Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
Uploaded by
สปสช นครสวรรค์
1,536 views
Diabetes
Read more
7
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Downloaded 200 times
1
/ 70
2
/ 70
3
/ 70
4
/ 70
5
/ 70
6
/ 70
7
/ 70
8
/ 70
9
/ 70
10
/ 70
11
/ 70
12
/ 70
13
/ 70
14
/ 70
15
/ 70
16
/ 70
17
/ 70
18
/ 70
19
/ 70
20
/ 70
21
/ 70
22
/ 70
23
/ 70
24
/ 70
25
/ 70
26
/ 70
27
/ 70
28
/ 70
29
/ 70
30
/ 70
31
/ 70
32
/ 70
33
/ 70
34
/ 70
35
/ 70
36
/ 70
37
/ 70
38
/ 70
39
/ 70
40
/ 70
41
/ 70
42
/ 70
43
/ 70
44
/ 70
45
/ 70
46
/ 70
47
/ 70
48
/ 70
49
/ 70
50
/ 70
51
/ 70
52
/ 70
53
/ 70
54
/ 70
55
/ 70
56
/ 70
57
/ 70
58
/ 70
59
/ 70
60
/ 70
61
/ 70
62
/ 70
63
/ 70
64
/ 70
65
/ 70
66
/ 70
67
/ 70
68
/ 70
69
/ 70
70
/ 70
More Related Content
PDF
คู่มือการตรวจสอบเฝ้าระวังโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพเบื้องต้น
by
Utai Sukviwatsirikul
PDF
แนวทางเวชปฏิบัติการใช้ยารักษาภาวะไขมันผิดปกติ เพื่อป็องกันโรคหัวใจและหลอดเลื...
by
Utai Sukviwatsirikul
PDF
คู่มือการดูแลผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง แบบบูรณาการ
by
Utai Sukviwatsirikul
PPT
Laboratory Testing
by
Asst.Prof.Dr.Terdsak Rojsurakitti
PDF
Thai hypertension guideline 2015
by
Utai Sukviwatsirikul
PDF
การให้วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อในผู้สูงอายุ
by
Utai Sukviwatsirikul
PDF
Cpg psoriasis institue of derm
by
Utai Sukviwatsirikul
PDF
Psoriatic arthritis
by
Utai Sukviwatsirikul
คู่มือการตรวจสอบเฝ้าระวังโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพเบื้องต้น
by
Utai Sukviwatsirikul
แนวทางเวชปฏิบัติการใช้ยารักษาภาวะไขมันผิดปกติ เพื่อป็องกันโรคหัวใจและหลอดเลื...
by
Utai Sukviwatsirikul
คู่มือการดูแลผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง แบบบูรณาการ
by
Utai Sukviwatsirikul
Laboratory Testing
by
Asst.Prof.Dr.Terdsak Rojsurakitti
Thai hypertension guideline 2015
by
Utai Sukviwatsirikul
การให้วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อในผู้สูงอายุ
by
Utai Sukviwatsirikul
Cpg psoriasis institue of derm
by
Utai Sukviwatsirikul
Psoriatic arthritis
by
Utai Sukviwatsirikul
Viewers also liked
PDF
คู่มือการดูแลตนเอง โรคเบาหวาน
by
Utai Sukviwatsirikul
PDF
คู่มือปฏิบัติงาน CKD 2559
by
Kamol Khositrangsikun
PDF
หลักการออกแบบร้านค้าปลีกสมัยใหม่
by
Utai Sukviwatsirikul
PDF
รายงานสุขภาพคนกรุงเทพ ปี 2558
by
Utai Sukviwatsirikul
PDF
แนวทางการดำเนินงาน คลีนิกหมอครอบครัว
by
Utai Sukviwatsirikul
PDF
Cpg for internet and game addiction
by
Utai Sukviwatsirikul
PDF
บทที่ 5 ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง
by
Pa'rig Prig
PDF
Ag 16 in_1.2.4_896(2555)
by
Lookbua Siraprapa
PDF
ยารักษาโรคเบาหวาน
by
Utai Sukviwatsirikul
PDF
ความเป็นไปได้ของร้านยาในการนำ (ร่าง) ประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องการกำหนดรายล...
by
Parun Rutjanathamrong
PDF
Cpg hyperlipidemia 2558
by
Utai Sukviwatsirikul
PDF
Pharmacotherapy in patient with stroke 2555
by
Utai Sukviwatsirikul
PDF
โรคเรื้อรังที่พบบ่อย
by
Dr.yababa najra
PPT
Melioidosis
by
monoybr
PDF
Current Pharmacotherapy in Diabetes
by
Utai Sukviwatsirikul
PDF
คู่มือแปลผลการตรวจร่างกายฉบับประชาชน
by
Surapol Imi
PPT
เบาหวาน
by
beam35734
DOC
ยารักษาโรคเบาหวาน โดย ฉัตรเลิศ พงษ์ไชยกุล
by
Utai Sukviwatsirikul
PDF
Guildline thai atherosclerosis_update_16_07_50
by
Utai Sukviwatsirikul
PPTX
โรคเบาหวาน
by
Pim My
คู่มือการดูแลตนเอง โรคเบาหวาน
by
Utai Sukviwatsirikul
คู่มือปฏิบัติงาน CKD 2559
by
Kamol Khositrangsikun
หลักการออกแบบร้านค้าปลีกสมัยใหม่
by
Utai Sukviwatsirikul
รายงานสุขภาพคนกรุงเทพ ปี 2558
by
Utai Sukviwatsirikul
แนวทางการดำเนินงาน คลีนิกหมอครอบครัว
by
Utai Sukviwatsirikul
Cpg for internet and game addiction
by
Utai Sukviwatsirikul
บทที่ 5 ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง
by
Pa'rig Prig
Ag 16 in_1.2.4_896(2555)
by
Lookbua Siraprapa
ยารักษาโรคเบาหวาน
by
Utai Sukviwatsirikul
ความเป็นไปได้ของร้านยาในการนำ (ร่าง) ประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องการกำหนดรายล...
by
Parun Rutjanathamrong
Cpg hyperlipidemia 2558
by
Utai Sukviwatsirikul
Pharmacotherapy in patient with stroke 2555
by
Utai Sukviwatsirikul
โรคเรื้อรังที่พบบ่อย
by
Dr.yababa najra
Melioidosis
by
monoybr
Current Pharmacotherapy in Diabetes
by
Utai Sukviwatsirikul
คู่มือแปลผลการตรวจร่างกายฉบับประชาชน
by
Surapol Imi
เบาหวาน
by
beam35734
ยารักษาโรคเบาหวาน โดย ฉัตรเลิศ พงษ์ไชยกุล
by
Utai Sukviwatsirikul
Guildline thai atherosclerosis_update_16_07_50
by
Utai Sukviwatsirikul
โรคเบาหวาน
by
Pim My
Similar to Diabetes
PDF
“เบาหวานควบคุมได้ เพียงรู้และเข้าใจ” (Understand Diabetes and Take Control)
by
Utai Sukviwatsirikul
PDF
การจัดการโรคDm&htใน อปท.
by
สปสช นครสวรรค์
PPTX
งานนำเสนอเบาหวาน
by
Muay Muay Somruthai
PPT
DM 65.ppt
by
praphan khunti
PDF
แบบโครงร่าง โรคเบาหวาน
by
Dduang07
PDF
Diabetes
by
twilailuk
PDF
Dm
by
Narada_merry
PPT
โรคเบาหวาน
by
weerawatkatsiri
PPT
โรคเบาหวาน
by
yadatada
PPT
โรคเบาหวาน
by
Punyaporn Simarakampai
PPT
เรื่องโรคเบาหวาน
by
54321_
PPS
โรคเบาหวาน2003
by
maprang1962
PPS
โรคเบาหวาน2003
by
maprang1962
PPT
เบาหวาน
by
Earth_M1-1_No_34
PPS
โรคเบาหวาน2003
by
maprang1962
PPT
โรคเบาหวาน
by
54321_
PPS
โรคเบาหวาน2003
by
maprang1962
PPS
โรคเบาหวาน2003
by
maprang1962
PPS
โรคเบาหวาน2003
by
maprang1962
PPS
โรคเบาหวาน2003
by
maprang1962
“เบาหวานควบคุมได้ เพียงรู้และเข้าใจ” (Understand Diabetes and Take Control)
by
Utai Sukviwatsirikul
การจัดการโรคDm&htใน อปท.
by
สปสช นครสวรรค์
งานนำเสนอเบาหวาน
by
Muay Muay Somruthai
DM 65.ppt
by
praphan khunti
แบบโครงร่าง โรคเบาหวาน
by
Dduang07
Diabetes
by
twilailuk
Dm
by
Narada_merry
โรคเบาหวาน
by
weerawatkatsiri
โรคเบาหวาน
by
yadatada
โรคเบาหวาน
by
Punyaporn Simarakampai
เรื่องโรคเบาหวาน
by
54321_
โรคเบาหวาน2003
by
maprang1962
โรคเบาหวาน2003
by
maprang1962
เบาหวาน
by
Earth_M1-1_No_34
โรคเบาหวาน2003
by
maprang1962
โรคเบาหวาน
by
54321_
โรคเบาหวาน2003
by
maprang1962
โรคเบาหวาน2003
by
maprang1962
โรคเบาหวาน2003
by
maprang1962
โรคเบาหวาน2003
by
maprang1962
More from สปสช นครสวรรค์
PDF
ประกาศกระทรวงพม เรื่องประเภทและหลักเกณฑ์ความพิการ6ประเภท
by
สปสช นครสวรรค์
PDF
ประกาศกระทรวงพม ประเภทและหลักเกณฑ์ความพิการ7ประเภท
by
สปสช นครสวรรค์
PDF
~$Poster รับฟังความคิดเห็น
by
สปสช นครสวรรค์
PDF
Ad
by
สปสช นครสวรรค์
PDF
Ad
by
สปสช นครสวรรค์
PDF
ผลสำรวจ สำนักงานสถิติ Oct55
by
สปสช นครสวรรค์
DOC
18 oct 55 แนวทางการบริหารงบ tb ปี 56
by
สปสช นครสวรรค์
DOCX
3ข่าวรับฟังความคิดเห็น
by
สปสช นครสวรรค์
DOCX
ยูเอ็นเรียกร้องทุกประเทศจัดหลักประกันสุขภาพให้ประชาชน ยกไทยต้นแบบความสำเร็จ
by
สปสช นครสวรรค์
PPTX
Aidsปี56สรุปภาพรวม
by
สปสช นครสวรรค์
PPTX
Aidsปี56สรุปภาพรวม
by
สปสช นครสวรรค์
DOCX
18 oct12 การจัดทำแผนเอดส์56เขต
by
สปสช นครสวรรค์
PDF
023125 กค(การระบุเหตุผลการใช้ยานอกบัญชียาหลัก)
by
สปสช นครสวรรค์
PDF
ประกาศจากสำนักกฎหมาย
by
สปสช นครสวรรค์
PDF
ประกาศแก้ไขบุคคลภายนอก
by
สปสช นครสวรรค์
PDF
ประกาศฯบริหารจัดการปี ๕๕
by
สปสช นครสวรรค์
PDF
ประกาศฯ(ฉบับที๒)
by
สปสช นครสวรรค์
PDF
คำสั่งแต่งตั้ง นพ.วงษ์สวัสดิ์ ตันวิสุทธิ์ ในตำแหน่ง ผอ.สปสช. เขต 3 นว
by
สปสช นครสวรรค์
PPT
Gnewvb01 090401013958-phpapp01
by
สปสช นครสวรรค์
PDF
121113สปสช.ขู่สอบรพ.เบิกเงินเกินจริง เดลินิวส์
by
สปสช นครสวรรค์
ประกาศกระทรวงพม เรื่องประเภทและหลักเกณฑ์ความพิการ6ประเภท
by
สปสช นครสวรรค์
ประกาศกระทรวงพม ประเภทและหลักเกณฑ์ความพิการ7ประเภท
by
สปสช นครสวรรค์
~$Poster รับฟังความคิดเห็น
by
สปสช นครสวรรค์
Ad
by
สปสช นครสวรรค์
Ad
by
สปสช นครสวรรค์
ผลสำรวจ สำนักงานสถิติ Oct55
by
สปสช นครสวรรค์
18 oct 55 แนวทางการบริหารงบ tb ปี 56
by
สปสช นครสวรรค์
3ข่าวรับฟังความคิดเห็น
by
สปสช นครสวรรค์
ยูเอ็นเรียกร้องทุกประเทศจัดหลักประกันสุขภาพให้ประชาชน ยกไทยต้นแบบความสำเร็จ
by
สปสช นครสวรรค์
Aidsปี56สรุปภาพรวม
by
สปสช นครสวรรค์
Aidsปี56สรุปภาพรวม
by
สปสช นครสวรรค์
18 oct12 การจัดทำแผนเอดส์56เขต
by
สปสช นครสวรรค์
023125 กค(การระบุเหตุผลการใช้ยานอกบัญชียาหลัก)
by
สปสช นครสวรรค์
ประกาศจากสำนักกฎหมาย
by
สปสช นครสวรรค์
ประกาศแก้ไขบุคคลภายนอก
by
สปสช นครสวรรค์
ประกาศฯบริหารจัดการปี ๕๕
by
สปสช นครสวรรค์
ประกาศฯ(ฉบับที๒)
by
สปสช นครสวรรค์
คำสั่งแต่งตั้ง นพ.วงษ์สวัสดิ์ ตันวิสุทธิ์ ในตำแหน่ง ผอ.สปสช. เขต 3 นว
by
สปสช นครสวรรค์
Gnewvb01 090401013958-phpapp01
by
สปสช นครสวรรค์
121113สปสช.ขู่สอบรพ.เบิกเงินเกินจริง เดลินิวส์
by
สปสช นครสวรรค์
Diabetes
2.
เบาหวาน
พนัส ปรีวาสนา จตุพร วิศิษฏโชติอังกูร GotoKnow.org/profile/mhsresearchi
3.
ครีเอทีฟคอมมอนสแบบแสดงที่มา-ไมใชเพื่อการคา-อนุญาตแบบเดียวกัน (by-nc-sa)
เมื่อนำเนื้อหาในหนังสือเลมนี้ไปใช ควรอางอิงถึงแหลงที่มา โดยไมนำไปใชเพื่อการคา และยินยอมใหผูอื่นนำ เนื้อหาไปใชตอไดดวยสัญญาอนุญาตแบบเดียวกันนี้ ขอมูลเพิ่มเติม : http://cc.in.th/wiki/meet-the-licenses1 1 http://cc.in.th/wiki/meet-the-licenses
4.
สารบัญ คำนำสำนักพิมพ
3 เบาหวาน : มหันตภัยเงียบ(Silence Killer) 5 เบาหวาน : ชื่อหวานๆ แตรสชาติไมหวานสมชื่อ 7 ชนิดของ “เบาหวาน” 11 สาเหตุของ “เบาหวาน” วาดวยกรรมพันธุและพฤติกรรมการกินอาหาร 13 เบาหวาน... “เคาลาง” อยาวางใจ อะไรคือเคาลาง “บอกเหตุ” 15 ใครคือกลุมเสี่ยงเบาหวาน 17 ครอบครัวเบาหวาน... 19 อาหารของคนเปนเบาหวาน 23 ผักและสมุนไพรตานภัยเบาหวาน 27 ผัก สมุนไพรที่ควรใสใจรับประทาน 29 เทากับเบาหวาน 33 รองเทาที่เหมาะสมกับผูปวยเบาหวานเปนอยางไร? 37 เรื่องเลาจากคนทำงานเบาหวาน 41 เรื่องเลาจากเหลาเภสัชกร 49 i
5.
เบาหวานกับนวัตกรรม
51 การสรางเครือขายเบาหวาน : พลังการเรียนรู 57 บทสงทาย : เบาหวาน มหันตภัยเงียบที่นาจับตามอง 61 เกี่ยวกับผูเขียน 63 ii
6.
การใชประโยชนจากเนื้อหาภายในหนังสือ ตองอางอิงแหลงที่มา และหามนำเนื้อหาไปใชเพื่อวัตถุประสงค ทางการคา
รวมทั้งใหใชสัญญาอนุญาตเดียวกันนี้ในการนำไปใชครั้งตอไป ขอมูลเพิ่มเติม: www.cc.in.th1 1 http://www.cc.in.th 1
7.
2
8.
คำนำสำนักพิมพ
หนังสือภายในโครงการเผยแพรความรูจากผูปฏิบัติ (Blog to Book) เปนการรวบรวมบันทึกจากบล็อก (Blog) ภายในเว็บไซต GotoKnow.org นำมาจัดพิมพเปนหนังสือ เพื่อเผยแพรแกผูที่เกี่ยวของและบุคคลที่ สนใจ พื้นฐานแนวคิดของโครงการนี้เปนความตั้งใจของผูเขียนที่จะรวบรวมความรูจากภายในตัวบุคคล ซึ่งถือเปนฟน เฟองเล็กๆ ที่กระจัดกระจายอยูในสังคม ถายทอดเรื่องราวผานพื้นที่เสมือนออนไลนใหไดรับการเผยแพรในรูปแบบ หนังสือ เพื่อกาว ขามขอจำกัดในเรื่องของโอกาสในการเขาถึงสัญญาณอินเทอรเน็ต หรือขอจำกัดทางดานเทคโนโลยี ตางๆ นอกจากนี้การรวบรวมบันทึกดังกลาว ยังเสมือนเปนการใหรางวัลแกผูเขียนที่ไดพากเพียรในการเขียนบอกเลา เรื่องราวที่ เปนประโยชนใหแกผูอื่น การถายทอดประสบการณ ความรูสึกนึกคิด ที่ปราศจากอคตินั้น อาจเปน ประโยชนแกผูอื่นไดไม มากก็นอย โครงการเผยแพรความรูจากผูปฏิบัติ (Blog to Book) เริ่มตนขึ้นในเดือนเมษายน พ.ศ. 2552 และจะ คัดสรร บันทึกอันทรงคุณคา ทยอยตีพิมพเปนหนังสือเผยแพรใหแกผูที่เกี่ยวของและผูที่สนใจโดยไมคิดคาใชจายใดๆ ตั้งแต ขั้นตอนการคัดสรร ออกแบบ ตีพิมพ และเผยแพร เพื่อเพิ่มโอกาสใหสังคมไทยไดบริโภคความรูอันมีตนทุนนอยที่สุด เทาที่ จะเปนไปได โดยมีความมุงหวังสุดทายคือ “สังคมแหงปญญา” อันจะเกิดขึ้นในสังคมไทย 3
9.
4
10.
เบาหวาน : มหันตภัยเงียบ(Silence
Killer) พนัส ปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร ปจจุบันสหพันธเบาหวานนานาชาติประมาณการวา ประชากรทั่วโลกเปนโรคเบาหวานมากกวา 285 ลานคน หรือเกือบรอยละ 7 ของประชากรผูใหญทั่วโลก1 โดยเพิ่มขึ้นอยางรวดเร็วโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา จัดเปน “มหันตภัยเงียบ” (Silence Killer) เปนปญหาสาธารณสุขของโลกที่นากลัว คาดวาใน พ.ศ.2572 หรืออีก 20 ป ผูปวยเบาหวานรายใหมรอยละ 70 จะอยูในประเทศกำลังพัฒนา สวน ประเทศไทยในป 2551 มีผูปวยเบาหวานรายใหม 388,551 ราย เสียชีวิต 7,725 ราย คาดวาทั่วประเทศ จะมีคน กำลังเปนเบาหวานกวา 3 ลานคน มีแนวโนมเพิ่มขึ้นตอเนื่อง ผูปวยเกือบรอยละ 50 ยังไมรูตัววาเปนโรค และไม ไดรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม จึงมีความเสี่ยงเกิดปญหาแทรกซอน ทั้งโรคไตวาย ตาบอด โดยเฉพาะ ตาบอด พบวาทั่วโลกมีประชากรที่เปนเบาหวานและเบาหวานขึ้นตา จนตาบอดสนิทเนื่องจากเสนเลือดไปเลี้ยงตา เสื่อมไมต่ำกวา 2.5 ลานคน สวนคนไทยที่เปนเบาหวาน พบเปนเบาหวานขึ้นตาขั้นรุนแรงไมต่ำกวา 30,000 คน หาก ไมไดรับการรักษาดูแลตั้งแตยังไมมีอาการ จะเกิดตาบอดตามมา ยอนไปในป พ.ศ. 2552ไดมีการรณรงคโรควันเบาหวานพรอมกันทั่วประเทศ โดยมีคำขวัญในการรณรงค คือ “เบาหวานควบคุมได...เพียงรูและเขาใจ” (Understand Diabetes and Take Control) มีกิจกรรมใหบริการผู ปวยโรคเบาหวาน โดยตรวจคัดกรองหาโรคแทรกซอน รวมทั้งใหความรู ความเขาใจในการควบคุมปองกันโรคเบา หวานแกประชาชนดวย และจัดโครงการสงเสริมสุขภาพปองกันตาบอดจากเบาหวานขึ้นตา เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554 คำขวัญในการรณรงคที่บอกวาเบาหวานควบคุมได...เพียงรูและเขาใจ ทำใหเรามองเห็นถึงความสำคัญในการ สรางองคความรูเพื่อใหเทาทันโรค รวมไปถึงการออกแบบในการสงเสริมสุขภาพทั้งกลุมผูปวย คนปกติ และกลุมเสี่ยง “บทเรียน” ในการดูแลผูปวยจากสหวิชาชีพตางๆที่เกี่ยวของ มีความสำคัญมาก เพราะวา เบาหวานนอกจากเปนโรค ที่มีพยาธิสภาพที่เกิดจากตัวผูปวยเองแลว ปจจัยเอื้อที่สนับสนุนใหเปนโรคเบาหวานมาจากสิ่งแวดลอม ทั้งพฤติกรรม การกิน การอยู ซึ่งในปจจุบันเราก็พบวาพฤติกรรมสุขภาพของคนไทยก็จัดไดวาเสี่ยงตอการเปนโรคเบาหวาน และ 1 http://www.idf.org/about-diabetes 5
11.
