เบาหวาน

           พนัส ปรีวาสนา
        จตุพร วิศิษฏโชติอังกูร
GotoKnow.org/profile/mhsresearchi
ครีเอทีฟคอมมอนสแบบแสดงที่มา-ไมใชเพื่อการคา-อนุญาตแบบเดียวกัน (by-nc-sa)
     เมื่อนำเนื้อหาในหนังสือเลมนี้ไปใช ควรอางอิงถึงแหลงที่มา โดยไมนำไปใชเพื่อการคา และยินยอมใหผูอื่นนำ
เนื้อหาไปใชตอไดดวยสัญญาอนุญาตแบบเดียวกันนี้
    ขอมูลเพิ่มเติม : http://cc.in.th/wiki/meet-the-licenses1




    1 http://cc.in.th/wiki/meet-the-licenses
สารบัญ

  คำนำสำนักพิมพ                                                 3

  เบาหวาน : มหันตภัยเงียบ(Silence Killer)                        5

  เบาหวาน : ชื่อหวานๆ แตรสชาติไมหวานสมชื่อ                     7

  ชนิดของ “เบาหวาน”                                             11

  สาเหตุของ “เบาหวาน” วาดวยกรรมพันธุและพฤติกรรมการกินอาหาร   13

  เบาหวาน... “เคาลาง” อยาวางใจ อะไรคือเคาลาง “บอกเหตุ”       15

  ใครคือกลุมเสี่ยงเบาหวาน                                      17

  ครอบครัวเบาหวาน...                                            19

  อาหารของคนเปนเบาหวาน                                         23

  ผักและสมุนไพรตานภัยเบาหวาน                                   27

  ผัก สมุนไพรที่ควรใสใจรับประทาน                               29

  เทากับเบาหวาน                                                33

  รองเทาที่เหมาะสมกับผูปวยเบาหวานเปนอยางไร?                37

  เรื่องเลาจากคนทำงานเบาหวาน                                   41

  เรื่องเลาจากเหลาเภสัชกร                                     49
                                               i
เบาหวานกับนวัตกรรม                                51
การสรางเครือขายเบาหวาน : พลังการเรียนรู        57

บทสงทาย : เบาหวาน มหันตภัยเงียบที่นาจับตามอง   61
เกี่ยวกับผูเขียน                                 63




                                             ii
การใชประโยชนจากเนื้อหาภายในหนังสือ ตองอางอิงแหลงที่มา และหามนำเนื้อหาไปใชเพื่อวัตถุประสงค
ทางการคา รวมทั้งใหใชสัญญาอนุญาตเดียวกันนี้ในการนำไปใชครั้งตอไป ขอมูลเพิ่มเติม: www.cc.in.th1




    1 http://www.cc.in.th


                                                 1
2
คำนำสำนักพิมพ
   หนังสือภายในโครงการเผยแพรความรูจากผูปฏิบัติ (Blog to Book) เปนการรวบรวมบันทึกจากบล็อก (Blog)
ภายในเว็บไซต GotoKnow.org นำมาจัดพิมพเปนหนังสือ เพื่อเผยแพรแกผูที่เกี่ยวของและบุคคลที่ สนใจ
    พื้นฐานแนวคิดของโครงการนี้เปนความตั้งใจของผูเขียนที่จะรวบรวมความรูจากภายในตัวบุคคล ซึ่งถือเปนฟน
เฟองเล็กๆ ที่กระจัดกระจายอยูในสังคม ถายทอดเรื่องราวผานพื้นที่เสมือนออนไลนใหไดรับการเผยแพรในรูปแบบ
หนังสือ เพื่อกาว ขามขอจำกัดในเรื่องของโอกาสในการเขาถึงสัญญาณอินเทอรเน็ต หรือขอจำกัดทางดานเทคโนโลยี
ตางๆ
      นอกจากนี้การรวบรวมบันทึกดังกลาว ยังเสมือนเปนการใหรางวัลแกผูเขียนที่ไดพากเพียรในการเขียนบอกเลา
เรื่องราวที่ เปนประโยชนใหแกผูอื่น การถายทอดประสบการณ ความรูสึกนึกคิด ที่ปราศจากอคตินั้น อาจเปน
ประโยชนแกผูอื่นไดไม มากก็นอย
     โครงการเผยแพรความรูจากผูปฏิบัติ (Blog to Book) เริ่มตนขึ้นในเดือนเมษายน พ.ศ. 2552 และจะ คัดสรร
บันทึกอันทรงคุณคา ทยอยตีพิมพเปนหนังสือเผยแพรใหแกผูที่เกี่ยวของและผูที่สนใจโดยไมคิดคาใชจายใดๆ ตั้งแต
ขั้นตอนการคัดสรร ออกแบบ ตีพิมพ และเผยแพร เพื่อเพิ่มโอกาสใหสังคมไทยไดบริโภคความรูอันมีตนทุนนอยที่สุด
เทาที่ จะเปนไปได โดยมีความมุงหวังสุดทายคือ “สังคมแหงปญญา” อันจะเกิดขึ้นในสังคมไทย




                                                       3
4
เบาหวาน : มหันตภัยเงียบ(Silence Killer)

พนัส ปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร
    ปจจุบันสหพันธเบาหวานนานาชาติประมาณการวา ประชากรทั่วโลกเปนโรคเบาหวานมากกวา 285 ลานคน
หรือเกือบรอยละ 7 ของประชากรผูใหญทั่วโลก1 โดยเพิ่มขึ้นอยางรวดเร็วโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา จัดเปน
“มหันตภัยเงียบ” (Silence Killer) เปนปญหาสาธารณสุขของโลกที่นากลัว
     คาดวาใน พ.ศ.2572 หรืออีก 20 ป ผูปวยเบาหวานรายใหมรอยละ 70 จะอยูในประเทศกำลังพัฒนา สวน
ประเทศไทยในป 2551 มีผูปวยเบาหวานรายใหม 388,551 ราย เสียชีวิต 7,725 ราย คาดวาทั่วประเทศ จะมีคน
กำลังเปนเบาหวานกวา 3 ลานคน มีแนวโนมเพิ่มขึ้นตอเนื่อง ผูปวยเกือบรอยละ 50 ยังไมรูตัววาเปนโรค และไม
ไดรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม จึงมีความเสี่ยงเกิดปญหาแทรกซอน ทั้งโรคไตวาย ตาบอด โดยเฉพาะ
ตาบอด พบวาทั่วโลกมีประชากรที่เปนเบาหวานและเบาหวานขึ้นตา จนตาบอดสนิทเนื่องจากเสนเลือดไปเลี้ยงตา
เสื่อมไมต่ำกวา 2.5 ลานคน สวนคนไทยที่เปนเบาหวาน พบเปนเบาหวานขึ้นตาขั้นรุนแรงไมต่ำกวา 30,000 คน หาก
ไมไดรับการรักษาดูแลตั้งแตยังไมมีอาการ จะเกิดตาบอดตามมา
    ยอนไปในป พ.ศ. 2552ไดมีการรณรงคโรควันเบาหวานพรอมกันทั่วประเทศ โดยมีคำขวัญในการรณรงค คือ
“เบาหวานควบคุมได...เพียงรูและเขาใจ” (Understand Diabetes and Take Control) มีกิจกรรมใหบริการผู
ปวยโรคเบาหวาน โดยตรวจคัดกรองหาโรคแทรกซอน รวมทั้งใหความรู ความเขาใจในการควบคุมปองกันโรคเบา
หวานแกประชาชนดวย และจัดโครงการสงเสริมสุขภาพปองกันตาบอดจากเบาหวานขึ้นตา เพื่อเฉลิมพระเกียรติ
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554
      คำขวัญในการรณรงคที่บอกวาเบาหวานควบคุมได...เพียงรูและเขาใจ ทำใหเรามองเห็นถึงความสำคัญในการ
สรางองคความรูเพื่อใหเทาทันโรค รวมไปถึงการออกแบบในการสงเสริมสุขภาพทั้งกลุมผูปวย คนปกติ และกลุมเสี่ยง
“บทเรียน” ในการดูแลผูปวยจากสหวิชาชีพตางๆที่เกี่ยวของ มีความสำคัญมาก เพราะวา เบาหวานนอกจากเปนโรค
ที่มีพยาธิสภาพที่เกิดจากตัวผูปวยเองแลว ปจจัยเอื้อที่สนับสนุนใหเปนโรคเบาหวานมาจากสิ่งแวดลอม ทั้งพฤติกรรม
การกิน การอยู ซึ่งในปจจุบันเราก็พบวาพฤติกรรมสุขภาพของคนไทยก็จัดไดวาเสี่ยงตอการเปนโรคเบาหวาน และ
    1 http://www.idf.org/about-diabetes


                                                      5
เปนมหันตภัยเงียบที่คราชีวิตผูคนไปเรื่อยๆ
   ใน Gotoknow.org ที่เปนพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรูที่เปดกวางใหคนทำงานไดเขามาเขียนแลกเปลี่ยน
ความรู แลกเปลี่ยนความคิด ความรูชุดหนึ่งถูกตอเติมจากประสบการณที่หลากหลายผานผูที่แลกเปลี่ยน Goto-
know.org จึงถือวาเปนขุมพลังทางดานความรูเชิงปฏิบัติที่มีคุณคา และหากเราสามารถสกัดประเด็นตางๆ เหลานั้น
ออกมารอยเรียงเปนชุดความรู จะเปนชุดความรูที่มีคุณคาและมีประโยชนตอวงการสุขภาพของไทยเปนอยางมาก
    Gotoknow.org มี Blogger จำนวนหนึ่งที่ทำงานเกี่ยวของกับเบาหวาน และไดถายทอดบทเรียนที่เกิดขึ้นใน
การทำงาน รวมไปถึงเห็นการเชื่อมเครือขายในการแลกเปลี่ยนเรียนรูในหลายๆ อาชีพ หรือที่เรียกวา สหวิชาชีพ
เกาะเกี่ยวกันอยางหลวมในการแลกเปลี่ยนแบบออนไลน และในการทำงานจริงเครือขายเหลานี้ไดทำงานสอดคลอง
ประสานกันอยูแลว
       ในบันทึกทั้งหมดที่เกี่ยวของกับ เบาหวาน สามารถเขาถึงไดโดยผานคำสำคัญสำหรับสืบคน (Tag) ที่มีคำวา “เบา
หวาน, เครือขายเบาหวาน,DM” และคำคนอื่นๆ ที่เกี่ยวของ จะพบบันทึกมากมาย และหนึ่งในจำนวนนั้นสวนใหญ
เปนบันทึกของ ดร.วัลลา ตันตโยทัย2 ที่เขียน Blog ในชื่อของ DM KM Facilitator3 บันทึกของอาจารยวัลลานี่เอง
ที่เกี่ยวเอาบันทึกที่เขียนเรื่องราวราวเกี่ยวกับเบาหวานเขามาดวยกัน รวมถึงเปนเสมือน CoPs (ชุมชนนักปฏิบัติ) เขา
มาไวรวมกัน รายละเอียดของการทำงานเบาหวานสามารถหาอานไดจากบันทึกตามที่กลาวมา
       ในการสกัดบทเรียนจากขอมูลมากมาย เปนเรื่องที่ผูเรียบเรียงคอนขางใชพลังสูง โดยเฉพาะประเด็น “เบา
หวาน” ที่มีจำนวนบันทึกมากมายใน Gotoknow.org ผูเขียนจึงไดกำหนดประเด็นที่มีความสำคัญและนาสนใจ
เพื่อที่จะสามารถเรียบเรียงขอมูลเหลานั้นใหเปนระบบ ใหมองเห็นภาพพัฒนาการการพัฒนาและสงเสริมสุขภาพ
ที่เกี่ยวของกับโรคเบาหวาน แตก็เปนเพียงสวนหนึ่งของชุดความรูที่มหาศาล ที่หยิบขึ้นมาเปนประเด็นในการเผย
แพรสาธารณะในรูปแบบของการรวบรวมและสกัดบทเรียน สวนหนึ่งอาจจะตองเขาไปเรียนรูและแลกเปลี่ยนในฐาน
ขอมูลออนไลนดังกลาว
     การนำเสนอชุดขอมูล “เบาหวาน” ในหนังสือเลมนี้เริ่มตนจาก ความรูเกี่ยวกับโรคเบาหวานในดานสมมุติฐาน
ของโรค การรักษา รวมไปถึงพฤติกรรมสุขภาพที่เสี่ยงตอการปวยเปนโรคเบาหวานในอนาคต และเรื่องเลาของคน
ทำงาน นวัตกรรมที่เกิดขึ้น การสรางเครือขาย ชุดความรูทั้งหมดที่ถือวาเปนพลังการเรียนรูที่ใชปญญาปฏิบัติใน
การขับเคลื่อนที่มีแงมุมนาสนใจ และใชเปนตนทุนทางความรูการทำงานสงเสริมสุขภาพ เพื่อตอสูกับมหันตภัยเงียบ
(Silence Killer) อยางรูเทาทัน




    2 http://gotoknow.org/profile/copdmfaci
    3 http://gotoknow.org/blog/dmcop


                                                       6
เบาหวาน : ชื่อหวานๆ แตรสชาติไมหวานสมชื่อ

พนัส ปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร

    “เบาหวาน เปนโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งที่เปนแลวรักษาไมหาย แตปองกันได”
    ถอยคำขางตน ดูเหมือนจะเปนวาทกรรมที่คนไทยคุนชินกับปรากฏการณของโรคเบาหวานมากที่สุดอีกวาท-
กรรมหนึ่ง เนื่องเพราะเปนคำจำกัดความที่บงบอกคุณลักษณะของ “โรคเบาหวาน” (Diabetes mellitus) ได
เปนอยางดี เพราะเมื่อเปนโรคชนิดนี้แลว จะเกิดอาการเรื้อรังและไมสามารถรักษาใหหายขาดได กอปรกับเมื่อเปน
แลว ก็มักพวงพาใหเกิดปญหาสุขภาพตางๆ รวมถึงการนำไปสูภาวะโรคแทรกซอนอยางมากมาย จนผูปวย หรือ
แมแตญาติผูปวยตองพลิกตำรามารับมือเพื่อนำไปสูกระบวนการของการดูแล ควบคุมหรือปองกัน และเฝาระวัง
(Surveillance) กันยกใหญ
    กระนั้นก็เปนที่นาสังเกตวาในสังคมไทยรูจักและใหความสนใจเกี่ยวกับโรคเบาหวานมาเมื่อไมนาน ดังจะเห็นได
จากกระบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่เดนชัดนั้นเริ่มปรากฏจากเวทีของการจัดงาน “มหกรรมเบาหวาน” เนื่องใน
“วันเบาหวานโลก” (14 พฤศจิกายน) ขึ้นในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2551 ณ หางสรรพสินคาสยามพารากอน
    การจัดงานมหกรรมเบาหวานในครั้งนั้น เกิดขึ้นจากการผนึกกำลังขององคกรหลายภาคฝาย อาทิ กรุงเทพมหา-
นคร สมาคมโรคเบาหวานแหงประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช
กุมารี กระทรวงสาธารณสุข ตลอดจนองคกรชั้นนำจากภาครัฐและเอกชนจำนวนมาก โดยมีเปาประสงคหลักคือ
การประชาสัมพันธใหความรูและสรางความตระหนักใหคนไทยไดเขาใจถึงผลกระทบที่ไดรับจากการปวยเปนโรคเบา
หวาน มหกรรมเบาหวานในครั้งนั้น จึงเปนเสมือนการจุดประกายใหคนไทยตื่นตัวหันกลับมาตระหนักเรื่องเบาหวาน
กันจริงจังและเปนมีกระบวนการเรียนรูในเชิงสงเสริมสุขภาพและวิธีการ ดูแลรักษาผูปวยเบาหวานในปจจุบัน
    เมื่อมองยอนกลับไปยังอดีต จะพบวาคนไทยรับรูเรื่องโรคเบาหวานในหลากมุมมอง ดังจะเห็นไดจากการเรียกชื่อ
โรคที่ตางกันออกไปตามบริบทของทองถิ่นและเรียกตามลักษณะเฉพาะของโรค อาทิ โรคปสสาวะหวาน หรือ โรค
หนักหวาน (น้ำตาลในเลือดสูง) โรคของคนมีอันจะกิน (คนรวย) เพราะมักบริโภคแตอาหารประเภทแปงและน้ำตาล
จนอวนเอาๆ จนเปนที่มาของการเรียกตอๆ กันมาอีกวา “โรคของคนอวน” แตไมแนเสมอไปลักษณะทางกายภาพ
ของรางกายบอกไมไดวาใครจะปวยเปนโรคเบาหวาน
                                                      7
นอกจากนี้ยังมีชื่ออื่นๆ ที่ถูกนำมาเรียกแทนการเรียกโรคเบาหวานตรงๆ เชน โรคผูสูงอายุ เพราะมักพบในคนวัย
ที่มีอายุมากกวา 40 ปขึ้นไป โรคญาติเยอะ เพราะเมื่อเปนแลวผูปวยก็มักมีโรคแทรกซอนตามมามากมายหลายโรค
ยังมีผลกระทบตออวัยวะภายในของรางกายหลายสวน ไมวาจะเปน ไต ตา หัวใจ หรือแมแตหลอดเลือดแดง ก็ไม
เวน หรือแมแตเมื่อปวยเปนเบาหวานแลว ก็เกิดภาวะแผลเนาเปอย รวมถึงภาวะแขนขาออนแรง จนกระทั่งมีอาการ
แทรกซอนจากโรคอื่นๆ จนถึงเปนอัมพฤกษอัมพาตไดดวยเชนกัน
     ในทางการแพทยเปนที่รับรูและเขาใจกันในวงกวางวาโรคเบาหวานเปนโรคที่เกิดจากภาวะที่ “รางกายมีระดับ
น้ำตาลในเลือดสูงกวาปกติ” หรืออาการ “หนักหวาน” นั่นเอง ภาวะดังกลาวเกิดการที่ตับออนไมสามารถสรางและ
หลั่งฮอรโมนอินซูลิน (Insulin) ไดอยางเพียงพอ ซึ่งอินซูลินที่วานั้นมีหนาที่หลักในการลำเลียงน้ำตาลไปสูเนื้อเยื่อ
ตางๆ เพื่อเผาผลาญเปนพลังงานใหกับรางกาย เมื่ออินซูลินทำงานบกพรอง น้ำตาลก็ถูกนำไปใชประโยชนไดไมเต็มที่
กอเกิดเปนภาวะน้ำตาลในเลือดสูง อันเปนที่มาของ “โรคเบาหวาน” นั่นเอง
    ในเวปบล็อก gotoknow.org ชุมชนแหงการแลกเปลี่ยนเรียนรูของ “คนทำงาน” ไดเขียนบันทึก หรือบทความ
สะทอนเกี่ยวกับวาทกรรมการเรียกชื่อโรคเบาหวานไวหลายคน โดยภาพรวมเปนการสื่อถึงลักษณะอันเปนสถานะเชิง
ความหมายของโรคเบาหวานไวอยางเดนชัดในหมวดหมูของ “การแพทย สุขภาพ สุขภาวะ” หรือ ผานคำสำคัญ
(Tag) เชน โรคเบาหวาน อาหาร สมุนไพร น้ำตาลในเลือด ดังเชนที่ คุณอรุณ วงษชู1 ไดเขียนบันทึกที่สะทอนคำจัด
กัดความของโรคเบาหวานที่เชื่อมโยงกับภาวะการเจ็บปวยที่เรื้อรังและมีโรคแทรกซอนวา
    “โรคเบาหวานเปนโรคเรื้อรัง และกอใหเกิดปญหาตอสุขภาพ กอใหเกิดปญหากับฟนและเหงือก ตา ไต หัวใจ
หลอดเลือดแดง...เมื่อเปนโรคนี้ระยะหนึ่งจะเกิดโรคแทรกซอนที่เกิดกับหลอดเลือดเล็กเรียก Microvacular หากมี
โรคแทรกซอนนี้จะทำใหเกิดโรคไต เบาหวานเขาตา หากเกิดหลอดเลือดเลือดแดงใหญแข็ง เรียก macrovascular
โดยจะทำใหเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อัมพาต หลอดเลือดแดงที่ขาตีบนอกจากนั้นยังอาจจะเกิดปลายประสาท
อักเสบ neuropathic ทำใหเกิดอาการชาขา กลามเนื้อออนแรง ประสาทอัตโนมัติเสื่อม2 ”
    เชนเดียวกับที่ คุณทรงลักษณ มูลมณี ที่ใชนามแฝงวา Health Star ไดแสดงแนวคิดเกี่ยวกับโรคเบาหวานวา
เปนภาวะของการทำงานที่บกพรองของฮอรโมนอินซูลินวา
    “เบาหวาน เปนความผิดปกติของรางกายที่มีการผลิตฮอรโมนอินซูลินไมเพียงพอ อันสงผลทำใหระดับน้ำตาลใน
กระแสเลือดสูงเกิน โรคนี้มีความรุนแรงสืบเนื่องมาจากการที่รางกายไมสามารถใชน้ำตาลไดอยางเหมาะสม โดยปกติ
น้ำตาลจะเขาสูเซลลรางกายเพื่อใชเปนพลังงานภายใตการควบคุมของ ฮอรโมนอินซูลิน ในผูปวยที่เปนโรคเบาหวาน
จะไมสามารถทำงานไดอยางมีประสิทธิภาพ ผลที่เกิดขึ้นทำใหระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ในระยะยาวจะมีผลในการ
ทำลายหลอดเลือด ถาหากไมไดรับการรักษาอยางเหมาะสม อาจนำไปสูสภาวะแทรกซอนที่รุนแรงได”3



    1 http://gotoknow.org/blog/sukhapab/132527
    2 http://gotoknow.org/blog/sukhapab/132527
    3 http://gotoknow.org/blog/healthstar/362085


                                                        8
จากประเด็นที่หยิบยกเปนตัวอยางขางตนสื่อใหเห็นถึงคำจำกัดความที่เปนลักษณะ หรือสถานะอันเปนปรากฏ-
การณของโรคเบาหวานอยู 2 ประเด็นใหญๆ นั่นคือ
   1. การเปนโรคเรื้อรัง
   2. และการทำงานที่พบพรองของฮอรโมนอินซูลินจนกอใหเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง         ซึ่งก็ปฏิเสธไมไดอีก
      เหมือนกันวาโรคเบาหวานนั้น มีคุณลักษณะอันสำคัญอีกประการหนึ่งนั่นก็คือ “โรคเงียบ”
      คำวา “โรคเงียบ” ในที่นี้หมายถึงโรคที่มองไมเห็นดวยตาเปลา บางทีก็เสมือนฟาประทานมากับ “พันธุกรรม”
และที่สำคัญคือเกิดขึ้นอยาง “เงียบๆ” อาการหรือผลกระทบขางเคียงจะไมไดแสดงออกอยางฉับพลัน พลอยให
หลายตอหลายคนกลายเปนผูปวยเบาหวานแบบไมรูเนื้อรูตัว จนไมสามารถจัดวางระบบการปองกัน หรือควบคุม
ภาวะ “เบาหวาน” (น้ำตาล) ในตัวเองผานเรื่องอาหารการกินและการออกกำลังกายไดอยางเหมาะสม กระทั่งใน
ที่สุดแลวก็เสียชีวิตจากภาวะโรคแทรกซอน เปนการเสียชีวิตโดยไมรูมากอนเลยวาโรคแทรกซอนที่วานั้น คือผลพวง
จากการปวยเปนโรคเบาหวานนั่นเอง
     แตอยางไรก็ดี ไมวาจะมองในมุมใดก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงเกี่ยวกับโรคเบาหวานอยูตลอดเวลาก็คงหนีไมพนคำ
วา “น้ำตาล” อยูดี ซึ่งคุณลักษณะที่สำคัญของน้ำตาลก็คือการมีรสชาติที่ออก “หวานๆ” เมื่อบริโภคอาหารรสชาติ
หวานๆ มากเทาไหร ก็เทากับวาไดนำพาน้ำตาลเขาสูรางกายมากเทานั้น หากระบบการทำงานของอินซูลินบกพรอง
จึงเสี่ยงตอการปวยเปนโรคเบาหวานไดงายๆ
     ดวยเหตุนี้จึงอาจเรียกไดวา คำวา “หวาน” หรือ “หนักหวาน” ในมิติของ “โรคเบาหวาน” ที่แสดงใหเห็นชัด
ถึง ภาวะการเจ็บปวยเรื้อรังและถูกแทรกซอนดวยโรคตางๆนั้น ยอมไมใชชื่อเสียงเรียงนามอัน “หอมหวาน” สำหรับ
ชีวิตของคนเราอยางแนนอน




                                                      9
10
ชนิดของ “เบาหวาน”

พนัส ปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร
    ปจจุบันโรคเบาหวานกลายเปนกระแสหลักอีกกระแสหนึ่งใน “ระบบสุขภาพ” มีวิถีการขับเคลื่อนกันอยางเปน
ระบบทั้งในระดับปจเจกและสังคม มีกระบวนการระดมความคิด มุงใหเกิดความรูและความตระหนักทั้งเชิงนโยบาย
จากภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงการปกธงสูการสรางเครือขายในระดับประชาชนและทองถิ่น ปรากฏการณรวมตัว
หรือเคลื่อนตัวอยางมีพลังเหลานั้น ไดสะทอนใหเห็นวาผูคนในสังคมตางมีมุมมองรวมในทำนองเดียวกันวา “โรคเบา
หวาน” เปนเสมือน “ภัยเงียบ” มหันตภัยที่กำลังรุกคืบเขาสูชีวิตของผูคน และสังคมอยางนากลัว
      การปวยเปนโรคเบาหวานแลวพวงพาไปสูปญหาสุขภาพตางๆ นั้น เปรียบไดกับ “บานประตูแหงสุขภาพ” ของ
ผูคนและสังคมไดเริ่มทรุดโทรมลง หรือในอีกความหมายหนึ่งก็คือประตูแหงสุขภาพไดถูกเปดทิ้งไวตลอด 24 ชั่วโมง
ซึ่งเอื้อตอการใหโรคภัยตางๆ ไดทยอยเคลื่อนตัวเขาคุกคามชีวิตของผูคนไดงายมากขึ้น และเมื่อพิจารณาขอมูลอัน
เปนสถิติของผูปวยเปนโรคเบาหวานอยางละเอียด ก็ดูเหมือนจะมีแนวโนมสูงขึ้นจนนาใจหาย เภสัชกรหญิงปราณี
ลัคนาจันทโชติ ไดสะทอนขอมูลในเวปบล็อก gotoknow.org ไวอยางนาสนใจวา
    “10 ปที่แลวองคการอนามัยโลก สำรวจพบวามีผูปวยเบาหวาน 171 ลานคน และทำนายตอไปวาอีก 30 ป
จะมีจำนวนผูปวยเบาหวานเปน 366 ลาน แตเมื่อเวลาผานไป ไมถึง 30 ป กลับพบวามี ผูปวยเบาหวาน 171 ลาน
คิดเปน 2.8% ของประชากรทั่วโลก โดยลาสุดเดือนมกราคม (2553) สหพันธสมาคมโรคเบาหวานระหวางประเทศ
(International Diabetes Federation) คนพบวาความชุกของผูปวยเบาหวานมีจำนวน 285 ลาน และคาดการณ
ไปอีก 20 ป จะเปน 439 ลานคน” 1
   จากขอมูลขางตน ดูเหมือนจะตอกย้ำ หรือยืนยันใหเห็นวาสภาพการณปจจุบันนั้น ไมวาจะในระดับปจเจกบุคคล
และระดับสังคมนั้น ระบบภูมิตานทานที่มีตอโรคเบาหวานกำลังถูกกัดกรอนลงทุกขณะ
   ในทางการแพทยไดจำแนกชนิดของโรคเบาหวานออกเปน 2 ชนิดใหญๆ คือ เบาหวานชนิดที่ตองพึ่งอินซูลิน
และ เบาหวานชนิดไมพึ่งอินซูลิน

    1 ttp://gotoknow.org/blog/sk-ccc/370924


                                                     11
กรณีดังกลาว Dr. maleewan lertsakornsiri ไดสรุปประเด็นอันเปนคำจำกัดความและสาเหตุของเบาหวาน
ทั้งสองประเภทวา2

   1. โรคเบาหวานที่ตองพึ่งอินซูลิน (insulin – dependent diabetes mellitus : IDDM หรือเรียกวา
      Type l) เปนเบาหวานที่เกิดจากการขาดอินซูลิน จึงมีความตองการอินซูลินในการรักษาเพื่อปองกันภาวะคี
      โตสิส(ketosis) สวนใหญเกิดในคนอายุนอย เชน วัยเด็กวัยรุนหรือวัยหนุมสาว
   2. โรคเบาหวานที่ไมตองพึ่งอินซูลิน (Non insulin dependent diabetes mellitus : DM หรือเรียก
      วา Type ll) เปนเบาหวานที่มีระดับอินซูลินปกติ และเกิดโรคเบาหวานจากการดื้ออินซูลิน มักเปนผลมาจาก
      กรรมพันธุ พบมากกับคนที่มีอายุเกิน 40 ป ผูปวยไมจำเปนตองพึ่งอินซูลินในการรักษา แตอาจจะตองการ
      อินซูลินเพื่อลดระดับน้ำตาล หรือรักษาอาการของเบาหวาน เพราะกินยาและควบคุมอาหารไมไดผล
     ทั้งนี้เมื่อพิจารณาขอมูลอันเปนชนิดของเบาหวานจากขางตน ทำใหเกิดความเขาใจวาโดยแทที่จริงแลว โรคเบา
หวานหาใชโรคเฉพาะของคนแกหรือผูสูงอายุเสียเมื่อไหร แตคนทุกเพศทุกวัยก็สามารถปวยเปนโรคเบาหวานได
และโรคเบาหวานชนิดแรกนั้นเปนเบาหวานที่ไมพบบอยนัก เมื่อตับออนไมสามารถสรางอินซูลินไดเพียงพอ จึงจำ
ตองฉีดอินซูลินเขาสูผิวหนัง เพื่อไปทำหนาที่ในการ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดระยะยาว สวนโรคเบาหวานชนิดที่
สอง เปนประเภทที่พบมากกวาชนิดแรก ตับออนสามารถสรางอินซูลินไดอยางเพียงพอ หากแตประสบปญหาเรื่อง
รางกายตอบสนองตออินซูลินไดนอยกวาปกติ จึงจำตองกินยาเม็ดเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งเรียกกันโดยทั่วไป
วา “ภาวะดื้อตอยาอินซูลิน” 3




    2 http://gotoknow.org/blog/maleewan/134176
    3 http://gotoknow.org/blog/ipdsurgbi/134926


                                                    12
สาเหตุของ “เบาหวาน” วาดวยกรรมพันธุและ
พฤติกรรมการกินอาหาร

พนัส ปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร
     ขึ้นชื่อวา “โรคเบาหวาน” เชื่อวาใครๆ ก็คงไมรูสึกหอมหวานกับชื่อนี้เปนแน เพราะเมื่อปวยเปนโรคชนิดนี้แลว
ก็จำตองเผชิญหนากับภาวะเรื้อรังและเกิดโรคแทรกซอนตางๆ อยางนาวิตก บางรายที่ปวยเปนโรคเบาหวานและมี
ภูมิตานทานทางจิตใจต่ำ ก็พลอยใหรางกายเจ็บไขและทรุดหนักไปดวย เขาทำนอง “ปวยใจ กายก็พลอยปวยตาม”
    ดังนั้นการเรียนรูในเรื่อง “สาเหตุ” ของการเกิดโรคเบาหวานจึงมีความสำคัญอยางยิ่ง เพราะนั่นคือกระบวนการ
อันสำคัญในการที่จะสรางปราการอันเปนกำแพงสุขภาพ หรือภูมิคุมกันสุขภาพเพื่อปองกันตัวเองใหหางไกลจากการ
เปนโรคเบาหวาน หรือหากตกอยูในภาวะของการปวยโรคเบาหวาน ก็จะชวยใหตนเองมีความรู ความเขาใจในการที่
จะดูแลตัวเองไดเปนอยางดี จนสามารถดำรงชีวิตไดอยางมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี
    สำหรับสาเหตุของการปวยเปนโรคเบาหวานนั้นยังไมทราบแนนอน แตก็เคยมีการตั้งคำถามชวนคิดวา “เบา
หวานมาจากกรรมพันธุ หรือพฤติกรรมการกิน”1 ถึงกระนั้นก็อาจกลาวๆ ไดวาองคประกอบสำคัญที่อาจเปน
สาเหตุ หรือปจจัยเสี่ยงของการเกิดเบาหวานนั้นไดยึดโยงอยูกับเรื่อง “กรรมพันธุ ความอวนและการขาดการออก
กำลังกาย”2 อยูวันยังค่ำ
    กรณีประเด็นเรื่องสาเหตุที่เกิดจากกรรมพันธุนั้น เห็นไดชัดวาผูคนจำนวนมาก เชื่อวาโรคเบาหวานเปนโรคที่
ถายทอดมาทางพันธุกรรม ดังจะเห็นไดจากมีการกลาวถึงอยางซ้ำๆ จนเกิดเปนปรากฏการณในทำนองวา “หากคน
เรามีญาติสายตรง(พอ แม พี่นอง) ในครอบครัวมีประวัติคนปวยเปนโรคเบาหวาน ก็จะมีโอกาสสุมเสี่ยงตอการ
ปวย เปนโรคเบาหวานดวยเหมือนกัน” แตในความเปนจริงก็พลิกไปคนละมุมไดเหมือนกัน เพราะมีผูคนจำนวนไม
นอยเหมือนกันที่ปวยเปนโรคเบาหวาน แตเมื่อตรวจสอบฐานประวัติแลวกลับพบวา ไมมีบรรดา “ญาติสายตรง”
    1 http://www.gotoknow.org/blog/lab-chem/53273
    2 http://gotoknow.org/blog/glucose/81562


                                                       13
ปวยเปนโรคเบาหวานเลยแมแตคนเดียว
      ที่ตองพึงระมัดระวังก็คือ พฤติกรรมสุขภาพที่สุมเสี่ยงตออุบัติการณของเบาหวานมาจาก พฤติกรรมของการ
บริโภคอาหารจำพวกแปงและน้ำตาลมากๆ จนเกิดภาวะน้ำหนักเกินปกติ ถือเปนปจจัยเชิงสาเหตุสำคัญของการ
ปวยเปนโรคเบาหวาน เพราะนั่นคือปรากฏการณของการเพิ่มปริมาณน้ำตาลเขาสูกระแสเลือดดีๆ นั่นเอง กระทั่งใน
ปจจุบันนี้ไดเกิดกิจกรรมการรณรงคเกี่ยวกับการปองกัน “โรคอวน” (คนไทยไรพุง) ผานการกินและการออกกำลัง
กายอยางกวางขวางในทุกมุมเมืองของสังคมไทย สิ่งเหลานี้ลวนสะทอนใหเชื่อไดวา “ความอวน” หรือ “โรคอวน”
ที่เกิดจากพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายที่ไมเหมาะสมนั้น เปนองคประกอบอันสำคัญที่ทำใหคนเราปวย
เปนเบาหวานไดโดยงาย สอดรับกับขอมูลที่ คุณศรีวรรณ มโนสัมฤทธิ์ ไดสืบคนและเขียนบันทึกไวใน เวปบล็อก วา3
   “มีการศึกษาพบวา คนที่รอบเอวเกิน จะนำไปสูการเปนโรค เบาหวาน และโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยปกติแลว
รอบเอวผูหญิง ไมควรเกิน 80 เซนติเมตร หรือ 32 นิ้ว และรอบเอวผูชายก็ไมควรเกิน 90 เซนติเมตร หรือ 36 นิ้ว”
     หรือแมแตทัศนะชวนคิดของเภสัชกรหญิงปราณี ลัคนาจันทโชติ ที่สะทอนถึงสถิติการปวยเปนโรคอวน หรือ
โรคเบาหวานนั้นเกิดจากพฤติกรรมที่คนเรานิยมรับประทานอาหารที่ไมดีตอสุขภาพ เชน แปง ขนม เนย ของหวาน4
เปนตน ดังนั้นการดูแลตัวเองภายใตแนวคิด “ระบบสุขภาพ” ตัวเองผาน “แบบแผนการกินและการออกกำลัง
กาย” ที่เหมาะสม จึงถือเปนกลไกสำคัญในอันดับตนๆ ที่จะปองกันมิใหรางกายถูกคุกคามจากภาวะเบาหวาน ยิ่ง
หากมองวา ยิ่งกินยิ่งอวน...ยิ่งอวบอวนยิ่งเสี่ยงตอการเปนเบาหวาน มากเทาไหรจึงยิ่งตองใหความสำคัญกับการ
สงเสริมสุขภาพตัวเองมากเทานั้น โดยอาจเริ่มตนจากการเรียนรูกระบวนการของการ “วัดรอบเอว” ตัวเองเปนระ
ยะๆ เพื่อเฝาระวังตนเองจากการเปนโรคอวนที่จะนำไปสูการเปนโรคเบาหวาน
     ดวยเหตุนี้การวัดรอบเอวจึงไมตางอะไรกับการ “ตัดไฟแตตนลม” เพราะนั่นคือกลยุทธงายๆ ในการที่จะฝก
นิสัยใหเปนคนเราเห็นความสำคัญของเรื่องสุขภาพกายและสุขภาพใจ ชวยใหคนรามีทัศนคติที่ดีในการกินการอยู
และตระหนักกิจกรรมการออกกำลังกายเพื่อการสรางเสริมสุขภาพอยางเปนระบบ ถายึดปฏิบัติเรื่องการกินและการ
ออกกำลังกายอยางเหมาะสม หรือแมแตการวัดรอบเอวอยางสม่ำเสมอ จนทุกอยางกลายเปน “วัฒนธรรมชีวิต”
ยอมเกิดเปนระบบคุมภัยชีวิตใหหางไกลจากการปวยเปนโรคเบาหวานไปโดยปริยาย
      เหนือสิ่งอื่นใด ถึงแมจะรับรูกันดีวาองคประกอบของการปวยเปนโรคเบาหวานนั้นจะเกี่ยวพันกับเรื่องกรรมพันธุ
การกินอาหารและการออกกำลังกาย เพื่อใหรางกายแข็งแรงและไมอวนแลวก็ตาม สิ่งที่ตองเตือนตัวเองอยูตลอดก็
คือ “โรคเบาหวานนั้น ไมใชเกิดกับคนอวนเสมอไป คนผอมแหงแรงนอยก็มีสิทธิ์เปนโรคนี้ได” ดังนั้นจึงตองระวัง
เรื่องการการกินใหถูกหมวดหมู ออกกำลังกายใหเหมาะสม และที่ขาดไมไดเลยก็คือการหาเวลาไปตรวจสุขภาพ เพื่อ
ใหแพทยไดทำการตรวจวัดปริมาณน้ำตาลในเลือด เพราะนั่นคือวิธีที่ดีที่สุดที่จะชวยทำใหเรารูถึงสถานะของตัวเองวา
สุมเสี่ยง หรือเปนโรคเบาหวานหรือไม และถารูวาตัวเองเสี่ยงตอการเปนเบาหวาน ก็ควรตองไปใหแพทยตรวจทุกๆ 3
ปเปนอยางนอย


    3 http://gotoknow.org/blog/tqm/211493
    4 http://gotoknow.org/blog/sk-ccc/370924


                                                      14
เบาหวาน... “เคาลาง” อยาวางใจ อะไรคือเคาลาง
“บอกเหตุ”

พนัส ปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร
    ดวยเหตุที่โรคเบาหวาน เปน “โรคเงียบ” หรือ “ภัยใกลตัว” อีกชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นแลวไมแสดงอาการอยางฉับ
พลัน เมื่อเปนแลวก็ไมสามารถรักษาใหหายขาดได สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการ “มองชีวิตในมุมบวก” ไมยอทอ และ
เสียแรงใจไปกับภาวะปวยไขจนมีอันตองลมหมอนนอนเสื่อไปในที่สุด ขณะเดียวกันก็ตองเขมแข็งที่จะการ “เรียนรู
อยางมีสติ” เพื่อควบคุมมิใหเกิดการเรื้อรังไปมากกวาที่เปนอยู และมุงทำความเขาใจตอกลไก หรือกลวิธีอันเปนก
ระบวนการของการปองกันมิใหเกิดภาวะแทรกซอนตอรางกายใหไดมากที่สุด เพราะนั่นคือสิ่งที่ยืนยันไดวา “ชีวิตมี
ทางออก” และ “ทางออกนั้นก็ไมเคยปดตาย”
     เมื่อมองยอนกลับไปยังปจจัยตนเหตุ หรือองคประกอบที่เอื้อตอการเกิดโรคเบาหวานแลว จะพบวาปจจัยเหลา
นั้นเปนโยงใยอยูกับเรื่องกรรมพันธุ การบริโภคอาหารที่มีปริมาณแปง น้ำตาล ไขมันสูง และการละเลยที่จะออกกำลัง
กายทั้งสิ้น ปจจัยที่วานั้นถือเปน “เข็มทิศของการเฝาระวัง” ตัวเองไดเปนอยางดี ทั้งยังตองใสใจเฝาสังเกตอาการ
อันเปน “เคาลาง” ของโรคเบาหวานก็สำคัญไมแพกัน
       ถาทุกคนเชื่อวาตัวเองเปน “หมอประจำตัวเอง” ก็ตองเรียนรูวา อาการปสสาวะมาก (polyuria) ดื่มน้ำมาก
(polydipsia) กินจุ หรือรับประทานอาหารจุ (polyphagia) น้ำหนักลด (weight loss) ลวนเปนเคาลางบอกเหตุ
ที่สุมเสี่ยงตอการเปนเบาหวานแทบทั้งสิ้น เมื่อเขาใจแลวยอมสามารถที่จะบริหารจัดการเกี่ยวกับระบบสุขภาพตัวเอง
ไดอยางมีประสิทธิภาพ1 ดังนี้
      1. ปสสาวะบอย โดยเฉพาะเวลากลางคืน ตองตื่นมาปสสาวะบอยมากกวาปกติ
      2. มีอาการกระหายน้ำอยูบอยๆ และดื่มน้ำมากผิดปกติ เนื่องจากสูญเสียน้ำไปทางปสสาวะเปนจำนวนมาก
   3. น้ำหนักลด เนื่องจากรางกายไมสามารถสลายพลังงานจากไขมันได จึงจำตองสลายพลังงานจากโปรตีนและไข
      มันแทนสงผลใหเกิดอาการ “กินเกง หิวบอย แตน้ำหลักลด”
    1 http://gotoknow.org/blog/bouquet/362318


