ้า
ชัยวรมันที่ 3 ไม่เคยทิ้งจารึกใดๆไว้
จารึกที่สด๊อก ก๊ก ธม เป็นจารึกที่มีอายุในช่วง
C11 ( ค.ศ.1050)
- 255.
โคลด จ๊าคเสนอว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 เสด็จ
กลับจากดินแดนที่เรียกว่า ชวา
บางจารึกใน C 10 ระบุว่า พระเจ้าชัยวรมันที่
2 ทรงประกอบพิธีกรรมพิเศษที่ภูเขากุเลน ทำาให้
ชวา ไม่สามารถ ควบคุมกัมพูชาได้อีกต่อไป
โอ ดับบลิว วอเตอร์ และ โคล จ๊าค ได้เสนอเพิ่ม
เติมว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ทรงเสด็จทำาศึกทั่ว
กัมพูชาเพื่อเป็นการรวบรวมแว่นแคว้นต่างๆ
- 256.
กษัตริย์องค์ต่อมา คือพระเจ้าชัยวรมันที่ 3
ตามจารึก ระบุว่า พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์นัก
ล่าช้าง ส่วนพระราชกรณียกิจอื่นๆไม่มีบันทึก
ปรากฏมากนัก
พระเจ้าชัยวรมันที่ 3 ทรงจัดการเกี่ยวกับ
เทวาลัยและจารึกที่หริหราลัย เพื่อสร้างความ
ชอบธรรมในฐานะที่พระองค์สืบเชื้อสายมาจาก
ชายาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 2
กษัตริย์องค์ต่อมาคือ พระเจ้าอินทรวรมัน (ค.ศ.
877 – 889)
จารึกระบุว่า ทรงเป็นผู้ทำานุบำารุงระบบ
ชลประทาน (อินทรทะทะกะ)
ทรงรับสงั่ให้ขุดบาราย (สระนำ้าขนาดใหญ่)
- 257.
- 262.
พระเจ้าอินทรวรมันยังทรง ขยายอำานาจออกไป
อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะบริเวณภาคอีสาน
ของไทย
พระราชโอรสของพระองค์ ทรงพระนามว่า พระ
เจ้ายโศวรมนั (ค.ศ.889 – 910) ขึ้นครอง
ราชย์โดยการทำาสงครามกับพระราชอนุชา
ตามจารึกสด๊อก ก๊ก ธม ระบุว่า ทรงตั้งเมืองยโศ
ปุระ เป็นราชธานี (ทิศเหนือของเสียมเรียบใกล้
นครธม) เป็นศูนย์กลางจนถึง C14
อีกพระนามหนึ่งคือ กษัตริย์เรื้อน (The Leper
King)
- 263.
จารึกประมาณ 6หลัก ที่พบทางด้านตะวันออก
เฉียงใต้ของกัมพูชาระบุว่า พระองค์ทรงอ้างว่า
พระราชมารดาของพระองค์ทรงสืบเชื้อสายมา
จากกษัตริย์ฟูนัน
ซึ่งนอกจากจะเพื่อสร้างความชอบธรรมแล้ว ยัง
สะท้อนถึงประเพณีของกษัตริย์กัมพูชาในการ
เคารพญาติฝ่ายมารดา
จารึกประมาณ 12 หลัก ระบุว่า พระองค์ทรง
สร้างศาสนาสถาน (ปราสาทหิน) ประมาณ 100
แห่ง ทุกแห่งจะมีที่พักให้กับกษัตริย์เวลาเดินทาง
มา
พระองค์สร้างปราสาทโลเลย เพื่อเป็นรำาลึกถึง
พระราชบิดาและพระราชมารดาโดยเป็นเทวาลัย
มีนำ้าล้อมรอบ (ปัจจุบันไม่ค่อยสมบูรณ์เพราะพัง
ทลายลงในปี พ.ศ.2511)
มีการสร้างบาราย ชอื่ ยโศทะทะกะ
- 265.
- 266.
- 267.
พระองค์เป็นผสู้ร้าง ปราสาทเขาพระวิหาร
บริเวณพรมแดนประเทศกัมพูชาและประเทศไทย
ในปัจจุบัน
การสร้างปราสาทนอกจากสะท้อนถึงความ
เจริญของศาสนาฮินดู-พุทธในกัมพูชาและความ
ปรีชาสามารถของกษัตริย์ในการควบคุมกำาลัง
พล
ยังสะท้อนถึงการเกณฑ์เชลยจากหัวเมืองต่างๆ
ซึ่งอาจจะก่อให้ให้เกิดชนชั้นช่างฝีมือในสังคม
เขมรสมัยพระนคร
- 268.
นอกจากนี้จารึกในสมัยนี้ยังระบุ ถึงการเก็บ
ภาษี (จังกอบ) อย่างเป็นระบบในอาณาจักรของ
พระองค์ หรือการเสียค่าปรับของคนในสังคม
เป็นไหม
ส่วนเรื่องการเมืองไม่ค่อยมีจารึกใดกล่าวถึง
ต่อมาสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 4 (ค.ศ.928
– 942)
โดยทั่วไปประวัติศาสตร์กระแสหลักจะระบุว่า
พระองค์ย้ายเมืองหลวงไปที่เมืองเกาะแกร์
(โฉกครรยาร์) เพราะ ยโศธรปุระ เกิดอุทกภัย
เมืองเกาะแกร์ มักจะเป็นเมืองหลวงที่ถูกลืมของ
อาณาจักรเขมรสมัยพระนคร
- 269.
จากการศึกษาจารึก นักวิชาการเช่น เฮอร์มัน
กุลเก้ (Hermann Kulke) สนันิษฐานว่า
พระองค์เป็นกษัตริย์เขมรองค์แรกที่อ้างตนว่า
เป็นร่างอวตารของพระศิวะ (พระองค์ทรงนับถือ
ไศวนิกาย)
กุลเก้ เสนอต่อว่า พระองค์ประกาศตนเป็น
กษัตริย์หลังจากที่ระบบเทวราชาที่เมืองหลวงเก่า
(ยโศธรปุระ) เริ่มเสื่อม
กษัตริย์เขมรองค์ต่อมาจึงอ้างตนว่าอวตารมา
จากพระศิวะ ตามพระองค์
ที่เมืองเกาะ แกร์ พบศิวลิงก์ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด
ในกัมพูชา
- 271.
- 272.
- 274.
- 275.
พระองค์ทรงโปรดให้มีตำาแหน่ง famrvac(อาจ
จะอ่านว่า ตำารวจ) เป็นผู้เก็บส่วยในอาณาจักร
เขมร โดยสามารถจ่ายเป็นรูปแบบของข้าว,
ปลา, พืชผลผลิต และ เหรียญก็ได้
เดวิด แซนด์เดอร์ ผู้เขียนหนังสอืประวัติศาสตร์
กัมพูชา เสนอว่าคำาว่า famrvac ตรงกับ ภาษา
เขมรโบราณ ซึ่งน่าจะแปลว่า ผเู้ก็บส่วยจากราช
สำานัก
ผคู้รองราชย์ต่อจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 4 คือ
พระราชนัดดา พระนามว่าพระเจ้าราเชนทร์ว
รมัน 2 (ค.ศ.944 – ค.ศ.968) ซึ่งมีราย
ละเอียดในจารึกกล่าวถึงน้อยมาก
พระเจ้าราชเชนทร์วรมัน 2 ทรงโปรดให้ย้าย
เมืองหลวงกลับไปที่ เมือง ยโศธรปุระ โดยทรง
- 276.
ยุคสมัยของพระเจ้าราเชนทร์วรมันที่ 2= ยุค
แห่งสันติสุข
ทรงทำาสงครามชนะอาณาจักรจามปาทางตะวัน
ออก
จารึกที่ปราสาทแปรรูป กล่าวถึง การขยายตัว
ทางการค้าเข้าไปทางตะวันตก (หมายถึงภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือของไทย)
- ระบุถึงการที่พระองค์ทรงมีขันติธรรมต่อ
พุทธศาสนาและการศึกษาพระพุทธศาสนาของ
พระองค์
- 277.
- 278.
หลังจากสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 5(ค.ศ.
1001) อาณาจักรเขมรเกิดสงครามภายใน ซึ่ง
น่าจะเป็นการแยกตัวออกของแคว้นต่างๆ
ในช่วงนี้ จารึกต่างๆระบุว่า มีเจ้าชายจากตอน
เหนือของกัมพูชา สามารถทำาสงครรมและ
รวบรวมอาณาจักรเป็นหนงึ่เดียวได้
เจ้าชาย องค์นี้ เมื่อขึ้นครองราชย์ ทรงพระราม
ว่าสุริยวรมันที่ 1 ในราว ค.ศ.1003
พระองค์ทรงขยายอาณาเขตมาในอาณาจักร
ละโว้ (ปัจจุบันคือประเทศไทย)
ทรงตั้งราชธานีที่เมืองยโศธรปุระดังเดิม ซึ่ง
จารึกระบุ ถึงการที่พระองค์รับสงั่ให้ข้าราชการ
มากกว่า 4000 คน มาทำาพิธสีาบานตน
- 279.
ทรงริเริ่มให้มีการค้าขายกับอาณาจักรต่างแดน
โดยการนำาเอาข้าว วัว ควาย ทาส ของป่า ไป
แลกกับสนิค้าอื่นๆที่ไม่มีในกัมพูชา
นักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ว่าพระองค์ทรงทำาให้
สภาบันกษัตริย์เข้มแข็งขึ้น โดยพิจารณา จาก
การขยายอาณาเขตและการใช้ข้าราชการ
นอกจากนนั้ ในสมัยพระองค์ยังก่อให้เกิด
สถาบันศาสนา, สถานบันขุนนางขึ้นด้วย ซึ่งทั้ง
2 สถาบันต่างมีผลประโยชน์ร่วมกันอย่างลงตัว
มีการกระจายอำานาจให้กับข้าราชการตามหัว
เมืองต่าง
บังคับให้มีการเกณฑ์แรงงาน โดยให้สังกัดกับ
ข้าราชการท้องถิ่น
- 280.
ค.ศ.802 –1431
ศูนย์กลางของรัฐอยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
มีชอื่ว่า เมืองพระนคร (Angkor)
มีศาสนสถานที่สำาคัญคือ นครวัด (หลังจาก
C15 – C17 เริ่มพบประติมากรรมทางพุทธ
ศาสนาในตัวปราสาท)
นครวัดถูกค้นพบโดยชาวฝรั่งเศสใน ค.ศ.
1850
- 281.
- 282.
จารึกที่สด๊อก ก๊กธม เกี่ยวกับ การทำาพิธี
สถาปนาเป็นสกลกษัตริย์ ของพระเจ้าชัยวรมันที่
2
อย่างไรก็ตาม พระเจ้าชัยวรมันที่2 และพระเจ้า
ชัยวรมันที่ 3 ไม่เคยทิ้งจารึกใดๆไว้
จารึกที่สด๊อก ก๊ก ธม เป็นจารึกที่มีอายุในช่วง
C11 ( ค.ศ.1050)
- 283.
โคลด จ๊าคเสนอว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 เสด็จ
กลับจากดินแดนที่เรียกว่า ชวา
บางจารึกใน C 10 ระบุว่า พระเจ้าชัยวรมันที่
2 ทรงประกอบพิธีกรรมพิเศษที่ภูเขากุเลน ทำาให้
ชวา ไม่สามารถ ควบคุมกัมพูชาได้อีกต่อไป
โอ ดับบลิว วอเตอร์ และ โคล จ๊าค ได้เสนอเพิ่ม
เติมว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ทรงเสด็จทำาศึกทั่ว
กัมพูชาเพื่อเป็นการรวบรวมแว่นแคว้นต่างๆ
- 284.
กษัตริย์องค์ต่อมา คือพระเจ้าชัยวรมันที่ 3
ตามจารึก ระบุว่า พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์นัก
ล่าช้าง ส่วนพระราชกรณียกิจอื่นๆไม่มีบันทึก
ปรากฏมากนัก
พระเจ้าชัยวรมันที่ 3 ทรงจัดการเกี่ยวกับ
เทวาลัยและจารึกที่หริหราลัย เพื่อสร้างความ
ชอบธรรมในฐานะที่พระองค์สืบเชื้อสายมาจาก
ชายาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 2
กษัตริย์องค์ต่อมาคือ พระเจ้าอินทรวรมัน (ค.ศ.
877 – 889)
จารึกระบุว่า ทรงเป็นผู้ทำานุบำารุงระบบ
ชลประทาน (อินทรทะทะกะ)
ทรงรับสงั่ให้ขุดบาราย (สระนำ้าขนาดใหญ่)
- 285.
- 290.
พระเจ้าอินทรวรมันยังทรง ขยายอำานาจออกไป
อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะบริเวณภาคอีสาน
ของไทย
พระราชโอรสของพระองค์ ทรงพระนามว่า พระ
เจ้ายโศวรมนั (ค.ศ.889 – 910) ขึ้นครอง
ราชย์โดยการทำาสงครามกับพระราชอนุชา
ตามจารึกสด๊อก ก๊ก ธม ระบุว่า ทรงตั้งเมืองยโศ
ปุระ เป็นราชธานี (ทิศเหนือของเสียมเรียบใกล้
นครธม) เป็นศูนย์กลางจนถึง C14
อีกพระนามหนึ่งคือ กษัตริย์เรื้อน (The Leper
King)
- 291.
จารึกประมาณ 6หลัก ที่พบทางด้านตะวันออก
เฉียงใต้ของกัมพูชาระบุว่า พระองค์ทรงอ้างว่า
พระราชมารดาของพระองค์ทรงสืบเชื้อสายมา
จากกษัตริย์ฟูนัน
ซึ่งนอกจากจะเพื่อสร้างความชอบธรรมแล้ว ยัง
สะท้อนถึงประเพณีของกษัตริย์กัมพูชาในการ
เคารพญาติฝ่ายมารดา
จารึกประมาณ 12 หลัก ระบุว่า พระองค์ทรง
สร้างศาสนาสถาน (ปราสาทหิน) ประมาณ 100
แห่ง ทุกแห่งจะมีที่พักให้กับกษัตริย์เวลาเดินทาง
มา
พระองค์สร้างปราสาทโลเลย เพื่อเป็นรำาลึกถึง
พระราชบิดาและพระราชมารดาโดยเป็นเทวาลัย
มีนำ้าล้อมรอบ (ปัจจุบันไม่ค่อยสมบูรณ์เพราะพัง
ทลายลงในปี พ.ศ.2511)
มีการสร้างบาราย ชอื่ ยโศทะทะกะ
- 293.
- 294.
- 295.
พระองค์เป็นผสู้ร้าง ปราสาทเขาพระวิหาร
บริเวณพรมแดนประเทศกัมพูชาและประเทศไทย
ในปัจจุบัน
การสร้างปราสาทนอกจากสะท้อนถึงความ
เจริญของศาสนาฮินดู-พุทธในกัมพูชาและความ
ปรีชาสามารถของกษัตริย์ในการควบคุมกำาลัง
พล
ยังสะท้อนถึงการเกณฑ์เชลยจากหัวเมืองต่างๆ
ซึ่งอาจจะก่อให้ให้เกิดชนชั้นช่างฝีมือในสังคม
เขมรสมัยพระนคร
- 296.
นอกจากนี้จารึกในสมัยนี้ยังระบุ ถึงการเก็บ
ภาษี (จังกอบ) อย่างเป็นระบบในอาณาจักรของ
พระองค์ หรือการเสียค่าปรับของคนในสังคม
เป็นไหม
ส่วนเรื่องการเมืองไม่ค่อยมีจารึกใดกล่าวถึง
ต่อมาสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 4 (ค.ศ.928
– 942)
โดยทั่วไปประวัติศาสตร์กระแสหลักจะระบุว่า
พระองค์ย้ายเมืองหลวงไปที่เมืองเกาะแกร์
(โฉกครรยาร์) เพราะ ยโศธรปุระ เกิดอุทกภัย
เมืองเกาะแกร์ มักจะเป็นเมืองหลวงที่ถูกลืมของ
อาณาจักรเขมรสมัยพระนคร
- 297.
จากการศึกษาจารึก นักวิชาการเช่น เฮอร์มัน
กุลเก้ (Hermann Kulke) สนันิษฐานว่า
พระองค์เป็นกษัตริย์เขมรองค์แรกที่อ้างตนว่า
เป็นร่างอวตารของพระศิวะ (พระองค์ทรงนับถือ
ไศวนิกาย)
กุลเก้ เสนอต่อว่า พระองค์ประกาศตนเป็น
กษัตริย์หลังจากที่ระบบเทวราชาที่เมืองหลวงเก่า
(ยโศธรปุระ) เริ่มเสื่อม
กษัตริย์เขมรองค์ต่อมาจึงอ้างตนว่าอวตารมา
จากพระศิวะ ตามพระองค์
ที่เมืองเกาะ แกร์ พบศิวลิงก์ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด
ในกัมพูชา
- 299.
- 300.
- 302.
- 303.
พระองค์ทรงโปรดให้มีตำาแหน่ง famrvac(อาจ
จะอ่านว่า ตำารวจ) เป็นผู้เก็บส่วยในอาณาจักร
เขมร โดยสามารถจ่ายเป็นรูปแบบของข้าว,
ปลา, พืชผลผลิต และ เหรียญก็ได้
เดวิด แซนด์เดอร์ ผู้เขียนหนังสอืประวัติศาสตร์
กัมพูชา เสนอว่าคำาว่า famrvac ตรงกับ ภาษา
เขมรโบราณ ซึ่งน่าจะแปลว่า ผเู้ก็บส่วยจากราช
สำานัก
ผคู้รองราชย์ต่อจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 4 คือ
พระราชนัดดา พระนามว่าพระเจ้าราเชนทร์ว
รมัน 2 (ค.ศ.944 – ค.ศ.968) ซึ่งมีราย
ละเอียดในจารึกกล่าวถึงน้อยมาก
พระเจ้าราชเชนทร์วรมัน 2 ทรงโปรดให้ย้าย
เมืองหลวงกลับไปที่ เมือง ยโศธรปุระ โดยทรง
- 304.
ยุคสมัยของพระเจ้าราเชนทร์วรมันที่ 2= ยุค
แห่งสันติสุข
ทรงทำาสงครามชนะอาณาจักรจามปาทางตะวัน
ออก
จารึกที่ปราสาทแปรรูป กล่าวถึง การขยายตัว
ทางการค้าเข้าไปทางตะวันตก (หมายถึงภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือของไทย)
- ระบุถึงการที่พระองค์ทรงมีขันติธรรมต่อ
พุทธศาสนาและการศึกษาพระพุทธศาสนาของ
พระองค์
- 305.
- 306.
หลังจากสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 5(ค.ศ.
1001) อาณาจักรเขมรเกิดสงครามภายใน ซึ่ง
น่าจะเป็นการแยกตัวออกของแคว้นต่างๆ
ในช่วงนี้ จารึกต่างๆระบุว่า มีเจ้าชายจากตอน
เหนือของกัมพูชา สามารถทำาสงครรมและ
รวบรวมอาณาจักรเป็นหนงึ่เดียวได้
เจ้าชาย องค์นี้ เมื่อขึ้นครองราชย์ ทรงพระราม
ว่าสุริยวรมันที่ 1 ในราว ค.ศ.1003
พระองค์ทรงขยายอาณาเขตมาในอาณาจักร
ละโว้ (ปัจจุบันคือประเทศไทย)
ทรงตั้งราชธานีที่เมืองยโศธรปุระดังเดิม ซึ่ง
จารึกระบุ ถึงการที่พระองค์รับสงั่ให้ข้าราชการ
มากกว่า 4000 คน มาทำาพิธสีาบานตน
- 307.
ทรงริเริ่มให้มีการค้าขายกับอาณาจักรต่างแดน
โดยการนำาเอาข้าว วัว ควาย ทาส ของป่า ไป
แลกกับสนิค้าอื่นๆที่ไม่มีในกัมพูชา
นักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ว่าพระองค์ทรงทำาให้
สภาบันกษัตริย์เข้มแข็งขึ้น โดยพิจารณา จาก
การขยายอาณาเขตและการใช้ข้าราชการ
นอกจากนนั้ ในสมัยพระองค์ยังก่อให้เกิด
สถาบันศาสนา, สถานบันขุนนางขึ้นด้วย ซึ่งทั้ง
2 สถาบันต่างมีผลประโยชน์ร่วมกันอย่างลงตัว
มีการกระจายอำานาจให้กับข้าราชการตามหัว
เมืองต่าง
บังคับให้มีการเกณฑ์แรงงาน โดยให้สังกัดกับ
ข้าราชการท้องถิ่น
- 308.
เป็นยุคทองของอาณาจักรเขมร (อาณาจักร
กัมพูชา)
เป็นยุคที่นักวิชาการมีความสนใจมาก
เริ่มต้นช่วง C11 (ค.ศ.1113)
ตั้งแต่พระเจ้าสุริยวรมันทรงสร้างเมืองนครวัด
และสถาปนาเป็นราชธานีแห่งใหม่ของ
อาณาจักร
พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ไม่มีสว่นเกี่ยวข้องกับ
พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1
สรุิยวรมัน = ผู้อยู่ใต้ความคุ้มครองของสุริยเทพ
- 311.
พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2ทรงครองราชย์ตั้งแต่
ค.ศ.1113 – 1145 (บางตำาราระบุว่า ถึง ค.ศ.
1150)
พระราชกรณียกิจที่สำาคัญคือการสร้างปราสาท
หินนครวัด (Angkor Wat)
ทรงทำาสงครามขยายดินแดนไปทั่วกัมพูชา จรด
ดินแดนประเทศไทยทางภาคตะวันออกเฉียง
เหนือ,ภาคกลาง (ละโว้), หริภุญชัยทางภาค
เหนือและเมืองกระบี่, นครศรีธรรมราชในภาค
ใต้ของไทย
ทรงทำาสงครามกับอาณาจักรข้างเคียง อาทิ
จามปา และ ไดเวียต
ตามหลักฐานของได เวียต ระบุว่าพระองค์ยก
ทัพร่วมกับจามปาไปตี ไดเวียต ถึง 3 ครั้งแค่ไม่
สำาเร็จ
- ครั้งที่ 1 ยกทัพไป 20000 คน
- 312.
ต่อมา จามปาทำาสนธิสญัญาเป็นมิตรกับได
เวียต
พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 จึงยกทัพไปตีจามปา
และเข้ายึดเมือง วิจายา (Vijaya) เมืองหลวง
ของจามปาได้สำาเร็จ
จามปา สามารถทำาสงครามชนะ นครวัดใน
ค.ศ.1177 บริเวณโตนเลสาบ
ทรงส่งทูตไปยังอาณาจักรนอกเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้คือ
- อาณาจักรโจฬะทางอินเดียใต้ ในปี ค.ศ.
1114 เพื่อถวายหินลำ้าค่า
- ส่งทูตไปจีนถึง 3 ครั้ง คือ ค.ศ.1116,
1120, 1128 ตามหลักฐานจีนที่บันถึงใน C13
ระบุว่าคณะทูตประกอบด้วยขุนนาง 14 คน และ
- 313.