เปนมหันตภัยเงียบที่คราชีวิตผูคนไปเรื่อยๆ
ใน Gotoknow.org ที่เปนพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรูที่เปดกวางใหคนทำงานไดเขามาเขียนแลกเปลี่ยน ความรู แลกเปลี่ยนความคิด ความรูชุดหนึ่งถูกตอเติมจากประสบการณที่หลากหลายผานผูที่แลกเปลี่ยน Goto- know.org จึงถือวาเปนขุมพลังทางดานความรูเชิงปฏิบัติที่มีคุณคา และหากเราสามารถสกัดประเด็นตางๆ เหลานั้น ออกมารอยเรียงเปนชุดความรู จะเปนชุดความรูที่มีคุณคาและมีประโยชนตอวงการสุขภาพของไทยเปนอยางมาก Gotoknow.org มี Blogger จำนวนหนึ่งที่ทำงานเกี่ยวของกับเบาหวาน และไดถายทอดบทเรียนที่เกิดขึ้นใน การทำงาน รวมไปถึงเห็นการเชื่อมเครือขายในการแลกเปลี่ยนเรียนรูในหลายๆ อาชีพ หรือที่เรียกวา สหวิชาชีพ เกาะเกี่ยวกันอยางหลวมในการแลกเปลี่ยนแบบออนไลน และในการทำงานจริงเครือขายเหลานี้ไดทำงานสอดคลอง ประสานกันอยูแลว ในบันทึกทั้งหมดที่เกี่ยวของกับ เบาหวาน สามารถเขาถึงไดโดยผานคำสำคัญสำหรับสืบคน (Tag) ที่มีคำวา “เบา หวาน, เครือขายเบาหวาน,DM” และคำคนอื่นๆ ที่เกี่ยวของ จะพบบันทึกมากมาย และหนึ่งในจำนวนนั้นสวนใหญ เปนบันทึกของ ดร.วัลลา ตันตโยทัย2 ที่เขียน Blog ในชื่อของ DM KM Facilitator3 บันทึกของอาจารยวัลลานี่เอง ที่เกี่ยวเอาบันทึกที่เขียนเรื่องราวราวเกี่ยวกับเบาหวานเขามาดวยกัน รวมถึงเปนเสมือน CoPs (ชุมชนนักปฏิบัติ) เขา มาไวรวมกัน รายละเอียดของการทำงานเบาหวานสามารถหาอานไดจากบันทึกตามที่กลาวมา ในการสกัดบทเรียนจากขอมูลมากมาย เปนเรื่องที่ผูเรียบเรียงคอนขางใชพลังสูง โดยเฉพาะประเด็น “เบา หวาน” ที่มีจำนวนบันทึกมากมายใน Gotoknow.org ผูเขียนจึงไดกำหนดประเด็นที่มีความสำคัญและนาสนใจ เพื่อที่จะสามารถเรียบเรียงขอมูลเหลานั้นใหเปนระบบ ใหมองเห็นภาพพัฒนาการการพัฒนาและสงเสริมสุขภาพ ที่เกี่ยวของกับโรคเบาหวาน แตก็เปนเพียงสวนหนึ่งของชุดความรูที่มหาศาล ที่หยิบขึ้นมาเปนประเด็นในการเผย แพรสาธารณะในรูปแบบของการรวบรวมและสกัดบทเรียน สวนหนึ่งอาจจะตองเขาไปเรียนรูและแลกเปลี่ยนในฐาน ขอมูลออนไลนดังกลาว การนำเสนอชุดขอมูล “เบาหวาน” ในหนังสือเลมนี้เริ่มตนจาก ความรูเกี่ยวกับโรคเบาหวานในดานสมมุติฐาน ของโรค การรักษา รวมไปถึงพฤติกรรมสุขภาพที่เสี่ยงตอการปวยเปนโรคเบาหวานในอนาคต และเรื่องเลาของคน ทำงาน นวัตกรรมที่เกิดขึ้น การสรางเครือขาย ชุดความรูทั้งหมดที่ถือวาเปนพลังการเรียนรูที่ใชปญญาปฏิบัติใน การขับเคลื่อนที่มีแงมุมนาสนใจ และใชเปนตนทุนทางความรูการทำงานสงเสริมสุขภาพ เพื่อตอสูกับมหันตภัยเงียบ (Silence Killer) อยางรูเทาทัน 2 http://gotoknow.org/profile/copdmfaci 3 http://gotoknow.org/blog/dmcop 6
12.
เบาหวาน : ชื่อหวานๆ
แตรสชาติไมหวานสมชื่อ พนัส ปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร “เบาหวาน เปนโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งที่เปนแลวรักษาไมหาย แตปองกันได” ถอยคำขางตน ดูเหมือนจะเปนวาทกรรมที่คนไทยคุนชินกับปรากฏการณของโรคเบาหวานมากที่สุดอีกวาท- กรรมหนึ่ง เนื่องเพราะเปนคำจำกัดความที่บงบอกคุณลักษณะของ “โรคเบาหวาน” (Diabetes mellitus) ได เปนอยางดี เพราะเมื่อเปนโรคชนิดนี้แลว จะเกิดอาการเรื้อรังและไมสามารถรักษาใหหายขาดได กอปรกับเมื่อเปน แลว ก็มักพวงพาใหเกิดปญหาสุขภาพตางๆ รวมถึงการนำไปสูภาวะโรคแทรกซอนอยางมากมาย จนผูปวย หรือ แมแตญาติผูปวยตองพลิกตำรามารับมือเพื่อนำไปสูกระบวนการของการดูแล ควบคุมหรือปองกัน และเฝาระวัง (Surveillance) กันยกใหญ กระนั้นก็เปนที่นาสังเกตวาในสังคมไทยรูจักและใหความสนใจเกี่ยวกับโรคเบาหวานมาเมื่อไมนาน ดังจะเห็นได จากกระบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่เดนชัดนั้นเริ่มปรากฏจากเวทีของการจัดงาน “มหกรรมเบาหวาน” เนื่องใน “วันเบาหวานโลก” (14 พฤศจิกายน) ขึ้นในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2551 ณ หางสรรพสินคาสยามพารากอน การจัดงานมหกรรมเบาหวานในครั้งนั้น เกิดขึ้นจากการผนึกกำลังขององคกรหลายภาคฝาย อาทิ กรุงเทพมหา- นคร สมาคมโรคเบาหวานแหงประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช กุมารี กระทรวงสาธารณสุข ตลอดจนองคกรชั้นนำจากภาครัฐและเอกชนจำนวนมาก โดยมีเปาประสงคหลักคือ การประชาสัมพันธใหความรูและสรางความตระหนักใหคนไทยไดเขาใจถึงผลกระทบที่ไดรับจากการปวยเปนโรคเบา หวาน มหกรรมเบาหวานในครั้งนั้น จึงเปนเสมือนการจุดประกายใหคนไทยตื่นตัวหันกลับมาตระหนักเรื่องเบาหวาน กันจริงจังและเปนมีกระบวนการเรียนรูในเชิงสงเสริมสุขภาพและวิธีการ ดูแลรักษาผูปวยเบาหวานในปจจุบัน เมื่อมองยอนกลับไปยังอดีต จะพบวาคนไทยรับรูเรื่องโรคเบาหวานในหลากมุมมอง ดังจะเห็นไดจากการเรียกชื่อ โรคที่ตางกันออกไปตามบริบทของทองถิ่นและเรียกตามลักษณะเฉพาะของโรค อาทิ โรคปสสาวะหวาน หรือ โรค หนักหวาน (น้ำตาลในเลือดสูง) โรคของคนมีอันจะกิน (คนรวย) เพราะมักบริโภคแตอาหารประเภทแปงและน้ำตาล จนอวนเอาๆ จนเปนที่มาของการเรียกตอๆ กันมาอีกวา “โรคของคนอวน” แตไมแนเสมอไปลักษณะทางกายภาพ ของรางกายบอกไมไดวาใครจะปวยเปนโรคเบาหวาน 7
13.
นอกจากนี้ยังมีชื่ออื่นๆ ที่ถูกนำมาเรียกแทนการเรียกโรคเบาหวานตรงๆ เชน
โรคผูสูงอายุ เพราะมักพบในคนวัย ที่มีอายุมากกวา 40 ปขึ้นไป โรคญาติเยอะ เพราะเมื่อเปนแลวผูปวยก็มักมีโรคแทรกซอนตามมามากมายหลายโรค ยังมีผลกระทบตออวัยวะภายในของรางกายหลายสวน ไมวาจะเปน ไต ตา หัวใจ หรือแมแตหลอดเลือดแดง ก็ไม เวน หรือแมแตเมื่อปวยเปนเบาหวานแลว ก็เกิดภาวะแผลเนาเปอย รวมถึงภาวะแขนขาออนแรง จนกระทั่งมีอาการ แทรกซอนจากโรคอื่นๆ จนถึงเปนอัมพฤกษอัมพาตไดดวยเชนกัน ในทางการแพทยเปนที่รับรูและเขาใจกันในวงกวางวาโรคเบาหวานเปนโรคที่เกิดจากภาวะที่ “รางกายมีระดับ น้ำตาลในเลือดสูงกวาปกติ” หรืออาการ “หนักหวาน” นั่นเอง ภาวะดังกลาวเกิดการที่ตับออนไมสามารถสรางและ หลั่งฮอรโมนอินซูลิน (Insulin) ไดอยางเพียงพอ ซึ่งอินซูลินที่วานั้นมีหนาที่หลักในการลำเลียงน้ำตาลไปสูเนื้อเยื่อ ตางๆ เพื่อเผาผลาญเปนพลังงานใหกับรางกาย เมื่ออินซูลินทำงานบกพรอง น้ำตาลก็ถูกนำไปใชประโยชนไดไมเต็มที่ กอเกิดเปนภาวะน้ำตาลในเลือดสูง อันเปนที่มาของ “โรคเบาหวาน” นั่นเอง ในเวปบล็อก gotoknow.org ชุมชนแหงการแลกเปลี่ยนเรียนรูของ “คนทำงาน” ไดเขียนบันทึก หรือบทความ สะทอนเกี่ยวกับวาทกรรมการเรียกชื่อโรคเบาหวานไวหลายคน โดยภาพรวมเปนการสื่อถึงลักษณะอันเปนสถานะเชิง ความหมายของโรคเบาหวานไวอยางเดนชัดในหมวดหมูของ “การแพทย สุขภาพ สุขภาวะ” หรือ ผานคำสำคัญ (Tag) เชน โรคเบาหวาน อาหาร สมุนไพร น้ำตาลในเลือด ดังเชนที่ คุณอรุณ วงษชู1 ไดเขียนบันทึกที่สะทอนคำจัด กัดความของโรคเบาหวานที่เชื่อมโยงกับภาวะการเจ็บปวยที่เรื้อรังและมีโรคแทรกซอนวา “โรคเบาหวานเปนโรคเรื้อรัง และกอใหเกิดปญหาตอสุขภาพ กอใหเกิดปญหากับฟนและเหงือก ตา ไต หัวใจ หลอดเลือดแดง...เมื่อเปนโรคนี้ระยะหนึ่งจะเกิดโรคแทรกซอนที่เกิดกับหลอดเลือดเล็กเรียก Microvacular หากมี โรคแทรกซอนนี้จะทำใหเกิดโรคไต เบาหวานเขาตา หากเกิดหลอดเลือดเลือดแดงใหญแข็ง เรียก macrovascular โดยจะทำใหเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อัมพาต หลอดเลือดแดงที่ขาตีบนอกจากนั้นยังอาจจะเกิดปลายประสาท อักเสบ neuropathic ทำใหเกิดอาการชาขา กลามเนื้อออนแรง ประสาทอัตโนมัติเสื่อม2 ” เชนเดียวกับที่ คุณทรงลักษณ มูลมณี ที่ใชนามแฝงวา Health Star ไดแสดงแนวคิดเกี่ยวกับโรคเบาหวานวา เปนภาวะของการทำงานที่บกพรองของฮอรโมนอินซูลินวา “เบาหวาน เปนความผิดปกติของรางกายที่มีการผลิตฮอรโมนอินซูลินไมเพียงพอ อันสงผลทำใหระดับน้ำตาลใน กระแสเลือดสูงเกิน โรคนี้มีความรุนแรงสืบเนื่องมาจากการที่รางกายไมสามารถใชน้ำตาลไดอยางเหมาะสม โดยปกติ น้ำตาลจะเขาสูเซลลรางกายเพื่อใชเปนพลังงานภายใตการควบคุมของ ฮอรโมนอินซูลิน ในผูปวยที่เปนโรคเบาหวาน จะไมสามารถทำงานไดอยางมีประสิทธิภาพ ผลที่เกิดขึ้นทำใหระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ในระยะยาวจะมีผลในการ ทำลายหลอดเลือด ถาหากไมไดรับการรักษาอยางเหมาะสม อาจนำไปสูสภาวะแทรกซอนที่รุนแรงได”3 1 http://gotoknow.org/blog/sukhapab/132527 2 http://gotoknow.org/blog/sukhapab/132527 3 http://gotoknow.org/blog/healthstar/362085 8
14.
จากประเด็นที่หยิบยกเปนตัวอยางขางตนสื่อใหเห็นถึงคำจำกัดความที่เปนลักษณะ หรือสถานะอันเปนปรากฏ- การณของโรคเบาหวานอยู 2
ประเด็นใหญๆ นั่นคือ 1. การเปนโรคเรื้อรัง 2. และการทำงานที่พบพรองของฮอรโมนอินซูลินจนกอใหเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งก็ปฏิเสธไมไดอีก เหมือนกันวาโรคเบาหวานนั้น มีคุณลักษณะอันสำคัญอีกประการหนึ่งนั่นก็คือ “โรคเงียบ” คำวา “โรคเงียบ” ในที่นี้หมายถึงโรคที่มองไมเห็นดวยตาเปลา บางทีก็เสมือนฟาประทานมากับ “พันธุกรรม” และที่สำคัญคือเกิดขึ้นอยาง “เงียบๆ” อาการหรือผลกระทบขางเคียงจะไมไดแสดงออกอยางฉับพลัน พลอยให หลายตอหลายคนกลายเปนผูปวยเบาหวานแบบไมรูเนื้อรูตัว จนไมสามารถจัดวางระบบการปองกัน หรือควบคุม ภาวะ “เบาหวาน” (น้ำตาล) ในตัวเองผานเรื่องอาหารการกินและการออกกำลังกายไดอยางเหมาะสม กระทั่งใน ที่สุดแลวก็เสียชีวิตจากภาวะโรคแทรกซอน เปนการเสียชีวิตโดยไมรูมากอนเลยวาโรคแทรกซอนที่วานั้น คือผลพวง จากการปวยเปนโรคเบาหวานนั่นเอง แตอยางไรก็ดี ไมวาจะมองในมุมใดก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงเกี่ยวกับโรคเบาหวานอยูตลอดเวลาก็คงหนีไมพนคำ วา “น้ำตาล” อยูดี ซึ่งคุณลักษณะที่สำคัญของน้ำตาลก็คือการมีรสชาติที่ออก “หวานๆ” เมื่อบริโภคอาหารรสชาติ หวานๆ มากเทาไหร ก็เทากับวาไดนำพาน้ำตาลเขาสูรางกายมากเทานั้น หากระบบการทำงานของอินซูลินบกพรอง จึงเสี่ยงตอการปวยเปนโรคเบาหวานไดงายๆ ดวยเหตุนี้จึงอาจเรียกไดวา คำวา “หวาน” หรือ “หนักหวาน” ในมิติของ “โรคเบาหวาน” ที่แสดงใหเห็นชัด ถึง ภาวะการเจ็บปวยเรื้อรังและถูกแทรกซอนดวยโรคตางๆนั้น ยอมไมใชชื่อเสียงเรียงนามอัน “หอมหวาน” สำหรับ ชีวิตของคนเราอยางแนนอน 9
15.
10
16.
ชนิดของ “เบาหวาน” พนัส ปรีวาสนา
และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร ปจจุบันโรคเบาหวานกลายเปนกระแสหลักอีกกระแสหนึ่งใน “ระบบสุขภาพ” มีวิถีการขับเคลื่อนกันอยางเปน ระบบทั้งในระดับปจเจกและสังคม มีกระบวนการระดมความคิด มุงใหเกิดความรูและความตระหนักทั้งเชิงนโยบาย จากภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงการปกธงสูการสรางเครือขายในระดับประชาชนและทองถิ่น ปรากฏการณรวมตัว หรือเคลื่อนตัวอยางมีพลังเหลานั้น ไดสะทอนใหเห็นวาผูคนในสังคมตางมีมุมมองรวมในทำนองเดียวกันวา “โรคเบา หวาน” เปนเสมือน “ภัยเงียบ” มหันตภัยที่กำลังรุกคืบเขาสูชีวิตของผูคน และสังคมอยางนากลัว การปวยเปนโรคเบาหวานแลวพวงพาไปสูปญหาสุขภาพตางๆ นั้น เปรียบไดกับ “บานประตูแหงสุขภาพ” ของ ผูคนและสังคมไดเริ่มทรุดโทรมลง หรือในอีกความหมายหนึ่งก็คือประตูแหงสุขภาพไดถูกเปดทิ้งไวตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเอื้อตอการใหโรคภัยตางๆ ไดทยอยเคลื่อนตัวเขาคุกคามชีวิตของผูคนไดงายมากขึ้น และเมื่อพิจารณาขอมูลอัน เปนสถิติของผูปวยเปนโรคเบาหวานอยางละเอียด ก็ดูเหมือนจะมีแนวโนมสูงขึ้นจนนาใจหาย เภสัชกรหญิงปราณี ลัคนาจันทโชติ ไดสะทอนขอมูลในเวปบล็อก gotoknow.org ไวอยางนาสนใจวา “10 ปที่แลวองคการอนามัยโลก สำรวจพบวามีผูปวยเบาหวาน 171 ลานคน และทำนายตอไปวาอีก 30 ป จะมีจำนวนผูปวยเบาหวานเปน 366 ลาน แตเมื่อเวลาผานไป ไมถึง 30 ป กลับพบวามี ผูปวยเบาหวาน 171 ลาน คิดเปน 2.8% ของประชากรทั่วโลก โดยลาสุดเดือนมกราคม (2553) สหพันธสมาคมโรคเบาหวานระหวางประเทศ (International Diabetes Federation) คนพบวาความชุกของผูปวยเบาหวานมีจำนวน 285 ลาน และคาดการณ ไปอีก 20 ป จะเปน 439 ลานคน” 1 จากขอมูลขางตน ดูเหมือนจะตอกย้ำ หรือยืนยันใหเห็นวาสภาพการณปจจุบันนั้น ไมวาจะในระดับปจเจกบุคคล และระดับสังคมนั้น ระบบภูมิตานทานที่มีตอโรคเบาหวานกำลังถูกกัดกรอนลงทุกขณะ ในทางการแพทยไดจำแนกชนิดของโรคเบาหวานออกเปน 2 ชนิดใหญๆ คือ เบาหวานชนิดที่ตองพึ่งอินซูลิน และ เบาหวานชนิดไมพึ่งอินซูลิน 1 ttp://gotoknow.org/blog/sk-ccc/370924 11
17.
กรณีดังกลาว Dr. maleewan
lertsakornsiri ไดสรุปประเด็นอันเปนคำจำกัดความและสาเหตุของเบาหวาน ทั้งสองประเภทวา2 1. โรคเบาหวานที่ตองพึ่งอินซูลิน (insulin – dependent diabetes mellitus : IDDM หรือเรียกวา Type l) เปนเบาหวานที่เกิดจากการขาดอินซูลิน จึงมีความตองการอินซูลินในการรักษาเพื่อปองกันภาวะคี โตสิส(ketosis) สวนใหญเกิดในคนอายุนอย เชน วัยเด็กวัยรุนหรือวัยหนุมสาว 2. โรคเบาหวานที่ไมตองพึ่งอินซูลิน (Non insulin dependent diabetes mellitus : DM หรือเรียก วา Type ll) เปนเบาหวานที่มีระดับอินซูลินปกติ และเกิดโรคเบาหวานจากการดื้ออินซูลิน มักเปนผลมาจาก กรรมพันธุ พบมากกับคนที่มีอายุเกิน 40 ป ผูปวยไมจำเปนตองพึ่งอินซูลินในการรักษา แตอาจจะตองการ อินซูลินเพื่อลดระดับน้ำตาล หรือรักษาอาการของเบาหวาน เพราะกินยาและควบคุมอาหารไมไดผล ทั้งนี้เมื่อพิจารณาขอมูลอันเปนชนิดของเบาหวานจากขางตน ทำใหเกิดความเขาใจวาโดยแทที่จริงแลว โรคเบา หวานหาใชโรคเฉพาะของคนแกหรือผูสูงอายุเสียเมื่อไหร แตคนทุกเพศทุกวัยก็สามารถปวยเปนโรคเบาหวานได และโรคเบาหวานชนิดแรกนั้นเปนเบาหวานที่ไมพบบอยนัก เมื่อตับออนไมสามารถสรางอินซูลินไดเพียงพอ จึงจำ ตองฉีดอินซูลินเขาสูผิวหนัง เพื่อไปทำหนาที่ในการ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดระยะยาว สวนโรคเบาหวานชนิดที่ สอง เปนประเภทที่พบมากกวาชนิดแรก ตับออนสามารถสรางอินซูลินไดอยางเพียงพอ หากแตประสบปญหาเรื่อง รางกายตอบสนองตออินซูลินไดนอยกวาปกติ จึงจำตองกินยาเม็ดเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งเรียกกันโดยทั่วไป วา “ภาวะดื้อตอยาอินซูลิน” 3 2 http://gotoknow.org/blog/maleewan/134176 3 http://gotoknow.org/blog/ipdsurgbi/134926 12
18.
สาเหตุของ “เบาหวาน” วาดวยกรรมพันธุและ พฤติกรรมการกินอาหาร พนัส
ปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร ขึ้นชื่อวา “โรคเบาหวาน” เชื่อวาใครๆ ก็คงไมรูสึกหอมหวานกับชื่อนี้เปนแน เพราะเมื่อปวยเปนโรคชนิดนี้แลว ก็จำตองเผชิญหนากับภาวะเรื้อรังและเกิดโรคแทรกซอนตางๆ อยางนาวิตก บางรายที่ปวยเปนโรคเบาหวานและมี ภูมิตานทานทางจิตใจต่ำ ก็พลอยใหรางกายเจ็บไขและทรุดหนักไปดวย เขาทำนอง “ปวยใจ กายก็พลอยปวยตาม” ดังนั้นการเรียนรูในเรื่อง “สาเหตุ” ของการเกิดโรคเบาหวานจึงมีความสำคัญอยางยิ่ง เพราะนั่นคือกระบวนการ อันสำคัญในการที่จะสรางปราการอันเปนกำแพงสุขภาพ หรือภูมิคุมกันสุขภาพเพื่อปองกันตัวเองใหหางไกลจากการ เปนโรคเบาหวาน หรือหากตกอยูในภาวะของการปวยโรคเบาหวาน ก็จะชวยใหตนเองมีความรู ความเขาใจในการที่ จะดูแลตัวเองไดเปนอยางดี จนสามารถดำรงชีวิตไดอยางมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี สำหรับสาเหตุของการปวยเปนโรคเบาหวานนั้นยังไมทราบแนนอน แตก็เคยมีการตั้งคำถามชวนคิดวา “เบา หวานมาจากกรรมพันธุ หรือพฤติกรรมการกิน”1 ถึงกระนั้นก็อาจกลาวๆ ไดวาองคประกอบสำคัญที่อาจเปน สาเหตุ หรือปจจัยเสี่ยงของการเกิดเบาหวานนั้นไดยึดโยงอยูกับเรื่อง “กรรมพันธุ ความอวนและการขาดการออก กำลังกาย”2 อยูวันยังค่ำ กรณีประเด็นเรื่องสาเหตุที่เกิดจากกรรมพันธุนั้น เห็นไดชัดวาผูคนจำนวนมาก เชื่อวาโรคเบาหวานเปนโรคที่ ถายทอดมาทางพันธุกรรม ดังจะเห็นไดจากมีการกลาวถึงอยางซ้ำๆ จนเกิดเปนปรากฏการณในทำนองวา “หากคน เรามีญาติสายตรง(พอ แม พี่นอง) ในครอบครัวมีประวัติคนปวยเปนโรคเบาหวาน ก็จะมีโอกาสสุมเสี่ยงตอการ ปวย เปนโรคเบาหวานดวยเหมือนกัน” แตในความเปนจริงก็พลิกไปคนละมุมไดเหมือนกัน เพราะมีผูคนจำนวนไม นอยเหมือนกันที่ปวยเปนโรคเบาหวาน แตเมื่อตรวจสอบฐานประวัติแลวกลับพบวา ไมมีบรรดา “ญาติสายตรง” 1 http://www.gotoknow.org/blog/lab-chem/53273 2 http://gotoknow.org/blog/glucose/81562 13
19.