                                                       15
นอกจากนี้ยังพบอาการอื่นๆ ที่ถือเปนลางบอกเหตุสอเคาใหเห็นถึงภาวะความเสี่ยงที่จะเปนโรคเบาหวานดวย
เหมือนกัน อาทิ
   1. อาการอักเสบของผิวหนัง เกิดการติดเชื้องาย และเมื่อเปนแผลแลวแผลจะหายชา
   2. อาการคันตามผิวหนัง อันเกิดจากผิวแหงจนเกินไป
   3. มีการติดเชื้อรา โดยเฉพาะอยางยิ่งบริเวณชองคลอดของผูหญิง
   4. อาการเห็นภาพไมชัด ตาพรามัวตองเปลี่ยนแวนบอยๆ ทั้งนี้อาจจะเปนเพราะมีการเปลี่ยนแปลงสายตา เชน
      สายตาสั้น เปนตอกระจก และน้ำตาลในเลือดสูง
     และที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่มองขามไมไดเลยก็คือ อาการชา ไมมีความรูสึก เจ็บตามแขนขา หยอนสมรรถภาพ
ทางเพศ รวมถึงการเกิดแผลที่เทาไดโดยงาย2 ซึ่งลวนเกิดจากภาวะที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงนานๆ จนทำใหเสน
ประสาทเสื่อม กรณีผูปวยใน บางรายมีอาการเกิดบาดแผลที่เทาอยูเรื่อยๆ ยิ่งตองระมัดระวังใหมากเปนพิเศษ
เนื่องจากการเปนแผลที่เทา จะเปนเสมือนการเปดประตูตอนรับเชื้อโรคตางๆ ใหเขามาสูรางกายโดยงาย คนที่ปวย
เปนโรคเบาหวานก็มักจะมีอาการชาตามนิ้วเทาและฝาเทา และจะไมรูสึกเจ็บปวดกับแผลที่เกิดขึ้น สงผลใหขาดการ
เฝาระวังในเรื่องดังกลาวไปโดยปริยาย จนนำไปสูภาวะเรื้อรังขั้นรายแรงที่ตองตัดขาทิ้งเลยก็มี
    แตก็เปนที่นาสังเกตวา ในอดีตนั้นการเฝาระวังหรือสังเกตอาการที่สอเคาวาจะเปนโรคเบาหวานนั้นมีความนา
สนใจ เพราะเกี่ยวโยงกับภูมิปญญาจากการสังเกต กลาวคือคนในสมัยกอนมักจะแนะนำเปน “มุขปาฐะ” วาหาก
สงสัยวาจะเปนเบาหวานหรือไม สามารถพิสูจนไดอยางงายๆ ผานวิธีใกลตัวนั่นก็คือ “ปสสาวะใหมดตอม”
    วิธีคิดดังกลาว เกิดจากการที่ชาวบานมีความเชื่อที่วา “คนที่เปนเบาหวาน จะปสสาวะหวาน”
     เมื่อปสสาวะในแตละครั้ง จึงยอมมีน้ำตาลปนออกมากับปสสาวะมากเปนพิเศษ ดังนั้นคนในสมัยกอนจึงเชื่อวา
หากมีมดมาตอมปสสาวะ ก็พอจะยืนยันไดเบื้องตนวาคนๆ นั้น มีความสุมเสี่ยงตอการเปนโรคเบาหวานคอนขางจะ
แนนอน ซึ่งจะวาไปแลววิธีการดังกลาว ก็ใชเปนกระบวนการหนึ่งของการพิสูจนความเปนเบาหวานไดเหมือนกัน แต
วิธีการสังเกตดังกลาวเปนการวินิจฉัยเพียงเบื้องตน ดังนั้นทางที่ดีจึงควรตองไปพบแพทย เพื่อใหแพทยไดตรวจระดับ
น้ำตาลในเลือดใหโดยตรง เพราะนั่นคือวิธีการที่เที่ยงตรงและแมนยำที่สุด ซึ่งจะชวยใหเกิดกระบวนการเฝาระวังตอ
ระบบสุขภาพของตัวเองไปในตัว




    2 http://gotoknow.org/blog/dmpathumtanee/328235


                                                      16
ใครคือกลุมเสี่ยงเบาหวาน

พนัส ปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร
     จากประเด็นสาเหตุของการเกิดเบาหวานและเชื่อมโยงมาสูประเด็นเคาลางการบอกเหตุ ความเสี่ยงของการปวย
เปนโรคเบาหวาน จะเห็นไดวาหลีกไมพนเรื่องราวหลักๆ 3 ประเด็นใหญ นั่นก็คือเรื่องกรรมพันธุ พฤติกรรมการกิน
และการดูแลรางกายผานการออกกำลังกาย ซึ่งทั้งหมดนั้นไดสะทอนภาพของการดูแล ควบคุมและปองกันแทบทั้ง
สิ้น โดยมีเปาประสงคหลักเพื่อนำไปสูวิถีแหงการดำเนินชีวิตยาวนานเยี่ยงคนปกติ
      อยางไรก็ตามเมื่อหลอมรวมประเด็นเหลานั้นแลว ก็คงไมยากกับการที่จะวินิจฉัยเพื่อการเฝาระวังวาใครคือผูที่
เสี่ยงที่จะเปนเบาหวานบาง โดยในทางกรรมพันธุนั้นก็ยังคงตองพุงประเด็นไปยังกลุมคนที่เคยมี “ญาติสายตรง”
ปวยเปนเบาหวานมากอนอยูดี รวมถึงทารก หรือหญิงมีครรภที่ประวัติเคยเปนเบาหวานขณะตั้งครรภ หรือเคยคลอด
บุตรตัวโตและมีน้ำหนักมากกวา 4 กิโลกรัม1 รวมถึงกลุมคนที่มีน้ำหนักมากเกินกวาปกติ (โรคอวน) ไมนิยมการ
ออกกำลังกาย สงผลใหการทำงานของอินซูลินมีปญหา รวมถึงการมีพฤติกรรมเกี่ยวกับการกินอาหารประเภทออก
รสหวานๆ และมีไขมันสูงมากจนเกินความจำเปน เปนตนวา “เด็กบริโภคไขมันมากเกินไปจาก 18 กรัม เพิ่มเปน
42 กรัมตอวัน”2 ก็ถือเปนกลุมคนที่เสี่ยงตอการปวยเปนโรคเบาหวานดวยเหมือนกัน เชนเดียวกับงานวิจัยที่ศึกษา
และพบวา “ผูหญิงที่นิยมกินมันฝรั่งมากเทาไหร ยิ่งเสี่ยงตอการปวยเปนโรคเบาหวาน”3 เพราะมันฝรั่งเปนพืชที่
กระตุนใหเกิดภาวะน้ำตาลสูงในกระแสเลือดไดเปนอยางดี หรือแมแตผลการวิจัยชื่อวา CARDIA Study ก็เชื่อวาคน
ที่ไมชอบรับประทานอาหารเชาอยางสม่ำเสมอก็มีความเสี่ยงตอการเปนเบาหวาน ไดเหมือนกัน4




    1 http://gotoknow.org/blog/maleewan/134176
    2 http://gotoknow.org/blog/strongkids/185168
    3 http://gotoknow.org/blog/qqqqq/46274
    4 http://gotoknow.org/blog/ocsckku/149286


                                                      17
18
ครอบครัวเบาหวาน...
พนัส ปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร
    ในที่นี้ ครอบครัวเบาหวาน หมายถึง ลักษณะอันเปนภาวะ “โรคแทรกซอน” ที่เกิดขึ้นกับคนเราหลังการปวย
เปนโรคเบาหวาน เชน โรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง รวมถึงภาวะแทรกซอนอื่นๆ เชน ภาวะ
แทรกซอนทางตา ภาวะแทรกซอนในชองปาก กระเพาะปสสาวะทำงานไดไมดี เปนตน
    บรรดารายชื่อโรคแทรกซอนที่วานั้น       ถือเปนคุณลักษณะพิเศษของโรคเบาหวานที่เปนแลวมักจะรักษาให
หายขาดไมได ตรงกันขามกลับมักจะนำพาใหเกิดภาวะแทรกซอนตางๆ ตามมาเปนระยะๆ ซึ่งเปนผลพวงของ
ระบบภูมิตานทานที่เสื่อมโทรมและต่ำลง จนอวัยวะตางๆ ในรางกายทำงานบกพรองมากขึ้น เกิดเปนชองโหวใน
ระบบภูมิคุมกันของสุขภาพ เปดกวางใหโรคตางๆ ทยอยคืบคลานเขากัดกรอนรางกายของคนเราอยางเงียบๆ โดย
ภาวะดังกลาวไดกลายมาเปนปรากฏการณสำคัญที่สื่อสารใหเห็นวาโรคเบาหวานเปนเสมือน “ครอบครัวใหญ” ที่มี
โรคตางๆ มามะรุมมะตุมอยูตลอดเวลา หรืออาจตองเรียกชื่อโรคเบาหวานในอีกมุมหนึ่งวา “โรคญาติเยอะ”
    ปจจุบันโรคเบาหวาน (โรคญาติเยอะ) มีโครงสรางเหมือน “ครอบครัวใหญ” ที่ยึดโยงไปดวยภาวะแทรกซอน
ตางๆ และกลายเปนวิกฤติทางสาธารณสุขของสังคมไทยในปจจุบัน ผูคนตางรับรูและเขาใจในทิศทางเดียวกันวา
โรคแทรกซอนตางๆ นั้น บางชนิดจะเกิดขึ้นเงียบๆ หลังการเปนเบาหวานมาแลวนับ 10 ปเลยก็มี กลาวคือเริ่มตน
จากการฝงตัวอยางเงียบๆ และคอยๆ รุกคืบอยูในตัวผูปวยอยางชาๆ ทำใหผูปวยไมรูเนื้อรูตัววากำลังเกิดภาวะโรค
แทรกซอนอันเกิดจากโรคเบาหวานในรางกาย จนเมื่อสั่งสมถึงขั้นเรื้อรังจึงคอยปรากฏโฉมหนาใหพบเห็นอยางเดน
ชัดผานอาการเฉพาะของโรคนั้นๆ และเมื่อเกิดขึ้นแลว ก็ลำบากตอการบำบัดรักษา เพื่อใหคืนกลับสูสภาพดังเดิม
ขณะที่บางราย โชครายถึงขั้นไมสามารถฟนฟูสภาพรางกายกลับมาไดเลยก็มี
   กรณีดังกลาวนี้ คุณกานดา สุตาวงศ ไดอางอิงขอมูลโรคแทรกซอนเรื้อรังจากสมุดบันทึกประจำตัวของผูปวยโรค
เบาหวานจากโรงพยาบาลสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม ซึ่งเกี่ยวของกับภาวะเรื้อรังในอวัยวะตางๆ ของคนเรา คือ หัวใจ
สมอง ดวงตา และไต1 ดังนี้


    1 http://gotoknow.org/blog/kandanalike/319044


                                                       19
1. หลอดเลือดหัวใจตีบตันหรืออุดตัน ทำใหเกิดกลามเนื้อหัวใจตาย จะมีอาการเจ็บแนนหนาอกราวไปที่ไหลซาย
      มีอาการหอบ เหนื่อยเร็ว หัวใจลมเหลวและเสียชีวิต อยางเฉียบพลันได
   2. หลอดเลือดสมองตีบตัน ทำใหเปนอัมพาต พูด หรือออกเสียงไมชัด
   3. ตาพรามัว ถึงขั้นตาบอด อันเกิดจากหลายสาเหตุ เชน สายตาเปลี่ยน ตอกระจกและเสนเลือดในตาอุดตัน
      เลือดออกในตา
   4. ไตเสื่อม หรือ ไตวาย ในระยะแรกจะมีอาการบวม ออนเพลีย คลื่นไส อาเจียน เมื่อภาวะไตเสื่อมมากขึ้น จะมี
      อาการปสสาวะลดลง มีของเสียคั่งในรางกายมากขึ้น
    เชนเดียวกับขอมูลที่คุณทรงลักษณ มูลมณี ไดสื่อสารถึงรายละเอียดของภาวะแทรกซอนในทางการแพทยวา2
   1. ภาวะแทรกซอนทางสายตา (Diabetic retinopathy) เกิดจากการที่น้ำตาลเขาไปใน endothelium
      ของหลอดเลือดเล็กๆ ในลูกตา ทำใหหลอดเลือดเหลานี้มีการสรางไกลโคโปรตีนซึ่งจะถูกขนยายออกมาเปน
      Basement membrane มากขึ้น ทำให Basement membrane หนา แตเปราะ หลอดเลือดเหลานี้
      จะฉีกขาดไดงาย เลือดและสารบางอยางที่อยูในเลือดจะรั่วออกมา และมีสวนทำให Macula บวม ทำให
      เกิด Blurred vision หลอดเลือดที่ฉีกขาดจะสรางแขนงของหลอดเลือดใหมออกมามากมายจนบดบังแสง
      ที่มาตกกระทบยัง Retina ทำใหการมองเห็นของผูปวยแยลง
   2. ภาวะแทรกซอนทางไต (Diabetic nephropathy) พยาธิสภาพของหลอดเลือดเล็กๆ ที่ Glomeruli จะทำให
      Nephron ยอมให albumin รั่วออกไปกับ filtrate ได Proximal tubule จึงตองรับภาระในการดูดกลับสาร
      มากขึ้น หากเปนนานๆ ก็จะทำใหเกิด Renal failure ได ซึ่งผูปวยมักจะเสียชีวิตภายใน 3 ป นับจากแรกเริ่ม
      มีอาการ
   3. ภาวะแทรกซอนทางระบบประสาท (Diabetic neuropathy) หากหลอดเลือดเล็กๆที่มาเลี้ยงเสนประสาท
      บริเวณปลายมือปลายเทาเกิดพยาธิสภาพ ก็จะทำใหเสนประสาทนั้นไมสามารถนำความรูสึกตอไปได เมื่อผู
      ปวยมีแผล ผูปวยก็จะไมรูตัว และไมดูแลแผลดังกลาว ประกอบกับเลือดผูปวยมีน้ำตาลสูง จึงเปนอาหารอยาง
      ดีใหกับเหลาเชื้อโรคและแลวแผลก็จะเนาและนำไปสู Amputation ในที่สุด
     ไมเฉพาะแตภาวะแทรกซอนที่เกิดขึ้นกับอวัยวะที่เปนหัวใจ สมอง ดวงตา ไต หรือแมแตระบบประสาทจากขาง
ตนเทานั้น แตในทางการแพทยนั้น ยังพบวา โรคเบาหวานเปน “ปจจัยนำ” ปจจัยหนึ่งของการเกิด “โรคปริทันต”
ดวยเหมือนกัน กลาวคือ ผูปวยโรคเบาหวานที่ควบคุมไมได จะมีการอักเสบของเหงือกมากผิดปกติ และมากกวาผูที่
ควบคุมได ทั้งๆ ที่มีคราบจุลินทรียเพียงเล็กนอยเทานั้น ซึ่งก็ถือวาเปนภาวะโรคแทรกซอนเรื้อรังอีกโรคหนึ่งที่เกิดขึ้น
หลังจากการเปนเบาหวาน3
     และไมเชื่อก็ตองเชื่อวาปจจุบันวงการแพทยไดมีการยืนยันแลววา เบาหวานเปนตนเหตุหนึ่งของภาวะ “เซ็กส
เสื่อม” กลาวคือเมื่อเปนเบาหวาน และเริ่มสูงอายุ มักจะมีอาการลงพุง มีไขมันสะสม มีความดันสูง สิ่งเหลานี้จะหนุน
สงใหเกิดภาวะสมรรถภาพทางเพศเสื่อมเร็วขึ้นทั้งหญิงและชาย
     2 http://gotoknow.org/blog/healthstar/362085
     3 http://gotoknow.org/blog/chalong/93266


                                                         20
แตอยางไรก็ตาม ถึงแมจะเปนที่รับรูวาโรคเบาหวานเปนโรคที่เกิดขึ้นแลว รักษาไมหายขาด แตจะเรื้อรังและ
มีภาวะแทรกซอนมากมาย สิ่งสำคัญที่สุดก็คงตองย้ำเตือนกับตัวเองเสมอวาชีวิตไมไดตีบตันดวยโรคภัยชนิดนี้เสีย
ทั้งหมด จึงตองมองโลกและชีวิตในมุมบวก เพื่อใหสามารถใชชีวิตไดอยางปกติสุข เพราะในความเปนจริงก็คือ ถึงแม
โรคเบาหวานจะเปนโรคที่รักษาไมหายขาด แตก็สามารถควบคุมและปองกันได จึงไมควรหดหูและสิ้นหวังเมื่อตอง
เผชิญกับโรคชนิดนี้




                                                     21
22
อาหารของคนเปนเบาหวาน
พนัส ปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร
     ในยามที่ชีวิตตัวเอง หรือญาติมิตรตองชะตากรรมดวยการปวยเปนโรคเบาหวาน อันดับแรกตองไมลืมที่จะเตือน
ตัวเองใหรูสึกเสมอวา การปวยเปนโรคเบาหวาน ไมใชความโชครายหรือเลวรายเสียทั้งหมด ถาคิดและเขาใจใน
ทำนองนั้นได ก็จะทำใหมีขวัญกำลังใจที่จะใชชีวิตและเรียนรูกระบวนการแหงการควบคุมโรคเบาหวานในตัวเองได
เปนอยางดี โดยเริ่มตนใหความสำคัญกับเรื่องอาหารการกินอยางจริงจัง ไมใชกินตามมีตามเกิดหรือกินตามอำเภอใจ
โดยไมสนใจวาสิ่งที่บริโภคเขาไปนั้น จะเพิ่มปริมาณไขมันและน้ำตาลในระดับเลือดมากนอยแคไหน หรือเปนปจจัย
นำสูภาวะแทรกซอนตางๆ อยางไรบาง
    สำหรับผูที่ปวยเปนเบาหวานนั้น สิ่งที่ตองระมัดระวังเปนพิเศษเลยก็คือการหลีกเลี่ยงอาหารประเภทที่มีระดับ
น้ำตาลในเลือดสูง รวมถึงขนมหวานตางๆ เชน ทองหยิบ ทองหยอด ขนมชั้น ผลไมชนิดหวานจัดๆ เชน เงาะ ขนุน
นอยหนา ทุเรียน ออย ตลอดจนเครื่องดื่มน้ำอัดลมชนิดตางๆ ซึ่งนั่นก็รวมถึงเครื่องดื่มประเภทที่มีแอลกอฮอลดวย
   เกี่ยวกับเรื่องดังกลาวนี้ ดร.จันทวรรณ ปยะวัฒน ไดบันทึกขอมูลที่เปนประโยชนอันเกิดจากการศึกษาคนควา
และการดูแลบิดาที่เปนเบาหวานดวยตนเอง โดยจัดหมวดหมูประเภทของอาหารไวดังนี1      ้
1.กลุมอาหารหามรับประทาน ไดแก
    • อาหารที่มีน้ำตาลทุกชนิด รวมถึงน้ำผึ้ง น้ำตาลจากผลไม
    • ขนมหวานและขนมเชื่อมตางๆ เชน ฝอยทอง ขนมชั้น สังขยา ลอดชอง
    • ผลไมกวน เชน มะมวงกวน ทุเรียนกวน สัปปะรดกวน ฯลฯ
    • น้ำหวานตางๆ น้ำผลไม ยกเวน น้ำมะเขือเทศ นมรสหวานรวมทั้งน้ำอัดลมและ


    1 http://gotoknow.org/blog/dad/36808


                                                    23
• ผลไมที่มีรสหวานจัด เชน ทุเรียน องุน ลำไย มะมวงสุก ละมุด นอยหนา ลิ้นจี่ ออย สัปปะรด ผลไมแชอิ่ม หรือ
      เชื่อมน้ำตาล
    • ของขบเคี้ยวทอดกรอบ และอาหารชุบแปงทอดตางๆ เชน ปาทองโก กลวย แขก ขาวเมาทอด
2.กลุมอาหารที่รับประทานได แตตองจำกัดปริมาณ ไดแก
    • อาหารพวกแปง ขาว เผือก มัน ถั่วเมล็ดแหงตางๆ กวยเตี๋ยว ขนมจีน ขนมปง มักกะโรนี กวยเตี๋ยว
    • ลดอาหารไขมัน เชน ขาหมู ขาวมันไก หมูสามชั้น หรือ อาหารทอดมันมากๆ ไขมันมากๆ
    • ตลอดจนไขมันจากพืชบางอยาง เชน กะทิ น้ำมันปาลม ควรใชน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันขาวโพด น้ำมันมะกอก
    • อาหารสำเร็จรูป หรืออาหารพิเศษสำหรับผูปวยเบาหวาน เชน น้ำตาลเทียม น้ำตาลจากผลไม
    • ผักประเภทที่มีแปงมาก เชน ฟกทอง กระเจี๊ยบ หัวปลี แครอท สะเดา ถั่วลันเตา หอมหัวใหญ ผลไมบางอยาง
      เชน ฝรั่ง กลวย เงาะ มะละกอ
    • อาหารจากโปรตีนประเภทเนื้อสัตว หรือโปรตีนจากพืช เชน ถั่ว เตาหู ใหรับประทานปกติ หลีกเลี่ยงเนื้อติด
      มัน ไกติดหนัง
3.กลุมอาหารที่รับประทานไดไมจำกัด ไดแก ผักใบเขียว เชน ผักกาด ผักคะนา ผักบุง ถั่วงอก
    เปนที่นาสังเกตวา รายการอาหารและผลไม หรือแมแตขนมที่กลาวอางถึงขางตน สวนใหญมีคุณลักษณะรวม
เดียวกันก็คือออกรสหวานและมีไขมันเปนที่ตั้ง แตในความเปนจริงที่ไมอาจมองขามไปไดก็คือ เมื่อปวยเปนโรคเบา
หวานแลว ผูปวยตองลดอาหารที่มี รสเค็มลงดวยเชนกัน เพราะโซเดียมในเกลือจะทำใหรางกายสรางกระบวนการ
กักเก็บน้ำไวในรางกายมากขึ้น สงผลใหเกิดภาวะความดันโลหิตสูงไปไดโดยงาย และยังสงผลกระทบตอระบบการ
ทำงานของไตโดยตรง ยิ่งเปนเบาหวานอยูแลว จึงเสี่ยงสูงตอการเกิด ภาวะแทรกซอนทางไต
   สวนกรณีเกี่ยวกับเครื่องดื่มประเภทกาแฟ ก็มีความเกี่ยวโยงกับเบาหวานดวยเชนกัน โดยรวมแลวเครื่องดื่ม
ประเภทชากาแฟนั้น ผูปวยเบาหวานควรเลือกดื่มกาแฟดำ ไมใสน้ำตาล ไมใสนมขนหวาน หรือครีมเทียมแทน ดัง
รายละเอียดที่ นายแพทยวัลลภ พรเรืองวงศ ไดนำเสนอขอมูลไวในเวปบล็อกวา
    “อาจารยเบซา สมิธ และคณะ แหงมหาวิทยาลัยแคลิฟอรเนีย ซาน ดิเอโก ในลาโฮลลา ทำการศึกษากลุม
ตัวอยางอายุ 50 ปขึ้นไป จำนวน 910 คน โดยการติดตามไปนาน 8 ป ซึ่งผลการศึกษาพบวา คนที่ดื่มกาแฟ ไมวา
จะเปนชนิดมีกาเฟอีน หรือสกัดกาเฟอีนออก จะมีความเสี่ยงตอโรคเบาหวานในผูใหญ (diabetes type2) ลดลง
60%”2
    ซึ่งจากการที่นายแพทยวัลลภ ไดนำเสนอขอมูลขางตนไวใน เว็ปบล็อกชุมชน แหงการแลกเปลี่ยนเรียนรู แลว
ก็พบวามีการ “ตอยอดความคิด” และนำไปสูการ “ปฏิบัติจริง” อยางกวางขวาง ดังจะเห็นไดจากการเสริมแรงให
เกิดพลังใจและมุมมองใหม หรือ “ความรูใหม” แก ดร.จันทวรรณ ปยะวัฒนในการที่จะดูแลบิดาที่ปวยเปนเบา
    2 http://gotoknow.org/blog/health2you/56905


                                                      24
หวาน เปนเรื่องเลาที่เชื่อมโยงจากองคความรูจาก Blog กับการปฏิบัติในชีวิตจริง
    “อานเรื่อง กาแฟสักถวยดีไหม3 ในบล็อก Health2You.gotoknow.org ของ ทานอาจารยหมอวัลลภ แลวตอง
รีบนำมาเขียนไวในบล็อก Dad.gotoknow.org4 คะ เพราะเปนความรูใหมสำหรับดิฉันคะ คือ การดื่มกาแฟชวยลด
ความเสี่ยงตอการเปนเบาหวานประเภทที่ 2 คะ
    พอเปนเบาหวานมานานแลวคะ ประมาณ 30 ปคะ และพอก็เปนคนดื่มกาแฟมาโดยตลอด แตหลังจากที่พอมา
ลมปวยเปนอัมพฤกษจากโรคหลอดเลือดสมอง โรคความดันสูง และ โรคเบาหวาน คุณหมอก็ใหหยุดดื่มกาแฟ
   แตพอเลิกยากกาแฟไดยากมากคะ แตสามารถเลิกบุหรี่ไดทันทีคะแมจะสูบมาตลอดตั้งแตวัยหนุมก็ตาม (บุหรี่
ทำใหเลือดเหนียวหนืดคะ ไมดีตอคนที่เปนโรคหลอดเลือดสมอง)
   ดิฉันจึงซื้อกาแฟแบบไมมีกาเฟอีนใหพอดื่มแทนกาแฟปกติ และไมใสน้ำตาล คะ แมจะไมสามารถชวยปองกัน
เบาหวานใหพอได เพราะเปนอยูแลว ดิฉันก็รูสึกอุนใจที่ไดรับความรูใหมนี้คะ เพราะเบาหวานเปนพันธุกรรมคะ ดิฉัน
จะไดรูวา ดิฉันและลูกๆหลานๆ ควรปฏิบัติตนอยางไรเพื่อลดความเสี่ยงตอการเปนเบาหวานคะ”5
     เกี่ยวกับเรื่องกาแฟที่มีผลตอการลดระดับปริมาณของน้ำตาลในเลือดนั้น ในงานวิจัยจากอินเดียก็ยืนยันทำนอง
เดียวกันวากาแฟสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดไดจริง ซึ่งก็ถือวาเปนชุดความรูอีกชุดหนึ่งที่เปนประโยชนตอการ
ดื่มกาแฟของผูปวยเปนโรคเบาหวานดวยเหมือนกัน ดังทีคุณกานดา สุตาวงศ ก็ไดสะทอนขอมูลในทำนองเดียวกัน
                                                    ่
วา “รายงานผลการทดลอง ในป คศ.1994 ประเทศอินเดียมีรายงานผลการทดลองสารสกัดจาดเมล็ดกาแฟ
ตอผลเมตะบอลิซึมของคารโบไฮเดรต และผลการทดลองระดับน้ำตาลในเลือดของกาแฟ ผลการทดลองพบวา
กาแฟสามารถ ลดระดับน้ำตาลในเลือดได”6
    ถึงตรงนี้จึงพอจะสรุปไดแลววาอาหารที่ผูปวยเบาหวานควรหลีกเลี่ยงนั้นลวนเปนอาหารประเภท “รสหวาน
ไขมันสูง และเค็ม” รวมถึงเครื่องดื่มน้ำอัดลม เครื่องดื่มแอลกอฮอล และกาแฟก็ลวนแลวแตเปนสิ่งที่ตองพึงระวัง
ดวยเหมือนกัน เพราะมีผลตอการกัดกรอนระบบสุขภาพของผูปวยโรคเบาหวานโดยตรง สวนอาหารเพราะเภทพืช
ผักใบเขียวนั้น จัดไดวาเปนคุณประโยชนตอรางกายของผูปวยเบาหวานอยางยิ่ง เชนเดียวกับที่คนในสมัยโบราณได
เปรียบเปรยไวอยางนาฟงในทำนองวา “กินขาวเปนหลัก กินผักเปนยา” ซึ่งนั่นก็เทากับวาพืชผักตางๆ นั้น ลวนแลว
แตมีสถานะของการเปนยาสมุนไพรดวยเหมือนกัน




    3 http://gotoknow.org/blog/health2you/56905
    4 http://gotoknow.org/blog/dad
    5 http://gotoknow.org/blog/dad/56932
    6 http://gotoknow.org/blog/kanda01/323273


                                                        25
26
ผักและสมุนไพรตานภัยเบาหวาน

พนัส ปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร
    เปนที่ยอมรับวา โรคเบาหวานสวนใหญเกิดจากพฤติกรรมการกินการบริโภคเปนหลัก ดังนั้นจึงจำเปนตองระวัด
ระวังเรื่องอาหารการกินอยางมีสติ พยายามสรางความสมดุลในการรับประทานอาหารประเภทแปง น้ำตาลและไข
มันสูงไปพรอมๆ กับการ ออกกำลังกายอยางสม่ำเสมอ และที่สำคัญตองไมละเลย หรือเพิกเฉยที่จะบริโภค “พืชผัก
และสมุนไพร” ตางๆ เพราะนี่คือทางออกที่ดีสำหรับการปองกันและรักษาโรคเบาหวานที่เกิดขึ้นกับคนเรา
     การบริโภคพืชผักและสมุนไพร ถือเปนกระบวนการทาง “ธรรมชาติบำบัด” ที่นาสนใจเปนอยางมาก เพราะนั่น
หมายถึงการเสริมสงจากพลังอันเปน “ภูมิปญญา” สูนวัตกรรมทางการแพทยหรือสาธารณสุข โดยพืชผัก สมุนไพรที่
บริโภคเขาไปจะกระตุน หรือเสริมการทำงานของฮอรโมนอินซูลินใหสามารถนำน้ำตาลออกจากกระแสเลือดไปใชได
เร็วขึ้น รวมถึงคุณลักษณะอันสำคัญของผักและสุมนไพรก็ยังมีสวนประกอบของวิตามินซีและวิตามินอีสูง จึงมีผลตอ
การปองกันไมใหตับออนถูกทำลาย เอื้อใหมีการสรางอินซูลินไดเปนปกติ อีกทั้งยังชวยลดความเสี่ยงของการเกิดโรค
หัวใจอันเปนภาวะแทรกซอนจากโรคเบาหวานไดดวย




                                                     27
28
ผัก สมุนไพรที่ควรใสใจรับประทาน

พนัส ปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร
   ในเว็บบล็อก gotoknow.org ไดมีการศึกษาคนควาเรื่องราวเกี่ยวกับประโยชนของสมุนไพรที่มีตอการตานภัย
เบาหวานอยูหลายทานดวยกัน ดังเชน คุณ Chem ขาราชการครูจากโรงเรียนลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย ก็ได
สะทอนขอมูลดังกลาวในเรื่อง “อาหารสำหรับคนเปนโรคเบาหวาน” ไวอยางชัดเจนวา1

   1. มะระ สวนใหญจะใชมะระขี้นก โดยใชผลดิบแกที่ยังไมสุก และยอดออน ใชเนื้อรับประทานเปนผักจิ้ม ผลของ
      มะระนำมาลวกรับประทานกับน้ำพริก สวนผลมะระจีน ใชประกอบอาหาร เชนแกงจืด ผัด สรรพคุณทาง
      ยา : ตามตำรายาไทย เปนยารสขม ชวยเจริญอาหาร น้ำคั้นจากผลชวยแกไข และใชอมแกปากเปอย ผลของ
      มะระจีนที่โตเต็มที่แลวนำมาหั่นตากแหงชงกับน้ำรอน ใชดื่มแทนน้ำชา แกโรคเบาหวาน ใบสดของมะระขี้นก
      หั่นชงกับน้ำรอนใชถายพยาธิเข็มหมุดและนอกจากนั้นในผลและใบของมะระยังมีสารที่มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาล
      ในเลือด ไดแก พี-อินซูลิน (p-insulin) ซึ่งเปนสารโปรตีน และคาแรนติน(charantin) ซึ่งเปนสารผสมของส
      เตียรอยด กลัยโคไซด 2 ชนิด
   2. ตำลึง ตำลึงเปนผักพื้นบาน ที่มีคุณคาทางดานอาหารสูง :ประกอบดวยวิตามิน 10 แรธาตุแคลเซียม
      ฟอสฟอรัส และวิตามินอื่นๆ อีกมาก ยอดตำลึงใชปรุงอาหารไดหลายชนิด เชนแกงจืด ผัดผัก ลวกจิ้ม น้ำพริก
      แกงเลียง ใสกวยเตี๋ยว นอกจากจะมีประโยชนและคุณคาทางอาหารสูง ในตำลึงยังพบกรดอะมิโน หลายชนิด
      ในผลตำลึงพบสารคิวเดอร บิตาซินบี (cucurbitacinB) สรรพคุณทางยา : ใบและเถาตำลึงมีฤทธิ์ลดน้ำตาล
      ในเลือดได โดยมีการทดลองใชน้ำคั้นจากใบและเถาตำลึง น้ำคั้นจากผลดิบ และสารสกัดจากเถาตำลึงดวย
      แอลกอฮอลพบวามีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของกระตายที่เปนเบาหวานได

   3. เตยหอม ใบเตยมีสีเขียว น้ำคั้นจากใบเตย มีกลิ่นหอมนำมาใชแตงสีขนมแตงกลิ่น อาหาร นอกจากนี้ยังนิยม
      นำมาเปนเครื่องดื่ม น้ำที่ไดจากใบเตยมีสารสำคัญหลายชนิด เชน ไลนาลิลอะซีเตท (Linalyl acetate), เบน
      ซิลอะซีเตท (benzyl acetate), ไลนาโลออล(Linalool), และเจอรานิออล (geraniol) และมีสารหอมคูมา
      ริน (Coumarin) และเอททิลวานิลลิน (ethyl vanilin) สรรพคุณทางยา : ในตำรายาไทย ใชใบเตยสดเปน
    1 http://gotoknow.org/blog/phy/220551


                                                   29
ยาบำรุงหัวใจ ใหชุมชื่นชวยลดอาการกระหายน้ำ รากใชเปนยาขับปสสาวะ ใชรักษาเบาหวาน น้ำตมรากเตย
       สามารถลดน้ำตาลในเลือดของสัตวทดลองได
    เชนเดียวกับขอมูลที่ คุณอัครพงศ บุญริมสนอง ก็ไดนำเสนอไวในเว็บบล็อกของ gotoknow.org ดวยเหมือนกัน
ไดกลาวอางถึงผักพื้นบานที่ชื่อวา “พลูคาว หรือคาวตอง” ที่มีสรรพคุณหลากหลายอยาง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็เกี่ยวของ
กับการปองกันโรคเบาหวานไดดังวา
     “พลูคาว” หรือ คาวตอง เปนผักพื้นบานทางภาคเหนือและภาคอีสาน ปลูกไดดีในบางพื้นที่ที่มีภูเขาและความ
ชุมชื้นระดับหนึ่ง โดยสวนตัวแลวไมคอยชอบกลิ่น รสคาว ขื่น เผ็ด ของพลูคาวเทาใดนัก แมวาหมอยาหลายทานจะ
บอกวา พลูคาวกินกับแจวสมมะเขือเครือโดยเอาผักคาวทำคำใหญๆ คุย แซบนัก หรือกินสดๆ แกลมกินกับลาบกับ
กอย ใสซุบหนอไม ตมไก ตมปลา ซั่วกบ ซั่วหอย ซั่วกบหมื่น ลาบปลา แจวกุง ใสลาบเทา อรอยมากๆ กินแลวมีแฮ
งก็ตาม แตเมื่อไดลิ้มชิมรสแลวไมเคยรูสึกวาแซบหรืออรอย ตามคำบอกเลา สักที
     คาวตอง ผักเปนยา ใชเปนยาเบาหวาน ยาความดัน ยาริดสีดวง ยารักษาแผลในกระเพาะอาหารหมอยาทั่วไป
ทั้งหมอยาอิสาน ภาคเหนือหรือไทยใหญ มีความเชื่อวาการกินคาวตองสดๆ กับน้ำพริก ลู ลาบ หรือใชรากตมกับ
ปลาไหล รากตำเปนน้ำพริกกินจะเปนยารักษาไดหลายโรค เชน เบาหวาน ขับปสสาวะ ชวยรักษาความดันโลหิต
สูง ริดสีดวงทวาร แผลในกระเพาะอาหาร สวนหมอยากะเหรี่ยงทุงใหญนเรศวรตะวันออก นอกจากจะเชื่อวาการกิน
คาวตองเปนผักจะทำใหแข็งแรงแลว ยังชวยบำรุงเลือดใหสตรีที่ตกเลือดหลังคลอด รับประทานแลวจะเปลงปลั่งมีน้ำ
มีนวลดังเดิม”2
    ไมเพียงแตเฉพาะ มะระ ตำลึง เตยหอม และพลูคาว หรือคาวตองเทานั้น แตยังมีพืชผักและสมุนไพรอีก
จำนวนมากที่ไดรับการกลาวถึงเกี่ยวกับสรรพคุณในการปองกัน หรือแมแตควบคุมโรคเบาหวานในรางกายของคน
เรา เปนตนวา “ผูปวยเบาหวานควรรับประทานผักเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผักบุง ผักกาด โดยผักเหลานี้สามารถรับ
ประทานไดไมจำกัดปริมาณ รับประทานไดทั้งแบบสด และแบบที่ปรุงสุกแลว”3 สวน คะนา ตำลึง ผักกาดขาว
กะหล่ำปลี ก็ลวนแลวแตมีมีความสำคัญกับการบริโภคเพื่อการปองกันและควบคุมเบาหวานไดเปนอยางดี4
     เปนที่นาสังเกตวากรณีผักบุงนั้น ถือเปนผักที่คนไทยคุนเคยกันเปนอยางดี เพราะในอดีต คนไทยจะปลูกฝงให
เกิดเปนทัศนคติในเชิงบวกตลอดเวลาวา “ผักบุงเปนผักที่บำรุงสายตา” เมื่อรับประทานจำนวนมากๆ จะชวยให
สายตาดีไมฟาฟาง แตปจจุบันไดมีการยืนยันแลววาผักบุงมีสารคลายอินซูลิน จึงเหมาะตอการนำมาปรุงเปนอาหาร
ตานเบาหวานเปนอยางยิ่ง เพราะอยางนอยก็เปนผักที่ปลูกงาย และเกิดไดเองตามธรรมชาติ สามารถเก็บมาปรุงเปน
อาหารไดสะดวกเปนการลดตนทุนในการจายตลาดไดมากพอสมควร
     ขณะที่ผักสวนครัวอื่นๆ ก็มีสรรพคุณที่เปนประโยชนในทำนองเดียวกัน เชน ฟกทอง สะตอ ใบมะยม กระเทียม
หัวหอม ซึ่งสามารถปลูกเองในครัวเรือนได และสัมพันธกับวิถีวัฒนธรรมการกินการอยูของคนไทยอยางสนิทแนนอยู
แลว จึงนาจะไมลำบากนักกับการบริโภคเพื่อเสริมพลังใหกับระบบสุขภาพ เวนเสียแตจะมีคานิยมไมชอบบริโภคผัก
มาตั้งแตสมัยเด็กๆ เทานั้นเอง
    2 http://gotoknow.org/blog/thai-herbal/423288
    3 http://gotoknow.org/blog/nutrition111/336180
    4 http://gotoknow.org/blog/suni55/329523


                                                     30
ภาพรวมของผัก และสมุนไพร อาจดูเหมือนเปนประโยชนตอการบริโภคแทบทั้งสิ้น แตก็ยังพบวามีพืชผัก
สมุนไพรจำนวนหนึ่งที่ผูปวยเปนโรคเบาหวานตองพึง “ระมัดระวัง” กอนการบริโภค เนื่องเพราะผักเหลานั้น เมื่อ
บริโภคเขาสูรางกายแลวจะกระทบตอระบบสุขภาพไดโดยงาย เปนตนวา กระจับ กลอย เผือก มันเทศ ใบขี้เหล็ก
และ แหวจีน ซึ่งผักที่วานี้จะมีปริมาณน้ำตาล 20-30 เปอรเซ็นต จึงอาจดูไมเหมาะกับผูปวยเบาหวานในบางรายที่
ตองควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือดเปนพิเศษ5 ถาจะใหดีก็ควรตองปรึกษาแพทยกอนรับประทาน หรือไมก็งดที่จะ
รับประทานไปเลยก็ได เพราะจะไดไมเสี่ยงตอการเพิ่มปริมาณน้ำตาลเขาสูรางกายมากเกินความจำเปน




    5 http://gotoknow.org/blog/emprom/144107


                                                    31
32
เทากับเบาหวาน
พนัส ปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร
      การดูแลเทาในผูปวยเบาหวานมีความสำคัญ เนื่องจากภาวะของโรคที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเปนเวลานานจน
ระบบประสาทรับความรูสึกสูญเสียไป จะเดินเหยียบของมีคม หรือแมกระทั่งหินอยูในรองเทายังไมรูสึกเจ็บ เทาเปน
อวัยวะที่อยูคูกับการดำเนินกิจวัตรประจำวัน แมแตคนปกติก็ยังไดรับคำแนะนำใหดูแลทำความสะอาด ใสรองเทาให
เหมาะกับการใชงาน ไมคับจนเกินไป แตคนที่เปนเบาหวานตองดูแลแบบใสใจเปนพิเศษ สถิติที่บงบอกถึงคนเปนแผล
ที่เทามากขึ้นและสงผลลุกลามจนตองตัดนิ้ว ตัดเทา ตัดขาเริ่มมีมากขึ้น มากจนผูปวยบางรายเกิดความเครียดและ
วิตกกังวลเมื่อรูวามี “เพื่อนซี้” (โรคเบาหวาน) มาอยูดวยเปนเพื่อนที่ไมไดรับเชิญ บางรายกังวลจนทอแทกับการเปน
โรค ไมสนใจดูแลตนเองยิ่งทำใหสุขภาพแยลงไปอีกเรื่องการดูแลเทาสำหรับผูปวยโรคเบาหวาน เปนเรื่องที่มีมานาน
มากแตชวงนี้จะเห็นไดวาเวลาไปประชุมหรืออบรมเกี่ยวกับผูปวยโรคเบาหวานประเด็นเรื่อง “เทากับเบาหวาน” มัก
ถูกหยิบยกขึ้นมาเปนประเด็นเรียนรูเสมอ
     ที่โรงพยาบาลเทพธารินทร เปนหนวยบริการที่เปนผูนำดานการดูแลโรคเบาหวานมากวา 20 ป โดย ศ.นพ.เทพ
หิมะทองคำ ที่มีความมุงมั่นที่จะพัฒนาระบบการบริการผูปวยเบาหวานในประเทศไทย ทางโรงพยาบาลไดจัดทำ
บัญญัติ 10 ประการของการดูแลเทาในผูปวยเบาหวานในคูมือการดูแลสุขภาพเทา ซึ่งชุมชนคนทำงานจำนวนมากได
รวมกันแสดงความคิดเห็นในชุมชน gotoknow.org ถึงการนำบัญญัติ 10 ประการนี้มาใช แตยังขาดรายละเอียดดาน
วิธีการ วันนี้จึงนำเกร็ดความรู นี้มานำเสนอ ซึ่งสามารถสืบคนเพิ่มเติมไดที่เวบไซดของโรงพยาบาลเทพธารินทร1
บัญญัติ 10 ประการของการดูแลเทาในผูปวยเบาหวาน
ขอที่หนึ่ง ลางเทาดวยสบู ถูสะอาด
ผาแหงพาด เช็ดซอกเทา เอาใหแหง
บรรจงเช็ด อยางละมุน อยารุนแรง
ตองจัดแจง ทุกวัน นั่นแหละดี


    1 http://www.theptarin.com


                                                       33
ขอที่สอง ตองตรวจเทาทุกวัน วันละครั้ง
ตรวจผิวหนังของเทาเราทุกที่
หากซีดคล้ำ ดานหนา ตาปลามี
ตุมพุพองไมเขาทีพบหมอพลัน
ขอที่สาม ตามติด พินิจผิว
ปองกันริ้ว รอยแตก ผิดแผกผัน
หยดโลชั่น ลูบไล ใหทุกวัน
ชวยปองกัน ผิวแตก โรคแทรกแซม
ขอที่สี่ สวมถุงนอง ถุงรองเทา
อยาเลือกเอาที่รัด เหมือนมัดแหนม
หากสวมถุงใยฝาย ใสรอนแรม
จะยิ้มแยม ไมโศก ไรโรคภัย
ขอที่หา เลือกรองเทา มาใสใหพอเหมาะ
อยาใหเหมือนขันชเนาะ เพราะเทาใหญ
ใสรองเทาหัวแหลมมาก ลำบากใจ
เพราะบีบใหเทายุง โรคนุงนัง
ขอที่หก อยายกเทา แชน้ำอยางซ้ำซาก
อันตรายหลายหลาก ตอผิวหนัง
จะเปอยงาย ยุยยับ ถึงกับพัง
เชื้อโรคฝงติดงาย อาจรายแรง
ขอที่เจ็ด เมื่อเทามีบาดแผลรีบแกไข
รีบลางแผลโดยไว ไมตองแหยง
ถาแผลอักเสบ ปวดนวม บวมช้ำแดง
รีบชี้แจง ปรึกษาหมอ อยารอรี
ขอที่แปด การตัดเล็บ ก็ตองมี วิธีตัด
เดินถนัด ไมเบียด ไมเสียดสี
สวมรองเทา เดินงาย สบายดี
สองเทามี เล็บอยู ตองดูแล
ขอที่เกา ตองหมั่นบริหารเทา
เปนการเฝา ปองกัน กอนการแก
ใหเลือดไหลเวียนคลองไมตองแคร
ไมมีแผล ไมมีทุกข สุขสบาย



                                          34
ขอที่สิบ ควรงดสูบบุหรี่ เปนวิธี
ตอชีวา ไมลาหาย
ไรบุหรี่ก็ไรโรคโศกก็คลาย
พนโรคราย...สุขสันตนิรันดร
    วิถีชีวิตของผูปวยเบาหวาน เปนสวนหนึ่งที่เสี่ยงตอการเกิดบาดแผลที่เทา โดยเฉพาะเกษตรกรที่ตองดำนา หรือ
แชเทาอยูในน้ำสกปรก อาจตองปรับวิธีการจากนาดำเปนนาหวานแทน หรือสวมรองเทายางที่ไมใหเทาไดสัมผัสกับ
น้ำ แตตองพึงระวังความรอนหรือความอับชื้นของเทาบอยๆ
     การแลกเปลี่ยนเรียนรูจากบันทึก ที่วาดวยเรื่อง “รองเทาที่เหมาะสำหรับผูปวยเบาหวาน” มีเรื่องราวที่นา
สนใจที่เปนประสบการณตรงจากผูปวยคอนขางมาก ซึ่งสวนใหญผูปวยมักใสรองเทาคีบ การเปลี่ยนใหใชรองเทาที่
หุมสวนของเทาทั้งหมด ยังมีปจจัยเรื่องคาใชจายที่เพิ่มขึ้นอีก
    อยางไรก็ตามผูปวยทุกคน ควรตองรับรูขอดีขอเสียของการดูแลเทา และการใสรองเทาที่เหมาะสม บางหนวย
บริการทำไปแลวเห็นผลผูปวยเริ่มมีรองเทาใหมแทนคูเกากันแลว มีเรื่องเลาที่โรงพยาบาลครบุรี มีไอเดียเก ที่นี่ตั้ง
“กองทุนรองเทา” ใหผูปวยซื้อจากกองทุนโดยผอนชำระที่ไมมีดอกเบี้ย รวมทั้งมีผูใจดีใหทุนตั้งตนดำเนินการอีกดวย




                                                        35
36
รองเทาที่เหมาะสมกับผูปวยเบาหวานเปนอยางไร?