- 322.
“เสยีมกุก” (ในจารึกภาษาเขมรประกอบรูปสลัก
นูนตำ่าบนระเบียงประวัติศาสตร์ที่ปราสาทนครวัด
มีอายุราว พ.ศ. 1650) อ่านว่า “เสยีมก๊ก”
หมายถึง พวกเสียม(สยาม) หรือ ชาวสยาม
เสียมก๊ก เป็นชอื่ที่จีนเรียกพวกสยามหรือขาว
สยาม ซึ่งเป็นที่รับรู้กว้างขวางในยุคนั้นหรือก่อน
หน้า ว่ามีความชำานาญการค้าทางบกบริเวณดิน
แดนภายใน แล้วใช้ภาษาตระกูลไทย-ลาว เป็น
ภาษากลางทางการค้า
- 323.
ขบวนแห่ของชาวสยาม หรือเสยีมก๊ก เป็นพวก
ที่อยู่รัฐและบ้านเมืองบริเวณสองฝั่งโขงที่เป็น
เครือญาติใกล้ชิดสนิทสนมของกษัตริย์กัมพูชา
ยุคนั้น ฉะนั้นไม่ใช่“กองทัพเมืองขึ้นของขอม”
ตามคำาอธิบายของนักวิชาการเจ้าอาณานิคม
ตะวันตก
ชาวสยาม ยุคนั้นมีศูนย์กลางอยู่สองฝั่งโขง
บริเวณที่เป็นเวียงจันในสมัยหลัง สบืจน
ปัจจุบัน(เสยีมก๊ก ไม่ใช่พวกสยามจากกรุง
สโุขทัย ตามที่เคยเข้าใจว่าเป็นเมืองขึ้นของ
กัมพูชา)
- 324.
ก๊ก มีรากจากคำาในภาษาจีนหมายถึง ประเทศ,
แว่นแคว้น, กลุ่ม, ชาว, พวก, หมู่, เหล่า เช่น
เป็นก๊กเป็นเหล่า ฯลฯ
อักขรวิธีภาษาเขมรต้องสะกดว่า กุก มใีช้ใน
เอกสารจีนโบราณว่า เสียมหลอก๊ก หมายถึง
เมืองไทย, กรุงศรีอยุธยา, หลอฮกก๊ก หมายถึง
เมืองละโว้(ลพบุรี)
- 325.
เสียม คือสยาม
ชาวสยาม หมายถึง กลุ่มชนไม่จำากัดเผ่าพันธุ์
แต่สื่อสารด้วยภาษาตระกูลไทย-ลาว
จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบายในหนังสอืความเป็นมาของ
คำาสยามฯ สรุปว่าชื่อสยามมาจาก ซัม, ซำา
หมายถึง ตานำ้า, แหล่งนำ้า
มีหลักฐานว่าสยามŽในเอกสารจีนมิได้หมายถึง
รัฐสุโขทัย ดังนั้น“ŽเสียมกุกŽ” จึงไม่ใช่ขบวน
แห่จากรัฐสุโขทัย
- 326.
ส่วนอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดมเสนอว่า “Žเสียม
กุกŽ” ที่ปราสาทนครวัด ควรเป็นพวกรัฐโคตร
บูรที่อยู่บริเวณสองฟากแม่นำ้าโขงตั้งแต่ย่าน
อีสานเหนือจนถึงเวียงจัน โดยอ้างว่าเอกสารจีน
สมัยหลัง พ.ศ. 1700 (หรือพุทธศตวรรษที่ 18)
กล่าวถึงพวกสยาม (เสยีม-เสียน) ไว้หลายแห่ง
แต่จำาแนกเป็นพวกใหญ่ๆได้อย่างน้อย 2 พวก
คือพวกที่เคลื่อนไหวทางทะเล เช่น สุพรรณบุรี,
เพชรบุรี, นครศรีธรรมราช กับพวกที่เคลื่อนไหว
ทางบก เช่น บ้านเมืองสองฝงั่โขง มีเวียงจัน
เป็นต้น
- 327.
โจวต้ากวาน ระบุว่ามีพวกสยาม(เสยีน)เข้าไป
ทำามาหากินอยู่ในกัมพูชา(เมืองพระนครหลวง-
นครธม) มีอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทอผ้าไหม
และรับจ้างทำางานบางอย่าง รวมถึงค้าขาย แล้ว
เคยยกทัพโจมตีหมู่บ้านชายแดนเมืองพระนคร
หลวง
- 328.
มติชน สดุสปัดาห์วันศุกร์ที่ 29 เมษายน 2554
“เสยีมกุก” รูปสลักที่นครวัด
ไปหามาให้ได้ ถ่ายรูปมาสง่ด้วย
- 329.
พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2เป็นกษัตริย์ที่มีพระปรีชา
เรื่องการทำาชลประทาน
บี พี โกรสลีเยร์ กล่าวไว้ว่า พระองค์ทรง
สามารถแก้ปัญหาภัยแล้ง ด้วยการสร้างคูคลอง
และ สระนำ้าขนาดใหญ่ที่พระนคร เพื่อรับนำ้าฝน
ซึ่งสามารถทำาให้นครวัดสามารถทำานาได้ปีละ 2
ครั้ง โดยเฉพาะในหน้าแล้ง
เมืองที่อยู่ห่างไกลสามารถใช้นำ้าจากคลอง
ชลประทานในการทำานา
แต่ในระยะหลัง ระบับดังกล่าวเสอื่มลง
นครวัดต้องอาศัยนำ้าจากเมืองอื่นๆ
- 330.
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7ค.ศ.1181 – 1219
(ครองราชย์ตอนเกือบ 60 พรรษา)
เป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของอาณาจักรเขมร (เซเด
สอ้าง)
พระองค์ (สมัยเป็นเจ้าชาย) สามารถทำาสงคราม
ขับไล่พวกจามให้ออกไปจากเมืองนครวัดได้ใน
ค.ศ.1178 พระองค์น่าจะเคยประทับที่จามปา
ก่อนที่จะกลับมาประทับใกล้ๆปราสาทพระขรรค์
(กำาปงสวาย)
ขึ้นครองราชย์โดยการโค่นบัลลังก์พระราชบิดา
- 331.
- 333.
- 334.
พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์พุทธแบบมหายาน
ทรงประกาศตนว่าจะช่วยปัดเปล่าทุกข์ให้กับ
พสกนิกรในอาณาจักร
นักวิชาการ เสนอว่า ระบบกษัตริย์ในสมัยนี้ =
ระบบพุทธราชา เป็นระบบใหม่ในอาณาจักร
เขมร
แตกต่างจากเทวราชาแบบฮินดู
กษัตริย์ไม่ถือพระองค์ว่าเป็นผู้อุทิศตนแก่
เทพเจ้า หรือต้องไปรวมกับเพทเจ้าหลัง
สิ้นพระชนม์แล้ว
กษัตริย์ =พระโพธิสตัว์
พระโพธิสตัว์ = พระพุทธเจ้าที่ยังมชีีวิตอยู่/ ไม่
ยอมตรัสรู้ เพื่อคอยช่วยเหลือมนุษย์
ช่วงปลายรัชกาล พุทธแบบเถรวาทเริ่มเข้ามามี
- 335.
พระองค์ทรงสร้าง, ถนนหนทาง,อโรคยา
สถาน, บารายเก็บนำ้า, ที่พักให้กับนักเดินทาง
ตามท้องถนนในพระราชอาณาจักร
นอกจากนั้นความนิยมพุทธศาสนาของพระองค์
ยังสะท้อนออกมาจากการสร้าง
- ปราสาทตาพรม เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล
แก่พระราชมารดา
- ปราสาทพระขรรค์ (กำาปงสวาย) เพื่อถวาย
แด่พระราชบิดา
- 336.
จารึกที่ปราสาทตาพรม ระบุว่าพระองค์ทรง
สร้าง อโรคยาสถาน ใน 838 หมู่บ้าน มีคนมา
ใช้บริการถึง 80000 คน มีการให้ข้าวเป็นการ
ตอบแทนพวกแพทย์ที่ทำางาน
ทรงสร้างบารายชอื่ ชยะทะทะกะ (บารายเหนือ)
ทรงสร้างที่พักทุก 10 ไมล์ (ประมาณ 16 km)
พบประมาณ 57 แห่ง
สร้างถนนระหว่างพิมาย – พระนคร และ
พระนคร - จามปา
- 341.
- 343.
นครธม แปลว่าเมอืงอันยิ่งใหญ่ (Great City)
มีเทวสถาน (ศาสนาสถาน) ที่สำาคัญ 3 แห่ง คือ
1.ปราสาทบาปวน
2. ปราสาทบายน
3. ปราสาทพิมานอากาศ (พระเจ้าชัยวรมันที่
7 ทรงสร้างต่อจากพระเจ้าราเชนทรวรมัน ใน
ช่วง C10)
- 350.
นักประวัติศาสตร์หลายท่าน สันนิษฐานว่าใน
บนั้ปลายรัชกาล พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรง
สิ้นพระชนม์ด้วยโรคเรื้อน
อาจเป็นสาเหตุสำาคัญที่พระองค์ทรงสร้างอโรค
ยาสถานถึง 102 แห่ง ทั่วพระราชอาณาจักร
(รวมถึงในประเทศไทย) เพื่อ เป็นการสร้างบุญ
ให้พระองค์หายประชวรตามแนวคิดของพุทธ
ศาสนา
หลังจากรัชสมัยของพระองค์
อาณาจักรเขมรอ่อนแอ ลง อย่างมาก มกีารรื้น
ฟื้นคติฮนิดู ในเขมร ตั้งแต่พระเจ้าอินทรวรมันที่
2 พระราชโอรสของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
พระเจ้าขี้เรื้อน อาจจะหมายถึง พระเจ้าอินทรว
รมันที่ 2
- 353.
กษัตริย์องค์สุดท้ายของอาณาจักรเขมรสมัย
พระนครคือพระเจ้าชัยวรมันที่ 8
เซเดส ระบุว่า ระหว่างปี ค.ศ. 1219 – 1296
เป็นศตวรรษแห่งวิกฤตการณ์ทั่วเอเชีย (C13)
โดยเฉพาะกัมพูชา
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถูกอาณาจักรจีนแห่ง
ราชวงศ์หยวนรุกราน
จักรพรรดิจีนได้ส่ง จู ตา กวน ให้เป็นทูตมาที่
เมืองพระนคร เพื่อให้กัมพูชายอมอยู่ภายใต้
อำานาจของจีน (แต่ไม่สำาเร็จ)
ศาสนาดั้งเดิมเริ่มถูกแทนที่โดยศาสนาใหม่
(พุทธแบบเถรวาท)
- 354.
เถรวาท =เพื่อประชาชน
ลัทธิฮินดูเคยสนับสนุนความเชื่อ+ความเข้มข้น
ชนชนั้ เริ่มเสื่อมลง
พราหมณ์ที่เคยผูกขาดการค้า, เป็นข้าราชการ
ชนั้สูง เริ่มถูกลดอำานาจเหลือเพียงแค่ประกอบ
พิธีกรรม ไม่เฉพาะในเขมร แต่ใน มอญด้วย
วรรณกรรมอินเดียเริ่มถูกลดบทบาท (ภาพ
จิตรกรรมเกี่ยวกับแนวคิดอินเดียเริ่มหายไป และ
ถูกแทนที่ด้วยคติพุทธ)
รามายนะ ฉบับพื้นเมือง เริ่มมีคติพุทธ แฝง
เข้าไป
- 355.
C14 อาณาจักรอยุธยาเริ่มก่อตัวขึ้นในที่ราบลุ่ม
แม่นำ้าเจ้าพระยา
อาณาจักรสโุขทัย, ละโว้, ลาว เริ่มแข็งเมือง
และถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยา
ซึ่งต่อมาตามด้วยเขมร
มีนักวิชาการสันนิษฐาน การแพร่ของโรค
ระบาด (มาลาเรีย) มาตั้งแต่ช่วงปลายรัชกาล
ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
- 357.
อยู่บริเวณคาบสมุทรมลายู ในบริเวณที่ตั้งของ
เมืองปัตตานีในปัจจุบัน โดยเฉพาะในตัว
อำาเภอยะรัง
ศูนย์กลาง สันนิษฐานว่า อยู่ใกล้กับมัสยิดกรือ
เซะ ในปัจจุบัน
กำาเนิดขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 7 – พุทธศตวรรษ
ที่ 11
บางตำารา เช่น ตำาราของ ดี จี ฮอลล์ เรียก
อาณาจักรนี้ว่ารัฐหลังยะสวิ ซึ่งเป็นรัฐที่มีกองทัพ
เรือที่เข้มแข็ง
เคยเป็นประเทศราชของอาณาจักรฟูนัน จนกระ
ทั้งอาณาจักรฟูนันล่มสลายราวพุทธศตวรรษที่
- 359.
- 360.
สันนิษฐานว่า ลังกาสกุะเคยทำาการค้ากับจีน
ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 7
เอกสารจีน ระบุถึงอาณาจักรนี้ว่า เป็นเมืองที่มี
กำาแพงล้อมล้อม เรียกอาณาจักรนี้ว่า หลาง หย่า
ซุ่ย
เป็นแหล่งผลิตไม้กฤษณาและต้นการบูร
กษัตริย์ลังกาสุกะ ชอบทรงช้าง และแวดล้อมไป
ด้วยทหารองครักษ์ที่ดุร้าย
ผคู้นนิยมไว้ผมยาว
ลังกาสกุะเคยส่งราชทูต ไปที่เมืองจีน ราวพุทธ
ศตวรรษที่ 9 ราชทูตชื่ออชิตะ ตาม
จดหมายเหตุราชวงศ์เหลียง
- 361.
จากตำานาน ไทรบุรีปัตตานี กล่าวถึงเมืองลังกา
สุกะ ของพระเจ้ามะโรงมหาวงศ์หรือราชามารงม
หาวังสา ต่อมาคำาว่าลังกาสุกะค่อย ๆ เลือนหาย
ไป กลายเป็นคำาว่าปัตตานีดารุสสาลามเข้ามา
แทนที
- 362.
เป็นรัฐบริเวณแผ่นดินใหญ่ ที่อยู่บริเวณ
คาบสมุทร
อยู่ในเส้นทางการค้าระหว่างโลกตะวันตกและ
โลกตะวันออก
ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาการเป็นรัฐคือ การ
เป็นเมืองท่าการค้าและความสามารถในการ
ทำาการเกษตร ซึ่งพบหลักฐานบริเวณรัฐเคดาห์
(ประเทศมาเลเซียในปัจจุบัน)
- 363.
ในระยะแรก นักโบราณคดีสนันิษฐานว่า ก่อน
รับวัฒนธรรมอิสลาม อาณาจักรลังกาสุกะเคยรับ
อิทธิพลวัฒนธรรมอินเดีย มาก่อน
มีการนับถือลัทธิพราหมรณ์
การปกครองเป็นแบบเทวราชา
ตามตำานาน
- 368.
เป็นอาณาจักรของชนเผ่าจาม
พูดภาษาจาม
ลักษณะของชนเผ่าจาม คือ ผมหยิกดำา ผหู้ญิง
นิยมเกล้าจุก เดินเท้าเปล่า ใช้ช้างเป็นพาหนะ
มีกษัตริย์ปกครอง
กษัตริย์นิยมสวมมาลาทรงสูงประดับด้วยดอกไม้
และพู่ไหม
เวลาเสด็จจะทรงช้าง มีขบวนแห่ ประกอบด้วย
ขบวนสังข์และกองทหาร
- 371.
ตั้งอยู่บริเวณเวียดนามใต้ ทางตะวันออกของ
อาณาจักรฟูนัน
สันนิษฐานว่าอาจมีกำาเนิดพร้อมๆกับฟูนัน
กำาเนิดขึ้นราวคริสต์ศตวรรษที่ 2 ร่วมสมัยกับ
ราชวงศ์ฮั่นของจีน โดยอาณาจักรจามปาถือ
โอกาสช่วงที่ราชวงศ์ฮนั่อ่อนแอ ตั้งเป็นรัฐขึ้น
เป็นรัฐชลประทานที่อยู่ในแผ่นดินใหญ่
บันทึกชาวจีน เรียกอาณาจักรนวี้่า ลินยี่
ศูนย์กลางอยู่ที่เมืองอินทรปุระ (ใกล้เมืองดานัง)
เมืองท่าที่สำาคัญคือ เมืองฮอยอัน
ไม่ได้เป็นอาณาจักรที่มีศูนย์กลางอำานาจที่
- 372.
- 373.
กล่าวว่า จามปาถูกตั้งโดย กุยเหลียน ซึ่งเดิม
ปกครองแคว้นเยนันของจีน
เมื่อแคว้นเยนันถูกราชวงศ์ฮนั่ยกทัพรุกราน กุย
เหลียนจึง มาตั้งเมืองใหม่ บริเวณตอนกลางของ
เวียดนาม
ชาวจาม เดิมเป็นชาวทะเล
จีนมองว่า จามปา เป็นแคว้นหนึ่งของจีน สง่ผล
ให้อาณาจักรจามปา ต้องทำาสงครามกับจีน
ตลอดเวลา เช่นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 5 จีนยก
ทัพมาเผาเมืองหลวงของจามปาที่เมืองอินทรปุระ
จามปาอยู่ในฐานะประเทศราชของจีนจนถึง
ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12 จึงถูกผนวกเข้าเป็น
- 375.
ไม่ค่อยพบหลักฐานเกี่ยวกับอิทธิพลวัฒนธรรม
จีนแม้จะอยู่ในฐานะประเทศราชของจีน
ทั้งนี้ เนื่องจาก จามปาได้รับอิทธิพลจาก
วัฒนธรรมอินเดียมากกว่า
มีเมืองท่าติดต่อกับพ่อค้าอินเดียมากกว่า
เวียดนามเหนือ และอยู่ในเส้นทางเดินเรือของ
พ่อค้าอินเดีย
คติความเชอื่เรื่องสมมติเทพ ถูกนำามาใช้ในการ
ปกครองอาณาจักรจามปา
- 376.
จารึกที่พบในปัจจุบัน สภาพไม่ค่อยสมบูรณ์
จารึก ทำาให้เราทราบถึง อิทธิพลของวัฒนธรรม
อินเดีย ในจามปา
มีการนับถือพระศิวะ ตามลัทธิพราหมณ์
กษัตริย์นิยมใช้ คำาว่า วรมัน ในพระนาม อาทิ
พระเจ้าภัทรวรมัน
มีอิทธิพลจากศาสนาพุทธนิกายมหายาน โดย
เฉพาะวัด และโบราณสถานของเมืองมีซอน
มีการนับถือพระศิวะ, พระแม่อุมา
- 378.
- 379.
จามปา เคยทำาสงครามกับจีนในช่วง C 2 – C
3 ซึ่งเป็นช่วงที่ราชวงศ์จีนอ่อนแอ
ค.ศ 1471 จามปา ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่ง
ของอาณาจักรนามเวียดที่อยู่ทางตอนเหนือ
ประวัติศาสตร์เวียดนาม ถือว่า เป็นยุคแรกที่
เวียดนามสามารถรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียว
- 380.
ผู้หญิงเป็นฝ่ายสู่ขอผชู้าย (รับอิทธิพลจาก
อินเดีย)
สงัคมมองว่าเพศหญิง ตำ่ากว่า เพศชาย
นิยมสมรสกันในหมู่พี่น้อง หรือ สกุลเดียวกัน
ชาวจามชอบสรู้บ โดยใช้ ธนู ดาบ ลูกดอกอาบ
ยาพิษ
นิยมเครื่องดนตรี ประเภทพิณ 5 สาย
นิยมเผาศพ แล้วนำาอัฐิไปลอยทะเล (คติ
อินเดีย) ต่างจากอาณาจักรนามเวียดทางตอน
เหนือที่นิยมฝัง (ตามหลักขงจื๊อ)
- 381.
ชาวเมือง นิยมห่มผ้าผืนเดียว ที่เรียกว่า กิเป
(Ki pei)
ชนชนั้สูงนิยมสวมรองเท้าหนัง สามัญชนเดิน
เท้าเปล่า
- 383.
ชนชาติเวียดนามมีถิ่นกำาเนิดในดินแดนตอนใต้
ของจีนโดยเฉพาะบริเวณลุ่มแม่นำ้าแดง
เผ่าโล เป็นบรรพบุรุษของชาวเวียดนาม
บางพวกอาศัยอยู่ในบริเวณตังเกี๋ยและอันนัม
(ตอนกลางของเวียดนาม)
ตั้งแต่อดีต อาณาจักรเวียดนามเป็นเพียงมณฑล
หนึ่งของจีน
ประวัติศาสตร์ในช่วงแรก มีแต่บันทึกสงคราม
กับจีน และเวียดนามมักพ่ายแพ้อยู่เสมอ
- 384.
เวียดนามถูกจีนปกครอง 4ช่วง ได้แก่
1. 111 ก่อนคริสตกาล – ค.ศ. 40
2. ค.ศ. 44 – ค.ศ. 544
3. ค.ศ. 602 – ค.ศ. 938
4. ค.ศ. 1407 – 1427 (ช่วงราชวงศ์หยวนหรือ
มองโกล)
- 385.
ส่งผลให้เวียดนามได้รับอิทธิพลจีนแท้ มากกว่า
ดินแดนอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อาทิ ลัทธิขงจื๊อ , การใช้อักษรจีน, การสอบจอ
หงวน ในการเข้ารับราชการ , การใช้ตำาราพิชัย
สงครามคล้ายกับจีน
รวมถึง แนวคิดพระจักรพรรดิ มีสถานะเป็น
โอรสสวรรค์
- 386.
- 387.
ช่วงราชวงศ์ฮั่นของจีนบุกเวียดนาม (ก่อนค.ศ.
111) และผนวกเวียดนามเป็นสว่นหนงึ่ของจีน
นานกว่า 1000 ปี
อาณาจักรแรกของเวียดนามถือกำาเนิดขึ้นคือ
อาณาจักรน่านยื้อทางตอนเหนือ
ทางตอนกลางและตอนใต้เป็นที่ตั้งของ
อาณาจักรจามปา
- 388.
- 389.
- 391.
ต่อมาในปี 111ก่อนคริสตกาล น่านยื๊อ ได้
กลายเป็นแคว้นหนงึ่ของจีน
จีนมองว่า ชาวเวียดนาม เป็น คนป่าเถื่อน
(อนารยชน) ที่ชอบสร้างปัญหาบริเวณพรมแดน
จีนตอนใต้ จึงต้องยกทัพมาปราบและปกครองอยู่
เสมอ
สง่ผลให้ประวัติศาสตร์เวียดนาม เต็มไปด้วย
สงครามกับจีน
- 392.