ปวยเปนโรคเบาหวานเลยแมแตคนเดียว
ที่ตองพึงระมัดระวังก็คือ พฤติกรรมสุขภาพที่สุมเสี่ยงตออุบัติการณของเบาหวานมาจาก พฤติกรรมของการ บริโภคอาหารจำพวกแปงและน้ำตาลมากๆ จนเกิดภาวะน้ำหนักเกินปกติ ถือเปนปจจัยเชิงสาเหตุสำคัญของการ ปวยเปนโรคเบาหวาน เพราะนั่นคือปรากฏการณของการเพิ่มปริมาณน้ำตาลเขาสูกระแสเลือดดีๆ นั่นเอง กระทั่งใน ปจจุบันนี้ไดเกิดกิจกรรมการรณรงคเกี่ยวกับการปองกัน “โรคอวน” (คนไทยไรพุง) ผานการกินและการออกกำลัง กายอยางกวางขวางในทุกมุมเมืองของสังคมไทย สิ่งเหลานี้ลวนสะทอนใหเชื่อไดวา “ความอวน” หรือ “โรคอวน” ที่เกิดจากพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายที่ไมเหมาะสมนั้น เปนองคประกอบอันสำคัญที่ทำใหคนเราปวย เปนเบาหวานไดโดยงาย สอดรับกับขอมูลที่ คุณศรีวรรณ มโนสัมฤทธิ์ ไดสืบคนและเขียนบันทึกไวใน เวปบล็อก วา3 “มีการศึกษาพบวา คนที่รอบเอวเกิน จะนำไปสูการเปนโรค เบาหวาน และโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยปกติแลว รอบเอวผูหญิง ไมควรเกิน 80 เซนติเมตร หรือ 32 นิ้ว และรอบเอวผูชายก็ไมควรเกิน 90 เซนติเมตร หรือ 36 นิ้ว” หรือแมแตทัศนะชวนคิดของเภสัชกรหญิงปราณี ลัคนาจันทโชติ ที่สะทอนถึงสถิติการปวยเปนโรคอวน หรือ โรคเบาหวานนั้นเกิดจากพฤติกรรมที่คนเรานิยมรับประทานอาหารที่ไมดีตอสุขภาพ เชน แปง ขนม เนย ของหวาน4 เปนตน ดังนั้นการดูแลตัวเองภายใตแนวคิด “ระบบสุขภาพ” ตัวเองผาน “แบบแผนการกินและการออกกำลัง กาย” ที่เหมาะสม จึงถือเปนกลไกสำคัญในอันดับตนๆ ที่จะปองกันมิใหรางกายถูกคุกคามจากภาวะเบาหวาน ยิ่ง หากมองวา ยิ่งกินยิ่งอวน...ยิ่งอวบอวนยิ่งเสี่ยงตอการเปนเบาหวาน มากเทาไหรจึงยิ่งตองใหความสำคัญกับการ สงเสริมสุขภาพตัวเองมากเทานั้น โดยอาจเริ่มตนจากการเรียนรูกระบวนการของการ “วัดรอบเอว” ตัวเองเปนระ ยะๆ เพื่อเฝาระวังตนเองจากการเปนโรคอวนที่จะนำไปสูการเปนโรคเบาหวาน ดวยเหตุนี้การวัดรอบเอวจึงไมตางอะไรกับการ “ตัดไฟแตตนลม” เพราะนั่นคือกลยุทธงายๆ ในการที่จะฝก นิสัยใหเปนคนเราเห็นความสำคัญของเรื่องสุขภาพกายและสุขภาพใจ ชวยใหคนรามีทัศนคติที่ดีในการกินการอยู และตระหนักกิจกรรมการออกกำลังกายเพื่อการสรางเสริมสุขภาพอยางเปนระบบ ถายึดปฏิบัติเรื่องการกินและการ ออกกำลังกายอยางเหมาะสม หรือแมแตการวัดรอบเอวอยางสม่ำเสมอ จนทุกอยางกลายเปน “วัฒนธรรมชีวิต” ยอมเกิดเปนระบบคุมภัยชีวิตใหหางไกลจากการปวยเปนโรคเบาหวานไปโดยปริยาย เหนือสิ่งอื่นใด ถึงแมจะรับรูกันดีวาองคประกอบของการปวยเปนโรคเบาหวานนั้นจะเกี่ยวพันกับเรื่องกรรมพันธุ การกินอาหารและการออกกำลังกาย เพื่อใหรางกายแข็งแรงและไมอวนแลวก็ตาม สิ่งที่ตองเตือนตัวเองอยูตลอดก็ คือ “โรคเบาหวานนั้น ไมใชเกิดกับคนอวนเสมอไป คนผอมแหงแรงนอยก็มีสิทธิ์เปนโรคนี้ได” ดังนั้นจึงตองระวัง เรื่องการการกินใหถูกหมวดหมู ออกกำลังกายใหเหมาะสม และที่ขาดไมไดเลยก็คือการหาเวลาไปตรวจสุขภาพ เพื่อ ใหแพทยไดทำการตรวจวัดปริมาณน้ำตาลในเลือด เพราะนั่นคือวิธีที่ดีที่สุดที่จะชวยทำใหเรารูถึงสถานะของตัวเองวา สุมเสี่ยง หรือเปนโรคเบาหวานหรือไม และถารูวาตัวเองเสี่ยงตอการเปนเบาหวาน ก็ควรตองไปใหแพทยตรวจทุกๆ 3 ปเปนอยางนอย 3 http://gotoknow.org/blog/tqm/211493 4 http://gotoknow.org/blog/sk-ccc/370924 14
20.
เบาหวาน... “เคาลาง” อยาวางใจ
อะไรคือเคาลาง “บอกเหตุ” พนัส ปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร ดวยเหตุที่โรคเบาหวาน เปน “โรคเงียบ” หรือ “ภัยใกลตัว” อีกชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นแลวไมแสดงอาการอยางฉับ พลัน เมื่อเปนแลวก็ไมสามารถรักษาใหหายขาดได สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการ “มองชีวิตในมุมบวก” ไมยอทอ และ เสียแรงใจไปกับภาวะปวยไขจนมีอันตองลมหมอนนอนเสื่อไปในที่สุด ขณะเดียวกันก็ตองเขมแข็งที่จะการ “เรียนรู อยางมีสติ” เพื่อควบคุมมิใหเกิดการเรื้อรังไปมากกวาที่เปนอยู และมุงทำความเขาใจตอกลไก หรือกลวิธีอันเปนก ระบวนการของการปองกันมิใหเกิดภาวะแทรกซอนตอรางกายใหไดมากที่สุด เพราะนั่นคือสิ่งที่ยืนยันไดวา “ชีวิตมี ทางออก” และ “ทางออกนั้นก็ไมเคยปดตาย” เมื่อมองยอนกลับไปยังปจจัยตนเหตุ หรือองคประกอบที่เอื้อตอการเกิดโรคเบาหวานแลว จะพบวาปจจัยเหลา นั้นเปนโยงใยอยูกับเรื่องกรรมพันธุ การบริโภคอาหารที่มีปริมาณแปง น้ำตาล ไขมันสูง และการละเลยที่จะออกกำลัง กายทั้งสิ้น ปจจัยที่วานั้นถือเปน “เข็มทิศของการเฝาระวัง” ตัวเองไดเปนอยางดี ทั้งยังตองใสใจเฝาสังเกตอาการ อันเปน “เคาลาง” ของโรคเบาหวานก็สำคัญไมแพกัน ถาทุกคนเชื่อวาตัวเองเปน “หมอประจำตัวเอง” ก็ตองเรียนรูวา อาการปสสาวะมาก (polyuria) ดื่มน้ำมาก (polydipsia) กินจุ หรือรับประทานอาหารจุ (polyphagia) น้ำหนักลด (weight loss) ลวนเปนเคาลางบอกเหตุ ที่สุมเสี่ยงตอการเปนเบาหวานแทบทั้งสิ้น เมื่อเขาใจแลวยอมสามารถที่จะบริหารจัดการเกี่ยวกับระบบสุขภาพตัวเอง ไดอยางมีประสิทธิภาพ1 ดังนี้ 1. ปสสาวะบอย โดยเฉพาะเวลากลางคืน ตองตื่นมาปสสาวะบอยมากกวาปกติ 2. มีอาการกระหายน้ำอยูบอยๆ และดื่มน้ำมากผิดปกติ เนื่องจากสูญเสียน้ำไปทางปสสาวะเปนจำนวนมาก 3. น้ำหนักลด เนื่องจากรางกายไมสามารถสลายพลังงานจากไขมันได จึงจำตองสลายพลังงานจากโปรตีนและไข มันแทนสงผลใหเกิดอาการ “กินเกง หิวบอย แตน้ำหลักลด” 1 http://gotoknow.org/blog/bouquet/362318 15
21.
นอกจากนี้ยังพบอาการอื่นๆ ที่ถือเปนลางบอกเหตุสอเคาใหเห็นถึงภาวะความเสี่ยงที่จะเปนโรคเบาหวานดวย เหมือนกัน อาทิ
1. อาการอักเสบของผิวหนัง เกิดการติดเชื้องาย และเมื่อเปนแผลแลวแผลจะหายชา 2. อาการคันตามผิวหนัง อันเกิดจากผิวแหงจนเกินไป 3. มีการติดเชื้อรา โดยเฉพาะอยางยิ่งบริเวณชองคลอดของผูหญิง 4. อาการเห็นภาพไมชัด ตาพรามัวตองเปลี่ยนแวนบอยๆ ทั้งนี้อาจจะเปนเพราะมีการเปลี่ยนแปลงสายตา เชน สายตาสั้น เปนตอกระจก และน้ำตาลในเลือดสูง และที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่มองขามไมไดเลยก็คือ อาการชา ไมมีความรูสึก เจ็บตามแขนขา หยอนสมรรถภาพ ทางเพศ รวมถึงการเกิดแผลที่เทาไดโดยงาย2 ซึ่งลวนเกิดจากภาวะที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงนานๆ จนทำใหเสน ประสาทเสื่อม กรณีผูปวยใน บางรายมีอาการเกิดบาดแผลที่เทาอยูเรื่อยๆ ยิ่งตองระมัดระวังใหมากเปนพิเศษ เนื่องจากการเปนแผลที่เทา จะเปนเสมือนการเปดประตูตอนรับเชื้อโรคตางๆ ใหเขามาสูรางกายโดยงาย คนที่ปวย เปนโรคเบาหวานก็มักจะมีอาการชาตามนิ้วเทาและฝาเทา และจะไมรูสึกเจ็บปวดกับแผลที่เกิดขึ้น สงผลใหขาดการ เฝาระวังในเรื่องดังกลาวไปโดยปริยาย จนนำไปสูภาวะเรื้อรังขั้นรายแรงที่ตองตัดขาทิ้งเลยก็มี แตก็เปนที่นาสังเกตวา ในอดีตนั้นการเฝาระวังหรือสังเกตอาการที่สอเคาวาจะเปนโรคเบาหวานนั้นมีความนา สนใจ เพราะเกี่ยวโยงกับภูมิปญญาจากการสังเกต กลาวคือคนในสมัยกอนมักจะแนะนำเปน “มุขปาฐะ” วาหาก สงสัยวาจะเปนเบาหวานหรือไม สามารถพิสูจนไดอยางงายๆ ผานวิธีใกลตัวนั่นก็คือ “ปสสาวะใหมดตอม” วิธีคิดดังกลาว เกิดจากการที่ชาวบานมีความเชื่อที่วา “คนที่เปนเบาหวาน จะปสสาวะหวาน” เมื่อปสสาวะในแตละครั้ง จึงยอมมีน้ำตาลปนออกมากับปสสาวะมากเปนพิเศษ ดังนั้นคนในสมัยกอนจึงเชื่อวา หากมีมดมาตอมปสสาวะ ก็พอจะยืนยันไดเบื้องตนวาคนๆ นั้น มีความสุมเสี่ยงตอการเปนโรคเบาหวานคอนขางจะ แนนอน ซึ่งจะวาไปแลววิธีการดังกลาว ก็ใชเปนกระบวนการหนึ่งของการพิสูจนความเปนเบาหวานไดเหมือนกัน แต วิธีการสังเกตดังกลาวเปนการวินิจฉัยเพียงเบื้องตน ดังนั้นทางที่ดีจึงควรตองไปพบแพทย เพื่อใหแพทยไดตรวจระดับ น้ำตาลในเลือดใหโดยตรง เพราะนั่นคือวิธีการที่เที่ยงตรงและแมนยำที่สุด ซึ่งจะชวยใหเกิดกระบวนการเฝาระวังตอ ระบบสุขภาพของตัวเองไปในตัว 2 http://gotoknow.org/blog/dmpathumtanee/328235 16
22.
ใครคือกลุมเสี่ยงเบาหวาน พนัส ปรีวาสนา และจตุพร
วิศิษฏโชติอังกูร จากประเด็นสาเหตุของการเกิดเบาหวานและเชื่อมโยงมาสูประเด็นเคาลางการบอกเหตุ ความเสี่ยงของการปวย เปนโรคเบาหวาน จะเห็นไดวาหลีกไมพนเรื่องราวหลักๆ 3 ประเด็นใหญ นั่นก็คือเรื่องกรรมพันธุ พฤติกรรมการกิน และการดูแลรางกายผานการออกกำลังกาย ซึ่งทั้งหมดนั้นไดสะทอนภาพของการดูแล ควบคุมและปองกันแทบทั้ง สิ้น โดยมีเปาประสงคหลักเพื่อนำไปสูวิถีแหงการดำเนินชีวิตยาวนานเยี่ยงคนปกติ อยางไรก็ตามเมื่อหลอมรวมประเด็นเหลานั้นแลว ก็คงไมยากกับการที่จะวินิจฉัยเพื่อการเฝาระวังวาใครคือผูที่ เสี่ยงที่จะเปนเบาหวานบาง โดยในทางกรรมพันธุนั้นก็ยังคงตองพุงประเด็นไปยังกลุมคนที่เคยมี “ญาติสายตรง” ปวยเปนเบาหวานมากอนอยูดี รวมถึงทารก หรือหญิงมีครรภที่ประวัติเคยเปนเบาหวานขณะตั้งครรภ หรือเคยคลอด บุตรตัวโตและมีน้ำหนักมากกวา 4 กิโลกรัม1 รวมถึงกลุมคนที่มีน้ำหนักมากเกินกวาปกติ (โรคอวน) ไมนิยมการ ออกกำลังกาย สงผลใหการทำงานของอินซูลินมีปญหา รวมถึงการมีพฤติกรรมเกี่ยวกับการกินอาหารประเภทออก รสหวานๆ และมีไขมันสูงมากจนเกินความจำเปน เปนตนวา “เด็กบริโภคไขมันมากเกินไปจาก 18 กรัม เพิ่มเปน 42 กรัมตอวัน”2 ก็ถือเปนกลุมคนที่เสี่ยงตอการปวยเปนโรคเบาหวานดวยเหมือนกัน เชนเดียวกับงานวิจัยที่ศึกษา และพบวา “ผูหญิงที่นิยมกินมันฝรั่งมากเทาไหร ยิ่งเสี่ยงตอการปวยเปนโรคเบาหวาน”3 เพราะมันฝรั่งเปนพืชที่ กระตุนใหเกิดภาวะน้ำตาลสูงในกระแสเลือดไดเปนอยางดี หรือแมแตผลการวิจัยชื่อวา CARDIA Study ก็เชื่อวาคน ที่ไมชอบรับประทานอาหารเชาอยางสม่ำเสมอก็มีความเสี่ยงตอการเปนเบาหวาน ไดเหมือนกัน4 1 http://gotoknow.org/blog/maleewan/134176 2 http://gotoknow.org/blog/strongkids/185168 3 http://gotoknow.org/blog/qqqqq/46274 4 http://gotoknow.org/blog/ocsckku/149286 17
23.
18
24.
ครอบครัวเบาหวาน... พนัส ปรีวาสนา และจตุพร
วิศิษฏโชติอังกูร ในที่นี้ ครอบครัวเบาหวาน หมายถึง ลักษณะอันเปนภาวะ “โรคแทรกซอน” ที่เกิดขึ้นกับคนเราหลังการปวย เปนโรคเบาหวาน เชน โรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง รวมถึงภาวะแทรกซอนอื่นๆ เชน ภาวะ แทรกซอนทางตา ภาวะแทรกซอนในชองปาก กระเพาะปสสาวะทำงานไดไมดี เปนตน บรรดารายชื่อโรคแทรกซอนที่วานั้น ถือเปนคุณลักษณะพิเศษของโรคเบาหวานที่เปนแลวมักจะรักษาให หายขาดไมได ตรงกันขามกลับมักจะนำพาใหเกิดภาวะแทรกซอนตางๆ ตามมาเปนระยะๆ ซึ่งเปนผลพวงของ ระบบภูมิตานทานที่เสื่อมโทรมและต่ำลง จนอวัยวะตางๆ ในรางกายทำงานบกพรองมากขึ้น เกิดเปนชองโหวใน ระบบภูมิคุมกันของสุขภาพ เปดกวางใหโรคตางๆ ทยอยคืบคลานเขากัดกรอนรางกายของคนเราอยางเงียบๆ โดย ภาวะดังกลาวไดกลายมาเปนปรากฏการณสำคัญที่สื่อสารใหเห็นวาโรคเบาหวานเปนเสมือน “ครอบครัวใหญ” ที่มี โรคตางๆ มามะรุมมะตุมอยูตลอดเวลา หรืออาจตองเรียกชื่อโรคเบาหวานในอีกมุมหนึ่งวา “โรคญาติเยอะ” ปจจุบันโรคเบาหวาน (โรคญาติเยอะ) มีโครงสรางเหมือน “ครอบครัวใหญ” ที่ยึดโยงไปดวยภาวะแทรกซอน ตางๆ และกลายเปนวิกฤติทางสาธารณสุขของสังคมไทยในปจจุบัน ผูคนตางรับรูและเขาใจในทิศทางเดียวกันวา โรคแทรกซอนตางๆ นั้น บางชนิดจะเกิดขึ้นเงียบๆ หลังการเปนเบาหวานมาแลวนับ 10 ปเลยก็มี กลาวคือเริ่มตน จากการฝงตัวอยางเงียบๆ และคอยๆ รุกคืบอยูในตัวผูปวยอยางชาๆ ทำใหผูปวยไมรูเนื้อรูตัววากำลังเกิดภาวะโรค แทรกซอนอันเกิดจากโรคเบาหวานในรางกาย จนเมื่อสั่งสมถึงขั้นเรื้อรังจึงคอยปรากฏโฉมหนาใหพบเห็นอยางเดน ชัดผานอาการเฉพาะของโรคนั้นๆ และเมื่อเกิดขึ้นแลว ก็ลำบากตอการบำบัดรักษา เพื่อใหคืนกลับสูสภาพดังเดิม ขณะที่บางราย โชครายถึงขั้นไมสามารถฟนฟูสภาพรางกายกลับมาไดเลยก็มี กรณีดังกลาวนี้ คุณกานดา สุตาวงศ ไดอางอิงขอมูลโรคแทรกซอนเรื้อรังจากสมุดบันทึกประจำตัวของผูปวยโรค เบาหวานจากโรงพยาบาลสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม ซึ่งเกี่ยวของกับภาวะเรื้อรังในอวัยวะตางๆ ของคนเรา คือ หัวใจ สมอง ดวงตา และไต1 ดังนี้ 1 http://gotoknow.org/blog/kandanalike/319044 19
25.
1. หลอดเลือดหัวใจตีบตันหรืออุดตัน ทำใหเกิดกลามเนื้อหัวใจตาย
จะมีอาการเจ็บแนนหนาอกราวไปที่ไหลซาย มีอาการหอบ เหนื่อยเร็ว หัวใจลมเหลวและเสียชีวิต อยางเฉียบพลันได 2. หลอดเลือดสมองตีบตัน ทำใหเปนอัมพาต พูด หรือออกเสียงไมชัด 3. ตาพรามัว ถึงขั้นตาบอด อันเกิดจากหลายสาเหตุ เชน สายตาเปลี่ยน ตอกระจกและเสนเลือดในตาอุดตัน เลือดออกในตา 4. ไตเสื่อม หรือ ไตวาย ในระยะแรกจะมีอาการบวม ออนเพลีย คลื่นไส อาเจียน เมื่อภาวะไตเสื่อมมากขึ้น จะมี อาการปสสาวะลดลง มีของเสียคั่งในรางกายมากขึ้น เชนเดียวกับขอมูลที่คุณทรงลักษณ มูลมณี ไดสื่อสารถึงรายละเอียดของภาวะแทรกซอนในทางการแพทยวา2 1. ภาวะแทรกซอนทางสายตา (Diabetic retinopathy) เกิดจากการที่น้ำตาลเขาไปใน endothelium ของหลอดเลือดเล็กๆ ในลูกตา ทำใหหลอดเลือดเหลานี้มีการสรางไกลโคโปรตีนซึ่งจะถูกขนยายออกมาเปน Basement membrane มากขึ้น ทำให Basement membrane หนา แตเปราะ หลอดเลือดเหลานี้ จะฉีกขาดไดงาย เลือดและสารบางอยางที่อยูในเลือดจะรั่วออกมา และมีสวนทำให Macula บวม ทำให เกิด Blurred vision หลอดเลือดที่ฉีกขาดจะสรางแขนงของหลอดเลือดใหมออกมามากมายจนบดบังแสง ที่มาตกกระทบยัง Retina ทำใหการมองเห็นของผูปวยแยลง 2. ภาวะแทรกซอนทางไต (Diabetic nephropathy) พยาธิสภาพของหลอดเลือดเล็กๆ ที่ Glomeruli จะทำให Nephron ยอมให albumin รั่วออกไปกับ filtrate ได Proximal tubule จึงตองรับภาระในการดูดกลับสาร มากขึ้น หากเปนนานๆ ก็จะทำใหเกิด Renal failure ได ซึ่งผูปวยมักจะเสียชีวิตภายใน 3 ป นับจากแรกเริ่ม มีอาการ 3. ภาวะแทรกซอนทางระบบประสาท (Diabetic neuropathy) หากหลอดเลือดเล็กๆที่มาเลี้ยงเสนประสาท บริเวณปลายมือปลายเทาเกิดพยาธิสภาพ ก็จะทำใหเสนประสาทนั้นไมสามารถนำความรูสึกตอไปได เมื่อผู ปวยมีแผล ผูปวยก็จะไมรูตัว และไมดูแลแผลดังกลาว ประกอบกับเลือดผูปวยมีน้ำตาลสูง จึงเปนอาหารอยาง ดีใหกับเหลาเชื้อโรคและแลวแผลก็จะเนาและนำไปสู Amputation ในที่สุด ไมเฉพาะแตภาวะแทรกซอนที่เกิดขึ้นกับอวัยวะที่เปนหัวใจ สมอง ดวงตา ไต หรือแมแตระบบประสาทจากขาง ตนเทานั้น แตในทางการแพทยนั้น ยังพบวา โรคเบาหวานเปน “ปจจัยนำ” ปจจัยหนึ่งของการเกิด “โรคปริทันต” ดวยเหมือนกัน กลาวคือ ผูปวยโรคเบาหวานที่ควบคุมไมได จะมีการอักเสบของเหงือกมากผิดปกติ และมากกวาผูที่ ควบคุมได ทั้งๆ ที่มีคราบจุลินทรียเพียงเล็กนอยเทานั้น ซึ่งก็ถือวาเปนภาวะโรคแทรกซอนเรื้อรังอีกโรคหนึ่งที่เกิดขึ้น หลังจากการเปนเบาหวาน3 และไมเชื่อก็ตองเชื่อวาปจจุบันวงการแพทยไดมีการยืนยันแลววา เบาหวานเปนตนเหตุหนึ่งของภาวะ “เซ็กส เสื่อม” กลาวคือเมื่อเปนเบาหวาน และเริ่มสูงอายุ มักจะมีอาการลงพุง มีไขมันสะสม มีความดันสูง สิ่งเหลานี้จะหนุน สงใหเกิดภาวะสมรรถภาพทางเพศเสื่อมเร็วขึ้นทั้งหญิงและชาย 2 http://gotoknow.org/blog/healthstar/362085 3 http://gotoknow.org/blog/chalong/93266 20
26.