พนัส ปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร

     ในหลายๆ โรงพยาบาล ปญหาที่พบเกี่ยวกับรองเทากับเบาหวานคือ การที่โรงพยาบาลไมสามารถจัดหารองเทา
ที่เหมาะสมใหผูปวยได อีกทั้งมีราคาแพงตองใชงบประมาณในการจัดซื้อสูงมาก และรูปแบบรองเทาเบาหวาน มักจะ
เปนรองเทาหุมสนมิดชิดที่ตัดเฉพาะราย (Custom molded shoe) รองเทากีฬา (sport shoe) ซึ่งเหมาะสมกับชีวิต
เมืองมากกวาชนบท เพราะประชาชนสวนใหญนิยมใชรองเทาแตะ ทำใหรองเทาเบาหวานไมสามารถเขาถึงผูปวยเบา
หวานระดับรากหญารองเทาแตะประยุกตที่มีคุณสมบัติอยางนอยที่สุดที่จำเปนสำหรับผูปวยเบาหวานที่มีภาวะเสน
ประสาทปลายเทาเสื่อม ซึ่งเราสามารถนำคุณสมบัตินี้ไปเปรียบเทียบกับรองเทาที่มีในทองตลาดเพื่อประยุกตใหเขา
กับความนิยม และลักษณะภูมิประเทศ และภูมิอากาศได
คุณสมบัติของรองเทาที่เหมาะสมกับผูปวยเบาหวาน
    1. ตองมีความนุม (cushioning) ความนุมที่เหมาะสมสำหรับ ผูปวยเบาหวานคือ 15 องศาชอว วัดไมยาก คือ
ความนุมที่เอามือบีบแลวยุบลงครึ่งหนึ่งของความหนาเดิม เพราะผูปวยมักมีความผิดปกติเชน นิ้วเทาจิกงอ (Claws
toes) การโปนของปุมกระดูก (Bony prominent) บริเวณนี้จะมีแรงกดสูงกวาปกติ อันจะสงผลใหเกิด ตาปลา หนัง
แข็งนำไปสูการเปนแผลได เราตองการความนุมเพื่อลดแรงกระแทก และหนังแข็ง
    2. ปรับสายคาดได (Adjustable) เพราะเทาคนเราขนาดไมเทากันแตละชวงเวลา โดยเฉพาะอยางยิ่ง ผูปวย
เบาหวานที่มี ปญหาหลอดเลือด โรคแทรกซอนทางไต มักจะมีการบวมไดงาย การปรับไดจะทำใหลดการกดบริเวณ
หลังเทา ซึ่งอาจไปขัดขวางการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงที่เทา (blocked Dorsalis pedis artery)
    3. ตองมีสายรัดสน (back strap) เนื่องจากกลามเนื้อในเทาออนแรงจากปลายประสาทเสื่อม สงผลใหรองเทา
หลุดออกจากเทาไดงาย ผูปวยจะพยายามจิกนิ้วเทากับรองเทาเพื่อไมใหหลุด อันเปนการสงเสริมใหเกิดภาวะนิ้วงอ
(Claw Toe) ตามมา สงผลใหเกิดเปนความผิดปกติระดับทุติยภูมิ (Secondary Impairment) ตามมาจากภาวะ
ปลายประสาทเสื่อม จะกอใหเกิดปญหาตามมามากมาย

                                                     37
4. รูปแบบตองเปนที่ยอมรับ สำหรับตัวผูสวมใสเอง ลักษณะอาชีพ สังคม รองเทาที่ดีใสแลวตองรูสึกสบาย
และสิ่งที่พิสูจนในขั้นสุดทายวารองเทานั้นดี คือ เทาตองไมมีแผล ไมวาแผลเกาหรือแผลใหม ดังนั้นสิ่งที่ทีมงานดูแลผู
ปวยเบาหวาน คาดหวังกับรองเทา คือ “Injury prevention”
การเลือกรองเทากับสภาพการตรวจเทาดวย Monofilament1
    ระดับที่ 1 เทาปกติ (Normal) จิ้ม monofilament แลวรูสึก ไมมีนิ้วงอ นิ้วจิก กางหุบนิ้วได เดินรองเทาไม
หลุด การเลือกรองเทาที่เหมาะสมไดทุกแบบ ทุกสไตล ตามแฟชั่น แตมีขอแม ตองคุมน้ำตาลในเลือดดีๆ หากกลาย
เปนระดับ 2 จะอดสวย อดหลอ แนๆ ตองใสรองเทาเพื่อสุขภาพ เราก็รูๆกันอยูวาสุขภาพมันสวนทางกับแฟชั่น เทา
ประเภทนี้ควรนัดตรวจทุก 1 ป
      ระดับที่ 2 กลุมเสี่ยง (Risk group) จิ้ม monofilament แลวไมรูสึก กางหุบนิ้วไมได เดินรองเทาหลุด แต
ยังไมมีนิ้วงอ นิ้วจิก การเลือกรองเทาที่เหมาะสม หากเปนรองเทาแตะตองพื้นนุม ขนาดพอดีเทา มีสายรัดสน สวน
รองเทาทำงานตองปดหุม หนังไมแข็งเกินไป ที่สำคัญตองปรับได เชน เชือกผูกรองเทา หรือตีนตุกแก (เพราะprotec-
tive sensation เสียเราเลยตองปดๆ หุมไว เพราะผูปวยเหยียบแกว เตะโตะก็ไมรูสึก กันๆ ไว) รองเทากีฬาสามารถ
ใชทั่วไปได ยังไมตองปรับเปลี่ยนอะไร ประเภทนี้ควรนัดตรวจทุก 6 เดือน
      ระดับที่ 3 กลุมเสี่ยงสูง (High risk) จิ้ม monofilament แลวไมรูสึก กางหุบนิ้วไมได เดินรองเทาหลุด มีนิ้ว
งอ นิ้วจิก หรือความผิดรูปของเทาหรือนิ้วเทา พวกนิ้วจิก งอ (Claw toe) นิ้วหัวแมเทาเกเขาหานิ้วชี้ (Bunion) หรือ
ความผิดปกติอื่นๆ มักสงผลใหเกิด แรงกดสูงขึ้นในบางจุด ระดับนี้อาจตองทำอุปกรณพิเศษบางอยาง เพื่อลดจุดกด
บริเวณดังกลาว รองเทาที่เหมาะสม รองเทาแตะตองพื้นนุม ขนาดพอดีเทา อาจหลอขึ้นจากเทาผูปวยเองเลย มีสาย
รัดสน ใสในบานและนอกบาน รองเทาทำงานตองปดหุม หนังไมแข็งเกินไป ที่สำคัญ ตองวัดและตัดตามเทาเรา ไป
เดินหางแลวสวยๆ ซื้อมาไมไดเด็ดขาดเพราะแบบนั้นเคาทำมาสำหรับเทา มาตรฐาน ควรปรับได เชนเชือกผูกหรือ
ตีนตุกแก มีแผนรองพิเศษที่หลอขึ้นตามรูปเทาผูปวย สวนรองเทากีฬาตองใชที่มีแผนรองพิเศษที่หลอขึ้นตามรูปเทา
ผูปวย ประเภทนี้ควรนัดตรวจทุก 3 เดือน
      ระดับที่ 4 กลุมความเสี่ยงสูงมาก (Very high risk) เทาชา เคยมีแผลที่แผลหายแลว มีแผลเปน เคยมี
ประวัติการตัดนิ้วหรือบางสวนของเทา เทาที่เปลี่ยนรูปรางไป รองเทาที่เหมาะสม รองเทาแตะตองหลอขึ้นจากเทา
ผูปวยเองเลย พื้นนุม ขนาดพอดีเทา อาจ มีสายรัดสน ใสในบานและนอกบาน ในกรณีเปนแผลอยางเดียวรองเทา
อาจคลายๆ ระดับที่ 2 แตหากมีการหักของกระดูกเทาหรือขอเทา (Charcot foot) รองเทาทำงานตองปด สูงหุม
ขอ โดยตัดตามเทาผูปวยโดยเฉพาะ หนังไมแข็งเกินไป ที่สำคัญ ตองปรับได เชนเชือกผูกหรือตีนตุกแก มีแผนรอง
พิเศษที่หลอขึ้นตามรูปเทาผูปวย รองเทากีฬาหุมขอเพื่อชวยประคองขอเทามีแผนรองพิเศษที่หลอขึ้นตามรูปเทาผู
ปวย ประเภทนี้ควรนัดตรวจทุก 3 เดือน



     1 http://gotoknow.org/profile/ptthiti


                                                          38
การตรวจเทาผูปวยเบาหวาน
      การปองกันยอมดีกวาเปนแลวมาแกไข การใหความรูผูปวยเรื่องการดูแลเทาจึงจำเปนอยางมาก ความเขาใจของ
ผูปวยเกี่ยวกับการตัดขาเปนดาบสองคม ทำใหผูปวยที่ยังไมเปนรูสึกกลัว แตในขณะเดียวกันผูปวยเบาหวานที่เปน
แผลไมกลามาหาหมอ2 การดูแลเอาใจใสของหมอและทีมดูแลจะทำใหผูปวยไววางใจ มั่นใจในการไปหาหมอ การ
ตรวจเทาก็เชนเดียวกันนอกจากเขาจะเห็นวาไดรับการดูแลเอาใจใส แมกระทั่งเทาที่คนไทยโดยทั่วไปถือวาเปนของ
ต่ำหมอก็ยังไมรังเกียจ ปจจุบันนี้มีเครื่องมือในการตรวจเทาที่เรียกวา Monofilament บางโรงพยาบาล เชน โรง
พยาบาลครบุรี ผลิตขึ้นใชเองโดยใชเทียนไขเปนที่จับ ซึ่งพบวาใชการไดดี
ระยะเวลาที่ควรตรวจเทาในผูปวยเบาหวาน
    ผูปวยเบาหวานตองตรวจเทาตนเองทุกวัน เมื่อพบวาผิดปกติตองพบหมอ แตทีมดูแลผูปวยเบาหวานควรตรวจ
เทาทุกครั้งที่มารับการรักษา3 ซึ่งนักกายภาพบำบัดใหความเห็นวาไมจำเปนตองตรวจทุกครั้งที่ผูปวยมาตามนัด4 การ
ตรวจเทาเปนการสังเกตวามีแผล หรือความผิดปกติทั่วไปอยางไร แตการใช Monofilament เปนการดูอาการแสดง
ของเสนประสาทเสื่อม อยางไรก็ตามคงตองดูบริบทของผูปวยดวย การตรวจบอยๆก็ทำใหรักษาไดเร็ว ดังนั้น อาจ
ตรวจทุกครั้งหรือไมทุกครั้งขึ้นอยูกับความเหมาะสมของทุกฝาย ทั้งความสะดวกสบายของผูตรวจและผูปวยก็ควรได
รับการรักษาทันทีที่เริ่มเกิดแผล สิ่งสำคัญคือการทำใหผูปวยรับรู ดูแลตนเองและพบหมอทันที ที่มีแผลหรือมีความ
ผิดปกติเกิดขึ้นสำคัญที่สุด
การตรวจ Monofilament
    การตรวจ monofilament เดิมมีขอแนะนำใหตรวจ 10 จุด แตปจจุบันประเด็นการตรวจเพียง 4 จุดถูกจุด
ประกายอยางกวางขวาง ภายหลังการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง Foot care in Diabetic ของสมาคมผูใหความรู
โรคเบาหวาน ซึ่งอาจารยศิริวรรณ บุตะเดช ผูเชี่ยวชาญเรื่องการดูแลสุขภาพเทาประจำ คลินิกสุขภาพเทา แหงโรง
พยาบาลเทพธารินทร กลาววา ลาสุด American Diabetic Association: ADA ไดแนะนำการตรวจMonofilament
แบบใหม แค 4 จุด คือ นิ้วหัวแมเทา (Big toe) และหัวกระดูกบริเวณโคนนิ้วที่ 1, 3, 5 รวมเปน4จุด จิ้มแลวไมรูสึก
แคจุดเดียวใน 4 จุดนี้ก็ถือวา Impairment (Neuropathy) เลย ซึ่งจากเดิมเราจะใช 10 จุด หากตอบไมไดเกิน 4
ใน 10 จุดถือวามีภาวะImpairment of Protective sensation หากจิ้มแลวคนไขบอกไมไดเลยใหถือวา Loss of
Protective sensation




    2 http://gotoknow.org/profile/bukpat
    3 http://gotoknow.org/profile/crown_pcu
    4 http://gotoknow.org/profile/ptthiti


                                                       39
เปรียบเทียบอันเดิม 10 จุด กับอันใหม 4 จุด




    การดูแลเอาใจใสกับอวัยวะทุกสวนเปนสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะเทาซึ่งเปนอวัยวะที่ถูกใชงานอยางหนัก เพราะหาก
เกิดอันตรายกับเทาแลว นั่นหมายถึงความไมสุขสบายที่จะเกิดขึ้น และอาจจะเกิดความพิการขึ้นได ดังนั้น เริ่มตน
ดูแลเทาตั้งแตวันนี้ กอนที่จะไมมีเทาใหดูแล




                                                    40
เรื่องเลาจากคนทำงานเบาหวาน

พนัส ปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร
บริการบนพื้นฐานความเขาใจผูปวยเบาหวาน
      ระบบบริการสุขภาพปจจุบัน มุงเนนวัดผลสัมฤทธิ์บริการเชิงปริมาณ มีตัวชี้วัดมากมาย บุคลากรสาธารณสุขตอง
ใชเวลาประจำวันไปกับการทำงานที่ตอบสนองตัวชี้วัด เพื่อใหไดผลงาน และรับเงินคาตอบแทนตามที่ระบบกำหนด
สัมพันธภาพบริการที่ดีทั้ง ผูใหบริการและผูรับบริการ หรือผูใหบริการดวยกันเองเปลี่ยนไป เวลาที่มีใหบริการกับ
ผูปวยนอยลง เนื่องดวยภาระงานเกี่ยวกับเอกสาร การจัดเก็บขอมูลมากขึ้น ผูรับบริการเพิ่มกวาเดิมในขณะที่ผูให
บริการไมเพียงพอ ผูใหบริการจึงเกิดความเบื่อหนาย ทอแท ชินชา ขาดความกระตือรือรน สรางสรรคงานใหมๆ
ประกอบกับความเจริญของการใหบริการทางการแพทยสมัยใหม ที่เนนการรักษาในมุมมองทางชีวการแพทยที่มอง
แบบแยกสวน มุงรักษาโรค ไมใชรักษาคน ในขณะที่บริการสุขภาพควรเปนแบบองครวมที่มองเรื่องสุขภาพและการ
เจ็บปวยทุกมิติ ทั้งทางกาย จิตใจ อารมณและสังคมและวัฒนธรรม ที่ตองบริการดวยหัวใจของความเปนมนุษย การ
เขาใจผูปวย ผูปวยอาจตีความหมายของภาวะหรือการเจ็บปวยที่แตกตางจากความหมายทางการแพทย เปนการ
ตีความหมายบนความเขาใจ จากประสบการณ จากความเชื่อ ตามสภาพสังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดลอมรอบตัวเขา
การสื่อสารที่ตรงกัน งาย ชัดเจน เขาใจตรงกันจึงเปนเรื่องสำคัญ
    ในการดูแลผูปวยเบาหวานของบุคลากรสาธารณสุข จำเปนอยางยิ่งที่ตองเขาใจบริบทชีวิตของผูปวย เพื่อเชื่อม
โยงใหเห็นแบบแผนการดำเนินชีวิต และขอมูลจากผูปวยเปนสวนหนึ่งของการออกแบบการรักษาพยาบาล
     ชุมชนแลกเปลี่ยนเรียนรูใน Gotoknow.org มีเรื่องเลาจาก นายแพทยสุธี สดุดี หรือ คุณหมอจิ้น1 โรงพยาบาล
วารินชำราบ ที่เลาถึงการสื่อสารดวยภาษา และความหมายที่เขาใจตางกันระหวางหมอ กับผูปวยเบาหวานที่ กวาจะ
รูคำตอบที่สงสัยวาทำไมผูปวยจึงควบคุมระดับน้ำตาลไมได ตองผานการเรียนรูหลายกระบวนการ ยกตัวอยางที่
คุณหมอจิ้นเลา
   “การสื่อสารในชีวิตประจำวัน ถาเราสังเกตดู มีบอยครั้งมากที่มีความเขาใจไมตรงกัน คำพูดเดียวกัน แปลความ
หมายไมเหมือนกัน ทั้งๆ ที่ภาษาคนเหมือนกัน ดวยบริบทของคนพูด ของคนฟงตางกัน มาทำงานที่อุบลใหมๆ ถาม
    1 http://gotoknow.org/profile/crown_pcu


                                                      41
คนไขเปนยังไงจะปา
      คนไขบอก “ ไคแน “
   ผมนึกในใจ วา “ โห ทำไมนักเลงจังจะ (จ แทน ว)” มาถามวาใครแน แถวนี้ คุณพยาบาล เห็นผมงง เลยแปลบ
อกผมวา “ ไคแน “ แปลวา OK คะ หมอ ( แปลลาวเปน ภาษาอังกฤษเสียดวย)
      เมื่อสัปดาหกอน ตรวจที่ PCU แนะนำเรื่องการดูแลเทา กับคนไข ถามปา แกวา ใชอะไรตัดเล็บแกบอก
      “ก็ใชมีดแลว คุณหมอ” ตามจินตนาการ ของผมนึกถึงมีดปอกผลไม มีดปอกหมาก ขึ้นมาทันที
      “อาว ไมไดใชกรรไกรตัดเล็บเหรอ?” ( บานผมเรียก กรรไกรตัดเล็บบางทีก็เรียกที่ตัดเล็บ)
      แกบอก “ เปลา! ใชมีดไมไดใชกรรไกร ”
     มีการแนะนำเรื่องการใชอุปกรณตัดเล็บ (ภาษาหนังสือใชคำวาอุปกรณตัดเล็บ) วาไมควรใชมีดเพราะมันจะบาด
ได เกิดแผล คุยไปคุยมาปรากฏวา ที่พูดทั้งหมดเปน อุปกรณตัดเล็บเดียวกัน ที่เราใชปกตินี่แหละครับ แกเรียก
“มีด” เรียกทั้งบาน ทั้งตำบล จนพูดไปพูดมา ผมก็งงเองวา..เอ..สงสัยที่บานผมจะเรียกผิดหรือเปลา หรือวาเขา
เรียก มีดตัดเล็บจริงๆ ก็ไมมีใครพูดผิดหรอกครับ เคาเรียกมีดมาตั้งแตเกิด แมก็เรียก พอก็เรียก เพื่อนที่โรงเรียนก็
เรียก จะใหเรียกกรรไกรตัดเล็บไดอยางไร ไอผมก็เรียกอยางนี้มาตั้งแตเด็กเหมือนกัน หลังจากนั้นเปนอันเขาใจตรงกัน
      “ผมมีคนไขคนหนึ่ง ชื่อลุงไพรเวียง รักษาเบาหวานมาหลายปแลวครับ รักษานานจนกินยาเบาหวานชนิดเม็ด
ไมไดผล แมขนาด maximum dose แลว FBS2 ยัง 300 – 400 mg% เลยตองฉีดยา Insulin ฉีดมาประมาณ 2–
3 ป บางชวงมีปญหา เดี๋ยวน้ำตาลก็สูงมากๆ ตอมาอยูดีๆ น้ำตาลต่ำเฉยเลย หมดสติมาหลายครั้ง เปนอยางนี้
เรื่อยมา รักษากับอายุรแพทยก็หลายครั้ง ผมก็เปนคนดูแลแกเองตอนอยู โรงพยาบาล แตก็ไมสามารถจะตามไปดูวา
แกใชชีวิตอยางไร ปรับยาทีก็ตองนัดเปนอาทิตย เปนเดือน กวาจะเจอกันที บางทีกอนจะเจอกัน มา Admit เสียแลว
พอดีมาเจอแกที่ PCU ก็ไดโอกาสเสียที ผมไดมีโอกาสไปเยี่ยมบาน ไดคุยกับภรรยา คุยกับแมยาย สังเกตที่บานลุง
ไพรเวียง มีน้ำหวานอยูตามจุดตางๆ ในบาน ที่ตระแกรงหนารถแกก็เอาน้ำตาลทรายมาวางไว ระหวางนั่งคุยกัน
อยูดีๆ แกมองขามไหลผมตาลอยๆ แลวไมพูดอะไรตอ
      อยูนิ่งสักพัก บอก “คุณหมอ ผมวาน้ำตาลผมกำลังต่ำนะ”
      เมียแกรีบเอาน้ำแดงขนมาใหกิน 2-3 ชอนแกง สักครูแกพูดไดตอใหเจาะน้ำตาลดู ไดคา 62 mg%
    เมื่อเดือนกอน ผมอานบันทึกเจอบันทึกของ เบาหวานโรงพยาบาลพุทธชินราช เรื่องของคุณลุงวิเชียร ถูกใจ
ครับ ไดเอามาใช บอกลุงไพรเวียง ลองจด ดูซิวากินอะไรบาง ฉีดยาตอนไหน เอาละเอียดเลยนะวากินขาวไปเทาไหร
แกบอก “ได ”

      2 FastingbloodsugarFBS()
FBS


                                                                               42
สัปดาหตอมาแกเอาสมุดมาใหดู ที่ PCU ครับ ตรวจยาก็ฉีดถูกครับ เวลาก็ OK แถมกินนอยมากครับ กินขาว 3
ชอนแกง กับปนปลา เที่ยงกินกับปลาปน เย็นกินขาว 2 ชอนแกง กับปนเห็ด เชากินกับปลาปน ปนปลา ปลาปน ปน
เห็ด เห็ดปน อยูอยางนี้แหละครับ ผมวา เอ! ทำไมกินนอยจัง สงสัยเขาใจวาคุมอาหารคือ อดขาว มั้ง แตน้ำตาลก็
สูงมั๊กมาก แกบอกวาก็กินอยางนี้มานานแลว เปนอาหารในชีวิตประจำวัน ดูซิเนี่ยรักษากันมาหลายป ทำไมไมเคยรู
มากอนเลย
    แกบอกวา “ปกติกินขาวเหนียว เดี๊ยวนี้เอาขาวเหนียว 1 สวน ขาวจาว 2 สวน วันไหนเบื่ออาหาร ก็กินแค
1 – 2 ชอน วันไหน กินขาวแซบ (แปลวา อรอย) กินไดมื้อละ 4 ชอน”
    ผมวา โอ! นี่ขนาดกินอรอยนะเนี่ย มินา Hypoglycemia มาบอยๆ เดี๊ยวสูง เดี๊ยวต่ำ อยางนี้นี่เอง แตเดี๋ยว
กอน! (เหมือน โฆษณา TV direct ชอบกล ทำนอง ซื้อตอนนี้แถม อีก หนึ่ง)
    สัปดาหกอน ไปเยี่ยมบานกับนักศึกษาพยาบาลที่จะทำงานที่ PCU ครับ พาไปเยี่ยมแกที่บาน นักศึกษาถามวา
“วันๆ กินยังไงจะลุง?”
    แกเอาชอนกินขาวใหดู เดินไปตัก ขาวใหดู “เปนอยางเนี้ยครับ จานนี้ 2 ชอนครับ จานนี้ 3 ชอน” คิดดู 4
ชอนจะขนาดไหน
    ผมตองมาตั้งสติ สตังใหม ตองทบทวนกันใหมอีกแลว ที่เขาใจมานะมันไมใชอยางที่คิด บานนี้ไมใชทัพพีตักขาว
ครับ ใชชอนเลย ที่แกเขียน 3 ชอน มันเทากับ 3 ทัพพีใหญ ที่บานผมเลยครับ ภาษาพระเรียก สมมุติ สิ่งเดียวกัน
ในธรรมชาติมันเกิดมันมีปกติของมัน เราไปสมมุติมัน สมมุติไมเหมือนกัน เพราะตางความเปนอยู ตางกรรม ตาง
วาระ จะไปยึดถือ ใครผิดใครถูกไดลำบาก เรียก น้ำ เรียก water เรียก จุย มันก็อันเดียวกัน หมอจะไปบอกวาแก
พูดไมถูกก็ไมได ก็หมอพูดไมเหมือนเขาเอง
      แถมคุณหมอจิ้นยังทิ้งทายวา “พูดภาษาไทยเหมือนกัน คำวา ชอน วามีด เหมือนกัน เวลาแปลความหมาย
มันยังตางกันพอสมควรทีเดียว สิ่งหนึ่งที่ นักสื่อสารสุขภาพ ที่ดี ตองมีคือ การเปนผูใหที่ดี การรับฟง และการ
ถอดรหัสคำพูด ทั้งของตนเองและผูรับ” ทุกวันนี้ผมก็ยังฝกอยู งานสุขศึกษาประชาสัมพันธที่ผมไดสัมผัสมา (เฉพาะ
ที่ไดสัมผัสมานะครับ) เปนการสื่อสารทางเดียว ซะสวนใหญเลยครับ การรับ และการปรับเขาหากันนอยมาก ความ
สำเร็จที่ยั่งยืน ก็ยังไมเกิด แตเราก็ยังตองเดินหนาตอไป
     เรื่องเลาของ คุณพิชชา ถนอมเสียง3 ที่ไปโรงพยาบาลกับแมที่เปนเบาหวาน แลวเลาเรื่องราวที่พบเห็นที่แสดงให
เห็นถึงการสื่อสารที่ตองระวัง อาจเกิดความเขาใจที่ไมตรงกัน อาจตองแสดงของจริง เพื่อใหไมสับสน สังเกตวาผูปวย
ที่มารอรับบริการหลายคนรอลุนผลเลือดของตัวเองวาน้ำตาลมีมากนอยแคไหน ขนาดแมยังพูดขึ้นมาวา
     “โอย..น้ำตาลจะขึ้นไหมเนี่ย...เดี๋ยวเจอหมอบนแน”
    หมอที่แมหมายถึง คือพยาบาลที่บอกผลเลือดวัดความดัน และจะใหขอแนะนำในการปฏิบัติตัวเมื่อพบวาน้ำตาล
ในเลือดสูง แมพูดเมื่อไดยินพยาบาลสาวสวยคนหนึ่งถามคุณปาที่กำลังวัดความดัน ที่พบวาผลน้ำตาลสูงเกือบๆ สอง
รอยวา
    3 http://gotoknow.org/profile/ocsckku


                                                       43
“ปาไปทำอะไรมา กินอะไรบางไหนบอกสิ”
    หลังจากทราบเรื่องอาหารการกินโดยปกติของคุณปาคนนั้นแลว พยาบาลก็ใหคำแนะนำวา “คราวหนานะ ปา
กินขาวเหนียวนะ ไดมื้อหนึ่งประมาณ 2 ปน ปนละเทาไขไกเบอร 3”
    วาแลวคุณพยาบาลสาวก็ทำมือขนาดไขเบอร 3 ใหคุณปาดู คุณปาก็ทำมือตามแตไขคุณปาใบใหญพยาบาลเลย
ใหทำมือใหมเทากับไขเบอร 3...
    ไมรูปานนี้ปาตองซื้อไขเบอร 3 มาเปนตัวอยางหรือเปลา?
      เรื่องเลาของ พญ.กมลรัตน บัญญัตินพรัตน โรงพยาบาลดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร ผานบันทึกของ เภสัชกร
อเนก ทนงหาญ4 การดูแลผูปวยโรคเบาหวานทำใหไดเรียนรูวา มีผูปวยโรคเบาหวานจำนวนมากในปจจุบัน และ
ผูปวยแตละคนก็มีความแตกตางกัน ไมวาจะเปนเรื่องการปฏิบัติตัวตางๆ การควบคุมอาหาร การรับประทานยา
ตลอดจนการเฝาระวังภาวะแทรกซอนที่จะเกิดขึ้น การไดดูแลรักษาผูปวยเบาหวานก็สรางความประทับใจไดหลาก
หลายเชนกัน ทั้งในแงบวกและแงลบ หรือตลอดจนบางเรื่องที่คาดไมถึงวาจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจริงๆ
    ผูปวยเบาหวานที่มารับการรักษา หลายคนที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไดเปนอยางดี ทั้งๆ ที่เปน
เพียงชาวบานธรรมดา การศึกษาคอนขางนอยดวยซ้ำ แตคนเหลานั้นตระหนักดีถึงความสำคัญของการควบคุมระดับ
น้ำตาลในเลือด ไมตองการใหมีภาวะแทรกซอนจากโรคเบาหวานเกิดขึ้น ผูปวยกลุมนี้จะจดจำระดับน้ำตาลในเลือด
ในแตละเดือนของตนเองไดดี และจะนำมาเปรียบเทียบกับระดับน้ำตาลในเดือนปจจุบันที่มาตรวจทุกครั้ง โดยจะ
ถามวา
    “คุณหมอ เดือนนี้น้ำตาลเทาไรคะ / ครับ” พอทราบผลก็จะพูดทันทีวา เดือนที่แลวน้ำตาลเทากับ ....... เอง
    ถาระดับน้ำตาลในเลือดสูงกวาเดิมก็จะบนวา
    “ทำไมสูงขึ้น ไมไดกินของหวานเลยนะเนี่ย ”
      ทั้งๆ ที่ระดับน้ำตาลอยูในเกณฑที่ดี สูงขึ้นกวาเดิมเพียง 5-10 mg/dl เทานั้น หลังจากที่ตรวจเสร็จ เมื่อเห็นวา
ผูปวยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลไดดีแลวก็จะนัดติดตามการรักษาหางขึ้น เพื่อความสะดวกในการเดินทางของผู
ปวย แตผูปวยจะตอบวา
   “คุณหมอ อยานัดหางเลย นัดเทาเดิมเถอะ ไมอยากหางหมอ เดี๋ยวน้ำตาลจะสูงขึ้น” (ทั้งๆ ที่ ตัวแปรหลักใน
การควบคุมน้ำตาลคือ ผูปวยเองก็ตาม)
    พอผูปวยมาตรวจเบาหวานไดสักระยะหนึ่ง ก็จะเริ่มถาม
    “ คุณหมอ ไมตรวจดูไตเหรอ กลัวเบาหวานลงไต”

    4 http://gotoknow.org/blog/dmthatpanom/52449


                                                          44
สิ่งเหลานี้ แสดงใหเห็นวาผูปวยมีความรูเรื่องเบาหวานอยูระดับหนึ่งแลว จึงชวยใหการควบคุมเบาหวานในผู
ปวยกลุมนี้งายขึ้น
     ในขณะเดียวกันก็มีผูปวยอีกบางกลุมที่ไมสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได เนื่องจากเหตุผลหลายอยาง เชน รับ
ประทานยาไมสม่ำเสมอ ไมควบคุมอาหาร หรือรับประทานยาตามความพอใจของตนเอง (ปรับยาเอง/ไมไดฟงวิธีรับ
ประทานยาที่หมออธิบาย/ลืมวาหมอใหปรับยา) หรือแมกระทั่งเอายาของผูอื่นมารับประทาน เปนตน ผูปวยบางคน
ก็ยังมีปญหาเรื่องการดูแลสุขอนามัยของตน บางคนปลอยใหเทาเปนแผลเหวอะหวะขนาดใหญเปนเวลานานกวาจะ
มาพบแพทย จนผลสุดทายตองลงเอยที่การตัดเทา/ขาทิ้ง ผูปวยกลุมนี้ไมใชวาไมดูแลตนเอง แตพวกเขาดูแลในแบบ
วิธีของตนเองจนเห็นวาความพยายามของตนเองไมไดผลแลวจึงมาพบแพทย
     ถาเราสามารถดูแลผูปวยในกลุมหลังใหมีความรูความเขาใจเกี่ยวกับโรคที่เปนอยูไดเหมือนผูปวยในกลุมแรก
ได ก็คงจะสามารถรักษาผูปวยเบาหวานใหมีประสิทธิภาพไดดียิ่งขึ้น ผูปวยเบาหวานก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลด
การเกิดภาวะแทรกซอนจากโรคเบาหวานใหนอยลง สงผลใหลดงานทางสาธารณสุขไดดวย
    แลวทำใหนึกถึงการทำงานของเราทุกวัน ที่อาศัยจากการซักถามเปนหลัก แลวสั่งการรักษาสั่งยา แนะนำสารพัด
แตขาดการรับฟง หรือแมกระทั่งการตามไปเยี่ยมบาน ซึ่งดูมีคุณคามาก ที่จะพบกับปญหาที่แทจริง และชวยคนไข
ไดอยางตรงจุด
   สิ่งสำคัญอีกอยางที่ตองมอง ก็คือการใหผูปวยไดมีสวนรวมในการตัดสินใจ รับรูในสภาพการเจ็บปวย เพื่อให
สามารถปฏิบัติตัวที่เหมาะสมไดเอง และไมมีคำพูดวา หมอสั่ง หรือหมอบอกใหทำ อีกตอไป
      อีกหนึ่งเรื่องเลาที่เห็นแงมุมนาสนใจดานจิตวิทยาในการดูแลผูปวย จาก ดร.นิภาพร ละครวงศ5 เลาผานบันทึก
วา
   พบยายคนหนึ่งปวยเปนโรคเบาหวานมานาน และตนเองนั้นควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไมได คิดนอยใจใน
ตนเองที่ทำไมอาการไมดีขึ้น เปนภาระใหกับลูกหลานตอนที่เราคุยกันนั้นคุณยายมีลูกหลานมาดวยหอมลอมอยาง
อบอุน และมีนองสาวชื่อ ยายจอม ที่มีอายุไลเลี่ยหางกันไมมากที่คอยดูแลพูดคุยกัน เปนภาพที่อบอุนเหมือนกัน ถาม
ความแลวคุณยายนอยใจ เปนความคิดชั่วขณะที่ถูกอารมณและความรูสึก ผลัก ปะทุใหกระทำ
     สำหรับรายนี้ขาพเจาไดตัดสินใจนำแนวทางของจิตวิทยาแนวพุทธมาเปนเครื่องมือนำทางใหผูปวยไดเรียนรูทุกข
คนหาสาเหตุของความทุกข การมีความระลึกรูอยูตามลมหายใจของตนเอง ซึ่งผูปวยก็พอมีตนทุนอยูบางในการ
ฝกฝน การเพิ่มกิจกรรมในวิถีประจำวัน แทนการนั่งนอนเฉยๆ เพราะทำใหไรคา การที่ไดทำกิจกรรมเล็กๆ นอยๆ
เชน ปลูกตนไม รดน้ำตนไม... ก็ยังทำใหคุณยายไดเคลื่อนไหวรางกาย
   สำหรับรายนี้ไมมีความคิดฆาตัวตายซ้ำ…เปนอีกประเด็นหนึ่งที่นาสนใจ ที่ทีมดูแล หรือผูดูแลผูปวยควรนึกถึง
ประเด็นฆาตัวตายอาจมีไมบอยนักแตไมควรมองขาม
      อีกเรื่องเลาที่นาสนใจเกี่ยวกับ การใหความหมายในการดูแลตนเองของผูปวยที่ตางกันกับหมอ ที่อาจเปนขอคิด
      5 http://gotoknow.org/profile/kapoom


                                                       45
สำหรับคนทำงานทุกทาน จาก พญ.ศิริรัตน สุวันทโรจน6 หรือหมอเจ จากบันทึกเรื่อง ผมคิดวา “ไอ” ไมเปนไร
ครับ เรื่องเลามีอยูวา
    ยุคของขอมูลขาวสาร ทำใหผูคนแทบจะสำลักกับขอมูลใหมๆที่ผานเขามาใหบริโภค ทีมนำระบบงานพัฒนา
คุณภาพในโรงพยาบาลจึงตองมีความไวในการกลั่นกรอง จัดกลุม และเปนที่ปรึกษาใหขอคิดเห็นกับผูคนในระบบที่
เปนทีมงาน เพื่อปรับความคิดเห็นใหเกิดเปนความรูที่ถองแท และใหประโยชนแกผูรับบริการที่องคกรดูแล
   2 วันที่ผานมา ฉันไดพบกับ นองยม คนไขที่เคยเขากลุมแลกเปลี่ยนเรียนรู นองยมบอกไววา “เขากลัวมากที่
จะเปนไตวาย” วันนั้นฉันสัมผัสไดวาเขามีความสุขมากขึ้น สีหนาดูคลายเศรา แววตาแจมใสไมหมนมัวเหมือนที่เปน
บอกใหฉันรูวาเขามีกำลังใจที่จะตอสูตอไปเพื่อตัวเขาเอง เขาไดความมั่นใจคืนมา
    คนไขรายนี้เปนรุนนองของฉัน อาชีพรับจาง ทำงานเกี่ยวกับการทำความสะอาดเสื้อผา ไมตองทำงานกะ กอน
ทำงานนี้ เขาเคยทำงานหนัก เปนงานที่ตองแบกลาก ตองทำงานทุกวัน บางวันตองทำงานกะดึก หลับๆ ตื่นๆ เพราะ
งานที่เขามาเปนงานที่ไมแนนอน ดีหนอยที่เชาขึ้นไดหยุดพักครึ่งวันกอนมาเขางานตอ เขาทำงานอยางนี้เปนเวลา
ประมาณ 10 ปก็เปนเบาหวาน การเปนโรคเบาหวานทำใหเขาเปลี่ยนมาทำงานทำความสะอาดเสื้อผา การมีเครื่อง
ซักผาเปนเครื่องมือผอนแรง ทำใหงานซักผาเบาลง แตก็ยังตองทำงานแบกลากอยูดี ตอนที่มาเขากลุม ฉันสังเกตวา
เขาไมคอยมีสมาธิ บอยครั้งที่เขาจมอยูกับความคิดของตนเอง มีอยูชวงหนึ่งที่ใหกลุมแลกเปลี่ยนเรียนรู เรื่องยา เขา
กลับเลาวา
     “ผมไปหาหมอแลวหมอวา เบาหวานขึ้นตา เวลาผมทำงาน ผมตั้งโปรแกรมเครื่องซักผาผิดบอยๆ เพื่อนใน
ที่ทำงานจะตอวาผมเสมอ ผมไมรูจะทำยังไง”
    กวาจะดึงเขากลับมาอยูในประเด็นเรื่องยาได ทีมก็ตองใชความสามารถเปนอยางสูง
  คำพูดบางอยางของนองยม เมื่อตอนเขาแลกเปลี่ยนเรียนรู (แลกเปลี่ยนเรียนรู) สะกิดใจฉันใหคิดถึงวานาจะมี
Administration error เกิดขึ้นจากระบบงานเภสัชกรรมบำบัดของเราโดยเราไมไดนึกถึง
      นองยมไดเขารวม แลกเปลี่ยนเรียนรู ที่ตั้งหัวปลา (หัวขอเรียนรู) วา “อยากรูวาคนไขกินยาอยางไร” เครื่องมือ
ที่ใชในการ แลกเปลี่ยนเรียนรู ในกลุม คือ ตัวอยางยาที่ตองจายใหผูปวยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง จำนวนหนึ่ง
    คุณอำนวยนำใหคนไขที่มาเขากลุมแลกเปลี่ยนเรียนรูกันดวยโจทยวา
    “ใหหยิบยาของตัวเองขึ้นมาใหดูกอน แลวมีอะไรอยากเลา อยากคุย อยากถาม เกี่ยวกับยาใหคุยได”
    นองยมไดหยิบยา Enaril, Daonil, Glucophage ขึ้นมาใหดู แลวเลาวา
    “หมอบอกวา อยาหยุดยา ใหกินยาไปเรื่อยๆ จะไดคุมโรคได ทุกวันผมจะมีอาการไอตอนเย็นๆ ไออยูเปนป
แลว ไปหาหมอขอยาแกไอมากินหลายครั้งแลว”
     6 http://gotoknow.org/profile/aekasilapa