ขุนนางจีนนำา ลัทธิขงจื๊อเข้ามาเผยแพร่ใน
เวียดนามตอนเหนือ
เนื่องจาก ลัทธิขงจื๊อ เน้นหลัก ในเรื่องความ
จงรักภักดี
จีนต้องการให้คนเวียดนาม จงรักภักดีต่อ จีน
โดยใช้แนวคิดขงจื๊อ
มีการอพยพของคนจีนมาในเวียดนาม จำานวน
มากเพื่อขยายอิทธพิลและวัฒนธรรมจีน
ส่งผลให้ชาวเวียดนามตอนเหนือ ไม่ยอมรับ
คติความเชอื่เรื่องพราหมณ์ – ฮนิดู เหมือน
อาณาจักรจามปาที่อยู่ทางตอนใต้
- 396.
- 397.
เมืองหลวงอยู่ที่เมือง วิจะยะ(Vijaya) ใกล้กับ
จังหวัดบินดินห์ในเวียดนามปัจจุบัน
จักรพรรดิที่สำาคัญ คือ พระเจ้าหลีทานตัน
( ค.ศ. 1460 – 1490) พระองค์เป็นผู้ยกทัพลง
ใต้และผนวกเอาจามปา มาเป็นส่วนหนึ่งของ
เวียดนาม ในปี ค.ศ. 1471
- 398.
- 401.
เมื่ออาณาจักรนามเวียดทางตอนเหนือสามารถ
ยึดพวกจามได้ทำาให้อาณาจักรกว้างขวางโดย
เฉพาะในสมัยราชวงศ์เล เป็นช่วงที่มีการวาง
รากฐานในการพัฒนาประเทศอย่างสำาคัญ
มากมายมีการส่งเสริมพุทธศาสนากับลัทธิขงจื้
อกับลัทธิเต๋าด้วยและได้ย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่
กรุงฮานอย
เมืองสำาคัญของจามปา เช่น เว้ ตกอยู่ใต้การ
ปกครองของนามเวียด
สามารถขยายอาณาเขตไปถึงอาณาจักรล้าน
ช้างของลาว
เป็นอิสระจากจีน แต่ยังคงต้องส่งบรรณาการให้
กับจีน อยู่
- 403.
- 411.
ช่วง C16 -17 กษัตริย์ราชวงศ์เล อ่อนแอลง
มาก
เกิดการแย่งชิงอำานาจกันระหว่างตระกูลสำาคัญ
ต่างๆ
คือ
1. ตระกูล เหงียน
2. ตระกูลแม๊ค
3. ตระกูลตรินห์
- 412.
ตอนเหนือ –แคว้นตังเกี่ย – ศูนย์กลางที่กรุง
ฮานอย – มีตระกูลแม็ค ปกครอง
ตอนกลาง – แคว้นอันนัม – ศูนย์กลางอยู่ที่เมือง
เตย์โด – มีตระกูลตรินห์ ปกครอง
ตอนใต้ – แคว้นโคชินไชนา – มศีูนย์กลางอยู่ที่
เมืองเว้ – มีตระกูล เหงียน ปกครอง
- 413.
ต่อมาตระกูลตรินห์ยึดแคว้นตั๋งเกี๋ยได้ ซึ่งทำาให้
เหลือ 2 แคว้น
ต่อมาเจ้าชายเหงียนอันห์ แห่งราชวงศ์เหงียนทำา
การรวมประเทศ เป็นประเทศเวียดนาม (ค.ศ.
1802 จึงเรียกชื่อประเทศว่าเวียดนาม)โดย
ความช่วยเหลือจากไทย(สมัย ร.1) และฝรั่งเศส
และสถาปนาราชวงศ์ยาลอง เป็นจักรพรรดิยา
ลอง
- 414.
- 417.
พงศาวดารญวณ กล่าวว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรุงสยามได้ทรงพระ
กรุณาเกื้อกูลแก่เราเป็นอันมาก
อย่าได้คิดทรยศต่อพระเจ้ากรุงสยามเป็นอันขาด
ขงจู๊กล่าวไว้ว่า ผู้มีพระคุณแล้วอย่าทำาลาย จึงจะเป็น
ที่สรรเสริญแก่เทวดาและมนุษย์
(พงศาวดารญวณ หนังสืออนุสรณ์ นายกวี เหวียนระวี
๒๕๐๙) หน้า ๗๕๖
- 418.
- 419.
ต่อมาฝรั่งเศสเข้าแทรกแซงกิจการภายในของ
เวียดนามโดยอ้างบุญคุณจากการที่ฝรั่งเศส เคย
ช่วยปราบกบฏ
มีการเผยแพร่คริสตศาสนาเพิ่มมากขึ้นใน
เวียดนาม
ขัดต่อความเชื่อเก่าของชาวเวียดนาม
เกิดความรู้สึกต่อต้านฝรั่งเศสมากขึ้น จนมีการ
ลอบสงัหารบาตรหลวงฝรั่งเศส
- 420.
เกิดกระแสต่อต้านคริสต์ศาสนา ชาวเวียดนาม
จับบาตรหลวงและชาวเวียดนามที่เข้ารีตมา
ประหารชีวิต
จนในที่สดุ พวกบาตรหลวงต้องเขียนจดหมาย
ถึงรัฐบาลฝรั่งเศสให้ช่วยคุ้มครองตน
ฝรั่งเศสสง่เรือรบมาที่เมือง ดานัง และทำา
สงครามกับเวียดนาม จนจักรพรรดิเวียดนาม
ยอมยกดินแดนให้ 12 ดินแดน
เป็นการสิ้นสดุซึ่งอิสรภาพของเวียดนาม
- 421.
เดิมเชื่อกันว่าชนชาติมอญมีพื้นเพอยู่ทางตอน
ใต้ของจีน
บางตำาราอ้างว่าอพยพมาจากอินเดีย
นักวิชาการปัจจุบัน สนันิษฐานว่า ชาวมอญ ได้
ตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่ทั่วดินแดนแผ่นดินใหญ่ใน
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะบริเวณ
1. ที่ราบลุ่มแม่นำ้าสาละวิน
2. บริเวณพม่าตอนล่าง (พม่าตำ่า)
3. ชายฝั่งทะเลใกล้เมืองสะเทิม(Thaton)
และบริเวณเมืองพะโค
- 422.
- 427.
มอญ =รามัญ ตะเลง สบิเบง
ดินแดนมอญ หมายถึง พมา่ตอนล่าง 3 บริเวณ
คือ
- พะสิม
- พะโค (หงสาวดี), เมาะลำาเลิง (มะละแหม่ง)
- เมาะตะมะ
- 428.
วัฒนธรรมส่วนใหญ่ใน สโุขทัย,กรุงศรีอยุธยา
และรัตนโกสินทร์ตอนต้น ล้วนแต่ได้รับอิทธิพล
มาจากมอญ อาทิ
- ศาสนาพุทธ เช่น พญาลิไท กษัตริย์รัฐ
สุโขทัยเคยนิมนต์พระสงฆ์มอญมาเป็นองค์
อุปัชฌาย์, การตั้งชื่อเมืองบริเวณแม่นำ้าปิงว่า
นครชุม ก็ได้รับอิทธิพลความเชอื่ของมอญ
- กฎหมาย รับกฎหมายพระธรรมศาสตร์มาจาก
มอญ
- คติเกี่ยวกับกษัตริย์ อาทิ คติธรรมิกราช
- 429.
รัฐมอญเป็นรัฐกันชน /รัฐกันกระทบ (Buffer
State) ระหว่างอยุธยาและพม่า
มอญตั้งอยู่บริเวณที่อุดมสมบูรณ์คือเป็นอู่ข้าว
อู่นำ้าที่สำาคัญ บริเวณประเทศพม่าตอนล่าง
(ที่ราบลุ่มแม่นำ้าและสามเหลี่ยมปากแม่นำ้าอิระวดี)
และมีเมืองท่าติดทะเลจำานวนมาก สง่ผลให้
อาณาจักรมอญเต็มไปด้วยสงครามตลอดเวลา
มอญ มักจะถูกชาวอยุธยาและพม่ากวาดต้อน
เข้าไปในอาณาจักรของตนเองอยู่เสมอ
- 430.
สามารถแบ่งออกได้เป็น 3ช่วง
ช่วงแรก ช่วงสมัยอาณาจักรสะเทิม, เมืองพะโค
(หงสาวดี)
เมืองสะเทิมได้ถ่ายทอดวัฒนธรรมอินเดียแก่
อาณาจักรทวารวดี ไชยา หริภุญชัย เขมร
อยุธยา และพม่า โดยผ่านการค้าขาย
ชาวมอญเดิมที เป็นพ่อค้า มีการใช้ระบบเงิน
ตรา ( Tical ) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากอินเดีย
- 431.
ซึ่งในระยะเวลาต่อมา อาณาจักรทวารวดี,
พุกาม, พม่า ได้นำาระบบเงินตราของมอญ มา
แทนที่ระบบแลกเปลี่ยนสินค้า (Barter
System)
มอญมีบทบาทสำาคัญในการค้าทางทะเล
มีทักษะการต่อเรือเดินทะเลที่ทันสมัยในยุค
โบราณ
รัฐของมอญที่อยู่ช่วงพมา่ตอนล่าง เป็นที่ตั้งของ
เมืองท่าสำาคัญ เช่น เมืองเมาะตะมะ, มะริด,
ตะนาวศรี, ทวาย
- 432.
ช่วงที่ 2C14
เป็นช่วงร่วมสมัยกับอาณาจักรสุโขทัย ซึ่ง
ชาวมอญสามารถตั้งราชวงศ์ใหม่จากพม่าขึ้นมา
ได้ เป็นช่วงที่ราชวงศ์มองโกลโจมตีพม่าและ
มอญ
กษัตริย์ที่สำาคัญได้แก่ เจ้าฟ้ารั่ว หรือ มะกะ
โท (ราชบุตรเขยของพ่อขุนรามคำาแหงมหาราช)
, พระเจ้าราชาธิราช, พระเจ้าธรรมเจดีย์ (ร่วม
สมัยกับพระเจ้าบรมไตรนาถ)
ต่อมามอญเสียเมืองให้กับพม่าครั้งที่ 2 คือ
ในสมัยของพระเจ้าอนิรุทธ์ (พระเจ้าอนุรุทธ)
(พระเจ้าอโนรธามังช่อ) แห่งราชวงศ์ตองอู ซึ่ง
ทำาให้พม่ารับพุทธศาสนามาจากมอญ
พม่าได้นำาพระไตรปิฏก พระภิกษุ ช่างฝีมือ
- 433.
- 435.
กษัตริย์ที่มีชอื่เสียงของอาณาจักรมอญ คือ
พระเจ้าราชาธิราช ซึ่งปกครองเมืองหงสาวดี
(พะโค) ตั้งแต่ ค.ศ. 1385 – 1423
หงสาวดี กลายเป็น ศูนย์กลางการค้าที่สำาคัญ
ของอ่าวเองกอล
มกีารรวมอำานาจสศูู่นย์กลาง
บางตำาราอ้างว่า พระเจ้าราชาธิราช ไม่ใช่
กษัตริย์มอญ แต่เป็นกษัตริย์พม่า ซึ่งสืบเชอื้สาย
มาจากพระเจ้าอนิรุทธิ์ (พระเจ้าอโนรธามังช่อ)
ในสมัยพุกาม ซึ่งได้ยึดครองเมืองสะเทิมตั้งแต่
ค.ศ. 1057
ทำาให้พม่าได้รับวัฒนธรรมมอญ รอบด้าน ไม่ว่า
จะเป็นตัวอักษร, สถาปัตยกรรม, ความเชื่อทาง
- 438.
ช่วงที่ 3(ตรงกับสมัยอยุธยาตอนปลาย)
เป็นช่วงที่อาณาจักรตองอูเริ่มเสื่อม มอญจึง
สามารถแยกตัวออกจากพม่าได้ภายใต้การนำา
ของสมิงทอพุธเิกษและพระยาทะละ แต่เป็นระยะ
สั้นเท่านั้น เนื่องจากพม่าสามารถตั้งราชวงศ์ใหม่
ได้คือรางวงศ์อลองพญา ซึ่งทำาให้อาณาจักร
มอญไม่สามารถฟื้นตัวได้อีก
- 441.
- 442.
พม่าทางตอนบน หรือพม่าแท้(Real Burma) ,
ดินแดนแห้ง (Dry land) หรือ อังวะ (Ava) แปล
ว่าปากทะเลสาบ
คำาว่าพม่าตอนบน ถูกเรียกครั้งแรกโดยชาว
อังกฤษ ตั้งแต่ช่วงก่อนสงครามอังกฤษ – พม่า
(Anglo – Burmese War) จนถึงสงคราม
อังกฤษ – พม่าครั้งที 3 ใน ค.ศ. 1885
ในอดีตเป็นที่ตั้งของอาณาจักรอังวะ (Ava)
เป็นที่อยู่อาศัยของชนชาติพม่า (Bamar) มา
ตั้งแต่อดีต
ปัจจุบัน เป็นที่ตั้งของ เมืองสำาคัญ เช่น มณัฑะ
เลย์, รัฐคะฉิ่น และรัฐฉาน
- 443.
โดยรวมมีภูมิประเทศเป็นภูเขาสูง โดยเฉพาะ
ทางด้านตะวันออก, ตะวันตกและทางเหนือ
ทางภาคกลางของพม่าตอนบน เป็นรูป ตัว Y มี
แม่นำ้าสำาคัญ เช่น แม่นำ้าอิรวดี (Irrawaddy),
แม่นำ้าชิดวิน (Chindwin) ไหลผ่านลงไปทาง
ทิศใต้
บริเวณที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในพม่าตอนบน คือ
บริเวณหุบเขามู (Mu), หุบเขามินบู (Minbu)
ซึ่งมีแม่นำ้าอิรวดีไหลผ่าน
ไมเคิล อ่อง ทวิน และไมตรี อ่อง ทวิน กล่าวว่า
เป็นบริเวณที่เหมาะแก่การปลูกข้าวมานับหลาย
พันปี แลพพบร่องรอยการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์
มาตั้งแต่ยุคหินเก่า
- 445.
- 447.
พม่าตอนล่าง (LowerBurma)
มีแม่นำ้าที่สำาคัญคือแม่นำ้า
สาละวิน, แม่นำ้าสะโตง,
แม่นำ้าอิรวดี
เป็นที่ตั้งของเมืองสำาคัญ อาทิ
เมืองแปรหรือเมืองปยี (Prome / Pyi)
ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางอาณาจักรศรีเกษตร
เมืองพะโค (หงสาวดี)
เมืองย่างกุ้ง
เมืองตองอู
เมืองสิเรียม
เมืองเมาะตะมะ, เมืองทวาย, ตะนาวศรี
- 449.
พื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนใต้เป็นหนอง, บึง,มี
พื้นที่ที่เหมาะแก่การเพาะปลูกน้อย แต่อุดม
สมบูรณ์กว่าบริเวณพม่าตอนบน
ในอดีตมีผู้คนอาศัยเบาบาง จนกระทั่งช่วงที่
อังกฤษเข้ามา จึงเริ่มมีการอพยพของคนพมา่
จากพม่าตอนบนมาที่ย่างกุ้ง
- 450.
1. ประวัติศาสตร์ยุคต้น 200BC - C9
- รัฐพยู (Pyu)
- รัฐมอญ (Mon)
2. สมัยอาณาจักรพุกาม (Pagan) (Bagun) C9
– C13
3. สมัยอาณาจักรย่อย (Small Kingdoms)
- อังวะ C14 – C16
- หงสาวดี C13 – C16
- ฉาน C13 – C16
- อาระกัน (ยะไข่) C13 – C18
- 451.
- 452.
ประวัติศาสตร์กระแสหลัก มักยอมรับว่ารัฐพยู
เกิดขึ้นระหว่างช่วงประมาณ 200 BC – C9
คนพยู อพยพมาจากยูนนานของจีน และเข้ามา
ตั้งถิ่นฐานบริเวณหุบเขา อิระวดีเมื่อราวๆ 200
BC
มีศูนย์กลางอยู่ที่ตอนกลางของที่ราบลุ่มแม่นำ้าอิ
ระวดี หรือเมืองแปร
หลักฐานจีนบางฉบับเรียกรัฐพยูว่า ศรีเกษตร
ในช่วง C7 จนกระทั่งถูกรุกรานโดยอาณาจักร
น่านเจ้าของจีนในสมัยของพระเจ้าโก๊ะล่อฝง ใน
ช่วง C8 – C9 และสดุท้ายรัฐพยูก็ถูกชาวพม่าที่
อพยพมาจากทิเบตและตอนใต้ของจีนเข้ามาปก
- 453.
ไมเคิล อ่องทวิน และ ไมตรี อ่อง ทวิน กล่าวไว้
ในหนังสอื A History of Myanmar Since
Ancient Time Tradition and
Transformation ในปี 2012 ว่า พยูน่าจะ
หมายถึงกลุ่มคนที่พูดภาษาในตระกูลทิเบต-พม่า
(Tibetan-Burmese)
พยู ไม่น่าจะเป็นคำาที่ใช้เรียกชาติพันธุ์ใด
ชาติพันธุ์หนึ่ง
ในภาษาจีนและพม่า คำาว่า พยู ออกเสยีง
เหมือนกัน
พม่า อ่าน Pyu
จีน อ่าน P iao
ยุคพยูเป็นช่วงที่ประวัติศาสตร์ของพม่า ที่เริ่มมี
กระบวนการรวมตัวกันของสังคมเผ่าเป็นสังคม
- 454.
พยู =ยุคพยู
เป็นยุคที่อยู่ระหว่าง 200 BC – C9
เป็นช่วงที่พม่ามีกระบวนการเกิดขึ้นของสังคม
เมือง (Urbanization Phase)
มกีารรับวัฒนธรรมจากภายนอกคือ อิทธิพล
วัฒนธรรมอินเดียใต้และจากเกาะลังกา ซึ่ง
สะท้อนออกมาในรูปแบบของศิลปะต่าง เช่น
สถูป, พระพุทธรูป, เจดีย์, การใช้อักษรสันสกฤต
ยุคพยูน่าจะประกอบด้วยศูนย์กลางอำานาจที่เป็น
นครรัฐเล็กๆ (City State) หลายแห่ง
- 455.
กระบวนการเกิดเมืองในประวัติศาสตร์พม่า เริ่ม
ขึ้นในพม่าตอนบน (Dry Zone) .ในช่วง C1 –
C9
อาทิ บริเวณ บินนากา (Binnaka), มงมาว
(Mong Mao), หะริน (Halin), ศรีเกษตร (Sri
Ksetra)
ตามหลักฐานจีน ระบุว่า มีการสร้างเมอืงโดยมี
กำาแพงที่ทำาจากอิฐล้อมรอบเป็น วงกลม,
สี่เหลี่ยมผืนผ้า และสี่เหลี่ยมเปียกปูน
(Rhomboid)
มีการใช้กระเบื้องสีเขียวในการก่อกำาแพงเมือง
ที่หะรินและศรีเกษตร
- 459.
- 461.
ทางพมา่ตอนล่าง พบบริเวณตะวันออกของอ่าว
เมาะตะมะ
ซึ่งน่าจะเป็นหัวเมืองที่ค้าขายกับอินเดียใต้,
ทวารวดี และหมู่เกาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในช่วง C1 เป็นช่วงที่การค้าทางทะเลของ
อินเดีย, โรมัน และจีนกำาลังรุ่งเรืองในเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งหากมีกระบวนการเกิด
เมืองในพม่าตอนล่างจริงๆ เมืองเหล่านนี้่าจะเป็น
ทางผ่านที่สำาคัญของพ่อค้าในอดีต
บันทึกชาวจีน (Yin Tang Shu) ระบุว่า มีการ
ใช้ทองคำาและเงินในการทำาเหรียญ
- 462.
ในช่วง C7– C8 ของยุคพยู ค้นพบพัฒนาการ
ของงานฝีมือ, สถาปัตยกรรมต่างๆ ที่ได้รับ
อิทธพิลจากศิลปะแบบนากาอรชุน
(Nagarjunakonda) ในอินเดียใต้ อาทิเหรียญ
แกะสลักรูปพระพุทธเจ้า, รูปปั้นนางรำาสำาริด,
ลูกปัด
- 464.
C9 –C13
เป็นยุคคลาสสกิ (Classical Age) และเป็นยุค
ทอง (Golden Age) ของประวัติศาสตร์พม่า
เป็นยุคกลุ่มคนที่พูดภาษาพม่าสามารถเข้ามาตั้ง
อาณาจักรได้บริเวณพม่าตอนบน โดยเฉพาะที่
ราบลุ่มอิระวดี
ตามหลักฐานจีน อ้างว่า ใน ค.ศ.832
อาณาจักรน่านเจ้าได้ยกทัพประมาณ 3000 คน
ลงมาตีพม่าตอนบน
นักประวัติศาสตร์พม่าเชอื่ว่า การรุกรานครั้งนี้
ทำาให้กลุ่มคนที่พูดภาษาพม่าเข้ามาในที่ราบลุ่มอิ
ระวดีเป็นครั้งแรก
- 466.
คนจีน จะเรียกกลุ่มคนที่พูดภาษาพม่าว่า เมียน
(Mien)
ชนชาติเมียน น่าจะเป็น ชาติพันธุ์ในสงักัดของ
กษัตริย์น่านเจ้า
ซึ่งหลังจากที่ชาวเมียน เข้ามาในพม่าตอนบน
แล้ว ก็ไม่ยอมกลับไปน่านเจ้า แต่กลับอาณาจักร
ของตนเองขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไมเคิล อ่อง ทวิน และ ไมตรี อ่อง
ทวิน ได้โต้แย้งว่า ทฤษฎีดังกล่าว เป็นทฤษฎีที่
นักประวัติศาสตร์พม่าในสมัยที่ขบวนการ
ชาตินิยมพม่ากำาลังเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ
- 467.
โดยทั่วไป ทฤษฎีการอบยพของชนเผ่าต่างๆ
(Invasion Theory) แล้วเข้าไปตั้งอาณาจักร
ใหม่มักจะเป็นทฤษฎีที่มีปัญหา อาทิ
- ทฤษฎีการอพยพของคนไทยจากเทือกเขาอัล
ไต
- ทฤษฎีอารยันรุกราน (Aryan Invasion
Theory) ของประวัติศาสตร์อินเดีย
- 468.
ตามตำานานท้องถิ่นของชาวพม่า ได้กล่าวถึง
หมู่บ้าน 19 หมู่บ้านในตำานานอันเป็นที่อยู่ของ
ชาวพม่า ทางด้านทิศตะวันออกของพุกาม
ซึ่งหากยึดตามตำานาน แสดงว่า ชาวพม่า อาศัย
อยู่ปะปนกับชนกลุ่มที่คนจีนเรียกว่า พยู (P iao)
มานานแล้ว
ฉะนนั้ การรุกรานของน่านเจ้าในช่วง C9 จึง
ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการตั้งอาณาจักรของชาว
พม่า
- 470.
หากเรายอมรับทฤษฎีการรุกรานของอาณาจักร
น่านเจ้า
ชาวพม่าใช้เวลาประมาณ 17 ปี หลังจาก ค.ศ.