แตอยางไรก็ตาม ถึงแมจะเปนที่รับรูวาโรคเบาหวานเปนโรคที่เกิดขึ้นแลว รักษาไมหายขาด
แตจะเรื้อรังและ มีภาวะแทรกซอนมากมาย สิ่งสำคัญที่สุดก็คงตองย้ำเตือนกับตัวเองเสมอวาชีวิตไมไดตีบตันดวยโรคภัยชนิดนี้เสีย ทั้งหมด จึงตองมองโลกและชีวิตในมุมบวก เพื่อใหสามารถใชชีวิตไดอยางปกติสุข เพราะในความเปนจริงก็คือ ถึงแม โรคเบาหวานจะเปนโรคที่รักษาไมหายขาด แตก็สามารถควบคุมและปองกันได จึงไมควรหดหูและสิ้นหวังเมื่อตอง เผชิญกับโรคชนิดนี้ 21
27.
22
28.
อาหารของคนเปนเบาหวาน พนัส ปรีวาสนา และจตุพร
วิศิษฏโชติอังกูร ในยามที่ชีวิตตัวเอง หรือญาติมิตรตองชะตากรรมดวยการปวยเปนโรคเบาหวาน อันดับแรกตองไมลืมที่จะเตือน ตัวเองใหรูสึกเสมอวา การปวยเปนโรคเบาหวาน ไมใชความโชครายหรือเลวรายเสียทั้งหมด ถาคิดและเขาใจใน ทำนองนั้นได ก็จะทำใหมีขวัญกำลังใจที่จะใชชีวิตและเรียนรูกระบวนการแหงการควบคุมโรคเบาหวานในตัวเองได เปนอยางดี โดยเริ่มตนใหความสำคัญกับเรื่องอาหารการกินอยางจริงจัง ไมใชกินตามมีตามเกิดหรือกินตามอำเภอใจ โดยไมสนใจวาสิ่งที่บริโภคเขาไปนั้น จะเพิ่มปริมาณไขมันและน้ำตาลในระดับเลือดมากนอยแคไหน หรือเปนปจจัย นำสูภาวะแทรกซอนตางๆ อยางไรบาง สำหรับผูที่ปวยเปนเบาหวานนั้น สิ่งที่ตองระมัดระวังเปนพิเศษเลยก็คือการหลีกเลี่ยงอาหารประเภทที่มีระดับ น้ำตาลในเลือดสูง รวมถึงขนมหวานตางๆ เชน ทองหยิบ ทองหยอด ขนมชั้น ผลไมชนิดหวานจัดๆ เชน เงาะ ขนุน นอยหนา ทุเรียน ออย ตลอดจนเครื่องดื่มน้ำอัดลมชนิดตางๆ ซึ่งนั่นก็รวมถึงเครื่องดื่มประเภทที่มีแอลกอฮอลดวย เกี่ยวกับเรื่องดังกลาวนี้ ดร.จันทวรรณ ปยะวัฒน ไดบันทึกขอมูลที่เปนประโยชนอันเกิดจากการศึกษาคนควา และการดูแลบิดาที่เปนเบาหวานดวยตนเอง โดยจัดหมวดหมูประเภทของอาหารไวดังนี1 ้ 1.กลุมอาหารหามรับประทาน ไดแก • อาหารที่มีน้ำตาลทุกชนิด รวมถึงน้ำผึ้ง น้ำตาลจากผลไม • ขนมหวานและขนมเชื่อมตางๆ เชน ฝอยทอง ขนมชั้น สังขยา ลอดชอง • ผลไมกวน เชน มะมวงกวน ทุเรียนกวน สัปปะรดกวน ฯลฯ • น้ำหวานตางๆ น้ำผลไม ยกเวน น้ำมะเขือเทศ นมรสหวานรวมทั้งน้ำอัดลมและ 1 http://gotoknow.org/blog/dad/36808 23
29.
• ผลไมที่มีรสหวานจัด เชน
ทุเรียน องุน ลำไย มะมวงสุก ละมุด นอยหนา ลิ้นจี่ ออย สัปปะรด ผลไมแชอิ่ม หรือ เชื่อมน้ำตาล • ของขบเคี้ยวทอดกรอบ และอาหารชุบแปงทอดตางๆ เชน ปาทองโก กลวย แขก ขาวเมาทอด 2.กลุมอาหารที่รับประทานได แตตองจำกัดปริมาณ ไดแก • อาหารพวกแปง ขาว เผือก มัน ถั่วเมล็ดแหงตางๆ กวยเตี๋ยว ขนมจีน ขนมปง มักกะโรนี กวยเตี๋ยว • ลดอาหารไขมัน เชน ขาหมู ขาวมันไก หมูสามชั้น หรือ อาหารทอดมันมากๆ ไขมันมากๆ • ตลอดจนไขมันจากพืชบางอยาง เชน กะทิ น้ำมันปาลม ควรใชน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันขาวโพด น้ำมันมะกอก • อาหารสำเร็จรูป หรืออาหารพิเศษสำหรับผูปวยเบาหวาน เชน น้ำตาลเทียม น้ำตาลจากผลไม • ผักประเภทที่มีแปงมาก เชน ฟกทอง กระเจี๊ยบ หัวปลี แครอท สะเดา ถั่วลันเตา หอมหัวใหญ ผลไมบางอยาง เชน ฝรั่ง กลวย เงาะ มะละกอ • อาหารจากโปรตีนประเภทเนื้อสัตว หรือโปรตีนจากพืช เชน ถั่ว เตาหู ใหรับประทานปกติ หลีกเลี่ยงเนื้อติด มัน ไกติดหนัง 3.กลุมอาหารที่รับประทานไดไมจำกัด ไดแก ผักใบเขียว เชน ผักกาด ผักคะนา ผักบุง ถั่วงอก เปนที่นาสังเกตวา รายการอาหารและผลไม หรือแมแตขนมที่กลาวอางถึงขางตน สวนใหญมีคุณลักษณะรวม เดียวกันก็คือออกรสหวานและมีไขมันเปนที่ตั้ง แตในความเปนจริงที่ไมอาจมองขามไปไดก็คือ เมื่อปวยเปนโรคเบา หวานแลว ผูปวยตองลดอาหารที่มี รสเค็มลงดวยเชนกัน เพราะโซเดียมในเกลือจะทำใหรางกายสรางกระบวนการ กักเก็บน้ำไวในรางกายมากขึ้น สงผลใหเกิดภาวะความดันโลหิตสูงไปไดโดยงาย และยังสงผลกระทบตอระบบการ ทำงานของไตโดยตรง ยิ่งเปนเบาหวานอยูแลว จึงเสี่ยงสูงตอการเกิด ภาวะแทรกซอนทางไต สวนกรณีเกี่ยวกับเครื่องดื่มประเภทกาแฟ ก็มีความเกี่ยวโยงกับเบาหวานดวยเชนกัน โดยรวมแลวเครื่องดื่ม ประเภทชากาแฟนั้น ผูปวยเบาหวานควรเลือกดื่มกาแฟดำ ไมใสน้ำตาล ไมใสนมขนหวาน หรือครีมเทียมแทน ดัง รายละเอียดที่ นายแพทยวัลลภ พรเรืองวงศ ไดนำเสนอขอมูลไวในเวปบล็อกวา “อาจารยเบซา สมิธ และคณะ แหงมหาวิทยาลัยแคลิฟอรเนีย ซาน ดิเอโก ในลาโฮลลา ทำการศึกษากลุม ตัวอยางอายุ 50 ปขึ้นไป จำนวน 910 คน โดยการติดตามไปนาน 8 ป ซึ่งผลการศึกษาพบวา คนที่ดื่มกาแฟ ไมวา จะเปนชนิดมีกาเฟอีน หรือสกัดกาเฟอีนออก จะมีความเสี่ยงตอโรคเบาหวานในผูใหญ (diabetes type2) ลดลง 60%”2 ซึ่งจากการที่นายแพทยวัลลภ ไดนำเสนอขอมูลขางตนไวใน เว็ปบล็อกชุมชน แหงการแลกเปลี่ยนเรียนรู แลว ก็พบวามีการ “ตอยอดความคิด” และนำไปสูการ “ปฏิบัติจริง” อยางกวางขวาง ดังจะเห็นไดจากการเสริมแรงให เกิดพลังใจและมุมมองใหม หรือ “ความรูใหม” แก ดร.จันทวรรณ ปยะวัฒนในการที่จะดูแลบิดาที่ปวยเปนเบา 2 http://gotoknow.org/blog/health2you/56905 24
30.
หวาน เปนเรื่องเลาที่เชื่อมโยงจากองคความรูจาก Blog
กับการปฏิบัติในชีวิตจริง “อานเรื่อง กาแฟสักถวยดีไหม3 ในบล็อก Health2You.gotoknow.org ของ ทานอาจารยหมอวัลลภ แลวตอง รีบนำมาเขียนไวในบล็อก Dad.gotoknow.org4 คะ เพราะเปนความรูใหมสำหรับดิฉันคะ คือ การดื่มกาแฟชวยลด ความเสี่ยงตอการเปนเบาหวานประเภทที่ 2 คะ พอเปนเบาหวานมานานแลวคะ ประมาณ 30 ปคะ และพอก็เปนคนดื่มกาแฟมาโดยตลอด แตหลังจากที่พอมา ลมปวยเปนอัมพฤกษจากโรคหลอดเลือดสมอง โรคความดันสูง และ โรคเบาหวาน คุณหมอก็ใหหยุดดื่มกาแฟ แตพอเลิกยากกาแฟไดยากมากคะ แตสามารถเลิกบุหรี่ไดทันทีคะแมจะสูบมาตลอดตั้งแตวัยหนุมก็ตาม (บุหรี่ ทำใหเลือดเหนียวหนืดคะ ไมดีตอคนที่เปนโรคหลอดเลือดสมอง) ดิฉันจึงซื้อกาแฟแบบไมมีกาเฟอีนใหพอดื่มแทนกาแฟปกติ และไมใสน้ำตาล คะ แมจะไมสามารถชวยปองกัน เบาหวานใหพอได เพราะเปนอยูแลว ดิฉันก็รูสึกอุนใจที่ไดรับความรูใหมนี้คะ เพราะเบาหวานเปนพันธุกรรมคะ ดิฉัน จะไดรูวา ดิฉันและลูกๆหลานๆ ควรปฏิบัติตนอยางไรเพื่อลดความเสี่ยงตอการเปนเบาหวานคะ”5 เกี่ยวกับเรื่องกาแฟที่มีผลตอการลดระดับปริมาณของน้ำตาลในเลือดนั้น ในงานวิจัยจากอินเดียก็ยืนยันทำนอง เดียวกันวากาแฟสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดไดจริง ซึ่งก็ถือวาเปนชุดความรูอีกชุดหนึ่งที่เปนประโยชนตอการ ดื่มกาแฟของผูปวยเปนโรคเบาหวานดวยเหมือนกัน ดังทีคุณกานดา สุตาวงศ ก็ไดสะทอนขอมูลในทำนองเดียวกัน ่ วา “รายงานผลการทดลอง ในป คศ.1994 ประเทศอินเดียมีรายงานผลการทดลองสารสกัดจาดเมล็ดกาแฟ ตอผลเมตะบอลิซึมของคารโบไฮเดรต และผลการทดลองระดับน้ำตาลในเลือดของกาแฟ ผลการทดลองพบวา กาแฟสามารถ ลดระดับน้ำตาลในเลือดได”6 ถึงตรงนี้จึงพอจะสรุปไดแลววาอาหารที่ผูปวยเบาหวานควรหลีกเลี่ยงนั้นลวนเปนอาหารประเภท “รสหวาน ไขมันสูง และเค็ม” รวมถึงเครื่องดื่มน้ำอัดลม เครื่องดื่มแอลกอฮอล และกาแฟก็ลวนแลวแตเปนสิ่งที่ตองพึงระวัง ดวยเหมือนกัน เพราะมีผลตอการกัดกรอนระบบสุขภาพของผูปวยโรคเบาหวานโดยตรง สวนอาหารเพราะเภทพืช ผักใบเขียวนั้น จัดไดวาเปนคุณประโยชนตอรางกายของผูปวยเบาหวานอยางยิ่ง เชนเดียวกับที่คนในสมัยโบราณได เปรียบเปรยไวอยางนาฟงในทำนองวา “กินขาวเปนหลัก กินผักเปนยา” ซึ่งนั่นก็เทากับวาพืชผักตางๆ นั้น ลวนแลว แตมีสถานะของการเปนยาสมุนไพรดวยเหมือนกัน 3 http://gotoknow.org/blog/health2you/56905 4 http://gotoknow.org/blog/dad 5 http://gotoknow.org/blog/dad/56932 6 http://gotoknow.org/blog/kanda01/323273 25
31.
26
32.
ผักและสมุนไพรตานภัยเบาหวาน พนัส ปรีวาสนา และจตุพร
วิศิษฏโชติอังกูร เปนที่ยอมรับวา โรคเบาหวานสวนใหญเกิดจากพฤติกรรมการกินการบริโภคเปนหลัก ดังนั้นจึงจำเปนตองระวัด ระวังเรื่องอาหารการกินอยางมีสติ พยายามสรางความสมดุลในการรับประทานอาหารประเภทแปง น้ำตาลและไข มันสูงไปพรอมๆ กับการ ออกกำลังกายอยางสม่ำเสมอ และที่สำคัญตองไมละเลย หรือเพิกเฉยที่จะบริโภค “พืชผัก และสมุนไพร” ตางๆ เพราะนี่คือทางออกที่ดีสำหรับการปองกันและรักษาโรคเบาหวานที่เกิดขึ้นกับคนเรา การบริโภคพืชผักและสมุนไพร ถือเปนกระบวนการทาง “ธรรมชาติบำบัด” ที่นาสนใจเปนอยางมาก เพราะนั่น หมายถึงการเสริมสงจากพลังอันเปน “ภูมิปญญา” สูนวัตกรรมทางการแพทยหรือสาธารณสุข โดยพืชผัก สมุนไพรที่ บริโภคเขาไปจะกระตุน หรือเสริมการทำงานของฮอรโมนอินซูลินใหสามารถนำน้ำตาลออกจากกระแสเลือดไปใชได เร็วขึ้น รวมถึงคุณลักษณะอันสำคัญของผักและสุมนไพรก็ยังมีสวนประกอบของวิตามินซีและวิตามินอีสูง จึงมีผลตอ การปองกันไมใหตับออนถูกทำลาย เอื้อใหมีการสรางอินซูลินไดเปนปกติ อีกทั้งยังชวยลดความเสี่ยงของการเกิดโรค หัวใจอันเปนภาวะแทรกซอนจากโรคเบาหวานไดดวย 27
33.
28
34.
ผัก สมุนไพรที่ควรใสใจรับประทาน พนัส ปรีวาสนา
และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร ในเว็บบล็อก gotoknow.org ไดมีการศึกษาคนควาเรื่องราวเกี่ยวกับประโยชนของสมุนไพรที่มีตอการตานภัย เบาหวานอยูหลายทานดวยกัน ดังเชน คุณ Chem ขาราชการครูจากโรงเรียนลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย ก็ได สะทอนขอมูลดังกลาวในเรื่อง “อาหารสำหรับคนเปนโรคเบาหวาน” ไวอยางชัดเจนวา1 1. มะระ สวนใหญจะใชมะระขี้นก โดยใชผลดิบแกที่ยังไมสุก และยอดออน ใชเนื้อรับประทานเปนผักจิ้ม ผลของ มะระนำมาลวกรับประทานกับน้ำพริก สวนผลมะระจีน ใชประกอบอาหาร เชนแกงจืด ผัด สรรพคุณทาง ยา : ตามตำรายาไทย เปนยารสขม ชวยเจริญอาหาร น้ำคั้นจากผลชวยแกไข และใชอมแกปากเปอย ผลของ มะระจีนที่โตเต็มที่แลวนำมาหั่นตากแหงชงกับน้ำรอน ใชดื่มแทนน้ำชา แกโรคเบาหวาน ใบสดของมะระขี้นก หั่นชงกับน้ำรอนใชถายพยาธิเข็มหมุดและนอกจากนั้นในผลและใบของมะระยังมีสารที่มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาล ในเลือด ไดแก พี-อินซูลิน (p-insulin) ซึ่งเปนสารโปรตีน และคาแรนติน(charantin) ซึ่งเปนสารผสมของส เตียรอยด กลัยโคไซด 2 ชนิด 2. ตำลึง ตำลึงเปนผักพื้นบาน ที่มีคุณคาทางดานอาหารสูง :ประกอบดวยวิตามิน 10 แรธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินอื่นๆ อีกมาก ยอดตำลึงใชปรุงอาหารไดหลายชนิด เชนแกงจืด ผัดผัก ลวกจิ้ม น้ำพริก แกงเลียง ใสกวยเตี๋ยว นอกจากจะมีประโยชนและคุณคาทางอาหารสูง ในตำลึงยังพบกรดอะมิโน หลายชนิด ในผลตำลึงพบสารคิวเดอร บิตาซินบี (cucurbitacinB) สรรพคุณทางยา : ใบและเถาตำลึงมีฤทธิ์ลดน้ำตาล ในเลือดได โดยมีการทดลองใชน้ำคั้นจากใบและเถาตำลึง น้ำคั้นจากผลดิบ และสารสกัดจากเถาตำลึงดวย แอลกอฮอลพบวามีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของกระตายที่เปนเบาหวานได 3. เตยหอม ใบเตยมีสีเขียว น้ำคั้นจากใบเตย มีกลิ่นหอมนำมาใชแตงสีขนมแตงกลิ่น อาหาร นอกจากนี้ยังนิยม นำมาเปนเครื่องดื่ม น้ำที่ไดจากใบเตยมีสารสำคัญหลายชนิด เชน ไลนาลิลอะซีเตท (Linalyl acetate), เบน ซิลอะซีเตท (benzyl acetate), ไลนาโลออล(Linalool), และเจอรานิออล (geraniol) และมีสารหอมคูมา ริน (Coumarin) และเอททิลวานิลลิน (ethyl vanilin) สรรพคุณทางยา : ในตำรายาไทย ใชใบเตยสดเปน 1 http://gotoknow.org/blog/phy/220551 29
35.
ยาบำรุงหัวใจ ใหชุมชื่นชวยลดอาการกระหายน้ำ รากใชเปนยาขับปสสาวะ
ใชรักษาเบาหวาน น้ำตมรากเตย สามารถลดน้ำตาลในเลือดของสัตวทดลองได เชนเดียวกับขอมูลที่ คุณอัครพงศ บุญริมสนอง ก็ไดนำเสนอไวในเว็บบล็อกของ gotoknow.org ดวยเหมือนกัน ไดกลาวอางถึงผักพื้นบานที่ชื่อวา “พลูคาว หรือคาวตอง” ที่มีสรรพคุณหลากหลายอยาง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็เกี่ยวของ กับการปองกันโรคเบาหวานไดดังวา “พลูคาว” หรือ คาวตอง เปนผักพื้นบานทางภาคเหนือและภาคอีสาน ปลูกไดดีในบางพื้นที่ที่มีภูเขาและความ ชุมชื้นระดับหนึ่ง โดยสวนตัวแลวไมคอยชอบกลิ่น รสคาว ขื่น เผ็ด ของพลูคาวเทาใดนัก แมวาหมอยาหลายทานจะ บอกวา พลูคาวกินกับแจวสมมะเขือเครือโดยเอาผักคาวทำคำใหญๆ คุย แซบนัก หรือกินสดๆ แกลมกินกับลาบกับ กอย ใสซุบหนอไม ตมไก ตมปลา ซั่วกบ ซั่วหอย ซั่วกบหมื่น ลาบปลา แจวกุง ใสลาบเทา อรอยมากๆ กินแลวมีแฮ งก็ตาม แตเมื่อไดลิ้มชิมรสแลวไมเคยรูสึกวาแซบหรืออรอย ตามคำบอกเลา สักที คาวตอง ผักเปนยา ใชเปนยาเบาหวาน ยาความดัน ยาริดสีดวง ยารักษาแผลในกระเพาะอาหารหมอยาทั่วไป ทั้งหมอยาอิสาน ภาคเหนือหรือไทยใหญ มีความเชื่อวาการกินคาวตองสดๆ กับน้ำพริก ลู ลาบ หรือใชรากตมกับ ปลาไหล รากตำเปนน้ำพริกกินจะเปนยารักษาไดหลายโรค เชน เบาหวาน ขับปสสาวะ ชวยรักษาความดันโลหิต สูง ริดสีดวงทวาร แผลในกระเพาะอาหาร สวนหมอยากะเหรี่ยงทุงใหญนเรศวรตะวันออก นอกจากจะเชื่อวาการกิน คาวตองเปนผักจะทำใหแข็งแรงแลว ยังชวยบำรุงเลือดใหสตรีที่ตกเลือดหลังคลอด รับประทานแลวจะเปลงปลั่งมีน้ำ มีนวลดังเดิม”2 ไมเพียงแตเฉพาะ มะระ ตำลึง เตยหอม และพลูคาว หรือคาวตองเทานั้น แตยังมีพืชผักและสมุนไพรอีก จำนวนมากที่ไดรับการกลาวถึงเกี่ยวกับสรรพคุณในการปองกัน หรือแมแตควบคุมโรคเบาหวานในรางกายของคน เรา เปนตนวา “ผูปวยเบาหวานควรรับประทานผักเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผักบุง ผักกาด โดยผักเหลานี้สามารถรับ ประทานไดไมจำกัดปริมาณ รับประทานไดทั้งแบบสด และแบบที่ปรุงสุกแลว”3 สวน คะนา ตำลึง ผักกาดขาว กะหล่ำปลี ก็ลวนแลวแตมีมีความสำคัญกับการบริโภคเพื่อการปองกันและควบคุมเบาหวานไดเปนอยางดี4 เปนที่นาสังเกตวากรณีผักบุงนั้น ถือเปนผักที่คนไทยคุนเคยกันเปนอยางดี เพราะในอดีต คนไทยจะปลูกฝงให เกิดเปนทัศนคติในเชิงบวกตลอดเวลาวา “ผักบุงเปนผักที่บำรุงสายตา” เมื่อรับประทานจำนวนมากๆ จะชวยให สายตาดีไมฟาฟาง แตปจจุบันไดมีการยืนยันแลววาผักบุงมีสารคลายอินซูลิน จึงเหมาะตอการนำมาปรุงเปนอาหาร ตานเบาหวานเปนอยางยิ่ง เพราะอยางนอยก็เปนผักที่ปลูกงาย และเกิดไดเองตามธรรมชาติ สามารถเก็บมาปรุงเปน อาหารไดสะดวกเปนการลดตนทุนในการจายตลาดไดมากพอสมควร ขณะที่ผักสวนครัวอื่นๆ ก็มีสรรพคุณที่เปนประโยชนในทำนองเดียวกัน เชน ฟกทอง สะตอ ใบมะยม กระเทียม หัวหอม ซึ่งสามารถปลูกเองในครัวเรือนได และสัมพันธกับวิถีวัฒนธรรมการกินการอยูของคนไทยอยางสนิทแนนอยู แลว จึงนาจะไมลำบากนักกับการบริโภคเพื่อเสริมพลังใหกับระบบสุขภาพ เวนเสียแตจะมีคานิยมไมชอบบริโภคผัก มาตั้งแตสมัยเด็กๆ เทานั้นเอง 2 http://gotoknow.org/blog/thai-herbal/423288 3 http://gotoknow.org/blog/nutrition111/336180 4 http://gotoknow.org/blog/suni55/329523 30
36.