                                                         46
เมื่อคุณอำนวยไดหยิบยา Enaril ขึ้นมาสรุปใหฟงวา “คนไขคนไหนกินยาตัวนี้แลวมีอาการไอ หมอจะหยุดยา
และเปลี่ยนเปนตัวอื่นที่มีฤทธิ์ใกลเคียงกันให”
    ฉันไดยินนองยมรำพึงวา
    “หมอบอกเราวา ยาที่เลือกใหกินเปนยาดี ไมรูเลยวา หยุดยาได”
      นองยมมาพบเพื่อนอีกคนที่ทำงานอยูที่เดียวกัน ชื่อ นองหลี เมื่อเขากลุม แลกเปลี่ยนเรียนรู ทั้ง 2 คนเพิ่งมารู
เรื่องการปวยของกันและกันก็ตอนมาเขากลุม นองหลี หยิบยา Daonil, Glucophage ขึ้นมาและเลาวา
    “หมอบอกวา ใหกินยาใหตรงเวลา ผมไดยานี้แหละมากิน กินวันละ 2 มื้อ เชา กับ เย็น มีบอยๆ ที่หลังกินยา
แลวใจสั่นตอนเชาของทุกวัน เวลา 7 โมง ผมจะกินยาทันที แลวมาทำงาน”
     ฉันไดรวมฟงดวยตอนที่นองหลีเลาเรื่องของเขา ฉันจึงบอกใหเขาเลาเกี่ยวกับมื้ออาหารและการดูแลตัวเองเมื่อมี
ใจสั่นใหฟง นองหลีเลาวา
   “ผมกินกาแฟเปนอาหารเชา บางวันมากินที่ทำงาน บางวันกินมาจากบาน บางวันมาถึงที่ทำงานก็ไดกินเลย
บางวันก็ติดงานไดกินตอน 10 โมง บางวันที่มีอาการใจสั่น ก็หาอะไรหวานๆ เขาปากไวกอนเสร็จงานจึงไปกิน
กาแฟ”
    เมื่อฉันใหเขาเลาตอเกี่ยวกับการมาทำงาน เขาเลาวา
   “ผมไปทำงานดวยมอเตอรไซด ใชเวลาเดินทางประมาณ 15 นาทีโดยเฉลี่ย มาทำงานคนเดียว เวลาออก
จากบานสวนใหญก็เปนเกือบ 8 โมงบาง 7 โมงครึ่งบาง”
    นองหลีเปนคนไขที่มีคา HbA1C 10 ขึ้นไปตลอดปที่ผานมา เรื่องที่เขาเลาทำใหฉันเขาใจจุดปญหาในระบบ
บริหารยาที่กอผลตอภาวะคุมน้ำตาลไมไดของนองหลีชัดเจนขึ้น ฉันจึงใหคำแนะนำวา “นองหลีเอายาไปกินที่
ทำงานแลวกัน ครึ่งชั่วโมงกอนจะไปหาอะไรกินตอนเชา นองหลีคอยกินยานะ”
    ในชวงตอมาตอนเจอกับนองยม เขายื่นประวัติผูปวยใสมือฉัน และมองหนาเหมือนใจจดจออยูกับอะไรบางอยาง
สายตาฉันแวบไปดูผลเลือดในประวัติ ความยินดีก็บังเกิด ฉันวานองยมชนะแลว วันนี้นองยมมีผลน้ำตาลในเลือด
เพียงแค 155 มก./มล. ในขณะที่ในอดีตที่ผานมา มันจะอยูที่ 300 ขึ้นไปตลอด ฉันบอกเขาพรอมถามไปวา “ดีใจ
ดวย คาเลือดเธอดีมาก ลดลงเยอะเลย ตั้งใจตอนะ เธอยังมีอาการใจสั่นอีกไหม” คำตอบคือ “ไมมีแลว”
      ผลเลือดของนองยม บอกใหฉันรูวา การจัดเวที แลกเปลี่ยนเรียนรู ระหวางกันใหกับคนไขเบาหวานดวยวิธี KM
ที่ไดเรียนรูจากทีมคุณหมอนิพัธ ไดชวยการคลายทุกขใหคนไขบางคน เรื่องของนองยม และนองหลี ทำใหฉันไดเรียน
รู ประเด็นที่เกิด Administration error จากระบบบริหารยาของเรา และนี่คือคุณภาพงานสุขศึกษาในระบบบริหาร
ที่ควรมี P D C A (Plan-Do-Check-Action) กำกับ ในบริบท “การเชื่อมโยงสูชุมชนของวิชาชีพที่มีบทบาท
บริหารยาใหผูปวยทุกคน” อันเปนบริบทหนึ่งที่ถูกคาดหวังจาก HpHA คุณคาของ Agility ในระบบเภสัชกรรม
                                                          47
บำบัดของ โรงพยาบาล จึงไมไดอยูที่การมีรายงาน Administration error ที่ครอบคลุมครบถวน รายงาน ADR
ครบถวน แตอยูที่ความเร็วในการตรวจจับปญหาในระบบภายในที่วิชาชีพทำกันเอง และความไวในการรับรูผลขาง
เคียงที่เกิดจากการบริหารยาในผูรับบริการจากการใหสุขศึกษา โดยหมอเจเลาตอวา บันทึกนี้แทนคำขอบคุณแดทีม
งานเวชศาสตรครอบครัว ร.พ.พุทธชินราช พิษณุโลก และหมอเจยังเลาถึงการใหความหมายของคนไขเกี่ยวกับการ
รักษาตางจากคนรักษา ดังนี้
    “กินยาตรงเวลา ในความหมายของคนไข หมายถึง เวลาตามนาิกา กินยาตรงเวลา ในความหมายของคน
รักษา หมายถึง เวลาที่เหมาะสมกับความตองการใหยาออกฤทธิ์”
    “กินยากอนอาหาร ในความหมายของคนไข หมายถึง ไมกินยาเมื่อทองวาง กินยาใหกอนกินอาหารมื้อนั้นๆ
อยางนอยกอนเริ่มกินอาหาร” กินยากอนอาหาร ในความหมายของคนรักษา สำหรับยาทั่วไป มีความหมายเดียวกับ
คนไข และ หมายถึง เวลากินยาเริ่มที่เวลาครึ่งชั่วโมงกอนเริ่มกินอาหาร”
    สรุปเปนความรูไดวา กินยาตรงเวลาสำหรับคนไขเบาหวานมีนัยยะ หมายถึง กินยากอนอาหารตรงเวลาที่
สามารถใหยาออกฤทธิ์โดยไมเกิดผลขางเคียง คือ น้ำตาลในเลือดต่ำ หากไมตองการใหคนไขเบาหวาน เกิดน้ำตาลใน
เลือดต่ำ ผูบริหารยาพึงประเมินผลการบริหารยากอนอาหารโดยตัวผูปวยวา ถูกตองตามประสงคหรือไม
   การบริหารยากอนอาหารที่พึงประสงคของผูปวยเบาหวาน ซึ่งชวยลดภาวะแทรกซอนทั้งน้ำตาลในเลือดต่ำ
และน้ำตาลในเลือดเกิน คือ
      1. เมื่อบริหารยาแลว ระยะเวลาที่ผูปวยกินยากับมื้ออาหารนั้นๆ หางกันครึ่งชั่วโมง เพื่อใหยาออกฤทธิ์เหมาะสม
ที่สุด
    2. การไมบริโภคอาหารซ้ำเพื่อใหไดชื่อวากินยากอนอาหาร ซึ่งเปนสาเหตุเสริมใหน้ำตาลในเลือดคุมไมได
      การบริการสุขภาพโดยเฉพาะในผูปวยเรื้อรัง ที่เปนโรคที่เกี่ยวของกับวิถีชีวิต เกี่ยวของกับพฤติกรรมดูแลตนเอง
ดังนั้น ผูปวยตองควบคุมตนเอง การจัดการกับโรคดวยตนเอง จึงจะสงผลลัพธที่ดีตอสุขภาพ การรักษาดวยยาเปน
เพียงสวนหนึ่งของการรักษาเทานั้น การบริการที่ดีตองบริการแบบองครวมที่นอกจากดูแลรางกายแลว ตองดูปจจัย
อื่นที่มีผลตอการดูแลรักษาดวย และตองเขาใจความหมายที่ผูปวยใหเกี่ยวกับการดูแลรักษาวาถูกตองเหมาะสมอยาง
ไร ตองปรับกระบวนการดูแลใหมีประสิทธิภาพไดอยางไร




                                                       48
เรื่องเลาจากเหลาเภสัชกร

พนัส ปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร
บทบาทของเภสัชกรกับการดูแลผูปวยเบาหวาน
      บทบาทของเภสัชกรมีมากขึ้นในการดำเนินการเชิงรุกเพื่อการดูแลผูปวยเบาหวาน              ระยะหลังไดมีการอบรม
เภสัชกร รานขายยา เกี่ยวของกับการคัดกรองผูปวยเบาหวานโดยการเจาะเลือดปลายนิ้ว เรื่องของการใชยากับ
ผูปวยเบาหวาน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผูปวย ฯลฯ โดยมีเปาหมายเพื่อใหประชาชนเขาถึงบริการมากขึ้น ซึ่ง
ปจจุบันนี้ รานขายยาที่กระจายอยูทั่วประเทศ และมีจำนวนไมนอยที่ผานการรับรองเปน “รานยาคุณภาพ” ผูปวย
สวนหนึ่งที่ไมไปรับบริการที่โรงพยาบาล สามารถเขาถึงบริการนี้ไดโดยสะดวก งาย โดยเฉพาะคนทำงานที่หาเชากิน
ค่ำ ไมมีเวลา มักไปใชบริการที่รานยา ซึ่งจะเปนแหลงที่จะชวยคัดกรองผูปวยกอนเขาสูระบบรักษาไดเปนอยางดี โดย
เฉพาะเภสัชกรที่นาจะเปนบุคลากรสาธารณสุขที่ตองเขาใจเบาหวานที่ครบทุกมิติ
   ดร.วัลลาตันตโยทัย1 ไดพูดถึงเภสัชกรกับการดูแลผูปวยเบาหวานดวยความชื่นชมวา เภสัชกรแตละจังหวัดมี
การรวมกลุมกันดีมาก จนสามารถสรางนวตกรรมดานการดูแลผูปวยเบาหวาน ไมวาจะเปนเรื่องการใชใชวิธีงายๆ ใน
การชวยใหผูปวยเบาหวานรับประทานไดถูกเวลาและถูกขนาด เรื่องการสงมอบยาฉีดอินซูลินใหผูปวยที่รักษาระบบ
ความเย็น เปนตน
    เรื่องเลาจาก เภสัชกรศุภรักษ ศุภเอม2 จากโรงพยาบาลอุบลรัตน ที่บันทึกความรูในการเลือกใชยาของบุคลากร
สาธารณสุขกับการดูแลผูปวยเบาหวาน ที่ตองใหความระมัดระวังในระดับสูงจากบันทึกเรื่อง “ยาคูนี้ ไมใชสีเทา
lopid+simvas จงอยาประมาท”
     “ปจจุบันเราอาจพบวา การใชยารวมกันระหวาง gemfibrozil+simvastatin แมมีขอหามใช แตแพทยก็ยัง
สั่งยาคูกันเพราะ มีความเชื่อวาไดประโยชนกับผูปวย แตทวาจากงานวิจัยที่ตีพิมพ ป 2010 เรื่อง Effects of
Combination Lipid Therapy in Type 2 Diabetes Mellitus พบวา การใชยาสองชนิดรวมกัน ไมเกิดผล
ดีเหนือกวาการใช simvastatin เพียงตัวเดียว นอกจากนี้ในอดีต คดีความที่แพทยในอเมริกาแพคดี ตองจายเงินให
คนไขมากมาย เพราะการใชยา statin+ยา lopid นี่แหละชัดเจน หาก ใครจายยาคูนี้ออกไป จงดูแลตนเองระวังถูก
    1 http://gotoknow.org/profile/copdmfaci
    2 http://gotoknow.org/profile/frxeak


                                                       49
ฟองรองได ในกรณีที่หากเกิดอะไรขึ้นมากับคนไข”
     เรื่องเลาในบันทึกอาจารยวัลลา ที่ชื่นชมความคิดของเภสัชกรในการใสใจในคุณภาพของการเก็บรักษาอินซูลิน
เพื่อสงมอบอินซูลินแชเย็นใหผูปวย ที่ผูปวยก็สามารถทำไวใชพกพาเมื่อตองเดินทางไกลได ที่ ภก.เอนก ทนงหาญ3
สงเรื่องเลาการดูแลผูปวยเบาหวานในบทบาทของเภสัชกรเปนเรื่องราวของ ภก.ปญญา ธีระกำจาย แหงโรงพยาบาล
โพนสวรรค จ.นครพนม ดังนี้
    ผูปวยตองนำอินซูลินจากโรงพยาบาลเพื่อไปฉีดที่บานตอ จำเปนตองเก็บรักษายาอินซูลินในสภาพที่แชเย็น หอง
ยาจะจายยาอินซูลินใหกับผูปวยพรอมกับแนะนำใหผูปวยซื้อน้ำแข็งเพื่อแชในระหวางที่เดินทางกลับบาน ผูปวยบาง
รายจะนำกระติกใสน้ำแข็งมาเอง แตผูปวยสวนใหญจะไมไดเตรียมภาชนะอะไรมาเลย บานของผูปวยบางคนอยูไกล
จากโรงพยาบาลมาก เชน ที่ ต.บานคอ มีระยะทางหางจากโรงพยาบาลถึง 40 กิโลเมตร ตองใชเวลาในการเดินทาง
นาน หองยาไดแกปญหาที่เกิดขึ้นโดยใชกระปองยาที่เหลือใช นำไปบรรจุน้ำเพื่อทำเปนน้ำแข็ง แลวใสอินซูลินใหผู
ปวยนำกลับบาน พรอมทั้งแนะนำวิธีการเก็บรักษาอินซูลินที่ถูกตอง ตามฉลากยาควรเก็บอินซูลินไวที่เย็น อุณหภูมิ
2–8 องศา C หรือตูเย็น แตหามแชแข็งและตองไมถูกแสงแดด
    วัสดุอุปกรณ ใชกระปองยาที่เหลือใช น้ำ ชองแชแข็งในตูเย็นเก็บวัคซีน
    การเตรียมการดำเนินงาน กอนวันคลินิกเบาหวาน (วันพฤหัสบดี, ศุกร) คนงานคัดเลือกกระปองยาที่เหลือใช
เลือกกระปองที่มีขนาดพอเหมาะ นำมาทำความสะอาด แลวบรรจุน้ำใสกระปองประมาณ ½ ของปริมาตรภาชนะ
นำไปไวในชองแชแข็งประมาณ 1 วัน
     วิธีการดำเนินงาน พิมพฉลากยา วิธีการฉีด ปริมาณการใชแลวนำฉลากยาบรรจุลงในซองซิปนำอินซูลินออกจาก
กลองยา และใสในซองซิปเพื่อปองกันฉลากยาเปยกน้ำ ใสในกระปองยาที่แชแข็งที่เตรียมไว สงมอบยาใหกับผูปวย
พรอมแนะนำวิธีการเก็บยาที่ถูกตอง ประโยชนที่จะไดรับคือ ผูปวยไดรับยาอินซูลินที่มีประสิทธิภาพ เปนการรักษา
ยาที่ถูกตองตามระบบการรักษายาที่ตองแชเย็น (Cold Chain) และทำใหผูปวยทราบวิธีการเก็บรักษายาอินซูลินที่
ถูกตอง
    ปญหาก็มีบางในกรณีที่ผูปวยบางรายไมไดนำเอาอินซูลินที่แชในกระปองออก เมื่อเก็บไวในตูเย็นที่บาน ขวดยา
และฉลากยาจึงแชในน้ำเมื่อน้ำแข็งละลายตัว ทำใหฉลากยาเปอยยุย สวนการแกไขปญหาที่เกิดขึ้นแนะนำใหผูปวย
เอายาอินซูลินและฉลากยาแยกออกจากกัน กอนที่จะเก็บไวในตูเย็นที่บาน ใหเก็บกระปองน้ำแข็งไวในชองแชแข็ง ซึ่ง
จะมีประโยชนเมื่อผูปวยจำเปนตองพกพาอินซูลินไปในสถานที่อื่นๆ สวนยาอินซูลินใหเก็บไวในชองแชเย็นปกติ
      เรื่องราวดีๆ แบบนี้ มาจากการสรางสรรคของคนทำงานที่พัฒนาบริการใหมีคุณภาพ ผูรับประโยชนคือตัวของ
ผูปวยเบาหวานที่มีไดรับการรักษาที่เอาใจใสจากบุคลากรทางการแพทยที่เขาใจพวกเขา เปนการรักษาที่คำนึงถึง
บริบทของผูปวยตามแนวทางของการบริการทางการแพทยดวยหัวใจของความเปนมนุษย



    3 http://gotoknow.org/profile/thanonghan


                                                        50
เบาหวานกับนวัตกรรม

พนัส ปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร
     หากนวัตกรรม หมายถึง การพัฒนาความรู วิธีการ ทักษะ กระบวนการ กิจกรรมใหมๆ การนำสิ่งที่มีอยูในชุมชน
อื่นมาพัฒนา หรือปรับใชในชุมชนตนเอง และการนำสิ่งที่มีอยูมาปรับกระบวนทัศนใหม หรือทำวิธีใหมแลวไดผลแลว
นวัตกรรมเกิดขึ้นตลอดเวลาในการดำเนินการสงเสริมปองกันรักษาฟนฟูโรคเบาหวาน แตหากนวัตกรรมที่เกิดขึ้นไมมี
การเผยแพร การพัฒนาและการนำไปใชประโยชนก็จะไมเกิดขึ้น ดังนั้นจึงไดการรวบรวมนวัตกรรมที่เกิดจากการ
ดำเนินงานดานเบาหวาน จากเวทีการแลกเปลี่ยนความรูใน Gotoknow.org เพื่อเปนคลังความรูที่ทุกคนสามารถ
เรียนรูและนำไปประยุกตใช ในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ ดังนี้
    ไมตรวจเทา (Monofilament)บานกุดจาน1




                                        Monofilament โดยทั่วไป
    1 http://gotoknow.org/blog/dmcop/88502


                                                   51
Monofilament บานกุดจาน
วัตถุประสงค ใชตรวจการรับความรูสึกที่เทาของผูปวยเบาหวาน
    วิธีการ
    1) ใชไมตะขบ (เชอรี่อิสาน) เจาะรูโดยใชเข็มฉีดยาเบอร ๒๑ หมุนลงไป
    2) ใสกาวใสเอ็นเบ็ดเบอร ๔๐
    3) นำไปทดสอบแรงกดกับเครื่องชั่งสารเคมี ใหไดแรงกด ๑๐ กรัม
    การใชประโยชน : ใชตรวจเทาผูปวยเบาหวาน เพื่อการประเมินความเสี่ยง และจากการที่มีการประดิษฐไม
ตรวจเทาได จึงทำให อสม.ประจำกลุมเบาหวาน มีอุปกรณที่เพียงพอในการปฏิบัติงาน สงผลใหเกิดการกระตุนใหผู
ปวยดูแลเทาตนเองใหดียิ่งขึ้น และชุมชนมีสวนรวมในการดูแลสุขภาพเทาของผูปวยในชุมชนของตน
    โดย คุณวัลภา เฟอยงาราช นักวิชาการสาธารณสุข ๕ สถานีอนามัยบานกุดจาน จ.สกลนคร




                                                    52
สัญลักษณชวยใหใชยาไดถูกตอง2




สัญลักษณบอกขนาดและเวลารับประทานยา

วัตถุประสงค เพื่อชวยใหผูปวยเบาหวานซึ่งอานหนังสือไมไดใหสามารถใชยาไดถูกตอง

วิธีการ การกำหนดสัญลักษณวิธีการกินยาที่ผูปวยสามารถเขาใจไดอยางงายๆ

การนำไปใชประโยชน

ใชสัญลักษณวิธีการกินยาชวยผูปวยอานหนังสือไมไดใหสามารถใชยาได

โดย ภก.อับดุลเลาะ แวนาแว โรงพยาบาลยะรัง จ.ปตตานี

“off loading”3




2 http://gotoknow.org/blog/dmcop/89262
3 http://gotoknow.org/blog/footcareclinic/219884


                                                  53
วัตถุประสงค เพื่อฟนฟูการเกิดแผลในผูปวยเบาหวาน
    วิธีการ ใชหลักชีวกลศาสตร (Biomechanics) ของการเกิดแผลในผูปวยเบาหวานเพื่อทำใหน้ำหนักไมลงที่แผล
มาใชฟนฟูในผูปวยเบาหวาน
   โดย นศพ.จุฑามาส สุวัฒนภักดี ,นศพ.ไพบูลย ศรีพงษสาร,นศพ.ศิรินาถ จุฬาวงศสวัสดิ์
   นักศึกษาแพทยป 5 คณะแพทยศาสตรโรงพยาบาลรามาธิบดี
   ถุงผาแทนใจ ใชยาเบาหวาน4
   วัตถุประสงค การตรวจสอบวาผูปวยเบาหวานรับประทานยาไดถูกตอง ครบถวน หรือไม และเพื่อเปนการลด
การใชถุงพลาสติกในโรงพยาบาล
   วิธีการ
   1) แจกถุงผาใหกับคนไข
   2) ผูปวยนำยาที่เหลือกลับมาดวยทุกครั้งเพื่อนำยามาคืน
   3) เจาหนาที่จะตรวจสอบวายาที่ไดกลับคืนมาคิดเปนมูลคาเทาไหร
   การนำไปใชประโยชน นำไปกับผูปวยเบาหวานคลินิกเบาหวาน โรงพยาบาลสีชมพู
   โดย โรงพยาบาลสีชมพู อ.สีชมพู จ.ขอนแกน
   เบาหวาน เบาใจ5


    4 http://gotoknow.org/blog/dmht-sichomphu/360320
    5 http://gotoknow.org/blog/ambulampang/408654


                                                     54
วิธีการ จัดทำแผนพับแข็งขนาดจิ๋ว มีหนาหลัง พับครึ่ง มีขอความไมมากแตเปนขอความสำคัญที่ผูปวยควรจะจำ
ไดและนำไปใชประโยชนในการดูแลตัวเอง
    ลักษณะของแผนพับ หนาแรก ปกมีชื่อ เบาหวาน เบาใจ และก็มีกลอนวา
                                    คุมอาหารดี             ชีวีมีสุข
                                    ออกกำลังกายไรทุกข    สนุกสนาน
                                    กินยาสม่ำเสมอ          จิตใจเบิกบาน
                                    คุมเบาหวานได          ในมือคุณ
   หนาที่สอง แสดงเปาหมายในการควบคุมโรคเบาหวาน เรื่องของตัวเลขตางๆ ที่ผูปวยควรรู จะไดทราบถึง
สถานะโรคของตัวเองได รวมทั้งขอควรปฏิบัติเมื่อมาเจาะเลือด
    หนาที่สาม เปนการเตือนความจำถึงเรื่องการตรวจรางกายประจำปของผูปวยเบาหวาน ซึ่ง จะตองมีการตรวจ
หลักๆ ไดแก ตา ไต เทา ฟน ที่ผูปวยลงบันทึกวันที่ ที่ตัวเองมาตรวจเพื่อเตือนวา ปนี้ไดตรวจอะไรบางและหนา
สุดทายก็จะเปนการไขขอสงสัยเกี่ยวกับเรื่องยา
    การนำไปใชประโยชน แจงใหผูปวยหลังรับบริการใหคำปรึกษาผูปวย




                                                     55
56
การสรางเครือขายเบาหวาน : พลังการเรียนรู

พนัส ปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร
     ภาคีเครือขาย เปนกลไกการขยายกิจกรรมไปสูชุมชนที่กวางขวาง สรางกระบวนการเรียนรู ผานการแลกเปลี่ยน
ประสบการณและการสื่อสารระหวางสมาชิกเครือขาย และถือเปนกลไกที่มีประสิทธิภาพในการจัดสรร จัดการ
ทรัพยากรฯ การดำเนินงานดานการสงเสริม ปองกัน รักษา โรคเบาหวาน ที่ผานมามีลักษณะการทำงานเปนภาคี
เครือขายที่เกิดตอเนื่องจากเครือขายจัดตั้ง มีการพัฒนาและเสริมแรงจากภายใน ไดรับการกระตุนจนสมาชิกเครือ
ขายเริ่มสรางพันธะสัญญาของตนเอง ตอเครือขาย กอใหเกิดการมีสวนรวมจากทุกภาคสวน ทำใหเกิด “พลัง” และ
“กำลัง” ในการขับเคลื่อนกิจกรรม และเกิดกระบวนการการทำงานในลักษณะที่เปน “การดูแล และแบงปน” หรือ
“Care  share process” เครือขายที่เชื่อมรอยเกาะเกี่ยวกัน ทำใหเกิดการเติบโตทั้งวิธีคิดและวิถีปฏิบัติไปดวย
กัน ในบันทึกของ Gotoknow.org ก็จะเห็นถึงเครือขายที่เกิดขึ้นทั้งในรูปแบบเครือขายทางวิชาการที่มาแลกเปลี่ยน
เรียนรู และสวนหนึ่งเปนเครือขายที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ ตัวอยางเครือขายเหลานี้เชน
    ตลาดนัดความรูในการดูแลผูปวยเบาหวาน
     รูปแบบนี้ นำหลักทางการตลาดมาปรับใชในการจัดการความรู พรอมๆ กับการสรางเครือขายการทำงาน มี
รูปแบบการดำเนินงานที่นาสนใจ เชน พอคา-แมขายในงานนี้คือ ทีมสหสาขาวิชาชีพที่ใหการดูแลผูปวยเบาหวาน
จากโรงพยาบาล PCU และสถานีอนามัย และภาคีเครือขาย ลูกคาคือ ผูปวย และ ญาติ และบุคคลที่สนใจ ใช
กระบวนการจัดการความรูและทำ AAR ทุกครั้ง กระบวนการเรียนรูเหลานี้ทำใหผูที่สนใจเรียนรูไดแลกเปลี่ยนความ
รู ประสบการณ ไดเรียนรู รูจักเครือขายคนทำงานขามวิชาชีพ ประเด็นที่แลกเปลี่ยนในตลาดนัดความรูจะเปนเรื่อง
ระบบบริหารจัดการ การทำงานเปนทีมสหสาขาวิชาชีพ การพัฒนาบุคลากร ระบบรายงานและการเก็บขอมูล การ
ทำงานเชิงรุก การคัดกรองกลุมเสี่ยง การดูแลรักษาตามเกณฑ การสงตอและการติดตามเยี่ยม การใหสุขศึกษา การ
สนับสนุนใหผูปวยดูแลตนเอง เชน เครือขายเบาหวานระดับจังหวัดฉะเชิงเทรา ปตตานี นครพนม อุบลราชธานี
ระยอง สุราษฎรธานี เกิดการเคลื่อนตอของแตละจังหวัด มีการจัดทำแผนงานเพื่อขับเคลื่อน เนนการประสานงาน
ทีมิใชการสั่งการ เพื่อกอใหเกิด ความยั่งยืน มีการประสานระหวางโรงพยาบาล ศูนยสุขภาพชุมชน (PCU) เริ่มจาก
อำเภอเดียวกัน ทำงานอยางเปนทีม และ จัดทำ “คูมือ” สำหรับผูปวยเบาหวาน ยังมีการขยายรูปแบบการรวมเครือ
ขายลักษณะเดียวกันนี้เปนตลาดนัดความรูการดูแลผูปวยเบาหวาน-ความดันโลหิตสูง ที่มีการจัดขึ้นในทุกภาค
                                                     57
ประกอบดวย กิจกรรมการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสาธารณสุขใหมีความรูและทักษะในการสรางเครือขาย สราง
และพัฒนาศักยภาพแกนนำชุมชนใหสามารถดำเนินกิจกรรมคัดกรอง ปองกัน สงเสริม ดูแลรักษาและฟนฟูสุขภาพ
ในเรื่องเบาหวาน ความดันโลหิตสูง พัฒนาความรูเรื่องโรคเบาหวาน ความดันโลหิต แกประชาชน และคนหา Best
practice ในชุมชน
    มหกรรม KM เบาหวาน
     กิจกรรมที่ถือวาเปนกิจกรรมใหญๆ ที่สรางพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรูใหกับผูสนใจ เราจะรูจักกันดีในชื่อของ
มหกรรม KM เบาหวาน ประกอบดวยกิจกรรมที่มีวัตถุประสงคที่มุงใหเกิดแลกเปลี่ยนเรียนรู Best practice เพื่อการ
ดูแลผูปวยเบาหวานที่มีประสิทธิภาพ สรางความรูเรื่องการดูแลผูปวยเบาหวานจาก Best practice ที่มีอยูภายใน
เครือขาย ตลอดจนสรางความรูเรื่องการจัดการความรู หรือ KM ที่ทำใหการดูแลผูปวยเบาหวานที่มีประสิทธิภาพ มี
การสรางขอตกลงความรวมมือระยะยาวภายในเครือขายที่ชัดเจนกลุมเปาหมายคือเจาหนาที่ที่ถึงตัวชาวบาน โดยใช
หลักการสังคมแหงการเรียนรู (learning society)
     หากมองในมุมพื้นที่ ก็มีกลุม/เครือขายที่รวมตัวกันในระดับพื้นที่ เชน เครือขายแพทยแผนไทยกับการดูแลผู
ปวยเบาหวาน จ.อุดรธานี กลุมเครือขายแพทยแผนไทยกับการดูแลผูปวยเบาหวาน จ.อุดรธานี ประกอบดวยโรง
พยาบาลและ สถานีอนามัยในเขตอำเภอกุดจับ,หนองวัวซอ, โนนสะอาด,ไชยวาน,บานผือ,เมือง และโรงพยาบาล
ศูนยอุดรธานี มีการรวมกันจัดทำ การขั้นตอนการจัดบริการ และ CPG (Clinical practice guideline แปลวา
”แนวทางเวชปฏิบัติที่ใชเปนคูมือในการดูแลรักษาผูปวย”จะเปนแนวปฏิบัติเรื่องใดก็ได เชน “CPG การดูแลผูปวย
เบาหวาน”, “แนวทางเวชปฏิบัติเรื่องวัณโรค” เปนตน) พรอมทั้งรูปแบบการรายงาน แนวทางการใหบริการ การ
นวดเทาดวยตนเอง และ ขั้นตอนการนวดเทาของหมอนวดแผนไทย โดยจะไมใชไมกดจุด โดยมีเข็มมุงที่จะใหคนไขที่
อยูในโครงการสามารถนวดเทาตนเองไดทุกราย เปดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรูออนไลนใน gotoknow.org เพื่อเปนสื่อ
กลางการดำเนินงานของเครือขาย
    ชมรมเพื่อนเบาหวานตำบลบานนา
      โดยกลุมงานเวชศาสตรครอบครัวและบริการสุขภาพชุมชนของโรงพยาบาลบานนา จัดกิจกรรมออกเยี่ยมบานใน
ชุมชน ใหคำแนะนำการดูแลสุขภาพตนเอง ครอบครัว ชุมชนตามวิถีชีวิตที่เปนอยูจริง ทำใหผูปวยเกิดความตระหนัก
ในการเฝาระวังภาวะแทรกซอนของโรค เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรูซึ่งกันและกันเปนเครือขายในการดูแลตนเองของ
ผูปวยเบาหวาน
      จากปรากฏการณจะเห็นไดวาเครือขายการทำงานดานเบาหวานไดมีการพัฒนาการของภาคีเครือขายผานระยะ
ที่ 1 ระยะที่กอรูป พบวาสมาชิกหรือภาคีของเครือขายโดยเฉพาะกลุมแกนนำหรือภาคีสวนนำ เห็นเงื่อนไขและความ
จำเปนที่จะตองทำงานประสานกันเปนเครือขายสะทอนออกมาในรูปของเจตนารมณอุดมการณ วิสัยทัศนรวมกัน
(common perception) และสวนใหญกำลังกาว สูระยะที่ 2 ระยะขับเคลื่อน พบวาเครือขายมีฟอรมของการกอตัว
ขึ้น เห็นโครงสรางทางความคิดชัดเจน ทั้งในแงปฏิสัมพันธ หรือกลไกการเชื่อมประสาน(bridge) การสื่อสาร และการ
บริการจัดการซึ่งสวนมากมีลักษณะความสัมพันธแบบไมมีลำดับชั้น(hierarchy) แตละคน แตละกลุม แตละองคกร
เปนอิสระตอกัน ภาคแตละสวนสามารถบริหารจัดการตนเอง (Self-regulating) ในการทำงานเครือขายไดอยาง
อิสระ และบางเครือขายกำลังกาวเขาสูระยะที่ 3 คือ ระยะขยายตัว ที่มีการเคลื่อนเครือขายเกิดประโยชนตามความ
                                                        58
สนใจรวม(Mutual interests/benefits) การทำงานเครือขายมีลักษณะเปนการทำงานที่สมาชิกภาคีเครือขายมีสวน
รวมอยางกวางขวาง(all stakeholders participation) สมาชิกมีลักษณะเสริมสรางซึ่งกันและกัน (complemen-
tary relationship ) มีการดำรงอยูในเครือขายแบบพึ่งพิงอาศัยกันและกัน (interdependence) อยางไรก็ตาม การ
ดำรงอยูของภาคีเครือขาย ขึ้นอยูกับความสามารถในการบริการจัดความสัมพันธใหเกิดการบมเพราะความสัมพันธ
ความศรัทธา และความไวเนื้อเชื่อใจตลอดจนการสรางกรอบทางความคิด เพื่อใหเกิดการแลกเปลี่ยนขอมูลขาวสาร
การแกปญหารวมกันอยางสรางสรรค รวมทั้งการดำเนินการรวมกันระหวางองคกรอยางตอเนื่อง ขอเปนกำลังใจให
กับทุกเครือขายในการขับเคลื่อนกาวไปขางหนา เพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย




                                                  59
60
บทสงทาย : เบาหวาน มหันตภัยเงียบที่นาจับตา
มอง

พนัส ปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร

   เบาหวาน (Diabetes mellitus) ถือเปนโรคอีกโรคหนึ่งที่กลายมาเปนโรคของคนกระแสหลักในระบบสุขภาพ
ของคนในสังคมไทยและสังคมโลก เนื่องเพราะมีคุณลักษณะที่สำคัญคือ “เมื่อเปนแลวรักษาไมหายขาด แตก็
สามารถปองกันได” และที่สำคัญอีกประการก็คือ เมื่อเปนแลวมักจะเกิดภาวะแทรกซอนหรือโรคแทรกซอนเรื้อรัง
ตามมาอีกหลายชนิด
    ในทางของการเกิดเบาหวานนั้น เปนผลจากการที่ฮอรโมนอินซูลินทำงานบกพรอง ไมสามารถดึงเอาน้ำตาล
(Insulin) ออกมาเผาผลาญเปนพลังงานแกรางกายได พลอยใหน้ำตาลถูกกักเก็บในกระแสเลือดมากจนเกินความ
จำเปน จนเกิดเปนภาวะ “น้ำตาลในเลือดสูงเกินปกติ” ดังนั้นดวยความที่เกี่ยวของกับน้ำตาล คนไทยจึงมีชื่อที่เรียก
เบาหวานหลายหลายชื่อ อาทิ โรคหนักหวาน โรคปสสาวะหวาน (โรคมดตอม) โรคคนอวน โรคของคนรวย หรือ
แมแตโรคผูสูงอายุก็เรียก เพราะในอดีตนั้นมีความเขาใจวาเปนโรคที่เกิดขึ้นกับผูสูงอายุนั่นเอง
      เปนที่นาสังเกตวาบรรดาชื่อที่นำมาเรียกเบาหวานนั้น จะเห็นไดวาสวนใหญยึดโยงกับพฤติกรรมการกิน การอยู
แทบทั้งสิ้น กลาวคือเปนโรคที่เกิดจากภาวะที่ผูคนนิยมบริโภคอาหารที่มีปริมาณของน้ำตาล แปง และไขมันสูง ซึ่ง
ปจจุบันพบวามีสถิติผูปวยเพิ่มมากขึ้นอยางนาตกใจ จนอาจมองไดวาโรคเบาหวานเปนโรคอีกโรคหนึ่งที่สะทอนให
เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงทางสังคมไดเปนอยางดี เพราะจากอดีตที่เปนสังคมเกษตรกรรม ผูคนก็นิยมบริโภคอาหาร
ที่ “เปนผักเปนปลา” (กินปลาเปนหลัก กินผักเปนพื้น) สิ่งเหลานั้นเปนวิถีวัฒนธรรมที่เรียบงาย สมถะ เปนภาพชีวิต
ที่รอยรัดสนิทแนนอยูกับธรรมชาติ กินอยูไมซับซอนและเรงดวน สิ่งที่บริโภคก็มาจากปจจัยหลักคือการ “ปลูกเอง
เลี้ยงเอง” แตพอสังคมวิวัฒนเขาสูความเปนคนเมืองตามแบบสังคมอุตสาหกรรม วิถีชีวิตก็เปลี่ยนแปลงจากการกิน
พืชผักไปสูอาหารประเภทแปงและน้ำตาลมากขึ้น รวมไปถึงอาหารสำเร็จรูปที่หลากรูปลักษณที่จับจายสะดวกสบาย
โดยอาจไมจำเปนตองเสียเวลาปลูกเองเลี้ยงเองดังอดีต
    ในทำนองเดียวกันนั้น ก็เปนที่รับรูอยางกวางขวางวา โรคเบาหวานยังมีความเชื่อมโยงกับระบบกรรมพันธุมาก
เปนพิเศษ จนใครๆ ก็เคยไดเชื่ออยางปกใจมาแลววาโรคชนิดนี้เปน “โรคฟาประทานมากับพันธุกรรม” ซึ่งจริงๆ
                                                      61
แลวไมเปนไปตามนั้นเสียทั้งหมด เพราะคนที่มีญาติสายตรงที่เคยมีประวัติเปนโรคเบาหวาน ก็ไมจำเปนตองปวยเปน
โรคนี้ไปแบบอัตโนมัติ เพียงแตเปนผูมีความเสี่ยงที่จะเปนเบาหวานเทานั้นเอง ดังนั้นจึงเห็นไดชัดวา พฤติกรรมการ
กิน หรือการบริโภคนั้น ดูจะเปนปจจัยเกื้อหนุนสูการเปนโรคเบาหวานมากกวาใดๆ เลยดวยซ้ำไป
     นอกจากนี้ ภาพลักษณอันสำคัญอีกประการของโรคเบาหวานที่ผูคนรับรูจนกลายเปน ความหวาดวิตกแสน
สาหัสก็คือภาวะที่เปนแลวไมสามารถรักษาใหหายขาดได ซ้ำรายยังนำพาใหเกิดโรคแทรกซอนเรื้อรังอีกมากมาย จน
กลายเปนวาทกรรมเรียกขานวา “โรคญาติเยอะ” เพราะกระทบตรงตอระบบสุขภาพของคนเราโดยตรงทั้งทางตา
ไต สมอง หัวใจ และหลอดเลือด ซึ่งภาวะแทรกซอนเหลานั้น ลวนเกิดขึ้นแบบเงียบๆ ชนิดที่วาคนปวยไมรูตัวมากอน
มารูตัวอีกทีก็เขาสูภาวะเรื้อรังไปแลวก็วาได และนั่นก็เปนที่มาของการเรียกขานกันโดยทั่วไปอีกวา “โรคเงียบ” หรือ
ภัยเงียบดวยเชนกัน
    แตอยางจากก็ตาม ถึงโรคเบาหวานจะเปน “โรคเรื้อรัง” ที่เปนแลวรักษาใหหายขาดไมไดก็จริง แตสิ่งที่ไมอาจ
ปฏิเสธไดก็คือ เมื่อเปนแลวเราตางก็สามารถควบคุมได หรือแมแตในหวงยามที่ยังไมเปนโรคชนิดนี้ เราก็สามารถ
ปองกัน หรือเฝาระวัง (Surveillance) ไดเชนกัน โดยการทำความเขาใจอยางมีสติ มีหัวใจที่เขมแข็ง มองโลกในแง
ดี บริหารจัดการระบบสุขภาพผานการกินการอยูอยางเหมาะสม เปนตนวา ไมบริโภคอาหารที่มีปริมาณน้ำตาล แปง
และไขมันสูงจนเกินความจำเปน แตควรหันกลับมามองอาหารประเภทพืชผักและสมุนไพร (ธรรมชาติบำบัด) ใหมาก
ขึ้น รวมถึงการสรางนิสัยรักการออกกำลังกายใหกับตัวเอง เพราะวิธีการเหลานี้จะชวยกระตุนทั้งทางตรงและทาง
ออมใหฮอรโมนอินซูลินทำงานไดอยางมีประสิทธิภาพ
     และที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การไมละเลยที่จะสรางระบบเฝารังใหกับตัวเองอยางตอเนื่องจนเปน “วัฒน-
ธรรมทางสุขภาพ” ดวยการสังเกตอาการตางๆ ที่เสี่ยงตอการเปนเบาหวานอยางงายๆ อาทิ ปสสาวะบอยและ
กระหายน้ำอยูบอยๆ เนื่องจากสูญเสียน้ำไปทางปสสาวะเปนจำนวนมาก “กินเกง หิวบอย แตน้ำหลักลด”
เนื่องจากรางกายไมสามารถสลายพลังงานจากไขมันได จึงจำตองสลายพลังงานจากโปรตีนและไขมันแทนสงผลให
เกิดอาการ คันตามผิวหนัง ผิวหนังอักเสบ เกิดการติดเชื้องาย และเมื่อเปนแผลแลวแผลจะหายชา อาการเห็นภาพไม
ชัด ตาพรามัว เทาเปนแผลงาย เหน็บชา ไรความรูสึก เปนอัมพฤต อัมพาต เปนตน
    ดังนั้นจึงอาจกลาวไดวา ปจจุบันนี้โรคเบาหวานเปนโรคที่คนไทยและสังคมโลกเริ่มรูจักกันเปนอยางดี ผานวาท
กรรมจำกัดความงายๆ คือ “รักษาไมหายขาด แตควบคุมและปองกันได” รวมถึงการเปนเสมือนประตูสุขภาพที่
เปดพาใหโรคตางๆ ไดคืบคลานเขามาสูรางกายอันเปนภาวะแทรกซอนนั่นเอง ตลอดจนการสัมพันธยึดโยงกับความ
เปน การกินอาหาร และการออกกำลังกาย ดวยเชนกัน
     แตเหนือสิ่งอื่นใด ความไมมีโรค ยอมเปนลาภอันประเสริฐ กระบวนการปองกัน มิใหระบบสุขภาพเสื่อมทรุด
นั้น จึงถือเปนหัวใจหลักเพราะนั่นคือระบบคุมกันอันแข็งแกรงที่จะทำใหคนเราไมถูกคุกคามโรครายตางๆ หรือหาก
ตองชะตากรรมกับการปวยไขใดๆ สิ่งสำคัญและยิ่งใหญที่สุดก็คงหลีกไวพนการมองโลกและชีวิตในมุมบวก สรางขวัญ
กำลังใจใหกับตัวเองพรอมๆ กับการเรียนรูและทำความเขาใจในกลไกที่จะดูแลตัวเองอยางถูกวิธี เพื่อใหสามารถหยัด
ยืนอยูในวิถีของการใชชีวิตไดอยางไมโศกเศรา หดหูจนเกินเหตุ เพราะเมื่อใดที่จิตใจเขมแข็ง รางกายก็ยอมเขมแข็ง
ตามไปดวยเชนกัน เพราะนั่นคือ “สุขใจ กายก็เปนสุข”



                                                        62
เกี่ยวกับผูเขียน




นายพนัส ปรีวาสนา
นักกิจกรรมนักศึกษา
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