849 ในการสถาปนาอาณาจักรพุกาม
ในเริ่มแรก อาณาจักรพุกามประกอบด้วย ป้อม
ปราการเล็กๆสร้างจากอิฐ บริเวณชายฝั่งภาค
ตะวันออกของแม่นำ้าอิระวดี มีเนอื้ที่ประมาณ
355 เอเคอร์เท่านั้น
เล็กกว่าอาณาจักรศรีเกษตรประมาณ 14 เท่า
เล็กกว่าหะรินประมาณ 7 เท่า
อาณาจักรพุกามในระยะแรกน่าจะมีประชากร
น้อยมาก บริเวณป้อมปราการเพียงพอเฉพาะ
กษัตริย์, เชอื้พระวงษ์ และทหารรักษาพระองค์
เท่านั้น
- 471.
ในช่วง C10อาณาจักรพุกามน่าจะเริ่มมี
กษัตริย์ปกครอง
ตามพระราชพงศาวดารพม่า มีกษัตริย์ที่สำาคัญ
2 พระองค์ในช่วงนี้คือ
- Saw Rahan ค.ศ.956 – 1001
- Kyaung Phyu Min ค.ศ.1001 – 1021
ช่วง ค ศ 1044 – 1077 เป็นยุคของพระเจ้าอ
นิรุทธิ์ (พระเจ้าอโนรธามังช่อ)
พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ทำาให้อาณาจักรพุกาม
เป็นปึกแผ่นมากขึ้น เริ่มจากการขยายอำานาจไป
ตามหัวเมืองต่างๆ
การสร้างป้อมปราการประมาณ 43 แห่ง ตลอด
แม่นำ้าอิระวดีทางเหนือเพื่อป้องกันการรุกราน
ของชาวจีน โดยเฉพาะการป้องกันที่ราบกยอสี
- 472.
พระองค์ทรงสร้างป้อมปราการ 12แห่งในที่รา
บกยอสี เพื่อคุ้มกันแหล่งเกษตรกรรมของ
อาณาจักร
อาณาจักรพุกามสามารถปลูกข้าวได้อย่างน้อย
ปีละ 2 หน
อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ
ของอาณาจักร
สิ่งนี้เองทำาให้พระเจ้าอนิรุทธิ์ทรงดำาริที่จะยกทัพ
ไปทางพม่าตอนล่าง
พระองค์ใช้เวลา 13 ปีในการยกทัพพม่าเพื่อ
รวมพม่าตอนล่างและตอนบนเข้าด้วยกัน ซึ่งจุด
ยุทธศาสตร์ที่สำาคัญที่เชอื่มพม่าทั้ง 2 ส่วนเข้า
ด้วยกันก็คือเมืองแปร
การรวมพม่าตอนล่างเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ
- 473.
หัวเมืองทางทะเล สามารถส่งสินค้าจากต่าง
ประเทศมาที่อาณาจักรตอนบน
ส่วนอาณาจักรตอนบนก็สามารถส่งข้าว เสบียง
ไปให้หัวเมืองทางใต้ได้
จึงเป็นเหตุผลสำาคัญที่ทำาให้หัวเมืองมอญเป็น
ยุทธศาสตร์ที่สำาคัญที่สยามและพม่าต่างแย่งชิง
กันและผลัดกันครอบครองในสมัยต่อมา
- 474.
พระเจ้าอนิรุทธิ์ได้วางรากฐานที่สำาคัญให้กับ
อาณาจักรพุกามในหลายๆด้าน
- การวางรากฐานทางศาสนา เดิมทีชาวพยู,
พุกาม นับถือผี, เทวดาที่เรียกว่า นัท (Nats)
ประกอบด้วย 37 นัท ซึ่งจะสถิตอยู่ที่หุบเขาโป
ปา (Popa Mt) นัททั้ง 37 จะอยู่ภายใต้เทพเจ้า
สูงสุดคือ ทากยา มิน (Thagya Min) กล่าวคือ
เป็นพระอินทร์ในความเชอื่ของชาวพุกาม
การเข้าไปยึดครองหัวเมอืงมอญทำาให้ พุทธ
ศาสนาเข้ามามีอิทธิพลในพม่าตอนบน ซึ่ง
สะท้อนออกมาในหลายๆด้าน อาทิ
- 477.
การเกิดขึ้นของชนชนั้พระ (Sangha)ในฐานะ
อภิสิทธิ์ชนในสงัคมพุกาม
พระสงฆ์พุกามได้รับอภิสิทธิ์จากกัลปนาท
ที่ดิน (การถวายที่ดิน ให้กับวัดวาอาราม ซึ่งต่อ
มาก่อให้เกิดการสร้างเจดีย์นับพันในอาณาจักร
พุกาม)
สิ่งนี้สะท้อนถึงการที่ระบบเศรษฐกิจของ
อาณาจักรถูกผูกติดกับสถาบันสงฆ์ รายได้ของ
อาณาจักรส่วนหนึ่งต้องถูกส่งต่อให้กับสถาบัน
สงฆ์
นิกายเถรวาทมุ่งเน้นให้คนทำาความดีเพื่อให้
บรรลุนิพพาน, การทำาดี สะท้อนออกมาโดยการ
ถวายที่ดิน, บริจาคเงิน, สร้างวัดวาอาราม แม้แต่
การถวายตนเองให้เป็นข้ารับใช้ของพระสงฆ์
- 478.
พระสงฆ์มีความรำ่ารวยจากเงินบริจาค และการ
ได้ละเว้นการจ่ายภาษี
การสร้างวัด ก่อให้เกิดการจ้างช่างฝีมือและ
กรรมกรก่อสร้างในอาณาจักร มีการจ่ายค่าจ้าง
ด้วยเงิน มีการสร้างวัดมากกว่า 3000 แห่ง
ช่างฝีมือ แบ่งออกเป็นหลายแขนง เนื่องจาก
ส่วนประกอบของเจดีย์มีวัสดุก่อสร้างที่แตกต่าง
กัน อาทิ อิฐเผา, งานไม้, งานปูน เป็นต้น
ปูนที่ใช้ฉาบส่วนนอกของกำาแพงและเจดีย์ทำา
มาจาก ปูนขาว, ทราย, นำ้านม และนำ้าผึ้ง
วัดธรรมะยาสกิา (Dhammayazika) ใช้อิฐ
สร้างกว่า 6 ล้านก้อน
- 479.
ไม้ซุง, ไม้เนอื้แข็งมีความต้องการต่อการสร้าง
สิ่งก่อสร้าง
การขนย้ายต้องใช้แรงงานสตัว์ อาทิ ช้าง, ม้า,
วัว, ควาย ซึ่งล้วนแต่ต้องอาศัยคนฝึก
สิ่งนี้แสดงถึงความหลากหลายของอาชีพใน
อาณาจักรพุกาม
การสร้างวัดมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจทั่วทั้ง
อาณาจักรพุกามไม่เพียงแต่ในพระนคร (เมือง
หลวงเท่านั้น)
- 482.
กษัตริย์พุกามเชื่อว่า การมีทรัพย์สมบัติเยอะจะ
ต้องแจกจ่ายให้คนทุกหมู่เหล่า นอกจากนั้น
กษัตริย์พุกามยังนิยมอ้างว่าตนเองคือพระ
โพธิสัตว์
พบแนวคิดเกี่ยวกับพุทธราชา อาทิ คำาว่าธรรม
ราชา, การใช้คำาว่า หะพายะอาลอง (หม่อง ทิน
อ่อง เรียก พระยาหลวง) (Hpayalaung) ใน
การตั้งพระนามกษัตริย์ เช่น พระเจ้าอลองสทิธุ,
พระเจ้าอลองพยา ซึ่งหมายถึงพระองค์ทรงเป็น
องค์อวตารของพระพุทธเจ้าที่จะไปตรัสรู้ใน
อนาคต
ผทูี้่มีบุญมาก จะต้องแบ่งปัน ให้กับผู้ที่มีบุญน้อย
กว่า
- 483.
- 484.
ฐานะของกษัตริย์สงูกว่าคนธรรมดา (กษัตริย์
เป็นมนุษย์แต่เป็นเลิศมนุษย์)
กษัตริย์ทรงมีธรรมะที่สูงกว่าสามัญชน
สามัญชนควรจะมอบอำานาจให้กษัตริย์เพราะ
กษัตริย์มีความฉลาดมากกว่า
ประชาชนยอมมอบอำานาจให้กษัตริย์เพื่อแลก
กับความคุ้มครองและความปลอดภัย
หากปราศจากกษัตริย์ที่เข้มแข็งหรือมีกษัตริย์ที่
อ่อนแอ บ้านเมืองจะระสำ่าระสาย
แม้กษัตริย์จะปกครองโหดร้าย, ประชาชนก็จะ
ยอมรับ
- 485.
มีการแบ่งชนชนั้ในการบริหารอาณาจักร ซึ่ง
เดิมทีมีที่ดินว่างเปล่าจำานวนมาก และมีคนอยู่
กระจัดกระจายกัน
เป็นแบบศักดินา โดยการแต่งตั้งตำาแหน่งเจ้า
เมือง ที่เรียกว่า เมียวซา (Myosa) หรือระบบกิน
เมือง (Town Eater) ทั้งในพม่าตอนล่างและ
ตอนบน
รัฐเริ่มเป็นแบบกึ่งระบบราชการ ซึ่งประกอบ
ด้วย ผเู้ก็บภาษีจากสว่นกลาง, ผู้สำารวจที่ดินจาก
ส่วนกลาง, เจ้าเมืองท้องถิ่น และหัวหน้าหมู่บ้าน
(เมียวทุคยี) (Myotukyi)
- 486.
ขุนนางและข้าราชการ เรียกว่าอามูดัน
(Ahmudan)
ไพร่ เรียกว่า อทิ (Athi) เป็นไพร่อิสระที่ไม่มี
สงักัด
ทาส เรียกว่า พยาคะยุน (hpaya kyun)
อ่านรัฐในพม่า หน้า 35 - 89
- 487.
ในสมัยพุกามมีการขยายตัวของเมืองอย่าง
รวดเร็วจึงจำาเป็นต่อการเพิ่มจำานวนไพร่ใน
อาณาจักร
นักประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เรียก
กระบวนการอพยพเข้ามาของพวกไพร่ใน
อาณาจักรพุกามว่า การย้ายถิ่นโดยสมัครใจ
(Voluntary immigration)
เนื่องจากพุกามเป็นศูนย์กลางของศาสนาพุทธ
แบบเถรวาท ซึ่งประกอบด้วยเจดีย์บรรจุพระ
ธาตุ, วัดอารามต่างๆ, มีพระเถระผู้ใหญ่อุปสมบท
อยู่มากมาย
งานประเพณีเกี่ยวกับศาสนาพุทธ จึงดูยิ่งใหญ่
และอาณาจักรพุกามกลายเป็นที่แสวงบุญของ
ชาวพุทธ ที่เลี่ยงชอื่ไปถึงเกาะลังกา
- 488.
- 489.
อาชีพทหารเป็นอาชีพที่สามารถทำาให้มีการ
เลื่อนสถานะของสังคม
ค่าแรง ค่าจ้างที่เมืองพุกาม จะจ่ายเป็นเงิน และ
มีอัตราที่สูงกว่าหัวเมืองอื่น โดยเฉพาะค่า
ตอบแทนพวกช่างฝีมือ ประเภท ช่างอิฐ, ช่าง
โลหะ, ช่างไม้, ช่างปั้น, จิตกร (ในสมัยพุกามมี
การสร้างวัดถึง 3000 วัด)
ในช่วงปลาย C12 พระเจ้านรปติสินธุ (ค.ศ.
1174 -1211) ได้ขยายการเพาะปลูกเข้าไปใน
ที่ราบลุ่มแม่นำ้าหุบเขามู (Mu River Valley) มี
การเทครัวและนำาทหาร, เกษตรกร, พระสงฆ์
นับพันคน เข้าไปในบริเวณดังกล่าว
- 490.
มีการสร้างระบบชลประทานต่างๆมากมาย เช่น
คลองชลประทานหลัก 3 สาย มีความยาว
ประมาณ 80 ไมล์ ซึ่งมีสาขาเชื่อมประมาณ 86
สาย มีฝายกั้นนำ้าประมาณ 40 แห่ง และมีอ่าง
เก็บนำ้าประมาณ 31 แห่ง มีประตูปล่อยนำ้า 73
ประตู
- 491.
1. การผูกขาดของศาสนจักร
ประมาณ 200 ปีก่อน C13 มีการสร้างศาสน
สถาน,เจดีย์มากเกินไป และมกีารงดเว้นภาษีให้
กับศาสนจักร รวามถึงมีการกัลปนาที่ดินและที่นา
ให้กับศาสนจักมากเกิน
ทำาให้ในช่วง C13 ที่นาทั้งหมดประมาณ 63 %
ตกอยู่ในอำานาจของพระสงฆ์ซึ่งไม่ต้องเสยีภาษี
เช่นเดียวกัน ชาวนา เป็นทาสติดที่ดินของ
ศาสนจักร
พระสงฆ์รำ่ารวยจากของถวายอาทิ เงิน, ทอง
ต่างๆ
อาณาจักรไม่สามารถเก็บส่วยในรูปแบบของ
- 492.
แต่ก็ไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงหรือล้มเลิก
ระบบการละเว้นภาษีได้เองจากจะกระทบต่อ
โครงสร้างในระบบอุปถัมถ์ระหว่างกษัตริย์ที่
อาศัยศาสนาเพื่อสร้างความชอบธรรม
นอกจากนี้ ศาสนาจักรยังกลายเป็นที่ลี้ภัยของ
เชื้อพระวงศ์และขุนนางที่มีความขัดแย้งกับ
กษัตริย์ ซึ่งสามารถใช้ทรัพย์สนิของศาสนจักร
ในการก่อกบฏในอาณาจักรพุกามได้
ไมเคิล อ่อง ทวิน กล่าวว่า เราไม่สามารถปฏิเสธ
การฉ้อราษฎร์บังหลวงของพระสงฆ์ใน
อาณาจักรพุกามได้
กษัตริย์พุกาม พยายามแก้ปัญหาโดยการปฏิรูป
ศาสนา (Sasana Reform)
- 493.
- 494.
การปฏิรูปศาสนา ไม่ได้ทำาให้ศูนย์กลางอำานาจ
ของกษัตริย์มคีวามมั่นคงมากขึ้น เนื่องจากการ
บริจาคทรัพย์ให้กับศาสนาจักรก็ยังดำาเนินอยู่
รวมถึงการการรุกรานของมองโกลถึง 3 ครั้ง
ตั้งแต่ช่วงทศวรรษสดุท้ายของ C13 ไปจนถึง
ต้น C14
อาณาจักรพุกามใช้ทรัพยากรในการทำา
สงครามป้องกันอาณาจักรอย่างมาก แม้ว่าการ
รุกรานทั้ง 3 ครั้ง พวกมองโกลจะไม่สามารถเข้า
มาถึงเมืองพุกามได้
- 496.
ราชวงศ์พุกาม (PaganDynasty : 849-1287)
1. อโนรธา (Anawrahta : 1044-1077)
2. สอลู (Sawlu : 1077-1084)
3. จนัสิตถา (Kyansittha : 1084-1112)
4. อลองสีตู (Alaunglithu : 1112-1167)
5. นรสุ (Narathu : 1167-1170)
6. นรสิงหะ (Naratheinkha : 1170-1173)
7. นรปติสีตู (Narapatisithu : 1173-1210)
8. นดองมยา (Ndoungmya or Htilominlo:
1210-1234)
9. อุสานะ (Uzana : 1250-1254)
10. นรสหีปตี (Naurathihapati : 1254-1287)
11. จอสวาร (Kyawswar : 1287-1298)
12. สอนิต (Sawhnit : 1298-1312)
- 497.
- 499.
อังวะ =พม่า (พม่าตอนบน)
พะโค (หงสาวดี) = มอญรามัญ (พม่าตอนล่าง)
คำาว่า รามัญ น่าจะมาจากตำานานการสร้างเมือง
ของชาวมอญ ที่เรียกว่า Ramaññadesa
(รามัญเทศ) / รามัญเทศ = ประเทศของชาว
มอญ
อาจจะเป็นชอื่ของอาณาจักรแรกๆของชาวมอญ
ซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้งข้อเท็จจริงและตำานาน
ไมเคิล อ่อง ทวิน ได้เขียนหนังสอืชอื่ Mists of
Ramanna: the Legend that was Lower
Burma เชื่อว่าเป็นแค่ตำานาน
Donald M Stadtner กล่าวไว้ใน “The
Mon of Lower Burma” ว่าอาณาจักรนี้อาจ
จะมีอยู่จริงเนื่องจักรตอนล่างของพม่ามีความ
เจริญทางด้านวัฒนธรรมมานานและคำากล่าว
- 500.
สมัยนี้เป็นยุคมืด (DarkAge) ของ
ประวัติศาสตร์พม่า
ไม่มีศูนย์กลางอำานาจที่เด็ดขาด
มีแต่สงครามกลางเมือง
บริเวณพม่าตอนบน (อาณาจักรพุกามเก่า) อยู่
ใต้อิทธพิลของ ศูนย์กลาง 3 แห่งที่ปกครองโดย
พวกไทยใหญ่ 3 พี่น้อง ซึ่งเคยเป็นขุนนางใน
อาณาจักรพุกามมาก่อน
ไม่มีการทำาสงครามกันระหว่าง 3 นครรัฐ
เป็นช่วงที่ชนเผ่าที่พูดภาษาตระกูลไต (ไท) ได้
อพยพจากรัฐฉานเข้ามาอยู่ในพม่าตอนบน
- 501.
ช่วง C14 ได้เกิดการรุกรานของอาณาจักร
ฉาน (Shan) ที่เมืองสะกาย (Sagaing) ซึ่งเป็น
เขตอิทธิพลของกษัตริย์ไทยใหญ่คนพี่
เมืองสกายหรือสะแคง (Sagaing) ตั้งอยู่ฝั่งขวา
ของแม่นำ้าอิรวดี (ตรงข้ามกับเมอืงอังวะใน
ปัจจุบัน)
ต่อมา ตะโดเมงพญา (Thadominbya) เจ้า
เมือง Tagaung ได้อ้างว่าเป็นเชอื้สายของ
Yazathingyan และย้ายมาตั้งเมืองอังวะเป็น
ศูนย์กลางอำานาจแห่งใหม่ ใน ค.ศ.1364
ตะโดเมงพญา กลายเป็นปฐมกษัตริย์ของอังวะ
- 504.
ภาษาบาลี เรียกรัตนปุระ (พม่าเรียก ยะดะหน่า
บู่ยะ)
อยู่ใกล้กับเมืองมันฑะเลย์ในปัจจุบัน
เราเรียกประวัติศาสตร์พม่าสมัยนวี้่า สมัยอังวะ
ตอนต้น (1364 – 1555)
อังวะเป็นราชธานีที่สำาคัญหลายสมัย โดยเฉพาะ
ในสมัยราชวงศ์ อลองพยา (คองบอง)
ค.ศ.1839 อังวะถูกแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ จน
เมืองถูกปล่อยให้รกร้าง
- 505.
สมัยอังวะ (AvaPeriod : 1365-1555)
1. ตะโดเมงพญา (Thadominbya : 1364-1368)
2. งานู (Usurper : 1368)
3. สวาสอเก (Swasawke : 1368-1401)
4. ตะระพญา (Tarabya : 1401)
5. เมงฆ้อง (ฝรั่งมังฆ้อง) (Minkhaung : 1401-1422)
6. สีหสุ (Thihathu : 1422-1426)
7. เมงลันเก (Minhlange : 1426)
8. กะเลเจ่ตองโย (Kalekyetaungnyo : 1426-1427)
9. มอยินตะโด (Mohnyinthado : 1427-1440)
10. เมงเยจ่อสวา (Minyekyawswa : 1440-1443)
11. นรปติ (Narapati : 1443-1469)
12. สีหสุระ (Thihathura : 1469-1481)
13. เมงฆ้อง (Minkhaung : 1481-1502)
14. ชเวนันจ่อเชง (Shwenankyawtshin : 1502-1527)
15. สอหันพวา (Thohanbwa : 1527-1555)
- 507.
ในสมัยของพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง พระองค์ได้ทำา
สนธิสัญญาเป็นมิตรกับอาณาจักรพะโคที่อยู่ทาง
พม่าตอนล่าง
C15 ในสมัยของพระเจ้านรปติมหาราช ถือว่า
เป็นยุคเจริญสูงสุดของอังวะ
พระเจ้านรปติมหาราชได้ส่งทูตไปยังจีน
ทรงสร้างสะพานปอนทูน (Pontoon Bridge)
เพื่อเชื่อมอังวะกับสะกาย
มีการติดต่อกับศรีลังกาและอินเดีย
- 509.
อังวะเริ่มเสอื่มลงในช่วง C16 เนื่องจากการมี
อำานาจของสถาบันสงฆ์ที่เป็นเจ้าของที่นาโดยที่
ไม่ต้องเสียภาษี
อีกปัจจัยที่สำาคัญคือการแย่งราชสมบัติกัน
แม้ว่าจะมีกฎมณเฑียรบาลในเรื่องการสืบสันตติ
วงศ์ แต่ปัญหาการแย่งราชสมบัติโดยเฉพาะ
ระหว่างพระอนุชาและพระราชโอรสองค์โตของ
กษัตริย์
เกิดการแยกตัวเป็นอิสระของหัวเมืองที่สำาคัญ
ของอังวะ เช่น ตองอู
ต่อมาตองอูได้กลายเป็นศูนย์กลางอำานาจแทน
อังวะ เนื่องจากมีคนอพยพจากอังวะเข้าไปอยู่
เยอะ โดยเฉพาะนักปราชญ์, พระสงฆ์, ช่างฝีมอื
- 510.
อยู่บริเวณพม่าตอนล่าง ใต้เมืองแปร,เมืองคัง,
เมืองยะไข่ และเมืองอังวะ
เคยเขตอิทธิพลของชาวมอญมาก่อน มีศาสน
สถานที่สำาคัญคือพระธาตุมุเตา (เจดีย์ชเวมอดอ)
เป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในประเทศพม่า
เมืองพะโค ไม่เหมาะกับการตั้งถิ่นฐานเพราะมี
พื้นที่เป็นหนอง บึง มาก
ในช่วงที่พระเจ้าอนิรุทธิ์ทรงยกทัพจากพุกามไป
ตีพม่าตอนล่าง ทำาให้เริ่มมีการอพยพของกลุ่ม
คนที่พูดภาษาพม่า ไปตั้งถิ่นฐานที่บริเวณพะโค
มากขึ้น
ไมเคิล อ่อง ทวิน สันนิษฐานว่ากษัตริย์พุกามได้
- 513.