ภาพรวมของผัก และสมุนไพร อาจดูเหมือนเปนประโยชนตอการบริโภคแทบทั้งสิ้น
แตก็ยังพบวามีพืชผัก สมุนไพรจำนวนหนึ่งที่ผูปวยเปนโรคเบาหวานตองพึง “ระมัดระวัง” กอนการบริโภค เนื่องเพราะผักเหลานั้น เมื่อ บริโภคเขาสูรางกายแลวจะกระทบตอระบบสุขภาพไดโดยงาย เปนตนวา กระจับ กลอย เผือก มันเทศ ใบขี้เหล็ก และ แหวจีน ซึ่งผักที่วานี้จะมีปริมาณน้ำตาล 20-30 เปอรเซ็นต จึงอาจดูไมเหมาะกับผูปวยเบาหวานในบางรายที่ ตองควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือดเปนพิเศษ5 ถาจะใหดีก็ควรตองปรึกษาแพทยกอนรับประทาน หรือไมก็งดที่จะ รับประทานไปเลยก็ได เพราะจะไดไมเสี่ยงตอการเพิ่มปริมาณน้ำตาลเขาสูรางกายมากเกินความจำเปน 5 http://gotoknow.org/blog/emprom/144107 31
37.
32
38.
เทากับเบาหวาน พนัส ปรีวาสนา และจตุพร
วิศิษฏโชติอังกูร การดูแลเทาในผูปวยเบาหวานมีความสำคัญ เนื่องจากภาวะของโรคที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเปนเวลานานจน ระบบประสาทรับความรูสึกสูญเสียไป จะเดินเหยียบของมีคม หรือแมกระทั่งหินอยูในรองเทายังไมรูสึกเจ็บ เทาเปน อวัยวะที่อยูคูกับการดำเนินกิจวัตรประจำวัน แมแตคนปกติก็ยังไดรับคำแนะนำใหดูแลทำความสะอาด ใสรองเทาให เหมาะกับการใชงาน ไมคับจนเกินไป แตคนที่เปนเบาหวานตองดูแลแบบใสใจเปนพิเศษ สถิติที่บงบอกถึงคนเปนแผล ที่เทามากขึ้นและสงผลลุกลามจนตองตัดนิ้ว ตัดเทา ตัดขาเริ่มมีมากขึ้น มากจนผูปวยบางรายเกิดความเครียดและ วิตกกังวลเมื่อรูวามี “เพื่อนซี้” (โรคเบาหวาน) มาอยูดวยเปนเพื่อนที่ไมไดรับเชิญ บางรายกังวลจนทอแทกับการเปน โรค ไมสนใจดูแลตนเองยิ่งทำใหสุขภาพแยลงไปอีกเรื่องการดูแลเทาสำหรับผูปวยโรคเบาหวาน เปนเรื่องที่มีมานาน มากแตชวงนี้จะเห็นไดวาเวลาไปประชุมหรืออบรมเกี่ยวกับผูปวยโรคเบาหวานประเด็นเรื่อง “เทากับเบาหวาน” มัก ถูกหยิบยกขึ้นมาเปนประเด็นเรียนรูเสมอ ที่โรงพยาบาลเทพธารินทร เปนหนวยบริการที่เปนผูนำดานการดูแลโรคเบาหวานมากวา 20 ป โดย ศ.นพ.เทพ หิมะทองคำ ที่มีความมุงมั่นที่จะพัฒนาระบบการบริการผูปวยเบาหวานในประเทศไทย ทางโรงพยาบาลไดจัดทำ บัญญัติ 10 ประการของการดูแลเทาในผูปวยเบาหวานในคูมือการดูแลสุขภาพเทา ซึ่งชุมชนคนทำงานจำนวนมากได รวมกันแสดงความคิดเห็นในชุมชน gotoknow.org ถึงการนำบัญญัติ 10 ประการนี้มาใช แตยังขาดรายละเอียดดาน วิธีการ วันนี้จึงนำเกร็ดความรู นี้มานำเสนอ ซึ่งสามารถสืบคนเพิ่มเติมไดที่เวบไซดของโรงพยาบาลเทพธารินทร1 บัญญัติ 10 ประการของการดูแลเทาในผูปวยเบาหวาน ขอที่หนึ่ง ลางเทาดวยสบู ถูสะอาด ผาแหงพาด เช็ดซอกเทา เอาใหแหง บรรจงเช็ด อยางละมุน อยารุนแรง ตองจัดแจง ทุกวัน นั่นแหละดี 1 http://www.theptarin.com 33
39.
ขอที่สอง ตองตรวจเทาทุกวัน วันละครั้ง ตรวจผิวหนังของเทาเราทุกที่ หากซีดคล้ำ
ดานหนา ตาปลามี ตุมพุพองไมเขาทีพบหมอพลัน ขอที่สาม ตามติด พินิจผิว ปองกันริ้ว รอยแตก ผิดแผกผัน หยดโลชั่น ลูบไล ใหทุกวัน ชวยปองกัน ผิวแตก โรคแทรกแซม ขอที่สี่ สวมถุงนอง ถุงรองเทา อยาเลือกเอาที่รัด เหมือนมัดแหนม หากสวมถุงใยฝาย ใสรอนแรม จะยิ้มแยม ไมโศก ไรโรคภัย ขอที่หา เลือกรองเทา มาใสใหพอเหมาะ อยาใหเหมือนขันชเนาะ เพราะเทาใหญ ใสรองเทาหัวแหลมมาก ลำบากใจ เพราะบีบใหเทายุง โรคนุงนัง ขอที่หก อยายกเทา แชน้ำอยางซ้ำซาก อันตรายหลายหลาก ตอผิวหนัง จะเปอยงาย ยุยยับ ถึงกับพัง เชื้อโรคฝงติดงาย อาจรายแรง ขอที่เจ็ด เมื่อเทามีบาดแผลรีบแกไข รีบลางแผลโดยไว ไมตองแหยง ถาแผลอักเสบ ปวดนวม บวมช้ำแดง รีบชี้แจง ปรึกษาหมอ อยารอรี ขอที่แปด การตัดเล็บ ก็ตองมี วิธีตัด เดินถนัด ไมเบียด ไมเสียดสี สวมรองเทา เดินงาย สบายดี สองเทามี เล็บอยู ตองดูแล ขอที่เกา ตองหมั่นบริหารเทา เปนการเฝา ปองกัน กอนการแก ใหเลือดไหลเวียนคลองไมตองแคร ไมมีแผล ไมมีทุกข สุขสบาย 34
40.
ขอที่สิบ ควรงดสูบบุหรี่ เปนวิธี ตอชีวา
ไมลาหาย ไรบุหรี่ก็ไรโรคโศกก็คลาย พนโรคราย...สุขสันตนิรันดร วิถีชีวิตของผูปวยเบาหวาน เปนสวนหนึ่งที่เสี่ยงตอการเกิดบาดแผลที่เทา โดยเฉพาะเกษตรกรที่ตองดำนา หรือ แชเทาอยูในน้ำสกปรก อาจตองปรับวิธีการจากนาดำเปนนาหวานแทน หรือสวมรองเทายางที่ไมใหเทาไดสัมผัสกับ น้ำ แตตองพึงระวังความรอนหรือความอับชื้นของเทาบอยๆ การแลกเปลี่ยนเรียนรูจากบันทึก ที่วาดวยเรื่อง “รองเทาที่เหมาะสำหรับผูปวยเบาหวาน” มีเรื่องราวที่นา สนใจที่เปนประสบการณตรงจากผูปวยคอนขางมาก ซึ่งสวนใหญผูปวยมักใสรองเทาคีบ การเปลี่ยนใหใชรองเทาที่ หุมสวนของเทาทั้งหมด ยังมีปจจัยเรื่องคาใชจายที่เพิ่มขึ้นอีก อยางไรก็ตามผูปวยทุกคน ควรตองรับรูขอดีขอเสียของการดูแลเทา และการใสรองเทาที่เหมาะสม บางหนวย บริการทำไปแลวเห็นผลผูปวยเริ่มมีรองเทาใหมแทนคูเกากันแลว มีเรื่องเลาที่โรงพยาบาลครบุรี มีไอเดียเก ที่นี่ตั้ง “กองทุนรองเทา” ใหผูปวยซื้อจากกองทุนโดยผอนชำระที่ไมมีดอกเบี้ย รวมทั้งมีผูใจดีใหทุนตั้งตนดำเนินการอีกดวย 35
41.
36
42.
รองเทาที่เหมาะสมกับผูปวยเบาหวานเปนอยางไร? พนัส ปรีวาสนา และจตุพร
วิศิษฏโชติอังกูร ในหลายๆ โรงพยาบาล ปญหาที่พบเกี่ยวกับรองเทากับเบาหวานคือ การที่โรงพยาบาลไมสามารถจัดหารองเทา ที่เหมาะสมใหผูปวยได อีกทั้งมีราคาแพงตองใชงบประมาณในการจัดซื้อสูงมาก และรูปแบบรองเทาเบาหวาน มักจะ เปนรองเทาหุมสนมิดชิดที่ตัดเฉพาะราย (Custom molded shoe) รองเทากีฬา (sport shoe) ซึ่งเหมาะสมกับชีวิต เมืองมากกวาชนบท เพราะประชาชนสวนใหญนิยมใชรองเทาแตะ ทำใหรองเทาเบาหวานไมสามารถเขาถึงผูปวยเบา หวานระดับรากหญารองเทาแตะประยุกตที่มีคุณสมบัติอยางนอยที่สุดที่จำเปนสำหรับผูปวยเบาหวานที่มีภาวะเสน ประสาทปลายเทาเสื่อม ซึ่งเราสามารถนำคุณสมบัตินี้ไปเปรียบเทียบกับรองเทาที่มีในทองตลาดเพื่อประยุกตใหเขา กับความนิยม และลักษณะภูมิประเทศ และภูมิอากาศได คุณสมบัติของรองเทาที่เหมาะสมกับผูปวยเบาหวาน 1. ตองมีความนุม (cushioning) ความนุมที่เหมาะสมสำหรับ ผูปวยเบาหวานคือ 15 องศาชอว วัดไมยาก คือ ความนุมที่เอามือบีบแลวยุบลงครึ่งหนึ่งของความหนาเดิม เพราะผูปวยมักมีความผิดปกติเชน นิ้วเทาจิกงอ (Claws toes) การโปนของปุมกระดูก (Bony prominent) บริเวณนี้จะมีแรงกดสูงกวาปกติ อันจะสงผลใหเกิด ตาปลา หนัง แข็งนำไปสูการเปนแผลได เราตองการความนุมเพื่อลดแรงกระแทก และหนังแข็ง 2. ปรับสายคาดได (Adjustable) เพราะเทาคนเราขนาดไมเทากันแตละชวงเวลา โดยเฉพาะอยางยิ่ง ผูปวย เบาหวานที่มี ปญหาหลอดเลือด โรคแทรกซอนทางไต มักจะมีการบวมไดงาย การปรับไดจะทำใหลดการกดบริเวณ หลังเทา ซึ่งอาจไปขัดขวางการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงที่เทา (blocked Dorsalis pedis artery) 3. ตองมีสายรัดสน (back strap) เนื่องจากกลามเนื้อในเทาออนแรงจากปลายประสาทเสื่อม สงผลใหรองเทา หลุดออกจากเทาไดงาย ผูปวยจะพยายามจิกนิ้วเทากับรองเทาเพื่อไมใหหลุด อันเปนการสงเสริมใหเกิดภาวะนิ้วงอ (Claw Toe) ตามมา สงผลใหเกิดเปนความผิดปกติระดับทุติยภูมิ (Secondary Impairment) ตามมาจากภาวะ ปลายประสาทเสื่อม จะกอใหเกิดปญหาตามมามากมาย 37
43.
4. รูปแบบตองเปนที่ยอมรับ สำหรับตัวผูสวมใสเอง
ลักษณะอาชีพ สังคม รองเทาที่ดีใสแลวตองรูสึกสบาย และสิ่งที่พิสูจนในขั้นสุดทายวารองเทานั้นดี คือ เทาตองไมมีแผล ไมวาแผลเกาหรือแผลใหม ดังนั้นสิ่งที่ทีมงานดูแลผู ปวยเบาหวาน คาดหวังกับรองเทา คือ “Injury prevention” การเลือกรองเทากับสภาพการตรวจเทาดวย Monofilament1 ระดับที่ 1 เทาปกติ (Normal) จิ้ม monofilament แลวรูสึก ไมมีนิ้วงอ นิ้วจิก กางหุบนิ้วได เดินรองเทาไม หลุด การเลือกรองเทาที่เหมาะสมไดทุกแบบ ทุกสไตล ตามแฟชั่น แตมีขอแม ตองคุมน้ำตาลในเลือดดีๆ หากกลาย เปนระดับ 2 จะอดสวย อดหลอ แนๆ ตองใสรองเทาเพื่อสุขภาพ เราก็รูๆกันอยูวาสุขภาพมันสวนทางกับแฟชั่น เทา ประเภทนี้ควรนัดตรวจทุก 1 ป ระดับที่ 2 กลุมเสี่ยง (Risk group) จิ้ม monofilament แลวไมรูสึก กางหุบนิ้วไมได เดินรองเทาหลุด แต ยังไมมีนิ้วงอ นิ้วจิก การเลือกรองเทาที่เหมาะสม หากเปนรองเทาแตะตองพื้นนุม ขนาดพอดีเทา มีสายรัดสน สวน รองเทาทำงานตองปดหุม หนังไมแข็งเกินไป ที่สำคัญตองปรับได เชน เชือกผูกรองเทา หรือตีนตุกแก (เพราะprotec- tive sensation เสียเราเลยตองปดๆ หุมไว เพราะผูปวยเหยียบแกว เตะโตะก็ไมรูสึก กันๆ ไว) รองเทากีฬาสามารถ ใชทั่วไปได ยังไมตองปรับเปลี่ยนอะไร ประเภทนี้ควรนัดตรวจทุก 6 เดือน ระดับที่ 3 กลุมเสี่ยงสูง (High risk) จิ้ม monofilament แลวไมรูสึก กางหุบนิ้วไมได เดินรองเทาหลุด มีนิ้ว งอ นิ้วจิก หรือความผิดรูปของเทาหรือนิ้วเทา พวกนิ้วจิก งอ (Claw toe) นิ้วหัวแมเทาเกเขาหานิ้วชี้ (Bunion) หรือ ความผิดปกติอื่นๆ มักสงผลใหเกิด แรงกดสูงขึ้นในบางจุด ระดับนี้อาจตองทำอุปกรณพิเศษบางอยาง เพื่อลดจุดกด บริเวณดังกลาว รองเทาที่เหมาะสม รองเทาแตะตองพื้นนุม ขนาดพอดีเทา อาจหลอขึ้นจากเทาผูปวยเองเลย มีสาย รัดสน ใสในบานและนอกบาน รองเทาทำงานตองปดหุม หนังไมแข็งเกินไป ที่สำคัญ ตองวัดและตัดตามเทาเรา ไป เดินหางแลวสวยๆ ซื้อมาไมไดเด็ดขาดเพราะแบบนั้นเคาทำมาสำหรับเทา มาตรฐาน ควรปรับได เชนเชือกผูกหรือ ตีนตุกแก มีแผนรองพิเศษที่หลอขึ้นตามรูปเทาผูปวย สวนรองเทากีฬาตองใชที่มีแผนรองพิเศษที่หลอขึ้นตามรูปเทา ผูปวย ประเภทนี้ควรนัดตรวจทุก 3 เดือน ระดับที่ 4 กลุมความเสี่ยงสูงมาก (Very high risk) เทาชา เคยมีแผลที่แผลหายแลว มีแผลเปน เคยมี ประวัติการตัดนิ้วหรือบางสวนของเทา เทาที่เปลี่ยนรูปรางไป รองเทาที่เหมาะสม รองเทาแตะตองหลอขึ้นจากเทา ผูปวยเองเลย พื้นนุม ขนาดพอดีเทา อาจ มีสายรัดสน ใสในบานและนอกบาน ในกรณีเปนแผลอยางเดียวรองเทา อาจคลายๆ ระดับที่ 2 แตหากมีการหักของกระดูกเทาหรือขอเทา (Charcot foot) รองเทาทำงานตองปด สูงหุม ขอ โดยตัดตามเทาผูปวยโดยเฉพาะ หนังไมแข็งเกินไป ที่สำคัญ ตองปรับได เชนเชือกผูกหรือตีนตุกแก มีแผนรอง พิเศษที่หลอขึ้นตามรูปเทาผูปวย รองเทากีฬาหุมขอเพื่อชวยประคองขอเทามีแผนรองพิเศษที่หลอขึ้นตามรูปเทาผู ปวย ประเภทนี้ควรนัดตรวจทุก 3 เดือน 1 http://gotoknow.org/profile/ptthiti 38
44.
การตรวจเทาผูปวยเบาหวาน
การปองกันยอมดีกวาเปนแลวมาแกไข การใหความรูผูปวยเรื่องการดูแลเทาจึงจำเปนอยางมาก ความเขาใจของ ผูปวยเกี่ยวกับการตัดขาเปนดาบสองคม ทำใหผูปวยที่ยังไมเปนรูสึกกลัว แตในขณะเดียวกันผูปวยเบาหวานที่เปน แผลไมกลามาหาหมอ2 การดูแลเอาใจใสของหมอและทีมดูแลจะทำใหผูปวยไววางใจ มั่นใจในการไปหาหมอ การ ตรวจเทาก็เชนเดียวกันนอกจากเขาจะเห็นวาไดรับการดูแลเอาใจใส แมกระทั่งเทาที่คนไทยโดยทั่วไปถือวาเปนของ ต่ำหมอก็ยังไมรังเกียจ ปจจุบันนี้มีเครื่องมือในการตรวจเทาที่เรียกวา Monofilament บางโรงพยาบาล เชน โรง พยาบาลครบุรี ผลิตขึ้นใชเองโดยใชเทียนไขเปนที่จับ ซึ่งพบวาใชการไดดี ระยะเวลาที่ควรตรวจเทาในผูปวยเบาหวาน ผูปวยเบาหวานตองตรวจเทาตนเองทุกวัน เมื่อพบวาผิดปกติตองพบหมอ แตทีมดูแลผูปวยเบาหวานควรตรวจ เทาทุกครั้งที่มารับการรักษา3 ซึ่งนักกายภาพบำบัดใหความเห็นวาไมจำเปนตองตรวจทุกครั้งที่ผูปวยมาตามนัด4 การ ตรวจเทาเปนการสังเกตวามีแผล หรือความผิดปกติทั่วไปอยางไร แตการใช Monofilament เปนการดูอาการแสดง ของเสนประสาทเสื่อม อยางไรก็ตามคงตองดูบริบทของผูปวยดวย การตรวจบอยๆก็ทำใหรักษาไดเร็ว ดังนั้น อาจ ตรวจทุกครั้งหรือไมทุกครั้งขึ้นอยูกับความเหมาะสมของทุกฝาย ทั้งความสะดวกสบายของผูตรวจและผูปวยก็ควรได รับการรักษาทันทีที่เริ่มเกิดแผล สิ่งสำคัญคือการทำใหผูปวยรับรู ดูแลตนเองและพบหมอทันที ที่มีแผลหรือมีความ ผิดปกติเกิดขึ้นสำคัญที่สุด การตรวจ Monofilament การตรวจ monofilament เดิมมีขอแนะนำใหตรวจ 10 จุด แตปจจุบันประเด็นการตรวจเพียง 4 จุดถูกจุด ประกายอยางกวางขวาง ภายหลังการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง Foot care in Diabetic ของสมาคมผูใหความรู โรคเบาหวาน ซึ่งอาจารยศิริวรรณ บุตะเดช ผูเชี่ยวชาญเรื่องการดูแลสุขภาพเทาประจำ คลินิกสุขภาพเทา แหงโรง พยาบาลเทพธารินทร กลาววา ลาสุด American Diabetic Association: ADA ไดแนะนำการตรวจMonofilament แบบใหม แค 4 จุด คือ นิ้วหัวแมเทา (Big toe) และหัวกระดูกบริเวณโคนนิ้วที่ 1, 3, 5 รวมเปน4จุด จิ้มแลวไมรูสึก แคจุดเดียวใน 4 จุดนี้ก็ถือวา Impairment (Neuropathy) เลย ซึ่งจากเดิมเราจะใช 10 จุด หากตอบไมไดเกิน 4 ใน 10 จุดถือวามีภาวะImpairment of Protective sensation หากจิ้มแลวคนไขบอกไมไดเลยใหถือวา Loss of Protective sensation 2 http://gotoknow.org/profile/bukpat 3 http://gotoknow.org/profile/crown_pcu 4 http://gotoknow.org/profile/ptthiti 39
45.
เปรียบเทียบอันเดิม 10 จุด
กับอันใหม 4 จุด การดูแลเอาใจใสกับอวัยวะทุกสวนเปนสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะเทาซึ่งเปนอวัยวะที่ถูกใชงานอยางหนัก เพราะหาก เกิดอันตรายกับเทาแลว นั่นหมายถึงความไมสุขสบายที่จะเกิดขึ้น และอาจจะเกิดความพิการขึ้นได ดังนั้น เริ่มตน ดูแลเทาตั้งแตวันนี้ กอนที่จะไมมีเทาใหดูแล 40
46.