    เปนคนกาฬสินธุโดยกำเนิด แตเสมือนราวกับวาชีวิตและลมหายใจ ไดกอเกิดและเติบโต สืบมาจนถึงทุกวันนี้ ก็
เพราะการไดเปนสวนหนึ่งของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยการเปนนิสิตเมื่อป 2534 ทุกวันนี้ยังมีความสุขกับการ
เปนสวนหนึ่งของมหาวิทยาลัย และมีความสุขกับการไลลาความฝน ปจจุบันทำงานขับเคลื่อนงานกิจกรรมนักศึกษาที่
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และเขียนบันทึกเรื่องราวผานประสบการณที่ http://gotoknow.org/blog/pandin
                                                   63
นายจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร
นักวิชาการอิสระ/นักศึกษาปริญญาเอก
    สำเร็จการศึกษาทางดานการสงเสริมสุขภาพ (Health Promotion) ผานการเปนนักวิจัย ของ สำนักงานกองทุน
สนับสนุนการวิจัย (สกว.) ทำงานวิจัยเพื่อทองถิ่นเชิงประเด็นที่เกี่ยวของกับการ Empowerment ชุมชน และทำงาน
เปนนักวิจัยของสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกลา ประเด็น “การจัดการความขัดแยง กรณีปญหา
สามจังหวัดชายแดนภาคใต” ปจจุบันกำลังศึกษาปริญญาเอกทางดานประชากรศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล, เปนนัก
วิชาการอิสระ และทำงานเปนวิทยากรกระบวนการเชิงประเด็น กระบวนการถอดบทเรียน การจัดการความรู และ
การประเมินผลแบบเสริมพลัง การวิจัยเพื่อปฏิบัติการทางสังคม และเขียนบันทึกแลกเปลี่ยนเรียนรูผานประสบการณ
การทำงานที่ http://gotoknow.org/blog/mhsresearch