พะโคเป็นเมืองที่มีความสำาคัญในแง่การค้า
ตั้งแต่C11 – C12
การรวมพม่าตอนบนกับตอนร่างเข้าด้วยกัน
ทำาให้อาณาจักพุกามสามารถมีรายได้เพิ่มจาก
การเก็บภาษี เนื่องจากช่วงนี้เป็นยุคแห่งการค้า
ในพม่าตอนล่าง (Age of Commerce) ซึ่ง
พ่อค้าลังกา อินเดียใต้ และศรีวิชัยได้เข้ามา
ค้าขายกับพวกมอญ
ในช่วงปลาย C13 พวกมองโกลทำาการรุกราน
พม่าตอนบน ทำาให้หัวเมืองมอญทางตอนใต้แยก
ตัวออกเป็นอิสระ อาทิ เมืองเมาะตะมะ, เมือง
แปร, พะโค
เมืองพะโคทำาสงครามกับเมืองเมาะตะมะ ซึ่ง
เมาะตะมะภายใต้การนำาของมะกะโท - 514.
ราชวงศ์มะกะโท ได้ย้ายศูนย์กลางการปกครอง
จากเมาะตะมะไปอยู่ที่พะโค ค.ศ.1385 ซึ่ง
พงศาวดารชาวมอญระบุว่าเป็นเพราะเหตุผลทาง
ยุทธศาสตร์
ในช่วงปลาย C14 อาณาจักรศรีวิชัยเริ่มเสื่อม,
ทางหัวเมืองมลายูเกิดรัฐมะกะกาขึ้น และทาง
ด้านทิศตะวันออกเกิดอาณาจักรของชาวไทย
(พวกที่พูดภาษาไต)
พะโค ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินใหญ่ ยากที่
ข้าศึกจะเข้าโจมตี
กษัตริย์พะโค สามารถใช้แม่นำ้าอิระวดีและ
แม่นำ้าสะโตง เพื่อติดต่อกับเมืองแปรและเมือง
ตองอูทางตอนบนได้
- 515.
กษัตริย์พะโค (ราชวงศ์มะกะโท)ที่สำาคัญคือ
พระเจ้าพินยาอู (Pinya U) (ค.ศ.1353 –
1385) ผู้สร้างเจดีย์ชเวดากองขึ้นที่พะโค
(บรรจุเกศาของพระพุทธเจ้า 8 เสน้)
- 516.
ราชวงศ์มะกะโท เริ่มเสื่อมอำานาจและถูกแทนที่
ด้วยราชวงศ์พะโค ในสมัยของพระเจ้าราชาธฤติ
(Rajadarit) (หย่าซาดะยิต) (พระเจ้า
ราชาธิราช)
พระองค์เป็นกษัตริย์ที่สำาคัญของประวัติศาสตร์
พม่า
ทรงทำาสงครามกับอาณาจักรที่อยู่บริเวณพม่า
ตอนบน (อาณาจักรของกลุ่มคนที่พูดภาษาพม่า)
ในสงครามที่เรียกว่าสงครามพม่ารามัญ หรือ
สงครามหงสาอังวะ หรือสงครามสสีิ่บปี
รบกันระหว่างพระเจ้าราชาธิราชแห่งหงสาวดี
(มอญ) กับพระเจ้าฝรั่งมังศรีชวา (Swasawke)
แห่งอาณาจักรอังวะ (พม่า) , พระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง
- 517.
- 518.
พระเจ้าเมงจีโย แปลว่าพระองค์ดำา (พระเจ้าสริิ
ชัยสุระ) เป็นปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์ตองอู
เมืองตองอูเป็นเมืองที่อยู่ในหุบเขาตอนกลาง
ของพม่าตอนบน จึงเป็นปราการธรรมชาติ
ป้องกันการรุกรานจากดินแดนอื่นๆ
นักประวัติศาสตร์เรียกสมยันี้ว่า พะโคสมัยที่ 2
(The Second Pegu)
ตองอู แปลว่า หุบเขาเตี้ยๆ
พระเจ้าเมงจีโยทรงทำาสงครามกับพระเจ้านระ
บดีของเมืองแปร และสามารถรวมเอาอาณาจักร
แปรเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตองอูได้
- 519.
นักประวัติศาสตร์ยอมรับว่า พม่าในสมัย
อาณาจักรตองอู เป็นสมัยที่พม่าสามารถขยาย
แสนยานุภาพทางด้านทหารได้กว้างขวางที่สดุ
เป็นรัฐโบราณในช่วง C16 ที่เข้มแข็งที่สุดโดย
เฉพาะตั้งแต่สมัยของพระเจ้าตะเบงชะเวตี้
(ครองราชย์ ค.ศ.1531 – 50) และ สมัยพระ
เจ้าบุเรงนองมหาราช
พระเจ้าตะเบงชะเวตี้ทรงตีหัวเมืองมอญโดย
เฉพาะเมอืงพะสิม, พะโค (หงสาวดี) และเมาะตะ
มะทางพม่าตอนล่างได้
การตีได้หัวเมืองดังกล่าวทำาให้พระองค์สามารถ
ควบคุมการค้าขายกับต่างชาติและสามารถนำา
เข้ากระสุนดินปืนและปืนไฟ, ปืนใหญ่จาก
โปรตุเกสได้
- 520.
ในช่วงนี้อาณาจักรศรีวิชัยไม่ได้เป็นศูนย์กลาง
ในการค้าทางทะเลแล้ว
เส้นทางการค้าถูกเปลี่ยนมาที่กรุงศรีอยุธยาและ
พม่าตอนล่าง โดยเฉพาะบริเวณปากแม่นำ้าอิระ
วดี
ค.ศ.1539 พระเจ้าตะเบงชะเวตี้ทรงยึดเมืองพะ
โค (หงสาวดีได้)
พงศาวดารพม่า ระบุว่า ได้โดยไม่ต้อง ยึดโดย
ไม่ต้องชักดาบชักหอกแม้แต่ 1 เล่ม
พระองค์ติดสินบนเชื้อพระวงศ์ปลายแถวของ
กษัตริย์พะโค โดยให้ไปลอบสังหารแม่ทัพคน
สำาคัญของพะโค 2 คน จนทำาให้กองทัพพะโค
เกิดความระสำ่าระสาย
กษัตริย์พะโคต้องหนีไปอยู่ที่เมืองแปร
- 521.
ค.ศ.1541 ทรงยึดเมืองเมาะตะมะได้
เมาะตะมะ น่าจะเป็นเมืองท่าที่มีพ่อค้าต่างชาติ
เข้ามามากที่สุด อาทิ พวกอบีซซีเนียน, แข
กมัวร์, เปอร์เซีย, เวนิช, อินเดียใต้, โปรตุเกส
พวกโปรตุเกส เป็นทหารรับจ้างที่สำาคัญ
ค.ศ. 1542 ทรงทำาสงครามกับเมืองแปร
ทรงทำาสงครามกับอยุธยาแต่ไม่สำาเร็จ
พงศาวดารพม่า ระบุว่าพระองค์ทรงจับเชอื้พระ
วงศ์อยุธยาไว้เป็นตัวประกัน ไว้ต่อรองกับ
อยุธยา เพื่อให้พระองค์ถอยทัพได้อย่างปลอดภัย
อยุธยาถูกรวมเป็นขัณฑสีมา ของตองอูได้ใน
สมัยของพระเจ้าบุเรงนองมหาราช
- 522.
พระเจ้าตะเบงชะเวตี้ ถูกลอบสังหารโดย
องครักษ์คนสนิท
ในบนั้ปลายพระองค์ทรงติดนำ้าจัน จนไม่เป็น
อันว่าราชการ
ก่อให้เกิดการแข็งเมอืงของหัวเมืองต่างๆ อาทิ
เชื้อสายเดิมของกษัตริย์พะโคได้ตั้งตนเป็นใหญ่
บุเรงนองในขณะที่ยังไม่เป็นกษัตริย์ = กษัตริย์
ผไู้ม่มีแผ่นดิน
พระอนุชาของบุเรงนองมีศักดินาที่เมืองแปรและ
ตองอู ก็ไม่ได้สนับสนุนให้บุเรงนองเป็นกษัตริย์
(ไมเคิล อ่อง ทวิน วิเคราะห์ว่าเนื่องจากบุเรงนอง
ไม่ได้เกิดในเชื้อสายกษัตริย์)
- 523.
ค.ศ. 1551บุเรงนองสามารถยึดเมืองพะโคได้
พระองค์มีนายกองชาวโปรตุเกสชอื่ Deogo
Soarez de Mello คอยช่วย
ค.ศ. 1555 ทรงบุกอังวะ
ต่อมาบุกรัฐฉาน, แคว้นมณีปุระ (อินเดีย),
เชียงใหม่ (ไทย), ล้านช้าง (เวียงช้าง)
บุเรงนองทำาสงครามกับอยุธยา 2 ครั้งคือ
ค.ศ.1564 และ ค.ศ.1569
พระองค์ทรงสร้างเมืองหงสาวดีขึ้นใหม่ใกล้กับ
พะโค
- 524.
พระเจ้าบุเรงนองมหาราช ทรงได้รับการยอมรับ
จากทั้งนักประวัติศาสตร์พม่าและไทยว่าเป็น
กษัตริย์นักรบที่ทรงพระปรีชาสามารถ
กรมพระยาดำารงราชานุภาพ ทรงเรียก พระเจ้า
บุเรงนองว่า The Conqueror of Ten
Directions (ผู้ชนะสิบทิศ)
กรมพระยานราธิปประพันธพ์งศ์ เคยแต่ง
พงศาวดารพม่า เรื่องยอดขุนพล ซึ่งในเวลาต่อ
มา ยาขอบ (โชติ แพร่พันธุ์) ได้นำามาแต่งเป็น
เรื่อง ผชู้นะสบิทิศ (เป็นนิยายปลอมพงศาวดาร)
เนื่องจากแต่งจากพงศาวดารจริงแค่ 8 บรรทัด
- 525.
เดิมที เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีวัฒนธรรม
ดั้งเดิมของตนอยู่แล้ว
อาทิ วัฒนธรรมทางการเกษตร, ระบบ
ชลประทานที่ก้าวหน้า, การใช้โลหะ, การเดิน
เรือ
มีพัฒนาการมาตั้งแต่ยุคหินเก่า - ยุคโลหะ
การรับวัฒนธรรมภายนอกของเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้ เป็นแบบ Localization
- 526.
- 527.
- 528.
ความเชื่อดั้งเดิมของชาวเอเชียตะวันออกเฉียง
ใต้
1.นับถือผี เชอื่ว่าสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต มีพลัง
พิเศษในตัวเอง อาทิ ในเกาะชวา เรียกวิญญาณ
ว่า สมางัด
2. เชอื่ในเรื่องบนบาน เซ่นสรวงบูชา สงิ่ศักดิ์สิทธิ์
3. การเคารพบูชา ผีบรรพบุรุษ สงัเกตจาก
ประเพณีการฝังศพของผู้ตาย
- 529.
- 530.
- 531.
1. พวกวรรณะพราหมณ์และวรรณะกษัตริย์ของ
อินเดียทราบว่าดินแดน SEA มีทองคำาและ
โลหะ และต้องการเครื่องเทศและไม้หอมต่างๆ
2. เส้นทางการค้าเก่าของอินเดียเปลี่ยน
เนื่องจากจักรพรรดิโรมันประกาศห้ามนำา
เหรียญทองของโรมันออกนอกจักรวรรดิ ทำาให้
พ่อค้าชาวอินเดียหันมาค้าขายกับ SEA มาก
ขึ้น
3. ชาวอินเดียมีเทคโนโลยีการต่อเรือที่ก้าวหน้า
เรือสำาเภาอินเดียสามารถจุคนได้ถึง 600 –
- 532.
4. การเข้ามาของชาวอินเดียใน SEAเป็นการเข้า
มาเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า ไม่ใช่เป็นการตั้ง
อาณานิคม เหมือน กรณี ที่จีนเข้ามารุกราน
บริเวณเวียดนามเหนือ
5. ความเข้มงวดในเรื่องวรรณะของชาวอินเดีย
ลดน้อยลง ทำาให้พวกวรรณะสงูสามารถเดินทาง
ร่วมกับพวกวรรณะตำ่าได้ ซึ่งพวกวรรณะสูง อาทิ
วรรณะพราหมณ์ วรรณะกษัตริย์ มีส่วนสำาคัญ
ในการเผยแพร่วัฒนธรรมอินเดียใน SEA
- 533.
- 534.
การถ่ายทอดอารยธรรมอินเดีย เป็นหน้าที่ของ
พวกพราหมณ์ โดยอาศัยการค้า
พราหมณ์ เป็นเจ้าของกิจการการค้า และมี
ความสนิทสนมกับพวกกษัตริย์ท้องถิ่น
กษัตริย์ท้องถิ่นมัก ชักชวนพวกพราหมณ์มารับ
ราชการ และถ่ายทอดวัฒนธรรมอินเดียให้กับ
ชาวท้องถิ่น
- 535.
1. การปกครอง แนวคิดสมมติเทพ,เทว
ราชา, คติการมี กษัตริย์
แบบลัทธิฮินดู, คำาราชาศัพท์,
แนวคิดจักรพรรดิราช
2. ภาษาและวรรณกรรม ใช้ภาษาสันสกฤตใน
การบันทึก, การ เขียนพระ
ราชพงศาวดารได้รับอิทธิพล
จากอินเดีย, อักษรปัลลาวะ จากอินเดียใต้
เป็นอักษรต้นแบบของ
อักษรขอมและ มอญ
- 536.
- 537.
วรรณกรรมที่สำาคัญ ได้แก่รามายนะ, มหาภาร
ตะ คัมภีร์ปุราณะ, เรื่องเกี่ยวกับการสืบราชวงศ์
ของกษัตริย์, ชาดกต่างๆ
วรรณกรรมเหล่านี้ ก่อให้เกิดคตินิยมขึ้นใน
SEA อันเป็นพื้นฐานของวัฒนธรรม SEA ใน
ที่สดุ อาทิ
การบริจาคทานแคนด้อยโอกาส, การเคารพผู้
อาวุโส, การจงรักถักดีต่อกษัตริย์
- 538.
3. ศิลปะอินเดีย ด้านประติมากรรมและ
สถาปัตยกรรม
ด้านประติมากรรม เทวรูป, พระพุทธรูปแบบ
เหมือนจริง (Realistic)
ด้านสถาปัตยกรรม อิทธพิลของศาสนาอินเดีย
เช่น ฮินดู, พุทธใน สงิ่ก่อสร้างและ
ศาสนสถาน เช่น
3.1 บูโรพุทโธในอินโดนีเซีย
3.2 ปราสาทนครวัด, ปราสาท
- 539.
- 540.
กฎหมายอินเดีย มุ่งรับใช้ชนชั้นปกครอง
มากกว่าสามัญชน
บทลงโทษรุนแรง
ระบบศาลของแนวคิดอินเดียมีคติว่า ผถูู้กจับได้
คือ นักโทษ
เจ้าหน้าที่สามารถบีบบังคับได้ทุกทางเพื่อให้
นักโทษสารภาพ
มีอิทธิพลสำาคัญต่อ การตรากฎหมายใน SEA
เช่น จารีตนครบาล, กฎหมายตราสามดวง ซึ่งมี
บทบัญญัติ เรื่องการทรมานนักโทษ
- 541.
5. ระบบวรรณะของอินเดีย SEAไม่ได้รับมา
ทั้งหมด แต่นำามา
ประยุกต์ให้เข้ากับท้องถิ่นเท่านั้น เช่น
การแบ่งชนชนั้ ได้แก่ กษัตริย์
ขุนนาง ๆ ไพร่ ทาส
- 542.
6. ศาสนาพุทธ เข้ามาเผยแพร่ในSEA
ช่วงราว C2 ในช่วงนี้นิกาย ที่
เข้ามาคือนิกายหินยานแบบเถรวาท
- ศูนย์กลางของศาสนาพุทธในยุคเริ่มแรก อยู่ที่
อาณาจักรมอญยุคแรก และในอาณาจักรทวาร
วดี (นครปฐม)
- ต่อมาในช่วง C6 ลัทธิมหายานแพร่เข้ามาทาง
หมู่เกาะ มลายู สุมาตรา และชวา ตรงกับยุคสมัย
ของอาณาจักรศรีวิชัย
- 543.
ต่อมาช่วงปลาย C11 อาณาจักรพุกาม พระ
เจ้าอนิรุทธทรงเลื่อมใส่ในศาสนาพุทธ นิกาย
เถรวาท
เกิดการทำาสังคายนา ครั้งแรกในพม่า มีการร่าง
ข้อบัญญัติเกี่ยวกับธรรมวินัยของพระสงฆ์อย่าง
เคร่งครัด
พุทธศาสนาจึงเผยแพร่ไปในอาณาจักรต่างๆ
ใน SEA โดยเฉพาะบริเวณรัฐบนแผ่นดินใหญ่
ลัทธิฮนิดู มีอิทธิพลในราชสำานักเขมร
- 544.
- 545.
ก่อนการแพร่หลายของพุทธศาสนาใน SEAเรา
พบลัทธิ พราหมณ์ อยู่ก่อนแล้ว
การผสมผสานกับระหว่างลัทธิพราหมณ์ - ฮินดู
และพุทธศาสนา ส่งผลให้พระราชอำานาจของ
กษัตริย์ ถูกจำากัด ด้วยหลักเมตตาธรรมและทศพิ
ธราชธรรม
รวมถึงงานด้านอุปถัมถ์ศาสนา กลายเป็นหน้า
ที่ๆหลีกเลี่ยงไม่ได้ของพระมหากษัตริย์
ศาสนาในลักษณะนี้ กลายเป็นศาสนาจักร
- 546.
ความสัมพันธร์ะหว่างจีนกับ SEAในระยะแรก
เป็นไปในรูปแบบการค้าขาย มากกว่า การ
ถ่ายทอดทางวัฒนธรรม
จีนมองตนเองว่าอาณาจักรตน เป็นศูนย์กลาง
ของจักรวาล
- เป็นที่พึ่งพิงของอาณาจักรที่เล็กกว่า โดย
เฉพาะ SEA
- อาณาจักรที่ต้องการค้าขายกับจีน ต้องสง่
บรรณาการ ไปยังราชสำานักจีนในวาระพิเศษ
ต่างๆ (ระบบจิ้มก้อง)
- รัฐบาลจีนไม่ต้องการรายได้จากการค้าขาย
กับต่างประเทศผิดกับอินเดีย
- 547.
ระบบจิ้มก้อง =ระบบทูตบรรณาการ
- จีน มองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ว่าเป็นพวกล้า
หลังและป่าเถื่อน
- ระบบทูตบรรณาการ เป็นสญัลักษณ์ของการที่ผู้
ป่าเถื่อนยอมสวามิภักดิ์กับจักรพรรดิจีน
- กษัตริย์ใน SEA มองว่า เป็นการนำาของขวัญที่
หายากและมีค่า มามอบให้กับจีน เพื่อแลก
เปลี่ยนกับ ของขวัญที่มีค่ามากกว่า เป็นการ
แสดงถึงความมีเมตตาของผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่า
- ทูตบรรณาการจึงลักษณะ คล้ายกับการค้าขาย
แบบแลกเปลี่ยนระหว่างกัน
- 548.
สินค้าที่ SEAต้องการคือ เครื่องปนั้ดินเผา,
เครื่องลายคราม และผ้าไหม
อาณาจักรใดส่งเครื่องบรรณาการให้จีนก็จะได้
รับความสะดวกในการค้าขายกับจีน
- 549.
จีนไม่ได้ถ่ายทอดวัฒนธรรมจีนโดยตรงกับ SEA
- จีนมีประเพณีห้ามนักปราชญ์ราชบัณฑิตเดิน
ทางออกนอกดินแดนบรรพบุรุษหรือบ้านเกิด
เมืองนอน
- จีนสนใจขยายอิทธิพลทางการเมืองมากกว่า
วัฒนธรรมโดยเฉพาะในเวียดนามเหนือ สว่นใน
อาณาจักรอื่น จีนต้องการให้ยอมรับอำานาจของ
จีน แค่ในทางทฤษฎี กล่าวคือ แค่ส่งบรรณาการ
ให้ก็เพียงพอแล้ว
- 550.
- 551.
- 552.
- 553.
- 554.
ชาวตะวันตก หรือชาวยุโรป หมายถึง อะไร
ชาวผิวขาว
ใช้เรียกชนชาติที่มีเชื้อสายแองโกล แซกซอน
และพวกละตินของชาวยุโรปและใต้ทวีปอเมริกา
ในปัจจุบัน
ชาวตะวันตก หรือ ชาวผิวขาว มีความรู้สึกว่า
ตนเอง ต่างจากผู้อื่น แม้ว่าในทางกายภาพ จะ
เป็นชาวผิวขาวเหมือนกัน
- 555.
- 556.
เดิมที นับตั้งแต่การล่มสลายของอาณาจักร
โรมันในช่วงราว C 5
ชาวโรมันมีสว่นสำาคัญในการเก็บรักษา ความรู้
คุณธรรมของชาวกรีก และทำาหน้าที่ส่งเสริมให้
ความรู้ดังกล่าวเผยแพร่ไปทั่วยุโรป
ยุโรป เริ่มเข้าสู่ ยุคมืด (Dark Age)
ชาวตะวันตก ถูกครอบงำาโดย ศาสนาจักร และ
ความเชอื่เรื่องคริสต์ศาสนา
- 557.
ในยุคกลางของยุโรป
กษัตริย์ ไม่ได้มีอำานาจ เบ็ดเสร็จ
อำานาจจริงๆอยู่ที่ ศาสนจักร, พระ, พวกขุนนาง
ศาสนจักร เป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็ง
และเป็นศูนย์กลางทางอำานาจของยุโรปในยุค
กลาง
- 558.
- 562.
- 563.
- 566.
การทำาสงครามกับพวกมุสลิม (เติร์ก,ซาราเซน,
อาหรับ) ทำาให้ชาวยุโรปได้เรียนรู้วิทยาการ
ใหม่ๆจากชาวมุสลิม อาทิ คณิตศาสตร์, เข็มทิศ
พวกยุโรปได้เรียนรู้อารยธรรมโบราณที่ถูกเก็บ
รวบรวมไว้ ที่อิยิปต์, อเล็กซานเดรีย, ไคโร,
ดามัสกัส, เยรูซาเล็ม
เกิดศูนย์กลางการค้ามากมายใน
ตะวันออกกลาง อันเป็นผลพวงมาจากการรบที่
ใช้เวลานานหลายปี
ชาวตะวันตก สนใจในสนิค้า ของตะวันออก
การยกทัพทางทะเล ก่อให้เกิดการสำารวจดิน
- 569.
มาร์โก โปโลเป็นชาวเวนีส (อิตาลี่)
เดินทางมาในเอเชียตาม เส้นทางสายไหม เพื่อ
มาค้าขายกับจีน (คาเธ่ย์)
ถึงจีนในสมัยราชวงศ์มองโกล
ได้รับราชการในรัชสมัยของจักรพรรดิกุบไล
ข่าน ถึง 17 ปี ก่อนเดินทางกลับอิตาลี่
เขียนหนังสอืชอื่ อิลมีลีโอเน (Il Milione)
- 572.