เรื่องเลาจากคนทำงานเบาหวาน พนัส ปรีวาสนา และจตุพร
วิศิษฏโชติอังกูร บริการบนพื้นฐานความเขาใจผูปวยเบาหวาน ระบบบริการสุขภาพปจจุบัน มุงเนนวัดผลสัมฤทธิ์บริการเชิงปริมาณ มีตัวชี้วัดมากมาย บุคลากรสาธารณสุขตอง ใชเวลาประจำวันไปกับการทำงานที่ตอบสนองตัวชี้วัด เพื่อใหไดผลงาน และรับเงินคาตอบแทนตามที่ระบบกำหนด สัมพันธภาพบริการที่ดีทั้ง ผูใหบริการและผูรับบริการ หรือผูใหบริการดวยกันเองเปลี่ยนไป เวลาที่มีใหบริการกับ ผูปวยนอยลง เนื่องดวยภาระงานเกี่ยวกับเอกสาร การจัดเก็บขอมูลมากขึ้น ผูรับบริการเพิ่มกวาเดิมในขณะที่ผูให บริการไมเพียงพอ ผูใหบริการจึงเกิดความเบื่อหนาย ทอแท ชินชา ขาดความกระตือรือรน สรางสรรคงานใหมๆ ประกอบกับความเจริญของการใหบริการทางการแพทยสมัยใหม ที่เนนการรักษาในมุมมองทางชีวการแพทยที่มอง แบบแยกสวน มุงรักษาโรค ไมใชรักษาคน ในขณะที่บริการสุขภาพควรเปนแบบองครวมที่มองเรื่องสุขภาพและการ เจ็บปวยทุกมิติ ทั้งทางกาย จิตใจ อารมณและสังคมและวัฒนธรรม ที่ตองบริการดวยหัวใจของความเปนมนุษย การ เขาใจผูปวย ผูปวยอาจตีความหมายของภาวะหรือการเจ็บปวยที่แตกตางจากความหมายทางการแพทย เปนการ ตีความหมายบนความเขาใจ จากประสบการณ จากความเชื่อ ตามสภาพสังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดลอมรอบตัวเขา การสื่อสารที่ตรงกัน งาย ชัดเจน เขาใจตรงกันจึงเปนเรื่องสำคัญ ในการดูแลผูปวยเบาหวานของบุคลากรสาธารณสุข จำเปนอยางยิ่งที่ตองเขาใจบริบทชีวิตของผูปวย เพื่อเชื่อม โยงใหเห็นแบบแผนการดำเนินชีวิต และขอมูลจากผูปวยเปนสวนหนึ่งของการออกแบบการรักษาพยาบาล ชุมชนแลกเปลี่ยนเรียนรูใน Gotoknow.org มีเรื่องเลาจาก นายแพทยสุธี สดุดี หรือ คุณหมอจิ้น1 โรงพยาบาล วารินชำราบ ที่เลาถึงการสื่อสารดวยภาษา และความหมายที่เขาใจตางกันระหวางหมอ กับผูปวยเบาหวานที่ กวาจะ รูคำตอบที่สงสัยวาทำไมผูปวยจึงควบคุมระดับน้ำตาลไมได ตองผานการเรียนรูหลายกระบวนการ ยกตัวอยางที่ คุณหมอจิ้นเลา “การสื่อสารในชีวิตประจำวัน ถาเราสังเกตดู มีบอยครั้งมากที่มีความเขาใจไมตรงกัน คำพูดเดียวกัน แปลความ หมายไมเหมือนกัน ทั้งๆ ที่ภาษาคนเหมือนกัน ดวยบริบทของคนพูด ของคนฟงตางกัน มาทำงานที่อุบลใหมๆ ถาม 1 http://gotoknow.org/profile/crown_pcu 41
47.
คนไขเปนยังไงจะปา
คนไขบอก “ ไคแน “ ผมนึกในใจ วา “ โห ทำไมนักเลงจังจะ (จ แทน ว)” มาถามวาใครแน แถวนี้ คุณพยาบาล เห็นผมงง เลยแปลบ อกผมวา “ ไคแน “ แปลวา OK คะ หมอ ( แปลลาวเปน ภาษาอังกฤษเสียดวย) เมื่อสัปดาหกอน ตรวจที่ PCU แนะนำเรื่องการดูแลเทา กับคนไข ถามปา แกวา ใชอะไรตัดเล็บแกบอก “ก็ใชมีดแลว คุณหมอ” ตามจินตนาการ ของผมนึกถึงมีดปอกผลไม มีดปอกหมาก ขึ้นมาทันที “อาว ไมไดใชกรรไกรตัดเล็บเหรอ?” ( บานผมเรียก กรรไกรตัดเล็บบางทีก็เรียกที่ตัดเล็บ) แกบอก “ เปลา! ใชมีดไมไดใชกรรไกร ” มีการแนะนำเรื่องการใชอุปกรณตัดเล็บ (ภาษาหนังสือใชคำวาอุปกรณตัดเล็บ) วาไมควรใชมีดเพราะมันจะบาด ได เกิดแผล คุยไปคุยมาปรากฏวา ที่พูดทั้งหมดเปน อุปกรณตัดเล็บเดียวกัน ที่เราใชปกตินี่แหละครับ แกเรียก “มีด” เรียกทั้งบาน ทั้งตำบล จนพูดไปพูดมา ผมก็งงเองวา..เอ..สงสัยที่บานผมจะเรียกผิดหรือเปลา หรือวาเขา เรียก มีดตัดเล็บจริงๆ ก็ไมมีใครพูดผิดหรอกครับ เคาเรียกมีดมาตั้งแตเกิด แมก็เรียก พอก็เรียก เพื่อนที่โรงเรียนก็ เรียก จะใหเรียกกรรไกรตัดเล็บไดอยางไร ไอผมก็เรียกอยางนี้มาตั้งแตเด็กเหมือนกัน หลังจากนั้นเปนอันเขาใจตรงกัน “ผมมีคนไขคนหนึ่ง ชื่อลุงไพรเวียง รักษาเบาหวานมาหลายปแลวครับ รักษานานจนกินยาเบาหวานชนิดเม็ด ไมไดผล แมขนาด maximum dose แลว FBS2 ยัง 300 – 400 mg% เลยตองฉีดยา Insulin ฉีดมาประมาณ 2– 3 ป บางชวงมีปญหา เดี๋ยวน้ำตาลก็สูงมากๆ ตอมาอยูดีๆ น้ำตาลต่ำเฉยเลย หมดสติมาหลายครั้ง เปนอยางนี้ เรื่อยมา รักษากับอายุรแพทยก็หลายครั้ง ผมก็เปนคนดูแลแกเองตอนอยู โรงพยาบาล แตก็ไมสามารถจะตามไปดูวา แกใชชีวิตอยางไร ปรับยาทีก็ตองนัดเปนอาทิตย เปนเดือน กวาจะเจอกันที บางทีกอนจะเจอกัน มา Admit เสียแลว พอดีมาเจอแกที่ PCU ก็ไดโอกาสเสียที ผมไดมีโอกาสไปเยี่ยมบาน ไดคุยกับภรรยา คุยกับแมยาย สังเกตที่บานลุง ไพรเวียง มีน้ำหวานอยูตามจุดตางๆ ในบาน ที่ตระแกรงหนารถแกก็เอาน้ำตาลทรายมาวางไว ระหวางนั่งคุยกัน อยูดีๆ แกมองขามไหลผมตาลอยๆ แลวไมพูดอะไรตอ อยูนิ่งสักพัก บอก “คุณหมอ ผมวาน้ำตาลผมกำลังต่ำนะ” เมียแกรีบเอาน้ำแดงขนมาใหกิน 2-3 ชอนแกง สักครูแกพูดไดตอใหเจาะน้ำตาลดู ไดคา 62 mg% เมื่อเดือนกอน ผมอานบันทึกเจอบันทึกของ เบาหวานโรงพยาบาลพุทธชินราช เรื่องของคุณลุงวิเชียร ถูกใจ ครับ ไดเอามาใช บอกลุงไพรเวียง ลองจด ดูซิวากินอะไรบาง ฉีดยาตอนไหน เอาละเอียดเลยนะวากินขาวไปเทาไหร แกบอก “ได ” 2 FastingbloodsugarFBS() FBS 42
48.
สัปดาหตอมาแกเอาสมุดมาใหดู ที่ PCU
ครับ ตรวจยาก็ฉีดถูกครับ เวลาก็ OK แถมกินนอยมากครับ กินขาว 3 ชอนแกง กับปนปลา เที่ยงกินกับปลาปน เย็นกินขาว 2 ชอนแกง กับปนเห็ด เชากินกับปลาปน ปนปลา ปลาปน ปน เห็ด เห็ดปน อยูอยางนี้แหละครับ ผมวา เอ! ทำไมกินนอยจัง สงสัยเขาใจวาคุมอาหารคือ อดขาว มั้ง แตน้ำตาลก็ สูงมั๊กมาก แกบอกวาก็กินอยางนี้มานานแลว เปนอาหารในชีวิตประจำวัน ดูซิเนี่ยรักษากันมาหลายป ทำไมไมเคยรู มากอนเลย แกบอกวา “ปกติกินขาวเหนียว เดี๊ยวนี้เอาขาวเหนียว 1 สวน ขาวจาว 2 สวน วันไหนเบื่ออาหาร ก็กินแค 1 – 2 ชอน วันไหน กินขาวแซบ (แปลวา อรอย) กินไดมื้อละ 4 ชอน” ผมวา โอ! นี่ขนาดกินอรอยนะเนี่ย มินา Hypoglycemia มาบอยๆ เดี๊ยวสูง เดี๊ยวต่ำ อยางนี้นี่เอง แตเดี๋ยว กอน! (เหมือน โฆษณา TV direct ชอบกล ทำนอง ซื้อตอนนี้แถม อีก หนึ่ง) สัปดาหกอน ไปเยี่ยมบานกับนักศึกษาพยาบาลที่จะทำงานที่ PCU ครับ พาไปเยี่ยมแกที่บาน นักศึกษาถามวา “วันๆ กินยังไงจะลุง?” แกเอาชอนกินขาวใหดู เดินไปตัก ขาวใหดู “เปนอยางเนี้ยครับ จานนี้ 2 ชอนครับ จานนี้ 3 ชอน” คิดดู 4 ชอนจะขนาดไหน ผมตองมาตั้งสติ สตังใหม ตองทบทวนกันใหมอีกแลว ที่เขาใจมานะมันไมใชอยางที่คิด บานนี้ไมใชทัพพีตักขาว ครับ ใชชอนเลย ที่แกเขียน 3 ชอน มันเทากับ 3 ทัพพีใหญ ที่บานผมเลยครับ ภาษาพระเรียก สมมุติ สิ่งเดียวกัน ในธรรมชาติมันเกิดมันมีปกติของมัน เราไปสมมุติมัน สมมุติไมเหมือนกัน เพราะตางความเปนอยู ตางกรรม ตาง วาระ จะไปยึดถือ ใครผิดใครถูกไดลำบาก เรียก น้ำ เรียก water เรียก จุย มันก็อันเดียวกัน หมอจะไปบอกวาแก พูดไมถูกก็ไมได ก็หมอพูดไมเหมือนเขาเอง แถมคุณหมอจิ้นยังทิ้งทายวา “พูดภาษาไทยเหมือนกัน คำวา ชอน วามีด เหมือนกัน เวลาแปลความหมาย มันยังตางกันพอสมควรทีเดียว สิ่งหนึ่งที่ นักสื่อสารสุขภาพ ที่ดี ตองมีคือ การเปนผูใหที่ดี การรับฟง และการ ถอดรหัสคำพูด ทั้งของตนเองและผูรับ” ทุกวันนี้ผมก็ยังฝกอยู งานสุขศึกษาประชาสัมพันธที่ผมไดสัมผัสมา (เฉพาะ ที่ไดสัมผัสมานะครับ) เปนการสื่อสารทางเดียว ซะสวนใหญเลยครับ การรับ และการปรับเขาหากันนอยมาก ความ สำเร็จที่ยั่งยืน ก็ยังไมเกิด แตเราก็ยังตองเดินหนาตอไป เรื่องเลาของ คุณพิชชา ถนอมเสียง3 ที่ไปโรงพยาบาลกับแมที่เปนเบาหวาน แลวเลาเรื่องราวที่พบเห็นที่แสดงให เห็นถึงการสื่อสารที่ตองระวัง อาจเกิดความเขาใจที่ไมตรงกัน อาจตองแสดงของจริง เพื่อใหไมสับสน สังเกตวาผูปวย ที่มารอรับบริการหลายคนรอลุนผลเลือดของตัวเองวาน้ำตาลมีมากนอยแคไหน ขนาดแมยังพูดขึ้นมาวา “โอย..น้ำตาลจะขึ้นไหมเนี่ย...เดี๋ยวเจอหมอบนแน” หมอที่แมหมายถึง คือพยาบาลที่บอกผลเลือดวัดความดัน และจะใหขอแนะนำในการปฏิบัติตัวเมื่อพบวาน้ำตาล ในเลือดสูง แมพูดเมื่อไดยินพยาบาลสาวสวยคนหนึ่งถามคุณปาที่กำลังวัดความดัน ที่พบวาผลน้ำตาลสูงเกือบๆ สอง รอยวา 3 http://gotoknow.org/profile/ocsckku 43
49.
“ปาไปทำอะไรมา กินอะไรบางไหนบอกสิ”
หลังจากทราบเรื่องอาหารการกินโดยปกติของคุณปาคนนั้นแลว พยาบาลก็ใหคำแนะนำวา “คราวหนานะ ปา กินขาวเหนียวนะ ไดมื้อหนึ่งประมาณ 2 ปน ปนละเทาไขไกเบอร 3” วาแลวคุณพยาบาลสาวก็ทำมือขนาดไขเบอร 3 ใหคุณปาดู คุณปาก็ทำมือตามแตไขคุณปาใบใหญพยาบาลเลย ใหทำมือใหมเทากับไขเบอร 3... ไมรูปานนี้ปาตองซื้อไขเบอร 3 มาเปนตัวอยางหรือเปลา? เรื่องเลาของ พญ.กมลรัตน บัญญัตินพรัตน โรงพยาบาลดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร ผานบันทึกของ เภสัชกร อเนก ทนงหาญ4 การดูแลผูปวยโรคเบาหวานทำใหไดเรียนรูวา มีผูปวยโรคเบาหวานจำนวนมากในปจจุบัน และ ผูปวยแตละคนก็มีความแตกตางกัน ไมวาจะเปนเรื่องการปฏิบัติตัวตางๆ การควบคุมอาหาร การรับประทานยา ตลอดจนการเฝาระวังภาวะแทรกซอนที่จะเกิดขึ้น การไดดูแลรักษาผูปวยเบาหวานก็สรางความประทับใจไดหลาก หลายเชนกัน ทั้งในแงบวกและแงลบ หรือตลอดจนบางเรื่องที่คาดไมถึงวาจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจริงๆ ผูปวยเบาหวานที่มารับการรักษา หลายคนที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไดเปนอยางดี ทั้งๆ ที่เปน เพียงชาวบานธรรมดา การศึกษาคอนขางนอยดวยซ้ำ แตคนเหลานั้นตระหนักดีถึงความสำคัญของการควบคุมระดับ น้ำตาลในเลือด ไมตองการใหมีภาวะแทรกซอนจากโรคเบาหวานเกิดขึ้น ผูปวยกลุมนี้จะจดจำระดับน้ำตาลในเลือด ในแตละเดือนของตนเองไดดี และจะนำมาเปรียบเทียบกับระดับน้ำตาลในเดือนปจจุบันที่มาตรวจทุกครั้ง โดยจะ ถามวา “คุณหมอ เดือนนี้น้ำตาลเทาไรคะ / ครับ” พอทราบผลก็จะพูดทันทีวา เดือนที่แลวน้ำตาลเทากับ ....... เอง ถาระดับน้ำตาลในเลือดสูงกวาเดิมก็จะบนวา “ทำไมสูงขึ้น ไมไดกินของหวานเลยนะเนี่ย ” ทั้งๆ ที่ระดับน้ำตาลอยูในเกณฑที่ดี สูงขึ้นกวาเดิมเพียง 5-10 mg/dl เทานั้น หลังจากที่ตรวจเสร็จ เมื่อเห็นวา ผูปวยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลไดดีแลวก็จะนัดติดตามการรักษาหางขึ้น เพื่อความสะดวกในการเดินทางของผู ปวย แตผูปวยจะตอบวา “คุณหมอ อยานัดหางเลย นัดเทาเดิมเถอะ ไมอยากหางหมอ เดี๋ยวน้ำตาลจะสูงขึ้น” (ทั้งๆ ที่ ตัวแปรหลักใน การควบคุมน้ำตาลคือ ผูปวยเองก็ตาม) พอผูปวยมาตรวจเบาหวานไดสักระยะหนึ่ง ก็จะเริ่มถาม “ คุณหมอ ไมตรวจดูไตเหรอ กลัวเบาหวานลงไต” 4 http://gotoknow.org/blog/dmthatpanom/52449 44
50.
สิ่งเหลานี้ แสดงใหเห็นวาผูปวยมีความรูเรื่องเบาหวานอยูระดับหนึ่งแลว จึงชวยใหการควบคุมเบาหวานในผู ปวยกลุมนี้งายขึ้น
ในขณะเดียวกันก็มีผูปวยอีกบางกลุมที่ไมสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได เนื่องจากเหตุผลหลายอยาง เชน รับ ประทานยาไมสม่ำเสมอ ไมควบคุมอาหาร หรือรับประทานยาตามความพอใจของตนเอง (ปรับยาเอง/ไมไดฟงวิธีรับ ประทานยาที่หมออธิบาย/ลืมวาหมอใหปรับยา) หรือแมกระทั่งเอายาของผูอื่นมารับประทาน เปนตน ผูปวยบางคน ก็ยังมีปญหาเรื่องการดูแลสุขอนามัยของตน บางคนปลอยใหเทาเปนแผลเหวอะหวะขนาดใหญเปนเวลานานกวาจะ มาพบแพทย จนผลสุดทายตองลงเอยที่การตัดเทา/ขาทิ้ง ผูปวยกลุมนี้ไมใชวาไมดูแลตนเอง แตพวกเขาดูแลในแบบ วิธีของตนเองจนเห็นวาความพยายามของตนเองไมไดผลแลวจึงมาพบแพทย ถาเราสามารถดูแลผูปวยในกลุมหลังใหมีความรูความเขาใจเกี่ยวกับโรคที่เปนอยูไดเหมือนผูปวยในกลุมแรก ได ก็คงจะสามารถรักษาผูปวยเบาหวานใหมีประสิทธิภาพไดดียิ่งขึ้น ผูปวยเบาหวานก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลด การเกิดภาวะแทรกซอนจากโรคเบาหวานใหนอยลง สงผลใหลดงานทางสาธารณสุขไดดวย แลวทำใหนึกถึงการทำงานของเราทุกวัน ที่อาศัยจากการซักถามเปนหลัก แลวสั่งการรักษาสั่งยา แนะนำสารพัด แตขาดการรับฟง หรือแมกระทั่งการตามไปเยี่ยมบาน ซึ่งดูมีคุณคามาก ที่จะพบกับปญหาที่แทจริง และชวยคนไข ไดอยางตรงจุด สิ่งสำคัญอีกอยางที่ตองมอง ก็คือการใหผูปวยไดมีสวนรวมในการตัดสินใจ รับรูในสภาพการเจ็บปวย เพื่อให สามารถปฏิบัติตัวที่เหมาะสมไดเอง และไมมีคำพูดวา หมอสั่ง หรือหมอบอกใหทำ อีกตอไป อีกหนึ่งเรื่องเลาที่เห็นแงมุมนาสนใจดานจิตวิทยาในการดูแลผูปวย จาก ดร.นิภาพร ละครวงศ5 เลาผานบันทึก วา พบยายคนหนึ่งปวยเปนโรคเบาหวานมานาน และตนเองนั้นควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไมได คิดนอยใจใน ตนเองที่ทำไมอาการไมดีขึ้น เปนภาระใหกับลูกหลานตอนที่เราคุยกันนั้นคุณยายมีลูกหลานมาดวยหอมลอมอยาง อบอุน และมีนองสาวชื่อ ยายจอม ที่มีอายุไลเลี่ยหางกันไมมากที่คอยดูแลพูดคุยกัน เปนภาพที่อบอุนเหมือนกัน ถาม ความแลวคุณยายนอยใจ เปนความคิดชั่วขณะที่ถูกอารมณและความรูสึก ผลัก ปะทุใหกระทำ สำหรับรายนี้ขาพเจาไดตัดสินใจนำแนวทางของจิตวิทยาแนวพุทธมาเปนเครื่องมือนำทางใหผูปวยไดเรียนรูทุกข คนหาสาเหตุของความทุกข การมีความระลึกรูอยูตามลมหายใจของตนเอง ซึ่งผูปวยก็พอมีตนทุนอยูบางในการ ฝกฝน การเพิ่มกิจกรรมในวิถีประจำวัน แทนการนั่งนอนเฉยๆ เพราะทำใหไรคา การที่ไดทำกิจกรรมเล็กๆ นอยๆ เชน ปลูกตนไม รดน้ำตนไม... ก็ยังทำใหคุณยายไดเคลื่อนไหวรางกาย สำหรับรายนี้ไมมีความคิดฆาตัวตายซ้ำ…เปนอีกประเด็นหนึ่งที่นาสนใจ ที่ทีมดูแล หรือผูดูแลผูปวยควรนึกถึง ประเด็นฆาตัวตายอาจมีไมบอยนักแตไมควรมองขาม อีกเรื่องเลาที่นาสนใจเกี่ยวกับ การใหความหมายในการดูแลตนเองของผูปวยที่ตางกันกับหมอ ที่อาจเปนขอคิด 5 http://gotoknow.org/profile/kapoom 45
51.
สำหรับคนทำงานทุกทาน จาก พญ.ศิริรัตน
สุวันทโรจน6 หรือหมอเจ จากบันทึกเรื่อง ผมคิดวา “ไอ” ไมเปนไร ครับ เรื่องเลามีอยูวา ยุคของขอมูลขาวสาร ทำใหผูคนแทบจะสำลักกับขอมูลใหมๆที่ผานเขามาใหบริโภค ทีมนำระบบงานพัฒนา คุณภาพในโรงพยาบาลจึงตองมีความไวในการกลั่นกรอง จัดกลุม และเปนที่ปรึกษาใหขอคิดเห็นกับผูคนในระบบที่ เปนทีมงาน เพื่อปรับความคิดเห็นใหเกิดเปนความรูที่ถองแท และใหประโยชนแกผูรับบริการที่องคกรดูแล 2 วันที่ผานมา ฉันไดพบกับ นองยม คนไขที่เคยเขากลุมแลกเปลี่ยนเรียนรู นองยมบอกไววา “เขากลัวมากที่ จะเปนไตวาย” วันนั้นฉันสัมผัสไดวาเขามีความสุขมากขึ้น สีหนาดูคลายเศรา แววตาแจมใสไมหมนมัวเหมือนที่เปน บอกใหฉันรูวาเขามีกำลังใจที่จะตอสูตอไปเพื่อตัวเขาเอง เขาไดความมั่นใจคืนมา คนไขรายนี้เปนรุนนองของฉัน อาชีพรับจาง ทำงานเกี่ยวกับการทำความสะอาดเสื้อผา ไมตองทำงานกะ กอน ทำงานนี้ เขาเคยทำงานหนัก เปนงานที่ตองแบกลาก ตองทำงานทุกวัน บางวันตองทำงานกะดึก หลับๆ ตื่นๆ เพราะ งานที่เขามาเปนงานที่ไมแนนอน ดีหนอยที่เชาขึ้นไดหยุดพักครึ่งวันกอนมาเขางานตอ เขาทำงานอยางนี้เปนเวลา ประมาณ 10 ปก็เปนเบาหวาน การเปนโรคเบาหวานทำใหเขาเปลี่ยนมาทำงานทำความสะอาดเสื้อผา การมีเครื่อง ซักผาเปนเครื่องมือผอนแรง ทำใหงานซักผาเบาลง แตก็ยังตองทำงานแบกลากอยูดี ตอนที่มาเขากลุม ฉันสังเกตวา เขาไมคอยมีสมาธิ บอยครั้งที่เขาจมอยูกับความคิดของตนเอง มีอยูชวงหนึ่งที่ใหกลุมแลกเปลี่ยนเรียนรู เรื่องยา เขา กลับเลาวา “ผมไปหาหมอแลวหมอวา เบาหวานขึ้นตา เวลาผมทำงาน ผมตั้งโปรแกรมเครื่องซักผาผิดบอยๆ เพื่อนใน ที่ทำงานจะตอวาผมเสมอ ผมไมรูจะทำยังไง” กวาจะดึงเขากลับมาอยูในประเด็นเรื่องยาได ทีมก็ตองใชความสามารถเปนอยางสูง คำพูดบางอยางของนองยม เมื่อตอนเขาแลกเปลี่ยนเรียนรู (แลกเปลี่ยนเรียนรู) สะกิดใจฉันใหคิดถึงวานาจะมี Administration error เกิดขึ้นจากระบบงานเภสัชกรรมบำบัดของเราโดยเราไมไดนึกถึง นองยมไดเขารวม แลกเปลี่ยนเรียนรู ที่ตั้งหัวปลา (หัวขอเรียนรู) วา “อยากรูวาคนไขกินยาอยางไร” เครื่องมือ ที่ใชในการ แลกเปลี่ยนเรียนรู ในกลุม คือ ตัวอยางยาที่ตองจายใหผูปวยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง จำนวนหนึ่ง คุณอำนวยนำใหคนไขที่มาเขากลุมแลกเปลี่ยนเรียนรูกันดวยโจทยวา “ใหหยิบยาของตัวเองขึ้นมาใหดูกอน แลวมีอะไรอยากเลา อยากคุย อยากถาม เกี่ยวกับยาใหคุยได” นองยมไดหยิบยา Enaril, Daonil, Glucophage ขึ้นมาใหดู แลวเลาวา “หมอบอกวา อยาหยุดยา ใหกินยาไปเรื่อยๆ จะไดคุมโรคได ทุกวันผมจะมีอาการไอตอนเย็นๆ ไออยูเปนป แลว ไปหาหมอขอยาแกไอมากินหลายครั้งแลว” 6 http://gotoknow.org/profile/aekasilapa 46
52.