                                                  64
Diabetes

Diabetes

  • 2.
    เบาหวาน พนัส ปรีวาสนา จตุพร วิศิษฏโชติอังกูร GotoKnow.org/profile/mhsresearchi
  • 3.
    ครีเอทีฟคอมมอนสแบบแสดงที่มา-ไมใชเพื่อการคา-อนุญาตแบบเดียวกัน (by-nc-sa) เมื่อนำเนื้อหาในหนังสือเลมนี้ไปใช ควรอางอิงถึงแหลงที่มา โดยไมนำไปใชเพื่อการคา และยินยอมใหผูอื่นนำ เนื้อหาไปใชตอไดดวยสัญญาอนุญาตแบบเดียวกันนี้ ขอมูลเพิ่มเติม : http://cc.in.th/wiki/meet-the-licenses1 1 http://cc.in.th/wiki/meet-the-licenses
  • 4.
    สารบัญ คำนำสำนักพิมพ 3 เบาหวาน : มหันตภัยเงียบ(Silence Killer) 5 เบาหวาน : ชื่อหวานๆ แตรสชาติไมหวานสมชื่อ 7 ชนิดของ “เบาหวาน” 11 สาเหตุของ “เบาหวาน” วาดวยกรรมพันธุและพฤติกรรมการกินอาหาร 13 เบาหวาน... “เคาลาง” อยาวางใจ อะไรคือเคาลาง “บอกเหตุ” 15 ใครคือกลุมเสี่ยงเบาหวาน 17 ครอบครัวเบาหวาน... 19 อาหารของคนเปนเบาหวาน 23 ผักและสมุนไพรตานภัยเบาหวาน 27 ผัก สมุนไพรที่ควรใสใจรับประทาน 29 เทากับเบาหวาน 33 รองเทาที่เหมาะสมกับผูปวยเบาหวานเปนอยางไร? 37 เรื่องเลาจากคนทำงานเบาหวาน 41 เรื่องเลาจากเหลาเภสัชกร 49 i
  • 5.
    เบาหวานกับนวัตกรรม 51 การสรางเครือขายเบาหวาน : พลังการเรียนรู 57 บทสงทาย : เบาหวาน มหันตภัยเงียบที่นาจับตามอง 61 เกี่ยวกับผูเขียน 63 ii
  • 6.
    การใชประโยชนจากเนื้อหาภายในหนังสือ ตองอางอิงแหลงที่มา และหามนำเนื้อหาไปใชเพื่อวัตถุประสงค ทางการคารวมทั้งใหใชสัญญาอนุญาตเดียวกันนี้ในการนำไปใชครั้งตอไป ขอมูลเพิ่มเติม: www.cc.in.th1 1 http://www.cc.in.th 1
  • 7.
  • 8.
    คำนำสำนักพิมพ หนังสือภายในโครงการเผยแพรความรูจากผูปฏิบัติ (Blog to Book) เปนการรวบรวมบันทึกจากบล็อก (Blog) ภายในเว็บไซต GotoKnow.org นำมาจัดพิมพเปนหนังสือ เพื่อเผยแพรแกผูที่เกี่ยวของและบุคคลที่ สนใจ พื้นฐานแนวคิดของโครงการนี้เปนความตั้งใจของผูเขียนที่จะรวบรวมความรูจากภายในตัวบุคคล ซึ่งถือเปนฟน เฟองเล็กๆ ที่กระจัดกระจายอยูในสังคม ถายทอดเรื่องราวผานพื้นที่เสมือนออนไลนใหไดรับการเผยแพรในรูปแบบ หนังสือ เพื่อกาว ขามขอจำกัดในเรื่องของโอกาสในการเขาถึงสัญญาณอินเทอรเน็ต หรือขอจำกัดทางดานเทคโนโลยี ตางๆ นอกจากนี้การรวบรวมบันทึกดังกลาว ยังเสมือนเปนการใหรางวัลแกผูเขียนที่ไดพากเพียรในการเขียนบอกเลา เรื่องราวที่ เปนประโยชนใหแกผูอื่น การถายทอดประสบการณ ความรูสึกนึกคิด ที่ปราศจากอคตินั้น อาจเปน ประโยชนแกผูอื่นไดไม มากก็นอย โครงการเผยแพรความรูจากผูปฏิบัติ (Blog to Book) เริ่มตนขึ้นในเดือนเมษายน พ.ศ. 2552 และจะ คัดสรร บันทึกอันทรงคุณคา ทยอยตีพิมพเปนหนังสือเผยแพรใหแกผูที่เกี่ยวของและผูที่สนใจโดยไมคิดคาใชจายใดๆ ตั้งแต ขั้นตอนการคัดสรร ออกแบบ ตีพิมพ และเผยแพร เพื่อเพิ่มโอกาสใหสังคมไทยไดบริโภคความรูอันมีตนทุนนอยที่สุด เทาที่ จะเปนไปได โดยมีความมุงหวังสุดทายคือ “สังคมแหงปญญา” อันจะเกิดขึ้นในสังคมไทย 3
  • 9.
  • 10.
    เบาหวาน : มหันตภัยเงียบ(SilenceKiller) พนัส ปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร ปจจุบันสหพันธเบาหวานนานาชาติประมาณการวา ประชากรทั่วโลกเปนโรคเบาหวานมากกวา 285 ลานคน หรือเกือบรอยละ 7 ของประชากรผูใหญทั่วโลก1 โดยเพิ่มขึ้นอยางรวดเร็วโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา จัดเปน “มหันตภัยเงียบ” (Silence Killer) เปนปญหาสาธารณสุขของโลกที่นากลัว คาดวาใน พ.ศ.2572 หรืออีก 20 ป ผูปวยเบาหวานรายใหมรอยละ 70 จะอยูในประเทศกำลังพัฒนา สวน ประเทศไทยในป 2551 มีผูปวยเบาหวานรายใหม 388,551 ราย เสียชีวิต 7,725 ราย คาดวาทั่วประเทศ จะมีคน กำลังเปนเบาหวานกวา 3 ลานคน มีแนวโนมเพิ่มขึ้นตอเนื่อง ผูปวยเกือบรอยละ 50 ยังไมรูตัววาเปนโรค และไม ไดรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม จึงมีความเสี่ยงเกิดปญหาแทรกซอน ทั้งโรคไตวาย ตาบอด โดยเฉพาะ ตาบอด พบวาทั่วโลกมีประชากรที่เปนเบาหวานและเบาหวานขึ้นตา จนตาบอดสนิทเนื่องจากเสนเลือดไปเลี้ยงตา เสื่อมไมต่ำกวา 2.5 ลานคน สวนคนไทยที่เปนเบาหวาน พบเปนเบาหวานขึ้นตาขั้นรุนแรงไมต่ำกวา 30,000 คน หาก ไมไดรับการรักษาดูแลตั้งแตยังไมมีอาการ จะเกิดตาบอดตามมา ยอนไปในป พ.ศ. 2552ไดมีการรณรงคโรควันเบาหวานพรอมกันทั่วประเทศ โดยมีคำขวัญในการรณรงค คือ “เบาหวานควบคุมได...เพียงรูและเขาใจ” (Understand Diabetes and Take Control) มีกิจกรรมใหบริการผู ปวยโรคเบาหวาน โดยตรวจคัดกรองหาโรคแทรกซอน รวมทั้งใหความรู ความเขาใจในการควบคุมปองกันโรคเบา หวานแกประชาชนดวย และจัดโครงการสงเสริมสุขภาพปองกันตาบอดจากเบาหวานขึ้นตา เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554 คำขวัญในการรณรงคที่บอกวาเบาหวานควบคุมได...เพียงรูและเขาใจ ทำใหเรามองเห็นถึงความสำคัญในการ สรางองคความรูเพื่อใหเทาทันโรค รวมไปถึงการออกแบบในการสงเสริมสุขภาพทั้งกลุมผูปวย คนปกติ และกลุมเสี่ยง “บทเรียน” ในการดูแลผูปวยจากสหวิชาชีพตางๆที่เกี่ยวของ มีความสำคัญมาก เพราะวา เบาหวานนอกจากเปนโรค ที่มีพยาธิสภาพที่เกิดจากตัวผูปวยเองแลว ปจจัยเอื้อที่สนับสนุนใหเปนโรคเบาหวานมาจากสิ่งแวดลอม ทั้งพฤติกรรม การกิน การอยู ซึ่งในปจจุบันเราก็พบวาพฤติกรรมสุขภาพของคนไทยก็จัดไดวาเสี่ยงตอการเปนโรคเบาหวาน และ 1 http://www.idf.org/about-diabetes 5
  • 11.
    เปนมหันตภัยเงียบที่คราชีวิตผูคนไปเรื่อยๆ ใน Gotoknow.org ที่เปนพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรูที่เปดกวางใหคนทำงานไดเขามาเขียนแลกเปลี่ยน ความรู แลกเปลี่ยนความคิด ความรูชุดหนึ่งถูกตอเติมจากประสบการณที่หลากหลายผานผูที่แลกเปลี่ยน Goto- know.org จึงถือวาเปนขุมพลังทางดานความรูเชิงปฏิบัติที่มีคุณคา และหากเราสามารถสกัดประเด็นตางๆ เหลานั้น ออกมารอยเรียงเปนชุดความรู จะเปนชุดความรูที่มีคุณคาและมีประโยชนตอวงการสุขภาพของไทยเปนอยางมาก Gotoknow.org มี Blogger จำนวนหนึ่งที่ทำงานเกี่ยวของกับเบาหวาน และไดถายทอดบทเรียนที่เกิดขึ้นใน การทำงาน รวมไปถึงเห็นการเชื่อมเครือขายในการแลกเปลี่ยนเรียนรูในหลายๆ อาชีพ หรือที่เรียกวา สหวิชาชีพ เกาะเกี่ยวกันอยางหลวมในการแลกเปลี่ยนแบบออนไลน และในการทำงานจริงเครือขายเหลานี้ไดทำงานสอดคลอง ประสานกันอยูแลว ในบันทึกทั้งหมดที่เกี่ยวของกับ เบาหวาน สามารถเขาถึงไดโดยผานคำสำคัญสำหรับสืบคน (Tag) ที่มีคำวา “เบา หวาน, เครือขายเบาหวาน,DM” และคำคนอื่นๆ ที่เกี่ยวของ จะพบบันทึกมากมาย และหนึ่งในจำนวนนั้นสวนใหญ เปนบันทึกของ ดร.วัลลา ตันตโยทัย2 ที่เขียน Blog ในชื่อของ DM KM Facilitator3 บันทึกของอาจารยวัลลานี่เอง ที่เกี่ยวเอาบันทึกที่เขียนเรื่องราวราวเกี่ยวกับเบาหวานเขามาดวยกัน รวมถึงเปนเสมือน CoPs (ชุมชนนักปฏิบัติ) เขา มาไวรวมกัน รายละเอียดของการทำงานเบาหวานสามารถหาอานไดจากบันทึกตามที่กลาวมา ในการสกัดบทเรียนจากขอมูลมากมาย เปนเรื่องที่ผูเรียบเรียงคอนขางใชพลังสูง โดยเฉพาะประเด็น “เบา หวาน” ที่มีจำนวนบันทึกมากมายใน Gotoknow.org ผูเขียนจึงไดกำหนดประเด็นที่มีความสำคัญและนาสนใจ เพื่อที่จะสามารถเรียบเรียงขอมูลเหลานั้นใหเปนระบบ ใหมองเห็นภาพพัฒนาการการพัฒนาและสงเสริมสุขภาพ ที่เกี่ยวของกับโรคเบาหวาน แตก็เปนเพียงสวนหนึ่งของชุดความรูที่มหาศาล ที่หยิบขึ้นมาเปนประเด็นในการเผย แพรสาธารณะในรูปแบบของการรวบรวมและสกัดบทเรียน สวนหนึ่งอาจจะตองเขาไปเรียนรูและแลกเปลี่ยนในฐาน ขอมูลออนไลนดังกลาว การนำเสนอชุดขอมูล “เบาหวาน” ในหนังสือเลมนี้เริ่มตนจาก ความรูเกี่ยวกับโรคเบาหวานในดานสมมุติฐาน ของโรค การรักษา รวมไปถึงพฤติกรรมสุขภาพที่เสี่ยงตอการปวยเปนโรคเบาหวานในอนาคต และเรื่องเลาของคน ทำงาน นวัตกรรมที่เกิดขึ้น การสรางเครือขาย ชุดความรูทั้งหมดที่ถือวาเปนพลังการเรียนรูที่ใชปญญาปฏิบัติใน การขับเคลื่อนที่มีแงมุมนาสนใจ และใชเปนตนทุนทางความรูการทำงานสงเสริมสุขภาพ เพื่อตอสูกับมหันตภัยเงียบ (Silence Killer) อยางรูเทาทัน 2 http://gotoknow.org/profile/copdmfaci 3 http://gotoknow.org/blog/dmcop 6
  • 12.
    เบาหวาน : ชื่อหวานๆแตรสชาติไมหวานสมชื่อ พนัส ปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร “เบาหวาน เปนโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งที่เปนแลวรักษาไมหาย แตปองกันได” ถอยคำขางตน ดูเหมือนจะเปนวาทกรรมที่คนไทยคุนชินกับปรากฏการณของโรคเบาหวานมากที่สุดอีกวาท- กรรมหนึ่ง เนื่องเพราะเปนคำจำกัดความที่บงบอกคุณลักษณะของ “โรคเบาหวาน” (Diabetes mellitus) ได เปนอยางดี เพราะเมื่อเปนโรคชนิดนี้แลว จะเกิดอาการเรื้อรังและไมสามารถรักษาใหหายขาดได กอปรกับเมื่อเปน แลว ก็มักพวงพาใหเกิดปญหาสุขภาพตางๆ รวมถึงการนำไปสูภาวะโรคแทรกซอนอยางมากมาย จนผูปวย หรือ แมแตญาติผูปวยตองพลิกตำรามารับมือเพื่อนำไปสูกระบวนการของการดูแล ควบคุมหรือปองกัน และเฝาระวัง (Surveillance) กันยกใหญ กระนั้นก็เปนที่นาสังเกตวาในสังคมไทยรูจักและใหความสนใจเกี่ยวกับโรคเบาหวานมาเมื่อไมนาน ดังจะเห็นได จากกระบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่เดนชัดนั้นเริ่มปรากฏจากเวทีของการจัดงาน “มหกรรมเบาหวาน” เนื่องใน “วันเบาหวานโลก” (14 พฤศจิกายน) ขึ้นในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2551 ณ หางสรรพสินคาสยามพารากอน การจัดงานมหกรรมเบาหวานในครั้งนั้น เกิดขึ้นจากการผนึกกำลังขององคกรหลายภาคฝาย อาทิ กรุงเทพมหา- นคร สมาคมโรคเบาหวานแหงประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช กุมารี กระทรวงสาธารณสุข ตลอดจนองคกรชั้นนำจากภาครัฐและเอกชนจำนวนมาก โดยมีเปาประสงคหลักคือ การประชาสัมพันธใหความรูและสรางความตระหนักใหคนไทยไดเขาใจถึงผลกระทบที่ไดรับจากการปวยเปนโรคเบา หวาน มหกรรมเบาหวานในครั้งนั้น จึงเปนเสมือนการจุดประกายใหคนไทยตื่นตัวหันกลับมาตระหนักเรื่องเบาหวาน กันจริงจังและเปนมีกระบวนการเรียนรูในเชิงสงเสริมสุขภาพและวิธีการ ดูแลรักษาผูปวยเบาหวานในปจจุบัน เมื่อมองยอนกลับไปยังอดีต จะพบวาคนไทยรับรูเรื่องโรคเบาหวานในหลากมุมมอง ดังจะเห็นไดจากการเรียกชื่อ โรคที่ตางกันออกไปตามบริบทของทองถิ่นและเรียกตามลักษณะเฉพาะของโรค อาทิ โรคปสสาวะหวาน หรือ โรค หนักหวาน (น้ำตาลในเลือดสูง) โรคของคนมีอันจะกิน (คนรวย) เพราะมักบริโภคแตอาหารประเภทแปงและน้ำตาล จนอวนเอาๆ จนเปนที่มาของการเรียกตอๆ กันมาอีกวา “โรคของคนอวน” แตไมแนเสมอไปลักษณะทางกายภาพ ของรางกายบอกไมไดวาใครจะปวยเปนโรคเบาหวาน 7
  • 13.
    นอกจากนี้ยังมีชื่ออื่นๆ ที่ถูกนำมาเรียกแทนการเรียกโรคเบาหวานตรงๆ เชนโรคผูสูงอายุ เพราะมักพบในคนวัย ที่มีอายุมากกวา 40 ปขึ้นไป โรคญาติเยอะ เพราะเมื่อเปนแลวผูปวยก็มักมีโรคแทรกซอนตามมามากมายหลายโรค ยังมีผลกระทบตออวัยวะภายในของรางกายหลายสวน ไมวาจะเปน ไต ตา หัวใจ หรือแมแตหลอดเลือดแดง ก็ไม เวน หรือแมแตเมื่อปวยเปนเบาหวานแลว ก็เกิดภาวะแผลเนาเปอย รวมถึงภาวะแขนขาออนแรง จนกระทั่งมีอาการ แทรกซอนจากโรคอื่นๆ จนถึงเปนอัมพฤกษอัมพาตไดดวยเชนกัน ในทางการแพทยเปนที่รับรูและเขาใจกันในวงกวางวาโรคเบาหวานเปนโรคที่เกิดจากภาวะที่ “รางกายมีระดับ น้ำตาลในเลือดสูงกวาปกติ” หรืออาการ “หนักหวาน” นั่นเอง ภาวะดังกลาวเกิดการที่ตับออนไมสามารถสรางและ หลั่งฮอรโมนอินซูลิน (Insulin) ไดอยางเพียงพอ ซึ่งอินซูลินที่วานั้นมีหนาที่หลักในการลำเลียงน้ำตาลไปสูเนื้อเยื่อ ตางๆ เพื่อเผาผลาญเปนพลังงานใหกับรางกาย เมื่ออินซูลินทำงานบกพรอง น้ำตาลก็ถูกนำไปใชประโยชนไดไมเต็มที่ กอเกิดเปนภาวะน้ำตาลในเลือดสูง อันเปนที่มาของ “โรคเบาหวาน” นั่นเอง ในเวปบล็อก gotoknow.org ชุมชนแหงการแลกเปลี่ยนเรียนรูของ “คนทำงาน” ไดเขียนบันทึก หรือบทความ สะทอนเกี่ยวกับวาทกรรมการเรียกชื่อโรคเบาหวานไวหลายคน โดยภาพรวมเปนการสื่อถึงลักษณะอันเปนสถานะเชิง ความหมายของโรคเบาหวานไวอยางเดนชัดในหมวดหมูของ “การแพทย สุขภาพ สุขภาวะ” หรือ ผานคำสำคัญ (Tag) เชน โรคเบาหวาน อาหาร สมุนไพร น้ำตาลในเลือด ดังเชนที่ คุณอรุณ วงษชู1 ไดเขียนบันทึกที่สะทอนคำจัด กัดความของโรคเบาหวานที่เชื่อมโยงกับภาวะการเจ็บปวยที่เรื้อรังและมีโรคแทรกซอนวา “โรคเบาหวานเปนโรคเรื้อรัง และกอใหเกิดปญหาตอสุขภาพ กอใหเกิดปญหากับฟนและเหงือก ตา ไต หัวใจ หลอดเลือดแดง...เมื่อเปนโรคนี้ระยะหนึ่งจะเกิดโรคแทรกซอนที่เกิดกับหลอดเลือดเล็กเรียก Microvacular หากมี โรคแทรกซอนนี้จะทำใหเกิดโรคไต เบาหวานเขาตา หากเกิดหลอดเลือดเลือดแดงใหญแข็ง เรียก macrovascular โดยจะทำใหเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อัมพาต หลอดเลือดแดงที่ขาตีบนอกจากนั้นยังอาจจะเกิดปลายประสาท อักเสบ neuropathic ทำใหเกิดอาการชาขา กลามเนื้อออนแรง ประสาทอัตโนมัติเสื่อม2 ” เชนเดียวกับที่ คุณทรงลักษณ มูลมณี ที่ใชนามแฝงวา Health Star ไดแสดงแนวคิดเกี่ยวกับโรคเบาหวานวา เปนภาวะของการทำงานที่บกพรองของฮอรโมนอินซูลินวา “เบาหวาน เปนความผิดปกติของรางกายที่มีการผลิตฮอรโมนอินซูลินไมเพียงพอ อันสงผลทำใหระดับน้ำตาลใน กระแสเลือดสูงเกิน โรคนี้มีความรุนแรงสืบเนื่องมาจากการที่รางกายไมสามารถใชน้ำตาลไดอยางเหมาะสม โดยปกติ น้ำตาลจะเขาสูเซลลรางกายเพื่อใชเปนพลังงานภายใตการควบคุมของ ฮอรโมนอินซูลิน ในผูปวยที่เปนโรคเบาหวาน จะไมสามารถทำงานไดอยางมีประสิทธิภาพ ผลที่เกิดขึ้นทำใหระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ในระยะยาวจะมีผลในการ ทำลายหลอดเลือด ถาหากไมไดรับการรักษาอยางเหมาะสม อาจนำไปสูสภาวะแทรกซอนที่รุนแรงได”3 1 http://gotoknow.org/blog/sukhapab/132527 2 http://gotoknow.org/blog/sukhapab/132527 3 http://gotoknow.org/blog/healthstar/362085 8
  • 14.
    จากประเด็นที่หยิบยกเปนตัวอยางขางตนสื่อใหเห็นถึงคำจำกัดความที่เปนลักษณะ หรือสถานะอันเปนปรากฏ- การณของโรคเบาหวานอยู 2ประเด็นใหญๆ นั่นคือ 1. การเปนโรคเรื้อรัง 2. และการทำงานที่พบพรองของฮอรโมนอินซูลินจนกอใหเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งก็ปฏิเสธไมไดอีก เหมือนกันวาโรคเบาหวานนั้น มีคุณลักษณะอันสำคัญอีกประการหนึ่งนั่นก็คือ “โรคเงียบ” คำวา “โรคเงียบ” ในที่นี้หมายถึงโรคที่มองไมเห็นดวยตาเปลา บางทีก็เสมือนฟาประทานมากับ “พันธุกรรม” และที่สำคัญคือเกิดขึ้นอยาง “เงียบๆ” อาการหรือผลกระทบขางเคียงจะไมไดแสดงออกอยางฉับพลัน พลอยให หลายตอหลายคนกลายเปนผูปวยเบาหวานแบบไมรูเนื้อรูตัว จนไมสามารถจัดวางระบบการปองกัน หรือควบคุม ภาวะ “เบาหวาน” (น้ำตาล) ในตัวเองผานเรื่องอาหารการกินและการออกกำลังกายไดอยางเหมาะสม กระทั่งใน ที่สุดแลวก็เสียชีวิตจากภาวะโรคแทรกซอน เปนการเสียชีวิตโดยไมรูมากอนเลยวาโรคแทรกซอนที่วานั้น คือผลพวง จากการปวยเปนโรคเบาหวานนั่นเอง แตอยางไรก็ดี ไมวาจะมองในมุมใดก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงเกี่ยวกับโรคเบาหวานอยูตลอดเวลาก็คงหนีไมพนคำ วา “น้ำตาล” อยูดี ซึ่งคุณลักษณะที่สำคัญของน้ำตาลก็คือการมีรสชาติที่ออก “หวานๆ” เมื่อบริโภคอาหารรสชาติ หวานๆ มากเทาไหร ก็เทากับวาไดนำพาน้ำตาลเขาสูรางกายมากเทานั้น หากระบบการทำงานของอินซูลินบกพรอง จึงเสี่ยงตอการปวยเปนโรคเบาหวานไดงายๆ ดวยเหตุนี้จึงอาจเรียกไดวา คำวา “หวาน” หรือ “หนักหวาน” ในมิติของ “โรคเบาหวาน” ที่แสดงใหเห็นชัด ถึง ภาวะการเจ็บปวยเรื้อรังและถูกแทรกซอนดวยโรคตางๆนั้น ยอมไมใชชื่อเสียงเรียงนามอัน “หอมหวาน” สำหรับ ชีวิตของคนเราอยางแนนอน 9
  • 15.
  • 16.
    ชนิดของ “เบาหวาน” พนัส ปรีวาสนาและจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร ปจจุบันโรคเบาหวานกลายเปนกระแสหลักอีกกระแสหนึ่งใน “ระบบสุขภาพ” มีวิถีการขับเคลื่อนกันอยางเปน ระบบทั้งในระดับปจเจกและสังคม มีกระบวนการระดมความคิด มุงใหเกิดความรูและความตระหนักทั้งเชิงนโยบาย จากภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงการปกธงสูการสรางเครือขายในระดับประชาชนและทองถิ่น ปรากฏการณรวมตัว หรือเคลื่อนตัวอยางมีพลังเหลานั้น ไดสะทอนใหเห็นวาผูคนในสังคมตางมีมุมมองรวมในทำนองเดียวกันวา “โรคเบา หวาน” เปนเสมือน “ภัยเงียบ” มหันตภัยที่กำลังรุกคืบเขาสูชีวิตของผูคน และสังคมอยางนากลัว การปวยเปนโรคเบาหวานแลวพวงพาไปสูปญหาสุขภาพตางๆ นั้น เปรียบไดกับ “บานประตูแหงสุขภาพ” ของ ผูคนและสังคมไดเริ่มทรุดโทรมลง หรือในอีกความหมายหนึ่งก็คือประตูแหงสุขภาพไดถูกเปดทิ้งไวตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเอื้อตอการใหโรคภัยตางๆ ไดทยอยเคลื่อนตัวเขาคุกคามชีวิตของผูคนไดงายมากขึ้น และเมื่อพิจารณาขอมูลอัน เปนสถิติของผูปวยเปนโรคเบาหวานอยางละเอียด ก็ดูเหมือนจะมีแนวโนมสูงขึ้นจนนาใจหาย เภสัชกรหญิงปราณี ลัคนาจันทโชติ ไดสะทอนขอมูลในเวปบล็อก gotoknow.org ไวอยางนาสนใจวา “10 ปที่แลวองคการอนามัยโลก สำรวจพบวามีผูปวยเบาหวาน 171 ลานคน และทำนายตอไปวาอีก 30 ป จะมีจำนวนผูปวยเบาหวานเปน 366 ลาน แตเมื่อเวลาผานไป ไมถึง 30 ป กลับพบวามี ผูปวยเบาหวาน 171 ลาน คิดเปน 2.8% ของประชากรทั่วโลก โดยลาสุดเดือนมกราคม (2553) สหพันธสมาคมโรคเบาหวานระหวางประเทศ (International Diabetes Federation) คนพบวาความชุกของผูปวยเบาหวานมีจำนวน 285 ลาน และคาดการณ ไปอีก 20 ป จะเปน 439 ลานคน” 1 จากขอมูลขางตน ดูเหมือนจะตอกย้ำ หรือยืนยันใหเห็นวาสภาพการณปจจุบันนั้น ไมวาจะในระดับปจเจกบุคคล และระดับสังคมนั้น ระบบภูมิตานทานที่มีตอโรคเบาหวานกำลังถูกกัดกรอนลงทุกขณะ ในทางการแพทยไดจำแนกชนิดของโรคเบาหวานออกเปน 2 ชนิดใหญๆ คือ เบาหวานชนิดที่ตองพึ่งอินซูลิน และ เบาหวานชนิดไมพึ่งอินซูลิน 1 ttp://gotoknow.org/blog/sk-ccc/370924 11
  • 17.
    กรณีดังกลาว Dr. maleewanlertsakornsiri ไดสรุปประเด็นอันเปนคำจำกัดความและสาเหตุของเบาหวาน ทั้งสองประเภทวา2 1. โรคเบาหวานที่ตองพึ่งอินซูลิน (insulin – dependent diabetes mellitus : IDDM หรือเรียกวา Type l) เปนเบาหวานที่เกิดจากการขาดอินซูลิน จึงมีความตองการอินซูลินในการรักษาเพื่อปองกันภาวะคี โตสิส(ketosis) สวนใหญเกิดในคนอายุนอย เชน วัยเด็กวัยรุนหรือวัยหนุมสาว 2. โรคเบาหวานที่ไมตองพึ่งอินซูลิน (Non insulin dependent diabetes mellitus : DM หรือเรียก วา Type ll) เปนเบาหวานที่มีระดับอินซูลินปกติ และเกิดโรคเบาหวานจากการดื้ออินซูลิน มักเปนผลมาจาก กรรมพันธุ พบมากกับคนที่มีอายุเกิน 40 ป ผูปวยไมจำเปนตองพึ่งอินซูลินในการรักษา แตอาจจะตองการ อินซูลินเพื่อลดระดับน้ำตาล หรือรักษาอาการของเบาหวาน เพราะกินยาและควบคุมอาหารไมไดผล ทั้งนี้เมื่อพิจารณาขอมูลอันเปนชนิดของเบาหวานจากขางตน ทำใหเกิดความเขาใจวาโดยแทที่จริงแลว โรคเบา หวานหาใชโรคเฉพาะของคนแกหรือผูสูงอายุเสียเมื่อไหร แตคนทุกเพศทุกวัยก็สามารถปวยเปนโรคเบาหวานได และโรคเบาหวานชนิดแรกนั้นเปนเบาหวานที่ไมพบบอยนัก เมื่อตับออนไมสามารถสรางอินซูลินไดเพียงพอ จึงจำ ตองฉีดอินซูลินเขาสูผิวหนัง เพื่อไปทำหนาที่ในการ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดระยะยาว สวนโรคเบาหวานชนิดที่ สอง เปนประเภทที่พบมากกวาชนิดแรก ตับออนสามารถสรางอินซูลินไดอยางเพียงพอ หากแตประสบปญหาเรื่อง รางกายตอบสนองตออินซูลินไดนอยกวาปกติ จึงจำตองกินยาเม็ดเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งเรียกกันโดยทั่วไป วา “ภาวะดื้อตอยาอินซูลิน” 3 2 http://gotoknow.org/blog/maleewan/134176 3 http://gotoknow.org/blog/ipdsurgbi/134926 12
  • 18.
    สาเหตุของ “เบาหวาน” วาดวยกรรมพันธุและ พฤติกรรมการกินอาหาร พนัสปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร ขึ้นชื่อวา “โรคเบาหวาน” เชื่อวาใครๆ ก็คงไมรูสึกหอมหวานกับชื่อนี้เปนแน เพราะเมื่อปวยเปนโรคชนิดนี้แลว ก็จำตองเผชิญหนากับภาวะเรื้อรังและเกิดโรคแทรกซอนตางๆ อยางนาวิตก บางรายที่ปวยเปนโรคเบาหวานและมี ภูมิตานทานทางจิตใจต่ำ ก็พลอยใหรางกายเจ็บไขและทรุดหนักไปดวย เขาทำนอง “ปวยใจ กายก็พลอยปวยตาม” ดังนั้นการเรียนรูในเรื่อง “สาเหตุ” ของการเกิดโรคเบาหวานจึงมีความสำคัญอยางยิ่ง เพราะนั่นคือกระบวนการ อันสำคัญในการที่จะสรางปราการอันเปนกำแพงสุขภาพ หรือภูมิคุมกันสุขภาพเพื่อปองกันตัวเองใหหางไกลจากการ เปนโรคเบาหวาน หรือหากตกอยูในภาวะของการปวยโรคเบาหวาน ก็จะชวยใหตนเองมีความรู ความเขาใจในการที่ จะดูแลตัวเองไดเปนอยางดี จนสามารถดำรงชีวิตไดอยางมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี สำหรับสาเหตุของการปวยเปนโรคเบาหวานนั้นยังไมทราบแนนอน แตก็เคยมีการตั้งคำถามชวนคิดวา “เบา หวานมาจากกรรมพันธุ หรือพฤติกรรมการกิน”1 ถึงกระนั้นก็อาจกลาวๆ ไดวาองคประกอบสำคัญที่อาจเปน สาเหตุ หรือปจจัยเสี่ยงของการเกิดเบาหวานนั้นไดยึดโยงอยูกับเรื่อง “กรรมพันธุ ความอวนและการขาดการออก กำลังกาย”2 อยูวันยังค่ำ กรณีประเด็นเรื่องสาเหตุที่เกิดจากกรรมพันธุนั้น เห็นไดชัดวาผูคนจำนวนมาก เชื่อวาโรคเบาหวานเปนโรคที่ ถายทอดมาทางพันธุกรรม ดังจะเห็นไดจากมีการกลาวถึงอยางซ้ำๆ จนเกิดเปนปรากฏการณในทำนองวา “หากคน เรามีญาติสายตรง(พอ แม พี่นอง) ในครอบครัวมีประวัติคนปวยเปนโรคเบาหวาน ก็จะมีโอกาสสุมเสี่ยงตอการ ปวย เปนโรคเบาหวานดวยเหมือนกัน” แตในความเปนจริงก็พลิกไปคนละมุมไดเหมือนกัน เพราะมีผูคนจำนวนไม นอยเหมือนกันที่ปวยเปนโรคเบาหวาน แตเมื่อตรวจสอบฐานประวัติแลวกลับพบวา ไมมีบรรดา “ญาติสายตรง” 1 http://www.gotoknow.org/blog/lab-chem/53273 2 http://gotoknow.org/blog/glucose/81562 13
  • 19.
    ปวยเปนโรคเบาหวานเลยแมแตคนเดียว ที่ตองพึงระมัดระวังก็คือ พฤติกรรมสุขภาพที่สุมเสี่ยงตออุบัติการณของเบาหวานมาจาก พฤติกรรมของการ บริโภคอาหารจำพวกแปงและน้ำตาลมากๆ จนเกิดภาวะน้ำหนักเกินปกติ ถือเปนปจจัยเชิงสาเหตุสำคัญของการ ปวยเปนโรคเบาหวาน เพราะนั่นคือปรากฏการณของการเพิ่มปริมาณน้ำตาลเขาสูกระแสเลือดดีๆ นั่นเอง กระทั่งใน ปจจุบันนี้ไดเกิดกิจกรรมการรณรงคเกี่ยวกับการปองกัน “โรคอวน” (คนไทยไรพุง) ผานการกินและการออกกำลัง กายอยางกวางขวางในทุกมุมเมืองของสังคมไทย สิ่งเหลานี้ลวนสะทอนใหเชื่อไดวา “ความอวน” หรือ “โรคอวน” ที่เกิดจากพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายที่ไมเหมาะสมนั้น เปนองคประกอบอันสำคัญที่ทำใหคนเราปวย เปนเบาหวานไดโดยงาย สอดรับกับขอมูลที่ คุณศรีวรรณ มโนสัมฤทธิ์ ไดสืบคนและเขียนบันทึกไวใน เวปบล็อก วา3 “มีการศึกษาพบวา คนที่รอบเอวเกิน จะนำไปสูการเปนโรค เบาหวาน และโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยปกติแลว รอบเอวผูหญิง ไมควรเกิน 80 เซนติเมตร หรือ 32 นิ้ว และรอบเอวผูชายก็ไมควรเกิน 90 เซนติเมตร หรือ 36 นิ้ว” หรือแมแตทัศนะชวนคิดของเภสัชกรหญิงปราณี ลัคนาจันทโชติ ที่สะทอนถึงสถิติการปวยเปนโรคอวน หรือ โรคเบาหวานนั้นเกิดจากพฤติกรรมที่คนเรานิยมรับประทานอาหารที่ไมดีตอสุขภาพ เชน แปง ขนม เนย ของหวาน4 เปนตน ดังนั้นการดูแลตัวเองภายใตแนวคิด “ระบบสุขภาพ” ตัวเองผาน “แบบแผนการกินและการออกกำลัง กาย” ที่เหมาะสม จึงถือเปนกลไกสำคัญในอันดับตนๆ ที่จะปองกันมิใหรางกายถูกคุกคามจากภาวะเบาหวาน ยิ่ง หากมองวา ยิ่งกินยิ่งอวน...ยิ่งอวบอวนยิ่งเสี่ยงตอการเปนเบาหวาน มากเทาไหรจึงยิ่งตองใหความสำคัญกับการ สงเสริมสุขภาพตัวเองมากเทานั้น โดยอาจเริ่มตนจากการเรียนรูกระบวนการของการ “วัดรอบเอว” ตัวเองเปนระ ยะๆ เพื่อเฝาระวังตนเองจากการเปนโรคอวนที่จะนำไปสูการเปนโรคเบาหวาน ดวยเหตุนี้การวัดรอบเอวจึงไมตางอะไรกับการ “ตัดไฟแตตนลม” เพราะนั่นคือกลยุทธงายๆ ในการที่จะฝก นิสัยใหเปนคนเราเห็นความสำคัญของเรื่องสุขภาพกายและสุขภาพใจ ชวยใหคนรามีทัศนคติที่ดีในการกินการอยู และตระหนักกิจกรรมการออกกำลังกายเพื่อการสรางเสริมสุขภาพอยางเปนระบบ ถายึดปฏิบัติเรื่องการกินและการ ออกกำลังกายอยางเหมาะสม หรือแมแตการวัดรอบเอวอยางสม่ำเสมอ จนทุกอยางกลายเปน “วัฒนธรรมชีวิต” ยอมเกิดเปนระบบคุมภัยชีวิตใหหางไกลจากการปวยเปนโรคเบาหวานไปโดยปริยาย เหนือสิ่งอื่นใด ถึงแมจะรับรูกันดีวาองคประกอบของการปวยเปนโรคเบาหวานนั้นจะเกี่ยวพันกับเรื่องกรรมพันธุ การกินอาหารและการออกกำลังกาย เพื่อใหรางกายแข็งแรงและไมอวนแลวก็ตาม สิ่งที่ตองเตือนตัวเองอยูตลอดก็ คือ “โรคเบาหวานนั้น ไมใชเกิดกับคนอวนเสมอไป คนผอมแหงแรงนอยก็มีสิทธิ์เปนโรคนี้ได” ดังนั้นจึงตองระวัง เรื่องการการกินใหถูกหมวดหมู ออกกำลังกายใหเหมาะสม และที่ขาดไมไดเลยก็คือการหาเวลาไปตรวจสุขภาพ เพื่อ ใหแพทยไดทำการตรวจวัดปริมาณน้ำตาลในเลือด เพราะนั่นคือวิธีที่ดีที่สุดที่จะชวยทำใหเรารูถึงสถานะของตัวเองวา สุมเสี่ยง หรือเปนโรคเบาหวานหรือไม และถารูวาตัวเองเสี่ยงตอการเปนเบาหวาน ก็ควรตองไปใหแพทยตรวจทุกๆ 3 ปเปนอยางนอย 3 http://gotoknow.org/blog/tqm/211493 4 http://gotoknow.org/blog/sk-ccc/370924 14
  • 20.
    เบาหวาน... “เคาลาง” อยาวางใจอะไรคือเคาลาง “บอกเหตุ” พนัส ปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร ดวยเหตุที่โรคเบาหวาน เปน “โรคเงียบ” หรือ “ภัยใกลตัว” อีกชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นแลวไมแสดงอาการอยางฉับ พลัน เมื่อเปนแลวก็ไมสามารถรักษาใหหายขาดได สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการ “มองชีวิตในมุมบวก” ไมยอทอ และ เสียแรงใจไปกับภาวะปวยไขจนมีอันตองลมหมอนนอนเสื่อไปในที่สุด ขณะเดียวกันก็ตองเขมแข็งที่จะการ “เรียนรู อยางมีสติ” เพื่อควบคุมมิใหเกิดการเรื้อรังไปมากกวาที่เปนอยู และมุงทำความเขาใจตอกลไก หรือกลวิธีอันเปนก ระบวนการของการปองกันมิใหเกิดภาวะแทรกซอนตอรางกายใหไดมากที่สุด เพราะนั่นคือสิ่งที่ยืนยันไดวา “ชีวิตมี ทางออก” และ “ทางออกนั้นก็ไมเคยปดตาย” เมื่อมองยอนกลับไปยังปจจัยตนเหตุ หรือองคประกอบที่เอื้อตอการเกิดโรคเบาหวานแลว จะพบวาปจจัยเหลา นั้นเปนโยงใยอยูกับเรื่องกรรมพันธุ การบริโภคอาหารที่มีปริมาณแปง น้ำตาล ไขมันสูง และการละเลยที่จะออกกำลัง กายทั้งสิ้น ปจจัยที่วานั้นถือเปน “เข็มทิศของการเฝาระวัง” ตัวเองไดเปนอยางดี ทั้งยังตองใสใจเฝาสังเกตอาการ อันเปน “เคาลาง” ของโรคเบาหวานก็สำคัญไมแพกัน ถาทุกคนเชื่อวาตัวเองเปน “หมอประจำตัวเอง” ก็ตองเรียนรูวา อาการปสสาวะมาก (polyuria) ดื่มน้ำมาก (polydipsia) กินจุ หรือรับประทานอาหารจุ (polyphagia) น้ำหนักลด (weight loss) ลวนเปนเคาลางบอกเหตุ ที่สุมเสี่ยงตอการเปนเบาหวานแทบทั้งสิ้น เมื่อเขาใจแลวยอมสามารถที่จะบริหารจัดการเกี่ยวกับระบบสุขภาพตัวเอง ไดอยางมีประสิทธิภาพ1 ดังนี้ 1. ปสสาวะบอย โดยเฉพาะเวลากลางคืน ตองตื่นมาปสสาวะบอยมากกวาปกติ 2. มีอาการกระหายน้ำอยูบอยๆ และดื่มน้ำมากผิดปกติ เนื่องจากสูญเสียน้ำไปทางปสสาวะเปนจำนวนมาก 3. น้ำหนักลด เนื่องจากรางกายไมสามารถสลายพลังงานจากไขมันได จึงจำตองสลายพลังงานจากโปรตีนและไข มันแทนสงผลใหเกิดอาการ “กินเกง หิวบอย แตน้ำหลักลด” 1 http://gotoknow.org/blog/bouquet/362318 15
  • 21.
    นอกจากนี้ยังพบอาการอื่นๆ ที่ถือเปนลางบอกเหตุสอเคาใหเห็นถึงภาวะความเสี่ยงที่จะเปนโรคเบาหวานดวย เหมือนกัน อาทิ 1. อาการอักเสบของผิวหนัง เกิดการติดเชื้องาย และเมื่อเปนแผลแลวแผลจะหายชา 2. อาการคันตามผิวหนัง อันเกิดจากผิวแหงจนเกินไป 3. มีการติดเชื้อรา โดยเฉพาะอยางยิ่งบริเวณชองคลอดของผูหญิง 4. อาการเห็นภาพไมชัด ตาพรามัวตองเปลี่ยนแวนบอยๆ ทั้งนี้อาจจะเปนเพราะมีการเปลี่ยนแปลงสายตา เชน สายตาสั้น เปนตอกระจก และน้ำตาลในเลือดสูง และที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่มองขามไมไดเลยก็คือ อาการชา ไมมีความรูสึก เจ็บตามแขนขา หยอนสมรรถภาพ ทางเพศ รวมถึงการเกิดแผลที่เทาไดโดยงาย2 ซึ่งลวนเกิดจากภาวะที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงนานๆ จนทำใหเสน ประสาทเสื่อม กรณีผูปวยใน บางรายมีอาการเกิดบาดแผลที่เทาอยูเรื่อยๆ ยิ่งตองระมัดระวังใหมากเปนพิเศษ เนื่องจากการเปนแผลที่เทา จะเปนเสมือนการเปดประตูตอนรับเชื้อโรคตางๆ ใหเขามาสูรางกายโดยงาย คนที่ปวย เปนโรคเบาหวานก็มักจะมีอาการชาตามนิ้วเทาและฝาเทา และจะไมรูสึกเจ็บปวดกับแผลที่เกิดขึ้น สงผลใหขาดการ เฝาระวังในเรื่องดังกลาวไปโดยปริยาย จนนำไปสูภาวะเรื้อรังขั้นรายแรงที่ตองตัดขาทิ้งเลยก็มี แตก็เปนที่นาสังเกตวา ในอดีตนั้นการเฝาระวังหรือสังเกตอาการที่สอเคาวาจะเปนโรคเบาหวานนั้นมีความนา สนใจ เพราะเกี่ยวโยงกับภูมิปญญาจากการสังเกต กลาวคือคนในสมัยกอนมักจะแนะนำเปน “มุขปาฐะ” วาหาก สงสัยวาจะเปนเบาหวานหรือไม สามารถพิสูจนไดอยางงายๆ ผานวิธีใกลตัวนั่นก็คือ “ปสสาวะใหมดตอม” วิธีคิดดังกลาว เกิดจากการที่ชาวบานมีความเชื่อที่วา “คนที่เปนเบาหวาน จะปสสาวะหวาน” เมื่อปสสาวะในแตละครั้ง จึงยอมมีน้ำตาลปนออกมากับปสสาวะมากเปนพิเศษ ดังนั้นคนในสมัยกอนจึงเชื่อวา หากมีมดมาตอมปสสาวะ ก็พอจะยืนยันไดเบื้องตนวาคนๆ นั้น มีความสุมเสี่ยงตอการเปนโรคเบาหวานคอนขางจะ แนนอน ซึ่งจะวาไปแลววิธีการดังกลาว ก็ใชเปนกระบวนการหนึ่งของการพิสูจนความเปนเบาหวานไดเหมือนกัน แต วิธีการสังเกตดังกลาวเปนการวินิจฉัยเพียงเบื้องตน ดังนั้นทางที่ดีจึงควรตองไปพบแพทย เพื่อใหแพทยไดตรวจระดับ น้ำตาลในเลือดใหโดยตรง เพราะนั่นคือวิธีการที่เที่ยงตรงและแมนยำที่สุด ซึ่งจะชวยใหเกิดกระบวนการเฝาระวังตอ ระบบสุขภาพของตัวเองไปในตัว 2 http://gotoknow.org/blog/dmpathumtanee/328235 16
  • 22.
    ใครคือกลุมเสี่ยงเบาหวาน พนัส ปรีวาสนา และจตุพรวิศิษฏโชติอังกูร จากประเด็นสาเหตุของการเกิดเบาหวานและเชื่อมโยงมาสูประเด็นเคาลางการบอกเหตุ ความเสี่ยงของการปวย เปนโรคเบาหวาน จะเห็นไดวาหลีกไมพนเรื่องราวหลักๆ 3 ประเด็นใหญ นั่นก็คือเรื่องกรรมพันธุ พฤติกรรมการกิน และการดูแลรางกายผานการออกกำลังกาย ซึ่งทั้งหมดนั้นไดสะทอนภาพของการดูแล ควบคุมและปองกันแทบทั้ง สิ้น โดยมีเปาประสงคหลักเพื่อนำไปสูวิถีแหงการดำเนินชีวิตยาวนานเยี่ยงคนปกติ อยางไรก็ตามเมื่อหลอมรวมประเด็นเหลานั้นแลว ก็คงไมยากกับการที่จะวินิจฉัยเพื่อการเฝาระวังวาใครคือผูที่ เสี่ยงที่จะเปนเบาหวานบาง โดยในทางกรรมพันธุนั้นก็ยังคงตองพุงประเด็นไปยังกลุมคนที่เคยมี “ญาติสายตรง” ปวยเปนเบาหวานมากอนอยูดี รวมถึงทารก หรือหญิงมีครรภที่ประวัติเคยเปนเบาหวานขณะตั้งครรภ หรือเคยคลอด บุตรตัวโตและมีน้ำหนักมากกวา 4 กิโลกรัม1 รวมถึงกลุมคนที่มีน้ำหนักมากเกินกวาปกติ (โรคอวน) ไมนิยมการ ออกกำลังกาย สงผลใหการทำงานของอินซูลินมีปญหา รวมถึงการมีพฤติกรรมเกี่ยวกับการกินอาหารประเภทออก รสหวานๆ และมีไขมันสูงมากจนเกินความจำเปน เปนตนวา “เด็กบริโภคไขมันมากเกินไปจาก 18 กรัม เพิ่มเปน 42 กรัมตอวัน”2 ก็ถือเปนกลุมคนที่เสี่ยงตอการปวยเปนโรคเบาหวานดวยเหมือนกัน เชนเดียวกับงานวิจัยที่ศึกษา และพบวา “ผูหญิงที่นิยมกินมันฝรั่งมากเทาไหร ยิ่งเสี่ยงตอการปวยเปนโรคเบาหวาน”3 เพราะมันฝรั่งเปนพืชที่ กระตุนใหเกิดภาวะน้ำตาลสูงในกระแสเลือดไดเปนอยางดี หรือแมแตผลการวิจัยชื่อวา CARDIA Study ก็เชื่อวาคน ที่ไมชอบรับประทานอาหารเชาอยางสม่ำเสมอก็มีความเสี่ยงตอการเปนเบาหวาน ไดเหมือนกัน4 1 http://gotoknow.org/blog/maleewan/134176 2 http://gotoknow.org/blog/strongkids/185168 3 http://gotoknow.org/blog/qqqqq/46274 4 http://gotoknow.org/blog/ocsckku/149286 17
  • 23.
  • 24.
    ครอบครัวเบาหวาน... พนัส ปรีวาสนา และจตุพรวิศิษฏโชติอังกูร ในที่นี้ ครอบครัวเบาหวาน หมายถึง ลักษณะอันเปนภาวะ “โรคแทรกซอน” ที่เกิดขึ้นกับคนเราหลังการปวย เปนโรคเบาหวาน เชน โรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง รวมถึงภาวะแทรกซอนอื่นๆ เชน ภาวะ แทรกซอนทางตา ภาวะแทรกซอนในชองปาก กระเพาะปสสาวะทำงานไดไมดี เปนตน บรรดารายชื่อโรคแทรกซอนที่วานั้น ถือเปนคุณลักษณะพิเศษของโรคเบาหวานที่เปนแลวมักจะรักษาให หายขาดไมได ตรงกันขามกลับมักจะนำพาใหเกิดภาวะแทรกซอนตางๆ ตามมาเปนระยะๆ ซึ่งเปนผลพวงของ ระบบภูมิตานทานที่เสื่อมโทรมและต่ำลง จนอวัยวะตางๆ ในรางกายทำงานบกพรองมากขึ้น เกิดเปนชองโหวใน ระบบภูมิคุมกันของสุขภาพ เปดกวางใหโรคตางๆ ทยอยคืบคลานเขากัดกรอนรางกายของคนเราอยางเงียบๆ โดย ภาวะดังกลาวไดกลายมาเปนปรากฏการณสำคัญที่สื่อสารใหเห็นวาโรคเบาหวานเปนเสมือน “ครอบครัวใหญ” ที่มี โรคตางๆ มามะรุมมะตุมอยูตลอดเวลา หรืออาจตองเรียกชื่อโรคเบาหวานในอีกมุมหนึ่งวา “โรคญาติเยอะ” ปจจุบันโรคเบาหวาน (โรคญาติเยอะ) มีโครงสรางเหมือน “ครอบครัวใหญ” ที่ยึดโยงไปดวยภาวะแทรกซอน ตางๆ และกลายเปนวิกฤติทางสาธารณสุขของสังคมไทยในปจจุบัน ผูคนตางรับรูและเขาใจในทิศทางเดียวกันวา โรคแทรกซอนตางๆ นั้น บางชนิดจะเกิดขึ้นเงียบๆ หลังการเปนเบาหวานมาแลวนับ 10 ปเลยก็มี กลาวคือเริ่มตน จากการฝงตัวอยางเงียบๆ และคอยๆ รุกคืบอยูในตัวผูปวยอยางชาๆ ทำใหผูปวยไมรูเนื้อรูตัววากำลังเกิดภาวะโรค แทรกซอนอันเกิดจากโรคเบาหวานในรางกาย จนเมื่อสั่งสมถึงขั้นเรื้อรังจึงคอยปรากฏโฉมหนาใหพบเห็นอยางเดน ชัดผานอาการเฉพาะของโรคนั้นๆ และเมื่อเกิดขึ้นแลว ก็ลำบากตอการบำบัดรักษา เพื่อใหคืนกลับสูสภาพดังเดิม ขณะที่บางราย โชครายถึงขั้นไมสามารถฟนฟูสภาพรางกายกลับมาไดเลยก็มี กรณีดังกลาวนี้ คุณกานดา สุตาวงศ ไดอางอิงขอมูลโรคแทรกซอนเรื้อรังจากสมุดบันทึกประจำตัวของผูปวยโรค เบาหวานจากโรงพยาบาลสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม ซึ่งเกี่ยวของกับภาวะเรื้อรังในอวัยวะตางๆ ของคนเรา คือ หัวใจ สมอง ดวงตา และไต1 ดังนี้ 1 http://gotoknow.org/blog/kandanalike/319044 19
  • 25.
    1. หลอดเลือดหัวใจตีบตันหรืออุดตัน ทำใหเกิดกลามเนื้อหัวใจตายจะมีอาการเจ็บแนนหนาอกราวไปที่ไหลซาย มีอาการหอบ เหนื่อยเร็ว หัวใจลมเหลวและเสียชีวิต อยางเฉียบพลันได 2. หลอดเลือดสมองตีบตัน ทำใหเปนอัมพาต พูด หรือออกเสียงไมชัด 3. ตาพรามัว ถึงขั้นตาบอด อันเกิดจากหลายสาเหตุ เชน สายตาเปลี่ยน ตอกระจกและเสนเลือดในตาอุดตัน เลือดออกในตา 4. ไตเสื่อม หรือ ไตวาย ในระยะแรกจะมีอาการบวม ออนเพลีย คลื่นไส อาเจียน เมื่อภาวะไตเสื่อมมากขึ้น จะมี อาการปสสาวะลดลง มีของเสียคั่งในรางกายมากขึ้น เชนเดียวกับขอมูลที่คุณทรงลักษณ มูลมณี ไดสื่อสารถึงรายละเอียดของภาวะแทรกซอนในทางการแพทยวา2 1. ภาวะแทรกซอนทางสายตา (Diabetic retinopathy) เกิดจากการที่น้ำตาลเขาไปใน endothelium ของหลอดเลือดเล็กๆ ในลูกตา ทำใหหลอดเลือดเหลานี้มีการสรางไกลโคโปรตีนซึ่งจะถูกขนยายออกมาเปน Basement membrane มากขึ้น ทำให Basement membrane หนา แตเปราะ หลอดเลือดเหลานี้ จะฉีกขาดไดงาย เลือดและสารบางอยางที่อยูในเลือดจะรั่วออกมา และมีสวนทำให Macula บวม ทำให เกิด Blurred vision หลอดเลือดที่ฉีกขาดจะสรางแขนงของหลอดเลือดใหมออกมามากมายจนบดบังแสง ที่มาตกกระทบยัง Retina ทำใหการมองเห็นของผูปวยแยลง 2. ภาวะแทรกซอนทางไต (Diabetic nephropathy) พยาธิสภาพของหลอดเลือดเล็กๆ ที่ Glomeruli จะทำให Nephron ยอมให albumin รั่วออกไปกับ filtrate ได Proximal tubule จึงตองรับภาระในการดูดกลับสาร มากขึ้น หากเปนนานๆ ก็จะทำใหเกิด Renal failure ได ซึ่งผูปวยมักจะเสียชีวิตภายใน 3 ป นับจากแรกเริ่ม มีอาการ 3. ภาวะแทรกซอนทางระบบประสาท (Diabetic neuropathy) หากหลอดเลือดเล็กๆที่มาเลี้ยงเสนประสาท บริเวณปลายมือปลายเทาเกิดพยาธิสภาพ ก็จะทำใหเสนประสาทนั้นไมสามารถนำความรูสึกตอไปได เมื่อผู ปวยมีแผล ผูปวยก็จะไมรูตัว และไมดูแลแผลดังกลาว ประกอบกับเลือดผูปวยมีน้ำตาลสูง จึงเปนอาหารอยาง ดีใหกับเหลาเชื้อโรคและแลวแผลก็จะเนาและนำไปสู Amputation ในที่สุด ไมเฉพาะแตภาวะแทรกซอนที่เกิดขึ้นกับอวัยวะที่เปนหัวใจ สมอง ดวงตา ไต หรือแมแตระบบประสาทจากขาง ตนเทานั้น แตในทางการแพทยนั้น ยังพบวา โรคเบาหวานเปน “ปจจัยนำ” ปจจัยหนึ่งของการเกิด “โรคปริทันต” ดวยเหมือนกัน กลาวคือ ผูปวยโรคเบาหวานที่ควบคุมไมได จะมีการอักเสบของเหงือกมากผิดปกติ และมากกวาผูที่ ควบคุมได ทั้งๆ ที่มีคราบจุลินทรียเพียงเล็กนอยเทานั้น ซึ่งก็ถือวาเปนภาวะโรคแทรกซอนเรื้อรังอีกโรคหนึ่งที่เกิดขึ้น หลังจากการเปนเบาหวาน3 และไมเชื่อก็ตองเชื่อวาปจจุบันวงการแพทยไดมีการยืนยันแลววา เบาหวานเปนตนเหตุหนึ่งของภาวะ “เซ็กส เสื่อม” กลาวคือเมื่อเปนเบาหวาน และเริ่มสูงอายุ มักจะมีอาการลงพุง มีไขมันสะสม มีความดันสูง สิ่งเหลานี้จะหนุน สงใหเกิดภาวะสมรรถภาพทางเพศเสื่อมเร็วขึ้นทั้งหญิงและชาย 2 http://gotoknow.org/blog/healthstar/362085 3 http://gotoknow.org/blog/chalong/93266 20