- 576.
ชนชนั้ที่เกิดขึ้นใหม่ หลังยุคมืดคือ ชนชั้น
พ่อค้า
เมื่อศาสนจักร หมดอำานาจทางการเมือง อำานาจ
จึงตกอยู่ที่สถาบันกษัตริย์
ในระยะแรก King ยังขาดอำานาจ จึงต้องอาศัย
ฐานกำาลังคือ พวกพ่อค้า
King ให้สิทธิพ่อค้า ในการสำารวจทางทะเล
พ่อค้า จ่ายภาษี / King นำาภาษีไปใช้ในการ
เสริมพระราชอำานาจ
- 577.
- 578.
- 579.
- 580.
ชาวผิวขาว มีอุดมการณ์ว่าเป็นภาระของชาว
ผิวขาวที่จะต้องเผยแพร่วัฒนธรรมไปในชาติที่
ล้าหลังอยู่ โดยเฉพาะ โปรตุเกส, สเปน และ
ฝรั่งเศส
- 581.
โปรตุเกส และสเปน ต่างแข่งขันกันเป็นเจ้า
แห่งการเดินเรือมาตั้งแต่ C 15
เพื่อเป็นการป้องกันความขัดแย้งกันระหว่าง
โปรตุเกส และ สเปน
พระสันตะปาปา จึงเข้ามาแก้ไขปัญหา ใน ค.ศ
1494 โดยการทำาสนธิสัญญาทอร์เดสซิล
ลาส (Treaty of Tordesillas)
- 582.
เป็นการแบ่งโลกออกเป็น 2ส่วน ระหว่าง 2
มหาอำานาจทางทะเลคือ โปรตุเกส และ สเปน
โปรตุเกส จะได้รับดินแดนและผลประโยชน์ทุก
อย่าง นอกยุโรปฝงั่ตะวันออก ในขณะที่ สเปน
จะได้รับประโยชน์ นอกยุโรปตะวันตก
- 584.
- 587.
เป็นชาติแรกที่เข้ามาใน SEAโดยเดินเรือผ่าน
แหลมกู๊ดโฮป มาตั้งเมืองท่าที่เมืองกัวร์ ,เมืองกา
ลิกัต , มาราบาร์ และโคชินในอินเดีย
ต้องการค้นหาทองในเกาะกีนีและเครื่องเทศ
และต้องการประกาศคริสต์ศาสนานิกาย
โรมันคาทอลิก ในเอเชีย
- 591.
เหตุผลสำาคัญที่ โปรตุเกสเข้ามาในSEA คือ
ต้องการผูกขาดตลาดค้าเครื่องเทศ
เดิมตลาดเครื่องเทศถูกผูกขาดโดย พ่อค้า
อาหรับและพ่อค้ามุสลิมอินเดีย ในเมืองเอเดน
และเมืองมะละกา
โปรตุเกสจึงต้องการยึดมะละกาเพื่อเป็น
ศูนย์กลางการค้าเครื่องเทศ
- 594.
อาฟองโซ เดออัลบูเคอร์ก นักเดินเรือและแม่ทัพ
โปรตุเกสเดินทางมายึดเมืองมะละกา ใน ปี ค.ศ.
1511
เคยทำาสงครามทางเรือชนะ ตุรกี และอิยิปต์ ใน
ปี ค.ศ. 1509
ใช้ทหาร 1600 คน เรือรบ 15 ลำา
มีการตั้งสถานีการค้าที่เมืองมะละกา มีการส่งทูต
ไปค้าขายกับ อยุธยา ญี่ปุ่น หมู่เกาะโมลุกกะ
พร้อมการเผยแพร่คริสต์ศาสนา
- 598.
โปรตุเกสไม่สามารถรักษาอำานาจใน SEAได้
นาน เพราะ
1. ค.ศ. 1580 โปรตุเกสกลายเป็นพันธมิตรรอง
ของสเปน โดยรวมตัวกันเป็นสหภาพไอบีเรีย
โปรตุเกสจึงอ่อนแอลง และพระเจ้าฟิลลิปที่ 2
แห่ง สเปน ทรงไม่สนพระทัยในผลประโยชน์
ของโปรตุเกส
2. การเข้ามาของฮอลันดาใน มลายู และเกาะชวา
จนโปรตุเกสต้องเสียมะละกาให้ฮอลันดาไปในปี
1642
3. นโยบายการเผยแพร่ศาสนาของโปรตุเกสที่
เข้มงวดเกินไป มีการบังคับให้ชนพื้นเมืองเข้ารีต
- 599.
4. โปรตุเกส ใช้นโยบายทางทหารนำาหน้าการค้า
ปฎิบัติต่อชาวพื้นเมือง เป็นผู้ชนะสงคราม
มากกว่า การยอมประนีประนอม มีการข่มเหง
ชาวมุสลิมพื้นเมือง จนทำาให้สุลต่านแห่งเกาะ
โมลุกกะ ไม่ยอมให้โปรตุเกสตั้งสถานีการค้า
และไล่โปรตุเกส ออกจากเกาะโมลุกกะ
5. นโยบายการค้าของโปรตุเกสเป็นนโยบายใน
สมัยยุคศักดินา มาสามารถแข่งขันกับพ่อค้า
อินเดียได้ พ่อค้าโปรตุเกสไม่มีความเป็นเอกภาพ
เนื่องจากเอาผลประโยชน์ใส่ตัว
- 600.
สเปน เดินทางสำารวจทะเลเพื่อหาดินแดนใหม่
ทางยุโรปตะวันตก โดยผ่านชายฝั่งแอฟริกาใต้
มายังมหาสมุทรแอตแลนติก จนมาถึงหมู่เกาะ
ฟิลิปปินส์
เดิมทีหมู่เกาะฟิลิปปินส์ ยังไม่มีชื่อ
ชื่อฟิลิปปินส์ ตั้งตามพระนามของ พระเจ้าฟิลิปที่
2
- 604.
แมกเจลแลน ค้นพบฟิลิปปินส์ในปีค.ศ. 1521
แต่ถูกชาวพื้นเมืองฆ่าตาย ส่วนพวกลูกเรือได้นำา
เรือกลับ สเปน ไปทางตะวันตก
สเปน เป็นชาติแรกที่แล่นเรือรอบโลก
สเปนตั้งอาณานิคมแห่งแรกที่เกาะเซบู
จากนั้นจึงขยายมาที่เกาะลูซอน ที่ตั้งของเมือง
มะนิลา ในปัจจุบัน
- 606.
สเปน เข้ามาในฟิลิปปินส์ด้วยเหตุผล 2
ประการคือ 1. การค้า 2. เผยแพร่ศาสนา
สเปน สามารถ ยึดครองฟิลิปปินสไ์ด้ง่ายดาย
เนื่องจาก ฟิลิปปินส์ ไม่มีพัฒนาการของรัฐจารีต
จึงไม่มีกองกำาลังต่อต้าน
มิชชันนารี สเปน มีส่วนสำาคัญในการเผยแพร่
คริสต์ศาสนา
- 607.
หากพิจารณาประวัติศาสตร์ของสเปน สเปน
สามารถป้องกันการรุกรานของชาวมุสลิมทาง
ตอนใต้ของสเปนได้ใน C 8 จนถึง C 13
สเปน จึงตั้งตนเป็นนักรบและผคูุ้้มครองคริสต์
ศาสนา โดยถือว่า ตนมีพันธกิจ ที่สำาคัญในการ
เผยแพร่ศาสนาไปยังดินแดนที่ล้าหลัง
มิชชันนารี สเปน แม้จะเป็นนักบวช แต่ก็กระทำา
ตัวเปรียบเหมือน ทหาร
เช่นเดียวกับโปรตุเกส สเปนใช้กำาลังในการ
บังคับชาวพื้นเมืองให้เข้ารีต
- 608.
มกีารทำาลายรูปปั้น เทวรูปของชาวพื้นเมือง
แต่จำานวนมิชชันนารี ในระยะแรกยังน้อย ส่ง
ผลให้การเข้ารีตของชาวพื้นเมือง เป็นแบบ ค่อย
เป็นค่อยไป
ความเชื่อเดิมของชาวพื้นเมืองยังไม่ถูกกระทบ
มากนัก
- 609.
ฮอลันดาเริ่มแข่งขันการค้าทางทะเลกับ
โปรตุเกสและ สเปน ในช่วง ค.ศ. 1596
เนื่องจากพระเจ้าฟิลิปที่ 2 แห่งสเปน ทรงปิด
เมืองท่าทุกแห่งของสเปนและโปรตุเกสใน
คาบสมุทรมลายู สำาหรับพ่อค้าฮอลันดา
เช่นเดียวกับชาติอื่นๆ ฮอลันดาต้องการเครื่อง
เทศและพริกไท
ฮอลันดา ไม่ได้ต้องการเผยแพร่ศาสนา จึงมีข้อ
ขัดแย้งกับชาวพื้นเมืองน้อย
ฮอลันดา เดินทางมาที่ SEA ครั้งแรกที่เกาะชวา
บริเวณเมืองแบนทัม
- 612.
ฮอลันดา ได้เปรียบโปรตุเกส ตรงที่ไม่ถูกต่อ
ต้านจากชาวพื้นเมือง
ชาวพื้นเมือง รับ อาวุธ จากฮอลันดาในการต่อ
ต้านอิทธิพลของโปรตุเกส
การเข้ามาของฮอลันดา ทำาให้โปรตุเกสเหลือ
อาณานิคมเพียงแห่งเดียวคือ เกาะติมอร์
- 613.
ปี ค.ศ.1619 ฮอลันดา เริ่มวางนโยบายในการ
ปกครองและยึดครองดินแดนบนเกาะชวา และ
เกาะสุมาตรา เพื่อขยายอิทธิพลทางการเมืองและ
การค้าแข่งกับอังกฤษ
มีการตั้งเมือง จาร์กาต้า เป็นศูนย์กลางการ
ปกครอง
ฮอลันดา ใช้เวลาประมาณ 30 ปี ในการยึด
ครองอาณาจักรของชาวชวา อาทิ แบนแธม,
แบนดา
ทำาให้ภายใน C17 ฮอลันดาสามารถมีอิทธิพล
เหนือหมู่เกาะอินโดนีเซียทั้งหมด
- 614.
อังกฤษ
ฝรั่งเศส
สหรัฐอเมริกา
ฮอลันดา (เปลี่ยนท่าที)
- 617.
อังกฤษมีเมืองท่าหลักอยู่แล้วในอินเดียได้แก่
เมืองกัลกัตต้า,เมืองบอมเบย์ และเมืองมัทราส
เดิมทีตั้งแต่ปลาย C 16 อังกฤษไม่ได้สนใจ
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากนัก เนื่องจากอยู่
ห่างจากอินเดีย และอังกฤษยังขาดสินค้าที่จะไป
แลกเปลี่ยนกับเครื่องเทศในเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้ และติดพันสงครามกับอินเดียและ
ฝรั่งเศสในอินเดีย
ราฟ ฟิช เป็นพ่อค้าคนแรกที่เดินทางมาค้าขาย
กับพม่า แต่ไม่มีการตั้งสถานีการค้า และ ราฟ
ฟิช ไม่ได้ให้ความสนใจพม่า เนื่องจากไม่มี
เครื่องเทศ
- 618.
เป็นเพื่อการค้ามากกว่าการเผยแพร่ศาสนา
อังกฤษกลายเป็นมหาอำานาจทางทะเลแทนสเปน
ใน ค.ศ. 1588 โดยสามารถเอาชนะกองเรืออาร์มา
ดาของสเปนได้ (สมัยอลิซาเบธที่ 1)
เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม ในอังกฤษ ทำาให้
อังกฤษสามารถผลิตเรือกลไฟ, เครื่องจักรกลที่ใช้
ในโรงงาน ทำาให้ต้องการวัตถุดิบเพื่อป้อนโรงงาน
และสินค้าล้นตลาด ทำาให้พ่อค้าอังกฤษต้องหา
ตลาดระบายสินค้า
อังกฤษต้องการเมืองท่าเพื่อพักสินค้าและใช้เป็น
ฐานทัพเรือเพื่อหาเชื้อเพลิงและซ่อมแซมเรือ ก่อน
เดินทางไปค้าขายกับจีน พม่า มลายู อยู่ในเส้น
- 620.
- 621.
- 622.
พ่อค้าอังกฤษเดินทางมาติดต่อการค้ากับพม่า
หลายครั้งอาทิ
- โทมัส แซมมวล เปิดสถานีการค้าแห่งแรกในหง
สาวดี ปี ค.ศ. 1615
- ปลาย C 17 มีการตั้งสถานีการค้าที่เมืองสิเรียม
- กลาง C 18 ตั้งสถานีการค้าที่เกาะเนกรอส แลก
เปลี่ยนกับการขายอาวุธปืน ให้กับพระเจ้าอลอง
พญา
- ช่วง C19 พม่าตั้งสถานีการค้าที่เมืองย่างกุ้ง
- 623.
พม่าทำาสงครามกับอังกฤษ 3ครั้ง คือในปี ค.ศ.
1824 , ค.ศ. 1852, ค.ศ. 1885 ก่อนที่อังกฤษจะยึด
ครองพม่าและผนวกพม่าเป็นส่วนหนึ่งของอินเดีย
- 624.
มีนักวิชาการได้วิเคราะห์ไว้ต่างกันหลายท่าน
สาเหตุหลัก คืออังกฤษต้องการยึดพม่าเพื่อใช้เป็น
เส้นทางไปยังจีน ไทย และเป็นการคานอำานาจกับ
ฝรั่งเศส (ฝรั่งเศสหมดอำานาจในพม่าตั้งแต่ ค.ศ.
1756)
เกิดปัญหาทางชายแดนกันระหว่างพม่ากับอังกฤษ
พม่าได้ผนวกเอาดินแดนของอังกฤษในอินเดีย เข้า
เป็นของตนเอง มีการก่อตั้งกองโจรก่อกวนอังกฤษ
อยู่เสมอ
หลังสงครามครั้งที่ 1 อังกฤษได้ดินแดนส่วนใหญ่
ของพม่า อาทิ อารกัน ย่างกุ้ง ทวาย มะริด แปร อัง
วะ ตะนาวศรี พม่าพยายามจะยึดดินแดนคืนอยู่เสมอ
- 625.
พม่ารังแกพ่อค้าอังกฤษ มีการขู่เอาชีวิตข้าหลวง
อังกฤษในพม่า มีกรณีที่กัปตันเรือของอังกฤษถูก
ชาวพม่ายิงบาดเจ็บ
พ่อค้าอังกฤษไม่พอใจ ระบบการเข้าเฝ้ากษัตริย์
พม่า ที่ต้องถอดรองเท้าก่อนเข้าเฝ้า
พ่อค้าอังกฤษปล่อยข่าวให้พม่าเสียหาย เช่น มี
ข่าวลือว่าพม่าจะร่วมมือกับฝรั่งเศสในการต่อ
ต้านอังกฤษ โดยกษัตริย์พม่าจะยอมให้ฝรั่งเศส
ตั้งสถานกงสุล และให้สัมปทานการสร้างทาง
รถไฟแทนอังกฤษ
พม่าเรียกเก็บภาษีไม้สักจากอังกฤษในอัตราสูง
- 626.
พ่อค้าอังกฤษ เป็นตัวการสำาคัญที่ก่อให้เกิด
สงครามกับพม่า เนื่องจากเกิดปัญหาทุจริตใน
บริษัทบอมเบย์ เบอร์ม่า และทางตอนเหนือของ
พม่าเกิดวิกฤตทางการเมือง ทำาให้การค้าในพม่า
ซบเซา พวกพ่อค้าอังกฤษจึงต้องการผนวกดิน
แดนทางตอนเหนือของพม่า
พระเจ้าธีบอ กษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่า มีนโย
บายทางลบต่ออังกฤษ อาทิ ปิดเส้นทางค้าขาย
จากพม่าไปสู่จีน
- 630.
ฟรานซีส ไลท์จากบริษัทอีสต์ อินเดีย ได้เข้ามา
เจรจากับสุลต่านแห่งรัฐเคดาห์ ในการขอตั้ง
สถานีการค้าที่ปีนัง โดยอังกฤษยอมให้ความคุ้ม
ครองเคดาห์จาก สยามและโจรสลัดบูกิส
(อังกฤษ โกหก)
ค.ศ.1791 ยึดปีนัง ปฏิเสธที่จะคุ้มครองเคดาห์
จากสยาม จ่ายเงินให้สุลต่านเคด่าห์ ปีละ 6000
เหรียญ ปีนังกลายเป็นเมืองท่าที่เทียบเท่า 3
เหลี่ยมอิทธิของอังกฤษในอินเดีย
ต่อมาอังกฤษเริ่มสนใจมะละกา เดิมมะละกาเป็น
ของโปรตุเกสตั้งแต่ ค.ศ.1511 จน เปลี่ยนมือไป
เป็นของฮอลันดาจากการร่วมมือกับสุลต่านแห่ง
- 634.
อังกฤษเข้าปกครองมะละแกแทนฮอลันดา
เนื่องจากในยุโรปเกิดการปฏิวัติฝรั่งเศสซึ่ง
ฮอลันดา กลัวว่า ฝรั่งเศสจะยึดครองเมืองท่า
ทั้งหมดในเอเชีย ฮอลันดาจึงยอมให้อังกฤษเข้า
มาป้องกันมะละกาให้ ใน ค.ศ. 1795
อังกฤษไม่อยากคืนมะละกาให้ฮอลันดา จึง
พยายามทำาให้มะละกาเสื่อมลง โดยการอพยพ
พ่อค้าไปอยู่ปีนัง และทำาลายป้อมปราการบน
มะละกา
อังกฤษยึดเกาะชวาจากฮอลันดาใน ปี ค.ศ.
1811 และยอมคืนมะละกาให้ในปี ค.ศ.1818
- 635.
ค.ศ.1819 อังกฤษได้สิงคโปร์เป็นอาณานิคม
จากการทรยศสุลต่านแห่งยะโฮร์ มีการประกาศ
ให้สิงคโปร์เป็นเมืองท่าเสรีปลอดภาษี เพื่อลด
ปัญหากับฮอลันดา มีพ่อค้าจีนอพยพมาอยู่
มากมาย สิงคโปร์เจริญอย่างรวดเร็ว เพราะเป็น
จุดพักเรือระหว่าง จีนและอินเดีย
- 636.
ค.ศ. 1824อังกฤษเซ็นสัญญา แองโกล-ดัทช์
หรือสนธิสัญญาลอนดอนกับฮอลันดา เป็นการ
แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในคาบสมุทรมลายู โดย
อังกฤษยอมคืนเกาะชวาและสุมาตรา ให้
ฮอลันดาและ ฮอลันดายก มะละกาให้อังกฤษ
ค.ศ.1906 ยึดบรูไน เป็นอาณานิคม
- 637.
ฝรั่งเศสเดินทางเข้ามาใน SEAตั้งแต่ C 17 ใน
พม่า อยุธยา
ดินแดนที่ฝรั่งเศสสนใจคือ อินโดจีน (ลาว
เวียดนาม และกัมพูชา ในปัจจุบัน)
สาเหตุเนื่องมาจาก ฝรั่งเศสเสียดินแดนหลายเขต
ในอินเดียจากการทำาสงครามกับอังกฤษ (สงคราม
คาร์นาติก) เช่นเดียวกับพม่า และฝรั่งเศสต้องการ
ใช้แม่นำ้าโขง และแม่นำ้าแดงเพื่อเดินทางไป
ค้าขายกับจีน
นับตั้งแต่ C19 พระเจ้านโปเลียนที่ 3 ต้องการแผ่
อำานาจของฝรั่งเศส โดยการใช้ศาสนาคริสต์เป็น
เครื่องมือ
- 638.
เวียดนามเป็นดินแดนหลักของอินโดจีนที่
ฝรั่งเศสสนใจเมื่อเทียบกับลาวและกัมพูชา เดิมที
เวียดนามไม่เป็นที่สนใจมากนักเนื่องจากอยู่ไกล
เเวียดนามมีชาวตะวันตกหลายชาติเข้ามาเผย
แพร่ศาสนา เช่นโปรตุเกส ที่เมืองไฟโฟ แต่ไม่
ประสบความสำาเร็จ
ฝรั่งเศสตั้งสถานีการค้าแห่งแรกในเวียดนามที่
เมืองโฟเฮียน ในปี ค.ศ.1680
เวียดนามดำาเนินนโยบายการค้ากับต่างประเทศ
คล้ายจีน คือไม่ต้องการค้าขายกับชาวตะวันตก
- 639.
การค้าขายกับชาวตะวันตก ถูกกระทำาในหมู่
ขุนนางและชนชั้นสูงเท่านั้น รายได้หลักของ
เวียดนามได้มาจากการเก็บส่วยจากการเกษตร
จึงไม่ต้องพึ่งพาการค้ากับต่างประเทศ
เวียดนามมีกองทัพเรือที่เข้มแข็ง เนื่องจากทำา
สงครามกับจีนอยู่เสมอ จึงเป็นการยากสำาหรับ
ชาวตะวันตกในการยึดครองเวียดนาม
- 640.
นอกจากพ่อค้าแล้ว เวียดนามยังมีมิชชันนารี
โปรตุเกสและฝรั่งเศสอาศัยอยู่ และคอยเผยแพร่
ศาสนาคริสต์
อเลก ซอง เดอ โรด (Alexander de
Rhodes) เป็นมิชชันนารีคนแรกในเวียดนาม
เดินทางมาช่วงต้น C17
- 642.
เป็นคนประดิษฐ์อักษรเวียดนามเป็นคนแรก เพื่อ
ใช้ในการเผยแพร่ศาสนา อักษรนี้เรียกว่า อักษร
กว๊อก นู (Quoc Ngu)
ในช่วงสงครามกลางเมืองระหว่างพวกตระกูล
ตรินห์กับตระกูลเหงียน เวียดนามเริ่มสนใจการ
ค้ากับฝรั่งเศสเนื่องจากต้องการอาวุธสมัยใหม่มา
ใช้ในการทำาสงคราม
- 643.
มิชชันนารีฝรั่งเศส มีบทบาทสำาคัญในการช่วย
ให้ฝรั่งเศสได้เวียดนามเป็นอาณานิคม เนื่องจาก
ชอบแทรกแซงการเมืองภายในของเวียดนาม
เช่นการสนับสนุนกบฏชาวคริสต์ให้ต่อต้าน
จักรพรรดิเวียดนาม ใน ปี ค.ศ. 1862
C19 ฝรั่งเศสเริ่มแทรกแซงทางการเมืองใน
เวียดนาม จากกรณีที่เจ้าชายเหงียนอันห์แห่ง
ตระกูลตรินห์ ต้องการปราบกบฏไต้เซิน โดยมี
ฝรั่งเศสให้การช่วยเหลือ
เจ้าชายเหงียนอันห์ สถาปนาตนเองเป็น
จักรพรรดิยาลอง ได้ตอบแทนฝรั่งเศสโดยการ
ยินยอมให้ตั้งโรงเรียนสอนศาสนามากขึ้น
- 644.