เมื่อคุณอำนวยไดหยิบยา Enaril ขึ้นมาสรุปใหฟงวา
“คนไขคนไหนกินยาตัวนี้แลวมีอาการไอ หมอจะหยุดยา และเปลี่ยนเปนตัวอื่นที่มีฤทธิ์ใกลเคียงกันให” ฉันไดยินนองยมรำพึงวา “หมอบอกเราวา ยาที่เลือกใหกินเปนยาดี ไมรูเลยวา หยุดยาได” นองยมมาพบเพื่อนอีกคนที่ทำงานอยูที่เดียวกัน ชื่อ นองหลี เมื่อเขากลุม แลกเปลี่ยนเรียนรู ทั้ง 2 คนเพิ่งมารู เรื่องการปวยของกันและกันก็ตอนมาเขากลุม นองหลี หยิบยา Daonil, Glucophage ขึ้นมาและเลาวา “หมอบอกวา ใหกินยาใหตรงเวลา ผมไดยานี้แหละมากิน กินวันละ 2 มื้อ เชา กับ เย็น มีบอยๆ ที่หลังกินยา แลวใจสั่นตอนเชาของทุกวัน เวลา 7 โมง ผมจะกินยาทันที แลวมาทำงาน” ฉันไดรวมฟงดวยตอนที่นองหลีเลาเรื่องของเขา ฉันจึงบอกใหเขาเลาเกี่ยวกับมื้ออาหารและการดูแลตัวเองเมื่อมี ใจสั่นใหฟง นองหลีเลาวา “ผมกินกาแฟเปนอาหารเชา บางวันมากินที่ทำงาน บางวันกินมาจากบาน บางวันมาถึงที่ทำงานก็ไดกินเลย บางวันก็ติดงานไดกินตอน 10 โมง บางวันที่มีอาการใจสั่น ก็หาอะไรหวานๆ เขาปากไวกอนเสร็จงานจึงไปกิน กาแฟ” เมื่อฉันใหเขาเลาตอเกี่ยวกับการมาทำงาน เขาเลาวา “ผมไปทำงานดวยมอเตอรไซด ใชเวลาเดินทางประมาณ 15 นาทีโดยเฉลี่ย มาทำงานคนเดียว เวลาออก จากบานสวนใหญก็เปนเกือบ 8 โมงบาง 7 โมงครึ่งบาง” นองหลีเปนคนไขที่มีคา HbA1C 10 ขึ้นไปตลอดปที่ผานมา เรื่องที่เขาเลาทำใหฉันเขาใจจุดปญหาในระบบ บริหารยาที่กอผลตอภาวะคุมน้ำตาลไมไดของนองหลีชัดเจนขึ้น ฉันจึงใหคำแนะนำวา “นองหลีเอายาไปกินที่ ทำงานแลวกัน ครึ่งชั่วโมงกอนจะไปหาอะไรกินตอนเชา นองหลีคอยกินยานะ” ในชวงตอมาตอนเจอกับนองยม เขายื่นประวัติผูปวยใสมือฉัน และมองหนาเหมือนใจจดจออยูกับอะไรบางอยาง สายตาฉันแวบไปดูผลเลือดในประวัติ ความยินดีก็บังเกิด ฉันวานองยมชนะแลว วันนี้นองยมมีผลน้ำตาลในเลือด เพียงแค 155 มก./มล. ในขณะที่ในอดีตที่ผานมา มันจะอยูที่ 300 ขึ้นไปตลอด ฉันบอกเขาพรอมถามไปวา “ดีใจ ดวย คาเลือดเธอดีมาก ลดลงเยอะเลย ตั้งใจตอนะ เธอยังมีอาการใจสั่นอีกไหม” คำตอบคือ “ไมมีแลว” ผลเลือดของนองยม บอกใหฉันรูวา การจัดเวที แลกเปลี่ยนเรียนรู ระหวางกันใหกับคนไขเบาหวานดวยวิธี KM ที่ไดเรียนรูจากทีมคุณหมอนิพัธ ไดชวยการคลายทุกขใหคนไขบางคน เรื่องของนองยม และนองหลี ทำใหฉันไดเรียน รู ประเด็นที่เกิด Administration error จากระบบบริหารยาของเรา และนี่คือคุณภาพงานสุขศึกษาในระบบบริหาร ที่ควรมี P D C A (Plan-Do-Check-Action) กำกับ ในบริบท “การเชื่อมโยงสูชุมชนของวิชาชีพที่มีบทบาท บริหารยาใหผูปวยทุกคน” อันเปนบริบทหนึ่งที่ถูกคาดหวังจาก HpHA คุณคาของ Agility ในระบบเภสัชกรรม 47
53.
บำบัดของ โรงพยาบาล จึงไมไดอยูที่การมีรายงาน
Administration error ที่ครอบคลุมครบถวน รายงาน ADR ครบถวน แตอยูที่ความเร็วในการตรวจจับปญหาในระบบภายในที่วิชาชีพทำกันเอง และความไวในการรับรูผลขาง เคียงที่เกิดจากการบริหารยาในผูรับบริการจากการใหสุขศึกษา โดยหมอเจเลาตอวา บันทึกนี้แทนคำขอบคุณแดทีม งานเวชศาสตรครอบครัว ร.พ.พุทธชินราช พิษณุโลก และหมอเจยังเลาถึงการใหความหมายของคนไขเกี่ยวกับการ รักษาตางจากคนรักษา ดังนี้ “กินยาตรงเวลา ในความหมายของคนไข หมายถึง เวลาตามนาิกา กินยาตรงเวลา ในความหมายของคน รักษา หมายถึง เวลาที่เหมาะสมกับความตองการใหยาออกฤทธิ์” “กินยากอนอาหาร ในความหมายของคนไข หมายถึง ไมกินยาเมื่อทองวาง กินยาใหกอนกินอาหารมื้อนั้นๆ อยางนอยกอนเริ่มกินอาหาร” กินยากอนอาหาร ในความหมายของคนรักษา สำหรับยาทั่วไป มีความหมายเดียวกับ คนไข และ หมายถึง เวลากินยาเริ่มที่เวลาครึ่งชั่วโมงกอนเริ่มกินอาหาร” สรุปเปนความรูไดวา กินยาตรงเวลาสำหรับคนไขเบาหวานมีนัยยะ หมายถึง กินยากอนอาหารตรงเวลาที่ สามารถใหยาออกฤทธิ์โดยไมเกิดผลขางเคียง คือ น้ำตาลในเลือดต่ำ หากไมตองการใหคนไขเบาหวาน เกิดน้ำตาลใน เลือดต่ำ ผูบริหารยาพึงประเมินผลการบริหารยากอนอาหารโดยตัวผูปวยวา ถูกตองตามประสงคหรือไม การบริหารยากอนอาหารที่พึงประสงคของผูปวยเบาหวาน ซึ่งชวยลดภาวะแทรกซอนทั้งน้ำตาลในเลือดต่ำ และน้ำตาลในเลือดเกิน คือ 1. เมื่อบริหารยาแลว ระยะเวลาที่ผูปวยกินยากับมื้ออาหารนั้นๆ หางกันครึ่งชั่วโมง เพื่อใหยาออกฤทธิ์เหมาะสม ที่สุด 2. การไมบริโภคอาหารซ้ำเพื่อใหไดชื่อวากินยากอนอาหาร ซึ่งเปนสาเหตุเสริมใหน้ำตาลในเลือดคุมไมได การบริการสุขภาพโดยเฉพาะในผูปวยเรื้อรัง ที่เปนโรคที่เกี่ยวของกับวิถีชีวิต เกี่ยวของกับพฤติกรรมดูแลตนเอง ดังนั้น ผูปวยตองควบคุมตนเอง การจัดการกับโรคดวยตนเอง จึงจะสงผลลัพธที่ดีตอสุขภาพ การรักษาดวยยาเปน เพียงสวนหนึ่งของการรักษาเทานั้น การบริการที่ดีตองบริการแบบองครวมที่นอกจากดูแลรางกายแลว ตองดูปจจัย อื่นที่มีผลตอการดูแลรักษาดวย และตองเขาใจความหมายที่ผูปวยใหเกี่ยวกับการดูแลรักษาวาถูกตองเหมาะสมอยาง ไร ตองปรับกระบวนการดูแลใหมีประสิทธิภาพไดอยางไร 48
54.
เรื่องเลาจากเหลาเภสัชกร พนัส ปรีวาสนา และจตุพร
วิศิษฏโชติอังกูร บทบาทของเภสัชกรกับการดูแลผูปวยเบาหวาน บทบาทของเภสัชกรมีมากขึ้นในการดำเนินการเชิงรุกเพื่อการดูแลผูปวยเบาหวาน ระยะหลังไดมีการอบรม เภสัชกร รานขายยา เกี่ยวของกับการคัดกรองผูปวยเบาหวานโดยการเจาะเลือดปลายนิ้ว เรื่องของการใชยากับ ผูปวยเบาหวาน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผูปวย ฯลฯ โดยมีเปาหมายเพื่อใหประชาชนเขาถึงบริการมากขึ้น ซึ่ง ปจจุบันนี้ รานขายยาที่กระจายอยูทั่วประเทศ และมีจำนวนไมนอยที่ผานการรับรองเปน “รานยาคุณภาพ” ผูปวย สวนหนึ่งที่ไมไปรับบริการที่โรงพยาบาล สามารถเขาถึงบริการนี้ไดโดยสะดวก งาย โดยเฉพาะคนทำงานที่หาเชากิน ค่ำ ไมมีเวลา มักไปใชบริการที่รานยา ซึ่งจะเปนแหลงที่จะชวยคัดกรองผูปวยกอนเขาสูระบบรักษาไดเปนอยางดี โดย เฉพาะเภสัชกรที่นาจะเปนบุคลากรสาธารณสุขที่ตองเขาใจเบาหวานที่ครบทุกมิติ ดร.วัลลาตันตโยทัย1 ไดพูดถึงเภสัชกรกับการดูแลผูปวยเบาหวานดวยความชื่นชมวา เภสัชกรแตละจังหวัดมี การรวมกลุมกันดีมาก จนสามารถสรางนวตกรรมดานการดูแลผูปวยเบาหวาน ไมวาจะเปนเรื่องการใชใชวิธีงายๆ ใน การชวยใหผูปวยเบาหวานรับประทานไดถูกเวลาและถูกขนาด เรื่องการสงมอบยาฉีดอินซูลินใหผูปวยที่รักษาระบบ ความเย็น เปนตน เรื่องเลาจาก เภสัชกรศุภรักษ ศุภเอม2 จากโรงพยาบาลอุบลรัตน ที่บันทึกความรูในการเลือกใชยาของบุคลากร สาธารณสุขกับการดูแลผูปวยเบาหวาน ที่ตองใหความระมัดระวังในระดับสูงจากบันทึกเรื่อง “ยาคูนี้ ไมใชสีเทา lopid+simvas จงอยาประมาท” “ปจจุบันเราอาจพบวา การใชยารวมกันระหวาง gemfibrozil+simvastatin แมมีขอหามใช แตแพทยก็ยัง สั่งยาคูกันเพราะ มีความเชื่อวาไดประโยชนกับผูปวย แตทวาจากงานวิจัยที่ตีพิมพ ป 2010 เรื่อง Effects of Combination Lipid Therapy in Type 2 Diabetes Mellitus พบวา การใชยาสองชนิดรวมกัน ไมเกิดผล ดีเหนือกวาการใช simvastatin เพียงตัวเดียว นอกจากนี้ในอดีต คดีความที่แพทยในอเมริกาแพคดี ตองจายเงินให คนไขมากมาย เพราะการใชยา statin+ยา lopid นี่แหละชัดเจน หาก ใครจายยาคูนี้ออกไป จงดูแลตนเองระวังถูก 1 http://gotoknow.org/profile/copdmfaci 2 http://gotoknow.org/profile/frxeak 49
55.
ฟองรองได ในกรณีที่หากเกิดอะไรขึ้นมากับคนไข”
เรื่องเลาในบันทึกอาจารยวัลลา ที่ชื่นชมความคิดของเภสัชกรในการใสใจในคุณภาพของการเก็บรักษาอินซูลิน เพื่อสงมอบอินซูลินแชเย็นใหผูปวย ที่ผูปวยก็สามารถทำไวใชพกพาเมื่อตองเดินทางไกลได ที่ ภก.เอนก ทนงหาญ3 สงเรื่องเลาการดูแลผูปวยเบาหวานในบทบาทของเภสัชกรเปนเรื่องราวของ ภก.ปญญา ธีระกำจาย แหงโรงพยาบาล โพนสวรรค จ.นครพนม ดังนี้ ผูปวยตองนำอินซูลินจากโรงพยาบาลเพื่อไปฉีดที่บานตอ จำเปนตองเก็บรักษายาอินซูลินในสภาพที่แชเย็น หอง ยาจะจายยาอินซูลินใหกับผูปวยพรอมกับแนะนำใหผูปวยซื้อน้ำแข็งเพื่อแชในระหวางที่เดินทางกลับบาน ผูปวยบาง รายจะนำกระติกใสน้ำแข็งมาเอง แตผูปวยสวนใหญจะไมไดเตรียมภาชนะอะไรมาเลย บานของผูปวยบางคนอยูไกล จากโรงพยาบาลมาก เชน ที่ ต.บานคอ มีระยะทางหางจากโรงพยาบาลถึง 40 กิโลเมตร ตองใชเวลาในการเดินทาง นาน หองยาไดแกปญหาที่เกิดขึ้นโดยใชกระปองยาที่เหลือใช นำไปบรรจุน้ำเพื่อทำเปนน้ำแข็ง แลวใสอินซูลินใหผู ปวยนำกลับบาน พรอมทั้งแนะนำวิธีการเก็บรักษาอินซูลินที่ถูกตอง ตามฉลากยาควรเก็บอินซูลินไวที่เย็น อุณหภูมิ 2–8 องศา C หรือตูเย็น แตหามแชแข็งและตองไมถูกแสงแดด วัสดุอุปกรณ ใชกระปองยาที่เหลือใช น้ำ ชองแชแข็งในตูเย็นเก็บวัคซีน การเตรียมการดำเนินงาน กอนวันคลินิกเบาหวาน (วันพฤหัสบดี, ศุกร) คนงานคัดเลือกกระปองยาที่เหลือใช เลือกกระปองที่มีขนาดพอเหมาะ นำมาทำความสะอาด แลวบรรจุน้ำใสกระปองประมาณ ½ ของปริมาตรภาชนะ นำไปไวในชองแชแข็งประมาณ 1 วัน วิธีการดำเนินงาน พิมพฉลากยา วิธีการฉีด ปริมาณการใชแลวนำฉลากยาบรรจุลงในซองซิปนำอินซูลินออกจาก กลองยา และใสในซองซิปเพื่อปองกันฉลากยาเปยกน้ำ ใสในกระปองยาที่แชแข็งที่เตรียมไว สงมอบยาใหกับผูปวย พรอมแนะนำวิธีการเก็บยาที่ถูกตอง ประโยชนที่จะไดรับคือ ผูปวยไดรับยาอินซูลินที่มีประสิทธิภาพ เปนการรักษา ยาที่ถูกตองตามระบบการรักษายาที่ตองแชเย็น (Cold Chain) และทำใหผูปวยทราบวิธีการเก็บรักษายาอินซูลินที่ ถูกตอง ปญหาก็มีบางในกรณีที่ผูปวยบางรายไมไดนำเอาอินซูลินที่แชในกระปองออก เมื่อเก็บไวในตูเย็นที่บาน ขวดยา และฉลากยาจึงแชในน้ำเมื่อน้ำแข็งละลายตัว ทำใหฉลากยาเปอยยุย สวนการแกไขปญหาที่เกิดขึ้นแนะนำใหผูปวย เอายาอินซูลินและฉลากยาแยกออกจากกัน กอนที่จะเก็บไวในตูเย็นที่บาน ใหเก็บกระปองน้ำแข็งไวในชองแชแข็ง ซึ่ง จะมีประโยชนเมื่อผูปวยจำเปนตองพกพาอินซูลินไปในสถานที่อื่นๆ สวนยาอินซูลินใหเก็บไวในชองแชเย็นปกติ เรื่องราวดีๆ แบบนี้ มาจากการสรางสรรคของคนทำงานที่พัฒนาบริการใหมีคุณภาพ ผูรับประโยชนคือตัวของ ผูปวยเบาหวานที่มีไดรับการรักษาที่เอาใจใสจากบุคลากรทางการแพทยที่เขาใจพวกเขา เปนการรักษาที่คำนึงถึง บริบทของผูปวยตามแนวทางของการบริการทางการแพทยดวยหัวใจของความเปนมนุษย 3 http://gotoknow.org/profile/thanonghan 50
56.
เบาหวานกับนวัตกรรม พนัส ปรีวาสนา และจตุพร
วิศิษฏโชติอังกูร หากนวัตกรรม หมายถึง การพัฒนาความรู วิธีการ ทักษะ กระบวนการ กิจกรรมใหมๆ การนำสิ่งที่มีอยูในชุมชน อื่นมาพัฒนา หรือปรับใชในชุมชนตนเอง และการนำสิ่งที่มีอยูมาปรับกระบวนทัศนใหม หรือทำวิธีใหมแลวไดผลแลว นวัตกรรมเกิดขึ้นตลอดเวลาในการดำเนินการสงเสริมปองกันรักษาฟนฟูโรคเบาหวาน แตหากนวัตกรรมที่เกิดขึ้นไมมี การเผยแพร การพัฒนาและการนำไปใชประโยชนก็จะไมเกิดขึ้น ดังนั้นจึงไดการรวบรวมนวัตกรรมที่เกิดจากการ ดำเนินงานดานเบาหวาน จากเวทีการแลกเปลี่ยนความรูใน Gotoknow.org เพื่อเปนคลังความรูที่ทุกคนสามารถ เรียนรูและนำไปประยุกตใช ในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ ดังนี้ ไมตรวจเทา (Monofilament)บานกุดจาน1 Monofilament โดยทั่วไป 1 http://gotoknow.org/blog/dmcop/88502 51
57.
Monofilament บานกุดจาน วัตถุประสงค ใชตรวจการรับความรูสึกที่เทาของผูปวยเบาหวาน
วิธีการ 1) ใชไมตะขบ (เชอรี่อิสาน) เจาะรูโดยใชเข็มฉีดยาเบอร ๒๑ หมุนลงไป 2) ใสกาวใสเอ็นเบ็ดเบอร ๔๐ 3) นำไปทดสอบแรงกดกับเครื่องชั่งสารเคมี ใหไดแรงกด ๑๐ กรัม การใชประโยชน : ใชตรวจเทาผูปวยเบาหวาน เพื่อการประเมินความเสี่ยง และจากการที่มีการประดิษฐไม ตรวจเทาได จึงทำให อสม.ประจำกลุมเบาหวาน มีอุปกรณที่เพียงพอในการปฏิบัติงาน สงผลใหเกิดการกระตุนใหผู ปวยดูแลเทาตนเองใหดียิ่งขึ้น และชุมชนมีสวนรวมในการดูแลสุขภาพเทาของผูปวยในชุมชนของตน โดย คุณวัลภา เฟอยงาราช นักวิชาการสาธารณสุข ๕ สถานีอนามัยบานกุดจาน จ.สกลนคร 52
58.
สัญลักษณชวยใหใชยาไดถูกตอง2 สัญลักษณบอกขนาดและเวลารับประทานยา วัตถุประสงค เพื่อชวยใหผูปวยเบาหวานซึ่งอานหนังสือไมไดใหสามารถใชยาไดถูกตอง วิธีการ การกำหนดสัญลักษณวิธีการกินยาที่ผูปวยสามารถเขาใจไดอยางงายๆ การนำไปใชประโยชน ใชสัญลักษณวิธีการกินยาชวยผูปวยอานหนังสือไมไดใหสามารถใชยาได โดย
ภก.อับดุลเลาะ แวนาแว โรงพยาบาลยะรัง จ.ปตตานี “off loading”3 2 http://gotoknow.org/blog/dmcop/89262 3 http://gotoknow.org/blog/footcareclinic/219884 53
59.
วัตถุประสงค เพื่อฟนฟูการเกิดแผลในผูปวยเบาหวาน
วิธีการ ใชหลักชีวกลศาสตร (Biomechanics) ของการเกิดแผลในผูปวยเบาหวานเพื่อทำใหน้ำหนักไมลงที่แผล มาใชฟนฟูในผูปวยเบาหวาน โดย นศพ.จุฑามาส สุวัฒนภักดี ,นศพ.ไพบูลย ศรีพงษสาร,นศพ.ศิรินาถ จุฬาวงศสวัสดิ์ นักศึกษาแพทยป 5 คณะแพทยศาสตรโรงพยาบาลรามาธิบดี ถุงผาแทนใจ ใชยาเบาหวาน4 วัตถุประสงค การตรวจสอบวาผูปวยเบาหวานรับประทานยาไดถูกตอง ครบถวน หรือไม และเพื่อเปนการลด การใชถุงพลาสติกในโรงพยาบาล วิธีการ 1) แจกถุงผาใหกับคนไข 2) ผูปวยนำยาที่เหลือกลับมาดวยทุกครั้งเพื่อนำยามาคืน 3) เจาหนาที่จะตรวจสอบวายาที่ไดกลับคืนมาคิดเปนมูลคาเทาไหร การนำไปใชประโยชน นำไปกับผูปวยเบาหวานคลินิกเบาหวาน โรงพยาบาลสีชมพู โดย โรงพยาบาลสีชมพู อ.สีชมพู จ.ขอนแกน เบาหวาน เบาใจ5 4 http://gotoknow.org/blog/dmht-sichomphu/360320 5 http://gotoknow.org/blog/ambulampang/408654 54
60.