  • 26.
    แตอยางไรก็ตาม ถึงแมจะเปนที่รับรูวาโรคเบาหวานเปนโรคที่เกิดขึ้นแลว รักษาไมหายขาดแตจะเรื้อรังและ มีภาวะแทรกซอนมากมาย สิ่งสำคัญที่สุดก็คงตองย้ำเตือนกับตัวเองเสมอวาชีวิตไมไดตีบตันดวยโรคภัยชนิดนี้เสีย ทั้งหมด จึงตองมองโลกและชีวิตในมุมบวก เพื่อใหสามารถใชชีวิตไดอยางปกติสุข เพราะในความเปนจริงก็คือ ถึงแม โรคเบาหวานจะเปนโรคที่รักษาไมหายขาด แตก็สามารถควบคุมและปองกันได จึงไมควรหดหูและสิ้นหวังเมื่อตอง เผชิญกับโรคชนิดนี้ 21
  • 27.
  • 28.
    อาหารของคนเปนเบาหวาน พนัส ปรีวาสนา และจตุพรวิศิษฏโชติอังกูร ในยามที่ชีวิตตัวเอง หรือญาติมิตรตองชะตากรรมดวยการปวยเปนโรคเบาหวาน อันดับแรกตองไมลืมที่จะเตือน ตัวเองใหรูสึกเสมอวา การปวยเปนโรคเบาหวาน ไมใชความโชครายหรือเลวรายเสียทั้งหมด ถาคิดและเขาใจใน ทำนองนั้นได ก็จะทำใหมีขวัญกำลังใจที่จะใชชีวิตและเรียนรูกระบวนการแหงการควบคุมโรคเบาหวานในตัวเองได เปนอยางดี โดยเริ่มตนใหความสำคัญกับเรื่องอาหารการกินอยางจริงจัง ไมใชกินตามมีตามเกิดหรือกินตามอำเภอใจ โดยไมสนใจวาสิ่งที่บริโภคเขาไปนั้น จะเพิ่มปริมาณไขมันและน้ำตาลในระดับเลือดมากนอยแคไหน หรือเปนปจจัย นำสูภาวะแทรกซอนตางๆ อยางไรบาง สำหรับผูที่ปวยเปนเบาหวานนั้น สิ่งที่ตองระมัดระวังเปนพิเศษเลยก็คือการหลีกเลี่ยงอาหารประเภทที่มีระดับ น้ำตาลในเลือดสูง รวมถึงขนมหวานตางๆ เชน ทองหยิบ ทองหยอด ขนมชั้น ผลไมชนิดหวานจัดๆ เชน เงาะ ขนุน นอยหนา ทุเรียน ออย ตลอดจนเครื่องดื่มน้ำอัดลมชนิดตางๆ ซึ่งนั่นก็รวมถึงเครื่องดื่มประเภทที่มีแอลกอฮอลดวย เกี่ยวกับเรื่องดังกลาวนี้ ดร.จันทวรรณ ปยะวัฒน ไดบันทึกขอมูลที่เปนประโยชนอันเกิดจากการศึกษาคนควา และการดูแลบิดาที่เปนเบาหวานดวยตนเอง โดยจัดหมวดหมูประเภทของอาหารไวดังนี1 ้ 1.กลุมอาหารหามรับประทาน ไดแก • อาหารที่มีน้ำตาลทุกชนิด รวมถึงน้ำผึ้ง น้ำตาลจากผลไม • ขนมหวานและขนมเชื่อมตางๆ เชน ฝอยทอง ขนมชั้น สังขยา ลอดชอง • ผลไมกวน เชน มะมวงกวน ทุเรียนกวน สัปปะรดกวน ฯลฯ • น้ำหวานตางๆ น้ำผลไม ยกเวน น้ำมะเขือเทศ นมรสหวานรวมทั้งน้ำอัดลมและ 1 http://gotoknow.org/blog/dad/36808 23
  • 29.
    • ผลไมที่มีรสหวานจัด เชนทุเรียน องุน ลำไย มะมวงสุก ละมุด นอยหนา ลิ้นจี่ ออย สัปปะรด ผลไมแชอิ่ม หรือ เชื่อมน้ำตาล • ของขบเคี้ยวทอดกรอบ และอาหารชุบแปงทอดตางๆ เชน ปาทองโก กลวย แขก ขาวเมาทอด 2.กลุมอาหารที่รับประทานได แตตองจำกัดปริมาณ ไดแก • อาหารพวกแปง ขาว เผือก มัน ถั่วเมล็ดแหงตางๆ กวยเตี๋ยว ขนมจีน ขนมปง มักกะโรนี กวยเตี๋ยว • ลดอาหารไขมัน เชน ขาหมู ขาวมันไก หมูสามชั้น หรือ อาหารทอดมันมากๆ ไขมันมากๆ • ตลอดจนไขมันจากพืชบางอยาง เชน กะทิ น้ำมันปาลม ควรใชน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันขาวโพด น้ำมันมะกอก • อาหารสำเร็จรูป หรืออาหารพิเศษสำหรับผูปวยเบาหวาน เชน น้ำตาลเทียม น้ำตาลจากผลไม • ผักประเภทที่มีแปงมาก เชน ฟกทอง กระเจี๊ยบ หัวปลี แครอท สะเดา ถั่วลันเตา หอมหัวใหญ ผลไมบางอยาง เชน ฝรั่ง กลวย เงาะ มะละกอ • อาหารจากโปรตีนประเภทเนื้อสัตว หรือโปรตีนจากพืช เชน ถั่ว เตาหู ใหรับประทานปกติ หลีกเลี่ยงเนื้อติด มัน ไกติดหนัง 3.กลุมอาหารที่รับประทานไดไมจำกัด ไดแก ผักใบเขียว เชน ผักกาด ผักคะนา ผักบุง ถั่วงอก เปนที่นาสังเกตวา รายการอาหารและผลไม หรือแมแตขนมที่กลาวอางถึงขางตน สวนใหญมีคุณลักษณะรวม เดียวกันก็คือออกรสหวานและมีไขมันเปนที่ตั้ง แตในความเปนจริงที่ไมอาจมองขามไปไดก็คือ เมื่อปวยเปนโรคเบา หวานแลว ผูปวยตองลดอาหารที่มี รสเค็มลงดวยเชนกัน เพราะโซเดียมในเกลือจะทำใหรางกายสรางกระบวนการ กักเก็บน้ำไวในรางกายมากขึ้น สงผลใหเกิดภาวะความดันโลหิตสูงไปไดโดยงาย และยังสงผลกระทบตอระบบการ ทำงานของไตโดยตรง ยิ่งเปนเบาหวานอยูแลว จึงเสี่ยงสูงตอการเกิด ภาวะแทรกซอนทางไต สวนกรณีเกี่ยวกับเครื่องดื่มประเภทกาแฟ ก็มีความเกี่ยวโยงกับเบาหวานดวยเชนกัน โดยรวมแลวเครื่องดื่ม ประเภทชากาแฟนั้น ผูปวยเบาหวานควรเลือกดื่มกาแฟดำ ไมใสน้ำตาล ไมใสนมขนหวาน หรือครีมเทียมแทน ดัง รายละเอียดที่ นายแพทยวัลลภ พรเรืองวงศ ไดนำเสนอขอมูลไวในเวปบล็อกวา “อาจารยเบซา สมิธ และคณะ แหงมหาวิทยาลัยแคลิฟอรเนีย ซาน ดิเอโก ในลาโฮลลา ทำการศึกษากลุม ตัวอยางอายุ 50 ปขึ้นไป จำนวน 910 คน โดยการติดตามไปนาน 8 ป ซึ่งผลการศึกษาพบวา คนที่ดื่มกาแฟ ไมวา จะเปนชนิดมีกาเฟอีน หรือสกัดกาเฟอีนออก จะมีความเสี่ยงตอโรคเบาหวานในผูใหญ (diabetes type2) ลดลง 60%”2 ซึ่งจากการที่นายแพทยวัลลภ ไดนำเสนอขอมูลขางตนไวใน เว็ปบล็อกชุมชน แหงการแลกเปลี่ยนเรียนรู แลว ก็พบวามีการ “ตอยอดความคิด” และนำไปสูการ “ปฏิบัติจริง” อยางกวางขวาง ดังจะเห็นไดจากการเสริมแรงให เกิดพลังใจและมุมมองใหม หรือ “ความรูใหม” แก ดร.จันทวรรณ ปยะวัฒนในการที่จะดูแลบิดาที่ปวยเปนเบา 2 http://gotoknow.org/blog/health2you/56905 24
  • 30.
    หวาน เปนเรื่องเลาที่เชื่อมโยงจากองคความรูจาก Blogกับการปฏิบัติในชีวิตจริง “อานเรื่อง กาแฟสักถวยดีไหม3 ในบล็อก Health2You.gotoknow.org ของ ทานอาจารยหมอวัลลภ แลวตอง รีบนำมาเขียนไวในบล็อก Dad.gotoknow.org4 คะ เพราะเปนความรูใหมสำหรับดิฉันคะ คือ การดื่มกาแฟชวยลด ความเสี่ยงตอการเปนเบาหวานประเภทที่ 2 คะ พอเปนเบาหวานมานานแลวคะ ประมาณ 30 ปคะ และพอก็เปนคนดื่มกาแฟมาโดยตลอด แตหลังจากที่พอมา ลมปวยเปนอัมพฤกษจากโรคหลอดเลือดสมอง โรคความดันสูง และ โรคเบาหวาน คุณหมอก็ใหหยุดดื่มกาแฟ แตพอเลิกยากกาแฟไดยากมากคะ แตสามารถเลิกบุหรี่ไดทันทีคะแมจะสูบมาตลอดตั้งแตวัยหนุมก็ตาม (บุหรี่ ทำใหเลือดเหนียวหนืดคะ ไมดีตอคนที่เปนโรคหลอดเลือดสมอง) ดิฉันจึงซื้อกาแฟแบบไมมีกาเฟอีนใหพอดื่มแทนกาแฟปกติ และไมใสน้ำตาล คะ แมจะไมสามารถชวยปองกัน เบาหวานใหพอได เพราะเปนอยูแลว ดิฉันก็รูสึกอุนใจที่ไดรับความรูใหมนี้คะ เพราะเบาหวานเปนพันธุกรรมคะ ดิฉัน จะไดรูวา ดิฉันและลูกๆหลานๆ ควรปฏิบัติตนอยางไรเพื่อลดความเสี่ยงตอการเปนเบาหวานคะ”5 เกี่ยวกับเรื่องกาแฟที่มีผลตอการลดระดับปริมาณของน้ำตาลในเลือดนั้น ในงานวิจัยจากอินเดียก็ยืนยันทำนอง เดียวกันวากาแฟสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดไดจริง ซึ่งก็ถือวาเปนชุดความรูอีกชุดหนึ่งที่เปนประโยชนตอการ ดื่มกาแฟของผูปวยเปนโรคเบาหวานดวยเหมือนกัน ดังทีคุณกานดา สุตาวงศ ก็ไดสะทอนขอมูลในทำนองเดียวกัน ่ วา “รายงานผลการทดลอง ในป คศ.1994 ประเทศอินเดียมีรายงานผลการทดลองสารสกัดจาดเมล็ดกาแฟ ตอผลเมตะบอลิซึมของคารโบไฮเดรต และผลการทดลองระดับน้ำตาลในเลือดของกาแฟ ผลการทดลองพบวา กาแฟสามารถ ลดระดับน้ำตาลในเลือดได”6 ถึงตรงนี้จึงพอจะสรุปไดแลววาอาหารที่ผูปวยเบาหวานควรหลีกเลี่ยงนั้นลวนเปนอาหารประเภท “รสหวาน ไขมันสูง และเค็ม” รวมถึงเครื่องดื่มน้ำอัดลม เครื่องดื่มแอลกอฮอล และกาแฟก็ลวนแลวแตเปนสิ่งที่ตองพึงระวัง ดวยเหมือนกัน เพราะมีผลตอการกัดกรอนระบบสุขภาพของผูปวยโรคเบาหวานโดยตรง สวนอาหารเพราะเภทพืช ผักใบเขียวนั้น จัดไดวาเปนคุณประโยชนตอรางกายของผูปวยเบาหวานอยางยิ่ง เชนเดียวกับที่คนในสมัยโบราณได เปรียบเปรยไวอยางนาฟงในทำนองวา “กินขาวเปนหลัก กินผักเปนยา” ซึ่งนั่นก็เทากับวาพืชผักตางๆ นั้น ลวนแลว แตมีสถานะของการเปนยาสมุนไพรดวยเหมือนกัน 3 http://gotoknow.org/blog/health2you/56905 4 http://gotoknow.org/blog/dad 5 http://gotoknow.org/blog/dad/56932 6 http://gotoknow.org/blog/kanda01/323273 25
  • 31.
  • 32.
    ผักและสมุนไพรตานภัยเบาหวาน พนัส ปรีวาสนา และจตุพรวิศิษฏโชติอังกูร เปนที่ยอมรับวา โรคเบาหวานสวนใหญเกิดจากพฤติกรรมการกินการบริโภคเปนหลัก ดังนั้นจึงจำเปนตองระวัด ระวังเรื่องอาหารการกินอยางมีสติ พยายามสรางความสมดุลในการรับประทานอาหารประเภทแปง น้ำตาลและไข มันสูงไปพรอมๆ กับการ ออกกำลังกายอยางสม่ำเสมอ และที่สำคัญตองไมละเลย หรือเพิกเฉยที่จะบริโภค “พืชผัก และสมุนไพร” ตางๆ เพราะนี่คือทางออกที่ดีสำหรับการปองกันและรักษาโรคเบาหวานที่เกิดขึ้นกับคนเรา การบริโภคพืชผักและสมุนไพร ถือเปนกระบวนการทาง “ธรรมชาติบำบัด” ที่นาสนใจเปนอยางมาก เพราะนั่น หมายถึงการเสริมสงจากพลังอันเปน “ภูมิปญญา” สูนวัตกรรมทางการแพทยหรือสาธารณสุข โดยพืชผัก สมุนไพรที่ บริโภคเขาไปจะกระตุน หรือเสริมการทำงานของฮอรโมนอินซูลินใหสามารถนำน้ำตาลออกจากกระแสเลือดไปใชได เร็วขึ้น รวมถึงคุณลักษณะอันสำคัญของผักและสุมนไพรก็ยังมีสวนประกอบของวิตามินซีและวิตามินอีสูง จึงมีผลตอ การปองกันไมใหตับออนถูกทำลาย เอื้อใหมีการสรางอินซูลินไดเปนปกติ อีกทั้งยังชวยลดความเสี่ยงของการเกิดโรค หัวใจอันเปนภาวะแทรกซอนจากโรคเบาหวานไดดวย 27
  • 33.
  • 34.
    ผัก สมุนไพรที่ควรใสใจรับประทาน พนัส ปรีวาสนาและจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร ในเว็บบล็อก gotoknow.org ไดมีการศึกษาคนควาเรื่องราวเกี่ยวกับประโยชนของสมุนไพรที่มีตอการตานภัย เบาหวานอยูหลายทานดวยกัน ดังเชน คุณ Chem ขาราชการครูจากโรงเรียนลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย ก็ได สะทอนขอมูลดังกลาวในเรื่อง “อาหารสำหรับคนเปนโรคเบาหวาน” ไวอยางชัดเจนวา1 1. มะระ สวนใหญจะใชมะระขี้นก โดยใชผลดิบแกที่ยังไมสุก และยอดออน ใชเนื้อรับประทานเปนผักจิ้ม ผลของ มะระนำมาลวกรับประทานกับน้ำพริก สวนผลมะระจีน ใชประกอบอาหาร เชนแกงจืด ผัด สรรพคุณทาง ยา : ตามตำรายาไทย เปนยารสขม ชวยเจริญอาหาร น้ำคั้นจากผลชวยแกไข และใชอมแกปากเปอย ผลของ มะระจีนที่โตเต็มที่แลวนำมาหั่นตากแหงชงกับน้ำรอน ใชดื่มแทนน้ำชา แกโรคเบาหวาน ใบสดของมะระขี้นก หั่นชงกับน้ำรอนใชถายพยาธิเข็มหมุดและนอกจากนั้นในผลและใบของมะระยังมีสารที่มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาล ในเลือด ไดแก พี-อินซูลิน (p-insulin) ซึ่งเปนสารโปรตีน และคาแรนติน(charantin) ซึ่งเปนสารผสมของส เตียรอยด กลัยโคไซด 2 ชนิด 2. ตำลึง ตำลึงเปนผักพื้นบาน ที่มีคุณคาทางดานอาหารสูง :ประกอบดวยวิตามิน 10 แรธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินอื่นๆ อีกมาก ยอดตำลึงใชปรุงอาหารไดหลายชนิด เชนแกงจืด ผัดผัก ลวกจิ้ม น้ำพริก แกงเลียง ใสกวยเตี๋ยว นอกจากจะมีประโยชนและคุณคาทางอาหารสูง ในตำลึงยังพบกรดอะมิโน หลายชนิด ในผลตำลึงพบสารคิวเดอร บิตาซินบี (cucurbitacinB) สรรพคุณทางยา : ใบและเถาตำลึงมีฤทธิ์ลดน้ำตาล ในเลือดได โดยมีการทดลองใชน้ำคั้นจากใบและเถาตำลึง น้ำคั้นจากผลดิบ และสารสกัดจากเถาตำลึงดวย แอลกอฮอลพบวามีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของกระตายที่เปนเบาหวานได 3. เตยหอม ใบเตยมีสีเขียว น้ำคั้นจากใบเตย มีกลิ่นหอมนำมาใชแตงสีขนมแตงกลิ่น อาหาร นอกจากนี้ยังนิยม นำมาเปนเครื่องดื่ม น้ำที่ไดจากใบเตยมีสารสำคัญหลายชนิด เชน ไลนาลิลอะซีเตท (Linalyl acetate), เบน ซิลอะซีเตท (benzyl acetate), ไลนาโลออล(Linalool), และเจอรานิออล (geraniol) และมีสารหอมคูมา ริน (Coumarin) และเอททิลวานิลลิน (ethyl vanilin) สรรพคุณทางยา : ในตำรายาไทย ใชใบเตยสดเปน 1 http://gotoknow.org/blog/phy/220551 29
  • 35.
    ยาบำรุงหัวใจ ใหชุมชื่นชวยลดอาการกระหายน้ำ รากใชเปนยาขับปสสาวะใชรักษาเบาหวาน น้ำตมรากเตย สามารถลดน้ำตาลในเลือดของสัตวทดลองได เชนเดียวกับขอมูลที่ คุณอัครพงศ บุญริมสนอง ก็ไดนำเสนอไวในเว็บบล็อกของ gotoknow.org ดวยเหมือนกัน ไดกลาวอางถึงผักพื้นบานที่ชื่อวา “พลูคาว หรือคาวตอง” ที่มีสรรพคุณหลากหลายอยาง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็เกี่ยวของ กับการปองกันโรคเบาหวานไดดังวา “พลูคาว” หรือ คาวตอง เปนผักพื้นบานทางภาคเหนือและภาคอีสาน ปลูกไดดีในบางพื้นที่ที่มีภูเขาและความ ชุมชื้นระดับหนึ่ง โดยสวนตัวแลวไมคอยชอบกลิ่น รสคาว ขื่น เผ็ด ของพลูคาวเทาใดนัก แมวาหมอยาหลายทานจะ บอกวา พลูคาวกินกับแจวสมมะเขือเครือโดยเอาผักคาวทำคำใหญๆ คุย แซบนัก หรือกินสดๆ แกลมกินกับลาบกับ กอย ใสซุบหนอไม ตมไก ตมปลา ซั่วกบ ซั่วหอย ซั่วกบหมื่น ลาบปลา แจวกุง ใสลาบเทา อรอยมากๆ กินแลวมีแฮ งก็ตาม แตเมื่อไดลิ้มชิมรสแลวไมเคยรูสึกวาแซบหรืออรอย ตามคำบอกเลา สักที คาวตอง ผักเปนยา ใชเปนยาเบาหวาน ยาความดัน ยาริดสีดวง ยารักษาแผลในกระเพาะอาหารหมอยาทั่วไป ทั้งหมอยาอิสาน ภาคเหนือหรือไทยใหญ มีความเชื่อวาการกินคาวตองสดๆ กับน้ำพริก ลู ลาบ หรือใชรากตมกับ ปลาไหล รากตำเปนน้ำพริกกินจะเปนยารักษาไดหลายโรค เชน เบาหวาน ขับปสสาวะ ชวยรักษาความดันโลหิต สูง ริดสีดวงทวาร แผลในกระเพาะอาหาร สวนหมอยากะเหรี่ยงทุงใหญนเรศวรตะวันออก นอกจากจะเชื่อวาการกิน คาวตองเปนผักจะทำใหแข็งแรงแลว ยังชวยบำรุงเลือดใหสตรีที่ตกเลือดหลังคลอด รับประทานแลวจะเปลงปลั่งมีน้ำ มีนวลดังเดิม”2 ไมเพียงแตเฉพาะ มะระ ตำลึง เตยหอม และพลูคาว หรือคาวตองเทานั้น แตยังมีพืชผักและสมุนไพรอีก จำนวนมากที่ไดรับการกลาวถึงเกี่ยวกับสรรพคุณในการปองกัน หรือแมแตควบคุมโรคเบาหวานในรางกายของคน เรา เปนตนวา “ผูปวยเบาหวานควรรับประทานผักเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผักบุง ผักกาด โดยผักเหลานี้สามารถรับ ประทานไดไมจำกัดปริมาณ รับประทานไดทั้งแบบสด และแบบที่ปรุงสุกแลว”3 สวน คะนา ตำลึง ผักกาดขาว กะหล่ำปลี ก็ลวนแลวแตมีมีความสำคัญกับการบริโภคเพื่อการปองกันและควบคุมเบาหวานไดเปนอยางดี4 เปนที่นาสังเกตวากรณีผักบุงนั้น ถือเปนผักที่คนไทยคุนเคยกันเปนอยางดี เพราะในอดีต คนไทยจะปลูกฝงให เกิดเปนทัศนคติในเชิงบวกตลอดเวลาวา “ผักบุงเปนผักที่บำรุงสายตา” เมื่อรับประทานจำนวนมากๆ จะชวยให สายตาดีไมฟาฟาง แตปจจุบันไดมีการยืนยันแลววาผักบุงมีสารคลายอินซูลิน จึงเหมาะตอการนำมาปรุงเปนอาหาร ตานเบาหวานเปนอยางยิ่ง เพราะอยางนอยก็เปนผักที่ปลูกงาย และเกิดไดเองตามธรรมชาติ สามารถเก็บมาปรุงเปน อาหารไดสะดวกเปนการลดตนทุนในการจายตลาดไดมากพอสมควร ขณะที่ผักสวนครัวอื่นๆ ก็มีสรรพคุณที่เปนประโยชนในทำนองเดียวกัน เชน ฟกทอง สะตอ ใบมะยม กระเทียม หัวหอม ซึ่งสามารถปลูกเองในครัวเรือนได และสัมพันธกับวิถีวัฒนธรรมการกินการอยูของคนไทยอยางสนิทแนนอยู แลว จึงนาจะไมลำบากนักกับการบริโภคเพื่อเสริมพลังใหกับระบบสุขภาพ เวนเสียแตจะมีคานิยมไมชอบบริโภคผัก มาตั้งแตสมัยเด็กๆ เทานั้นเอง 2 http://gotoknow.org/blog/thai-herbal/423288 3 http://gotoknow.org/blog/nutrition111/336180 4 http://gotoknow.org/blog/suni55/329523 30
  • 36.
    ภาพรวมของผัก และสมุนไพร อาจดูเหมือนเปนประโยชนตอการบริโภคแทบทั้งสิ้นแตก็ยังพบวามีพืชผัก สมุนไพรจำนวนหนึ่งที่ผูปวยเปนโรคเบาหวานตองพึง “ระมัดระวัง” กอนการบริโภค เนื่องเพราะผักเหลานั้น เมื่อ บริโภคเขาสูรางกายแลวจะกระทบตอระบบสุขภาพไดโดยงาย เปนตนวา กระจับ กลอย เผือก มันเทศ ใบขี้เหล็ก และ แหวจีน ซึ่งผักที่วานี้จะมีปริมาณน้ำตาล 20-30 เปอรเซ็นต จึงอาจดูไมเหมาะกับผูปวยเบาหวานในบางรายที่ ตองควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือดเปนพิเศษ5 ถาจะใหดีก็ควรตองปรึกษาแพทยกอนรับประทาน หรือไมก็งดที่จะ รับประทานไปเลยก็ได เพราะจะไดไมเสี่ยงตอการเพิ่มปริมาณน้ำตาลเขาสูรางกายมากเกินความจำเปน 5 http://gotoknow.org/blog/emprom/144107 31
  • 37.
  • 38.
    เทากับเบาหวาน พนัส ปรีวาสนา และจตุพรวิศิษฏโชติอังกูร การดูแลเทาในผูปวยเบาหวานมีความสำคัญ เนื่องจากภาวะของโรคที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเปนเวลานานจน ระบบประสาทรับความรูสึกสูญเสียไป จะเดินเหยียบของมีคม หรือแมกระทั่งหินอยูในรองเทายังไมรูสึกเจ็บ เทาเปน อวัยวะที่อยูคูกับการดำเนินกิจวัตรประจำวัน แมแตคนปกติก็ยังไดรับคำแนะนำใหดูแลทำความสะอาด ใสรองเทาให เหมาะกับการใชงาน ไมคับจนเกินไป แตคนที่เปนเบาหวานตองดูแลแบบใสใจเปนพิเศษ สถิติที่บงบอกถึงคนเปนแผล ที่เทามากขึ้นและสงผลลุกลามจนตองตัดนิ้ว ตัดเทา ตัดขาเริ่มมีมากขึ้น มากจนผูปวยบางรายเกิดความเครียดและ วิตกกังวลเมื่อรูวามี “เพื่อนซี้” (โรคเบาหวาน) มาอยูดวยเปนเพื่อนที่ไมไดรับเชิญ บางรายกังวลจนทอแทกับการเปน โรค ไมสนใจดูแลตนเองยิ่งทำใหสุขภาพแยลงไปอีกเรื่องการดูแลเทาสำหรับผูปวยโรคเบาหวาน เปนเรื่องที่มีมานาน มากแตชวงนี้จะเห็นไดวาเวลาไปประชุมหรืออบรมเกี่ยวกับผูปวยโรคเบาหวานประเด็นเรื่อง “เทากับเบาหวาน” มัก ถูกหยิบยกขึ้นมาเปนประเด็นเรียนรูเสมอ ที่โรงพยาบาลเทพธารินทร เปนหนวยบริการที่เปนผูนำดานการดูแลโรคเบาหวานมากวา 20 ป โดย ศ.นพ.เทพ หิมะทองคำ ที่มีความมุงมั่นที่จะพัฒนาระบบการบริการผูปวยเบาหวานในประเทศไทย ทางโรงพยาบาลไดจัดทำ บัญญัติ 10 ประการของการดูแลเทาในผูปวยเบาหวานในคูมือการดูแลสุขภาพเทา ซึ่งชุมชนคนทำงานจำนวนมากได รวมกันแสดงความคิดเห็นในชุมชน gotoknow.org ถึงการนำบัญญัติ 10 ประการนี้มาใช แตยังขาดรายละเอียดดาน วิธีการ วันนี้จึงนำเกร็ดความรู นี้มานำเสนอ ซึ่งสามารถสืบคนเพิ่มเติมไดที่เวบไซดของโรงพยาบาลเทพธารินทร1 บัญญัติ 10 ประการของการดูแลเทาในผูปวยเบาหวาน ขอที่หนึ่ง ลางเทาดวยสบู ถูสะอาด ผาแหงพาด เช็ดซอกเทา เอาใหแหง บรรจงเช็ด อยางละมุน อยารุนแรง ตองจัดแจง ทุกวัน นั่นแหละดี 1 http://www.theptarin.com 33
  • 39.
    ขอที่สอง ตองตรวจเทาทุกวัน วันละครั้ง ตรวจผิวหนังของเทาเราทุกที่ หากซีดคล้ำดานหนา ตาปลามี ตุมพุพองไมเขาทีพบหมอพลัน ขอที่สาม ตามติด พินิจผิว ปองกันริ้ว รอยแตก ผิดแผกผัน หยดโลชั่น ลูบไล ใหทุกวัน ชวยปองกัน ผิวแตก โรคแทรกแซม ขอที่สี่ สวมถุงนอง ถุงรองเทา อยาเลือกเอาที่รัด เหมือนมัดแหนม หากสวมถุงใยฝาย ใสรอนแรม จะยิ้มแยม ไมโศก ไรโรคภัย ขอที่หา เลือกรองเทา มาใสใหพอเหมาะ อยาใหเหมือนขันชเนาะ เพราะเทาใหญ ใสรองเทาหัวแหลมมาก ลำบากใจ เพราะบีบใหเทายุง โรคนุงนัง ขอที่หก อยายกเทา แชน้ำอยางซ้ำซาก อันตรายหลายหลาก ตอผิวหนัง จะเปอยงาย ยุยยับ ถึงกับพัง เชื้อโรคฝงติดงาย อาจรายแรง ขอที่เจ็ด เมื่อเทามีบาดแผลรีบแกไข รีบลางแผลโดยไว ไมตองแหยง ถาแผลอักเสบ ปวดนวม บวมช้ำแดง รีบชี้แจง ปรึกษาหมอ อยารอรี ขอที่แปด การตัดเล็บ ก็ตองมี วิธีตัด เดินถนัด ไมเบียด ไมเสียดสี สวมรองเทา เดินงาย สบายดี สองเทามี เล็บอยู ตองดูแล ขอที่เกา ตองหมั่นบริหารเทา เปนการเฝา ปองกัน กอนการแก ใหเลือดไหลเวียนคลองไมตองแคร ไมมีแผล ไมมีทุกข สุขสบาย 34
  • 40.
    ขอที่สิบ ควรงดสูบบุหรี่ เปนวิธี ตอชีวาไมลาหาย ไรบุหรี่ก็ไรโรคโศกก็คลาย พนโรคราย...สุขสันตนิรันดร วิถีชีวิตของผูปวยเบาหวาน เปนสวนหนึ่งที่เสี่ยงตอการเกิดบาดแผลที่เทา โดยเฉพาะเกษตรกรที่ตองดำนา หรือ แชเทาอยูในน้ำสกปรก อาจตองปรับวิธีการจากนาดำเปนนาหวานแทน หรือสวมรองเทายางที่ไมใหเทาไดสัมผัสกับ น้ำ แตตองพึงระวังความรอนหรือความอับชื้นของเทาบอยๆ การแลกเปลี่ยนเรียนรูจากบันทึก ที่วาดวยเรื่อง “รองเทาที่เหมาะสำหรับผูปวยเบาหวาน” มีเรื่องราวที่นา สนใจที่เปนประสบการณตรงจากผูปวยคอนขางมาก ซึ่งสวนใหญผูปวยมักใสรองเทาคีบ การเปลี่ยนใหใชรองเทาที่ หุมสวนของเทาทั้งหมด ยังมีปจจัยเรื่องคาใชจายที่เพิ่มขึ้นอีก อยางไรก็ตามผูปวยทุกคน ควรตองรับรูขอดีขอเสียของการดูแลเทา และการใสรองเทาที่เหมาะสม บางหนวย บริการทำไปแลวเห็นผลผูปวยเริ่มมีรองเทาใหมแทนคูเกากันแลว มีเรื่องเลาที่โรงพยาบาลครบุรี มีไอเดียเก ที่นี่ตั้ง “กองทุนรองเทา” ใหผูปวยซื้อจากกองทุนโดยผอนชำระที่ไมมีดอกเบี้ย รวมทั้งมีผูใจดีใหทุนตั้งตนดำเนินการอีกดวย 35
  • 41.
  • 42.
    รองเทาที่เหมาะสมกับผูปวยเบาหวานเปนอยางไร? พนัส ปรีวาสนา และจตุพรวิศิษฏโชติอังกูร ในหลายๆ โรงพยาบาล ปญหาที่พบเกี่ยวกับรองเทากับเบาหวานคือ การที่โรงพยาบาลไมสามารถจัดหารองเทา ที่เหมาะสมใหผูปวยได อีกทั้งมีราคาแพงตองใชงบประมาณในการจัดซื้อสูงมาก และรูปแบบรองเทาเบาหวาน มักจะ เปนรองเทาหุมสนมิดชิดที่ตัดเฉพาะราย (Custom molded shoe) รองเทากีฬา (sport shoe) ซึ่งเหมาะสมกับชีวิต เมืองมากกวาชนบท เพราะประชาชนสวนใหญนิยมใชรองเทาแตะ ทำใหรองเทาเบาหวานไมสามารถเขาถึงผูปวยเบา หวานระดับรากหญารองเทาแตะประยุกตที่มีคุณสมบัติอยางนอยที่สุดที่จำเปนสำหรับผูปวยเบาหวานที่มีภาวะเสน ประสาทปลายเทาเสื่อม ซึ่งเราสามารถนำคุณสมบัตินี้ไปเปรียบเทียบกับรองเทาที่มีในทองตลาดเพื่อประยุกตใหเขา กับความนิยม และลักษณะภูมิประเทศ และภูมิอากาศได คุณสมบัติของรองเทาที่เหมาะสมกับผูปวยเบาหวาน 1. ตองมีความนุม (cushioning) ความนุมที่เหมาะสมสำหรับ ผูปวยเบาหวานคือ 15 องศาชอว วัดไมยาก คือ ความนุมที่เอามือบีบแลวยุบลงครึ่งหนึ่งของความหนาเดิม เพราะผูปวยมักมีความผิดปกติเชน นิ้วเทาจิกงอ (Claws toes) การโปนของปุมกระดูก (Bony prominent) บริเวณนี้จะมีแรงกดสูงกวาปกติ อันจะสงผลใหเกิด ตาปลา หนัง แข็งนำไปสูการเปนแผลได เราตองการความนุมเพื่อลดแรงกระแทก และหนังแข็ง 2. ปรับสายคาดได (Adjustable) เพราะเทาคนเราขนาดไมเทากันแตละชวงเวลา โดยเฉพาะอยางยิ่ง ผูปวย เบาหวานที่มี ปญหาหลอดเลือด โรคแทรกซอนทางไต มักจะมีการบวมไดงาย การปรับไดจะทำใหลดการกดบริเวณ หลังเทา ซึ่งอาจไปขัดขวางการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงที่เทา (blocked Dorsalis pedis artery) 3. ตองมีสายรัดสน (back strap) เนื่องจากกลามเนื้อในเทาออนแรงจากปลายประสาทเสื่อม สงผลใหรองเทา หลุดออกจากเทาไดงาย ผูปวยจะพยายามจิกนิ้วเทากับรองเทาเพื่อไมใหหลุด อันเปนการสงเสริมใหเกิดภาวะนิ้วงอ (Claw Toe) ตามมา สงผลใหเกิดเปนความผิดปกติระดับทุติยภูมิ (Secondary Impairment) ตามมาจากภาวะ ปลายประสาทเสื่อม จะกอใหเกิดปญหาตามมามากมาย 37
  • 43.
    4. รูปแบบตองเปนที่ยอมรับ สำหรับตัวผูสวมใสเองลักษณะอาชีพ สังคม รองเทาที่ดีใสแลวตองรูสึกสบาย และสิ่งที่พิสูจนในขั้นสุดทายวารองเทานั้นดี คือ เทาตองไมมีแผล ไมวาแผลเกาหรือแผลใหม ดังนั้นสิ่งที่ทีมงานดูแลผู ปวยเบาหวาน คาดหวังกับรองเทา คือ “Injury prevention” การเลือกรองเทากับสภาพการตรวจเทาดวย Monofilament1 ระดับที่ 1 เทาปกติ (Normal) จิ้ม monofilament แลวรูสึก ไมมีนิ้วงอ นิ้วจิก กางหุบนิ้วได เดินรองเทาไม หลุด การเลือกรองเทาที่เหมาะสมไดทุกแบบ ทุกสไตล ตามแฟชั่น แตมีขอแม ตองคุมน้ำตาลในเลือดดีๆ หากกลาย เปนระดับ 2 จะอดสวย อดหลอ แนๆ ตองใสรองเทาเพื่อสุขภาพ เราก็รูๆกันอยูวาสุขภาพมันสวนทางกับแฟชั่น เทา ประเภทนี้ควรนัดตรวจทุก 1 ป ระดับที่ 2 กลุมเสี่ยง (Risk group) จิ้ม monofilament แลวไมรูสึก กางหุบนิ้วไมได เดินรองเทาหลุด แต ยังไมมีนิ้วงอ นิ้วจิก การเลือกรองเทาที่เหมาะสม หากเปนรองเทาแตะตองพื้นนุม ขนาดพอดีเทา มีสายรัดสน สวน รองเทาทำงานตองปดหุม หนังไมแข็งเกินไป ที่สำคัญตองปรับได เชน เชือกผูกรองเทา หรือตีนตุกแก (เพราะprotec- tive sensation เสียเราเลยตองปดๆ หุมไว เพราะผูปวยเหยียบแกว เตะโตะก็ไมรูสึก กันๆ ไว) รองเทากีฬาสามารถ ใชทั่วไปได ยังไมตองปรับเปลี่ยนอะไร ประเภทนี้ควรนัดตรวจทุก 6 เดือน ระดับที่ 3 กลุมเสี่ยงสูง (High risk) จิ้ม monofilament แลวไมรูสึก กางหุบนิ้วไมได เดินรองเทาหลุด มีนิ้ว งอ นิ้วจิก หรือความผิดรูปของเทาหรือนิ้วเทา พวกนิ้วจิก งอ (Claw toe) นิ้วหัวแมเทาเกเขาหานิ้วชี้ (Bunion) หรือ ความผิดปกติอื่นๆ มักสงผลใหเกิด แรงกดสูงขึ้นในบางจุด ระดับนี้อาจตองทำอุปกรณพิเศษบางอยาง เพื่อลดจุดกด บริเวณดังกลาว รองเทาที่เหมาะสม รองเทาแตะตองพื้นนุม ขนาดพอดีเทา อาจหลอขึ้นจากเทาผูปวยเองเลย มีสาย รัดสน ใสในบานและนอกบาน รองเทาทำงานตองปดหุม หนังไมแข็งเกินไป ที่สำคัญ ตองวัดและตัดตามเทาเรา ไป เดินหางแลวสวยๆ ซื้อมาไมไดเด็ดขาดเพราะแบบนั้นเคาทำมาสำหรับเทา มาตรฐาน ควรปรับได เชนเชือกผูกหรือ ตีนตุกแก มีแผนรองพิเศษที่หลอขึ้นตามรูปเทาผูปวย สวนรองเทากีฬาตองใชที่มีแผนรองพิเศษที่หลอขึ้นตามรูปเทา ผูปวย ประเภทนี้ควรนัดตรวจทุก 3 เดือน ระดับที่ 4 กลุมความเสี่ยงสูงมาก (Very high risk) เทาชา เคยมีแผลที่แผลหายแลว มีแผลเปน เคยมี ประวัติการตัดนิ้วหรือบางสวนของเทา เทาที่เปลี่ยนรูปรางไป รองเทาที่เหมาะสม รองเทาแตะตองหลอขึ้นจากเทา ผูปวยเองเลย พื้นนุม ขนาดพอดีเทา อาจ มีสายรัดสน ใสในบานและนอกบาน ในกรณีเปนแผลอยางเดียวรองเทา อาจคลายๆ ระดับที่ 2 แตหากมีการหักของกระดูกเทาหรือขอเทา (Charcot foot) รองเทาทำงานตองปด สูงหุม ขอ โดยตัดตามเทาผูปวยโดยเฉพาะ หนังไมแข็งเกินไป ที่สำคัญ ตองปรับได เชนเชือกผูกหรือตีนตุกแก มีแผนรอง พิเศษที่หลอขึ้นตามรูปเทาผูปวย รองเทากีฬาหุมขอเพื่อชวยประคองขอเทามีแผนรองพิเศษที่หลอขึ้นตามรูปเทาผู ปวย ประเภทนี้ควรนัดตรวจทุก 3 เดือน 1 http://gotoknow.org/profile/ptthiti 38
  • 44.
    การตรวจเทาผูปวยเบาหวาน การปองกันยอมดีกวาเปนแลวมาแกไข การใหความรูผูปวยเรื่องการดูแลเทาจึงจำเปนอยางมาก ความเขาใจของ ผูปวยเกี่ยวกับการตัดขาเปนดาบสองคม ทำใหผูปวยที่ยังไมเปนรูสึกกลัว แตในขณะเดียวกันผูปวยเบาหวานที่เปน แผลไมกลามาหาหมอ2 การดูแลเอาใจใสของหมอและทีมดูแลจะทำใหผูปวยไววางใจ มั่นใจในการไปหาหมอ การ ตรวจเทาก็เชนเดียวกันนอกจากเขาจะเห็นวาไดรับการดูแลเอาใจใส แมกระทั่งเทาที่คนไทยโดยทั่วไปถือวาเปนของ ต่ำหมอก็ยังไมรังเกียจ ปจจุบันนี้มีเครื่องมือในการตรวจเทาที่เรียกวา Monofilament บางโรงพยาบาล เชน โรง พยาบาลครบุรี ผลิตขึ้นใชเองโดยใชเทียนไขเปนที่จับ ซึ่งพบวาใชการไดดี ระยะเวลาที่ควรตรวจเทาในผูปวยเบาหวาน ผูปวยเบาหวานตองตรวจเทาตนเองทุกวัน เมื่อพบวาผิดปกติตองพบหมอ แตทีมดูแลผูปวยเบาหวานควรตรวจ เทาทุกครั้งที่มารับการรักษา3 ซึ่งนักกายภาพบำบัดใหความเห็นวาไมจำเปนตองตรวจทุกครั้งที่ผูปวยมาตามนัด4 การ ตรวจเทาเปนการสังเกตวามีแผล หรือความผิดปกติทั่วไปอยางไร แตการใช Monofilament เปนการดูอาการแสดง ของเสนประสาทเสื่อม อยางไรก็ตามคงตองดูบริบทของผูปวยดวย การตรวจบอยๆก็ทำใหรักษาไดเร็ว ดังนั้น อาจ ตรวจทุกครั้งหรือไมทุกครั้งขึ้นอยูกับความเหมาะสมของทุกฝาย ทั้งความสะดวกสบายของผูตรวจและผูปวยก็ควรได รับการรักษาทันทีที่เริ่มเกิดแผล สิ่งสำคัญคือการทำใหผูปวยรับรู ดูแลตนเองและพบหมอทันที ที่มีแผลหรือมีความ ผิดปกติเกิดขึ้นสำคัญที่สุด การตรวจ Monofilament การตรวจ monofilament เดิมมีขอแนะนำใหตรวจ 10 จุด แตปจจุบันประเด็นการตรวจเพียง 4 จุดถูกจุด ประกายอยางกวางขวาง ภายหลังการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง Foot care in Diabetic ของสมาคมผูใหความรู โรคเบาหวาน ซึ่งอาจารยศิริวรรณ บุตะเดช ผูเชี่ยวชาญเรื่องการดูแลสุขภาพเทาประจำ คลินิกสุขภาพเทา แหงโรง พยาบาลเทพธารินทร กลาววา ลาสุด American Diabetic Association: ADA ไดแนะนำการตรวจMonofilament แบบใหม แค 4 จุด คือ นิ้วหัวแมเทา (Big toe) และหัวกระดูกบริเวณโคนนิ้วที่ 1, 3, 5 รวมเปน4จุด จิ้มแลวไมรูสึก แคจุดเดียวใน 4 จุดนี้ก็ถือวา Impairment (Neuropathy) เลย ซึ่งจากเดิมเราจะใช 10 จุด หากตอบไมไดเกิน 4 ใน 10 จุดถือวามีภาวะImpairment of Protective sensation หากจิ้มแลวคนไขบอกไมไดเลยใหถือวา Loss of Protective sensation 2 http://gotoknow.org/profile/bukpat 3 http://gotoknow.org/profile/crown_pcu 4 http://gotoknow.org/profile/ptthiti 39
  • 45.
    เปรียบเทียบอันเดิม 10 จุดกับอันใหม 4 จุด การดูแลเอาใจใสกับอวัยวะทุกสวนเปนสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะเทาซึ่งเปนอวัยวะที่ถูกใชงานอยางหนัก เพราะหาก เกิดอันตรายกับเทาแลว นั่นหมายถึงความไมสุขสบายที่จะเกิดขึ้น และอาจจะเกิดความพิการขึ้นได ดังนั้น เริ่มตน ดูแลเทาตั้งแตวันนี้ กอนที่จะไมมีเทาใหดูแล 40
  • 46.
    เรื่องเลาจากคนทำงานเบาหวาน พนัส ปรีวาสนา และจตุพรวิศิษฏโชติอังกูร บริการบนพื้นฐานความเขาใจผูปวยเบาหวาน ระบบบริการสุขภาพปจจุบัน มุงเนนวัดผลสัมฤทธิ์บริการเชิงปริมาณ มีตัวชี้วัดมากมาย บุคลากรสาธารณสุขตอง ใชเวลาประจำวันไปกับการทำงานที่ตอบสนองตัวชี้วัด เพื่อใหไดผลงาน และรับเงินคาตอบแทนตามที่ระบบกำหนด สัมพันธภาพบริการที่ดีทั้ง ผูใหบริการและผูรับบริการ หรือผูใหบริการดวยกันเองเปลี่ยนไป เวลาที่มีใหบริการกับ ผูปวยนอยลง เนื่องดวยภาระงานเกี่ยวกับเอกสาร การจัดเก็บขอมูลมากขึ้น ผูรับบริการเพิ่มกวาเดิมในขณะที่ผูให บริการไมเพียงพอ ผูใหบริการจึงเกิดความเบื่อหนาย ทอแท ชินชา ขาดความกระตือรือรน สรางสรรคงานใหมๆ ประกอบกับความเจริญของการใหบริการทางการแพทยสมัยใหม ที่เนนการรักษาในมุมมองทางชีวการแพทยที่มอง แบบแยกสวน มุงรักษาโรค ไมใชรักษาคน ในขณะที่บริการสุขภาพควรเปนแบบองครวมที่มองเรื่องสุขภาพและการ เจ็บปวยทุกมิติ ทั้งทางกาย จิตใจ อารมณและสังคมและวัฒนธรรม ที่ตองบริการดวยหัวใจของความเปนมนุษย การ เขาใจผูปวย ผูปวยอาจตีความหมายของภาวะหรือการเจ็บปวยที่แตกตางจากความหมายทางการแพทย เปนการ ตีความหมายบนความเขาใจ จากประสบการณ จากความเชื่อ ตามสภาพสังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดลอมรอบตัวเขา การสื่อสารที่ตรงกัน งาย ชัดเจน เขาใจตรงกันจึงเปนเรื่องสำคัญ ในการดูแลผูปวยเบาหวานของบุคลากรสาธารณสุข จำเปนอยางยิ่งที่ตองเขาใจบริบทชีวิตของผูปวย เพื่อเชื่อม โยงใหเห็นแบบแผนการดำเนินชีวิต และขอมูลจากผูปวยเปนสวนหนึ่งของการออกแบบการรักษาพยาบาล ชุมชนแลกเปลี่ยนเรียนรูใน Gotoknow.org มีเรื่องเลาจาก นายแพทยสุธี สดุดี หรือ คุณหมอจิ้น1 โรงพยาบาล วารินชำราบ ที่เลาถึงการสื่อสารดวยภาษา และความหมายที่เขาใจตางกันระหวางหมอ กับผูปวยเบาหวานที่ กวาจะ รูคำตอบที่สงสัยวาทำไมผูปวยจึงควบคุมระดับน้ำตาลไมได ตองผานการเรียนรูหลายกระบวนการ ยกตัวอยางที่ คุณหมอจิ้นเลา “การสื่อสารในชีวิตประจำวัน ถาเราสังเกตดู มีบอยครั้งมากที่มีความเขาใจไมตรงกัน คำพูดเดียวกัน แปลความ หมายไมเหมือนกัน ทั้งๆ ที่ภาษาคนเหมือนกัน ดวยบริบทของคนพูด ของคนฟงตางกัน มาทำงานที่อุบลใหมๆ ถาม 1 http://gotoknow.org/profile/crown_pcu 41
  • 47.
    คนไขเปนยังไงจะปา คนไขบอก “ ไคแน “ ผมนึกในใจ วา “ โห ทำไมนักเลงจังจะ (จ แทน ว)” มาถามวาใครแน แถวนี้ คุณพยาบาล เห็นผมงง เลยแปลบ อกผมวา “ ไคแน “ แปลวา OK คะ หมอ ( แปลลาวเปน ภาษาอังกฤษเสียดวย) เมื่อสัปดาหกอน ตรวจที่ PCU แนะนำเรื่องการดูแลเทา กับคนไข ถามปา แกวา ใชอะไรตัดเล็บแกบอก “ก็ใชมีดแลว คุณหมอ” ตามจินตนาการ ของผมนึกถึงมีดปอกผลไม มีดปอกหมาก ขึ้นมาทันที “อาว ไมไดใชกรรไกรตัดเล็บเหรอ?” ( บานผมเรียก กรรไกรตัดเล็บบางทีก็เรียกที่ตัดเล็บ) แกบอก “ เปลา! ใชมีดไมไดใชกรรไกร ” มีการแนะนำเรื่องการใชอุปกรณตัดเล็บ (ภาษาหนังสือใชคำวาอุปกรณตัดเล็บ) วาไมควรใชมีดเพราะมันจะบาด ได เกิดแผล คุยไปคุยมาปรากฏวา ที่พูดทั้งหมดเปน อุปกรณตัดเล็บเดียวกัน ที่เราใชปกตินี่แหละครับ แกเรียก “มีด” เรียกทั้งบาน ทั้งตำบล จนพูดไปพูดมา ผมก็งงเองวา..เอ..สงสัยที่บานผมจะเรียกผิดหรือเปลา หรือวาเขา เรียก มีดตัดเล็บจริงๆ ก็ไมมีใครพูดผิดหรอกครับ เคาเรียกมีดมาตั้งแตเกิด แมก็เรียก พอก็เรียก เพื่อนที่โรงเรียนก็ เรียก จะใหเรียกกรรไกรตัดเล็บไดอยางไร ไอผมก็เรียกอยางนี้มาตั้งแตเด็กเหมือนกัน หลังจากนั้นเปนอันเขาใจตรงกัน “ผมมีคนไขคนหนึ่ง ชื่อลุงไพรเวียง รักษาเบาหวานมาหลายปแลวครับ รักษานานจนกินยาเบาหวานชนิดเม็ด ไมไดผล แมขนาด maximum dose แลว FBS2 ยัง 300 – 400 mg% เลยตองฉีดยา Insulin ฉีดมาประมาณ 2– 3 ป บางชวงมีปญหา เดี๋ยวน้ำตาลก็สูงมากๆ ตอมาอยูดีๆ น้ำตาลต่ำเฉยเลย หมดสติมาหลายครั้ง เปนอยางนี้ เรื่อยมา รักษากับอายุรแพทยก็หลายครั้ง ผมก็เปนคนดูแลแกเองตอนอยู โรงพยาบาล แตก็ไมสามารถจะตามไปดูวา แกใชชีวิตอยางไร ปรับยาทีก็ตองนัดเปนอาทิตย เปนเดือน กวาจะเจอกันที บางทีกอนจะเจอกัน มา Admit เสียแลว พอดีมาเจอแกที่ PCU ก็ไดโอกาสเสียที ผมไดมีโอกาสไปเยี่ยมบาน ไดคุยกับภรรยา คุยกับแมยาย สังเกตที่บานลุง ไพรเวียง มีน้ำหวานอยูตามจุดตางๆ ในบาน ที่ตระแกรงหนารถแกก็เอาน้ำตาลทรายมาวางไว ระหวางนั่งคุยกัน อยูดีๆ แกมองขามไหลผมตาลอยๆ แลวไมพูดอะไรตอ อยูนิ่งสักพัก บอก “คุณหมอ ผมวาน้ำตาลผมกำลังต่ำนะ” เมียแกรีบเอาน้ำแดงขนมาใหกิน 2-3 ชอนแกง สักครูแกพูดไดตอใหเจาะน้ำตาลดู ไดคา 62 mg% เมื่อเดือนกอน ผมอานบันทึกเจอบันทึกของ เบาหวานโรงพยาบาลพุทธชินราช เรื่องของคุณลุงวิเชียร ถูกใจ ครับ ไดเอามาใช บอกลุงไพรเวียง ลองจด ดูซิวากินอะไรบาง ฉีดยาตอนไหน เอาละเอียดเลยนะวากินขาวไปเทาไหร แกบอก “ได ” 2 FastingbloodsugarFBS() FBS 42
  • 48.
    สัปดาหตอมาแกเอาสมุดมาใหดู ที่ PCUครับ ตรวจยาก็ฉีดถูกครับ เวลาก็ OK แถมกินนอยมากครับ กินขาว 3 ชอนแกง กับปนปลา เที่ยงกินกับปลาปน เย็นกินขาว 2 ชอนแกง กับปนเห็ด เชากินกับปลาปน ปนปลา ปลาปน ปน เห็ด เห็ดปน อยูอยางนี้แหละครับ ผมวา เอ! ทำไมกินนอยจัง สงสัยเขาใจวาคุมอาหารคือ อดขาว มั้ง แตน้ำตาลก็ สูงมั๊กมาก แกบอกวาก็กินอยางนี้มานานแลว เปนอาหารในชีวิตประจำวัน ดูซิเนี่ยรักษากันมาหลายป ทำไมไมเคยรู มากอนเลย แกบอกวา “ปกติกินขาวเหนียว เดี๊ยวนี้เอาขาวเหนียว 1 สวน ขาวจาว 2 สวน วันไหนเบื่ออาหาร ก็กินแค 1 – 2 ชอน วันไหน กินขาวแซบ (แปลวา อรอย) กินไดมื้อละ 4 ชอน” ผมวา โอ! นี่ขนาดกินอรอยนะเนี่ย มินา Hypoglycemia มาบอยๆ เดี๊ยวสูง เดี๊ยวต่ำ อยางนี้นี่เอง แตเดี๋ยว กอน! (เหมือน โฆษณา TV direct ชอบกล ทำนอง ซื้อตอนนี้แถม อีก หนึ่ง) สัปดาหกอน ไปเยี่ยมบานกับนักศึกษาพยาบาลที่จะทำงานที่ PCU ครับ พาไปเยี่ยมแกที่บาน นักศึกษาถามวา “วันๆ กินยังไงจะลุง?” แกเอาชอนกินขาวใหดู เดินไปตัก ขาวใหดู “เปนอยางเนี้ยครับ จานนี้ 2 ชอนครับ จานนี้ 3 ชอน” คิดดู 4 ชอนจะขนาดไหน ผมตองมาตั้งสติ สตังใหม ตองทบทวนกันใหมอีกแลว ที่เขาใจมานะมันไมใชอยางที่คิด บานนี้ไมใชทัพพีตักขาว ครับ ใชชอนเลย ที่แกเขียน 3 ชอน มันเทากับ 3 ทัพพีใหญ ที่บานผมเลยครับ ภาษาพระเรียก สมมุติ สิ่งเดียวกัน ในธรรมชาติมันเกิดมันมีปกติของมัน เราไปสมมุติมัน สมมุติไมเหมือนกัน เพราะตางความเปนอยู ตางกรรม ตาง วาระ จะไปยึดถือ ใครผิดใครถูกไดลำบาก เรียก น้ำ เรียก water เรียก จุย มันก็อันเดียวกัน หมอจะไปบอกวาแก พูดไมถูกก็ไมได ก็หมอพูดไมเหมือนเขาเอง แถมคุณหมอจิ้นยังทิ้งทายวา “พูดภาษาไทยเหมือนกัน คำวา ชอน วามีด เหมือนกัน เวลาแปลความหมาย มันยังตางกันพอสมควรทีเดียว สิ่งหนึ่งที่ นักสื่อสารสุขภาพ ที่ดี ตองมีคือ การเปนผูใหที่ดี การรับฟง และการ ถอดรหัสคำพูด ทั้งของตนเองและผูรับ” ทุกวันนี้ผมก็ยังฝกอยู งานสุขศึกษาประชาสัมพันธที่ผมไดสัมผัสมา (เฉพาะ ที่ไดสัมผัสมานะครับ) เปนการสื่อสารทางเดียว ซะสวนใหญเลยครับ การรับ และการปรับเขาหากันนอยมาก ความ สำเร็จที่ยั่งยืน ก็ยังไมเกิด แตเราก็ยังตองเดินหนาตอไป เรื่องเลาของ คุณพิชชา ถนอมเสียง3 ที่ไปโรงพยาบาลกับแมที่เปนเบาหวาน แลวเลาเรื่องราวที่พบเห็นที่แสดงให เห็นถึงการสื่อสารที่ตองระวัง อาจเกิดความเขาใจที่ไมตรงกัน อาจตองแสดงของจริง เพื่อใหไมสับสน สังเกตวาผูปวย ที่มารอรับบริการหลายคนรอลุนผลเลือดของตัวเองวาน้ำตาลมีมากนอยแคไหน ขนาดแมยังพูดขึ้นมาวา “โอย..น้ำตาลจะขึ้นไหมเนี่ย...เดี๋ยวเจอหมอบนแน” หมอที่แมหมายถึง คือพยาบาลที่บอกผลเลือดวัดความดัน และจะใหขอแนะนำในการปฏิบัติตัวเมื่อพบวาน้ำตาล ในเลือดสูง แมพูดเมื่อไดยินพยาบาลสาวสวยคนหนึ่งถามคุณปาที่กำลังวัดความดัน ที่พบวาผลน้ำตาลสูงเกือบๆ สอง รอยวา 3 http://gotoknow.org/profile/ocsckku 43
  • 49.