อย่างไรก็ตามฝรั่งเศสได้พยายามเข้าแทรกแซง
ทางการเมืองในเวียดนามตั้งแต่นั้นมา
จนกระทั่งรัชทายาทองค์ต่อๆมาตั้งตนเป็นศัตรู
กับฝรั่งเศส เนื่องจาก
- การเผยแพร่ศาสนาคริสต์เป็นการขัดต่อลัทธิ
ขงจื๊อ
- มิชชันนารี ไม่ให้เกียรติชาวเวียดนาม และถือ
ตนเองว่าเป็นผู้ที่เจริญกว่า
- ฝรั่งเศสเริ่มมีท่าทีเป็นศัตรูกับเวียดนามและราช
วงศ์เหงียน เช่น การนำาทหารเข้ามาในเวียดนาม,
การที่ฝรั่งเศสสนับสนุนให้ราชวงศ์เลขึ้นมา
- 645.
จนชาวเวียดนามเริ่มต่อต้านฝรั่งเศสมากขึ้น มี
การสังหารมิชชันนารีฝรั่งเศส+สเปนและชาว
คริสต์เป็นจำานวนมาก ซึ่งพระเจ้านโปเลียนที่ 3
ทรงประท้วงอย่างรุนแรงใน ปี ค.ศ.1851
ฝรั่งเศสและสเปนได้ส่งกองทัพเรือเข้ามาโจมตี
ป้อนตูเรน ใน ค.ศ.1857 ซึ่งมีชาวเวียดนามตาย
เป็นจำานวนมาก
ฝรั่งเศส สามารถยึดเมืองไซ่ง่อนได้ในปี ค.ศ.
1861 ซึ่งในช่วงดังกล่าวฝรั่งเศสสามารถเดิน
ทางได้อย่างอิสระในบริเวณแม่นำ้าโขง
- 646.
- 647.
แดง = สเตรตส์เซ็ทเทิล
เมนทส์ (อาณานิคม
ช่องแคบ)
เหลือง = สหพันธรัฐ
มลายู
นำ้าเงิน = รัฐนอก
สหพันธรัฐมลายู
- 648.
สิงคโปร์, เกาะปีนัง,มะละกา, มณฑลเวลสลีย์ดิน
ดิงส์
อยู่ในฐานะคราวน์โคโลนี ขึ้นตรงกับรัฐบาล
อังกฤษ โดยอังกฤษจะส่งข้าหลวงจากอินเดีย
มาปกครองแต่ละรัฐโดยตรง
ข้าหลวงใหญ่ ประจำาที่ กัวลาลัมเปอร์
เป็นพื้นที่สำาคัญทางเศรษฐกิจและทางทหารของ
อังกฤษ, อังกฤษให้ความสำาคัญมาก
เป็นยุทธศาสตร์ที่สำาคัญในการควบคุมเส้นทาง
เดินเรือสินค้า, ควบคุมช่องแคบเดินเรือ และ
เหมืองแร่ดีบุก, มีการตั้งฐานทัพเรือ, เป็น
ศูนย์กลางการค้า
- 649.
เประ, สลังงอ,เนกรีเซมบิลัน, ปะหัง, เป็นต้น ขึ้น
ตรงกับข้าหลวงใหญ่ที่กัมลาลัมเปอร์
แต่ละรัฐมีสุลต่านท้องถิ่นปกครอง โดยอังกฤษ
ไม่ได้แทรกแซงทางการเมืองมากนัก เพียงแต่ส่ง
เรสสิเดนท์ (resident) ไปเป็นที่ปรึกษาให้กับ
สุลต่าน
สุลต่านมีอำานาจในด้านศาสนา, การศาล, การ
ปกครองท้องถิ่น
แต่ละรัฐจะมีสภาแห่งรัฐ
- 650.
รัฐยะโฮห์ และรัฐที่อังกฤษได้ไปจากสยามคือ
เคดาห์ (ไทรบุรี), กลันตัน, ตรังกานู และ ปะลิส
อังกฤษไม่แทรกแซงทางการเมืองเลย มีสุลต่าน
ท้องถิ่นปกครองเหมือนรัฐสหพันธรัฐมลายู
แค่ส่งที่ปรึกษาไปประจำา
- 651.
- 652.
ด้านเศรษฐกิจ
1.ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจากการผลิตแบบ
ยังชีพมาเป็นการผลิตเพื่อส่งออก
- มีการนำาเครอื่งจักรมาใช้ในการผลิตสินค้า
เช่น ดีบุก
- การทำาเหมืองดีบุก ได้รับความนิยม
และเป็นรายได้หลักๆของอังกฤษในมลายู,
ดีบุกจากมลายูเป็นดีบุกที่คุณภาพดีที่สุดใน
โลก
- ระบบเงินตราเข้ามาแทนที่ระบบการ
แลกเปลยี่นสิ่งของ
- 653.
- 654.
ด้านสังคม
-ระบบสุลต่าน ยังคงอยู่ เนอื่งจาก
อังกฤษไม่ได้แตะต้อง
- มีการออกกฎหมายเลิกทาสและระบบ
การเกณฑ์แรงงาน
- ระบบการแบ่งชนชั้นในยุคจารีตเสื่อม
ไป, ประชาชนไม่ต้องเสียส่วยให้ขุนนาง
เพียงแต่เสียภาษีให้รัฐ
- พวกขุนนาง หมดอำานาจ เกิดชนชนั้
ข้าราชการขึ้นมาแทนที่
- เกิดความเท่าเทียมกันในสังคมในทาง
ทฤษฎี จาการใช้กฎหมายตามประเทศ
อังกฤษ
- 655.
- 656.
- 657.
นโยบายที่อังกฤษใช้ปกครองพม่า คือนโยบาย
แบ่งแยกและปกครอง (Divide and Rules)
เป็นนโยบายที่อังกฤษ นิยมใช้ในการปกครอง
อาณานิคม เช่นใน อินเดีย, พม่า และแอฟริกา
นโยบาย แบ่งแยกและปกครอง เป็นหลักกลวิธีที่
เห็นมากในยุคล่าอาณานิคม เป็นแนวทางที่ใช้ตัด
กำาลัง ทอนอำานาจความ
เข้มแข็งของประเทศที่จะเข้าปกครอง เพื่อป้องกัน
การแข็งข้อ การแข็งเมือง โดยการแยกอำานาจรวม
ศูนย์ที่ใหญ่กว่าออกเป็นส่วนเล็ก ๆ
เมื่อศูนย์อำานาจของประเทศที่เข้ายึดครองถูกแบ่ง
เป็นรัฐย่อยๆ จะเป็นการง่ายในการปกครอง และ
ประเทศนั้นๆจะไม่สามารถมีเอกภาพทางการเมือง
หรือความสามัคคีที่จะต่อต้านเจ้าอาณานิคมได้
- 658.
ในกรณีพม่า อังกฤษใช้วิธีการปกครองพม่า
โดยการปกครองทั้งทางตรง และทางอ้อม และมี
การแบ่งพม่าออกเป็นหลายๆส่วน อาทิ
1. ส่วนแรกคือ บริติช เบอร์มา (British Burma)
ศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่ กรุงย่างกุ้ง
- ข้าหลวงใหญ่อังกฤษจากอินเดียมาปกครอง
- อังกฤษปกครองโดยตรง
- บริติช เบอร์ม่า เป็นมณฑลหนึ่งของอินเดีย
- 660.
- 661.
นโยบาย “แบ่งแยกและปกครอง”(divide and
rule) ทำาให้การปกครองพม่าแบ่งออกเป็น 2
ส่วนคือ “พม่าแท้” (Burma proper) กับ “เขต
ชายแดน” (Frontier Areas)
ทำาให้พม่ามีปัญหาความขัดแย้งทางเชื้อชาติ
และการแบ่งแยกดินแดนของชนกลุ่มน้อย ออก
จาก สหพันธ์พม่า ในปัจจุบัน โดยเฉพาะหลังจาก
การเจรจาที่เวียงปางโหลง
- 665.
ฝ่ายไทใหญ่ ประกอบด้วย
• ขุนปานจิ่ว
• เจ้าคำาตึก
• เจ้าห่มฟ้า
• เจ้าหนุ่ม
• เจ้าจ่ามทุน
• เจ้าทุนเอ
• ลุงผิ่ว
• ขุนพง
• อูติ่นเอ
• ลุงจาปุ๊
• อูทุนมิ้น
• ลุงขุนซอ
• เจ้าเหยียบฟ้า
• ลุงขุนที
- 666.
ฝ่ายพม่าได้แก่
•อองซาน
ฝ่ายกะฉิ่น ได้แก่
• สะมา ดู่หว่า สิ่นหว่าหน่อ
• เจ้าหรีบ
• ดิ่น ระต่าว
• เจ่าหล่า
• เจ่าหล่วน
• ละบั่งกร่อง
ฝ่ายชิน ได้แก่
• อูเหล่อมุง ผาลัม
• อูต่อง จ่าคับ ตีติ่ม
• อูแก้งมัง ฮักก่า
- 667.
ชนกลุ่มน้อยมองว่า ตนเองมีอิสระในการ
ปกครองตนเองมาตั้งแต่สมัยอาณานิคม
การเจรจาที่เวียงปางโหลง ล้มเหลวเพราะ นาย
พลอองซาน ถูกลอบสังหาร
ทหารพม่าถือโอกาสใช้กำาลังยึดครองดินแดน
รัฐเขตชายแดน
- 669.
ด้านเศรษฐกิจ
-เกิดระบบทุนนิยมขึ้นในพม่า, มีพ่อค้าต่างชาติ
เข้ามาลงทุนในพม่า
- เกิดระบบเงินตรา, เงินรูปีอินเดีย ถูกนำามาใช้ใน
พม่า
- ข้าว กลายเป็นพืชเศรษฐกิจของพม่า ที่อังกฤษ
ต้องการส่งออก
- มีการลงทุนในอุตสาหกรรมบ่อนำ้ามัน ของ
บริษัทเบอร์ม่าออย
- พม่าตอนล่าง กลายเป็น ศูนย์กลางเกษตรกรรม
โดยเฉพาะบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่นำ้าที่เรียก
ว่า Burma Delta
- 670.
เกิดระบบภาษีแบบใหม่ขึ้นในพม่า เช่นภาษี
ที่ดิน, ภาษีเทียมวัว-ควาย, ภาษีประมง, ภาษี
เกลือ, ภาษีม้า
สินค้าหัตถกรรมพื้นเมืองของชาวพม่า ถูกแทนที่
ด้วย สินค้าจากโรงงานอุตสาหกรรมของอังกฤษ,
ช่างฝีมือพม่าขาดรายได้ และหันไปประกอบ
อาชีพเป็นกรรมกร
- 671.
ด้านสังคม
-ประชากรเพิ่มอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผลผลิต
ทางการเกษตรเพิ่มมากขึ้นและการแพทย์แผน
ตะวันตกถูกนำามาใช้ในพม่า อัตราการตายของ
ทารกน้อยลง
- เกิดชนชั้นใหม่ๆ ในสังคม เช่น เจ้าของที่ดินที่
เป็นชาวอินเดีย ซึ่งเป็นคนในบังคับของอังกฤษ,
ชาวอินเดียกลายเป็นนายทุน (เชตยาร์) มีอาชีพ
ปล่อยเงินกู้และเก็บดอกเบี้ย
- ชาวนาพม่ามีฐานะยากจนลง เนื่องจากต้องเช่าที่
นาจากชาวอังกฤษและชาวอินเดียและภาษีที่ไม่
เป็นธรรมของอังกฤษ อีกทั้งพวกเชตยาร์มักจะ
ยึดที่ดินของชาวนาพม่าไว้เป็นหลักประกันใน
กรณีที่ชาวนากู้เงิน
- 672.
มีการใช้กฎหมายและการขึ้นศาลตามแบบฉบับ
ของอังกฤษ
เกิดชนชั้น ข้าราชการพม่า ขึ้นเพื่อให้สอดคล้อง
กับการปกครองของอังกฤษในพม่า
การศึกษาแบบอังกฤษ ถูกนำามาใช้ในพม่า เช่น
การก่อตั้งมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง, การศึกษาสมัย
ใหม่ก่อให้เกิดขบวนการชาตินิยม
ความเสื่อมของพุทธศาสนาในพม่า เนื่องจาก
การยกเลิกสถาบันกษัตริย์ในพม่า, กษัตริย์พม่า
เดิมเป็นผู้อุปถัมถ์ศาสนา ประกอบกับมิชชันนารี
อังกฤษได้ก่อตั้งโรงเรียนสอนศาสนาขึ้นหลาย
แห่ง, ชาวพม่าที่ต้องการจะเลื่อนฐานะโดยการ
เข้ารับราชการมักจะเปลี่ยนศาสนาหรือเข้าศึกษา
สถาบันเหล่านี้
- 673.
- 674.
อินโดจีนของฝรั่งเศส ได้แก่ดินแดนเวียดนาม,
กัมพูชา และลาว
ฝรั่งเศสให้ความสำาคัญกับ เวียดนาม มากกว่า
กัมพูชา และ ลาว
หากพิจารณาการปกครองของฝรั่งเศสในอินโด
จีน, กัมพูชา และ ลาว มีฐานะเป็นรัฐในอารักขา
ของฝรั่งเศส
ฝรั่งเศสไม่ได้ปกครองโดยตรง เหมือนใน
เวียดนาม
เพียงแต่แต่งตั้งผู้สำาเร็จราชการ ซึ่งขึ้นตรงกับ
ข้าหลวงใหญ่ฝรั่งเศสในเวียดนามให้ดำาเนิน
กิจกรรมต่างๆ อาทิ การเก็บภาษี, การศึกษา,
- 675.
ฝรั่งเศสไม่ได้ล้มเลิกระบอบกษัตริย์ใน ลาวและ
กัมพูชา เพียงแต่คงไว้ในลักษณะของ กษัตริย์
หุ่นเชิด
ฝรั่งเศสยินยอมให้ กษัตริย์ใน ลาว และ กัมพูชา
ดำารงตำาแหน่งเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ
เนื่องจากฝรั่งเศสมีสัมพันธ์ที่ดีกับเชื้อพระวงศ์ใน
ลาว และกัมพูชา เป็นอย่างดี เนื่องจากกษัตริย์
กัมพูชาและลาว เอง เคยพึ่งฝรั่งเศสในกรณีที่มี
ปัญหากับสยาม
กษัตริย์บางองค์ ไม่มีสิทธิ์ในการขึ้นครองราชย์
แต่ได้รับการสนับสนุนจากฝรั่งเศส เช่น พระเจ้า
ศรีสวัสดิ์
ความสัมพันธ์ อันดีระหว่างราชวงศ์กัมพูชากับ
ฝรั่งเศส ยังมีหลักฐานอยู่จากการที่กัมพูชาส่ง
ทหารไปช่วยฝรั่งเศสในสงครามโลกครั้งที่ 1
- 676.
ด้านการเมือง
1.ระบอบกษัตริย์ยังคงดำารงอยู่ ใน อินโดจีน
เป็นเพียงสัญลักษณ์, กษัตริย์ไม่สามารถเรียกร้อง
ความจงรักภักดีจากประชาชนได้อย่างในอดีต
แต่เนื่องจากมีการประสานผลประโยชน์ที่ลงตัว
จึงไม่มีปัญหาความขัดแย้งในระยะแรก
2. การบริหารประเทศเวียดนาม, กัมพูชา และ
ลาว เป็นหน้าที่ของฝรั่งเศส, ฝรั่งเศสไม่ได้ให้
อำานาจการปกครองท้องถิ่นหรือการรับราชการ
ของชาวพื้นเมืองมากนัก หากเทียบกับอังกฤษ
3. รัฐบาลอาณานิคมในฝรั่งเศสมีแต่ชาวต่างชาติ
- 677.
ด้านสังคม
1.มีการยกเลิกระบบทาสและระบบการเกณฑ์
แรงงานไพร่
2. เกิดขนชั้นใหม่ในสังคม เช่น ชนชั้นเศรษฐี
ที่ดิน เนื่องจากฝรั่งเศสให้กรรมสิทธิ์ในการถือ
ครองที่ดิน
3. มีการวางผังเมืองตามแบบยุโรป, พนมเปญ
เป็นเมืองที่มีการวางผังเมืองเหมือนยุโรปมาก
ที่สุด
4. เกิดระบบสาธารณูปโภคแบบตะวันตก เช่น
ทางรถไฟ, โรงพยาบาล, ท่าเรือตามแม่นำ้าโขง
5. ชนชั้นปัญญาชน ไม่ค่อยพบมากในอินโดจีน
หากเทียบกับในมลายู, พม่า เนื่องจาก
- 678.
การปฎิรูประบบการศึกษาที่ล้มเหลวของฝรั่งเศส
-การศึกษาระดับอุดมศึกษาตามแบบตะวันตก ถูกจำากัดอยู่
ที่เวียดนาม คือมีการตั้งมหาวิทยาลัย Indochinese
University ที่ฮานอย ในขณะที่ในลาว และกัมพูชา มี
เพียงโรงเรียนมัธยมตามแบบตะวันตกเท่านั้น
- ฝรั่งเศสอ้างว่า กัมพูชา และลาว ไม่สนใจการศึกษาแบบ
ตะวันตกเนื่องจาก ยังนิยมศึกษาตามธรรมเนียมปฏิบัติเก่า
ตามวัด
- คนกัมพูชาและคนลาว ไม่นิยมศึกษาในระดับ
มหาวิทยาลัย เพราะถูกกีดกันจากฝรั่งเศสในการมีส่วน
ร่วมในการปกครอง ผิดกับในมลายุและพม่า ที่อังกฤษ
เปิดโอกาสให้ชาวพื้นเมือง สอบเข้ารับราชการเหมือนใน
อินเดีย
- การปฎิรูปการศึกษาของฝรั่งเศส ของครู คณาจารย์ ส่วน
มากมีแต่พวกมิชชันนารี
- การศึกษาระดับมัธยมในกัมพูชา เพิ่งถูกใช้ใน ค.ศ.
1935 มีคนจบการศึกษาเพียง 4 คน
- 679.
- 680.
อย่างไรก็ตาม ข้อดีของการปกครองของ
ฝรั่งเศสในด้านการศึกษาคือ การค้นพบโบราณ
สถานของกัมพูชา ซากอารยธรรมเขมรโบราณ
เช่น นครวัด, นครธม, ปราสาทบายน
ฝรั่งเศสให้ความสำาคัญกับการบูรณะโบราณ
สถาน และวิชาการโบราณคดีในอินโดจีน
การค้นพบอดีตที่รุ่งเรืองของกัมพูชา ส่งผลให้
เกิดความเป็นชาตินิยมในหมู่ชาวกัมพูชา
- 681.
มีการพัฒนาที่ดินเพื่อใช้เป็นแหล่งเพาะปลูกข้าว
อาทิบริเวณที่ราบลุ่มแม่นำ้าโขงและ เวียดนามใต้
อย่างไรก็ตามการพัฒนาเศรษฐกิจในอินโดจีน
ไม่มีผลดีนัก เป็นความล้มเหลวของฝรั่งเศส
แม้การทำานาจะขยายตัว แต่ชาวนาไม่มีที่ดิน
เป็นของตนเอง, โรงสีข้าวเป็นของคนจีนซึ่ง
อพยพเข้ามา
ระบบภาษียังให้ประโยชน์กับคนรวยและผล
ประโยชน์ของพ่อค้า เช่น ภาษีที่ดิน
มีการนำายางพารามาปลุกในกัมพูชาแต่ผู้
ประกอบการและแรงงานไม่ใช่ คนกัมพูชา แต่
เป็นชาวต่างชาติ
- 682.
ชาวนาในอินโดจีนจากเดิมเคยอยู่ในฐานะที่
เลี้ยงตัวเองได้แต่ในสมัยการปกครองของ
ฝรั่งเศส มีฐานะที่อดอยาก เนื่องจากต้องเช่าที่ดิน
จากพวกนายทุน ที่มีทั้งต่างชาติและ เศรษฐีที่ดิน
ใหม่
เกิดระบบเงินตรา, เศรษฐกิจของอินโดจีนที่เคย
อยู่โดดเดี่ยวถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจ
โลก
ฝรั่งเศสผูกขาดการค้าเกลือในอินโดจีน
- 683.
- 684.
ด้านการเมือง
-รวมบารังไกส์หลายๆบารังไกส์ เป็น อำาเภอ
(พูเอโบล)
- หลายๆอำาเภอรวมเป็นจังหวัด (แอลคาเดีย)
- ดาตู มีหน้าที่เก็บภาษีให้กับรัฐบาลสเปน
โดยได้รับสว่นแบ่ง รวมถึงสิทธิ์ในการครอง
ที่ดิน
- 685.
ด้านสังคม
- สังคมของชาวฟิลิปปินส์ถูกแบ่งเป็น 3
ชนชั้น
1. อภิสิทธชิ์น คือ พวกสเปน, พระสเปน
และ พวกดาตู (เจ้าของที่ดิน)
2. พวกลูกผสม คือ พวกเมสติโซ มีสิทธเิ์ข้า
ศึกษาในสถาบันการศึกษาของสเปน, มีสิทธิใน
การรับราชการกับสเปนในบางตำาแหน่งและเข้า
เป็นทหารชนั้ผู้น้อยได้
3. ชาวพื้นเมือง ได้แก่ กรรมกร, ชาวนา มัก
ไม่มีสิทธิ์ในการถือครองที่ดิน, มีภาระในการเสีย
ภาษีและเป็นแรงงานให้กับรัฐบาลสเปน, ภาษี
ที่ดินและภาษีศาสนา เป็นภาระหนักสำาหรับชาว
พื้นเมือง
- 686.
ด้านเศรษฐกิจ
-โดยรวมแล้ว การค้าของสเปนไม่เจริญนัก
เนื่องจากสเปนใช้นโยบายผูกขาดการค้า
- สเปนไม่อนุญาตให้ต่างชาติเดินทางเข้า
มาค้าขายกับฟิลิปปินสโ์ดยตรง
- การค้าขายทางทะเลมีเสน้ทางการค้าแค่ 1
ทางคือ มะนิลา – เม็กซิโก, การค้าทางทะเลไม่
ค่อยมีกำาไร เนอื่งจากนักเดินเรือสเปนไม่มีความ
สามารถ, พ่อค้าสเปนมักบรรทุกสินค้าเกินพิกัด
ทำาให้เรือจม, เส้นทางเดินเรือมีพายุใต้ฝุ่น
- มีการกีดกันสินค้าจากจีนเนื่องจากกลัวมาตี
ตลาดสินค้าสเปนที่ผลิตในฟิลิปปินส์
- 687.
- 688.
- 689.
- 690.