วิธีการ จัดทำแผนพับแข็งขนาดจิ๋ว มีหนาหลัง
พับครึ่ง มีขอความไมมากแตเปนขอความสำคัญที่ผูปวยควรจะจำ ไดและนำไปใชประโยชนในการดูแลตัวเอง ลักษณะของแผนพับ หนาแรก ปกมีชื่อ เบาหวาน เบาใจ และก็มีกลอนวา คุมอาหารดี ชีวีมีสุข ออกกำลังกายไรทุกข สนุกสนาน กินยาสม่ำเสมอ จิตใจเบิกบาน คุมเบาหวานได ในมือคุณ หนาที่สอง แสดงเปาหมายในการควบคุมโรคเบาหวาน เรื่องของตัวเลขตางๆ ที่ผูปวยควรรู จะไดทราบถึง สถานะโรคของตัวเองได รวมทั้งขอควรปฏิบัติเมื่อมาเจาะเลือด หนาที่สาม เปนการเตือนความจำถึงเรื่องการตรวจรางกายประจำปของผูปวยเบาหวาน ซึ่ง จะตองมีการตรวจ หลักๆ ไดแก ตา ไต เทา ฟน ที่ผูปวยลงบันทึกวันที่ ที่ตัวเองมาตรวจเพื่อเตือนวา ปนี้ไดตรวจอะไรบางและหนา สุดทายก็จะเปนการไขขอสงสัยเกี่ยวกับเรื่องยา การนำไปใชประโยชน แจงใหผูปวยหลังรับบริการใหคำปรึกษาผูปวย 55
61.
56
62.
การสรางเครือขายเบาหวาน : พลังการเรียนรู พนัส
ปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร ภาคีเครือขาย เปนกลไกการขยายกิจกรรมไปสูชุมชนที่กวางขวาง สรางกระบวนการเรียนรู ผานการแลกเปลี่ยน ประสบการณและการสื่อสารระหวางสมาชิกเครือขาย และถือเปนกลไกที่มีประสิทธิภาพในการจัดสรร จัดการ ทรัพยากรฯ การดำเนินงานดานการสงเสริม ปองกัน รักษา โรคเบาหวาน ที่ผานมามีลักษณะการทำงานเปนภาคี เครือขายที่เกิดตอเนื่องจากเครือขายจัดตั้ง มีการพัฒนาและเสริมแรงจากภายใน ไดรับการกระตุนจนสมาชิกเครือ ขายเริ่มสรางพันธะสัญญาของตนเอง ตอเครือขาย กอใหเกิดการมีสวนรวมจากทุกภาคสวน ทำใหเกิด “พลัง” และ “กำลัง” ในการขับเคลื่อนกิจกรรม และเกิดกระบวนการการทำงานในลักษณะที่เปน “การดูแล และแบงปน” หรือ “Care share process” เครือขายที่เชื่อมรอยเกาะเกี่ยวกัน ทำใหเกิดการเติบโตทั้งวิธีคิดและวิถีปฏิบัติไปดวย กัน ในบันทึกของ Gotoknow.org ก็จะเห็นถึงเครือขายที่เกิดขึ้นทั้งในรูปแบบเครือขายทางวิชาการที่มาแลกเปลี่ยน เรียนรู และสวนหนึ่งเปนเครือขายที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ ตัวอยางเครือขายเหลานี้เชน ตลาดนัดความรูในการดูแลผูปวยเบาหวาน รูปแบบนี้ นำหลักทางการตลาดมาปรับใชในการจัดการความรู พรอมๆ กับการสรางเครือขายการทำงาน มี รูปแบบการดำเนินงานที่นาสนใจ เชน พอคา-แมขายในงานนี้คือ ทีมสหสาขาวิชาชีพที่ใหการดูแลผูปวยเบาหวาน จากโรงพยาบาล PCU และสถานีอนามัย และภาคีเครือขาย ลูกคาคือ ผูปวย และ ญาติ และบุคคลที่สนใจ ใช กระบวนการจัดการความรูและทำ AAR ทุกครั้ง กระบวนการเรียนรูเหลานี้ทำใหผูที่สนใจเรียนรูไดแลกเปลี่ยนความ รู ประสบการณ ไดเรียนรู รูจักเครือขายคนทำงานขามวิชาชีพ ประเด็นที่แลกเปลี่ยนในตลาดนัดความรูจะเปนเรื่อง ระบบบริหารจัดการ การทำงานเปนทีมสหสาขาวิชาชีพ การพัฒนาบุคลากร ระบบรายงานและการเก็บขอมูล การ ทำงานเชิงรุก การคัดกรองกลุมเสี่ยง การดูแลรักษาตามเกณฑ การสงตอและการติดตามเยี่ยม การใหสุขศึกษา การ สนับสนุนใหผูปวยดูแลตนเอง เชน เครือขายเบาหวานระดับจังหวัดฉะเชิงเทรา ปตตานี นครพนม อุบลราชธานี ระยอง สุราษฎรธานี เกิดการเคลื่อนตอของแตละจังหวัด มีการจัดทำแผนงานเพื่อขับเคลื่อน เนนการประสานงาน ทีมิใชการสั่งการ เพื่อกอใหเกิด ความยั่งยืน มีการประสานระหวางโรงพยาบาล ศูนยสุขภาพชุมชน (PCU) เริ่มจาก อำเภอเดียวกัน ทำงานอยางเปนทีม และ จัดทำ “คูมือ” สำหรับผูปวยเบาหวาน ยังมีการขยายรูปแบบการรวมเครือ ขายลักษณะเดียวกันนี้เปนตลาดนัดความรูการดูแลผูปวยเบาหวาน-ความดันโลหิตสูง ที่มีการจัดขึ้นในทุกภาค 57
63.
ประกอบดวย กิจกรรมการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสาธารณสุขใหมีความรูและทักษะในการสรางเครือขาย สราง และพัฒนาศักยภาพแกนนำชุมชนใหสามารถดำเนินกิจกรรมคัดกรอง
ปองกัน สงเสริม ดูแลรักษาและฟนฟูสุขภาพ ในเรื่องเบาหวาน ความดันโลหิตสูง พัฒนาความรูเรื่องโรคเบาหวาน ความดันโลหิต แกประชาชน และคนหา Best practice ในชุมชน มหกรรม KM เบาหวาน กิจกรรมที่ถือวาเปนกิจกรรมใหญๆ ที่สรางพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรูใหกับผูสนใจ เราจะรูจักกันดีในชื่อของ มหกรรม KM เบาหวาน ประกอบดวยกิจกรรมที่มีวัตถุประสงคที่มุงใหเกิดแลกเปลี่ยนเรียนรู Best practice เพื่อการ ดูแลผูปวยเบาหวานที่มีประสิทธิภาพ สรางความรูเรื่องการดูแลผูปวยเบาหวานจาก Best practice ที่มีอยูภายใน เครือขาย ตลอดจนสรางความรูเรื่องการจัดการความรู หรือ KM ที่ทำใหการดูแลผูปวยเบาหวานที่มีประสิทธิภาพ มี การสรางขอตกลงความรวมมือระยะยาวภายในเครือขายที่ชัดเจนกลุมเปาหมายคือเจาหนาที่ที่ถึงตัวชาวบาน โดยใช หลักการสังคมแหงการเรียนรู (learning society) หากมองในมุมพื้นที่ ก็มีกลุม/เครือขายที่รวมตัวกันในระดับพื้นที่ เชน เครือขายแพทยแผนไทยกับการดูแลผู ปวยเบาหวาน จ.อุดรธานี กลุมเครือขายแพทยแผนไทยกับการดูแลผูปวยเบาหวาน จ.อุดรธานี ประกอบดวยโรง พยาบาลและ สถานีอนามัยในเขตอำเภอกุดจับ,หนองวัวซอ, โนนสะอาด,ไชยวาน,บานผือ,เมือง และโรงพยาบาล ศูนยอุดรธานี มีการรวมกันจัดทำ การขั้นตอนการจัดบริการ และ CPG (Clinical practice guideline แปลวา ”แนวทางเวชปฏิบัติที่ใชเปนคูมือในการดูแลรักษาผูปวย”จะเปนแนวปฏิบัติเรื่องใดก็ได เชน “CPG การดูแลผูปวย เบาหวาน”, “แนวทางเวชปฏิบัติเรื่องวัณโรค” เปนตน) พรอมทั้งรูปแบบการรายงาน แนวทางการใหบริการ การ นวดเทาดวยตนเอง และ ขั้นตอนการนวดเทาของหมอนวดแผนไทย โดยจะไมใชไมกดจุด โดยมีเข็มมุงที่จะใหคนไขที่ อยูในโครงการสามารถนวดเทาตนเองไดทุกราย เปดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรูออนไลนใน gotoknow.org เพื่อเปนสื่อ กลางการดำเนินงานของเครือขาย ชมรมเพื่อนเบาหวานตำบลบานนา โดยกลุมงานเวชศาสตรครอบครัวและบริการสุขภาพชุมชนของโรงพยาบาลบานนา จัดกิจกรรมออกเยี่ยมบานใน ชุมชน ใหคำแนะนำการดูแลสุขภาพตนเอง ครอบครัว ชุมชนตามวิถีชีวิตที่เปนอยูจริง ทำใหผูปวยเกิดความตระหนัก ในการเฝาระวังภาวะแทรกซอนของโรค เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรูซึ่งกันและกันเปนเครือขายในการดูแลตนเองของ ผูปวยเบาหวาน จากปรากฏการณจะเห็นไดวาเครือขายการทำงานดานเบาหวานไดมีการพัฒนาการของภาคีเครือขายผานระยะ ที่ 1 ระยะที่กอรูป พบวาสมาชิกหรือภาคีของเครือขายโดยเฉพาะกลุมแกนนำหรือภาคีสวนนำ เห็นเงื่อนไขและความ จำเปนที่จะตองทำงานประสานกันเปนเครือขายสะทอนออกมาในรูปของเจตนารมณอุดมการณ วิสัยทัศนรวมกัน (common perception) และสวนใหญกำลังกาว สูระยะที่ 2 ระยะขับเคลื่อน พบวาเครือขายมีฟอรมของการกอตัว ขึ้น เห็นโครงสรางทางความคิดชัดเจน ทั้งในแงปฏิสัมพันธ หรือกลไกการเชื่อมประสาน(bridge) การสื่อสาร และการ บริการจัดการซึ่งสวนมากมีลักษณะความสัมพันธแบบไมมีลำดับชั้น(hierarchy) แตละคน แตละกลุม แตละองคกร เปนอิสระตอกัน ภาคแตละสวนสามารถบริหารจัดการตนเอง (Self-regulating) ในการทำงานเครือขายไดอยาง อิสระ และบางเครือขายกำลังกาวเขาสูระยะที่ 3 คือ ระยะขยายตัว ที่มีการเคลื่อนเครือขายเกิดประโยชนตามความ 58
64.
สนใจรวม(Mutual interests/benefits) การทำงานเครือขายมีลักษณะเปนการทำงานที่สมาชิกภาคีเครือขายมีสวน รวมอยางกวางขวาง(all
stakeholders participation) สมาชิกมีลักษณะเสริมสรางซึ่งกันและกัน (complemen- tary relationship ) มีการดำรงอยูในเครือขายแบบพึ่งพิงอาศัยกันและกัน (interdependence) อยางไรก็ตาม การ ดำรงอยูของภาคีเครือขาย ขึ้นอยูกับความสามารถในการบริการจัดความสัมพันธใหเกิดการบมเพราะความสัมพันธ ความศรัทธา และความไวเนื้อเชื่อใจตลอดจนการสรางกรอบทางความคิด เพื่อใหเกิดการแลกเปลี่ยนขอมูลขาวสาร การแกปญหารวมกันอยางสรางสรรค รวมทั้งการดำเนินการรวมกันระหวางองคกรอยางตอเนื่อง ขอเปนกำลังใจให กับทุกเครือขายในการขับเคลื่อนกาวไปขางหนา เพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย 59
65.
60
66.
บทสงทาย : เบาหวาน
มหันตภัยเงียบที่นาจับตา มอง พนัส ปรีวาสนา และจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร เบาหวาน (Diabetes mellitus) ถือเปนโรคอีกโรคหนึ่งที่กลายมาเปนโรคของคนกระแสหลักในระบบสุขภาพ ของคนในสังคมไทยและสังคมโลก เนื่องเพราะมีคุณลักษณะที่สำคัญคือ “เมื่อเปนแลวรักษาไมหายขาด แตก็ สามารถปองกันได” และที่สำคัญอีกประการก็คือ เมื่อเปนแลวมักจะเกิดภาวะแทรกซอนหรือโรคแทรกซอนเรื้อรัง ตามมาอีกหลายชนิด ในทางของการเกิดเบาหวานนั้น เปนผลจากการที่ฮอรโมนอินซูลินทำงานบกพรอง ไมสามารถดึงเอาน้ำตาล (Insulin) ออกมาเผาผลาญเปนพลังงานแกรางกายได พลอยใหน้ำตาลถูกกักเก็บในกระแสเลือดมากจนเกินความ จำเปน จนเกิดเปนภาวะ “น้ำตาลในเลือดสูงเกินปกติ” ดังนั้นดวยความที่เกี่ยวของกับน้ำตาล คนไทยจึงมีชื่อที่เรียก เบาหวานหลายหลายชื่อ อาทิ โรคหนักหวาน โรคปสสาวะหวาน (โรคมดตอม) โรคคนอวน โรคของคนรวย หรือ แมแตโรคผูสูงอายุก็เรียก เพราะในอดีตนั้นมีความเขาใจวาเปนโรคที่เกิดขึ้นกับผูสูงอายุนั่นเอง เปนที่นาสังเกตวาบรรดาชื่อที่นำมาเรียกเบาหวานนั้น จะเห็นไดวาสวนใหญยึดโยงกับพฤติกรรมการกิน การอยู แทบทั้งสิ้น กลาวคือเปนโรคที่เกิดจากภาวะที่ผูคนนิยมบริโภคอาหารที่มีปริมาณของน้ำตาล แปง และไขมันสูง ซึ่ง ปจจุบันพบวามีสถิติผูปวยเพิ่มมากขึ้นอยางนาตกใจ จนอาจมองไดวาโรคเบาหวานเปนโรคอีกโรคหนึ่งที่สะทอนให เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงทางสังคมไดเปนอยางดี เพราะจากอดีตที่เปนสังคมเกษตรกรรม ผูคนก็นิยมบริโภคอาหาร ที่ “เปนผักเปนปลา” (กินปลาเปนหลัก กินผักเปนพื้น) สิ่งเหลานั้นเปนวิถีวัฒนธรรมที่เรียบงาย สมถะ เปนภาพชีวิต ที่รอยรัดสนิทแนนอยูกับธรรมชาติ กินอยูไมซับซอนและเรงดวน สิ่งที่บริโภคก็มาจากปจจัยหลักคือการ “ปลูกเอง เลี้ยงเอง” แตพอสังคมวิวัฒนเขาสูความเปนคนเมืองตามแบบสังคมอุตสาหกรรม วิถีชีวิตก็เปลี่ยนแปลงจากการกิน พืชผักไปสูอาหารประเภทแปงและน้ำตาลมากขึ้น รวมไปถึงอาหารสำเร็จรูปที่หลากรูปลักษณที่จับจายสะดวกสบาย โดยอาจไมจำเปนตองเสียเวลาปลูกเองเลี้ยงเองดังอดีต ในทำนองเดียวกันนั้น ก็เปนที่รับรูอยางกวางขวางวา โรคเบาหวานยังมีความเชื่อมโยงกับระบบกรรมพันธุมาก เปนพิเศษ จนใครๆ ก็เคยไดเชื่ออยางปกใจมาแลววาโรคชนิดนี้เปน “โรคฟาประทานมากับพันธุกรรม” ซึ่งจริงๆ 61
67.
แลวไมเปนไปตามนั้นเสียทั้งหมด เพราะคนที่มีญาติสายตรงที่เคยมีประวัติเปนโรคเบาหวาน ก็ไมจำเปนตองปวยเปน โรคนี้ไปแบบอัตโนมัติ
เพียงแตเปนผูมีความเสี่ยงที่จะเปนเบาหวานเทานั้นเอง ดังนั้นจึงเห็นไดชัดวา พฤติกรรมการ กิน หรือการบริโภคนั้น ดูจะเปนปจจัยเกื้อหนุนสูการเปนโรคเบาหวานมากกวาใดๆ เลยดวยซ้ำไป นอกจากนี้ ภาพลักษณอันสำคัญอีกประการของโรคเบาหวานที่ผูคนรับรูจนกลายเปน ความหวาดวิตกแสน สาหัสก็คือภาวะที่เปนแลวไมสามารถรักษาใหหายขาดได ซ้ำรายยังนำพาใหเกิดโรคแทรกซอนเรื้อรังอีกมากมาย จน กลายเปนวาทกรรมเรียกขานวา “โรคญาติเยอะ” เพราะกระทบตรงตอระบบสุขภาพของคนเราโดยตรงทั้งทางตา ไต สมอง หัวใจ และหลอดเลือด ซึ่งภาวะแทรกซอนเหลานั้น ลวนเกิดขึ้นแบบเงียบๆ ชนิดที่วาคนปวยไมรูตัวมากอน มารูตัวอีกทีก็เขาสูภาวะเรื้อรังไปแลวก็วาได และนั่นก็เปนที่มาของการเรียกขานกันโดยทั่วไปอีกวา “โรคเงียบ” หรือ ภัยเงียบดวยเชนกัน แตอยางจากก็ตาม ถึงโรคเบาหวานจะเปน “โรคเรื้อรัง” ที่เปนแลวรักษาใหหายขาดไมไดก็จริง แตสิ่งที่ไมอาจ ปฏิเสธไดก็คือ เมื่อเปนแลวเราตางก็สามารถควบคุมได หรือแมแตในหวงยามที่ยังไมเปนโรคชนิดนี้ เราก็สามารถ ปองกัน หรือเฝาระวัง (Surveillance) ไดเชนกัน โดยการทำความเขาใจอยางมีสติ มีหัวใจที่เขมแข็ง มองโลกในแง ดี บริหารจัดการระบบสุขภาพผานการกินการอยูอยางเหมาะสม เปนตนวา ไมบริโภคอาหารที่มีปริมาณน้ำตาล แปง และไขมันสูงจนเกินความจำเปน แตควรหันกลับมามองอาหารประเภทพืชผักและสมุนไพร (ธรรมชาติบำบัด) ใหมาก ขึ้น รวมถึงการสรางนิสัยรักการออกกำลังกายใหกับตัวเอง เพราะวิธีการเหลานี้จะชวยกระตุนทั้งทางตรงและทาง ออมใหฮอรโมนอินซูลินทำงานไดอยางมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การไมละเลยที่จะสรางระบบเฝารังใหกับตัวเองอยางตอเนื่องจนเปน “วัฒน- ธรรมทางสุขภาพ” ดวยการสังเกตอาการตางๆ ที่เสี่ยงตอการเปนเบาหวานอยางงายๆ อาทิ ปสสาวะบอยและ กระหายน้ำอยูบอยๆ เนื่องจากสูญเสียน้ำไปทางปสสาวะเปนจำนวนมาก “กินเกง หิวบอย แตน้ำหลักลด” เนื่องจากรางกายไมสามารถสลายพลังงานจากไขมันได จึงจำตองสลายพลังงานจากโปรตีนและไขมันแทนสงผลให เกิดอาการ คันตามผิวหนัง ผิวหนังอักเสบ เกิดการติดเชื้องาย และเมื่อเปนแผลแลวแผลจะหายชา อาการเห็นภาพไม ชัด ตาพรามัว เทาเปนแผลงาย เหน็บชา ไรความรูสึก เปนอัมพฤต อัมพาต เปนตน ดังนั้นจึงอาจกลาวไดวา ปจจุบันนี้โรคเบาหวานเปนโรคที่คนไทยและสังคมโลกเริ่มรูจักกันเปนอยางดี ผานวาท กรรมจำกัดความงายๆ คือ “รักษาไมหายขาด แตควบคุมและปองกันได” รวมถึงการเปนเสมือนประตูสุขภาพที่ เปดพาใหโรคตางๆ ไดคืบคลานเขามาสูรางกายอันเปนภาวะแทรกซอนนั่นเอง ตลอดจนการสัมพันธยึดโยงกับความ เปน การกินอาหาร และการออกกำลังกาย ดวยเชนกัน แตเหนือสิ่งอื่นใด ความไมมีโรค ยอมเปนลาภอันประเสริฐ กระบวนการปองกัน มิใหระบบสุขภาพเสื่อมทรุด นั้น จึงถือเปนหัวใจหลักเพราะนั่นคือระบบคุมกันอันแข็งแกรงที่จะทำใหคนเราไมถูกคุกคามโรครายตางๆ หรือหาก ตองชะตากรรมกับการปวยไขใดๆ สิ่งสำคัญและยิ่งใหญที่สุดก็คงหลีกไวพนการมองโลกและชีวิตในมุมบวก สรางขวัญ กำลังใจใหกับตัวเองพรอมๆ กับการเรียนรูและทำความเขาใจในกลไกที่จะดูแลตัวเองอยางถูกวิธี เพื่อใหสามารถหยัด ยืนอยูในวิถีของการใชชีวิตไดอยางไมโศกเศรา หดหูจนเกินเหตุ เพราะเมื่อใดที่จิตใจเขมแข็ง รางกายก็ยอมเขมแข็ง ตามไปดวยเชนกัน เพราะนั่นคือ “สุขใจ กายก็เปนสุข” 62
68.
เกี่ยวกับผูเขียน นายพนัส ปรีวาสนา นักกิจกรรมนักศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
เปนคนกาฬสินธุโดยกำเนิด แตเสมือนราวกับวาชีวิตและลมหายใจ ไดกอเกิดและเติบโต สืบมาจนถึงทุกวันนี้ ก็ เพราะการไดเปนสวนหนึ่งของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยการเปนนิสิตเมื่อป 2534 ทุกวันนี้ยังมีความสุขกับการ เปนสวนหนึ่งของมหาวิทยาลัย และมีความสุขกับการไลลาความฝน ปจจุบันทำงานขับเคลื่อนงานกิจกรรมนักศึกษาที่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และเขียนบันทึกเรื่องราวผานประสบการณที่ http://gotoknow.org/blog/pandin 63
69.
นายจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร นักวิชาการอิสระ/นักศึกษาปริญญาเอก
สำเร็จการศึกษาทางดานการสงเสริมสุขภาพ (Health Promotion) ผานการเปนนักวิจัย ของ สำนักงานกองทุน สนับสนุนการวิจัย (สกว.) ทำงานวิจัยเพื่อทองถิ่นเชิงประเด็นที่เกี่ยวของกับการ Empowerment ชุมชน และทำงาน เปนนักวิจัยของสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกลา ประเด็น “การจัดการความขัดแยง กรณีปญหา สามจังหวัดชายแดนภาคใต” ปจจุบันกำลังศึกษาปริญญาเอกทางดานประชากรศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล, เปนนัก วิชาการอิสระ และทำงานเปนวิทยากรกระบวนการเชิงประเด็น กระบวนการถอดบทเรียน การจัดการความรู และ การประเมินผลแบบเสริมพลัง การวิจัยเพื่อปฏิบัติการทางสังคม และเขียนบันทึกแลกเปลี่ยนเรียนรูผานประสบการณ การทำงานที่ http://gotoknow.org/blog/mhsresearch 64
Download