    “ปาไปทำอะไรมา กินอะไรบางไหนบอกสิ” หลังจากทราบเรื่องอาหารการกินโดยปกติของคุณปาคนนั้นแลว พยาบาลก็ใหคำแนะนำวา “คราวหนานะ ปา กินขาวเหนียวนะ ไดมื้อหนึ่งประมาณ 2 ปน ปนละเทาไขไกเบอร 3” วาแลวคุณพยาบาลสาวก็ทำมือขนาดไขเบอร 3 ใหคุณปาดู คุณปาก็ทำมือตามแตไขคุณปาใบใหญพยาบาลเลย ใหทำมือใหมเทากับไขเบอร 3... ไมรูปานนี้ปาตองซื้อไขเบอร 3 มาเปนตัวอยางหรือเปลา? เรื่องเลาของ พญ.กมลรัตน บัญญัตินพรัตน โรงพยาบาลดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร ผานบันทึกของ เภสัชกร อเนก ทนงหาญ4 การดูแลผูปวยโรคเบาหวานทำใหไดเรียนรูวา มีผูปวยโรคเบาหวานจำนวนมากในปจจุบัน และ ผูปวยแตละคนก็มีความแตกตางกัน ไมวาจะเปนเรื่องการปฏิบัติตัวตางๆ การควบคุมอาหาร การรับประทานยา ตลอดจนการเฝาระวังภาวะแทรกซอนที่จะเกิดขึ้น การไดดูแลรักษาผูปวยเบาหวานก็สรางความประทับใจไดหลาก หลายเชนกัน ทั้งในแงบวกและแงลบ หรือตลอดจนบางเรื่องที่คาดไมถึงวาจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจริงๆ ผูปวยเบาหวานที่มารับการรักษา หลายคนที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไดเปนอยางดี ทั้งๆ ที่เปน เพียงชาวบานธรรมดา การศึกษาคอนขางนอยดวยซ้ำ แตคนเหลานั้นตระหนักดีถึงความสำคัญของการควบคุมระดับ น้ำตาลในเลือด ไมตองการใหมีภาวะแทรกซอนจากโรคเบาหวานเกิดขึ้น ผูปวยกลุมนี้จะจดจำระดับน้ำตาลในเลือด ในแตละเดือนของตนเองไดดี และจะนำมาเปรียบเทียบกับระดับน้ำตาลในเดือนปจจุบันที่มาตรวจทุกครั้ง โดยจะ ถามวา “คุณหมอ เดือนนี้น้ำตาลเทาไรคะ / ครับ” พอทราบผลก็จะพูดทันทีวา เดือนที่แลวน้ำตาลเทากับ ....... เอง ถาระดับน้ำตาลในเลือดสูงกวาเดิมก็จะบนวา “ทำไมสูงขึ้น ไมไดกินของหวานเลยนะเนี่ย ” ทั้งๆ ที่ระดับน้ำตาลอยูในเกณฑที่ดี สูงขึ้นกวาเดิมเพียง 5-10 mg/dl เทานั้น หลังจากที่ตรวจเสร็จ เมื่อเห็นวา ผูปวยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลไดดีแลวก็จะนัดติดตามการรักษาหางขึ้น เพื่อความสะดวกในการเดินทางของผู ปวย แตผูปวยจะตอบวา “คุณหมอ อยานัดหางเลย นัดเทาเดิมเถอะ ไมอยากหางหมอ เดี๋ยวน้ำตาลจะสูงขึ้น” (ทั้งๆ ที่ ตัวแปรหลักใน การควบคุมน้ำตาลคือ ผูปวยเองก็ตาม) พอผูปวยมาตรวจเบาหวานไดสักระยะหนึ่ง ก็จะเริ่มถาม “ คุณหมอ ไมตรวจดูไตเหรอ กลัวเบาหวานลงไต” 4 http://gotoknow.org/blog/dmthatpanom/52449 44
  • 50.
    สิ่งเหลานี้ แสดงใหเห็นวาผูปวยมีความรูเรื่องเบาหวานอยูระดับหนึ่งแลว จึงชวยใหการควบคุมเบาหวานในผู ปวยกลุมนี้งายขึ้น ในขณะเดียวกันก็มีผูปวยอีกบางกลุมที่ไมสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได เนื่องจากเหตุผลหลายอยาง เชน รับ ประทานยาไมสม่ำเสมอ ไมควบคุมอาหาร หรือรับประทานยาตามความพอใจของตนเอง (ปรับยาเอง/ไมไดฟงวิธีรับ ประทานยาที่หมออธิบาย/ลืมวาหมอใหปรับยา) หรือแมกระทั่งเอายาของผูอื่นมารับประทาน เปนตน ผูปวยบางคน ก็ยังมีปญหาเรื่องการดูแลสุขอนามัยของตน บางคนปลอยใหเทาเปนแผลเหวอะหวะขนาดใหญเปนเวลานานกวาจะ มาพบแพทย จนผลสุดทายตองลงเอยที่การตัดเทา/ขาทิ้ง ผูปวยกลุมนี้ไมใชวาไมดูแลตนเอง แตพวกเขาดูแลในแบบ วิธีของตนเองจนเห็นวาความพยายามของตนเองไมไดผลแลวจึงมาพบแพทย ถาเราสามารถดูแลผูปวยในกลุมหลังใหมีความรูความเขาใจเกี่ยวกับโรคที่เปนอยูไดเหมือนผูปวยในกลุมแรก ได ก็คงจะสามารถรักษาผูปวยเบาหวานใหมีประสิทธิภาพไดดียิ่งขึ้น ผูปวยเบาหวานก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลด การเกิดภาวะแทรกซอนจากโรคเบาหวานใหนอยลง สงผลใหลดงานทางสาธารณสุขไดดวย แลวทำใหนึกถึงการทำงานของเราทุกวัน ที่อาศัยจากการซักถามเปนหลัก แลวสั่งการรักษาสั่งยา แนะนำสารพัด แตขาดการรับฟง หรือแมกระทั่งการตามไปเยี่ยมบาน ซึ่งดูมีคุณคามาก ที่จะพบกับปญหาที่แทจริง และชวยคนไข ไดอยางตรงจุด สิ่งสำคัญอีกอยางที่ตองมอง ก็คือการใหผูปวยไดมีสวนรวมในการตัดสินใจ รับรูในสภาพการเจ็บปวย เพื่อให สามารถปฏิบัติตัวที่เหมาะสมไดเอง และไมมีคำพูดวา หมอสั่ง หรือหมอบอกใหทำ อีกตอไป อีกหนึ่งเรื่องเลาที่เห็นแงมุมนาสนใจดานจิตวิทยาในการดูแลผูปวย จาก ดร.นิภาพร ละครวงศ5 เลาผานบันทึก วา พบยายคนหนึ่งปวยเปนโรคเบาหวานมานาน และตนเองนั้นควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไมได คิดนอยใจใน ตนเองที่ทำไมอาการไมดีขึ้น เปนภาระใหกับลูกหลานตอนที่เราคุยกันนั้นคุณยายมีลูกหลานมาดวยหอมลอมอยาง อบอุน และมีนองสาวชื่อ ยายจอม ที่มีอายุไลเลี่ยหางกันไมมากที่คอยดูแลพูดคุยกัน เปนภาพที่อบอุนเหมือนกัน ถาม ความแลวคุณยายนอยใจ เปนความคิดชั่วขณะที่ถูกอารมณและความรูสึก ผลัก ปะทุใหกระทำ สำหรับรายนี้ขาพเจาไดตัดสินใจนำแนวทางของจิตวิทยาแนวพุทธมาเปนเครื่องมือนำทางใหผูปวยไดเรียนรูทุกข คนหาสาเหตุของความทุกข การมีความระลึกรูอยูตามลมหายใจของตนเอง ซึ่งผูปวยก็พอมีตนทุนอยูบางในการ ฝกฝน การเพิ่มกิจกรรมในวิถีประจำวัน แทนการนั่งนอนเฉยๆ เพราะทำใหไรคา การที่ไดทำกิจกรรมเล็กๆ นอยๆ เชน ปลูกตนไม รดน้ำตนไม... ก็ยังทำใหคุณยายไดเคลื่อนไหวรางกาย สำหรับรายนี้ไมมีความคิดฆาตัวตายซ้ำ…เปนอีกประเด็นหนึ่งที่นาสนใจ ที่ทีมดูแล หรือผูดูแลผูปวยควรนึกถึง ประเด็นฆาตัวตายอาจมีไมบอยนักแตไมควรมองขาม อีกเรื่องเลาที่นาสนใจเกี่ยวกับ การใหความหมายในการดูแลตนเองของผูปวยที่ตางกันกับหมอ ที่อาจเปนขอคิด 5 http://gotoknow.org/profile/kapoom 45
  • 51.
    สำหรับคนทำงานทุกทาน จาก พญ.ศิริรัตนสุวันทโรจน6 หรือหมอเจ จากบันทึกเรื่อง ผมคิดวา “ไอ” ไมเปนไร ครับ เรื่องเลามีอยูวา ยุคของขอมูลขาวสาร ทำใหผูคนแทบจะสำลักกับขอมูลใหมๆที่ผานเขามาใหบริโภค ทีมนำระบบงานพัฒนา คุณภาพในโรงพยาบาลจึงตองมีความไวในการกลั่นกรอง จัดกลุม และเปนที่ปรึกษาใหขอคิดเห็นกับผูคนในระบบที่ เปนทีมงาน เพื่อปรับความคิดเห็นใหเกิดเปนความรูที่ถองแท และใหประโยชนแกผูรับบริการที่องคกรดูแล 2 วันที่ผานมา ฉันไดพบกับ นองยม คนไขที่เคยเขากลุมแลกเปลี่ยนเรียนรู นองยมบอกไววา “เขากลัวมากที่ จะเปนไตวาย” วันนั้นฉันสัมผัสไดวาเขามีความสุขมากขึ้น สีหนาดูคลายเศรา แววตาแจมใสไมหมนมัวเหมือนที่เปน บอกใหฉันรูวาเขามีกำลังใจที่จะตอสูตอไปเพื่อตัวเขาเอง เขาไดความมั่นใจคืนมา คนไขรายนี้เปนรุนนองของฉัน อาชีพรับจาง ทำงานเกี่ยวกับการทำความสะอาดเสื้อผา ไมตองทำงานกะ กอน ทำงานนี้ เขาเคยทำงานหนัก เปนงานที่ตองแบกลาก ตองทำงานทุกวัน บางวันตองทำงานกะดึก หลับๆ ตื่นๆ เพราะ งานที่เขามาเปนงานที่ไมแนนอน ดีหนอยที่เชาขึ้นไดหยุดพักครึ่งวันกอนมาเขางานตอ เขาทำงานอยางนี้เปนเวลา ประมาณ 10 ปก็เปนเบาหวาน การเปนโรคเบาหวานทำใหเขาเปลี่ยนมาทำงานทำความสะอาดเสื้อผา การมีเครื่อง ซักผาเปนเครื่องมือผอนแรง ทำใหงานซักผาเบาลง แตก็ยังตองทำงานแบกลากอยูดี ตอนที่มาเขากลุม ฉันสังเกตวา เขาไมคอยมีสมาธิ บอยครั้งที่เขาจมอยูกับความคิดของตนเอง มีอยูชวงหนึ่งที่ใหกลุมแลกเปลี่ยนเรียนรู เรื่องยา เขา กลับเลาวา “ผมไปหาหมอแลวหมอวา เบาหวานขึ้นตา เวลาผมทำงาน ผมตั้งโปรแกรมเครื่องซักผาผิดบอยๆ เพื่อนใน ที่ทำงานจะตอวาผมเสมอ ผมไมรูจะทำยังไง” กวาจะดึงเขากลับมาอยูในประเด็นเรื่องยาได ทีมก็ตองใชความสามารถเปนอยางสูง คำพูดบางอยางของนองยม เมื่อตอนเขาแลกเปลี่ยนเรียนรู (แลกเปลี่ยนเรียนรู) สะกิดใจฉันใหคิดถึงวานาจะมี Administration error เกิดขึ้นจากระบบงานเภสัชกรรมบำบัดของเราโดยเราไมไดนึกถึง นองยมไดเขารวม แลกเปลี่ยนเรียนรู ที่ตั้งหัวปลา (หัวขอเรียนรู) วา “อยากรูวาคนไขกินยาอยางไร” เครื่องมือ ที่ใชในการ แลกเปลี่ยนเรียนรู ในกลุม คือ ตัวอยางยาที่ตองจายใหผูปวยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง จำนวนหนึ่ง คุณอำนวยนำใหคนไขที่มาเขากลุมแลกเปลี่ยนเรียนรูกันดวยโจทยวา “ใหหยิบยาของตัวเองขึ้นมาใหดูกอน แลวมีอะไรอยากเลา อยากคุย อยากถาม เกี่ยวกับยาใหคุยได” นองยมไดหยิบยา Enaril, Daonil, Glucophage ขึ้นมาใหดู แลวเลาวา “หมอบอกวา อยาหยุดยา ใหกินยาไปเรื่อยๆ จะไดคุมโรคได ทุกวันผมจะมีอาการไอตอนเย็นๆ ไออยูเปนป แลว ไปหาหมอขอยาแกไอมากินหลายครั้งแลว” 6 http://gotoknow.org/profile/aekasilapa 46
  • 52.
    เมื่อคุณอำนวยไดหยิบยา Enaril ขึ้นมาสรุปใหฟงวา“คนไขคนไหนกินยาตัวนี้แลวมีอาการไอ หมอจะหยุดยา และเปลี่ยนเปนตัวอื่นที่มีฤทธิ์ใกลเคียงกันให” ฉันไดยินนองยมรำพึงวา “หมอบอกเราวา ยาที่เลือกใหกินเปนยาดี ไมรูเลยวา หยุดยาได” นองยมมาพบเพื่อนอีกคนที่ทำงานอยูที่เดียวกัน ชื่อ นองหลี เมื่อเขากลุม แลกเปลี่ยนเรียนรู ทั้ง 2 คนเพิ่งมารู เรื่องการปวยของกันและกันก็ตอนมาเขากลุม นองหลี หยิบยา Daonil, Glucophage ขึ้นมาและเลาวา “หมอบอกวา ใหกินยาใหตรงเวลา ผมไดยานี้แหละมากิน กินวันละ 2 มื้อ เชา กับ เย็น มีบอยๆ ที่หลังกินยา แลวใจสั่นตอนเชาของทุกวัน เวลา 7 โมง ผมจะกินยาทันที แลวมาทำงาน” ฉันไดรวมฟงดวยตอนที่นองหลีเลาเรื่องของเขา ฉันจึงบอกใหเขาเลาเกี่ยวกับมื้ออาหารและการดูแลตัวเองเมื่อมี ใจสั่นใหฟง นองหลีเลาวา “ผมกินกาแฟเปนอาหารเชา บางวันมากินที่ทำงาน บางวันกินมาจากบาน บางวันมาถึงที่ทำงานก็ไดกินเลย บางวันก็ติดงานไดกินตอน 10 โมง บางวันที่มีอาการใจสั่น ก็หาอะไรหวานๆ เขาปากไวกอนเสร็จงานจึงไปกิน กาแฟ” เมื่อฉันใหเขาเลาตอเกี่ยวกับการมาทำงาน เขาเลาวา “ผมไปทำงานดวยมอเตอรไซด ใชเวลาเดินทางประมาณ 15 นาทีโดยเฉลี่ย มาทำงานคนเดียว เวลาออก จากบานสวนใหญก็เปนเกือบ 8 โมงบาง 7 โมงครึ่งบาง” นองหลีเปนคนไขที่มีคา HbA1C 10 ขึ้นไปตลอดปที่ผานมา เรื่องที่เขาเลาทำใหฉันเขาใจจุดปญหาในระบบ บริหารยาที่กอผลตอภาวะคุมน้ำตาลไมไดของนองหลีชัดเจนขึ้น ฉันจึงใหคำแนะนำวา “นองหลีเอายาไปกินที่ ทำงานแลวกัน ครึ่งชั่วโมงกอนจะไปหาอะไรกินตอนเชา นองหลีคอยกินยานะ” ในชวงตอมาตอนเจอกับนองยม เขายื่นประวัติผูปวยใสมือฉัน และมองหนาเหมือนใจจดจออยูกับอะไรบางอยาง สายตาฉันแวบไปดูผลเลือดในประวัติ ความยินดีก็บังเกิด ฉันวานองยมชนะแลว วันนี้นองยมมีผลน้ำตาลในเลือด เพียงแค 155 มก./มล. ในขณะที่ในอดีตที่ผานมา มันจะอยูที่ 300 ขึ้นไปตลอด ฉันบอกเขาพรอมถามไปวา “ดีใจ ดวย คาเลือดเธอดีมาก ลดลงเยอะเลย ตั้งใจตอนะ เธอยังมีอาการใจสั่นอีกไหม” คำตอบคือ “ไมมีแลว” ผลเลือดของนองยม บอกใหฉันรูวา การจัดเวที แลกเปลี่ยนเรียนรู ระหวางกันใหกับคนไขเบาหวานดวยวิธี KM ที่ไดเรียนรูจากทีมคุณหมอนิพัธ ไดชวยการคลายทุกขใหคนไขบางคน เรื่องของนองยม และนองหลี ทำใหฉันไดเรียน รู ประเด็นที่เกิด Administration error จากระบบบริหารยาของเรา และนี่คือคุณภาพงานสุขศึกษาในระบบบริหาร ที่ควรมี P D C A (Plan-Do-Check-Action) กำกับ ในบริบท “การเชื่อมโยงสูชุมชนของวิชาชีพที่มีบทบาท บริหารยาใหผูปวยทุกคน” อันเปนบริบทหนึ่งที่ถูกคาดหวังจาก HpHA คุณคาของ Agility ในระบบเภสัชกรรม 47
  • 53.
    บำบัดของ โรงพยาบาล จึงไมไดอยูที่การมีรายงานAdministration error ที่ครอบคลุมครบถวน รายงาน ADR ครบถวน แตอยูที่ความเร็วในการตรวจจับปญหาในระบบภายในที่วิชาชีพทำกันเอง และความไวในการรับรูผลขาง เคียงที่เกิดจากการบริหารยาในผูรับบริการจากการใหสุขศึกษา โดยหมอเจเลาตอวา บันทึกนี้แทนคำขอบคุณแดทีม งานเวชศาสตรครอบครัว ร.พ.พุทธชินราช พิษณุโลก และหมอเจยังเลาถึงการใหความหมายของคนไขเกี่ยวกับการ รักษาตางจากคนรักษา ดังนี้ “กินยาตรงเวลา ในความหมายของคนไข หมายถึง เวลาตามนาิกา กินยาตรงเวลา ในความหมายของคน รักษา หมายถึง เวลาที่เหมาะสมกับความตองการใหยาออกฤทธิ์” “กินยากอนอาหาร ในความหมายของคนไข หมายถึง ไมกินยาเมื่อทองวาง กินยาใหกอนกินอาหารมื้อนั้นๆ อยางนอยกอนเริ่มกินอาหาร” กินยากอนอาหาร ในความหมายของคนรักษา สำหรับยาทั่วไป มีความหมายเดียวกับ คนไข และ หมายถึง เวลากินยาเริ่มที่เวลาครึ่งชั่วโมงกอนเริ่มกินอาหาร” สรุปเปนความรูไดวา กินยาตรงเวลาสำหรับคนไขเบาหวานมีนัยยะ หมายถึง กินยากอนอาหารตรงเวลาที่ สามารถใหยาออกฤทธิ์โดยไมเกิดผลขางเคียง คือ น้ำตาลในเลือดต่ำ หากไมตองการใหคนไขเบาหวาน เกิดน้ำตาลใน เลือดต่ำ ผูบริหารยาพึงประเมินผลการบริหารยากอนอาหารโดยตัวผูปวยวา ถูกตองตามประสงคหรือไม การบริหารยากอนอาหารที่พึงประสงคของผูปวยเบาหวาน ซึ่งชวยลดภาวะแทรกซอนทั้งน้ำตาลในเลือดต่ำ และน้ำตาลในเลือดเกิน คือ 1. เมื่อบริหารยาแลว ระยะเวลาที่ผูปวยกินยากับมื้ออาหารนั้นๆ หางกันครึ่งชั่วโมง เพื่อใหยาออกฤทธิ์เหมาะสม ที่สุด 2. การไมบริโภคอาหารซ้ำเพื่อใหไดชื่อวากินยากอนอาหาร ซึ่งเปนสาเหตุเสริมใหน้ำตาลในเลือดคุมไมได การบริการสุขภาพโดยเฉพาะในผูปวยเรื้อรัง ที่เปนโรคที่เกี่ยวของกับวิถีชีวิต เกี่ยวของกับพฤติกรรมดูแลตนเอง ดังนั้น ผูปวยตองควบคุมตนเอง การจัดการกับโรคดวยตนเอง จึงจะสงผลลัพธที่ดีตอสุขภาพ การรักษาดวยยาเปน เพียงสวนหนึ่งของการรักษาเทานั้น การบริการที่ดีตองบริการแบบองครวมที่นอกจากดูแลรางกายแลว ตองดูปจจัย อื่นที่มีผลตอการดูแลรักษาดวย และตองเขาใจความหมายที่ผูปวยใหเกี่ยวกับการดูแลรักษาวาถูกตองเหมาะสมอยาง ไร ตองปรับกระบวนการดูแลใหมีประสิทธิภาพไดอยางไร 48
  • 54.
    เรื่องเลาจากเหลาเภสัชกร พนัส ปรีวาสนา และจตุพรวิศิษฏโชติอังกูร บทบาทของเภสัชกรกับการดูแลผูปวยเบาหวาน บทบาทของเภสัชกรมีมากขึ้นในการดำเนินการเชิงรุกเพื่อการดูแลผูปวยเบาหวาน ระยะหลังไดมีการอบรม เภสัชกร รานขายยา เกี่ยวของกับการคัดกรองผูปวยเบาหวานโดยการเจาะเลือดปลายนิ้ว เรื่องของการใชยากับ ผูปวยเบาหวาน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผูปวย ฯลฯ โดยมีเปาหมายเพื่อใหประชาชนเขาถึงบริการมากขึ้น ซึ่ง ปจจุบันนี้ รานขายยาที่กระจายอยูทั่วประเทศ และมีจำนวนไมนอยที่ผานการรับรองเปน “รานยาคุณภาพ” ผูปวย สวนหนึ่งที่ไมไปรับบริการที่โรงพยาบาล สามารถเขาถึงบริการนี้ไดโดยสะดวก งาย โดยเฉพาะคนทำงานที่หาเชากิน ค่ำ ไมมีเวลา มักไปใชบริการที่รานยา ซึ่งจะเปนแหลงที่จะชวยคัดกรองผูปวยกอนเขาสูระบบรักษาไดเปนอยางดี โดย เฉพาะเภสัชกรที่นาจะเปนบุคลากรสาธารณสุขที่ตองเขาใจเบาหวานที่ครบทุกมิติ ดร.วัลลาตันตโยทัย1 ไดพูดถึงเภสัชกรกับการดูแลผูปวยเบาหวานดวยความชื่นชมวา เภสัชกรแตละจังหวัดมี การรวมกลุมกันดีมาก จนสามารถสรางนวตกรรมดานการดูแลผูปวยเบาหวาน ไมวาจะเปนเรื่องการใชใชวิธีงายๆ ใน การชวยใหผูปวยเบาหวานรับประทานไดถูกเวลาและถูกขนาด เรื่องการสงมอบยาฉีดอินซูลินใหผูปวยที่รักษาระบบ ความเย็น เปนตน เรื่องเลาจาก เภสัชกรศุภรักษ ศุภเอม2 จากโรงพยาบาลอุบลรัตน ที่บันทึกความรูในการเลือกใชยาของบุคลากร สาธารณสุขกับการดูแลผูปวยเบาหวาน ที่ตองใหความระมัดระวังในระดับสูงจากบันทึกเรื่อง “ยาคูนี้ ไมใชสีเทา lopid+simvas จงอยาประมาท” “ปจจุบันเราอาจพบวา การใชยารวมกันระหวาง gemfibrozil+simvastatin แมมีขอหามใช แตแพทยก็ยัง สั่งยาคูกันเพราะ มีความเชื่อวาไดประโยชนกับผูปวย แตทวาจากงานวิจัยที่ตีพิมพ ป 2010 เรื่อง Effects of Combination Lipid Therapy in Type 2 Diabetes Mellitus พบวา การใชยาสองชนิดรวมกัน ไมเกิดผล ดีเหนือกวาการใช simvastatin เพียงตัวเดียว นอกจากนี้ในอดีต คดีความที่แพทยในอเมริกาแพคดี ตองจายเงินให คนไขมากมาย เพราะการใชยา statin+ยา lopid นี่แหละชัดเจน หาก ใครจายยาคูนี้ออกไป จงดูแลตนเองระวังถูก 1 http://gotoknow.org/profile/copdmfaci 2 http://gotoknow.org/profile/frxeak 49
  • 55.
    ฟองรองได ในกรณีที่หากเกิดอะไรขึ้นมากับคนไข” เรื่องเลาในบันทึกอาจารยวัลลา ที่ชื่นชมความคิดของเภสัชกรในการใสใจในคุณภาพของการเก็บรักษาอินซูลิน เพื่อสงมอบอินซูลินแชเย็นใหผูปวย ที่ผูปวยก็สามารถทำไวใชพกพาเมื่อตองเดินทางไกลได ที่ ภก.เอนก ทนงหาญ3 สงเรื่องเลาการดูแลผูปวยเบาหวานในบทบาทของเภสัชกรเปนเรื่องราวของ ภก.ปญญา ธีระกำจาย แหงโรงพยาบาล โพนสวรรค จ.นครพนม ดังนี้ ผูปวยตองนำอินซูลินจากโรงพยาบาลเพื่อไปฉีดที่บานตอ จำเปนตองเก็บรักษายาอินซูลินในสภาพที่แชเย็น หอง ยาจะจายยาอินซูลินใหกับผูปวยพรอมกับแนะนำใหผูปวยซื้อน้ำแข็งเพื่อแชในระหวางที่เดินทางกลับบาน ผูปวยบาง รายจะนำกระติกใสน้ำแข็งมาเอง แตผูปวยสวนใหญจะไมไดเตรียมภาชนะอะไรมาเลย บานของผูปวยบางคนอยูไกล จากโรงพยาบาลมาก เชน ที่ ต.บานคอ มีระยะทางหางจากโรงพยาบาลถึง 40 กิโลเมตร ตองใชเวลาในการเดินทาง นาน หองยาไดแกปญหาที่เกิดขึ้นโดยใชกระปองยาที่เหลือใช นำไปบรรจุน้ำเพื่อทำเปนน้ำแข็ง แลวใสอินซูลินใหผู ปวยนำกลับบาน พรอมทั้งแนะนำวิธีการเก็บรักษาอินซูลินที่ถูกตอง ตามฉลากยาควรเก็บอินซูลินไวที่เย็น อุณหภูมิ 2–8 องศา C หรือตูเย็น แตหามแชแข็งและตองไมถูกแสงแดด วัสดุอุปกรณ ใชกระปองยาที่เหลือใช น้ำ ชองแชแข็งในตูเย็นเก็บวัคซีน การเตรียมการดำเนินงาน กอนวันคลินิกเบาหวาน (วันพฤหัสบดี, ศุกร) คนงานคัดเลือกกระปองยาที่เหลือใช เลือกกระปองที่มีขนาดพอเหมาะ นำมาทำความสะอาด แลวบรรจุน้ำใสกระปองประมาณ ½ ของปริมาตรภาชนะ นำไปไวในชองแชแข็งประมาณ 1 วัน วิธีการดำเนินงาน พิมพฉลากยา วิธีการฉีด ปริมาณการใชแลวนำฉลากยาบรรจุลงในซองซิปนำอินซูลินออกจาก กลองยา และใสในซองซิปเพื่อปองกันฉลากยาเปยกน้ำ ใสในกระปองยาที่แชแข็งที่เตรียมไว สงมอบยาใหกับผูปวย พรอมแนะนำวิธีการเก็บยาที่ถูกตอง ประโยชนที่จะไดรับคือ ผูปวยไดรับยาอินซูลินที่มีประสิทธิภาพ เปนการรักษา ยาที่ถูกตองตามระบบการรักษายาที่ตองแชเย็น (Cold Chain) และทำใหผูปวยทราบวิธีการเก็บรักษายาอินซูลินที่ ถูกตอง ปญหาก็มีบางในกรณีที่ผูปวยบางรายไมไดนำเอาอินซูลินที่แชในกระปองออก เมื่อเก็บไวในตูเย็นที่บาน ขวดยา และฉลากยาจึงแชในน้ำเมื่อน้ำแข็งละลายตัว ทำใหฉลากยาเปอยยุย สวนการแกไขปญหาที่เกิดขึ้นแนะนำใหผูปวย เอายาอินซูลินและฉลากยาแยกออกจากกัน กอนที่จะเก็บไวในตูเย็นที่บาน ใหเก็บกระปองน้ำแข็งไวในชองแชแข็ง ซึ่ง จะมีประโยชนเมื่อผูปวยจำเปนตองพกพาอินซูลินไปในสถานที่อื่นๆ สวนยาอินซูลินใหเก็บไวในชองแชเย็นปกติ เรื่องราวดีๆ แบบนี้ มาจากการสรางสรรคของคนทำงานที่พัฒนาบริการใหมีคุณภาพ ผูรับประโยชนคือตัวของ ผูปวยเบาหวานที่มีไดรับการรักษาที่เอาใจใสจากบุคลากรทางการแพทยที่เขาใจพวกเขา เปนการรักษาที่คำนึงถึง บริบทของผูปวยตามแนวทางของการบริการทางการแพทยดวยหัวใจของความเปนมนุษย 3 http://gotoknow.org/profile/thanonghan 50
  • 56.
    เบาหวานกับนวัตกรรม พนัส ปรีวาสนา และจตุพรวิศิษฏโชติอังกูร หากนวัตกรรม หมายถึง การพัฒนาความรู วิธีการ ทักษะ กระบวนการ กิจกรรมใหมๆ การนำสิ่งที่มีอยูในชุมชน อื่นมาพัฒนา หรือปรับใชในชุมชนตนเอง และการนำสิ่งที่มีอยูมาปรับกระบวนทัศนใหม หรือทำวิธีใหมแลวไดผลแลว นวัตกรรมเกิดขึ้นตลอดเวลาในการดำเนินการสงเสริมปองกันรักษาฟนฟูโรคเบาหวาน แตหากนวัตกรรมที่เกิดขึ้นไมมี การเผยแพร การพัฒนาและการนำไปใชประโยชนก็จะไมเกิดขึ้น ดังนั้นจึงไดการรวบรวมนวัตกรรมที่เกิดจากการ ดำเนินงานดานเบาหวาน จากเวทีการแลกเปลี่ยนความรูใน Gotoknow.org เพื่อเปนคลังความรูที่ทุกคนสามารถ เรียนรูและนำไปประยุกตใช ในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ ดังนี้ ไมตรวจเทา (Monofilament)บานกุดจาน1 Monofilament โดยทั่วไป 1 http://gotoknow.org/blog/dmcop/88502 51
  • 57.
    Monofilament บานกุดจาน วัตถุประสงค ใชตรวจการรับความรูสึกที่เทาของผูปวยเบาหวาน วิธีการ 1) ใชไมตะขบ (เชอรี่อิสาน) เจาะรูโดยใชเข็มฉีดยาเบอร ๒๑ หมุนลงไป 2) ใสกาวใสเอ็นเบ็ดเบอร ๔๐ 3) นำไปทดสอบแรงกดกับเครื่องชั่งสารเคมี ใหไดแรงกด ๑๐ กรัม การใชประโยชน : ใชตรวจเทาผูปวยเบาหวาน เพื่อการประเมินความเสี่ยง และจากการที่มีการประดิษฐไม ตรวจเทาได จึงทำให อสม.ประจำกลุมเบาหวาน มีอุปกรณที่เพียงพอในการปฏิบัติงาน สงผลใหเกิดการกระตุนใหผู ปวยดูแลเทาตนเองใหดียิ่งขึ้น และชุมชนมีสวนรวมในการดูแลสุขภาพเทาของผูปวยในชุมชนของตน โดย คุณวัลภา เฟอยงาราช นักวิชาการสาธารณสุข ๕ สถานีอนามัยบานกุดจาน จ.สกลนคร 52
  • 58.
    สัญลักษณชวยใหใชยาไดถูกตอง2 สัญลักษณบอกขนาดและเวลารับประทานยา วัตถุประสงค เพื่อชวยใหผูปวยเบาหวานซึ่งอานหนังสือไมไดใหสามารถใชยาไดถูกตอง วิธีการ การกำหนดสัญลักษณวิธีการกินยาที่ผูปวยสามารถเขาใจไดอยางงายๆ การนำไปใชประโยชน ใชสัญลักษณวิธีการกินยาชวยผูปวยอานหนังสือไมไดใหสามารถใชยาได โดยภก.อับดุลเลาะ แวนาแว โรงพยาบาลยะรัง จ.ปตตานี “off loading”3 2 http://gotoknow.org/blog/dmcop/89262 3 http://gotoknow.org/blog/footcareclinic/219884 53
  • 59.
    วัตถุประสงค เพื่อฟนฟูการเกิดแผลในผูปวยเบาหวาน วิธีการ ใชหลักชีวกลศาสตร (Biomechanics) ของการเกิดแผลในผูปวยเบาหวานเพื่อทำใหน้ำหนักไมลงที่แผล มาใชฟนฟูในผูปวยเบาหวาน โดย นศพ.จุฑามาส สุวัฒนภักดี ,นศพ.ไพบูลย ศรีพงษสาร,นศพ.ศิรินาถ จุฬาวงศสวัสดิ์ นักศึกษาแพทยป 5 คณะแพทยศาสตรโรงพยาบาลรามาธิบดี ถุงผาแทนใจ ใชยาเบาหวาน4 วัตถุประสงค การตรวจสอบวาผูปวยเบาหวานรับประทานยาไดถูกตอง ครบถวน หรือไม และเพื่อเปนการลด การใชถุงพลาสติกในโรงพยาบาล วิธีการ 1) แจกถุงผาใหกับคนไข 2) ผูปวยนำยาที่เหลือกลับมาดวยทุกครั้งเพื่อนำยามาคืน 3) เจาหนาที่จะตรวจสอบวายาที่ไดกลับคืนมาคิดเปนมูลคาเทาไหร การนำไปใชประโยชน นำไปกับผูปวยเบาหวานคลินิกเบาหวาน โรงพยาบาลสีชมพู โดย โรงพยาบาลสีชมพู อ.สีชมพู จ.ขอนแกน เบาหวาน เบาใจ5 4 http://gotoknow.org/blog/dmht-sichomphu/360320 5 http://gotoknow.org/blog/ambulampang/408654 54
  • 60.
    วิธีการ จัดทำแผนพับแข็งขนาดจิ๋ว มีหนาหลังพับครึ่ง มีขอความไมมากแตเปนขอความสำคัญที่ผูปวยควรจะจำ ไดและนำไปใชประโยชนในการดูแลตัวเอง ลักษณะของแผนพับ หนาแรก ปกมีชื่อ เบาหวาน เบาใจ และก็มีกลอนวา คุมอาหารดี ชีวีมีสุข ออกกำลังกายไรทุกข สนุกสนาน กินยาสม่ำเสมอ จิตใจเบิกบาน คุมเบาหวานได ในมือคุณ หนาที่สอง แสดงเปาหมายในการควบคุมโรคเบาหวาน เรื่องของตัวเลขตางๆ ที่ผูปวยควรรู จะไดทราบถึง สถานะโรคของตัวเองได รวมทั้งขอควรปฏิบัติเมื่อมาเจาะเลือด หนาที่สาม เปนการเตือนความจำถึงเรื่องการตรวจรางกายประจำปของผูปวยเบาหวาน ซึ่ง จะตองมีการตรวจ หลักๆ ไดแก ตา ไต เทา ฟน ที่ผูปวยลงบันทึกวันที่ ที่ตัวเองมาตรวจเพื่อเตือนวา ปนี้ไดตรวจอะไรบางและหนา สุดทายก็จะเปนการไขขอสงสัยเกี่ยวกับเรื่องยา การนำไปใชประโยชน แจงใหผูปวยหลังรับบริการใหคำปรึกษาผูปวย 55
  • 61.
  • 62.
    การสรางเครือขายเบาหวาน : พลังการเรียนรู พนัสปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร ภาคีเครือขาย เปนกลไกการขยายกิจกรรมไปสูชุมชนที่กวางขวาง สรางกระบวนการเรียนรู ผานการแลกเปลี่ยน ประสบการณและการสื่อสารระหวางสมาชิกเครือขาย และถือเปนกลไกที่มีประสิทธิภาพในการจัดสรร จัดการ ทรัพยากรฯ การดำเนินงานดานการสงเสริม ปองกัน รักษา โรคเบาหวาน ที่ผานมามีลักษณะการทำงานเปนภาคี เครือขายที่เกิดตอเนื่องจากเครือขายจัดตั้ง มีการพัฒนาและเสริมแรงจากภายใน ไดรับการกระตุนจนสมาชิกเครือ ขายเริ่มสรางพันธะสัญญาของตนเอง ตอเครือขาย กอใหเกิดการมีสวนรวมจากทุกภาคสวน ทำใหเกิด “พลัง” และ “กำลัง” ในการขับเคลื่อนกิจกรรม และเกิดกระบวนการการทำงานในลักษณะที่เปน “การดูแล และแบงปน” หรือ “Care share process” เครือขายที่เชื่อมรอยเกาะเกี่ยวกัน ทำใหเกิดการเติบโตทั้งวิธีคิดและวิถีปฏิบัติไปดวย กัน ในบันทึกของ Gotoknow.org ก็จะเห็นถึงเครือขายที่เกิดขึ้นทั้งในรูปแบบเครือขายทางวิชาการที่มาแลกเปลี่ยน เรียนรู และสวนหนึ่งเปนเครือขายที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ ตัวอยางเครือขายเหลานี้เชน ตลาดนัดความรูในการดูแลผูปวยเบาหวาน รูปแบบนี้ นำหลักทางการตลาดมาปรับใชในการจัดการความรู พรอมๆ กับการสรางเครือขายการทำงาน มี รูปแบบการดำเนินงานที่นาสนใจ เชน พอคา-แมขายในงานนี้คือ ทีมสหสาขาวิชาชีพที่ใหการดูแลผูปวยเบาหวาน จากโรงพยาบาล PCU และสถานีอนามัย และภาคีเครือขาย ลูกคาคือ ผูปวย และ ญาติ และบุคคลที่สนใจ ใช กระบวนการจัดการความรูและทำ AAR ทุกครั้ง กระบวนการเรียนรูเหลานี้ทำใหผูที่สนใจเรียนรูไดแลกเปลี่ยนความ รู ประสบการณ ไดเรียนรู รูจักเครือขายคนทำงานขามวิชาชีพ ประเด็นที่แลกเปลี่ยนในตลาดนัดความรูจะเปนเรื่อง ระบบบริหารจัดการ การทำงานเปนทีมสหสาขาวิชาชีพ การพัฒนาบุคลากร ระบบรายงานและการเก็บขอมูล การ ทำงานเชิงรุก การคัดกรองกลุมเสี่ยง การดูแลรักษาตามเกณฑ การสงตอและการติดตามเยี่ยม การใหสุขศึกษา การ สนับสนุนใหผูปวยดูแลตนเอง เชน เครือขายเบาหวานระดับจังหวัดฉะเชิงเทรา ปตตานี นครพนม อุบลราชธานี ระยอง สุราษฎรธานี เกิดการเคลื่อนตอของแตละจังหวัด มีการจัดทำแผนงานเพื่อขับเคลื่อน เนนการประสานงาน ทีมิใชการสั่งการ เพื่อกอใหเกิด ความยั่งยืน มีการประสานระหวางโรงพยาบาล ศูนยสุขภาพชุมชน (PCU) เริ่มจาก อำเภอเดียวกัน ทำงานอยางเปนทีม และ จัดทำ “คูมือ” สำหรับผูปวยเบาหวาน ยังมีการขยายรูปแบบการรวมเครือ ขายลักษณะเดียวกันนี้เปนตลาดนัดความรูการดูแลผูปวยเบาหวาน-ความดันโลหิตสูง ที่มีการจัดขึ้นในทุกภาค 57
  • 63.
    ประกอบดวย กิจกรรมการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสาธารณสุขใหมีความรูและทักษะในการสรางเครือขาย สราง และพัฒนาศักยภาพแกนนำชุมชนใหสามารถดำเนินกิจกรรมคัดกรองปองกัน สงเสริม ดูแลรักษาและฟนฟูสุขภาพ ในเรื่องเบาหวาน ความดันโลหิตสูง พัฒนาความรูเรื่องโรคเบาหวาน ความดันโลหิต แกประชาชน และคนหา Best practice ในชุมชน มหกรรม KM เบาหวาน กิจกรรมที่ถือวาเปนกิจกรรมใหญๆ ที่สรางพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรูใหกับผูสนใจ เราจะรูจักกันดีในชื่อของ มหกรรม KM เบาหวาน ประกอบดวยกิจกรรมที่มีวัตถุประสงคที่มุงใหเกิดแลกเปลี่ยนเรียนรู Best practice เพื่อการ ดูแลผูปวยเบาหวานที่มีประสิทธิภาพ สรางความรูเรื่องการดูแลผูปวยเบาหวานจาก Best practice ที่มีอยูภายใน เครือขาย ตลอดจนสรางความรูเรื่องการจัดการความรู หรือ KM ที่ทำใหการดูแลผูปวยเบาหวานที่มีประสิทธิภาพ มี การสรางขอตกลงความรวมมือระยะยาวภายในเครือขายที่ชัดเจนกลุมเปาหมายคือเจาหนาที่ที่ถึงตัวชาวบาน โดยใช หลักการสังคมแหงการเรียนรู (learning society) หากมองในมุมพื้นที่ ก็มีกลุม/เครือขายที่รวมตัวกันในระดับพื้นที่ เชน เครือขายแพทยแผนไทยกับการดูแลผู ปวยเบาหวาน จ.อุดรธานี กลุมเครือขายแพทยแผนไทยกับการดูแลผูปวยเบาหวาน จ.อุดรธานี ประกอบดวยโรง พยาบาลและ สถานีอนามัยในเขตอำเภอกุดจับ,หนองวัวซอ, โนนสะอาด,ไชยวาน,บานผือ,เมือง และโรงพยาบาล ศูนยอุดรธานี มีการรวมกันจัดทำ การขั้นตอนการจัดบริการ และ CPG (Clinical practice guideline แปลวา ”แนวทางเวชปฏิบัติที่ใชเปนคูมือในการดูแลรักษาผูปวย”จะเปนแนวปฏิบัติเรื่องใดก็ได เชน “CPG การดูแลผูปวย เบาหวาน”, “แนวทางเวชปฏิบัติเรื่องวัณโรค” เปนตน) พรอมทั้งรูปแบบการรายงาน แนวทางการใหบริการ การ นวดเทาดวยตนเอง และ ขั้นตอนการนวดเทาของหมอนวดแผนไทย โดยจะไมใชไมกดจุด โดยมีเข็มมุงที่จะใหคนไขที่ อยูในโครงการสามารถนวดเทาตนเองไดทุกราย เปดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรูออนไลนใน gotoknow.org เพื่อเปนสื่อ กลางการดำเนินงานของเครือขาย ชมรมเพื่อนเบาหวานตำบลบานนา โดยกลุมงานเวชศาสตรครอบครัวและบริการสุขภาพชุมชนของโรงพยาบาลบานนา จัดกิจกรรมออกเยี่ยมบานใน ชุมชน ใหคำแนะนำการดูแลสุขภาพตนเอง ครอบครัว ชุมชนตามวิถีชีวิตที่เปนอยูจริง ทำใหผูปวยเกิดความตระหนัก ในการเฝาระวังภาวะแทรกซอนของโรค เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรูซึ่งกันและกันเปนเครือขายในการดูแลตนเองของ ผูปวยเบาหวาน จากปรากฏการณจะเห็นไดวาเครือขายการทำงานดานเบาหวานไดมีการพัฒนาการของภาคีเครือขายผานระยะ ที่ 1 ระยะที่กอรูป พบวาสมาชิกหรือภาคีของเครือขายโดยเฉพาะกลุมแกนนำหรือภาคีสวนนำ เห็นเงื่อนไขและความ จำเปนที่จะตองทำงานประสานกันเปนเครือขายสะทอนออกมาในรูปของเจตนารมณอุดมการณ วิสัยทัศนรวมกัน (common perception) และสวนใหญกำลังกาว สูระยะที่ 2 ระยะขับเคลื่อน พบวาเครือขายมีฟอรมของการกอตัว ขึ้น เห็นโครงสรางทางความคิดชัดเจน ทั้งในแงปฏิสัมพันธ หรือกลไกการเชื่อมประสาน(bridge) การสื่อสาร และการ บริการจัดการซึ่งสวนมากมีลักษณะความสัมพันธแบบไมมีลำดับชั้น(hierarchy) แตละคน แตละกลุม แตละองคกร เปนอิสระตอกัน ภาคแตละสวนสามารถบริหารจัดการตนเอง (Self-regulating) ในการทำงานเครือขายไดอยาง อิสระ และบางเครือขายกำลังกาวเขาสูระยะที่ 3 คือ ระยะขยายตัว ที่มีการเคลื่อนเครือขายเกิดประโยชนตามความ 58
  • 64.
    สนใจรวม(Mutual interests/benefits) การทำงานเครือขายมีลักษณะเปนการทำงานที่สมาชิกภาคีเครือขายมีสวน รวมอยางกวางขวาง(allstakeholders participation) สมาชิกมีลักษณะเสริมสรางซึ่งกันและกัน (complemen- tary relationship ) มีการดำรงอยูในเครือขายแบบพึ่งพิงอาศัยกันและกัน (interdependence) อยางไรก็ตาม การ ดำรงอยูของภาคีเครือขาย ขึ้นอยูกับความสามารถในการบริการจัดความสัมพันธใหเกิดการบมเพราะความสัมพันธ ความศรัทธา และความไวเนื้อเชื่อใจตลอดจนการสรางกรอบทางความคิด เพื่อใหเกิดการแลกเปลี่ยนขอมูลขาวสาร การแกปญหารวมกันอยางสรางสรรค รวมทั้งการดำเนินการรวมกันระหวางองคกรอยางตอเนื่อง ขอเปนกำลังใจให กับทุกเครือขายในการขับเคลื่อนกาวไปขางหนา เพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย 59
  • 65.
  • 66.
    บทสงทาย : เบาหวานมหันตภัยเงียบที่นาจับตา มอง พนัส ปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร เบาหวาน (Diabetes mellitus) ถือเปนโรคอีกโรคหนึ่งที่กลายมาเปนโรคของคนกระแสหลักในระบบสุขภาพ ของคนในสังคมไทยและสังคมโลก เนื่องเพราะมีคุณลักษณะที่สำคัญคือ “เมื่อเปนแลวรักษาไมหายขาด แตก็ สามารถปองกันได” และที่สำคัญอีกประการก็คือ เมื่อเปนแลวมักจะเกิดภาวะแทรกซอนหรือโรคแทรกซอนเรื้อรัง ตามมาอีกหลายชนิด ในทางของการเกิดเบาหวานนั้น เปนผลจากการที่ฮอรโมนอินซูลินทำงานบกพรอง ไมสามารถดึงเอาน้ำตาล (Insulin) ออกมาเผาผลาญเปนพลังงานแกรางกายได พลอยใหน้ำตาลถูกกักเก็บในกระแสเลือดมากจนเกินความ จำเปน จนเกิดเปนภาวะ “น้ำตาลในเลือดสูงเกินปกติ” ดังนั้นดวยความที่เกี่ยวของกับน้ำตาล คนไทยจึงมีชื่อที่เรียก เบาหวานหลายหลายชื่อ อาทิ โรคหนักหวาน โรคปสสาวะหวาน (โรคมดตอม) โรคคนอวน โรคของคนรวย หรือ แมแตโรคผูสูงอายุก็เรียก เพราะในอดีตนั้นมีความเขาใจวาเปนโรคที่เกิดขึ้นกับผูสูงอายุนั่นเอง เปนที่นาสังเกตวาบรรดาชื่อที่นำมาเรียกเบาหวานนั้น จะเห็นไดวาสวนใหญยึดโยงกับพฤติกรรมการกิน การอยู แทบทั้งสิ้น กลาวคือเปนโรคที่เกิดจากภาวะที่ผูคนนิยมบริโภคอาหารที่มีปริมาณของน้ำตาล แปง และไขมันสูง ซึ่ง ปจจุบันพบวามีสถิติผูปวยเพิ่มมากขึ้นอยางนาตกใจ จนอาจมองไดวาโรคเบาหวานเปนโรคอีกโรคหนึ่งที่สะทอนให เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงทางสังคมไดเปนอยางดี เพราะจากอดีตที่เปนสังคมเกษตรกรรม ผูคนก็นิยมบริโภคอาหาร ที่ “เปนผักเปนปลา” (กินปลาเปนหลัก กินผักเปนพื้น) สิ่งเหลานั้นเปนวิถีวัฒนธรรมที่เรียบงาย สมถะ เปนภาพชีวิต ที่รอยรัดสนิทแนนอยูกับธรรมชาติ กินอยูไมซับซอนและเรงดวน สิ่งที่บริโภคก็มาจากปจจัยหลักคือการ “ปลูกเอง เลี้ยงเอง” แตพอสังคมวิวัฒนเขาสูความเปนคนเมืองตามแบบสังคมอุตสาหกรรม วิถีชีวิตก็เปลี่ยนแปลงจากการกิน พืชผักไปสูอาหารประเภทแปงและน้ำตาลมากขึ้น รวมไปถึงอาหารสำเร็จรูปที่หลากรูปลักษณที่จับจายสะดวกสบาย โดยอาจไมจำเปนตองเสียเวลาปลูกเองเลี้ยงเองดังอดีต ในทำนองเดียวกันนั้น ก็เปนที่รับรูอยางกวางขวางวา โรคเบาหวานยังมีความเชื่อมโยงกับระบบกรรมพันธุมาก เปนพิเศษ จนใครๆ ก็เคยไดเชื่ออยางปกใจมาแลววาโรคชนิดนี้เปน “โรคฟาประทานมากับพันธุกรรม” ซึ่งจริงๆ 61
  • 67.
    แลวไมเปนไปตามนั้นเสียทั้งหมด เพราะคนที่มีญาติสายตรงที่เคยมีประวัติเปนโรคเบาหวาน ก็ไมจำเปนตองปวยเปน โรคนี้ไปแบบอัตโนมัติเพียงแตเปนผูมีความเสี่ยงที่จะเปนเบาหวานเทานั้นเอง ดังนั้นจึงเห็นไดชัดวา พฤติกรรมการ กิน หรือการบริโภคนั้น ดูจะเปนปจจัยเกื้อหนุนสูการเปนโรคเบาหวานมากกวาใดๆ เลยดวยซ้ำไป นอกจากนี้ ภาพลักษณอันสำคัญอีกประการของโรคเบาหวานที่ผูคนรับรูจนกลายเปน ความหวาดวิตกแสน สาหัสก็คือภาวะที่เปนแลวไมสามารถรักษาใหหายขาดได ซ้ำรายยังนำพาใหเกิดโรคแทรกซอนเรื้อรังอีกมากมาย จน กลายเปนวาทกรรมเรียกขานวา “โรคญาติเยอะ” เพราะกระทบตรงตอระบบสุขภาพของคนเราโดยตรงทั้งทางตา ไต สมอง หัวใจ และหลอดเลือด ซึ่งภาวะแทรกซอนเหลานั้น ลวนเกิดขึ้นแบบเงียบๆ ชนิดที่วาคนปวยไมรูตัวมากอน มารูตัวอีกทีก็เขาสูภาวะเรื้อรังไปแลวก็วาได และนั่นก็เปนที่มาของการเรียกขานกันโดยทั่วไปอีกวา “โรคเงียบ” หรือ ภัยเงียบดวยเชนกัน แตอยางจากก็ตาม ถึงโรคเบาหวานจะเปน “โรคเรื้อรัง” ที่เปนแลวรักษาใหหายขาดไมไดก็จริง แตสิ่งที่ไมอาจ ปฏิเสธไดก็คือ เมื่อเปนแลวเราตางก็สามารถควบคุมได หรือแมแตในหวงยามที่ยังไมเปนโรคชนิดนี้ เราก็สามารถ ปองกัน หรือเฝาระวัง (Surveillance) ไดเชนกัน โดยการทำความเขาใจอยางมีสติ มีหัวใจที่เขมแข็ง มองโลกในแง ดี บริหารจัดการระบบสุขภาพผานการกินการอยูอยางเหมาะสม เปนตนวา ไมบริโภคอาหารที่มีปริมาณน้ำตาล แปง และไขมันสูงจนเกินความจำเปน แตควรหันกลับมามองอาหารประเภทพืชผักและสมุนไพร (ธรรมชาติบำบัด) ใหมาก ขึ้น รวมถึงการสรางนิสัยรักการออกกำลังกายใหกับตัวเอง เพราะวิธีการเหลานี้จะชวยกระตุนทั้งทางตรงและทาง ออมใหฮอรโมนอินซูลินทำงานไดอยางมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การไมละเลยที่จะสรางระบบเฝารังใหกับตัวเองอยางตอเนื่องจนเปน “วัฒน- ธรรมทางสุขภาพ” ดวยการสังเกตอาการตางๆ ที่เสี่ยงตอการเปนเบาหวานอยางงายๆ อาทิ ปสสาวะบอยและ กระหายน้ำอยูบอยๆ เนื่องจากสูญเสียน้ำไปทางปสสาวะเปนจำนวนมาก “กินเกง หิวบอย แตน้ำหลักลด” เนื่องจากรางกายไมสามารถสลายพลังงานจากไขมันได จึงจำตองสลายพลังงานจากโปรตีนและไขมันแทนสงผลให เกิดอาการ คันตามผิวหนัง ผิวหนังอักเสบ เกิดการติดเชื้องาย และเมื่อเปนแผลแลวแผลจะหายชา อาการเห็นภาพไม ชัด ตาพรามัว เทาเปนแผลงาย เหน็บชา ไรความรูสึก เปนอัมพฤต อัมพาต เปนตน ดังนั้นจึงอาจกลาวไดวา ปจจุบันนี้โรคเบาหวานเปนโรคที่คนไทยและสังคมโลกเริ่มรูจักกันเปนอยางดี ผานวาท กรรมจำกัดความงายๆ คือ “รักษาไมหายขาด แตควบคุมและปองกันได” รวมถึงการเปนเสมือนประตูสุขภาพที่ เปดพาใหโรคตางๆ ไดคืบคลานเขามาสูรางกายอันเปนภาวะแทรกซอนนั่นเอง ตลอดจนการสัมพันธยึดโยงกับความ เปน การกินอาหาร และการออกกำลังกาย ดวยเชนกัน แตเหนือสิ่งอื่นใด ความไมมีโรค ยอมเปนลาภอันประเสริฐ กระบวนการปองกัน มิใหระบบสุขภาพเสื่อมทรุด นั้น จึงถือเปนหัวใจหลักเพราะนั่นคือระบบคุมกันอันแข็งแกรงที่จะทำใหคนเราไมถูกคุกคามโรครายตางๆ หรือหาก ตองชะตากรรมกับการปวยไขใดๆ สิ่งสำคัญและยิ่งใหญที่สุดก็คงหลีกไวพนการมองโลกและชีวิตในมุมบวก สรางขวัญ กำลังใจใหกับตัวเองพรอมๆ กับการเรียนรูและทำความเขาใจในกลไกที่จะดูแลตัวเองอยางถูกวิธี เพื่อใหสามารถหยัด ยืนอยูในวิถีของการใชชีวิตไดอยางไมโศกเศรา หดหูจนเกินเหตุ เพราะเมื่อใดที่จิตใจเขมแข็ง รางกายก็ยอมเขมแข็ง ตามไปดวยเชนกัน เพราะนั่นคือ “สุขใจ กายก็เปนสุข” 62
  • 68.
    เกี่ยวกับผูเขียน นายพนัส ปรีวาสนา นักกิจกรรมนักศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปนคนกาฬสินธุโดยกำเนิด แตเสมือนราวกับวาชีวิตและลมหายใจ ไดกอเกิดและเติบโต สืบมาจนถึงทุกวันนี้ ก็ เพราะการไดเปนสวนหนึ่งของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยการเปนนิสิตเมื่อป 2534 ทุกวันนี้ยังมีความสุขกับการ เปนสวนหนึ่งของมหาวิทยาลัย และมีความสุขกับการไลลาความฝน ปจจุบันทำงานขับเคลื่อนงานกิจกรรมนักศึกษาที่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และเขียนบันทึกเรื่องราวผานประสบการณที่ http://gotoknow.org/blog/pandin 63
  • 69.
    นายจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร นักวิชาการอิสระ/นักศึกษาปริญญาเอก สำเร็จการศึกษาทางดานการสงเสริมสุขภาพ (Health Promotion) ผานการเปนนักวิจัย ของ สำนักงานกองทุน สนับสนุนการวิจัย (สกว.) ทำงานวิจัยเพื่อทองถิ่นเชิงประเด็นที่เกี่ยวของกับการ Empowerment ชุมชน และทำงาน เปนนักวิจัยของสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกลา ประเด็น “การจัดการความขัดแยง กรณีปญหา สามจังหวัดชายแดนภาคใต” ปจจุบันกำลังศึกษาปริญญาเอกทางดานประชากรศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล, เปนนัก วิชาการอิสระ และทำงานเปนวิทยากรกระบวนการเชิงประเด็น กระบวนการถอดบทเรียน การจัดการความรู และ การประเมินผลแบบเสริมพลัง การวิจัยเพื่อปฏิบัติการทางสังคม และเขียนบันทึกแลกเปลี่ยนเรียนรูผานประสบการณ การทำงานที่ http://gotoknow.org/blog/mhsresearch 64