ระบบเอนโคเมียนดา คือระบบการเก็บภาษีและ
การเก็บส่วยของรัฐบาลสเปนจากชาวพื้นเมือง,
โดยรัฐบาลสเปนถือว่าที่ดินทำากิน เป็นกรรมสทิธิ์
ของตน, การที่ชาวพื้นเมืองมาใช้ประโยชน์
จำาเป็นต้องตอบแทนรัฐบาลสเปนโดยการจ่าย
ส่วยในรูปแบบของผลผลิต
- 691.
ระบบโปโล คือระบบการเกณฑ์แรงงานชาว
ฟิลิปปินส์ อายุระหว่าง 18 -60 ปี ซึ่งจะต้องมา
เป็นแรงงานให้รัฐบาลสเปนปีละ 40 วัน เพื่อ
สร้างสาธารณูปโภค ต่างๆ เช่น ถนน, ทางรถไฟ
ระบบวันดาลา คือ ระบบการเก็บส่วยของสเปน
ในรูปแบบของผลิตผลที่ชาวฟิลิปปินสผ์ลิตได้
เช่น ข้าว, ข้าวโพด, ยาสูบ, ผลไมต้่างๆ ส่วยที่
ถูกรัฐบาลสเปนเก็บไป สเปนจะนำามาขายต่อให้
ชาวฟิลิปปินสใ์นราคาที่สูงกว่าเดิม
- 692.
เดิมทีฟิลิปปินสเ์ป็นของสเปน แต่ถูกถ่ายโอนมา
ให้สหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1898 เนื่องจาก
สหรัฐอเมริกา ประกาศสงครามกับสเปนในกรณี
ข้อพิพาทบริเวณทะเลแคริเบียน
สงครามระหว่างสเปนและสหรัฐอเมริกา ลามมา
ถึงทะเลแปซิฟิก โดยสหรัฐอเมริกาสามารถยึด
มะลิลาได้ใน ปี ค.ศ.1898
สเปน เกรงว่า สงครามจะขยายเข้าไปใน
เม็กซิโกและละตินอเมริกา ซึ่งเป็นอาณานิคม
ของตน จึงยอมแพ้และยกฟิลิปปินส์ให้กับ
อเมริกา
- 693.
ลัทธชิาตินิยม (Nationalism)เป็น
ปรากฏการณ์ทางความคิดที่แสดงออกทั่วโลก
ในช่วงระหว่าง C19 – C20 ซึ่งสะท้อนถึงสำานึก
ในความเป็นชาติพันธุ์เดียวกันของชาวพื้นเมือง
ที่ถูกกดขี่และถูกขูดรีดผลประโยชน์ทาง
เศรษฐกิจจากประเทศเจ้าอาณานิคม โดยเฉพาะ
ลัทธิชาตินิยมที่เกิดขึ้นในทวีปเอเชีย
สำานึกในความเป็นชาติ เกิดขึ้นในประเทศตะวัน
ตก ที่มีการพัฒนารูปแบบของรัฐจากรัฐจารีตใน
สมัยศักดินาสวามิภักดิ์มาเป็น รัฐชาติ (Nation
State)
- 694.
องค์ประกอบสำาคัญของรัฐชาติ ที่สำาคัญคือ
เชื้อชาติเดียวกัน, ภาษาเดียวกัน, วัฒนธรรม
เดียวกัน, มีประวัติศาสตร์และมีสำานึกในอดีตร่วม
กัน, มีผลประโยชน์ร่วมกัน, มีศัตรูร่วมกัน
ยุโรป ในช่วง C 17 เป็นต้นมา เกิดสงคราม
ระหว่างประเทศต่างๆมากมาย อาทิ การขึ้นมามี
อำานาจมี นโปเลียน ของฝรั่งเศส ก่อให้เกิด
สงครามไปทั่วยุโรป
กระแสชาตินิยม เพื่อหยุดยั้งการรุกรานของน
โปเลียน ในดินแดนของตนเอง แพร่กระจายไป
อย่างรวดเร็ว
- 695.
สามารถวิเคราะห์ได้หลายสาเหตุ โดยอาจแบ่ง
เป็น ปัจจัยภายใน และ ปัจจัยภายนอก
ปัจจัยภายใน สามารถวิเคราะห์ได้จาก บริบท
ทางการเมอืง สงัคม และเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง
ในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอาจจะ
ได้แก่ ผลกระทบจากการวางระบบการศึกษา
สมัยใหม่ของชาติตะวันตก, ความไม่พอใจ
นโยบายขูดรีดของชาติตะวันตกในหมู่ชาวพื้น
เมือง
ปัจจัยภายนอก สามารถวิเคราะห์ได้จาก การ
เปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นนอกดินแดน
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น การเรียกร้อง
- 696.
- 697.
ปัจจัยภายใน
-การศึกษาแบบตะวันตก
- นโยบายที่ไม่เป็นธรรมของชาติตะวันตก
- การเผยแพร่ศาสนาของชาติตะวันตก
- การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างทางการเมือง
และสังคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- การถูกญี่ปุ่นยึดครอง
- 698.
ปัจจัยภายนอก
-การปฏิวัติของ ดร ซุนยัดเซ็น
- การชนะสงครามทางทะเลของญี่ปุ่นต่อรัสเซีย
- การปฏิวัติรัสเซีย
- การเรียกร้องเอกราชของชาวอินเดีย
- การเกิดกบฏต่างๆในต่างประเทศ เช่น ประเทศ
จีน
- 699.
การศึกษาแบบตะวันตก มีผลต่อการเกิดลัทธิ
ชาตินิยมได้อย่างไร
- การตั้งมหาวิทยาลัยแบบตะวันตก เช่น
มหาวิทยาลัยย่างกุ้ง, มหาวิทยาลัยมะละกา,
มหาวิทยาลัยอินโดไชน่า, มหาวิทยาลัยซานโต
โทมัส, มหาวิทยาลัยซาน อิทนาซิโอ
- ส่งผลให้นักศึกษาของการศึกษาแบบตะวันตก
เพิ่มมากขึ้น ใน อินโดนีเซีย, อินโดจีน, พม่า,
มลายู และฟิลิปปินส์
- พวกนักศึกษามีโอกาสศึกษาประวัติศาสตร์ของ
การต่อสู้เพื่ออิสรภาพของประเทศต่างๆ เช่น
ประเทศสหรัฐอเมริกา, การปฏิวัติฝรั่งเศส
- ชาวพื้นเมืองที่ได้รับการศึกษาสมัยใหม่ ได้
ศึกษา งานเขียนที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพ อาทิ
- 700.
- Social Contract(สัญญาประชาคม) ของ
จอห์น ล๊อค
- งานเขียนเกี่ยวกับทฤษฎีความเป็นเผด็จการ
ของระบอบสมบูรณาญาสิทธริาชย์ ของ ชาลส์
มองเตสกิเออร์
- บทความแห่งเสรีภาพ (Essay on Liberty)
ของ จอห์น สจ๊อต มิลล์
- 701.
นอกจากนี้ การศึกษาสมัยใหม่ยังเปิดโอกาสให้
ชาวพื้นเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้
เรียนรู้เกี่ยวกับอดีตของตนเอง และเป็นรากฐาน
ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกร่วมในอดีตของคนในชาติ
เดียวกัน อาทิ ชาวเขมร แม้ว่าจะอยู่คนละแคว้น
แต่ก็เกิดความรู้สึกร่วม ตรงที่ ในอดีต เขมรเคยมี
อารยธรรมที่เจริญรุ่งเรืองร่วมกันมาแล้ว ซึ่ง
อารยธรรมเหล่านั้น มีความเจริญมาก่อนที่จะรับ
วัฒนธรรมต่างชาติ อาทิ มีภาษา ตัวอักษร เป็น
ของตนเอง
สำานึกในอดีตร่วมกัน ก่อให้เกิดสำานึกในความ
เป็นชาติ และพัฒนาไปสกู่ารเกิดลัทธชิาตินิยม
ได้ง่าย
ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มี
วัฒนธรรม เป็นของตนเองมาตั้งแต่อดีต ในขณะ
- 702.
นโยบายที่ไม่เป็นธรรม ก่อให้เกิดลัทธชิาตินิยม
ได้อย่างไร
ยกตัวอย่าง นโยบายที่ไม่เป็นธรรม และ
วิเคราะห์ว่า ก่อให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ชาว
พื้นเมืองได้อย่างไร
การศึกษาสมัยใหม่ ทำาให้ชาวพื้นเมือง ได้รู้จัก
แนวคิด คอมมิวนิสต์ ที่ปฏิเสธชนชั้น และ
สนับสนุนให้ ชาวนา และกรรมาชีพ ปฏิเสธการ
กดขี่ทางการเมืองและเศรษฐกิจของ นายทุน
- 703.
การถูกญี่ปุ่นยึดครอง
ญี่ปุ่นมีบทบาทสำาคัญในการเสริมสร้างให้เกิด
ขบวนการชาตินิยม ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้ ให้รุนแรงมากขึ้น
ทั้งนี้ เนอื่งจากนโยบายการปกครองที่ไม่เป็น
ธรรมของกองทัพญี่ปุ่นที่เข้ามายึดครองประเทศ
ต่างๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ
- การขูดรีดเอาทรัพยากรทางธรรมชาติจาก
ประเทศที่เข้าไปยึดครอง
- การเกณฑ์แรงแรงงานชาวพื้นเมืองเพื่อสร้าง
ทางรถไฟและสาธารณูปโภค เช่น การนำาชาว
อินโดนีเซียและชาวพม่ามาสร้างทางรถไฟสาย
มรณะในประเทศไทยและพม่า
- การกดขี่ทางเพศชาวพื้นเมือง โดยเฉพาะชาวจีน
- 704.
- พฤติกรรมของทหารญี่ปุ่นที่ไม่ให้เกียรติชาว
พื้นเมืองและมีการลงโทษชาวพื้นเมืองที่โหด
เหี้ยม เช่น การลงโทษชาวพื้นเมืองโดย หน่วย
ตำารวจลับ ของญี่ปนุ่ที่เรียกว่า เคมเพไต
(Kempetai) ที่ทารุณ, กรณีบ้านโป่งใน
ประเทศไทย เป็นต้น
- การบังคับชาวพื้นเมืองที่ขัดต่อความเชื่อดังเดิม
ของชาวพื้นเมือง เช่น การบังคับให้ชาว
อินโดนีเซีย เคารพ พระจักรพรรดิญี่ปุ่นในฐานะ
ที่ทรงเป็นพระเจ้าองค์หนึ่งและให้ชาวมุสลิม
ละหมาดโดยหันหน้าไปทางกรุงโตเกียว
- 705.
- 706.
- 707.
การเรียกร้องเอกราชของชาวอินเดีย เช่น
มหาตมะ คานธี
- หลักอหิงสา และอารยขัดขืน ( Civil
Disobediences)
- การไม่ให้ความร่วมมือทุกประเภทกับรัฐบาล
อังกฤษของชาวอินเดีย จนในที่สุดอังกฤษไม่
สามารถปกครองอินเดียได้อย่างสะดวกเพราะ
ขาดความร่วมมือจากชาวพื้นเมือง ทำาให้อังกฤษ
ยอม ผ่อนปรนนโยบายที่ไม่เป็นธรรมกับชาว
อินเดีย มากขึ้น
- การเคลื่อนไหวของขบวนการสวัสเทสี ใน
อินเดีย ที่ต่อต้านสินค้าอังกฤษ โดยสนับสนุน
สินค้าที่ผลิตโดยชาวพื้นเมือง ซึ่ง ชาวพม่าได้นำา
มาใช้ในพม่า
- 708.
- 709.
สงครามมหาเอเชียบูรพา =สงครามโลกครั้งที่
2 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เกิดขึ้นนับจากกองทัพญี่ปนุ่ บุกโจมตีเพิร์ลฮาร์
เบอร์ (Pearl Harbor) ของประเทศ
สหรัฐอเมริกาในหมู่เกาะฮาวาย และการยกพล
ขึ้นยกของกองทัพญี่ปุ่นที่ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์,
อินโดนีเซีย, อินโดจีน, ไทย และคาบสมุทร
มลายู ในวันที่ 7 ธันวาคม 1941
- 710.
1. เกิดลัทธทิหารนิยม ขึ้นในประเทศญี่ปนุ่ตั้งแต่
การปฏิรูปเมจิ ปี ค.ศ. 1868
2. ความต้องการทรัพยากรทางธรรมชาติของ
ประเทศญี่ปุ่นเพื่อตอบสนองต่อพัฒนาการของ
อุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่น
3. ความขัดแย้งกับชาติตะวันตกที่มีอิทธิพลใน
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะกับ USA
4. ความล้มเหลวขององค์กรสันนิบาตชาติ
5. การเป็นพันธมิตรกับประเทศมหาอำานาจของ
ประเทศญี่ปุ่น และการเสอื่มอำานาจของชาติ
ตะวันตกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- 711.
ญี่ปนุ่มีการปิดประเทศมานับตั้งแต่ C17สมัย
โชกุนโตกุงาวะ
เริ่มเปิดประเทศเนื่องจาก ถูก USA บีบบังคับใน
ช่วง C19
ชาวญี่ปนุ่เริ่มมองว่าระบบโชกุนอ่อนแอ ไม่
สามารถต้านทานการแทรกแซงของชาติตะวัน
ตกได้ จึงมีการรวมอำานาจสศูู่นย์กลาง นำาพาไป
สู่การปฏิรูปเมจิ
- 712.
โชกุน และไดเมียว เริ่มหมดอำานาจ, อำานาจถูก
รวมสู่ศูนย์กลางที่ตัวพระจักรพรรดิ, มีการ
ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ
ชนชนั้ซามูไร ขึ้นมามีอำานาจ ในฐานะชนชนั้
ทหาร, ทหารกลายเป็นสถาบันหลักของประเทศ
ญี่ปุ่น โดยทหารจะจงรักภักดีและทำาตามคำาสงั่
ของพระจักรพรรดิเท่านั้น, ทหารยอมทำาทุก
อย่างเพื่อพระจักรพรรดิ
ชาวญี่ปนุ่ เชอื่ว่า รัฐบาลทหาร มี ประสิทธิภาพ
มากกว่า รัฐบาลพลเรือน
เกิดลัทธิชาตินิยม (หลงชาติแบบสุดโต่ง), ลัทธิ
ทหารนิยม และลัทธิเทิดทูนองค์จักรพรรดิที่
- 713.
ผู้ชายญี่ปุ่นทุกคนต้องเป็นทหาร, ญี่ปุ่นเริ่มมี
แนวคิดในการล่าอาณานิคม, มีความเป็น
จักรวรรดินิยมมากขึ้น โดยญี่ปนุ่ตระหนักว่า ถ้า
ญี่ปุ่นไม่รุกรานประเทศอื่น ประเทศอื่นๆก็จะเป็น
ฝ่ายรุกรานญี่ปุ่นเอง
มีการรุกรานจีน (ทำาสงครามกับจีน 2 ครั้ง),
เกาหลี และเกาะไต้หวัน
การรบชนะรัสเซียของกองทัพเรือญี่ปุ่น ทำาให้
ญี่ปุ่นมีความมั่นใจมากขึ้นในการสถาปนา
อำานาจของตนเองใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- 714.
เกิดกลุ่มอิทธิพลทางเศรษฐกิจมากมายในญี่ปนุ่
เช่นไซบัตสุ ซึ่งประกอบด้วย 4 ตระกูลหลัก คือ
มิตซุย, มิตซูบิชิ, ซูมิโตโม, ยาซูดะ
อุตสาหกรรมในญี่ปุ่นกำาลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
เช่น การต่อเรือ, เครื่องจักร, อุตสาหกรรม
ถ่านหิน, การถลุงเหล็ก เป็นต้น
ลัทธิทหารนิยม ก่อให้เกิดการพัฒนาอาวุธยุโท
ปกรณ์ เช่น เรือรบ, เรือดำานำ้า, รถถัง, รถหุ้ม
เกราะ
ญี่ปนุ่มีทรัพยากรที่จำากัด จึงเริ่มสรรหาแหล่ง
ทรัพยากรใหม่ๆ ในจีน และในเอเชียตะวันออก
- 715.
USA เป็นชาติตะวันตกชาติแรกที่นำานโยบาย
การควำ่าบาตร และการงดส่งสนิค้า เข้ามาใช้ใน
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในจีน
ตั้งแต่ช่วง C20 ที่ญี่ปนุ่เข้ายึดครองจีน
(แมนจูเรีย) ทำาให้ USA ไม่พอใจ จึงตอบโต้
ญี่ปนุ่โดยการ งดส่งนำ้ามันให้กับญี่ปุ่น
ญี่ปนุ่มีการเจรจาเรื่องนำ้ามันกับ USA หลายครั้ง
แต่ USA ไม่สนใจ ประกอบกับ USA ได้ตอบโต้
ญี่ปุ่นโดยการยอมส่งอาวุธและนำ้ามันให้กับจีน
คณะชาติ (ก๊ก มิน ตั๋ง) ของนายพลเจียง ไค เช็ค
เพื่อทำาการขับไล่ญี่ปนุ่ออกจากจีน
- 716.
- 717.
องค์การสนันิบาตชาติ ไม่สามารถยับยั้งการ
สะสมอาวุธและการขยายอำานาจทางการทหาร
ของญี่ปนุ่ได้ เนอื่งจากองค์การสนันิบาตชาติ
ขาดกองกำาลังประจำาการในการรักษาสันติภาพ
ส่งผลให้แสนยานุภาพทางทหารของญี่ปุ่น
พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว
- 718.
สนธิสัญญา แอนตี้โคมินเทอร์น กับเยอรมนี
สนธิสัญญาไม่รุกรานซึ่งกันและกันกับรัสเซีย
การบุกรุกรานจีน, ไต้หวัน และเกาหลีของญี่ปนุ่
ไม่ได้รับการต่อต้านจากอังกฤษและฝรั่งเศส
ทำาให้ญี่ปนุ่ตระหนักว่า ชาติตะวันตกดังกล่าว
ไม่ได้มีความเป็นมหาอำานาจแล้ว
ในยุโรป นับตั้งแต่ ค ศ 1939 ที่เยอรมนี โจมตี
โปแลนด์, การยึดครองฝรั่งเศสและฮอลันดา,
การทำาสงครามกับอังกฤษ ทำาให้ชาติตะวันตกไม่
สามารถส่งกำาลังมารักษาอาณานิคมของตนเอง
ใน SEA ได้
- 719.
สงครามเย็น (Cold War)หมายถึง
สงครามที่ต่อสกูั้นระหว่างประเทศ 2 กลุ่ม ที่มี
อุดมการณ์ทางการเมืองต่างกัน เกิดขึ้นหลัง
สงครามโลกครั้งที่ 2
กลุ่มประเทศทั้ง 2 กลุ่มจะแข่งขันกันในการ
หาพันธมิตร, ทางเศรษฐกิจ, การสะสมอาวุธ,
การพัฒนาเทคโนโลยีทางทหารและอวกาศ
- 720.
โลกถูกแบ่งเป็น 2ค่ายใหญ่ๆคือ ค่ายตะวันตก
และค่ายตะวันออก
ค่ายตะวันตก หรือโลกฝ่ายเสรี (ระบอบ
ประชาธิปไตย) = USA
ค่ายตะวันออก หรือโลกฝ่ายซ้าย (ระบอบ
คอมมิวนิสต์) = USSR
มีความร่วมมือทางทหารระหว่างประเทศกลุ่ม
สมาชิกของ 2 ค่าย
1. ค่ายโลกเสรี มี NATO
2. ค่ายคอมมิวนิสต์ มี Warsaw Pact
- 721.
ลักษณะเฉพาะของสงครามเย็นคือ จะไม่มีการ
ทำาสงครามอย่างเปิดเผย หรือประกาศสงคราม
อย่างเปิดเผย ดังเช่น กรณีของ สงครามโลกครั้ง
ที่ 1 และสงครามโลกครั้งที่ 2
การสรู้บกันจะ อยู่ในรูปแบบของสงคราม
ตัวแทน (Proxy War) ที่ประเทศ 2 ค่าย จะ
สนับสนุนพันธมิตรซึ่งเป็นตัวแทนของอุดมการณ์
ทางการเมอืงของตน เช่น ในสงครามเกาหลี,
สงครามเวียดนาม เป็นต้น
มีภาวะความตรึงเครียดในด้านการเมืองระหว่าง
ประเทศมาก ต่างฝ่ายต่างหวาดระแวงซึ่งกันและ
กัน โดยเฉพาะในเรื่องการโจมตีซึ่งกันและกัน
- 722.
- 723.
1. USA ยึดหลักทฤษฎีโดมิโน(Domino
Theory) ถ้าประเทศใดประเทศหนึ่งใน
SEAเป็นคอมมิวนิสต์ ประเทศที่เหลื่อก็จะเป็น
คอมมิวนิสต์ตามไปด้วย
- ค.ศ. 1949 จีนคอมมิวนิสต์นำาโดย เหมา
เจ๋อ ตุง สามารถขับไล่จีนคณะชาติ (ก๊ก มนิ
ตั๋ง) ของนายพลเจียง ไค เช็ค ซึ่ง USA
สนับสนุนอยู่ ออกไปตั้งประเทศใหม่ (ไต้หวัน)
ได้
- ค.ศ. 1950 เกิดสงครามเกาหลีขึ้น มีการ
แบ่งเกาหลีเป็น 2 ส่วน USA กลัวว่า เกาหลีจะ
กลายเป็นคอมมิวนิสต์หมดทั้ง 2 สว่น
- 724.
- ค.ศ. 1956จะมีการเลือกตั้งเพื่อรวมประเทศ
เวียดนาม ซึ่ง USA กลัวว่า เวียดมินห์ ของ โฮ จิ
มินห์ จะชนะการเลือกตั้งและทำาให้เวียดนาม
กลายเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ จึงเข้าแทรกแซง
การเมืองภายในเวียดนาม โดยการสนับสนุน
นาย โง ดินห์ เงียม ให้เป็นประธานาธิบดีของ
เวียดนามใต้
- สง่ผลให้เกิด สงครามเย็นใน SEA และ สงคราม
เวียดนาม เป็นสงครามตัวแทน ระหว่าง USA
และ USSR กับ จีน
- 725.
2. USA มีนโยบายการสกัดกั้นการแพร่กระจาย
ของลัทธิคอมมวินิสต์ทั่วโลก
- USA เข้าให้การสนับสนุนประเทศ
ประชาธิปไตยทุกประเทศทั่วโลก ทั้งทางด้าน
เศรษฐกิจ และความร่วมมือทางด้านทหาร เพื่อ
สกัดกั้นอิทธิพลของ USSR และการนำาลัทธิ
คอมมิวนิสต์มาใช้
- ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สนับสนุนให้มกีาร
จัดตั้ง SEATO หรือ องค์การสนธิสัญญาป้องกัน
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (สปอ.) มี
อเมริกา, ไทย, ฟิลิปปินส์, อังกฤษ, ออสเตรเลีย,
ปากีสถาน และนิวซีแลนด์ เป็นสมาชิก
- ไทย และ ฟิลิปปินส์ ถูกบีบจากสนธิสัญญาให้สง่
ทหารไปรบในเวียดนาม อีกทั้งเมื่อสงคราม
- 726.